โครงงานการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เรื่อง นักเรียนท้ายยอ ครู ม.ทักษิณ จัดทำโดย นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ผศ.ดร.มณฑนา พิพัฒน์เพ็ญ อ.ดร.สุธาสินี บุญญาพิทักษ์ รหัสวิชา 0000271 การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา
โครงงานการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เรื่อง นักเรียนท้ายยอ ครู ม.ทักษิณ จัดทำโดย นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ผศ.ดร.มณฑนา พิพัฒน์เพ็ญ อ.ดร.สุธาสินี บุญญาพิทักษ์ รหัสวิชา 0000271 การศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา
ชื่อโครงงาน นักเรียนท้ายยอ ครู ม.ทักษิณ ผู้จัดทำโครงงาน นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยทักษิณ ที่ปรึกษา ผศ.ดร.มณฑนา พิพัฒน์เพ็ญ อ.ดร.สุธาสินี บุญญาพิทักษ์ ปีการศึกษา 2563 บทคัดย่อ โครงงานการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เรื่อง นักเรียนท้ายยอ ครู ม.ทักษิณ มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างองค์ความรู้และการศึกษาที่นำไปสู่การเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคม ปลูกฝังค่านิยมการเป็นพลเมืองที่ดี และรู้จักบทบาทหน้าที่ในฐานะพลเมือง โดยอยู่บนหลักพื้นฐานของความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน บูรณา การควบคู่กับการฝึกทักษะทางด้านภาษาไทย ทั้งในด้านการฟัง พูด อ่าน เขียน โดยมีนักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที 1 – 6 โรงเรียนวัดท้ายยอหมู่ที่ 9 บ้านสวนใหม่ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา จำนวน คน โครงการนักเรียนท้ายยอ ครู ม.ทักษิณ มีการดำเนินกิจกรรมในรูปแบบของการให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วม โครงการควบคู่กับกิจกรรมสันทนาการ โดยแบ่งการทำกิจกรรมออกเป็น 3 ฐาน คือ ฐานบรรจงจัดคัดอักษรา ฐาน อักษรไขว้ใส่ความดี และฐานลูกโป่งหรรษาค้นหาความดี ซึ่งแต่ละฐานกิจกรรมจะสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับวิถีการ เป็นพลเมืองดีในสังคมแห่งความเท่าเทียมและทักษะทางด้านภาษาไทย จากการจัดกิจกรรมนักพบว่า เรียน โรงเรียนวัดท้ายยอ มีพัฒนาการด้านทักษะภาษาไทย ทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนที่ดีขึ้น นักเรียนมี ความรู้และความเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดี โดยที่นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้และการพัฒ นา ผ่านกิจกรรมที่ทางคณะผู้จัดทำได้จัดขึ้น
กิตติกรรมประกาศ โครงงานการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง เรื่อง นักเรียนท้ายยอ ครู ม.ทักษิณ เป็นโครงงานหนึ่งที่ ช่วยให้นิสิตเกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดทักษะกระบวนการทำงาน สร้างพื้นฐานความเสียสละให้เกิดขึ้น ตลอดจน สร้างความเป็นพลเมืองเท่าเทียมในสังคมเสมอภาคให้เกิดแก่นิสิตและเผื่อแผ่สู่สังคมรอบข้าง ซึ่งนิสิตสามารถนำ ประสบการณ์ที่ได้จากการจัดกิจกรรมนักเรียนท้ายยอ ครู ม. ทักษิณ ในครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตนเองให้ เป็นครูที่ดีในอนาคต เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศและสังคมโลกต่อไป การจัดทำโครงงานและกิจกรรมนักเรียนท้ายยอ ครู ม.ทักษิณ ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เนื่องจาก ได้รับการอนุเคราะห์และสนับสนุนจาก ผศ.ดร.มณฑนา พิพัฒน์เพ็ญ อ.ดร.สุธาสินี บุญญาพิทักษ์ ที่ได้ให้คำแนะนำ ในการจัดกิจกรรมนี้ขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ขอขอบพระคุณ นางสาวอมรรัตน์ ไกรสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท้าย ยอ คณะครูและบุคลากรในโรงเรียนเป็นอย่างสูงที่ได้เอื้อเฟื้อสถานที่และสนับสนุนให้มีกิจกรรม นักเรียนท้ายยอ ครู ม.ทักษิณ ขอขอบใจน้องๆ โรงเรียนวัดท้ายยอ ที่ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป็นอย่างดีตลอดการจัด กิจกรรม ส่งผลให้กิจกรรมนักเรียนท้ายยอ ครู ม.ทักษิณ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี สุดท้ายนี้ขอขอบคุณเพื่อนนิสิตชั้นปีที่ 1 คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยทักษิณ ทุกคนที่ร่วมมือร่วมใจกันจัดกิจกรรมนักเรียนท้ายยอ ครู ม.ทักษิณ ขึ้นจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี คณะผู้จัดทำ
สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ ขอบเขตของโครงงาน แผนการดำเนินงาน วิธีการดำเนินงาน ผลที่คาดว่าจะได้รับ บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3 อุปกรณ์และวิธีการดำเนินงาน ขั้นตอนการดำเนินงาน วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล อุปกรณ์ที่ใช้ในการพัฒนาโครงงาน บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน บทที่ 5 สรุปผลการดำเนินงาน/ข้อเสนอแนะ ผลการดำเนินงานจัดทำโครงงาน สรุปผลการดำเนินงานโครงงาน
สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ 5 สรุปผลการดำเนินงาน/ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะ บรรณานุกรม ภาคผนวก
บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญของโครงงาน เนื่องจากการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิต เพราะเป็นรากฐานสำหรับช่วยให้บุคคล สามารถ ก้าวไปถึงความสุขความเจริญ ทั้งของตนเองและส่วนรวม การศึกษาเป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนา คนให้มีคุณภาพ มีความสามารถที่จะปรับตัวได้อย่างรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ เป็นเครื่องมือสำคัญ ในการปลูกฝังค่านิยม เจตคติ คุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ แก่เยาวชน เพื่อนำไปสู่การ พัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไป ซึ่งปัจจุบันเยาวชนมีการใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้องทำให้ภาษาไทยของเรา เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทำให้เยาวชนรุ่นหลังๆใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้องตามไปด้วยและนอกจากที่จะเก่งในด้านของ ความรู้แล้วยังต้องควบคู่ไปกับด้านคุณธรรมด้วย เสริมสร้างความเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ทุก สังคมย่อมต้องการพลเมืองที่มีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา ความเจริญก้าวหน้า ความมั่นคงให้กับ สังคม เป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินชีวิต เพื่อการพัฒนาประเทศชาติ ให้ยั่งยืน ดังนั้นทางคณะผู้จัดทำจึงได้จัดโครงการนักเรียนท้ายยอ ครูม.ทักษิณ เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชน มีทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียนที่ถูกต้องตามหลักภาษา ถือเป็นการนำความรู้ที่นิสิตได้เรียนมา นำมาปรับใช้ให้เป็น ประโยชน์ เห็นผลจริงและสอดแทรกการส่งเสริมความเป็นพลเมืองที่ดีในสังคมไทย ซึ่งการเป็นพลเมืองที่ดีรวมถึงมี จิตสำนึกและมีอุดมการณ์ในการทำงานและการอยู่ร่วมกันนั้นเป็นแนวทางที่ดีที่ควรส่งเสริม 1.2 วัตถุประสงค์ - เพื่อฝึกทักษะทางภาษาไทย การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน - เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดีและให้รู้หน้าที่ของพลเมืองที่ดีในสังคมไทย 1.3 ขอบเขตของโครงงาน สถานที่ ณ โรงเรียนวัดท้ายยอ หมู่ที่ 9 บ้านสวนใหม่ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ระยะเวลา วันพุธ ที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๓ เวลา ๑๓.๐๐ น. ถึง ๑๕.๐๐ น.
