นทิ านพื้นบ้านเร่อื ง “ตานาน แมย่ ่านาง”
ชาวประมงช่ือกันว่า “แม่ย่านาง” คอยคุ้มครองพวกเขาอยู่ตลอดเวลาและวลาท่ี
พวกขาออกเรอื ก็จะไหว้แมย่ า่ นางตรงหัวเรือจะช่วยในการหา กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ ได้
เยอะการไหว้แม่ย่านางปกติจะไหวเ้ ดือนละครงั้ แตบ่ างคร้งั ถา้ ออกเรือหาปลาวันใดกจ็ ะมี
การไหว้แม่ย่านางก่อนออกเรือหาปลา จะคุ้มครองพวกเขาตลอดไป จึงเป็นตานาน แม่
ยา่ นางมาจนถึงปัจจบุ นั นี้ การไหว้แม่ย่านางจะมีครอื่ งเซ่นดงั น้ี ผา้ สามสี ไก่ ๑ ตวั กล้วย
๑ หวี ผลไม้ตา่ งๆ วนุ้ ๗ สี
แม่ย่านางคือเทพธิดา ประจาเรือคอยคุ้มครองชาวเรือให้ปลอดภัยจากอันตราย
ต่างๆจากการออกรอื ไปหาปลาและเปน็ เทพธดิ า ท่คี อยดลบันดาลใหห้ าปลาได้มากๆ
นทิ านพ้นื บ้านเรื่อง “ดวงตาแหง่ โชคลาภ”
ดวงตาแห่งโชคลาภเป็นดวงตาท่ีชาวประมงวาดไว้ข้างเรือเพราะชาวประมงเช่ือ
วา่ ดวงตาจะชว่ ยชาวประมงหา กงุ้ หอย ปู ปลา ได้มาก ทาใหช้ าวประมงทุกคนจึงวาด
ดวงตาท้ังสองข้างมาไว้ท่ีข้างเรือ ชาวประมงจึงเรียกดวงตาทั้งสองว่า ดวงตาแห่งโชค
ลาภ
นทิ านพื้นบา้ นเรื่อง “พญานาคกบั ชาวประมง”
ชาวประมงผู้หนึ่งได้ออกหาปลาตอนกลางคืน และชาวประมงได้ไปเห็นขอนไม้ ๒
ท่อน และพอมองดูอีกทีกลับเป็นพญานาคเป็นสิริมงคล วันรุ่งขึ้นชาวประมงผู้น้ันได้
เสียชีวิตลงไม่ทราบสาเหตุ นับตั้งแต่นั้นมาชาวประมงก็เชื่อว่า เมื่อเจอพญานาคที่ใดย่อม
นาภยั พบิ ัติมาแกต่ น
นทิ านพนื้ บา้ นเรื่อง
“พบศพกลางทะเลต้องเก็บศพข้นึ เรอื นากลับเข้าฝ่งั ”
ชาวประมงถอื วา่ ถ้าแลน่ เรอื หาปลากลางทะเล หากพบศพลอยอยู่กลางทะเลจะน่าเกลียด
นา่ กลวั เพียงใด จะรู้จักหรือไม่รจู้ กั ให้ชาวประมงเกบ็ ศพข้ึนเรือ พาข้ึนฝั่งไปเผาตามประเพณีหรือ
หาญาติ หากชาวประมงไม่ช่วยกันเก็บศพเหล่าน้ันข้ึนฝ่ัง เชื่อกันว่าวิญญาณของศพน้ันจะ
บนั ดาลให้เรอื ล่มจมอับปางหรือทามาหากินไม่ข้ึน แต่ถ้าหากพาศพกลับมาด้วยจะทาให้ทามาหา
กินคล่อง ร่ารวย เคยมีชาวประมงคนหนึ่งเป็นชาวประมงอยู่ท่ีอาเภอปราณบุรี ได้ออกเรือไป
กลางทะเลไปพบศพของมัมมี่ เขาได้นาศพน้ันกลับเข้าฝ่ังและนาไปบูชา ปัจจุบันเขามีฐานะ
ร่ารวยมาก มีเรือหลายลา น้ีคือผลของการได้ช่วยเหลือศพได้กลับเข้าฝ่ัง ดังน้ันชาวประมงเม่ือ
พบศพกลางทะเล จะนาศพกลับเข้าฝ่ังด้วย เพราะเชื่อว่าวิญญาณของผู้ตายมีความประสงค์จะ
กลบั เขา้ ฝัง่ เหมือนกัน
นทิ านพ้ืนบา้ นเรื่อง “พระแม่คงคา”
พระแม่คงคาเป็นผดู้ แู ลแม่น้าลาคลอง โดยทุกวนั ลอยกระทงชาวประมงหรือผู้คน
