ลำดบั ที่ ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา น้ำหนกั
6 เรยี นร/ู้ ตวั ชวี้ ัด (ชั่วโมง) คะแนน
สขุ ภาพปลอดภยั จาก 1.ปัจจยั ทีม่ อี ิทธพิ ลต่อการใช้สารเสพตดิ
การใช้ยา พ 5.1 ป.5/1 (สรุ า บหุ รี่ ยาบา้ สารระเหย ฯลฯ) 10 10
ป.5/2 - ครอบครวั สงั คม เพ่ือน
ป.5/3 - คา่ นยิ ม ความเช่อื 4 20
ป.5/4 - ปัญหาสขุ ภาพ 80 100
ป.5/5 - ส่ือ ฯลฯ
2.ผลกระทบของการใช้ยา และสารเสพตดิ
ท่ีมีต่อรา่ งกาย จิตใจ อารมณ์ สงั คม และ
สตปิ ญั ญา
3.การปฏบิ ตั ติ นเพ่อื ความปลอดภัยจาก
การใชย้ า
-การหลีกเล่ียงสารเสพตดิ
4.อทิ ธิพลของส่อื ท่ีมีต่อพฤตกิ รรม สุขภาพ
(อินเทอร์เน็ต เกม ฯลฯ)
5.การปฏบิ ัตเิ พอ่ื ป้องกนั อันตรายจากการ
เล่นกฬี า
ทดสอบปลายปี
รวม
รวม 25 ตวั ชวี้ ัด
โครงสร้างรายวิชา พ16101 สุขศึกษาและพลศกึ ษา
รายวิชาพืน้ ฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 6 เวลา 80 ชว่ั โมง คะแนน 100 คะแนน
ลำดบั มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนกั
ท่ี ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ เรียนร/ู้ ตวั ชี้วดั (ชว่ั โมง) คะแนน
1 ระบบสืบพนั ธุ์ ระบบ พ 1.1 ป.6/1 1.ความสำคญั ของระบบสบื พันธุ์
ไหลเวียนโลหติ ระบบ ระบบไหลเวียนโลหติ และระบบ 8 10
หายใจ ป.6/2 หายใจทีม่ ผี ลต่อสุขภาพ การ
เจริญเติบโตและพฒั นาการ 10 10
2 การสรา้ งสมั พนั ธภาพและ พ 2.1 ป.6/1 2.วิธดี ูแลรักษาระบบสืบพนั ธุ์
การมีเพศสัมพนั ธ์ ป.6/2 ระบบไหลเวยี นโลหติ และระบบ 5 5
หายใจให้ทำงานตามปกติ
3 กฬี าสร้างชาติ พ 3.1 ป.6/1 1.ความสำคัญของการสร้างและ
ป.6/2 รักษาสัมพนั ธภาพกับผู้อ่นื
-ปจั จัยทช่ี ่วยให้การทำงานกลุ่ม
ประสบความสำเร็จ
-ความสามารถส่วนบุคคล
-บทบาทหนา้ ที่ของสมาชกิ ในกลมุ่
-การยอมรับความคิดเหน็ และความ
แตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
- ความรบั ผิดชอบ
2.พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การมี
เพศสัมพนั ธ์ การติดเช้ือเอดส์ และ
การตั้งครรภก์ ่อนวยั อันควร
1.การเคลอื่ นไหวรว่ มกบั ผู้อนื่ แบบผลัด
ในลักษณะผสมผสาน ในการรว่ ม
กจิ กรรมทางกาย เชน่ กิจกรรมแบบ
ผลดั กายบรหิ ารประกอบเพลง
ยดื หยุ่นข้ันพ้ืนฐานที่ใชท้ ่าต่อเนอ่ื ง
และการต่อตวั ท่าง่าย ๆ
2.การเคลอ่ื นไหวในเรื่องการรบั แรง
การใช้แรง และความสมดลุ กบั การพัฒนา
ทักษะการเคล่อื นไหว ในการเล่นเกม
และกีฬา
ลำดบั ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี เรียนรู้/ตวั ชีว้ ดั (ชว่ั โมง) คะแนน
พ 4.1 ป.6/4 -วธิ ที ดสอบสมรรถภาพทางกาย
4 เตรียมกายให้พร้อม การสร้างเสรมิ และปรับปรุง 5 5
พ 3.1 ป.6/3 สมรรถภาพทางกายตามผลการ 9 10
5 กฬี าเป็นยาวเิ ศษ ป.6/4 ทดสอบสมรรถภาพทางกาย
ป.6/5 10 10
