The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suphachai Boonladee, 2024-06-17 04:47:42

วิเคราะห์ตัวละครในวรรณกรรม เรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดย ทมยันตี

organized-21

วิเคราะห์นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตี นายศุภชัย บุญละดี รหัสนิสิต 631031309 รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาวรรณกรรมปัจจุบัน ปริญญาการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยทักษิณ 2565


ค าน า รายงานวิเคราะห์นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตี เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 0111362 วรรณกรรมปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์นวนิยายเรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว ตามลักษณะองค์ประกอบของนวนิยาย วิเคราะห์คุณค่าที่ส่งผลและสะท้อนสภาพสังคมในปัจจุบัน รายงานเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเพื่อวิเคราะห์นวนิยายเรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว ตามลักษณะ องค์ประกอบของนวนิยาย ยุคของวรรณกรรมที่ปรากฏในนวนิยายและคุณค่าที่ปรากฏในนวนิยายเรื่อง ใบไม้ที่ ปลิดปลิว ที่มีแนวคิดสะท้อนสภาพสังคมของครอบครัว ทั้งในเรื่องของความรักต้องห้าม เหตุการณ์ที่ส่งผล กระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกส่งผลให้เข้ามาเป็นตัวควบคุมระบบความคิดและพฤติกรรมของตัวละคร ซึ่งปรากฏ ให้เห็นผ่านเรื่องราวในนวนิยายเล่มนี้ ผู้จัดท าหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะมีคุณประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจและศึกษาค้นคว้า รายงานเล่มนี้ ส าเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มาโนช ดินลานสกูล เป็นอย่างสูง ที่ให้ค าปรึกษาและ ค าแนะน าเสมอมา ขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ หากมีสิ่งใดในรายงานฉบับนี้จะต้องแก้ไข ปรับปรุง ผู้จัดท าขอ น้อมรับข้อชี้แนะและน าไปแก้ไขพัฒนาให้ถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้จัดท า ก


สารบัญ เรื่อง หน้า ค าน า ……………………………………………………………………………………………………………………….. ก สารบัญ …………………………………………………………………………………………….………………………. ข ๑. ยุคของวรรณกรรมในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว …………………………………………………... 1 ๒. เหตุผลที่สนใจศึกษานวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว …………………………………………………… 3 ๓. ภูมิหลัง ……………………………………………………….…………………………………………………….…. 3 ๓.๑ ประวัติของผู้แต่ง ……………………………………………………….………………………...... 3 ๓.๒ เรื่องย่อ ……………………………………………………….………………………………………… 7 ๔. รูปแบบของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตี ………………………………………. 8 ๕. เนื้อหาของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตี .……………………………………….. 8 ๖. วิเคราะห์ตามลักษณะองค์ประกอบของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตี …. 9 ๖.๑ โครงเรื่อง (Plot) ……………………………………………………….……………………………. 10 ๖.๒ แก่นเรื่อง (Theme) ……………………………………………………….……………………….. 18 ๖.๓ ตัวละคร (Character) …………………………….………………………………………………. 20 ๖.๔ ฉาก (Setting) ……………………………………………………………………………………….. 34 ๖.๕ บทสนทนา (Dialogue) …………………………………………………………………………... 36 ๗.วิเคราะห์คุณค่าของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตี ……………………….……. 44 ๗.๑ คุณค่าต่อตัวเอง ……………………………………………………….…………………………..... 44 ๗.๒ คุณค่าต่อสังคม ……………………………………………………….…………………………..…. 46 ๘.สรุปผลการศึกษา ……………………………………………………….………………………………………..…. 48 บรรณานุกรม ข


1 ๑. ยุคของวรรณกรรมในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตีนามปากกาของคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ตีพิมพ์ครั้ง แรกในปีพ.ศ.2531 โดยส านักพิมพ์บ ารุงสาสน์เป็นวรรณกรรมประเภทนวนิยายในยุควรรณกรรมสร้างสรรค์ ช่วงที่ 1 (พ.ศ.2522-2535) เป็นยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ก าเนิดขึ้นภายหลังยุควรรณกรรมบาดแผล ซึ่ง สอดคล้องกับที่มาโนช ดินลานสกูล (๒๕๖๓) กล่าวว่ายุควรรณกรรมบาดแผลเกิดวรรณกรรมที่มีความเกี่ยวข้อง กับเหตุการณ์ทางการเมืองเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นยุคที่สังคมไทยเผชิญกับเหตุการณ์ความรุนแรงทาง การเมือง คือ เหตุการณ์14 ตุลาคม พ.ศ.2516 และเหตุการณ์6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุค วรรณกรรมสร้างสรรค์ช่วงที่ 1 (พ.ศ.2522-2535) เริ่มมีการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม แนว ทางการเขียนก็เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะด้านเนื้อหา จากเดิมเนื้อหาของวรรณกรรมถือเป็นเครื่องมือทาง การเมืองแต่ในยุคนี้วรรณกรรมได้น าเสนอสังคมในมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น ท าให้บรรยากาศของ วรรณกรรมเปลี่ยนแปลงไปทั้งยังเกิดส านักพิมพ์ ร้านหนังสือ หนังสือพิมพ์วารสารต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งยังมี รางวัลทางวรรณกรรมหลายรางวัล มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับวรรณกรรมมากขึ้นท าให้ขยายไปสู่สังคมอย่าง กว้างขวาง นอกจากนี้มีการตั้งกลุ่มเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์วรรณกรรมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เช่น กลุ่มนาคร (ภาคใต้) กลุ่มล าน้ ามูล (ภาคอีสาน) กลุ่มลมเหนือ (ภาคเหนือ) กลุ่มคลื่นใหม่ (ภาคใต้) กลุ่มพิราบเหลือง (ภิกษุ สามเณร) กลุ่มหน้ารามฯ (ภาคกลาง) เป็นต้น ท าให้เกิดนักเขียน นักอ่านรุ่นใหม่จ านวนมาก สามารถเลือก เขียนและอ่านได้ตามประเภทที่ชอบได้อย่างอิสระ ทมยันตีเป็นหนึ่งในนักเขียนที่มีผลงานโดดเด่นในยุคนี้ วรรณกรรมในยุคนี้จึงเปลี่ยนแปลงไปเป็นวรรณกรรมที่มีวิวัฒนาการมาจากวรรณกรรมเพื่อชีวิตหลอมรวมกับ แนวคิดสัจนิยม (realism) วรรณกรรมประเภทนวนิยายในยุควรรณกรรมสร้างสรรค์ช่วงที่ 1 (พ.ศ.2522-2535) ไม่ได้มุ่ง น าเสนอเนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองอีกต่อไป นักเขียนส่วนใหญ่ในยุคนี้มุ่งน าเสนอ เนื้อหาที่สะท้อนความจริงในชีวิตมนุษย์และสังคมผ่านมุมมองที่แตกต่างไปจากอดีต แก่นเรื่องมุ่งสะท้อนถึง คุณค่าของชีวิตและสภาพปัญหาของสังคมอย่างตรงไปตรงมาและครอบคลุมไปถึงความเป็นมนุษย์ในฐานะ ปัจเจกชนธรรมดาคนหนึ่งซึ่งมักจะตกเป็นเหยื่อความเชื่อและค าตัดสินของสังคม ส่งอิทธิพลให้มนุษย์ต้อง ประสบปัญหาและความทุกข์ทรมานในชีวิตหรือการตีแผ่ปัญหาที่เกิดจากความเปราะบางทางสถาบันครอบครัว ซึ่งน าไปสู่การสร้างปมปัญหาให้กับสังคม ตลอดจนปัญหาวัฏจักรแห่งชีวิตอันเป็นสัจธรรม ผ่านกลวิธีการ น าเสนอที่ตกอยู่ภายใต้ยุคสมัยแห่งกระแสวรรณกรรม สังเกตได้จากการที่งานเขียนเริ่มปรากฏตัวละครที่มี ลักษณะสมจริงในการด าเนินชีวิตและการเผชิญปัญหาโดยปราศจากความเพ้อฝัน นอกจากนี้ยังมักกล่าวถึง ธรรมชาติฝ่ายต่ าของมนุษย์มากกว่าธรรมชาติฝ่ายสูงหรือที่เรียกกันว่าแนวคิดธรรมชาตินิยม (naturalism) การ น าเสนอเรื่องราวเกิดความซับซ้อน ภายใต้รูปแบบที่น่าสนใจและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางวรรณศิลป์ท าให้ สามารถจูงใจผู้อ่านได้ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง นวนิยาย เป็นงานเขียนของวรรณกรรมปัจจุบันรูปแบบหนึ่ง มาจากภาษาอังกฤษว่า Novel ใช้เรียก วรรณกรรมประเภทเรื่องสมมุติหรือบันเทิงคดี (Fiction) ที่เป็นร้อยแก้ว มีองค์ประกอบที่มีความส าคัญมากกว่า วรรณกรรมรูปแบบอื่น มีความซับซ้อนในเนื้อเรื่อง ตัวละคร ฉาก กลวิธีการน าเสนอ คุณค่าในด้านต่าง ๆ เขียน เล่าเป็นเรื่องสั้น ๆ เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ในมุมต่าง ๆ สอดคล้องกับที่สายทิพย์ นุกูลกิจ (2537) กล่าวถึงงาน เขียนนวนิยายไว้ว่า นวนิยายเป็นเรื่องสมมุติซึ่งอาศัยพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์ในสังคมเป็นเกณฑ์ น ามา ปรับปรุง แต่งแต้มด้วยกลวิธีการประพันธ์ให้สมจริง มุ่งให้ความเพลิดเพลิน สะเทือนอารมณ์และเร้าใจผู้อ่าน แนวคิดในนวนิยายที่ผู้เขียนต้องการสื่อนั้นอาจให้ประโยชน์ที่ผู้อ่านจะเลือกมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจ าวัน


2 ได้ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมดังที่รื่นฤทัย สัจจพันธ์(2532) กล่าวถึงงานเขียนนวนิยายไว้ว่า ในปัจจุบัน นวนิยายเป็นวรรณกรรมที่ประชาชนทั่วไปนิยมอ่านกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากนวนิยายเป็นวรรณกรรมที่ เข้าถึงประชาชนในสังคมได้ง่าย นอกจากจะให้ความบันเทิงที่เป็นจุดประสงค์หลักแล้วยังสอดแทรกค่านิยม วิถี ชีวิตของคนในสังคมวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีและข้อมูลอื่น ๆ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่านวนิยาย เป็นประจกที่สะท้อนให้รู้จักชีวิต สังคมและมนุษย์ ให้แง่คิดและคลายปัญหาในชีวิตได้ในบางครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงมี นักเขียนบางคนใช้นวนิยายเป็นเครื่องมือแสดงอารมณ์ โลกทัศน์และอุดมคติของตน บางท่านเขียนอุดมคติ การเมืองในนวนิยาย บางท่านด่าประณามสังคม ส าหรับนักเขียนของไทยก็มีอยู่มากที่ใช้นวนิยายเพื่อประโยชน์ ดังกล่าว แต่ก็มีนักเขียนนวนิยายบางกลุ่มที่ใช้นวนิยายเพื่อสะท้อนสังคมด้านอื่น บันทึกสภาพการณ์ของสังคม และพฤติกรรมของมนุษย์ไว้ในงานเขียนตามรูปแบบการเขียนที่ตนถนัด นักเขียนเหล่านี้ได้พยายามสร้างงานขึ้น เพื่อเผยแพร่อย่างมากมายและที่มีชื่อเสียงอยู่ในช่วงปีพ.ศ.2500 - 2525 นั้นมีจ านวนมาก เช่น กฤษณา อโศกสิน สุวรรณี สุคนธา โสภาค สุวรรณ พนมเทียน ทมยันตี เป็นต้น สาเหตุที่ลักษณะของนวนิยายในยุคนี้เปลี่ยนไป เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมต้องเผชิญปัญหา ในการด ารงชีวิตมากกว่าปัญหาทางการเมือง นวนิยายจึงมีเนื้อหาสะท้อนสภาพสังคม รวมทั้งการแสดงทัศนะ วิพากษ์วิจารณ์สังคม ตลอดจนการน าเสนอแนวคิดเกี่ยวกับชีวิตในแง่มุมที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น การเสพวรรณกรรมประเภทนวนิยายของคนในยุคปัจจุบัน นอกจากการเสพด้วยวิธีการอ่านแล้ว ยัง สามารถเสพในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย เช่น การดัดแปลงวรรณกรรมที่เป็นหนังสือไปสู่รูปแบบใหม่ในแผ่นฟิล์ม ภาพยนตร์หรือเป็นละครเวที ละครโทรทัศน์ ละครวิทยุ นวนิยายของนักเขียนไทยร่วมสมัยหลายคนได้รับการ ดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ ละครวิทยุและได้รับความนิยมอย่างสูงหนึ่งในนั้น คือ นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิด ปลิวเป็นวรรณกรรมเรื่องหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาสังคมที่เด่นชัดของประชาชนในประเทศ โดยทม ยันตีได้สะท้อนสภาพปัญหาจากเรื่องราวความเป็นจริงในสังคม ผ่านบทบาทของตัวละครส าคัญอย่างนิรา กล่าวคือสะท้อนปัญหาความไม่พอดีของชีวิตมนุษย์มนุษย์ในปัจจุบันมักไม่พึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีและตนเอง ได้พยายามไขว่คว้าหาหนทางที่จะน าไปสู่การตอบสนองความต้องการของตนเอง โดยไม่ได้ค านึงถึงความ ถูกต้องหรือหลักศีลธรรม ประเด็นดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวไม่ว่าจะเป็นการที่นิรา มีความรักเชิงชู้สาวต่ออาแท้ๆ ของตน ซึ่งเป็นการผิดหลักศีลธรรมของสังคมไทย ในตอนเป็นเด็กนั้นอาจจะ เข้าใจได้ว่านิราอาจจะไม่เดียงสา แต่เมื่อโตขึ้นความต้องการนั้นก็ไม่ได้ลดน้อยลง กลับยิ่งทวีความรุนแรงและ ทรงอานุภาพมากยิ่งขึ้น จนน าไปสู่การสะท้อนสภาพสังคมประเด็นที่สองคือความเจริญวิทยาการทางการแพทย์ โดยเฉพาะการท าศัลยกรรม นวนิยายเรื่องนี้ได้สะท้อนผลพวงจากการท าศัลยกรรม ซึ่งถือนวัตกรรมแปลกใหม่ ในยุคที่นวนิยายเล่มนี้ก าเนิดขึ้น อานุภาพของการท าศัลยกรรมท าให้เกิดความวุ่นวายมากมาย รวมไปถึงความ ตายและความผิดหวังของใครบางคนด้วย นอกจากนี้ตัวละครนิรายังสะท้อนผลลัพธ์ของการตกเป็นทาสปัญหา ครอบครัว ปัญหาครอบครัวที่นิราประสบทั้งเรื่องความหลากหลายทางเพศ การที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศ ก าเนิด ความรุนแรงในครอบครัวที่พบเจอในชีวิตประจ าวันเกิดการสั่งสมมาเป็นเวลานานจนส่งผลและอิทธิพล โดยตรงต่อการด ารงชีวิตของนิรา ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เป็นวรรณกรรมที่มีความสอดคล้องกับยุค วรรณกรรมสร้างสรรค์ช่วงที่ 1 (พ.ศ.2522 - 2535) อย่างเด่นชัด กล่าวคือ เป็นนวนิยายที่มีกลิ่นอายของ ความเป็นวรรณกรรมเพื่อชีวิตหลอมรวมกับแนวคิดสัจนิยม (realism) ที่มุ่งเน้นการสะท้อนสภาพปัญหาสังคม และความเป็นจริงในชีวิตมนุษย์


3 2. เหตุผลที่ผู้ศึกษาสนใจเลือกศึกษาและวิเคราะห์นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตีมี เหตุผลหลายประการในการเลือก ดังนี้ 2.1 เหตุผลประการแรก ผู้ศึกษามีความต้องการที่จะฝึกนิสัยรักการอ่าน เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ศึกษา ยอมรับว่า เป็นคนที่อ่านหนังสือน้อยมาก ไม่ค่อยรู้จักหนังสือรางวัลหรือนักเขียนที่มีบทบาทส าคัญในการ เปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งถ้าหากได้มีโอกาสอ่านหนังสือ ผู้ศึกษาเลือกที่จะอ่านหนังสือประเภทที่ตนเองชอบ คือ นวนิยายที่เรียกร้องสิทธิของความเท่าเทียมและเสมอภาคของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศและสะท้อน ปมปัญหาของมนุษย์ที่ชวนคิดให้แก่สังคม แต่ปัจจุบันนี้โลกของเราหมุนไปอย่างรวดเร็ว ท าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องเรียนรู้และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เมื่อผู้ศึกษาได้เรียนในรายวิชาวรรณกรรมปัจจุบัน (๐๑๑๑๓๖๒) ผู้ศึกษา จึงได้มีโอกาสในการเรียนรู้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะในด้านการอ่านหนังสือประเภทอื่น ๆ มากขึ้น ท าให้มี ความรู้เกี่ยวกับวงการวรรณกรรมมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้ศึกษามากเท่าที่ควร นวนิยายที่ผู้ศึกษา เห็นแล้วสะดุดตาและเลือกมาวิเคราะห์ในครั้งนี้คือ ใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตีและคิดว่าจะท าให้ผู้ ศึกษาได้ตระหนักในการฝึกนิสัยรักการอ่านให้มากยิ่งขึ้น 2.2 ประการที่สอง นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว สะท้อนปมปัญหาของสถาบันครอบครัวที่น่าสนใจ หลายประการ เช่น การไม่ยอมรับในความหลากหลายทางเพศ ภูมิหลังของตัวละครหลักที่เกิดจากความรุนแรง กลายเป็นปมขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละครหลักที่ต้องการจะหลุดพ้น ความรักที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีงามของ สังคม เป็นต้น ซึ่งปมปัญหาดังกล่าวสะท้อนประเด็นสังคมในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน เนื่องจากในยุคปัจจุบัน ประเด็นของความหลากหลายทางเพศเป็นจุดสนใจของคนในสังคม แต่น้อยคนนักที่จะยอมรับได้ทั้งทางวาจา และพฤติกรรม ซึ่งมีความน่าสนใจ ผู้ศึกษาจึงเลือกที่จะน านวนิยายเรื่องนี้มาวิเคราะห์ต่อไป 2.3 ประการที่สาม นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เป็นนวนิยายที่เนื้อเรื่องมุ่งเน้นสะท้อนความรู้สึก และสภาพจิตใจของตัวละครส าคัญเป็นผลจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ประสบมาในอดีต ในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ ปลิดปลิว ตัวละครที่ท าหน้าที่ดังกล่าวก็คือนิรา ซึ่งทมยันตีได้สะท้อนเรื่องราวของนวนิยายโดยใช้สภาพจิตใจ ของนิราตัวละครเอกที่ได้รับผลกระทบมาจากเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นโครงในการด าเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ เรื่อง ประกอบกับนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวเป็นหนึ่งในผลงานของทมยันตีที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด ตั้งแต่การตีพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ.2531 และกลับมาได้รับความนิยมอย่างสูง ในปีพ.ศ.2562 หลังจากได้รับ การดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ด้วยลักษณะการเขียนเฉพาะตัวที่มีองค์ประกอบครบถ้วนและน่าสนใจ รวมทั้ง สามารถดึงดูดความสนใจของผู้อ่านให้หลงใหลไปกับผลงานที่รังสรรค์ขึ้นจากความประณีต พิถีพิถันและตั้งใจ จริงของทมยันตีจนกลายเป็นผลงานที่ทรงคุณค่า สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ก าลังใจ รวมทั้งฝากฝังข้อคิด และคติในการด าเนินชีวิตให้กับผู้อ่านได้อย่างน่าประทับใจ ดังที่บรรณาธิการส านักพิมพ์ณ บ้านวรรณกรรม (๒๕๖๒) ได้กล่าวถึงนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวไว้ในค าน าบรรณาธิการว่า “และด้วยความตั้งใจของ ส านักพิมพ์กับผลงานอันทรงคุณค่าชิ้นนี้ด้วย ‘บทเรียน’ ที่ดีย่อมคือแรงบันดาลใจ คือพลังชีวิตที่จะเติมเต็มให้ จิตวิญญาณของเราเข้มแข็ง พร้อม และไม่หวั่นไหวต่อวิกฤติหรืออุปสรรคในชีวิต” 3. ภูมิหลัง 3.1 ประวัติของผู้แต่ง ทมยันตี นามปากกาของคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ นักเขียนชื่อดังที่สร้างสรรค์ผลงานไว้ใน วงการวรรณกรรมเป็นจ านวนมาก ผลงานทุกชิ้นของทมยันตีได้รับความนิยมจากผู้อ่านเสมอมา เห็นได้จากการ


4 น านวนิยายยอดนิยมหลายเรื่องของทมยันตีมาดัดแปลงสร้างเป็นบทละครโทรทัศน์ละครวิทยุละครเวทีและ ภาพยนตร์หลายต่อหลายครั้ง จึงการันตีให้เห็นว่าผลงานนวนิยายของทมยันตีเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและเป็น ที่ยอมรับในวงกว้าง เนื่องจากนวนิยายของทมยันตีมีพลังทางวรรณศิลป์อย่างสูง สามารถโน้มน้าวอารมณ์ผู้อ่าน ให้เพลิดเพลินไปกับเนื้อเรื่องและตัวละครที่มีชีวิตชีวา สอดแทรกความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งความรัก โลภ โกรธ และลุ่มหลง รวมทั้งปลูกฝังความคิดเรื่องความกตัญญู ความเคารพกฎระเบียบ ความเสียสละ ความรักชาติรัก แผ่นดิน ความยึดมั่นในความดี ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การมุ่งสร้างบุญและบาป ความเป็นผู้หญิงที่แกร่ง อดทน ความเชื่อและเคารพตนเอง ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ท าให้ทมยันตีเป็นผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักเขียนหญิง อันดับต้น ๆ ของวงการวรรณกรรมไทยเลยทีเดียว จนได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขา วรรณศิลป์(ประเภทนวนิยาย) ในปีพ.ศ. 2555 ซึ่งนวนิยายของทมยันตีส่วนมากจะเป็นนวนิยายสะท้อนสภาพ ปัญหาเกี่ยวกับชีวิตสตรีแนวรักโรแมนติกหรือแนวพาฝันชีวิตรัก รวมทั้งการสะท้อนชีวิต สังคม การเมือง และ แนวจิตวิญญาณ นามปากกาที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย คือ “ทมยันตี” ถือเป็นนามปากกาที่สร้าง ความส าเร็จและสร้างชื่อเสียงให้งานประพันธ์ของทมยันตีเป็นอย่างมาก การศึกษาประวัติของทมยันตีจึงเป็น ส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การศึกษานวนิยายแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น จากการศึกษา ผู้ศึกษาพบว่า ประดับ ภูมิลา (2542) และ www.praphansarn.com/ทม ยันตี/writer/200. (๒๕๖๕) กล่าวถึงประวัติของทมยันตีไว้พอสังเขปได้ ดังหัวข้อต่อไปนี้ 3.1.1 ชาติภูมิ ทมยันตีมีชื่อและนามสกุลจริงว่า วิมล ศิริไพบูลย์ เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 ที่กรุงเทพมหานครและเสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 85 ปี ในวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2464 ท่ามกลาง ความเศร้าเสียใจของคนในครอบครัว ทมยันตีเป็นบุตรีคนที่สอง มีพี่ชายหนึ่งคนและน้องสาวอีกหนึ่งคน บิดามี อาชีพเป็นทหารเรือ ส่วนตระกูลของทางฝ่ายมารดาเป็นหญิงสาวชาววัง สืบเชื้อสายมาจากเจ้านายในราชวงศ์ เวียงจันทน์ซึ่งถูกกวาดต้อนมาสยามเมื่อครั้งรัชกาลที่ 3 3.1.2 การศึกษา ทมยันตีเรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 แผนก วิทยาศาสตร์ จากโรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ และเข้าศึกษาต่อในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ ระยะหนึ่ง ภายหลังเปลี่ยนไปเรียนคณะพณิชยศาสตร์และการบัญชี ขณะเรียนในชั้นปีที่ 3 ได้ไปสมัครเป็นครู สอนวิชาภาษาไทยและประวัติศาสตร์ ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอน แวนต์ เมื่อโรงเรียนรับสมัครเข้าเป็นอาจารย์ จึงลาออกจากมหาวิทยาลัย จึงได้วุฒิบัตรเพียงอนุปริญญา 3.1.3 ชีวิตครอบครัว ทมยันตีสมรสกับ พ.ต.ท.ศรีวิทย์ เจียมเจริญ มีบุตรชายด้วยกัน 3 คน และหย่าร้างกับ สามีประมาณปี พ.ศ.2524 ทมยันตีต้องตกเป็นความกับสามี ทมยันตีเองเรียกคดีครั้งนั้นว่าคดีอัปยศ ซึ่งถูก สามีฟ้องหย่าว่าทมยันตีซึ่งก าลังด ารงต าแหน่งวุฒิสมาชิกเป็นชู้กับน.อ.อ าคม อรรถเวทย์วรวุฒิ เพื่อนสมาชิก และขอศาลบังคับให้ทมยันตีหย่ากับตนพร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นจ านวนมาก ปัญหาความแตกร้าวในชีวิตคู่ ท า ให้ทมยันตีต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อเกียรติยศของตัวเองและลูก คดียืดเยื้อไปถึงขั้นสูงสุด ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าทมยันตีเป็นชู้จริงและพิพากษาให้เป็นไปตามค าขอของพ.ต.ท.ศรีวิทย์ เจียมเจริญ เมื่อศาลมีค า พิพากษาแล้ว วุฒิสภายังได้ลงมติให้ขับทมยันตีออกจากต าแหน่งสมาชิกวุฒิสภาด้วย