จะไปท่แี มน่ ้าเพอื่ ขอขมาพระแม่คงคา ทเี่ คยท้ิงขยะลงในแม่น้าและถา้ เกิดขอขมาเสร็จก็
จะขอพร ชาวประมงเชอื่ ว่าถ้าขอพรร่วมกนั จะทาให้พรนั้นศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นเร่ืองจริง
ได้ เชน่ ขอให้ทง้ั ปีจับปลาได้มากๆ ชาวประมงจงึ ไดเ้ คารพพระแมค่ งคา
นิทานพนื้ บ้านเร่ือง “ผา้ สามสผี ูกหวั เรือ”
ชาวประมงเช่ือกันว่า ถ้าผูกผ้าสามสีไว้ที่หัวเรือจะเป็นการบูชาแม่ย่านางหรือ
พระแม่คงคาท่ีเฝ้าหัวเรืออยู่ ชาวประมงจึงนิยมผูกผ้าไว้ที่หัวเรือไว้เพื่อความสวยงาม
เปน็ ทถ่ี ูกใจของแม่ยา่ นางประจาเรือ
นทิ านพน้ื บา้ นเรื่อง “พรายลม”
พรายลม เป็นผีพรายท่ีมากับลม พรายลมมีลักษณะเป็นแสงแพรว
พรายคล้ายห่ิงห้อยตัวขนาดเล็กกว่าน้ิวก้อยนิดหน่อย พรายลมจะมากับ
แสงท่ีจะพุ่งออกมาจากหลักดูปลา หากพรายลมมาจับที่เสากระโดงเรือ
มากๆ จะทาให้เสากระโดงเรือพลิก ทาให้เรือคว่าได้ ชาวประมงมีวิธี
ป้องกันพรายลมโดยการนาอวนลากปลาไปขึงป้องกันไว้ เพราะพรายลม
จะกลวั อวนมาก
นทิ านพ้นื บา้ นเรือ่ ง “เต่ายักษ์”
วันหน่ึงมีชาวประมงคนหน่ึงพร้อมท้ังลูกน้องอีก ๒ คน พวกเขาจะ
ออกไปหา กุ้ง หอย ปู ปลา ในขณะที่แล่นเรืออยู่กลางทะเล พวกเขาก็ได้ไป
เจออะไรบางอย่าง คล้ายภูเขากาลังเคลื่อนไหวอยู่กลางทะเล ลูกน้องคนหน่ึง
เห็นรูปร่างคล้ายเต่ายักษ์ที่เขาเคยดูในโทรทัศน์ ลูกน้องคนน้ันจึงไปบอก
หัวหนา้ หัวหน้าเช่ือแล้วเขาได้ไปหยิบวิทยุที่อยู่ในเรือบอกกับเพ่ือนว่า ให้นา
เรือใหญ่ออกมา ๓ ลา เพื่อท่ีจะนาเต่ายักษ์ข้ึนไปบนบก ชาวบ้านรู้ข่าวจึงรีบ
ไปดูเตา่ ยกั ษน์ ้นั และต่อมาไดน้ าเตา่ ยักษไ์ ปปลอ่ ยที่กลางทะเลลึก จึงเปน็ เรื่อง
เหลือเชือ่ กลางทะเลทมี่ เี ตา่ ยกั ษล์ ้านปีอาศยั อยู่กลางทะเล
นิทานพนื้ บา้ นเรอ่ื ง “การสังเกตแสงดาว”
แสงดาว คืนใดท่ีมีแสงดาวระยิบระยับอยู่ทางทิศหัวนอน (ทิศเหนือ)
ความหมายว่าจะเกิดลมแรง ในวันรุ่งขึ้นชาวประมงหัวหินจะต้องคอยสังเกต
แสงดาวทุกคร้งั ก่อนออกหาปลา
นิทานพืน้ บ้านเรื่อง “การกนิ ปลาโดยไม่พลิก”
ชาวประมงเชื่อว่าหากกินปลาตัวใหญ่จะไม่พลิกกลับด้าน แต่จะใช้วิธีเลาะเอา
ก้างปลาออก เพราะชาวประมงขื่อว่าหากกินปลาตัวใหญ่แล้วพลิกกลับด้านจะทาให้
เรือคว่าและทามาหากินไม่ขึ้นหรือเกิดอันตรายต่อชาวประมงที่ออกเรือหาปลาได้
ชาวประมงบางคนหรือผู้ที่สืบทอดชื้อสายชาวประมงหัวหินบางคนจึงนิยมกินปลาโดย
ไม่พลกิ กลับด้านมาจนปจั จุบนั นี้
นิทานพืน้ บ้านเร่อื ง “ห้ามผู้หญิงน่งั หัวเรือ”
