วรรณกรรมปัจจุบันกับ
การสร้างสรรค์สังคม
ศิริวร แก้วกาญจน์
ภูมิหลัง
จากการศึกษาภูมิหลังของนักเขียนทำให้ทราบว่า ศิริวร แก้วกาญจน์ เป็นคนจังหวัด
นครศรีธรรมราชและเติบโตมาในครอบครัวเกษตรกรรมทำนาข้าว ซึ่งหมู่บ้านที่ศิริวร แก้วกาญจน์
เคยพักอาศัยอยู่ตอนเด็กเป็นหมู่บ้านชายขอบที่ มีความเอื้ ออาทรและเป็นส่วนหนึ่ งที่ หล่อหลอมให้
ศิริวร แก้วกาญจน์เป็นคนมีอุดมการณ์รักมวลชน อีกทั้งมีการสื่อสารสิ่งเหล่านี้ผ่านงานเขียน
รวมไปถึงอุปนิสัยในวัยเยาว์เป็นคนดื้อเงียบ ไม่ปฏิเสธความเห็นต่างแต่ก็ไม่ปฏิบัติตาม มีความ
เป็นขบถในตัวเอง ซึ่งเป็นลักษณะร่วมของนักคิดนักเขียนหลายท่าน
ประวัติการศึกษา
จากการศึกษาประวัติของศิริวร แก้วกาญจน์ ทำให้ทราบว่า ศิริวร แก้วกาญจน์ ศึกษาในระดับ
ประถมศึกษาที่โรงเรียนเขาพระบาท ตำบลเขาพระบาท อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ระดับ
มัธยมศึกษาเรียนที่โรงเรียนเชียรใหญ่สามัคคีวิทยา อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในช่วงนี้
เองที่เขาได้ย้ายไปอยู่กับครูสมทรง ฝั่ งชลจิตร ซึ่งสอนศิลปะที่นั้น เขาจึงซึบซับสิ่งแวดล้อมรอบตัวและ
มีลักษณะเป็นคนเพื่อชีวิตปรากฏให้เห็น หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเขาได้โควตาไปเรียนศิลปะ
ที่วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราช ทว่าครอบครัวอยากให้รับราชการเพราะมีความมั่นคงมากกว่า
แต่ศิริวร แก้วกาญจน์ยังมั่นคงในความฝันและเข้าสู่โลกของการอ่านและการเขียนอย่างจริงจัง
ศิริวร แก้วกาญจน์
ชีวิตการทำงาน
จากการศึกษาชีวิตการทำงานของศิริวร แก้วกาญจน์ ทำให้ทราบว่า ศิริวร แก้วกาญจน์ เริ่มต้นการ
ทำงานด้วยการเป็นทหารในกองทัพภาคที่ ๔ จากการจับใบแดง หลังจากเข้ารับการฝึกภาคสนาม ๒ เดือน
เขามีโอกาสได้ทำงานในฝ่ายเอกสารของกองทัพซึ่งเป็นห้วงเวลาเดียวกันกับการเริ่มเขียนกวีนิพนธ์และ
เรื่องสั้น เมื่อเป็นทหารครบ ๑ ปีจึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และผลงานของเขาได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์
มาตุภูมิการเมือง รายสัปดาห์ จึงทำให้เขาเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น จากนั้นได้รับโอกาสบรรจุในกองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์การเมือง หลังจากนั้น ๑ ปี เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬขึ้น เขาจึงรู้สึกโหยหาอิสรภาพของชีวิตจึง
ตัดสินใจลาออกจากงานและทุ่มเทให้กับงานเขียน อีกทั้งศิริวรณ์ แก้วกาญจน์ รักการเดินทางและชอบค้นหา
เรื่องราวใหม่ ๆ เขามีความสนใจเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเห็นได้จากงานเขียนของเขาหลายเล่ม ปัจจุบันศิริวร
แก้วกาญจน์ อาศัยอยู่ที่เมืองสตูล เปิดกิจการร้านกาแฟในร้านหนังสือ“ความกดอากาศต่ำ” และเป็น
บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผจญภัย นอกจากนี้ยังคงสร้างสรรค์ผลงานทั้งด้านการเขียนและด้านศิลปะออกมาให้
เห็นอยู่เสมอ
ผลงานของนักเขียน
จากการศึกษาผลงานของศิริวร แก้วกาญจน์ ทำให้ทราบว่าศิริวร แก้วกาญจน์ มีผลงานทั้ง
เรื่องสั้น นวนิยาย กวีนิพนธ์ฉันทลักษณ์และไร้ฉันทลักษณ์ ซึ่งปรากฏรายชื่อไว้ดังนี้
ประเภทรวมบทกวีจำนวน ๖ เล่ม ได้แก่
