The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่ม2วัฒนธรรมไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nattiya6444, 2023-09-10 13:32:31

เล่ม2วัฒนธรรมไทย

เล่ม2วัฒนธรรมไทย

โดย....นางนาถติยา สนั่นเมือง ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๑ (บ้านหัวช้าง) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1


คำนำ บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง วัฒนธรรมไทย เล่มนี้ เป็นบทเรียนสำเร็จรูป เล่มที่ 2 ในชุด“รอบรู้สังคมไทย” ซึ่งได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน ในกลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่6 ในบทเรียนสำเร็จรูป เล่มนี้ ผู้จัดทำได้เรียบเรียงเนื้อหาให้ง่ายต่อการเรียนรู้ และได้สอดแทรกความสดใส ของภาพประกอบเพื่อเป็นการเร้าความสนใจของนักเรียน อีกทั้งยังเป็นสื่อการเรียนการ สอนที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยระหว่างการเรียนรู้ในแต่ละเนื้อหาจะมีแบบฝึกหัดท้าย กรอบให้นักเรียนได้ทดสอบความรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง และมีเฉลยสำหรับให้นักเรียน ได้ตรวจสอบคำตอบได้ทันทีบทเรียนสำเร็จรูปเล่มนี้จะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้เพื่อศึกษา หาความรู้อย่างเป็นระบบ รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างทักษะทางการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนได้ เป็นอย่างดี ผู้จัดทำหวังว่าบทเรียนสำเร็จรูปนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ศึกษาค้นคว้าได้เป็นอย่างดี และขอขอบคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๑ ( บ้านหัวช้าง) พร้อมทั้งคณะครู ทุกท่าน เป็นอย่างสูงที่ช่วยให้คำแนะนำและข้อคิดที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาบทเรียน สำเร็จรูปเล่มนี้อย่างดีตลอดมา


สารบัญ หน้า คำชี้แจงประกอบการใช้บทเรียนสำเร็จรูป 2 ❖ วัตถุประสงค์ของการจัดทำบทเรียนสำเร็จรูป 2 ❖ ผลที่คาดว่าจะได้รับ 3 ❖ จุดประสงค์การเรียนรู้ 4 ❖ ขั้นตอนการศึกษา 5 แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง วัฒนธรรมไทย 6 เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง วัฒนธรรมไทย 8 บทเรียนสำเร็จรูป กรอบที่ 1 9 บทเรียนสำเร็จรูป กรอบที่ 2 12 บทเรียนสำเร็จรูป กรอบที่ 3 15 บทเรียนสำเร็จรูป กรอบที่ 4 19 บทเรียนสำเร็จรูป กรอบที่ 5 22 บทเรียนสำเร็จรูป กรอบที่ 6 25 บทเรียนสำเร็จรูป กรอบที่ 7 28 บทเรียนสำเร็จรูป กรอบที่ 8 32 บทเรียนสำเร็จรูป กรอบที่ 9 35 บทเรียนสำเร็จรูป กรอบที่ 10 38 บทเรียนสำเร็จรูป กรอบที่ 11 42 บทเรียนสำเร็จรูป กรอบที่ 12 46 แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง วัฒนธรรมไทย 48 เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง วัฒนธรรมไทย 51 แบบบันทึกคะแนน 52 บรรณานุกรม 53


1 บทเรียนสำเร็จรูป ชุด รอบรู้สังคมไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่มที่ 2 วัฒนธรรมไทย


2 คำชี้แจงประกอบการใช้ บทเรียนสำเร็จรูป ชุด รอบรู้สังคมไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วัตถุประสงค์ของการจัดทำ บทเรียนสำเร็จรูป ชุด รอบรู้สังคมไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 1. เพื่อผลิตสื่อการเรียนการสอนประเภทบทเรียนสำเร็จรูปสำหรับใช้พัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 2. เพื่อแก้ปัญหานักเรียนที่ขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตนในฐานะเป็น พลเมืองคนหนึ่งของประเทศ 3. เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องหน้าที่พลเมืองที่ดีให้นักเรียนและ สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม 4. เพื่อเสริมสร้างทักษะนักเรียนให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และเป็นการปลูกฝัง นิสัยรักการอ่าน 5. บทเรียนสำเร็จรูปสามารถช่วยแก้ไขปัญหาการจัดการเรียนการสอนเมื่อครูผู้สอน ไม่อยู่ หรือครูผู้สอนไม่เพียงพอ อีกทั้งเป็นพื้นฐานในการสร้างสื่ออื่นต่อไป


3 ผลที่คาดว่าจะได้รับ นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมือง ที่ดีได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งช่วยให้นักเรียนเกิดคุณลักษณะในการเรียนรู้ที่ดี เป็นผู้มีวินัยและ มีความซื่อสัตย์ในตนเอง และช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน รู้จักศึกษา หาความรู้ได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังสามารถช่วยพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นนวัตกรรมสำหรับช่วยแก้ไขปัญหาครูไม่อยู่ห้องเรียน


4 จุดประสงค์การเรียนรู้ บทเรียนสำเร็จรูป ชุด รอบรู้สังคมไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่มที่ 2 วัฒนธรรมไทย ❖ นักเรียนสามารถอธิบายเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และเอกลักษณ์ ของชาติได้ ❖ นักเรียนสามารถปฏิบัติตนตามวัฒนธรรม ประเพณี และเอกลักษณ์ ของชาติได้อย่างเหมาะสม


5 ขั้นตอนในการศึกษา บทเรียนสำเร็จรูป ชุด รอบรู้สังคมไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่มที่ 2 วัฒนธรรมไทย ในการศึกษาจากบทเรียนสำเร็จรูปเล่มนี้ ขอให้นักเรียนปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 เริ่มต้นทำความเข้าใจเกี่ยวกับ วัตถุประสงค์ และผลที่คาดว่าจะได้รับจาก การศึกษาบทเรียนสำเร็จรูป ขั้นที่ 2 ให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อเป็นการทดสอบความรู้พื้นฐานของ เรื่องที่จะทำการศึกษา ขั้นที่ 3 เริ่มต้นการเรียนรู้ โดยเริ่มจากกรอบแรก เรียงลำดับไปจนถึงกรอบสุดท้าย โดยให้นักเรียนอ่านข้อความรู้แต่ละกรอบให้เข้าใจแล้วตอบคำถาม ขั้นที่ 4 เมื่อตอบคำถามเสร็จแล้ว ให้นักเรียนเปิดดูเฉลย เพื่อตรวจสอบว่านักเรียน ทำถูกต้องหรือไม่ ถ้าถูกต้อง ให้ศึกษาในกรอบต่อไปได้แต่ถ้าทำผิด นักเรียนจะต้องอ่าน ทบทวนอีกครั้งแล้วตอบคำถามใหม่ถ้านักเรียนตอบคำถามได้ถูกต้องครบตามเกณฑ์ที่ กำหนด แสดงว่านักเรียนเข้าใจดีแล้ว จึงจะเรียนรู้ในกรอบต่อไป ขั้นที่ 5 หลังจากที่นักเรียนทำการศึกษาจนครบทุกกรอบแล้ว ให้นักเรียนทำแบบทดสอบ หลังเรียน ทำการตรวจสอบกับเฉลย และบันทึกคะแนนไว้เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับผลคะแนน ก่อนเรียน เพื่อเป็นการตรวจสอบพัฒนาการทางการเรียนรู้ของนักเรียน “วัฒนธรรมของไทยมีมากมาย ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเริ่มเรียนกันเลย”


6 แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง วัฒนธรรมไทย คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกทำเครื่องหมาย x ทับคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. ข้อใดไม่จัดว่าเป็นวัฒนธรรมไทย ก. การแสดงความเคารพด้วยการไหว้ ข. การแต่งกายแบบไทย ค. อาหารไทย ง. การรับประทานโดนัท 2. ความแตกต่างทางวัฒนธรรมส่งผลอย่างไร ก. เกิดความหลากหลายในด้านภาษา ข. ทำให้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ค. เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น ง. ถูกทุกข้อ 3. บุญบั้งไฟ เป็นวัฒนธรรมของภาคใด ก. ภาคกลาง ข. ภาคเหนือ ค. ภาคใต้ ง. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4. การบูชาพระแม่โพสพ เป็นวัฒธรรมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพอะไร ก. ชาวนา ข. ทหาร ค. ตำรวจ ง. ค้าขาย 5. น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง ไส้อั่ว เป็นอาหารภาคใด ก. ภาคกลาง ข. ภาคเหนือ ค. ภาคใต้ ง. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


