The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ดาราศาสตร์ นางสาวพิมพ์ชนก โยธา เลขที่ 30

โลกและดาราศาสตร์

ร ะบบสุริยะ S O LAR SYSTEM โดย นา งสา ว พิมพ์ชนก โยธ า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 5 เลขที่ 30


คำ นำ การเขียนหนังสืออีเล็กทรอนิคส์เกี่ยวกับรายวิชาโลกและดาราศาสตร์เล่มนี้ขึ้นมานั้นเพื่อเป็นการส่งเสริม ทางด้านความรู้เกี่ยวกับระบบสุริยะและเอกภพและเป็นการส่งเสริมทางด้านวิชาการของรายวิชาดาราศาสตร์ หนังสือเล่มนี้จะสามารถนำ ไปต่อยอดขององค์ความรู้ให้กับบุคคลอื่นได้ ข้าพเจ้าจึงจัดทำ ขึ้นมาด้วยความตั้งใจ ที่จะนำ เสนอหนังสืออีเล็กทรอนิคส์เล่มนี้ของข้าพเจ้าเองภายในภาคหน้า จัดทำ โดย นางสาวพิมพ์ชนก โยธา


สารบัญ คำ นำสารบัญระบบสุริยะคืออะอะไรการกำ เนิดของระบบสุริยะดวงอาทิตย์ดาวพุธดาวศุกร์โลกดาวอังคารดาวพฤหัสบดีดาวเสาร์ดาวยูเรนัสดาวเนปจูนดวงจันทร์การน้ำ ขึ้น-น้ำ ลง จันทรุปราคาเอกภพเอกภพกำ เนิดขึ้นได้อย่างไรลำ ดับเหตุการณ์สำ คัญของการเกิดบิ๊กแบงปรากฎการณ์ที่สนับสนุนทฤษฎีบิ๊กแบงความหมายของกาแล็กซีกาแล็กซีทางช้างเผือกกาแล็กซีมีกี่ประเภทการสังเกตทางช้างเผือกกาแล็กซีเพื่อนบ้านบรรณานุกรม กข12345691011121314151617181920212526ค


ระบบสุริยะ ( Solar System ) คือ ระบบดาว ซึ่งประกอบด้วยดวงอาทิและวัตถุอื่น ๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ เนื่องจากแรงโน้มถ่วง ได้แก่ ดาวเคราะห์ 8 ดวงกับดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้ว 279 ดวง ดาวเคราะห์แคระ 5 ดวงกับดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้ว 4 ดวง กับวัตถุขนาดเล็กอื่น ๆ อีกนับล้านชิ้น ซึ่งรวมถึง ดาวเคราะห์น้อย วัตถุในแถบไคเปอร์ ดาวหาง สะเก็ดดาว และ ฝุ่นระหว่างดาวเคราะห์ ดวงที่อยู่ถัดออกไปเรียกว่า ดาวเคราะห์ชั้นนอก ซึ่งมีขนาดใหญ่ และมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นก๊าซ ได้แก่ ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ส่วนดาวพลูโตที่มีขนาดเล็กและมีพื้นผิวเป็นของแข็ง ตอนนี้ได้ประกาศสถานะภาพเป็นดาวเคราะห์แคระ ระบบสุริยะคือ ?


กำ เนิดระบบสุริยะ ระบบสุริยะเกิดจากกลุ่มก๊าซและฝุ่นในอวกาศยุบรวมกันภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วง เมื่อ4,600 ล้านปีที่ผ่านมาที่ใจกลางของกลุ่มก๊าซเกิดเป็นดาวฤกษ์ คือ ดวงอาทิตย์ เศษฝุ่น และก๊าซที่เหลือจากการเกิดเป็นดาวฤกษ์ เคลื่อนที่อยู่ล้อมรอบ เกิดการชนและรวมตัวกันเป็น ภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงในช่วงเวลาหลายร้อยล้านปี ในที่สุดกลายเป็นดาวเคราะห์ บริวารและวัตถุอื่น ๆ ในระบบสุริยะ ข้อมูลที่น่ารู้ • ระบบสุริยะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12,000 ล้านกิโลเมตร • 99% ของเนื้อสารทั้งหมดของระบบสุริยะ รวมอยู่ที่ดวงอาทิตย์


ดวงอาทิตย์ (Sun) เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะจักรวาล อยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางประมาณ 93 ล้านไมล์ และมีขนาดใหญ่กว่าโลกมากกว่า 1 ล้านเท่า มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาวกว่าโลก 100 เท่า ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำ คัญของโลก อุณหภูมิของดวงอาทิตย์อยู่ระหว่าง 5,500 - 6,100 องศา เซลเซียส พลังงานของดวงอาทิตย์ทั้งหมดเกิดจากก๊าซไฮโดรเจน โดยพลังงานดังกล่าวเกิดจากปฏิกริยานิวเคลียร์ภายใต้สภาพความกดดันสูงของดวงอาทิตย์ ทำ ให้อะตอมของไฮโดรเจนซึ่งมีอยู่มากบนดวงอาทิตย์ทำ ปฏิกริยาเปลี่ยนเป็นฮีเลียม ซึ่งจะส่งผ่านพลังงานดังกล่าวมาถึงโลกได้เพียง 1 ใน 200 ล้านของพลังงานทั้งหมด การเกิดจุดดับบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) บางครั้งเราสามารถมองเห็นได้ด้วยตา เปล่า และจะเห็นได้ชัดเจนเวลาดวงอาทิตย์ใกล้ตกดิน จุดดับของดวงอาทิตย์จะอยู่ ประมาณ 30 องศาเหนือ และ ใต้ จากเส้นศูนย์สูตร ที่เห็นเป็นจุดสีดำ บริเวณดวง อาทิตย์เนื่องจากเป็นจุดที่มีแสงสว่างน้อย มีอุณหภูมิประมาณ 4,500 องศาเซลเซียส ต่ำ กว่าบริเวณโดยรอบประมาณ 2,800 องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า ก่อนเกิดจุดดับบนดวงอาทิตย์นั้น ได้รับอิทธิพลจากอำ นาจแม่เหล็กไฟฟ้าบริเวณพื้น ผิวดวงอาทิตย์มีการเปลี่ยนแปลง ทำ ให้อุณหภูมิบริเวณดังกล่าวต่ำ กว่าบริเวณอื่นๆ และเกิดเป็นจุดดับบนดวงอาทิตย์


ดาวพุธ (Mercury) เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ กับดวงอาทิตย์มากที่สุด สังเกตเห็นด้วยตาเปล่าได้ตอนใกล้ค่ำ และ ช่วงรุ่งเช้า ดาวพุธหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันตก ไปยังทิศตะวันออกกินเวลา ประมาณ 58 - 59 วัน และโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ใช้เวลา 88 วัน ดาวพุธมีสภาพพื้นผิวขรุขระเนื่องจากการพุ่งชนของอุกกาบาต ไม่มีดวงจันทร์เป็นบริวารและไม่มีแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะสร้างชั้นบรรยากาศ ดาวพุธมี แก่นดาว เป็นเหล็กขนาดใหญ่ทำ ให้เกิดสนามแม่เหล็กความเข้มประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของ สนามแม่เหล็กโลกล้อมรอบดาวพุธไว้ ดาวพุธมีชั้นบรรยากาศเบาบางและมีสเถียรภาพต่ำ อันเกิดจากการที่ดาวพุธมีขนาดเล็กจนไม่มี แรงดึงดูดเพียงพอในการกักเก็บอะตอมของก๊าซเอาไว้ ชั้นบรรยากาศของดาวพุธประกอบไปด้วย ไฮโดรเจน, ฮีเลียม, ออกซิเจน, โซเดียม, แคลเซียม, โพแทสเซียม และ น้ำ มีความดันบรรยากาศ ประมาณ 10-14 บาร์ บรรยากาศของดาวพุธมีการสูญเสียและถูกทดแทนอยู่ตลอดเวลาโดยมีแหล่งที่มาหลายแหล่ง ไฮโดรเจนและฮีเลียมอาจจะมาจากลมสุริยะพวกมันแพร่เข้ามาผ่านสนามแม่เหล็กของดาวพุธก่อนจะ หลุดออกจากบรรยากาศในที่สุดการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี จากแก่นดาวก็อาจจะเป็นอีกแหล่ง หนึ่งที่ช่วยเติมฮีเลียม โซเดียม และโพแทสเซียมให้กับบรรยากาศดาวพุธ ไม่เคยถูกแสงอาทิตย์โดยตรงเลย การสำ รวจได้เผยให้เห็นถึงแถบสะท้อนเรดาร์ขนาดใหญ่อยู่บริเวณ ขั้วของดาว ซึ่งน้ำ แข็งเป็นหนึ่งในสารไม่กี่ชนิดที่สามารถสะท้อนเรดาร์ได้ดี


