๑
บทท่ี ๑
บทนำ
ทม่ี ำและควำมสำคญั
ปัจจุบันน้ีการศึกษารายวิชาภาษาไทยในทุกระดับชั้นต้องมีการเรียนการสอนเรื่องวรรณคดีไทย
ซ่ึงเป็นตัวชี้วัดท่ีปรากฏอยู่ในหลักสูตรวิชาภาษาไทย ในสาระที่ ๕ มาตรฐาน ท๕.๑ วรรณคดีและ
วรรณกรรม การเรียนการสอนในปัจจุบันน้ีมีหลากหลายมากมายย่ิงข้ึน ทาให้การเรียนการสอนในบาง
เน้ือหาของแต่ละรายวิชาลดลงไปเช่นเดียวกัน ท้ังนี้วรรณคดีท่ีถูกยกย่องว่าเขียนดี มีคุณค่า สามารถทาให้
ผู้อ่านเกิดอารมณ์สะเทือนใจ สะท้อนคุณค่าด้านต่างๆ และที่สาคัญเมื่ออ่านวรรณคดีไทยแล้วส่วนใหญ่จะรู้
ว่ามีเนื้อหาในวรรณคดีไทยที่น่าสนใจทุกเรื่อง แต่นักเรียนไม่ค่อยตั้งใจท่ีจะศึกษา เพราะคิดว่า มีเนื้อหายืด
ยาวน่าเบื่อและบางเร่ืองเป็นบทร้อยกรองต้องตีความและถอดคาประพันธ์ อีกทั้งในรายวิชาภาษาไทยมี
เน้ือหาสาระและตัวชี้วัดจานวนมากโดยเฉพาะสาระการอ่านและวรรณคดี วรรณกรรมซ่ึงมีความเกี่ยวข้อง
กันท่ผี ู้เรยี นจะต้องทาความเข้าใจเนอื้ เรอื่ งท่ีมีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ทาให้ผู้เรียนอาจเกิดความเบื่อหน่าย
ในการเรียน อีกทั้งยังมีสื่อต่างประเทศหลากหลายและเทคโนโลยีต่างๆมากมายได้เข้ามามีบทบาทใน
สงั คมไทย เช่น ส่อื สาธารณะ เฟซบกุ๊ ไลน์ บทเพลง เกม การต์ นู เปน็ ตน้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทาให้ผู้เรียน
มีความเบื่อหน่ายในการอ่านวรรณคดีวรรณกรรม และทาให้ผู้เรียนไม่รู้จักวรรณคดีไทย เป็นผลให้วรรณคดี
ไทยเรม่ิ หา่ งหายไปจากสังคมไทย
ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงตัดสินใจศึกษาโครงงานเร่ือง เรียงร้อยทานองเพลงคร้ืนเครงกับวรรณคดีไทย โดยนา
เนื้อเร่ืองวรรณคดีไทยท้ังประเภทร้อยแก้วและร้อยกรอง มาแต่งเป็นบทเพลงเพื่อให้สอดคล้องกับความสนใจ
ของกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มผู้เรียนในปัจจุบัน ซ่ึงทานองเพลงท่ีเลือกมาจะเป็นที่รู้จักและเป็นท่ีชื่นชอบของกลุ่ม
วยั รนุ่ โดยผศู้ ึกษาไดน้ าเนอื้ ร้องทีเ่ ป็นเนื้อหาของวรรณคดีมาใส่ในทานองเพลงดังกล่าว แล้วนามาประยุกต์ใช้ใน
บทเรียนเป็นส่ือในกิจกรรมการเรียนการสอน ทาให้ผู้เรียนเกิดความสนใจไม่เบื่อหน่าย และได้เรียนรู้เน้ือหาใน
วรรณคดีไทยผ่านบทเพลงที่ตนเองชอบ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจและเรียนรู้เนื้อหาในวรรณคดีไทยไปพร้อม
กับความสนุกสนานเพลิดเพลินกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียน และได้ผลิตส่ือท่ีตรงกับความ
สนใจของผู้เรยี น ซง่ึ จะทาให้ผูเ้ รยี นเข้าใจงา่ ยและรสู้ ึกสนกุ สนานไปกับการเล่าเรื่องวรรณคดีไทยผ่านบทเพลงได้
ดียง่ิ ข้นึ โดยทไ่ี มต่ อ้ งอา่ นเนื้อเรื่อง
วัตถปุ ระสงค์
๑. เพ่ือศกึ ษาเน้ือเรอื่ งยอ่ ของวรรณคดไี ทย
๒. เพื่อศึกษาและแตง่ บทเพลงเปน็ สอ่ื ประกอบเน้อื เร่ืองวรรณคดีไทย
๓. เพือ่ สร้างสื่อท่นี ่าสนใจและนาไปสู่ความสนุกสนานเพลิดเพลนิ ในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน
๒
ขอบเขตกำรศึกษำ
ศึกษาเน้ือเรื่องในวรรณคดีไทย ๑๒ เร่ือง ได้แก่ ๑.เรื่องพระอภัยมณี ตอนพระอภัยมณีหนีนางผีเส้ือ
สมุทร ๒.เร่ืองมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี ๓.เรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก ๔.เรื่องลิลิต
พระลอ ๕.เร่ืองขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ๖.เร่ืองมัทนะพาธา ๗.เร่ืองโคลงภาพพระราช
พงศาวดาร ๘.เรื่องกาพย์พระไชยสุริยา ๙.เร่ืองรามเกียรต์ิ ตอนบทพากย์เอราวัณ ๑๐.เรื่องนิทานเวตาล
๑๑.เร่อื งอิเหนา ตอนศกึ กะหมงั กุหนิง และ ๑๒.เรือ่ งลลิ ติ ตะเลงพ่าย
ขอบเขตกำลเวลำ
โครงงานนีใ้ ชร้ ะยะเวลาในการศึกษาคน้ คว้าระหว่างวันท่ี ๑๘ เมษายน ๒๕๖๕–๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๕
ประโยชน์ท่ีคำดวำ่ จะไดร้ ับ
๑. สามารถเรียบเรียงเนื้อเร่ืองย่อของวรรณคดีไทยให้อยูใ่ นลักษณะร้อยแก้วได้
๒. สามารถแต่งบทเพลงเปน็ สื่อประกอบเน้ือเร่ืองวรรณคดีไทยได้
๓. สามารถสรา้ งสื่อที่นา่ สนใจและนาไปส่คู วามสนกุ สนานเพลิดเพลินในการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนได้
คำจำกัดควำม
๑. เพลง หมายถึง ถ้อยคาที่เปล่งออกมาแล้วมีความไพเราะ ท้ังเสียงร้องและทานองเพลง โดยผ่าน
การเรียบเรียง ซงึ่ ประกอบด้วย เน้ือร้องทานองและจังหวะ ทาให้ผู้ฟังเกิดความเพลิดเพลิน และผ่อนคลาย
ซ่ึงสามารถแบ่งเป็นประเภทได้หลายประเภทด้วยกัน เช่น ไทยสากล ป๊อป เร้กเก้ ลูกทุ่ง เพื่อชีวิต เป็นต้น
และหลกั ในการแตง่ เพลงควรเรมิ่ จากการคดิ จดุ มงุ่ หมายในการแต่งเพลงและลงแต่งเพลงโดยเร่ิมจากการคิด
ทานอง คิดเนอื้ เพลง การใสค่ อรด์ ใสจ่ งั หวะ และบนั ทึกเสียงตรวจสอบความเรียบรอ้ ยของเพลงอีกครงั้
๒. วรรณคดี หมายถึง งานศิลปะท่ใี ชภ้ าษาเป็นส่ือซ่งึ เปน็ เคร่ืองมือในการถา่ ยทอดอารมณ์ ทถ่ี กู ยกยอ่ งว่าดี
มสี าระ มคี ณุ ค่าทางวรรณศิลปแ์ ละมกี ารถ่ายทอดสบื ตอ่ กันมาเป็นเวลานาน
๓
บทท่ี ๒
เอกสำรท่เี กยี่ วขอ้ ง
ควำมหมำยของเพลง
เพลง หมายถึง ถ้อยคาที่นักประพันธ์เรียงร้อยหรือเรียบเรียงข้ึน ซ่ึงประกอบด้วย เน้ือร้อง ทานอง
จังหวะ ทาให้เกดิ ความไพเราะสร้างความเพลดิ เพลนิ ใหแ้ ก่ผู้ฟัง มีคุณค่าด้านวรรณศิลป์ท้ังด้านการเลือกสรร
คาที่ใช้ในการแต่งการเรียบเรียงประโยค และการใช้โวหาร เพลงนั้นอาจให้ข้อคิดแก่ผู้ฟังในการดาเนินชีวิต
ด้วยสาเนยี งขับรอ้ ง ทานองดนตรกี ระบวนวิธีรา ระบา โดยเพลงสร้างสรรค์จากเครื่องดนตรีหรือการขับร้อง
(https://th.wikipedia.org)
เพลง หมายถึง สาเนียงขับร้องทานองดนตรีกระบวนวิธีราดาบ ราทวน เป็นต้น ชื่อการร้องแก้กัน
มีช่ือต่างๆเช่น เพลงปรบไก่ เพลงฉ่อยโดยปริยายหมายถึง แบบอย่าง เช่น ต่างกันไปคนละเพลง
(พระราชหัตถเลขา ร.๕ ถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส) ชั้นเชิง เช่น ร้อยภาษามาสู่
เคยรเู้ พลง (พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒)
บทเพลง หมายถงึ คาประพนั ธส์ าหรบั ขบั ร้อง คาร้อง เนอื้ ร้อง หรือ บทรอ้ ง
(http://dictionary.sanook.com)
ประเภทของเพลง
๑. POP หรือดนตรีป๊อป Pop ย่อมาจากคาว่า Popular ที่มีความหมายว่า เป็นที่นิยมชมชอบกัน
ทั่วไป ดนตรีป๊อปจึงมีลักษณะที่ฟังง่าย ติดหู ทานองไพเราะ ดนตรีไม่มีความสลับซับซ้อน เน้ือหากล่าวถึง
ความรัก ธรรมชาติ อารมณ์ต่างๆของผู้คนทั่วไปโดยรวมแล้วทุกๆเพลงจะมีลักษณะที่เด่นชัด ดังน้ันดนตรี
ป๊อปจึงอาจจะเป็นดนตรี โพลค์ บูลส์ คันทร่ี ร็อค เฮฟว่ี แร็พ แด๊นซ์ ฯลฯ หรือดนตรีอะไรก็ตามที่ผู้คนท่ัว
โลกชื่นชอบและฮิตเปน็ บา้ เปน็ หลกั
๒. ROCK เป็นดนตรีท่ีมีจังหวะจะโคนเร่งเร้ากระชับหนักแน่นโยกย้ายส่ายสะโพกไปมาตามจังหวะ
อย่างเมามัน โดยมีท่ีมาจากดนตรีร็อคแอนด์โรลยุค ๕๐'s ตอนปลาย และยุค ๖๐'s ที่เรียกกันว่า 'Rock A
Billy' หรือจากเพลง 'Rock Around The Clock' มีกลองให้จังหวะพร้อมกับริธึ่มของกีตาร์ท่ีหนักแน่น และ
เสียงร้องกระแทกกระทั้น เพ่ือปลุกเร้าคนฟังให้เกิดอารมณ์สนุก เมามันส์ และปลดปล่อย ดนตรีร็อคได้
พัฒน าให้มีจังหว ะท่ีหนั กแน่น แล ะมีราย ละเอี ยด ใน แง่ของลู กเ ล่น กีต า ร์มากขึ้น แล ะเ ร็ว ข้ึน เล ยเ รีย กว่ า
ฮาร์ด รอ็ ค (Hard Rock) และพฒั นาให้มีความสลับซบั ซ้อนในโครงสร้างของเพลงและเนื้อหาท่ีเป็นเร่ืองราว
ที่เรียกว่า โปรแกรสซีฟ ร็อค (Progressive Rock) โดยมีเคร่ืองดนตรีอย่างคีย์บอร์ดและออร์แกนเข้ามามี
บทบาท และพฒั นามาจนถงึ มีความหนักแน่นก้าวร้าวหยาบคาย ทงั้ ในเนื้อหาและดนตรีที่เน้นหนักไปที่กีตาร์
รธิ ึม่ และโซโล่เปน็ พระเอกที่เรยี กวา่ เฮฟว่ีเมทอล (Heavy Metal) เชน่ วง Mattallica, Nirvana เปน็ ต้น
๓. JAZZ เป็นดนตรีท่ีมีต้นกาเนิดมาจากทาสผิวดาท่ีถูกนามาเป็นทาสในอเมริกาแถบนิวออร์ลีน
รัฐน้ีจึงกลายเป็นรัฐของดนตรีแจ๊ซ โดยเร่ิมแรกจากการท่ีทาสผิวดาแหล่าน้ีมีรากฐานของดนตรีโซล
๔
และบูลส์ อยู่บ้างแล้วเพราะคนผิวดาท่ีถูกต้อนมาจากทวีปแอฟริกานั้น เป็นชนเผ่าต่างๆท่ีมีวัฒนธรรมและ
ประเพณีของตนเองติดตัวมาอยู่แล้ว เม่ือมีโอกาสได้พบประระหว่างทาสด้วยกัน ก็หันมาร้องราทาเพลงบ้าง
เข้าโบสถช์ มุ นมุ กนั บา้ ง และจับเครือ่ งตนตรตี า่ งๆมาเล่นร่วมกัน ทั้งเคร่ืองเป่า เปียโนหรือกีตาร์ เม่ือหลุดพ้น
จากการเป็นทาส หรือว่างงาน ก็จะมารวมตัวกันเล่นดนตรีตามงานศพต่างๆของคนผิวดาด้วยกัน เพ่ือเป็น
การระบายความต่าต้อยของพวกเขาเอง ดนตรีแจ๊ซในนิวออร์ลีนก็ได้แพร่หลายจากงานต่างเหล่านี้
ซึ่งลักษณะเด่นของดนตรีแจ๊ซค่อนข้างจะซับซ้อน ไพเราะ ปราณีต บรรจง และค่อนข้างจะอิงไปทางดนตรี
คลาสสิคในยุคก่อนๆ เครื่องดนตรีท่ีเด่นๆของแจ๊ซคือ เครื่องเป่า กีตาร์ เปียโน บิดาของดนตรีแจ๊ซคือ
หลุยส์ อารม์ สตรอง
๔. SOUL & FUNK ดนตรโี ซล เปน็ รากฐานของดนตรหี ลายๆแนวในปัจจุบนั ท่กี าลังได้รบั ความนิยม
อยู่ในขณะนี้ เพราะโซลเป็นดนตรีท่ีมีความหมายของคาว่า “วิญญาณ” ซ่ึงเป็นดนตรีท่ีเน้นไปทางเสียงร้อง
และเอ้ือนอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคนผิวดา ท่ีไม่มีชนชาติใดเลียนแบบได้ และเนื้อหาก็จะตีแผ่ถึง
ความลาบากในการใช้ชวี ิตท่ีตกเป็นทาส เสยี งร้องจึงคล้ายกับการคร่าครวญอย่างเจ็บปวด ดนตรีจะไม่ค่อยมี
บทบาทมากนัก ไม่ว่าจะเปน็ กตี าร์ เปียโน หรอื เครื่องเปา่ ลกั ษณะทส่ี งั เกตได้ง่ายจากดนตรีโซลคือ ดนตรีคน
ดาใชร้ อ้ งในโบสถ์ประสานเสยี งร้องกนั ท่ีเรยี กว่า Acapella เช่นดนตรีของ Marvin Gaye หรือ Diana Ross
เป็นต้น ต่อมาก็เร่ิมมีการพัฒนาโดยการนาเอาดนตรีโซลไปผสมผสานกับเคร่ืองดนตรีชิ้นอื่นๆขึ้น
นอกเหนอื จากเสยี งร้องแลว้ อาจจะเนน้ ไปทีก่ ตี าร์ กลอง โดยเฉพาะเสยี งเบส ใหจ้ งั หวะจะโคนท่ีเด่นชัด และ
ล่ืนไหล สร้างอารมณ์ให้เต้นตามได้ ซึ่งต่อมาเรียกว่าดนตรี ฟังก์ (Funk) หรือ โซล-ฟังก์นั่นเอง ซึ่งก็มีศิลปิน
อยา่ ง James Brown, Stevie Wonder, Celine Dion, Mariah Carey เป็นตน้
๕. BLUES เป็นดนตรีของคนผิวดาเช่นกับท่ีนาเสนอเรื่องราวของชีวิตท่ีต้อยต่าผ่านเสียงดนตรีคือ
กีตารท์ เ่ี ศร้าสรอ้ ย หดหู่ จนนา่ ขนลุก บวกกับเสียงรอ้ งท่ีแหบพร่าเหมือนการคร่าครวญคล้ายคนกาลังร้องไห้
โดยใหเ้ สยี งกตี าร์กับเสียงเครื่องเป่าฮาร์โมนิก้าเป็นส่ือถ่ายทอดความเจ็บปวดเหล่านั้นอีกทีเพ่ือเป็นการตอก
ย้าซึ่งถ้าในบ้านเราก็จะเรียกเพลงเหล่านี้ว่าเป็นเพลงเพ่ือชีวิต มีศิลปินอย่าง MuddyWaters,Memphis
Slim และ Sonny Boy Williamson เป็นผู้ให้กาเนิดตานานบทนี้ และส่งผลเด่นชัดท่ีสุดต่อแนวเพลงริธ่ึม
แอนด์บลู ส์ ในปจั จบุ ัน
๖. RAP รากฐานทแี่ ทจ้ รงิ ของดนตรีจากคนผวิ ดาอกี แนว ท่ีประทบั ตราไดเ้ ด่นชัดท่ีสดุ กว่าแนวอ่ืนใด
ทั้งหมดที่เป็นของพวกเขา เพราะเป็นดนตรีที่มาจากการพร่าบ่น การเปล่งเสียงท่ีมาจากภายในของตัวคน
ระบายออกมาเป็นท่วงทานอง เป็นโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน พรรณนา และปาฐกถา โดยไม่จาเป็นต้องมี
เสยี งดนตรี ซ่ึงแมแ้ ตจ่ งั หวะก็สามารถใช้เสียงในลาคอคอยให้จังหวะได้ เน้ือหาก็ยังวนเวียนอยู่กับการถูกเอา
รัดเอาเปรียบเหมือนเดิม เป็นดนตรีที่พูดถึงความจริงได้ชัดเจนท่ีสุด เพราะเนื้อหาค่อนข้างเปิดเผย โผงผาง
หยาบคายและดา่ ทอได้ถึงก๋ึนต่อมาไดพ้ ฒั นามาเปน็ ดนตรี ฮิป-ฮอป (Hip-Hop) ซง่ึ มีเคร่ืองเล่นแผ่นเสียงหรือ
Turntable เป็นเครอ่ื งดนตรที ค่ี อยใหจ้ งั หวะ
๗. REGGE & LATIN MUSIC เป็นดนตรีพื้นเมืองของจาไมก้าที่มีเน้ือหาพูดถึงการเมือง และลัทธิ
รัสตาฟาเรียน โดยมีบ๊อบ มาเลย์เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งดนตรีเน้นที่กีตาร์เป็นจังหวะเด่นชัด และเสียงท่ีเป็น
๕
เอกลักษณ์ จังหวะของดนตรีเร้กเก้จะให้ความสนุกสนานด้วยตัวของมันเองอย่างชัดเจน แม้เน้ือหาจะหนัก
แต่ดนตรีเร้กเก้ก็ได้รับความนิยม อย่างแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยมีปรมาจารย์อย่าง King
Tubby และ Augatus Pablo เป็นผู้ให้กาเนิด ส่วนดนตรีลาติน มิวสิคน้ันเป็นดนตรีประจาภาคพ้ืนทวีป
อเมริกาใต้ ที่เน้นจังหวะที่มีเคร่ืองเคาะหลากหลาย เป็นแกนหลักของดนตรี ทานอง และจังหวะจะ
ผสมผสานระหว่างการเต้นระบาของคนพื้นเมือง ใส่ความสมัยใหม่ของเครื่องดนตรีอย่างกีตาร์ กลอง เบส
และทเี่ ป็นพระเอกอกี ชิน้ ก็คือ กีตาร์สไตล์ สแปนิช หรือสไตล์ลาติน ที่มีทานองและเสียงไม่เหมือนกีตาร์ของ
ชนชาตใิ ด ศิลปนิ ที่รูจ้ ักกนั ดีคือ Ricky Martin ที่นาเอาดนตรลี าตินมาใสก่ ับดนตรีแด๊นซข์ องฝั่งอเมริกา
๘. WORLD MUSIC เป็นดนตรีที่นาเอาเอกลักษณ์ของดนตรีพื้นเมืองของชาติต่างๆมาเรียบเรียงใหม่
บนดนตรสี ังเคราะห์ ซง่ึ มีหลากหลายสไตลท์ ้ังเตน้ ราและฟงั แบบสบายๆ เนื้อหาของเพลงจะฟังไม่ค่อยรู้เร่ือง
เพราะจะเน้นความเป็นพื้นเมืองของดนตรีนั้นๆ รายละเอียดดนตรีก็เช่นกัน จะมีความสลับซับซ้อน
หลากหลายท่ีนามาผสมผสานกันจนยุ่งเหยิงแต่กลับกลายเป็นเน้ือเดียวกันท่ีลงตัว วงดังๆในแนวน้ีก็มีอย่าง
เชน่ Enigma, Deep Forest เปน็ ตน้ และทก่ี าลงั มาแรงอีกเชน่ กนั คอื แนว Buddha Bar
๙. Electronic music ดนตรีอิเลก็ ทรอนกิ ส์ เป็นดนตรีทใี่ ชเ้ คร่ืองดนตรีอิเลก็ ทรอนิกส์และเทคโนโลยี
ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ในการผลิตข้ึนมา โดยท่ัวไปแล้วความโดดเด่นของดนตรีสามารถเกิดขึ้นโดยใช้เครื่อง
ดนตรีไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีเครื่องไฟฟ้า ตัวอย่างเช่นเสียงท่ีเกิดจาก Telharmonium,
Hammond organ และกีตาร์ไฟฟ้า ส่วนดนตรีอีเล็กทรอนิกส์แท้ๆ สามารถใช้เครื่อง Theremin, เคร่ือง
สังเคราะห์เสียง และคอมพิวเตอร์ เป็นส่วนประกอบในดนตรีอาร์ตตะวันตก ต้ังแต่ปลายทศวรรษ ๑๙๖๐
ดนตรอี ิเลก็ ทรอนิกส์ได้รับความนิยมในเวลาต่อมา ในปัจจุบันดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ใช้หลากหลายแนวเพลง
ตง้ั แต่ดนตรีอารต์ ทดลอง หรอื ดนตรีป๊อป อยา่ งเช่น เพลงแดนซ์
๑๐. แทรนซ์ และเฮาส์ เป็นดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ (Electronic dance music) ในท่ีน้ีหมายถึง
ดนตรีเต้นราประเภทอเิ ลก็ ทรอนิกส์ ได้รบั การสืบทอดมาจากดนตรีประเภทดสิ โก้ในยุค ๗๐ ดนตรีประเภทนี้
มีต้นกาเนิดมาจากไนต์คลับในยุค ๘๐ มีการใช้เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์อย่าง เครื่องสังเคราะห์เสียง
ดรมั แมชชนี และ sequencer เพลงแดนซ์ส่วนใหญถ่ กู แต่งข้นึ มาโดยคอมพิวเตอร์ และเครอื่ งสงั เคราะห์เสียง
ไม่ค่อยนิยมใช้เครื่องดนตรีจริง โดยจะอยู่ในรูปแบบดิจิทัล หรือเสียงอิเล็กทรอนิกส์ บีต ๔/๔ ช่วงระหว่าง
๑๒๐ บีตต่อนาที ไปจนถึง ๒๐๐ บีตต่อนาที ปัจจุบันเพลงประเภทเทคโน แทรนซ์ และเฮาส์ ได้รับความ
นยิ มมาก
๑๑. เพลงลูกทุ่ง คือเพลงท่ีสะท้อนวิถีชีวิต สภาพสังคมอุดมคติและวัฒนธรรมไทย โดยมีท่วงทานอง
คาร้อง สาเนียง และลีลาการร้องการบรรเลงท่ีเป็นแบบแผน มีลักษณะเฉพาะซ่ึงให้บรรยากาศ ความเป็น
ลกู ทุ่ง
ขุนวิจิตรมาตราบันทึกไว้ในหนังสือเรื่องของละครและเพลง ว่าเพลงลูกทุ่งเป็นวงดนตรีแบบสากลท่ี
เกิดข้ึนในช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งท่ี ๒ ประมาณปีหรือสองปี ลักษณะเพลงลูกทุ่งในระยะเริ่มแรก
มาจากการร้องราทาเพลงของไทยด้งั เดมิ อาทิ แหล่เทศน์ สวดคฤหัสถ์ จาอวด ลิเก (ทรงเครื่อง) ลิเกลูกหมด
(ไม่แต่งเคร่ือง) ลิเกบันตน ลาตัด เพลงขอทาน เพลงพื้นเมืองบางเพลงฯลฯ โดยเพลงลูกทุ่งนามาดัดแปลง
๖
แล้วใส่ดนตรีแบบสากล เป็นลักษณะเพลงแบบใหม่ ส่วนคาว่า "เพลงลูกทุ่ง" อาจารย์จานง รังสิกุล