7 6. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับวัฒนธรรมของกลุ่มคนในสังคมไทย ก. คนไทยในแต่ละภูมิภาคมีวัฒนธรรมการแต่งกายที่แตกต่างกัน ข. มโนราห์ หนังตะลุง รองเง็ง เป็นวัฒนธรรมการละเล่นพื้นเมืองภาคใต้ ค. น้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู เป็นวัฒนธรรมการกินของภาคเหนือ ง. น้ำพริกปลาทู ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวาน เป็นวัฒนธรรมการกิน พื้นเมืองของภาคอีสาน 7. ข้อใดเป็นวัฒนธรรมที่เราควรรักษาไว้ ก. ลูกควรเคารพพ่อแม่ ข. ลูกศิษย์ควรดำเนินรอยตามครู ค. ลูกควรประกอบอาชีพตามพ่อแม่ ง. ลูกหลานควรออกไปหางานทำต่างถิ่น 8. การทักทายกันตามแบบวัฒนธรรมไทยควรทำอย่างไร ก. จับมือกัน ข. ยกมือไหว้ ค. พยักหน้าให้กัน ง. ยิ้มให้กัน 9. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของวัฒนธรรม ก. เป็นสิ่งที่ห้ามเปลี่ยนแปลง ข. เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดกันได้ ค. เกิดจากการอบรมสั่งสอน ง. คนในสังคมยอมรับร่วมกัน 10. นักเรียนจะช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมของจังหวัดได้อย่างไร ก. สะสมภาพวัฒนธรรมต่าง ๆ ข. เปลี่ยนรูปแบบวัฒนธรรมให้เป็นสากล ค. ให้ความใส่ใจเข้าร่วมประเพณีของท้องถิ่น ง. ถูกทุกข้อ


8 เฉลย แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง วัฒนธรรมไทย ข้อที่ คำตอบ 1 ง 2 ง 3 ง 4 ก 5 ข 6 ง 7 ก 8 ข 9 ก 10 ค


9 กรอบที่ 1 ความหมายของวัฒนธรรม วัฒนธรรม หมายถึง ความเจริญงอกงามและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม เป็นสิ่งที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ วัฒนธรรมไทย คือวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบไทย ๆ ซึ่งเป็นแบบแผนของการประพฤติปฏิบัติที่ดีงามและการแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดใน สถานการณ์ต่างๆ ที่สมาชิกในสังคมไทยสามารถรู้ เข้าใจ ซาบซึ้ง ยอมรับ และใช้ ปฏิบัติร่วมกันในสังคมไทย ได้แก่ - ภาษาและวัฒนธรรม หมายถึง ภาษาไทยที่ใช้ในการพูด และการเขียน รวมทั้งงานประพันธ์ที่สร้างสรรค์ที่มีการบันทึกไว้ เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร - มารยาท หมายถึง การประพฤติ ปฏิบัติระหว่างบุคคล ต่อบุคคลที่สังคมยอมรับ ได้แก่ มารยาททางกายและมารยาท ทางวาจา - การแต่งกาย หมายถึง เครื่องนุ่งห่มที่แสดงถึงความเป็น เอกลักษณ์ของชาติไทย การแต่งกายตามยุคสมัยและกาลเทศะ แล้วแต่วิวัฒนาการการแต่งกายไทยด้วยผ้าไทย ประเภท ผ้าทอ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย - ประเพณีและพิธีทางศาสนา กิจกรรมที่ปฏิบัติ ในวันสำคัญต่างๆ - ศิลปกรรม หมายถึง งานศิลปหัตถกรรม จิตรกรรม สถาปัตยกรรม และประติมากรรม ที่มา : nareeputfah.weebly.com


10 - การแสดงและการละเล่น หมายถึง การละเล่นและ ของเล่นของไทย ดนตรีไทย เพลงไทยประเภทต่างๆ และศิลปะการแสดงของไทย - วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ เกี่ยวข้องกับการดำรงชีพแบบไทย การใช้เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายไทย ยารักษาโรคแผนไทย บ้านพักอาศัยแบบไทย มารยาทไทย นับถือศาสนา กิริยาวาจา อาหารไทยและขนมไทย คำถามกรอบที่ 1 1. วัฒนธรรม คืออะไร 2. วัฒนธรรมไทย เกี่ยวข้องกับเรื่องใดบ้าง ที่มา : nareeputfah.weebly.com


11 เกณฑ์การให้คะแนน คะแนนเต็ม 2 คะแนน (ข้อละ 1 คะแนน) เกณฑ์การให้คะแนนรายข้อ ตอบถูกต้อง ได้ 1 คะแนน ตอบผิด ได้ 0 คะแนน เฉลยคำถามกรอบที่ 1 1. ความเจริญงอกงาม และความเป็นระเบียบ เรียบร้อยในสังคม เป็นแบบแผนปฏิบัติที่ดีงาม ที่มีการรับรู้ ยอมรับ และถือปฏิบัติกันในสังคมไทย 2. วัฒนธรรมไทย จะเกี่ยวกับภาษา มารยาท เรื่องศิลปะการแต่งกาย อาหารไทย ภูมิปัญญา ชาวบ้าน ความเป็นอยู่ฯลฯ


12 กรอบที่ 2 ความสำคัญของวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรม เป็นเครื่องวัดและเครื่องกำหนด ความเจริญหรือความเสื่อมของสังคม และขณะเดียวกัน วัฒนธรรมยังกำหนดชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ในสังคม ดังนั้นวัฒนธรรมจึงมีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ ของประชาชน และต่อความเจริญก้าวหน้าของ ประเทศชาติมาก ความสำคัญของวัฒนธรรมไทยอาจสรุปได้ดังนี้ 1) วัฒนธรรมเป็นเครื่องสร้างระเบียบแก่สังคมมนุษย์ วัฒนธรรมไทยเป็นเครื่อง กำหนดพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมไทย ให้มีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนรวมถึงผลของ การแสดงพฤติกรรมตลอดจนถึงการสร้างแบบแผนของความคิด ความเชื่อ และค่านิยม ของสมาชิกให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน 2) วัฒนธรรมทำให้เกิดความสามัคคีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สังคมที่มี วัฒนธรรมเดียวกันย่อมจะมีความรู้สึกผูกพันเดียวกัน เกิดความเป็นปึกแผ่น จงรักภักดีและ อุทิศตนให้กับสังคมทำให้สังคมอยู่รอด 3) วัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดรูปแบบของสถาบัน เช่น รูปแบบของครอบครัวจะ เห็นได้ว่าลักษณะของครอบครัวแต่ละสังคมต่างกันไป ทั้งนี้เนื่องจากวัฒนธรรมในสังคม เป็นตัวกำหนดรูปแบบ เช่น วัฒนธรรมไทยกำหนดเป็นแบบสามีภรรยาเดียว ในอีกสังคม หนึ่งกำหนดว่าชายอาจมีภรรยาได้หลายคน หรือหญิงอาจมีสามีได้หลายคน ความสัมพันธ์ ทางเพศก่อนแต่งงานเป็นสิ่งที่ดีหรือเป็นเรื่องขัดต่อศีลธรรม 4) วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหา และสนองความต้องการของมนุษย์ มนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตภายใต้สิ่งแวดล้อมได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นมนุษย์ต้องแสวงหา ความรู้จากประสบการณ์ที่ตนได้รับการประดิษฐ์คิดค้นวิธีการใช้ทรัพยากรนั้นให้เกิดประโยชน์ ต่อชีวิตและถ่ายทอดจากสมาชิกรุ่นหนึ่งไปสู่สมาชิกรุ่นต่อไปได้โดยวัฒนธรรมของสังคม


13 5) วัฒนธรรมช่วยให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า หากสังคมใดมีวัฒนธรรมที่ดีงาม เหมาะสม เช่น ความมีระเบียบวินัย ขยัน ประหยัด อดทน การเห็นประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าส่วนตัว เป็นต้น สังคมนั้นย่อมจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว 6) วัฒนธรรมเป็นเครื่องแสดงเอกลักษณ์ของชาติ คำว่า เอกลักษณ์ หมายถึง ลักษณะพิเศษหรือลักษณะเด่นของบุคคลหรือสังคม ที่แสดงว่าสังคมหนึ่งแตกต่างไปจาก อีกสังคมหนึ่ง เช่น วัฒนธรรมการพบปะกันในสังคมไทย จะมีการยกมือไหว้กันแต่ในสังคม ญี่ปุ่นใช้การคำนับกัน เป็นต้น คำถามกรอบที่ 2 ให้นักเรียนบอกความสำคัญของวัฒนธรรมไทยมา 2 ประการ ที่มา : sites.google.com