1.4 แผนการดำเนินงาน ที่ งาน / กิจกรรม เวลา ผู้รับผิดชอบ หมายเหตุ 1 ร่วมกันอภิปราย และเสนอ ความคิดเกี่ยวกับโครงการ 10-24 สิงหาคม พ.ศ. 2563 นิสิตระดับปริญญาตรี หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 1 2 ร่วมกันเสนอชื่อโรงเรียนที่ จะทำโครงการเพื่อให้มี ความสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ของโครงการ 31 สิงหาคม พ.ศ.2563 นิสิตระดับปริญญาตรี หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 1 3 ดำเนินการแบ่งฝ่ายงาน ต่างๆ เพื่อแบ่งงานได้อย่าง เป็นสัดส่วน 9 ตุลาคม พ.ศ. 2563 นิสิตระดับปริญญาตรี หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 1 4 ดำเนินการประสานงานไป ยังโรงเรียนวัดท้ายยอ เพื่อ ขออนุญาตจัดโครงการ 16 ตุลาคม พ.ศ.2563 นิสิตระดับปริญญาตรี หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 1 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มณฑนา พิพัฒน์เพ็ญ เป็นผู้ประสานงาน 5 จัดทำอุปกรณ์ สื่อต่างๆ รวมทั้งเตรียมความพร้อม ในการจัดทำโครงการ เช่น การสันทนาการ 17-20 ตุลาคม พ.ศ. 2563 นิสิตระดับปริญญาตรี หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 1 6 จัดโครงการ “นักเรียนท้าย ยอ ครู ม.ทักษิณ” 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563 นิสิตระดับปริญญาตรี หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 1
7 ประเมินผลโครงการ “นักเรียนท้ายยอ ครู ม. ทักษิณ” 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563 นิสิตระดับปริญญาตรี หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 1 1.5 วิธีการดำเนินงาน 1. ร่วมกันอภิปราย และเสนอความคิดเกี่ยวกับโครงการ 2. ร่วมกันเสนอชื่อโรงเรียนที่จะทำโครงการเพื่อให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ 3. ดำเนินการแบ่งฝ่ายงานต่างๆ เพื่อแบ่งงานได้อย่างเป็นสัดส่วน 4. ดำเนินการประสานงานไปยังโรงเรียนวัดท้ายยอ เพื่อขออนุญาตจัดโครงการ 5. จัดทำอุปกรณ์ สื่อต่างๆ รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการจัดทำโครงการ เช่น การสันทนาการ 6. จัดโครงการ “นักเรียนท้ายยอ ครู ม.ทักษิณ” 7. ประเมินผลโครงการ “นักเรียนท้ายยอ ครู ม.ทักษิณ” 1.6 ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนมีการพัฒนาทักษะทางภาษาไทย การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน 2. นักเรียนมีความรู้และความเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของพลเมืองที่ดี
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาเรื่อง โครงการนักเรียนท้ายยอ ครูม.ทักษิณ ผู้จัดทำได้รวบรวมแนวคิดทฤษฎีและหลักการ ต่างๆ จากเอกสารที่เกี่ยวข้องดังนี้ ๑.ความรู้เบื้องต้นในการจัดทำโครงการ ๒.ข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียนวัดท้ายยอ ๓.ข้อมูลนักเรียนของโรงเรียนวัดท้ายยอ ๔.รูปแบบการเรียนการสอนภาษาไทยแบบสร้าง เสริม สะสมประสบการณ์ภาษา ๕.หลักการผลิตสื่อการเรียนรู้ ๑.ความรู้เบื้องต้นในการจัดทำโครงการ ความหมายและลักษณะของโครงการ โครงการ (project) หมายถึง การประดิษฐ์คิดค้น การสร้างผลงาน การจัดการหรือการบริการทางวิชาชีพ ซึ่งผู้เรียนเป็นผู้ตัดสินใจในสิ่งที่จะทำ โดยนำเทคโนโลยี ความรู้และประสบการณ์ มาบูรณาการในการปฏิบัติงาน ด้วยตนเอง หรือหมู่คณะ โดยมีกระบวนการที่เป็นระบบชัดเจน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง ความสำคัญของโครงการ เนื่องจากโครงการเรียบเรียงขึ้นเป็นขั้นตอน และมีแผนปฏิบัติเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ ดังนั้นโครงการจึงมี ความสำคัญต่อแผนการปฏิบัติงานดังต่อไปนี้ ๑. ช่วยชี้ให้เห็นถึงปัญหา และภูมิหลังของการทำงาน ๒. ช่วยให้การปฏิบัติงานตามแผนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ๓. ช่วยให้แผนงานมีความชัดเจน โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจและรับรู้ถึงปัญหาร่วมกัน ๔. ช่วยให้แผนงานมีทรัพยากรใช้อย่างเพียงพอ เหมาะสมกับสภาพปฏิบัติจริง เพราะมีรายละเอียดการใช้ ทรัพยากรที่ชัดเจน ๕. ช่วยให้แผนงานมีความเป็นไปได้สูงเพราะมีผู้รับผิดชอบ และมีความเข้าใจในการดำเนินงาน ๖. ช่วยลดความขัดแย้ง และขจัดความซ้ำซ้อนในหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงาน เพราะแต่ละ หน่วยงานมีโครงการที่ได้รับผิดชอบเป็นการเฉพาะ เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของบุคคลในหน่วยงาน