คิดประดิษฐ์ข้ึนใช้เม่ือวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ เพลงลูกทุ่งมีความชัดเจนจากเพลงลูกกรุงโดย
ประกอบ ไชยพพิ ฒั น์ จัดรายการเพลงสถานีไทย โทรทัศน์ ใชช้ อื่ รายการว่า "เพลงลูกทงุ่ " สุรพล สมบัติเจริญ
ไดท้ าใหเ้ พลงลูกท่งุ อยใู่ นความนิยม ในชว่ งปี พ.ศ. ๒๕๐๖–๒๕๑๓ จนเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของเพลงลูกทุ่ง
ได้เกิดการแขง่ ขัน และยงั มนี ักรอ้ งลูกทงุ่ เกดิ ขึ้นใหม่หลายคน ต่อมาหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖
เพลงลูกทุ่งก็อยู่ในยุคเพลงเพ่ือชีวิต เน้ือหาเพลงลูกทุ่ง ได้สอดแทรกเนื้อหาเพลงเพ่ือชีวิต โดยในยุคนั้นมี
เพลงลูกทุ่งเพ่อื ชวี ิตเปน็ จานวนมาก หลังจากนน้ั ระหวา่ ง พ.ศ. ๒๕๒๐ - ๒๕๒๘ วงดนตรีเพลงลูกทุ่งได้เข้าสู่
ระบบทุนมากขึ้น มีการแสดงเพลงลูกทุ่งมีการประกวดประชันการเต้นและเครื่องแต่งกายของหางเคร่ือง
ประกอบ จนในปัจจุบัน มีศิลปินลูกทุ่งหน้าใหม่เข้าสู่วงการเพลงลูกทุ่งของค่ายเพลงหน้าใหม่ ตลาดเพลง
ลกู ทงุ่ เปน็ ตลาดใหญ่ เพลงลูกทงุ่ ได้รับความนิยมอีกครั้ง และมีการมอบรางวัลทางดนตรีลูกทุ่งอยหู่ ลายรางวัล
๑๒. เพลงเพ่ือชีวิต ในประเทศไทยเร่ิมเฟ่ืองฟูเป็นท่ีรู้จักและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางโดย
แพร่หลายช่วงหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ โดยเนื้อหาของเพลงไม่จากัดเฉพาะชีวิตของคนช้ัน
ล่างอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยและการเหน็บแนมการเมืองอีกด้วย และแนวดนตรี
ได้เปิดกว้างขึ้นเป็นแนวอะคูสติกหรือร็อก โดยได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจจากศิลปินต่างประเทศ เช่น
บ๊อบ ดีแลน, บ็อบ มาร์เลย์, นีล ยัง, ไซมอน แอนด์ การ์ฟังเกล เป็นต้น วงดนตรีเพื่อชีวิตที่มีชื่อเสียง ได้แก่
คาราวาน, แฮมเมอร์, โคมฉาย เป็นต้น โดยความนิยมในเพลงเพ่ือชีวิตไม่ได้เป็นเพียงกระแสในห้วงเวลาน้ัน
หากแต่ยังได้รับความนิยมเร่ือยมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีวงดนตรีและนักร้องเพลงเพ่ือชีวิตที่มีชื่อเสียงใน
ปจั จุบนั เชน่ คาราบาว, พงษส์ ิทธิ์ คาภรี ์, พงษ์เทพ กระโดนชานาญ, อินโดจีน, คนด่านเกวียน, มาลีฮวนน่า,
โฮป, ซซู ู, ตฆี อลาซู เปน็ ต้น อีกทง้ั ยังมศี ิลปนิ บางคนหรือบางกลุ่มท่ีไม่ได้เป็นเพื่อชีวิตอย่างเต็มตัว แต่เนื้อหา
ของเพลงหลายเพลงมีเนื้อหาที่คล้ายคลึงกับเพื่อชีวิตหรือจัดให้อยู่ประเภทเพ่ือชีวิตได้ เช่น จรัล มโนเพ็ชร,
เสกสรร ทองวัฒนา, ธนพล อินทฤทธ์ิ, หนู มิเตอร์, นิค นิรนาม, พลพล พลกองเส็ง, กะท้อน, ศุ บุญเล้ียง,
สบิ ลอ้ เปน็ ตน้ (http://oknation.nationtv.tv)
ประเภทของเพลง
๑. เพลงรอ็ ค เป็นดนตรีทีม่ ีจังหวะเร่งเรา้ กระชับหนกั แนน่ มีกลองให้จังหวะพรอ้ มกับเสียงของกีตาร์ที่
หนักแน่น และเสียงร้องกระแทกกระท้ัน เพ่ือปลุกเร้าคนฟังให้เกิดอารมณ์สนุก เมามัน และปลดปล่อย
ซึ่งดนตรีร็อคได้มีการพัฒนาให้มีจังหวะที่หนักแน่นและมีรายละเอียดของลูกเล่นกีตาร์มากข้ึนและเร็วข้ึนจึง
เกิดเป็นดนตรีร็อคอีกหลายแบบมากมาย
๒. เพลงแร็พ เป็นท่วงทานอง เป็นโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน พรรณนา และปาฐกถา โดยไม่
จาเปน็ ต้องมเี สียงดนตรี ซึง่ แม้แต่จังหวะก็สามารถใช้เสียงในลาคอคอยให้จังหวะได้ เน้ือหาค่อนข้างเปิดเผย
โผงผาง หยาบคายและดา่ ทอ
๓. เพลงเร้กเก้ เป็นแนวเพลงท่ีเน้นกีตาร์เป็นจังหวะเด่นชัด และเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ จังหวะของ
ดนตรีเร้กเกย้ ังใหค้ วามสนุกสนานอกี ดว้ ย (http://meinmusic.blogspot.com)
๗
รูปแบบของเพลง
แนวเพลง เป็นการจาแนกเพลงที่มีลักษณะพื้นฐานต่างๆร่วมกัน โดยอาจไม่ได้คานึงถึงเก่ียวกับด้าน
เพลงอย่างเดียว เช่น ที่มาของเพลงและเนื้อหาของเพลง เป็นต้น อาจพูดได้ว่า แนวเพลงนั้นพิจารณาจาก
เทคนคิ รูปแบบ บรบิ ท ที่มา และเน้อื หาของเพลง เปน็ ต้น
๑. เพลงลูกทุ่ง คือเพลงท่ีสะท้อนวิถีชีวิต สภาพสังคมอุดมคติและวัฒนธรรมไทย โดยมีท่วงทานอง
คาร้อง สาเนยี ง และลีลาการรอ้ งการบรรเลงที่เป็นแบบแผน มลี ักษณะเฉพาะซ่งึ ให้บรรยากาศ
๒. เพลงเพ่ือชีวิต ในประเทศไทยเร่ิมเฟ่ืองฟูเป็นท่ีรู้จักและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางโดย
แพร่หลายช่วงหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ โดยเนื้อหาของเพลงไม่จากัดเฉพาะชีวิตของคนชั้น
ลา่ งอยา่ งเดยี ว แต่ยังรวมถงึ การเรียกรอ้ งประชาธปิ ไตยและการเหนบ็ แนมการเมืองอกี ดว้ ย
๓. เพลงป๊อป หมายถงึ เป็นทน่ี ยิ มชมชอบกนั ท่ัวไป จงึ มลี กั ษณะทฟี่ ังง่าย ติดหู ทานองไพเราะ ดนตรี
ไม่มีความสลับซับซ้อน เนื้อหากล่าวถึงความรัก ธรรมชาติ อารมณ์ต่างๆของผู้คนทั่วไปโดยรวมแล้วทุกๆ
เพลงจะมีลักษณะที่เดน่ ชดั (http://oknation.nationtv.tv)
รูปแบบของเพลง
๑. เพลงไทยเดิม หมายถึง เพลงที่มีการขับร้องด้วยวิธีการแบบไทย เช่น การเอื้อน ลงทรวง เป็นต้น
พร้อมด้วยการบรรเลงดนตรีไทยไปด้วยในขณะที่กาลังขับร้องหรือบรรเลงเฉพาะดนตรีไม่มีการขับร้อง
เครื่องดนตรีท่ีใช้เป็นเคร่ืองดนตรีไทยท่ีปรากฏในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีการสันนิษฐานถึงท่ีมาของเครื่องดนตรี
ไทยในบางเครื่องว่ากาเนิดมาจากต่างชาติ แต่บรรพบุรุษไทยก็ได้เปล่ียนแปลงและประยุกต์ให้เข้ากับเพลง
ไทยเดมิ
๒. เพลงไทยลูกกรุง หมายถงึ เพลงไทยสากลประเภทหน่ึงโดยเป็นเพลงที่บอกเล่าถ่ายทอดความรู้สึก
ของสงั คมและคนเมืองหลวงตลอดจนเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน การถ่ายทอดอารมณ์ การขับร้อง น้าเสียงของกลุ่ม
นักรอ้ ง นกั แต่งเพลง และนกั ดนตรีจะมีรูปแบบ ประณีต ละเอียดอ่อน ออกมานุ่มนวล เนื้อร้องจะมีลักษณะ
เปน็ รอ้ ยแกว้ รอ้ ยกรอง มคี วามหมายสลบั ซบั ซอ้ น ยอกยอ้ น
๓. เพลงลูกทุ่ง หมายถึง เพลงที่สะท้อนวิถีชีวิต สภาพสังคมอุดมคติและวัฒนธรรมไทย โดยมี
ท่วงทานอง คาร้อง สาเนียง และลีลาการร้องการบรรเลงท่ีเป็นแบบแผน มีลักษณะเฉพาะซ่ึงให้บรรยากาศ
ความเปน็ ลกู ทงุ่ โดยเพลงไทยลกู ทุ่งนน้ั สามารถแบ่งออกได้ ดงั นี้
๓.๑ หมอลา เป็นรูปแบบของเพลงลาวโบราณในประเทศลาวและภาคอีสานของประเทศไทย
สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายอย่าง ตามลักษณะทานองของการลา เช่น ลาเต้ย ลาพื้น ลากลอน ลาเรื่อง
ลาเรอ่ื งตอ่ กลอน ลาเพลิน ลาซง่ิ รวมท้งั ลาตดั ในภาคกลางก็จัดได้วา่ เปน็ หมอลาประเภทหน่ึง
๓.๒ เพลงเพอื่ ชีวติ หมายถึง เพลงทมี่ ีเนื้อหากล่าวถึงชีวิตของคน โดยเฉพาะคนชนช้ันล่าง กล่าวถึง
ความยากลาบากในการใช้ชีวิต การถูกเอารัดเอาเปรียบ เพลงในแนวเพ่ือชีวิตในยุคน้ีโดยมากจะเป็นเพลง
ลูกทุง่ เช่น เพลงกล่นิ โคนสาบควาย ของคารณ สัมบุญณานนท์, จักรยานคนจน ของยอดรัก สลักใจ, น้ามัน
แพง ของสรวง สนั ติ, น้าตาอสี าน แตง่ โดยชลธี ธารทอง และขับรอ้ งโดยสายณั ห์ สัญญา เปน็ ต้น
๘
๔. เพลงไทยสากล หมายถึง เพลงท่ีขับร้องในภาษาไทย โดยเริ่มจากนาทานองไทยเดิมใส่เน้ือร้อง
บรรเลงและขับร้อง โดยใช้มาตรฐานของโน้ตเพลงแบบสากล จนเป็นเพลงไทยแนวใหม่ โดยต้ังแต่ปี
พ.ศ. ๒๔๗๖ มีละครเวที ละครวิทยุ และภาพยนตร์ไทย มีบทบาทสาคัญทาให้เพลงไทยสากลได้รับความ
นิยม จนในปัจจุบันแตกสาขาไปอกี หลากหลายแนวเพลงตงั้ (https://th.wikipedia.org)
หลกั กำรแต่งเพลง
๑. คิดจุดมงุ่ หมายของเพลงจะแตง่ เพลงเก่ยี วกบั อะไร โครงเรื่องว่าอยา่ งไรบ้าง
๒. คิดทานองเพลง ทานองเพลงคือสเกล เหมือนกับเพลงท่ัวๆไป ทางภาษาของคนแต่งเพลงเรียกว่า
"การฮมั เพลง"
๓. คิดเน้ือเพลง โดยเฉพาะ ท่อนฮุค คือท่อนท่ีเป็นใจกลางของเพลงเพราะเราอาจจะสังเกตเห็นหลายๆ
เพลงที่นามาทาเป็นเพลงรอสายท่อนทเ่ี รยี กง่ายๆว่าท่อนปลอ่ ยของ แลว้ จากนน้ั ลองคดิ เนื้อใส่
๔. ร้องทบทวนอีกครั้ง เพื่อเปล่ียนแปลงคาท่ีไม่ลื่นหูท่ีแต่งๆมาบางคาในเพลง อาจจะทาให้ไม่ ล่ืนหู
จายาก ลองเปลี่ยนเปน็ คาอื่นๆดู
๕. การใสค่ อรด์ สาหรบั ใครท่เี ล่นกตี ารห์ รอื เปยี โน
๖. การบันทึกเสียง การบันทึกเสียงในท่ีน้ีหมายถึงการอัดทานองเพลงและการร้องพอคร่าวๆไว้เพ่ือ
ป้องกนั ไมใ่ ห้ลืม (http://writemusic-thai.blogspot.com)
หลกั กำรแตง่ เพลง
การแต่งเพลง ส่วนใหญ่จะใช้หลักการนับ "จังหวะ" ของแต่ละห้องโน้ต ซึ่งจังหวะนั้นจะแบ่งได้
๓ ประเภท คือ ๒ จงั หวะ ๓ จังหวะ และ ๔ จังหวะ ซึ่งจังหวะน้ีเป็นหลักสาคัญของเพลงเลยทีเดียว ถ้าไม่มี
จังหวะก็ไม่เกิดเพลงขึ้น หรือเกิดแค่เสียงท่ีไม่สละสลวย การแต่งเพลงนั้นที่ยอดฮิตท่ีสุดคือการแต่งเพลง
"ดูเอ็ท" คือการแต่งเพลงที่คล้ายๆการร้องเพลงประสานเสียงระหว่างคนสองคน แต่ว่าเปลี่ยนเป็นการเล่น
ด้วยเครอื่ งดนตรชี นิดเดยี วกัน แต่เล่นเพลงเป็น ๒ เสียง (มี ๒ โน้ต) ส่วนใหญ่จะพบในโน้ตเปียโน เช่นเพลง
The Piano Duet สมมติว่าคุณกับเพ่ือนคุณมีไวโอลินคนละ ๑ เครื่อง แล้วคุณต้องการแต่งเพลง คุณต้องมี
วิธีการทาให้เสียงไวโอลิน ๒ เคร่ืองเข้าด้วยกันได้ ซึ่งวิธีน้ีเป็นวิธีท่ียอดฮิตมากในปัจจุบัน คุณต้องมีวิชาการ
ฟังเสียง ๒ เสียงนี้ให้เข้าด้วยกันก่อน ถ้าคุณมีวิชานี้แล้วคุณสามารถแต่งเพลงต่อไปได้โดยการใช้จังหวะ
ถ้าคุณเลือกการแต่งเพลงแบบ ๒ จังหวะ ซ่ึงเป็นจังหวะที่แต่งเพลงค่อนข้างยากและสับสน คุณอาจจะต้อง
ใช้เวลานาน (ตัวอย่างเพลง Love Story) ถ้าคุณเลือกการแต่งเพลงแบบ ๓ จังหวะ ซึ่งเป็นจังหวะที่แต่ง
เพลงยากเหมือนกันกับแบบ ๒ จังหวะ (ตัวอย่างเพลง:Beethoven's Fur Elise) ถ้าคุณจะแต่งเพลงแบบ
๔ จังหวะ ซ่ึงเป็นจังหวะท่ีแต่งง่ายที่สุด เมื่อคุณคิดจะเอาจังหวะไหนแล้ว อันดับแรกคุณต้องมีวิชาการอ่าน
ตวั โน้ตเสียก่อน ถึงจะแต่งเพลงได้ ซึ่งโน้ตเพลงสากลทั่วไปจะใช้หลักการ Chord มาช่วยด้วย ซ่ึงทาให้เพลง
มีอารมณ์แตกต่างกันไป (สมมติถ้าใช้ chord : C Major ก็จะออกอารมณ์อ่อนไหวเหมือนท้องฟ้า ถ้าใช้
chord : E Major ก็จะออกอารมณ์หนักแนน่ มุง่ มั่นดังไฟ) เม่ือคุณเลือก chord เสร็จแล้ว อย่างแรกคุณต้อง
หม่ันนับจงั หวะห้องโน้ตดว้ ย ถ้าคณุ เขียนเกดิ ไป ๑ จังหวะห้องโน้ต จะทาใหโ้ น้ตเสียไปซ่ึงเป็นปัญหาธรรมดา
๙
จากน้ันถ้าคุณแต่งเพลงได้แล้วคุณต้องจาแนกชนิดของเคร่ืองดนตรีด้วยเพราะโน้ตแต่ละเครื่องดนตรีจะ
แตกต่างอยา่ งสน้ิ เชิง (https://www.gotoknow.org)
กำรแต่งเพลง
ในปัจจุบันไม่เน้นรูปแบบเช่นในอดีต ไม่ยึดถือคาร้องที่มีฉันทลักษณ์ ไม่เน้นทานองท่ีมีจานวนห้องท่ี
แน่นอน บางคนทนฟงั ไมไ่ ดถ้ ึงกับกระแนะกระแหนออกมาว่า ฟังนักเรียนท่องอาขยานยังเพราะกว่าการแต่ง
เพลงตามหลกั วิชา แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ทานองและคาร้อง ซ่ึงจะนาหลักการแต่งทานองเพลงท่ีอาจารย์
แมนรตั น์ ศรีกรานนท์ ศิลปินแหง่ ชาติสาขาศลิ ปะการแสดงดนตรีสากล พ.ศ.๒๕๓๕ และอาจารย์ตรอง ทิพยวัฒน์
สอนลกู ศิษย์นกั เรยี บเรียงเสียงประสานที่โรงเรยี นดนตรสี ยามกลการ
เพลงมาตรฐาน มี ๔ ท่อน ท่อนละ ๘ ห้อง ห้องละ ๔ จังหวะ ๑ ท่อน จึงมี ๓๒ จังหวะ รวมทั้งเพลง
๔ ท่อน ได้ ๑๒๘ จังหวะ ทานองของท่อนท่ี ๑ ๓ และ ๔ จะเหมือนกัน ยกเว้นตอนท้ายของท่อนท่ี
๑ กับท่อนที่ ๒ จะแตกต่างกันเล็กน้อย ส่วนท่อนท่ี ๓ เรียกกันว่า ท่อนแยก (ฮุค) จะเป็นทานองใหม่
แตกตา่ งจากทอ่ นที่ ๑ ๒ และ ๔
การเขยี นทานองเพลง ถ้ามีความรู้ทางทฤษฎีดนตรี (โน้ตและคอร์ด) ก็จะทาได้ง่ายกว่าผู้ท่ีไม่มีความรู้
ในเรอ่ื งเหลา่ น้ี
วธิ ีที่ดที ีส่ ดุ ในการเขียนทานองเพลงตอ้ งเรมิ่ จากการเขียนคอรด์ ใหถ้ กู ต้องตามกฎเกณฑ์วางไว้ตามห้อง
เพลงในแต่ละท่อนจนครบท้ัง ๔ ท่อน (ต้องมีการเรียนรู้จึงจะทาได้) แล้วนาโน้ตดนตรีในแต่ละคอร์ดมา
ประติดประต่อเขียนขึ้นเป็นทานองเพลง โดยการเคาะคอร์ดท่ีกาหนดไว้แล้วนั้นกับเปียโนหรือดีดกับกีตาร์
ด้วยจังหวะที่สม่าเสมอ การเคาะในเท่ียวแรกๆอาจจะยังไม่มีอะไรเกิดข้ึนแต่เม่ือเคาะจังหวะตามคอร์ดที่
กาหนดไว้ในจังหวะท่ีสม่าเสมอหลายๆเท่ียวเข้าทานองก็จะลอยมาเข้าสมองในท่ีสุด เมื่อได้ทานองจนครบ
๔ ท่อนแล้ว ก็นาไปใส่คาร้อง ต่อไปท่ีว่าการเขียนทานองเพลงวิธีนี้ดีที่สุด ก็เพราะว่าทานองเพลงและเสียง
ประสานทไี่ ด้จากวิธีการน้ี (คอร์ด ทานอง คาร้อง) จะมคี วามไพเราะ
วิธีที่ดีรองลงมาในการเขียนทานองเพลง คือ เขียนทานองข้ึนมาก่อนแล้วค่อยใส่คอร์ดหรือเขียน
ทานอง และใส่คอร์ดไปพร้อมกันก็ได้ แล้วค่อยนาไปใส่คาร้องการเขียนเพลงตามวิธีที่สองน้ี (ทานอง คอร์ด
คาร้อง) เสยี งประสานจะดอ้ ยกว่าวธิ แี รกแต่ยงั ได้ทานองเพลงท่ีไพเราะ
วิธีสุดท้าย คือ นาคาร้องมาใส่ทานองและคอร์ด วิธีที่สามนี้ (คาร้อง ทานอง คอร์ด) จะหาความ
ไพเราะจากทานองเพลงได้ยาก (หลายเพลงก็ไพเราะดี) แต่ก็ยังนิยมทากันทั้งในและต่างประเทศ
เชน่ เพลงสยามานสุ สติ ฟังดนตรีเถิดชืน่ ใจ ความฝันอนั สงู สุด เปน็ ตน้
ทานองเพลง อาจเขียนได้ภายในไม่กี่นาทีแต่คาร้องอาจใช้เวลาเป็นวัน เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน
อย่าง เพลงขวัญใจศรีนครินทร์ฯ ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒใน พ.ศ. ๒๕๑๗ นั้น ใช้เวลาเขียน
ทานองเพียง ๑๐ นาทีแต่ใชเ้ วลาเกลาคาร้องกว่า ๓ อาทิตย์
การแต่งเพลง เป็นเร่ืองของพรสวรรค์มากกว่าพรแสวง นักแต่งทานองเพลงระดับบันทึกแผ่นเสียง
หลายท่านอ่านโน้ตสากลไม่ได้ แต่เพลงของท่านก็ไพเราะติดหูคนฟังจนข้ึนหิ้งเป็นเพลงอมตะไปนับไม่ถ้วน
(http://verycatsound.com)
๑๐
แนวทำงกำรประพนั ธ์เพลงอยำ่ งง่ำย
การประพันธ์เพลงสากลนั้น ควรเริ่มต้นจากการประพันธ์เพลงอย่างง่ายจนชานาญแล้วจึงค่อยๆ
พัฒนาไปถึงระดับท่ียากข้ึนต่อไป โดยเร่ิมจากการประพันธ์ทานองก่อนบทร้อง เมื่อชานาญแล้วจึงสามารถ
แต่งพร้อมกันได้ ในช่วงเร่ิมต้นของการฝึกหัดประพันธ์บทเพลงให้ใช้อัตราจังหวะ ๒ แบบง่ายๆ คือ ๒ ๔
และ ๔ ๔ และเป็นเคร่อื งหมายประจาจงั หวะก่อน เม่อื ชานาญแลว้ จึงใชอ้ ตั ราจังหวะอืน่ ๆ
ส่วนบนั ไดเสยี งที่จะใช้ฝกึ หัดประพันธเ์ พลงควรเรม่ิ จากบันไดเสียงเพนทาทอนิกและบันไดเสียงไดอะทอนิก
ก่อนและให้ใช้วลีแบบ ๒ ห้องจบก่อน แล้วจึงใช้แบบ ๔ ห้องจบ แบบ ๘ ห้องจบ และแบบอ่ืนๆตามลาดับ
(สุมนมาลย์ น่มิ เนติพนั ธ์ และคณะ, ๒๕๕๑)
จากการศึกษาค้นคว้า สามารถสรุปได้ว่า เพลง หมายถึง ถ้อยคาที่เปล่งออกมาแล้วมีความไพเราะ
ทงั้ เสยี งรอ้ งและทานองเพลง โดยผ่านการเรียบเรยี ง ซ่ึงประกอบด้วย เนอื้ ร้องทานองและจังหวะ ทาให้ผู้ฟัง
เกิดความเพลิดเพลิน และผ่อนคลายซ่ึงสามารถแบ่งเป็นประเภทได้หลายประเภทด้วยกัน เช่น ไทยสากล
ป๊อป เร้กเก้ ลูกทุ่ง เพ่ือชีวิต เป็นต้น และหลักในการแต่งเพลงควรเร่ิมจากการคิดจุดมุ่งหมายในการแต่ง
เพลงและลงแต่งเพลงโดยเร่ิมจากการคิดทานอง คิดเนื้อเพลง การใส่คอร์ด ใส่จังหวะ และบันทึกเสียง
ตรวจสอบความเรียบรอ้ ยของเพลงอกี ครงั้
ควำมหมำยของวรรณคดี
วรรณคดี หมายถึง วรรณกรรมหรืองานเขียนท่ียกย่องกันว่าดี มีสาระและมีคุณค่าทางวรรณศิลป์
การใช้คาว่าวรรณคดีเพื่อประเมินค่าของวรรณกรรมเกิดขึ้นในพระราชกฤษฎีกาต้ังวรรณคดีสโมสรในสมัย
รัชกาลท่ี ๖ (ปิยะฤกษ์ บญุ โกศล, ๒๕๕๖)
วรรณคดี หมายถึง วรรณกรรมท่ไี ด้รับยกย่องว่าแต่งดีมีคุณค่าเชิงวรรณศิลป์ ได้แก่ พระราชพิธีเดือน
สบิ สอง, มทั นะพาธา (พจนานกุ รม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒)
โดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคาว่าวรรณคดีเอาไว้ว่า หนังสือท่ีได้รับ
การยกย่องวา่ แตง่ ดี มีผใู้ ห้ความหมายวรรณคดพี อสรุปสงั เขปไดด้ งั น้ี
๑. เป็นหนังสอื ดี อา่ นได้โดยไม่เสียประโยชน์ ไมเ่ ป็นเรือ่ งชกั จูงความคดิ ผู้อ่านไปในทางที่ ไมเ่ ป็นแกน่ สาร
๒. เป็นหนังสือแต่งดี ใช้วิธีเรียบเรียงอย่างใดๆก็ตามแต่ต้องเป็นภาษาไทยอันดีถูกต้องตามหลัก
