หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ๑ หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๒ หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๓ หน่วยการเรียนรูท้ ่ี ๔ ประวตั ิศาสตร์
ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ ๓
กล่มุ สาระการเรียนรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ๕ หน่วยการเรียนรูท้ ่ี ๖ หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๗
๑_หลักสตู รวิชาประวัตศิ าสตร์
๒_แผนการจดั การเรียนรู้
๓_PowerPoint_ประกอบการสอน
๔_Clip
๕_ใบงาน_เฉลย
๖_ขอ้ สอบประจาหนว่ ย_เฉลย
๗_ข้อสอบ_เฉลย
๘_การวัดและประเมนิ ผล
๙_เสริมสาระ
๙_ส่ือเสรมิ การเรียนรู้
บรษิ ัท อกั ษรเจรญิ ทศั น์ อจท. จากดั : 142 ถนนตะนาว เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand
โทรศัพท์ : 02 622 2999 โทรสาร : 02 622 1311-8 [email protected] / www.aksorn.com
๓หน่วยการเรียนรู้ที่
พฒั นาการทางประวัตศิ าสตรไ์ ทย
สมยั ปรบั ปรุงและปฏริ ปู ประเทศไทย
จุดประสงค์การเรียนรู้
๑. ปจั จยั ท่ีสง่ ผลตอ่ ความมัน่ คงและความเจรญิ ร่งุ เรืองของไทยในสมยั รตั นโกสนิ ทรไ์ ด้
๒. บทบาทของพระมหากษตั รยิ ์ไทยในราชวงศ์จกั รใี นการสร้างสรรคค์ วามเจริญและความมั่นคงของชาตไิ ด้
๓. พัฒนาการของไทยในสมยั รตั นโกสินทร์ทางดา้ นการเมืองการปกครอง สงั คม เศรษฐกจิ และความสัมพันธร์ ะหวา่ งประเทศตามช่วงสมัยตา่ งๆ ได้
๔. เหตกุ ารณ์สาคญั สมยั รัตนโกสนิ ทรท์ ีม่ ผี ลตอ่ การพฒั นาชาตไิ ทย เช่น การทาสนธสิ ัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ ๔ การปฏริ ปู ประเทศในสมยั รัชกาลท่ี ๕
การเขา้ ร่วมสงครามโลกครัง้ ที่ ๑ โดยวเิ คราะหส์ าเหตุปัจจัย และผลของเหตุการณต์ ่างๆ ได้
ปจั จัยที่ส่งผลต่อความมั่นคงและความเจริญรงุ่ เรือง
การมผี ้นู าท่ดี ี
พระบาทสมเด็จ พระบาทสมเด็จ พระบาทสมเดจ็ พระบาทสมเดจ็
พระจอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัว พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยู่หวั พระปกเกลา้ เจา้ อย่หู วั
ทรงมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ทร ง มี ค ว าม ร อ บ รู้ ก า ร เ ส ด็ จ ทรงได้รบั การศึกษาอย่างดี
และดาราศาสตร์ ทรงติดต่อกับ ประพาสต่างประเทศเป็นการเจริญ
ต่างประเทศอยา่ งกวา้ งขวาง สัมพันธไมตรี และนาความเจริญ
มาปรับใช้
พระมหากษัตริย์ทกุ พระองคต์ ้ังแตร่ ัชกาลที่ ๔ เปน็ ต้นมา