14 เกณฑ์การให้คะแนน คะแนนเต็ม 2 คะแนน (ข้อละ 2 คะแนน) เกณฑ์การให้คะแนนรายข้อ ตอบถูกต้อง ได้ 2 คะแนน ตอบผิด ได้ 0 คะแนน เฉลยคำถามกรอบที่ 2 แนวคำตอบมีดังนี้ 1) วัฒนธรรมเป็นเครื่องสร้างระเบียบแก่สังคมมนุษย์ 2) วัฒนธรรมทำให้เกิดความสามัคคีความเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน 3) วัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดรูปแบบของสถาบัน 4) วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหา 5) วัฒนธรรมช่วยให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า 6) วัฒนธรรมเป็นเครื่องแสดงเอกลักษณ์ของชาติ


15 กรอบที่ 3 วัฒนธรรมไทยด้านการแต่งกาย วัฒนธรรม ไทยด้านการแต่งกาย ตั้งแต่ในอดีตมานั้นคนไทยมีเอกลักษณ์ด้านการ แต่งกายที่ใช้ผ้าไทยซึ่งทำจาก ผ้าไหม ผ้าทอมือต่างๆ แต่ละภาคก็มีความแตกต่างทางด้าน วัฒนธรรมกันออกไป ดังนี้ การแต่งกายประจำภาคกลาง ผู้ชาย สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง นิยมสวมใส่โจงกระเบน สวมเสื้อสีขาว ติดกระดุม 5 เม็ด ที่เรียกว่า "ราชประแตน" ไว้ผมสั้นข้างๆตัดเกรียนถึง หนังศีรษะข้างบนหวีแสกกลาง ผู้หญิง สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง นิยมสวมใส่ผ้าซิ่นยาวครึ่งแข้ง ห่มสไบเฉียงตามสมัยอยุธยา ทรงผมเกล้าเป็นมวยและสวมใส่เครื่องประดับเพื่อความสวยงาม การแต่งกายของภาคกลาง มีหลายยุคหลายสมัย แตกต่างกันไปหลายรูปแบบ ทั้งนุ่งโจงกระเบน ห่มสไบ หรือการนุ่งผ้าถุง และวัฒนธรรมการคาดผ้าขาวม้า ที่มา : http://thippapa.blogspot.com ที่มา : http://thippapa.blogspot.com


16 การแต่งกายประจำภาคใต้ การแต่งกายภาคใต้ ภาคนี้มีการแต่งกายต่างกันตามเชื้อชาติถ้าเชื้อสายจีน จะแต่งแบบจีน ถ้าเป็นชาวมุสลิม ก็จะแต่งคล้ายกับชาวมาเลเซีย ปัจจุบันแหล่งทำผ้าแบบดั้งเดิมนั้นเกือบจะสูญหายไป คงพบได้เฉพาะ 4 แหล่ง เท่านั้น คือ ที่ตำบลพุมเรี้ยง จังหวัดสุราษฎร์ธานี , อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เกาะยอ จังหวัดสงขลา และตำบลนาหมื่นศรี จังหวัดตรังการแต่งกายของชาวใต้ การแต่งกายนั้นแตกต่างกันในการใช้วัสดุ และรูปแบบโดยมีเอกลักษณ์ไปตามเชื้อ ชาติ ของผู้คนอันหลากหลายที่เข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนอันเก่าแก่แห่งนี้พอจำแนกเป็น กลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้ 1. กลุ่มเชื้อสายจีน – มาลายูเรียกชนกลุ่มนี้ว่ายะหยา หรือ ยอนย่า เป็นกลุ่มชาว จีน เชื้อสายฮกเกี๊ยนที่มาสมรสกับชนพื้นเมืองเชื้อสายมาลายู ชาวยะหยาจึงมีการแต่งกาย อันสวยงาม ที่ผสมผสาน รูปแบบของชาวจีนและมาลายูเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ฝ่ายหญิง ใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้ รอบคอ,เอว และปลายแขนอย่างงดงาม นิยมนุ่งผ้าซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ายชาย ยังคงแต่งกาย คล้ายรูปแบบจีนดั้งเดิมอยู่ 2. กลุ่มชาวไทยมุสลิม ชนดั้งเดิม ของดินแดนนี้นับถือศาสนาอิสลาม และมี เชื้อสาย มาลายู ยังคงแต่งกายตามประเพณี อันเก่าแก่ฝ่ายหญิงมีผ้าคลุมศีรษะ ใส่เสื้อผ้ามัสลิน หรือลูกไม้ตัวยาวแบบมลายูนุ่งซิ่นปาเต๊ะ หรือ ซิ่นทอแบบมาลายู ฝ่ายชายใส่เสื้อคอตั้ง สวมกางเกงขายาว และมีผ้าโสร่งผืนสั้น ที่เรียกว่า ผ้าซองเก็ต พันรอบเอวถ้าอยู่ บ้านหรือ ลำลองจะใส่โสร่ง ลายตารางทอด้วยฝ้าย และสวมหมวกถักหรือ เย็บด้วยผ้ากำมะหยี่ ที่มา : www.google.co.th


17 3. กลุ่มชาวไทยพุทธ ชนพื้นบ้าน แต่งกายคล้ายชาวไทยภาคกลาง ฝ่ายหญิงนิยม นุ่งโจงกระเบน หรือ ผ้าซิ่นด้วย ผ้ายกอันสวยงาม ใส่เสื้อสีอ่อนคอกลม แขนสามส่วน ส่วนฝ่าย ชายนุ่งกางเกงชาวเล หรือ โจงกระเบนเช่นกัน สวมเสื้อผ้าฝ้ายและ มีผ้าขาวม้าผูกเอว หรือ พาดบ่าเวลาออกนอกบ้านหรือไปงานพิธี คำถามกรอบที่3 1. การแต่งกายชายไทยภาคกลาง นิยมใส่เสื้อ แขนยาวสีขาวติดกระดุม 5 เม็ด เรียกว่า เสื้ออะไร 2. กลุ่มชนชาวไทยภาคใต้ กลุ่มใด ที่ผู้หญิงยัง นิยมใส่ผ้าคลุมศีรษะ ที่มา : reasok.blogspot.com


18 เกณฑ์การให้คะแนน คะแนนเต็ม 2 คะแนน (ข้อละ 1 คะแนน) เกณฑ์การให้คะแนนรายข้อ ตอบถูกต้อง ได้ 1 คะแนน ตอบผิด ได้ 0 คะแนน เฉลยคำถามกรอบที่ 3 1. เสื้อราชประแตน 2. กลุ่มชาวไทยมุสลิม ชนดั้งเดิม


19 กรอบที่ 4 วัฒนธรรมไทยด้านการแต่งกาย (ต่อ) หลังจากที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมการ แต่งกายของภาคกลางและภาคใต้มาแล้ว เราจะมาเรียนรู้วัฒนธรรมการแต่งกายของ ภาคอีสานและภาคเหนือกันต่อ การแต่งกายประจำภาคอีสาน การแต่งกายส่วนใหญ่ใช้ผ้าทอมือ ซึ่งทำจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย และผ้าไหม ผ้าพื้นเมืองอีสาน ชาวอีสานถือว่าการทอผ้าเป็นกิจกรรมยามว่างหลังจากฤดูกาลทำนาหรือว่าง จากงานประจำอื่นๆ สืบทอดกันมาผ่านการจดจำและปฏิบัติจากวัยเด็กทั้งลวดลายสีสันการย้อม และการทอ การทอผ้ายังเป็นการเตรียมผ้าสำหรับการออกเรือนสำหรับหญิงวัยสาว ทั้งการเตรียม สำหรับตนเองและเจ้าบ่าว ทั้งยังเป็นการวัดถึงความเป็นกุลสตรี เป็นแม่เหย้าแม่เรือนของหญิง ชาวอีสานอีกด้วย ผ้าที่ทอขึ้นจำแนกออกเป็น 2 ชนิด คือ ผ้าทอสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน จะเป็นผ้าพื้นไม่มีลวดลาย เพราะต้องการความ ทนทานจึงทอด้วยฝ้ายย้อมสีตามต้องการ ผ้าทอสำหรับโอกาสพิเศษ เช่น ใช้ในงานบุญประเพณีต่างๆ งานแต่งงาน งานฟ้อน รำ ผ้าที่ทอจึงมักมีลวดลายที่สวยงามวิจิตรพิสดาร มีหลากหลายสีสัน ที่มา : www.google.co.th