6 มุ่งสู่ความเปน็ เลศิ -การเลน่ กีฬาไทย กีฬาสากล ประเภท
7 ปฏิบัตติ ามกฎ สังคม พ 3.2 ป.6/1 บุคคลและประเภททีม เชน่ กรฑี า 10 10
ป.6/2 ประเภทลู่ และลาน เปตอง ว่ายน้ำ
ป.6/3 เทเบลิ เทนนสิ วอลเลยบ์ อล ฟตุ บอล
ตะกร้อวง
พ 3.2 ป.6/4 -การใช้ขอ้ มลู ดา้ นทกั ษะกลไกเพอ่ื
ป.6/5 ปรบั ปรุงและเพ่มิ พูนความสามารถใน
ป.6/6 การปฏบิ ัตกิ ิจกรรมทางกาย และเล่นกฬี า
-การนำความรู้และหลักการของ
กจิ กรรมนนั ทนาการไปใชเ้ ป็นฐาน
การศกึ ษาหาความรู้
1.ประโยชนแ์ ละหลักการออกกำลงั
กายเพื่อสุขภาพ สมรรถภาพทาง
กายและการสร้างเสริมบุคลิกภาพ
2.การเลน่ เกมท่ีใชท้ ักษะการวางแผน
-การเพิ่มพนู ทักษะการออกกำลงั กาย
และการเคลอ่ื นไหวอย่างเป็นระบบ
3.การเลน่ กีฬาประเภทบุคคลและ
ประเภททมี ทชี่ ื่นชอบ
-การประเมนิ ทกั ษะการเล่นกีฬาของ
ตน
- กฎ กตกิ าในการเล่นกีฬาไทย
กีฬาสากลตามชนดิ กีฬาทเี่ ลน่
- กลวธิ กี ารรกุ การปอ้ งกันในการ
เล่นกีฬา
- การสร้างความสามัคคีและความมี
นำ้ ใจนักกีฬาในการเลน่ เกมและกีฬา
ลำดบั ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนกั
ที่ เรียนร/ู้ ตวั ช้ีวัด (ชว่ั โมง) คะแนน
พ 4.1 ป.6/1 1.ความสำคญั ของส่งิ แวดล้อมทม่ี ีผล
8 สขุ ภาพดมี สี ขุ ต่อสขุ ภาพ 9 10
ป.6/2 -ปญั หาของสิ่งแวดล้อมทม่ี ผี ลต่อ
9 ความปลอดภัยต่อสขุ ภาพ ป.6/3 สุขภาพ 10 10
ป.6/4 - การปอ้ งกันและแก้ไขปัญหา
ทดสอบปลายปี สิ่งแวดลอ้ มที่มผี ลต่อสขุ ภาพ 4 20
รวม พ 5.1 ป.6/1 2.โรคติดตอ่ สำคัญทรี่ ะบาดใน 80 100
ป.6/2 ปัจจบุ ัน
ป.6/3 - ผลกระทบท่เี กิดจากการระบาดของ
โรค
-การป้องกนั การระบาดของโรค
3.พฤติกรรมทแี่ สดงออกถึงความ
รบั ผดิ ชอบต่อสุขภาพของส่วนรวม
4.วธิ ีทดสอบสมรรถภาพทางกาย
-การสรา้ งเสริมและปรบั ปรุง
สมรรถภาพทางกายตามผลการ
ทดสอบสมรรถภาพทางกาย
1.ภัยธรรมชาติ
-ลักษณะของภัยธรรมชาติ
- ผลกระทบจากความรุนแรงของภัย
ธรรมชาติที่มตี ่อรา่ งกาย จิตใจ และ
สังคม
2.การปฏิบัตติ นเพื่อความปลอดภยั
จากภยั ธรรมชาติ
3.สาเหตุของการติดสารเสพติด
- ทกั ษะการส่อื สารใหผ้ ู้อืน่ หลีกเลยี่ ง
สารเสพตดิ
รวม 22 ตวั ชว้ี ัด
การวัดและประเมนิ ผล
แนวทางการวัดและประเมินผล
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา
ความสำคญั
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
เป็นกระบวนการเก็บรวบรวม ตรวจสอบ ตีความผลการเรียนรู้และพัฒนาการด้านต่างๆ ของผู้เรียนตาม
มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ของหลักสูตร นำผลไปปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนรู้และใช้เป็นข้อมูลสำหรับ
การตัดสินผลการเรยี น โดยมีองค์ประกอบของการวดั ผลและประเมินการเรยี นรู้ทห่ี ลักสตู รแกนกลางการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ได้กำหนด จุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณ,กษณะอันพึงประสงค์