ดาวศุกร์ (Venus) สังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยสามารถมองเห็นได้ทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันตกในเวลา ใกล้ค่ำ เราเรียกว่า"ดาวประจำ เมือง" (Evening Star) ส่วนช่วงเช้ามืดปรากฏให้เห็นทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกเรียกว่า "ดาวรุ่ง" (Morning Star) เรามักสังเกตเห็นดาวศุกร์มีแสงส่องสว่างมากเนื่องจาก ดาวศุกร์มีชั้นบรรยากาศที่ประกอบไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีผลทำ ให้อุณหภูมิพื้นผิวสูงขึ้น ดาวศุกร์หมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก ไม่มีดวง จันทร์เป็นดาวบริวาร ดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทิตย์ช้ามากและหมุนรอบตัวเองช้าเช่นกัน โดยโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบใช้เวลา 224.7 วันของโลก และหมุนรอบตัวเองครบบริบูรณ์โดยใช้เวลา 243 วันของโลก แต่มีความยาววันสุริยคติ 117 วันของ โลก ด้วยเหตุนี้ ดาวศุกร์จึงจัดเป็นดาวที่หมุนรอบตัวเองช้าที่สุดในระบบสุริยะ นอกจากนี้ ดวงอาทิตย์บนดาวศุกร์จะขึ้น ทางทิศตรงกันข้ามกับโลก คือ ขึ้นทางทิศตะวันตกและตกทางทิศตะวันออก ดาวศุกร์เป็น ดาวเคราะห์หินและมักกล่าวว่าเป็นดาวน้องสาวของโลก ด้วยเหตุที่มีขนาดใกล้กัน มวล เกือบเท่ากัน อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์เหมือนกัน และมีส่วนประกอบเป็นหินเหมือนกัน อย่างไรก็ตามนั้น ดาวศุกร์มีลักษณะต่างจากโลกอย่างสุดขั้วในหลายด้าน อาทิ มีความหนาแน่นบรรยากาศสูงสุดใน บรรดาดาวเคราะห์หินทั้งสี่ดวง ความดันบรรยากาศบนดาวศุกร์มีค่าประมาณ 92 เท่าของความดัน บรรยากาศโลกที่ระดับน้ำ ทะเลปานกลาง ในบรรยากาศนั้นก็ประกอบไปด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 96% อุณหภูมิเฉลี่ยบนดาวศุกร์มีค่า 737 K (464 °C; 867 °F) ซึ่งสูงกว่าดาวพุธซึ่งอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ ดาวศุกร์มีเมฆซึ่งประกอบด้วย กรดซัลฟิวริก สะท้อนแสงได้ดีมาก จนไม่เห็นพื้นผิวในย่านแสงที่มอง เห็น


โลก (Earth) เป็นดาวเคราะห์ลำ ดับที่สามจากดวงอาทิตย์ และเป็นวัตถุทางดาราศาสตร์ เพียงหนึ่งเดียวที่ทราบว่ามีสิ่งมีชีวิต จากการวัดอายุด้วยกัมมันตรังสี และแหล่งหลักฐานอื่นได้ความว่าโลกกำ เนิดเมื่อประมาณ 4,500ล้านปี ก่อนโลกมออันตรกิริยะแรงโน้มถ่วง กับวัตถุอื่นในอวกาศโดยเฉพาะดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ซึ่งเป็นดาวบริวารถาวรหนึ่งเดียวของโลก โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 365.2425 วัน เรียกว่าปีซึ่งระหว่างนั้นโลกโคจรรอบแกนตัวเองประมาณ 366.2425 รอบ แกนหมุนของโลกเอียง ทำ ให้เกิดฤดูกาลต่างๆบนผิวโลกอันตรกิริยาความโน้มถ่วงระหว่างโลกกับ ดวงจันทร์ก่อให้เกิดน้ำ ขึ้นลงมหาสมุทร ทำ ให้การหมุนบนแกนของโลกมีเสถียรภาพ และค่อย ๆ ชะลอการหมุนของโลก โลกเป็นดาวเคราะห์ที่มีความหนาแน่นสูงสุดในระบบสุริยะและใหญ่สุด ในกาวเคราะห์คล้ายโลก 4 ดวง ธรณีภาคของโลกแบ่งออกได้เป็นหลายๆ ส่วน เรียกว่า แผ่นธรณีภาค ซึ่งย้ายที่ตัดผ่านพื้นผิวตลอดเวลาหลายร้อยปี ร้อยละ 71 ของพื้นผิวโลกปกคลุมด้วยน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมหาสมุทร อีกร้อยละ 29 ที่เหลือเป็นแผ่นดินประกอบด้วยทวีปและเกาะซึ่งมี ทะเลสาบ แม่น้ำ และแหล่งน้ำ อื่นจำ นวนมากกอปรเป็นอุทกภาคบริเวณขั้วโลก ทั้งสองปกคลุมด้วยน้ำ แข็งเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ แผ่นน้ำ แข็งแอนตาร์กติก และน้ำ แข็งทะเลของแพน้ำ แข็งทั่วโลก บริเวณภายในของโลก ยังคงมีความเคลื่อนไหวโดยมี แก่นชั้นในซึ่งเป็นเหล็กในสถานะของแข็ง มี แก่นเหลวชั้นนอก ซึ่งกำ เนิด สนามแม่เหล็กและชั้นแมนเทิล พาความร้อนที่ขับเคลื่อนการแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาค


โลกหมุน โลกโคจร ต่างกันอย่างไร ? การเคลื่อนไหวของโลก มี “การหมุน” และ “การโคจร" การหมุนของโลก เป็นการเคลื่อนไหวของโลกรอบแกนของตัวเอง ทำ ให้เกิดกลางวัน และกลาง คืน ซึ่งเรียกว่า “วัน” แต่ละวันใช้เวลาแตกต่างกัน ได้แก่ วันดาราคติ (Sidereal Day) ยึดหลัก การหมุนรอบแกนตัวเองของโลกครบ 1 รอบ โดยใช้เวลา 23 ชั่วโมง 56 นาที 4.09 วินาที วัน สุริยคติ (Solar Day) ยึดหลักช่วงระยะเวลาที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่านแนวเส้นเมอริเดียนครบ 1 รอบ (เที่ยงวันหนึ่งไปยังอีกเที่ยงวันหนึ่ง) ซึ่งจะกำ หนดเวลาเท่ากับ 24 ชั่วโมง โลกหมุนรอบตัวเองเร็วเท่าไหร่ ? มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยบริเวณเส้นศูนย์สูตร ความเร็วในการ หมุนรอบตัวเองของโลกเท่ากับ 1,700 กิโลเมตร / ชั่วโมง ส่วนบริเวณละติจูด ที่ 60 องศา ความเร็วของการหมุนรอบตัวเองของโลกจะมีค่าประมาณ 850 กิโลเมตร / ชั่วโมง หรือประมาณครึ่งหนึ่งของความเร็วที่ศูนย์สูตร แต่บริเวณขั้วโลกความเร็วในการหมุนรอบตัวเอง ของโลกมีค่าเป็นศูนย์ ผลจากการที่อัตราความเร็วของการหมุนรอบตัวเองของโลกต่างกัน จะมี ผลตามมาที่สำ คัญ คือ แรงเหวี่ยงของโลกมีผลต่อน้ำ หนักของวัตถุ เพราะเป็นแรงหนีศูนย์กลาง ดังเช่น วัตถุชิ้นหนึ่งมีน้ำ หนัก 250 กิโลกรัมที่ศูนย์สูตร ขณะที่โลกยังไม่มีแรงเหวี่ยง แต่ถ้าโลก มีแรงเหวี่ยงเกิดขึ้นจะทำ ให้น้ำ หนักของวัตถุเท่ากับ 249 กิโลกรัม แสดงว่าแรงเหวี่ยงจากการ หมุนรอบตัวเองของโลกมีผลต่อน้ำ หนักของวัตถุ มีผลต่อทิศทางของลมและกระแสน้ำ โดย ทิศทางของลมและกระแสน้ำ บริเวณขั้ว โลกเหนือจะเบนไปทางขวามือ ส่วนซีกโลกใต้จะเบนไป ทางซ้ายมือ เพราะโลกหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก โลก (Earth)