๗. สร้างทัศนคติที่ดีต่อบุคลากรในหน่วยงาน เป็นการเสริมสร้างความสามัคคี และความรับผิดชอบร่วมกัน ตามความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของแต่ละบุคคลอย่างเต็มที่ ๘. สร้างความมั่นคงให้กับแผนงาน และสร้างความมั่นใจในการดำเนินงานให้กับผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ๙. สามารถควบคุมการทำงานได้สะดวก ไม่ซ้ำซ้อน เพราะงานได้แยกออกเป็นส่วนๆตาม ลักษณะเฉพาะของงาน ลักษณะของโครงการ ลักษณะการดำเนินงานของโครงการจะประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ ๑ การวางแผนในชั้นเรียน อภิปรายเนื้อหาและขอบเขตของโครงการที่ผู้เรียนพัฒนาขึ้น และพิจารณาสาระสำคัญที่จำเป็นเฉพาะใน รายวิชาต่างๆ เช่น การไปสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในงานที่ตนสนใจ วิธีรวบรวมสาระสำคัญที่จำเป็นจากเอกสารต่างๆ เพื่อวางแผนโครงการให้เหมาะสม ขั้นที่ ๒ ดำเนินงานตามโครงการ ปฏิบัติงานตามโครงการที่วางแผนไว้ เช่น สัมภาษณ์ จดบันทึก หรือปฏิบัติชิ้นงานที่กำหนด อาจเป็นงาน รายบุคคลหรืองานกลุ่ม ซึ่งผู้เรียนจะต้องใช้ทักษะทั้งหมดในเชิงบูรณาการที่เป็นธรรมชาติ ขั้นที่ ๓ การตรวจสอบและกำกับงาน ควรจัดให้มีการอภิปรายในขั้นตอนนี้ และให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feed Back) ทั้งในขณะจัดทำโครงการและ เมื่อโครงการสิ้นสุดลง โดยอาจารย์จะให้คำแนะนำ คำวิพากษ์ กลุ่มช่วยกันวิเคราะห์งาน และผู้ร่วมโครงการทุกคน ได้กำกับดูแลตนเอง วัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงการ ๑. เพื่อส่งเสริมผู้เรียนให้บูรณาการความรู้ความสามารถ ทักษะและประสบการณ์ สามารถสร้างงาน ประดิษฐ์คิดค้น บริหารจัดการหรือให้บริการและปฏิบัติงานจริงได้ 2. เพื่อส่งเสริมการทำงานเป็นทีมอย่างมีระบบ สามารถตรวจสอบได้ 3. เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้ อันจะเป็น การสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบอาชีพเมื่อสำเร็จการศึกษา ประโยชน์ของการจัดทำโครงการ 1. ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้ ทักษะไปบูรณาการสร้างงานและปฏิบัติจริงได้ 2. สามารถวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบและสามารถตรวจสอบได้ 3. ฝึกกระบวนการทำงานด้วยตนเองหรือร่วมกันทำงานเป็นกลุ่ม 4. สร้างความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
5. พัฒนาผู้เรียนให้สามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดจากการทำงานตลอดจนสามารถ คิดป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า ๒.ข้อมูลพื้นฐานโรงเรียนวัดท้ายยอ ชื่อสถานศึกษา(ไทย) : วัดท้ายยอ ชื่อสถานศึกษา(อังกฤษ) : WATTAIYOR ที่อยู่ : หมู่ที่ 9 บ้านสวนใหม่ ตำบล : เกาะยอ อำเภอ : เมืองสงขลา จังหวัด : สงขลา รหัสไปรษณีย์ : 90100 โทรศัพท์ : 074450568 โทรสาร : 074450568 ระดับที่เปิดสอน : อนุบาล - ประถมศึกษา วัน เดือน ปี ก่อตั้ง : 6 มิถุนายน พ.ศ.2460 องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น : เกาะยอ ระยะทางจากโรงเรียนถึงเขตพื้นที่ฯ : 17 กิโลเมตร ระยะทางจากโรงเรียนถึงอำเภอ : 22 กิโลเมตร
๓.ข้อมูลนักเรียนของโรงเรียนวัดท้ายยอ ชั้น/เพศ ชาย หญิง รวม ห้องเรียน อนุบาล ๑ ๐ ๐ ๐ ๐ อนุบาล ๒ ๑ ๒ ๓ ๑ อนุบาล ๓ ๔ ๕ ๙ ๑ รวมอนุบาล ๕ ๗ ๑๒ ๒ ประถมศึกษาปีที่ ๑ ๔ ๒ ๖ ๑ ประถมศึกษาปีที่ ๒ ๑ ๓ ๔ ๑ ประถมศึกษาปีที่ ๓ ๓ ๒ ๕ ๑ ประถมศึกษาปีที่ ๔ ๐ ๐ ๐ ๐ ประถมศึกษาปีที่ ๕ ๒ ๐ ๒ ๑ ประถมศึกษาปีที่ ๖ ๓ ๒ ๕ ๑ รวมประถม ๑๓ ๙ ๒๒ ๕ รวมทั้งหมด ๑๘ ๑๖ ๓๔ ๗ ข้อมูล ณ วันที่ ๑๘ กรกฏาคม ๒๕๖๓ ๔.รูปแบบการเรียนการสอนภาษาไทยแบบสร้าง เสริม สะสมประสบการณ์ภาษา (3 ส) รูปแบบการเรียนการสอนภาษาไทยแบบสร้าง เสริม สะสมประสบการณ์ภาษา (3ส) เป็น รูปแบบที่ พัฒนาขึ้นสำหรับนักเรียนที่เริ่มเรียนภาษาไทยในโรงเรียน เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ใช้ วรรณกรรมเป็นสื่อ การอ่านและใช้รูปแบบการเรียนการสอนภาษาไทยที่ผสมผสานแนวการสอน ภาษาไทยแบบแจกรูปผสมคำ และ การสอนภาษาแบบองค์รวม (whole language approach) ซึ่งเป็น การสอนภาษาไทยแบบบูรณาการทั้งการฟัง พูด อ่านและเขียนในบริบทที่มีความหมาย และอย่างค่อย เป็นค่อยไป
1. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ เพื่อพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่านและเขียนภาษาไทยอย่างบูรณาการ ตลอดจนพัฒนา ทักษะการคิดและนิสัยรักการอ่านให้กับนักเรียนที่เริ่มเรียนภาษาไทย 2. ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ ประกอบด้วย 2.1 หลักการเรียนรู้ภาษาสำหรับนักเรียน ยึดหลักการดังนี้ 2.1.1) การพัฒนาทักษะภาษาต้องบูรณาการไปด้วยกันทั้งการฟัง พูด อ่านและเขียน โดยเริ่มต้น ด้วยการฟังสู่การพูด และการอ่านสู่การเขียน 2.1.2) ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อความหมาย ความคิด ดังนั้นจึงต้องฝึกการคิดไปพร้อมกับ การพัฒนาทักษะภาษา โดยใช้เนื้อหาที่นักเรียนสนใจและสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมของนักเรียน เป็นสาระใน การเรียน 2.1.3) ภาษาไทยมีอัตลักษณ์ คือเป็นคำโดดมีความคงที่ในการออกเสียงพยัญชนะ สระ และ ตัวสะกด นักเรียนที่รู้หลักการสะกดคำ แจกลูกและผันอักษร สามารถอ่านคำใหม่ได้ด้วยตนเอง