20 การแต่งกายประจำภาคเหนือภาคเหนือ การแต่งกายภาคเหนือ ชาวพื้นเมืองจะแต่งกายตามเชื้อชาติโดยทั่วไป ลักษณะ การแต่งกายของคนภาคเหนือการแต่งกาย เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ที่บ่งบอกเอกลักษณ์ ของคนแต่ละท้องถิ่น ปัจจุบันการแต่งกายแบบพื้นเมืองได้รับความสนใจมากขึ้น แต่เนื่องจาก ในท้องถิ่นนี้มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ เช่น ไทยวน ไทลื้อ ไทเขิน ไทใหญ่ ปัจจุบันอิทธิพลจากละครโทรทัศน์ ทำให้การแต่งกายแบบพื้นเมืองมีความสับสน เกิดขึ้น ดังนั้นคณะทำงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม กลุ่มสถาบันอุดมศึกษาภาคเหนือ จึงได้ ระบุข้อไม่ควรกระทำในการแต่งกายชุดพื้นเมือง ของ “แม่หญิงล้านนา” เอาไว้ว่า ไม่ควรใช้ผ้าโพกศีรษะ ในกรณีที่ไม่ใช่ชุดแบบไทลื้อ ไม่ควรเสียบดอกไม้ไหวจนเต็มศีรษะ ไม่ควรใช้ผ้าพาดบ่าลากหางยาว หรือคาดเข็มขัดทับ และผ้าพาดที่ประยุกต์มาจาก ผ้าตีนซิ่นและผ้า “ตุง” ไม่ควรนำมาพาด ตัวซิ่นลายทางตั้งเป็นซิ่นแบบลาว ไม่ควรนำมาต่อกับตีนจกไทยวน คำถามกรอบที่ 4 1. ผ้าที่ชาวอีสานทอสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน จะมีลักษณะอย่างไร 2. การแต่งกายของหญิงชาวเหนือ มีข้อห้ามหลาย ประการ ยกตัวอย่างมา 1 ข้อ ที่มา : www.google.co.th


21 เกณฑ์การให้คะแนน คะแนนเต็ม 2 คะแนน (ข้อละ 1 คะแนน) เกณฑ์การให้คะแนนรายข้อ ตอบถูกต้อง ได้ 1 คะแนน ตอบผิด ได้ 0 คะแนน เฉลยคำถามกรอบที่ 4 1. จะเป็นผ้าพื้นไม่มีลวดลาย เพราะต้องการความทนทาน จึงทอด้วยฝ้ายย้อมสีตามต้องการ 2. ข้อห้ามมีดังนี้ - ไม่ควรใช้ผ้าโพกศีรษะ ในกรณีที่ไม่ใช่ชุดแบบไทลื้อ - ไม่ควรเสียบดอกไม้ไหวจนเต็มศีรษะ - ไม่ควรใช้ผ้าพาดบ่าลากหางยาว หรือคาดเข็มขัดทับ และผ้าพาดที่ประยุกต์มาจาก ผ้าตีนซิ่นและผ้า “ตุง” ไม่ควรนำมาพาด - ตัวซิ่นลายทางตั้งเป็นซิ่นแบบลาว ไม่ควรนำมาต่อ กับตีนจกไทยวน


22 กรอบที่ 5 วัฒนธรรมไทยด้านภาษา ประเทศไทยมีภาษาเป็นของตนเองมาตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบันเนื่องจากประเทศไทยไม่เคยตกเป็น เมืองขึ้นของประเทศใดในโลก ทำให้เรามีภาษาไทย ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีภาษาทางการ คือ ภาษากลาง ซึ่งคนในประเทศไม่ว่าจะอยู่ในภาคไหน ก็สามารถสื่อสารกันได้ด้วยภาษากลาง เพราะใน ประเทศไทยเรามีถึง 4 ภาคหลักและในแต่ละภาค ก็ใช้ภาษาที่แตกต่างกันไปบ้าง ดังนั้นเพื่อให้ คนไทยสามารถสื่อสารตรงกันได้เราจึงมี ภาษากลางเกิดขึ้นนั่นเอง ลักษณะวัฒนธรรมทางภาษาของแต่ละภาค ภาษาภาคกลาง ส่วนใหญ่ใช้ภาษาไทยกลางที่เป็นภาษาราชการ ยกเว้นคนบางกลุ่ม ที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวจีน ชาวมอญ หรือชาวลาวพวน ซึ่งมีสำเนียงภาษาที่แตกต่างออกไป ภาคใต้ มีภาษาพูดประจำถิ่นที่ห้วนๆ สั้นๆ เป็นเอกลักษณ์เรียกว่า “ภาษาใต้หรือ แหลงใต้” ส่วนกลุ่มคนที่อยู่แถบชายแดนไทย-มาเลเซีย นิยมพูด ภาษายาวี หรือภาษา มาเลเซีย ตัวอย่างภาษาพูดภาคใต้ เช่น แหลง (พูด) หร๋อย (อร่อย) ทำไหร๋ (ทำอะไร) บางท้องถิ่นใช้ภาษายาวี เพราะนับถือศาสนาอิสลาม


23 ภาษาภาคอีสานนี้สำเนียงคล้ายภาษาลาว ซึ่งเรามักจะเรียกว่าเป็นภาษา “อีสาน” ภาษาอีสานเช่น เว้า (พูด) แซบ (อร่อย) เคียด (โกรธ) นำ (ด้วย) ภาษาภาคเหนือมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง หรือที่เรียกว่า “คำเมือง” จะใช้กันแพร่หลายในภาคเหนือตอนบน ส่วนภาคเหนือตอนล่างเคยอยู่ ร่วมกับสุโขทัย อยุธยาทำให้ประเพณี และวัฒนธรรมมีลักษณะคล้ายกับภาคกลาง ภาษาพูดจะมีลักษณะช้าและนุ่มนวล เช่น อู้ (พูด) เจ้า (ค่ะ) แอ่ว (เที่ยว) กิ๊ดฮอด (คิดถึง) คำถามกรอบที่5 1. จงยกตัวอย่างภาษาพูดภาคอีสานมา 1 คำ 2. จงยกตัวอย่างภาษาพูดภาคเหนือมา 1 คำ 3. จงยกตัวอย่างภาษาพูดภาคใต้มา 1 คำ


24 เฉลยคำถามกรอบที่ 5 แนวคำตอบมีดังนี้ 1. แซบ หมายถึง อร่อย 2. แอ่ว หมายถึง เที่ยว 3. หร๋อย หมายถึง อร่อย เกณฑ์การให้คะแนน คะแนนเต็ม 3 คะแนน (ข้อละ 1 คะแนน) เกณฑ์การให้คะแนนรายข้อ ตอบถูกต้อง ได้ 1 คะแนน ตอบผิด ได้ 0 คะแนน


25 กรอบที่ 6 วัฒนธรรมไทยด้านอาหาร วัฒนธรรมที่มีความสำคัญกับคนไทยไม่น้อยไปกว่าวัฒนธรรมด้านการแต่งกาย และวัฒนธรรมด้านภาษาคือวัฒนธรรมด้านอาหาร ซึ่งวัฒนธรรมด้านอาหารของคนไทยนั้น ก็มีมาตั้งแต่สมัยอดีตจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีลักษณะอาหารการกินที่แตกต่างกัน ออกไป แต่โดยรวมแล้วเราจะเรียกว่าวัฒนธรรมอาหารไทย ซึ่งอาหารไทยนั้นมีมากมายที่ ขึ้นชื่อของไทย และโด่งดังไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ต้มยำกุ้ง ผัดไทย เป็นต้น อาหารถือเป็น วัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่งของไทย ที่คนไทยควรให้ความสำคัญ และถือว่าอาหารไทยก็ไม่แพ้ อาหารของชนชาติใด อาหารพื้นบ้านภาคกลาง เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ของภาคกลางเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำลำคลอง หนองบึง มากมาย จึงเป็นแหล่งอาหารทั้งพืชผักและสัตว์น้ำนานาชนิด พื้นที่บางส่วนติดชายฝั่งทะเล ทำให้วัตถุดิบ ในการประกอบอาหารหลากหลายอุดมสมบูรณ์ อาหารภาคกลางมีความ หลากหลายทั้งในการปรุง รสชาติ และการตกแต่งให้น่ารับประทาน สืบเนื่องจากการรับ และปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมจากภายนอก เช่น จีน อินเดีย ชาวตะวันตก อีกทั้งอาหารภาค กลางบางส่วนได้รับอิทธิพลมาจากอาหารของราชสำนักอีกด้วย สำหรับอาหารภาคกลางมัก มีน้ำพริกและผักจิ้ม โดยรับประทานข้าวสวยเป็นหลัก ประกอบขึ้นด้วยวิธีการปรุงหลายแบบ เช่น แกง ต้ม ผัด ทอด และมักใช้กะทิใส่อาหารประเภทแกงเผ็ดทุกชนิด เช่น แกงเขียวหวาน นอกจากนี้มีแกงส้ม แกงเลียง แกงป่า แกงจืด ที่มา : drinkingalkalinewater.com ที่มา : http://kungfirstclass.blogspot.com