โลกหมุนรอบตัวเองทำ ให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ? การหมุนรอบตัวเองของโลกทำ ให้เกิด ปรากฏการณ์ที่สำ คัญ คือ การเกิดกลางวันและกลางคืน (Day and Night) เมื่อ โลกหมุนรอบตัวเองด้านที่หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์จะทำ ให้เกิดกลางวันส่วนด้านที่ หันหลังให้ดวงอาทิตย์จะเป็นเวลากลางคืน ในขณะที่โลกหมุนรอบตัวเองจากทิศ ตะวันตกไปยังทิศตะวันออก จะทำ ให้เราเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นมาจากขอบฟ้าทางด้าน ทิศตะวันออก และตกทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันตกเสมอ ณ บริเวณเส้นศูนย์สูตรเวลา ในช่วงกลางวันและกลางคืนจะเท่ากัน คือ 12 ชั่วโมง และเนื่องจากการเอียงของแกนโลกทำ ให้บริเวณต่างๆ มีระยะเวลาในการรับแสง อาทิตย์ไม่เท่ากัน ทำ ให้ระยะเวลาในช่วงกลางวันและกลางคืนต่างกัน เช่น ซีกโลก เหนือระยะเวลากลางวันในฤดูร้อนจะยาวนานมาก และในบริเวณขั้วโลกเหนือ และ ขั้วโลกใต้จะมีเวลากลางวันตลอด 24 ชั่วโมง เกิดรุ่งอรุณและสนธยา (Dawn and Twilight) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากโมเลกุลหรือนุภาคต่าง ๆ ในบรรยากาศ เช่น ฝุ่นละออง ความชื้น เกิดการสะท้อนแสงของดวงอาทิตย์กลับมายังพื้นโลก ซึ่งจะเกิด ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น และหลังดวงอาทิตย์ตกดิน เราจะเห็นเป็นแสงสีแดงเนื่องจากแสง ที่ส่องมาจากดวงอาทิตย์อยู่ในลักษณะเอียงลาด ไม่ได้ตั้งฉากเหมือนตอนกลางวัน แสงสีน้ำ เงินและสีเหลืองมีการหักเหของแสงมาก แต่แสงสีแดงมีการหักเหน้อยที่สุด ทำ ให้เรามองเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงในช่วงเวลาดังกล่าว โลก (Earth)


อยู่ห่างจากโลกของเราเพียง 35 ล้านไมล์ และ 234 ล้านไมล์ เนื่องจากมีวงโคจรรอบดวง อาทิตย์เป็นวงรี พื้นผิวดาวอังคารมีปรากฏการณ์เมฆและพายุฝุ่นเสมอ เป็นที่น่าสนใจในการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีลักษณะและองค์ประกอบที่ใกล้เคียงกับโลก เช่น มีระยะเวลาในการหมุนรอบตัวเอง 1 วัน เท่ากับ 24.6 ชั่วโมง และระยะเวลาใน 1 ปี เมื่อเทียบกับโลกเท่ากับ 1.9 มีการเอียงของแกน 25 องศา ดาวอังคารมีดวงจันทร์เป็นบริวาร 2 ดวง เป็นดาวเคราะห์เล็กที่สุดอันดับที่สองในระบบสุริยะรองจาก ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์หินที่มีบรรยากาศเบาบาง มีลักษณะพื้นผิวคล้ายคลึงกับทั้ง หลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ และภูเขาไฟ หุบเขา ทะเลทราย ตลอดจน พิดน้ำ แข็งขั้วดาว ที่ปรากฏ บน โลก คาบการหมุนรอบตัวเองและวัฏจักรฤดูกาลของดาวอังคารก็มีความคล้ายคลึงกับโลกซึ่ง ความเอียงก่อให้เกิดฤดูกาลต่าง ๆ ดาวอังคารมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่งหนึ่งของโลกและมีพื้นที่ผิวน้อยกว่าพื้นที่ผิวดิน ทั้งหมดของโลกรวมกันเพียงเล็กน้อยดาวอังคารมีความหนาแน่นน้อยกว่าโลกมีปริมาตร ประมาณร้อยละ 15 ของโลก และมีมวลประมาณร้อยละ 11 ของมวลของโลก ลักษณะปรากฏสีแดงปนส้มของพื้นผิวดาวอังคารมีสาเหตุมาจากไอเอิร์น(III)ออกไซด์ หรือสนิมเหล็กอาจมองเห็นคล้ายกับบัตเตอร์สก็อตซ์และสีอื่นๆที่ปรากฏทั่วไป ตามพื้นผิวนั้นมีได้ทั้งสีทองสีน้ำ ตาล สีน้ำ ตาลอ่อน หรือสีออกเขียวขึ้นอยู่กับแร่องค์ประกอบ ดาวอังคาร (Mars)


เป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล หมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลา 9.8 ชั่วโมง ซึ่งเร็วที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหลาย และโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ใช้เวลา12 ปี นักดาราศาสตร์อธิบายว่า ดาวพฤหัสเป็นกลุ่มก้อนก๊าซหรือของเหลวขนาดใหญ่ ที่ไม่มีส่วนที่เป็นของแข็งเหมือนโลก และเป็นดาวเคราะห์ที่มีดวงจันทร์เป็นดาวบริวารมากถึง 16 ดวง ดาวพฤหัสบดีมีมวล สูงกว่ามวลของดาวเคราะห์อื่นรวมกันราว 2.5 เท่า ทำ ให้ศูนย์ระบบมวล ระหว่างดาวพฤหัสบดีกับดวงอาทิตย์ อยู่เหนือผิวดวงอาทิตย์ (1.068 เท่าของรัศมีดวงอาทิตย์ เมื่อวัดจากศูนย์กลางดวงอาทิตย์) ดาวพฤหัสบดีหนักว่าโลก 318 เท่า เส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่า โลก11 เท่า และมีปริมาตร คิดเป็น 1,300 เท่าของโลก เชื่อกันว่าหากดาวพฤหัสบดีมีมวลมากกว่านี้ สัก 60-70 เท่า อาจเพียงพอที่จะให้เกิด ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ดาวพฤหัสบดี (Jupiter)


เป็นดาวเคราะห์ที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นดาวที่ประกอบไปด้วยก๊าซและของ เหลวสีค่อนข้างเหลือง หมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลา 10.2 ชั่วโมง และโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ใช้เวลา 29 ปี ลักษณะเด่นของดาวเสาร์ คือ มีวงแหวนล้อมรอบ ซึ่งวงแหวนดังกล่าวเป็นอนุภาคเล็กๆ หลายชนิดที่หมุนรอบดาวเสาร์มีวงแหวนจำ นวน 3 ชั้น ดาวเสาร์มีดวงจันทร์เป็นดาวบริวาร 1 ดวง และมีดวงจันทร์ดวงหนึ่งชื่อ Titan ซึ่งถือว่าเป็นดวงจันทร์ที่ ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของระบบสุริยะ รองจาก ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์ที่มีรัศมีเฉลี่ยมากกว่าโลกประมาณเก้าเท่า แม้ว่าจะมีความหนาแน่นเป็นหนึ่งในแปดของโลก แต่มวลของมันมีมากกว่าโลกถึง 95 เท่า ดาวเสาร์ มีรูปร่างป่องออกตามแนวเส้นศูนย์สูตรที่เรียกว่าทรงกลมแป้น (oblate spheroid) เส้นผ่าน ศูนย์กลางตามแนวขั้วสั้นกว่าตามแนวเส้นศูนย์สูตรเกือบ 10% เป็นผลจากการหมุนรอบตัวเองอย่าง รวดเร็ว ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ก็มีลักษณะเป็นทรงกลมแป้นเช่นกัน แต่ไม่มากเท่าดาวเสาร์ ดาวเสาร์ เป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยะ ที่มีความหนาแน่นเฉลี่ยน้อยกว่าน้ำ (0.70 กรัม/ ลูกบาศก์เซนติเมตร) อย่างไรก็ตาม บรรยากาศชั้นบนของดาวเสาร์มีความหนาแน่นน้อยกว่านี้ ขณะที่ ที่แกนมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำ วงแหวนของดาวเสาร์ประกอบไปด้วย เศษหินและน้ำ แข็งขนาดเล็กเรียงตัวอยู่ในระนาบเดียวกัน และวงแหวนของดาวเสาร์ก็ประกอบไปด้วย วงแหวนย่อยๆมากมาย ความจริงแล้ววงแหวนดาวเสาร์นั้นบางมาก โดยมีความหนาเฉลี่ยเพียง 500 กิโลเมตรเท่านั้น แต่เศษ วัตถุในวงแหวนมีความสามารถในการสะท้อนแสงดี และกว้างกว่า 80,000 กิโลเมตร จึงสามารถ สังเกตได้จากโลก ดาวเสาร์ (Saturn)