ภาษาศาสตร์
๓. เป็นบทประพันธอ์ นั ประกอบดว้ ยศิลปะแห่งการนิพนธ์และเน้ือเร่ือง
วรรณคดี หมายถึง งานศิลปะท่ีใช้ภาษาเป็นสื่อ เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดอารมณ์ ความคิด
จินตนาการ ประสบการณ์ โดยภาษาท่ีคัดสรรน้ันเป็นภาษาท่ีไพเราะ สละสลวย มีการเล่นคา เล่นสัมผัส
การแผลงคาเพื่อการประพนั ธ์ มกี ารใชโ้ วหาร ตลอดจนการใช้จานวนคาก็ต้องเป็นไปตามฉันทลักษณ์ของคา
ประพันธน์ ้นั ๆ (บญุ เรือน รฐั วิเศษ,๒๕๕๕)
วรรณคดี หมายถึง วรรณกรรมที่ถือว่าเป็นผลงานที่มีคุณค่าควรแก่การศึกษา มีการถ่ายทอดสืบต่อ
กนั มาเป็นเวลานาน และมกี ลมุ่ บคุ คลในอดตี ไดก้ ลา่ วยกย่องไว้ (คณาจารย์แม็ค,๒๕๕๐)
๑๑
ลกั ษณะของวรรณคดี
๑. เน้ือหาเหมาะกับรูปแบบของคาประพันธ์ กล่าวคือกวี ควรจะให้เหมาะสมกับเน้ือหา เช่นการ
เทิดทนู บคุ คลหรือชน่ื ชมบ้านเมือง ควรใช้คาประพันธป์ ระเภทลลิ ิตหรอื คาฉันท์
๒. ภาษาไพเราะและประณีต ซึ่งวรรณคดีไทยจะมุ่งความงามของอรรถรสเป็นสาคัญ มิใช่มุ่งแสดง
ชีวิตโดยตรงอยา่ งเดียว ฉะน้ัน การใชภ้ าษาหรือถ้อยคาจึงต้องประณีต กินใจ โดยเฉพาะคาประพันธ์มักนิยม
เล่นสมั ผสั หรอื อปุ มาอุปไมยเพ่อื ทาให้เกิดจนิ ตนาการและความไพเราะ
๓. ให้คุณค่าทง้ั ทางสนุ ทรียภาพและสารประโยชนท์ ้ังทางสว่ นบคุ คลและสังคม
๔. ใหค้ วามบนั เทิงใจ กอ่ ใหเ้ กดิ ความสะเทือนอารมณแ์ ละใหจ้ นิ ตนาการ (http://th.wikipedia.org)
จากการศกึ ษาคน้ คว้า สามารถสรปุ ไดว้ ่า วรรณคดี หมายถงึ งานศลิ ปะที่ใช้ภาษาเป็นส่ือซ่ึงเป็นเครื่องมือใน
การถ่ายทอดอารมณ์ ทถ่ี กู ยกย่องว่าดี มสี าระ มคี ณุ คา่ ทางวรรณศิลป์และมีการถา่ ยทอดสบื ต่อกนั มาเปน็ เวลานาน
วรรณคดีเรือ่ ง พระอภัยมณี
ผ้ปู ระพันธ์พระอภยั มณี คอื สนุ ทรภู่ (กวีเอกของโลก)
พระอภัยมณี เปน็ วรรณคดชี ิ้นเย่ยี มเล่มหน่งึ ของไทย ผลงานชิ้นเอกของพระสุนทรโวหาร หรือสุนทรภู่
กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประพันธ์ขึ้นเป็นนิทานคากลอนท่ีมีความยาวมากถึง ๙๔ เล่มสมุดไทย เม่ือพิมพ์เป็นเล่ม
หนังสือ จะมีความยาวกว่าหน่ึงพันสองร้อยหน้า สุนทรภู่เร่ิมประพันธ์ราวปี พ.ศ. ๒๓๖๔ – ๒๓๖๖
และแต่งๆ หยุดๆ ไปตลอดเป็นระยะ สิ้นสุดการประพันธ์ราว พ.ศ. ๒๓๘๘ รวมเวลามากกว่า ๒๐ ปี
(http://th.wikipedia.org)
วรรณคดีเรอ่ื ง มหำเวสสนั ดรชำดก
ผู้ประพันธ์มหาเวสสนั ดรชาดก คอื เจ้าพระยาพระคลัง (หรอื หน เป็นกวใี นสมยั รัตนโกสินทร)์
ความเป็นมา คือ มหาเวสสันดรชาดกนี้เป็นเรื่องใหญ่จัดรวมไว้ในมหานิบาตชาดกรวมเรื่องใหญ่ ๑๐
เรื่องที่เรียกกันว่า ทศชาติ แต่อีก ๙ เรื่อง ไม่เรียกว่ามหาชาติ คงเรียกแต่เวสสันดรชาดกเร่ืองเดียวว่า
มหาชาติ ข้อน้ีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพโปรดประทาน อธิบายว่า
พุทธศาสนิกชนชาวไทยตลอดจนประเทศใกล้เคยี งนับถือกันมาแต่โบราณว่าเรื่องมหาเวสสันดรชาดก สาคัญ
กว่าชาดกอื่นๆ ด้วยปรากฏบารมีของพระโพธิสัตว์บริบูรณ์ในเรื่องมหาเวสสันดรชาดกท้ัง ๑๐ บารมี
(http://th.wikipedia)
วรรณคดเี รื่อง รำมเกยี รติ์
ผพู้ ระราชนพิ นธร์ ามเกียรติ์ คอื พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลยั (รชั กาลที่ ๒)
รามเกียรติ์ เป็นวรรณคดีสาคัญเร่ืองหน่ึงของไทย โดยมีเค้าโครงจากวรรณคดีอินเดีย คือมหากาพย์
รามายณะท่ีฤๅษวี าลมีกชิ าวอนิ เดยี แตง่ ขน้ึ เปน็ ภาษาสันสกฤต เมื่อประมาณ ๒,๔๐๐ ปเี ศษ เช่ือว่าน่าจะเป็น
ที่รู้จักในหมู่ชาวไทยมาต้ังแต่สมัยโบราณ จากอิทธิพลของลัทธิพราหมณ์ฮินดู โดยแฝงไว้ซึ่งคติยกย่อง
พระมหากษัตริย์ ซ่ึงเชื่อกันว่าเป็นอวตารของพระนารายณ์ สาหรับเรื่องรามเกียรติ์ของไทยน้ัน มีมาต้ังแต่
สมัยอยุธยา เค้าโครงของเรื่องรามเกียรต์ิน่าจะมาจากเรื่องรามายณะของอินเดีย ซึ่งเป็นนิทานที่แพร่หลาย
๑๒
อยู่ท่ัวไปในภูมิภาคเอเชียใต้ ต่อมาอารยธรรมอินเดียได้แพร่หลายเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พ่อค้าชาวอินเดียได้นาอารยธรรมและศาสนาเข้ามาเผยแพร่ด้วย ทาให้เรื่องรามายณะแพร่หลายไปทั่ว
ภูมิภาค กลายเป็นนิทานท่ีรู้จักกันเป็นอย่างดี และได้ปรับเปล่ียนเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของ
ประเทศน้นั (http://th.wikipedia.org)
วรรณคดีเรื่อง ลิลติ พระลอ
ผูป้ ระพนั ธ์ลลิ ิตพระลอ ไมป่ รากฎหลกั ฐานแน่ชดั แตป่ ระพันธข์ ึน้ ในสมัยสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช
ลิลิตพระลอ เปน็ ลิลิตโศกนาฏกรรมความรกั ท่ีแต่งขึ้นอย่างประณีตงดงาม มีความไพเราะของถ้อยคา
และเต็มไปด้วยสุนทรียศาสตร์ พรรณนาเร่ืองด้วยอารมณ์ท่ีหลากหลาย ใช้กวีโวหารอย่างยอดเยี่ยม ในการ
บรรยายเนือ้ เร่ือง ทม่ี ฉี ากอย่างมากมาย หลากหลายอารมณ์ โดยมีแก่นเรื่องแบบรักโศก หรือโศกนาฏกรรม
และแฝงแง่คิดถึงสัจธรรมของชีวิต ลิลิตพระลอนี้เคยถูกวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจากนักวรรณคดีบางกลุ่ม
เนื่องจากเชื่อว่าเป็นวรรณกรรมที่มอมเมาทางโลกีย์ ลิลิตพระลอที่ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสร
เม่อื พ.ศ. ๒๔๕๙ ใหเ้ ป็นยอดแหง่ ลลิ ิต (http://th.wikipedia.org)
วรรณคดีเรอ่ื ง ขนุ ชำ้ งขุนแผน
ผู้ประพันธ์ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด
วรรณคดีขุนช้างขุนแผนเป็นวรรณกรรมอมตะไทยมาช้านาน ตามประวัติกล่าวว่านักขับเสภาครั้ง
กรุงศรีอยุธยาเป็นผู้แต่ง (เสภาคือหนังสือกลอนโบราณ ท่ีนาเอานิทานมาแต่งเป็นกลอนสาหรับขับลานา)
แต่เหลือมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์บางตอน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ จึงโปรดให้
เหล่ากวีในพระราชสานักแต่งขึ้นใหม่ รวมทั้งพระองค์ท่านเองทรงพระราชนิพนธ์ ตอน "พลายแก้วเป็นชู้กับนาง
พิม" ตอน "ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง" และตอน "เข้าห้องแก้วกิริยาและพาวันทองหนี" รัชกาลที่ ๓ ทรงพระ
ราชนิพนธต์ อน "ขุนชา้ งตามวนั ทอง" บรมครูสนุ ทรภู่แตง่ ตอน "กาเนิดพลายงาม" ตอ่ มาครูแจง้ ในรัชกาลที่ ๔
แต่งตอน "กาเนิดกุมารทอง" ตอน "ขุนแผน พลายงามแก้พระท้ายน้า" และตอน "ขุนแผน พลายงามสะกด
เจ้าเมืองเชียงใหม่" ที่มาของเรื่อง กล่าวกันว่าเป็นจริงตามนิทานพื้นบ้าน เกิดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระ
รามาธิบดีที่ ๒ ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๓๔ - ๒๐๗๒ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ถูกสมมุติพระนามในเสภาว่า
"พระพันวษา" เนื้อเร่ืองเอาเกร็ดประวัติศาสตร์ตอนไทยทาสงครามกับเชียงใหม่และล้านช้าง แล้วเอามาผูก
เข้ากับวิถีชีวิตของชาวเมืองสุพรรณและกาญจนบุรีโดยเฉพาะการชิงรักหักสวาทของ ๑ หญิง ๒ ชาย
คือ นางพิมพิลาไลย หรือนางวันทอง ขุนแผนหรือพลายแก้ว และขุนช้าง อรรถรสทางด้านภาษา
แ ล ะ เ น้ื อ ห า เ ป็ น วิ ถี ชี วิ ต วั ฒ น ธ ร ร ม ข อ ง ค น ยุ ค ส มั ย นั้ น จ น เ ป็ น ว ร ร ณ ก ร ร ม อ ม ต ะ ม า จ น ถึ ง ทุ ก วั น น้ี
(http://rungfa.chs.ac.th)
วรรณคดเี รอื่ ง มทั นะพำธำ
ผ้พู ระราชนิพนธม์ ัทนะพาธา คือ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจา้ อย่หู วั (รัชกาลที่ ๖)
บทละครเรอ่ื งน้ี ได้รบั ยกยอ่ งจากวรรณคดีสโมสรวา่ “เป็นยอดของบทละครพดู คาฉันท์”ด้วยการเลือก
ถ้อยคาท่ีส่ืออารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้ดีเย่ียม ตลอดจนมีการวางโครงเร่ืองท่ีชวนให้ติดตามท้ังยัง
สอดแทรกคติสอนใจเรื่องความรักได้อย่างซาบซึ้งกินใจอีกด้วย เร่ืองมีอยู่ว่าพระฤๅษีได้ขุดเอาดอกกุหลาบ
๑๓
จากป่าหิมะวัน ไปปลูกไว้กับอาศรม เม่ือคืนวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง นางจะปรากฏโฉมเป็นมนุษย์มา
ปรนนิบัติรับใช้พระฤๅษี วันหนึ่งท้าวชัยเสนกษัตริย์แห่งนครหัสดิน เสด็จประพาสป่ามาถึงอาศรมพระฤๅษี
ตรงกับคืนวันเพ็ญที่มัทนากลายร่างเป็นมนุษย์ และได้พบกับท้าวชัยเสนและเกิดความรักต่อกัน พระฤๅษีจึง
จัดพิธีอภิเษกใหช้ ัยเสนได้พานางกลบั นครหัสดิน ท้าวชัยเสนหลงใหลรักใคร่นางมัทนามาก ทาให้นางจัณฑีผู้
เป็นมเหสีหึงหวงและอิจฉาริษยา จึงทาอุบายให้ท้าวชัยเสนเข้าใจผิดว่ามัทนาเป็นชู้กับนายทหารเอก
นาง มัทนาจึงถูกส่ังประหารชีวิต แต่เพชฌฆาตสงสารจึงปล่อยนางไปนางมัทนากลับไปยังอาศรมพระฤๅษี
และวิงวอนให้สุเทษณ์เทพบุตรช่วย สุเทษณ์เทพบุตรได้ขอความรักนางอีกคร้ังหน่ึงแต่นางปฏิเสธสุเทษณ์
เทพบตุ รจึงสาปให้นางเป็นดอกกหุ ลาบตลอดไป (http://th.wikipedia.org)
วรรณคดีเร่ือง โคลงภำพพระรำชพงศำวดำร
ผพู้ ระราชนพิ นธ์โคลงภาพพระราชพงศาวดาร คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว (รัชกาลที่ ๕)
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพได้ทรงพระนิพนธ์คาอธิบายเกี่ยวกับหนังสือ
โคลงภาพพระราชพงศาวดารไว้ว่า เกิดข้ึนโดยพระราชดาริพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเลือกสรรเรื่องพระราชพงศาวดาร ให้ช่างเขียนท่ีมีฝีมือเขียนรูปภาพและให้มีโคลงบอกเร่ืองพระราช
พงศาวดารท่ีเขียนรูปภาพติดประจาไว้ทุกกรอบ รูปขนาดใหญ่มีจานวนโคลงรูปละ ๖ บท รูปขนาดกลางและ
ขนากเล็กมีจานวนโคลงรูปละ ๔ บท การแต่งโคลงนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราช
นพิ นธบ์ ้าง โปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระบรมวงสานุวงศ์และข้าราชการซ่ึงสันทักบทกลอนแต่งถวายบ้าง รูปภาพเรื่อง
พระราชพงศาวดารที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นมีจานวน ๙๒ ภาพ มีจานวนท้ังสิ้น ๒๗๖ บท สร้างสาเร็จเมื่อ
พ.ศ. ๒๔๓๐ (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. ๒๕๕๙ : ๑๙)
วรรณคดีเร่อื ง กำพย์พระไชยสุรยิ ำ
ผพู้ ระราชนิพนธ์กาพย์พระไชยสรุ ิยา คือ สุนทรภู่ (กวีเอกของโลก)
พระไชยสุริยาเป็นกษัตริย์ครองเมืองสาวัตถีมีมเหสีช่ือสุมาลี บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์และเป็นสุขมาช้า
นานจนกระทั่งเมื่อข้าราชบริพารและผู้มีอานาจพากันลุ่มหลงในอบายมุขและเที่ยวข่มเหงราษฎรจนเดือดร้อน
ไปท่ัว ในท่ีสุดน้าป่าก็ไหลบ่าท่วมเมืองจนผู้คนล้มตายผู้ที่มีชีวิตรอดก็หนีออกจากเมืองไป ทิ้งสาวัตถีกลายเป็น
เมืองร้าง พระไชยสุริยาพามเหสีและข้าราชบริพารหนีลงเรือสาเภาออกจากเมืองแต่ถูกพายุใหญ่พัดเรือแตก
พระไชยสุริยากับนางสุมาลีว่ายน้าไปข้ึนฝ่ังแล้วรอนแรมไปในป่า พระดาบสรูปหนึ่งเข้าฌานเห็นพระไชยสุริยา
กับนางสุมาลีต้องทนทุกข์ทรมานก็เวทนา เพราะเห็นว่าพระไชยสุริยาทรงเป็นกษัตริย์ท่ีดี แต่ประสบเคราะห์
กรรมเพราะหลงเช่ือเสนาอามาตย์ จึงเทศนาโปรดจนท้ังสองศรัทธาและบาเพ็ญธรรมจนได้ไปเกิดบนสวรรค์
(http://www.nmk.ac.th)
วรรณคดีเรื่อง นิทำนเวตำล
ผู้พระราชนิพนธก์ าพย์พระไชยสุรยิ า คือ สุนทรภู่ (กวเี อกของโลก)
นิทานเวตาล (เวตาลปัญจวิงศติ แปลว่า นิทานเวตาล ๒๕ เรื่อง) เป็นวรรณกรรมสันสกฤตโบราณ
ซึ่งเลา่ ขานโดยกวีชือ่ ศิวทาส และไดถ้ ูกเล่าขานกนั ต่อมากวา่ ๒๕๐๐ ปลี ่วงมาแล้ว โครงเรื่องหลักของนิทาน
เร่ืองนี้เป็นเรื่องการโต้ตอบปัญหาระหว่างพระวิกรมาทิตย์ กษัตริย์แห่งกรุงอุชชิยนี กับเวตาล ปีศาจท่ีมี
๑๔
ร่างกายกึ่งมนุษย์กับค้างคาว ซึ่งจะนาเข้าไปสู่นิทานย่อยต่างๆท่ีแทรกอยู่ในเรื่องนี้รวม ๒๕ เร่ือง ลักษณะ
ดังกล่าวคล้ายกับนิทานอาหรับราตรี หรือ "พันหนึ่งราตรี" ซึ่งเป็นนิทานชุดในซีกโลกอาหรับที่ได้รับความ
นยิ มอยา่ งมากอกี ชดุ หนงึ่ (http://th.wikipedia.org)
วรรณคดเี รอ่ื ง อเิ หนำ
ผพู้ ระราชนิพนธ์อิเหนา คือ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั (รชั กาลท่ี ๒)
อิเหนาเป็น วรรณคดีเก่าแก่เรื่องหนึ่งของไทย เป็นท่ีรู้จักกันมานาน เข้าใจว่าน่าจะเป็นช่วงปลาย
สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยได้ผ่านมาจากหญิงเชลยปัตตานี ท่ีเป็นข้าหลวงรับใช้พระราชธิดาของสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวบรมโกศ (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๒๗๕ – ๒๓๐๑) โดยเล่าถวายเจ้าฟ้ากุณฑลและเจ้าฟ้ามงกุฎพระราช
ธิดา จากนนั้ พระราชธดิ าทง้ั สองไดท้ รงแต่งเร่ืองข้ึนมาองค์ละเร่ือง เรียกว่าอิเหนาเล็ก (อิเหนา) และอิเหนาใหญ่
(ดาหลงั ) เนื้อเรื่องตรงกับอเิ หนาเล็กท่ีวา่ ถึงตอนลักบุษบาไปไวใ้ นถ้า ซงึ่ ไม่ปรากฏในเรอื่ งอเิ หนาใหญ่
เรอ่ื งอิเหนา หรือที่เรียกกันวา่ นทิ านปนั หยีน้นั เปน็ นิทานทีเ่ ล่าแพรห่ ลายกนั มากในชวา เชื่อกันว่าเป็น
นิยายอิงประวัติศาสตร์ของชวา ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ปรุงแต่งมาจากพงศาวดารชวา และมีด้วยกัน
หลายสานวน พงศาวดารเรียกอิเหนาว่า“ปันจี อินูกรัตปาตี”(PanjiInuKartapati) แต่ในหมู่ชาวชวามักเรียก
กันสั้นๆว่า“ปันหยี”(Panji)ส่วนเรื่องอิเหนาท่ีเป็นนิทานน้ันน่าจะแต่งข้ึนในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๑
หรือในยุคเสื่อมของราชวงศ์อิเหนาแห่งอาณาจักรมัชปาหิต และอิสลามเริ่มเข้ามาครอบครองนิทานปันหยี
ของชวานั้นมีดว้ ยกันหลายฉบบั แต่ฉบับที่ตรงกับอเิ หนาของเราน้นั คือ ฉบับมาลัตใช้ภาษากวีของชวาโบราณ
มาจากเกาะบาหลี (http://th.wikipedia.org)
วรรณคดเี รอ่ื ง ลิลติ ตะเลงพำ่ ย
ผพู้ ระราชนิพนธ์ลลิ ิตตะเลงพ่าย คอื สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้ากรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส
สมเด็จพระนเรศวรได้ครองราชย์สมบัติ พระองค์จึงตรัสปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่ากรุงศรีอยุธยา
ผลัดเปลย่ี นกษตั ริย์ สมเดจ็ พระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ พระพ่ีน้องท้ังสองอาจรบพุ่งชิงความเป็น
ใหญ่กัน ยังไม่รู้เหตุผลประการใด ควรส่งทัพไปเหยียบดินแดนไทย เป็นการเตือนสงครามไว้ก่อน
ถ้าเหตุการณ์เมืองไทยไม่ปกติสุขก็ให้โจมตีทันที ขุนนางท้ังหลายก็เห็นชอบตามพระราชดารินั้น พระจ้าหง
สาวดจี ึงตรัสให้ พระมหาอุปราชเตรียมทัพร่วมกับพระมหาราชเจ้านครเชียงใหม่ แต่พระมหาอุปราชากราบ
ทูลพระบิดาว่าโหรทายว่าชันษาของพระองค์ร้ายนัก เม่ือกองทัพพม่าแตกพ่ายไปแล้วสมเด็จพระนเรศวร
มหาราชรบั ส่ังให้สร้างสถูปเจดีย์เพ่ือเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระมหาอุปราชา เสด็จแล้วจึงเลิกทัพกลับกรุง
ศรอี ยธุ ยา เป็นอันจบเนื้อเรอื่ ง (http://pspreaw.wixsite.com)
๑๕
บทท่ี ๓
วิธกี ำรดำเนินกำร
จากการศึกษาค้นคว้าโครงงานเรือ่ ง เรยี งร้อยทานองเพลงคร้ืนเครงกบั วรรณคดีไทย ผศู้ ึกษาไดใ้ ชว้ ัสดุ
อุปกรณ์ทห่ี ลากหลายและมีขั้นตอนการดาเนนิ งาน ดงั ต่อไปน้ี
วสั ดุอุปกรณ์ ๒๒. เครือ่ งปร้ินเตอร์
๒๓. ปากกาตดั เสน้ สดี า
๑. คอมพิวเตอร์ ๒๔. กระดาษปก
๒. ปากกา ๒๕. สีไม้
๓. ดนิ สอ ๒๖. แผ่นเคลือบพลาสตกิ
๔. ยางลบ ๒๗. เคร่อื งเคลอื บ
๕. ไม้บรรทดั ๒๘. สต๊กิ เกอร์เสน้
๖. กระดาษเอส่ี ๒๙. บอรด์ โครงงงาน
๗. หนงั สือ ๓๐. กระดาษรอ้ ยปอนด์
๘. กระดาษโปสเตอร์สี ๓๑. กระดาษโฟโตบ้ ี
๙. กรรไกร ๓๒. ฟวิ เจอร์บอร์ด
๑๐. แม็ก ๓๓. ริบบ้นิ ผา้
๑๑. มีดคัตเตอร์ ๓๔. เครอ่ื งเจาะกระดาษ
๑๒. กระดาษสี ๓๕. กระดาษกาวสองหนา้ แบบหนา
๑๓. สตก๊ิ เกอร์ใส ๓๖. กระดาษกาวสองหนา้ แบบบาง
๑๔. กาวลาเท็กซ์ ๓๗. ปากกาเคมี
๑๕. เทปผา้ ๓๘. แผน่ รองตัด
๑๖. สนี ้า ๓๙. แผ่นซีดี
๑๗. คลปิ ดาสองขา ๔๐. กล่องพลาสติก
๑๘. เคร่อื งเล่นซีดี ๔๑. เขม็ หมุด
๑๙. ปลั๊กเสยี บสามทาง ๔๒. กล่องไม้
๒๐. ผา้ ปโู ต๊ะ
๒๑. เชือกฟาง
๑๖
วธิ กี ำรดำเนนิ งำน
วนั เดือน ปี ขน้ั ตอนกำรดำเนนิ งำน เวลำ
๑๘ – ๒๐ เม.ย. ๒๕๖๕ ๐๘.๓๐ – ๑๘.๐๐ น.