๑. ถามข่าวถึงแสงตะเกียง พ.ศ. ๒๕๓๗
๒. เพลงปีกผีเสื้อ พ.ศ. ๒๕๓๙
๓. ห้วงน้ำภายใน พ.ศ. ๒๕๔๒
๔. ประเทศที่สาบสูญ พ.ศ. ๒๕๔๕ (เข้ารอบรางวัลซีไรต์รอบสุดท้ายปี พ.ศ. ๒๕๔๗)
๕. ลงเรือมาเมื่อวาน พ.ศ. ๒๕๕๐ (เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. ๒๕๕๐)
๖. ฉันอยากร้องเพลงสักเพลง พ.ศ. ๒๕๕๒ (เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. ๒๕๕๓)
ประเภทรวมบทกวีคัดสรรจำนวน ๓ เล่ม ได้แก่
๑. รวมตัวกันเป็นเมฆ (๑) พ.ศ. ๒๕๕๗
๒. รวมตัวกันเป็นเมฆ (๒) พ.ศ. ๒๕๕๗
๓. รวมตัวกันเป็นเมฆ (๓) พ.ศ. ๒๕๕๗
ประเภทรวมบทกวีไร้ฉันทลักษณ์ ๑ เล่ม ได้แก่
๑. กำแพงเบอร์ลินกลางกรุงเทพมหานคร
ศิริวร แก้วกาญจน์
ผลงานของนักเขียน
รวมบทกวีฉันทลักษณ์และไร้ฉันทลักษณ์จำนวน ๔ เล่ม ได้แก่
๑. เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๘ (เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. ๒๕๕๐)
๒. เมื่อฉันหายไปจากโลกใบหนึ่ง พ.ศ. ๒๕๔๘
๓. ฝันของฝูงกระต่าย พ.ศ. ๒๕๖๒ ( เข้ารอบ ๘ เล่มสุดท้ายกวีนิพนธ์ซีไรต์ พ.ศ. ๒๕๖๒)
๔. ประเทศในเขาวงกตและบริบทอื่น ๆ ( เข้ารอบ ๗ เล่มสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. ๒๕๖๕)
ประเภทเรื่องสั้น ๓ เล่ม ได้แก่
๑. เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง พ.ศ. ๒๕๔๖ (เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซี
ไรต์ ปี พ.ศ. ๒๕๔๘) และ (รางวัลดีเด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗)
๒. ข่าวการหายไปของอาริญาและเรื่องราวอื่นๆ พ.ศ.๒๕๔๘ (เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑)
๓. ความมหัศจรรย์ครั้งยิ่งใหญ่และเรื่องราวอื่นๆ พ.ศ. ๒๕๔๔
ประเภทนวนิยาย ๔ เล่ม ได้แก่
๑. กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด พ.ศ. ๒๕๔๙ (เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. ๒๕๔๙)
๒. ช่างซ่อมตุ๊กตาจากอาเคเชีย พ.ศ.๒๕๕๓
๓. โลกประหลาดในประวัติศาสตร์ความเศร้า พ.ศ. ๒๕๕๓ (เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. ๒๕๕๕)
๔. เดฟั่ น พ.ศ. ๒๕๖๔ (ชนะเลิศรางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ.2564)
ประเภทเรื่องขนาดสั้น ๑ เล่ม ได้แก่
๑. โลกที่กระจัดกระจาย พ.ศ. ๒๕๔๔
ประเภทรวมงานเขียนหลายรูปแบบ ๑ เล่ม ได้แก่
๑. บันทึก (ไม่) ปะติดปะต่อ พ.ศ. ๒๕๕๒ (เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. ๒๕๕๓)
ประเภทสารคดี ๑ เล่ม ได้แก่
๑. มาลีฮวนน่า ฮ่องกง เซินเจิ้น พ.ศ. ๒๕๕๒
ประเภทเรื่องสั้นและบทกวี ๒ ภาษา ไทย-อังกฤษ ๑ เล่ม ได้แก่
๑. ความว้าเหว่แห่งเอเชีย THE LONELINESS OF ASIA พ.ศ.๒๕๕๕
ประเภทบันทึกการอ่านและการเดินทาง ๑ เล่ม ได้แก่
๑. สายลมเร่ร่อนและตัวละครของคนอื่น พ.ศ. ๒๕๕๘
ความรู้เกี่ยวกับ
วรรณกรรมปัจจุบัน
ความเป็นมาของวรรณกรรม
วรรณกรรมเกิดจากการเรียนรู้ของมนุษย์ แต่เดิมมนุษย์ก็เรียนรู้ที่จะสื่อสาร ถ่ายทอด
ความรู้สึกนึกคิดและเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ จนกระทั่งเกิดการประดิษฐ์ตัว
อักษรขึ้นเป็นสัญลักษณ์ในการสื่อสาร พัฒนาต่อมาเรื่อย ๆ จนเป็นมรดกทางความคิดและ
ศิลปะด้านการใช้ภาษาที่ถ่ายทอดและพัฒนาควบคู่กับวิวัฒนาการทางสังคมเกิดเป็น
วรรณกรรม