ชาวประมงเชื่อวา่ หากผู้หญงิ น่ังท่หี ัวเรอื จะทามาหากินไม่ขึ้นเกิดภัยพิบัติหา
ปลาไม่ได้ เพราะหัวเรอื เปน็ ที่อยขู่ องแม่ยา่ นาง ชาวประมงจึงไมอ่ ยากให้ผู้หญิงน่ังที่
หัวเรือ เพราะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติแม่ย่านางและเป็นการลบหลู่แม่ย่านาง ถ้า
เกิดจะนัง่ ต้องจดุ ธปู ขอขมาแม่ย่านางจึงจะน่ังได้ ปัจจุบันนี้ชาวประมงบางส่วนก็ยัง
เชอ่ื เรอ่ื งหา้ มผู้หญิงนั่งหวั เรอื
นิทานพน้ื บ้านเรื่อง
“การสังเกตพฤติกรรมของสตั ว์”
ชาวประมงเช่ือว่าพฤติกรรมต่างๆของสัตว์ เช่น หากเหย่ียวส่งเสียงติดๆกัน
แสดงวา่ ๕-๖ วัน จะเกิดลมพัดแรง แต่ถ้าหากมีเสียงเหยี่ยวร้องในขณะท่ีเกิดลมแสดง
ว่าลมกาลังจะหยุด หรือหากฝูงนกนางนวลบินเข้าหาฝั่งและร้องเสียงดังแสดงว่าพายุ
ฝนกาลังจะมา รวมทัง้ การสังเกตจากฝูงปลาหากฝูงปลาวา่ ยเขา้ ฝงั่ แสดงว่ากาลังจะเกิด
ลมแรง
นทิ านพ้นื บ้านเรอื่ ง
“การสงั เกตฝงู ปลา”
ชาวประมงยงั มีความเช่ียวชาญในการสังเกตหาฝูงปลา โดยดูจากพฤติกรรม
ของปลา เชน่ บริเวณใดมีปลากระโดดต่าๆอยู่กับทไี่ มก่ ต่ี ัวแสดงวา่ หนา้ ดินใต้นา้ น้ัน
นั้นมปี ลาฝงู ใหญ่อยู่ แตห่ ากมีปลาทก่ี ระโดดสงู ๆแสดงวา่ ในน้ามีปลาอยู่เพยี งไมก่ ่ตี ัว
หรืออาจไมม่ ีเลย
นิทานพืน้ บ้านเรอื่ ง
“การบอกสภาพอากาศ”
เศษไม้เศษพืชที่ลอยอยู่กลางทะเล ชาวประมงพื้นบ้านจะอาศัยดูเศษไม้
เศษพืชท่ีลอยอยู่กลางทะเลเพ่ือบอกสภาพล่วงหน้าโดยเฉพาะอย่างย่ิง ฝักพังกา
(ฝักไม้โกงกาง) หรือหญ้าทะเลลอยต้ังขึ้นแสดงว่สกาลังจะเกิดลมแรง หรือพายุ
ในช่วง ๓ วันน้ี การคาดคะเนสภาพอากาศด้วยวิธีน้ีจะได้ได้รับความเชื่อถือจาก
ชาวประมงในเร่อื งความแมน่ ยามากที่สุด
นิทานพื้นบา้ นเรอ่ื ง
“การสังเกตกระแสน้า”
การขึ้นลงของกระแสน้ามีความสัมพันธ์กับปริมาณ และแหล่งท่ีอยู่
ของสัตว์น้า เช่น ปลาบางชนิดจะมีมากในช่วงน้าลง หรือกุ้งก็มีท่ีอยู่อาศัย
แตกต่างกันช่วงน้าข้ึนและน้าลง โดยในช่วงที่น้าขึ้นกุ้งจะอยู่อย่างกระจัด
กระจายแต่เมือ่ น้าลงแตเ่ มอื่ นา้ ลง กุ้งจะรวมอยู่ในรอ่ งนา้ น้าลงแต่ละวันน้ัน
ไม่ตรงกัน ชาวประมงพื้นบ้านต้องจาให้ได้ว่า แต่ละวันน้าจะข้ึนและลงใน
เวลาใด อันเป็นความรู้สาคัญที่ทาให้การออกจับสัตว์แต่ละครั้งมี
ประสิทธภิ าพ
นิทานพน้ื บา้ นเร่ือง
“การสงั เกตลกั ษณะอากาศ”
ชาวประมงจะออกหาปลาในวลาเช้า-เย็น หรือกลางคืน ชาวประมงจะ
สังเกตลักษณะฟ้า อากาศ และฝนทุกคร้ังก่อนออกหาปลา ชาวประมงเช่ือว่า ถ้า
สายฟ้าแลบ ซึ่งมักจะเกิดก่อนกระแสลมแรงจะพัดมา ๑-๒ วัน และทิศทางลม