26 อาหารพื้นบ้านภาคใต้ อาหารพื้นบ้านภาคใต้มีรสชาติโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ สืบเนื่องจากดินแดน ภาคใต้เคยเป็นศูนย์กลางการเดินเรือค้าขายของพ่อค้าจากอินเดีย จีนและชวาในอดีต ทำให้ เป็นต้นตำรับในการใช้เครื่องเทศปรุงอาหารได้เข้ามามีอิทธิพลอย่างมาก อาหารพื้นบ้านภาคใต้ทั่วไป มีลักษณะผสมผสานระหว่างอาหารไทยพื้นบ้านกับ อาหารอินเดียใต้เช่น น้ำบูดู ซึ่งได้มาจากการหมักปลาทะเลสดผสมกับเม็ดเกลือ และมี ความคล้ายคลึงกับอาหารมาเลเซีย อาหารของภาคใต้มีรสเผ็ดมากกว่าภาคอื่น ๆ ทำให้มีลักษณะพิเศษแตกต่างจาก ภาคอื่นอย่างชัดเจนคือ รสชาติจัดและเน้นเครื่องเทศ และด้วยสภาพภูมิศาสตร์อยู่ติดทะเล ทั้งสองด้าน มีอาหารทะเลอุดมสมบูรณ์ แต่สภาพอากาศร้อนชื้น ฝนตกตลอดปี อาหาร ประเภทแกงและเครื่องจิ้มจึงมีรสจัด ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ป้องกันการเจ็บป่วย การทานจะมีและมีผักสารพัดชนิดที่เรียกว่า "ผักเหนาะ" ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านหาได้ใน ท้องถิ่น เช่น สะตอ ลูกเหนียงยอดกระถิน มากินร่วมด้วย เพื่อบรรเทารสเผ็ดของอาหาร ทั้งมีสรรพคุณเป็นยาอีกด้วย ที่มา : www.bloggang.com ที่มา : www.manager.co.th ที่มา : www.bloggang.com คำถามกรอบที่ 6 1. จงยกตัวอย่างอาหารพื้นเมืองภาคกลางมา 1 ชนิด 2. จงยกตัวอย่างอาหารพื้นเมืองภาคใต้มา 1 ชนิด


27 เฉลยคำถามกรอบที่ 6 แนวคำตอบมีดังนี้ 1. น้ำพริกปลาทู 2. แกงไตปลา เกณฑ์การให้คะแนน คะแนนเต็ม 2 คะแนน (ข้อละ 1 คะแนน) เกณฑ์การให้คะแนนรายข้อ ตอบถูกต้อง ได้ 1 คะแนน ตอบผิด ได้ 0 คะแนน


28 กรอบที่ 7 วัฒนธรรมไทยด้านอาหาร (ต่อ) อาหารพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภูมิศาสตร์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานมีผลต่ออาหารการกิน ของคนท้องถิ่นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่บางแห่งแห้งแล้ง วัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหาร ซึ่งหาได้ตามธรรมชาติส่วนใหญ่ ได้แก่ ปลา แมลงบางชนิด พืชผักต่าง ๆ การนำวิธีการ ถนอมอาหารมาใช้เพื่อรักษาอาหารไว้กินนาน ๆ จึงเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีพของ คนอีสาน ชาวอีสานจะมีข้าวเหนียวนึ่งเป็นอาหารหลัก เนื้อสัตว์ที่นำมาปรุงอาหาร ได้แก่ สัตว์ที่หามาได้ เช่น กบ เขียด แย้ แมลงต่าง ๆ ที่มาของรสชาติอาหารอีสาน เช่น รสเค็มได้ จากปลาร้า รสเผ็ดได้จากพริกสดและพริกแห้ง รสเปรี้ยวได้จากมะกอก ส้มมะขาม และมดแดง ตำส้มหรือส้มตำ มีหลายแบบ เช่น ตำมะละกอ ตำแตงร้าน ตำถั่วฝักยาว ใส่มะกอกเพิ่มรสเปรี้ยว ใส่ปลาร้าเพิ่มรสเค็ม เพิ่มรสเผ็ดด้วยพริก แจ่วบอง หมายถึง ปลาร้าสับใส่เครื่องเทศ พริก หอมกระเทียม คั่วคลุกเคล้าให้เข้ากัน มั่ม คือไส้กรอกอีสาน ใช้เนื้อวัวสับหรือตับที่เรียกว่า "มั่มตับ" นำมายัดใส่ในกระเพาะปัสสาวะของวัว คนอีสานนิยมทอดหรือย่าง จิ้มกับน้ำพริกหรือ แจ่วรับประทาน ที่มา : http://kungfirstclass.blogspot.com ที่มา : http://kungfirstclass.blogspot.com ที่มา : http://kungfirstclass.blogspot.com


29 อาหารพื้นบ้านภาคเหนือ ในอดีตบริเวณภาคเหนือของไทยเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนามาก่อน ช่วงที่อาณาจักรแห่งนี้เรืองอำนาจ ได้แผ่ขยายอาณาเขตเข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว และมีผู้คนจากดินแดนต่าง ๆ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งนี้ จึงได้รับ วัฒนธรรมหลากหลายจากชนชาติต่าง ๆ เข้ามาในชีวิตประจำวันรวมทั้งอาหารการกินด้วย อาหารของภาคเหนือ ประกอบด้วยข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก มีน้ำพริกชนิดต่าง ๆ เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง มีแกงหลายชนิด เช่น แกงโฮะ แกงแค นอกจากนั้นยังมี แหนม ไส้อั่ว แคบหมูและผักต่าง ๆ สภาพอากาศก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้อาหารพื้นบ้านภาคเหนือแตกต่างจากภาคอื่น ๆ นั่นคือ การที่อากาศหนาวเย็นเป็นเหตุผลให้อาหารส่วนใหญ่มีไขมันมาก เช่น น้ำพริกอ่อง แกงฮังเล ไส้อั่ว เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่น อีกทั้งการที่อาศัยอยู่ในหุบเขาและบนที่สูงอยู่ ใกล้กับป่า จึงนิยมนำพืชพันธุ์ในป่ามาปรุงเป็นอาหาร เช่น ผักแค บอน หยวกกล้วย ผักหวาน ทำให้เกิดอาหารพื้นบ้านชื่อต่าง ๆ เช่น แกงแค แกงหยวกกล้วย แกงบอน แกงอ่อม ถือเป็นอาหารยอดนิยมอย่างหนึ่งในบรรดา อาหารเหนือทั้งหลาย โดยเฉพาะในเทศกาลงานเลี้ยง โอกาสพิเศษต่าง ๆ แกงอ่อมเป็นแกงที่ใช้เนื้อได้ทุกประเภท เช่น เนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อไก่ ข้าวซอย เป็นอาหารของไทลื้อ ที่นำมาเผยแพร่ในล้านนาหรือภาคเหนือ ตามตำรับเดิมจะใช้พริกป่นผัด โรยหน้าด้วยน้ำมัน เมื่อมาสู่ครัวไทยภาคเหนือก็ประยุกต์ใช้พริกแกงคั่ว ใส่กะทิลงไปกลายเป็นเคี่ยวให้ข้น ราดบนเส้นบะหมี่ ใส่เนื้อหรือไก่ กินกับผักกาดดอง หอมแดงเป็น เครื่องเคียง ที่มา : http://kungfirstclass.blogspot.com


30 แกงโฮะ คือ แกงที่นำเอาอาหารหลายอย่างมา รวมกัน สมัยก่อนแกงโฮะมักจะทำจากอาหารหลาย อย่างที่เหลือ จากงานบุญมาผัดรวมกัน แต่ปัจจุบันใช้ เครื่องปรุงใหม่ทำก็ได้หรือจะเป็นของที่ค้างคืนและ นำมาปรุงใหม่อีกครั้งหนึ่ง แกงโฮะเป็นอาหารที่นิยม แพร่หลายมีขายกันแทบทุกร้านอาหารพื้นเมืองใน ภาคเหนือ ขนมจีนน้ำเงี้ยว หรือขนมเส้นหมากเขือส้ม เป็นอาหารพื้นเมือง ของชาวไทใหญ่ เดิมใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวเป็นหลัก ต่อมาคนพื้นเมือง ดัดแปลงมาใช้เส้นขนมจีนแทน กินกับถั่วงอก ผักกาดดอง เพิ่มรสชาติความอร่อยยิ่งขึ้น ที่มา : http://kungfirstclass.blogspot.com คำถามกรอบที่7 1. จงยกตัวอย่างอาหารพื้นเมืองภาคอีสานมา 1 ชนิด 2. จงยกตัวอย่างอาหารพื้นเมืองภาคเหนือมา 1 ชนิด


31 เฉลยคำถามกรอบที่ 7 แนวคำตอบมีดังนี้ 1. ส้มตำ 2. แกงโฮะ เกณฑ์การให้คะแนน คะแนนเต็ม 2 คะแนน (ข้อละ 1 คะแนน) เกณฑ์การให้คะแนนรายข้อ ตอบถูกต้อง ได้ 1 คะแนน ตอบผิด ได้ 0 คะแนน