ลักษณะของวรรณกรรมปัจจุบัน
ลักษณะของวรรณกรรมปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านรูปแบบ ได้แก่ สารคดี นวนิยาย
เรื่องสั้น บทละคร ร้อยกรอง จะเห็นว่ารูปแบบการแต่งขยายตัวมากขึ้นกว่าวรรณกรรมในอดีตและแต่ละ
รูปแบบยังขยายออกไปอีกมาก ด้านเนื้อหา แนวคิด และกลวิธีการแต่ง มีลักษณะที่แตกต่างกันไปตาม
ยุคสมัยและปัจจัยอื่น ๆ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้วรรณกรรมไทยเปลี่ยนแปลงสู่ยุคปัจจุบัน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้วรรณกรรมไทยเปลี่ยนแปลงสู่ยุคปัจจุบัน คือการที่วรรณกรรมเปลี่ยนแปลง
ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ปัจจัยที่ทำให้วรรณกรรมไทยเปลี่ยนแปลงสู่ยุคปัจจุบัน ได้แก่
การปฏิรูปการศึกษา การไปศึกษาต่างประเทศของนักเรียนไทย ความเจริญด้านการพิมพ์และกิจการ
หนังสือพิมพ์ การส่งเสริมทางด้านการประพันธ์ ความต้องการรูปแบบวรรณกรรมที่สอดคล้องกับชีวิต
จริง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม และอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจและความต้องการของ
ตลาดส่งผลให้วรรณกรรมปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปทั้งเนื้อหา แนวคิด รูปแบบ และกลวิธี
การแต่งตามอิทธิพลของสังคม
ยุคสมัยและพัฒนาการ
ของวรรณกรรมปัจจุบัน
๑. วรรณกรรมยุคบุกเบิกจนถึงเปลี่ยนแปลงการปกครอง
(พ.ศ. ๒๔๘๗-๒๔๗๕)
๑.๑ ยุคหัวเลี้ยว (พ.ศ. ๒๓๘๗-๒๔๓๙)
การล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกส่งผลให้ไทยต้องเปิดประเทศด้วยการทำสนธิสัญญา
ทางการค้ากับอังกฤษและประเทศอื่นๆ ในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอารยธรรมตะวันตกก็หลั่งไหล
เข้ามา นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม อันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบเนื้อหาและแนวคิดใน
วรรณกรรมไทยในรัชกาลที่ ๔ แม้อิทธิพลตะวันตกยังไม่ปรากฏชัดในวรรณกรรมไทยแต่นับว่าเป็นระยะหัวเลี้ยว
หัวต่อระหว่างวรรณกรรมรูปแบบเก่าและวรรณกรรมรูปแบบใหม่ จนถึงช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ อิทธิพลวรรณกรรม
ตะวันตกเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น แต่ยังจัดอยู่ในระยะคลี่คลาย ทั้งนี้เพราะรูปแบบ แนวคิด และคตินิยมยังคงแบบ
เดิมเป็นส่วนใหญ่ แม้จะมีข้อเขียนใหม่ๆ และบทความต่างๆ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์อยู่บ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย แต่
แนวโน้มที่เห็นชัดคือ ความนิยม เขียนเป็นร้อยแก้วมีมากขึ้น นับได้ว่าวรรณกรรมไทยปัจจุบันได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
๑.๒ ยุคเริ่มแรก (พ.ศ.๒๔๔๐-๒๔๖๘)
ที่มาของวรรณกรรมแปลและแปลง วรรณกรรมในช่วงนี้จะอยู่ระหว่างปลายรัชกาลที่ ๕ ถึง
สมัยรัชกาลที่ ๖ จะเห็นว่าสังคมไทยในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายและรวดเร็วอันเป็นผลมาจากการ
ปฏิรูประบบต่างๆ ในสังคมช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ ด้านสารคดี อิทธิพลตะวันตกทำให้งานเขียนสารคดีมีรูปแบบที่
หลากหลายมากขึ้น การเขียนในรูปของจดหมาย บันทึกประจำวัน บทวิจารณ์ ชีวประวัติ หนังสืออ้างอิง สารคดี