หมุนรอบตัวเอง 1 รอบ ใช้เวลา 16.8 ชั่วโมง และโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ใช้เวลา 84 ปี ดาวยูเรนัสประกอบด้วยก๊าซและของเหลว เช่นเดียวกับ ดาวพฤหัส และดาวเสาร์ 4.8 ดาวเนปจูน (Neptune) เป็นดาวเคราะห์ที่มีระยะเวลาในการหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ เท่ากับ 17.8 ชั่วโมง และระยะ เวลาในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ เท่ากับ 165 ปี มีดวงจันทร์เป็นดาวบริวาร 2 ดวง เป็นดาวเคราะห์ ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ เป็นลำ ดับที่ 7 ใน ระบบสุริยะ จัดเป็นดาวเคราะห์แก๊ส มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 50,724กิโลเมตร นับได้ว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่3 ในระบบสุริยะ บรรยากาศชั้นนอกประกอบด้วยไฮโดรเจน และ ฮีเลียมเป็นส่วนใหญ่แต่ลึกลงไปชั้นในมีส่วน ประกอบของ แอมโมเนีย มีเทน ผสมอยู่ด้วย ดาวยูเรนัสแผ่ความร้อนออกจากตัวดาวน้อยมาก อาจจะเป็นเพราะภายในดาวไม่มีการยุบตัวแล้ว หรืออาจมีบางอย่างได้ปิดกั้นไว้แต่ก็ยังไม่ทราบ อย่างแน่ชัด นักดาราศาสตร์คาดว่า แกนของดาวยูเรนัส มีลักษณะคล้ายกับดาวเสาร์และดาว พฤหัสบดี ถัดมาเป็นแกนชั้นนอกที่เต็มไปด้วยแอมโมเนียและมีเทน ซึ่งทำ ให้เรามองดาวยูเรนัสมี ลักษณะเป็น สีฟ้า แกนกลางของดาวยูเรนัสเป็นหินแข็ง เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 17,000 กิโลเมตร ล้อมไปด้วยชั้นของเหลวที่ประกอบไปด้วยนํ้าและแอมโมเนีย แมนเทิลชั้นนอกประกอบด้วยฮีเลียม เหลว ไฮโดรเจนเหลวที่ผสมกลมกลืนกับชั้นบรรยากาศ ดาวยูเรนัส (Uranus)


ดาวเนปจูน (Neptune) มีชื่อไทยว่า ดาวเกตุ เป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะลำ ดับสุดท้ายมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 รองจาดดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และมีมวลเป็นลำ ดับที่ 3 รองจาก ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ดาวเนปจูนมีสีน้ำ เงิน เนื่องจากองค์ประกอบหลักของบรรยากาศผิวนอกเป็น ไฮโดรเจน ฮีเลียมและมีเทนบรรยากาศของดาวเนปจูน มีกระแสลมที่รุนแรง (2500 กม/ชม.) อุณหภูมิพื้นผิวอยู่ที่ประมาณ -220℃ (-364 °F) ซึ่งหนาวเย็นมาก เนื่องจาก ดาวเนปจูนอยู่ไกล ดวงอาทิตย์ มาก แต่แกนกลางภายในของดาวเนปจูน ประกอบด้วย หิน และก๊าซร้อน อุณหภูมิประมาณ 7,000℃ (12,632 °F) ซึ่งร้อนกว่าพื้นผิวของ ดวงอาทิตย์ ดาวเนปจูนมีดวงจันทร์บริวาร 8 ถึง 14 ดวง และดวงใหญ่มากที่สุดมีชื่อว่าไทรทัน ส่วนดวงเล็กมากที่สุดมีชื่อว่า S/2004 N 1


เป็น ดาราศาสตร์วัตถุ ที่โคจรรอบ โลก เป็น ดาวบริวารถาวร ดวงเดียวของโลก เป็นดาวบริวารใหญ่ที่สุดอันดับที่ 5 ใน ระบบสุริยะ และเป็นดาวบริวารขนาดใหญ่สุด เมื่อเทียบกับขนาดของดาวเคราะห์ที่โคจร ดวงจันทร์เป็นดาวบริวารที่มีความหนาแน่นที่สุด เป็นอันดับที่ 2 รองจาก ไอโอ ของ ดาวพฤหัสบดีซึ่งบางส่วนไม่ทราบความหนาแน่นมาก หรือน้อย คาดว่าดวงจันทร์ก่อกำ เนิดประมาณ 4.51 พันล้านปีก่อน ไม่นานหลังจากโลก คำ อธิบายที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางที่สุดคือดวงจันทร์ก่อกำ เนิดจากเศษที่เหลือจากการชนขนาด ยักษ์ระหว่างโลกกับเทห์ขนาดประมาณ ดาวอังคาร ชื่อ ธีอา (Theia) ดวงจันทร์หมุนรอบโลกแบบประสานเวลา จะหันด้านเดียวเข้าหาโลกเสมอคือ ด้านใกล้ที่มีลักษณะเป็นทะเลภูเขาไฟมืด ๆ ซึ่งเติมที่ว่างระหว่างที่สูงเปลือกโบราณสว่าง และหลุมอุกกาบาตที่เห็นได้ชัดเจน เมื่อสังเกตจากโลก เป็น เทห์ฟ้า ที่เห็นได้เป็นประจำ สว่างที่สุดอันดับสองในท้องฟ้าของโลกรองจาก ดวงอาทิตย์ พื้นผิวแท้จริงแล้วมืด แม้เทียบกับท้องฟ้าราตรีแล้วจะดูสว่างมาก โดยมีการสะท้อนสูงกว่า แอสฟอลต์ เสื่อมเล็กน้อย อิทธิพลความโน้มถ่วงของดวงจันทร์ทำ ให้เกิดน้ำ ขึ้นลงมหาสมุทร และทำ ให้หนึ่งวันยาวขึ้นเล็กน้อย มีระยะห่างจากโลกเฉลี่ยนับจากศูนย์กลางถึงศูนย์กลาง ประมาณ 384,403 กิโลเมตร เทียบเท่ากับ 30 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก เส้นผ่านศูนย์กลางของดวงจันทร์มีค่าประมาณ 3,474 กิโลเมตร หรือประมาณหนึ่งในสี่ของโลก ดังนั้นพื้นผิวของดวงจันทร์มีน้อยกว่า 1 ใน 10 ของพื้นผิวของโลก (ประมาณ 1 ใน 4 ของผืนทวีป ของโลกเท่านั้น คิดเป็นขนาดใหญ่ประมาณรัสเซีย แคนาดา กับสหรัฐอเมริกา รวมกัน) มวลรวม ของดวงจันทร์คิดเป็นประมาณ 2% ของมวลของโลก และแรงโน้มถ่วงเป็น 17% ของโลก ดวงจันทร์ ( Moon )


