The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nongluck.cho, 2021-04-15 04:03:12

วิจัย2-63 วท.ถลาง

วิจัย2-63

วจิ ัยในชน้ั เรยี น

เรือ่ ง “การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนและความสามารถในการทางาน
ร่วมกบั ผู้อนื่ ของนกั เรยี น ระดบั ชนั้ ปวช. 2 สาขาวิชาการท่องเทย่ี ว

รายวิชา ทรพั ยากรท่องเท่ียวภาคเหนอื ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563”

นางสาวนงลกั ษณ์ ชมขวัญ
แผนกวชิ าการโรงแรมและการท่องเทย่ี ว

วิทยาลยั เทคนคิ ถถลาง
สานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา

บทคดั ย่อ

การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการทางาน
ร่วมกับผู้อ่ืนของนักเรียน ช้ัน ปวช. 2 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือใน วิชา ทรัพยากรท่องเท่ียวภาคเหนือ
ระหว่างเรียนผู้วิจัยให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน ประเมินการปฏิบัติการทดลองและการ
นาเสนอผลงานหน้าช้ันเรียน ทาแบบทดสอบย่อยในแต่ละหัวข้อ สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ นักเรียน
ประเมินตนเองและเพ่ือนในการทางานเป็นกลุ่ม และทาสังคมมิติเก่ียวกับการทางานกลุ่มก่อนและหลังการ
เรยี นแบบร่วมมือ ผลการวจิ ยั พบวา่ นักเรยี นทมี่ คี ะแนนหลังเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 มีจานวนเพิ่มข้ึนจาก
6 คนเป็น 10 คน แตกต่างจากคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนมีทักษะ
ปฏิบัติการ ทักษะการนาเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน และมีคะแนนทดสอบท้ายคาบเรียนท่ีเพ่ิมมากข้ึนอย่าง
ตอ่ เนอ่ื ง นักเรียนส่วนใหญ่พอใจกับการสอนรูปแบบน้ี มีการช่วยเหลือกลุ่ม ความรับผิดชอบ การแสดงความ
คิดเห็น การรับฟังความคิดเห็นหลังการเรียนแบบร่วมมือโดยเฉลี่ยสูงข้ึนและนักเรียนมีความสัมพันธ์ภายใน
หอ้ งเรียนเพมิ่ ข้นึ

บทที่ 1
บทนา

หลักการและเหตผุ ล
จากการจัดการเรียนการสอนท่ีผ่านมาของรายวิชา ทรัพยากรท่องเท่ียวภาคเหนือ พบว่าเม่ือให้

นักเรียนจัดกลุ่มกลุ่มละ 3 – 5 คน นักเรียนจะเลือกอยู่กลุ่มเดียวกับเพื่อนท่ีตนเองสนิท ขาดปฏิสัมพันธ์กับ
เพ่ือนคนอ่ืนๆในห้อง เม่ือมอบหมายงานให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทางาน พบว่านักเรียน ขาดการวางแผนการ
ทางาน นักเรียนบางคนจึงไม่ทราบบทบาทและหน้าทีข่ องตนอย่างชดั เจน ภาระงานจึงตกอยู่ท่ีนักเรียนบางคน
ในกลุม่ เทา่ นน้ั ทาใหส้ ง่ งานไมท่ ันตามกาหนด และผลงานยงั มีขอ้ บกพร่อง แต่เมอื่ มอบหมายงานให้นกั เรียนทา
คนเดียว ผลงานของนักเรียนส่วนใหญ่ จะมีข้อบกพร่องน้อยกว่าผลงานของกลุ่มแสดงให้เห็นว่านักเรียนยัง
ขาดพฤตกิ รรมการทางานร่วมกับผู้อ่ืนซึ่งทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนต่ากว่าท่ีควรจะได้รับการ
เรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นวิธีเรียนท่ีช่วยให้นักเรียนได้มีการพึ่งพาอาศัยกัน ทาให้
นักเรียนมีสัมพันธภาพอันดีกับผู้อ่ืน มีการปรึกษากันอย่างใกล้ชิด สมาชิกแต่ละคนทราบบทบาทหน้าท่ีและ
ความรับผิดชอบของตน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินการทางานของสมาชิกในกลุ่ม ให้กาลังใจซึ่งกันและกัน
และหาทางปรับปรงุ วิธีการทางานของกลุ่มให้ดีขน้ึ เพือ่ บรรลุเป้าหมายร่วมกัน (วรรณทิพา, 2538; Johnson,
Johnson and Hobulec, 1991; Slavin, 1995)

วัตถุประสงค์
เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และ ความสามารถในการทางานร่วมกับผู้อื่นของนักเรียน

ชั้น ปวช. 2 โดยใชก้ ารเรยี นแบบร่วมมือ

ขอบเขตของการวิจยั
1. กลุ่มที่ศึกษาเป็นนักรียนชั้น ปวช.2 สาขาวิชาการท่องเท่ียว ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563

โดยใชก้ ารเรียนแบบรว่ มมอื
2. ตัวแปรที่ศึกษาประกอบดว้ ย ตวั แปรต้น คือ การเรยี นแบบร่วมมือ ตวั แปรตาม คือ ผลสมั ฤทธ์ิ

ทางการเรียน และความสามารถในการทางานร่วมกับผ้อู ื่น

นิยามศพั ท์
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถงึ ความสามารถในการเรยี นของนกั เรียน ในวิชาทรัพยากรท่องเท่ียว

ภาคเหนือ ซ่ึงวัดได้จากคะแนนจากการทาแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบทดสอบย่อยในแต่ละหัวข้อ
แบบประเมินการปฏบิ ตั ิการทดลอง และแบบประเมินการนาเสนอผลงานหนา้ ช้ันเรียน

ความสามารถในการทางานร่วมกับผู้อ่ืนได้ หมายถึง พฤติกรรมการเรียนในการทางานกลุ่ม ได้แก่
การช่วยเหลือกลุ่ม มีความรับผิดชอบ การแสดงความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็น และสามารถระบุบทบาท
หน้าท่ขี องตนเองในการทางานร่วมกบั เพ่ือนในกลุ่มได้ ต้ังแต่วางแผนการทางาน การดาเนินตามแผนท่ีวางไว้

ตลอดจนการนาเสนอผลงาน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ โดยการสมั ภาษณ์ แบบประเมนิ ตนเองและเพ่ือนในกลุ่ม
ในการทางานเปน็ กลมุ่ และแผนภาพสังคมมติ ิ

การเรยี นแบบรว่ มมือ หมายถึง วิธกี ารเรยี นทส่ี ง่ เสรมิ นกั เรยี นได้ร่วมมือกันในการเรียนเพ่ือช่วยให้เกิด
การเรียนรู้และสามารถทางานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข โดยเน้นรูปแบบการต่อบทเรียน (Jigsaw) และ

การศึกษาค้นคว้าเปน็ กล่มุ (Group Investigation) ท่ีมกี ารประเมนิ ทัง้ ดา้ นปริมาณและคุณภาพ โดยให้ผู้เรียน
มสี ่วนร่วมในการประเมนิ ด้วย

บทท่ี 2
งานวิจยั ท่เี ก่ยี วขอ้ ง

การศกึ ษาคน้ คว้าครัง้ นผ้ี ู้ศกึ ษาคน้ คว้าไดศ้ ึกษาเอกสารทีเ่ กย่ี วข้องกบั การศกึ ษาคน้ คว้าโดย เรยี งลาดับ
ตามหวั ขอ้ ดังตอ่ ไปน้ี

- การจัดกจิ กรรมการเรยี นร้ดู ้วยกลมุ่ รว่ มมอื แบบจกิ ซอว์
- ประสทิ ธภิ าพของการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้

การเรยี นร้ดู ้วยกลมุ่ รว่ มมอื
1. ความหมายการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ (Co-operative Learning) อารี สัณหฉวี

(2543 ) กลา่ ววา่ การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ หมายถึงเป็นวิธีการเรียนท่ีให้นักเรียนทางานด้วยกันเป็นกลุ่ม
เลก็ ๆ เพือ่ ให้เกิดผลการเรียนรู้ท้ังทางด้านความรู้และทางด้านจิตใจ ช่วยให้นักเรียนเห็นด้านจิตใจคุณค่าใน
ความแตกต่างระหว่างบุคคลของเพื่อนๆ เคารพความคิดเห็นและความสามารถของผู้อ่ืนท่ีแตกต่างจากตน
ตลอดจนร้จู ักช่วยเหลอื และสนบั สนุนเพ่ือน ๆ

สลาวิน (พมิ พพ์ นั ธ์ เดชะคุปต์. 2544 : 6 ; อ้างอิงมาจาก Slavin. 1977 : 3) กลา่ วว่า การ
เรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ หมายถึง วิธีการสอนอีกแบบหน่ึง ซึ่งกาหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถแตกต่าง
ทางานรว่ มกันเป็นกลุ่มเล็กๆ โดยปกติจะมี 4 คน เป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน เรียนปานกลาง 2 คน และ
เรียนออ่ น 1 คน การทดสอบของนักเรียนจะแบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนแรกจะพิจารณาค่าเฉล่ียของทั้งกลุ่ม
ตอนที่ 2 จะพจิ ารณาคะแนนทดสอบเป็นรายบุคคลโดยการทดสอบนักเรียนต่างคนต่างทาแต่เวลาเรียนต้อง
เรียนร่วมกัน รับผิดชอบงานของกลุ่มร่วมกัน โดยท่ีกลุ่มจะประสบผลสาเร็จได้ เม่ือสมาชิกทุกคนได้เรียนรู้
บรรลตุ ามจดุ มุ่งหมาย เช่นเดียวกัน

มานพ ประธรรมสาร (2546 : 10) กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ คือการทางาน
ร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายท่ีมีอยู่ด้วยกัน ภายในกิจกรรมที่ร่วมทาน้ี แต่ละคนจะแสวงหาผลลัพธ์ท่ีเป็น
ประโยชน์ต่อตนเองและเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกคนอื่น ๆในกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือ ใช้ในการสอนกลุ่ม
เล็ก ๆ ให้ทางานรว่ มกันตามทีไ่ ดร้ บั มอบหมายจนกระท่ังสมาชกิ ในกลุ่มทุกคนมีความเข้าใจถูกต้องและทางาน
จนเสร็จสมบูรณ์ สมาชกิ ทกุ คนในกลมุ่ ได้รบั ประโยชน์จากความพยายามร่วมกัน

สมบัติ กาญจนารักพงค์ (2547 : 5) กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือเป็นการจัด
กิจกรรมการเรียนรทู้ ี่เนน้ ใหผ้ ้เู รยี นร่วมมอื และช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ โดยแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มเล็กๆ
4 - 5 คน ท่ีมีความสามารถแตกต่างกันทางานร่วมกันเพ่ือเป้าหมายกลุ่มสมาชิกมีปฏิสัมพันธ์ส่งเสริมซึ่งกัน
และกนั รับผิดชอบรว่ มกันท้งั ในส่วนตนและส่วนรวม ผลงานของกลุ่มข้ึนอยู่กับผลงานของสมาชิกแต่ละคนใน
กลมุ่ ความสาเร็จของแตล่ ะคนคือความสาเรจ็ ของกลมุ่

จากการศึกษาความหมายการเรียนแบบร่วมมือ สามารถสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่ม
รว่ มมือกันเรียนรู้ หมายถึง การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการ
ร่วมมือกนั แกป้ ัญหาต่างๆ นักเรยี นรู้จักวิธกี ารทางานกลุม่ การชว่ ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์ท่ีดี
ตอ่ กัน เพื่อใหบ้ รรลผุ ลสาเร็จตามเป้าหมายโดยสมาชิกในกลุ่มตระหนักว่าแต่ละคนเปน็ สว่ นหนึง่ ของกลมุ่

2. หลกั การเรียนรดู้ ้วยกลุ่มร่วมมอื
2.1 การทางานเป็นชีวิตจริงเป็นการทางานร่วมกับผู้อื่น ผู้เรียนจึงควรได้ฝึกการทางาน แบบ

รว่ มมือเพอ่ื เป็นการเตรยี มผเู้ รยี นได้ร้จู ักการทางานร่วมกับผู้อนื่
2.2 การทางานเป็นทมี เป็นลกั ษณะหนง่ึ ของการทางานของนักวทิ ยาศาสตร์

2.3 การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนสอนทุกคน
และตอ้ งลงมือทางานกบั เพอื่ นสมาชกิ อยา่ งจริงจัง จึงเป็นการสนบั สนุนให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางวิธหี น่ึง

2.4 การเรียนร้ดู ้วยกลมุ่ รว่ มมืออาจจดั เปน็ กิจกรรมการเรียนการสอนประกอบหรือเป็นกิจกรรม

ยอ่ ยของวิธสี อนสงั คมศกึ ษาแบบต่างๆ ได้อย่างดี
3. หน้าที่ครขู องผู้สอน

3.1 จดั ผูเ้ รยี นใหม้ ีสมาชกิ แตกตา่ งกัน กลมุ่ ละประมาณ 3 – 5 คน
3.2 ทบทวนบทบาทการทางานกลมุ่ หนา้ ทขี่ องสมาชกิ การช่วยเหลอื ซ่ึงกนั และกนั
3.3 ชแ้ี จงวตั ถปุ ระสงคใ์ นการเรยี นใหเ้ ข้าใจชดั เจนเกี่ยวกับเนือ้ หาในบทเรียนทีต่ ้องศกึ ษา

3.4 ใหค้ วามรว่ มมือกลมุ่ ในการทางาน
3.5 ประเมินผล

4. ขน้ั ตอนการเรยี นรูด้ ้วยกลุม่ ร่วมมอื
4.1 ข้ันนาเข้าสู่บทเรียน ใช้เวลาประมาณ 8 – 15 นาที เพ่ือทบทวนเร่ืองที่มาเรียนแล้วและ

ทบทวนบทบาทสมาชกิ ภายในกลมุ่

4.2 ข้ันการทางานกลุ่ม ใช้เวลา 25 – 30 นาที เป็นข้ันท่ีครูแจกอุปกรณ์หรือส่ือการเรียน
ผู้เรียนปฏิบัติตามบทบาทท่ีได้รับมอบหมาย ใช้เวลา 25 – 30 นาที เป็นข้ันที่ครู แจกอุปกรณ์หรือส่ือการ

เรยี น ผ้เู รียนปฏบิ ตั ิตามบทบาทท่ไี ดร้ บั มอบหมาย
4.3 ข้นั ระดมสมอง ใช้เวลา 10 – 15 นาที เป็นการเสนอผลงาน เสนอแนะร่วมกันท้ังห้อง ให้

แต่ละกลมุ่ ได้มโี อกาสแสดงความคดิ เห็น โดยครคู อยถามใหผ้ เู้ รียนเสนอความคดิ เห็นได้อย่างเต็มท่ีและท่วั ถึง

5. การประเมนิ
5.1 การเสนอผลงานของผู้เรียนดว้ ยวธิ ตี า่ ง ๆ

5.2 การทดสอบ
5.3 การสังเกตการณ์ทางานของผู้เรียนแต่ละกลมุ่
5.4 การแสดงความคิดเหน็ ของผูเ้ รียนในช้นั ระดมสมอง

6. ขอ้ คานงึ ถงึ ในการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ดว้ ยกลมุ่ ร่วมมอื
ครูควรคานึงถึงกิจกรรมทเ่ี อื้อต่อผูเ้ รียนใหม้ บี ทบาทในการเรียน มสี ่วนร่วมในกิจกรรม

6.1 เป็นกิจกรรมที่เอื้อต่อการท่ีจะให้ผู้เรียนมีบทบาทในการเรียน มีส่วนร่วมในกิจกรรม
ได้มากและท่ัวถงึ

6.2 เป็นกิจกรรมท่ใี หผ้ ู้เรียนได้ขอ้ มลู และเรียนรจู้ ากคนอ่นื ๆ ในกลมุ่

6.3 เปน็ กจิ กรรมทต่ี อ้ งช่วยให้ผู้เรยี นสามารถพบคาตอบด้วยตนเอง
6.4 เป็นกจิ กรรมทต่ี อ้ งใหผ้ ู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการทางานรว่ มกนั ควบคกู่ ับผลงานทท่ี า

6.5 เปน็ กิจกรรมทจ่ี ะชว่ ยให้ผู้เรยี นสามารรถนาไปใชไ้ ดจ้ ริง

7. ประโยชนข์ องการเรียนร้ดู ้วยกลุ่มร่วมมอื
7.1 บรรยากาศในการเรียนจะมีความเป็นกนั เองมากข้ึน ผ้เู รยี นจะรู้สกึ ปลอดภัย
7.2 สร้างความเชื่อม่ันให้กับผู้เรียน เพระสมาชิกทุกคนภายในกลุ่มรู้สึกว่าตนเอง

มีความสาคัญต่อกลุ่มเท่ากัน ความเชื่อมั่นในตนเองก็จะถูกกระตุ้นให้เพิ่มมากขึ้น และช่วยแก้นิสัย ขี้อายกับ
ผู้เรียนบางคน

7.3 ฝึกความมรี ะเบียบวนิ ยั

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดว้ ยกลมุ่ ร่วมมอื แบบจิกซอว์
1. ความหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรแู้ บบจกิ ซอว์
การจัดกิจกรรมการเรียนการเรียนรู้แบบจิกซอว์ เป็นรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ด้วยกลุ่ม

รว่ มมือ ซ่งึ นักการศกึ ษาหลายท่านไดใ้ หค้ วามหมายไวด้ ังนี้
อรอนสัน (นาตยา ปิลันธนานนท์. 2537 : 209 - 210 ; อ้างอิงจาก Aronson. 1978 :

abstract) ได้กลา่ วถงึ ความหมายการเรียนด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิกซอว์ ไว้ว่า เป็นแนวทางกิจกรรม โดยเอา
แนวคดิ การต่อภาพจกิ ซอว์ มาใช้ โดยผู้สอนแบ่งนักเรียนในห้องออกเป็นกลุ่มๆละ 5 - 6 คน แต่ละกลุ่มให้มี
สมาชกิ เท่ากันทุกกลุ่ม และสมาชิกกลุ่มมีความสามารถคละกัน ผู้สอนจะกาหนดงานแยกเป็นส่วน ๆ เท่ากับ
จานวนสมาชกิ ท่ีมีอย่ขู องแต่ละกลุ่ม ใหส้ มาชกิ แตล่ ะคนทางาน ของตนไป

สลาวิน (Slavin. 1995 : 26) ได้กลา่ วถึงความหมายไว้ว่า การเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค
จิกซอว์ ได้รับการพัฒนาโดย อรอนสัน (Aronson) ซ่ึงมีลักษณะคล้ายจิกซอว์ 2 แต่มีลักษณะแตกต่างกันท่ี
สาคัญหลายอย่างด้วยกันทั้งน้ี วิธีสอนโดยใช้เทคนิคจิกซอว์ นักเรียนจะได้อ่านเนื้อหาท่ีแตกต่างกันไปจาก
เพ่ือน ๆ ในกลุ่มท้ังน้ีการเรียนแบบจิกซอว์ เนื้อหาที่ใช้ศึกษาจะถูกเขียนเรียบเรียงเป็นบทย่อย ๆ ข้ึนใหม่
เพ่ือให้ เข้าใจง่าย ซึ่งตรงข้ามกับจิกซอว์ 2 ซ่ึงเน้ือหาท่ีใช้ศึกษามีความสัมพันธ์กันไม่ถูกแบ่งออกเป็นเนื้อหา
ยอ่ ย ๆ

สุมณฑา พรหมบุญ (2540 : 70 - 71) ได้กล่าวถึงการเรียนด้วยกลุ่มร่วมมือแบบจิกซอว์
(Jigsaw) ไว้ว่า เป็นกิจกรรมท่ีครูมอบหมายให้สมาชิกในกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มศึกษาเนื้อหาในบทเรียนหรือ
เอกสารที่กาหนดให้ สมาชิกแต่ละคนจะถูกกาหนดให้ศกึ ษาเน้อื หาคนละตอนแตกต่างกันคนเรียนเร็วและอ่าน
เร็วอาจจัดใหศ้ ึกษาเน้อื หามากกว่าคนเรียนชา้ อ่านช้านกั เรยี นทีศ่ กึ ษาหวั ขอ้ เดียวกันจากทุก ๆ กลุ่มจะร่วมกัน
เป็นกลุ่มผเู้ ชยี่ วชาญ หลังจากท่ีทุกคนศึกษาเนื้อหาจนเข้าใจ และร่วมกันคิดหาวิธีอธิบายให้เพื่อนนักเรียนใน
กลุ่มประจาของตนฟังแล้ว นักเรียนแต่ละคนจะกลับมายังกลุ่มประจาของตน สมาชิกท่ีได้รับมอบหมายให้
ศกึ ษาหน้าต้นๆหรอื โจทยข์ ้อแรกจะเป็นคนเล่าเรอ่ื งทตี่ นศกึ ษา ใหส้ มาชิกคนอ่ืน ๆ ในกลมุ่ ฟัง ทาเช่นเดียวกันนี้
โดยการเรียงลาดับไปจนถึงหน้าสุดท้ายหรือโจทย์ ข้อสุดท้าย จึงขอให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งสรุปเนื้อหาของ
สมาชกิ ทุกคนเขา้ ดว้ ยกันครคู วรทดสอบความเข้าใจในเนือ้ หาทเ่ี รียนในช่วงสดุ ท้ายของการเรียนและใหร้ างวัล

ไสว ฟักขาว (2542 : 135) กล่าวถึงการสอนโดยแบบจิกซอว์ไว้ว่า เป็นการสอนที่อาศัย
แนวคิดการต่อภาพ ผู้เสนอวิธีนี้เป็นคนแรกคือ Elliot Aronson และคณะ ต่อมามีการปรับและเพ่ิมเติม
ขัน้ ตอน แตว่ ิธีหลักยงั คงเดมิ การสอนแบบน้นี กั เรียนแตล่ ะคนจะไดศ้ กึ ษาเพียงส่วนหน่ึง หรือหัวข้อย่อยของ
เน้ือหาทั้งหมด โดยการศึกษาเร่ืองนั้น ๆ จากเอกสารหรือกิจกรรมท่ีครูจัดให้ ในตอน ท่ีศึกษาหัวย่อยนั้น

นักเรียนจะทางานเป็นกลมุ่ กับเพื่อนที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาใน หัวข้อย่อยเดียวกัน และเตรียมพร้อมท่ี
จะกลบั ไปอธบิ ายหรือสอนเพอ่ื นสมาชิกในกลมุ่ พ้ืนฐานของตนเอง

สมศกั ดิ์ ภวู่ ิภาดาวรรธน์ (2544 : 21) กลา่ วถึงวิธีการติดต่อภาพ ไว้ว่า วธิ ีนี้คิดขน้ึ โดย
Elliot Aronson และคณะ เป็นวิธีงา่ ยๆ เพอื่ ให้ผเู้ รียนร้สู ึกถงึ ความรบั ผิดชอบท่ีตนมีตอ่ กลุ่ม โดยการแตง่ ตง้ั

ใหผ้ เู้ รยี นแต่ละคนเปน็ “ผู้เชยี่ วชาญ” (Expert) ในแต่ละสาขา ที่มอบหมายและ “ผู้เชี่ยวชาญ” นนั้ ต้องมา
สอนคนอ่ืน ๆ ในทมี ในเรอื่ งทีต่ นรู้

วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545 : 176) ได้อธิบายถึง ปริศนาความคิดไว้ว่า เป็นเทคนิคที่

พัฒนาข้ึนเพ่ือส่งเสริมความร่วมมือ และการถ่ายทอดความรู้ระหว่างเพื่อนในกลุ่ม เทคนิคนี้ใช้กันมากใน
รายวชิ าท่ีผู้เรยี นตอ้ งเรยี นเน้อื หาวชิ าจากตาราเรียน (เช่น สงั คมศกึ ษา ภาษาไทย)

สุวิทย์ มูลคา และอรทัย มูลคา (2545 : 177 - 181) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้
เทคนคิ จกิ ซอว์ เป็นการจัดกระบวนการเรียนรทู้ ใ่ี ช้แนวคดิ การต่อภาพ โดยแบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่ม ทุกกลุ่มจะ
ได้รับมอบหมายให้ทากิจกรรมเดียวกัน ผู้สอนจะแบ่งเน้ือหาของเร่ืองที่จะให้เรียนรู้ออกเป็นหัวข้อย่อย

เทา่ กบั จานวนสมาชกิ แตล่ ะกลุ่ม และมอบหมายใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะกล่มุ ศกึ ษา ค้นควา้ คนละหัวข้อ ซึ่งผู้เรียนแต่
ละคนจะเปน็ ผู้เชีย่ วชาญเฉพาะเร่อื งที่ตนได้รบั มอบหมายใหศ้ กึ ษาจากกลุ่ม สมาชิกตา่ งกลุ่มท่ีได้รับมอบหมาย

ในหวั ข้อเดียวกนั กจ็ ะทาการศึกษาค้นคว้าร่วมกัน จากน้ันผู้เรียนแต่ละคนจะกลับเข้ากลุ่มเดิมของตนเพ่ือทา
หนา้ ที่เปน็ ผู้เช่ยี วชาญอธิบายความรู้ เนอื้ หาสาระ ที่ตนศึกษาให้เพื่อนร่วมกลุ่มฟัง เพ่ือให้เพ่ือนสมาชิกทั้ง
กลุ่มไดร้ ูเ้ น้ือหาสาระครบทกุ หวั ข้อยอ่ ยและเกิดการเรียนรเู้ น้อื หาสาระทัง้ เรื่อง

จากการศึกษาความหมายของการจัดกจิ กรรมการเรียนรดู้ ้วยกล่มุ รว่ มมือแบบจิกซอว์ สรุปได้ว่าเป็น
การจดั ให้ผู้เรยี นทมี่ ีความสามารถแตกต่างกัน กลุ่มละ 3 - 5 คน เรียนรู้ร่วมกัน โดยครูแบ่งบทเรียนออกเป็น

เร่ืองย่อย ๆ เท่ากับจานวนสมาชิกของแต่ละกลุ่ม สมาชิกแต่ละกลุ่มแบ่งหัวข้อ ในการศึกษาคนละหัวข้อ
แล้วให้สมาชิกท่ีศึกษาหัวข้อเดียวกันของทุกกลุ่มไปศึกษาและอภิปราย ร่วมกันจนเกิดความเข้าใจดีแล้ว
จงึ กลับไปรายงานผลให้สมาชิกในกลุ่มฟังทีละหัวข้อจนครบถ้วน เมื่อจบบทเรียนครูจะทาการทดสอบความรู้

และใหร้ างวลั เปน็ การเสริมแรง
2. วตั ถุประสงค์ของการจดั กิจกรรมการเรยี นรูแ้ บบจิกซอว์

การจัดการเรียนการสอนทุกรูปแบบการสอน จะต้องมีวัตถุประสงค์ว่าจัดกิจกรรมขึ้นมาเพื่อ
อะไร ไดม้ ีนกั วิชาการได้กล่าวถงึ วัตถุประสงคข์ องการจัดการเรียนการสอนแบบจิกซอว์ ดังน้ี

ณฐั วุฒิ กจิ รงุ่ เรือง (2545 : 34) กลา่ ววา่ การสอนแบบจิกซอว์ เป็นเทคนิคที่พัฒนาขึ้นเพื่อ

ส่งเสริมความร่วมมือและการถ่ายทอดความรู้ระหว่างเพื่อนในกลุ่ม นิยมใช้การสอนแบบน้ี ในรายวิชาที่
ผเู้ รียนต้องเรยี นเน้อื หาวิชาจากตาราเรียน เช่น สงั คมศึกษา ภาษาไทย

สุวิทย์ มูลคา และอรทัย มูลคา (2545 : 177) กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมเรียน
การสอนโดยใช้เทคนคิ จกิ ซอว์ไว้ 2 ข้อคือ

1. เพ่อื ส่งเสรมิ ให้ผูเ้ รยี นไดศ้ ึกษา ค้นควา้ หาความรูด้ ้วยตนเอง

2. เพอ่ื สง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนฝึกทักษะกระบวนการทางสงั คม และความรับผิดชอบ

จากวัตถุประสงค์ที่กล่าวมานั้น สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิกซอว์ เป็นการ
ส่งเสรมิ ให้ผเู้ รียนได้ศกึ ษาหาความรดู้ ว้ ยตนเอง ทางานร่วมกันเป็นกลุ่ม นักเรียนได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่กัน

และมีความรบั ผิดชอบในการทางานร่วมกัน
3. องคป์ ระกอบการจดั กิจกรรมการเรียนรแู้ บบจิกซอว์

นกั วชิ าการหลายท่านได้กลา่ วถึงองคป์ ระกอบการจัดกจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบจิกซอว์ ดงั น้ี
ไสว ฟักขาว (2542 : 135) กล่าวว่า องค์ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิกซอว์
มดี ังน้ี

1. การเตรียมส่อื การเรียนการสอน (Preparation of Materials) ครูสร้างใบงานให้
ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนของกลุ่ม และสร้างแบบทดสอบย่อยในแต่ละหน่วยการเรียน แต่ถ้ามีหนังสือเรียนอยู่

แล้วย่ิงทาให้ง่ายขึ้นได้ โดยแบ่งเน้ือหาในแต่ละหัวข้อเร่ืองที่จะสอนเพ่ือทาใบงานสาหรับผู้เชี่ยวชาญ ในใบ
งานควรบอกวา่ นักเรียนต้องทาอะไร เช่น ให้อา่ นหนงั สือหน้าอะไร อ่านหวั ข้ออะไร จากหนังสอื หน้าไหนถึง
หน้าไหน หรือให้ดูวดี ทิ ัศน์ หรือใหล้ งมอื ปฏบิ ตั ิการทดลอง พร้อมกับมคี าถามให้ตอบตอนทา้ ยของกิจกรรมท่ี

ทาดว้ ย
2. การจัดสมาชกิ ของกลุ่มและของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Teams and Expert Groups) ครูจะ

แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ (Home Group) แต่ละกลุ่มจะมีผู้เช่ียวชาญในแต่ละเร่ืองตามใบงาน ของตน
ก่อนท่ีจะแยกไปตามกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญ (Expert Groups) เพื่อทางานตาม ใบงานน้ันๆ เมื่อนักเรียน
พร้อมที่จะทากิจกรรม ครูแยกกลุ่มนักเรียนใหม่ตามใบงาน กิจกรรมในกลุ่มผู้เช่ียวชาญแต่ละกลุ่มอาจ

แตกต่างกนั ครพู ยายามกระตุน้ ใหน้ ักเรียนศกึ ษาหัวขอ้ ตามใบงานท่ีแตกต่างกัน ดงั น้ันใบงานท่ีครูสร้างข้ึนจึง
มคี วามสาคญั มาก เพราะในใบงานจะนาเสนอดว้ ยกิจกรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในแต่ละกลุ่มอาจจะ

ลงมอื ปฏบิ ัตกิ ารทดลอง ศกึ ษาเกีย่ วกบั สิง่ ทไี่ ด้รับมอบหมาย พร้อมกับเตรียมการนาเสนอส่ิงนั้นๆอย่างสั้นๆ
เพอื่ ว่าเขาจะไดน้ ากลับไปสอนสมาชกิ คนอื่นๆ ในกลุ่มทีไ่ ม่ได้ศกึ ษาในหวั ขอ้ ดงั กล่าว

3. การรายงานและการทดสอบย่อย (Reports and Quizzes) เมื่อกลุ่มผู้เช่ียวชาญ

แต่ละกลุ่มทางานเสร็จแล้ว ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนก็จะกลับไปยังกลุ่มเดิมของตัวเอง (Home Groups) แล้ว
สอนเร่ืองที่ตัวเองทาใหก้ บั สมาชกิ คนอ่ืนๆ ในกลมุ่ ครกู ระตุน้ ให้นกั เรียนใชว้ ิธกี ารต่างๆ ในการนาเสนอส่ิงที่จะ

สอน นกั เรยี นอาจใช้วธิ กี ารสาธิต อ่านรายงาน ใช้คอมพิวเตอร์ รูปถ่ายไดอะแกรม แผนภูมิหรอื ภาพวาดใน
การนาเสนอความคิดเห็น ครูกระตุ้นให้สมาชิก ในกลุ่มได้มีการอภิปรายและซักถามปัญหาต่างๆ โดยที่
สมาชกิ แต่ละคนต้องมีความรับผิดชอบในการเรยี นรแู้ ตล่ ะเร่อื งทีผ่ ู้เชยี่ วชาญแตล่ ะคนนาเสนอ

เมอ่ื ผู้เชี่ยวชาญไดร้ ายงานผลงานกบั กลุ่มของตวั เองแลว้ ควรมีการอภิปรายร่วมกันท้ังห้องเรียน
อีกคร้งั หน่ึง หรือมกี ารถามคาถาม และตอบคาถามในหัวข้อเร่ืองท่ีเช่ียวชาญแต่ละคน ได้ศึกษาหลังจากน้ัน

ครูก็ทาการทดสอบ
สุวทิ ย์ มูลคา และอรทัย มูลคา (2545 : 178) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคจิก

ซอว์ มอี งค์ประกอบสาคัญ 3 สว่ น คอื

1. การเตรียมสื่อการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องเตรียมใบงาน ใบความรู้ สื่อการเรียนรู้อ่ืน ๆ
สาหรับผ้เู ชยี่ วชาญแตล่ ะกลุม่ และสรา้ งแบบทดสอบย่อยในในแต่ละหน่วยการเรยี น

2. การจัดสมาชกิ ของกลุ่ม ผู้สอนจะตอ้ งแบง่ ผเู้ รียนออกเป็นกลมุ่ ๆ เรยี กว่า “กลุ่มพื้นฐาน”
(Home Groups) แต่ละกลุ่มจะมผี เู้ ช่ยี วชาญ แต่ละเรอื่ งตามใบงานทีผ่ ู้สอนสรา้ งขน้ึ

3. การรายงานและทดสอบย่อย เม่อื ผู้เช่ียวชาญกลับเข้ากลุ่มตัวเองและสอนเรื่องที่ตนเอง
ได้เรียนรู้มาสอนหรือรายงานให้กับสมาชิกในกลุ่มแล้ว ควรมีการอภิปรายกันท้ังห้องเรียนอีกครั้งหรือมีการ

ถาม – ตอบในหัวขอ้ เร่อื งทเี่ รียนรู้ หลังจากน้นั ผู้สอนทาการทดสอบยอ่ ยและประเมินใหค้ ะแนน
จากที่กลา่ วมานัน้ สรุปไดว้ ่า องค์ประกอบของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิกซอว์น้ัน ครูผู้สอน

จะต้องเตรียมสื่อต่างๆ ให้สอดคล้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เพียงพอ และแบ่งนักเรียน

ออกเป็นกลุ่มๆ โดยแต่ละกลุ่มจะมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องตามใบงานของตนก่อนที่จะแยกไปตามกลุ่มของ
ผเู้ ชย่ี วชาญ เพ่ือทางานตาม ใบงานน้ันๆ แล้วจะได้นาความรู้ท่ีได้กลับไปสอนสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มท่ีไม่ได้

ศึกษาในหวั ข้อดังกล่าว เม่ือทากจิ กรรมเสร็จแลว้ ประเมินผลโดยการทดสอบยอ่ ย
4. ขนั้ ตอนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบจิกซอว์
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิกซอว์มีหลายขั้นตอน ซึ่งนักวิชาการได้กล่าวถึงขั้นตอน

ดงั ต่อไปนี้
กรมสามัญศึกษา (2540 : 42 - 43) ได้เสนอขั้นตอนในการดาเนินการการจัดกิจกรรม

การเรยี นรูด้ ้วยกลุ่มรว่ มมือ แบบจกิ ซอว์ ดังน้ี
1. ครูแบง่ หัวขอ้ ท่จี ะเรยี นเป็นหัวข้อยอ่ ยๆให้เท่ากับจานวนสมาชิกของแตล่ ะกลุม่
2. จัดกลุ่มนักเรียนกลุ่มละประมาณ 4 คน โดยให้สมาชิกของกลุ่มมีความสามารถคละกัน

กลมุ่ นเ้ี รยี กว่า กลุ่มประจา
3. มอบหมายใหส้ มาชกิ แตล่ ะคน อ่าน/ศึกษาหัวข้อยอ่ ยทจ่ี ดั แบ่งไว้ เช่น ในกลมุ่ A มี

สมาชกิ เปน็ จานวน A1, A2 , A3 และ A4
นักเรยี น A1 อา่ นเฉพาะหัวขอ้ ย่อยที่ 1
นักเรยี น A2 อา่ นเฉพาะหวั ข้อยอ่ ยที่ 2

นักเรยี น A3 อ่านเฉพาะหัวข้อย่อยที่ 3
นกั เรียน A4 อา่ นเฉพาะหวั ขอ้ ย่อยที่ 4

กล่มุ อ่นื ๆ ที่เหลือก็ดาเนินการมอบหมายรบั ผิดชอบในลกั ษณะเดยี วกัน
4. ให้นักเรียนท่ีอ่านหัวข้อ/หัวเรื่องเดียวกัน แยกออกมารวมกันเป็นกลุ่มชั่วคราว
เพื่ออภิปราย ซักถามและทากิจกรรมร่วมกันให้เกิดความรอบรู้ในหัวข้อเร่ืองน้ันๆกลุ่มใหม่น้ีเราเรียกว่ากลุ่ม

ผเู้ ชี่ยวชาญ ในกรณนี ้ีถา้ มีกลมุ่ ประจาอยู่ 4 กลมุ่ คือ กลุม่ A , B , C และ D
กลุม่ ผู้เช่ียวชาญกลมุ่ ที่ 1 กจ็ ะประกอบดว้ ยสมาชิก A1 , B1 , C1 , และ D1

กลมุ่ ผเู้ ชีย่ วชาญกลมุ่ ท่ี 2 ก็จะประกอบด้วยสมาชิก A2 , B2 , C2 , และ D1 อยา่ งนีไ้ ปเรื่อย ๆ
5. มอบหมายหนา้ ที่ใหน้ กั เรียนในกลมุ่ ผูเ้ ช่ียวชาญ เชน่

นกั เรยี นคนท่ี 1 อา่ นคาถาม/คาส่งั /คาช้แี จง

นักเรยี นคนที่ 2 จดบันทกึ ขอ้ มลู สาคัญทก่ี าหนดให้ และอธิบายวา่ กลุ่มจะตอ้ งทาอะไร
นกั เรยี นคนที่ 3 หาคาตอบ/เหตุผล/คาอธิบาย

นักเรียนคนท่ี 4 สรปุ ทบทวนและตรวจสอบคาตอบอีกทีหนง่ึ

เมอ่ื นกั เรียนทาแต่ละขอ้ (ประเด็น) เสรจ็ แล้วให้นักเรยี นหมุนเวียนเปล่ียนหน้าที่กนั ครบทกุ ข้อ (ประเดน็ )
6. นักเรียนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแยกตัวกลับไปยังกลุ่มประจาของตน แล้วผลัดกันอธิบาย

ความรูท้ ่ีได้จากการทากจิ กรรม (ในขอ้ 5) ให้เพ่ือนสมาชิกในกลุ่มฟังตามลาดับหัวข้อย่อย โดยเริ่มจากหัวข้อที่
งา่ ยและเปน็ ความรพู้ ้ืนฐานก่อน

7. นักเรยี นทกุ คนทาแบบทดสอบย่อย เพ่ือวัดความรู้ทุกหัวข้อย่อย (เป็นการสอบเด่ียว)แล้ว
นาคะแนนของสมาชิกแตล่ ะคนมารวมกนั เปน็ คะแนนของกลมุ่

8. กลุ่มทไี่ ดค้ ะแนนรวม (หรอื ค่าเฉลย่ี ) สงู สดุ จะไดร้ ับการยกยอ่ ง ชมเชยอาจจะเขยี น

ตดิ ปา้ ยประกาศ ไว้ทบ่ี อรด์ ของหอ้ ง และบนั ทกึ สถติ ิไวเ้ พ่อื มอบรางวัลเปน็ ระยะๆ
กระทรวงศึกษาธิการ (2547 : 114 - 115) ได้แบ่งข้ันตอนกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้

เทคนคิ จิกซอว์ ดงั น้ี
1. ผู้สอนแบง่ หวั ขอ้ ท่ีจะเรยี นเปน็ หัวขอ้ ยอ่ ยเทา่ กบั จานวนสมาชิกของแต่ละกลุม่
2. จัดกลุ่มผูเ้ รียนโดยให้มีความสามารถคละกันภายในกลมุ่ เปน็ กลมุ่ บา้ น สมาชิกแต่ละคน

ในกลมุ่ อ่านเฉพาะหวั ขอ้ ย่อยท่ตี นได้รบั มอบหมายเท่าน้ัน โดยใช้เวลาตามท่ีผ้สู อนกาหนด
3. ผู้เรียนท่ีอ่านหัวข้อย่อยเดียวกันมาน่ังด้วยกัน เพ่ือทางาน ซักถาม และทากิจกรรม

ซงึ่ เรียกวา่ กลมุ่ ผเู้ ช่ยี วชาญ สมาชกิ ทุกๆคนรว่ มกนั อภิปรายหรือทางาน อย่างเท่าเทียมกัน โดยใช้เวลาตามที่
ผู้สอนกาหนด

4. ผู้เรียนแต่ละคนในกลุ่มเชี่ยวชาญ กลับมายังกลุ่มบ้านของตน จากน้ันผลัดเปล่ียนกัน

อภิปราย ให้เพอื่ นสมาชกิ ในกลุ่มฟงั เรมิ่ จากหวั ขอ้ ยอ่ ย 1,2,3 และ 4
5. ทาการทดสอบหัวข้อย่อย 1- 4 กับผู้เรียนทั้งห้อง คะแนนของสมาชิกแต่ละคน ใน

กลุ่มรวมเป็นคะแนนกลุม่ กล่มุ ท่ีได้คะแนนสงู สดุ จะได้รับการติดประกาศ
ทิศนา แขมมณี (2548 : 266) กลา่ วถึงกระบวนการเรียนการสอนรูปแบบจกิ ซอว์ ดงั นี้
1. จดั ผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง–กลาง–อ่อน) กลุ่มละ 4 คนและเรียก กลุ่มนี้

ว่ากลมุ่ บา้ นของเรา (Home Group)
2. สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา ได้รับมอบมายให้ศึกษาเนื้อหาสาระคนละ 1 ส่วน

(เปรียบเสมอื นได้ชิ้นสว่ นของภาพตัดต่อคนละ 1 ช้ิน) และหาคาตอบในประเด็นปัญหาทผ่ี สู้ อนมอบหมายให้
3. สมาชกิ ในกลุม่ บ้านเรา แยกย้ายไปรวมกับสมาชิกกลุ่มอื่น ซ่ึงได้รับเน้ือหาเดียวกัน ต้ัง

เป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ข้ึนมาและร่วมกันทาความเข้าใจในสาระนั้นอย่างละเอียด และร่วมกันอภิปรายหา

คาตอบประเดน็ ปญั หาท่ผี สู้ อนมอบหมายให้
4. สมาชิกกลมุ่ ผู้เชย่ี วชาญ กลับไปสกู่ ลุม่ บ้านของเรา แต่ละคนช่วยสอนเพื่อน ในกลุ่ม

ให้เข้าใจในสาระที่ตนได้ศกึ ษาร่วมกับกลุ่มผู้เช่ียวชาญ เช่นน้ี สมาชิกทุกคนก็จะได้เรียนรู้ภาพรวมของสาระ
ทั้งหมด

5. ผูเ้ รยี นทุกคนทาแบบทดสอบ แต่ละคนจะได้คะแนนเป็นรายบุคคล และนาคะแนนของ

ทกุ คนในกลุ่มบ้านของเรามารวมกัน (หรอื หาค่าเฉลี่ย) เป็นคะแนนกล่มุ กลมุ่ ทไ่ี ด้คะแนนสูงสุดได้รับรางวัล

ข้อดีและข้อจากัดของการจัดการเรยี นรู้แบบจิกซอว์ มดี ังน้ี
ข้อดี
1. ผเู้ รยี นมคี วามเอาใจใส่ รับผิดชอบตัวเองและกลุม่ ร่วมกับสมาชกิ อน่ื
2. ส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนมีความสามารถตา่ งกนั ไดเ้ รียนรู้รว่ มกนั
3. สง่ เสริมให้ผเู้ รยี นผลดั เปลี่ยนกนั เป็นผู้นา
4. ส่งเสริมให้ผเู้ รยี นไดฝ้ กึ และเรียนร้ทู กั ษะทางสังคมโดยตรง
ขอ้ จากัด
1. ผูเ้ รียนขาดความเอาใจใสแ่ ละรับผิดชอบจะส่งผลใหผ้ ลงานกลุ่มและการเรยี นรู้ ไม่ประสบ

ความสาเร็จ
2. เป็นวิธีการท่ีผู้สอนจะต้องใช้เวลาในการเตรียมการและต้องดูแล ช่วยเหลือ เอาใจใส่

ในกระบวนการเรยี นรู้ของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด
สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจิกซอว์น้ัน ผู้สอนจะต้องเตรียมเน้ือหาไว้ให้ผู้เรียนได้

เรยี นรู้ และเรยี นรู้โดยการแบ่งกลมุ่ คละความสามารถ ผู้เรยี นแตล่ ะคนรบั ผิดชอบงานทตี่ นเองไดร้ บั มอบหมาย
นักเรยี นทเี่ รยี นเกง่ จะชว่ ยเหลอื นกั เรยี นที่เรียนออ่ นในการศึกษาหาความรู้ เพ่ือให้ผลงานของกลุ่มสาเร็จตาม
เปา้ หมายทวี่ างไว้มีการทดสอบความรู้หลังเรียนคะแนนรายบุคคลรวมเป็นคะแนนของกลุ่ม กลุ่มท่ีได้คะแนน
มากจะไดร้ ับรางวัล

รูปแบบการจัดกจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบจิกซอว์
วิมลรตั น์ สุนทรวิโรจน์ (2551 : 24 - 25) ได้เสนอรปู แบบการเรียนรู้แบบตอ่ ภาพมี 2 รูปแบบ

ดังนี้
รปู แบบที่ 1 (Jigsaw I)
การเรียนรู้แบบ Jigsaw I เป็นเทคนิคที่พัฒนาขึ้นเพ่ือส่งเสริมความร่วมมือและถ่ายทอด

ความรู้ระหวา่ งกลมุ่ เปน็ เทคนคิ ท่ีใช้กันมากในรายวชิ าท่ีผูเ้ รียนต้องเรียนเน้ือหาวิชาจากตาราเรียน (เช่น สังคม
ศกึ ษา ภาษาไทย) ข้ันตอนกจิ กรรมประกอบดว้ ย

1. ครแู บง่ เน้ือหาท่จี ะเรยี นออกเปน็ หัวข้อย่อย ๆ ใหเ้ ท่ากับจานวนสมาชิกกลมุ่
2. จัดกลุ่มผู้เรียนให้มีความสามารถคละกัน เรียนว่า “กลุ่มบ้าน” แล้วมอบหมายให้
สมาชิกแต่ละคนศกึ ษาหวั ข้อท่ีตา่ งกนั
3. ผู้เรียนได้รบั หวั ขอ้ เดียวกนั จากแต่ละกลมุ่ มานั่งดว้ ยกนั เพ่ือทางาน
และศึกษารว่ มกันในหัวข้อดังกลา่ ว เรยี กวา่ “กลุ่มเชย่ี วชาญ”
4. สมาชกิ แต่ละคนออกจากกลมุ่ เช่ยี วชาย และกลับไปกลุ่มเดมิ ของตนผลดั กัน
อธิบายเพ่ือถา่ ยทอดความรู้ทต่ี นศกึ ษาให้เพ่อื นฟังจนครบทกุ หวั ข้อ
5. ครูทดสอบเน้ือหาทีศ่ ึกษาแลว้ ใหค้ ะแนนรายบคุ คล
รูปแบบที่ 2 (Jigsaw 2)
การเรียนรู้แบบ Jigsaw II เป็นเทคนิคท่ีพัฒนาขึ้นจากเทคนิคเดิม โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือ
ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมช่วยเหลือกัน และพึ่งพากันในกลุ่มมากขึ้นกระบวน Jigsaw II เหมือนเดิม

ทกุ ประการ เพียงแต่ในช่วงของการประเมนิ ผล ครจู ะนาคะแนนทกุ คนในกลมุ่ มารวมกันเป็นคะแนนกลุ่ม กลุ่ม
ทไ่ี ด้คะแนนรวมหรอื ค่าเฉลย่ี สูงสุดจะติดประกาศไวท้ ป่ี ้ายประกาศของห้อง

ผู้เรียนเข้าร่วมในวิธีการน้ีจะแบ่งเป็นทีม โดยมีสมาชิกที่คละเคล้ากัน เช่นเดียวกับทีมใน TGT และ
STAD ผู้เรียนแต่ละคนจะได้รับมอบหมายให้อ่านเนื้อเร่ืองที่กาหนดและได้รับ “หัวข้อสาหรับผู้เชี่ยวชาญ ”

ท่ีต้องการศึกษาโดยละเอียด เมื่อผู้เรียนทุกคนอ่านเน้ือหาเนื้อเรื่องจบในหัวข้อเดียวกันของแต่ละกลุ่ม จะ
รวมกนั อภปิ รายในหัวข้อน้ันโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาทีหลังจากน้ัน ผู้เชี่ยวชาญก็จะกลับมายังทีมของตน
เพื่ออธิบายในส่วนท่ีตนรใู้ หค้ นอื่น ๆฟงั และในที่สุดผู้เรียนทุกคนต้องตอบข้อสอบท่ีออกคลุมเน้ือหาทุกหัวข้อ

คะแนนทีผ่ ู้เรยี นได้มาจะใช้รวมเป็นคะแนนของทมี เช่นเดยี วกับ STAD และอาจมีคะแนนพิเศษให้ผู้เรียนคนที่
ทาคะแนนไดด้ ีเกนิ คาด ดังน้นั ผเู้ รยี นทุกคนต้องศึกษาในหัวข้อของตนให้ดี เพ่ือจะได้ช่วยทาให้เพื่อนในทีมทา

คะแนนสอบได้ดีหัวใจสาคัญของ Jigsaw คือ การพ่ึงพาซ่ึงกันและกัน ผู้เรียนทุกคนต้องพ่ึงพาความรู้จาก
ผเู้ รยี นคนอื่นๆ เพ่อื จะไดท้ าข้อสอบไดด้ ี

ขนั้ ตอนการดาเนินการสอนแบบ Jigsaw มดี งั น้ี

1. ครแู บ่งหัวข้อทจ่ี ะเรียนเปน็ หวั ขอ้ ยอ่ ย ๆ ใหเ้ ทา่ กับจานวนสมาชิกของนกั เรียนแต่ละกลมุ่
2. จัดกลมุ่ นกั เรียนกลุ่มละประมาณ 4 คน โดยให้สมาชกิ ของกลุ่มมีความสามารถคละกนั กลุ่ม

นีเ้ รียก กลุ่มประจา ( Home Groups หรอื Original Group)
3. มอบหมายให้สมาชกิ แตล่ ะคน อ่าน/ศกึ ษาหวั ข้อย่อยที่จัดแบ่งให้ เชน่ ในกล่มุ A มสี มาชกิ

A1, A2, A3, A4

นกั เรยี น A1 อ่านเฉพาะหวั ขอ้ ย่อยท่ี 1
นักเรยี น A2 อา่ นเฉพาะหวั ขอ้ ย่อยท่ี 2

นกั เรยี น A3 อา่ นเฉพาะหวั ข้อย่อยท่ี 3
นกั เรียน A4 อ่านเฉพาะหัวข้อยอ่ ยที่ 4
กลมุ่ อน่ื ๆที่เหลอื ดาเนนิ การมอบหมายความรบั ผดิ ชอบในลักษณะเดยี วกนั

4. ให้นักเรียนที่อ่านหัวข้อ/หัวเรื่องเดียวกัน แยกออกมาร่วมกันเป็นกลุ่มใหม่นี้เรียกว่า กลุ่ม
เช่ยี วชาญ (Expert Group หรอื Mastery Group)ในกรณีนีถ้ า้ มีกลุ่มประจาอยู่ 5 กลมุ่ คือ A, B, C, D และ E

กลมุ่ ผู้เชยี่ วชาญกลมุ่ ท่ี 1 ก็จะประกอบดว้ ยสมาชิก A1, B1,C1,D1 และ E1
กลมุ่ ผู้เชี่ยวชาญกลมุ่ ท่ี 2 ก็จะประกอบด้วยสมาชิก A2, B2,C2,D2 และ E2 อย่างนไ้ี ป
เรื่อย ๆ

5. มอบหมายหนา้ ท่ีใหน้ กั เรยี นในกล่มุ เชยี่ วชาญ เช่น
นกั เรียนคนที่ 1 อา่ นคาถาม/คาสัง่ /คาช้แี จง

นกั เรียนคนที่ 2 จดบนั ทึกข้อมลู สาคัญที่กาหนดให้ และอธบิ ายวา่ กลุ่มจะตอ้ งทาอะไร
นกั เรียนคนที่ 3 และ 4 ทาคาตอบ/เหตุผล/คาอธิบาย
นักเรียนคนที่ 5 สรุปทบทวนและตรวจสอบคาตอบอกี ครงั้

6. นักเรยี นในกลมุ่ เชยี่ วชาญ แยกตัวกลับไปยังกลุ่มประจาของตน แล้วผลัดกันอธิบายความรู้ที่
ได้จากการทากิจกรรม (ในข้อ 5) ให้เพ่ือนสมาชิกของกลุ่มฟังตามลาดับหัวข้อย่อย โดยเริ่มจากหัวข้อที่ง่าย

หรอื เปน็ ความรู้พน้ื ฐานกอ่ น

7. นักเรียนทุกคนทาแบบทดสอบยอ่ ย (Quiz) เพ่อื วัดความรู้ทกุ หวั ขอ้ ยอ่ ย(เป็นการสอบเดย่ี ว)
แล้วนาคะแนนของสมาชิกแต่ละคนมารว่ มกันเป็น “คะแนนของกลุม่ ”

8. กล่มุ ทไี่ ด้คะแนนรวม (คา่ เฉลย่ี ) สงู สดุ จะได้รบั การยกย่องชมเชย อาจจะเขยี นติดประกาศไว้
ท่ีบอร์ดของหอ้ ง และบันทึกสถิติไวเ้ พ่อื มอบรางวัลเป็นระยะๆ

ประสิทธภิ าพของผลการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
การหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง การนาแผนการจัดกิจกรรมการ

เรียนรู้ไปใช้ (Try – out) คือ นาการนาไปทดลองใช้ตามขั้นตอนท่ีกาหนดไว้แล้วนาผลมาปรับปรุงแก้ไขและ
ทดลองใช้จริง (Trail Run) เพ่ือให้ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ท่ีกาหนด (ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และคณะ.
2521 : 143)

การกาหนดเกณฑ์ประสิทธภิ าพ
เกณฑ์ประสทิ ธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะช่วยให้ผู้เรียน

เกิดการเรียนรู้ หากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพแล้ว แผนการจัดการเรียนรู้นั้น มีคุณค่าท่ีจะ
นาไปสอนนักเรียนได้

การกาหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพกระทาได้โดยการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียน
2 ประเภท คือ พฤติกรรมต่อเนื่องและพฤติกรรมขั้นสุดท้าย โดยกาหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E1 คือ
ประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 คือ ประสทิ ธิภาพของผลลัพธ์ ซ่ึงคดิ เป็นร้อยละของผลเฉลี่ยของคะแนน
ที่ได้ ดังน้ัน E1/ E2 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ / ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ เช่น 80/80
หมายความวา่ เม่ือเรียนจากแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้วผู้เรียนสามารถทาแบบฝึกหัดหรืองาน ได้ผล
เฉลี่ยร้อยละ 80 และทาแบบทดสอบหลังเรียนร้อยละ 80 โดยปกติเนื้อหาที่เป็นความรู้ความจา มักจะตั้งไว้
80/80 , 85/85 หรอื 90/90 ส่วนเน้อื หาทเี่ ปน็ ทกั ษะมกั จะตา่ กวา่ น้ี เช่น 75/75

การหาประสิทธิภาพของผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
การหาประสทิ ธิภาพของผลการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ หมายถึง การนาแผนการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ไปทดลองใช้ตามข้ันตอนท่ีกาหนดไว้ แล้วนาผลที่ได้มาปรับปรุงเพื่อนาไปสอนจริงให้ได้ประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ์กาหนด มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2537 : 479 - 498) ให้ความหมายของเกณฑ์
ประสทิ ธภิ าพผลการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
เกณฑ์การหาประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ี
ช่วยใหผ้ ูเ้ รียนเกิดการเรยี นรู้ เป็นระดับทจี่ ดั ทาแผนการจัดการเรียนรู้จะพึงพอใจหากแผนการจัดการเรียนรู้มี
ประสิทธิภาพถงึ ระดบั น้นั แล้ว การจดั กิจกรรมการเรียนรนู้ ้ันกจ็ ะมคี ณุ คา่ ท่จี ะนาไปสอนนกั เรียน
เกณฑ์การหาประสิทธิภาพ กาหนดเป็นเกณฑ์ท่ีผู้สอนคาดหมายว่าผู้เรียนจะเปล่ียนพฤติกรรม
ของผู้เรียนทั้งหมด ต่อเปอร์เซ็นต์ของผลการทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนท้ังหมดนั้น คือ E1 / E2 คือ
ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการ ประสิทธภิ าพของผลลพั ธ์
การกาหนดเกณฑ์ E1 / E2 ให้มีคา่ เท่าใด ให้ผู้สอนเป็นผพู้ ิจารณาตามความเข้าใจ

การหาประสทิ ธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
เมือ่ พัฒนาการจัดกจิ กรรมการเรียนรใู้ ห้สูงขึ้นต้องนาไปหาประสิทธภิ าพแล้วนาไปปรับปรุงแก้ไข

ตามขัน้ ตอน ดงั นี้
1. ขั้น 1:1 (แบบเด่ียว) คือ นาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับนักเรียน

6 – 10 คน คานวณหาประสิทธิภาพแล้วปรบั ปรงุ ใหด้ ขี ้ึน
2. ข้ัน 1 : 10 (แบบกลุ่ม) คือนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับนักเรียน

6 – 10 คน คานวณหาประสทิ ธภิ าพแล้วปรับปรงุ ให้ดีขนึ้

3. ขน้ั 1 : 100 (ภาคสนามหรือกลุม่ ใหญ่) คือ นาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ไปใช้กับ
นักเรียน 30 – 100 คน คานวณหาประสทิ ธภิ าพแล้วปรบั ปรุงใหด้ ีข้ึน

เกณฑป์ ระสิทธภิ าพมีหลายเกณฑ์ เชน่ 75/75, 80/80, 90/90 จากการทดลอผลปรากฎว่า
เกณฑท์ ี่เหมาะสมสาหรบั วิชาที่ใหค้ วามรคู้ วามจา คอื 85 วิชาทกั ษะทางภาษา คือ 80 (เพียรจิต พันธ์ุโอภาส.
2541 : 34)

การหาประสิทธภิ าพมขี นั้ ตอนการหาประสทิ ธภิ าพ ดังน้ี
1. ทดลองกลุ่มที่ไม่ใช่ตัวอย่าง ทั้งกับเด็กอ่อน ปานกลาง และเก่ง นาผลท่ีได้คานวณหา

ประสิทธิภาพเสรจ็ แลว้ ปรบั ปรงุ ให้ดขี ้นึ ปกตคิ ะแนนท่ีไดจ้ ากการทดลองนีจ้ ะมคี า่ ต่ากว่าเกณฑ์มาก
2. ทดลองสนาม คือ ทดลองกับนักเรียนท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่าง นาผลการทดลองที่ได้

คานวณหาประสิทธภิ าพแลว้ ปรบั ปรงุ ใหส้ มบรู ณ์อีกครง้ั ผลลพั ธท์ ีไ่ ดค้ วรใกล้เคียงกับเกณฑท์ ี่ตั้งไว้ หากต่ากว่า

ไม่เกินร้อยละ 2.5 ก็ยอมรับ แต่ถ้าหากต่างกันมาก ต้องปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ให้ได้
ประสิทธภิ าพตามเกณฑท์ ่ตี งั้ ไว้ตอ่ ไป

บทท่ี 3
วิธีดาเนินการวิจยั
การวิจัยในครง้ั นีเ้ ป็นการวจิ ยั ในช้ันเรยี น
1. กลมุ่ ที่ศึกษา
กลุ่มท่ีศึกษาเป็นนักเรียน ปวช.2 สาขาวิชาการท่องเที่ยว โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือในวิชา
ทรพั ยากรทอ่ งเทย่ี วภาคเหนอื ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 มีนักเรยี น จานวน 16 คน

2. เครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการวิจัย
เครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการวิจัยประกอบดว้ ย
1) แผนการจดั การเรียนรเู้ รอื่ ง ทรัพยากรทอ่ งเทย่ี วภาคเหนอื ท่ีใชว้ ธิ ีเรยี นแบบรว่ มมอื โดยใช้เวลา

เรยี น 3 คาบต่อสัปดาห์ เปน็ เวลา 4 สปั ดาห์ รวมจานวน 12 คาบ
2) แบบทดสอบกอ่ นและหลังเรยี น เรือ่ งทรัพยากรทอ่ งเทย่ี วภาคเหนือแบบเลือกตอบจานวน 20 ข้อ
3) แบบทดสอบยอ่ ยแบบเลือกตอบในแต่ละหัวข้อ
4) แบบประเมนิ การนาเสนอผลงานหน้าชน้ั เรยี นของนกั เรียน
5) การสมั ภาษณ์อยา่ งไม่เป็นทางการ
6) แบบประเมินตนเองและเพือ่ นในกลมุ่ ในการทางานเป็นกลุม่

3. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
1. ก่อนการวิจัย ให้นักเรียนแต่ละคนเขียนชื่อเพื่อนท่ีนักเรียนอยากทางานร่วมด้วย 3 คน ลงใน

กระดาษที่ผู้วิจัยแจก เพ่ือทาแผนภาพสังคมมิติ ศึกษาความสัมพันธ์ของนักเรียนในห้องเรียนก่อนการเรียน
แบบรว่ มมือ

2. นักเรียนประเมินตนเองและเพ่ือนในกลุ่มเดิมก่อนการเรียนแบบร่วมมือ ในแบบประเมินการ
ทางานกลุม่ ซงึ่ แบ่งเป็น 4 ดา้ น ไดแ้ ก่ การช่วยเหลือกลุ่ม ความรับผดิ ชอบ การแสดงความคิดเห็น และการรับ
ฟงั ความ คดิ เหน็ โดยผู้ท่ไี ดค้ ะแนนเฉลยี่ ในชว่ ง 18 - 20 คะแนน ถอื ว่า มีส่วนร่วมในการทางานกลุ่มดีมาก ผู้
ที่ได้คะแนนรวม เฉลี่ยในช่วง 15 - 17 คะแนน ถือว่า มีส่วนร่วมในการทางานกลุ่มดี และผู้ที่ได้คะแนนรวม
เฉลี่ยในช่วง 12 - 14 คะแนน ถือว่า มีส่วนร่วมในการทางานกลุ่มพอใช้ และผู้ท่ีได้คะแนนรวมเฉล่ียในช่วง
9 - 11 คะแนน ถือวา่ ควรปรบั ปรงุ การมี ส่วนร่วมในการทางานกลุ่ม (ดดั แปลงจาก วรรณทพิ า, 2538)

3. นกั เรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรียนเรือ่ งทรพั ยากรทอ่ งเทย่ี วภาคเหนอื จานวน 20 ข้อใชเ้ วลา 15
นาที

4. ผวู้ ิจยั ดาเนนิ การสอนตามข้ันตอนต่อไปนี้
4.1 จดั ทาคะแนนฐานของนกั เรยี นแต่ละคน โดยเปน็ คะแนนเฉลีย่ ของนกั เรยี นในการสอบ

กลางภาค การสอบยอ่ ยก่อนกลางภาค ทผ่ี า่ นมา แล้วแบ่งกลุ่มนักเรียนกลุ่มละ 5 คน แบบคละเพศ
และความสามารถ

4.2 จัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ใช้เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือโดย
เน้นรูปแบบการต่อบทเรียน (Jigsaw) และการศึกษาค้นคว้าเป็นกลุ่ม (Group Investigation) โดย

ช้ีแจงให้กลุ่มเข้าใจ เกี่ยวกับขั้นตอนการทางาน เกณฑ์การประเมินผลงาน และให้นักเรียนบอกถึง
ความสาคัญและวิธกี ารทางานรว่ มกนั

4.3 นาเสนอผลรายงานหน้าช้ันเรียนทั้งหมด 3 คร้ัง ซึ่งมีคะแนนรวมในแต่ละครั้ง 10
คะแนน หลังจากนักเรียนแต่ละกลุ่มนาเสนองานหน้าช้ันเรียนผู้วิจัยให้คาแนะนาเพิ่มเติม และนา

อภปิ รายเพ่อื ให้นกั เรยี นสรุปความรจู้ ากการทากจิ กรรม
5. เมื่อสอนจบในหัวข้อต่างๆ ให้นักเรียนทาแบบทดสอบย่อยท้ายคาบ 10 นาที ซ่ึงแต่ละหัวข้อ
คะแนนเต็ม 10 คะแนน และนาคะแนนของนักเรียนท่ีได้มาเทียบเป็นคะแนนพัฒนาการ (Improvement

Points) ของแต่ละคน ซ่ึงหาได้จากความแตกต่างระหว่างคะแนนฐาน กับคะแนนที่นักเรียนสอบได้ในการ
ทดสอบยอ่ ย (ถา้ ตา่ กว่าคะแนนฐานมากกวา่ 3 คะแนน จะไดค้ ะแนนพฒั นาการ 0 คะแนน ถ้าต่ากว่าคะแนน

ฐานตั้งแต่ 1-3 คะแนนจะได้คะแนนพัฒนาการ 10 คะแนน ถ้าได้เท่าคะแนนฐาน ถึง มากกว่าคะแนนฐาน
ตั้งแต่ 1-3 คะแนนจะได้คะแนนพัฒนาการ 20 คะแนน ถ้าได้มากกว่าคะแนนฐาน 3 คะแนนข้ึนไปจะได้
คะแนนพัฒนาการ 30 คะแนน ถ้าได้คะแนนเต็มโดยไม่พิจารณาคะแนนฐาน จะได้คะแนนพัฒนาการ 30

คะแนน) สว่ นคะแนนของกลุ่ม ไดจ้ ากการรวมคะแนนพัฒนาการของนักเรียนทุกคนในกลุ่มเข้าด้วยกันแล้วหา
ค่าเฉลย่ี (ดัดแปลงจาก วรรณทิพา, 2538)

6. สุ่มสัมภาษณ์นักเรียนแต่ละกลุ่มอย่างไม่เป็นทางการเก่ียวกับการเรียน และการทางานกลุ่ม
สปั ดาห์ละ 1 ครงั้ รวม 3 ครั้ง

7. หลังจากผู้วิจัยสอนครบทุกหัวข้อ นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบชุด

เดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน ใช้เวลา 15 นาที

บทที่ 4
การวิเคราะหข์ ้อมูล

4.1 การวิเคราะห์ข้อมลู
1. ดา้ นผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน จากการสอบก่อนและหลังเรียนจะพิจารณาว่าจานวนนักเรียนผ่าน

เกณฑร์ อ้ ยละ 50 ของจานวนขอ้ สอบทั้งหมดมีจานวนเพ่ิมขึ้นหรือไม่ และวิเคราะห์ค่าความแตกต่างระหว่าง
กอ่ นและหลงั การเรียนแบบร่วมมือดว้ ยโปรแกรมสาเรจ็ รปู

2. การปฏิบัติการทดลองและการนาเสนอผลงานหน้าชั้นของนักเรียน จะพิจารณาคะแนนรวมของ
นักเรียนแต่ละกลุม่ วา่ มคี ะแนนสงู ขึ้นหรือไม่

3. การทดสอบย่อยในแตล่ ะคาบเรียน ใช้คะแนนพัฒนาการของนักเรียน แต่ละคนเฉลี่ยเป็นคะแนน
ของกล่มุ ว่ามคี ะแนนสูงข้ึนหรือไม่

4. ดา้ นความสามารถในการทางานรว่ มกบั ผอู้ ื่น โดยการสัมภาษณอ์ ยา่ งไม่เปน็ ทางการ ขอ้ มูลที่ได้เป็น
ข้อมูลเชงิ คณุ ภาพ ผวู้ ิจัยอา่ นขอ้ ความทบี่ นั ทึกไว้แล้วจัดกลมุ่ คาตอบ

5.ข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินการมีส่วนร่วมในการทางานกลุ่มก่อนและหลังการเรียนแบบร่วมมือ
ผู้วิจัยหาคะแนนเฉล่ียรวมของนักเรียนทุกคนในแต่ละด้าน แล้วนาคะแนนท่ีได้มาพิจารณาในแต่ละด้านว่ามี
คะแนนสงู ขนึ้ หรอื ไม่

6. ข้อมูลการเลือกเพื่อน 3 คน เพื่อทางานด้วยทั้งก่อนและหลังการเรียนแบบร่วมมือ นามาเขียน
แผนภาพสังคมมิติ เพื่อวเิ คราะห์ความสัมพันธร์ ะหว่างนักเรยี นในหอ้ งเรียนก่อนและหลังการเรียนแบบร่วมมือ
ผลการวิจยั ดา้ นผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น

ผู้วิจัยแบ่งการนาเสนอผลการวิจัยด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ทรัพยากรท่องเที่ยวภาคเหนือ
ออกเป็น 3 ส่วน ดงั นี้

1) คะแนนก่อนและหลงั เรียน
2) คะแนนการการนาเสนอผลงานหนา้ ช้ันเรยี น
3) คะแนนพฒั นาการเฉล่ยี จากการทดสอบย่อย
1.1 คะแนนกอ่ นและหลงั เรียน
นักเรียนได้คะแนนทดสอบก่อนเรียนโดยเฉลี่ย 8.05 คะแนน และคะแนน ทดสอบหลังเรียนโดย
เฉลี่ย 13.26 คะแนน โดยมีจานวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 จานวนเพิ่มขึ้นกว่าก่อนเรียนจาก 6 คน
เป็น 10 คน ซึง่ คะแนนก่อนและหลังเรียนแตกต่างกันอยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั .01
1.2 คะแนนปฏบิ ัติการทดลองและการนาเสนอผลงานของนักเรียน
จากการปฏบิ ตั ิการทดลองและการนาเสนอผลงานของนกั เรยี นเฉลย่ี ทา้ ยคาบเรยี น 6 ครัง้ ซ่งึ ในแต่ละ
ครัง้ มคี ะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยแบง่ เปน็ คะแนนจากการปฏิบัติการทดลอง 5 คะแนน และคะแนนจากการ
นาเสนองานหนา้ ชน้ั เรยี น 5 คะแนน พบว่านักเรียนไดค้ ะแนนในแตล่ ะคร้งั สูงข้นึ ตามลาดับดังน้ี 7.89, 8.55,
8.67,9.00, 9.00, และ9.56 ผู้วิจัยพบว่าจากการประกาศคะแนนปฏิบัติการทดลองและการนาเสนอ
ผลงานหน้าช้ันให้นักเรียนทราบ พร้อมกับให้คาชมเชยกับกลุ่มที่มีคะแนนสูงสุด จึงทาให้นักเรียนมีการวาง
แผนการทางานรว่ มกนั ในกล่มุ มากขน้ึ ซง่ึ สังเกตไดจ้ าก การปฏบิ ตั ิการทดลองในแต่ละคาบ นกั เรียนแต่ละกลุ่ม

ปฏบิ ัติตามคาชแ้ี จงได้ถูกต้อง ใชเ้ ครื่องมอื ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจัดเก็บอุปกรณ์ได้อย่างถูกวิธี บันทึกผล
การทดลอง และการนาเสนอข้อมูล ด้วยความพิถีพิถัน การวิเคราะห์ผลการทดลองและตีความหมายข้อมูล

ด้วยความมั่นใจและนาไปส่ขู อ้ สรุปทีเ่ ทีย่ งตรง มที กั ษะการเขยี นรายงานทีด่ ขี ้นึ โดยจดั ลาดับหัวข้อรายงานด้วย
ความเปน็ ระเบียบ และนักเรียนกส็ ามารถนาประเดน็ สาคัญๆ มานาเสนอผลงานหน้าช้ันเรียนได้อย่างครบถ้วน

และพฒั นาขน้ึ ตามลาดบั
1.3 คะแนนการทดสอบยอ่ ยเร่ืองทรัพยากรท่องเท่ยี วภาคเหนือ
จากการสอบย่อยเร่ืองทรัพยากรท่องเที่ยวภาคเหนือ ท้ัง 6 คร้ัง ซึ่งแต่ละคร้ังจะมีคะแนนเต็ม 30

คะแนน พบว่าคะแนนพัฒนาการของทุกกลุ่มเฉล่ียเท่ากับ 19.33, 19.00, 18.78, 19.22, 17.50 และ
20.17 ตามลาดับ ผู้วิจัยพบว่าการประกาศคะแนนทดสอบย่อยในแต่ละครั้งให้นักเรียนทราบ และหาก

นักเรียนได้คะแนนน้อยก็จะมีผลต่อคะแนนของกลุ่มด้วย ทาให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนใน
ห้องเรียนมากย่ิงข้ึน ซึ่งสังเกตได้จากการซักถามข้อสงสัยในช้ันเรียนมากข้ึน การศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลมา
ล่วงหน้า การร่วมมือกันปฏิบัติการทดลองและรายงานผลการทดลอง นอกจากน้ีเม่ือมีการนาเสนอ

ผลงานหนา้ ชั้นเรียนนักเรยี นจะตง้ั ใจฟงั เพื่อน ให้ข้อเสนอแนะตา่ งๆ ท่ีเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ในห้อง และตั้ง
ประเด็นอภปิ รายที่ตนสงสยั จงึ ทาใหน้ ักเรียนมคี ะแนนทดสอบในแต่ละหัวข้อโดยเฉล่ยี ที่สูงขึน้ ตามลาดับ

บทที่ 5
อภิปรายผล

5.1 อภิปรายผล
1. ผลการวจิ ยั ด้านการทางานร่วมกับผอู้ ่นื
ผ้วู ิจัยแบง่ การนาเสนอผลการวิจัยด้านการทางานร่วมกับผู้อื่นออกเป็น 3 ด้านดังนี้ 1) สังคมมิติของ

นักเรียนก่อนวิจัยและหลังการวิจัย 2) ผลการประเมินตนเองและเพ่ือนในการทางานเป็นกลุ่ม 3) ผลการ
สารวจเจตคตติ ่อการเรียนแบบรว่ มมือโดยการสมั ภาษณ์

1.1 สงั คมมติ ขิ องนักเรยี นก่อนและหลังการเรยี นแบบรว่ มมอื
จากการเขียนแผนภาพสังคมมิติแสดงการเลือกเพ่ือนทางานด้วยก่อนการเรียนแบบร่วมมือ พบว่า
โครงสร้างทางสังคมในห้องนี้แบ่งเป็นกลุ่มย่อย 4 กลุ่ม มีลักษณะคล้ายกับการน่ังเรียนในห้องเรียนตามกลุ่ม
เพื่อนที่ตนสนิท จากการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการพบว่า ผู้ท่ีมีเพ่ือนนิยมมากจะเป็นนักเรียนที่มีผลการ
เรียนอยู่ในระดับดีมาก มีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับคนอ่ืนได้ง่าย และช่วยเหลือกิจกรรมของชั้นเรียนอยู่เสมอ
สว่ นนักเรียนทไี่ ม่ถกู ผอู้ ่นื เลอื กเลยจานวน 1 คนนั้นเปน็ นักเรยี นทีเ่ พ่งิ ย้ายมาเรียนใหม่ และถูกผปู้ กครองบังคับ
ให้เรยี นในสาขาท่ตี นไม่ชอบจึงขาดเรียนบ่อย ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบต่องานท่ีได้รับมอบหมาย และไม่ค่อย
พดู คุยกบั เพ่ือนในหอ้ งส่วนแผนภาพสงั คมมิติแสดงการเลอื กเพื่อนทางานดว้ ยหลังการเรียนแบบร่วมมือ พบว่า
โครงสร้างทางสังคมในห้องน้ีมีความสัมพันธ์กันดีข้ึนกว่าก่อนการเรียนแบบร่วมมือ เน่ืองจากมีลักษณะการ
เลอื กเพอ่ื นมลี ักษณะกระจาย ซึง่ มีการเลอื กเพ่ือนต่างกลุ่มมาทาการทดลองมากขึ้น ไม่ใช่มีลักษณะเลือกกลุ่ม
เพ่ือนสนิทเหมือนก่อนการเรียนแบบร่วมมือ แสดงว่านักเรียนเรียนรู้ท่ีจะทางานร่วมกับผู้อื่นได้ดีข้ึน แต่ถึง
อยา่ งไรก็ยงั มีผไู้ มถ่ กู เพ่อื นเลือกเลยมีจานวน 3 คน เนอื่ งจากผูท้ ไ่ี มถ่ ูกเลือกในคร้งั นี้ ถูกจัดกลุ่มแยกกับเพื่อนที่
ตนสนิท และไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนกลุ่มใหม่และวิธีการเรียนแบบร่วมมือได้ แต่โดยรวมนักเรียนใน
หอ้ งนี้มีความสมั พนั ธ์กันดขี ้นึ ท้งั เพศชายและเพศหญิงสามารถทางานรว่ มกนั ได้ และมีผู้ที่ได้รับความนิยมจาก
เพ่ือนมากมีจานวนเพ่ิมขึ้น เน่ืองจากนักเรียน มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับผู้อ่ืนได้ดี จึงสร้างความ
ประทับใจให้เพือ่ นรว่ มงานทต่ี นไม่เคยสนทิ มากอ่ น จงึ ไดร้ บั ความนยิ มมากยง่ิ ขึ้น ส่วนผู้ไม่ถูกเลือกเลยจากครั้ง
กอ่ นการเรยี นแบบร่วมมือน้ัน สามารถปรับตวั และทางานรว่ มกับผอู้ ื่นได้มากยิง่ ข้นึ เพอ่ื นจึงเลือกให้เข้าทางาน
กลุ่มในทสี่ ดุ
1.2 ผลการประเมนิ ตนเองและเพ่อื นในกลุ่มในการทางานเปน็ กลุ่ม
แสดงใหเ้ ห็นว่าก่อนการเรียนแบบร่วมมือนักเรียนมีคะแนนรวมจากการประเมินตนเองและเพ่ือนใน
กลุ่มทุกๆ ด้านเฉล่ียเท่ากับ 18.65 และหลังจากเรียนแบบร่วมมือแล้วกลับไปทางานร่วมกับเพื่อนกลุ่มเดิม
พบว่า นักเรียนมีคะแนนรวมจากการประเมินตนเองและเพ่ือนในกลุ่มทุกๆ ด้านเฉล่ียเท่ากับ 19.91 ซึ่ง
เพ่ิมข้ึนในทุกๆ ด้าน แสดงว่านักเรียนได้เรียนรู้การทางานร่วมกับผู้อ่ืนจากเพ่ือนกลุ่มใหม่ที่ผู้วิจัยจัดให้ และ
นามาปรับใชก้ ับการทางานรว่ มกับเพอื่ นกลุ่มเดิมได้ดขี น้ึ และอย่ใู นเกณฑ์ดมี าก
1.3 ผลการสารวจเจตคติต่อการเรยี นแบบร่วมมอื โดยการสัมภาษณ์
จากการสุม่ สัมภาษณ์นักเรียนแต่ละกลมุ่ อย่างไมเ่ ปน็ ทางการ พบวา่ นักเรียนพอใจกบั วธิ ีการเรียนแบบ
ร่วมมือ ซ่ึงมีกิจกรรมท่ีสนุกมากกว่าการเรียนแบบเดิมตามหนังสือ หากไม่เข้าใจเนื้อหาตรงไหนก็สามารถ

สอบถามจากเพอ่ื นผรู้ ู้ และได้คาตอบที่เข้าใจง่าย นอกจากน้ียังมีการทดสอบท้ายคาบเรียน ถ้าไม่ตั้งใจเรียนก็
จะทาให้คะแนนของกลุ่มไม่ดี การเรียนแบบนี้ยังช่วยให้การทางานต่างๆเป็นไปอย่างมีระบบ คือ มีการ

มอบหมายงานที่ชัดเจนมากข้ึนทาให้งานในกลุ่มสาเร็จตามเวลาที่กาหนด และเป็นการสอนที่ฝึกทักษะการ
ทางานร่วมกบั ผอู้ ืน่ และการแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหนา้ ได้เป็นอยา่ งดี แต่ถึงอยา่ งไรนกั เรียนบางคน ยงั คงชอบการ

จัดการเรียนการสอนแบบเดิม เพราะคิดว่าการเรียนแบบร่วมมือน้ันใช้เวลามาก ส่วนการเรียนแบบเดิมนั้น
อาจารย์จะคอยอธิบายประเดน็ สาคญั ๆ ทาใหไ้ ดร้ ับเนือ้ หาครบถว้ นและถกู ตอ้ งกว่า

เอกสารอ้างองิ

ดาวคล่ี ศิริวาลย์. 2543. ผลการเรียนรู้ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีเรียนจากการประยุกต์
รปู แบบการเรยี นแบบรว่ มมอื . กรงุ เทพฯ : วิทยานพิ นธป์ รญิ ญาโท, มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์.

แพรวพรรณ์ พฤกษ์ศรีรัตน์. 2544.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ศึกษาความร่วมมือใน
การทางานและสภาพแวดล้อมในการเรยี นของนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่ีสอนด้วยการเรียนแบบร่วมมือ.
กรงุ เทพฯ : วทิ ยานพิ นธ์ปรญิ ญาโท, มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์.

วรรณทิพา รอดแรงค้า. 2538. การเรียนแบบร่วมมือ. สาระการศึกษา. กองทุนศาสตราจารย์
ดร.อุบล เรยี งสุวรรณ คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

สุวิมล เข้ียวแก้ว สุเทพ สันติวรานนท์ และอุสมาน สารี. 2542. ผลของการเรียนแบบร่วมมือต่อ
ผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนวิ ชาเคมีของนักเรียนใน โร งเ รียนรัฐบาลและ โร งเรี ยน เอกชนสอนศาสนาอิสลาม
ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้. วารสารสงขลานครินทร์ ฉบบั สังคมศาสตรแ์ ละมนษุ ยศาสตร์ 5 (1) : 76-93.


Click to View FlipBook Version