ต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นจากความเจริญรุ่งเรืองของกิจการพิมพ์ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ นอกจากรูปแบบที่เพิ่มขึ้น
แล้ว แนวคิดที่ปรากฏในสารคดียังเปลี่ยนไปจากการให้ความรู้หรือข้อเท็จจริงเช่นสารคดีในอดีต มาเป็นแนวคิด
ทางสังคมและการเมืองในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์หรือให้ข้อเสนอแนะ ร้อยกรองจะกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งใน
รัชกาลที่ ๖ แต่จะพบว่าร้อยกรองในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปจากยุคก่อน ทั้งในด้านรูปแบบและเนื้อหา แม้จะยังใช้
ฉันทลักษณ์แบบเดิมอยู่แต่ได้ลดความประณีตเคร่งครัดในการใช้คำศัพท์สูง มาเป็นการใช้ถ้อยคำสามัญง่ายๆ
แต่สามารถสื่อความคิดไปยังผู้อ่านได้ชัดเจนตรงไปตรงมา นิยมเขียนและอ่านร้อยกรองรูปแบบสั้น ๆ มากขึ้น
เน้น “ข้อคิด” หรือ “ความคิด”
ยุคสมัยและพัฒนาการ
ของวรรณกรรมปัจจุบัน
๑.๓ ยุครุ่งอรุณ (พ.ศ. ๒๔๖๙-๒๔๗๕)
วรรณกรรมไทยในยุคนี้กลับมีพัฒนาการที่สูงมาก วรรณกรรมประเภทร้อยแก้วได้เข้ามา
แทนที่ร้อยกรองเกือบจะสิ้นเชิง วรรณกรรมบันเทิงคดีมีลักษณะเป็นตัวเองมากขึ้น นับได้ว่าเป็นช่วงแบ่งยุค
ระหว่างวรรณกรรมที่มีลักษณะ “ไทยกึ่งเทศ” กับวรรณกรรมที่มีลักษณะเป็นของไทยเราเอง หนังสือพิมพ์ในยุคนี้
ยังคงเจริญเฟื่ องฟู
ต่อเนื่องจากยุคก่อน และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเกิดพัฒนาการทางวรรณกรรมทั้งประเภทบันเทิงคดีและ
สารคดี ยุคนี้งานประพันธ์ได้กลายเป็น “อาชีพ” และมีคนจำนวนไม่น้อยยึดอาชีพเป็นนักประพันธ์และ นัก
หนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะ “ชนชั้นกลาง” ซึ่งหมายถึงสามัญชนที่มีโอกาสได้รับการศึกษาและเข้ามามีบทบาท
ในสังคมด้านต่าง ๆ รวมทั้งด้านสร้างสรรค์วรรณกรรมด้วย นักประพันธ์รุ่นใหม่เหล่านี้ส่วนใหญ่มีความรู้หรือ
มีประสบการณ์เกี่ยวกับวิทยาการของตะวันตก ได้เสนอทรรศนะและข้อคิดเห็นต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้เกิด
การเปลี่ ยนแปลงทางสังคมผ่านงานเขียนเพื่ อเผยแพร่ต่อสาธารณชน
วรรณกรรมยุครุ่งอรุณ มีลักษณะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น หนังสือพิมพ์เข้ามามีบทบาทใน
การส่งเสริมให้งานประพันธ์ร้อยแก้วทั้งประเภทสารคดี เช่น บทความ บทวิเคราะห์วิจารณ์ และบันเทิงคดีอันได้แก่
นวนิยายและเรื่องสั้นที่มีลักษณะไทยแท้ แพร่หลายไปสู่ประชาชนในวงกว้างซึ่งงานเหล่านี้มีส่วนให้การศึกษาและ
เสนอแนวคิดต่าง ๆ ต่อประชาชน ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์บ้านเมืองและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ในที่สุด
๒. วรรณกรรมยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองถึงปัจจุบัน
๒.๑ ยุครัฐนิยม – ยุคเริ่มศิลปะเพื่อชีวิตถึงสมัยชาตินิยม (พ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๘๘)
งานวรรณกรรมแทบทุกชิ้นจะปรากฏภาพที่เกิดขึ้นในสังคม อันเป็นลักษณะเด่นของ
วรรณกรรมแนวก้าวหน้า เช่น ความคิดเรื่องความเสมอภาคของคนในสังคม ความเสมอภาคระหว่างหญิง ชาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละครผู้หญิง ในนวนิยายบางเรื่องแสดงออกให้เห็นการต่อต้านการคลุมถุงชน การขัดขืน