32 กรอบที่ 8 วัฒนธรรมไทยภาคใต้เกี่ยวกับพิธีกรรม วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับประเพณีและพิธีกรรมภาคใต้ ภูมิประเทศของภาคใต้มีเอกลักษณ์เฉพาะ คือ มี ชายฝั่งประกบเทือกเขาสูงที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งไม่มี ภูมิภาค อื่นๆ ภูมิประเทศเป็นหลักจึงเป็นเทือกเขา และชายฝั่ง เป็นที่ราบจะมีอยู่เป็นแนวแคบๆ แถบ ชายฝั่งทะเล และสองฝั่งลำน้ำ การตั้งถิ่นฐานจะอยู่ บริเวณชายฝั่งทะเลทั้งด้านตะวันออกและตะวันตก จากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของภาคใต้ ทำให้มีคนที่ ต่างภาษาต่างวัฒนธรรมอย่างหลากหลายเดินทางเข้า มาภาคใต้มีทั้งชาว พุทธ ชาวมุสลิม ต่างเชื้อชาติกัน เช่น คนไทย คนจีน และผู้ที่มีเชื้อสายมาเลย์ รวมทั้ง ชาวเล อาศัยอยู่กัน วัฒนธรรมภาคใต้จึงมีรูปแบบอันเป็น เอกลักษณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ดังนั้นภาคใต้จึง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเพราะมีภูมิศาสตร์ที่ งดงามมีชายฝังทะเลและมีวัฒนธรรมหรือการดำรงชีวิต ที่เป็นเอกลักษณ์ ประเพณีที่สำคัญ ได้แก่ ประเพณีชักพระ เป็นประเพณีท้องถิ่นในภาคใต้ตอนกลาง เป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธา ในพระพุทธศาสนา และวิถีชีวิตชาวใต้ที่มีความผูกพันกับน้ำ ประเพณีชักพระหรือลากพระ จัดขึ้นในช่วงออกพรรษา โดยเฉพาะในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ด้วยความเชื่อว่าเป็นวันที่ พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมายังโลกมนุษย์


33 จึงมีการจัดงานเพื่อแสดงความยินดี ประชาชนจึงอัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับ บนบุษบกที่จัดเตรียมไว้ แล้วแห่แหนไปยังที่ประทับ ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดขบวนทางเรือ แต่บริเวณใดที่ห่างไกลแม่น้ำก็จะจัดพิธีทางบก ประเพณีชักพระ ประกอบด้วยขบวนเรือที่ตกแต่งอย่างงดงาม บนเรือที่มีพระพุทธรูป ประทับอยู่บนบุษบกเรียกว่า "เรือประทาน หรือเรือ พนมพระ" เมื่อถึงเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จะอาราธนาพระพุทธรูป ขึ้นประดิษฐานบนบุษบกเหนือเรือพระ นิมนต์ พระภิกษุในวัดนั้นทั้งหมดขึ้นนั่งประจำเรือ พร้อมทั้งอุบาสกและศิษย์วัดที่จะติดตาม และ ประจำเครื่องประโคมอันมี โพน (กลองเพล) ฆ้อง โหม่ง ฉิ่งฉาบ แล้ว ชาวบ้านก็จะช่วยกัน ลากเรือพระออกจากวัด รุ่งเช้าจะมีการทำบุญเลี้ยงพระ ตกช่วงบ่ายชักชวนกันลากพระ กลับวัด ปัจจุบันประเพณีชักพระอำเภอโคกโพธิ์ มีการสมโภชและการเฉลิมฉลองกันเป็น เวลา 7 วัน 7 คืน ซึ่งเป็นประเพณีที่ภาคภูมิใจของชาวไทยพุทธ ที่มา : http://puttra13.blogspot.com คำถามกรอบที่ 8 1. ทำไมวัฒนธรรมภาคใต้จึงมีรูปแบบอันเป็น เอกลักษณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ 2. ประเพณีชักพระ เป็นประเพณีที่จัดขึ้นเพื่ออะไร


34 เกณฑ์การให้คะแนน คะแนนเต็ม 2 คะแนน (ข้อละ 1 คะแนน) เกณฑ์การให้คะแนนรายข้อ ตอบถูกต้อง ได้ 1 คะแนน ตอบผิด ได้ 0 คะแนน เฉลยคำถามกรอบที่ 8 1. เพราะภาคใต้มีคนที่ต่างภาษาต่างวัฒนธรรม อย่างหลากหลายเดินทางเข้ามาภาคใต้มีทั้งชาวพุทธ ชาวมุสลิม ต่างเชื้อชาติกัน วัฒนธรรมจึงมี ความหลากหลาย 2. เพื่อแสดงความยินดีที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับ จากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมายังโลกมนุษย์


35 กรอบที่ 9 วัฒนธรรมไทยภาคกลางเกี่ยวกับพิธีกรรม วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับประเพณีและพิธีกรรมภาคกลาง วัฒนธรรมไทยท้องถิ่นภาคกลาง ประชาชน ประกอบอาชีพทำนา การตั้งถิ่นฐานจะหนาแน่นบริเวณที่ ราบลุ่มแม่น้ำ มีวิถีชีวิตเป็นแบบชาวนาไทย คือ การรักพวก พ้อง พึ่งพาอาศัยกัน มีความเชื่อ และเคารพบุคคลสำคัญ ผู้ล่วงลับไปแล้ว มีการใช้เครื่องปั้นดินเผาตามชุมชนและ หมู่บ้านในชนบท การละเล่นพื้นบ้านที่เป็นลักษณะเด่น ได้แก่ มังคละรำเต้น เต้นกำรำเคียว เพลงปรบไก่ เพลงลำตัด เป็นต้น คนไทยมีความเชื่อดั้งเดิมเรื่องผีสางเทวดา ชีวิตประจำวันที่ผูกพันอยู่กับอาชีพชาวนา ชาวนาจึงเชื่อว่า ในข้าวมีวิญญาณแม่โพสพ ซึ่งมีบุญคุณต่อชาวนาสิงอยู่ จึงมีการปฏิบัติ พิธีกรรมเพื่อระลึกถึงแม่โพสพ เช่น การสร้างศาลเพียงตาในทุ่งนา เรียกว่า "เรือนแม่โพสพ" มีการทำขวัญข้าวเมื่อข้าวเริ่มออก รวง หรือที่เรียกว่า"ข้าวตั้งท้อง" และนำข้าวอ่อนไป ทำบุญถวายพระ ในประเพณีสารทเดือนสิบ ซึ่งมีการกวนข้าวทิพย์หรือข้าวมธุปายาส เมื่อ มีการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ก่อนจะนำข้าวเก็บยุ้งฉาง จะมีพิธีบอก กล่าวแม่โพสพ นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่าข้าวเป็นสิ่งที่มีบุญคุณต่อชีวิตมนุษย์ จึงได้รับการยกย่องโดยมีคำเรียก ช่วงเวลาในสมัยโบราณ เมื่อข้าวตั้งท้องว่า "ตะวันอ้อมข้าว" แสดงให้เห็นความสำคัญของ ข้าวว่า เมื่อตั้งท้องแม้แต่พระอาทิตย์ยังต้องอ้อมข้าว เหมือนที่การ ปฏิบัติกันจนทุกวันนี้ คือ ไม่เหยียบข้าว ไม่ทิ้งข้าว เพราะถือว่าเป็น บาปกรรม


36 พิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับข้าว ก็จะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องแม่โพสพ ซึ่ง เชื่อว่าเป็นเทพีที่คอยดูแลรักษาพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ ให้อุดมสมบูรณ์ มนุษย์ต้องคอย ดูแลแม่โพสพ ต้องมีความกตัญญู ต้องเคารพนับถือ มีกิริยาที่สุภาพเรียบร้อย จะพูดจา หยาบคายหรือพูดเสียงดังไม่ได้ แม่โพสพเป็นคนขวัญอ่อน เพราะถ้าเกิด ไม่พอใจจะหนีไป พอหนีไปทีก็อดอยากกันเป็นพันปี เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งที่ต้อง ระมัดระวังมาก เวลา ติดต่อกับแม่โพสพควรใช้ความสุภาพอ่อนโยน และความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงที่สุด คำถามกรอบที่ 9 1. จงยกตัวอย่างการละเล่นพื้นบ้านที่เป็น ลักษณะเด่นของภาคกลางมา 1 ชนิด 2. การบูชา หรือดูแลแม่โพสพ เป็นพิธีกรรม ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพอะไร ที่มา : topicstock.pantip.com


37 เกณฑ์การให้คะแนน คะแนนเต็ม 2 คะแนน (ข้อละ 1 คะแนน) เกณฑ์การให้คะแนนรายข้อ ตอบถูกต้อง ได้ 1 คะแนน ตอบผิด ได้ 0 คะแนน เฉลยคำถามกรอบที่ 9 1. เช่น เต้นกำรำเคียว เพลงปรบไก่ เพลงลำตัด 2. ชาวนา