การเกิดน้ำ ขึ้น-น้ำ ลง เกิดจากแรงดึงดูดตามกฎแรงดึงดูดระหว่างของนิวตันที่กล่าวไว้ว่า "วัตถุทุกชนิดในเอกภพ จะส่งแรงดึงดูดระหว่างกัน โดยขนาดของแรงดึงดูด จะแปรผันตรงกับผลคูณของมวลทั้งสอง และแปรผกผันกับระยะห่างระหว่างมวลยกกำ ลังสอง" ดังนั้นเมื่อพิจารณาโลกแล้วพบว่า โลกได้รับแรงดึงดูดจากดาวสองดวง คือ ดวงอาทิตย์ที่แม้อยู่ไกลแต่มีขนาดใหญ่ และดวงจันทร์ที่แม้ขนาดเล็กแต่อยู่ใกล้ โดยแต่ละตำ แหน่งที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่เปลี่ยนไป ทำ ให้ทิศทางของแรงกระทำ เปลี่ยนด้วย ส่งผลให้ของไหล(น้ำ และแก๊ส)บนโลก เคลื่อนที่ตาม ทิศทางของแรงดึงดูดที่มากระทำ ต่อโลกเกิดเป็นปรากฏการ์ณคือ น้ำ ขึ้นและน้ำ ลง ซึ่งนอกจากน้ำ บนผิวโลกแล้ว ดวงจันทร์ยังมีผลีต่อน้ำ ในร่างกายมนุษย์ กล่าวคือ มีผลต่อเลือดและของเหลวในสมอง ซึ่งเป็นคำ อธิบายการคลุ้มคลั่งของผู้มีอาการทางจิตในช่วง พระจันทร์เต็มดวง จันทรุปราคา จันทรุปราคา เกิดจากการที่ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เรียงตัวในแนวเดียวกัน ตามลำ ดับ ทำ ให้เงาของโลก บดบังแสงอาทิตย์ที่จะส่องมายังดวงจันทร์ และทำ ให้ ดวงจันทร์ค่อยๆหายไปทั้งหมด หรือบางส่วน ก่อนจะกลับมาปรากฏใหม่อีกครั้ง ซึ่ง จันทรุปราคาที่ดวงจันทร์จะหายไปทั้งหมดเรียกว่า จันทรุปราคาเต็มดวง จันทรุปราคา ที่ดวงจันทร์จะหายไปบางส่วนเรียกว่า จันทรุปราคาบางส่วน


เอกภพ (Universe) คืออะไร ? เอกภพ เป็นที่ว่างที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลจนไม่สามารถกำ หนดขอบเขตได้ ในเอกภพ ประกอบไปด้วยหลายๆ กลุ่มดาว หรือเรียกว่า กาแลคซี่ (Galaxy) ภายในกาแลคซี่ ประกอบไปด้วยดวงดาวมากมายหลายร้อยล้านดวง ทั้งดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ฝุ่นและกลุ่มเนบิวลา เช่นเดียวกับกลุ่มดาวที่โลกเราอยู่คือ กาแลคซี่ทางช้างเผือก (Milky Way) สาเหตุที่เราเรียกว่ากาแลคซี่ทางช้างเผือก เนื่องจากเมื่อเรามองจากโลกไปยังกาแลคซี่ ดังกล่าวเราจะมองเห็นท้องฟ้าเป็นทางขาวคล้ายเมฆพาดยาวบนท้องฟ้าในเวลากลางคืน นักวิทยาศาสตร์คาดว่าทางช้างเผือกนี้มีดวงดาวอยู่ประมาณแสนล้านดวงสำ หรับระบบสุริยะ จักรวาลเป็นส่วนหนึ่งของทางช้างเผือก มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง มีดวงดาวต่าง ๆ หรือเทห์ฟากฟ้า ดวงดาวทุกดวงจะมีความเกี่ยวพันกันอยู่กับดวงดาวดวงหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น ดวง จันทร์กับโลกโลกกับดวงอาทิตย์ เทห์ฟากฟ้าที่ประกอบกันอยู่ในระบบสุริยะจักรวาล ได้แก่ ดาว เคราะห์ ดาวบริวาร ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง ดาวตก อุกกาบาต เป็นต้น


เอกภพทั้งหมดถือกำ เนิดขึ้นมาได้อย่างไรเป็นปริศนาที่นักดาราศาสตร์พยายามค้นหา คำ ตอบมาเนิ่นนานแล้ว ปัจจุบันคำ อธิบายที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ ทฤษฎีบิ๊กแบง ทฤษฎีบิ๊กแบงระบุว่าการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่เมื่อประมาณ 15,000 ล้านปีก่อนเป็นต้นกำ เนิดของ เอกภพและสรรพสิ่งทั้งหมด หลังการระเบิดเอกภพขยายตัวออกทุกทิศทางพร้อมกับอุณหภูมิที่ ค่อยๆ ลดลง เมื่อเวลาผ่านไปนับล้านปีกลุ่มอนุภาคเล่นอิเล็กตรอนและโปรตรอนเริ่มรวมตัวกัน เป็นกาแล็กซี่ต่อมาฝุ่นภายในกาแล็กซี่จึงรวมตัวกับแก๊สไฮโดรเจนและฮีเลียมเกิดเป็นดาวฤกษ์ซึ่ง เปล่งแสงได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นภายใน วาระสุดท้ายของดาวฤกษ์ทุกดวงจะมาถึงเมื่อไฮโดรเจนซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักเริ่มหมดลง ดาวฤกษ์ จะสว่างวาบขึ้นพร้อมกับขยายตัวกระทั่งรัศมีเพิ่มขึ้นกว่าร้อยเท่าเรียกว่าดาวยักษ์แดง ปรากฏการณ์ เช่นนี้จะเกิดขึ้นกับดวงอาทิตย์ในอีก 5,000 ล้านปีข้างหน้าซึ่งเมื่อเวลานั้นมาถึงโลกจะถูกเผาไหม้ เป็นเถ้าถ่านอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หลังจากขยายตัวเป็นดาวยักษ์แดง ดาวฤกษ์จะเข้าสู่วาระ สุดท้ายโดยการหดตัวอย่างรุนแรง หากเป็นดาวฤกษ์ที่มีมวลสารน้อย เช่นดวงอาทิตย์ พื้นผิวส่วน นอกจะกลายสภาพเป็นก๊าซแผ่ออกสู่ห้วงอวกาศส่วนแกนกลางจะเย็นลงพร้อมกับหดตัวอย่าง รุนแรงกลายสภาพเป็นดาวแคระขาว ซึ่งมวลสารของดวงดาว 1 ช้อนโต๊ะจะมีน้ำ หนักประมาณ 1,000 ตัน แต่หากดวงดาวมีมวลมากพออาจระเบิดเป็น Supernova แกนกลางที่เหลือจะกลาย เป็นดาวนิวตรอนซึ่งมีความหนาแน่นสูงมากจนมวลสาร 1 ช้อนโต๊ะหนักนับพันล้านตันและหาก ดาวดวงนั้นมีมวลมากกว่า 3 เท่าของดวงอาทิตย์อาจเกิดการหดตัวอย่างแรงที่สุดจนกลายสภาพ เป็นหลุมดำ หรือ Black Hole ที่มีแรงดึงดูดมหาศาลจนแม้แต่แสงก็ไม่อาจหลบหนีการดูดกลืนเข้า สู่หลุมดำ ได้ เอกภพทั้งหมดถือกำ เนิดขึ้นมาได้อย่างไร ?