ทรงมีความทันสมยั รู้ทนั ความเปล่ียนปลงของโลก และเห็นความสาคัญของการปฏริ ปู ประเทศ
ท่ีตั้งทางภูมศิ าสตร์
ประเทศไทยเปน็ รัฐท่อี ยตู่ รง ไทยเปรียบเสมอื นรฐั กัน
กลางระหวา่ งเขตอานาจ ชนระหว่าง
ของอังกฤษในพมา่ มลายู
และเขตอานาจของฝรงั่ เศสใน อังกฤษและฝรั่งเศส
เวยี ดนาม กมั พูชา และลาว
ทาให้ทัง้ สองชาตไิ มใ่ ช้
กาลงั หักหาญ
ยึดครองไทย
เพราะเกรงว่าอาจต้อง
ปะทะกับอีกฝา่ ย
การดาเนนิ นโยบายตา่ งประเทศทด่ี ี
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัวทรงฉายกบั ซารน์ โิ คลัสที่ ๒ แห่งรสั เซีย
ที่พระราชวังปีเตอรฮ์ อฟ เมอ่ื คราวเสด็จประพาสยุโรปครัง้ แรก พ.ศ. ๒๔๔๐
รฐั บาลดาเนนิ นโยบายตา่ งประเทศในลักษณะทเ่ี ปน็ มติ ร โอนอ่อนผอ่ นตาม รวมท้งั แสวงหาพันธมิตร
เช่น รสั เซยี เพอ่ื มาคานอานาจกับองั กฤษและฝรงั่ เศส
การสร้างความเจริญภายในและลดความขดั แย้ง
ยกเลิกธรรมเนยี มท่ีล้าสมยั เชน่ การหมอบคลาน
เม่ือเขา้ เฝา้ เปลย่ี นเปน็ การเดิน การหมอบกราบ
เปลีย่ นเปน็ ก้มศรี ษะ ถวายคานับ เป็นต้น
ปฏิรูปกฎหมายและการศาล เพ่ือไมใ่ ห้
ชาตติ ะวนั ตกใช้เป็นขอ้ อา้ งแทรกแซง
และยดึ ครองไทย
พัฒนาการทางประวัติศาสตร์
พฒั นาการดา้ นการเมืองการปกครอง
ด้านการเมือง
สมัยรัชกาลท่ี ๔ อานาจทางการเมอื งข้นึ อย่กู บั ตระกลู บุนนาค
สมยั รชั กาลท่ี ๕ ทรงพยายามลดอานาจขนุ นางตระกลู บุนนาค ทาให้อานาจของพระองค์มากขนึ้
ด้านการปกครอง
สมัยรชั กาลที่ ๔ ทรงเริ่มเปลีย่ นแปลงธรรมเนียมทล่ี ้าสมยั รวมทั้งการตดิ ต่อกับชาต่างชาติ
สมยั รัชกาลที่ ๕ ทรงตง้ั สภาที่ปรกึ ษา ๒ สภา คือ สภาท่ีปรึกษาราชการแผ่นดินกบั สภาท่ีปรกึ ษาในพระองค์
ทรงปฏิรูปการปกครองส่วนกลาง โดยเพ่ิมหน่วยงานจาก ๖กรม เป็น ๑๒ กรม ต่อมาท้ัง ๑๒ กรม เปล่ียนเป็น
๑๒กระทรวง ซ่ึงเปน็ รากฐานของกระทรวงต่างๆ ในปจั จุบนั
พัฒนาการด้านการเมืองการปกครอง
ดา้ นการปกครอง
การปฏิรปู การปกครองสว่ นภูมภิ าค ทรงยกเลิกระบบกนิ เมอื ง เมอื งทัง้ หลายรวมเป็นมณฑลเทศาภบิ าล
การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น ทรงนาระบบการปกครองแบบสขุ าภิบาลมาใช้ แต่งตัง้ กานัน ผ้ใู หญ่บา้ น
ทรงตง้ั เสนาบดีสภา องคมนตรสี ภา และรฐั มนตรสี ภา
สมยั รัชกาลท่ี ๖ กล่มุ ยังเตริ ์ก พยายามเปล่ยี นแปลงการปกครองเปน็ ประชาธปิ ไตยแตไ่ ม่สาเรจ็
ทรงใหป้ ระชาชนมเี สรีภาพในการแสดงออก