๒๑ – ๒๓ เม.ย. ๒๕๖๕ ประชมุ กลมุ่ ปรกึ ษาหารือเร่ืองหัวขอ้ โครงงาน ๐๘.๓๐ – ๑๘.๐๐ น.
๒๔ – ๓๐ เม.ย. ๒๕๖๕ จนได้หวั ขอ้ โครงงาน ๐๘.๓๐ – ๑๘.๐๐ น.
ประชุมกลุ่มแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบใน
การศกึ ษาคน้ ควา้ หาข้อมูล
ศกึ ษาค้นคว้าหาข้อมูลตามที่ได้รบั มอบหมาย
๑ – ๕ พ.ค. ๒๕๖๕ ประชุมกลุ่ม รวบรวมข้อมูลจากการศึกษา ๐๘.๓๐ – ๑๘.๐๐ น.
ท้ังหมดมาพิจารณาแสดงความคิดเห็น และ
๙- ๑๒ พ.ค. ๒๕๖๕ เรยี บเรยี งข้อมลู ๑๕.๓๐ – ๑๘.๓๐ น.
เรียบเรียงขอ้ มลู บทท่ี ๑ - ๓ แลว้ แต่งเพลง
๑๓ – ๑๖ พ.ค. ๒๕๖๕ / และสร้างสื่อบทเพลงประกอบวรรณคดีไทย ๐๘.๓๐ – ๑๘.๐๐ น./
๑๗ – ๒๐ พ.ค. ๒๕๖๕ และเรียบเรียงข้อมลู บทที่ ๔-๕ ๑๕.๓๐ – ๑๘.๓๐ น.
๒๓ – ๓๑ พ.ค. ๒๕๖๕ เรียบเรียงพรอ้ มจัดพิมพ์รายงาน ๕ บท และ ๑๕.๓๐ – ๑๘.๓๐ น./
ฝกึ ซ้อมร้องเพลง ๑๕.๓๐ – ๑๘.๓๐ น.
๑ – ๑๒ ม.ิ ย. ๒๕๖๕ ตรวจสอบความถูกต้องของรายงาน ๕ บท
๑๓ – ๓๐ ม.ิ ย. ๒๕๖๕ นาเสนอครูท่ปี รกึ ษา พรอ้ มท้งั ปรับปรุงแก้ไข ๑๕.๓๐ – ๑๘.๓๐ น./
และฝกึ ซ้อมรอ้ งเพลง ๑๕.๓๐ – ๑๘.๓๐ น.
๑ – ๑๐ ก.ค. ๒๕๖๕ ปรับปรุงแก้ไข จัดพิมพ์และเย็บเล่มรายงาน ๑๕.๓๐ – ๑๘.๓๐ น./
และฝกึ ซ้อมร้องเพลง ๑๕.๓๐ – ๑๘.๓๐ น.
จัดพิมพ์แผ่นพับ และสรา้ งส่ือในการนาเสนอ
บทเพลงประกอบวรรณคดีไทยและฝึกซ้อม o๙.oo – ๑๘.๓o น./
ร้องเพลง ๑๕.๓๐ – ๑๘.๓๐ น.
จัดบอร์ดโครงงาน และฝึกซ้อมการนาเสนอ
โครงงาน
๑๗
บทท่ี ๔
ผลกำรศึกษำค้นคว้ำ
จากการศึกษาค้นคว้าโครงงาน เร่ืองเรียงร้อยทานองเพลงครื้นเครงกับวรรณคดีไทย ผลการศึกษา
ปรากฏว่า สามารถแต่งบทเพลงตามเน้ือเรื่องย่อของวรรณคดีไทยได้ จานวน ๑๒ เพลง จากวรรณคดีไทย
ทง้ั หมด ๑๒ เร่ือง ไดแ้ ก่
๑. เพลงผเี สอ้ื อกหัก ประกอบวรรณคดีไทยเร่ืองพระอภยั มณี ตอนพระอภัยมณหี นนี างผีเสอ้ื สมทุ ร
๒. เพลงพระนางมทั รี ประกอบวรรณคดีไทยเรอ่ื งมหาเวสสันดรชาดก กัณฑม์ ทั รี
๓. เพลงนารายณ์ปราบนนทก ประกอบวรรณคดีไทยเรอ่ื งรามเกียรต์ิ ตอนนารายณ์ปราบนนทก
๔. เพลงลิขิตรักพระลอ ประกอบวรรณคดไี ทยเรือ่ งลลิ ติ พระลอ
๕. เพลงขนุ ช้างถวายฎกี า ประกอบวรรณคดีไทยเรือ่ งขนุ ชา้ งขนุ แผน ตอนขนุ ช้างถวายฎีกา
๖. เพลงดอกกุหลาบชา้ รัก ประกอบวรรณคดีไทยเรอ่ื งมัทนะพาธา
๗. เพลงภาพพระราชพงศาวดาร ประกอบวรรณคดไี ทยเรือ่ งโคลงภาพพระราชพงศาวดาร
๘. เพลงพระไชยสุริยา ประกอบวรรณคดีไทยเร่อื งกาพย์พระไชยสรุ ยิ า
๙. เพลงเอราวัณ ประกอบวรรณคดไี ทยเร่อื งรามเกยี รติ์ ตอนบทพากยเ์ อราวัณ
๑๐. เพลงเรือ่ งเลา่ เวตาล ประกอบวรรณคดไี ทยเร่อื งนิทานเวตาล
๑๑. เพลงศึกกะหมงั กหุ นงิ ประกอบวรรณคดีไทยเร่อื งอิเหนา ตอนศกึ กะหมังกุหนงิ
๑๒. เพลงสงครามยุทธหตั ถี ประกอบวรรณคดีไทยเรื่องลลิ ติ ตะเลงพา่ ย
บทเพลงวรรณคดไี ทย
๑. เพลงผีเส้อื อกหัก ทำนองเพลง อกหักไม่กลำ้ บอกผวั ของศลิ ปิน ออ๊ ฟ ดอกฟำ้ xบ.เบ้ิล สำมร้อย
บทเพลงประกอบวรรณคดไี ทยเรื่องพระอภัยมณี ตอนพระอภัยมณีหนีนำงผีเส้อื สมุทร
มีเร่อื งราว ข่าวเจา้ ชาย หายลับไป ในถา้ ใหญ่ ก็เพราะมียกั ษร์ ้าย แอบร่ายมนต์ใส่ พระอภัยตื่นข้ึนมา
เจอสาวงาม นางยกั ษแ์ ปลงแกลง้ มาบอกรัก กกั ขงั เอาไว้
*ตอ้ งอยดู่ ้วยกนั นานวันจนมีลูกชาย ต้ังช่ือว่าเจ้าสินสมุทร อายุแปดปีนั้นเริ่มว่ิงวน เร่ิมซุกซน ซุกซน
ซุกซน จนพบทางออกแล้ว
**ลูกยักษ์ก็ผลักประตูผลักประตู ผลักประตู รู้ทางออกแล้ว หนีออกไป หนีออกไป แปลกใจหนักหนา
แต่ก็ถามไม่ได้ ว่ายน้าว่องไว ไกลออกไป ไกลออกไป จนพบเงือกจับไว้ ลากกลับมา ลากกลับมา พามาให้พ่อดู
ว่านต้ี วั อะไร มันแปลกๆ นะ ดู แก๊ แก่
**พระอภัยได้รู้ นั้นก็เริ่มเข้าใจ เลยคิดไกลวางแผนหนีไปจากถ้า อดทนอยู่มาด้วยน้าตาและเจ็บช้า
คิดหนีกลับวังกลับบ้านตน จึงได้นัดหมายตาเงือก ให้พาตนหนี แลกชีวิตและคิดวางแผน เงือกเฒ่าตอบรับ
พร้อมกับนัดหมาย อุ้ย ต๊าย ตาย ต๊าย ตาย ต๊าย ตาย จะหลอกยักษ์ ยังไง บอกยักษ์จะมีเคราะห์ร้าย
มีเคราะหร์ า้ ย มเี คราะห์ร้าย ตอ้ งไปจาศลี ไปจาศลี ไปจาศีล เพือ่ ใหเ้ หตรุ ้าย ได้จางหายทันที
๑๘
**เม่ือยักษ์เชื่อใจ หลงเชื่อใจ หลงเช่ือใจ พระอภัยรีบหลบหนี รีบหลบหนี รีบหลบหนี โดยเงือกพา
ออกไป สู่เกาะแกว้ พิสดาร
ท่อน บ.เบล้ิ
นางยักษ์ที่จาศีล ท่ีจาศีล ถึงวันครบ รีบกลับพลัน ถึงถ้าน้ันเหมือนถูกตี ผัวลูกหนี ไม่พบพระอภัย
ใจหายเรียกหา ตามหา ทั่วทุกที ท่ัวทุกที่ ทั่วทุกท่ี หนีไปทางไหน ไปทางไหน ไปทางไหน ไล่ตามธารา
วา่ อยูไ่ หนไตถ่ าม ด้วยความโกรธนัน้ ฆา่ ฟันทกุ อยา่ ง
***เมื่อตามทันน้ัน จึงฆ่าเงือกเฒ่าไปสองตน นางเงือกจึงรีบร้อนกระเสือกกระสน ส่งพระอภัยให้โยคีหนี
รอดพ้น โยคีเสกทรายไลย่ กั ษไ์ ป
๒. เพลงพระนำงมทั รี ทำนองเพลง บ่ตอ้ งกำรเศษใจ ของศิลปนิ แบม ไพริน
บทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเรอื่ งมหำเวสสันดรชำดก กณั ฑม์ ทั รี
มาบอกเรอื่ งราว กล่าววา่ พระเวสให้ทาน เปน็ ทีก่ ลา่ วขาน จนชูชกรู้เร่ืองราว พระนางมัทรี ก็ตกใจต่ืน
จากฝัน แตจ่ าใจฝนื ไป เดินป่าเขา้ หาเสบยี ง
* ฝากลูกเอาไวก้ ับบิดา เข้าป่าไปรู้สึกแปลกจากที่เคย ต้นไม้ที่เคยเก็บผลตอนน้ี ก็มีแต่ดอก เอื้อมไป
ก็ไม่ถึง ท้องฟ้าก็มืดมิด จึงทาให้พระนางย่ิงกังวล เหล่าบรรดาเทวา ก็ขัดขวางไม่ให้นาง กลับไปที่อาศรม
นางแสนเศรา้ .... เออ เออ่ เออ เองิ เอย เออ เออ่ เออ เอิง เอย๋
(แร็พ) พระอนิ ทร์จงึ สั่งให้ เทวดาแปลงกายขวาง ไมใ่ ห้นางนั้นหลบหนีไปได้ เพราะมีสัตว์ร้าย โดยมี
ราชสหี ์เสอื โครง่ และเสอื เหลืองขวางทาง นางหนี ไม่ได้
*สุดท้ายแล้วต้องยอมปล่อยนาง เมื่อพระนางมัทรีกลับถึงอาศรม ไม่เจอ ลูกรักท้ังสองหญิงชาย
ร้องไห้คร่าครวญ พระเวสสันดรเห็น จึงแสร้งว่านางนั้น คิดนอกใจคบหากับชายอื่น นางล้มอย่างไร้ท่า
ใจอ่อนล้าแทบสลาย สุดท้ายยอมบอกเล่า ความจริงน้ัน เออ เอ่อ เออ เอิง เอย เออ เอ่อ เออ เอิง เอ๋ย
ว่าตนใหท้ านสองกุมาร ให้แก่เจ้าขอทานชชู กน้นั ไป พระนางพร้อมร่าลาบาเพ็ญทาน ยนิ ยอมเขา้ ใจ
๓. เพลงนำรำยณป์ รำบนนทก ทำนองเพลง ตำยทัง้ เป็น ของศลิ ปิน แจ้ ดนพุ ล
บทเพลงประกอบวรรณคดไี ทยเรอื่ งรำมเกียรติ์ ตอนนำรำยณป์ รำบนนทก
ขอกล่าวถึงเรื่องหนึ่ง ชื่อรามเกียรต์ิสุดเล่ืองลือ แต่จะขอเลือกมาหนึ่งตอน คือตอนนารายณ์ปราบ
นนทก เริ่มตน้ ดว้ ยมียกั ษ์ตนหนง่ึ ทม่ี ีช่ือนามว่านนทก มีหน้าท่ีล้างเท้าเทวา แต่เหล่าเทวามักจะชอบข่มเหง
และก็มักจะดึงผมนนทกเร่ือยมา จนผมของนนทกแทบไม่เหลือสักเส้นเดียว นนทกเหมือนตายทั้งเป็น
สุดแสนเคียดแค้นฝังใจ จึงวางแผนเข้าเฝ้าและกราบทูลพระอิศวร ว่าตนนั้นไม่เคยได้รับส่ิงใดตอบแทนเลย
ข้าน้ีตอ้ งการนิว้ เพชร
*เพียงชี้ผู้นั้นตาย แล้วพระอิศวรก็ให้พลัน จึงทาให้ยักษ์นั้นได้ใจ จากนั้นนนทกก็กลับไปและน่ังรอท่ี
เชิงบันได เพื่อให้เหล่าเทวามาแกล้ง ก็ถูกตนช้ีน้ิวจนตาย เกลื่อนกลาดจนยากท่ีจะมาคาดเดา พระอิศวร
ทราบก็ทรงกรวิ้ บน่ ยง่ิ นัก จงึ รับส่งั พระนารายณไ์ ปปราบยกั ษน์ นทก จึงทาตามพระบญั ชา
๑๙
**หลงั จากน้นั พระนารายณจ์ ึงไดแ้ ปลงกายมาย่ัวยวน เป็นนางฟ้ารูปงามใจนนทกแสนมัวเมา หารู้ว่า
คือกลลวง ยักษ์ได้เจอก็นึกรัก จึงได้เข้าไปเกี้ยวพารานางน้ันทันใด สวยพร้ิงตรึงใจเจ้ามาจากแห่งหนใด
แกว้ ตา ทา่ นตอ้ งราตามข้าก่อน
*นางฟ้าจึงร่ายรา นนทกกร็ าตามทกุ ท่า ดั่งเทพปฐมพรหมส่ีหน้า ไม่ว่าจะท่าไหนก็ตาม นนทกราตาม
ทุกท่าไป และเมื่อมาจนถึงท่ารา ท่ีทาให้นนทกชี้ไป โดนท่ีขาของตนเอง จนขาหัก ล้มลงไปรู้ได้ทันทีว่าถูก
หลอก พระนารายณจ์ งึ แปลงกายกลับมาเหยยี บอกยกั ษ์ นนทกจึงพดู ออกไป
**โทษอนั ใด ท่านมีฤทธ์ิมากมายใยไม่สู้ซ่ึงหน้า จึงต้องทาอุบายมาหลอกข้าถึงเพียงนี้ ท่านช่างไม่อาย
แกใ่ จ ข้ามีเพยี งแค่สองมือ แต่ท่านนัน้ มีสีม่ ือขา้ จะสูอ้ ย่างไร หากชาตหิ น้านนทกเจ้ามีย่ีสิบมือข้ึนไป จะล่าชีพ
เจา้ วอดวาย
๔. เพลงลขิ ิตรักพระลอ ทำนองเพลง พิง ของศลิ ปนิ ธนนท์ จำเรญิ
บทเพลงประกอบวรรณคดไี ทยเรอ่ื งลิลิตพระลอ
กล่าวถึงเมืองน้ัน รู้จักกันไหม หนุ่มเจ้ารูปงามทรงนามว่าพระลอ และพระองค์ถูกชอบพอด้วยความ
หลงใหล เรือ่ งราวเมืองนัน้ เหล่าทัง้ หลาย ทีร่ ่าลอื ไปถึงเมอื งสรอง สองพี่น้องหมายปองมาแค่ที่เธอ ตัวนางท้ัง
สอง ใจปรารถนา พระเพ่อื นธดิ าเป็นพระองค์พ่ี พระแพงองคน์ อ้ ง ร้ไู หม
*หากจะใหไ้ ด้รู้ พรรณนาเร่ืองนางท้งั สองรกั พระลอด้วยใจหมาย ทาเวทมนต์คุณไสย ทาคาถาร่ายใส่
ด้วยฤๅษีสมิงด้วยพราย มนต์น้ัน ครอบครองพระลอผิดทุกครั้ง และเหมือนผีร้ายไม่ผันใจไปจากเดิม รักแค่
พระเพ่ือนพระแพง ไมม่ ีทางเปล่ยี นใจรักใคร
คงต้องตัดสินใจเดินทางออกไป ร่าลาครอบครัวและจากเมืองไกล แม่น้าไหลพัดไสวเพื่อชะตา
จะเปลย่ี นเสยี่ งชวี ติ ต่างตา่ งไปมา จะเปน็ สายแม่น้าสีแดงอีกครา มีเร่ืองร้ายปรากฏก็หาเกรงกลัว ง้ันคงจาใจ
พระลอหา่ งหาย กลัวมนตจ์ ะคลายยง่ิ ยอมไม่ได้ โปรดเนรมติ ไกข่ ัน
**เมื่อเดินทางไปถึง จึงลอบนาพระลอให้พบรัก สมหวังในเร่ืองราว รักท้ังเจ้าท้ังนาย รักกันท้ังสอง
ฝา่ ย ไดม้ อบใจใหแ้ กก่ ัน ท้งั สาม แอบอยู่ดว้ ยกันก็ไมน่ าน เพราะพระราชาทรงรู้ท้ังหมดของเรื่อง โกรธเคืองที่
ย่งิ เข้าใจ ใหร้ ับส่ังแต่งงานทนั ที
***อยากจะให้รับรู้ ผู้ที่เลี้ยงพระนางได้เติบโต ก็คือพระเจ้าย่า แต่คิดแค้นพระลอ และไม่คิดยกยอ
เป็นคาอ้างสั่งทหาร บรรดา ทหารหมายยิงฆ่าทิ้งซ้า ย่าร้ายเหลือเกินทนท้ังสองพระชายา จนนาเอากาย
ขวางหนา้ รักและไมย่ อมพรากจากกนั
๕. เพลงขุนชำ้ งถวำยฎกี ำ ทำนองเพลง เชือกวิเศษ ของศิลปนิ วง ลำบำนูน
บทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเรอื่ งขนุ ชำ้ งขนุ แผน ตอนขุนชำ้ งถวำยฎีกำ
จะกล่าวถงึ วรรณคดี ในเรือ่ งนข้ี นุ ช้างขุนแผน เปน็ ช่อื ตอนทีข่ ุนช้างไปถวายฎีกา เริ่มเรื่องราวชายหนุ่ม
พลายงาม อยากจะตามตัวแม่กลับมา เพราะรู้ดีว่าแม่น้ันอยู่สุพรรณบุรี เลยแอบย่องข้ึนไปบนบ้านขุนช้าง
เพียงหวงั จะนาตวั แม่กลบั มา ขุนชา้ งนอนหลบั สลบไสล ไมร่ ู้สึกตัว
*ขุนช้างรีบต่ืนรู้สึกผวาหันไปไม่เจอเมียรัก จึงเรียกไพร่พลให้ออกตามหาให้ช่วยกันที มึงทาเหมือนกู
ไมม่ ีศกั ดศ์ิ รี ถา้ อยา่ งน้ันมนั ก็จะไดเ้ ห็นดี จึงร่างฎกี าสง่ ถวายพระพนั วษา
๒๐
ตัวขุนช้างลอยคอไปหา หวังพ่ึงพาเจ้าฟ้าเหนือหัว ทรงพิโรธขุ่นมัวให้ทหารไปเฆ่ียนตี นางวันทองก็
นอนฝันร้าย อันตรายอาจมาถึงตัว ขุนแผนกลัวสุดหัวใจแกล้งบอกไปมันจะดี เม่ือเหนือหัวทรงอ่านสาส์น
ของขุนชา้ ง ทรงกริ้วและสงั่ ให้ไปตามตวั ขุนแผนคิดหนกั เกรงกลวั เมียรักมภี ยั ถงึ ตวั
**พระพนั วษาได้ร้คู วามจรงิ ยิง่ กรว้ิ และโกรธขนุ ช้าง มันช่างใจทรามไปฉุดมาหยามต้ังสิบแปดปี ครั้งนี้
ที่มาอยกู่ ับขนุ แผน พลายงามเป็นคนไปรับกลับมา พระพนั วษาพโิ รธโกรธเคืองเจา้ พลายงาม
มึงทาอะไรตามใจตัวเอง ไม่ได้เกรงไม่ได้กลัวกฎของบ้านเมือง จนได้เรื่องได้ความช่างน่าอาย
ไอ้ขุนแผนมงึ ร้เู หน็ เปน็ ใจ แสนเสียใจกบั การกระทาพวกมึง ก็ขอให้พอ
***พระพันวษาทรงคิดทบทวนสาเหตุของความวุ่นวาย เกิดจากวันทองจงตัดสินใจให้พอกันที
นางเลอื กไม่ถูกจะอยูก่ บั ใคร ทง้ั สองเขาก็แสนดี เจ้าพลายงามลกู คนนี้รักสดุ หวั ใจ
พระพันวษาทรงกริ้วมากมาย เห็นว่านางเป็นคนที่มีหลายใจ ไม่คู่ควรจะเอาเป็นเย่ียงอย่าง ทาเช่นน้ี
ต้องประหารโดยพลนั จบสน้ิ กนั เสียทีชีวติ ของเธอ จบสน้ิ กันที
๖. เพลงดอกกหุ ลำบชำ้ รกั ทำนองเพลง ขอรักคนื กลับมำ ของศิลปิน เบลลำ่ ไรวนิ ทร์
บทเพลงประกอบวรรณคดไี ทยเรอื่ งมัทนะพำธำ
เหมือนชะตาลิขิตให้ความรักน้ีมีความช้าใจ เหมือนเส้นทางยาวไกลรักเธอเพียงไหนก็ไม่สมหวัง
สุเทษณเ์ ฝ้ารักและยังคิดถงึ ดว้ ยใจคงมั่นผูกพัน วอนมทั นาหันมามองกนั สักครงั้
ฝืนใจรอไม่ไหวสุเทษณ์บอกให้มายาวินใช้มนต์ มัทนาไม่สนจึงโดนบังคับด้วยมนต์คาถา เมื่อได้
พดู คุยมทั นาน่งิ เฉย เฉยเมยดว้ ยเวทมนต์นน้ั สเุ ทษณ์ขดั ใจ สง่ั ให้คลายมนต์ทนั ใด
*เม่ือนางรู้ตัวเองก็รีบขัดขืน ไม่ฝืนใจรักใครได้ อย่าทาร้ายใจฉันเพราะความต้องการของเธอผู้เดียว
เท่าน้ัน สุเทษณ์ฟังมัทนาพูดจาขัดใจบอกให้ได้รับโทษทัณฑ์ ร้องคร่าครวญน้าตารินไหล เม่ือถูกสาปให้
กลายเป็นกหุ ลาบ ตอ้ งทนตรอมใจ รอคืนกลับมา
เพราะในคืนวันเพ็ญนางจะคืนร่างกลายเป็นหญิงงาม แม้ว่าในวันใดได้เจอรักแท้ที่ใจตามหา เฝ้ารอ
เวลากลบั มางดงาม ผนั แปรเป็นคนตลอดไป นางทรมาน ทกุ วันคอื การรอคอย
**ท่านฤๅษีได้พบดอกไม้สุดสวยพร้อมช่วยนามาดูแล จากป่าหิมะวัน รู้ทันนางคือหญิงงามจากบน
ฟากฟ้า เมือ่ ท้าวชัยเสนได้ลาดตระเวน พบนางและได้ชอบพอ หลงรักและรับนางไป กลับเมืองทันใดเพ่ือพา
นางไป เป็นค่คู รองไว้ รกั ม่ันสดุ ใจ
***แต่เมียหลวงจัณฑีแค้นใจหนักหนาคิดหาเรื่องร้ายมากมาย เที่ยวบอกใครต่อใคร ว่ามัทนาเป็นชู้
สุภางค์ชั่วช้า เม่อื ท้าวชยั เสนสั่งให้ประหารหลงเชอื่ แผนการจณั ฑี ตอนสุดทา้ ยได้รูค้ วามจริง นางถูกใส่ร้ายได้
คอยตามหา เจอเป็นดอกไม้ นาพากลับเมอื ง
๗. เพลงภำพพระรำชพงศำวดำร ทำนองเพลง มันดกี วำ่ ทคี่ ิด ของศิลปนิ สิงโต นำโชค
บทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเรื่องโคลงภำพพระรำชพงศำวดำร
วรรณคดีเร่ืองน้ี วรรณคดีของไทย โคลงบรรยายนี้ไง เรื่องสุริโยทัย เคยเรียนกันมาแล้วจาได้ไหม
เนื้อเรื่องเป็นอย่างไร เกรียงไกรความยิ่งใหญ่ จนต้องร่าลือให้ถึงเกียรติคุณ เร่ืองราวบทนี้เลื่องลือทุกถ่ิน
๒๑
ต้องได้ยิน ต้องได้ฟัง ต้องได้อ่านบรรยาย เกิดจากเหตุร้ายเมืองพม่ายกทัพตี ชิงพ้ืนที่ ยึดเมืองไทย
ช่างหว่นั ไหวธานี จะต้องมรี าชินีส้รู บเคียงชีวี พร้อมตัง้ รับได้ทนั ทีต้องไมเ่ กรงผ้ใู ด
*สู้รบสุดชีวิต สู้รบไม่จานน โจมตีไม่รอดพ้น อดทนสู้รบฆ่า ศึกทัพไอยรา ฤทธิ์ช้างไทย ทรงย่ิงใหญ่