5 ประสบการณ์ความล้มเหลวในชีวิตคู่ของทมยันตี เป็นชีวิตส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อ ลักษณะนิสัยของตัวละครส าคัญฝ่ายหญิง ซึ่งทมยันตีได้เสนอภาพตัวละครส าคัญในลักษณะของสตรียุคใหม่ ทม ยันตีในฐานะแม่ม่ายลูกสามซึ่งเป็นผลมาจากการตัดสินทางสังคม แต่ผลจากการตัดสินใจจากลูกชายทั้งสาม เป็นผลที่ทมยันตีถือว่าคือชัยชนะจากเหตุการณ์วิกฤตในชีวิตครอบครัว เพราะได้เป็นผู้ปกครองลูกชายทั้งสาม คน ดังค ากล่าวของลูกชายคือกุญฑลและจตุพลว่า “คุณแม่เป็นคนใจแข็ง ไม่ถึงที่สุดจะไม่พูดเลย เป็นผู้หญิงใจ แข็งมาก เป็นคนที่พูดอะไรแล้วต้องเป็นอย่างนั้น ตอนที่คุณแม่หย่าขาดจากคุณพ่อ ไม่รู้สึกว่าขาดอะไร แม่ก็ ไม่ได้ขาดอะไรแน่นอน เพราะชีวิตของแม่ทุกอย่างเลยคือเพื่อลูก ลูกอยู่กับเค้าคือทุกอย่างเหมือนเดิม ถ้าแม่ไม่ ถูกในสายตาเรา เราจะอยู่กับแม่ท าไม แม่เป็นทุกอย่างที่เราอยากให้แม่เป็น ที่เราอยากให้แม่มี แม่ท าทุกอย่าง เพื่อลูก ทุกวันนี้แม่มีชีวิตเพื่อลูก” 3.1.4 ชีวิตการเป็นนักเขียน ทมยันตีเริ่มชีวิตการเป็นนักเขียนตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี โดยทมยันตีได้ผ่านการฝึกหัด มาตั้งแต่วัยเด็กโดยทางอ้อม เมื่อยังเป็นเด็กมารดาให้อ่านหนังสือทุกวัน อ่านจบต้องย่อความมาส่ง การฝึกหัด เช่นนี้ท าให้กลายเป็นคนรักการอ่าน และในขณะเดียวกันก็ท าให้มีความสามารถในการเขียนด้วย เมื่ออายุได้ 14 ปี ขณะที่เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 งานเขียนได้รับการลงพิมพ์เป็นชิ้นแรก เป็นเรื่องสั้นชื่อเรื่องตุ๊กตายอด รัก ลงพิมพ์ในนิตยสารศรีสัปดาห์ จากนั้นจึงเขียนเรื่องสั้นเรื่อยมา จนกระทั่งอายุ 19 ปี ขณะที่ยังศึกษาอยู่ใน มหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 ได้เขียนนวนิยายเรื่องยาวเป็นเรื่องแรกคือเรื่องในฝัน ได้ลงพิมพ์ในนิตยสารศรีสัปดาห์ เช่นกันและประสบความส าเร็จอย่างงดงาม จากความส าเร็จในครั้งนี้ทมยันตีจึงหันมาเขียนนวนิยายเพียงอย่าง เดียวและใช้นามปากกาในการประพันธ์ 5 ชื่อด้วยกันคือ โรสลาเรน (กุหลาบราชินี),ทมยันตี,ลักษณวดี,กนก เรขาและมายาวดีทมยันตีเป็นผู้ที่ตั้งใจจริงในการท างานและมีความประณีตในงานเขียนมาก ก่อนจะเขียนแต่ ละเรื่องจะต้องค้นคว้าให้รู้จริงเกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียนเสียก่อน ข้อมูลที่ใช้นอกจากจะได้จากหนังสือต่าง ๆ บางครั้งก็ใช้การไปสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง นอกจากนั้นทมยันตียังหาประสบการณ์ในการเขียนด้วยการเดินทางไป ท่องเที่ยวเพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ทมยันตีนิยมเขียนต้นฉบับด้วย ลายมือของตนด้วยหมึกสีม่วงและลายมือค่อนข้างอ่านยาก ทมยันตีเป็นนักเขียนสตรีคนหนึ่งในจ านวนไม่กี่คนที่ ได้รับความนิยมสูงสุดและสามารถยึดถืองานเขียนเป็นอาชีพได้ นับว่าเป็นนักเขียนที่ประสบความส าเร็จอย่างดี เยี่ยมในชีวิตนักเขียน แม้จะไม่ปรากฏว่างานของทมยันตี ได้รับรางวัลใดรางวัลหนึ่งแต่เป็นที่ทราบทั่วกันว่า ประชาชนทั่วไปยอมรับนับถือผลงานของทมยันตีอย่างสูง ความปราดเปรื่องและความสามารถของทมยันตีในด้านงานเขียนนั้นจะเห็นได้จากการ ที่ทมยันตีสามารถจะประพันธ์นวนิยายได้หลายแบบและหลายแนวคิดไม่ว่าจะเป็นนวนิยายรัก เช่น เรื่องค่าของ คน หนี้รัก สายใจ (ใช้นามปากกาอื่น) นวนิยายท านองบันทึกประวัติศ าสตร์ เช่น เรื่องร่มฉัตร นวนิยายเสียดสี สังคม เช่น เรื่องรอยมลทิน โซ่สังคม หรือเรื่องเบาสมอง เช่น เรื่องอุบัติเหตุ พ่อปลาไหล หรือเรื่องเชิงปรัชญา เรื่องเสนอแนวคิดวิทยาศาสตร์เช่น เรื่องรัศมีจันทร์ ทิพย์ ฯลฯ งานเขียนทุกแบบทุกแนวคิดล้วนแต่ประสบ ความส าเร็จได้รับความนิยมอย่างสูงทุกเรื่อง ในการเขียนทมยันตีนิยมใช้ส านวนตามแบบหลวงวิจิตรวาทการ และนักเขียนสตรีรุ่นเก่าคือ ร. จันทะพิมพะ เกียรติคุณที่ทมยันตีภาคภูมิใจ คือ การได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรด กระหม่อม แต่งตั้งให้ด ารงต าแหน่งต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นและเกียรติคุณอันสูงสุดคือการได้รับ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้น 2 ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.)


6 เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น 3 ตริตราภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.) ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2548 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า (จ.จ.) และใช้ค าน าหน้าว่า “คุณหญิง” เมื่อพ.ศ.2556 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญ ยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นจตุตถดิเรกคุณาภรณ์ (จ.ภ.) และได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขา วรรณศิลป์ (นวนิยาย) ประจ าปี พ.ศ.2555 ๓.๑.๕ นามปากกาและผลงานวรรณกรรม จากการศึกษา ผู้ศึกษาพบว่า www.praphansarn.com/ทมยันตี/writer/200. ได้ กล่าวสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับนามปากการวมทั้งผลงานทางด้านวรรณกรรมของทมยันตีได้ดังต่อไปนี้ ๓.๑.๕.1 โรสลาเลน เป็นนามปากกาแรกเทียบค าในภาษาฝรั่งเศสก็แปลว่ากุหลาบ ราชินี ใช้เขียนวรรณกรรมเกี่ยวกับผู้ดีชั้นสูงและประเภทพาฝัน เรื่องที่ท าให้นามปากกานี้มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ ในฝัน ผลงานวรรณกรรมที่ปรากฏนามปากกาโรสลาเลน คือ ในฝัน เมฆขาว โสมส่องแสง รอยอินทร์ ม่านหัวใจ รอยอาลัย มาลาเค เงา ทางรัก สายสัมพันธ์ สิ้นสวาท ค่าของคน ตราบแผ่นดินกลบหน้า บัลลังก์เงา มงกุฎ กุหลาบ ริมหัวใจ ๓.๑.๕.2 ลักษณวดีใช้เขียนวรรณกรรมแนวสะท้อนถึงแง่มุมสตรีแบบผู้ดีตกยาก และมักจะอิงประวัติศาสตร์อันเก่าแก่อยู่บ้าง ผลงานวรรณกรรมที่ปรากฏนามปากกาลักษณวดีคือ มหารานี ดั่งดวงหฤทัย รัศมีจันทร์ ราชินีชีบา เลือดขัตติยา เจ้าแห่งรัตติกาล สายใจ หนี้รัก จักรพรรดินี ธุวตารา มงกุฎที่ ไร้บัลลังก์ สรวงฟ้า บาดาล-เทวปักษี-เทพอวตาร มนตราแห่งดารา ๓.๑.๕.3 ทมยันตี ใช้เขียนวรรณกรรมที่มีเนื้อหาที่แสดงออกถึงความเป็นหญิงที่ กร้าวแกร่งต่อชีวิตและมีความเป็นอยู่ที่ดิ้นรนเพราะขัดสนในการด ารงชีวิต รวมทั้งเรื่องแนวจิตวิญญาณ ผลงาน วรรณกรรมที่ปรากฏนามปากกาทมยันตีคือ คู่กรรม กษัตริยา-แก้วกัลยาแห่งแผ่นดิน-อธิราชา เถ้ากุหลาบ กฤตยา ใยเสน่หา แม่ดอกสวะ เมียน้อย เวียงกุมกาม ร่มฉัตร รอยลิขิต ยอดอนงค์ รักลวง รักที่ต้องมนตรา ราชาวดี แก้วกลางดง มงกุฎหนาม เจ้าแม่ โซ่สังคม เทพบุตรสุดแสบ แนวสุดท้าย ใบไม้ที่ปลิดปลิว แผลหัวใจ เพลงชีวิต วันที่รอคอย สะพานดาว สองชีวิต สายรุ้ง ส ารองรัก ศิวาลัย สตรีหมายเลขหนึ่ง สุริยวรมัน สุดหัวใจ อย่าลืมฉัน อันธการ อตีตา ล่า ไวษณวี ค ามั่นสัญญา คู่กรรม 2 คุณหญิงนอกท าเนียบ จิตา จดหมายถึงลูก(ผู้) ชาย ชามี ฌาน ดาวเรือง ดาวนภา ตราบาป ตะวันลา ถนนสายหัวใจ ทิพย์ นายกหญิง นางเอก บาป ประกาศิต เงินตรา พิเธีย พี่เลี้ยง พิษสวาท ทวิภพ คลื่นชีวิต รายากุนิง รอยมลทิน มายา พ่อไก่แจ้ จิตตเทวะ ชามาช เปลว สุริยัน ๓.๑.๕.4 กนกเรขา ใช้เขียนวรรณกรรมแนวขบขันหรือไม่ก็มีตัวละครที่มีบุคลิกหวือ หวา ปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว ไฉไล ผลงานวรรณกรรมที่ปรากฏนามปากกากนกเรขาคือ แรงรัก เดชแม่ยาย แต่ง กับงาน สมาคมม่าย อุบัติเหตุ ไอ้คุณผี บิ๊กเสี่ย พ่อม่ายทีเด็ด พ่อครัวหัวป่าก์ พ่อปลาไหล ๓.๑.๕.5 มายาวดีใช้เขียนวรรณกรรมเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเทวะหรือเรื่องเล่าจาก ต านาน ผลงานวรรณกรรมที่ปรากฏนามปากกามายาวดีคือ สนธยากาล (รวมเรื่องสั้น) ทิพยอาภา คัมภีร์ มรณะ จดหมายจากวิญญาณ ชีวิตหลังความตาย ทิพยนิยาย ผลงานวรรณกรรมเหล่านี้ หลายเรื่องได้รับการตีพิมพ์แล้วหลายครั้งและได้ถ่ายท าเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เช่น คู่กรรม ล่า พ่อครัวหัวป่าก์ ใบไม้ที่ปลิดปลิว ทวิภพ เป็นต้น


7 3.2 เรื่องย่อ ภาพที่ 1 หน้าปกเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว (ที่มา : ศุภชัย บุญละดี) ผู้ป่วยคนหนึ่งเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง คณะแพทย์ตรวจดูอาการ ของผู้ป่วยก็แสดงอาการออกมาว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมากและให้ผู้ป่วยคนดังกล่าวเป็นสินค้าโฆษณาให้กับ โรงพยาบาล ผู้ป่วยรู้สึกไม่พอใจเลยคิดหาทางหนี เมื่อถึงลานจอดรถก็ได้พบกับหมอเบญจางค์ หมอจิตแพทย์ผู้ เป็นที่ปรึกษาและร่วมดูแลการผ่าตัดศัลยกรรม ทั้งสองไปบ้านหมอเบญจางค์ ซึ่งหมอแนะนาให้ผู้ป่วยพักที่บ้าน ของเขา ได้แนะน าแม่อ่อนศรีซึ่งเป็นแม่บ้านให้รู้จัก ผู้ป่วยต้องการออกจากบ้านแต่หมอเบญจางค์ได้ทันทานไว้ และเขาตั้งชื่อใหม่ให้กับผู้ป่วยว่า “นิรา” มาจาก “นิรนาม” และให้ใช้นามสกุลของตน อีกทั้งหาอาชีพให้กับ นิรานั่นคือเป็นช่างแต่งหน้าที่ร้านศูนย์บริการความงาม หมอเบญจางค์และนิราออกไปนอกบ้านด้วยกันก็เกิด อุบัติเหตุรถชนกับชัชวีร์ นิราและชัชวีร์ได้เจอกันครั้งแรก ชัชวีร์คุ้นเคยในแววตาของนิราเป็นอย่างมาก แต่ก็นึก ไม่ออกว่าเหมือนใคร จนชัชวีร์กับรังรอง ผู้เป็นภรรยาไปงานเลี้ยงที่บ้านของชมธวัชได้เจอรูปถ่ายของชนันธวัช ชัชวีร์คลายความสงสัยถึงแววตานั้นทันที ชัชวีร์พยายามติดต่อกับนิราหลายครั้ง จนรังรอง นิรา และชัชวีร์พบ กันพร้อมหน้า ชัชวีร์เอ่ยปากว่าจะไปส่งนิรายังที่พัก รังรองเห็นความผิดปกติในความสัมพันธ์ของชัชวีร์และนิรา เพราะชัชวีร์แสดงออกต่อนิราอย่างเห็นได้ชัด รังรองเลยสืบหาความจริงถึงความสัมพันธ์ระหว่างนิรากับชัชวีร์ โดยเดินทางไปที่โรงพยาบาลที่หมอเบญจางค์ทางานและห้องเสื้อบูติกแต่กลับไม่ได้ข้อมูลอะไร นิราได้ติดตาม หมอเบญจางค์ไปที่สนามกอล์ฟ เธอพบกับชมธวัชผู้เป็นพ่ออีกครั้ง ชมธวัชตามจีบนิรา และตามราวีตามที่ทา งาน นิราจึงได้ตัดสินใจลาออกจากงาน เรื่องราวระหว่างชัชวีร์และนิราด าเนินมาเรื่อย ๆ โดยมีหมอเบญจางค์ เป็นที่ปรึกษาและขณะเดียวก็คอยห้ามปรามนิรา เพราะเกรงว่า ชัชวีร์รู้ความจริงแล้วรับไม่ได้ นิราเป็นนางแบบ ที่มีชื่อเสียง ชัชวีร์ซื้อคอนโดมิเนียมต่อจากชมธวัช เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนกับนิรา รังรองเร่งสืบหาข้อมูล จนเธอได้รับสายโทรศัพท์จากเลขานุการหน้าห้องหมอเบญจางค์ที่เสนอราคาขายเอกสารศัลยกรรมของนิรา รังรองตัดสินใจซื้อเอกสารและให้หมอประจ าบ้านช่วยดูเอกสาร ได้ค าตอบเพียงว่านิราศัลยกรรมแปลงเพศ จึง ได้ติดต่อไปยังอรุณีผู้เป็นเพื่อนเพื่อขอให้ลูกของอรุณีซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ดูเอกสารดังกล่าว รังรองได้รู้ความ จริงว่านิราคือผู้ชายที่ศัลยกรรมแปลงเพศมา ขณะเดียวกันมีเสียงโทรศัพท์จากเลขานุการหน้าห้องหมอ เบญจางค์โทรมาต่อรองจะบอกว่านิราคือใครที่แปลงเพศมา รังรองนัดรับความลับกับเงินสามแสนบาท รังรอง ได้รับเอกสารทั้งหมดก็แทบจะไม่เชื่อว่านิรา คือ ชนันธวัช หลานชายของชัชวีร์ที่หลงรักอาของตน รังรอง บอก กับชมธวัช ซึ่งชมธวัชก็แอบชอบนิราเช่นกัน เมื่อรู้ความจริงชมธวัชและรังรองกลายเป็นคนซึมเศร้า ทั้งสอง


8 พยายามติดต่อชัชวีร์ ชัชวีร์เดินทางกลับมาบ้านได้สังเกตเห็นความผิดปกติของทั้งสองคน ก็ได้ตามหาสาเหตุ จนชัชวีร์ก็ทราบว่านิราคือใคร ชัชวีร์เดินทางไปที่คอนโดมิเนียมเพื่อพบนิรา ประโยคแรกที่ชัชวีร์พูดคือ “อา เสียใจ” นิรารู้ทันทีว่าชัชวีร์รู้ความจริงแล้ว ชัชวีร์หายตัวไป สุดท้ายนิราตัดสินใจหยิบขวดยาที่สะสมไว้กินไปจน หมดพร้อมกับบรั่นดีและเสียชีวิตในที่สุด เรื่องจบด้วยการจัดงานศพของนิราด้วยการขึ้นป้ายงานศพว่า พิธีรด น้ าศพ นายชนันธวัช ศิริวัฒน์ หมอเบญจางค์รู้ว่าความต้องการของนิราคือการเป็นผู้หญิงอย่างเต็มตัวหมอ เบญจางค์จึงลบออกและเขียนใหม่ด้วยลายมือของเขาว่า นิรา สิริวัฒน์ ๔. รูปแบบของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตี นวนิยาย เรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดย ทมยันตี นามปากกาของคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์เป็นนว นิยายที่มีรูปแบบการเขียนในลักษณะของเรื่องแบบนิยาย โดยเนื้อหาภายในเรื่องสะท้อนการต่อสู้ของมนุษย์คน หนึ่งที่มีชื่อว่า “นิรา” หญิงข้ามเพศที่เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบและต้องประสบพบเจอกับ ปัญหาต่าง ๆ มากมายกับธรรมชาติอย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการท าศัลยกรรมซึ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตไปได้ อย่างสิ้นเชิงราวหน้ามือกับหลังมือ ความรักที่ไม่สมควรอย่างความรักเชิงชู้สาวที่หลานมีต่ออาแท้ ๆ ของตน หรือแม้กระทั่งความรักระหว่างชายที่มีใจต่อเพศชายด้วยกัน ท่ามกลางการต่อสู้อย่างเข้มข้นผ่านภาษาที่ทมยัน ตีได้ถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมา ในมุมหนึ่งของเรื่องกลับแฝงเร้นไว้ซึ่งคติเตือนใจให้ผู้อ่านระลึกคิดได้ว่า บนโลก นี้ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเอาชนะธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์สักคน สมกับค าน าส านักพิมพ์ที่ว่า “ทมยันตีเขียน ถึง ‘หัวใจผู้หญิงดวงหนึ่ง’ ดวงที่เปรียบเหมือนใบไม้อ่อนแรกผลิ แล้วที่สุด....เธอก็ต้องปลิดปลิวลงก่อนเวลา ผล พวงจากการต่อสู้ทางอารมณ์อย่างเข้มข้นของเธอ...” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : ค าน าส านักพิมพ์) ทมยันตี มีการสอดแทรกการวิพากษ์วิจารณ์สังคมลงไปในแต่ละตอนด้วย ผู้เขียนแสดงนัยของ เหตุการณ์เล็ก ๆ ไปสู่ปัญหาระดับใหญ่ เพื่อสะท้อนให้เห็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และธรรมชาติของสังคมที่ ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างเห็นได้ชัด 5. เนื้อหาของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตี นวนิยายเรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดย ทมยันตีผู้ศึกษาพบว่าเป็นนวนิยายเชิงจิตวิทยาที่ผู้แต่งใช้ กลวิธีขั้นสูงในการน าศาสตร์ทางจิตวิทยามาผสมผสานกับศาสตร์ทางวรรณกรรม ถ่ายทอดออกมาเป็น ผลงานนวนิยาย ดังนั้นลักษณะของนวนิยายเชิงจิตวิทยาจึงมีความน่าสนใจ เพราะเป็นนวนิยายที่มักจะมีความ สัมผัสสัมพันธ์กับการสะท้อนสภาพจิตใจเบื้องลึกของมนุษย์เมื่อผู้อ่านได้อ่านและท าการศึกษาอย่างจริงจังก็จะ สามารถสัมผัสถึงสภาพจิตใจของมนุษย์ในแง่มุมต่าง ๆ ได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งนวนิยายประเภทนี้มักจะสามารถดึงดูด ความสนใจของผู้อ่านให้สามารถติดตามได้อย่างต่อเนื่องว่าผลสุดท้ายแล้วตัวละครจะแสดงพฤติกรรมใดออกมา เป็นจุดจบหรือตัวละครที่มีสภาพปัญหาจิตใจที่ผู้แต่งสร้างขึ้นจะมีจุดจบเช่นไร นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว มีเล่าแบบตามเข็มนาฬิกา โดยเริ่มต้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก่อนแล้วไล่เรียงไปตามล าดับ โดยยึดเอาเหตุการณ์ในปัจจุบันเป็นตัวด าเนินเรื่อง มีการเล่าเหตุการณ์ในอดีต บ้างเมื่อตัวละครด าเนินเรื่องมาจนถึงจุดหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ในอดีต แต่การเล่าย้อนเหตุการณ์ใน อดีตเกิดขึ้นในช่วงต้นเรื่องของนวนิยายเท่านั้น ประเด็นนี้ผู้ศึกษามีความเห็นว่า ผู้แต่งอาจจะต้องการอธิบาย ความเป็นมาเป็นไปของชนวนเหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเท่านั้นและการค้นหาประเด็นหรือวิธีการในการน าเสนอ เป็นสิ่งที่สามารถสร้างความหมายให้กับเหตุการณ์เหล่านี้ได้