ต่อประเพณีโบราณอยู่บ้าง ตลอดจนความขัดแย้งทางการเมือง การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอีกด้วย กลวิธีการ
เขียนส่วนใหญ่ในยุคนี้ใช้ลักษณะการสะท้อนภาพสมจริงมากกว่าเป็นเรื่องจินตนิยม อีกประการหนึ่งนักเขียนมี
ภาระในการหาเลี้ยงชีพของตนเอง
ยุคสมัยและพัฒนาการ
ของวรรณกรรมปัจจุบัน
บทร้อยกรองเสื่อมความนิยมไปจากสังคม เนื่องจากนักเขียนมุ่งเน้นการสร้างสรรค์งานในรูป
แบบร้อยแก้วแทน เหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อวงการการวรรณกรรมไทยในช่วงนี้คือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๔
ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสงครามมหาเอเชียบูรพา ส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำและเกิดภาวะขาดแคลนไปทั่วทุกหัว
ระแหง หนังสือพิมพ์บางเล่มจึงปิดตัวลง เช่น เอกชน สวนอักษร ฯลฯ วารที่ออกอย่างสม่ำเสมอมีเพียง “วรรณคดี
สาร” ซึ่งเป็นของรัฐบาล ดังนั้นบทร้อยกรองในยุคนี้จึงกลายมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสงเสริมความ
มั่นคงของนโยบายในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม วงการการประพันธ์และหนังสือพิมพ์จึงเกิดความปั่ นป่วนอย่าง
ยิ่งเนื่องจากการเปลี่ยนวัฒนธรรมของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำให้บทประพันธ์ งานวรรณกรรมในเวลานั้น
จึงจืดชืดอ่านยาก กล่าวได้ว่าภาษาอยู่ในยุค “อักขรวิบัติ” โดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามแม้ว่าในยุคนี้จะเกิด
เหตุการณ์ที่ล้วนแล้วแต่กระทบต่อวงการวรรณกรรมมากมาย แต่ในยุคนี้ยังเกิดนักเขียนกลุ่มหนุ่มสาวขึ้น
หลายคนและมีบทบาทมากในยุคถัดไป เช่น อิศรา อมันตกุล เสนีย์ เสาวพงศ์ วิลาศ มณีวัติ อุษณา เพลิงธรรม
สุวัฒน์วรดิลก อ.อุดากร เป็นต้น
๒.๒ ยุคกบฏสันติภาพ - ที่มาของวรรณกรรมแนวเพื่อชีวิต (พ.ศ.๒๔๙๘-๒๕๐๐)
ยุคนี้เป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นักเขียนในยุคนี้แบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ คือกลุ่ม
หนึ่งมีผลงานหนักไปทางเรื่องพาฝันในแนวต่าง ๆ เรียกว่า “ศิลปะเพื่อศิลปะ” นักเขียนในกลุ่มนี้เป็นนักอนุรักษ์
นิยม ได้แก่ ก.สุรางคนางค์ ที่เปลี่ยนแนวการเขียนมาเป็นเรื่องรักแบบพ่อแง่แม่งอน เช่น เรื่องดอกฟ้าและโดมผู้
จองหองเขมรินทร์-อินทิรา บ้านทรายทอง ว.ณ ประมวญมารค เขียนเรื่อง ปริศนา เจ้าสาวของอานนท์ เป็นต้น
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ งมีผลงานหนักไปทางเสนอข้อคิดเพื่ อเปลี่ ยนแปลงสังคมไปสู่เป้าหมายเดิมที่ วางไว้ก่อน
เปลี่ยนแปลงการปกครอง เรียกว่า “ศิลปะเพื่อชีวิต” นักเขียนในกลุ่มหลังนี้ได้แก่ ศรีบูรพา เขียนเรื่อง จนกว่าจะ
พบกันอีกและแลไปข้างหน้า แม่อนงค์ เขียน ทุ่งมหาราช ยังมีนักเขียนรุ่นใหม่ ๆ อย่าง เสนีย์ เสาวพงศ์ ที่เริ่มเขียน
นิยายรักต่างแดนด้วยเรื่อง ชัยชนะของผู้แพ้ และไม่มีข่าวจากโตเกียว จะเห็นได้ว่าวรรณกรรมในช่วงเวลานี้จึง
เป็นเรื่องที่หนักไปทางข้อคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง การเรียกร้องความเสมอภาคและเสรีภาพเพื่อ
เปลี่ยนแปลงและแก้ไขสังคมไปสู่สภาพที่ดีขึ้น