หนกั หนา สองชา้ งมุ่งเข้ามา จงึ ตอ้ งกลายแปรเปน็ ศึกยทุ ธนา
รบราไม่ถอยคชาทั้งสอง จ้องหมายคร่าชีพเอาตายเพียงนี้ ก็เสียทีให้เขาอยู่ รู้ดีช้างไทยพ่าย ปราชิต
ครง้ั นี้คงเสียหลกั เขา้ แล้ว ส้กู ัน คลาดแคล้วเกิดอันตราย มอญใช้งา้ วฟันฟาดชวี ีวอดวาย
**เมื่อยกมาอีกตอน เร่ืองราวอันย่ิงใหญ่ รู้จักกันใช่ไหม พันท้ายนรสิงห์ สละชีวิต ไม่กลัวใคร หัวใจ
ภักดจี ริง ตา่ งร่าลอื เปน็ มง่ิ ไม่มแี ม้นท่ีจะคดิ ลมื เลอื นเลย
ก็บอกเล่าเร่ืองพระเจ้าเสือให้ฟังกัน ว่าตัวพระองค์นั้นทรงได้เข้าประพาสปากน้า ประทับข้ึนด้วย
เรอื เอกไชย แล่นไปตาบล โคดขามครรลองวกวนในทันที โดย เหตุเกิดครั้งน้ีว่าโขนเรือชะงักหักพัง แต่ใจพัน
ทา้ ยภักดี ทง้ั ชีวติ นีซ้ ่ือตรง
***พันท้ายน้อมรับโทษ ได้โปรดทรงประหาร ตัดศีรษะไหว้ศาล ตามโบราณพิธี เป็นเหตุสุวิสัย
ให้อภยั สุดทา้ ยไม่โกรธเคือง เพราะภักดฟี เู ฟ้ือง แตต่ อ้ งตดั พลันมาใชท้ ดแทน
***มั่นคงความภักดี ท่านนี้ทูลรบเร้า จาใจประหารเขา พลีชีพเพ่ือชาติเรา พระเจ้าเ สือเข้าใจ
ศาลเตือนไว้ คนทัว่ ไปขานเล่า ยกย่องอยา่ เสียเปลา่ ขอไทยเชิดชูไวส้ องเร่อื งทกี่ ล่าวไป
๘. เพลงพระไชยสุริยำ ทำนองเพลง ชอบทีเ่ ธอเปน็ เธอ ของศลิ ปิน วงแทมะริน
บทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเรื่องกำพย์พระไชยสุริยำ
มีเมืองเมืองหนึ่งท่ีมีบ้านเมือง สมบูรณ์ร่มเย็น ช่ือสาวัตถีมีภูวไนย นามพระไชยสุริยา มีสุมาลีเป็น
ชายา เมื่อเวลานนั้ ผ่านไป
*เกดิ เร่อื งราวอนั เลวร้าย ทต่ี อ้ งการให้แก้ไขทันที ก็เหมือนย่ิงไร้หนทาง ขุนนางนั้นทาช่ัวกัน ก็ขุนนาง
มวั เมาและล่มุ หลง จงึ ทาให้บา้ นเมืองต้องพงั ทลายลง ตอนน้ีมนี ้าป่าไหลเขา้ มา ทว่ มพระนคร
พัดพาผู้คนตายเกล่ือนทาให้ บ้านเมืองสั่นคลอน สององค์ราชาน้ัน ก็ต่างมีชีวันเดือดร้อนไม่ต่างกัน
เลยนะ ท้ังสองและบริวารรีบขึ้นเรือไป เม่ือมองออกไปแล้วเศร้าใจนัก เรือลอยตามน้าไหลไป ส้ินหวังจริงๆ
จาใจลอ่ งลอยไป เคราะห์ยังไมห่ มดเทา่ น้เี จ้าเอ่ย พายหุ นักพดั มา ราชาจึงรบี คว้า พระมเหสีมาไว้ใกลต้ ัว
**เรอื ใหญ่ล่มกลางทะเล จึงตอ้ งล่องลอยกลางทะเลไป องค์พระกษัตริย์ทั้งสอง พเนจรไปในป่า จิตใจ
ทเี่ หน่ือยล้าตอ้ งมาลาบาก ประทังชีวิตพอใหม้ ีลมหายใจ แต่ชีวติ เปลยี่ นไปทันที เม่อื เจอโยคี แล้วท่านโยคีก็ชี้
ให้ประจักษ์ ว่าเหตุอันใดท่ีบ้านเมืองล่มจม สงสารแล้วเวทนาราชาทั้งสองพระองค์ ก็เพราะมีใจซื่อตรงแต่
กลบั ไปเชื่อ ผลงานนั้นจึงได้รับโทษที่ทาให้บ้านเมืองต้อง มีแต่ความโชคร้ายมี แต่ความโชคร้าย ท่านโยคีจึง
เทศนา องค์ราชาทั้งสอง องค์ราชาท้ังสอง แล้วสอนว่าเราทุกคนต้องเกิดมาแล้วต้องตาย จึงต้องทาความดี
เม่ือสองพระองค์ไดฟ้ งั จงึ มีความเลอ่ื มใส รักษาศลี บาเพ็ญ ทาพิธีทกุ เช้าทุกค่าให้จิตใจผ่องใส ให้จิตใจของใส
เสวยสขุ ได้ทกุ วัน จนทง้ั สองราชา จนท้ังสองราชา ได้ข้นึ สวรรคเ์ ปน็ เวลาชว่ั นิรันดร์
๒๒
๙. เพลงเอรำวณั ทำนองเพลง ป(ี้ จน)ปน่ ของศลิ ปนิ เอ มหำหิงค์ ร่วมกับ บัวกลมทิพย์
บทเพลงประกอบวรรณคดไี ทยเร่อื งรำมเกียรต์ิ ตอนบทพำกยเ์ อรำวณั
ก็จะเล่าเร่ืองราว ของเอราวัณบทพากย์บรรยาย รูปพรรณ ขานกัน ได้เป็นช้างทรงของพระอินทร์
รูปร่างใช้ใหญก่ ว่าใครท้ังนัน้ มันพสิ ดารนา่ ประหลาดใจ โดยใช้ชือ่ เรียกวา่ เอราวัณ ทรงแข็งแรงเป็นหนักหนา
ฤทธิแ์ กรง่ กลา้ ไมเ่ หมอื นใครหรอก แค่อยากจะบอกว่า มีผวิ พรรณสะอาดสะอ้านตระการตา เผือกผ่องสีสังข์
สีขาวน่ามอง ใหญ่โตทรงมเี ศยี รมากมาย
*โครงหน้าตาน้ันมีเศียรถึงสามสิบสามเศียร แล้วแต่ละเศียรก็มีถึงเจ็ดงา ดุจดั่งเพชรมณีศรีงามวิไล
มากล้น โดยในแต่ละงา ล้วนมีดอกอบุ ลตามธารา
ได้มีชลธารเจ็ดธารเท่ากัน และหนึ่งธารน้ัน ต้องมีดอกอุบลบันดาลเจ็ดกอ ชูยอดล้นเหลือ สะพร่ังอีก
มากมายได้มีกลีบดอกสวยงาม เม่ือยามเบ่งบาน ก็ยังมีเจ็ดกลีบ หนึ่งกลีบมีเทพธิดา รูปโฉมงดงามโสภา
เปรยี บเสมือนนางฟา้ อีกเจด็ องคธ์ ดิ า
**ซ่ึงนอกจากน้ีก็มีบริวารรอบกาย และบริวารของเทพมีเจ็ดคน นางเหล่านี้นิมิตท่าทีให้ได้รา
ฟอ้ นระบาท่ากนั อยา่ งนางฟ้านางสวรรคท์ า
ทุกๆเกศกุญชรของเอราวัณ ของคชานั้นแต่ละเศียร เขามี วิมานวิรามงามบวร อรดุจด่ังประสาท
เวชยนั ต์ สสี ันประดับนั้นล้วนเป็นแก้ว นพรัตน์แววฉายประกายไสว
ก็พลอยพริ้งสวยกว่าใคร แก้วพลอยวรรณะแดงใสเข้ม เปคัสสีเอมเด่นสร้อยถักด้วยทองน่ะ มันก็คือ
กระวนิ ห่วง ใชส่ ปั คบั ช้างเอราวัณ ให้ได้แตง่ หัวเปน็ ตาขา่ ย
**เปน็ เพชรรตั นอ์ ีกทีที่คลุมตะพองเอาไว้ และส่วนใบหูของคชาห้อยพู่ เพราะย่ิงใหญ่อย่างน้ีไม่มีใคร
มาเทียบกัน โปรดเปน็ ทเ่ี กรยี งไกร ฉะนัน้ มาเลา่ เรือ่ งของพระอินทร์
ได้มารู้มียักษ์อินทรชิตกระทาผิดไว้ ท่านประพฤติความผิดในครั้งนี้นั้น ไม่ถูกต้องเลย ทรงวางแผน
ขึ้นมาหลอกลอ่ โดยใชม้ ารยา มองว่าคลา้ ยยิ่ง ถูกแปลงเป็นพระอินทร์ เหล่าของยักษ์เป็นเทวา พร้อมการุณ
ราชเปน็ ช้าง เกดิ ศึกทัพท่ีต่างตระการชา่ งยง่ิ ใหญ่
***ศึกทัพท่านทรงมีอาวุธครบครัน เตรียมสู้ประจัน ยกทัพ ทาลายจนหมด กองทัพพระรามท่านนี้ท่ี
รอบเดินปา่ เดินเขา รว่ มอวยชัยไม่เบา เจอเหลา่ เทวาพรอ้ มส้กู ัน
***เผชิญศึกครั้งนี้สองฝ่ายได้มาพบกัน พระลักษณ์แลหันพระอินทรชิต ได้ประทับล่องลอยมีเพียง
เกียรติมาบอกเล่า โปรดศรยงิ พระลักษณ์ ศรปักชีวิตนั้นส้นิ ลง
๑๐. เพลงเรื่องเลำ่ เวตำล ทำนองเพลง ให้เคอร่ีมำส่งได้บ่ ของศลิ ปิน เบลล์ นิภำดำ
บทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเรื่องนทิ ำนเวตำล
กล่าวถึงเมืองเมืองหน่ึง ประดิษฐานต้ังอยู่ริมน้า มีพระราชา ตริวิกรมเสน ท่านครองราชย์ด้วยความ
ผาสุก แต่วันหน่ึงก็มีโยคี ท่ีเข้ามาทัก แกล้งมาทาดี โยคีมีแผนการชั่วร้าย บอกราชามุ่งหมายมหายัญ
หลอกท่านราชาช่วยนาเวตาล ลงมาจากต้นไมน้ ัน้ เพ่อื ทาพิธี ราชาแสนดีหลงเชือ่ ในทันใด
*ท่านราชาซอื่ สตั ย์ รบี เคร่งครัดนาเจา้ เวตาล แตเ่ จา้ เวตาลแกล้งถ่วงเวลา ด้วยการเล่านิทาน ให้ราชา
ชว่ ยตอบทันใด มีคาถามมากมาย ตอ้ งตายไมต่ อบมา
๒๓
อีกข้อแม้คือห้าม ห้ามเอ่ยวาจาราชาต้องฟัง ถ้าไม่เชื่อฟังย่ิงช้า เวตาลนั้นจะกลับที่เดิม ต้องเดินวน
เร่ิมต้นกนั ใหม่ หลายรอบเวียนวน อดทนไม่ท้อ รอไป วนไป
ยส่ี ิบส่ีท่เี ล่าเรื่อง ท่านสู้สุดใจ แม้เหนื่อยเพียงใด ทาไปอย่างอดทน เร่ืองสุดท้ายแล้วนี่ ย่ีสิบห้าเวตาล
เหน็ ใจ ได้บอกความจริง ว่าเป็นอย่างไร เจ้าโยคีแกล้งหลอก บอกราชาจงได้รู้ทัน ว่าโยคีหักหลังจะหวังเป็น
ราชันย์
*แกล้งหลอกใช้ตวั ทา่ น โยคีเจา้ เลห่ ห์ ลอกทาพิธี หวังบชู ายัญราชา เจา้ เวตาลได้บอกวิธี ให้ทาลายโยคี
ส้นิ สญู แล้วรบี บรรยายนทิ านทุกเร่ือง
**เวตาลดลบันดาล ใครได้อ่านนิทานเล่มนี้ โชคดีมีชัย ผู้ใดได้อ่าน พระศิวะได้รู้ เรื่องท้ังหลายของ
ท่านราชา ก็ชื่นชมหนักหนา จึงเรียกมาแต่งต้ัง ให้ดูแลครองโลก และเมืองสวรรค์ผองวิทยาธร เป็นจอม
ราชนั ย์ย่งิ ใหญ่
***เมือ่ นานไปราชนั ยเ์ บ่อื หน่าย ทา่ นหนั ไปบาเพ็ญทางธรรม พบความหลุดพ้น บรรลุทั้งปวง จบแล้ว
จบสน้ิ
๑๑. เพลงศกึ กะหมงั กุหนงิ ทำนองเพลง แฟนใหมห่ น้ำค้นุ ของศิลปิน ไมยรำพ รว่ มกับ มลิ ลิ
บทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเรอ่ื งอเิ หนำ ตอนศึกกะหมงั กหุ นิง
เรื่องราวท่านน่ากล่าวถึง ผู้ดังกึกก้องในวรรณคดีเร่ืองหนึ่ง รู้จักกันดีกะหมังกุหนิงน้ันเป็นพระนามที่
ทรงเลื่องลือบอกกนั ว่าท่านเกรียงไกร ประไหมสุหรเี ปน็ มเหสี มโี อรสเปน็ ดวงใจ น่ันไงวหิ ยาสะกา
เมืองปาหยังที่องค์ท่านจะปกครอง ประพาสพงพีเจอหญิง ธิดาผู้ใดคิดหมายปรอง พ่อก็สืบหา ตนก็
อยากจะหมายจอง แต่พอรู้คือนางบุษบาผู้ที่หายไป ตัวพระองค์ยังคงคล่ังไคล้เป็นธิดาของท้าวดาหาใช่ไหม
บุษบาหมน้ั จรกากันเสียซะแลว้ ส่งทตู ส่ขู อก็ไมท่ ันการแกว้ ตา
ท่านไม่ยอมยกให้ เลยต้งั ใจยกทัพ พรอ้ มดว้ ยสู้รบแยง่ ชงิ กไ็ ม่คดิ ถอยกลบั เพราะอนชุ าร่วมช่วยท้ังระตู
ปาหยัง ระตูปะหมันเป็นทัพหลัง วิหยาสะกาเป็นทัพหน้า ดาหาทราบเร่ืองส่งทัพเข้ามาตี ช่วยเหลือโดย
กเุ รปนั เสรมิ ดว้ ยทา้ วกาหลังและอีกสงิ หัคส่าหรี ส่งสาสนใ์ ห้อเิ หนาเข้าบัญชาได้ทันถ่วงที ศึกบรรเทาเขาร่วม
ใจ ระตูหมันหยาร่วมชว่ ยไว้
*ต่างฝ่ายต่างเข้ารบสู้ สุดท้ายจบเพราะสังคามาระตาฆ่า เห็นชัดเลยว่าวิหยาสะกานั้นถูกกระทาจน
ท่านถงึ ชวี ีคนผ้เู ปน็ พ่อเหน็ ดงั นนั้ สดุ แคน้ ใจมนั จะฆา่ ให้ตาย สุดท้ายแล้วเป็นไง มุ่งหมายไล่ครา่ ชีวี
ใช่อิเหนาน่ันไง ท่านที่สกัดทางขวาง เพ่ือไม่ให้ผ่านไป(ไม่ให้ผ่านไป) แล้วอิเหนาอีกไง ท่านท่ีท้าทาย
กับกะหมังกหุ นิงสกู้ ัน(สไู้ ป)
อ๊าว ท้าวกะหมังกุหนิงเก่งดาบ ทราบดีอาจไม่ชนะ จึงจะขอไปใช้กริชกับเขา กริชคม สมใจ อย่างนี้
ว่าดี เพราะกริชจึงปลิดชีวิต เป็นดั่งความคิดอิเหนาทันที ได้สังหาร กะหมังกุหนิงตามหวัง ระตูปาหยังระตู
ปะหมัน แต่สองท่านนั้นขอตัวพลัน เจ้าเล่าว่าโฮ ใหญ่นัก ทัพอิเหนาไม่ไหวเข้าตี จึงเลิกทัพรู้ตนดีพ่ายแพ้
ส่ังแยกเหล่าไพรพ่ ล
**เหตุการณ์มาถึงเพียงน้ีท้ังสอง ขอเพียงเฝ้าพระศพพี่ชาย เสียดายอย่างย่ิงผู้ไม่แพ้ใคร ระตูคร่า
ครวญเพราะรักพีช่ าย ทรงเคารพกะหมงั กุหนิง คนท่ชี งิ ชยั ไปเพอื่ ชนะแตแ่ คน้ แทนลกู ยา พลาดท่าจนสิ้นชวี ี
๒๔
***กล่าวถึงวิหยาสะกา ทรงมีสามารถเลิศล้าแม้เพียงเยาว์วัย เก่งกล้าเกินใครแต่ใฝ่รัก เศร้าใจยิ่งนัก
ชา่ งนา่ เสยี ดายสอนกนั วา่ ในเรอื่ งน้รี กั ท่พี ่อมียอมพลีกาย สุดท้ายรักลกู ชาย พร้อมตายไปพร้อมลูกยา
๑๒. เพลงสงครำมยุทธหตั ถี ทำนองเพลง ใจสเิ พ ของศลิ ปนิ ลำไย ไหทองคำ
บทเพลงประกอบวรรณคดไี ทยเร่อื งลิลติ ตะเลงพำ่ ย
ประวัติศาสตร์ของไทย ทาสงครามได้ชัยชนะ พระนเรศวรราชา ขึ้นปกครองพารา เม่ือธรรมราชา
สน้ิ ไป เมืองพม่าคงรูเ้ หตกุ ารณ์ คงคิดว่าไทยว่นุ วาย มงุ่ หมายมาฆ่าฟัน
*นันทบุเรงสั่งรบพลนั ให้ยกทัพไปร่วมกัน เจ้าเชียงใหม่ จะตีเมืองไทย ให้วอดวายไปทันที จึงมุ่งหน้า
ไปกรุงศรีพลันเมอ่ื พม่านน้ั รวมรพี้ ล เดินมาถึงเจดยี ส์ ามองค์ ตรงเข้าเมืองกาญทันที
**สู้รกุ รานและยดึ เขา้ ไว้แลว้ จงึ เคลื่อนทพั ผ่านไปถึง ไปถึง ไปถึง เอ เอ เอ เอ้ จึงเกิดลมพัด จึงเกิดลาง
รา้ ย เกิดลมพดั ชอื่ เวรัมภา รัมภา รัมภา เอ เอ เอ เอ้ พัดพาฉัตรหัก ครามีเคราะห์ หยุดไว้ตระพังตรุที่นี้ ทีนี้
ทีนี้ เอ เอ เอ เอ้ ต้ังค่ายที่น้ี ค่ายแห่งน้ี ทันทีลาดตระเวน ตระเวน เอ เอ ตระเวน ฝ่ายกองทัพไทย
พระนเรศวรนามา มีกาลังมากมาย และได้น้องชายมาช่วย เคลื่อนกองทัพมาล่องเรือไป เพ่ือข้ึนบกเร็วไว
ทนั ใดท่ปี า่ โมก โชคดแี น่นอน เพราะมลี าง
*แค่มีลางนิมิตเห็น เป็นเรื่องท่ีดีนะ น่าจะมีชัยในการรบนี้ จึงกรีธาทัพต่อไป กาลังใจจากพวกพ้อง
จนเดินทางมาถึงที่ หนองสาหร่าย ไดห้ ยุดต้งั ค่าย วางแผนการรบตอ่ ไป
**ไม่ไกลจากท่ีดินแดน ดินแดน ดนิ แดน เอ เอ เอ เอ้ เริ่มแผนการรบ มีกลอุบาย ลวงให้ โจมตี โจมตี
โจมตี เอ เอ เอ้ ไทยแสร้งถอย ศัตรูเสียที นาทัพเข้าสู้เขา สู้เขา สู้เขา เอ เอ เอ้ โจมตีทันใด ตามไปฆ่าฟัน
ทันใด ช้างก็ตกมัน ตกมัน ตกมัน เอ เอ ตกมัน พระนเรศ ท้าทายให้ทายุทธหัตถี หัตถี หัตถี เอ เอ เอ เอ้
ราชาท้งั สอง อุปราชา เสียทา่ ถูกงา้ วฟนั ง้าวฟัน ง้าวฟัน เอ เอ เอ เอ้ โดยไม่ทันตั้งตัว นเรศคว้าชัยให้กรุงศรี
กรุงศรี กรุงศรี เอ เอ เอ เอ้ กรุงศรีอยุธยา สุขใจเปน็ หนกั หนา หนกั หนา หนักหนา เอ เอ เปรมปรีดิ์
เนื้อเรือ่ งย่อวรรณคดีไทย
๑. เนอ้ื เรอื่ งยอ่ วรรณคดีไทยเร่อื งพระอภัยมณี ตอนพระอภัยหนนี ำงผีเสอ้ื สมุทร
พระอภัยมณแี ละศรีสวุ รรณพระอนุชาเดินทางออกจากบา้ นเมือง หลังถูกท้าวสุทัศน์พระบิดา เนรเทศ
เพราะโกรธพระโอรสทั้งสองท่ีไปเรียนวิชาเป่าปี่และกระบ่ีกระบองไม่สมกับที่เป็นโอรสกษัตริย์ ทั้งสอง
เดินทางมาพบกับพราหมณ์ ๓ ตน คือ พราหมณ์วิเชียร พราหมณ์โมรา พราหมณ์สานน พราหมณ์ ท้ังสาม
แปลกใจที่พระอภัยมณี เลือกเรียนวิชาปี่ พระอภัยจึงเป่าปี่อวดอานุภาพของเพลงปี่ ทาให้พราหมณ์ท้ังสาม
และศรีสุวรรณหลับไป ขณะนั้นนางผีเส้ือสมุทรได้ฟังเสียงปี่และหลงใหลรูปโฉมของพระอภัยมณี จึงได้ใช้
ฤทธ์เิ พอ่ื ที่จะจบั ตวั พระอภยั มณี แล้วพาไปอยใู่ นถา้ ด้วยกัน และนางได้แปลงกายเปน็ หญิงงาม พระอภัยนั้นรู้
ดีวา่ หญงิ ทอ่ี ย่ดู ้วยเปน็ ยักษ์แต่ไมส่ ามารถขัดความตอ้ งการของนางได้ จึงได้จาใจเป็นสามีของนางและให้นาง
สัญญาว่าจะไม่จับพระองค์กินเป็นอาหาร พระอภัยมณีอยู่กินกับนางผีเส้ือจนมีบุตรคนหน่ึงชื่อ สินสมุทร
เป็นลูกครึง่ คนครึง่ ยกั ษ์ พระอภัยมณีเล้ียงดูสินสมุทรจนอายุแปดปี วันหน่ึงสินสมุทรหนีออกไปเที่ยวนอกถ้า
และไดจ้ บั เงอื กเฒา่ มาตนหน่ึง พระอภยั ชว่ ยชีวติ เงือกเฒ่าเอาไว้และได้ขอความช่วยเหลือจากเงือกเฒ่าให้พา
๒๕
ตนหนีออกไปจากท่ีน่ี เงือกเฒ่าจึงบอกตาแหน่งท่ีอยู่ของถ้าและแนะนาให้ พระอภัยหนีไปยังเกาะแก้ว
พิสดาร โดยเงอื กเฒา่ ใหพ้ ระอภยั มณลี วงนางผเี สื้อให้ไปอดอาหาร จาศีล สะเดาะเคราะห์ท่ีภูเขา เพ่ือให้นาง
ผีเส้ืออ่อนแรง พระอภัยมณีหนีไปพร้อมกับสินสมุทร โดยมีครอบครัวเงือกคอยช่วยเหลือและนาทาง
นางผีเสื้อรู้ทันและติดตามมา เงือกเฒ่าสกัดไว้ และให้ลูกสาวนั้นทางพระอภัยให้ไปถึงเกาะแก้วพิสดาร เม่ือ
นางผีเส้ือติดตามมาทันและได้จับเงือกเฒ่าและเมียมากินเป็นอาหาร แต่นางเงือกก็สามารถพาพระอภัยมณี
ข้ึนเกาะแก้วพิสดารได้สาเร็จ นางผีเสื้อนั้นไม่สามารถเข้าเขตของเกาะได้เพราะอิทธิฤทธิ์ของท่านพระฤๅษี
นางได้แต่เฝ้ารอ พระฤาษีจึงได้เสกทรายขว้างไป ทรายน้ันเป็นดังลูกปืนยิงจนนางผีเส้ือเจ็บปวดไปหมด
นางผเี ส้ือกลวั จนตัวสน่ั จงึ หลบออกไป