9 6. วิเคราะห์ตามลักษณะองค์ประกอบของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตี ผู้ศึกษาได้ศึกษาลักษณะองค์ประกอบของนวนิยาย เพื่อน ามาใช้ในการวิเคราะห์นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตีโดยศึกษาจากผู้ที่ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับลักษณะองค์ประกอบของนวนิยาย ไว้ ดังนี้ อิงอร สุพันธุ์วณิช (2552) กล่าวถึง องค์ประกอบส าคัญของนวนิยาย ไว้ดังนี้องค์ประกอบที่ส าคัญมี 6 ประการ คือ 1. โครงเรื่อง (Plot) 2. ตัวละคร (Character) 3. บทสนทนา (Dialogue) 4. บรรยากาศ (Atmosphere) 5. ทัศนคติของผู้ประพันธ์ (Point of view) 6. ท านองแต่ง (Style) จิตรลดา สุวัตถิกุลและมณฑินา วัฒนถนอม (2530) กล่าวถึง องค์ประกอบของ นวนิยายไว้ว่า มีผู้ จัดแบ่งองค์ประกอบของนวนิยายไว้หลายอย่าง ในที่นี้จะกล่าวถึงองค์ประกอบของ นวนิยายดังต่อไปนี้ 1. แก่นเรื่อง (Theme) และสาร (Message) 2. โครงเรื่อง (Plot) และเนื้อเรื่อง (Story) 3. ฉาก (Setting) 4. บรรยากาศ (Atmosphere) 5. ตัวละคร (Character) 6. บทสนทนา (Dialogue) 7. ทัศนะของผู้แต่ง (Point of view) 8. กลวิธีในการแต่ง (Technique) จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับลักษณะองค์ประกอบของนวนิยาย ผู้ศึกษาสามารถสรุปองค์ประกอบที่ ใช้ในการวิเคราะห์นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตีได้ 6 องค์ประกอบ ดังหัวข้อต่อไปนี้ ๖.๑ โครงเรื่อง (Plot) ๖.๒ แก่นเรื่อง (Theme) ๖.๓ ตัวละคร (Character) ๖.๔ ฉาก (Setting)


10 ๖.๕ บทสนทนา (Dialogue) ผู้ศึกษาได้ท าการศึกษาและวิเคราะห์นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตีตาม ลักษณะโครงสร้างของนวนิยาย รวมถึงศึกษาคุณค่าของนวนิยายเรื่องนี้ ที่ส่งผลและสะท้อนสภาพสังคมใน ปัจจุบัน โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 6.1 โครงเรื่อง (Plot) โครงเรื่องเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญหนึ่งของนวนิยาย เป็นตัวก าหนดให้เรื่องราวด าเนินไป ตามที่นักเขียนก าหนดโดยไม่หลุดออกนอกกรอบ มีการล าดับขั้นตอนตามความถนัดและความต้องการของ นักเขียนแต่ละคน ท าให้นวนิยายสามารถด าเนินเรื่องไปอย่างติดตามและเป็นเรื่องราวที่ประติดประต่อกันได้ ตั้งแต่ต้นจนจบ ดังที่เถกิง พันธุ์เถกิงอมร (2541) ได้อธิบายโครงเรื่องไว้ว่า โครงเรื่องหรือพล็อตเรื่อง (Plot) เป็นกลวิธีการน าเสนอเรื่องราวหรือเหตุการณ์ในนวนิยาย ตามล าดับความเหมาะสมเป็นฉาก ๆ เป็นตอน ๆ ตามที่ผู้เขียนได้วางแผนไว้ การน าเสนอเรื่องราวเป็นฉากหรือเป็นตอนไม่จ าเป็นต้องเรียงตามล าดับเวลา แต่ อาจสลับเหตุการณ์ รวมทั้งการน าเสนอย้อนหลังหรือล่วงหน้าก็ได้ จากการศึกษา ผู้ศึกษาพบว่า นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว มีการวางโครงเรื่องแบบตามเข็ม นาฬิกา เริ่มต้นจากเหตุการณ์ในปัจจุบันก่อนแล้วไล่เรียงไปตามล าดับ โดยยึดเหตุการณ์ในปัจจุบันเป็นตัว ด าเนินเรื่อง มีการเล่าเหตุการณ์ในอดีตบ้างที่ปรากฎอยู่ในช่วงต้นเรื่องของนวนิยาย โดยสามารถอธิบายโครง เรื่องของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 6.1.1 การเปิดเรื่อง นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เปิดเรื่องด้วยการบรรยายฉากและบรรยากาศ สภาพแวดล้อมในห้องพักของผู้ป่วยคนหนึ่งในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นภาพที่มองลงมาจากหน้าต่างของห้องพัก ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงกิจวัตรของผู้ป่วยที่ต้องจ าเจอยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ว่าผู้ป่วยดังกล่าว ต้องใช้เวลาพักในโรงพยาบาลนานสมควร ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ จากหน้าต่างกระจกแห่งนั้น เมื่อมองลงไปเบื้องล่างจะเห็นลานจอดรถที่มีเส้นขาว ๆ ขีดทแยง ในตอนเช้าน้ าจากการรดรั้วไม้ที่ปลูกชิดก าแพงเป็นแผงไหลนองเป็นหย่อม ๆ ใบไม้ แห้งเกลื่อนกระจาย ครั้นยามสาย รถจะค่อยทยอยเข้ามาจอดเรียงสลับสีเต็มลาน ต่อล่วงเข้า ยามบ่ายแก่ๆ รถเหล่านั้นจะค่อย ๆ หายไปทีละคันสองคัน แล้วรถเข็นขายอาหารก็จะมา เรียงรายอยู่ภายนอก (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 2) จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า เป็นการเปิดเรื่องเพื่อให้ผู้อ่านติดตามและคาดคะเนต่อว่าเป็น ฉากที่ใด และฉากนั้นมีความเกี่ยวข้องกับตัวละครใด สามารถวิเคราะห์ได้ว่าน่าจะเป็นสถานที่ส าคัญและมีความ เกี่ยวข้องกับตัวละครส าคัญพอสมควร เมื่ออ่านต่อไปก็จะทราบว่าฉากดังกล่าวเป็นฉากของโรงพยาบาล ซึ่งเป็น ที่เกิดแห่งเรื่องราวทั้งหมดและเป็นจุดจบของเรื่องราวทั้งหมดเช่นกัน กล่าวคือเรื่องราวเกิดขึ้นเพราะมีการ ศัลยกรรมแปลงเพศที่โรงพยาบาลแห่งนี้อันเป็นจุดก าเนิดของนวนิยายเรื่องนี้และความลับของการศัลยกรรม แปลงเพศดังกล่าวก็ถูกน าออกไปจากโรงพยาบาลแห่งนี้ซึ่งหลังจากความลับของการศัลยกรรมถูกเผยแพร่ ออกไปก็น าไปสู่จุดจบของชีวิตตัวละครส าคัญและจุดจบของนวนิยายเช่นกัน


11 6.1.2 การด าเนินเรื่อง การด าเนินเรื่อง เป็นองค์ประกอบหนึ่งของนวนิยายที่เป็นขั้นตอนต่อจากการเปิด เรื่อง เป็นลักษณะของการด าเนินเรื่องราวต่อไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่การเปิดเรื่อง การด าเนินเรื่องและจบลงที่การปิด เรื่อง ซึ่งการด าเนินเรื่องนั้นมีวิธีการที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับวิธีการที่ผู้เขียนเลือกมาใช้ ดังที่จิตรลดา สุวัตถิกุล และมณฑินา วัฒนถนอม (253๐) กล่าวว่า กลวิธีการด าเนินเรื่องในนวนิยายอาจใช้หลายแบบผสมกัน เช่น การบรรยายการใช้บทสนทนา การด าเนินเรื่องตามปฏิทินหรือการใช้นัยประหวัด ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสม และเร้าใจผู้อ่านให้เกิดความสนใจอยากติดตามเรื่อง โดยในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว ผู้ศึกษาพบว่า มี ลักษณะการด าเนินเรื่อง ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๖.๑.๒.๑. ปมปัญหา การสร้างปมความขัดแย้งหรือปมปัญหา คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังบทเปิด เรื่อง เป็นช่วงความยุ่งยากที่ท าให้เรื่องด าเนินต่อไปได้ ปัญหาและความขัดแย้งของโครงเรื่องจะค่อย ๆ ปรากฏ ออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดและทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงจุดหักเหของเรื่อง ดังที่เถกิง พันธุ์เถกิง อมร (2541) กล่าวว่า การสร้างความขัดแย้งในเรื่อง เป็นการผูกปมเงื่อนและค่อย ๆ คลี่คลายปมเงื่อนนั้น การ ผูกปมเงื่อนคือการสร้างความขัดแย้งนั่นเอง ความขัดแย้งในที่นี้อาจหมายถึงการเผชิญหน้าหรือการต่อสู้ของ พลังที่อยู่ตรงกันข้ามกัน ความขัดแย้งอาจบางเบาเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเป็นการต่อสู้เพื่อเอาเป็นเอาตาย ขึ้นอยู่ กับปมความขัดแย้งที่ผู้เขียนต้องการน าเสนอ ผู้ศึกษาพบว่าปมปัญหาของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เกิดขึ้น จากที่ชนันธวัชซึ่งเป็นลูกชายของชมธวัช เกิดปมด้อยขึ้นจากพ่อที่เป็นผู้ชายเจ้าชู้และไม่มีความรับผิดชอบใน หน้าที่ความเป็นพ่อ ท าให้ชนันธวัชเกิดความรู้สึกต้องการหาผู้ชายอื่นมาทดแทนสิ่งที่ชมธวัชไม่มีให้ซึ่งผู้ชายคน นั้นคือชัชวีร์ผู้เป็นอาแท้ๆ ของตนเอง จากความรู้สึกดีของเด็กคนหนึ่งสู่ความรักที่เกินสถานะอากับหลาน ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเด็กชายดังกล่าวมีความผิดปกติทางเพศเข้าร่วมด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “การที่เธอจะรักอา หรือถ้า...ถ้าอาจะมีน้ าใจต่อเธอสักน้อย กลับเป็น ‘ความวิปริต’ ไป นิราขมขื่นนัก หรืออาจะคิดอย่างนี้ด้วย อาจึงเฉยเมยนัก” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 112) และอีกตัวอย่างจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “หนูรักอา...ใครจะท าไม” ประโยคนั้นน่าเอ็นดูเป็นที่ยิ่ง จนความผิดปกติเริ่มเด่นชัด ... เธอเองก็เคยหัวเราะเยาะ ข าขัน เวทนามิใช่หรือ ? “อาต้องเป็นของหนู!” ดวงตาสวยเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์หมายมั่น...และด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน ชัชวีร์ค่อย ‘ถอนตัว’ และผู้เป็นมารดาพา ‘หลบเงียบ’ (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 133)


12 หลังจากที่ชนันธวัชและแม่หนีออกจากบ้านของตระกูลสิริวัฒน์ทั้งสองคนแม่ลูกได้ เก็บตัวอยู่กันเพียงสองคน ขณะเดียวกันก็เข้ารับการรักษาทางจิตอยู่เป็นระยะ ๆ อย่างไรก็ตามความรู้สึกที่ชนัน ธวัชมีต่อชัชวีร์ก็ไม่สามารถลดลงได้อีกทั้งอดีตที่ข่มขื่นจากรังรอง ผู้เป็นภรรยาของชัชวีร์เคยดูถูกเหยียดหยาม ไว้ว่าชัชวีร์คงไม่มีความรู้สึกต่อเด็กที่ผิดเพศ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “รังรองเล่า...เธอเคยปรานีหรือต่อความทุกข์ทนหม่นไหม้ของเด็กชาย เธอแลเห็น ‘ความผิดปกติ’ หากเธอยื่นมืออ่อนนุ่มเข้าช่วยบ าบัดตั้งแต่ต้นหรือเล่า นอกจาก “เยาะหยัน ข าขัน !” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 444) ซึ่งค าดูถูกเหยียดหยามดังกล่าวกลับเป็นแรงขับให้ชนันธวัชและแม่ตัดสินใจ ศัลยกรรมแปลงเพศเพื่อกลับมาหาชัชวีร์และใช้ชีวิตอยู่กับชัชวีร์อย่างเช่นคู่รักคนอื่น รวมถึงแก้แค้นรังรองที่เคย สบประมาทตนไว้ด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “มันยากนะคะหมอ” เธอลงหางเสียง ‘คะ’ ได้มากขึ้น “นิเริ่มต้น...เพราะจะเอาชนะอา” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 220) และอีกตัวอย่างจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “โธ่เอ๊ย…เด็กนั่นไม่ใช่คู่แข่งฉันหรอก ใครจะลงไปแข่งกับเด็กคนละชั้น อีกอย่าง...” ท่ายกไหล่ เหยียดหยามหมิ่นแคลน “ผัวฉัน...ฉันรู้เข าไม่ใช่คนวิปริต !” เธอไม่ลงมาแข่งกับนิรา แต่นิราจะตะเกียกตะกายขึ้นไปแข่งกับเธอเอง ! ที่ผ่านมา นิรารู้ว่าเธอด้อยกว่าสตรีตรงหน้าหลายด้าน แต่บัดนี้...เธอ ‘ปรับ’ สิ่งด้อยเหล่านั้นแล้ว เธอ คือประติมากรรมชิ้นเยี่ยม หรือมิใช่? เรียวปากสวยแย้มออกกึ่งต้อนรับ กึ่งสะใจ เธอก้าวลงสู่ ‘สนามแข่งขัน’ ได้แล้ว ! (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 112 -113) จากการศึกษา ผู้ศึกษาสามารถกล่าวได้ว่าปมปัญหาของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวเกิด จากความรักของชนันธวัชที่มีต่อชัชวีร์ผู้เป็นอาซึ่งไม่ถูกทั้งหลักศีลธรรมและการปฏิบัติท าให้ชนันธวัชไม่สมหวัง ตั้งแต่เด็กและมีปมด้อยจากการถูกเหยียดหยามจากครอบครัวท าให้ชนันธวัชต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อ เอาชนะทุกคนที่เคยเหยียดหยามและอยู่กินกับชัชวีร์เยี่ยงคนรัก อันน ามาสู่ความยุ่งยากและเหตุการณ์อื่น ๆ ของเรื่องตามมา


13 ๖.๑.๒.๒. ความยุ่งยาก ความยุ่งยากของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวเกิดขึ้นในเหตุการณ์ที่รังรอง มาแต่งหน้ากับนิราและบังเอิญเป็นวันเดียวกันกับที่ชัชวีร์มารับรังรอง ท าให้ชัชวีร์เจอนิราด้วย ชัชวีร์สะดุดตาใน ความงามของนิราตั้งแต่ครั้งมีอุบัติเหตุรถชนกับหมอเบญจางค์อยู่แล้ว จึงเอ่ยปากชวนนิราขึ้นรถเพื่อไปส่งยังที่ พัก ท าให้รังรองสังเกตเห็นความผิดปกติในความสัมพันธ์ของชัชวีร์และนิรา เพราะชัชวีร์แสดงออกต่อนิราอย่าง เห็นได้ชัด รวมถึงนิรามีรูปลักษณ์ที่สวยงามจนท าให้ชัชวีร์หลงใหลได้โดยง่าย อันน ามาสู่ความหวาดระแวงของ รังรองนับแต่นั้นมา ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ เธอไม่สนใจใครเมื่อได้เวลาเลิกงาน หากพอเปิดประตูร้านออกไป หัวใจก็หวิวหวิบ รถของอาจอดอยู่ บอกแล้ว...อะไรที่เกี่ยวกับอา เธอจ าได้เสียทั้งนั้น หรือ...อามาดักคอยรับเธอ “โอ๊ย รีบเสียแทบตาย” เสียงผู้หญิงดังจากเบื้องหลังแล้วรองเท้าก็กระทบพื้นเร็ว ๆ แซงหน้าขึ้นไป อา เขามารับเมียเขาต่างหาก ! ชัชวีร์ก้าวลงมา เขายิ้มข้ามผู้หญิงคนนั้นมาให้นิรา “จะกลับบ้านหรือ” สะใจนัก “รู้จักกันหรือ?” “น้องของ...เพื่อน” อาตัดเรื่อง เพราะไม่อยากเดือดร้อนกระมัง “จะไปส่ง เชิญ...” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 144 -145) และอีกตัวอย่างจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ สตรีผู้นั่งคู่กับคนขับหมดความสุข...ชัชวีร์รู้จักแม่คนนี้ได้อย่างไร...น้องของเพื่อน ! เพื่อนคนไหนมีน้องสวยขนาดนี้แวดวงสังคมของชัชวีร์เธอรู้ดี แถมรู้จักบ้านรู้จักช่อง! แสดงว่านอกจากเคยพบ ยังเคยไปมาหาสู่กัน... คนคิดถอนใจขัดข้อง เห็นจะต้องสืบสาว... น้องใคร ลูกใคร ตัดไปเสียแต่หัวลม ! (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 147 -148)


14 จากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้รังรองตัดสินใจวางแผนสืบหาความจริงถึง ความสัมพันธ์ระหว่างนิรากับชัชวีร์โดยได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลที่ท างานของหมอเบญจางค์ผู้ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นพี่ชายของนิรา ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ วันนี้แขกรายสุดท้ายของโรงพยาบาลที่มาพบเขาเป็นสตรีเขาจ าได้คลับคล้ายคลับ คลา “หมอจ าฉันได้ไหมคะ” เสียงเธอแข็งเหมือนสีหน้าแข็ง ๆ ของเธอแหละ “ขอโทษครับ...” “ฉันเป็นภรรยาคุณชัชวีร์” “คุณนิรา...” เสียงตัวหน้าไม่ค่อยชัดเสียเลย “เป็นน้องสาวคุณหมอใช่ไหมคะ!” “ฉันเป็นลูกค้าเธอ” นี่ก็ไม่ใช่ปัญหาจริง ๆ อีกแหละ “สามีฉันกับ...น้องสาวคุณหมอ ดูท่าจะ...มีความสัมพันธ์กัน” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 215 -216) นอกจากนั้นรังรองยังเดินทางไปที่ห้องเสื้อบูติกซึ่งเปิดอยู่แถวบ้านหมอเบญจางค์เพื่อ ตามหาข้อมูล ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “หมอเบนหรือคะ คุณนิก็เป็นลูกค้าของเรา” ตอนนี้เจ้าของร้านยินดีที่จะเอ่ยถึง ‘คุณนิ’ ก าลังมีชื่อทั้งในฐานะนักแต่งหน้าฝีมือ เยี่ยม และก าลังเป็นนางแบบพุ่งแรง รังรองวูบวาบอีก พยายามข่มไว้เธอกรีดนิ้วพลิกดูเสื้อวางเฉย “คุณหมอกับน้องสาว คนละไทพ์เลย” “คงไม่ใช่น้องตัวหรอกค่ะ” ผู้หญิงช่างเล่าทุกเรื่องเสมอ “เพราะเพิ่งมาอยู่” “อ้อ...หรือคะ” รังรองท าเสียงปกติ (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 278) และสุดท้ายรังรองได้รับสายโทรศัพท์จากเลขานุการหน้าห้องหมอเบญจางค์ที่ได้ เสนอราคาขายเอกสารศัลยกรรมของนิรา เพราะเลขานุการหน้าห้องหมอเบญจางค์รู้ดีว่ารังรองต้องการเอกสาร ดังกล่าวเพื่อเปิดโปงนิราให้ชัชวีร์ทราบและเลิกติดต่อกับนิรา รังรองตัดสินใจซื้อเอกสารศัลยกรรมของนิราและ ความลับว่าบุคคลในเอกสารศัลยกรรมคือใครจากเลขานุการหน้าห้องหมอเบญจางค์อันเป็นสาเหตุให้น าไปสู่จุด สุดยอดของเรื่องต่อไปในอนาคตดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้


15 “คุณสนใจเรื่องน้องสาวคุณหมอเบน” เสียงเรียบ ๆ เบา ๆ ไม่แน่ใจนัก “แล้วไง” เสียงรังรองอ่อนลง “ดิฉันมีข่าว...” “ข่าวอะไร โทรฯ มาจากไหน” ชัชวีร์ไปอยู่กับนังนั่นที่ไหนละมัง แล้วนังตัวขี้อิจฉาอะไรสักตัวก็คงจะอดรนทนไม่ได้ “คุณจะต้องซื้อ...ข่าว” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 308) ๖.๑.๒.๓. จุดสุดยอด จุดสุดยอดของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวเกิดขึ้นในเหตุการณ์ที่ทุกคน ล่วงรู้ความจริงว่านิราเป็นใคร โดยไล่เรียงจากรังรองที่ทราบจากเลขานุการหน้าห้องหมอเบญจางค์เป็นคนแรก ว่าบุคคลที่ศัลยกรรมแปลงเพศคือใคร ท าให้รังรองถึงกับตกใจจนถึงขีดสุด ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “นังนี่มันเสริมสวยอะไรบ้างคะ” “ทุกอย่าง !” ค าตอบไม่เต็มค า “เขาท าทุกอย่าง” “ทั้งหน้า ทั้งตัวหรือคะ” “ใช่...” รังรองยังงงวยอยู่นั่นเอง ผู้เป็นแพทย์คิดอยู่ชั่วครู่ “เขา...ผ่าตัด...แปลงเพศ” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 367) และอีกตัวอย่างจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ ผู้หญิงคนนั้นขึ้นแท็กซี่...หายไป เขารอเวลาให้นานสักหน่อย มิให้‘นาย’ รู้ว่าแอบดู ก่อนจะท าเดินทอดน่องช้า ๆ กลับไปที่รถ นายผู้หญิงนั่งเอน ๆ ตัวในเบาะหลัง เห็นชัด...หน้าเผือดขาว เป็นลม ! รังรองเอนตัว หลับตา โลกหมุนคว้าง สติย้ าแต่ค าว่า...ไม่ใช่ เป็นไปไม่ได้...เธอรู้สึกตัว เหมือนถูกผีหลอก ! ภาพหน้าตรงด้านข้างซ้าย-ขวา ชัดหรา ! รังรองไม่เชื่อตนตนเอง เธอก้มลงดูไม่ชัดเพราะวัยเข้าแว่นต้องลุกลี้ลุกลนควักแว่นตา ออกมา มือสั่น


16 “ไม่...ไม่...” เธอพึมพา อึกอักในคอ รังรองหวีดร้องกรี๊ด ! (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : ๓๙๙-401) เมื่อรังรองทราบความจริงแล้วกลายเป็นคนซึมเศร้าและไม่มีเรี่ยวแรงจะท าอะไร นอกจากนั่งเฉย ๆ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ รังรองนั่งเงียบอยู่ในความมืด ตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน เธอมิได้เปลี่ยนเครื่องแต่งตัว มิได้ ท าอะไรทั้งสิ้น เมื่อลงจากรถเธอก าถุงใบเดียวแน่น ไม่สนใจกระเป๋าข้างตัวด้วยซ้ า จนคนรถ ต้องหยิบมาส่งให้แม่บ้าน เธอเดินดุ่ม ๆ เข้าไปในห้องดูทีวี. ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมที่เคยนั่ง คล้ายเคยชินมากกว่าจะตั้งใจ จากนั้นเธอก็นั่งเงียบบไม่สนใจใคร ไม่พูดไม่จากับใครและไม่มี ใครกล้าเข้าไปยุ่ง (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 407) นอกจากรังรองแล้ว เมื่อชมธวัชทราบเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ท าให้ชมธวัชกลายเป็นคน ซึมเศร้าไปอีกหนึ่งคนด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “เฮ้ย...ใครนี่” “นิรา...ก่อน...ผ่าตัด” รังรองบอกทีละค า แว่นสายตาเกือบตก หากชมธวัชตะครุบไว้ทัน “มันอะไรกัน” คราวนี้ค าถามเครียด “นี่ละค่ะ ไสถึงอยากให้พี่ชมมา” “พี่ชมนั่งก่อนค่ะ ใจเย็น ๆ ไสอยากให้อ่านรายละเอียดก่อน” คราวนี้ชมธวัชยอมลง นั่งแต่โดยดี... (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 42๓-๔๒๔) และอีกตัวอย่างจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “นั่งก่อนซิ” เสียงนั้นแหบแห้ง อ่อนล้า ชัชวีร์ตกใจอาการของพี่ชายมากกว่ารังรองเสียอีก ผู้เป็นภรรยาเขานั้นมีเรื่องอยู่เป็น ประจ าแหละ หากชมธวัชคนเคยเริงรื่น ไม่ทุกข์ร้อน ไม่เคยมีอะไรมาท าให้วิตกกังวลได้บัดนี้ ...หน้าทั้งหน้ามองเห็นรอยย่นชัด ไม่ผิดอะไรกับตาแก่ที่ก าลังพรั่งพรึงในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ชัชวีร์ หันขวับมาทางรังรอง อะไรกันนักหนา เธอจึงท าให้ชมธวัช ‘หมดรูป’ (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 429) นอกจากนั้นจุดสุดยอดของเรื่องคือตอนที่นิรารู้ความจริงว่าชัชวีร์รู้แล้วว่าตนคือชนัน ธวัชศัลยกรรมแปลงเพศมา เหตุการณ์ดังกล่าวท าให้นิร าถึงกับล่องลอยกลายเป็นคนเสียสติที่ไม่สามารถควบคุม ตัวเองได้ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้