๒.๓ ยุคมืดทางปัญญา หรือยุคสมัยแห่งความเงียบ – ที่มาของวรรณกรรมน้ำเน่า
(พ.ศ.๒๕๐๑-๒๕๐๖)
ช่วงเวลานี้มีเหตุการณ์สำคัญ คือ การปฏิวัติรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชน์
ผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้มีผลต่อวงการวรรณกรรมค่อนข้างมาก ทำให้นักเขียน กลุ่มก้าวหน้าหรือกลุ่ม
ศิลปะเพื่อชีวิตที่เริ่มสร้างแนวใหม่หลังจากถูกจำกัดบทบาทในยุคก่อนหน้านี้ ศรีบูรพาต้องลี้ภัยทางการเมืองไป
อยู่ต่างประเทศ และไม่ได้กลับมาประเทศไทยอีกเลยกระทั่งเสียชีวิต ส่วนนักเขียนท่านอื่น ๆ เช่น เสนีย์ เสาวพงศ์
หันไปเอาดีทางรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศและเลิกเขียนหนังสือ ลาว คำหอม เลิกเขียนหนังสือ
และเปลี่ยนอาชีพไปทำไร่
ยุคสมัยและพัฒนาการ
ของวรรณกรรมปัจจุบัน
นอกจากเสรีภาพของนักเขียนจะถูกคุมคามแล้ว ด้านหนังสือก็ถูกบั่นทอนเสรีภาพด้วยเช่นกัน ดัง
ประกาศของคณะปฏิบัติในยุคนั้นที่กล่าวถึงเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ว่า “หนังสือพิมพ์ไม่ต้องผ่านการตรวจ แต่
ถ้าหนังสือพิมพ์ฉบับใดเสนอข่าวที่ไม่เป็นธรรม เสนอข่าวในทำนองเป็นปากเสียงให้ต่างชาติ หรือพยายามยุยงให้
แตกสามัคคีทั้งทางตรงและทางอ้อมจะต้องถูกปราบปรามอย่างเด็ดขาด” เหตุผลนี้จึงทำให้หนังสือพิมพ์รวมถึง
นิตยสารต้องระมัดระวังมิให้ข้อเขียนไปกระทบกระเทือนต่อรัฐบาลเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เนื้อหา
วรรณกรรมในยุคนี้มีแนวโน้มไปทางประเทืองอารมณ์มากกว่าประเทืองปัญญา การพัฒนาหยุดชะงักต่อเนื่อง
เป็นเวลานานทั้งด้านรูปแบบ แนวคิด และเนื้อหา
๒.๔ ยุคฉันจึงมาหาความหมาย – ที่มาของวรรณกรรมคนหนุ่มสาว (พ.ศ.๒๕๐๗-๒๕๑๖)
งานวรรณกรรมในช่วงนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการรวมตัวของนักศึกษาสถาบันต่างๆ ต่อ
เนื่องจากการพิมพ์หนังสือเล่มละบาทในยุคก่อนนี้ เกิดชมรม “ปริทัศน์เสวนา” และเวทีแสดงความคิดเห็น แสดง
ความสามารถในการประพันธ์ของคนรุ่นใหม่ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวรรณกรรมทั้งด้านรูปแบบ เนื้อหา
และกลวิธีการเขียนแบบใหม่ ๆ เช่น การเขียนแบบบรรยายกระแสสำนึก (STREAM OF CONSCIOUSNESS)
การเขียนประเภทกึ่งสัญลักษณ์เหนือจริง (SEMI SURREALISM) การเขียนแบบ บรรยายความรู้สึกแล้วจบแบบ
หักมุมดังที่ปรากฏในงานเขียน เช่น คนบนต้นไม้ ของ นิคม รายวา ถนนสายที่นำไปสู่ความตายของ วิทยากร
เชียงกูล และรถไฟเด็กเล่น ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี การเขียนนวนิยายเริ่มคึกคักเมื่อมีองค์กรต่าง ๆ มอบรางวัลให้
แก่นักเขียน นวนิยายส่วนใหญ่ที่ได้รับรางวัลในยุคนี้จะมีเนื้อหาสะท้อนสังคมทั้งสิ้น ตลอดจนนักเขียนและนัก
วิจารณ์มีบทบาทมากในยุคนี้
๒.๕ ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน หรือยุควรรณกรรมเพื่อประชาชน (พ.ศ. ๒๕๑๗-๒๕๓๐)
หลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เรียกได้ว่าเป็น ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน วงการ
วรรณกรรมคึกคักอยู่เพียงชั่วขณะ เพราะหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดการปฏิรูปการปกครอง ในวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.