จึงควรฝึก ทักษะการอ่านแจกลูกผสมคำให้กับนักเรียน 2.1.4) การรับและถ่ายทอดสารจะมีประสิทธิภาพเมื่อผู้รับสารมีความตั้งใจ มีความรู้ เดิม เกี่ยวกับสาระของสาร สารนั้นมีความหมายและมีการจัดโครงสร้างของสารเป็นอย่างดี การรับรู้ ข่าวสาร จะชัดเจนและถ่ายทอดออกมาตามความต้องการเมื่อมีการขยายประสบการณ์การรับรู้สารนั้นมากเพียงพอ 2.1.5) กิจกรรมการเรียนการสอนภาษาควรเป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความสามารถทาง สติปัญญาที่แตกต่างกันของบุคคลจึงควรจัดกิจกรรมที่เป็นความถนัดของสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวา และ ทำให้สมองสองซีกได้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ 2.1.6) นักเรียนทุกคนสามารถอ่านเขียนได้แต่จะเร็วหรือช้าแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจ ประสบการณ์เดิมและการสะสมความเข้าใจทางภาษาจนถึงระดับที่สามารถแสดงออกด้วยความมั่นใจ 2.1.7) สภาพแวดล้อมมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ภาษา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องจัดสิ่งแวดล้อมที่ ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาและพัฒนานิสัยรักการอ่าน ซึ่งประกอบด้วยการสร้างความคุ้นเคยเกี่ยวกับหนังสือ และสื่อการอ่านต่าง ๆ ให้กับนักเรียน การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ผ่อนคลาย เป็นอิสระและร่วมมือ กัน การส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางบวกระหว่างครูและนักเรียน และนักเรียนด้วยกัน
2.1.8) บทบาทของครูและผู้ปกครองมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ในฐานะเป็นตัวแบบทางภาษา ทั้งในด้านพฤติกรรมการอ่านและนิสัยรักการอ่าน นอกจากนั้นยังเป็นผู้ชี้แนะช่วยเหลือการเรียนรู้ภาษา ให้กับนักเรียน 2.2 องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนการสอน ประกอบด้วย 2.2.1 การสร้างนิสัยรักการอ่าน เป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันสร้างทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน โดย จัด สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการอ่านและความสนใจอ่านของนักเรียน ที่โรงเรียนควรจัดหาหนังสือที่ เหมาะสมกับวัยและความสนใจของนักเรียนมาให้นักเรียนได้อ่าน ครูอ่านหนังสือให้นักเรียนฟังทุกวัน อย่างน้อยวันละ 10 นาทีและสนทนาในเรื่องที่อ่าน ผู้ปกครองอ่านหนังสือให้นักเรียนฟังทุกวันเช่นกัน เพื่อ สร้างนิสัยรักการอ่านและพัฒนาทักษะทางภาษาแก่นักเรียน 2.2.2 การสร้างสิ่งแวดล้อมรักการอ่าน สิ่งแวดล้อมทั้งที่บ้านและโรงเรียนมีส่วน ส าคัญในการ เรียนรู้ภาษา สิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการอ่านคือสภาพที่มีสื่อการอ่านอย่างหลากหลาย มีการ สื่อสารด้วย ภาษา ดังนั้นบริเวณโรงเรียนและห้องเรียนจึงควรติดป้าย ประกาศ สัญลักษณ์ เครื่องหมายต่าง ๆ เพื่อการ สื่อสารภายในห้องเรียนจัดให้มีมุมที่ส่งเสริมกิจกรรมการอ่าน-เขียน ได้แก่ มุมหนังสือ มุมเขียน และมุม เกมการศึกษา เป็นต้น 2.2.3 การจัดการเรียนการสอนด้วยรูปแบบ 3 ส ที่ใช้สื่อการอ่านทั้งที่เป็นวรรณกรรม ได้แก่ นิทานและไม่ใช่วรรณกรรม เช่น สาระน่ารู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สาระน่ารู้ เกี่ยวกับ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคลสำคัญ หรือเรื่องต่างๆที่นักเรียนให้ความสนใจ เป็นต้น รูปแบบ การเรียนการสอนภาษาไทยแบบ 3 ส นี้มีองค์ประกอบของรูปแบบการเรียนการ 3. ขั้นตอนการเรียนการสอน รูปแบบการเรียนการสอน 3 ส มีขั้นตอนการสอนดังนี้ ขั้นที่ 1 สร้างประสบการณ์ก่อนอ่าน เป็นขั้นเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนก่อนเข้าสู่ การอ่าน จุดประสงค์ในขั้นนี้เพื่อให้นักเรียนจำและเข้าใจความหมายของคำในสื่อการอ่าน และมีความรู้ พื้นฐาน และประสบการณ์ในเรื่องที่อ่าน โดยจัดกิจกรรม แนะนำหนังสือ สนทนาเกี่ยวกับสาระสำคัญของเรื่องที่ อ่าน สอนคำศัพท์และความหมายของคำ
ขั้นที่ 2 สร้างประสบการณ์การอ่าน เป็นขั้นที่สร้างประสบการณ์ในการอ่านเรื่องและทำ ความ เข้าใจในเรื่องที่อ่าน โดยจัดกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้อ่านเรื่อง เช่น ครูอ่านให้ฟัง นักเรียนอ่านเรื่อง ร่วมกัน การฝึกอ่านในกลุ่มย่อย การอ่านตีบท เป็นต้น ขั้นที่ 3 สร้างเสริมทักษะทางภาษา เป็นขั้นที่ให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะทางภาษาทั้งด้าน การฟัง พูด อ่านและเขียน และหลักการใช้ภาษาไทย ในขั้นนี้ครูสอนหลักการอ่านแบบแจกลูกผสมคำ เพื่อให้ นักเรียนสามารถนำหลักการอ่านไปอ่านคำใหม่ได้ด้วยตนเอง ฝึกการเขียนคำและการแต่งประโยคจากคำที่ มีอยู่ในสื่อการอ่าน การสอนในขั้นนี้ใช้กิจกรรมที่หลากหลายเพื่อการฝึกซ้ำย้ำทวน โดยไม่ให้นักเรียน รู้สึก เบื่อหน่าย ขั้นที่ 4 สร้างผลงานตามความสนใจ เป็นขั้นที่นักเรียนนำความรู้เกี่ยวกับคำใหม่ไปสร้าง