17 เสียงไขกุญแจประตูคลิก นิรายืนระทวยในท่าที่นางแบบถูกฝึกมาอย่างดีเลิศ ริมฝึ ปากอ่อนใสแย้มละมุน หาก...บานประตูค่อยเปิด ราวกับคนที่จะย่างเข้ามาลังเลไม่แน่ใจ นิรายิ้มมากขึ้น อาก็ตื่นเต้น ! อายืนระหว่างช่องประตูที่แง้มพอตัว ไม่ใช่ชุดสูท เรียบร้อยยามท านอง ไม่ใช่ชุด ล าลองเข้ารูปทรงน่าดู หน้าตา คร่ าเครียด ผมยุ่ง นิราจะเค้นเสียงพูด หาก...งงงันไม่เข้าใจ “อา...เสียใจ...” “กลับบ้านเถอะ” อาสะดุด เสียงคล้ายสะอื้น “ชนันธวัช!” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 4๔๙-45๐) จากการศึกษา ผู้ศึกษามีความคิดเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจุดสุดยอดของเรื่อง เนื่องจาก ตลอดเรื่องที่ผ่านมา นิราพยายามปกปิดความจริงที่ตนเองคือชนันธวัชที่เข้ารับการศัลยกรรมแปลงเพศมา ตลอด ทั้งนี้เพราะนิราทราบดีแก่ใจว่าหากชัชวีร์หรือใครก็ตามล่วงรู้ความจริง ชีวิตนิราก็จะไม่เหลืออะไรเลย ไม่ ว่าจะเป็นหน้าตาทางสังคมที่ก าลังเป็นที่โด่งดังจากช่างแต่งหน้ามากฝีมือและอาชีพนางแบบที่มีรูปลักษณ์สวย กว่าใคร ๆ ราวกับประติมากรรมชิ้นเอกของโลกหรือแม้กระทั่งสิ่งที่นิราท ามาตลอดคือความต้องการให้ชัชวีร์ที่ ก าลังจะตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกันในอนาคตอันใกล้นี้ชีวิตของนิราก าลังกระโดดสู่จุดสูงสุดของชีวิตที่นิรา ใฝ่ฝันและต้องการแต่แล้วกลับพังทลายลงในพริบตาหลังจากความลับของการศัลยกรรมแปลงเพศถูกเปิดเผย ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการที่ความลับของนิราถูกเปิดเผยจึงเป็นจุดสุดยอดของนวนิยายเรื่องนี้ 6.1.3 การจบเรื่อง การจบเรื่อง คือ จุดจบของเรื่อง ที่มุ่งให้ผู้อ่านมีความพอใจ ประทับใจหรือสะเทือน ใจ หลังจากที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่การเปิดเรื่อง ตลอดจนการด าเนินเรื่องที่มีการสร้างปมปัญหาต่าง ๆ จุดวิกฤติ ของปัญหา รวมไปถึงการคลี่คลายปมปัญหาหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ปรากฏในเรื่อง ไพรถ เลิศพิริยกมล (2542) ได้กล่าวถึงการปิดเรื่องไว้ว่า การปิดเรื่อง (Ending) หมายถึง ตอนจบของเรื่อง ผู้แต่งนิยายจะก าหนดไว้เลยว่า จะปิดเรื่องอย่างไร จะเลือกเอาแบบพลิกความคาดหมาย (Surprised Ending) แบบโศกนาฏกรรม (Tragic Ending) หรือแบบสุขนาฏกรรม (Happy Ending) ก็แล้วแต่การวางโครงเรื่องจะปิดเรื่องด้วยวิธีใด จาก การศึกษา ผู้ศึกษาพบว่าการจบเรื่องของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวเป็นการปิดเรื่องแบบโศกนาฏกรรม (Tragic ending) โดยการฆ่าตัวตายของตัวละครส าคัญของเรื่องคือนิรา ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ ตลอดระยะเวลาอันขมขื่น นิราเฝ้าสะสม ‘ยา’ เหล่านี้ไว้เงียบ ๆ บอกตัวเองอยู่เสมอ สักวันคงได้ใช้ สนิมหลับไม่รับรู้ชีวิต นิราหยิบขวดส่องกับแสงสว่าง หรือมันมีวิญญาณรับรู้ว่า สักวัน...มันจะต้องรับใช้เธอ นิราเดินกรายไปเปิดตู้เย็นหยิบ ไวน์เย็นที่ได้มาเปิด รินไวน์ลงแก้วเจียระไนทั้งสองที่ น้ าสีทองในแก้วเลื่อมพราย เธอนั่งชด ช้อย ท่าที่ฝึกมาดีเลิศ


18 เธอยกแก้วให้กับ...ความว่างเปล่าตรงหน้า “ขอต้อนรับสู่บ้าน...” เห็นไหม...เธอได้พูดจริง ๆ (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 458) และอีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดดังต่อไปนี้ เธอเขย่าขวดยา ไม่เหลือสักเม็ดเดียว “นิง่วงจังค่ะ” เธอยิ้มเอียงอาย ไร้เดียงสา “นิจะนอน เดี๋ยวอาจจะตามไปหรือคะ ค่ะ...นิจะคอย” ร่างอ่อนระทวยทอดลงนอนขวางเตียง “อา อย่าไหนนะคะ อาอยู่กับนินะคะ” ดวงหน้างามละมุนยิ้มแสนสุข เอียงครึ่ง ๆ แขดทอดเหนือศีรษะคล้ายจะโอบกอดใคร สักคน ผมกระจายแผ่สยาย โลกแห่งความฝันของเธองดงาม (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 460) จากการศึกษา ผู้ศึกษาพบว่าการปิดเรื่องของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวเป็นปิดเรื่องด้วย การแสดงภาพความตายของตัวละครส าคัญอย่างนิรา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนจุดจบของความวุ่นวายและตอกย้ า แก่นของเรื่องอีกครั้งหนึ่งว่าไม่มีมนุษย์คนใดชนะธรรมชาติได้ กล่าวคือหากมนุษย์คนใดมีความพยายามจะฝ่า ฝืนกฎธรรมชาติหรือความจริง แม้ในระยะแรกอาจจะคล้ายได้รับความส าเร็จตามที่ตนเองต้องการ แต่สุดท้าย แล้วพลังของธรรมชาติย่อมอยู่เหนือทุกสิ่งบนโลกและมนุษย์คนนั้นก็จะพบจุดจบก่อนเวลาอันสมควรเหมือนกับ ชื่อเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว 6.2 แก่นเรื่อง (Theme) แก่นเรื่องคือองค์ประกอบที่ส าคัญของนวนิยาย มีหน้าที่ถ่ายทอดเจตนารมณ์ของผู้เขียนที่ ต้องการจะสื่อถึงผู้อ่าน รวมทั้งท าหน้าที่ในการยึดโยงองค์ประกอบอื่น ๆ เข้าด้วยกัน โดยการวิเคราะห์แก่น เรื่องย่อมจะท าให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความต้องการของผู้เขียนที่ต้องการจะสื่อออกมาผ่านงานวรรณกรรม ดังที่สาย ทิพย์ นุกูลกิจ (2537) กล่าวไว้ว่า แก่นเรื่อง คือ แนวคิดส าคัญของเรื่องที่ผู้แต่งมุ่งจะสื่อให้ผู้อ่านทราบ แต่ด้วย เหตุที่นวนิยายมีขนาดยาวกว่าเรื่องสั้นมาก นวนิยายจึงมีจุดที่จะให้แง่คิดแก่ผู้อ่านได้หลายจุดต่างไปจากเรื่อง สั้นที่มีเพียงจุดเดียว มีแนวคิดที่จะเสนอให้ผู้อ่านได้ทราบหลายแนว ฉะนั้นแนวคิดในนวนิยายจึงแบ่งออกได้ เป็น ๒ ประเภท คือ ความคิดของเรื่องทั้งเรื่อง เรียกว่า แนวคิดเอก และความคิดเฉพาะบางตอนของเรื่อง เรียกว่า แนวคิดรอง จากการศึกษา ผู้ศึกษาพบว่า แก่นเรื่องในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวสามารถแบ่งได้ ออกเป็น 2 แก่น ดังต่อไปนี้


19 6.2.1 แก่นเรื่องหลัก นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวมีแก่นเรื่องหลัก คือ “ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเอาชนะ ธรรมชาติได้” ปัจจุบันมนุษย์จ านวนมากพยายามเอาชนะธรรมชาติด้วยการใช้ภูมิปัญญาที่มีในการสร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่เพื่อปกปิดการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างที่ธรรมชาติมอบให้เพราะมนุษย์เองมีอัตตาว่าสิ่ง เหล่านั้นไม่เหมาะสมหรืออาจจะเหมาะสมแต่ไม่เป็นที่พึงพอใจของตนเองเท่าที่ควร ท่ามกลางนวัตกรรมใหม่ที่ เกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด มนุษย์กลับหลงลืมไปว่าไม่มีใครบนโลกจะครอบครองความสมบูรณ์แบบได้อย่างยั่งยืน หลายครั้งหลายคราวที่มนุษย์สามารถเอาชนะธรรมชาติได้แต่ก็เป็นเพียงชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น หนึ่งในนวัตกรรม ที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมคือการท าศัลยกรรม ปัจจุบันการท าศัลยกรรมไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่ใน ความคิดของมนุษย์การท าศัลยกรรมสามารถปกปิดและเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างที่ธรรมชาติสร้างขึ้นได้ อย่างราวหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ถึงอย่างไรก็ตามพลังของธรรมชาติก็ยังคงมีอิทธิพลกว่าทุกสิ่งบนโลก ทมยันตีได้สะท้อนแก่นเรื่องดังกล่าวผ่านการผูกเล่าเรื่องราวของตัวละครส าคัญอย่าง นิรา หรือที่รู้จักกันคือชนันธวัช ชนันธวัชพยายามปกปิด เปลี่ยนแปลงธรรมชาติที่ตนเองมีไปสู่สิ่งใหม่อย่างที่ไม่ มีใครคาดถึง เมื่อชีวิตพบกับความไม่พอใจในสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้กล่าวคือความเป็นเพศชาย ชนันธวัชพร้อม ด้วยแม่จึงตัดสินใจที่จะฝ่าฝืนกฎธรรมช าติโดยการก้าวเข้าสู่การศัลยกรรมแปลงเพศ ชีวิตหลังการศัลยกรรม แปลงเพศ ชนันธวัชได้รับชีวิตใหม่ในชื่อนิราซึ่งไม่มีใครรู้จักนิรามาก่อน ยกเว้นเพียงหมอเบญจางค์เท่านั้น รูป กายอันงดงามของนิราเป็นที่เลื่องลือไปทั่วประเทศ นิราเองก็พอใจในรูปกายที่ได้รับ นิราจึงตัดสินใจเดินเข้าสู่ ทางที่ตนเองใฝ่ฝัน โดยหลงลืมไปว่าสิ่งที่ยังคงอยู่ไม่ใช่รูปกายแต่คือจิตใจ ซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดบนโลกสามารถ ศัลยกรรมได้นิราในรูปงามได้เดินเข้าสู่ชีวิตของชายที่ตนใฝ่ฝันจะได้เป็นคู่ครอง ชีวิตของนิราก าลังก้าวขึ้นสู่ จุดสูงสุดคือการมีครอบครัวร่วมกับชายที่ตนรัก สิ่งที่นิราปกปิดไม่มีใครทราบและสงสัย แต่อย่างที่ผู้ศึกษากล่าว มาเบื้องต้นไม่มีใครบนโลกเอาชนะธรรมชาติได้นิราก็เช่นกัน สุดท้ายทุกคนที่เกี่ยวพันกับนิราก็ล่วงรู้ความจริง ว่านิราคือชนันธวัชที่ท าศัลยกรรมแปลงเพศ แม้แต่ชายที่ตกลงปลงใจจะอยู่ด้วยกันก็ไม่สามารถยอมรับในสิ่งนี้ ได้สุดท้ายชีวิตของนิราจึงเดินเข้าสู่ความตายโดยทมยันตีได้สื่อแก่นเรื่อง ผ่านการเปรียบเทียบดอกไม้กับใบไม้ที่ไม่มีทางเหมือนกัน แม้ดอกไม้จะเพิ่งผลิบาน และใบไม้ที่เพิ่งแตกยอดจะงดงามไม่แพ้กัน แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถน ามาใช้ทดแทนกันได้ใบไม้ที่พยายาม เป็นดอกไม้จึงย่อมจะปลิดปลิวลงก่อนเวลาอันควรจะเติบโตเป็นใบไม้เต็มใบ ทมยันตีพยายามสื่อแก่นของเรื่อง คือไม่มีใครสามารถเอาชนะธรรมชาติได้ผ่านเนื้อเรื่องหลายตอน เช่น “เธอชนะธรรมชาติด้วยรูปลักษณ์หาก ความอ่อนหวาน สุขสม รมย์รื่น ธรรมชาติมิยอมหลั่งโลมให้มนุษย์...ไม่มีใครเคยได้ทั้งหมด เพียงแต่ได้เกือบ หมดก็ควรพอใจแล้ว ผู้ใดด ารงอยู่ด้วยสัจจะ ผู้นั้นย่อมตระหนักได้...ธรรมชาติพ่ายแพ้มนุษย์จริงหรือ” (ใบไม้ที่ ปลิดปลิว : 57) หรือตัวอย่างในตอนที่ว่า “ใบไม้อ่อนจะถูกตัดเจียน จ าลองเป็นดอกไม้หากถึงอย่างไรเจ้าก็เป็น แค่ใบไม้อ่อนในพวงมาลาเท่านั้นเอง” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 471) นอกจากนี้ผู้ศึกษายังพบว่า แก่นเรื่องหลักของนวนิยายยังมีความสัมพันธ์กับชื่อเรื่อง ซึ่งผู้แต่งใช้กลวิธีการใช้สัญลักษณ์สื่อความ กล่าวคือใบไม้ก็คือใบไม้ไม่สามารถกลายเป็นดอกไม้ได้ใบไม้ที่ พยายามฝ่าฝืนกฎของธรรมชาติย่อมปลิดปลิวลงก่อนจะเป็นใบไม้ที่สมบูรณ์ใบไม้ที่ปลิดปลิวจึงหมายถึงมนุษย์ ที่พยายามฝ่าฝืนธรรมชาติสุดท้ายย่อมพ่ายแพ้ก่อนวัยอันสมควร ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้


20 นิรา...เสมือนใบไม้อ่อนแรกผลิเธอมิใช่ดอกตูม ! แม้ยามร้อยสานพวงมาลา จะมีใบไม้แซมกลีบกุหลาบ หาก...ใบไม้ย่อมมิใช่ดอกไม้! ถึงบางช่วงจะใช้ ใบไม้หลากสี เข้ากลีบ สานเป็นดอกไม้ใหม่ที่มิได้ผลิจากต้นใด หากมาลาใบไม้ก็แตกต่าง จากดอกไม้วันยังค่ า (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 2) 6.2.2 แก่นเรื่องรอง นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวมีแก่นเรื่องรอง คือ “ครอบครัวเป็นบ่อเกิดของ พฤติกรรมมนุษย์” ดังจะเห็นได้จากสภาพครอบครัวของตัวละครเกือบทุกตัวในเรื่องที่สอดคล้องกับพฤติกรรม สภาพจิตใจของตัวละครแต่ละตัวอย่างเด่นชัด คือ ชนันธวัชหรือนิรา แม่ของนิราและชมธวัช เป็นครอบครัวที่มี ปัญหาสูงสุดกล่าวคือชมธวัชเป็นคนเจ้าชู้ขาดความเป็นผู้น าครอบครัว ไม่สามารถท าหน้าที่พ่อที่ดีได้ส่งผล กระทบโดยตรงต่อแม่ของนิราที่จ าเป็นจะต้องพาลูกระหกระเหเร่ร่อนไปใช้ชีวิตนอกบ้าน เพราะไม่สามารถทน ต่อพฤติกรรมเจ้าชู้ของชมธวัชได้ส่งผลอย่างมากต่อชนันธวัชที่กลายเป็นบุคคลที่เกลียดผู้ชายโดยเฉพาะผู้ชาย แบบพ่อ จึงพยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิตเพื่อเข้าหาผู้ชายที่ไม่ใช่แบบที่พ่อตนเองเป็นก็คือชัชวีร์ผู้เป็น อาของตนเอง จึงสามารถกล่าวได้ว่าเพราะสภาพครอบครัวที่แตกแยกท าให้เกิดความวุ่นวายอื่น ๆ ตามมาใน ชีวิตของชนันธวัชหรือนิราในภายหลัง ส่วนครอบครัวของชัชวีร์และรังรองก็เป็นครอบครัวหนึ่งที่มีปัญหาเช่นกัน เพราะชัชวีร์และรังรองไม่ได้สร้างครอบครัวด้วยกันโดยเริ่มจากความรัก ท าให้ชีวิตของชัชวีร์ไม่มีความสุขในการ ใช้ชีวิตสมรส เบื่อชีวิตการอยู่บ้านเพราะต้องทนกับภรรยาที่ตนไม่ได้รักและพร้อมจะนอกใจรังรองเสมอถ้าหาก เจอใครที่ตนเองหลงรัก ยิ่งชัชวีร์ตีตัวออกห่างรังรอง รังรองยิ่งตามท าให้รังรองกลายเป็นคนวิตกกังวลและ หวาดระแวงสามีนอกใจตลอดเวลา กลับกันกับครอบครัวของหมอเบญจางค์และปรุงแก้ว ซึ่งเป็นครอบครัวที่ สร้างขึ้นจากความรักความเข้าใจของคนทั้งคู่ ท าให้ทั้งสองคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข หมอเบญจางค์ จึงกลายเป็นคนที่มีสุขภาพจิตดีมีความเมตตา โอบอ้อมอารีและซื่อสัตย์ต่อปรุงแก้ว โดยปรุงแก้วไม่ต้องคอย หวาดระแวง จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ส่วนเลขานุการหมอเบญจางค์ที่ต้องขายเอกสารศัลยกรรมของนิราต่อ รังรองก็เกิดจากการที่ครอบครัวติดหนี้ค่าแชร์จ านวนมาก จึงต้องพยายามหาเงินด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสมและ น าม าสู่การท าร้ายชีวิตคนอื่น ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า แก่นเรื่องหลักและแก่นเรื่องรองของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิด ปลิว มีความสัมพันธ์กันคือถ้าหากครอบครัวของชนันธวัชไม่แตกแยก ชนันธวัชก็จะไม่ตัดสินใจท าศัลยกรรม แปลงเพศเพื่อพยายามเอาชนะธรรมชาติแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถชนะธรรมชาติได้และท าให้ชนันธวัชหรือนิรา ต้องตายในที่สุด เมื่อย้อนกลับมามองอีกมุมหนึ่งหากชมธวัชพอใจในสิ่งที่มีตนมีคือครอบครัวที่สมบูรณ์ใช้ชีวิต ไปตามธรรมชาติก็จะไม่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้นในครอบครัว 6.3 ตัวละคร (Character) ตัวละคร เป็นองค์ประกอบหนึ่งของนวนิยายที่ท าให้เรื่องราวมีชีวิตชีวาและสามารถด าเนิน ต่อไปได้อย่างมีเหตุและผล ส่งผลให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงเรื่องราวได้ดียิ่งขึ้นเพราะเปรียบเสมือนตัวแทนของคน จริง ๆ หรือแม้แต่ตัวละครที่ไม่ใช่มนุษย์หรือไม่มีชีวิต ผู้เขียนก็สามารถท าให้มีชีวิตขึ้นมาได้การศึกษาตัวละคร


21 จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ความสามารถของผู้เขียนในการสร้างตัวละคร บทบาทของตัวละครที่มีส่วน ส าคัญในการด าเนินเรื่องและลักษณะนิสัยของตัวละครที่ผู้เขียนได้สร้างไว้ผ่านเนื้อเรื่อง ดังที่เถกิง พันธุ์เถกิง อมร (2541) ได้กล่าวถึงความหมายของตัวละครไว้ว่า ตัวละคร (Character) หมายถึง ผู้ประกอบพฤติกรรม ตามเหตุการณ์ในเรื่องหรือเป็นผู้ที่ได้รับผลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามโครงเรื่องที่ผู้เขียนก าหนดขึ้น ตัวละครที่ ดีต้องมีความสมจริงเหมือนบุคคลจริง ทั้งความรู้สึกนึกคิด อารมณ์และการกระท า ตลอดจนค าพูดซึ่งผู้เขียนน า ต้นแบบมาจากบุคคลจริง ๆ แล้วหล่อหลอมเป็นบุคลิกลักษณะของตัวละครแต่ละตัว จากการศึกษา ผู้ศึกษาพบว่า ตัวละครเอกในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวทุกตัวมีความสมจริง มีลักษณะนิสัย อารมณ์ ความรู้สึกและการกระท าที่เป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ มีความเป็นปุถุชนที่มีทั้ง ส่วนดีและส่วนบกพร่อง โดยผู้อ่านสามารถวิเคราะห์ลักษณะนิสัยของตัวละครได้จากบทสนทนาและการ กระท าที่แสดงออก ซึ่งในการวิเคราะห์นั้นอาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับมุมมองและประสบการณ์ของผู้อ่าน แต่ละคน ทั้งนี้ผู้ศึกษาได้ท าการศึกษาตัวละครเอกภายในเรื่องแต่ละตัว ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 6.3.๑ นิรา ตัวละครส าคัญของเรื่องที่ผ่านการศัลยกรรมจากชนันธวัชแล้ว เป็นตัวละครที่ด าเนิน เหตุการณ์ทั้งหมด ทมยันตีสร้างภาพลักษณ์ภายนอก บุคลิกลักษณะ นิสัยใจคอของนิราให้มีลักษณะผสมผสาน ทั้งความเป็นชายและหญิงในคนคนเดียว เพื่อแสดงออกถึงตัวตนของเพศที่สาม ซึ่งผู้อ่านสามารถมองเห็นได้ อย่างชัดเจน ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ภาพลักษณ์ภายนอกของนิราหลังจากการศัลยกรรม เป็นหญิงสาวที่มีใบหน้าและรูปทรง คล้ายกับรูปปั้นเทพเจ้ากรีกหรือคล้ายประติมากรรมชิ้นเอกของโลก ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ดวงหน้า รูปทรงคล้ายภาพปั้นกรีก เป็นความงามที่สมบูรณ์แบบ เป็นความงามที่ คณะแพทย์ต้องปรบมือ” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 7) ความงามทางรูปกายของนิราที่ผ่านการศัลยกรรม ตกแต่งอย่างประณีตได้รับการ เปรียบเปรยเป็นประติมากรรมชิ้นงามของโลก ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “เธอคือประติมากรรมชิ้นยอดที่นายแพทย์อ านวยการเสียดาย ปากคอคิ้วคางเหมือน อย่างหุ่น หากเป็นหุ่นที่มีชีวิตชีวา” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 74) และอีกตัวอย่างจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ส่วนลาดเนินงดงามเหมือนภาพวาดไว้...ภาพปั้นที่มีชีวิต และเมื่อบิกินี่ชิ้นจิ๋วหลุด ออก ร่างระทวยนั้นก็เหมือนภาพวาดฝีมือโกย่า !” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 206)