สมัยรชั กาลที่ ๗ ทรงเตรียมการพระราชทานรฐั ธรรมนญู แตม่ ผี ถู้ วายความเหน็ ว่าประชาชนยงั ไม่พร้อม เพราะ
การศึกษาไม่แพร่หลายทรงวางรากฐานการปกครองทอ้ งถ่ินแบบเทศบาล เพ่ือให้ราษฎรรจู้ ักปกครองตนเอง
ด้านการเงนิ การคลงั พฒั นาการด้านเศรษฐกิจ
ด้านเกษตรกรรม
ด้านการคา้ และการลงทนุ กาหนดอตั ราแลกเปล่ียนเพ่ือการซื้อขาย
ต้ังหอรัษฎากรพิพฒั นแ์ ละกระทรวงการคลงั ในเวลาต่อมา
บกุ เบกิ ท่ีดนิ เพ่ือการเพาะปลูก มีการขุดคลองเพิม่
มีการตั้งโรงสี และมีการส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าว
ส่งเสรมิ การเล้ียงไหม
เกดิ โรงงานอตุ สาหกรรมเพม่ิ มากขนึ้
เศรษฐกิจขยายตัว และผกู พนั กบั เศรษฐกิจโลกเพม่ิ มากข้นึ
การเลกิ ทาส พัฒนาการด้านสงั คม การศึกษา
รัชกาลท่ี ๕ ทรงดาเนินการเลิก การเลิกไพร่ รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ต้ัง
ทาสใน พ.ศ. ๒๔๑๗ แต่ให้ มี โรงเรยี นสอนหนังสือขึ้น
ผลยอ้ นหลังไปถงึ พ.ศ.๒๔๑๑ รัชกาลท่ี ๕ ทรงเลิกไพร่โดยเร่ิมจาก
การกาหนดว่าชายฉกรรจ์ที่ถูกสักข้ึน ทรงตงั้ กระทรวงธรรมการ
พ.ศ.๒๔๘๘ ทรงประกาศยกเลิก ทะเบยี นตอ้ งมีอายุ ๑๘ ปี รัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯ ให้มี
ระบบทาสในไทย ห้ามผู้เป็นไท
ขายตวั เปน็ ทาสอกี ต่อไป ห้ า ม เ ก ณ ฑ์ แ ร ง ง า น ร า ษ ฎ ร การศึกษาภาคบงั คับ ๔ ปี
เปลีย่ นเปน็ ให้จา้ งแทน
ส่วนผู้เป็นทาสให้ลดค่าตัวลง
เดือนละ ๔ บาท จนหมดค่าตัว กาหนดให้ผู้ชายอายุ ๑๘ ปี เป็น
หรือหมดหนี้ ทหาร ๒ ปี แล้วไม่ต้องรับราชการ
(เข้าเดอื น) อกี ต่อไป
ผู้ ท่ี ไ ม่ เ ป็ น ท ห า ร ใ ห้ เ สี ย เ งิ น
ค่าราชการไมเ่ กนิ ๖ บาทต่อปี
ระบบไพร่สิ้นสุดลง ไพร่มีสถานะ
เป็นราษฎรที่มีอิสระในการ ต้ัง
ถิ่นฐานและประกอบอาชีพ
พฒั นาการดา้ นความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งประเทศ
ด้านการทูตและการทาสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
รัชกาลที่ ๔ ทรงเหน็ ความจาเป็นทจี่ ะต้องยอมแกไ้ ขและทาสนธสิ ญั ญาใหมก่ บั ชาติตะวนั ตก
ด้านการป้องกันการคุกคามของชาติตะวนั ตก
รชั กาลท่ี ๕ เสด็จประพาสยุโรปถงึ ๒ ครั้ง เพือ่ เจรจาและหาพันธมิตรทจ่ี ะชว่ ยสนับสนุนไทย
ด้านการแก้ไขสทิ ธภิ าพนอกอาณาเขต
ทาให้ยกเลกิ การมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนในบงั คบั ของต่างชาติ
เหตุการณ์สาคญั ท่มี ีผลตอ่ พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์
การทาสนธสิ ญั ญาเบาว์ริง
เซอร์ จอหน์ เบาวร์ ิง