๒. เน้ือเรื่องยอ่ วรรณคดีไทยเรอื่ งมหำเวสสนั ดรชำดก กณั ฑ์มัทรี
พระนางมัทรีเกิดฝนั รา้ ยวา่ มบี ุรษุ มาทาร้าย ทาใหพ้ ระนางไม่สบายพระทยั จนรุง่ เชา้ ก่อนท่ีนางจะเข้า
ปา่ นางฝากพระโอรสกับพระธิดาให้พระเวสสันดรช่วยดแู ล แลว้ หลังจากนน้ั นางกเ็ ข้าป่าเพ่ือที่จะหาผลไม้มา
ปรนนบิ ัติแกพ่ ระเวสสนั ดรและสองกุมาร แต่ขณะที่อยู่ในป่า พระนางพบว่าธรรมชาติผิดปรกติแปลกไปจาก
ที่เห็น เชน่ ต้นไมท้ ี่เคยเกบ็ ผลตอนน้กี ลับมีแต่ดอก ตน้ ที่มีกิ่งโน้มลงพอให้เก็บผลได้ง่ายก็กลายเป็นต้นตรงสูง
เก็บผลไมถ่ ึง ทอ้ งฟา้ ก็มดื มดิ รสู้ ึกนา่ หวาดกลวั ย่ิง จงึ ทาใหพ้ ระนางกงั วลยิ่งขึ้นไปอกี เหล่าบรรดาเทพยดาต่าง
กก็ งั วลกันว่า หากพระนางมัทรีกลับออกจากป่าเร็วจะทาให้ทราบเรื่องท่ี พระมหาเวสสันดรทรงบริจาคสอง
กุมารเป็นทานก็จะต้องออกตามหาพระโอรสธิดาเป็นแน่ พระอินทร์จึงส่งเทพบริวารให้แปลงกายเป็นสัตว์
รา้ ย ๓ ตัว คอื ราชสีห์ เสอื โครง่ และเสอื เหลอื ง มาขวางทางเพื่อย้ือไม่ให้พระนางเสด็จกลับพระอาศรมตาม
เวลาปกติ เม่ือถึงเวลาจึงหลีกทางให้พระนางเสด็จกลับอาศรม เมื่อพระนางมาถึงไม่พบสองกุมารก็เศร้า
เสียใจ เที่ยวตามหาและร้องให้คร่าครวญ พระเวสสันดรทรงเห็น จึงหาวิธีตัดความทุกข์โศกด้วยการแกล้ง
กล่าวหานางว่าคิดนอกใจคบหากับชายอื่นจึงกลับมาดึก เพราะเกรงว่าหากบอกความจริงตอนท่ีพระนาง
จิตใจอ่อนล้า อาจจะเป็นเหตุอันตรายได้ ในที่สุดพระนางมัทรีก็หมดสติล้มลงไป คร้ันเมื่อนางฟื้นขึ้น
พระมหาเวสสนั ดรได้เล่าความจริงว่าได้ให้ทานสองกุมารแก่ขอทานท่ีชื่อว่าชูชกไปแล้ว ด้วยเหตุผลท่ีจะทรง
บาเพ็ญทานบารมี พระนางมัทรีจึงทรงค่อยหายโศกเศร้าและทรงอนุโมทนาในการบาเพ็ญทานบารมีของ
พระเวสสันดรด้วย
๓. เนอื้ เร่ืองย่อวรรณคดีไทยเร่อื งรำมเกยี รติ์ ตอนนำรำยณ์ปรำบนนทก
มียักษ์อยู่ตนหน่ึงช่ือว่านนทก มีหน้าที่ล้างเท้าให้แก่เหล่าเทวดาที่อยู่ตรงเชิงเขาไกรลาส เม่ือเหล่า
เทวาพากันไปเข้าเฝ้าเหล่าพระอิศวร เหล่าเทวดาก็มักจะข่มเหงนนทกอยู่เป็นประจา โดยการลูบหัวบ้างดึง
ผมบ้างจนผมของนนทกแทบไม่เหลือ นนทกแคน้ ใจมากจงึ ไปเข้าเฝ้าพระอิศวรกราบทูลว่าตนเองอยู่รับใช้มา
นานแต่มิเคยได้สิ่งใดตอบแทนเลยจึงทูลขอให้นิ้วเป็นเพชรมีฤทธิ์ช้ีผู้ใดให้ผู้น้ันถึงตายได้ แล้วพระอิศวรก็
ประทานใหต้ ามคาขอ หลังจากน้ันนนทกก็ย้อนกลับไปน่ังรอที่เชิงบันได เมื่อมีเทวามาแกล้งก็ถูกนนทกชี้จน
ตายเป็นจานวนมาก เม่ือพระอิศวรทรงทราบก็ทรงกร้ิวเป็นอย่างมาก จึงรับส่ังให้พระนารายณ์ไปปราบ
พระนารายณ์แปลงกายเป็นนางฟ้ารูปงามมาย่ัวยวน นนทกเจอก็นึกรักจึงเก้ียวนาง นางฟ้าจึงขอให้นนทก
ร่ายราตามนางก่อนนางจึงจะรับรัก นนทกตกลงและราตามไปทุกท่า จนมาถึงท่าราท่ีใช้น้ิวเพชรชี้ท่ีขาของ
๒๖
ตนเอง ขาของนนทกก็หักในทันทีและล้มลงไป ก่อนตายนนทกเห็นนางฟ้าได้แปลงกายกลับเป็น
พระนารายณ์จึงต่อว่าพระนารายณ์ว่ามีอานาจอีกทั้งยังมีสี่กร แต่เหตุใดจึงต้องทาอุบายมาหลอกตน ตนมี
เพยี งสองมือจะไปสูก้ ับทา่ นไดเ้ ช่นไร พระนารายณ์จึงให้ชาติหน้านนทกไปเกิดใหม่และมีถึงสิบหน้ายี่สิบมือมี
ฤทธ์มิ ากมายแลว้ พระองค์จะตามไปเกิดใหมเ่ ป็นมนุษยม์ ีเพยี งสองมือลงไปสู้และจะชนะให้ได้
๔. เน้อื เรอ่ื งยอ่ วรรณคดไี ทยเรอ่ื ง ลิลิตพระลอ
ท้าวแมนสรวงเป็นกษัตริย์ของเมืองแมนสรวงมีพระโอรสมีพระนามว่า“พระลอ”และร่าลือกันว่า
พระองค์น้ันทรงเป็นชายหนุ่มรูปงามไปท่ัวสารทิศจนไปถึงเมืองสรอง ซ่ึงปกครองโดยท้าวพิชัยวิษณุกรและ
ทรงมีพระธิดาผู้เลอโฉมถึงสองพระองค์ พระนามว่า“พระเพื่อน”และ“พระแพง”ท้ังสองธิดาได้ยินมาว่า
พระลอเป็นชายหนุ่มรูปงามก็สนใจและอยากจะเห็น พ่ีเลี้ยงของพระเพื่อนและพระแพง ช่ือว่านางรื่นและ
นางโรย ไดเ้ หน็ ความปรารถนาของนายของตนก็เข้าใจความต้องการ สองพี่เล้ียงจึงอาสาที่จะจัดการให้นาย
ของตนได้พบกับพระลอ โดยส่งคนให้ไปขับซอในนครแมนสรวง และให้นักดนตรีพรรณนาถึงความงามของ
เจ้าหญิงท้ังสอง ในขณะเดียวกันพ่ีเล้ียงท้ังสองได้ไปหาปู่เจ้าสมิงพรายเพ่ือท่ีจะให้ช่วยทาเสน่ห์ให้พระลอ
หลงใหลเจ้าหญิงทง้ั สอง เมือ่ พระลอตอ้ งมนต์ก็ทาให้อยากจะเห็นพระเพื่อนและพระแพงยิ่งนัก พระองค์เกิด
ความคลงั่ ไคลจ้ นไม่เปน็ อนั ทาอะไร จงึ ทาให้พระราชชนนีสงสัยวา่ มผี ีสิงอยู่ แม้จะใหห้ มอผีมาไล่ก่ีคนก็ไม่เป็น
ผล พระลอยังคงเหมอื นเดิม เพ่อื ทีอ่ ยากจะเจอเจ้าหญิงท้ังสอง พระลอจึงทูลลาพระราชชนนีออกประพาสป่า
แต่จุดประสงค์จริงๆคือ อยากเจอเจ้าหญิงท้ังสองน้ันเอง จากน้ันพระลอได้ออกเดินทางไปกับพ่ีเลี้ยงทั้งสอง
คือนายแก้วและนายขวัญ พร้อมกับไพรพ่ ลจานวนหนง่ึ เดินไปจนถึงแม่น้าสายหน่ึงชื่อว่า แม่น้ากาหลง และ
พระลอได้อธิษฐานเส่ียงน้าเพ่ือตรวจดูดวงชะตาของตนเอง ทันทีที่ส้ินคาอธิษฐาน แม่น้าเปลี่ยนเป็นสีแดง
เลือด ไหลเวียนวนผิดปกติ เมื่อเห็นแบบนั้นก็รู้ทันทีว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับตนในเบื้องหน้า แต่ก็ไม่ได้ทาให้
พระองค์นั้นย่อท้อท่ีจะพบกับเจ้าหญิงท้ังสอง ส่วนเจ้าหญิงทั้งสองท่ีรอเจ้าชายและกลัวว่ามนต์จะคลายจึง
ขอร้องให้ปู่เจ้าสมิงพรายช่วยโดยให้เนรมิตรไก่งามขึ้นตัวหน่ึงที่มีเสียงขันที่ไพเราะเพื่อท่ีจะให้พระลอสนใจ
และตามไก่ตัวน้ันจนมาถึงเมืองสรองแน่นอน แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามท่ีเจ้าหญิงทั้งสองคาดเอาไว้
พระลอตามไก่จนถงึ พระราชอุทยานและได้เจอเจ้าหญิงทั้งสองที่กาลังสุขสบายกันอยู่ เม่ือท้ังสามได้พบกันก็
เกดิ ความรกั ใคร่ในทันทีและก็เป็นเวลาเดียวกับท่ีนายแก้วนายขวัญได้ตกหลุมรักนางรื่นและนางโรย ซ่ึงเปิด
หัวใจต้อนรับโดยไม่รีรอเช่นกัน พระลอและบ่าวคนสนิทได้ลักลอบเข้าไปอยู่ที่ประทับของเจ้าหญิงทั้งสอง
เมื่อความลบั รไู้ ปถึงพระราชา พระองคก์ ็ทรงกร้วิ เป็นอย่างมาก แต่ก็ทรงเข้าใจในความรักของสามคนนี้ และ
จดั พิธีอภเิ ษกสมรสให้ทง้ั สามทนั ที ดว้ ยการอ้างเอาคาส่ังของพระราชา พระเจ้าย่าจึงส่ังให้ทหารล้อมพระลอ
และไพร่พลเอาไว้ ในขณะท่ีต่อสู้เอาชีวิตรอด พระนางส่ังให้ทหารยิงธนูเข้าใส่ ลูกธนูที่พุ่งเข้าหาพระลอและ
ไพร่พลดังฝนทาให้ต้านไมอ่ ยู่ และเพ่ือที่ปกป้องชีวิตของชายที่รักของพระเพ่ือนพระแพง จึงเข้ามาขวางและ
เปน็ โลก่ าบังใหก้ ับพระลอ ทงั้ สามคนสิน้ พระชนม์ในอ้อมกอดของกันและกันท่ามกลางศพของไพร่พล และท้ัง
สองเมอื งก็อยใู่ นความโศกเศร้าต่อการจากไปท้ังสามพระองค์ผู้บูชาในรกั แท้
๒๗
๕. เน้ือเร่ืองยอ่ วรรณคดไี ทยเร่อื งขนุ ช้ำงขนุ แผน ตอนขนุ ชำ้ งถวำยฎกี ำ
พลายงาม เมื่อชนะคดีความขุนช้างแล้ว ขุนช้างได้พานางวันทองกลับไปอยู่สุพรรณบุรีตัวพลายงาม
เองก็กลับไปอยู่บ้านพร้อมหน้าญาติและพ่อขาดก็แต่แม่ ทาให้พลายงามเกิดความคิดท่ีจะพานางวันทอง
กลบั มาอยู่ด้วยกนั พอตกดึกจึงไปลอบขนึ้ เรือนขนุ ช้างแล้วพานางวันทองหนีมาอยู่ที่บ้านกับตน ตอนแรกนาง
ก็ไม่ยินยอมที่จะมาเพราะกลัวจะเป็นเร่ืองให้อับอายว่าคนนู้นลากไปทีคนน้ีลากไปทีและเกรงจะมีปัญหา
ตามมาภายหลังจงึ บอกให้พลายงามนาความไปปรึกษาขุนแผนเพอ่ื ฟ้องร้องขุนช้างดีกว่าจะมาลักพาตัวไปแต่
พลายงามไม่ยอมฟังยังไงก็อยากให้แม่ไปกับตนอยู่ดี ฝ่ายขุนช้างนอนฝันร้ายก็ผวาตื่นเอาตอนสายครั้นตื่น
ข้ึนมากเ็ รียกหานางวนั ทองถามบ่าวไพร่ก็ไม่มีใครเห็นจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟคิดจะตามนางวันทองกลับมาให้
ได้ ฝา่ ยพลายงามก็เกรงวา่ ขนุ ช้างจะเอาผิดถ้ารูว้ า่ ตนไปพานางวันทองมาจะเพ็ดทูลสมเด็จพระพันวษาอีกแม่
อาจจะต้องโทษได้ จึงใช้ให้หม่ืนวิเศษผลไปบอกขุนช้างว่าตนนั้นป่วยหนักอยากเห็นหน้าแม่จึงใช้ให้คนไป
ตามนางวันทองมาเมื่อกลางดึกขอให้แม่อยู่กับตนสักพักหนึ่งแล้วจะส่งตัวกลับมาอยู่กับขุนช้างตามเดิม
ขนุ ชา้ งโมโหยิ่งนกั ทพ่ี ลายงามทาอะไรไมเ่ กรงใจตนจงึ ร่างคาร้องถวายฎีกาแล้วลอยคอมายังเรือพระที่น่ังของ
สมเด็จพระพนั วษาเพื่อถวายฎีกาทาให้สมเด็จพระพันวษาพิโรธมากท่ีทหารปล่อยให้ผู้อ่ืนเข้ามาโดยไม่ได้รับ
อนุญาตเมอ่ื ใหท้ หารรบั คาฟ้องมาแล้วให้เฆี่ยนขุนช้าง ๓๐ ที แล้วปล่อยไปและยังทรงต้ังกฤษฎีกาการรักษา
ความปลอดภัยว่าต่อไปข้าราชการผู้ใดที่มีหน้าท่ีรักษาความปลอดภัยแล้วปล่อยให้ใครเข้ามาโดยมิได้รับ
อนุญาตจะมโี ทษมหนั ตถ์ ึงประหารชวี ิต
ฝ่ายขุนแผนนอนอยู่ในเรือนกับนางแก้วกิริยาและนางลาวทองอย่างมีความสุขคร้ันสองนางหลับ
ขุนแผนก็ออกจากห้องย่องไปหานางวันทองหวังจะร่วมหลับนอนกันแต่นางปฏิเสธแล้วพากันหลับไปพอตก
ดึกนางวันทองก็เกิดฝันร้ายตกใจต่ืนเล่าความฝันให้ขุนแผนฟัง ขุนแผนฟังความฝันของนางก็รู้ทันทีว่าเป็น
เรื่องร้ายอันตรายถึงชีวิตแน่นอนแต่ก็แกล้งทานายไปในทางดีเสียเพ่ือท่ีนางจะได้สบายใจ ฝ่ายสมเด็จ
พระพันวษาเมื่อได้อ่านคาฟ้องของขุนช้างก็ทรงกร้ิวยิ่งนักให้ทหารไปตามตัวนางวันทอง ขุนแผนและ
พลายงามมาเข้าเฝ้าทันที ขุนแผนเกรงว่านางวันทองจะมีภัยจึงเสกคาถาและข้ีผึ้งให้นางวันทองทาปาก
เพ่ือให้พระพันวษาเมตตาแล้วจึงพานางเข้าเฝ้าเมื่อพระพันวษาเห็นนางวันทองก็ใจอ่อนเอ็นดูตรัสถาม
เร่อื งราวทเี่ ป็นมาจากนางวันทองว่าตอนชนะคดีให้ไปอยู่กับขุนแผนแล้วทาไมจึงไปอยู่กับขุนช้างนางวันทอง
ก็กราบทูลด้วยความกลัวไปตามจริงว่าขุนแผนถูกจองจาขุนช้างเอาพระโองการไปอ้างให้ฉุดนางไปอยู่ด้วย
เพ่ือนบ้านเห็นเหตุการณ์ก็ไม่กล้าเข้าช่วยเพราะกลัวผิดพระโองการ สมเด็จพระพันวษาฟังความทรงกริ้ว
ขุนช้างมากทรงถามนางวันทองอีกว่าขุนช้างไปฉุดให้อยู่ด้วยกันมาต้ัง ๑๘ ปี แล้วคราวน้ีหนีมาหรือมีใครไป
รับมาอยู่กับขุนแผนนางวันทองก็กราบทูลไปตามจริงว่าพลายงามเป็นผู้ไปรับมาเวลาสองยาม ขุนช้างจึงหา
ความว่าหลบหนีสมเด็จพระพันวษาทรงกริ้วพลายงามที่ทาอะไรตามใจตนทาเหมือนบ้านเมืองไม่มีข่ือไม่มี
แปรและว่าขุนแผนรู้เห็นเป็นใจ สมเด็จพระพันวษาทรงคิดว่าสาเหตุของความวุ่นวายท้ังหมดน้ีเกิดจาก
นางวันทองจึงให้นางวันทองตัดสินใจว่าจะอยู่กับใคร นางวันทองตกใจประหม่าอีกทั้งจะหมดอายุขัยจึง
บนั ดาลใหพ้ ูดไม่ออกบอกไมถ่ ูกว่าจะอยูก่ บั ใครนางให้เหตุผลวา่ นางรักขนุ แผนแต่ขุนชา้ งก็ดีกับนางส่วนพลาย
๒๘
งามก็เป็นลูกรักทาให้สมเด็จพระพันวษากร้ิวมาก เห็นว่านางวันทองเป็นคนหลายใจเป็นหญิงแพศยาจึงให้
ประหารชีวติ นางวนั ทองเพ่ือมใิ หเ้ ปน็ เย่ียงอยา่ งแก่ผอู้ ่นื ต่อไป
๖. เนื้อเร่ืองยอ่ วรรณคดีไทยเรอ่ื งมัทนะพำธำ
ณ เหตกุ ารณ์บนสวรรค์ เทพบตุ รสุเทษณห์ ลงรักเทพธิดามัทนาแต่นางไม่ปลงใจด้วย สุเทษณ์จึงขอให้
วิทยาธรมายาวินใช้เวทมนตร์สะกดเรียกนางมา มัทนาเจรจาตอบสุเทษณ์อย่างคนไม่รู้สึกตัว สุเทษณ์จึงไม่
โปรดจึงขอให้มายาวินคลายมนตร์เม่ือนางมัทนารู้สึกตัวก็ปฏิเสธสุเทษณ์ สุเทษณ์โกรธจึงสาปให้เธอจุติไป
เกิดบนโลกมนุษย์ มัทนาขอไปเกิดเป็นดอกกุหลาบ สุเทษณ์กาหนดว่าให้ดอกกุหลาบดอกนั้นกลายเป็น
มนุษยเ์ ฉพาะวนั เพญ็ เพียงวนั และคืนเดยี วต่อเม่ือมีความรกั จึงจะพน้ สภาพจากเป็นดอกไม้
ณ กลางปา่ หิมะวนั ฤษีกาละทรรศนิ พบ ตน้ กหุ ลาบจงึ ขดุ ไปปลกู ไว้ท่ีอาศรมเมื่อมัทนากลายเป็นมนุษย์
ก็เล้ียงดูรักใคร่เหมือนลูกท้าวชัยเสนกษัตริย์แห่งเมืองหัสตินาปุระเสด็จไปล่าสัตว์ได้พบนางมัทนาก็เกิด
ความรัก มัทนาก็มีใจเสน่หาต่อชัยเสนด้วยเช่นกันท้ังสองจึงสาบานรักต่อกัน และมัทนาไม่ต้องกลับไปเป็น
กุหลาบอีกแต่เมื่อชัยเสนพามัทนาไปยังเมืองหัสตินาปุระของพระองค์พระนางจัณฑีมเหสีของชัยเสนหึงหวง
และแคน้ ใจมากนางขอให้พระบิดาซ่ึงเป็นพระราชาแคว้นมคธยกทัพมาตีหัสตินาปุระ จัณฑียังใช้ให้นางค่อม
ข้าหลวงทากลอุบายว่ามัทนารักกับศุภางค์ทหารเอกของชัยเสนชัยเสนหลงเชื่อจึงสั่งให้ประหารมัทนาและ
ศุภางค์แต่ต่อมาเมื่อชัยเสนรู้ว่ามัทนาและศุภางค์ไม่มีความผิดก็เสียใจมากอามาตย์เอกจึง ทูลความจริงว่ายัง
มิได้สังหารนางและศิษย์ของพระกาละทรรศินได้พานางกลับไปอยู่ในป่าหิมะวันแล้วส่วนศุภางค์ก็เป็นอิสระ
เชน่ กนั และได้ออกต่อสกู้ บั ขา้ ศึกจนตายอยา่ งทหารหาญ
ชยั เสนจึงเดนิ ทางไปรับนางมัทนา ขณะนนั้ มัทนาทูลขอให้สุเทษณ์รับนางกลับไปสวรรค์สุเทษณ์ขอให้
นางรับรกั ตนกอ่ นแต่มทั นายังคงปฏิเสธสุเทษณ์กริ้วจึงสาปให้มทั นาเป็นกุหลาบตลอดไป ชัยเสนมาถึงแต่ก็ไม่
ทันการณ์จึงได้แตน่ าตน้ กหุ ลาบกลบั ไปปลกู ยังเมืองหัสตนิ าปรุ ะ
๗. เนอ้ื เรอ่ื งยอ่ วรรณคดีไทยเรอ่ื งโคลงภำพพระรำชพงศำวดำร
โคลงภำพพระรำชพงศำวดำร ภำพท่ี ๑๐ (ภำพพระสุริโยทัยขำดคอช้ำง)
พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา พระมหาจักรพรรดิทรงยกทัพออกตั้งรับ
ข้าศึกโดยมีสมเด็จพระสุริโยทัยพระมเหสีซ่ึงทรงแต่งองค์เช่นบุรุษได้ติดตามพระมหาจักรพรรดิออกรบไปด้วย
เมอื่ กองทพั ของพระเจ้าแปรกับพระมหาจกั รพรรดิปะทะกันช้างทรงของพระมหาจักรพรรดิเสียทีว่ิงหนีเตลิด
ไป พระเจ้าแปรจึงขับช้างติดตามสมเด็จพระสุริโยทัยจึงได้ไสช้างทรงเข้าไปขวางพระเจ้าแปรเพราะเกรงว่า
พระมหาจักรพรรดิจะได้รับอันตราย พระเจ้าแปรจึงใช้ง้าวฟันสมเด็จพระสุริโยทัยส้ินพระชนม์บนคอช้าง
พระโอรสได้นาพระบรมศพเข้าเมือง
โคลงภำพพระรำชพงศำวดำร ภำพที่ ๕๖ (ภำพพนั ทำ้ ยนรสิงห์ถวำยชีวิต)
เมอ่ื สมเด็จพระเจา้ เสือประพาสปากน้า ได้ประทับบนเรือเอกชัยเข้ามาถึงตาบลโคกขามซึ่งลาคลอง
มีลักษณะคดเค้ียวมาก พันท้ายนรสิงห์พยายามคัดท้ายเรือพระท่ีนั่งอย่างระมัดระวังแต่ไม่อาจหลบเลี่ยง
อุบัติเหตุได้ หัวเรือพระที่น่ังชนกิ่งไม้ใหญ่หักตกลงไปในน้า พันท้ายนรสิงห์รู้โทษดีว่าความผิดคร้ังน้ีถึง
ประหารชวี ติ ตามโบราณราชประเพณีพนั ท้ายนรสิงห์จึงรับผิดชอบขอให้พระเจ้าเสือประหารชีวิตตนเพื่อเอา
๒๙
โขนเรือและศีรษะมาเซ่นสรวงทาศาลตามประเพณี สมเด็จพระเจ้าเสือพระราชทานโทษให้เพราะเห็นว่าเป็น