1. ขณะเกิดบิกแบง เกิดสสารขึ้นในรูปของอนุภาคมูลฐานคือ ควาร์ก (quark) อิเล็กตรอน (electron) นิวทริโน (neutrino) และโฟตอน (photon) 2. หลังเกิดบิกแบง 10-6 วินาที อุณหภูมิของเอกภพลดลงเป็นสิบล้านล้านเคลวิน ทำ ให้ควาร์กเกิดการรวมตัวกัน กลายเป็นโปรตอนและนิวตรอน 3. หลังเกิดบิกแบง 100 วินาที อุณหภูมิของเอกภพลดลงเหลือพันล้านเคลวิน เทียบได้กับอุณหภูมิของดาวฤกษ์ที่ร้อนที่สุด โปรตอน และนิวตรอน รวมกันเป็นนิวเคลียสของดิวเทอ เรียม 4. หลังเกิดบิกแบง 3 นาที อุณหภูมิของเอกภพลดลงเป็นร้อยล้านเคลวิน ทำ ให้โปรตอนและนิวตรอน เกิดการรวมตัวเป็นนิวเคลียสของฮีเลียม 5. หลังเกิดบิกแบง 300,000 ปี อุณหภูมิของเอกภพลดลงเหลือ 10,000 เคลวิน นิวเคลียสของไฮโดรเจน และฮีเลียมดึงอิเล็กตรอนเข้ามาอยู่ในวงโคจร และเกิดเป็นอะตอมไฮโดรเจน และฮีเลียม 6. หลังเกิดบิกแบง 1,000 ล้านปี ภายในกาแล็กซีมีธาตุไฮโดรเจน และฮีเลียมเป็นสสารเบื้องต้น ซึ่งก่อกำ เนิดเป็นดาวฤกษ์รุ่นแรกๆ ลำ ดับเหตุการณ์ที่สำ คัญของการเกิดบิกแบง


•การขยายตัวของเอกภพ ฮับเบิล นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันค้นพบว่า กาแล็กซีเคลื่อนที่ไกล ออกไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นตามระยะห่าง กาแล็กซีที่อยู่ไกลยิ่ง เคลื่อนที่ห่างออกไปเร็วกว่ากาแล็กซีที่อยู่ใกล้ นั่นคือ เอกภพกำ ลัง ขยายตัวจากความเข้าใจในเรื่องนี้ทำ ให้นักดาราศาสตร์สามารถ คำ นวณอายุของเอกภพได้ •อุณหภูมิพื้นหลังอวกาศซึ่งปัจจุบันลดลงเหลือ 2.73 เคลวิน การค้นพบอุณหภูมิของเอกภพในปัจจุบัน หรืออุณหภูมิพื้นหลังเป็นการ ค้นพบโดยบังเอิญโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกา 2 คน คือ อาร์โน เพนเซียส และโรเบิร์ต วิลสัน แห่งห้องปฏิบัติการเบลเทเลโฟน เมื่อ ปีพ.ศ.2508 ขณะนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองคน กำ ลังทดสอบระบบเครื่อง รับสัญญาณของกล้อง โทรทรรศน์วิทยุปรากฏว่ามีสัญญาณรบกวน ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน หรือฤดูต่างๆ แม้เปลี่ยน ทิศทาง และทำ ความสะอาดสายอากาศแล้วก็ยังมีสัญญาณรบกวนอยู่ เช่นเดิม ต่อมาทราบภายหลังว่าเป็นสัญญาณที่เหลืออยู่ในอวกาศ เทียบได้กับพลังงานของการแผ่รังสีของวัตถุดำ ที่มีอุณหภูมิ ประมาณ2.73เคลวินหรือประมาณ – 270 องศาเซลเซียส •โรเบิร์ต ดิกกี พี.เจ.อีพี เบิลส์ เดวิด โรลล์ และ เดวิด วิลคินสัน แห่ง มหาวิทยาลัยปรินซ์ตันได้ทำ นายมานานแล้วว่า การแผ่รังสีจากบิกแบง ที่เหลืออยู่ในปัจจุบันน่าจะตรวจสอบได้ โดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ปรากฎการณ์ที่สนับสนุนทฤษฏีบิ๊กแบง


ความหมายของกาแล็กซี กาแล็กซี คือ อาณาจักรหรือระบบของดาวฤกษจำ นวนนับแสนล้านดวง อยู่รวมกันด้วย แรงโน้มถ่วงระหว่างดวงดาว กับหลุมดําที่มีมวลมหาศาล ซึ่งอยู่ ณ ศูนย์กลางของ กาแล็กซี โดยมีเนบิวลาซึ่งเป็นกลุ่มแก๊สและฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ในที่ว่างบางแห่งระหว่าดาวฤกษ


กาแล็กซีที่ระบบสุริยะเป็นสมาชิกอยู่ คือ กาแล็กซีทางช้างเผือกสำ หรับคนไทย หรือกาแล็กซี ทางน้ำ นม ( The Milky way galaxy ) สำ หรับชาวตะวันตก การเรียกชื่อที่แตกต่างกันนั้นเกิดจาก ความเชื่อและมุมมองของแต่ละชนชาติ โดยคนไทยเชื่อว่าช้างคือสัตว์คู่บารมีของกษัตริย์ ซึ่งถือเป็น สมมติเทพ ดังนั้นจึงเชื่อว่าสิ่งที่สังเกตเห็นเป็นฝ้าขาวพาดผ่านบนท้องฟ้านั้น คือ ทางของช้างเผือก ที่อยู่คู่กับเทพบนสวรรค์ ขณะที่ชาวตะวันตกมีความเชื่อว่าสิ่งที่สังเกตเห็นเป็นสีขาว มีลักษณะคล้าย น้ำ นมไหล จึงตั้งชื่อว่า กาแล็กซีทางน้ำ นม อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีชื่อเรียกแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทุก ชนชาติสังเกตเห็นเหมือนกันในคืนที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง จะมีแผ่นฝ้าสีขาวจาง ๆ คล้ายเมฆ เรียงตัว เป็นแนวยาวพาดผ่านท้องฟ้าในทิศทางของกลุ่มดาวแมงป่อง กลุ่มดาวคนยิงธนู กลุ่มดาวนกอินทรี และกลุ่มดาวหงส์ ซึ่งแผ่นฝ้าสีขาว ๆ เป็นแนวยาวพาดผ่านท้องฟ้า ( ทางช้างเผือก ) ที่มองเห็นนั้น เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของกาแล็กซีทางช้างเผือกเท่านั้น จากการศึกษาของนักดาราศาสตร์ ทำ ให้สรุปได้ว่า กาแล็กซีทางช้างเผือกมีขนาด 1 แสนปีแสง มีดาวฤกษ์ประมาณ 1 - 4 แสนล้านดวง มีมวลประมาณ 5.8 แสนล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ โดยตำ แหน่งของดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะนั้น ไม่ได้อยู่ที่ส่วนใจกลางของกาแล็กซี แต่อยู่ห่างจากส่วนใจกลาง ประมาณ 30,000 ปีแสง โครงสร้างของกาแล็กซีทางช้างเผือกประกอบ ด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ คือ นิวเคลียส จาน และฮาโล ดังภาพที่ 3 ดังนี้ กาแล็กซีทางช้างเผือก นิวเคลียส ( nucleus ) คือ ส่วนที่เป็นบริเวณใจกลางของกาแล็กซีหรือ อาจเรียกว่า ส่วนโป่ง ( bulge ) โดยในบริเวณนี้จะมีความสว่างมาก เนื่องจากมีดาวฤกษ์หนาแน่น จาน ( disk ) คือ บริเวณที่มีดาวฤกษ์กระจายตัวออกจากส่วนใจกลาง คล้ายส่วนที่เป็นแขนของกาแล็กซี มีองค์ประกอบคือ ฝุ่น แก๊ส และดาวฤกษ์จำ นวนมาก ฮาโล ( Halo ) คือ บริเวณรอบ ๆ ส่วนโป่ง โดยเป็นส่วนที่มีดาวฤกษ์รวมตัว เป็นกลุ่มหรือกระจุก เรียกว่า กระจุกดาวทรงกลม โดยดาวเหล่านี้เป็น กลุ่มดาวที่มีอายุมาก