38 กรอบที่ 10 วัฒนธรรมไทยภาคอีสานเกี่ยวกับพิธีกรรม วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับประเพณีและพิธีกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเพณีบุญบั้งไฟ ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีที่ชาวอีสานจัดขึ้นในเดือน 6 เรียกกันว่า "บุญ เดือนหก" มีจุดมุ่งหมายเพื่อ เป็นงานรื่นเริงครั้งใหญ่ก่อนการเริ่มทำนา และเป็นการสร้าง กำลังใจว่าการทำนาในปีนั้นจะได้ผลดี โดยมี ความเชื่อว่าเทวดาคือ "พระยาแถน" สามารถ บัลดาลให้พืชผลในท้องนาอุดมสมบูรณ์ หากบูชาเซ่นสรวงให้ พระยาแถนพอใจก็จะช่วยให้ ฝนตกตามฤดูกาล การทำนาได้ผลธัญญาหารบริบูรณ์ โดยเฉพาะถ้าหมู่บ้านใคร ทำบุญบั้ง ไฟติดต่อกันทุก 3 ปี ประเพณีบุญบั้งไฟตามตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าถือชาติกำเนิดเป็น พญาคางคกได้อาศัยอยู่ใต้ ร่มโพธิ์ใหญ่ในเมืองพันทุมวดี ด้วยเหตุใดไม่แจ้ง พญาแถนเทพ เจ้าแห่งฝนโกรธเคืองโลกมนุษย์มากจึง แกล้งไม่ให้ฝนตกนานถึง 7 เดือน ทำให้เกิดความ ลำบากยากแค้นอย่างแสนสาหัสแก่มวลมนุษย์ สัตว์และ พืช จนกระทั่งพากันล้มตายเป็น จำนวนมากพวกที่แข็งแรงก็รอดตายและได้พากันมารวมกลุ่มใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ กับพญาคางคก ที่มา : http://puttra13.blogspot.com


39 สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงได้หารือกันเพื่อจะหาวิธีการปราบพญาแถนที่ประชุมได้ตกลง กันให้ พญานาคยกทัพไปรบกับพญาแถน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้จากนั้นจึงให้พญาต่อแตนยกทัพ ไปปราบแต่ก็ต้องพ่าย แพ้อีกเช่นกัน ทำให้พวกสรรพสัตว์ทั้งหลายเกิดความท้อถอย หมด กำลังใจและสิ้นหวัง ได้แต่รอวันตาย ในที่สุด พญาคางคกจึงขออาสาที่จะไปรบกับพญาแถน จึงได้วางแผนในการรบ โดยปลวกทั้งหลายก่อ จอมปลวกขึ้นไป จนถึงเมืองพญาแถน เพื่อเป็นเส้นทางให้บรรดาสรรพสัตว์ ทั้งหลายได้เดินทางไปสู่เมือง พญาแถน ซึ่งมีมอด แมลงป่อง ตะขาบ สำหรับมอดได้รับหน้าที่ให้ทำการกัดเจาะ ด้ามอาวุธที่ ทำด้วยไม้ทุกชนิด ส่วนแมลงป่องและตะขาบให้ซ่อนตัวอยู่ตาม กองฟืนที่ใช้หุงต้มอาหาร และอยู่ตามเสื้อผ้าของไพร่พล พญา แถนทำหน้าที่กัดต่อย หลังจากวางแผนเรียบร้อย กองทัพพญา คางคกก็เดินทางเพื่อปฏิบัติหน้าที่การรบ มอดทำหน้าที่กัดเจาะ ด้ามอาวุธ แมลงป่องและตะขาบกัดต่อยไพร่พลของพญาแถนจน เจ็บปวด ร้องระงมจนกองทัพระส่ำระสาย ในที่สุดพญาแถนจึงได้ ยอมแพ้และตกลงทำสัญญาสงบศึกกับพญาคางคก ดังนี้ ถ้ามวลมนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อใด ให้พญาแถนสั่งให้ฝนตกในโลกมนุษย์ ถ้าได้ยินเสียงกบ เขียดร้อง ให้รับรู้ว่าฝนได้ตกลงมาแล้วถ้าได้ยินเสียงสนู(เสียงธนูหวาย ของว่าว) หรือเสียงโหวด ให้ฝนหยุดตก เพราะจะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าว หลังจากที่ได้สัญญา กันแล้ว พญาแถนจึงได้ถูกปล่อยตัวไปและได้ปฏิบัติตามสัญญามาจนบัดนี้ ในการทำบั้งไฟนั้นชาวบ้านทั้งในหมู่บ้านเดียวกันและหมู่บ้านใกล้เคียง จะมารวมกัน แล้วแบ่งเป็นกลุ่มๆ ละ 5-10 ครัวเรือน ทำบั้งไฟ 1 กระบอกบั้งไฟ คือ กระบอกไม้ไผ่บรรจุ ดินปืน สำหรับจุดให้ติดไฟพุ่งขึ้นไป บนท้องฟ้า ชาวบ้านจะตกแต่งบั้งไฟให้สวยงามด้วยการแกะ รูปลายเป็นรูปลายไทย หรือสุพรรณหงส์ หรือนำ ผ้าไหมมาทอลายต่างๆ มาประดับในงาน บุญบั้งไฟ ในพิธีต่างๆ เช่น วันแรกของงานแรกว่า "วันโฮม" หรือวัน รวมชาวบ้านจะมาทำบุญ ที่วัด มีการแห่และประกวดบั้งไฟ วันที่สองแรกวันจุดหรือวันจุดบั้งไฟ โดยแห่บั้งไฟ ออกไป กลางทุ่งนา วางบั้งไฟไว้บนกิ่งไม้ที่ใหญ่และแข็งแรง จากนั้นก็จุดบั้งไฟ ถ้าบั้งไฟของใครจุด ติดและพุ่งขึ้นสูง นายช่างผู้ทำบั้งไฟจะได้รับการรดน้ำจากชาวบ้านเป็นการแสดงความยินดี ถ้าบั้งไฟใครจุดไม่ติด หรือพุ่งไม่สูง นายช่างก็จะถูกจับโยนลงในน้ำขุ่นที่มีโคลนเลน หลังจาก เทศกาลบุญบั้งไฟผ่านไปแล้วชาว บ้านก็จะเริ่มลงมือทำนา ประเพณีบุญบั้งไฟที่มีชื่อเสียงมาก คือ ที่จังหวัดยโสธร


40 ประเพณีผีตาโขน เนื่องจากงานประเพณีผีตาโขน เป็นงานบุญใหญ่ซึ่งเรียกกันว่า "งานบุญหลวง" จัดขึ้นที่วัดโพนชัย อ.ด่านซ้าย โดยมีการละเล่นผีตาโขน มีการเทศน์มหาชาติ มีการทำบุญ พระธาตุศรีสองรัก และงานบุญต่างๆ เข้า มาผสมอยู่รวมๆ กัน จึงมีการจัดงานกัน 3 วัน วันแรก เริ่มพิธีตอนเช้า คณะแสนหรือข้าทาส บริวารของเจ้าพ่อกวนจะนำอุปกรณ์ มีด ดาบ หอก ฉัตร พานดอกไม้ ธูปเทียน ขันห้าขันแปด (พานดอกไม้ 5 คู่ หรือ 8 คู่) ถือ เดินนำ ขบวนไปที่ริมแม่น้ำหมัน เพื่อนิมนต์พระอุปคุตต์ พระผู้มีฤทธานุภาพมาก และมัก เนรมิตกายอยู่ในมหาสมุทร เพื่อป้องกันภัยอันตราย และให้เกิดความสุขสวัสดี เมื่อถึงแล้ว ผู้อัญเชิญต้องกล่าวพระคาถา และให้อีกคนลง วันที่สอง เป็นพิธีแห่พระเวส ในขบวนประกอบด้วย พระพุทธรูป 1 องค์ พระสงฆ์ 4 รูป นั่งบนแคร่หามตาม ด้วยเจ้าพ่อกวนนั่งอยู่บนกระบอกบั้งไฟ ท้ายขบวนเป็นเจ้าแม่ นางเทียม กับบริวาร ชาวบ้านและเหล่าผีตา โขนเดินตามเสด็จไปรอบเมือง ก่อนตะวันตก ดิน สำหรับคนที่เล่นเป็นผีตาโขนใหญ่ ต้องถอดเครื่องแต่งกาย ผีตาโขนใหญ่ออกให้หมด และนำไปทิ้งในแม่น้ำหมัน ห้ามนำเข้าบ้าน เป็นการทิ้งความทุกข์ยาก และสิ่งเลว ร้ายไป รอจนปีหน้าฟ้าใหม่แล้วค่อยทำเล่นกันใหม่ วันที่สาม เป็นการรวมเอางานบุญประเพณีประจำเดือนต่างๆ ของปี มารวมกันจัด ในงานบุญหลวง ประชาชน จะมานั่งฟังเทศน์มหาชาติ13 กัณฑ์ ที่วัดโพนชัย เพื่อเป็นการ สร้างกุศลและเป็นมงคลแก่ชีวิต งานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ถือเป็นงานที่แสดงออกถึงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอันดีงาม ที่เป็นเอกลักษณ์ของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย คำถามกรอบที่ 10 1. บุญบั้งไฟ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าประเพณีอะไร 2. ประเพณีบุญบั้งไฟตามตำนานเล่าว่า เกิดขึ้น เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าถือชาติกำเนิดเป็นอะไร 3. ผีตาโขน เป็นพิธีกรรมของจังหวัดใด