เหตุสุดวิสัยแต่พระองค์ทรงโปรดให้ฝีพายท้ังปวงปั้นมูลดินเป็นรูปพันท้ายนรสิงห์แล้วให้ตัดศีรษะรูปดินน้ัน
เพ่ือเป็นการทดแทนกันแต่พนั ท้ายนรสิงห์ไมย่ อมกราบทลู รบเร้าให้พระเจ้าเสือประหารชีวิตตนให้ได้พระเจ้า
เสือกต็ อ้ งจาพระทยั สง่ั เพชฌฆาตประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์แล้วให้นาศีรษะของพันท้ายนรสิงห์กับโขนเรือ
ทีห่ ักเซ่นไวท้ ศี่ าลเพ่ือเป็นทีเ่ ตอื นใจคนทั่วไป
๘. เนือ้ เรอื่ งย่อวรรณคดีไทยเรื่องกำพย์พระไชยสรุ ิยำ
มีพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งมีพระนามว่าพระไชยสุริยา ครองเมืองสาวัตถีมีมเหสีทรงพระนามว่า
พระนางสุมาลี พระไชยสุริยาครองบ้านเมืองมาด้วยความผาสุกบ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขอุดมสมบูรณ์ขุนนาง
ทั้งหลายอยู่ในศีลธรรมราษฎรต่างมีความสุขกันถ้วนหน้า ต่อมาได้เกิดเหตุอาเพศถึงคราวบ้านเมืองต้อง
พินาศล่มจมเพราะพวกข้าราชการเสนาอามาตย์ขาดศีลธรรมไม่ประพฤติตนตามทานองคลองธรรม มัวเมา
ลุ่มหลงในอิสตรีและความโลภไม่นับถือศาสนาใฝ่ใจในไสยศาสตร์ ถืออานาจไม่มีความเมตตาไม่มีความ
ยุติธรรม ดูถูกดูหม่ินผู้ที่ยึดมั่นในศาสนาพระสงฆ์ก็มีพฤติกรรมผิดแบบแผนไม่สนใจธรรมะไม่ปฏิบัติกิจของ
สงฆ์และถอื ดีไม่เชอ่ื ฟงั ผูใ้ หญ่ทาให้ในช่วงเวลานั้นเมืองสาวัตถีมีสภาพสังคมที่เลวร้ายเพราะไม่มีความเมตตา
ปราณีต่อกัน ผู้มีอานาจมากกว่าจะข่มเหงรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าต่างประพฤติตนไม่ถูกต้องตามทานองคลอง
ธรรมไม่ยึดถือประเพณีเห็นแก่ตัวพวกข้าเฝ้าเหล่าเสนาก็ไม่ควบคุมข้าทาสของตัว ซ้ายังไม่ซ่ือสัตย์เหมือนดัง
คาทไ่ี ด้สาบานไว้ในพิธีถือน้าพระพิพัฒน์สัตยา เม่ือบ้านเมืองมีศีลธรรมเสื่อมโทรมจึงเกิดอาเพศมีผีป่าเข้ามา
ยา่ ยใี นเมอื งทาใหผ้ ้คู นลม้ ตายไปเป็นอนั มากนา้ ป่ากไ็ หลเข้าท่วมบ้านเมืองทาให้ประชาชนไม่มีท่ีอยู่อาศัยต่าง
หลบหนีออกจากเมืองจนหมดทิ้งให้เมืองสาวัตถีเป็นเมืองร้าง พระไชยสุริยาและพระมเหสีสุมาลีพร้อมด้วย
เหล่านางกานัลเสด็จหนีลงเรือสาเภาทิง้ บ้านเมืองออกสู่ทะเลแต่ไปถูกพายุใหญ่พัดสาเภาแตก พระไชยสุริยา
พามเหสีพยายามว่ายน้าไปขึ้นฝั่งเดินทางซัดเซพเนจรไปในป่าประสบความทุกข์ยากลาบากค่าที่ไหนนอนท่ี
นนั่ ใชแ้ ผ่นดินเป็นทนี่ อนไม้ขอนเป็นหมอนและมีเผือกมันเป็นอาหาร พระไชยสุริยาและพระนางสุมาลีมเหสี
ตอ้ งรอนแรมอยใู่ นป่าเป็นเวลานานจนกระท่ังไดพ้ บกับพระดาบส ซ่ึงได้ชี้สาเหตุแห่งความวิบัติของบ้านเมือง
ว่าเป็นเพราะ “กาลกิณีส่ีประการ” คือ การเห็นผิดเป็นชอบ การไม่รู้บุญคุณ การเบียดเบียนทาร้ายซึ่งกัน
และกนั และความโลภ ด้วยความเมตตาพระไชยสุริยาซ่ึงเป็นผู้ซ่ือสัตย์ตรงแต่ได้รับความวิบัติเพราะหลงเช่ือ
ขุนนางชั่วพระฤๅษีจึงได้เทศนาโปรดกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ว่า “คนเราทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย”
เพราะฉะน้ันอย่าเบียดเบียนผู้อื่น บาปจะทาให้ได้รับความทุกข์หากมีเมตตากรุณาจะได้ไปสวรรค์ ซ่ึงเป็น
ความสขุ ทีย่ งั่ ยนื เมือ่ พระไชยสรุ ิยาและพระนางสมุ าลีได้ฟงั คาสงั่ สอนของพระดาบสแล้ว ทรงเล่ือมใสศรัทธา
เป็นอย่างยิ่งจึงบวชเป็นฤๅษีแล้วทรงปฏิบัติธรรมถือศีลภาวนา ทาพิธีบูชาไฟคร้ันวายชนม์จึงได้เสด็จไปสู่
สวรรค์ มีชีวติ ท่มี คี วามสขุ ตลอดไป
๙. เนอื้ เร่อื งยอ่ วรรณคดีไทยเรื่องรำมเกยี รติ ตอนบทพำกยเ์ อรำวัณ
ช้างเอราวัณซ่ึงมีลักษณะพิสดาร ช้างนี้เป็นช้างทรงของพระอินทร์ ช้างเอราวัณในตอนน้ีเป็นช้าง
เอราวณั ท่ีพวกฝ่ายอินทรชติ คอื การุณราช แปลงมาเป็นช้างเอราวัณลอยมาบนท้องฟ้าและเหล่ายักษ์แปลง
ตัวเป็นเทวดาทาให้ฝ่ายทัพพระรามยกเว้นหนุมานเผลอตัวชมความงามด้วยเข้าใจว่าเป็นเหล่าเทวดาจริงๆ
๓๐
ซ่ึงอินทรชิตได้แปลงองค์เหมือนพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ช้างแปลงน้ีดูแข็งแรงและมีฤทธิ์ยิ่ง ผิวของช้าง
เอราวัณเป็นสีขาวเผือกผ่องสะอาดราวสีของสังข์และตัวใหญ่โต มีสามสิบสามเศียร แต่ละเศียรมี ๗ งา ดุจเพชร
สวยงามมาก ในแต่ละงา มีสระบัว ๗ สระ แต่ละสระมีกอบัว ๗ กอ กอบัวแต่ละกอมีดอกบัว ๗ ดอก ในแต่
ละดอกท่แี บ่งบานน้มี ีกลีบ ๗ กลบี แตล่ ะกลีบจะมเี ทพธดิ า ๗ องค์ แต่ละองค์ลว้ นรูปโฉมงดงามมาก และแต่
ละองค์มีบริวาร ๗ คน ทั้งหมดน้ีล้วนนิมิตท้ังสิ้นนางเหล่าน้ีฟ้อนระบาร่ายราชม้อยชม้ายตาด่ังนางฟ้านาง
สวรรค์ เศียรช้างแต่ละเศียรจะมีวิมานอยู่ วิมานนี้ดุจด่ังปราสาทเวชยันต์ของพระอินทร์ เคร่ืองประดับของ
หางล้วนเป็นแก้วนพรัตน์พลอยสีแดงเข้ม กระวิน (ห่วงท่ีเกี่ยวสาหรับโยงสัปคับช้างเป็นสร้อยถักด้วยทอง)
เคร่ืองแต่งหัวช้างเป็นตาข่ายเพชรรัตน์ส่วนท่ีเป็นตระพองคลุมด้วยผ้าทิพ ท่ีหูช้างห้อยพู่ทุกหู โลทันสารถี
แปลงเป็นควาญช้างขับท้ายช้างทรง บรรดาจตุรงค์เสนา(ทหาร ๔ เหล่า)ล้วนแปลงกายเป็นเทวดา ทัพหน้า
เป็นอารกั ษ์เทวาผ้รู ักษาปา่ ทัพหลังครฑุ กินนร นาค ปีกซ้ายเป็นฤๅษี วิทยาธร ปีกขวาคนธรรพ์ จัดทัพ ตาม
ตาราพิชัยสงคราม เทวดาที่แปลงกายแต่ละองค์ล้วนถืออาวุธ เช่น หอก ศร พระขรรค์ คทากัน เทวดาทุกองค์
รีบเหาะไปยงั สนามรบ
กล่าวถงึ พระราม ในขณะท่ีพระรามไดต้ ่นื จากทพี่ ระบรรทมก็ได้ด่ืมด่าชื่นชมกับธรรมชาติทั้งนกดุเหว่า
ท่ีส่งเสียงร้องรับกันเป็นเสียงประสานกันและไก่ที่ส่งเสียงขันดังไปทั่วแนวป่าและกล่ินอันหอมตลบอบอวน
ของหมู่ดอกไม้ พระรามเสดจ็ ขนึ้ ราชรถทเี่ ป็นสีทอง มาตลผี เู้ ป็นสารถีของพระอนิ ทรม์ ือถือพระขรรค์ขับรถให้
พระรามประทับเข้ามากลางกองทัพ ๔ เหล่า ในระหว่างทางที่ไปยังสนามรบเสียงกลอง แตร สังข์ ประสาน
ดังไปท่ัวป่าเสียงโห่ร้องของวานรดังไปทั่ว ภูเขาท่ีอยู่รอบเขาพระสุเมรุ ต่างน้อมมาทาความเคารพต่อ
พระราม เหล่าเทวดาและพระจันทร์ก็ต่างอานวยพรให้ได้รับชัยชนะและได้มาจนถึงสนามรบแล้ว
พระลักษมณ์ก็ได้ตรัสถามสุครีพว่าเหตุใดพระอินทร์จึงเสด็จมาในสนามรบ สุครีพทูลทัดทานไว้ว่าเป็น
ธรรมดาท่พี ระอินทรจ์ ะเสด็จมาพรอ้ มเทวดาแตค่ รัง้ นีเ้ ห็นแล้วแปลก เพราะแต่งกายพร้อมเตรียมพร้อมรบย่ิง
นัก อาจจะเป็นกลของทศกัณฐ์ก็ได้สุครีพจึงขอให้พระลักษมณ์ระวังตัวไว้และอย่าไว้ใจศัตรู ฝ่ายอินทรชิตที่
แปลงกายอยู่ในร่างของพระอินทร์ก็สั่งให้นางระบาราถวายเพ่ือที่จะให้พระลักษมณ์เผลอเคลิบเคลิ้มจะได้
แผลงศรใส่อินทรชิตที่ประทับเหนือช้างเอราวัณเม่ือมองเห็นพระลักษมณ์เผลอไผลเคลิบเคล้ิม ก็ได้ยกศร
พรหมาสตร์ขึ้นทูนเหนือหัวและแผลงศรให้หมายถูกพระลักษมณ์ ศรนั้นแหวกอากาศดังกึกก้องสะเทือนท้ัง
โลกแลว้ ศรพรหมาสตรก์ ็ถูกพระลักษมณล์ ้มลง
๑๐. เนอ้ื เรื่องยอ่ วรรณคดไี ทยเรอ่ื งนทิ ำนเวตำล
ณ ฝั่งแม่น้าโคทาวรี มีพระมหานครแห่งหน่ึงตั้งอยู่นามว่าประดิษฐาน ที่เมืองนี้ในสมัยบรรพกาลมี
พระราชาธิบดีองค์หน่ึงทรงนามว่า ตริวิกรมเสน ได้ครองราไชศวรรย์มาด้วยความผาสุกพระองค์เป็นราช
โอรสของพระเจ้าวิกรมเสนผูท้ รงเดชานภุ าพเทียมท้าววัชรินทรต์ อ่ มาไดม้ นี ักบวชช่ือ ศานติศีล ได้นาผลไม้มา
ถวายทุกวันมิได้ขาดซ่ึงพระราชาแปลกใจและได้ไปพบในคืนหนึ่งตามนัดได้ถามถึงเหตุผลและเพ่ือเป็นการ
ตอบแทนบญุ คุณ โยคีศานตศิ ลี จอมเจา้ เลห่ ไ์ ด้ขอให้พระราชาตริวิกรมเสนนาเวตาลมาให้ตนเพื่อจะประกอบ
มหายัญพิธีพระราชาผู้มีสัจจะเป็นมั่นได้ไปนาเวตาลมาให้โยคีเจ้าเล่ห์ แต่เวตาลก็พยายามหน่วงเหนี่ยวด้วย
การเล่านิทานท้ังส้ิน ๒๔ เรื่องด้วยกันซ่ึงแต่ละเร่ืองจะมีคาถามให้พระราชาตอบ โดยมีข้อแม้ว่าหาก
๓๑
พระราชาทราบคาตอบแล้วไม่ตอบศีรษะของพระราชาจะต้องหลุดจากบ่าและหากพระราชาเอ่ยปากพูด
เวตาลก็จะกลบั ไปส่ทู ีเ่ ดมิ และกเ็ ปน็ ดงั น้นั ทกุ คร้ังที่พระราชาตอบคาถามของเวตาล เวตาลก็จะหายกลับไปสู่
ต้นไม้ที่สงิ ทเี่ ดิม พระราชาก็จะเสด็จกลับไปเอาตัวเวตาลทุกครั้งไปจนเรื่องสุดท้ายพระราชาไม่ทราบคาตอบ
ก็ทรงเงียบไม่พูดเวตาลพอใจในตัวพระราชามากเพราะเป็นพระราชาผู้ไ ม่ย่อท้อผู้มีความกล้าหาญ ทาให้
เวตาลบอกความจริงในความคิดของโยคีเจ้าเล่ห์ ว่าโยคีนั้นแท้จริงแล้วต้องการตาแหน่งราชาแห่งวิทยาธร
โดยจะเอาพระราชาเป็นเคร่ืองสังเวยในการทาพิธีและอธิบายถึงวิธีกาจัดโยคีเจ้าเล่ห์ เวตาลก็สนองตอบว่า
“ขอจงสาเร็จ โอ ราชะ บัดนี้จงฟงั เถดิ ข้าจะกลา่ วถึงคุณสมบัติท่ีดีเด่นของนิทานชุดน้ีสร้อยนิทานอันร้อยรัด
เข้าด้วยกันดังสร้อยมณีสายนี้ประกอบด้วยย่ีสิบสี่เร่ืองเบ้ืองต้นแลมาถึงบทที่ย่ีสิบห้าอันเป็นบทสรุปส่งท้าย
นับเป็นปริโยสาน นิทานชุดนี้จงเป็นท่ีรู้จักกันในนามของเวตาลปัญจวิงศติ (นิทานยี่สิบห้าเร่ืองของเวตาล)
จงมีเกียรติยศบันลือไปในโลกและนาความเจริญมาสู่ผู้อ่านทุกคนใครก็ตามที่อ่านหนังสือแม้แต่โศลกเดียว
หรือเป็นผู้ฟังเขาอ่านก็เช่นเดียวกันจักรอดจากคาสาปท้ังมวลบรรดาอมนุษย์ท้ังหลายมียักษ์ เวตาล
กุษมาณฑ์ แม่มด หมอผีและรากษส ตลอดจนสัตว์โลกประเภทเดียวกันน้ีจงส้ินฤทธิ์เดชเมื่อได้ยินใครอ่าน
นทิ านอนั ศักดส์ิ ทิ ธ์นิ ้ี”
พระศิวะได้ฟังเรื่องต่างๆของเวตาลจบก็กล่าวชื่นชมในองค์พระราชาตริวิเสนมาก ซึ่งพระศิวะได้
สร้างจากอนภุ าคโดยใหม้ าปราบอสรู คนรา้ ยตา่ งๆเมอ่ื พระราชาตริวิกรมเสนได้เป็นจอมราชันแห่งวิทยาธรทั้ง
โลกและสวรรคแ์ ลว้ กเ็ กิดความเบือ่ หนา่ ยหนั ไปบาเพ็ญทางธรรมจนบรรลุความหลดุ พ้น
๑๑. เนอื้ เรอ่ื งยอ่ วรรณคดีไทยเร่ืองอิเหนำ ตอนศึกกะหมงั กหุ นงิ
ท้าวกะหมังกุหนิงกับประไหมสุหรีมีโอรสช่ือวิหยาสะกา ในตอนท่ีวิหยาสะกาออกประพาสป่าได้เห็น
รูปวาดของบุษบาก็ได้หลงรักนาง ท้าวกะหมังกุหนิงพ่อของวิหยาสะกาก็สืบทราบว่านางคือบุษบา ธิดาของ
ท้าวดาหาทีต่ อนนี้เปน็ คหู่ ม้นั ของจรกาแลว้ แตด่ ว้ ยความรกั และสงสารลูกจงึ ส่งทูตไปสู่ขอบุษบาให้วิหยาสะกา
แต่ถูกท้าวดาหาปฏิเสธ ท้าวกะหมังกุหนิงจึงส่ังยกทัพมาเมืองดาหาเพ่ือจะชิงตัวบุษบาให้วิหยาสะกา
ท้าวดาหาส่งพระราชสาส์นไปขอความช่วยเหลือจากท้าวกุเรปัน (พ่ีชาย) ท้าวกาหลังและท้าวสิงหัดส่าหรี
(น้องชาย) และจรกาให้ยกทัพมาช่วยกันรบป้องกันเมืองดาหาเม่ือท้าวกุเรปันได้รับข่าวแล้วจึงให้ทหารนา
จดหมายไปให้อิเหนาท่ีอยู่เมืองหมันหยา (เมืองจินตหรา) อิเหนาไม่อยากไปแต่กลัวพ่อโกรธเลยต้องไปใน
ที่สุดอิเหนาก็ยกทัพมากับกะหรัดตะปาตี (พี่ชายคนละแม่) ทาให้ท้าวดาหาดีใจมากเพราะเชื่อม่ันว่าอิเหนา
ต้องรบชนะแต่ด้วยความท่ีอิเหนาเคยทาให้ท้าวดาหาโกรธเร่ืองปฏิเสธการแต่งงานกับบุษบาจนทาให้เกิด
เร่ืองขึ้นมาอิเหนาจึงตัดสินใจสู้รบให้ชนะก่อนแล้วค่อยเข้าไปเฝ้าท้าวดาหาในที่สุดเมื่อท้าวกะหมังกุหนิงยก
ทพั มาใกล้ดาหาทาให้เกิดการต่อสู้กับกองทพั ของอิเหนา สังคามาระตาก็เป็นผู้ฆ่าวิหยาสะกาส่วนอิเหนาเป็น
ผู้ฆ่าท้าวกะหมังกุหนิงตายในสนามรบด้วยกริชเทวาเม่ือพ่ายแพ้ในศึกคร้ังน้ี ท้าวปาหยันกับท้าวประหมัน
(พี่กับน้องของท้าวกะหมังกุหนิง) ก็ยอมอ่อนน้อมต่ออิเหนา อิเหนาจึงอนุญาตให้ระตูนาพระศพของท้ังสอง
กลับไปทาพธิ ตี ามพระราชประเพณี
๓๒
๑๒. เนื้อเรื่องย่อวรรณคดไี ทยเรอ่ื งลิลิตตะเลงพ่ำย
สมเด็จพระมหาธรรมราชาได้ทรงสวรรคตจึงมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินซ่ึงผู้ท่ีได้สืบครองราชย์ต่อคือ
สมเดจ็ พระนเรศวร ซงึ่ อาจมกี ารรบเพ่ือแย่งราชบลั ลงั กร์ ะหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรศ
พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงจึงได้ส่งกองทัพมาเพื่อเป็นการเตือนว่าหากบ้านเมืองกรุงศรีอยุธยาไม่สงบ พม่า
พร้อมที่จะโจมตีทันที ซ่ึงพระดารินี้ได้รับความเห็นชอบจากเหล่าขุนนางทั้งหลายก็มีความเห็นตามนี้
พระองค์จึงได้มีรับสั่งให้พระมหาอุปราชาผู้ซ่ึงเป็นโอรสและพระมหาราชเจ้านครเชียงใหม่ไปเตรียมกองทัพ
ร่วมกัน แต่โหรได้ทานายว่าพระมหาอุปราชานั้นจะมีดวงถึงฆาตแต่ด้วยความเกรงในพระบิดาพระองค์จึง
ไม่ทรงขัดพระทัย ในระหว่างช่วงนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้เตรียมกองทัพในการไปทาศึกกับมอญที่ได้นาทัพ
มารบในขณะทไี่ ทยกาลงั รบอยกู่ บั พม่าอยู่หลายคร้งั แต่เมอ่ื ทรงทราบว่าพม่าได้ยกทัพมาพระองค์จึงนากาลัง
ส่วนน้ีไปตั้งทัพรอรับศึกพม่าแทนโดยบัญชาให้ทัพหน้าตั้งค่ายอยู่ท่ีตาบลหนองสาหร่าย ส่วนทัพพม่าน้ันได้
นาทัพจานวน ๕ แสนชีวิตผ่านด่านเจดีย์สามองค์ ไทรโยคลากระเพินแล้วเข้ามายึดเมืองกาญจนบุรีได้
จากน้ันได้นาทัพผ่านเข้ามาทางพนมทวน ณ ท่ีแห่งน้ีได้เกิดลมเวรัมภาที่พัดจนฉัตรพระมหาอุปราชาหักลง
ทรงพักคา่ ยที่ตาบลตระพังตรุ ทางฝั่งสมเดจ็ พระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถเคล่ือนทัพทางน้าโดยข้ึน
บกที่อาเภอป่าโมก ซ่ึงที่นี่ได้เกิดศุภนิมิตขึ้น จากน้ันได้นาพลไปพักค่ายท่ีอาเภอหนองสาหร่าย ซ่ึงได้ทรง
ทราบว่าทหารพม่ามาลาดตระเวนอยู่ในบริเวณนี้จึงบัญชาให้ทัพหน้าเข้าโจมตีทันทีแล้วทาทีเป็นถอยร่นเข้า
มาเพอ่ื ใหข้ ้าศึกเกิดความประมาท ซึ่งทพั หลวงจะออกมาช่วยหลังจากน้ันแต่บังเอิญว่าช้างทรงทั้งของสมเด็จ
พระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถน้ันตกมันจึงวิ่งหลงเข้าไปอยู่กลางทัพข้าศึกทาให้แม่ทัพต่างๆเสด็จ
ตามไม่ทัน ด้วยความฉลาดและไหวพริบของสมเด็จพระนเรศวรท่านจึงได้กล่าวท้าให้พระมหาอุปราชให้
ออกมาทายุทธหัตถีกัน ท้ายท่ีสุดสมเด็จพระนเรศวรทรงมีชัยเหนือพระมหาอุปราชา เช่นเดียวกับที่สมเด็จ
พระเอกาทศรถมีชัยเหนือมังจาชโร หลังจากท่ีกองทัพพม่าแตกพ่ายไปสมเด็จพระนเรศวรได้มีพระบัญชาให้
สรา้ งสถปู เจดยี ข์ ึ้นท่ีน่ีแล้วยกทัพกลบั กรงุ ศรีอยธุ ยา
สรุปผล
จากการศึกษาค้นคว้าโครงงานเรื่อง เรียงร้อยทานองเพลงคร้ืนเครงกับวรรณคดีไทย ผลการศึกษา