ผลงาน การเขียนตามความต้องการและความสนใจ เช่น การเขียนเลียนแบบเรื่องเดิม หรือการเขียนเรื่องใหม่ โดย มีครูคอยให้ความช่วยเหลือในการวางโครงเรื่องและปรับแก้ภาษา หรือการเขียนในชีวิตประจำวัน ตาม ความสนใจ เช่น การเขียนบันทึกประจำวัน การเขียนบัตรอวยพร การเขียนบรรยายภาพ การเขียน รายงานต่าง ๆ การเขียนบรรยายความรู้สึก ซึ่งในขั้นนี้ครูมีบทบาทในการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ และกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน รูปแบบการเรียนการ สอนภาษาไทยแบบ สร้าง เสริม สะสมประสบการณ์ภาษานี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ตั้งแต่ในระดับ ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 3 ๕.หลักการผลิตสื่อการเรียนรู้ ความหมาย ประเภทและประโยชน์ของสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอน หมายถึง ตัวกลางหรือช่องทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ทักษะ ประสบการณ์ จาก แหล่งความรู้ไปสู่ผู้เรียน และทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเภทของสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนแบ่งตามคุณลักษณะได้ 4 ประเภทคือ 1. สื่อประเภทวัสดุ ได้แก่สไลด์ แผ่นใส เอกสาร ตำรา สารเคมี สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ และคู่มือการฝึกปฏิบัติ 2. สื่อประเภทอุปกรณ์ ได้แก่ของจริง หุ่นจำลอง เครื่องเล่นเทปเสียง เครื่องเล่นวีดีทัศน์ เครื่องฉายแผ่นใส อุปกรณ์ และเครื่องมือในห้องปฏิบัติการ
3. สื่อประเภทเทคนิคหรือวิธีการ ได้แก่การสาธิต การอภิปรายกลุ่ม การฝึกปฏิบัติการฝึกงาน การจัดนิทรรศการ และสถานการณ์จำลอง 4. สื่อประเภทคอมพิวเตอร์ ได้แก่คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) การนำเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer presentation) การใช้ Intranet และ Internet เพื่อการสื่อสาร (Electronic mail: E-mail) และการใช้ WWW (World Wide Web) สื่อการเรียนการสอนจำแนกตามประสบการณ์ 1. ประสบการณ์ตรงและมีความมุ่งหมาย ประสบการณ์ขั้นนี้ เป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาทั้งปวง เป็น ประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับมาจากความเป็นจริงและด้วยตัวเองโดยตรง ผู้รับประสบการณ์นี้จะได้เห็น ได้จับ ได้ทำ ได้รู้สึก และได้ดมกลิ่นจากของจริง ดังนั้นสื่อการสอนที่ไห้ประสบการณ์การเรียนรู้ในขั้นนี้ก็คือของจริงหรือความ เป็นจริงในชีวิตของคนเรา 2. ประสบการณ์จำลอง เป็นที่ยอมรับกันว่าศาสตร์ต่างๆ ในโลก มีมากเกินกว่าที่จะเรียนรู้ได้หมดสิ้นจาก ประสบการณ์ตรงในชีวิต บางกรณีก็อยู่ในอดีต หรือซับซ้อนเร้นลับหรือเป็นอันตรายไม่สะดวกต่อการเรียนรู้จาก ประสบการณ์จริง จึงได้มีการจำลองสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมาเพื่อการศึกษา ของจำลองบางอย่างอาจจะเรียนได้ง่าย กว่าและสะดวกกว่า 3. ประสบการณ์นาฏการ ประสบการณ์ต่าง ๆ ของคนเรานั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่สามารถประสบได้ด้วย ตนเอง เช่น เหตุการณ์ในอดีต เรื่องราวในวรรณคดี การเรียนในเรื่องที่มีปัญหาเกี่ยวกับสถานที่ หรือเรื่องธรรมชาติ ที่เป็นนามธรรม การแสดงละครจะช่วยไปให้เราได้เข้าไปใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด เช่น ฉาก เครื่องแต่งตัว เครื่องมือ หุ่นต่าง ๆ เป็นต้น 4. การสาธิต การสาธิตคือ การอธิบายถึงข้อเท็จจริงหรือแบ่งความคิด หรือกระบวนการต่าง ๆให้ผู้ฟังแลเห็นไปด้วย เช่น ครูวิทยาศาสตร์เตรียมก๊าซออกซิเจนให้นักเรียนดู ก็เป็นการสาธิต การสาธิตก็เหมือนกับนาฏการ หรือ การศึกษานอกสถานที่ เราถือเป็นสื่อการสอนอย่างหนึ่ง ซึ่งในการสาธิตนี้อาจรวมเอาสิ่งของที่ใช้ประกอบหลาย อย่าง นับตั้งแต่ของจริงไปจนถึงตัวหนังสือ หรือคำพูดเข้าไว้ด้วย แต่เราไม่เพ่งเล็งถึงสิ่งเหล่านี้ เราจะให้ความสำคัญ กับกระบวนการทั้งหมดที่ผู้เรียนจะต้องเฝ้าสังเกตอยู่โดยตลอด 5. การศึกษานอกสถานที่ การพานักเรียนไปศึกษานอกสถานที่ เป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตเพื่อให้นักเรียน ได้เรียนจากแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ที่มีอยู่จริงภายนอกห้องเรียน ดังนั้นการศึกษานอกสถานที่จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ เป็นสื่อกลางให้นักเรียนได้เรียนจากของจริง