กาแล็กซีมีกี่ประเภท ? เนื่องจากกาแล็กซีมีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกัน จึงสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ กาแล็กซีปกติ ( regular galaxy ) เป็นกาแล็กซีที่มีรูปร่างสัณฐานชัดเจน สามารถจัดประเภทตามแผนภาพส้อมเสียงของฮับเบิล ( Hubble Turning Fork ) ได้ อีกประเภทหนึ่งคือ กาแล็กซีไม่มีรูปแบบ ( irregular galaxy ) คือ กาแล็กซีที่ไม่มีรูปร่าง สัณฐานชัดเจน เช่น กาแล็กซีแมกเจลแลนใหญ่ แผนภาพส้อมเสียงของฮับเบิล จัดทำ ขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน คือ เอ็ดวิน ฮับเบิล ในปี ค.ศ. 1936 เขาได้เสนอแผนภาพที่มีลักษณะคล้ายส้อม เพื่อใช้ในการจำ แนกประเภทของ กาแล็กซีตามรูปร่างสัณฐาน • กาแล็กซีรี ( elliptical galaxy ) เป็นกาแล็กซีที่มีสัณฐานเป็นทรงรี มีการกระจายของแสง ดาวฤกษ์อย่างสม่ำ เสมอทั่วทั้งกาแล็กซี ใช้รหัสแทนด้วยตัวอักษร E ตามด้วยหมายเลข 1 - 7 ซึ่งบ่งบอกระดับความรี เช่น กาแล็กซีเอ็ม 87 เป็นกาแล็กซีประเภท E0 คือ มีรูปร่างรีน้อยที่สุด แต่หากเป็นรหัส E7 แสดงว่ามีความรีมากที่สุดนั่นเอง


กาแล็กซีมีกี่ประเภท ? • กาแล็กซีแบบกังหันหรือก้นหอย ( spiral galaxy ) เป็นกาแล็กซีที่มีดาวฤกษ์กระจุกหนาแน่นอยู่ที่ ส่วนใจกลาง (nucleus) ของกาแล็กซี และค่อย ๆ กระจายออกไปรอบ ๆ จากตรงกลาง ส่วนที่ กระจายจากตรงกลางเรียกว่า ส่วนแขน ซึ่งมีลักษณะกระจายออกคล้ายใบพัดของกังหัน กาแล็กซีแบบกังหันสามารถแบ่งตามสัณฐานของส่วนใจกลางและลักษณะโครงสร้างการกระจายออกจากส่วน ใจกลาง เป็น 2 ประเภทย่อย ดังนี้ กาแล็กซีกังหัน ( spiral galaxy ) เป็นกาแล็กซีที่มีส่วนใจกลางหนาแน่น มีความสว่างชัดเจน แบ่งแยกย่อยเป็น 3 แบบ โดยใช้สัญลักษณ์ คือ Sa Sb และ Sc ซึ่งมีรูปร่าง แตกต่างกัน คือ Sa มีส่วนใจกลางใหญ่มาก สังเกตเห็นส่วนแขนไม่ชัดเจน Sb มีส่วนใจกลางใหญ่ปานกลาง สังเกตเห็นส่วนแขนชัดเจน Sc มีส่วนใจกลางขนาดเล็ก สังเกตเห็นส่วนแขนเป็นแนวยาวได้ชัดเจนที่สุด กาแล็กซีกังหันแบบมีคาน ( barred spiral galaxy ) เป็นกาแล็กซีที่มีส่วนใจกลางหนา แน่น และมีโครงสร้างที่คล้ายคานพาดผ่านส่วนใจกลาง แบ่งแยกย่อยเป็น 3 แบบ โดยใช้สัญลักษณ์ คือ SBa SBb และ SBc ซึ่งมีรูปร่างแตกต่างกัน คือ SBa มีส่วนใจกลางใหญ่มาก สังเกตเห็นส่วนคานไม่ชัดเจน SBb มีส่วนใจกลางใหญ่ปานกลาง สังเกตเห็นส่วนคานชัดเจน SBc มีส่วนใจกลางขนาดเล็ก สังเกตเห็นส่วนคานชัดเจนที่สุด จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ พบว่ากาแล็กซีส่วนใหญ่ที่พบร้อยละ 77 เป็นกาแล็กซีแบบ กังหันซึ่งมีทั้งกาแล็กซีกังหันและกาแล็กซีกังหันแบบมีคาน เช่น กาแล็กซีเอ็นซีจี 1073 มีรูปร่าง แบบ SBcกาแล็กซีทางช้างเผือก มีรูปร่างแบบ SBb เป็นต้น


กาแล็กซีมีกี่ประเภท ? • กาแล็กลูกสะบ้าหรือกาแล็กซีเลนส์ ( lenticular galaxy ) เป็นกาแล็กซีที่มีลักษณะก้ำ กึ่งระหว่างกาแล็กซีรีและกาแล็กซีแบบกังหัน กล่าวคือ การกระจาย ตัวของดาวฤกษ์ไม่สม่ำ เสมอ แต่มีการกระจุกหรือหนาแน่นตรงส่วนใจกลาง แต่ไม่มีส่วนแขนที่ กระจายออก การกระจายของดาวฤกษ์เป็นลักษณะกระจายออกทุกทิศทาง ล้อมรอบส่วนใจ กลางลักษณะคล้ายจาน สัญลักษณ์ที่ใช้ คือ ตัวอักษร S0 เช่น กาแล็กซีเอ็นซีจี 1201 จากการจำ แนกประเภทของกาแล็กซีแล้ว จะพบว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกนั้นจัดอยู่ใน ประเภทกาแล็กซีกังหันแบบมีคาน ( SBb )


ทางช้างเผือกพาดผ่านกลุ่มดาวสว่างดังนี้ กลุ่มดาวแคสสิโอเปีย (ค้างคาว) เพอร์เซอุส สารถี คนคู่ กางเขนใต้ แมงป่อง คนยิงธนู นกอินทรี และกลุ่มดาวหงส์ (ดูแผนที่ดาววงกลมประกอบ) ถ้าหากแกนหมุนของโลกตั้งฉากกับระนาบของกาแล็กซี เราจะมองเห็นทางช้างเผือกเป็นทางยาวคาดท้องฟ้าในแนวตะวันออก-ตะวันตก ทว่าความเป็นจริง แกนหมุนของโลกทำ มุมเอียง กับระนาบของกาแล็กซีประมาณ 60 องศา และโลกก็หมุนรอบตัวเองอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเราจึงมองเห็นทางช้างเผือกพาดยาวข้าม ขอบฟ้า โดยมีทิศทางการวางตัวบนท้องฟ้า เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ ตลอดเวลา บางเวลาก็อยู่ในแนว เหนือ-ใต้ บางเวลาก็อยู่ในแนวเฉียง อนึ่ง การสังเกตการณ์ทางช้างเผือก จะทำ ได้ต่อเมื่ออยู่ในที่มืดสนิด ในชนบท หรือ ป่าเขา ท้องทะเล และไม่มีแสงจันทร์รบกวนเท่านั้น ดังนั้นในการดูทางช้างเผือก จะต้องมี การเตรียมการวางแผน ศึกษาเวลาการขึ้น-ตกของดวงจันทร์ ซึ่งสามารถคำ นวณได้จากปฏิทิน (ดวงจันทร์ ขึ้นช้าวันละ 50 นาที) หรือศึกษาด้วยซอฟต์แวร์แผนที่ดาวมาก่อน การสังเกตทางช้างเผือก ในคืนที่ฟ้ามืดไร้เมฆ และปราศจากแสงรบกวน เราจะมองเห็นแถบฝ้าสีขาวคล้ายเมฆ พาดยาวข้ามขอบฟ้า มิว่าลมจะพัดแรงเพียงใด แถบฝ้านี้ก็ยังคงอยู่ คนโบราณเรียกแถบฝ้าสว่างนี้ว่า "ทางช้างเผือก" หรือ "ทาง น้ำ นม" ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ทราบดีแล้วว่า แถบฝ้าสว่างที่เห็น แท้จริงนั่นคือ อาณาจักรของดาวจำ นวน มหาศาล ซึ่งเรียกว่า "กาแล็กซี" (Galaxy) กาแล็กซีของเรามีชื่อว่า "กาแล็กซีทางช้างเผือก" (The Milky Way galaxy) ที่เรียกเช่นนี้เป็นเพราะ คนไทยในสมัยโบราณเชื่อว่า พระมหากษัตริย์เป็นโอรสของสวรรค์ อวตารลงมาเกิดเป็นมนุษย์ และมีช้างเผือกเป็นสัตว์คู่บารมี จึงมีความเชื่อว่ามีทางช้างเผือกอยู่บนสวรรค์ กาแล็กซีทางช้างเผือกประกอบด้วย ดาวฤกษ์จำ นวนนับพันล้านดวง ดาวฤกษ์แต่ละดวงอาจจะมีดาวเคราะห์ อีกหลายดวง และระบบสุริยะของเรา ก็เป็นสมาชิกหนึ่งในนั้น หากส่องกล้องมองไปที่ทางช้างเผือก เราจะ เห็นดวงดาวจำ นวนมหาศาล มากมายเต็มไปหมดจนนับไม่ถ้วน คล้ายกับจำ นวนเม็ดทรายบนชายหาด