๒๕๑๙ รัฐบาลของนายธานินทร์ ไกรวิเชียร ปกครองประเทศด้วยนโยบายขวาจัด ออกคำสั่งห้ามประชาชนมี
หนังสือต้องห้ามเมื่อสถานการณ์ในสังคมเป็นเช่นนี้ทำให้วงการวรรณกรรมซบเซาลงทันที นักเขียนในยุคก่อน
บางคนที่ยังยึดอาชีพนักเขียนต้องเปลี่ ยนแปลงแนวการเขียนเลี่ ยงการกล่าวโดยตรงไปใช้สัญลักษณ์สื่ อความ
หมายแทนและบางคนหลีกเลี่ยงการใช้ฉากในประเทศไปเขียนเรื่องราวที่ใช้ฉากต่างประเทศแทน จากนั้นเมื่อเกิด
รัฐประหารอีกครั้งเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๑๕๒๐ การได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาแม้เพียงครึ่งใบก็มีผลทำให้วงการ
วรรณกรรมมีบรรยากาศที่ ดีกว่าเดิมงานวรรณกรรมส่วนใหญ่มีเนื้ อหาสะท้อนปัญหาสังคมและแสวงหาความ
ยุติธรรมซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักอ่านอย่างกว้างขวาง
ยุคสมัยและพัฒนาการ
ของวรรณกรรมปัจจุบัน
๒.๖ วรรณกรรมที่สร้างสรรค์ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๓๐-๒๕๔๐
วรรณกรรมในยุคนี้จะนำเสนอภาพสะท้อนชีวิตและสังคมมนุษย์ที่มีมิติหลากหลาย
ขึ้นมากกว่าเก่า วงการวรรณกรรมไทยมีความคึกคักและมีความหวังใหม่ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่นักเขียนแนวเพื่อ
ชีวิตในยุคก่อนได้ปรับแนวการเขียนแบบใหม่ และมีผลงานเขียนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักเขียนแนวมนุษยนิยมแต่
เดิมก็ถูกกล่าวถึงมากขึ้น ยุคนี้วรรณกรรมแนวป่าหรือผจญไพรก็ได้เติบโตขึ้นในยุคนี้อีกครั้ง มีการนำผลงานนัก
เขียนเก่าๆมาตีพิมพ์ใหม่ ในช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐ ยังมีกวีและนักเขียนอื่น ๆ ที่กล่าวได้ว่าถือกำเนิดในยุคนี้อีก
จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงต้น ๆ ทศวรรษที่เกิดคลื่นนักเขียนรุ่นใหม่ที่ใช้ชื่อว่ากลุ่ม “นกสีเหลือง” นักเขียน
เหล่านี้เติบโตและมีชื่อเสียงสูงสุดในช่วงครึ่งหลังทศวรรษ ๒๕๓๐ ถึงต้นทศวรรษ ๒๕๔๐ เหตุการณ์ความ
รุนแรงทางการเมืองในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ ส่งผลต่อทิศทางของวรรณกรรมไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ
กล่าวคือ เกิดกระแสฟื้ นคืนของเรื่องสั้นและกวีนิพนธ์การเมือง ในระยะนี้หนังสือพิมพ์และนิตยสารจำนวนหนึ่งเปิด
พื้นที่ให้กับเรื่องสั้นและบทกวี บางแหล่งก็มีคอลัมน์บทกวีการเมืองโดยเฉพาะกระแสนี้มีความต่อเนื่องกระทั่งถึง
ต้นทศวรรษ ๒๕๔๐ กวีที่เคยมีบทบาทโดดเด่นด้านการเขียนแนวการเมืองในยุคก่อนหน้าก็กลับมาสร้างสรรค์ผล
งานแนวนี้อีกครั้ง เช่น พนม นันทพฤกษ์
๒.๗ วรรณกรรมที่สร้างสรรค์ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๐- ปัจจุบัน
ในห้วงเวลานี้ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในแวดวงวรรณกรรมไทย การ
หลั่งไหลเข้ามาของวรรณกรรมแปลจากญี่ปุ่น อิตาลี เกาหลี และประเทศตะวันตกอื่น ๆ ส่งผลให้ลักษณะการเล่า
เรื่องแปลกต่างออกไปจากยุคก่อนหน้า วรรณกรรมเริ่มให้ความสำคัญกับการเสาะค้นและการถ่ายทอดความซับ
ซ้อนของความเป็นมนุษย์แทนที่จะมุ่งแต่เปิดโปงหรือสะท้อนปัญหาสังคม ทำให้การเล่าเรื่องมีความซับซ้อนไป
ด้วยซึ่งแตกต่างจากการเล่าเรื่องในยุคก่อนหน้าที่ยังคงเดินอยู่บนแนวทางของสัจนิยมที่มุ่งเปิดเผยความจริงและ
ฉายภาพปัญหาในสังคมอย่างสมจริง การเขียนบทกวีนิพนธ์มีการฟื้ นฟูให้สามารถเข้าผู้อ่านได้มากขึ้นการ
เปลี่ยนแปลงแวดวงกวีนิพนธ์ไทยนี้ เป็นผลมาจากปฏิกิริยาของสังคม เช่น สื่ออิเล็กทรอนิกส์และโลกออนไลน์ซึ่ง
แพร่กระจายอย่างกว้างขวาง สื่อกระดาษตีพิมพ์วรรณกรรมน้อยลง หนังสือเล่มขายไม่ได้ กวีจึงไม่อาจใช้ชีวิต
เป็นกวีอย่างเต็มตัวได้อีก กวีรุ่นนี้จึงย้อนมองกลับ หลังเพื่อหันไปพบว่าแนวคิดว่าด้วยความศักดิ์สิทธิ์ สูงส่งของ
กวีนิพนธ์ ซึ่งแพร่หลายอยู่ในช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐-๒๕๓๐ นั้นกลายเป็นกำแพงหนาที่ปิดกั้นการ พบปะกัน
ระหว่างกวี กวีนิพนธ์กับผู้อ่านหรือตลาดวรรณกรรม จึงมีความพยายามที่จะเขียนบทกวีให้ สื่อสารกับผู้อ่านทั่วไป
ได้ง่ายขึ้น พร้อมๆ กันนั้นก็เกิดคตินิยมแบบใหม่ที่เชื่อว่าคนอาชีพอื่น ๆ ก็สามารถเป็นกวีและเขียนบทกวีได้
เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เรียกกันว่า “สงครามสี” ในปลายทศวรรษ ๒๕๔๐ ต่อเนื่อง จากถึงปลาย
ทศวรรษ ๒๕๕๐ ทำให้วรรณกรรมการเมืองกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง มีนักเขียนและกวีรุ่นใหม่สร้างผลงาน
สะท้อนสถานการณ์และจุดยืนทางการเมืองกันอย่างคึก มีการใช้วรรณกรรม ตอบโต้ วิพากษ์วิจารณ์จุดยืน
ทางการเมืองระหว่าง กันกระทั่งเกิดกระแสอื้อฉาวขึ้นหลายครั้งท่ามกลางความคึกคักของวรรณกรรมแนวสะท้อน
การเมือง วรรณกรรมแนวอื่นๆ ก็ได้มีพื้นที่ เปิดตัวเองมากขึ้นในโลกออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นมา อย่างรวดเร็ว
คุณค่าและบทบาท
ของวรรณกรรมปัจจุบัน
ที่ส่งผลต่อสังคม
คุณค่าของวรรณกรรม
วรรณกรรมไม่เพียงสะท้อนสังคม แต่ยังเสนอให้เห็นคุณค่าต่อคนในสังคมแต่ละยุคสมัย
ทั้งคุณค่าทางอารมณ์ คุณค่าทางปัญญา คุณค่าทางศีลธรรม คุณค่าทางวัฒนธรรม คุณค่าทางประวัติศาสตร์
คุณค่าทางจินตนาการ คุณค่าทางทักษะเชิงวิจารณ์ คุณค่าทางการใช้ภาษา และคุณค่าที่เป็นแรงบันดาลใจให้
เกิดการสร้างวรรณกรรม และศิลปกรรมด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ช่วยพัฒนาคนในประเทศและสังคม
บทบาทของวรรณกรรม
บทบาทของวรรณกรรมต่อสังคม
วรรณกรรมมีความสัมพันธ์กับชีวิตและสังคม เรียกได้ว่าวรรณกรรมมีส่วนสร้างสังคม และ
สังคมก็มีส่วนสร้างวรรณกรรมได้เช่นกัน ซึ่งสามารถจำแนกความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมกับสังคมได้ ๓
ลักษณะ ได้แก่ เป็นภาพสะท้อน ของสังคม สังคมมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมหรือต่อนักเขียน และวรรณกรรมหรือ
นักเขียนมีอิทธิพลต่อสังคม เห็นได้ว่าวรรณกรรมและสังคมมีอิทธิพลต่อกันและกัน
บทบาทของวรรณกรรมออนไลน์ต่อสังคม
ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีส่งผลให้ผู้คนนิยมอ่านหนังสือบนสื่ อ
อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นแทนการอ่านจากกระดาษแบบเดิม ทำให้เกิดวรรณกรรมรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้น วรรณกรรม
ออนไลน์เป็นรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งมีบทบาทต่อสังคมมาก เนื่องสามารถเข้าถึงได้ง่ายทุกเพศทุกวัยผ่านเครือ
ข่ายอินเตอร์เน็ต แต่ไม่มีการคัดกรอง ตรวจสอบเนื้อหาและการเข้าถึง อาจส่งผลด้านลบต่อเยาวชนและสังคม
วรรณกรรมออนไลน์มีทั้งแง่มุมที่แสดงความวิวัฒน์และวิบัติให้แก่สังคมและวงวรรณกรรมไปพร้อมกัน ดังนั้น
ผู้เขียน ผู้อ่าน ประชาคมวรรณกรรม และรัฐจะต้องพยายามส่งเสริมแง่มุมด้านดีของวรรณกรรม ออนไลน์และ
กระบวนการสร้างสรรค์วรรณกรรมประเภทนี้ พร้อมทั้งลดทอนข้อเสียออกไป เพราะการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม
วรรณศิลป์ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
อาจารย์ที่ปรึกษา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มาโนช ดินลานสกูล
ขอขอบคุณ
ศิริวร แก้วกาญจน์
จัดทำโดย
นางสาวเณศรา จิวตระกูล
นางสาวธัญจิรา ทองรอด
นางสาวภูมิผกา ธิติถาวร