อังกฤษได้สทิ ธสิ ภาพนอกอาณาเขต
ยกเลกิ ภาษปี ากเรือ ให้เก็บภาษีสินคา้ ขาเขา้ รอ้ ยละ ๓ แทน
ใหม้ กี ารคา้ เสรี และไทยอนุญาตให้นาขา้ ว ปลา เกลือ ไปขายตา่ งประเทศได้
คนในบังคบั อังกฤษนาฝิน่ มาขายในไทยได้ แตต่ อ้ งขายให้เจ้าภาษฝี ่นิ เท่าน้ัน ถ้าเจ้าภาษไี ม่ซ้อื ต้องนาออกไป
ถ้าชาตอิ ื่นได้สทิ ธิพิเศษเพม่ิ เติม องั กฤษจะได้สทิ ธพิ ิเศษนน้ั ด้วย
สนิ ค้าท่ีเป็นสนิ ค้าออกใหเ้ ก็บภาษีไดเ้ พียงครัง้ เดียว
สนธิสัญญานจี้ ะแกไ้ ขได้เมอ่ื พ้น ๑๐ ปไี ปแลว้
ผลกระทบของสนธสิ ัญญาเบาวร์ งิ
ด้านเศรษฐกิจ
การเปลีย่ นแปลงระบบเศรษฐกจิ ของประเทศ จากแบบยงั ชพี เปน็ ระบบเศรษฐกจิ การตลาด
การเปลยี่ นแปลงประเภทสนิ ค้าหลกั ของประเทศ
ทาให้ข้าวกลายเป็นสนิ คา้ ออกท่ีสาคัญมาจนถงึ ปจั จบุ นั
การขยายตวั ของการคา้ ภายในประเทศ ประกอบกบั การพฒั นาเสน้ ทางคมนาคม
ทาใหก้ ารค้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว
การพฒั นาอุตสาหกรรม และรัฐไดป้ รบั ปรุงระบบสาธารณูปโภค
ใหส้ อดคล้องกับความกา้ วหนา้ ทางเศรษฐกิจ
การปฏริ ูประบบภาษีอากรและการคลงั จดั ต้งั หอรัษฎากรพพิ ฒั น์
และมกี ารจัดทางบประมาณแผ่นดนิ เป็นคร้ังแรก
ผลกระทบของสนธสิ ญั ญาเบาวร์ งิ
ดา้ นการเมือง ด้านสังคม
ผ่อนคลายแรงกดดันจากมหาอานาจตะวนั ตก การเปลยี่ นแปลงกลมุ่ ผูม้ บี ทบาททางเศรษฐกิจ
และเป็นการเปดิ สัมพันธท์ างการทูต พ่อค้าและนายทนุ ชาวตะวนั ตกเข้ามาคา้ ขาย
ระหว่างไทยกับนานาชาติ และลงทนุ ทาธรุ กจิ แขง่ ขันกบั นายทุนชาวจนี
สทิ ธสิ ภาพนอกอาณาเขตและคนในบังคับ การเปล่ยี นแปลงวถิ ชี ีวติ สนิ ค้าของตะวันตกซงึ่ เป็นสนิ ค้า
ถอื เปน็ ความเสยี เปรยี บในระยะยาวมาก แปลกใหม่ กระจายไปยงั ประชาชนทง้ั ในเมอื งและชนบท
ซ่ึงไทยกเ็ ริม่ เจรจาเพอื่ จากดั ปัญหานี้ ทาใหป้ ระชาชนเข้าสรู่ ะบบเศรษฐกิจท่ีใชเ้ งินตราหาซอื้
ส่งิ ของแทนทวี่ ิถชี ีวิตแบบเดิม
การปฏริ ูปประเทศสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อย่หู วั
การปฏริ ปู ประเทศ การปฏริ ูปประเทศ การปฏิรปู ประเทศ
ระยะแรก สมยั รัชกาลที่ ๕ ระยะที่ ๒
ทรงต้ังหอรษั ฎากรพิพฒั น์ ทดลองขยายการปกครอง
จาก ๖ กรม เปน็ ๑๒ กรม
ทรงเปลีย่ นแปลงธรรมเนยี มการเข้าเฝา้ พระบรมวงศานวุ งศ์ และขนุ นาง
ได้รับการศกึ ษาแบบใหมม่ าชว่ ยราชการ
ทรงตง้ั สภาทป่ี รึกษาราชการแผน่ ดนิ และสภา ทรงจ้างชาวต่างประเทศ
ท่ีปรกึ ษาสว่ นพระองค์ มาเปน็ ท่ีปรึกษาและทางาน