มกั จะมาทางทีม่ ฟี ้าแลบ ถ้าฟ้าแลบเปน็ แนวตั้งแสดงวา่ ลมทจี่ ะเกดิ นนั้ อาจเป็นลม
ทม่ี คี วามรนุ แรงมาก แตถ่ ้าสายฟ้าแลบตามแนวขวางจะมีฝนตกแต่มีลมและหาก
ฟ้าแลบเกิดขึ้นใกล้กับผิวน้าแสดงว่าลมจะมาถึงเร็ว แต่ถ้าสูงจากผิวน้าลมจะ
มาถงึ ชา้
นิทานพนื้ บ้านเร่ือง
“การอ่านลกั ษณะของเมฆ”
ลักษณะของเมฆ ทางทิศไหนมีเมฆสีดหรือสีขาวหม่นและมีรูปร่าง
เหมือนรากแสมแสดงว่าทิศนั้นกาลังมีพายุ แต่ถ้าเมฆเป็นสีดาอมเหลืองหรือที่
เรียกว่า “อุกาฟ้าเหลือง” มีความหมายว่า กาลังจะเกิดพายุท่ีรุนแรงมาก ถ้า
เมฆฝนมีสีดาอมเขียวและแผ่ตัวยาวติดกันเป็นพืด แสดงว่าลมไม่แรงมากนัก
ในทางกลบั กัน ถา้ เมฆฝนสีดาอมเขียวกระจายอยู่เป็นจุดๆบนท้องฟ้า แสดงว่า
ลมจะแรงและหากอย่กู ลางทะเลท่ีกาลงั มีพายุกใ็ ห้มงุ่ หนา้ ไปทางที่มีมฆขวางอยู่
เพราะแสดงวา่ ทางนัน้ ลมสงบ
นทิ านพนื้ บา้ นเรอื่ ง
“การอ่านลมของชาวประมง”
การอ่านลมยังคงเปรียบเสมือนการได้รับสัญญาณบอกอันตรายด้วย
กระแสลมจะเป็นตัวบอกให้ชาวประมงทราบล่วงหน้าว่ากาลังจะเกิดพายุหรือ
กระแสลมแรงที่ชาวบ้านเรียกว่า ลมแข็ง หรือ คลื่นใหญ่ หรือไม่ช่วยมนการ
ตัดสินใจว่าจะออกทะเลหรือไม่ หรือหากว่ากาลังทาประมงอยู่กลางทะเลการ
อ่านกระแสลมจะช่วยให้สามารถนากลับข้าฝั่งหรือหาที่กาบังลมมาบังพายุได้
ทัน ชาวประมงหัวหินต้องการอ่านลมเพราะถ้าไม่อ่านลมอาจมีพายุพัดตอนหา
ปลาได้
นิทานพนื้ บ้านเร่อื ง
“คามงคลก่อนออกเรือ”
ชาวประมงมีความเชื่อกันว่าห้ามพูดไม่ดีก่อนออกหาปลา ไม่เช่นน้ันจะเกิดเรื่อง
ไม่ดี เชน่ หาปลาไม่ได้ เรือลม่ หรอื เกดิ อันตรายกลางทะเล มีชาวประมงคนหน่ึงเคยพูด
ว่า “ขอให้วันน้ีเรือจมด้วยเถิด” ชาวประมงอีกคนหน่ึงพูดขึ้นว่า “พูดแบบนี้ทาไม
เด๋ียวก็โดนดีเข้าหรอก” ชาวประมงจึงพูดขึ้นว่า “ข้าแค่พูดลอยๆมันคงไม่เป็นจริง
หรอก” และชาวประมงที่พูดคาอัปมงคลก็เดินทางไปกลางทะเลเรือก็จมทันตา
นับต้ังแตน่ ัน้ มาชาวประมงจงึ เช่ือกนั วา่ หา้ มพดู คาอัปมงคลก่อนออกเรือ
นิทานพืน้ บา้ นเร่อื ง
“ผีกลางทะเล”
ชาวประมงบางคนออกเรือหาปลาได้พบกับส่ิงลี้ลับกลางทะเล เช่น
ภูต ผี ปีศาจ ต่างๆบางครั้งก็เจอกลางทะเลหรือตามเกาะแก่งต่างๆ แต่จะ
ไม่เห็นเป็นตัวตนจะเห็นเป็นเงาวูบวาบเม่ือพบกับส่ิงล้ีลับอาถรรพ์กลาง
ทะเล บางคร้ังจะทาให้ชาวประมงหลงทางหรือเรือถูกลากไปเอง
ชาวประมงเม่ือพบเหตกุ ารณเ์ หล่านี้ มักจะท่องคาถาบูชาพระรัตนตรยั บูชา
แมย่ ่านาง กราบขอขมาลาโทษจะทาใหส้ ง่ิ อาถรรพห์ ายไป