คน้ ควา้ ปรากฏวา่ สามารถสรา้ งบทเพลงได้ท้ังหมด ๑๒ เพลง ดงั น้ี
๑. เพลงผเี สอื้ อกหัก ใชท้ านองเพลง อกหักไม่กลา้ บอกผัว ซึ่งเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเร่ือง
พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนนี างผเี ส้อื สมทุ ร
๒. เพลงพระนางมัทรี ใช้ทานองเพลง บ่ต้องการเศษใจ ซ่ึงเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเร่ือง
มหาเวสสนั ดรชาดก กัณฑ์มัทรี
๓. เพลงนารายณป์ ราบนนทก ใช้ทานองเพลง ตายทง้ั เปน็ ซ่ึงเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเร่ือง
รามเกยี รต์ิ ตอนนารายณป์ ราบนนทก
๔. เพลงลิขติ รักพระลอ ใช้ทานองเพลง พงิ ซง่ึ บทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเรอ่ื งลิลิตพระลอ
๕. เพลงขุนช้างถวายฎีกา ใช้ทานองเพลง เชือกวิเศษ ซึ่งเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเร่ือง
ขุนช้างขนุ แผน ตอนขุนช้างถวายฎกี า
๓๓
๖. เพลงดอกกุหลาบช้ารัก ใช้ทานองเพลง ขอรักคืนกลับมา ซ่ึงเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทย
เรือ่ งมัทนะพาธา
๗. เพลงภาพพระราชพงศาวดาร ใช้ทานองเพลง มันดีกว่าที่คิด ซึ่งเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดี
ไทยเร่ืองโคลงภาพพระราชพงศาวดาร
๘. เพลงพระไชยสุริยา ใชท้ านองเพลง ชอบที่เธอเป็นเธอ ซึ่งเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเร่ือง
กาพย์พระไชยสรุ ิยา
๙. เพลงเอราวัณ ใช้ทานองเพลง ป้ี(จน)ป่น ซ่ึงเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเรื่องรามเกียรติ์
ตอนบทพากยเ์ อราวณั
๑๐. เพลงเรื่องเล่าเวตาล ใช้ทานองเพลง ให้เคอร่ีมาส่งได้บ่ ซ่ึงเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทย
เรื่องนิทานเวตาล
๑๑. เพลงศึกกะหมังกุหนิง ใช้ทานองเพลง แฟนใหม่หน้าคุ้น ซึ่งเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทย
เรอ่ื งอิเหนา ตอนศึกกะหมงั กหุ นิง
๑๒. เพลงสงครามยุทธหัตถี ใช้ทานองเพลง ใจสิเพ ซ่ึงเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเร่ือง
ลิลิตตะเลงพา่ ย
๓๔
บทที่ ๕
สรปุ อภิปรำยและข้อเสนอแนะ
สรุปผล
จากการศึกษาค้นคว้าโครงงานเรื่อง เรียงร้อยทานองเพลงคร้ืนเครงกับวรรณคดีไทย ผลการ
ศกึ ษาปรากฏวา่ สามารถแตง่ บทเพลงประกอบวรรณคดีไทย ไดท้ งั้ หมด ๑๒ เพลง ดงั น้ี
๑. เพลงผีเสอื้ อกหัก ใชท้ านองเพลง อกหักไมก่ ล้าบอกผัว ซึ่งเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเรื่อง
พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณหี นีนางผีเสอื้ สมุทร
๒. เพลงพระนางมัทรี ใช้ทานองเพลง บ่ต้องการเศษใจ ซึ่งเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทย
เรื่องมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี
๓. เพลงนารายณ์ปราบนนทก ใช้ทานองเพลง ตายท้ังเป็น ซ่ึงเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเรื่อง
รามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก
๔. เพลงลิขิตรกั พระลอ ใชท้ านองเพลง พิง ซง่ึ บทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเรือ่ งลิลิตพระลอ
๕. เพลงขุนช้างถวายฎีกา ใช้ทานองเพลง เชือกวิเศษ ซ่ึงเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเร่ือง
ขนุ ช้างขุนแผน ตอนขนุ ชา้ งถวายฎกี า
๖. เพลงดอกกุหลาบช้ารัก ใช้ทานองเพลง ขอรักคืนกลับมา ซึ่งเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทย
เรอื่ งมทั นะพาธา
๗. เพลงภาพพระราชพงศาวดาร ใช้ทานองเพลง มันดีกว่าท่ีคิด ซึ่งเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดี
ไทยเรื่องโคลงภาพพระราชพงศาวดาร
๘. เพลงพระไชยสรุ ยิ า ใชท้ านองเพลง ชอบที่เธอเป็นเธอ ซึ่งเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเร่ือง
กาพย์พระไชยสุริยา
๙. เพลงเอราวัณ ใช้ทานองเพลง ป้ี(จน)ป่น ซึ่งเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเร่ืองรามเกียรต์ิ
ตอนบทพากย์เอราวณั
๑๐. เพลงเรื่องเล่าเวตาล ใช้ทานองเพลง ให้เคอรี่มาส่งได้บ่ ซึ่งเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทย
เรอื่ งนทิ านเวตาล
๑๑. เพลงศึกกะหมังกุหนิง ใช้ทานองเพลง แฟนใหม่หน้าคุ้น ซึ่งเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทย
เรื่องอเิ หนา ตอนศกึ กะหมงั กหุ นิง
๑๒. เพลงสงครามยุทธหัตถี ใช้ทานองเพลง ใจสิเพ ซ่ึงเป็นบทเพลงประกอบวรรณคดีไทยเรื่อง
ลลิ ติ ตะเลงพา่ ย
๓๕
อภิปรำย
จากการศกึ ษาคน้ ควา้ โครงงานเร่ือง เรียงร้อยทานองเพลงคร้ืนเครงกับวรรณคดีไทย ซึ่งผลการศึกษา
ปรากฏว่า สามารถแต่งบทเพลงได้ทั้งหมด ๑๒ เพลง จากวรรณคดีไทย ๑๒ เรื่อง ซ่ึงบทเพลงที่แต่งขึ้น
นาไปเขียนเป็นคาร้องของเพลง ใช้ประกอบการเรียนการสอน เป็นส่ือในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ใน
ห้องเรียนท่ีจะทาให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในกิจกรรมการเรียนมากยิ่งขึ้น และทาให้เกิดความสนุกสนาน
เพลิดเพลินกับบทเพลงที่ใช้เป็นส่ือประกอบวรรณคดีไทยดังกล่าว จึงมีผลทาให้การจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนเกดิ การพัฒนาประสทิ ธิภาพในการเรียนร้ขู องผู้เรียน
ประโยชน์ท่ไี ดร้ บั
๑. สามารถเรียบเรยี งเน้ือเร่อื งยอ่ ของวรรณคดไี ทยเป็นร้อยแก้วได้
๒. สามารถแต่งบทเพลงเป็นสื่อประกอบเน้ือเร่ืองวรรณคดีไทยได้ ทาให้ผู้อ่านเกิดความสนใจไม่
เบือ่ หน่าย และไดเ้ รียนรเู้ น้ือหาวรรณคดไี ทยผา่ นบทเพลงทีต่ นเองช่นื ชอบ
๓. สามารถสร้างสื่อที่น่าสนใจและนาไปสู่ความสนุกสนานเพลิดเพลินในการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนได้ รวมทง้ั ผ้เู รียนสามารถจดจาสาระสาคัญของวรรณคดีได้งา่ ยย่งิ ขนึ้
ขอ้ เสนอแนะ
๑. ควรศึกษาโครงงานเกีย่ วกบั เรอ่ื งการประดษิ ฐ์เกมหรือการละเล่นในวรรณคดไี ทย
๒. ควรศึกษาโครงงานเกยี่ วกับบทเพลงในวรรณคดีเรือ่ งอ่นื ๆ
๓๖
บรรณำนุกรม
กระทรวงศกึ ษาธิการ.(๒๕๑๘).มหำเวสสนั ดรชำดก.(พมิ พค์ ร้งั ท๙ี่ ).กรงุ เทพฯ:โรงพมิ พ์ครุ สุ ภาลาดพร้าว.
กระทรวงศกึ ษาธิการ.(๒๕๕๙).วรรณคดวี จิ กั ษ์ ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปีท่ี ๑.(พิมพค์ รง้ั ที่ ๙). กรงุ เทพฯ:
องคก์ ารคา้ ของ สกสค.
กระทรวงศกึ ษาธิการ.(๒๕๕๙).วรรณคดวี จิ ักษ์ ชั้นมธั ยมศึกษำปที ่ี ๒.(พมิ พ์ครั้งท่ี ๙). กรุงเทพฯ:
องค์การคา้ ของ สกสค.
กระทรวงศึกษาธกิ าร.(๒๕๕๙).วรรณคดวี จิ ักษ์ ชน้ั มัธยมศกึ ษำปที ่ี ๓.(พิมพ์ครั้งที่ ๙). กรงุ เทพฯ:
องค์การคา้ ของ สกสค.
กระทรวงศึกษาธิการ.(๒๕๕๙).วรรณคดวี จิ ักษ์ ชั้นมธั ยมศกึ ษำปีที่ ๔.(พิมพค์ รัง้ ท่ี ๙). กรุงเทพฯ:
องค์การคา้ ของ สกสค.
กระทรวงศึกษาธิการ.(๒๕๕๙).วรรณคดวี จิ ักษ์ ชัน้ มธั ยมศึกษำปีท่ี ๕.(พมิ พค์ ร้งั ที่ ๙). กรงุ เทพฯ:
องคก์ ารคา้ ของ สกสค.
กระทรวงศกึ ษาธิการ.(๒๕๕๙).วรรณคดีวิจกั ษ์ ชน้ั มัธยมศึกษำปที ่ี ๖.(พมิ พ์ครั้งท่ี ๙). กรุงเทพฯ:
องค์การค้าของ สกสค.
โกวิท ตง้ั ตรงจติ ร.(๒๕๔๗).คุยเฟอ่ื งเรื่องขนุ ชำ้ ง-ขุนแผน.กรุงเทพฯ: สวุ รี ยิ าสาส์น.
โกวทิ ตั้งตรงจิตร.(๒๕๔๗).คุยเฟ่ืองเรอ่ื งอิเหนำ.กรงุ เทพฯ:สวุ รี ิยาสาส์น.
โกวิท ตง้ั ตรงจิตร.(๒๕๔๗).คยุ เฟือ่ งเรื่องรำมเกยี รติ์.กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน์
คณาจารย์แม็ค.(๒๕๕๐).สรปุ เขม้ ภำษำไทย ม.๒.กรุงเทพฯ: เซเว่นพรน้ิ ตงิ้ กร๊ปุ .
ดร.เพลนิ ใจ พฤกษชาติรตั น์ และ อาจารย์ นนั ทพงศ์ พฤกษชาตริ ตั น์.(๒๕๕๑).คมู่ ือช่วยสอบภำษำไทย ม.๕.
นนทบรุ ี: ธรรมบณั ฑติ .
นายตารา ณ เมืองใต.้ (๒๕๓๗).อเิ หนำ ลกั ษณวงศ์ สมทุ รโฆษ.กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นาพานิช.
บญุ เรอื น รัฐวเิ ศษ.(๒๕๕๕).วิวิทธภำษำและวรรณคดีวิจกั ษ์ ม.๓.กรงุ เทพฯ: เดอะบุคส์.
ปิยตา วนนนั ท.์ (๒๕๕๓).นำงในวรรณคดี.(พิมพค์ รงั้ ท๓ี่ ).กรุงเทพฯ: สวุ ีริยาสาส์น.
ปิยะฤกษ์ บุญโกศล, ๒๕๕๖.ควำมหมำยของวรรณคดี.ค้นเมอ่ื ๙ มกราคม ๒๕๖๑.
ผจงวาด กมลเสรีรตั น์.(๒๕๔๔).พระเอกในวรรณคดไี ทย.กรงุ เทพฯ: สุวีรยิ าสาส์น.
พจนำนุกรมฉบับรำชบณั ฑติ ยสถำน ฉบับ พ.ศ.๒๕๔๒.กรุงเทพฯ: นานมีบ๊คุ ส์พบั ลเิ คชน่ั ส์.
พจนำนกุ รมฉบับรำชบณั ฑติ ยสถำน ฉบบั พ.ศ.๒๕๕๖.กรงุ เทพฯ: นานมบี คุ๊ สพ์ บั ลิเคชน่ั ส.์
พรชีวินทร์ มลพิ นั ธุ์.(๒๕๐๗).พระอภยั มณีของสนุ ทรภู่.พิมพค์ รง้ั ท่ี ๑๖.กรุงเทพฯ: โสภณการพิมพ์
มาลินี ผโลประการ.(๒๕๔๓).เล่ำเรื่องรำมเกียรติ์.กรงุ เทพฯ:ธารปญั ญา.
รศ.ดร.รืน่ ฤทัย สจั จพนั ธ.ุ์ (๒๕๔๔).วรรณคดศี กึ ษำ.กรุงเทพฯ:ธารปัญญา.
รศ.วิเชียร เกษประทมุ .(๒๕๕๑).เลำ่ เร่อื งขุนช้ำง-ขุนแผน.(พมิ พค์ รงั้ ท๑่ี ๑).กรุงเทพฯ:พัฒนาศึกษา.
รศ.วิเชียร เกษประทมุ .(๒๕๕๑).เล่ำเรื่องพระอภัยมณี.(พิมพ์ครั้งท๑ี่ ๑).กรุงเทพฯ:พัฒนาศกึ ษา.
๓๗
รศ.วิเชยี ร เกษประทมุ .(๒๕๕๑).เลำ่ เรอื่ งรำมเกียรติ์.(พมิ พค์ รั้งท๑ี่ ๑).กรุงเทพฯ:พัฒนาศึกษา.
รศ.วิเชียร เกษประทมุ .(๒๕๑๔).เลำ่ เร่อื งอิเหนำ.(พมิ พ์ครั้งท๑่ี ๑).กรงุ เทพฯ:พัฒนาศึกษา.
วิญญู บญุ ยงค.์ (๒๕๓๙).ตำมรอยขุนช้ำงขนุ แผน.กรุงเทพฯ: คอมแพคทพ์ ร้นิ ท์.
สำรำนกุ รมไทยสำหรบั เยำวชน เลม่ ๒๔.กรุงเทพฯ: อมรนิ ทร์พริ้นตง้ิ แอนด์พบั ลิชชง่ิ .
สำรำนกุ รมไทยสำหรบั เยำวชน เลม่ ๒๓.(พิมพค์ รง้ั ท๓ี่ ).กรุงเทพฯ: อมรินทร์พร้นิ ติ้งแอนดพ์ บั ลชิ ชิ่ง.
สุมนมาลย์ น่มิ เนตพิ ันธ์และคณะ.(๒๕๕๑).แนวทำงกำรประพันธเ์ พลงอยำ่ งงำ่ ย.พิมครั้งท่ี ๙.กรุงเทพฯ:
สรุ ีชา รกั ษาภกั ดี.(๒๕๕๑).ขยันกอ่ นสอบ ภำษำไทย ม.๓.กรุงเทพฯ: จาปาทองพร้ินติ้ง.
สมศกั ด์ิ อัมพรวิสิทธโิ์ สภา และ ธัญลักษณ์ จยุ้ เรอื ง.(๒๕๕๑).หลกั ภำษำไทยและกำรใช้ภำษำเพ่ือกำรส่ือสำร
วรรณคดีวจิ กั ษ์ ม.๕.กรุงเทพฯ: ภูมบิ ัณฑติ การพิมพ.์
เอกรตั น์ อุดมพร.(๒๕๔๖).วรรณคดีสมยั กรุงรัตนโกสินทร์ รชั กำลที่๑-๒-๓.กรงุ เทพฯ:พฒั นาศกึ ษา.
กนษิ ฐา ทฆี พุฒิ.แนวเพลงต่ำงๆ. จากเวบ็ ไซต์: http://oknation.nationtv.tv.
ค้นเม่ือ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๕.
กำพยพ์ ระไชยสรุ ิยำ. จากเวบ็ ไซต์: http://www.nmk.ac.th. ค้นเม่ือ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๕.
กำรแตง่ เพลง. จากเวบ็ ไซต์: http://verycatsound.com. ค้นเมื่อ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕.
ขนุ ชำ้ งขนุ แผน. จากเว็บไซด์:http://rungfa.chs.ac.th/khunchangstory.htm.
คน้ เมอ่ื ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕.
ควำมหมำยของบทเพลง. จากเวบ็ ไซต:์ http://dictionary.sanook.com. ค้นเม่อื ๒๔ เมษายน ๒๕๖๕.
โคลงภำพพระรำชพงศำวดำร. จากเวบ็ ไซด์: https://sites.google.com. คน้ เมื่อ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๕.
โคลงภำพพระรำชพงศำวดำร ตอนพันท้ำยนรสิงหถ์ วำยชีวิต. จากเวบ็ ไซด์
https://kunkrunongkran.wordpress.com. คน้ เม่อื ๒๘ เมษายน ๒๕๖๕.
นทิ ำนเวตำล. จากเวบ็ ไซต์: http://www.larnbuddhism.com. ค้นเมอ่ื ๑๕ เมษายน ๒๕๖๕.
ประเภทของเพลง. จากเวบ็ ไซด์: http://meinmusic.blogspot.com. คน้ เมื่อ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๕.
ประเภทของเพลง. จากเว็บไซด์: http://oknation.nationtv.tv. คน้ เม่ือ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๕.
ประเภทของเพลง. จากเว็บไซต์: http://onewingedangel.exteen.com. ค้นเมอื่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๕.
รำมเกยี รติ์ ตอนบทพำกย์เอรำวณั . จากเวบ็ ไซด์: https://www.baanjomyut.com.
คน้ เมอ่ื ๒๘ เมษายน ๒๕๖๕.
ลิลิตตะเลงพ่ำย. จากเวบ็ ไซต์: https://sites.google.com. ค้นเมื่อ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๕.
วกิ พิ เี ดียสารานุกรมเสรี.(๒๕๕๗).ประเภทของเพลง. จากเว็บไซด์: http://th.wikipedia.org.
คน้ เมื่อ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕.
วิกิพิเดียสารานุกรมเสรี.(๒๕๕๘).พระอภัยมณี. จากเวบ็ ไซด์: http://th.wikipedia.org.
คน้ เมอ่ื ๒๗ เมษายน ๒๕๖๕.
วกิ ิพิเดียสารานุกรมเสรี.(๒๕๕๘).มัทนะพำธำ. จากเว็บไซด์: http://th.wikipedia.org.
ค้นเมอื่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๕.
๓๘
วกิ พิ เิ ดยี สารานุกรมเสรี.(๒๕๕๗).มหำเวสสันดรชำดก. จากเว็บไซด์: http://th.wikipedia.org.
ค้นเมอ่ื ๒๙ เมษายน ๒๕๖๕.
วิกพิ ิเดยี สารานุกรมเสร.ี (๒๕๕๘).รำมเกียรติ์. จากเวบ็ ไซด์: http://th.wikipedia.org.
ค้นเมอื่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๕.
วกิ ิพิเดียสารานกุ รมเสร.ี (๒๕๕๗).รูปแบบของเพลง. จากเว็บไซด์: http://th.wikipedia.org.
ค้นเมื่อ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕.
วิกิพเิ ดียสารานกุ รมเสรี.(๒๕๕๗).ลลิ ติ พระลอ. จากเว็บไซด์: http://th.wikipedia.org.
ค้นเม่อื ๒๗ เมษายน ๒๕๖๕.
วิกพิ ิเดียสารานุกรมเสร.ี (๒๕๕๗).วรรณคดี. จากเวบ็ ไซด์: http://th.wikipedia.org.
คน้ เม่ือ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๕.
วกิ พิ เิ ดยี สารานุกรมเสร.ี (๒๕๕๗).อเิ หนำ.จากเว็บไซด์: http://th.wikipedia.org.
คน้ เมอ่ื ๓๐ เมษายน ๒๕๖๕.
หลักกำรแตง่ เพลง. จากเวบ็ ไซต์: https://gotoknow.org. ค้นเมอื่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕.
หลกั กำรแตง่ เพลง. จากเว็บไซต์: http://writemusic-thai.blogspot.com. คน้ เมอื่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕.