The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

631031309 นายศุภชัย บุญละดี กศ.บ.ภาษาไทย-ส่ง mind map แล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suphachai Boonladee, 2024-06-17 05:03:21

631031309 นายศุภชัย บุญละดี กศ.บ.ภาษาไทย-ส่ง mind map แล

631031309 นายศุภชัย บุญละดี กศ.บ.ภาษาไทย-ส่ง mind map แล

3. จงทำตารางเปรียบเทียบเทคนิคการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างน้อย 4 เทคนิค และอธิบายความเหมือนความต่างของแต่ละเทคนิค ตอบ 1.เทคนิคการจัดการ เรียนรู้แบบสืบสวน สอบสวน เป็นการใช้คำถามที่มี ความหมาย กระตุ้นให้ ผู้เรียนสืบค้นหรือค้นหา คำตอบในประเด็นที่ กำหนด ให้ผู้เรียน รับผิดชอบการเรียนรู้ ของตนเอง บทบาทครู คือผู้ให้ความกระจ่าง และผู้อำนวยความ สะดวก ช่วยให้ผู้เรียนครู ต้องฝึกทักษะและ กระบวนการสืบค้น ให้กับผู้เรียน ก่อนให้เขา สืบค้นข้อความรู้ ประเด็นปัญหาที่ครูเลือก ให้ผู้เรียนศึกษา ความสัมพันธ์หลักสูตร มากกว่าผลที่ได้จาก กระบวนการและครูต้อง ตรวจสอบว่าได้จัดสิ่ง อำนวยความสะดวกแก่ ผู้เรียนประสบ ความสำเร็จในการเรียน 2.เทคนิคการจัดการ เรียนรู้แบบค้นพบ การจัดการเรียนการสอน ทางอ้อม จะส่งเสริมการ เรียนแบบ ค้นพบ ด้วยการฝึก ทักษะการสังเกต การ สืบค้น การให้เหตุผล การอ้างอิง หรือการ สร้างสมมุติฐาน ซึ่ง พัฒนาไปจากข้อมูลที่มี อยู่เดิมกระบวนการ ค้นพบ 3.เทคนิคการจัดการ เรียนรู้แบบแก้ปัญหา เป็นวิธีการที่เน้นให้ ผู้เรียนได้คิดแก้ปัญหา อย่างเป็น กระบวนการ โดยอาศัย แนวคิดแก้ปัญหาด้วย การนำเอาวิธีการสอน แบบนิรนัย ซึ่งเป็นการ สอนจากกฎเกณฑ์ไปหา ความจริงย่อมมา ผสมผสานกับวิธีการสอน แบบอุปนัย ซึ่งเป็นการ สอนจากตัวอย่าง ส่วนย่อยมาหากฎเกณฑ์ การรวมกระบวนการคิด ทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกันทำ ให้เกิดรูปแบบวิธีสอน แบบแก้ปัญหา 4.เทคนิคการจัดการ เรียนรู้ด้วยการสร้าง แผนผังความคิด ฝึกให้ผู้เรียนได้จัดกลุ่ม ความคิดรวบยอด ของตน เพื่อให้เห็น ภาพรวมของความคิด ความสัมพันธ์ของ ความคิดรวบยอดเป็น ภาพ สามารถเก็บไว้ใน หน่วยความจำได้ง่าย


จากตารางการปรียบเทียบเทคนิการการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สรุปได้ว่า ความเหมือน คือ ทุกเทคนิคจะมีการกำหนดปัญหาหรือข้อคำถามขึ้นมา เพื่อให้ผู้เรียนฝึกทักษะการ เรียนรู้ด้วยตนเอง เกิดกระบวนการในการสืบค้นข้อมูลและคำตอบของปัญหาเหล่านั้น อาจจะศึกษาด้วยตนเอง หรือรวมกลุ่มกันเพื่อค้นหาข้อมูลและสรุปความคิดรวบยอด เพื่อตอบปัญหาหรือประเด็นที่ได้กำหนดไว้ และมีวัตถุประสงค์เดียวกัน นั่นคือการจัดการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนแต่ละคนได้พัฒนาตนเอง สูงสุด ตามกำลังหรือศักยภาพของแต่ละคน ความต่าง คือ แต่ละเทคนิคจะมีกระบวนการหรือในการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างกันออกไป 4. จงออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 1 เทคนิค ตามกลุ่มสาระวิชาเอกของนิสิต โดยเลือกช่วงชั้นระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มา 1 ชั่วโมง ตอบ ชื่อกิจกรรม คิดไม่ออก บอกบัตรคำ วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับคําศัพท์หรือความหมายของคํา รูปแบบกิจกรรม เรียนรู้เกี่ยวกับคําศัพท์หรือความหมายของคํา โดยใช้บัตรคําศัพท์ชุด จํานวน 32 คํา โดยเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ ส่งเสริมการเรียนแบบค้นพบ ด้วยการฝึกทักษะการสังเกต การสืบค้น การให้เหตุผล การอ้างอิง หรือการสร้างสมมุติฐาน ซึ่งพัฒนาไปจากข้อมูลที่มีอยู่เดิมกระบวนการค้นพบ วัสดุ/อุปกรณ์ 1. บัตรคำศัพท์ ขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรมดังนี้ 1. จัดนักเรียนเป็นกลุ่ม ๆละ 4 คน แบ่งคละความสามารถ เช่น ความสามารถสูง 1 คน ปานกลาง 2 คน ความสามารถน้อย 1 คน 2. ให้งานแต่ละกลุ่ม (บัตรคําศัพท์ 1 ชุด จํานวน 32 คํา) 3. ให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มศึกษาคําศัพท์ 8 คําให้เข้าใจ พร้อมที่จะอธิบายให้เพื่อนฟัง 4. กลุ่มพบปะกัน สมาชิกแต่ละคนผลัดสอนคําศัพท์ให้เพื่อนสมาชิกในกลุ่ม 5. ครูทดสอบแต่ละกลุ่มโดยอาจให้เขียนเรื่องหรือตอบคําถามที่เกี่ยวกับคําศัพท์ 6. สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกนเขียนเรื่องหรือตอบคําถามที่เกี่ยวกับคําศัพท์ 7. ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนแต่ละคน ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำกิจกรรม ผู้เรียนได้เรียนรู้และทราบเกี่ยวกับคําศัพท์หรือความหมายของคํา 5. จงสรุปเทคนิคการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มาจำนวน 5 เทคนิค ตอบ 1. เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบสืบสวนสอบสวน เป็นการใช้คำถามที่มีความหมาย กระตุ้นให้ ผู้เรียนสืบค้นหรือค้นหาคำตอบในประเด็นที่กำหนด ให้ผู้เรียนรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง บทบาทครูคือ ผู้ให้ความกระจ่างและผู้อำนวยความสะดวก ช่วยให้ผู้เรียนครูต้องฝึกทักษะและกระบวนการสืบค้นให้กับผู้เรียน ก่อนให้เขาสืบค้นข้อความรู้ ประเด็นปัญหาที่ครูเลือกให้ผู้เรียนศึกษาความสัมพันธ์หลักสูตรมากกว่าผลที่ได้จาก กระบวนการและครูต้องตรวจสอบว่าได้จัดสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียน


ขั้นตอนกระบวนการสืบสืบสวนสอบสวน 1) กำหนดปัญหา - จัดสถานการณ์หรือเรื่องราวที่น่าสนใจ กระตุ้นให้นักเรียนสังเกตสงสัยในเหตุการณ์หรือเรื่องราว - กระตุ้นให้ผู้เรียนระบุปัญหาจากการสังเกตว่าอะไรคือปัญหา 2) การสมมุติฐาน - ตั้งคำถามให้นักเรียนร่วมกันระดมความคิด - นักเรียนสรุปสิ่งที่คาดว่าจะเป็นคำตอบของปัญหานั้น 3) รวบรวมข้อมูล - มอบหมายให้นักเรียนไปค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารหรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ - นักเรียนวิเคราะห์และประเมินว่าข้อมูลเกี่ยวข้องกับปัญหาหรือไม่มีความถูกต้องน่าเชื่อถือเพียงใด 4) ทดสอบสมมุติฐาน - นักเรียนนำข้อมูลที่ได้นำมาร่วมอภิปราย เพื่อสนับสนุนสมมุติฐาน 5) สร้างข้อสรุป - นักเรียนสรุปว่า ปัญหานั้นมีคำตอบหรือข้อสรุปอย่างไรในรูปของรายงานหรือเอกสาร 2 เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ การจัดการเรียนการสอนทางอ้อม จะส่งเสริมการเรียนแบบ ค้นพบ ด้วยการฝึกทักษะการสังเกต การสืบค้น การให้เหตุผล การอ้างอิง หรือการสร้างสมมุติฐาน ซึ่งพัฒนาไป จากข้อมูลที่มีอยู่เดิมกระบวนการค้นพบ ขั้นตอนในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ “ค้นพบ” 1) กำหนดประเด็นหรือข้อมูลที่จะให้ผู้เรียนศึกษาและข้อสรุปที่ต้องการ 2) จัดสื่อและกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ใช้ในการสรุปข้อความรู้ 3) ให้ผู้เรียนเขียนข้อสรุปของเนื้อหา 4) ให้ผู้เรียนระบุลำดับของรูปแบบเหตุการณ์ที่ประกอบเป็นเนื้อหา 5) ให้ผู้เรียนวิเคราะห์ส่วนต่าง ๆ ของรูปแบบต่าง ๆ และสรุปเป็นประที่สมบูรณ์หนึ่งประโยค 6) ให้ผู้เรียนพิสูจน์การสรุปนั้นถูกต้อง 3. เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหา เป็นวิธีการที่เน้นให้ผู้เรียนได้คิดแก้ปัญหาอย่างเป็น กระบวนการ โดยอาศัยแนวคิดแก้ปัญหาด้วยการนำเอาวิธีการสอนแบบนิรนัย ซึ่งเป็นการสอนจากกฎเกณฑ์ไป หาความจริงย่อมมาผสมผสานกับวิธีการสอนแบบอุปนัย ซึ่งเป็นการสอนจากตัวอย่างส่วนย่อยมาหากฎเกณฑ์ การรวมกระบวนการคิดทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกันทำให้เกิดรูปแบบวิธีสอนแบบแก้ปัญหา ขั้นตอนการแก้ไขปัญหา 1) ศึกษาและสรุปว่า “ปัญหา” ปัญหาคืออะไร 2) กำหนดขอบเขตของปัญหา 3) วิเคราะห์งานเพื่อแบ่งปัญหาเป็นเรื่องย่อย ๆ สำหรับศึกษาค้นคว้า 4) รวบรวมข้อมูลสำหรับแต่ละเรื่อง


5) ประเมินข้อมูลขจัดความลำเอียงและข้อผิดพลาด 6) สังเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่มีความหมาย 7) หาข้อสรุปและข้อเสนอแนะทางเลือกเพื่อแก้ปัญหา 8) นำเสนอผลการศึกษาหรือการแก้ปัญหา 4. เทคนิคการจัดการเรียนรู้ด้วยการสร้างแผนผังความคิด ฝึกให้ผู้เรียนได้จัดกลุ่มความคิดรวบยอด ของตน เพื่อให้เห็นภาพรวมของความคิดความสัมพันธ์ของความคิดรวบยอดเป็นภาพ สามารถเก็บไว้ใน หน่วยความจำได้ง่าย การเขียนแผนผังสามารถทำได้หลายลักษณะดังนี้ 1) แผนผังความคิดรวบยอด 2) แผนผังใยแมงมุม 3) แผนผังรูปวงกลมทับเหลื่อม 4) แผนผังวงจร 5) แผนผังก้างปลา 6) แผนผังแสดงปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองกลุ่ม 7) แผนผังตารางเปรียบเทียบ 5.เทคนิคการจัดการเรียนรู้ด้วยการพยากรณ์อนาคต การนำเทคนิคการพยากรณ์เข้ามาเป็นกิจกรรม การเรียนการสอนต้องพิจารณาให้รอบคอบ ศึกษาถึงรายละเอียดของเทคนิค ดูความเหมาะสมของเทคนิคกับ จุดประสงค์ของการเรียนรู้เนื้อหาวิชาและสภาพการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งคำนึงถึงผลที่จะได้รับด้วย การ จัดการเรียนรู้โดยการใช้เทคนิคการ พยากรณ์อนาคตมีเทคนิคต่าง ๆ ดังนี้ 1. เทคนิคการพยากรที่มุ่งเป้าหมายเป็นหลัก 2. เทคนิคการพยากรณ์ที่มุ่งประเมินความคงที่ภายในของการพยากรณ์แนวโน้ม 3. เทคนิคการพยากรณ์ที่เป็นการเขียนเรื่องราวในอนาคต 4. เทคนิคที่มีข้อสมมติที่ง่ายที่สุดเกี่ยวกับเรื่องอนาคต 5. เทคนิคการสร้างอนาคตจำลองและใช้พยากรณ์ความเป็นไปได้ของอนาคต 6. เทคนิคการพยากรณ์โดยการวิเคราะห์ค่านิยมในอนาคต 6. จงอธิบายวิธีการบูรณาการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละประเภท ตอบ การเรียนร่วม เป็นความร่วมมือและรับผิดชอบร่วมกันระหว่างครูทั่วไปและครูการศึกษาพิเศษใน โรงเรียน เพื่อดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการเรียนการสอนบูรณาการร่วมกับเด็กปกติ และจัดแผนการ ศึกษาเฉพาะบุคคลเพื่อการบริการทางการศึกษาต่าง ๆ ให้กับเด็กนักเรียนในความดูแล โดยสามารถจัด การศึกษาบูรณาการการเรียนร่วมได้ในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้


1. ชั้นเรียนปกติเต็มวัน นักเรียนเรียนในชั้นเรียนปกติเต็มเวลา โดยอยู่ในความรับผิดชอบของครูประจำชั้น และนักเรียนไม่ได้ รับบริการทางการศึกษาพิเศษโดยตรง แต่ครูทั่วไปและบุคคลได้รับบริการทางอ้อม ก. บริการทางอ้อมสาหรับครู ได้แก่ -การฝึกอบรมครูประจำการในเรื่องต่าง ๆ เช่น เทคนิคการสอนบุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ -ครูการศึกษาพิเศษช่วยครูพิเศษ อธิบายและให้ความรู้กับนักเรียนทั่วไปเกี่ยวกับความพิการ เพื่อ สร้างเจตคติเชิงบวกและให้เกิดการยอมรับเพื่อนพิการ ม-ครูการศึกษาพิเศษอาจร่วมประชุมกับครูประจำชั้นเรียนต่าง ๆ ในระดับประถมศึกษาและ มัธยมศึกษาเพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับความพิการ ข. บริการทางอ้อมสำหรับนักเรียน ในบุคคลพิเศษ อาจได้รับบริการ สื่อวัสดุ อุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น ได้รับการตรวจวัดการเห็น และการ แก้ไข โดยอาจต้องใส่แว่นหรือใช้แว่นขยาย หรือการตรวจประเมินทางจิตวิทยา การบริการล่ามภาษามือ เป็น ต้น ในบุคคลทั่วไปอาจได้รับการฝึกอบรมจากครูการศึกษาพิเศษ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยติวในชั้นเรียน 2. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษาหารือ นักเรียนเรียนในชั้นเรียนปกติเต็มเวลา โดยอยู่ในความรับผิดชอบของครูประจำชั้น แต่มีผู้เชี่ยวชาญซึ่ง เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ทั้งในเรื่องการศึกษาปกติ และการศึกษาพิเศษร่วมให้การปรึกษาหารือ เช่น นักจิตวิทยา ครูการศึกษาพิเศษซึ่งเป็นครูเดินสอนหรือครูการศึกษาพิเศษทำหน้าที่เป็นครูสอนเสริมใน โรงเรียน บุคคลเหล่านี้จะไม่สอนบุคคลโดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็นผู้คอยแนะนำช่วยเหลือครูประจำชั้น หรือ ครูประจำวิชา และจัดหาบริการสื่อสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้การเรียนร่วมประสบผลสำเร็จ 3. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการครูเดินสอน นักเรียนเรียนในชั้นเรียนปกติเต็มเวลา โดยอยู่ในความรับผิดชอบครูประจำชั้นแต่ได้รับการช่วยเหลือ สนับสนุนโดยตรงจากครูเดินสอน ตามตารางที่กำหนดหรือเมื่อมีความจำเป็นอาจเป็นนักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด ครูแก้ไขการพูด หรือครูการศึกษาพิเศษที่เดินทางไปให้บริการตามโรงเรียนต่าง ๆ แก่บุคคล พิการทั้งในและนอกห้องเรียน นอกจากนี้ยังให้บริการช่วยเหลือแก่ครูปกติโดยตรงด้วย เช่น ช่วยครูปกติใน กรณีที่บุคคลบางคนต้องการการสอนเสริมหรือปรับพฤติกรรม 4. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการสอนเสริม นักเรียนเรียนในชั้นเรียนปกติเต็มเวลา โดยอยู่ในความรับผิดชอบของครูประจำชั้น แต่ได้รับการสอน เพิ่มเติมหรือสอนเสริมจากครูการศึกษาพิเศษที่ประจำที่ห้องสอนเสริม ตามกำหนดตารางการเรียนโดยให้ นักเรียนมาเรียนกับครูสอนเสริมบางเวลาและบางวิชา ครูสอนเสริมอาจสอนเนื้อหาที่บุคคลมีความบกพร่อง หรือทักษะที่บุคคลมีความต้องการจำเป็นพิเศษ เช่น ทักษะการทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการ เคลื่อนไหว สำหรับบุคคลตาบอดหรือภาษามือสำหรับบุคคลหูหนวก โดยอาจสอนเฉพาะบุคคลหรือกลุ่มเล็ก ๆ ได้ ในปัจจุบันครูสอนเสริมจะใช้เวลาสอนบุคคลร่วมกับครูในชั้นเรียนมากกว่า ที่จะนำบุคคลออกมาสอนในห้อง สอนเสริม


5. ชั้นเรียนพิเศษและชั้นเรียนปกติ นักเรียนเรียนในชั้นเรียนพิเศษ และเข้าเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติมากน้อยตามความเหมาะสม โดยอาจ เรียนร่วมในบางวิชา เช่น พลศึกษา ศิลปศึกษา ดนตรี-นาฎศิลป์ การงานพื้นฐานอาชีพ จริยศึกษา ครูการศึกษา พิเศษและครูปกติร่วมกันทำงาน ร่วมกันรับผิดชอบ รูปแบบนี้จัดได้ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา 6. ชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียนปกติ นักเรียนเรียนในชั้นเรียนพิเศษเต็มเวลาร่วมกับเพื่อนพิการ ประมาณ 5 – 10 คน มีครูประจำชั้นเป็น ผู้สอนเองทุกวิชา บุคคลพิเศษจะมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมกับบุคคลทั่วไป เช่น การเข้าแถวเคารพธงชาติ, สวดมนต์ไหว้พระ, การรับประทานอาหาร, การไปทัศนศึกษา เป็นต้น การจัดการเรียนร่วมทั้ง 6 รูปแบบ จะจัดแบบใดขึ้นอยู่กับการพิจารณาความต้องการจำเป็นพิเศษ ร่วมกันจากหลายๆ ฝ่าย ได้แก่ ผู้ปกครอง ตัวบุคคล ผู้บริหาร ครู นักวิชาชีพที่เกี่ยวข้องโดยพิจารณาจาก สภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัดของเด็กแต่ละประเภท


คำถามท้ายบท บทที่ 7 การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ตอบคำถามต่อไปนี้ 1. จงบอกความสำคัญของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่ามีความสำคัญอย่างไร ต่อการ จัดการเรียนการสอน ตอบ เป็นโครงร่างกำหนดกรอบแนวทางการปฏิบัติที่จะนำไปสู่การจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้รับ ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตรวมทั้งเป็นแนวทางในการให้การศึกษา ให้วิชาความรู้ การ ถ่ายทอดวัฒนธรรม การปลูกฝังเจตคติและค่านิยม การสร้างความเจริญเติบโต ความสมบูรณ์ทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการพัฒนาผู้เรียนในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาไปใน ทิศทางที่สอดคล้องกับความมุ่งหมายทางการศึกษาที่กำหนด ฉะนั้น เพื่อสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ในการ จัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. จงอธิบายถึงองค์ประกอบของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่ามีอะไรบ้าง และมี ความสำคัญอย่างไร ตอบ องค์ประกอบของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีดังนี้ 1.มาตรฐานการเรียนรู้ มีความสำคัญ คือเป็นการกำหนดคุณภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนเป็นสิ่งที่ผู้เรียน พึงรู้และ ปฏิบัติได้เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ความรู้ความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะที่ระบุไว้ในมาตรฐาน การ เรียนรู้ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้เรียนทุกคน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางการศึกษา มีหน้าที่และความรับผิดชอบ ในการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุคุณภาพตามที่มาตรฐานกำหนด มาตรฐานการเรียนรู้การศึกษา ขั้นพื้นฐานเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาคุณภาพ การศึกษาเป็นเป้าหมายและกรอบทิศทาง ในการพัฒนา หลักสูตรการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย และ ใช้สำหรับผู้เรียนทุกคนในระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถพัฒนาอย่างมีคุณภาพเท่าเทียมกันได้ 2.ตัวชี้วัด มีความสำคัญ คือ เป็นสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐาน การเรียนรู้ตัวชี้วัดมี ลักษณะเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรมในการนำไปใช้ในการกำหนดเนื้อหา การเรียน การสอน และ เป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดและประเมินผล เพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียนโดยทั่วไปจะมีการกำหนดตัวชี้วัด เพื่อใช้ในการตรวจสอบผู้เรียนเป็นระยะ ๆ ในการพัฒนาไปสู่ มาตรฐานการเรียนรู้การกำหนดตัวชี้วัดดังกล่าว นั้น ในระบบการศึกษาบางแห่งอาจกำหนดไว้เป็นช่วง ๆ ทุก 3-4 ปีแต่บางแห่งอาจกำหนดทุกระดับชั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับบริบทการศึกษาแต่ละแห่ง โดยแบ่งเป็น 2 ตัวชี้วัด คือ


2.1 ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นตัวชี้วัดพัฒนาการของผู้เรียนไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้มีความ สอดคล้อง สัมพันธ์กับมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนด ตัวชี้วัดชั้นปีมีความชัดเจน เฉพาะเจาะจง และเป็นรูปธรรมในการ นำไปใช้ในการกำหนดเนื้อหา จัดการเรียน การสอน เป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดและประเมินผล เพื่อ ตรวจสอบคุณภาพผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนด ตัวชี้วัดชั้นปีในระดับการศึกษาภาคบังคับ (ป.1-ม.2) เพื่อเป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางในการ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน 2.2 ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้เมื่อเรียนจบแต่ละช่วงชั้น เป็นตัวชี้วัด พัฒนาการของผู้เรียนไปสู่มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัดช่วงชั้นจึงมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับมาตรฐาน การ เรียนรู้แต่มีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนด ตัวชี้วัดช่วงชั้นเพื่อใช้สำหรับเป็นเป้าหมายและกรอบทิศทาง ในการจัดทำหลักสูตร กำหนดเนื้อหา การเรียน การสอนและการวัดและประเมินผลในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 3.หลักสูตร มีความสำคัญ คือใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน ในระดับการศึกษาที่ต่ำกว่า อุดมศึกษา โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีความสมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา อีกทั้งมีความรู้และทักษะ ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต และมีคุณภาพได้มาตรฐานสากลเพื่อการแข่งขันในยุคปัจจุบัน ห ลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วยส่วนที่เป็นแกนกลาง ซึ่งกำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน ส่วนที่เกี่ยวกับสภาพชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งพัฒนาโดย เขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน ระดับท้องถิ่น และส่วนที่สถานศึกษาพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับความสนใจ ความต้องการ และความถนัดของผู้เรียน ในหลักสูตรจะประกอบไปด้วย 3.1 วิสัยทัศน์คือ อธิบายเกี่ยวกับความคาดหวังของหน่วยงานหรือสถานศึกษา เพื่อเป็นทิศทาง ในการวางแผนจัดการศึกษา ออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอน และการดำเนินงาน ในการพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียนที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ตามเวลาที่กำหนด 3.2 สมรรถนะสำคัญ คือ ความสามารถและทักษะสำคัญที่ผู้เรียนทุกคนพึงมีเพื่อเป็นพื้นฐานใน การดำรงชีวิตในโลกยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ทั้งด้านวิทยาการ สังคม และสิ่งแวดล้อม อีก ทั้งมีการสื่อสารสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างกว้างขวาง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดสมรรถนะ สำคัญของผู้เรียน 5 ประการ ได้แก่ 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 3.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์คือ คุณภาพของผู้เรียนด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ที่กำหนดขึ้น โดยพิจารณาจากสภาพปัญหาของสังคม และการเปลี่ยนแปลง ของโลกในยุคปัจจุบัน ซึ่งทำให้ มีความจำเป็นที่ต้องเน้น และปลูกฝังลักษณะดังกล่าวให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนทุกคนเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ พัฒนาในองค์รวมทั้งด้านสติปัญญา และคุณธรรม อันจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคง สงบสุข ในสังคมโดยรวม หลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ


ได้แก่ 1) รักชาติศาสน์กษัตริย์2) ซื่อสัตย์สุจริต 3) มีวินัย 4) ใฝ่เรียนรู้5) อยู่อย่างพอเพียง 5) มุ่งมั่นในการทำงาน 7 ) รักความเป็นไทย 8) มีจิตสาธารณะ 3.4 พันธกิจ คือ รับผิดชอบในการดำเนินงานจัดการศึกษาของ หน่วยงานหรือสถานศึกษา เพื่อให้เกิดผลตามที่มุ่งหวังไว้ในวิสัยทัศน์ 3.5 สาระการเรียนรู้คือ องค์ความรู้ ทักษะ และค่านิยมที่ผู้เรียนควรเรียนรู้ เพื่อ จะช่วยนำพา ให้บรรลุคุณภาพตามเป้าหมายที่กำหนด 3.6 กลุ่มสาระการเรียนรู้คือ เป็นกลุ่มขององค์ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่กำหนดไว้ใน มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันตามศาสตร์ต่าง ๆ โดยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน จัดแบ่งกลุ่มสาระการเรียนรู้เป็น 8 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาษาไทย 2) คณิตศาสตร์ 3) วิทยาศาสตร์ 4) สังคม ศาสนาและวัฒนธรรม 5) สุขศึกษาและพลศึกษา 6) ศิลปะ 7) การงาน อาชีพและเทคโนโลยี 8) ภาษาต่างประเทศ 3.7 สาระการเรียนรู้คือ เป็นกลุ่มย่อยภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ประกอบด้วย 6 สาระ ได้แก่ 1) จำนวนและการดำเนินการ 2) การวัด 3) เรขาคณิต 4) พีชคณิต 5) การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น 6) ทักษะ/กระบวนการ ทางคณิตศาสตร์ 3.8 สาระการเรียนรู้แกนกลาง คือ เป็นองค์ความรู้และทักษะ รวมทั้งเจตคติและค่านิยมที่ จำเป็น ซึ่งผู้เรียนทุกคนควรเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตาม มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด 3.9 สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น คือ เป็นองค์ความรู้และทักษะที่เขตพื้นที่การศึกษาหรือหน่วยงาน ระดับท้องถิ่นพัฒนาขึ้น โดยพิจารณาจากสภาพภูมิศาสตร์ ประวัติความเป็นมา สภาพปัญหาชุมชน วัฒนธรรม เศรษฐกิจการงานอาชีพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้ปลูกฝังผู้เรียนให้มีความรักและหวงแหนมรดกทางสังคม ของบรรพบุรุษ มีความ เป็นไทย เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม และสามารถดำรงชีวิต ประกอบอาชีพ แก้ปัญหาการ ดำเนินชีวิตในชุมชน 3.10 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองตามศักยภาพอย่าง รอบด้านเพื่อ ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม เสริมสร้างให้เป็นผู้มี ศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบ วินัย ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคม สามารถจัดการ ตนเองได้และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ผู้เรียนสามารถเลือกเข้าร่วมกิจกรรมได้ตามความถนัดและ ความ สนใจ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ 1) กิจกรรมแนะแนว 2) กิจกรรมนักเรียน เช่น ลูกเสือ เนตรนารีชมรม ชุมนุมวิชาการ ฯลฯ 3) กิจกรรมเพื่อสังคม และสาธารณประโยชน์


3.11 รายวิชา คือ เป็นกลุ่มของประมวลความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่จัดรวมขึ้น อย่างมี ระบบแบบแผน เพื่อใช้ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพและมีศักยภาพตามเป้าหมายที่กำหนด มีการวางแผน กำหนดระยะเวลาสำหรับจัดการเรียนการสอน และการวัด และประเมินผลไว้อย่างชัดเจน จากองค์ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะต่าง ๆ ที่ระบุในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้นั้น สถานศึกษาสามารถนำไปจัดทำเป็น รายวิชาได้ตามความ เหมาะสม โดยจะต้องกำหนดรหัสและชื่อสำหรับเรียก แต่ละรายวิชาขึ้นตามแนวปฏิบัติที่ ส่วนกลางกำหนดไว้และมีความชัดเจนในการรายงานผล เพื่อให้เกิดความสะดวก และมีความชัดเจนในการ สื่อสารระหว่างกัน 3.12 รายวิชาพื้นฐาน รายวิชาที่เปิดสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลางที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แกนกลาง ซึ่งเป็นสิ่งซึ่งผู้เรียนทุกคนในระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานต้องเรียนรู้ 3.13 รายวิชาเพิ่มเติม รายวิชาที่พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ใน หลักสูตรแกนกลาง สถานศึกษาแต่ละแห่ง สามารถเปิดสอนรายวิชาเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับจุดเน้น ความ ต้องการ และความถนัดของผู้เรียน หรือความต้องการ ของท้องถิ่น โดยมีการกำหนดผลการเรียนรู้เป็น เป้าหมาย ของการพัฒนาผู้เรียน 3.14 ผลการเรียนรู้เป้าหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ในรายวิชาเพิ่มเติม ที่สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดขึ้น 3.15 รหัสวิชา ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่สถานศึกษากำหนดขึ้นกำกับแต่ละรายวิชาตามหลักการที่ ส่วนกลางกำหนดไว้ เพื่อใช้ประโยชน์และอำนวยความสะดวกในการจำแนก บันทึก รายงานผล และการเทียบ โอนผลการเรียนรายวิชาต่าง ๆ สัญลักษณ์แต่ละตัวของรหัสวิชาจะบ่งบอกถึงคุณสมบัติและสถานภาพ ของรายวิชา ซึ่งช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถสื่อสารให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนตรงกันเกี่ยวกับรายวิชานั้น ๆ 3.16 คำอธิบายรายวิชา ข้อมูลรายละเอียดของแต่ละรายวิชา ประกอบด้วย มาตรฐาน การ เรียนรู้/ตัวชี้วัด เนื้อหาสาระ เวลาเรียน รหัส ชื่อรายวิชา จำนวนหน่วยกิต ระดับชั้น เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางที่ ผู้สอนใช้ในการวางแผนและออกแบบการเรียนการสอน * ในกรณีของรายวิชาเพิ่มเติม กำหนดผลการเรียนรู้แทนมาตรฐาน การเรียนรู้/ตัวชี้วัด 3.17 โครงสร้างรายวิชา ข้อมูลที่แสดงให้เห็นโครงสร้างของรายวิชาใดรายวิชาหนึ่ง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ได้แก่ ชื่อรายวิชา รายชื่อหน่วย การเรียนรู้ของรายวิชานั้น รวมทั้งจำนวนเวลาเรียน และ มาตรฐาน/ตัวชี้วัดหรือผลการเรียนรู้ที่เป็นเป้าหมายของ แต่ละหน่วย ตลอดจนการวัดและประเมินผลการ เรียนรู้ของ รายวิชานั้น เพื่อใช้ ในการวางแผนและออกแบบการจัด การเรียนรู้และการประเมินผล * ในกรณี ของรายวิชาเพิ่มเติม ใช้ผลการเรียนรู้แทนมาตรฐาน การเรียนรู้/ตัวชี้วัด 3.18 หน่วยการเรียนรู้แผนหรือแนวทางที่ครูผู้สอนจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการจัด การเรียนการสอน หน่วยการเรียนรู้แต่ละหน่วยมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่เป็นเป้าหมาย ของหน่วยนั้น สาระการเรียนรู้ซึ่งเป็นองค์ความรู้/ทักษะสำคัญ ชิ้นงานหรือภาระงานที่ให้ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรม การเรียน การสอน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้


3.19 หน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการ การจัดการเรียนการสอนที่ผสมผสานเชื่อมโยงสาระการ เรียนรู้ต่าง ๆ กับหัวข้อเรื่องหรือประเด็นที่สอดคล้องกัน ผู้สอน สามารถเชื่อมโยงสาระและกระบวนการเรียนรู้ ต่าง ๆ เช่น การอ่าน เขียน คิดคำนวณเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนเกิด การพัฒนาในองค์รวม เป็นธรรมชาติโดย เชื่อมโยงสอดคล้อง กับสภาพและปัญหาที่เกิดในวิถีชีวิตจริง หน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการมีองค์ประกอบ ของหน่วยเช่นเดียวกับ หน่วยการเรียนรู้ทั่วไป รวมทั้งมีการกำหนดมาตรฐาน การเรียนรู้/ตัวชี้วัดเป็นเป้าหมาย ของหน่วยด้วย แต่มาตรฐาน การเรียนรู้/ตัวชี้วัดในหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการนี้มักจะมาจากหลายกลุ่ม สาระการเรียนรู้ 4.การเรียนการสอน มีความสำคัญ ที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ ประการ ดังนี้ 4.1 กระบวนการเรียนรู้กระบวนการที่ผู้เรียนใช้ในการแสวงหาความรู้สร้างความ เข้าใจ สร้างองค์ความรู้ และพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถ และศักยภาพตามที่มุ่งหวังในหลักสูตร 4.2 วิธีการเรียนรู้รูปแบบหรือวิธีการที่ผู้เรียนใช้ในการแสวงหาความรู้สร้างความ เข้าใจ หรือมีปฏิกิริยาสนองตอบต่อสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อม หรือสถานการณ์ของการเรียนรู้ ผู้เรียนแต่ละคนอาจ ใช้วิธีการ แตกต่างกันไปเพื่อช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบ ความถนัด ภูมิ หลังด้านสังคม วัฒนธรรม หรือพัฒนาการของแต่ละบุคคล 4.3 สื่อการเรียนรู้สื่อที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ มีความเข้าใจ เกิดการเรียนรู้ และช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สื่อการเรียนรู้มีหลายรูปแบบ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์สื่อ เทคโนโลยีสื่อธรรมชาติการเลือกสื่อที่ใช้ในการเรียน การสอนควรคำนึงถึงความน่าสนใจ ชวนคิด ชวนติดตาม เป็นสื่อที่เข้าใจง่าย กระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักวิธีแสวงหาความรู้และที่สำคัญคือสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการ เรียน วิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน และความแตกต่างระหว่างบุคคล 4.4 แหล่งการเรียนรู้สถานที่หรือแหล่งข้อมูลทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษาที่ผู้เรียน สามารถเข้าไปศึกษา แสวงหาประสบการณ์ ความรู้เพื่อช่วยพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวางลึกซึ้ง 4.5 กิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมต่าง ๆ ที่ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียน สนใจ เข้าใจ เกิดการเรียนรู้และมีพัฒนาการ การเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมายของหลักสูตร 4.6 การเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การจัดการเรียนการสอนที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมและมีบทบาท สำคัญในกระบวนการเรียนรู้ บทบาทของครูจะเปลี่ยนแปลง จากการเป็นผู้ชี้นำ หรือผู้ถ่ายทอดความรู้ ไปเป็นผู้ ช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก ส่งเสริมสนับสนุนผู้เรียนในการแสวงหา ความรู้และลงมือปฏิบัติและสร้างสรรค์ ความรู้ โดยใช้วิธีการต่าง ๆ หลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึง ความความถนัด ความสนใจ และความ แตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการสร้างสรรค์ความรู้และนำความรู้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.7 โครงงาน ภาระงานที่ผู้เรียนปฏิบัติซึ่งอาจเป็นลักษณะการทำงาน เป็นรายบุคคลหรือเป็น กลุ่ม เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ประยุกต์ดัดแปลง และบูรณาการความรู้ไปใช้อย่างกว้างขวางในการ ปฏิบัติงาน โดยมีการกำหนดเป้าหมายและวางแผนขั้นตอน การดำเนินงาน การจัดการอย่างเป็นระบบ มีการบันทึกและ รายงานผลการปฏิบัติงานแต่ละขั้นตอน ใช้เอกสารอ้างอิง หรือแหล่งค้นคว้าต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงาน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้


4.8 การสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง แนวคิดทางการศึกษาที่เชื่อว่าองค์ความรู้เป็นสิ่งที่ สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจากผู้เรียนเอง เพราะเป็นสิ่งที่มีอยู่ในสติปัญญาของ แต่ละคน มิใช่จากภายนอกที่ครูเป็น ผู้บอกหรือจัดสรรให้ผู้เรียนพัฒนาและสร้างความรู้ด้วยตัวเองด้วยการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ครูมี บทบาทในการสนับสนุนการเรียนจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้ผู้เรียนคิด เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ กรอบแนวคิด ดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการออกแบบการเรียนการสอนใน ยุคปัจจุบัน อย่างยิ่ง 4.9 การเอื้อตามสภาพผู้เรียน การปรับวิธีการเรียนการสอน สื่อการเรียน และรูปแบบวิธีการ วัดและประเมินผล ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพ ร่างกาย และความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อ เอื้อ อำนวยให้ผู้เรียนพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ และบรรลุตาม มาตรฐานการเรียนรู้เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป เช่น ใช้สื่อ อักษรเบลกับผู้เรียนตาบอด การปรับเวลาในการเรียนหรือ การทดสอบเป็นช่วงสั้น ๆ สำหรับผู้เรียน ที่มีสมาธิสั้น เป็นต้น 5.การวัดและประเมินผลการเรียนรู้มีความสำคัญที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ ประการ ดังนี้ 5.1 การวัดและประเมินผล เป็นกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล ร่องรอย หลักฐานที่แสดง ให้เห็นถึงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสำเร็จทาง การเรียนของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็น ประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็ม ตามศักยภาพ การวัดและประเมินผล การเรียนรู้สามารถจัด ให้มีขึ้นทั้งระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่ การศึกษา และระดับชาติ 5.2 การประเมินการปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่ต้องการให้ผู้เรียน ได้แสดง ความรู้ความสามารถด้วยการปฏิบัติหรือผลิตผลงาน รูปแบบที่ใช้ในการประเมินการปฏิบัติมีหลายรูปแบบ เช่น การอภิปราย การออกแบบ การทดลอง การทำโครงงาน การทำชิ้นงาน ภาระงาน การสาธิต เป็นต้น 5.3 การประเมินตามสภาพจริง การวัดและประเมินผลการเรียนรู้จากการที่นักเรียนได้ลงมือ ปฏิบัติงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการนำความรู้และทักษะที่เรียน ไปใช้ในสภาพและสถานการณ์จริง หรือเชื่อมโยง ใกล้เคียงกับ สถานการณ์จริงมากที่สุด การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง มักมีการกำหนดชิ้นงานหรือภาระ งานให้ผู้เรียนปฏิบัติและ มีการใช้เครื่องมือการวัดและประเมินผลที่มีเกณฑ์ พร้อมทั้ง คำอธิบายคุณภาพงาน ตามเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน * 5.4 การประเมินตามสภาพจริง มักจะเป็นการประเมินการปฏิบัติแต่การประเมินการปฏิบัติ (Performance assessment) บางครั้งอาจไม่เป็นการประเมินตามสภาพจริง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า สิ่งที่ให้ผู้เรียน ปฏิบัตินั้นสอดคล้องกับสถานการณ์หรือสภาพจริงหรือไม่ 5.5 การประเมินผลย่อย เป็นการประเมินผลระหว่างการเรียน ช่วยให้ทราบว่าพัฒนาการ ของผู้เรียนอยู่ในขั้นใด มีจุดดีหรือบกพร่องใดที่ต้องเสริมสร้าง ให้ดีขึ้น การประเมินผลลักษณะนี้ควรกระทำ อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาพิจารณาปรับปรุงการเรียน การสอน ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อย่างเต็มศักยภาพ และพัฒนาไปสู่คุณภาพตามมาตรฐาน


5.6 การประเมินผลรวม การประเมินผลการเรียนรู้เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน ในแต่ละ หน่วยหรือแต่ละรายวิชา เพื่อศึกษาว่านักเรียน มีความรู้เพียงใด หรือมีจุดอ่อนที่ใดจะต้องปรับปรุงแก้ ไข โดย เทียบเคียงกับระดับคุณภาพตามที่มาตรฐานกำหนด 5.7 แนวการให้คะแนน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินชิ้นงานหรือภาระงานที่มอบหมาย ให้ นักเรียนปฏิบัติแนวการให้คะแนนนี้จะระบุเกณฑ์และ คำอธิบายคุณภาพงานที่รับการประเมิน แนวการให้ คะแนน ที่ใช้กันโดยมากมักเขียนในรูปของรูบริค 5.8 การวัดและประเมินผลอิงมาตรฐาน การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่แสดงให้เห็นถึง พัฒนาการความก้าวหน้าและความสำเร็จทางการเรียน โดยเทียบเคียง กับคุณภาพที่กำหนดไว้ในมาตรฐาน การเรียนรู้ ในระบบ การศึกษาที่มีมาตรฐานเป็นเป้าหมายนั้น การวัดและประเมินผล ตามหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ทั้งระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติต้องเชื่อมโยงและ สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของผู้เรียน เมื่อเทียบเคียงกับมาตรฐานอย่างชัดเจน 5.9 หน่วยกิต ค่าน้ำหนักที่กำหนดสำหรับการเรียนแต่ละรายวิชา โดยคิดจาก ระยะเวลาที่ใช้ ในการเรียนการสอนเพื่อบรรลุมาตรฐานหรือ ผลการเรียนรู้ที่ตั้งไว้สำหรับรายวิชานั้น โดยรายวิชาที่ใช้เวลา ใน การเรียนการสอน 40 ชั่วโมงต่อภาคเรียน มีค่าเท่ากับ 5.10 การประเมินผลระดับชั้นเรียน การวัดและประเมินผลที่ควบคู่ไปในกระบวนการการ เรียนการสอน ครูผู้สอนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการ มีจุดมุ่งหมาย สำคัญในการหาคำตอบว่าผู้เรียน มีความก้าวหน้าด้านความรู้ทักษะ คุณธรรม ค่านิยม อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากกิจกรรม การเรียนการสอน หรือไม่เพียงใด ดังนั้นการวัดและประเมินผล ระดับชั้นเรียนควรเน้นการประเมินเพื่อพัฒนาและประเมิน ตาม สภาพจริง โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย และมีการประเมิน อย่างต่อเนื่อง 5.11 การประเมินผลระดับสถานศึกษา การวัดและประเมินผลเพื่อตรวจสอบและตัดสินผลการ เรียน ของผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค นอกจากนี้เพื่อให้ได้ข้อมูล เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ว่า ส่งผลต่อ การเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถนำผลการ ประเมินเป็นข้อมูล สารสนเทศเพื่อการปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการหรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำแผน พัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทาง การประกันคุณภาพ การศึกษา 5.12 การประเมินผลระดับเขตพื้นที่การศึกษา การวัดและประเมินผลที่ดำเนินการโดยเขต พื้นที่การศึกษา เพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียนในโรงเรียนที่อยู่ในความรับผิดชอบ ของเขตพื้นที่การศึกษาแต่ละ แห่ง โดยมีการรายงานผล แก่สถานศึกษาและชุมชนได้รับทราบ ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่า สถานศึกษาแต่ละแห่ง สามารถจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนา ผู้เรียนได้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดหรือไม่ เพียงใด และ มีข้อบกพร่องใดที่ต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขต่อไป


5.13 การประเมินคุณภาพระดับชาติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่ดำเนินการโดย สถาบัน ทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ระดับชาติโดยประเมินผู้เรียนที่เรียนอยู่ใน ชั้นปีสุดท้ายของ แต่ละช่วงชั้น ได้แก่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เพื่อ ให้ทราบว่าสถานศึกษาแต่ละแห่ง สามารถจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผู้เรียน ได้บรรลุคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัดที่กำหนดหรือไม่ และมีสิ่งใดจะต้องปรับปรุงแก้ไข ข้อมูลที่ ได้จากการประเมินจะนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพ ของผู้เรียนและคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา แต่ละแห่งต่อไป 5.14 การเทียบโอนผลการเรียน การนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้จากการศึกษา ใน รูปแบบต่าง ๆ หรือจากการประกอบอาชีพมาเทียบเป็น ผลการเรียนของหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง ทั้งนี้การ เทียบโอน ผลการเรียนสามารถทำได้ทั้งจากการศึกษารูปแบบเดียวกัน หรือระหว่างการศึกษาต่างรูปแบบ ไม่ว่า จะเป็นผลการเรียน จากสถานศึกษาเดียวกันหรือต่างสถานศึกษา รวมทั้งจาก การเรียนรู้นอกระบบ ตาม อัธยาศัย การฝึกอาชีพหรือ จากประสบการณ์การทำงาน โดยดำเนินการตามประกาศ กระทรวงศึกษาธิการว่า ด้วยแนวดำเนินเทียบโอนผลการเรียน ระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา 6.การประกันคุณภาพ ความสำคัญ คือ เป็นกระบวนการที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง ชุมชน และ ผู้เกี่ยวข้องว่าผู้เรียน ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีคุณภาพได้มาตรฐานที่กำหนดไว้การประกันคุณภาพเป็น ส่วนหนึ่ง ของกระบวนการพัฒนาการศึกษาที่ต้องดำเนินการ อย่างต่อเนื่อง โดยกระบวนการดังกล่าว ประกอบด้วย การ พัฒนาคุณภาพ การติดตามตรวจสอบคุณภาพ และการ ประเมินคุณภาพ มีการจัดทำรายงานเสนอต่อ หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยต่อสาธารณชน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 6.1การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา การที่สถานศึกษาดำเนินการอย่างมีแบบแผนเป็น ระบบ ในการพัฒนา ติดตามตรวจสอบ และประเมินคุณภาพการศึกษา ของสถานศึกษาตามมาตรฐาน การศึกษาที่กำหนดจาก กระทรวงศึกษาธิการ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 ระบุถึงการ ประกันคุณภาพภายในว่าดำเนินการ โดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเองหรือโดยหน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าที่ กำกับดูแลสถานศึกษานั้น 6.2การประกันคุณภาพภายนอก การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและ มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอก โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา (ส.ม.ศ.) หรือบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าวรับรอง เพื่อเป็นการประกันคุณภาพ และให้มีการพัฒนา คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โดยมีการเสนอผลการประเมินต่อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน


7.การบริหารจัดการหลักสูตร มีความสำคัญที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลาย ๆ ประการ ดังนี้ 7.1 การศึกษานอกระบบ การศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการ จัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษา เนื้อหา หลักสูตร การศึกษานอกระบบจะเน้นถึงความสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละ กลุ่ม โดยใช้มาตรฐาน การเรียนรู้และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นแนวทางในการจัดการศึกษา 7.2 การศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส โดยอาจเป็นการเรียนรู้หรือศึกษาจากบุคคล สังคม ประสบการณ์ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนรู้หรือแหล่งความรู้อื่น ๆ 7.3 การศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ การศึกษาที่จัดขึ้นสำหรับผู้เรียนที่เป็น กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ได้แก่ การศึกษาทางด้านศาสนา ดนตรี นาฏศิลป์ กีฬา การศึกษาส่งเสริมความเป็นเลิศ ด้านต่าง ๆ หรือการศึกษา สำหรับผู้พิการ ด้อยโอกาส ผู้บกพร่องด้านต่าง ๆ และรวมทั้ง การศึกษาทางเลือกที่ จัดโดยครอบครัวและองค์กรต่าง ๆ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งส่งเสริมให้ เยาวชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะนี้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ ได้มาตรฐานเท่า เทียมกับผู้ที่ศึกษาในระบบปรกติโดยทั่วไป 7.4 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะบุคคล ซึ่งประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่ง จากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ และ ผู้ทรงคุณวุฒิมีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบายแผนพัฒนามาตรฐานการเรียนรู้และ หลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับ แผนการศึกษาแห่งชาติและให้การสนับสนุนทรัพยากร การติดตามตรวจสอบและ ประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 7.5 คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาคณะบุคคล ประกอบด้วย ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทน องค์กร เอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสมาคม ประกอบวิชาชีพครู ผู้แทนสมาคมประกอบ วิชาชีพบริหาร การศึกษา ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองและครูและผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และ วัฒนธรรม มีอำนาจหน้าที่ ในการกำกับดูแล จัดตั้ง ยุบรวม หรือเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเขตพื้นที่ การศึกษา ประสาน ส่งเสริมสนับสนุนการจัด การศึกษาในรูปแบบที่หลากหลายในเขตพื้นที่การศึกษาให้ สามารถ จัดการศึกษาสอดคล้องกับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา 7.6 คณะกรรมการสถานศึกษาคณะบุคคล ประกอบด้วย ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทน องค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่า ผู้แทนพระภิกษุ และ/หรือผู้แทนองค์กร ศาสนาอื่นในพื้นที่และผู้ทรงคุณวุฒิ ทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุน การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการ สอน และกิจการของสถานศึกษา ให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ 7.7 คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการ คณะบุคคล ประกอบด้วย ผู้แทนฝ่ายต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้อง อาทิเช่น ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ทรงคุณวุฒิผู้แทนกลุ่มสาระการ เรียนรู้ ผู้แทนฝ่ายวิชาการ ฝ่ายวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้แนะแนว ฯลฯ ทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุน การพัฒนาด้านวิชาการ หลักสูตร การเรียนการสอนของ สถานศึกษาให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ


7.8 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อม จากผลลัพธ์อัน เกิดจากการดำเนินการจัดการศึกษา ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญ ได้แก่ นักเรียน ครู ผู้ปกครอง ผู้บริหาร โรงเรียน ชุมชน องค์กรต่าง ๆ ในชุมชน เจ้าของธุรกิจ หรือกิจการต่าง ๆ ที่รองรับแรงงานจากผู้ที่สำเร็จ การศึกษา 7.9 การมีส่วนร่วม การที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีบทบาทและ ความรับผิดชอบในการร่วมคิด ร่วมวางแผนจัดการ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบเพื่อพัฒนา การจัดการศึกษา และการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน ให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ บรรลุ จุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ 7.10 การพัฒนาบุคลากร กระบวนการที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ เพื่อเพิ่มพูน ความรู้ความสามารถ และทักษะของบุคลากร ในการพัฒนาหลักสูตรและจัดการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้ บุคลากรมีศักยภาพ และเกิดความมั่นใจในการจัดการเรียน การสอนได้อย่างมีคุณภาพ 7.11 การนิเทศ กระบวนการที่สนับสนุนส่งเสริม กระตุ้นให้ครูและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการ จัดการศึกษาร่วมมือร่วมใจกันพิจารณา วางแผนและดำเนินการร่วมกัน เพื่อจะช่วยแก้ไขปรับปรุง ส่วนที่ บกพร่องให้มีการพัฒนาและเกิดประสิทธิภาพในการ ปฏิบัติงานให้ ได้ผลดียิ่งขึ้น อันจะยังผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ อันสูงสุดในการเรียนของผู้เรียน 7.12 การนิเทศภายใน การนิเทศที่ดำเนินการภายในสถานศึกษา ซึ่งมีครู ผู้บริหาร และบุคคล ภายในสถานศึกษาร่วมมือกันเพื่อปรับปรุงงาน ด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพของ การ เรียนการสอนอันจะนำมาซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนและความสำเร็จตามมาตรฐานที่กำหนด บุคลากร ในโรงเรียนเป็นผู้ใกล้ชิดกับนักเรียน จึงย่อมทราบปัญหาต่าง ๆ ได้ดีกว่าคนภายนอก เพราะฉะนั้นการ นิเทศภายในโรงเรียน จะสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของบุคลากร ในโรงเรียนได้อย่างด 3. จงอธิบายถึงขั้นตอนการนำหลักสูตรสู่การสอน ว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง ตอบ การนำหลักสูตรไปใช้เป็นการแปลงหลักสูตรไปสู่การสอน เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหลาย ฝ่าย และเป็นกิจกรรมที่เป็นขั้นตอนการปฏิบัติหลายขั้นตอน วิธีการของกระบวนการนำหลักสูตรไปใช้ น่าจะ เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรมีผู้กล่าวว่า แม้เราจะมีหลักสูตรที่ดีแต่ถ้านำหลักสูตรไปใช้อย่างไม่ ถูกต้องแล้วหลักสูตรนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักสูตรไปใช้ จะต้อง ศึกษา ทำความเข้าใจกับการนำหลักสูตรไปใช้ตามบทบาทหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้การใช้หลักสูตร นั้นสัมฤทธิ์ผลตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ ขั้นตอนการนำหลักสูตรไปใช้ประกอบด้วยกัน 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นการเตรียมการใช้หลักสูตร - การตรวจสอบลักษณะหลักสูตร - การวางแผนและการทำโครงการศึกษานำร่อง - การประเมินโครงการศึกษานำร่อง - การประชาสัมพันธ์หลักสูตร


- การเตรียมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง 2. ขั้นดำเนินการใช้หลักสูตร - การบริหารและบริการหลักสูตร -การดำเนินการเรียนการสอนตามหลักสูตร - การสนับสนุนและส่งเสริมการใช้หลักสูตร 3. ขั้นติดตามและประเมินผล - การนิเทศและการใช้หลักสูตรในโรงเรียน - การติดตามและประเมินผลการใช้หลักสูตร การประเมินหลักสูตร 1. การตรวจสอบประสิทธิผลและความตกต่ำของคุณภาพของหลักสูตร 2. การตรวจสอบหาเหตุที่ทำให้คุณภาพตกต่ำ 3. แก้ไขและตรวจสอบประสิทธิผลของวิธีการที่นำมาแก้ไข ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักสูตรไปใช้ บทบาทของหน่วยงานส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นในการนำหลักสูตรไปใช้ 1.การใช้หลักสูตรโดยหน่วยงานส่วนกลางที่มีบทบาทเต็มที่ 2.การใช้หลักสูตรโดยให้โรงเรียนมีบทบาทเต็มที่ 3.การใช้หลักสูตรโดยให้หน่วยงานส่วนกลางมีบทบาทเป็นส่วนใหญ่ และมีหน่วยงานท้องถิ่นเป็นผู้ให้ ความช่วยเหลือ 4.ใช้หลักสูตรโดยให้หน่วยงานส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญ และหน่วยงานส่วนกลางเป็นผู้ให้การ สนับสนุน บทบาทของบุคลากรในการนำหลักสูตรไปใช้ 1. ผู้บริหารโรงเรียน 2. หัวหน้าหมวดวิชาหรือสาขาวิชา 3. ครูผู้สอน


4. จงออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้ตรงตามหลักสูตรมาตรฐาน ตัวชี้วัด 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ มา 1 แผนการจัดการเรียนรู้ ตอบ แบบฟอร์มการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ รหัส-ชื่อรายวิชา ป16101 รายวิชาภาษาไทย เรื่อง เรียนรู้คำ คู่ความหมาย กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่1 เวลา 2 ชั่วโมง ผู้สอน คุณครูศุภชัย บุญละดี โรงเรียนบ้านกันแร่ 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐาน มาตรฐานการเรียนรู้ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปตัดสินใจแก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต มาตรฐานการเรียนรู้ ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวชี้วัด ท 1.1 ป 6/2 อธิบายความหมายของคำ ประโยคและข้อความที่เป็นโวหาร ท 4.1 ป 6/1 วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ท 4.1 ป 6/6 วิเคราะห์และเปรียบเทียบสำนวนที่เป็นคำพังเพยสุภาษิต 2. สาระสำคัญ การเรียนรู้คำ คำยาก ข้อความและสำนวนภาษาไทยในบทเรียนและนำไปใช้ให้ถูกต้อง ถือเป็น การ พัฒนาทักษะทางภาษาที่ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน เพื่อพัฒนาทักษะให้ถูกต้อง จึงจะทำให้การเรียนรู้ภาษา เป็นไปด้วยดีและเกิดการพัฒนาการตามมา 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ความรู้ 3.1.1 บอกความหมายของคำศัพท์/คำยากในบทเรียนได้ 3.2 ทักษะ / กระบวนการ 3.2.1 อ่านและเขียนคำศัพท์/คำยากในบทเรียนได้ 3.2.2 นำคำศัพท์/คำยากในบทเรียนไปใช้ได้อย่างถูกต้อง 3.3 คุณลักษณะ 3.3.1 มีความกระตือรือร้นในการเรียน


4. สาระการเรียนรู้ -บอกความหมายองคำศัพท์/คำยาก -การใช้คำศัพท์/คำยาก 5. หลักฐาน หรือร่องรอยของการเรียนรู้/การวัดและประเมินผล 5.1 ความรู้ ภาระงาน/ชิ้นงาน วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์ที่ใช้ประเมิน ผู้ประเมิน ใบงาน เรื่อง เรียนรู้คำ คู่ความหมาย “เสียแล้วไม่กลับคืน" ตรวจใบงาน ตรวจข้อสอบ ใบงาน เกณฑ์ที่ใช้ประเมิน มี 3 ระดับ ดังนี้ ระดับคุณภาพ 3 หมายถึง ดี ทำได้ถูก 6-10 ระดับคุณภาพ 2 หมายถึง พอใช้ ทำ ได้ถูก 5-7 ระดับคุณภาพ 2 หมายถึง ควร ปรับปรุง ทำได้ถูก 0-4 เกณฑ์การผ่านต้อง ได้ระดับคุณภาพ 2 ขึ้นไปหรือได้คะแนน 5 ขึ้นไป คุณครู ศุภชัย บุญละดี


5.2ทักษะ/กระบวนการ ภาระงาน/ชิ้นงาน วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์ที่ใช้ประเมิน ผู้ประเมิน สังเกตพฤติกรรมการ มีส่วนร่วม ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการใน การทำงานเป็นกลุ่ม แบบสังเกต พฤติกรรม การทำงาน กลุ่ม เกณฑ์การประเมิน พฤติกรรมการ ทำงานกลุ่มของ นักเรียนมี 3 ระดับ ดังนี้ระดับคุณภาพ 3 หมายถึง ดี ได้ คะแนน 8-10 ระดับคุณภาพ 2 หมายถึง พอใช้ ได้ คะแนน 5-7 ระดับคุณภาพ 1 หมายถึง ควร ปรับปรุง ได้คะแนน 0-4 เกณฑ์การผ่านต้อง ให้ได้ระดับ 2 ขึ้นไป หรือได้คะแนน 5 ขึ้นไป คุณครู ศุภชัย บุญละดี


5.3คุณลักษณะ ภาระงาน/ชิ้นงาน วิธีการวัด เครื่องมือ เกณฑ์ที่ใช้ประเมิน ผู้ประเมิน ประเมินคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ แบบประเมิน คุณลักษณะ อันพึง ประสงค์ แบบประเมิน สมรรถนะ ของผู้เรียน เกณฑ์ประเมิน คุณลักษณะอันพึง ประสงค์/สมรรถนะ สำคัญของผู้เรียน รายบุคคลมีคะแนน 3 ระดับ ดังนี้ ระดับคุณภาพ 3 หมายถึง ดี ได้ คะแนน 16-20 ระดับคุณภาพ 2 หมายถึง พอใช้ ได้ คะแนน 8-15 ระดับคุณภาพ 1 หมายถึง ควร ปรับปรุง ได้คะแนน 0-7 เกณฑ์การผ่านต้อง ได้ระดับคุณภาพ 2 ขึ้นไปหรือได้คะแนน 8 ขี้นไป คุณครู ศุภชัย บุญละดี 6. คำถามสำคัญ (ถ้ามี) ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................


7. การจัดกระบวนการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1.ครูแจ้งจุดประสงค์ให้นักเรียนทราบ เริ่มการเรียนด้วยกิจกรรมช่วยค้นคว้าหาความหมาย ของ ข้อความ ได้แก่ ขั้นสอน 1. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม จำนวน 4 กลุ่ม แล้วสุ่มแจกบัตรคำ จำนวน 1 บัตร ต่อ กลุ่ม แล้วให้ นักเรียนทำกิจกรรม ดังนี้ - หาความหมายของบัตรคำที่ได้ (ครูแนะนำภายในกลุ่มแบ่งกันอ่านเนื้อหาในบทเรียนเพื่อหา ความหมาย เมื่อครบเวลาที่กำหนด ครูสอบถามมีกลุ่มใดบ้างไม่รู้ความหมาย เพื่อที่ครูจะให้คำใบ้แต่มีเงื่อนไข กลุ่มใดที่ขอคำใบ้จะโดนหัก 1 แต้ม ต่อ 1 คำใบ้ - บัตรความหมาย ครูแจกบัตรความหมายให้แต่ละกลุ่ม เพื่อนำบัตรคำแปะลงบัตร ความหมายเขียน ความหมาย และเขียนแต่งประโยคให้ตรงกับหมายเลขกลุ่ม กำหนดเวลา 5 นาที - ตัวแทนกลุ่มนำเสนอความหมายและประโยค โดยครูจะยังไม่เฉลยความหมาย - ส่งต่อบัตรความหมายเพื่อให้กลุ่มอื่นได้เขียนแต่งประโยคให้ตรงกับหมายเลขกลุ่ม - เฉลยความหมาย โดยครูผู้สอน แล้วให้นักเรียนตรวจสอบความหมายที่นักเรียนค้นหาถูกต้องหรือไม่ ครูสุ่มอ่านประโยคที่แต่ละกลุ่มแต่ง - ความหมาย แต่ไม่ให้นักเรียนคัดลอกความหมายจากอ่านเพิ่มเติมความหมาย หน้า 223 - กำหนดเวลา 5 นาที 2. ครูคัดเลือกคำยากในบทเรียน ใช้วิธีการหาความหมายโดยให้นักเรียนมีส่วนร่วม เช่น นักเรียนเคย ได้ยินคำนี้หรือไม่ หรือ ครูยกตัวอย่างเพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจความหมาย เช่น - แก๊ง : พวกต้มตุ๋นหลอกเงินชาวบ้าน เป็นแก๊งมิจฉาชีพ นักเรียนบอกความหมายคำว่าแก๊งหมายถึงอะไร - จุดแตกหัก : วันนี้นะถ้าเพื่อนครูไม่ขอโทษครูนะ ก็ไม่ต้องมาพูดกันอีกเลย นักเรียนบอกความหมายของคำว่า จุดแตกหัก - ดื้อตาใส : ครูขอมติจะจัดการแสดงเพลงรำเคียวเกี่ยวข้าว ทุกคนในห้อง ป.6 เห็นด้วย แต่พอถึงวัน ซ้อมแก้วนั่งเฉยๆ ไม่ซ้อม ท ำหูทวนลม น ้ำตำแทบเป็นสำยเลือด ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ไม้แข็ง


นักเรียนคิดว่าพฤติกรรมของแก้วเป็นอย่างไร แล้วคำว่าดื้อตาใส มีความหมายว่า อย่างไร - ยถากรรม : ปล่อยไปตามยถากรรม นักเรียนเคยได้ยินคำนี้หรือไม่ ลองเดาความหมาย - รู้หน้าไม่รู้ใจ : เข้าวัดเข้าวา ดูธรรมะธรรมโม ไม่น่าหลอกเงินคนอื่นเลย นักเรียนบอกความหมาย รู้หน้าไม่รู้ใจ หมายถึงอะไร - ยี่หระ : เขาไม่ยี่หระต่อการกระทำชั่ว นักเรียนบอกความหมาย ยี่หระ หมายถึงอะไร - ร่ำ : พร่ำเพื่อ นักเรียนเคยได้ยินคาว่า พร่าเพื่อหรือไม่ ลองเดาความหมายของคำว่า ร่ำ - ลามปาม : อย่าลามปาม , อย่าพูดถึงพ่อแม่ของคนอื่นในทางไม่ดี นักเรียนบอกความหมายคำว่าลามปาม - ผับ ครูขออาสาสมัครบอกความหมาย 3. นักเรียนทำใบงาน เรื่อง เรียนรู้คำ คู่ความหมาย “เสียแล้วไม่กลับคืน” 4. ครูและนักเรียนร่วมกันเฉลยใบงาน 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มอ่านออกเสียงตามใบงาน โดยเริ่มจากกลุ่มที่ 1 เมื่ออ่านออกเสียงครบทุก กลุ่ม ครูอ่านออกเสียงคำที่นักเรียนอ่านผิดแล้วให้นักเรียนอ่านออกเสียงตามพร้อมกัน ขั้นสรุป 1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปมีคำยากใดบ้าง และมีความหมายว่าอย่างไร 8. สื่อ วัสดุ อุปกรณ์/แหล่งการเรียนรู้ 8.1 Power Point เรื่องศัพท์ยากในบทเรียน หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย ชุด ภาษาเพี่อ ชีวิต ภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 8.2 ใบงาน เรื่อง เรียนรู้คำ คู่ความหมาย “เสียแล้วไม่กลับคืน" 8.3 บัตรคำและบัตรความหมายเรื่องศัพท์ยากในบทเรียน “เสียแล้วไม่กลับคืน” 9.กิจกรรมเสนอแนะ(ถ้ามี) ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................


10. บันทึกหลังการสอน ผลการจัดกระบวนการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหา อุปสรรคที่พบ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข้อเสนอแนะหรือแนวทางปรับปรุงแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ.................................................. (................................................)


เอกสารประกอบ การจัดการการเรียนรู้


ท ำหูทวนลม น ้ำตำแทบเป็นสำยเลือด ได้ยินแต่ท ำเป็นไม่ได้ยิน เสียใจมำก บัตรคำ และ บัตรความหมาย กิจกรรม ช่วยค้นคว้าหาความหมาย บัตรคำ จำนวน 4 บัตรคำ บัตรความหมาย จำนวน 4 บัตรคำ ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ไม้แข็ง ไม่มีเค้ำมำก่อน วิธีกำรเฉียบขำด,อ ำนำจ เด็ดขำด


แปะบัตรค า กลุ่มที่ ควำมหมำยคือ ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………… แต่งประโยค กลุ่มที่ 1 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ……………… กลุ่มที่ 2 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ……………… กลุ่มที่ 3 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ……………… กลุ่มที่ 4 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ……………… แปะบัตรค า กลุ่มที่ ควำมหมำยคือ ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………… แต่งประโยค กลุ่มที่ 1 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ……………… กลุ่มที่ 2 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ……………… กลุ่มที่ 3 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ……………… กลุ่มที่ 4 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ………………


แปะบัตรค า กลุ่มที่ ควำมหมำยคือ ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………… แต่งประโยค กลุ่มที่ 1 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ……………… กลุ่มที่ 2 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ……………… กลุ่มที่ 3 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ……………… กลุ่มที่ 4 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ……………… แปะบัตรค า กลุ่มที่ ควำมหมำยคือ ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………… แต่งประโยค กลุ่มที่ 1 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ……………… กลุ่มที่ 2 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ……………… กลุ่มที่ 3 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ……………… กลุ่มที่ 4 …………………………………………………………… …………………………………………………………… ………………


Power Point เรื่องคำยากในบทเรียน “เสียแล้วไม่กลับคืน” หน้าที่ 1 หน้าที่ 2


หน้าที่ 3 หน้าที่ 4


หน้าที่ 5


เรียนรู้ค ำ คู่ควำมหมำย “เสียแล้วไม่กลับคืน" ชั้นประถมศึกษำปีที่ 6 1.ชอบประพฤติผิดควบคุมไม่ได้ …………………………………………………………………. 2.ฟัง แต่ไม่ยอมทำตาม …………………………………………………………………. 3.หุนหัน ทันทีทันใด …………………………………………………………………. 4.ทำสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลาสมควร …………………………………………………………………. 5.เสียใจมาก …………………………………………………………………. 6.ได้ยินแต่ทำเป็นไม่ได้ยิน …………………………………………………………………. 7.ตามกรรม , ตามแต่จะเป็นไป …………………………………………………………………. 8.ป่นปี้ , ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน …………………………………………………………………. 9.ไม่มีเค้ามาก่อน …………………………………………………………………. 10.สอบให้แม่น , แนะกันไว้ล่วงหน้า …………………………………………………………………. ใบงำน ชื่อ-สกุล…………………………………………..………………………..เลขที่…………. ค ำชี้แจง : น ำค ำที่ก ำหนดให้เขียนลงในช่องว่ำงให้ตรงกับควำมหมำย ชิงสุกก่อนห่ำม ใจแตก ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย หูทวนลม ซักซ้อม ผลุนผลัน น ้ำตำแทบเป็นสำยเลือด ดื้อตำใส ยถำกรรม เหลวแหลก


1.ชอบประพฤติผิดควบคุมไม่ได้ ใจแตก 2.ฟัง แต่ไม่ยอมทำตาม ดื้อตาใส 3.หุนหัน ทันทีทันใด ผลุนผลัน 4.ทำสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลาสมควร ชิงสุกก่อนห่าม 5.เสียใจมาก น้ำตาแทบเป็นสายเลือด 6.ได้ยินแต่ทำเป็นไม่ได้ยิน หูทวนลม 7.ตามกรรม , ตามแต่จะเป็นไป ยถากรรม 8.ป่นปี้ , ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เหลวแหลก 9.ไม่มีเค้ามาก่อน ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย 10.สอบให้แม่น , แนะกันไว้ล่วงหน้า ซักซ้อม ใบงาน เรื่อง เรียนรู้คำ คู่ความหมาย “เสียแล้วไม่กลับคืน" (สำหรับครู)


\


แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง เสียแล้วไม่กลับคืน หมายเหตุเกณฑ์การประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนมี 3 ระดับ ดังนี้ ระดับคุณภาพ 3 หมายถึง ดี ได้คะแนน 18-20 ระดับคุณภาพ 2 หมายถึง พอใช้ ได้คะแนน 15-17 เลขที่ ชื่อ-สกุล ความรับผิดชอบในการทำงาน ความร่วมมือในการทำงาน ความตั้งใจในการทำงาน ความสามัคคี กระบวนการทำงาน รวม ระดับคุณภาพ หมายเหตุ 2 2 2 2 2 20 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10


(ต่อ) ระดับคุณภาพ 1 หมายถึง ควรปรับปรุง ได้คะแนน 10-14 เกณฑ์การผ่านต้องให้ได้ระดับ 2 ขึ้นไปหรือได้คะแนน 15 ขึ้นไป (นายศุภชัย บุญละดี) ผู้ประเมิน


แบบบันทึกผลการประเมินการเรียนรู้ กลุ่มสาระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุดภาษาพาที หน่วยการเรียนรู้ที่ 14 เสียแล้วไม่กลับคืน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรียนรู้คำคู่ความหมาย เลขที่ ชื่อ-สกุล คุณลักษณะอันพึงประสงค์ รวมคะแนนด้านคุณลักษณะ ด้านสมรรถนะสำคัญ ของผู้เรียน รวมคะแนนด้านสมรรถนะของผู้เรียน ด้านผลงาน มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มีความมุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา แบบทดสอบหลังเรียน ใบงาน รวม 2 2 2 2 2 10 4 3 3 10 10 10 30 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หมายเหตุ เกณฑ์ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์/สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนรายบุคคลมีคะแนน 3 ระดับ ดังนี้ ระดับคุณภาพ 3 หมายถึง ดี ได้คะแนน 26-30


(ต่อ) ระดับคุณภาพ 2 หมายถึง พอใช้ ได้คะแนน 18-25 ระดับคุณภาพ 1 หมายถึง ควรปรับปรุง ได้คะแนน 10-17 เกณฑ์การผ่านต้องได้ระดับคุณภาพ 2 ขึ้นไปหรือได้คะแนน 18 ขี้นไป (นายศุภชัย บุญละดี) ผู้ประเมิน


คำถามท้ายบท บทที่ 8 การจัดการเรียนรู้ในยุค Disruptive ตอบคำถามต่อไปนี้ 1. จงอธิบายแนวคิดของการเปลี่ยนแปลง Diisruptive ทางการศึกษา ตอบ Disruptive เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในวิธีใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลง อย่างสิ้นเชิงที่ทำให้สิ่งเดิม ๆ ที่มีอยู่บางสิ่งบางอย่างต้องหายไป Disruptive ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประกอบด้วย 4 ด้าน ดังต่อไปนี้ 1. ความเร็ว ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้วย เทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก 2. ความวิตกกังวล คือ วิธีการมองจากคนรุ่นใหม่ ที่มาจากการศึกษาใหม่ ๆ มาจากการมองโลก ใหม่ คนกลุ่มนี้ไม่เชื่อในการมองแบบเดิม คนกลุ่มนี้ใช้เลนส์ในการมองแบบใหม่ 3. การเติบโตทางธุรกิจที่ เรียกว่า Startup โดยกลุ่มคนที่ไม่ต้องการเดินตามแนวทางเดิมที่สังคม กำหนดมา ความคิดแบบ Startup ไม่ได้เกิดขึ้นกับองค์กรขนาดเล็กที่เพิ่งเกิดใหม่เท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ กับองค์กรใหญ่ระดับโลก ที่มีการใช้เลนส์แบบใหม่ในการทำงาน เช่น Alibaba, Zara หรือ Adidas คนที่มี ความคิดแบบ Startup คือคนที่ไม่เชื่อในสิ่งที่ สังคมกำหนดและมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าเพราะ Startup “รื้อ” สิ่งเดิมและการทาแบบเดิม ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของคนที่เปลี่ยนไป 4. ข่าวสาร ข้อมูลมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และสะดวกสบายมากขึ้น จากความก้าวหน้าของ เทคโนโลยีการ สื่อสาร สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไรก็ได้ที่อยากรู้เพียงแค่ผ่านการใช้โทรศัพท์มือถือหรือ แทปเลต ความต้องการของคนที่เปลี่ยนไป และด้วยข้อมูลข่าวสารจำนวนมากที่ส่งผ่านกันอย่างเสรี เห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึง เช่น เกิดนวัตกรรมแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน เป็นการเปลี่ยนแปลงในวิธีใหม่ เป็น การเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงที่ทำให้สิ่งเดิม ๆ ที่มีอยู่บางสิ่งบางอย่างต้องหายไป ซึ่งประกอบด้วยความเร็ว ความวิตกกังวล รวมทั้งการที่คนได้รับข่าวสารข้อมูลมากขึ้นอย่างรวดเร็วและสะดวกสบายมากขึ้น จาก ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม 2. จงอธิบายแนวทางการจัดการเรียนรู้ในยุค Diisruptive ตอบ แนวทางการจัดการเรียนรู้ในยุค Disrutive ที่สอดคล้องกันเพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชิวิตและการทำงาน ให้เป็น Global Citizen และการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของผู้เรียนไว้ดังนี้ 1) ด้านหลักสูตร เนื้อหาสาระองค์ความรู้ไม่แยกส่วนจากกัน ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ทักษะ และ คุณลักษณะมีความยืดหยุ่น ตามบริบท เชื่อมโยงและสอดแทรกขอบข่ายสหวิทยาการเหมาะสมในยุค Disruptive Change 2) ด้านกระบวนการเรียนรู้เน้นวิธีการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมที่บูรณาการเทคโนโลยีสืบค้น และใช้เนื้อหา เป็นฐานสอนในบริบทที่เป็นจริง สร้างทักษะการคิดในขั้นที่สูงและซับซ้อนขึ้น


3) ด้านการวัดผลประเมินผลปฏิรูปแนวการวัดและประเมินผลการศึกษาเป็น การประเมินในรูปแบบ ใหม่ที่เน้นทักษะของคนเหมาะสมในยุควิธีการวัดผลประเมินผลที่หลากหลาย เน้นการสะท้อนผลการปฏิบัติ ของผู้เรียนเพื่อการเรียนรู้ประจาวัน 4) ด้านการพัฒนาสื่อ สร้างความรู้ในการใช้สื่อ สารสนเทศ และเทคโนโลยีหลากหลาย สื่อ จาก ICT ระบบ Internet ในการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ “โลกคือห้องเรียน” 5) ด้านบุคลากร มุ่งสู่เป้าหมาย และมีลักษณะได้แก่ 1) มีวิสัยทัศน์ด้าน ICT 2) จัดโครงสร้าง พื้นฐาน Hardware, Software, Network 3) พัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน 4) พัฒนาสื่อ และกิจกรรมที่เน้นการ เรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน 5) เน้นให้ผู้เรียน สามารถประเมินความก้าวหน้าของตนเอง 6) จัดหาสื่อเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 7) พัฒนาทักษะพื้นฐานและคุณลักษณะ ของผู้เรียน 8) วิจัยพัฒนาต่อยอดความรู้สามารถปรับตัว มีวิสัยทัศน์ถึงความต้องการของ นักเรียน ครูเป็นผู้เรียนรู้ ในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 3. จงให้ความเห็นถึงบทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้ในยุค Diisruptive ตอบ ครูผู้สอนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานเป็นทีม เรียนรู้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือใน การพัฒนาเสริมสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้เรียนในบทบาทหน้าที่เป็นผู้โค้ชและให้คำปรึกษา เพื่อให้นักเรียนมี ความสนใจใฝ่รู้ เสริมพลังเรียนรู้และสร้างความกระตือรือร้น ให้ความสำคัญด้านหลักสูตรและกระบวนการ จัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมโดยบูรณาการเทคโนโลยีสืบค้น ที่สำคัญใช้การวัดและประเมินผลรูปแบบใหม่ที่เน้น พัฒนากระบวนการคิดและทักษะโดยสามารถให้ผู้เรียนสามารถประเมิน ความก้าวหน้าและสมรรถนะของ ตนเองได้ 4. จงอธิบายแนวทางในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการจัดการเรียนรู้ในยุค Diisruptive ตอบ เน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้ดี ผู้เรียนมีสมาธิจดจ่ออยู่กับ กิจกรรมการเรียนรู้ ไม่ว่ากิจกรรมการเรียนรู้นั้นจะ มีความซับซ้อนเพียงใด โดยผู้เรียน จะต้องมีเป้าหมาย และ กำกับตัวเอง ในด้านการมีวินัยในตนเอง การใช้กระบวนการเรียนรู้โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการ เรียนรู้แบบออนไลน์มาก แนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ คือ ผู้สอนสามารถออกแบบการ จัดการเรียนรู้ผสมผสาน ระหว่างการเรียนรู้ในชั้นเรียนและการเรียนรู้แบบออนไลน์อย่างลงตัวภายใต้แนวคิด หลักการการเรียนรู้จากการปฏิบัติแบบ Hands-On และ Minds-On กระบวนการเรียนรู้สำคัญมากกว่า ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากการท่องจำ คือ ผู้เรียนลงมือปฏิบัติอย่างกระตือรือร้นและเกิดการเรียนรู้อย่างเป็น ธรรมชาติผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรสนับสนุน ส่งเสริม และสร้างแรงจูงใจให้ผู้สอน


5. จงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทักษะที่สำคัญของการจัดการเรียนรู้ในยุค Diisruptive ตอบ รู้จักใช้ยุทธวิธีที่หลากหลายในการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยเฉพาะการสร้างสีสันดึงดูดใจ เปิดโลก แห่งการเรียนรู้ที่กว้างไกลให้กับผู้เรียนด้วยสื่อการเรียน การสอนสมัยใหม่ และคำนึงว่าจะนำมาใช้อย่างไรให้ เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศหรือการ สื่อสารในณุปแบบต่าง ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ทั่ว ทุกมุมโลกในเวลาอันรวดเร็ว 6. จงบอกถึงปัจจัยความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้ในยุค Diisruptive ตอบ 1. การคิดก่อนทำก่อน การเรียนรู้และติดตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม วิเคราะห์คาดการณ์การ เปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเริ่มปรับเปลี่ยนสร้างสรรค์นวัตกรรม การจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง 2. การตัดสินใจให้ไวและถูกต้องบนทางเลือกต่าง ๆ ที่อาจจะมากกว่าสองทางเลือก ตัดสินใจ ปรับเปลี่ยนและสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนรู้โดยไม่ชักช้า ลังเล เรียนรู้จากความผิดพลาด และนำมา ปรับปรุงนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง 3. การเรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์สูง ทั้งบุคคลที่อยู่ในวิชาชีพเดียวกันและต่างวิชาชีพ ว่าเขามีวิธี คิดอย่างไร มีวิธีการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างไร แล้วนำมาปรับใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมการจัดการ เรียนรู้ของเรา 4. การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ (นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียน) อย่างต่อเนื่อง 5. การสร้างพลังเครือข่ายนักสร้างสรรค์นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ใหม่ๆ ในปัจจุบันคือชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 7. จงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิดการสร้างเครือข่ายชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพครู เพื่อการพัฒนา วิชาชีพครูในยุค Disruptive เป็นแนวคิดสำคัญในการพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนในยุค Disruptive ให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมแบบร่วมมือรวมพลังในการพัฒนาวิชาชีพครู ผ่านกระบวนการ เรียนรู้ร่วมกันอย่างมีส่วนร่วม มี 6 ขั้นตอนหลัก คือ 1.การสร้างทีม 2.การทบทวนประเด็นปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียน 3.การเลือกเป้าหมายเพื่อการเปิดชั้นเรียน 4.การศึกษาบทเรียนเพื่อออกแบบการสอน 5.การปฏิบัติการเปิดชั้นเรียน 6.การสะท้อนผลหลังการสอน


เพื่อการหานวัตกรรมแนวปฏิบัติที่ดีที่ใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เข้าใจ แก้ไขปัญหา และพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียน พัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์วัฒนธรรม การทำงานแบบร่วมมือรวมพลังกันเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เป็นพื้นฐานที่สำคัญของความเป็น สังคมประชาธิปไตยในโรงเรียนและในห้องเรียน เกิดการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียน นักเรียน ทุกคนได้รับการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพและความเสมอภาค ครูและผู้บริหารทุกคนเกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนา ความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพของตนเองอย่างต่อเนื่อง


Click to View FlipBook Version