22 แม้ว่าความงามทางรูปกายภายนอกของนิราจะเหมือนเพศหญิงมากเพียงใด แต่นิรา ยังคงมีความเป็นเพศชายปรากฏหลงเหลืออยู่ให้เห็นอยู่เป็นเนือง ๆ เช่น กิริยาท่าทางการเคลื่อนไหวตัวที่ว่องไว กระฉับกระเฉง ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ คนสั่งทรุดลงนั่ง ดูความเคลื่อนไหวนั้นเงียบ ๆ ... ที่ท่ากระฉับกระเฉง ว่องไว ลักษณะแฝงเร้นเกือบกึ่งกระด้าง มิอ่อนหวานเหมือนดวงหน้า...คนสองภาค! ผู้เป็นแพทย์สรุป ในใจ...อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนหวานและยิ่งไม่อ่อนแอ (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 52) นอกจากนี้น้ าเสียงของนิรายังมีความแหบแห้ง อันเป็นลักษณะของเสียงเพศชาย ซึ่ง นิราพยายามจะปกปิดอยู่บ่อยครั้งที่มีโอกาสสนทนา ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ขอบใจ” เธอมักจะใช้เสียงค่อย เพื่อมิให้จับได้ถึงเสียงที่แหบ ๆ นั้น” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 85) มีบุคลิกอย่างเพศหญิงบางประการซ่อนอยู่ภายใน ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่นิราไป เลือกซื้อผ้าที่ร้านผ้าบูติกหน้าซอย นิรามองเห็นผ้าที่สอยตะเข็บไม่เรียบร้อย ลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงลักษณะ นิสัยละเอียดอ่อนของนิรา ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ตะเข็บสอยไม่เรียบร้อย” ปลายเล็บชี้ได้ในส่วนที่คนละเอียดจริง ๆ จึงจะพบ (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 95) หรือตัวอย่างในตอนที่นิราตกแต่งห้องที่ชัชวีร์ซื้อต่อจากชมธวัช นิราได้แสดงลักษณะ นิสัยละเอียดอ่อนให้ชัชวีร์เห็นผ่านการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ชัชวีร์ได้เห็นความละเอียดรอบคอบของนิราอีกอย่างหนึ่งคือเธอมีกระดาษติด หมายเลขเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นว่าชิ้นใดเข้ากลุ่มใดและช่างที่มาจัดการควรวางในจุดไหน” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 256) และอีกตัวอย่างในตอนที่นิราตัดพ้อชัชวีร์ หลังจากที่ชัชวีร์ออกงานกับรังรอง ซึ่งเป็น งานที่นิรารับงานเดินแบบด้วย ลักษณะนิสัยตัดพ้อดังกล่าวสะท้อนถึงความเป็นเพศหญิงอย่างเด่นชัด ดังจะเห็น ได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “มาถึงก่อนจนได้” เขาว่าเขาไม่ผิดนะ หากนิรามีวิธีอย่างไรก็สุดรู้ท าให้รู้สึกว่าตนเองรู้สึกผิดเสียทุกทีซิน่า “เพราะไม่ต้องไปส่งใคร” เสียงพูดต่ า ๆ แหบนิด ๆ ชินหูเขาเสียแล้ว และดูเหมือนจะไร้อารมณ์ใด ๆ เสียด้วย “มิคิดว่าจะเป็นงานนี้...” “โชคดีของนิที่คุณไม่คิด”


23 (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 300) เป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจในตัวเอง นิราเป็นภาพแทนของผู้หญิงยุคใหม่ที่มุ่งมั่น ท างาน มีความมั่นใจในตัวเองสูง ไม่รอคอยเพียงให้ผู้ชายหาเลี้ยงเท่านั้น ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่ชัชวีร์ขอให้ นิราหยุดท างาน โดยชัชวีร์จะหาเลี้ยงนิราเอง แต่นิรากลับปฏิเสธด้วยความมั่นใจในความสามารถของตนเอง ดัง จะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “นิไม่ท างานได้ไหม ผมเลี้ยงเอง” หากเป็นสาวอื่นคงพอใจกับประโยคนี้ หากหน้านวลเนียนกลับขึงตึง “นิจะใช้ความสามารถของตัวเองค่ะ” “อย่าเข้าใจว่าผมเอานิไปเลี้ยงเป็น...ผู้หญิงเก็บซิ” เขากลับเป็นฝ่ายร้อนตัว (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 288) เป็นคนที่รู้ผิดชอบชั่วดี ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่นิราไปที่บ้านของหมอเบญจางค์ ครั้งแรกและหมอเบญจางค์ได้มอบห้องของภรรยาให้นิราใช้เป็นที่พัก นิรากลับถามถึงเจ้าของห้องด้วย ความรู้สึกไม่สมควร ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “เมื่อไหร่กลับ ถ้า...มาพบเข้าคงไม่ดี เพราะจู่ ๆ มีคนเข้ามาอยู่ในห้องเธอ” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 21) เป็นคนที่แค้นฝังหุ่น เนื่องจากนิราได้รับประสบการณ์อันเลวร้ายจากครอบครัวตั้งแต่ วัยเด็ก ส่งผลให้เกิดการเก็บง าความแค้นและพยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเพื่อต้องการเอาคืนบุคคลที่ท าร้าย ตนเองในอดีต ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่ผู้แต่งบรรยายความคิดของนิราที่ต้องอดทนต่อความเจ็บปวด เพื่อรอ วันที่จะให้ทุกคนที่เคยท าร้ายตนก้มลงแทบเท้าเพื่อขอโทษ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ เจ็บปวดจากการผ่าตัด ไม่เท่าความรวดร้าวทางใจ ทุกครั้งที่ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด ก่อนสลบ เพื่อจะฟื้นมารับความเจ็บปวด เธอบอกกับตัวเองว่า เพื่อชัยชนะของเรา ! บัดนี้...คู่ ต่อสู้อยู่แค่เอื้อม คนที่เธอหวังว่า เมื่อวันหนึ่งเขาอ่อนลงแทบเท้า เธอจะก้มลงบอกอย่าง อ่อนโยนว่า “ฉันเสียใจ…” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 93) หรือตัวอย่างในตอนที่นิราร าพึงร าพันกับตนเองว่าวันหนึ่งตนจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับชัช วีร์ในฐานะคนรัก เช่นเดียวกับรังรองเป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “บัดนี้ใครจะรู้ จะคิดถึงว่า เธอยังมีตัวตน ก็ดี...เธอจะเริ่มใหม่กับอาวันหน้า...อาจจะ เป็นวันของเธอ” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 80)


24 อีกตัวอย่างในตอนที่นิราร าพึงร าพันกับตนเองเรื่องรังรอง ว่ าอยากให้รังรองตายเสีย ได้เป็นดีที่สุด ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “โลกมันกลมอย่างที่อาว่า แต่เธออยากพบคนเดียวมากกว่า ส าหรับผู้หญิงคนนี้เธอ อยากให้โลกแบน หรือตกโลกหายไปเลยยิ่งดี” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 142) และอีกตัวอย่างหนึ่งในตอนที่นิราร าพึงร าพันกับตัวเองเรื่องความต้องการให้ชัชวีร์ เดินไปตามทางที่ตนเองก าหนด เหมือนเป็นการได้แก้แค้นคนที่บ้านด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “และ...ผลเป็นอย่างที่ต้องการ ! เธอ ‘จูง’ อาจากการนัดพบเพื่อนได้ ย่อม หมายความว่าอาใส่ใจเธอ ต่อไป...อาจะต้องเดินตามเธอในเส้นทางที่เธอก าหนด ใคร จะคิดว่าเธอท าได้” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 202) เป็นคนมีปมด้อยเรื่องครอบครัว ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่ นิราสนทนากับหมอ เบญจางค์เมื่อหมอเบญจางค์พูดถึงครอบครัว นิราก็แสดงอาการโกรธทันทีดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ฉันไม่เคยโกหกตัวเอง ไม่โกหกใครเลย เขารู้กันทั้งนั้นแหละ รู้ทั้งตระกูลเลย...” ค า สุดท้ายกระด้าง “ฉันรักอา !” คนพูดกวาดประดาสรรพสิ่งบนโต๊ะลงตะกร้าหวายสี่เหลี่ยมก่อนจะลุกจากไป (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 71) เป็นคนที่มีปมกับอดีตอยู่ตลอดเวลา ปรากฏตัวอย่างหลายตอนที่นิราก าลังใช้ชีวิตอยู่ กับปัจจุบัน แล้วเกิดฉุกคิดขึ้นมาถึงอดีตที่ตนเองต้องการปกปิด ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่นิราก าลัง รับประทานขนมอยู่กับชัชวีร์ซึ่งนิราก าลังดื่มด่ าอยู่กับความสุขที่ชัชวีร์ปฏิบัติกับตนเช่นหญิงสาวทั่วไป แต่ทันใด นั้นนิราก็ฉุกคิดถึงอดีตที่ตนปกปิดไว้ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ อา...ไม่เคยพูดอย่างนี้หรือปฏิบัติอย่างนี้ด้วยเลย แต่ถ้าอาเกิด ‘จ าได้’ ขึ้นมาจะเป็น อย่างไร ? หญิงสาวใจหายวาบ ไม่ ! เธอต้องดับอดีตให้ได้! อดีตที่บัดนี้คนกุมไว้มีอยู่ผู้เดียว... นายแพทย์เบญจางค์คณะแพทย์ที่ผ่าตัดน่าจะจ าไม่ได้ (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 133) หรือตัวอย่างในตอนที่นิราสนทนากับหมอเบญจางค์หลังจากหมอเบญจางค์บอกกับ นิราว่าชัชวีร์มีใจให้นิรา นิราจึงพูดถึงอดีตของตนเองที่เป็นสาเหตุให้เปลี่ยนแปลงตนเอง ดังจะเห็นได้จาก ตัวอย่างต่อไปนี้ “ที่...เดิน...มาถึงขณะนี้จะเอาชนะอะไร ตัวเองหรือคนอื่น?” รอยยิ้มบนเรียวปาก สวยบิดเล็กน้อยคล้ายทรมานอย่างสุดแรง


25 “ถ้าหมอเคยได้ยินว่าฉันถูกสบประมาทมาอย่างไร บางทีจะเข้าใจ” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 137) อีกตัวอย่างหนึ่งคือในตอนที่นิราก าลังนึกถึงอดีตที่ปกปิดไว้จากคนที่นิรารัก ขณะที่ ก าลังรับประทานอาหารบนโต๊ะอาหารที่บ้านหมอเบญจางค์ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ เออ...ถ้าแม่อ่อนรู้อดีตเธอเข้า จะยังรักเธอเช่นเดิมไหมหนอ อดีตของนิรามีคนจ าได้ ไม่กี่คน แต่...คนไม่กี่คนนี่แหละที่นิราอยากให้ลืม อยากให้รัก หาก...ดูท่าจะท าไม่ส าเร็จสักคน ข้อส าคัญ...อาคนเดียว (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 155) และตัวอย่างในตอนที่ละอ่อนศรีได้กล่าวชมนิราว่าเป็นเหมือนทั้งชายและหญิง ท าให้ นิราเกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาทันทีอาการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปมในอดีตเรื่องความเป็นชายของนิราได้เป็น อย่างดีดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “คุณนินี่ ถ้าตัดผมสั้น ๆ ละก็เป็นหนุ่มรูปหล่อได้สบาย” ร่างทั้งร่างของนิราแข็งทื่อ หน้ าขาวซีดลงในฉับพลัน “คุณเหมือนนิทานเรื่องอิลราช เวลาชื่ออิลราชเป็นผู้ช าย เวลาถูก สาปให้เป็นผู้หญิงชื่ออิลา” “ไม่ !” เสียงกรี๊ดกึกก้องห้องครัว (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 204) อีกตัวอย่างหนึ่งในตอนที่หมอเบญจางค์ได้พูดสะกิดต่อมความคิดให้นิรา หวนนึกถึง ความมุ่งหวังที่จะศัลยกรรมและสิ่งที่นิรากระท าในปัจจุบัน ท าให้นิรามองกลับย้อนไปถึงปมด้อยในอดีตที่หมอ เบญจางค์ยังคงจ าได้ดีดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “หากก็เหมือนคนพยายามสรรหาเครื่องแต่งกายอันงดงามปกปิด อ าพรางส่วนที่ไม่ น่าดูในร่างกายแหละ ให้ปกปิดไว้มิดชิดเท่าใด ทว่า...เจ้าของ...ย่อมรู้ดีว่าตนซ่อนเร้นสิ่งใดไว้ บ้าง” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 347) จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า นิราหรือชนันธวัช ซึ่งเป็นตัวละครส าคัญของเรื่อง นับเป็น ตัวละครที่เป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งภายในตนเองทั้งในด้านสภาพร่างกายและจิตใจ สภาพร่างกาย ภายนอกของนิรามีความงามอย่างหญิง แต่ขณะเดียวกันก็ยังแสดงความเป็นชายออกมาทางน้ าเสียงที่แหบแห้ง หรือสายตาอันแข็งกร้าว นอกจากนี้พฤติกรรมของนิรายังมีหลายพฤติกรรมที่แสดงออกซึ่งความเป็นเพศหญิง ไม่ว่าจะเป็นความละเอียดอ่อน ความเป็นแม่บ้านแม่เรือน ความบอบบาง ความต้องการการปกป้องดูแลอย่าง เพศหญิง หรือแม้กระทั่งการประกอบอาชีพที่เป็นความถนัดของเพศหญิงมากกว่าเพศชายทั้งการเป็นช่าง แต่งหน้าและนางแบบ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถซ่อนเร้นพฤติกรรมอย่างเพศชาย เช่น ความ กระฉับกระเฉงไว้ได้ นอกจากนี้สภาพจิตใจของนิรายังแสดงถึงความขัดแย้งในตนเองได้อย่างชัดเจน คือ เป็นคน ที่มีอารมณ์แปรปรวน บางครั้งมีความรู้สึกมุ่งมั่นและมั่นใจในตนเองอย่างผู้หญิงในยุคปัจจุบันแต่บางครั้งก็


26 กลายเป็นคนที่มีอาการซึมเศร้า จนถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายและต้องการหาที่พึ่งตลอดเวลา ทั้งนี้ความขัดแย้ง ดังกล่าวเกิดจากปัญหาทางครอบครัวที่สะสมมาตั้งแต่วัยเยาว์ 6.3.๒ หมอเบญจางค์ หมอเบญจางค์เป็นตัวละครฝ่ายชายที่มีบทบาทส าคัญในการด าเนินเรื่อง ตั้งแต่ต้น เรื่องจนถึงท้ายเรื่อง เป็นตัวละครส าคัญที่คอยช่วยเหลือนิราตั้งแต่ก่อนเข้ารับการศัลยกรรมแปลงเพศจนถึงช่วง สุดท้ายของชีวิต หมอเบญจางค์จึงมักจะเข้ามีบทบาทในชีวิตนิราด้วยเสมอ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ หมอเบญจางค์เป็นจิตแพทย์ประจ าโรงพยาบาลเอกชื่อดัง ดังปรากฏตัวอย่างในบท สนทนาในที่ประชุมนายแพทย์ของโรงพยาบาล ซึ่งนายแพทย์ผู้อ านวยการโรงพยาบาลได้กล่าวถึงหมอ เบญจางค์ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ถามหมอเบนดูซิ” นายแพทย์ผู้อานวยการโยนมาให้ “เขาเป็นจิตแพทย์ คนที่รู้สึกตนมีแค่ปัญหาสุขภาพกับคนที่อ่อนเปลี้ยเข้ามาในฐานะ คนไข้ ต่างกันอย่างไร?” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 44) เป็นคนที่อารมณ์เย็น ดังตัวอย่างในตอนที่นิราสนทนากับหมอเบญจางค์ เรื่องหนังสือ รุไบยาต ไม่ว่านิราจะอารมณ์ร้อนมาจากไหนแต่หมอเบญจางค์ก็ไม่เคยอารมณ์ร้อนกลับ กลับกันกลับพูดกับ นิราด้วยน้ าเสียงและอารมณ์ใจเย็น ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “เคยอ่านรุไบยาตของโอมาร์ คัยยัมไหม?” “ฉันไม่เคยหัวดีถึงขนาดนั้น” “ไม่ใช่เรื่องหัวไม่ดี หัวดี...” คุณสมบัติของจิตแพทย์คืออารมณ์เย็นต่ออารมณ์คน “แต่เป็นเพราะไม่รู้จักหนังสือดี ๆ ต่างหาก” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 121) เป็นชายที่มีความเป็นสุภาพบุรุษ ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่นิราพยายามจะพิสูจน์ ความสวยของตนเองด้วยการยั่วหมอเบญจางค์ในห้องนอน แต่หมอเบญจางค์กลับไม่ได้รู้สึกอะไรและให้เหตุผล ว่าตนเองไม่ใช่คนที่เขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้า ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “งั้นท าไม หมอไม่รู้สึกอะไรเลย?” ค าถามกึ่งขลาดกึ่งใคร่รู้ “หรือหมอ...” คราวนี้แกมอายนิด ๆ “ไม่ใช่...” เขาหัวเราะขัน “หมอคิดยังไง” “ผมไม่เคยเขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้าต่างหาก !” มือของเขาลูบไล้ผมนุ่ม อ่อนโยน ปลอบประโลม... (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 167)


27 เป็นคนรักความสงบ ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่ผู้แต่งกล่าวถึงชีวิตหมอเบญจางค์ที่ ก่อนจะรับนิรามาอยู่ด้วย เป็นชีวิตที่สงบ เรียบง่าย ไม่มีความวุ่นวายใด ๆ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ชีวิตนายแพทย์เบญจางค์อยู่กับความเงียบมานาน แม่อ่อนมีหน้าที่รับรู้แต่ว่า ควร ท าอะไรอร่อย ๆ แค่ไหน นอกนั้น ‘เพื่อน’ ของเขาคือวิทยุ ทีวี. หนังสือ แล้วนอน” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 403) เป็นจิตแพทย์ที่รักษาจรรยาบรรณของแพทย์ เช่น การปกปิดความลับของคนไข้ ดัง ปรากฏตัวอย่างในตอนที่นิราก าลังหนีออกจากโรงพยาบาลศัลยกรรมและบังเอิญเจอหมอเบญจางค์ในลิฟต์ หมอเบญจางค์ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกันกลับเป็นคนอาสาไปส่งนิราเสียด้วย ดังจะเห็นได้จาก ตัวอย่างต่อไปนี้ “จะไปส่ง” ผู้เป็นจิตแพทย์บอกค่อย ๆ สั้น ๆ พลางเอื้อมมือมาจับแขนพยุง นุ่มนวล “เดินช้า ๆ แผลผ่าตัดยังไม่ดีหรอก” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 14) อีกตัวอย่างหนึ่งตอนที่หมอเบญจางค์ได้ให้ค ามั่นสัญญาเกี่ยวกับการรักษาความลับ ของนิรา หลังจากที่นิราแสดงท่าทีไม่สบายใจเรื่องการพักอยู่ที่บ้านของหมอเบญจางค์ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่าง ต่อไปนี้ “เขามองหญิงสาว ยกมือเสมออก ก่อนอีกฝ่ายจะอ้าปากพูด “ผมสัญญาจะใช้ซิป ยี่ห้อดีที่สุด ไม่มีซิปแตกเป็นอันขาด” อีกครั้งที่เรียวปากท าท่าคล้ายจะแย้ม หากเพียงแค่ยกนิด ๆ ก็ กลับสงบ “ขอบคุณ...” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 14) และอีกตัวอย่างหนึ่งในตอนที่หมอเบญจางค์ได้แนะน ารายละเอียดเกี่ยวกับบ้านของ ตน ก็ได้กล่าวถึงแม่บ้านที่เป็นผู้ดูแลบ้าน ซึ่งหมอไม่ได้อนุญาตให้แม่บ้านเดินทั่วไปภายในบ้านตลอดเวลา เนื่องจากเข้าใจคนไข้ที่มาพบตนเป็นอย่างดีว่าคงไม่ต้องการพบใครนอกจากตน ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็น จรรยาบรรณแพทย์ประการหนึ่งด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ผมมีแม่บ้าน...” เจ้าของบ้านอธิบาย “แต่ตอนเย็นใกล้เวลาแขกจะมาจะเข้าไปอยู่ ในครัว ผมให้ตารางเวลานัดคนไข้ไว้ ให้รู้ว่าแขกคนสุดท้ายจะมาและกลับประมาณเวลาเท่าใด เพราะแขกของผมมักไม่อยากพบใคร นอกจากหมอคนเดียว” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 23) จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า หมอเบญจางค์ซึ่งเป็นตัวละครส าคัญอีกตัวหนึ่งที่แสดง ความขัดแย้งภายในจิตใจได้อย่างเด่นชัด กล่าวคือแม้การกระท าภายนอกของหมอเบญจางค์จะแสดงซึ่งความ เป็นสุภาพบุรุษ ดูแลนิราด้วยความห่วงใยและใส่ใจทุกขณะเวลา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายในจิตใจของหมอ เบญจางค์กลับรู้ตัวเองว่าตนเองหลงรักนิรา เพราะนิราเป็นภาพแทนของปรุงแก้ว ภรรยาที่เสียชีวิตไปด้วย โรคมะเร็ง สังเกตได้จากหลายพฤติกรรมหรือหลายครั้งที่หมอเบญจางค์แสดงต่อนิราเหมือนกับแสดงกับปรุง


28 แก้ว ความขัดแย้งในจิตใจของเบญจางค์จึงหมายถึงความรักเชิงชู้สาวที่มีต่อนิรา แต่สามารถแสดงพฤติกรรมได้ เพียงความรักแบบผู้ปกครองเพราะไม่ต้องการเข้าท านองสมภารกินไก่วัดก็ว่าได้ 6.3.๓ ชัชวีร์ ชัชวีร์เป็นตัวละครชายที่มีบทบาทส าคัญต่อตัวละครส าคัญอย่างนิรา ชัชวีร์เป็น เหมือนแรงบันดาลใจให้นิราใช้ชีวิต ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนศัลยกรรมแปลงเพศจนกระทั่งการใช้ชีวิตหลังจาก ผ่านการศัลยกรรม ชัชวีร์จึงเป็นตัวละครส าคัญตัวหนึ่งที่คอยก าหนดทิศทางของเรื่องให้ด าเนินไปอย่างเข้มข้น มีบุคลิกภาพและนิสยใจคอ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ มีบุคลิกภาพภายนอก โดยรวมเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีที่มีเสน่ห์ โดยเฉพาะรอยยิ้ม ดัง ปรากฏตัวอย่างในตอนที่นิราชมรอยยิ้มของชัชวีร์ ในเหตุการณ์ที่ชัชวีร์ขัดรถปาดหน้าหมอเบญจางค์ดังจะเห็น ได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ เวลาอายิ้ม รอยลึกยาวข้างแก้มท าให้เธอเฝ้ามองดูได้นาน ๆ “อาชัชยิ้มสวย” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 79) นอกจากนี้ชัชวีร์ยังได้รับการเปรียบเปรยให้เป็นดังเทพบุตรโดยเฉพาะในสายตาของ นิรา ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “อาชัช...เป็นชายชาตรี เป็นตัวแทนของเทพบุตรที่เธอใฝ่ฝัน” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 71) เป็นคนที่มีความผูกพันกับหลานและพี่สะใภ้อย่างมาก ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่ รังรองพูดกระทบกระแทกชัชวีร์ถึงเถ้ากระดูกของนิราและแม่ของนิรา ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “แหม่ !” เสียงกระแทกกระทั้นดังอยู่เบื้องหลัง “เหลือแต่กระดูกยังอ าวรณ์” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 68) เป็นคนที่มีบุคลิกเรียบร้อย รู้จักกาลเทศะ ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่ตระกูลสิริวัฒน์ จัดพิธีลอยอังคารเถ้ากระดูกของชนันธวัชและแม่ ชัชวีร์แต่งกายไว้ทุกข์ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “บุรุษที่คุกเข่าปล่อยมาลัยวนตาม อยู่ในชุดกางเกงขายาวขาว เสื้อขาวอย่างไว้ทุกข์ เรียบร้อย” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 66) เป็นคนสุภาพ มีเหตุผล ไม่ยึดอารมณ์เป็นที่ตั้ง ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่แม่ของ นิราพูดเปรียบเทียบระหว่างชัชวีร์กับชมธวัชเรื่องการแสดงออกถึงอารมณ์ไม่พอใจ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่าง ต่อไปนี้ ชัชวีร์ขมวดคิ้วนิด ๆ แล้วเขาต้องการอยากรู้ไปท าไม...อาการเช่นนี้ท าให้ฝ่ายที่จับตา มองจับอารมณ์ได้ อาเป็นคนเปิดเผย อารมณ์ดี มีเหตุผล ในขณะที่ป๋าเลยอารมณ์ดี