6. นิทรรศการ นิทรรศการมีความหมายที่กว้างขวาง เพราะหมายถึง การจัดแสดงสิ่งต่างๆเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ชม ดังนั้นนิทรรศการจึงเป็นการรวมสื่อต่าง ๆ มากมายหลายชนิด การจัดนิทรรศการที่ให้ผู้เรียนมามีส่วนร่วมในการจัด จะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสคิดสร้างสรรค์มีส่วนร่วม และได้รับข้อมูลย้อนกลับด้วยตัวของเขาเอง 7. โทรทัศน์และภาพยนตร์ โทรทัศน์เป็นสื่อการสอนที่มีบทบาทมากในปัจจุบัน เพราะได้เห็นทั้งภาพและได้ยินเสียง ในเวลาเดียวกัน และยังสามารถแพร่และถ่ายทอดเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้ด้วย นอกจากนั้นโทรทัศน์ยังมีหลาย รูปแบบ เช่น โทรทัศน์วงจรปิด ซึ่งโรงเรียนสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมี โทรทัศน์วงจรปิด ที่เอื้อประโยชน์ต่อการศึกษาอย่างกว้างขวาง ภาพยนตร์เป็นสื่อที่จำลองเหตุการณ์มาให้ผู้ชมหรือ ผู้เรียนได้ดูและได้ฟังอย่างใกล้เคียงกับความจริง แต่ไม่สามารถถ่ายทอดเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้ ถึงอย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์ก็ยังนับว่าเป็นสื่อที่มีบทบาทมากในการเรียนการสอน เช่นเดียวกันกับโทรทัศน์ 8. ภาพนิ่ง การบันทึกเสียง และวิทยุ ภาพนิ่ง ได้แก่ ภาพถ่าย ภาพวาดซึ่งมีทั้งภาพทึบแสงและโปร่งแสง ภาพทึบ แสงคือรูปถ่าย ภาพวาด หรือภาพในสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ส่วนภาพนิ่งโปร่งใสหมายถึงสไลด์ ฟิล์มสตริป ภาพโปร่งใสที่ใช้ กับเครื่องฉายวัสดุโปร่งใส เป็นต้น ภาพนิ่งสามารถจำลองความเป็นจริงมาให้เราศึกษาบนจอได้ การบันทึกเสียง ได้แก่แผ่นเสียงและเครื่องเล่นแผ่นเสียง เทปและเครื่องบันทึกเสียง และเครื่องขยายเสียงตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเสียงซึ่งนอกจากจะสามารถนำมาใช้อย่างอิสระในการเรียนการสอนด้วยแล้ว ยังใช้กับรายการวิทยุและ กิจกรรมการศึกษาอื่น ๆ ได้ด้วย ส่วนวิทยุนั้น ปัจจุบันที่ยอมรับกันแล้วว่า ช่วยการศึกษาและการเรียนการสอน ได้มาก ซึ่งไม่จำกัดอยู่แต่เพียงวิทยุโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงวิทยุทั่วไปอีกด้วย 9. ทัศนสัญลักษณ์ สื่อการสอนประเภททัศนสัญญลักษณ์นี้ มีมากมายหลายชนิด เช่น แผนภูมิแผนภาพ แผนที่ แผนผัง ภาพโฆษณา การ์ตูน เป็นต้น สื่อเหล่านี้เป็นสื่อที่มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์สำหรับถ่ายทอดความหมายให้ เข้าใจได้รวดเร็วขึ้น 10.วจนสัญลักษณ์ สื่อขั้นนี้เป็นสื่อที่จัดว่า เป็นขั้นที่เป็นนามธรรมมากที่สุด ซึ่งได้แก่ตัวหนังสือหรืออักษร สัญลักษณ์ทางคำพูดที่เป็นเสียงพูด ความเป็นรูปธรรมของสื่อประเภทนี้จะไม่คงเหลืออยู่เลย อย่างไรก็ดี ถึงแม้สื่อ ประเภทนี้จะมีลักษณะที่เป็นนามธรรมที่สุดก็ตามเราก็ใช้ประโยชน์จากสื่อประเภทนี้มาก เพราะต้องใช้ในการสื่อ ความหมายอยู่ตลอดเวลา สื่อการเรียนการสอนจำแนกตามคุณสมบัติ Wilbure Young ได้จัดแบ่งไว้ดังนี้ 1. ทัศนวัสดุ (Visual Materials) เช่น กระดานดำ กระดานผ้าสำลี) แผนภูมิ รูปภาพ ฟิล์มสตริป สไลด์ ฯลฯ
2. โสตวัสดุ (Audio Materisls ) เช่น เครื่องบันทึกเสียง (Tape Recorder) เครื่องรับวิทยุ ห้องปฏิบัติการทาง ภาษา ระบบขยายเสียง ฯลฯ 3. โสตทัศนวัสดุ (Audio Visual Materials) เช่น ภาพยนตร์ โทรทัศน์ ฯลฯ 4. เครื่องมือหรืออุปกรณ์ (Equipments) เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องฉายฟิล์มสตริปเครื่องฉายสไลด์ 5. กิจกรรมต่าง ๆ (Activities )เช่น นิทรรศการ การสาธิต ทัศนศึกษา ฯลฯ สื่อการเรียนการสอนจำแนกตามรูปแบบ (Form) Louis Shores ได้แบ่งประเภทสื่อการสอนตามแบบไว้ ดังนี้ 1.สิ่งตีพิมพ์ (Printed Materials) เช่น หนังสือแบบเรียน เอกสารการสอน ฯลฯ 2.วัสดุกกราฟิก เช่น แผนภูมิ ( Charts) แผนสถิติ (Graph) แผนภาพ (Diagram) ฯลฯ 3.วัสดุฉายและเครื่องฉาย (Projected Materials and Equipment) เช่น ภาพยนตร์ สไลด์ ฯลฯ 4.วัสดุถ่ายทอดเสียง (Transmission) เช่น วิทยุ เครื่องบันทึกเสียง สื่อการเรียนการสอนตามลักษณะและการใช้ 1. เครื่องมือหรืออุปกรณ์ (Hardware) 2. วัสดุ (Software) 3. เทคนิคหรือวิธีการ (Techinques or Methods) คุณค่าและประโยชน์ของสื่อการเรียนการสอน 1. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1.1 เรียนรู้ได้ดีขึ้นจากประสบการณ์ที่มีความหมายในรูปแบบต่างๆ 1.2 เรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง 1.3 เรียนรู้ได้ง่ายและเข้าใจได้ชัดเจน 1.4 เรียนรู้ได้มากขึ้น 1.5 เรียนรู้ได้ในเวลาที่จำกัด
2. ช่วยให้สามารถเอาชนะข้อจำกัดต่าง ๆ ในการเรียนรู้ ได้แก่ 2.1 ทำสิ่งนามธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น 2.2 ทำสิ่งซับซ้อนให้ง่ายขึ้น 2.3 ทำสิ่งเคลื่อนไหวช้าให้เร็วขึ้น 2.4 ทำสิ่งเคลื่อนไหวเร็วให้ช้าลง 2.5 ทำสิ่งเล็กให้ใหญ่ขึ้น 2.6 ทำสิ่งใหญ่ให้เล็กลง 2.7 นำสิ่งที่อยู่ไกลมาศึกษาได้ 2.8 นำสิ่งที่เกิดในอดีตมาศึกษาได้ช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน 2.9 ช่วยให้จดจำได้นาน เกิดความประทับใจและมั่นใจในการเรียน 2.10 ช่วยให้ผู้เรียนได้คิดและแก้ปัญหา 2.11 ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล คุณค่าของสื่อการเรียนการสอน 1. สื่อการเรียนการสอนสามารถเอาชนะข้อจำกัดเรื่องความแตกต่างกันของประสบการณ์ดั้งเดิมของ ผู้เรียน คือเมื่อใช้สื่อการเรียนการสอนแล้วจะช่วยให้เด็กซึ่งมีประสบการณ์เดิมต่างกันเข้าใจได้ใกล้เคียงกัน 2.ขจัดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสถานที่ ประสบการณ์ตรงบางอย่าง หรือการเรียนรู้ 3.ทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงจากสิ่งแวดล้อมและสังคม 4.สื่อการเรียนการสอนทำให้เด็กมีความคิดรวบยอดเป็นอย่างเดียวกัน 5.ทำให้เด็กมีมโนภาพเริ่มแรกอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ 6.ทำให้เด็กมีความสนใจและต้องการเรียนในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น เช่นการอ่าน ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ ทัศนคติ การแก้ปัญหา ฯลฯ 7.เป็นการสร้างแรงจูงใจและเร้าความสนใจ
8.ช่วยให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์จากรูปธรรมสู่นามธรรม หลักในการผลิตสื่อ 1. ต้องออกแบบให้ตรงกับจุดมุ่งหมาย เหมาะสมกับผู้เรียน 2. ผลิตโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะนำไปใช้งาน 3. สามารถนำไปใช้ได้ง่าย วิธีการใช้ไม่ยุ่งยาก มีคู่มือประกอบการใช้งาน 4. การสื่อบางประเภทไม่จำเป็นต้องแสดงรายละเอียดมากนัก 5. คำนึงถึงความประหยัดทั้งงบประมาณและเวลาให้เหมาะสม การผลิตสื่อแต่ละประเภท 1. การประดิษฐ์ตัวอักษร 2. บัตรคำ 3. การผนึกภาพ การประดิษฐ์ตัวอักษร การผลิตสื่อจะขาดเสียมิได้เลยคือ การประดิษฐ์ตัวอักษร ไม่ว่าจะใช้ประกอบในการจัดทำบัตรคำ ป้าย นิเทศ ป้ายโฆษณา การเขียนเพื่อประกอบเป็นคำบรรยายต่างๆ ถือได้ว่าเป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับครูธุรกิจ การประดิษฐ์ตัวอักษรอย่างเหมาะสมจะช่วยดึงดูดความสนใจของผู้เรียน ทั้งนี้ตัวอักษรที่ประดิษฐ์ต้องมีขนาด พอเหมาะกับระยะในการเรียนรู้ ชัดเจน อ่านง่าย หลักในการประดิษฐ์ตัวอักษร 1. การเลือกแบบ หรือลักษณะของตัวอักษรที่จะเขียน หัวเรื่อง หรือใจความสำคัญควรจะมีการเน้น รูปแบบ ขนาดที่แตกต่างจากข้อความธรรมดา
2. ขนาดของตัวอักษร ควรสัมพันธ์กับระยะความห่างจากตัวอักษร เช่น ผู้อ่านอยู่ห่าง 4.8 เมตร ตัวอักษร ควรจะมีขนาด 1.2 เซนติเมตร 3. ช่องไฟ ต้องคำนึงถึงช่องไฟ เพื่อความสวยงาม ดูเป็นระเบียบ อาจใช้การประมาณด้วยสายตา หรือถือ หลักช่องไฟระหว่างตัวอักษรเป็น 1 ใน 3 หรือ 2 ใน 3 ส่วนของตัวอักษร ทั้งนี้ก่อนที่จะประดิษฐ์ตัวอักษร ควรนับ จำนวนตัวอักษรเสียก่อน จากนั้นก็หาจุดศูนย์กลาง แล้วจึงลงมือร่างแบบ การประดิษฐ์ตัวอักษรแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ 1. การประดิษฐ์อักษรด้วยมือ เช่น ปากกา ดินสอน ปากกาสปีดบอล พู่กัน ชอล์ก ปากกาเมจิเป็นต้น 2. การประดิษฐ์อักษรด้วยเครื่อง เช่น เครื่องพิมพ์ดีด คอมพิวเตอร์ ตัวอักษรแบบฉลุ ตัวอักษรแบบฝน เป็นต้น บัตรคำ บัตรคำเป็นสื่อวัสดุที่ทำด้วยกระดาษแข็งให้เป็นบัตรรูปสี่เหลี่ยมที่มีขนาดต่างๆกัน บัตรคำ มักจะเขียนเป็นคำๆ หรือเป็นประโยค โดยอาจจะมีรูปประกอบด้วยก็ได้ ตัวอักษรที่เขียนบนบัตรควรจะคำนึงถึงสี และความเหมาะสมด้วย การผลิตบัตรคำ 1. ตัดกระดาษแข็งให้เป็นบัตรสี่เหลี่ยมตามขนาดและจำนวนที่ต้องการ 2. เขียนตัวอักษรที่ต้องการลงบนบัตรตามความเหมาะสม โดยอาจจะมีรูปภาพประกอบมาปะบนบัตร คำ 3. เมื่อเขียนเสร็จแล้วควรทิ้งไว้ให้แห้ง การเก็บบัตรคำ เพื่อความเรียบร้อย สะดวกในการนำออกมาใช้งาน ควรเก็บเป็นหมวดหมู่ โดยอาจจะ เก็บในกล่องลิ้นชัก ตู้เก็บอุปกรณ์ การผนึกภาพ การผนึกภาพคือ การเก็บรักษาวัสดุการสอนที่เป็นกระดาษที่ฉีกขาดง่าย โดยการผนึกเข้ากับวัสดุที่ แข็งกว่า เช่น ผ้า กระดาษหนา ซึ่งจะช่วยให้ใช้ได้นาน
วัสดุที่จะผนึก คือ ภาพจากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ ใบปลิว โปสเตอร์ ซึ่งอาจจะเป็นรูปภาพพิมพ์ กระดาษหยาบๆ หรือเป็นภาพลายวาด หรือพิมพ์ ภาพถ่าย อาจจะเป็นภาพสี หรือขาวดำ วัสดุที่รองผนึกได้ควร เป็นกระดาษแข็ง ซึ่งมีความแข็งปานกลาง มีน้ำหนักเบาและราคาไม่แพง วัสดุอีกอย่างคือ ผ้า ทำให้ง่ายต่อการพับ งอ ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายในการใช้งาน การผนึกภาพแบ่งได้ 2 ประเภทคือ 1. การผนึกแบบธรรมดา เป็นการผนึกด้วยกาวยางน้ำ แป้งเปียก กาวลาเท็กซ์ เป็นต้น 2. การผนึกแบบใช้ความร้อนช่วย เช่น การผนึกโดยใช้แผ่นเยื่อผนึกแห้ง วิธีการผนึกด้วยกาวลาเท็กซ์ 1. นำกระดานที่มีขนาดพอเหมาะกับภาพที่ต้องการจะผนึก 2. นำภาพที่ต้องการไปแช่น้ำให้ทั่วทั้งภาพประมาณ 10 นาที หรือจนน้ำซึมเข้าทั่วทั้งภาพ 3. ทากาวลาเท็กซ์บนกระดาน 4. วางภาพบนกระดานทำให้เรียบ อาจจะใช้ขวดน้ำเกลี้ยงบนภาพให้เรียบ 5. ทากาวบนภาพให้ทั่วอีกครั้ง และทิ้งไว้ให้แห้ง วิธีการใช้แผ่นเยื่อผนึกแห้ง 1. วางภาพไว้ระหว่างแผ่นเยื่อผนึกแห้ง 2. ใช้กระดาษสะอาดปิดด้านบนของรูปภาพ แล้วสอดรูปภาพและกระดาษรองดังกล่าวเข้าไปใน เครื่องอัดภาพ ประมาณ 1 นาที ที่อุณหภูมิความร้อน 225 องศา 3. ได้ภาพผนึกแห้งที่ต้องการ