41 เฉลยคำถามกรอบที่ 10 1. บุญเดือนสิบ 2. พญาคางคก 3. จังหวัดเลย เกณฑ์การให้คะแนน คะแนนเต็ม 3 คะแนน (ข้อละ 1 คะแนน) เกณฑ์การให้คะแนนรายข้อ ตอบถูกต้อง ได้ 1 คะแนน ตอบผิด ได้ 0 คะแนน


42 กรอบที่ 11 วัฒนธรรมไทยภาคเหนือเกี่ยวกับพิธีกรรม วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับประเพณีและพิธีกรรมภาคเหนือ ภาคเหนือมีลักษณะเป็นเทือกเขา สลับกับที่ราบ ผู้คนจะกระจายตัวอยู่เป็นกลุ่ม มีวิถีชีวิต และ ขนบธรรมเนียมเป็นของตนเอ แต่ก็มีการ ติดต่อ ระหว่างกัน วัฒนธรรมของภาคเหนือ หรือ อาจเรียกว่า "กลุ่มวัฒนธรรมล้านนา" ซึ่งเป็น วัฒนธรรมเก่าแก่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งสำเนียงการพูด การขับร้อง ฟ้อนรำ หรือ การจัด งานฉลองสถานที่สำคัญที่มีแต่โบราณ เช่น พระธาตุดอยสุเทพ วัดเจดีย์หลวง เป็นต้น ที่มา : http://puttra13.blogspot.com


43 วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ ความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือผี ชาวเหนือ หรือที่เรียกกันว่า"ชาวล้านนา"มีความเชื่อในเรื่อง การนับถือผีตั้งแต่เดิม โดย เชื่อว่าสถานที่แทบทุก แห่ง มีผีให้ความคุ้มครองรักษาอยู่ ความเชื่อนี้จึงมี อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เห็นได้จาก ขนบธรรมเนียม ประเพณี และพิธีกรรมต่างๆ ของ ชาวเหนือ เช่น ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวเหนือ (พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย) เมื่อไปวัดฟังธรรมก็จะประกอบพิธีเลี้ยงผี คือ จัดหา อาหารคาว-หวานเซ่น สังเวยผีปู่ย่าด้วย เมื่อเวลาที่ต้องเข้าป่าไปหาอาหาร หรือต้องค้างพักแรมอยู่ในป่า มักจะต้องบอก กล่าวเจ้าที่ เจ้าทางเสมอ และเมื่อเวลาที่กินข้าวในป่า ก็มักจะแบ่งอาหารให้เจ้าที่ด้วย เช่นกัน นอกจากนั้นเมื่อเวลาจะอยู่ที่ไหนก็ตามไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือในป่า เมื่อเวลาที่ ต้องถ่ายหรือปัสสาวะ ก็มักจะต้องขออนุญาตจากเจ้าที่ก่อน เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าวิถีชีวิต ของคนเมืองผูกผันอยู่กับการนับถือผี การเลี้ยงผีของคนล้านนาจะอยู่ในช่วงระหว่างเดือน 4 เหนือ จน ถึงเดือน 8 เหนือ ช่วงเวลานี้เราจะพบว่าตามหมู่บ้านต่างๆ ในภาค เหนือจะมีการเลี้ยงผีบรรพบุรุษกันอย่าง มากมาย เช่น ที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ก็จะมีการเลี้ยงผีเสื้อบ้านเสื้อเมือง ซึ่งเป็นผี บรรพบุรุษของชาวไทลื้อ พอหลังจากนี้อีกไม่นานก็จะมีการเลี้ยงผีลวะ หรือ ประเพณีบูชา เสาอินทขิล ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของคนเมือง และยังไม่นับรวมถึงการเลี้ยงผีมด ผีเม็ง และการเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะของชาวลวะ ซึ่งจะทยอยทำกันต่อจากนี้ ที่มา : http://puttra13.blogspot.com


44 การเลี้ยงผีมดผีเม็งจะเลี้ยงอยู่ 2 กรณี คือ เมื่อเวลามีคนเจ็บป่วย ไม่สบายในหมู่บ้าน จะทำพิธีบนผีเม็ง เพื่อขอใช้ช่วยรักษา อีกกรณีหนึ่งเมื่อไม่มีคนเจ็บป่วยในหมู่บ้านจะต้อง ทำพิธีเลี้ยงผีมดผีเม็งทุกปี โดยจะต้องหาฤกษ์ยามที่เหมาะสม และจะต้องกระทำระหว่าง ช่วงเวลาเดือน 4 เหนือ ถึงเดือน 8 เหนือ ก่อนเข้าพรรษา เพราะถ้าไม่ทำพิธีผีมด ผีเม็ง อาจจะไม่คุ้มครองคนในหมู่บ้านก็ได้ ดังนั้นเมื่อใกล้ถึงช่วงเวลาดังกล่าว เรามักจะพบภาพ พิธีเหล่านี้ตามหมู่บ้านต่าง ๆ คำถามกรอบที่ 11 1. ชาวล้านนามีความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือ อะไรเด่นชัดที่สุด 2. การเลี้ยงผี มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคืออะไร


45 เกณฑ์การให้คะแนน คะแนนเต็ม 2 คะแนน (ข้อละ 1 คะแนน) เกณฑ์การให้คะแนนรายข้อ ตอบถูกต้อง ได้ 1 คะแนน ตอบผิด ได้ 0 คะแนน เฉลยคำถามกรอบที่ 11 1. นับถือผี 2. เพื่อให้ผีคุ้มครอง ดูแล รักษาอาการ เจ็บป่วย


46 กรอบที่ 12 การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย แต่ละท้องถิ่น เรามีวัฒนธรรมหลักที่เป็นของเราเองอยู่แล้วเราก็ควรอนุรักษ์ไว้ให้ เป็นเอกลักษณ์ของเราไม่ควรให้ต่างชาติมามีอิทธิพลต่อเรามากเกินไปเพราะวันหนึ่งเราอาจ ไม่เหลือวัฒนธรรมไทยอะไรให้จดจำอีกเลย ฉะนั้นเรามาร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยไว้ เถิดเพื่อลูกหลานเราในอนาคตจะได้ ไม่หลงลืมไปและพูดถึงประเทศไทยได้อย่างเต็ม ความภาคภูมิใจในความเป็นไทยตลอดไป ในฐานะที่เราเป็นคนไทย เราควรเรียนรู้เรื่องการปฏิบัติตนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเป็น การอนุรักษ์ไว้ซึ่งวัฒนธรรม โดยอาจปฏิบัติได้ดังนี้ • ส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยช่วยกันรักษาศิลปวัฒนธรรมไทย • อนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม เช่น ร่วมกิจกรรม ทางวัฒนธรรมตามเทศกาลต่างๆ การละเล่นแบบไทยต่างๆ เป็นต้น • เสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ เช่น แต่งกายประจำชาติไทย ยืนตรง เคารพธงชาติ ทำความเคารพแบบไทยให้ถูกต้อง • ช่วยกันรักษาสาธารณสมบัติของชาติ คำถามกรอบที่ 12 บุคคลต่อไปนี้ ใครบ้างที่ร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย - นุ่น ชอบกินขนมไทย จึงฝึกทำขนมไทย - โจ้ มักจะแต่งกายโดยใส่สูทสากล - ในเวลาว่าง น้ำฝนจะไปฝึกรำไทยเพราะใจรัก - สวย ชอบใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมไทย - รัตน์จัดงานเลี้ยงวันปีใหม่


47 เฉลยคำถามกรอบที่ 12 บุคคลที่ปฏิบัติตนอนุรักษ์ วัฒนธรรมไทย ได้แก่ นุ่น, น้ำฝน, สวย เกณฑ์การให้คะแนน คะแนนเต็ม 3 คะแนน - ตอบถูกทั้งหมด ได้ 3 คะแนน - ตอบถูกต้อง 2 ข้อ ได้ 2 คะแนน - ตอบถูกต้อง 1 ข้อ ได้1 คะแนน - ตอบผิดหมดหรือไม่ตอบ ได้ 0 คะแนน


Click to View FlipBook Version