29 คือมีแต่อารมณ์สนุก โดยไม่ต้องมีเหตุผล เวลาป๋าโกรธ ป๋าจะเอะอะปึงปัง มึงวาพาโวยโดยไม่ไว้หน้าใคร ต่างกับอา ถ้าอาไม่ชอบใจอะไร อาก็แค่ขมวดคิ้ว” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 98 - 99) เป็นคนที่ให้เกียรติเพศหญิง ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่แม้ว่านิราจะไม่ยอมมี เพศสัมพันธ์กับชัชวีร์ แต่ชัชวีร์ก็ไม่ได้ขืนใจนิรา อีกทั้งยังรอนิราด้วยความตั้งใจจริงเพราะชัชวีร์มีทัศนคติว่าเพศ หญิงเป็นสิ่งที่มีค่า ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “พี่ชายเขาถือผู้หญิงก็คือเฟอร์นิเจอร์ หากส าหรับชัชวีร์ ‘ผู้หญิง’ เป็นของมีค่า ส าหรับเขา จากวัยหนุ่มจนอายุปูนนี้ เขาไม่เคยรู้สึกผูกพันต่อใครเท่านิรา” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 375) มีความเป็นสุภาพบุรุษอยู่ในภายในลึก ๆ แม้ว่าชัชวีร์จะแอบคบหากับนิราอยู่แต่มี หลายครั้งที่ชัชวีร์ยังนึกถึงรังรองด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ลักษณะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความเป็นสุภาพบุรุษ ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่ชัชวีร์นึกถึงรังรอง ถึงแม้ว่าชัชวีร์จะไม่ได้รักรังรองเท่าที่ควร แต่ชัชวีร์ก็ไม่สามารถ ทิ้งรังรองได้เพราะโอกาสที่รังรองจะมีชีวิตใหม่ในอายุที่ล่วงไปเยอะ คงเป็นเรื่องยากพอสมควร ดังจะเห็นได้จาก ตัวอย่างต่อไปนี้ เขาเองรู้แท้แก่ใจ รังรองไม่มีความผิด เขาเองซิผิดที่ไม่เคยรักเธอมากพอ หากยอม แต่งงานโดยความเหมาะสม ถ้าเขาเลิกกับเธอ รังรองยากที่จะมีชีวิตใหม่ได้ โอกาส ส าหรับผู้หญิงอายุขนาดเธอมีไม่มากนัก เขาเห็นแก่ตัวเกินไป ถ้าจะทอดทิ้งเธอ (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 289) จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ตัวละครชัชวีร์เป็นกุญแจส าคัญให้เรื่องด าเนินไปตั้งแต่ต้น จนจบ มีความขัดแย้งภายในจิตใจสะท้อนออกมาหลายต่อหลายประเด็น กล่าวคือ ขณะที่ชัชวีร์ได้รับการยก ย่องว่าเป็นผู้ชายที่มีความเป็นสุภาพบุรุษ มีความสุภาพเรียบร้อย ให้เกียรติเพศหญิงอย่างมาก แต่เมื่อชัชวีร์อยู่ กับนิราเพียงล าพังมีหลายครั้งที่ชัชวีร์ไม่สามารถหักห้ามจิตใจได้ นิราเองจึงต้องเป็นผู้ไม่ยอมให้ชัชวีร์ล่วงเกิน หรือหลายต่อหลายครั้งที่ชัชวีร์เกิดความลังเลในจิตใจระหว่างความรักที่มีต่อนิรากับหน้าตาสังคมอย่างรังรอง แสดงให้เห็นว่าขณะที่ชัชวีร์อยู่กับนิราก็ไม่สามารถตัดขาดจากรังรองได้ เหตุเพราะรังรองไม่ได้ท าผิดอะไร ชัชวีร์ จึงต้องเป็นคนจับปลาสองมือและเกิดความขัดแย้งภายในจิตใจของตน เมื่อถึงเวลาจะต้องเลือกระหว่างนิรากับ รังรอง 6.3.๔ รังรอง รังรองเป็นตัวละครหญิงที่มีบทบาทต่อความรู้สึกด้านลบอีกคนหนึ่งของนิราเป็นอา สะใภ้ มักแสดงอาการไม่ชอบในตัวชนันธวัชหรือนิราเท่าที่ควร แม้รังรองจะเป็นตัวละครรองแต่ก็เป็นตัวละคร รองที่มีส่วนส าคัญในการก าหนดเรื่อง ดังรายละเอียดต่อไปนี้ รูปลักษณ์ภายนอกของรังรอง เป็นผู้หญิงวัยกลางคน ที่เมื่อมองโดยภาพรวมยังคงไว้ ซึ่งความสวย เป็นผู้ดี แต่เมื่อมองอย่างพิจารณาก็แฝงด้วยริ้วรอยปรากฏให้เห็น ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่นิรา ได้พิจารณารูปหน้าของรังรองขณะที่ก าลังแต่งหน้า ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้


30 “ผู้หญิงคนนี้...วัยไม่เท่าไหร่ มองแต่ไกลก็สวย ผู้ดี แต่เมื่อดูใกล้ชิดอย่างนี้ หางตาย่น เป็นริ้วเล็ก ๆ มุมปากเริ่มตก แก้มหย่อน วิตกจนแก่ละซิ!” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 115) เป็นคนค านึงถึงหน้าตาทางสังคมเป็นส าคัญ ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่รังรอง สนทนากับชัชวีร์ถึงหลานชายคนเดียวที่เสียชีวิตไป ว่าชัชวีร์ไม่ควรเสียใจจนออกนอกหน้า เพราะจะท าให้ รังรองดูแย่ในสายตาคนอื่น ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “คุณน่ะหยุดเอาใจใส่ต่อหลานสักทีได้ไหม?” ผู้ได้ชื่อว่าภรรยาแหวเข้าใส่ “อ้าว ก็พูดเองว่าหลาน จะให้ท ายังไง?” เขาสะกดกลั้น “แต่มันขายหน้ามาถึงฉัน” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 67) เป็นคนปากคอเลาะร้าย ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่รังรองสนทนากับชัชวีร์ว่าถ้าชาติ หน้าชัชวีร์อธิษฐานให้ได้พบกับหลานชายอีก ตนจะอธิษฐานให้ได้ตามไปดูด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอให้เราพบกัน” “ดีนะ สนุกดี ฉันจะอธิษฐานตามไปดู !” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 64) เป็นคนแสดงออกชัดเจนว่าไม่ชอบหลานชายที่ผิดเพศ ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่ นิรานึกถึงรังรองเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มีการตีพิมพ์ข่าวตนเองว่าเสียชีวิตไปพร้อมกับแม่ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่าง ต่อไปนี้ “หญิงสาวถอนใจ...อาดีใจหรือเปล่าที่เธอ ‘ตาย’ แต่ผู้หญิงที่บ้านอาชัชดีใจแน่นอน” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 81) เป็นคนเหยียดบุคคลที่ต่ ากว่าตน ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่รังรองพูดถึงนิราตอน เด็กว่านิราไม่ใช่บุคคลที่รังรองจะกังวลเพราะนิราต่ าต้อยกว่ารังรองทุกด้าน ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “โธ่เอ๊ย...เด็กนั่นไม่ใช่คู่แข่งฉันหรอก ใครจะลงไปแข่งกับเด็กคนละชั้น อีกอย่าง...” ท่ายกไหล่ เหยียดหยามหมิ่นแคลน “ผัวฉัน...ฉันรู้ เขาไม่ใช่คนวิปริต !” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 112) เป็นคนหวาดระแวงเรื่องสามีดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่รังรองคบหากับชัชวีร์ใหม่ ๆ เมื่อชัชวีร์หายไป รังรองมักจะตามหาจนเป็นที่รบกวนคนในบ้าน จนชมธวัชน ามาเป็นข้อล้อเลียนเรียกรังรอง ว่า คุณไส ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้


31 “อ้าว...คุณไส” ผองญาติและมิตรสนิทมักเรียกเช่นนี้เสมอ ผู้คบหารายใหม่ๆ มักจะ เดาว่า “หน้าใส หรือ แจ่มใส” หากชมธวัชหัวเราะเสียงดัง “ไม่ใช่หรอก ผมตั้งให้เขาเองแหละ แต่ก่อนตอนเป็นแฟนนายชัชใหม่ๆ พอนายชัช หายไปเข าจะซักแต่ว่า...ไปไหน...ไหนไปไหน...เราเลยล้อว่า ไปไส...ลงท้ายเหลือแค่คุณไส” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 225) จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ตัวละครรังรอง เป็นตัวละครที่แสดงความขัดแย้งภายใน จิตใจ แต่อาจจะไม่ชัดเจนอย่างนิรา หมอเบญจางค์ ชัชวีร์และชมธวัช สังเกตได้จากหลายพฤติกรรมที่รังรอง แสดงต่อชัชวีร์ ซึ่งไม่ได้เป็นพฤติกรรมแท้จริงที่ตนเองต้องการแสดงออกมาแต่ก็ไม่สามารถท าอะไรได้หรือ เหตุการณ์ที่รังรองได้รับข่าวความลับจากเลขานุการหมอเบญจางค์ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในใจ กล่าวคือขณะที่ใจหนึ่งต้องการทราบความจริงแต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าจะโดนหลอก ท าให้รังรองลังเลอยู่เป็นเวลา สักระยะจึงจะตัดสินใจได้หรือในตอนท้ายของเรื่องที่หลังจากที่รังรองทราบความจริง ก็แสดงพฤติกรรมเงียบ เฉยต่อทุกสิ่งรอบข้างเช่นเดียวกับชมธวัชไม่ได้แสดงพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสะใจอย่างที่ตั้งใจตอนต้น กลับทั้งช่วยหมอเบญจางค์และชมธวัชตามหาตัวนิราอีกด้วย 6.3.๕ ชมธวัช ชมธวัชเป็นตัวละครชายที่มีบทบาทต่อความรู้สึกด้านลบของนิรา เป็นตัวการส าคัญที่ ท าให้นิราตัดสินใจเข้ารับการศัลยกรรมแปลงเพศ ชมธวัชเป็นพ่อที่ไม่ได้ท าหน้าที่พ่อที่สมบูรณ์ แต่กลับเป็น ปัจจัยส าคัญให้นิราเกิดแรงผลักดันในการต่อต้านเพศชาย ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ภาพลักษณ์ภายนอกของชมธวัช เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ ปรากฏริ้วรอยบนใบหน้า และผมเริ่มมีสีขาวหงอก แต่นิยมแต่งตัวให้เข้ากับสมัยเพื่อแสดงถึงความเป็นวัยรุ่น ดังจะเห็นได้จากตัวอย่าง ต่อไปนี้ “บุรุษร่างสูงใหญ่ ในชุดกางเกงขาสั้นขาว เสื้อยืดลายพร้อยขวางอกราวกับหนุ่มน้อย หากริ้วรอยบนใบหน้าและผมขาวประปรายบอกวัยชัดเจน” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 63-64) มีนิสัยเจ้าชู้ มีบ้านเล็กบ้านน้อยเป็นประจ า มักมีผู้หญิงเข้ามาติดพันไม่ซ้ าหน้า ดัง ปรากฏตัวอย่างในตอนที่ตระกูลสิริวัฒน์จัดพิธีลอยอังคาร ชมธวัชได้พาหญิงสาวรุ่นลูกไปร่วมงานดังกล่าวด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ในขณะที่สตรีเคียงข้างอยู่ในชุดกางเกงขาสั้นกว่าสั้น ตัวเสื้อรัดอกโดยไม่มีแขน เปลือยผิวนวลปลั่ง วัยคราวลูก” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 64)


32 เป็นคนอารมณ์ร้อน เมื่อโกรธก็จะแสดงอาการทันที ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่แม่ ของนิราพูดเปรียบเทียบระหว่างชัชวีร์กับชมธวัชเรื่องการแสดงออกถึงอารมณ์ไม่พอใจ ดังจะเห็นได้จาก ตัวอย่างต่อไปนี้ “อาเป็นคนเปิดเผย อารมณ์ดี มีเหตุผล ในขณะที่ป๋าเลยอารมณ์ดี คือ มีแต่อารมณ์ สนุก โดยไม่ต้องมีเหตุผล เวลาป๋าโกรธ ป๋าจะเอะอะปึงปังมึงวาพาโวยโดยไมไว้หน้าใคร ต่าง กับอา ถ้าอาไม่ชอบใจอะไร อาก็แค่ขมวดคิ้ว” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 98) มีความเป็นคนที่ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ดังปรากฏตัวอย่างตอนลอยอังคารบุตรชาย ชมธวัชเกิดหวนนึกถึงบุตรชายคนเดียวของตนที่มักจะเรียกร้องเวลาจากตนเองเสมอ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่าง ต่อไปนี้ “นี่...ถ้าเจ้าของโครงกระดูกยังมีชีวิตอยู่คงตะเบ็งเสียงใส่” “ป๋าไม่เคยมีเวลาให้เราหรอก ป๋ามีแต่เวลาให้คนอื่น” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 65) จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ตัวละครชมธวัช เป็นอีกหนึ่งในตัวละครที่มีความขัดแย้ง ภายในจิตใจ หากมองโดยผิวเผินชมธวัชคงเป็นตัวละครที่มีพฤติกรรมเป็นไปทางเดียวโดยตลอดคือมีนิสัยเจ้าชู้ ไม่เห็นคุณค่าของเพศหญิงและทรัพย์สมบัติ ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่และไม่สนโลก แต่หากศึกษาอย่าง ละเอียดจะพบว่าชมธวัชมีความเป็นพ่อซ่อนอยู่ภายในลึก ๆ สังเกตได้จากตอนที่ลอยอังคารชนันธวัช มีอยู่ตอน หนึ่งที่ชมธวัชนึกถึงค าพูดของชนันธวัชและเกิดความส านึกว่าแม้เป็นวันลอยอังคาร ตนเองยังไม่สามารถท า หน้าที่พ่อได้ดีเท่าที่ควรหรือในตอนท้ายของเรื่องที่ชมธวัชทราบความจริง ชมธวัชกลายเป็นคนที่มีพฤติกรรม เปลี่ยนไปเป็นคนละคน กลายเป็นคนซึมเศร้าเพราะได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจกับความจริงอย่าง รุนแรงหรือขณะที่ไปพบหมอเบญจางค์กับรังรอง ชมธวัชได้เรียกชนันธวัชว่าลูก ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ ภาพลักษณ์โดยรวมของชมธวัชจะดูรังเกียจลูกชายที่เป็นเพศที่สามเพียงใด แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งของเหตุการณ์ก็ แสดงพฤติกรรมความเป็นพ่อออกมาได้อย่างชัดเจน 6.3.๖ แม่ของนิรา แม่ของนิราเป็นตัวละครหญิงที่มีบทบาทส าคัญต่อตัวละครส าคัญอย่างนิราอีกตัว ละครหนึ่ง แต่บทบาทนั้นเป็นไปในลักษณะที่แตกต่างจากชัชวีร์ กล่าวคือแม่ของนิราจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังชีวิต ของนิราตั้งแต่เล็กจนถึงก่อนเข้ารับศัลยกรรม แม้จะเป็นตัวละครที่ไม่ได้ด าเนินชีวิตจริงอยู่ในเรื่องแต่กลับเป็น ตัวละครที่โลดแล่นตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง เป็นตัวละครที่แสดงบทบาทอยู่ในความคิดและความทรงจ าของ นิราตลอดเวลา ดังรายละเอียดต่อไปนี้ เป็นตัวละครที่ไม่ได้ด าเนินชีวิตจริงในเรื่อง เพราะเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ก่อนเรื่องจะด าเนินขึ้น ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้


33 “แม่เดินทางไปกับคนแปลกหน้า ศพที่กระจัดกระจายกับซากเครื่องบินบนท้องทุ่ง อันกว้างใหญ่” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 55) เป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพดีมีความเป็นผู้ดี ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่นิรานั่งอยู่ในรถ ของชัชวีร์และได้ลอกเลียนแบบท่านั่งของแม่ รวมทั้งชมธวัชเองยังเคยชื่นชมในความสง่างามของแม่ของนิราอีก ด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “เธอนั่งเอนตัวนิด ๆ ศอกเท้าหมอน ท่านี้เลียนมาจากแม่ที่ใคร ๆ บอกว่า “มารยาท งาม” เธอเองยังมองแม่อย่างชื่นชม วิธีพูด วิธีปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมาะสมไปหมด “เขาเหมือนรถโรลสรอยซ์” ป๋าชมอย่างป๋า “เวลามีงานใหญ่ถึงจะใช้ แต่งานจิ๊บจ๊อยมันต้องใช้รถซิ่ง” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 145) เป็นแม่ที่พร้อมจะสนับสนุนในสิ่งที่ลูกต้องการ ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่ผู้แต่ง บรรยายถึงความพยายามของแม่ของนิราที่จะหาหมอจิตแพทย์ที่ดีที่สุดเพื่อรักษาสภาพจิตใจของนิรา ดังจะเห็น ได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “แล้วเธอกับแม่ก็เดินทางครั้งแล้วครั้งเล่าเลือก ‘หมอ’ ชั้นยอดเยี่ยมที่สุด และบน เวลาอันยาวนานที่ถูกทดสอบกรรมวิธีจนเธอแทบกรี๊ด หากมือนุ่ม อบอุ่น กกกอดเธอไว้แนบ แน่น” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 56) เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีความเด็ดเดี่ยว ดังปรากฏตัวอย่างในตอนบทสนทนาระหว่างแม่ ของนิรากับชมธวัชที่แสดงออกถึงการใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งชมธวัช ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “คุณไม่ต้องห่วง” เสียงเย็นชายังจ าติดหู “เรา...แม่ลูกมีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ต้องมีคุณ” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 71) เป็นคนที่แค้นฝังหุ่น ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่สุดท้ายของเรื่องหมอเบญจางค์สรุป การกระท าของแม่นิราว่าเป็นการเก็บอารมณ์แค้นชมธวัชไว้และใช้นิราเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแก้แค้นของ ตนเอง ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ลูกรัก...ไม่ควรเหมือนพ่อ ลูกรัก...ต้องได้สิ่งที่ต้องการ เธอ ‘ท า’ เพื่อลูกและโดย ความลี้ลับที่สุด เธอสนองความต้องการของตนเอง !” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 444) จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ตัวละครแม่ของนิรา เป็นตัวละครที่แม้จะไม่มีชีวิตจริงใน การด าเนินเรื่องแต่ก็มีบทบาทส าคัญต่อตัวละครส าคัญอย่างนิรา เพราะเป็นตัวก าหนดชีวิตและแนวคิดของนิรา


34 เป็นตัวละครที่มีความขัดแย้งภายในใจ ซึ่งสามารถศึกษาได้จากการกล่าวถึงของนิรา กล่าวคือแม้แม่ของนิราจะ เกลียดสามีมากเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถแสดงพฤติกรรมเกลียดชังอย่างตรงไปตรงมาได้ สังเกตจากการที่สอนให้ นิราไม่เกลียดพ่อและความพยายามแก้ตัวให้ชมธวัชในตอนที่ลูกพูดว่าเกลียดพ่อ แต่ในขณะเดียวกันกลับใช้นิรา เป็นตัวแก้แค้น โดยการพาลูกชายมาศัลยกรรมแปลงเพศ ซึ่งตัวละครส าคัญทุกตัวดังกล่าวข้างต้น เป็นตัวละครที่แสดงถึงความขัดแย้งภายในจิตใจได้ อย่างเด่นชัด ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนแก่นเรื่องของนวนิยายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ท าให้ตัวละครทั้ง 6 ตัวมี ลักษณะเป็นตัวละครหลายมิติ (Round character) คือเป็นตัวละครที่แสดงพฤติกรรมออกมาหลายลักษณะ แต่ในขณะเดียวกันจากการศึกษษตัวละครรองภายในนวนิยายเรื่องนี้อย่างละอ่อนศรี ปรุงแก้วและเลขานุการ หมอเบญจางค์ กลับเป็นตัวละครที่มีลักษณะเป็นตัวละครมิติเดียว (Flat character) ซึ่งเป็นตัวละครที่แสดง พฤติกรรมเดียวตลอดทั้งเรื่อง คือ ละอ่อนศรีเป็นภาพแทนของหญิงชาวบ้านที่มีจิตใจดีงาม ห่วงใยคนรอบข้าง เสมอ ส่วนปรุงแก้วเป็นภาพแทนของภรรยาที่ดี เป็นคนที่พูดจาอ่อนหวานสมเป็นสุภาพสตรี มีความเข้าใจสามี มากกว่าใคร ๆ และเลขานุการหมอเบญจางค์แม้ไม่ได้แสดงพฤติกรรมมาก แต่ทุกพฤติกรรมล้วนเต็มไปด้วย ความมีเล่ห์เหลี่ยม แม้กระทั่งการวางแผนอย่างรอบคอบก็ยังมีนัยของเล่ห์เหลี่ยมซ่อนอยู่ ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงสามารถกล่าวได้ว่า การสร้างตัวละครในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวของ ทมยันตีนอกจากจะเป็นการสร้างตัวละครที่มีความสมจริงที่ประกอบไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดและ บุคลิกภาพภายนอกแล้ว ยังเป็นตัวละครที่แสดงถึงความเป็นธรรมชาติมนุษย์ซึ่งยากที่ใครจะสามารถปกปิดได้ อันเป็นแก่นเรื่องหลักอีกด้วย 6.4 ฉาก (Setting) ฉาก (Setting) เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ท าให้การด าเนินเรื่องในนวนิยายมีความสมจริงมาก ขึ้น ฉากในที่นี้หมายรวมไปถึงเวลา สถานที่ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่ช่วยบอกให้ผู้อ่านรู้ว่าเหตุการณ์นั้น เกิดขึ้นเมื่อใด ที่ไหนและที่นั้นมีลักษณะอย่างไร อีกทั้งยังช่วยให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการและเข้าใจบริบทของตัว ละครและเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในนวนิยายได้ดียิ่งขึ้น ดังที่จิตรลดา สุวัตถิกุลและมณฑินา วัฒนถนอม (2530) กล่าวถึงลักษณะของฉากไว้ว่า ฉากในนวนิยายก็เช่นเดียวกับเรื่องสั้น คือ หมายรวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ช่วยสนับสนุน การดาเนินเรื่องให้ชัดเจนสมจริงขึ้น ฉากจึงอาจเป็นได้ทั้งถ้อยค าส านวนที่ช่วยให้ผู้อ่านเกิดภาพพจน์หรืออาจ เป็นการบอกกล่าว เหตุการณ์ บรรยายสถานที่ บอกยุคสมัย และสภาพต่าง ๆ ที่เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นก็ได้ จากการศึกษา ผู้ศึกษาพบว่า ทมยันตีสามารถสร้างฉากในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวได้ อย่างสมจริง ตลอดจนท าให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครและบรรยากาศในเรื่อง รวมทั้งมีความสัมพันธ์ กับองค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งนี้ผู้ศึกษาได้ศึกษาฉาก ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ๖.๔.๑ ฉากโรงพยาบาล ทมยันตีได้บรรยายฉากที่โรงพยาบาลในหลายมุม โดยในมุมแรกบริเวณลานจอดรถที่ มองผ่านมาจากห้องพักของผู้ป่วย เป็นการบอกเล่าในลักษณะที่สายตาของผู้ป่วยคนนั้นมองลงมาจากห้องพัก บรรยากาศดังกล่าวคล้ายเป็นกิจวัตรของผู้ป่วย โดยฉากและบรรยากาศดังกล่าวเป็นฉากเปิดเรื่องของนวนิยาย ด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ จากหน้าต่างกระจกแห่งนั้น เมื่อมองลงไปเบื้องล่างจะเห็นลานจอดรถที่มีเส้นขาว ๆ ขีดทแยง ในตอนเช้าน้ าจากการรดรั้วไม้ที่ปลูกชิดก าแพงเป็นแผงไหลนองเป็นหย่อม