การสังเกตทางช้างเผือก • เมื่อมองจากอวกาศ กาแล็กซีของเรามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100,000 ปีแสง มีรัศมี 50,000 ปีแสง (1 ปีแสง เท่ากับ ระยะทางซึ่งแสงใช้เวลาเดินทางนาน 1 ปี หรือ 9.5 ล้านล้านกิโลเมตร) และหนา ประมาณ 2,000 ปีแสง ดังนั้นดวงดาวบนท้องฟ้าที่เรามองเห็นเป็นกลุ่มดาว ล้วนอยู่ห่าง ออกไปเป็นระยะทางไม่เกิน 2,000 ปีแสงทั้งนั้น เมื่อเรามองไปตามแนวระนาบของทางช้าง เผือก เราจะมองเห็นฝ้าขาวสว่างของดาวในทางช้างเผือก ซึ่งอยู่ห่างไกลนับหมื่นปีแสง และ เมื่อมองไปในทิศระหว่าง กลุ่มดาวแมงป่องและกลุ่มดาวคนยิงธนู จะเห็นว่าทางช้างเผือกใน บริเวณนั้น กว้างใหญ่และสว่างเป็นพิเศษ ทั้งนี้เป็นเพราะเรากำ ลังมองเข้าไปตรงศูนย์กลาง ของกาแล็กซี ทางช้างเผือกมิใช่มีแต่เพียงฝ้าสว่างสีขาว แต่ยังมีฝ้าทึบสีดำ ด้วย ในบางบริเวณของ กาแล็กซีมีก๊าซและฝุ่นอยู่อย่างหนาทึบ ดังเช่น บนระนาบของกาแล็กซี สสารอุณหภูมิต่ำ เหล่านี้ บดบังความสว่างของดาวที่อยู่เบื้องหลัง (ในทำ นองเดียวกับเนบิวลามืด ซึ่งบังแสง ของดาวสว่าง) เมื่อมองดูด้วยตาเปล่า เราจึงอาจเข้าใจผิดว่า คิดว่ามีช่วงว่างของอวกาศ แทรกอยู่ระหว่างทางช้างเผือก แต่เมื่อศึกษาด้วยภาพถ่ายแล้ว จะพบว่า สีดำ ที่เห็นเหล่านั้น ล้วนเป็นกลุ่มก๊าซอันหนาทึบ


กาแล็กซีเพื่อนบ้าน กาแล็กซีไม่ได้อยู่กระจายทั่วไปเท่าๆ กันในจักรวาล หากแต่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรือเป็นกระ จุก นักดาราศาสตร์เรียกกลุ่มของทางช้างเผือกและกาแล็กซีเพื่อนบ้านว่า กลุ่มท้องถิ่น (Local Group) ซึ่งมีขนาดประมาณ 4 ล้านปีแสง


กาแล็กซีเพื่อนบ้าน ทางช้างเผือกเป็นกาแล็กซีขนาดปานกลาง มีกาแล็กซีบริวารขนาดเล็ก ได้แก่ เมฆแมกเจลแลนใหญ่ เมฆแมกเจลแลนเล็ก ดังภาพที่ 2 และกาแล็กซีแคระอีกจำ นวนหนึ่ง ในต้นคริสตศตวรรษที่ 16เฟอร์ดินานด์ แมกเจลแลน (Ferdinand Magellan) นักสำ รวจชาวโปรตุเกส ได้ล่องเรือลงมายังตอนใต้ของมหาสมุทร แอตแลนติกและมหาสมุทรแปซิฟิก ได้สังเกตว่า ใกล้ขั้วฟ้าใต้มีเมฆขาว 2 แห่ง ซึ่งมีลักษณะคล้าย ทางช้างเผือกแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก จึงตั้งชื่อว่า เมฆแมกเจนแลนใหญ่ (Large Magellenic Cloud) และ เมฆแมกเจนแลนเล็ก (Small Magellenic Cloud) ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า เมฆแมกเจลแลนทั้งสอง คือกาแล็กซีไร้รูปทรง ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นบริวารของกาแล็กซีทางช้างเผือก เมฆแมกเจลแลนใหญ่มีขนาดประมาณ 17,000 ปีแสง อยู่ห่างจากกาแล็กซีทางช้างเผือก 160,000 ปีแสง เมฆแมกเจลแลนเล็กมีขนาดประมาณ 7,500 ปีแสงอยู่ห่างจากกาแล็กซีทางช้างเผือก 200,000 ปีแสง ทางช้างเผือก (ซ้าย) เมฆแมกเจลแลนใหญ่ (ขวาบน) เมฆแมกเจลแลนเล็ก (ขวาล่าง)


กาแล็กซีเพื่อนบ้าน กาแล็กซีแอนโดรมีดา (M31 Andromeda Galaxy) เป็นกาแล็กซีเพื่อนบ้านซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า กาแล็กซีทางช้างเผือกเล็กน้อย ซึ่งอยู่ห่างออกไป 2.9 ล้านปีแสง สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในตำ แหน่งของกลุ่มดาวแอนโดรมีดา โดยมีโชติมาตรปรากฎ 3.4 M31 เป็นกาแล็กซีกังหัน ขนาดใหญ่ซึ่งมีกาแล็กซีบริวารคือ M32 และ M110 ดังที่แสดงในภาพที่ 3 นักดาราศาสตร์พบ กว่ากาแล็กซีแอนโดรมีดาและกาแล็กซีทางช้างเผือกกำ ลังเคลื่อนที่เข้าหากัน และจะปะทะกันใน อีกประมาณ 3 - 5 พันล้านปีข้างหน้า M31 กาแล็กซีแอนโดรมีดา, M32 (จุดสว่างด้านบน) และ M110 (ฝ้าสว่างด้านล่าง)


กาแล็กซีเพื่อนบ้าน นอกจากนั้นยังมีกาแล็กซีกังหันขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง คือ กาแล็กซีดุมล้อ (M33 Pinwheel Galaxy) อยู่ห่างจากโลกประมาณ 3 ล้านปีแสง โชติมาตรปรากฎ 5.7 สามารถใช้ กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กส่องดูได้ในตำ แหน่งของกลุ่มดาวสามเหลี่ยม (Triangulum) หาก สังเกตดูในภาพที่ 3 จะเห็นว่า แขนกังหันของกาแล็กซีมีทั้งเนบิวลาสว่างสีแดง เนบิวลาสะท้อน แสงสีฟ้า ซึ่งล้วนเป็นแหล่งกำ เนิดของดาวฤกษ์ทั้งสิ้น นักดาราศาสตร์จึงตั้งข้อสังเกตว่า กาแล็กซีรูปกังหันเปรียบเสมือนโรงงานผลิตดาว เป็นกาแล็กซีที่มีอายุน้อยและเต็มไปด้วย ประชากรดาวเกิดใหม่ กาแล็กซีดุมล้อ (M33 Pinwheel Galaxy)


บรรณานุกรม ระบบสุริยะ 1.sicssk.wordpress.com 2.https://th.wikipedia.org/wiki/ดวงอาทิตย์ 3.https://th.wikipedia.org/wiki/ดาวพุธ 4.https://th.wikipedia.org/wiki/ดาวศุกร์ 5.https://th.wikipedia.org/wiki/โลก 6.https://th.wikipedia.org/wiki/ดาวอังคาร 7.https://th.wikipedia.org/wiki/ดาวพฤหัสบดี 8.https://th.wikipedia.org/wiki/ดาวเสาร์ 9.https://th.wikipedia.org/wiki/ดาวยูเรนัส 10.https://th.wikipedia.org/wiki/ดาวเนปจูน 11.https://th.wikipedia.org/wiki/ดวงจันทร์ เอกภพ 1.scimath.org 2.ngthai.com ทฤษฎีบิ๊กแบง 1.eledu.ssru.ac.th การสังเกตทางช้างเผือก 1.pw.ac.th


Thank you for reading


Click to View FlipBook Version