บทที่ 3 อุปกรณ์และวิธีการดำเนินงาน 3.1 ขั้นตอนการดำเนินงาน การดำเนินงาน ระยะเวลาการดำเนินกิจกรรม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม ผู้รับผิดชอบ ขั้นวางแผน 1.ค้นหาข้อมูล 2.วางแผนการปฏิบัติงาน 3.ปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน สมาชิกในกลุ่ม ขั้นเตรียมการ 1.แบ่งประเภทกิจกรรมที่จะจัดเป็นซุ้ม 2.เลือกโรงเรียนที่จะลงพื้นที่ 3.เรียมอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมต่างๆและของ รางวัล 4.จัดหารถในการเดินทางไปลงพื้นที่ สมาชิกในกลุ่ม ขั้นดำเนินการ 1.ให้อาจารย์ที่ปรึกษาทำหนังสือในการขอจัด กิจกรรมที่โรงเรียน 2.ไปปรึกษากับผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท้าย ยอ 3.ออกแบบและทำไวนิล 4.ลงพื้นที่จริงและจัดกิจกรรมให้กับเด็ก สมาชิกในกลุ่ม ขั้นประเมินผล 1.บันทึกผลการปฏิบัติงาน 2.สรุปผลการดำเนินงาน 3.จัดทำรูปเล่ม 4.เสนอโครงงาน สมาชิกในกลุ่ม
3.2 วิธีการดำเนินงาน (1) ติดต่อสอบถามปัญหาที่เกิดขึ้นกับทางโรงเรียนและประชุมเพื่อแก้ไขปัญหา (2) วางแผนการปฏิบัติงานโดยการแบ่งกลุ่มสมาชิกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อจัดทำสื่อให้ความรู้และการสันทนาการให้กับ นักเรียน (3) ลงพื้นที่จัดกิจกรรมให้กับนักเรียนโรงเรียนวัดท้ายยอ โดยการให้ความรู้ในเรื่องพลเมืองเท่าเทียมและมีกิจกรรม ทั้งหมด 3 ฐาน คือ ฐานบรรจงจัดคัดอักษรา ฐานอักษรไขว้ใส่ความดี และฐานลูกโป่งหรรษาค้นหาความดี (4) ติดตามผลหลังการทำกิจกรรม โดยการตั้งคำถามและมอบของรางวัล (5) สรุปผลและปรับแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากได้ลงพื้นที่ เพื่อนำมาพัฒนาโครงการในโอกาสต่อไป 3.3 อุปกรณ์ที่ใช้ในการพัฒนาโครงงาน (1) โทรศัพท์มือถือ (2) คอมพิวเตอร์ (3) เครื่องปริ้นเอกสาร (4) กระดาษ (5) ปากกา (6) ลูกโป่ง (7) เทปใส (8) กระดาน (9) ปากกาเขียนกระดาน (10) กลอง (11) เครื่องเสียง (12) กรรไกร (13) กล้องถ่ายรูป
บทที่ 4 ผลการด าเนินงาน จากการทำกิจกรรม “นักเรียนท้ายยอ ครูม.ทักษิณ” ทางคณะผู้จัดทำได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมให้กับนักเรียน โรงเรียนวัดท้ายยอ หมู่ที่ 9 บ้านสวนใหม่ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยการให้ความรู้ใน เรื่องพลเมืองเท่าเทียม และมีกิจกรรมทั้งหมด 3 ฐาน คือ ฐานบรรจงจัดคัดอักษรา ฐานอักษรไขว้ใส่ความดี และ ฐานลูกโป่งหรรษาค้นหาความดี ทางคณะผู้จัดทำพบว่า นักเรียนโรงเรียนวัดท้ายยอ มีพัฒนาการด้านทักษะภาษาไทย ทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนที่ดีขึ้น นักเรียนมีความรู้และความเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดี โดยที่ นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนา ผ่านกิจกรรมที่ทางคณะผู้จัดทำได้จัดขึ้น ภาพที่ 4.1 ฐานบรรจงจัดคัดอักษรา
ภาพที่ 4.2 ฐานอักษรไขว้ใส่ความดี ภาพที่ 4.3 ฐานลูกโป่งหรรษาค้นหาความดี
บทที่ 5 สรุปผลการด าเนินงาน/ข้อเสนอแนะ 5.1 ผลการด าเนินงานจัดท าโครงงาน ทางคณะผู้จัดท าพบว่า การจัดท าโครงงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้ก าหนดไว้ ดังกล่าวนี้ - เพื่อฝึกทักษะทางภาษาไทย การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน - เพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดีและให้รู้หน้าที่ของพลเมืองที่ดีในสังคมไทย และทำให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่4-6 มีพัฒนาการในด้านต่างๆที่กล่าวไว้ข้างต้น 5.2 สรุปผลการด าเนินงานโครงงาน ทางคณะผู้จัดทำพบว่า นักเรียนโรงเรียนวัดท้ายยอ มีพัฒนาการด้านทักษะภาษาไทย ทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนที่ดีขึ้น นักเรียนมีความรู้และความเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดี โดยที่ นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนา ผ่านกิจกรรมที่ทางคณะผู้จัดทำได้จัดขึ้น โดยที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่4-6 ให้ความร่วมมืออย่างดีตลอดจนจบกิจกรรม 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.3.1 ควรเพิ่มเวลาในการจัดกิจกรรม 5.3.2 ควรมีฐานกิจกรรมที่มีความหลากหลายหรือเพิ่มฐานกิจกรรมให้มากขึ้น
บรรณานุกรม นันทวัน ขำสำราญ.2563.รูปแบบการเรียนการสอนภาษาไทยแบบสร้างเสริมประสบการณ์ภาษา. สืบค้นเมื่อ 23 ตุลาคม 2563.จาก http://sites.google.com. จุฑามาศ นาคจำนงค์.2563.ความรู้เบื้องต้นในการจัดทำโครงการ.สืบค้นเมื่อ 23 ตุลาคม 2563. จาก http://sites.google.com. กลุ่มสารสนเทศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.2563.ข้อมูลพื้นฐานโรงเรียนวัดท้ายยอ. สืบค้นเมื่อ 23 ตุลาคม 2563.จาก http://data.bopp-obec.info/emis/schooldata-view.php. นวลฉวี เทียบสี.2563.หลักการผลิตสื่อการสอน.สืบค้นเมื่อ 23 ตุลาคม 2563.จาก http://www.classstart. Org/classes/421.
ภาคผนวก