35 ๆ ใบไม้แห้งเกลื่อนกระจาย ครั้นยามสาย รถจะค่อยทยอยเข้ามาจอดเรียงสลับสีเต็ม ลาน ต่อล่วงเข้ายามบ่ายแก่ ๆ รถเหล่านั้นจะค่อย ๆ หายไปทีละคันสองคัน แล้ว รถเข็นขายอาหารก็จะมาเรียงรายอยู่ภายนอก (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 2) 3.5.2 ฉากบ้านหมอเบญจางค์ เป็นฉากหนึ่งที่มีการกล่าวถึงค่อนข้างละเอียดเพราะถือเป็นสถานที่ส าคัญของตัว ละครส าคัญอย่างนิรา เพราะหลังจากนิราออกจากโรงพยาบาลมีเพียงบ้านของหมอเบญจางค์เท่านั้นที่เป็นที่พัก พิงอาศัย บ้านของหมอเบญจางค์ได้รับการตกแต่งให้มีความรู้สึกอบอุ่นแก่ผู้มาพบเจอ เนื่องจากด้านล่างของ บ้านใช้เป็นส านักงานจิตแพทย์และด้านบนเป็นที่พักของหมอเบญจางค์ จึงไม่แปลกที่บ้านของหมอเบญจางค์ทั้ง ห้องส่วนส านักงานและห้องพักจึงต้องให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อผู้มาเยือน ดังปรากฏ ตัวอย่างในการบรรยายลักษณะตัวบ้านของหมอเบญจางค์ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ ถนนสายนั้นยังร่มรื่นเพราะต้นไม้แผ่กิ่งก้านสาขา ทาวน์เฮ้าส์แบบใหม่ประดับกระจก ประกอบเหล็กดัดลวดลายละเอียดยิบราวกับผ้าลูกไม้ ภายในประดับม่านบางเบาและโคมไฟ สลัวมองดูสงบร่มเย็น ประตูเหล็กด้านหน้าเปิดกว้างไว้ มีลานแคบ ๆ ให้จอดรถ (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 16) 3.5.3 ฉากคอนโดมิเนียม ฉากคอนโดมิเนียมเป็นฉากส าคัญฉากหนึ่ง แม้ผู้แต่งจะไม่ได้บรรยายลักษณะไว้ ละเอียดเท่าฉากบ้านหมอเบญจางค์ แต่คอนโดมิเนียมกลับเป็นสถานที่ที่ท าให้นิร าและชัชวีร์ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน คล้ายเป็นสถานที่ที่นิราคาดหวังมาทั้งชีวิตแต่น่าเสียดายที่คอนโดมิเนียมกลับถูกใช้เป็นฉากจุดจบของชีวิตนิรา ด้วย ปรากฏตัวอย่างในการบรรยายบรรยายกาศชั้นล่างของคอนโดมิเนียม ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ ชั้นล่างของคอนโดมิเนียมแห่งนั้น กึ่งกลางเป็นสวนหย่อม มีม้านั่งอยู่ภายใต้ร่มไม้ โดยรอบเป็นห้องกระจก มีตั้งแต่ร้านขายของกระจุกกระจิก ร้านเสื้อผ้า ร้านดอกไม้ตลอดจน ร้านอาหารเล็ก ๆ เธอ...นั่งอยู่ภายใต้ซุ้มไม้ที่ทิ้งกิ่งก้านระย้าย้อยลงมา เหมือนสาวน้อยคอยหา ใคร ห้องกระจกเล็ก ๆ ด้านหน้าแบ่งเป็นที่ขายขนมปังหลากชนิด ด้านในแบ่งเป็นที่นั่งเพียง ไม่กี่โต๊ะส าหรับผู้แวะเข้ามาหาเครื่องดื่มและขนมชิ้นเล็ก ๆ ผู้คนภายในว่างเปล่ามีแต่ เสียงเพลงจากเทปเบา ๆ เข่าทรุดลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กดัดสีขาว (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 131 - 132) 3.5.๔ ฉากในรถของหมอเบญจางค์ ฉากในรถของหมอเบญจางค์เป็นฉากหนึ่งที่มีความส าคัญต่อตัวละครส าคัญอย่างนิรา เพราะรถของหมอเบญจางค์เป็นจุดเริ่มต้นของหลายเหตุการณ์ ทั้งการหนีออกจากโรงพยาบาลเพื่อออกมา เริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่หลังการศัลยกรรมแปลงเพศและการประสบอุบัติเหตุรถของหมอเบญจางค์ชนกับรถของชัช วีร์ท าให้นิราได้พบกับชัชวีร์เป็นครั้งแรกหลังการศัลยกรรมแปลงเพศ ดังปรากฏตัวอย่างในการบรรยายสภาพ


36 ภายในรถของหมอเบญจางค์ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าหมอเบญจางค์เป็นคนที่ให้ความส าคัญกับการท างาน มากเพราะภายในรถส่วนตัวยังเต็มไปด้วยหนังสือและกระดาษ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “รถคันนั้นสีขาว บนเบาะหน้าคู่กับคนขับ แม้แต่เบาะหลังมีแต่หนังสือและกระดาษ” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 15) จากการศึกษา ผู้ศึกษาสามารถสรุปได้ว่า การสร้างฉากของทมยันตีในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ ปลิดปลิว นอกจากเป็นฉากที่มีความสมจริงแล้วยังช่วยให้เรื่องด าเนินไปอย่างต่อเนื่อง เช่น ฉากโรงพยาบาล ฉากในรถของหมอเบญจางค์ เป็นฉากที่ใช้ในการเปิดเรื่องเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นจาก โรงพยาบาลแห่งนี้ ฉากบ้านหมอเบญจางค์ เป็นฉากที่ได้รับการบรรยายอย่างละเอียด เนื่องจากเป็นฉากที่ตัว ละครส าคัญอย่างนิราใช้ในการอยู่อาศัยมากที่สุด ฉากคอนโดมิเนียม เป็นฉากส าคัญที่ใช้ในการปิดเรื่องและเป็น สัญลักษณ์แสดงข้อคิดอย่างหนึ่งว่าบางครั้งความสะดวกสบายที่มนุษย์ต้องการใฝ่หามาตลอดชีวิต แท้จริงคือ สถานที่ที่มีเวลาใช้ชีวิตอยู่เพียงระยะสั้น ๆ และตายจากไป นอกจากนี้ยังมีฉากประกอบที่ปรากฏร่วมด้วย เช่น ฉากบ้านชมธวัช ฉากบ้านชัชวีร์ ฉากภายในเรือ ฉากศูนย์เสริมความงาม ฉากสนามกอล์ฟ ฉากห้องเสื้อบูติก และฉากโรงแรมที่ใช้แสดงแฟชั่นโชว์ ล้วนเป็นฉากที่ผู้แต่งสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมโยงตัวละครแต่ละตัวให้มีโอกาสพบ เจอกันเท่านั้น ไม่ได้มีรายละเอียดส าคัญอื่นแฝงอยู่ เป็นฉากที่ผู้แต่งสามารถบรรยายให้ผู้อ่านเข้าใจและเกิดจินต ภาพ นับเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์และภูมิรู้ของทมยันตีได้อย่างเห็นได้ชัด 6.5 บทสนทนา (Dialogue) บทสนทนา (Dialogue) เป็นองค์ประกอบหนึ่งในนวนิยาย มีลักษณะเป็นบทพูดโต้ตอบ ระหว่างตัวละครสองตัวละครหรืออาจจะมากกว่าการที่ผู้เขียนสร้างบทสนทนาขึ้น มีส่วนช่วยท าให้การด าเนิน เรื่องราวไม่น่าเบื่อ สร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้อ่าน อีกทั้งบทสนทนายังมีส่วนช่วยท าให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อเรื่อง และลักษณะของตัวละครแต่ละตัวมากยิ่งขึ้นจากการที่ตัวละครได้แสดงความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ทัศนคติที่ ถ่ายทอดผ่านการสื่อสารระหว่างกันและกัน ดังที่กระแสร์มาลยาภรณ์(2530) กล่าวว่า บทเจรจามีแง่คิดอยู่ ว่า บทเจรจานั้นแต่ละคนจะเจรจาสั้น ๆ ไปตามธรรมชาติกว่าเจรจายาว ๆ ท าให้ไม่เบื่อและไม่รู้สึกว่าเป็นการ สอนไป แต่การเจรจานั้นไม่ใช่สั้น ๆ เสมอไป ต้องมียาวบ้างจึงจะเป็นธรรมชาติจริง ๆ และจะต้องระวังให้มี ระยะ การสนทนาให้ยาวพอสมควร อย่าให้สั้นนิดเดียวหรือกินเนื้อที่หลาย ๆ หน้าส าหรับแต่ละคน เป็นต้น และสอดคล้องกับที่สายทิพย์ นุกูลกิจ (2537) กล่าวว่า บทสนทนา คือ ค าพูดที่ตัวละครใช้โต้ตอบกันในเรื่อง บทสนทนาที่ดีต้องเหมาะสมกับบุคลิกภาพของตัวละคร ต้องสอดคล้องกับบรรยากาศในเรื่องและที่ส าคัญต้องมี ลักษณะสมจริง คือ มีค าพูดที่เหมือนกับบุคคลในชีวิตจริงใช้พูดจากัน เนื่องจากบทสนทนาเป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมอย่างหนึ่งของตัวละคร ผู้แต่งจึงนิยมใช้ บทสนทนาเป็นสื่อให้ผู้อ่านเข้าใจอุปนิสัยใจคอของตัวละครโดยตรง นอกจากนี้บทสนทนายังช่วย ท าให้ผู้อ่าน เกิดความเพลิดเพลิน เพราะได้รับความรู้แปลก ๆ ใหม่ ๆ หรือได้แง่คิดที่คมคายและชวนขันไปพร้อมกันด้วย ส าหรับเหตุผลประการสุดท้ายนั้นอาจจะเป็นเพราะว่า บทสนทนายาว ๆ ช่วยขยายเรื่องของผู้แต่งให้มีขนาด ยาวมากขึ้น และมีผลท าให้ผู้แต่งพลอยมีรายได้สูงขึ้นด้วยนั่นเอง บทสนทนาในนวนิยาย จึงมีขนาดปริมาณและ ขอบเขตกว้างขวางกว่าในเรื่องสั้น


37 จากการศึกษา ผู้ศึกษาพบว่า ทมยันตีสามารถได้สร้างบทสนทนาในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิด ปลิวขึ้นเพื่อช่วยในการแสดงความคิดเห็นและความเป็นตัวตนของตัวละคร ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมจริง ในแต่ละบทสนทนา ทั้งนี้ผู้ศึกษาได้ศึกษาบทสนทนาในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 6.5.1 บทสนทนาที่สะท้อนความเป็นตัวตนของตัวละคร เป็นบทสนทนาระหว่างตัวละครหนึ่งกับตัวละครหนึ่งที่สะท้อนลักษณะนิสัยและ บุคลิกภาพ ความเป็นตัวตนของตัวละครให้ออกมาผ่านการสนทนา ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะนิสัยของตัวละครผู้ พูดเองและลักษณะนิสัยของตัวละครอื่น ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่หมอเบญจางค์แนะน าละอ่อนศรีให้นิรา รู้จัก เป็นการสะท้อนให้เห็นหน้าที่ของละอ่อนศรีอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ผมมีแม่บ้าน...” เจ้าของบ้านอธิบาย “แต่ตอนเย็นใกล้เวลาแขกจะมาจะเข้าไปอยู่ในครัว ผมให้ตารางเวลานัดคนไข้ไว้ ให้ รู้ว่าแขกคนสุดท้ายจะมาและกลับประมาณเวลาเท่าใด เพราะแขกของผมมักไม่อยากพบใคร นอกจากหมอคนเดียว” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 23) บทสนทนาระหว่างละอ่อนศรีกับหมอเบญจางค์เรื่องการดูแลสุขภาพ โดยละอ่อนศรี ไม่ได้สนใจเรื่องดังกล่าว สะท้อนให้เห็นลักษณะนิสัยว่าละอ่อนศรีไม่ได้ให้ความส าคัญเรื่องสุขภาพเท่าที่ควร ดัง จะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “คุณหมอชอบใส่ผักแล้วยกกินเลย ของดิฉันต้องเคี่ยวให้เละ อมน้ าแกง” “แล้วจะได้วิตามินอะไร” “ได้หรือไม่ได้ดิฉันก็อ้วนอยู่แล้ว คนได้วิตามินท าไมไม่อ้วน” “วิตามินไม่เกี่ยวกับอ้วน” “คุณอย่ามาเลคเชอร์เรื่องวิตามิน ดิฉันได้ยินมาหลายปี เบื่อแล้ว...” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 25) บทสนทนาระหว่างละอ่อนศรีกับหมอเบญจางค์เรื่องละครโทรทัศน์ ลักษณะดังกล่าว สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสองตัวอย่างเด่นชัด คือ ไม่ว่าหมอเบญจางค์จะหยอกล้อละอ่อนศรี เพียงใด แต่ละอ่อนศรีไม่ได้ถือโกรธ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ใครได้มรดก ?” “ค่ะ?” คนเล่าสงสัย “ก็ละครของอ่อนตอนจบมักมีใครต่อใครได้มรดกตั้งสิบล้านยี่สิบล้าน” “คุณละก็...” เสียงอุทานปนหัวเราะ (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 26)


38 บทสนทนาระหว่างนิรากับหมอเบญจางค์ สะท้อนให้เห็นปมในอดีตของนิราที่มีความ รังเกียจผู้ชาย ซึ่งเริ่มมาจากการรังเกียจผู้เป็นพ่อ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “บ้านเราไม่ใช่บ้านแรกของพ่อ” รอยยิ้มบิดเบี้ยวเล็กน้อย ท าให้ความงามเปลี่ยนเป็น ความกระด้างในบัดดล “และก็ไม่ใช่บ้านสุดท้ายของพ่อ” “คุณถึงเกลียดพ่อ เกลียดผู้ชาย...” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 32) บทสนทนาที่เป็นการแนะน าหมอเบญจางค์ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ถามหมอเบนดูซิ” นายแพทย์ผู้อ านวยการโยนมาให้ “เขาเป็นจิตแพทย์” เขาถูกเรียกว่า ‘หมอเบน’ ทั้ง ๆ ที่ร าคาญ “ผมชื่อเบญจางค์” “ถ้าเรียกหมอเบน นายก็เป็นฝรั่ง ถ้าเรียกหมอจางค์นายก็เป็นหมอจีน เลือกเอา” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 44) บทสนทนาที่นิราสนทนากับหมอเบญจางค์ถึงรสนิยมการอ่านหนังสือและดูโทรทัศน์ สะท้อนให้เห็นว่าหมอเบญจางค์สนใจการอ่านหนังสือมากกว่าดูโทรทัศน์ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ชอบดูทีวี.ไหม?” “ชอบอ่านหนังสือ” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 58) บทสนทนาของชมธวัชกับผู้ร่วมงานพิธีลอยอังคาร สะท้อนให้เห็นว่าชมธวัชเป็นคน ไม่ค่อยสนใจโลกและพิธีรีตองดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “เอาหรือยัง ตรงนี้ใช้ได้ไหม?” ค าถามลั่น เอะอะ “ต้องไปลึก ๆ ซิ” เสียงคัดค้านยังมี “ลึก...” อีกบางเสียงยืนยัน “น้ าทะเลมันใส เลยมองไม่ลึก” “เอ้า...ใครโดดลงไปพิสูจน์ซิ” “เอาน่า ตรงไหนก็เอา” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 63)


39 บทสนทนาของหมอเบญจางค์ที่กล่าวชมนิราว่าสวยมาก ดังจะเห็นได้จากตัวอย่าง ต่อไปนี้ “สวยมาก !” หมอเบนหน้าร้อนวาบ ร้อนจนกลัวอีกฝ่ายจะจบได้ เขาแพ้เด็กได้ อย่างไร “ฝีมือขนาดนี้ หากินได้” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 74) บทสนทนาของรังรองที่สะท้อนให้เห็นว่ารังรองเป็นคนปากร้ายและมีลักษณะนิสัย เหยียดหยามคนอื่น ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “โธ่เอ๊ย…เด็กนั่นไม่ใช่คู่แข่งฉันหรอก ใครจะลงไปแข่งกับเด็กคนละชั้น อีกอย่าง...” ท่ายกไหล่ เหยียดหยามหมิ่นแคลน “ผัวฉัน...ฉันรู้ เขาไม่ใช่คนวิปริต !” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 112) บทสนทนาระหว่างรังรองกับชัชวีร์ สะท้อนให้เห็นว่าชัชวีร์ไม่ชอบให้ใครเซ้าซี้หรือ เข้ามาวุ่นวายเรื่องส่วนตัว ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “พี่เขาเป็นหมอที่ไหน” “ไม่รู้ซิ” ค าตอบราบเรียบ “อ้าว ไหนว่าเป็นเพื่อน ท าไมไม่รู้” “ก็ท าไมจะต้องรู้” ค าถามร าคาญ “ผมเป็นเพื่อนเขา ไม่ใช่นายทะเบียน” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 150) บทสนทนาระหว่างรังรองกับหมอเบญจางค์ เป็นการแนะน าตัวละครให้ผู้อ่านทราบ ว่ารังรองเป็นตัวละครที่มีบทบาทใดในเรื่อง ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “หมอจ าฉันได้ไหมคะ” “ขอโทษครับ...” “ฉันเป็นภรรยาคุณชัชวีร์” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 225)


40 บทสนทนาระหว่างหมอเบญจางค์กับเพื่อนในสนามกอล์ฟ สะท้อนให้เห็นหมอ เบญจางค์เป็นคนสุภาพ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “หมอวันนี้ลงเหมือนกันหรือ” “ครับ” ค าตอบราบเรียบยิ่ง เพื่อสะกิดบางคน “เชิญโต๊ะนี้เลยครับ” บุรุษเสื้อแดงถือโอกาสราวกับไม่รู้สึกรู้สมใด ๆ ทั้งสิ้น “น้องผมมีธุระครับผม” เขายิ่งสุภาพใส่หนัก “วันนี้คนมาก ขึ้นมาช้า” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 178) บทสนทนาระหว่างนิรากับหมอเบญจางค์ สะท้อนให้เห็นนิราประกอบอาชีพ นางแบบ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “วันนี้เป็นวันแรกค่ะ นิจะได้ถ่ายแบบเอง ไม่ใช่ไปแต่งหน้าให้นางแบบคนอื่น” “โฆษณารองเท้าใช่ไหม” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 273) จากการศึกษา ผู้ศึกษาพบว่า ทมยันตีได้สร้างบทสนทนาในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว ผู้ แต่งยังใช้บทสนทนาในการบอกเล่าลักษณะตัวตนของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวละอ่อนศรี การแนะน า หมอเบญจางค์ การบอกสถานะของรังรอง หรือใช้บทสนทนาในการบอกเล่าลักษณะนิสัยของตัวละคร เช่น ความไม่สนใจโลกของชมธวัชจากค าพูดของชมธวัชเอง การที่ชัชวีร์ไม่ชอบให้ใครเซ้าซี้จากบทสนทนา ระหว่างชัชวีร์กับรังรอง ความเป็นคนสุภาพจากค าพูดของหมอเบญจางค์หรือความกตัญญูที่สะท้อนผ่านค าพูด ของนิรา 6.5.2 บทสนทนาที่ช่วยในการด าเนินเรื่อง เป็นบทสนทนาระหว่างตัวละครที่สะท้อนการด าเนินหรืออธิบายเรื่องให้ด าเนินไป อย่างชัดเจน จากการศึกษาพบว่า ในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวบทสนทนามักจะสะท้อนการด าเนินเรื่องใน ส่วนประกอบต่าง ๆ ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่หมอเบญจางค์แนะน าห้องปรุงแก้วให้กับนิรา โดยหมอ เบญจางค์ได้กล่าวกับนิราว่าเจ้าของห้องคือปรุงแก้วไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ห้องนี้เคยเป็นห้อง...ภรรยาผม” สตรีผู้นั้นมักใช้ดวงตาฉายรอยถามได้โดยไม่ต้องปริปากพูด “เธอไม่อยู่...” วิธีพูดขยัก ๆ (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 20)


41 บทสนทนาระหว่างหมอเบญจางค์กับนิราและชัชวีร์ เป็นการบอกเล่าสถานการณ์ การด าเนินเรื่องในฉากที่รถของหมอเบญจางค์ชนกับรถของชัชวีร์ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “เอาละซิ !” คนขับอุทาน “โดนชนท้าย” คนขับรถคันหลังจอดจ่อ ก้าวลงมา รถคันอื่นเริ่มชุลมุน “คอยเดี๋ยวนะ” นิราหันไปมอง เห็นไม่ชัดเต็มตัว หากจ าเสียงได้แม่นย า “ขอโทษครับ ผมเบรกไม่ทัน” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 78) บทสนทนาระหว่างหมอเบญจางค์กับนิราเรื่องชัชวีร์ สะท้อนให้เห็นว่านิราจะ ด าเนินการต่อไปอย่างไรกับชัชวีร์ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ตัดสินใจได้แล้ว จะทอดสะพานหรือชักสะพาน?” “อาคุณสนใจคุณ” เขาบอกค่อย ๆ ออกรถช้า ๆ “ปัญหาจึงมาถึงที่ถามเมื่อครู่” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 137) บทสนทนาระหว่างรังรองกับพนักงานห้องเสื้อบูติก สะท้อนให้เห็นว่ารังรองก าลังสืบ หาความจริงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนิราและชัชวีร์ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “หมอเบนหรือคะ คุณนิก็เป็นลูกค้าของเรา” เธอกรีดนิ้วพลิกดูเสื้อวางเฉย “คุณหมอกับน้องสาว คนละไทพ์เลย” “คงไม่ใช่น้องตัวหรอกค่ะ” ผู้หญิงช่างเล่าทุกเรื่องเสมอ “เพราะเพิ่งมาอยู่” “อ้อ...หรือคะ” รังรองท าเสียงปกติ (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 278) บทสนทนาระหว่างรังรองกับเลขานุการหน้าห้องหมอเบญจางค์ สะท้อนให้เห็นว่า เรื่องก าลังด าเนินไปถึงจุดสุดยอดของเรื่องหากรังรองทราบความจริงจากเลขานุการหน้าห้องหมอเบญจางค์ ดัง จะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “คุณสนใจเรื่องน้องสาวคุณหมอเบน” เสียงเรียบ ๆ เบา ๆ ไม่แน่ใจนัก “แล้วไง” เสียงรังรองอ่อนลง “ดิฉันมีข่าว...”