ดา้ นการบริหารราชการแผ่นดิน
ทรงปฏริ ูปการบริหารราชการแผ่นดนิ ใหม่ในวนั ท่ี ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๕
หลังจากทรงทดลองมา ๔ ปี โดยแบ่งเป็น ๑๒ กระทรวง ไดแ้ ก่
กระทรวงมหาดไทย กระทรวงมรุ ธาธร
กระทรวงนครบาล กระทรวงยุทธนาธิการ
กระทรวงโยธาธิการ กระทรวงพระคลงั มหาสมบตั ิ
กระทรวงธรรมการ กระทรวงการตา่ งประเทศ
กระทรวงเกษตรพานิชการ กระทรวงกลาโหม
กระทรวงยตุ ธิ รรม กระทรวงวงั
ด้านกฎหมายและศาล
ปฏิรูปกฎหมายและการศาลให้เปน็ แบบตะวนั ตก เพ่อื ยกเลิกสนธสิ ัญญาท่ีไมเ่ ป็นธรรม และสทิ ธสิ ภาพนอกอาณาเขต
ตง้ั กระทรวงยตุ ิธรรมเพอื่ ดแู ลงานดา้ นการศาล
ตงั้ โรงเรียนกฎหมาย จา้ งนักกฎหมายชาวต่างชาตมิ าช่วยรา่ งประมวลกฎหมายตามแบบตะวันตก
พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงราชบรุ ีดเิ รกฤทธ์ิ เปน็ แกนนาสาคัญในการปฏริ ปู กฎหมาย
ด้านสังคม
ทรงเลิกทาสและระบบไพร่
ประชาชนมอี ิสระในการประกอบอาชพี ตัง้ ถ่ินฐาน และศกึ ษาเลา่ เรยี น
ด้านการศกึ ษา ด้านเศรษฐกจิ และการคลัง ด้านการคมนาคม
และการสื่อสาร
ทรงจัดระบบการศึกษาแผนใหม่ จัดระบบเงินตราโดยใช้มาตรฐาน มกี ารสร้างถนน ทางรถไฟ รถราง
มกี ารขุดคูคลอง
แบบตะวันตก ทองคาแทนมาตรฐานเงิน จัดระบบไปรษณีย์โทรเลข ไฟฟ้า
ตั้งโรงเรียนหลวงสาหรับลูกขุนนาง ตั้งกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ
ประปา และโรงพยาบาล
และราษฎร ดูแลด้านการคลงั ของแผน่ ดิน
ตั้งกระทรวงธรรมการดูแลเรื่อง
ศาสนาและการศกึ ษา
การปฏิรูปประเทศสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอย่หู วั
รชั กาลที่ ๖ ไม่ไดร้ บี ร้อนทรงรอเวลาที่เหมาะสม และในวันท่ี ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ จึง
ไดท้ รงประกาศสงครามต่อฝา่ ยมหาอานาจกลาง
ผลดีของการเขา้ ร่วมสงครามโลกครงั้ ท่ี ๑
ได้ยกเลกิ สนธิสญั ญาท่ีไม่เปน็ ธรรมกบั เยอรมนี และออสเตรีย-ฮงั การี
ต่างชาตริ จู้ กั ไทยดขี ้ึน ไดร้ บั การยกยอ่ งใหม้ ีฐานะเท่าเทยี มกับประเทศฝา่ ยสัมพนั ธมติ ร
ไดเ้ ป็นสมาชิกของสนั นบิ าตชาติ
ขอแกไ้ ขสนธิสัญญาทไ่ี มเ่ ป็นธรรมกบั ชาติตะวนั ตก
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยหู่ วั รัชกาลท่ี ๖ ทรงตรวจแถวทหารอาสา
พระราชทานเหรียญทร่ี ะลกึ แกท่ หารอาสาท่เี ดนิ ทางกลบั จากการรบ ทเี่ ดินทางกลับจากการรบบรเิ วณหน้าพระที่นงั่ จกั รีมหาปราสาท
บทบาทของพระมหากษัตรยิ ์ในราชวงศ์จกั รตี ่อความมน่ั คงและเจรญิ ร่งุ เรอื งของชาติ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั
พระราชกรณียกิจทส่ี าคัญ
ด้านการต่างประเทศ ดา้ นเศรษฐกิจ
ทรงส่งคณะราชทูตไปอังกฤษและ ทรงทาสนธิสัญญากับ ต่างชาติ
ฝรง่ั เศสเพอ่ื เจริญพระราชไมตรี และโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงกษาปณ์
ผลิตเงนิ
ดา้ นการปรับปรงุ ประเทศ
ดา้ นสงั คมและวัฒนธรรม
ทรงยกเลิกประเพณีเก่าๆ ท่ีล้าสมัย
แ ล ะ ท ร ง น า ค ว า ม รู้ ข อ ง ต ะ วั น ต ก ทรงตั้งธรรมยุติกนิกาย และโปรดเกล้าฯ
มาปรบั ปรุงบา้ นเมอื ง ใหช้ าระและเขียนพงศาวดารข้ึนใหม่
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั
พระราชกรณียกิจทส่ี าคญั
ด้านการปฏิรูปประเทศ ด้านการรกั ษาเอกราชของชาติ
ทรงปฏิรูปการปกครองส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ใช้วิธีทางการทูต การทหาร และการ
ทรงปฏิรูประบบกฎหมายและการศาล แสวงหาความชว่ ยเหลือจากมหาอานาจอน่ื
ทรงเลิกทาส และทรงเลิกระบบไพร่ และทรงปฏิรูป ทรงพยายามดาเนินนโยบายต่างประเทศ
การศกึ ษา อย่างอดทน และผอ่ นปรน
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอย่หู ัว
พระราชกรณยี กิจท่สี าคญั
ด้านการสร้างชาตนิ ยิ ม ดา้ นการสรา้ งความรงุ่ เรือง
ทางวฒั นธรรม
ทรงใชว้ ิธีการสรา้ งสัญลกั ษณ์ เพอ่ื เป็นศูนย์
รวมใจให้เกดิ ความรัก ความสามัคคี สานึก ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านอักษรศาสตร์
ในหนา้ ทีพ่ ลเมอื งทด่ี ขี องชาติ และสานกึ ใน ทรงมีบทพระราชนิพนธม์ ากมาย จนได้รับ
ความเสยี สละของบรรพบรุ ษุ การถวายพระราชมัญญาว่า “พระมหาธีร
ราชเจา้ ”
ด้านการสรา้ งความเป็นสากลและนาไทยเขา้ สู่สังคม
นานาชาติ
ทรงกาหนดใหค้ นไทยมีนามสกลุ ใช้ ทรงเปลี่ยนธงชาตใิ หม่ และการเขา้ รว่ มสงครามโลกครั้งท่ี ๑
พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจา้ อย่หู ัว
พระราชกรณยี กิจทีส่ าคัญ
ด้านการวางรากฐานประชาธปิ ไตย ดา้ นการเปน็ แบบอยา่ งที่ดใี นการ
เสยี สละผลประโยชนส์ ่วนตวั
ทรงเตรียมการหลายประการเพ่ือปลูกฝังให้ประชาชนมี
สานึกทางการเมือง พร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการปกครอง ทรงยอมลดค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์
ระบอบประชาธิปไตย เม่ือเกิดการเปลี่ยนแปลงการ ในยามท่ีบ้านเมืองเผชิญกับปัญหา
ปกครอง จึงทรงเต็มพระราชหฤทัย สละพระราชอานาจ เศรษฐกิจตกตา่
ของพระองค์