42 “ข่าวอะไร โทรฯ มาจากไหน” ชัชวีร์ไปอยู่กับนังนั่นที่ไหนละมัง แล้วนังตัวขี้อิจฉาอะไรสักตัวก็คงจะอดรนทนไม่ได้ “คุณจะต้องซื้อ...ข่าว” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 308) บทสนทนาระหว่างรังรองกับหมอประจ าบ้าน สะท้อนให้เห็นว่าจุดสุดยอดของเรื่อง เมื่อรังรองทราบความจริงว่านิราคือผู้หญิงที่เข้ารับการศัลยกรรมแปลงเพศ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “นังนี่มันเสริมสวยอะไรบ้างคะ” “ทุกอย่าง !” ค าตอบไม่เต็มค า “เขาท าทุกอย่าง” “ทั้งหน้า ทั้งตัวหรือคะ” “ใช่...” รังรองยังงงวยอยู่นั่นเอง ผู้เป็นแพทย์คิดอยู่ชั่วครู่ “เขา...ผ่าตัด...แปลงเพศ” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 367) บทสนทนาระหว่างชัชวีร์กับนิรา สะท้อนให้เห็นว่าจุดสุดยอดของเรื่อง เมื่อนิราทราบ ความจริงว่าชัชวีร์รู้แล้วว่าตนคือชนันธวัช ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “กลับบ้านเถอะ” อาสะดุด เสียงคล้ายสะอื้น “ชนันธวัช !” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 450) จากการศึกษา ผู้ศึกษาพบว่า ทมยันตีได้สร้างบทสนทนาในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวไว้ไม่ หลากหลายรูปแบบ บทสนทนาส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการด าเนินในส่วนส าคัญของเรื่อง เช่น การพบกัน ครั้งแรกของนิรากับชัชวีร์ในเหตุการณ์อุบัติเหตุรถชน การที่รังรองตามสืบความสัมพันธ์ระหว่างนิรากับชัชวีร์ รังรองได้รับการเสนอขายเอกสารศัลยกรรมแปลงเพศของนิรา การล่วงรู้ความจริงของนิร าว่าเป็นผู้หญิงที่ผ่าน การศัลยกรรมแปลงเพศ หรือแม้กระทั่งนิราทราบความจริงว่าชัชวีร์รู้แล้วว่าตนคือชนันธวัช เป็นต้น ผู้แต่งได้ใช้ บทสนทนาในการด าเนินเรื่องทั้งสิ้น 6.5.3 บทสนทนาที่ให้ข้อคิดและคติ เป็นบทสนทนาที่สะท้อนข้อคิดผ่านการสนทนาของตัวละครหนึ่งที่ก าลังสั่งสอนให้ ข้อคิดแก่ตัวละครหนึ่ง จากการศึกษานวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวพบว่าส่วนใหญ่มักเป็นบทสนทนาระหว่าง หมอเบญจางค์ที่มักให้ข้อคิดแก่นิราในการด ารงชีวิต ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่หมอเบญจางค์สอนนิราเรื่อง การใช้ชีวิต ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้


43 “คุณรู้ไหม...” เสียงเบา อ่อนโยน “ที่คนเราคิดอะไรไม่ตก จนเป็นทุกข์นั้นไม่ใช่เพราะโง่ หากเป็นเพราะเขาคิดทีละ หลายเรื่องปนกัน เลยไม่จบสักเรื่อง ตัดสินใจไม่ได้สักอย่าง คิดเรื่องนี้กระโดดไปเรื่อง โน้นวนมาเรื่องนั้น การล าดับความคิดของมนุษย์จึงเป็นเรื่องส าคัญที่สุด” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 29) บทสนทนาของหมอเบญจางค์ที่สอนนิราเรื่องการเลือกอ่านหนังสือ ดังจะเห็นได้จาก ตัวอย่างต่อไปนี้ “เคยอ่านรุไบยาตของโอมาร์ คัยยัมไหม?” “ฉันไม่เคยหัวดีถึงขนาดนั้น” “ไม่ใช่เรื่องหัวไม่ดี หัวดี...” คุณสมบัติของจิตแพทย์คืออารมณ์เย็นต่ออารมณ์คน “แต่เป็นเพราะไม่รู้จักหนังสือดี ๆ ต่างหาก” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 121) บทสนทนาของหมอเบญจางค์ที่สอนนิราเรื่องการใช้ชีวิตโดยเก็บเอาค าสบประมาท มาเป็นแรงผลักดันในการด าเนินชีวิต ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ใครบ้างในโลกที่ได้รับแต่ค าสรรเสริญ โดยไม่ถูกสบประมาท หากเมื่อโดนเข้าแล้ว เขาจะท าได้สองอย่าง ลบค าสบประมาทให้ได้หรือหลบลี้หนีหน้า จมอยู่กับปมด้อยตลอด ชีวิต” “ฉันรู้มานะหมอ !” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 138) บทสนทนาของนิราที่สนทนากับละอ่อนศรี ในเหตุการณ์ที่นิราซื้อของขวัญให้ละอ่อน ศรีในโอกาสเงินเดือนออก สะท้อนให้เห็นถึงคุณธรรมความกตัญญู ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ไม่อ๊าว...ไม่เอา เอาแค่รักอ่อนพอแล้ว” “รักแล้วต้องเลี้ยงดู” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 163) จากการศึกษา ผู้ศึกษาพบว่า ทมยันตีได้สร้างบทสนทนาในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวสิ่งที่ เป็นจุดเด่นของบทสนทนาในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว คือ การสอดแทรกข้อคิดเตือนใจให้ผู้อ่านผ่านการ สนทนาของตัวละครต่าง ๆ โดยเฉพาะหมอเบญจางค์อีกด้วย บทสนทนาในนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวจึง เป็นส่วนส าคัญที่ท าให้ผู้อ่านเข้าใจการด าเนินเรื่องและความเป็นตัวตนของตัวละครชัดเจนยิ่งขึ้น


44 7. วิเคราะห์คุณค่าของนวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนโดยทมยันตี 7.1 คุณค่าต่อตัวเอง นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เป็นวรรณกรรมเรื่องหนึ่งที่มีการสอดแทรกแง่คิดในการ ด ารงชีวิตที่สอดแทรกผ่านค าพูดของตัวละครหลายตัว ซึ่งหากมองในแง่ของความเป็นปัจเจกบุคคลก็จะพบว่ามี คุณค่ามากในการน าเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ 7.1.1 การล าดับความคิด เป็นการจัดล าดับความคิดอย่างเป็นระบบและวางแผนในการใช้ ชีวิตอย่างมีสติ มีเหตุผล ค านึงถึงผลที่จะตามมาจากความคิดหรือการแสดงออกผ่านทางการกระท า ช่วยให้มี ลู่ทางในการด าเนินชีวิตหรือคิดแก้ไขปัญหาในขณที่ประสบพบเจอ ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่หมอเบญจางค์ สอนนิราให้รู้จักการล าดับความคิดเพื่อการวางแผนชีวิตจะไม่ได้ไม่สับสน ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้“คุณ รู้ไหม...” เสียงเบา อ่อนโยน “ที่คนเราคิดอะไรไม่ตก จนเป็นทุกข์นั้นไม่ใช่เพราะโง่ หากเป็นเพราะเขาคิดทีละ หลายเรื่องปนกัน เลยไม่จบสักเรื่อง ตัดสินใจไม่ได้สักอย่าง คิดเรื่องนี้กระโดดไปเรื่องโน้นวนมาเรื่องนั้น การ ล าดับความคิดของมนุษย์จึงเป็นเรื่องส าคัญที่สุด” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 29) 7.1.2 การยอมรับความจริงและความเชื่อทางศาสนา เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนยึดมั่น ถือมั่น และปฏิบัติสืบต่อกันมา การยอมรับความเป็นจริงมักเดินทางควบคู่ไปกับความเชื่อทางศาสนา หนึ่งในคติที่ว่า ไม่มีมนุษย์คนใดหนีความเป็นจริงได้ แต่คนที่กล้าจะเผชิญกับความเป็นจริงคือมนุษย์ที่ตรัสรู้ได้แล้ว ดังปรากฏ ตัวอย่างในตอนที่หมอเบญจางค์ต้องการให้นิรายอมรับความจริง โดยไม่พยายามหลบหลีกหรือหลีกเลี่ยงความ จริงตามค าตรัสของพระพุทธเจ้า ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “มิวันใดวันหนึ่ง อดีตย่อมต้องถูกขุดจนได้ ! ทุกข์ของมนุษย์เกิดจากสิ่งเดียว...ไม่ยอมรับความจริง...สัจธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนนักหนา” สู้ความจริง ตัด รากเหง้าแห่งสิ่งปรุงแต่งเสีย” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 33) 7.1.3 การสู้ชีวิต เป็นการเสริมสร้างก าลังใจในการด ารงชีวิตอย่างหนึ่งเมื่อมนุษย์พบเจอกับ ปัญหา อุสรรค หรือจุดด าดิ่งที่ยากจะหลุด้น แต่การไม่ยอมแพ้และต่อสู้อย่างราชสีห์คือหนึ่งในสิ่งที่นวนิยาย เรื่องนี้ได้ถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านบทสนทนาของตัวละคร ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่หมอเบญจางค์ ต้องการให้นิรายิ้มให้กับตัวเองเพื่อเป็นก าลังใจให้กับตนเองในการสู้ชีวิต ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ถ้า ปากคุณยิ้ม ใจคุณก็ยิ้มและลงใจคุณยิ้ม คุณก็จะมีก าลังใจ คนที่มีก าลังใจเข้มแข็งเท่านั้นจึงจะสู้กับชีวิตได้ ผม บอกคุณตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม คุณต้องใช้ก าลังใจเป็นสองเท่าในการต่อสู้เพื่อชีวิต ?” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 51) 7.1.4 การวางตัวในสังคม เป็นการยอมรับ ปรับตัว และเข้าใจในทัศนคติของคนแต่ละ ประเภทอย่างแท้จริง เราไม่สามารถปฏิเสธการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับคนที่เขาเหยียดหยามคนอื่น คนที่รวยกว่า คนที่มีชื่อเสียง หรือคนชนชั้นรากหญ้า แต่การรู้จักวางตัวท่ามกลาผู้คนที่เราพบเจออย่างหลากหลายเป็นสิ่งที่ ส าคัญ ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่แม่ของนิราสอนนิราเรื่องการวางตัวในสังคมให้ด ารงอยู่ในวิถีชีวิตของผู้ดี แม้ ไม่ได้มีเงินทองมากมาย โดยแม่ของนิราได้ยกตัวอย่างจากชัชวีร์และชมธวัช ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ ผู้ดีกับผู้มีเงิน ต่างกันทุกเรื่องเลยลูก ผู้ดีไม่จ าเป็นต้องมีเงินก็ได้ แต่ผู้มีเงิน ชื่อก็บอกแล้วว่าต้องมีเงิน ผู้ดีให้หิว แสนหิว หน้าเขาจะเสมือนอิ่มอยู่ตลอดเวลา แต่ผู้มีเงินถึงท้องจะอิ่ม หน้าลูกตาจะหิว...หิว หิวหมดทุกอย่าง ผู้ดี โกรธ...เราจะรับรู้ได้ตรงที่เขาจะเงียบยิ่งกว่าเคยเงียบ แต่ผู้มีเงินโกรธ เขาจะต้องแสดง ต้องบอกให้ใคร ๆ รู้ว่า... โกรธแล้วโว้ย (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 98)


45 7.1.5 ความแตกต่างระหว่างรูปลักษณ์กับคุณความดีเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าบางครั้ง รูปลักษณ์ภายนอกและคณความดีเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกันและไม่ได้มาพร้อมกันเสมอไป ในขณะที่เรามีรูปลักษณ์ที่ สวยงาม ผู้คนอาจจะมองไม่เห็นคุณความดีของเรา และในขณะเดียวกัน หากมีคนเห็นคุณความดีของเรา ก็จะ มองข้ามเรื่องรูปลักษณ์ไปโดยปริยาย ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่รังรองถามนิราว่านิรามีพี่น้องหรือไม่ เพราะ ตนสงสัยว่าพี่น้องจะหน้าตาสวยเท่านิราหรือไม่ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “นึกว่ามี จะถามว่าสวยเท่า ไหม” รูปโฉมเป็นอย่างนี้เอง สะดุดตาคนมากกว่าความดีงาม ซึ่งให้มีมากล้นเท่าไหร่ น้อยครั้งนักที่ใครจะเห็น คุณค่า” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 142) 7.1.6 ความต้องการของมนุษย์มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีความรัก ความโลภ ความโกรธ และความลุ่มหลง นอกจากนี้ยังมีความต้องการที่ไม่สิ้นสุดและในบางครั้งความต้องการมักคู่กับกิเลสในจิตใจ ของมนุษย์เช่นกัน ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่ชมธวัชสอนรังรองเรื่องความต้องการของมนุษย์ ดังจะเห็นได้จาก ตัวอย่างต่อไปนี้ “ความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน” เขาอธิบายใจเย็น “บางคนอยากมีเกียรติ บางคน อยากมีเงิน บางคนอยากมีความรัก มันอยากไปร้อยพันแปด แล้วก็ไม่เหมือนกัน ผมไม่โทษคนอยากมี อยาก เป็นอะไรหรอก มันเป็นกิเลสมนุษย์ ตราบใดเป็นมนุษย์มันก็ต้องมี (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 229) 7.1.7 ไม่กลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง หากเรามัวกังวลแต่วิตกกังวลว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะ มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเราบ้าง และสิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งยังไงกับตัวเรา เราคงใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงในทุก ๆ วัน หากเราไม่คิดถึงอนาคตมากจนเกินเหตุและใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติ เราก็จะคลายความหวาดระแวง หรือความวิตกกังวลเหล่านั้นไปได้ไม่มากก็น้อย ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่หมอเบญจางค์สอนนิราว่าอย่ากลัว ในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงหรือตื่นตระหนกไปก่อน ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “อย่ากลัวสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะ มันจะท าร้ายเราได้ตั้งแต่ยังไม่เกิด และหากสิ่งใดเกิดก็อย่ากลัว เพราะมันจะท าให้เราไม่มีสติแก้ไข” (ใบไม้ที่ ปลิดปลิว : 251) 7.1.8 การมองรอบด้าน ต้องยอมรับว่าการใช้ชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่าง หลากหลายไม่ใช่เรื่องง่ายและยากที่จะท าความเข้าใจในบางประเด็นของสังคม แต่หากเราครุ่นคิดอย่างมี เหตุผลและใช้สติในการด ารงชีวิตอย่างรอบด้าน สิ่งที่จะเป็นผลพวงตามมาคือความปลอดภัยทั้งทางด้าน ร่างกาย อามรณ์ สังคม และสติปัญญา ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่หมอเบญจางค์สอนชัชวีร์เรื่องการมองให้ รอบด้านเช่นเดียวกับการมองเหรียญทั้งสองด้าน ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “แต่...คุณขาดความรู้อีกด้าน หนึ่ง เหรียญยังมีสองด้าน พระจันทร์มีทั้งซีกสว่างและซีกมืด ความไม่รู้อะไร บางอย่างอาจจะไม่ใช่ข้อเสียหาย แต่ก็รู้หมดมิดีกว่าหรือ” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 321) 7.1.9 เรื่องความรัก หลายต่อหลายคนต่างให้นิยามความรักตามทัศนคติอย่างหลากหลาย แต่สิ่งที่คนทุกคนไม่เคยเข้าใจเกี่ยวกับความรักคือการไม่รักตัวเอง รักคนอื่นมากกว่าตัวเองและให้ความส าคัญ กับความรักที่ไม่เท่ากัน ซึ่งนวนิยายเรื่องนี้ได้สะท้อนมุมมองความรักตามประเด็นที่กล่าวไว้ข้างต้นได้อย่าง น่าสนใจ ดังปรากฏตัวอย่างในตอนที่หมอเบญจางค์สอนนิราเรื่องความรัก ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ขั้นแรกคือรักที่เราเข้าใจกัน และไม่ใช่เฉพาะคน ยังหมายถึงสัตว์ สิ่งของ แม้แต่ใบไม้สักใบ ดอกไม้สักดอก ก็ เรียกว่ารักได้ อย่างบางคนรักดอกไม้ ใบไม้จนไม่ยอมเด็ดสักดอก สักใบอย่างนี้ก็มี” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 169)


46 7.2 คุณค่าต่อสังคม นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว เป็นวรรณกรรมเรื่องหนึ่งที่มีการสอดแทรกสภาพสังคมไว้ ตลอดทั้งเรื่อง จึงนับได้ว่าคุณค่าทางด้านสังคมในนวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าคุณค่าด้านวรรณศิลป์เลย แม้แต่น้อย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ 7.2.1 ด้านปัญหาครอบครัว ปัญหาครอบครัวนับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาอื่นอีกมากมายในสังคมไทย เมื่อ เยาวชนในครอบครัวไม่ได้รับความอบอุ่นหรือการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีพอเป็นสาเหตุให้เกิดการโหยหาสิ่งที่ ตนเองขาดและน าไปสู่การก่อปัญหาอื่นในสังคม ปรากฏตัวอย่างในตอนที่นิรากล่าวถึงการที่ชมธวัชมีบ้านเล็ก บ้านน้อยเป็นเรื่องปกติ ท าให้แม่ของนิราไม่สามารถทนอยู่กับชมธวัชได้จนน าไปสู่การหย่าร้างตามมา ส่วนชนัน ธวัชก็กลายเป็นเด็กที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต เนื่องจากประสบกับสภาวะขาดความอบอุ่น อันเป็นสาเหตุให้เกิด ปัญหาอื่นตามมาในเรื่อง ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “บ้านเราไม่ใช่บ้านแรกของพ่อ” รอยยิ้มบิดเบี้ยว เล็กน้อย ท าให้ความงามเปลี่ยนเป็นความกระด้างในบัดดล “และก็ไม่ใช่บ้านสุดท้ายของพ่อ” “คุณถึงเกลียด พ่อ เกลียดผู้ชาย...” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 32) 7.2.2 ความนิยมการศัลยกรรม ปัจจุบันในสังคมไทยการศัลยกรรมไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่สังคมยอมรับ ไม่ได้ กลับกันกับเป็นความนิยมหรือแฟชั่นไปเสียด้วย ทั้งนี้เพราะศัลยกรรมในวงการการแพทย์เจริญก้าวหน้า สามารถสร้างสรรค์ทุกอย่างที่มนุษย์ต้องการให้เป็นไปตามปรารถนาได้ การศัลยกรรมจึงกลายเป็นเรื่องปกติที่ เป็นที่นิยมในสังคมไทย ปรากฏตัวอย่างในตอนที่อรุณีเพื่อนของรังรองกล่าวถึงความนิยมของการศัลยกรรม ดัง จะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ไม่รู้จริง ๆ เรอะ” เมืองไทยเขาท ากันได้มานานแล้ว ไม่ต้องไปถึงเมืองนอกเมือง นาหรอก “ไม่รู้...” รังรองรับค า “เคยได้ยิน แต่ไม่ได้สนใจ” “โธ่เอ๊ย...จะท าแหลมให้เป็นอ่าว หรือจะท าอ่าว เป็นแหลม เมืองไทยท าได้แล้วทั้งนั้น” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 379) 7.2.3 ความเหลื่อมล้ าในสังคม ปัจจุบันสังคมไทยนับเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ าทางสังคม คนที่มี สถานภาพทางเศรษฐกิจดีกับคนที่มีขาดความคล่องตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในปริมาณที่แตกต่างกันเกินไป ท าให้สิ่ง อ านวยความสะดวกที่จ าเป็นต้องอาศัยเงินเป็นปัจจัยเข้าถึงได้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น ส่วนกลุ่มคนที่ไม่คล่องตัว เศรษฐกิจจึงต้องใช้ชีวิตและรับสวัสดิการไปตามมีตามเกิด ปรากฏตัวอย่างในตอนที่นายแพทย์ผู้อ านวยการ โรงพยาบาลเอกชนกล่าวถึงกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ซึ่งล้วนแต่เป็นคนมีฐานะทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้จาก ตัวอย่างต่อไปนี้ “โรงพยาบาลเอกชนชั้นดี ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการประชาสัมพันธ์สูงลิ่ว...ใครเข้ามาออกลูก ใคร เข้ามาเจ็บในห้องพิเศษ ห้องไหนราคาแสบสันอย่างไร ต้องเป็นข่าวในสังคมให้กระฉ่อนให้ได้ เกิด แก่ เจ็บ กระทั่งตาย ต้องให้สมฐานะเศรษฐี” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 45)


47 7.2.4 ความเลื่อมใสทางพระพุทธศาสนา แม้สังคมจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดก็ตาม แต่พระพุทธศาสนาถือเป็นหลักในการ ยึดเหนี่ยวจิตใจที่ส าคัญส าหรับคนไทยเสมอมา ค าสั่งสอนแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงถูกน ามาหยิบยกขึ้น เป็นข้อคติเตือนใจอยู่เสมอ ปรากฏตัวอย่างในตอนที่หมอเบญจางค์สนทนากับนิราเรื่องความอยากมีอยากเป็น โดยกล่าวถึงหลักธรรมเป็นภาษาบาลี ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ตอบยาก ๆ ก่อนนะ” รอยยิ้มภายใต้ ดวงไฟสลัวกลับกระจ่างบริสุทธิ์คล้ายหนุ่มส าอางค์“ทางพระท่านเรียก ภวตัณหากับวิภวตัณหา” (ใบไม้ที่ปลิด ปลิว : 173) 7.2.5 สะท้อนความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ ปัจจุบันสังคมไทยก าลังได้รับการพัฒนาเพื่อเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจก็ยังคงหมุนเวียนอยู่ในระบบความคิดของคนไทย คนไทยยังเกรงกลัวต่อพลังงานเร้น ลับหรือสิ่งที่มองไม่เห็นที่เชื่อว่าสามารถให้ทั้งคุณและโทษ น าพาทั้งความโชคดีและโชคร้ายมาให้ ปรากฏ ตัวอย่างในตอนที่ลูกชายของอรุณีเพื่อนของรังรองได้น ากระดูกคนตายมาท าการศึกษา แต่เมื่ออรุณีพบเข้าจึงท า การท าบุญบ้านเป็นครั้งใหญ่เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งไม่ดี ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “ตายแล้วคุณขา กระดูก ผีอยู่ในห้องคุณโต” แม่คนขึ้นไปปัดกวาดโวยวาย แทบจะตกใจตาย ลงท้ายก็ต้องมีการท าบุญอุทิศส่วนกุศลกัน เพราะจู่ ๆ มีการพาผีเข้าบ้าน” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 378 - 379) 7.2.6 สะท้อนความก้าวหน้าทางวิทยาการการแพทย์ นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิว สะท้อนความก้าวหน้าทางวิทยาการการแพทย์ได้ อย่างแจ่มชัด ทั้งการศัลยกรรมแปลงเพศ การโคลนนิ่งและอื่น ๆ ทั้งนี้เป็นการสะท้อนว่าปัจจุบันมนุษย์เริ่มไม่ พึงพอใจต่อธรรมชาติมากขึ้น จึงต้องหันมาพึ่งเทคโนโลยีวิทยาการทางการแพทย์เพื่อสนองความต้องการของ ตนเอง ปรากฏตัวอย่างในตอนที่หมอเบญจางค์พยายามนึกทบทวนถึงความก้าวหน้าทางวิทยาการการแพทย์ ที่ ไม่จ าเป็นต้องพึ่งพาธรรมชาติอีกต่อไป เช่น การท าเด็กหลอดแก้ว ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ “มนุษย์ต้อง เกิดจากโยนิ ทว่าบัดนี้เล่า...เด็กหลอดแก้วอุบัติ การผสมในหลอดทดลอง ต่อมาจึงฝังลงในมดลูกจริง มนุษย์ยัง อาศัยโยนิของมารดา หากนายแพทย์เบญจางค์สงสัย มนุษย์จะอุบัติ และเติบโตในหลอดทดลองได้ !” (ใบไม้ที่ ปลิดปลิว : 389) 7.2.7 สะท้อนความเชื่อทางพิธีกรรม นวนิยายเรื่องใบไม้ที่ปลิดปลิวสะท้อนความเชื่อท างพิธีกรรมลอยอังคาร ซึ่งเชื่อว่า เป็นการส่งเถ้ากระดูกของผู้ที่เสียชีวิตให้กลับคืนสู่ธรรมชาติโดยสมบูรณ์ ทั้งนี้ผู้แต่งได้สอดแทรกพิธีกรรม ดังกล่าวไว้ในส่วนหนึ่งของนวนิยายด้วย ปรากฏตัวอย่างในตอนที่บ้านตระกูลสิริวัฒน์ร่วมกันประกอบพิธีลอย อังคารชนันธวัชและแม่ของชนันธวัช ดังจะเห็นได้จากตัวอย่ างต่อไปนี้ “พิธีคือถาดเงินรูปไข่มีเชิงใบใหญ่ บรรจุ ห่อผ้าขาวผูกริบบิ้นด าสวย คล้องพวงมาลัยดอกมะลิที่บานจนดูชอกช้ า สองห่อถูกน ามาวางริมกราบเรือ” (ใบไม้ที่ปลิดปลิว : 64) จากการศึกษา ผู้ศึกษาพบว่าการสะท้อนคุณค่าด้านสังคมถือเป็นการสะท้อนที่โดดเด่นในนว นิยายเรื่องใบไม้ปลิดปลิว ทั้งนี้โดยเฉพาะการสะท้อนความนิยมการศัลยกรรม เนื่องจากแก่นของเรื่องคือการ คัดค้านความพยายามเอาชนะธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งการศัลยกรรมก็เป็นแนวทางหนึ่งในการพยายามเอาชนะ ธรรมชาติของมนุษย์อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงการตอบโจทย์ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศและอยากตอบสนอง


Click to View FlipBook Version