และมาตรฐานการเรียนรู้ไว้เปน็ เป้าหมายและกรอบทิศทางในการพฒั นาผู้เรียนใหเ้ ป็นคนดี มีปญั ญา มีคุณภาพ
ชีวิตท่ีดีและมีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีระดับโลก กำหนดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามมาตรฐานการ
เรียนรู้/ตัวชี้วดั ท่ีกำหนดในสาระการเรยี นรู้ ๘ กลุ่มสาระ มคี วามสามารถด้านการอ่าน คิด วิเคราะห์และ
เขียน มคี ุณลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์และเขา้ ร่วมกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รียน
การวัดและประเมนิ ผลรายกลุ่มสาระการเรียนรู้สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ผ้สู อนวัดและประเมนิ ผลการ
เรียนรู้ผเู้ รียนตามตวั ช้วี ัดในรายวิชาพ้นื ฐาน ตามท่กี ำหนดไวใ้ นหน่วยการเรียนรู้ ใช้วิธกี ารวดั และประเมินผลที่
หลากหลาย จากแหล่งข้อมูลหลาย ๆ แหล่ง เพ่ือให้ได้ผลการประเมินท่ีสะท้อนความรู้ความสามารถท่ีแท้จริง
ของผู้เรียนโดยการวัดและประเมินผลการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปพร้อมกับการจัดการเรียนการสอนโดยสังเกต
พัฒนาการและความประพฤตขิ องผู้เรียน สังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม การประเมินตามสภาพ
จรงิ เช่นการประเมินการปฏิบัติงาน การประเมินจากโครงงาน การประเมินจากแฟ้มสะสมงาน เป็นตน้ ควบคู่
กบั การใชก้ ารทดสอบแบบต่างๆ อย่างสมดลุ และครอบคลุมท้ังด้านความรู้ ด้านทักษะ และดา้ นเจตคติ โดยให้
ความสำคัญกับการประเมินผลระหว่างเรียนมากกว่าการประเมินปลายปี/ปลายภาค และใช้เป็นข้อมูลเพ่ือการ
ประเมินการเล่ือนชน้ั และการจบการศึกษา
และเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพผู้สอนต้องตรวจสอบความรู้ความสามารถท่ีแสดง
พัฒนาการของผู้เรยี นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และผู้เรียนต้องรับผิดชอบและตรวจสอบความก้าวหน้าของ
ตนเองอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน หน่วยการเรียนรู้เป็นส่วนท่ีผู้สอนและผู้เรียนใช้ตรวจสอบย้อนกลับว่าผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้หรือยัง การประเมินในระดับช้ันเรียนต้องอาศัยทั้งผลการประเมินย่อยเพื่อพัฒนา และการ
ประเมินผลรวมเพื่อสรปุ ผลการเรียนรเู้ ม่อื จบหนว่ ยการเรียนรู้และจบรายวิชา
วิธีการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ให้บรรลุผลตามเป้าหมายของการเรียนรู้ที่วางไว้ควรมีแนวทาง
ดงั ตอ่ ไปนี้
๑. ต้องวัดท้ังความรู้ ความคิด ความสามารถ ทักษะกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม
รวมทง้ั โอกาสในการเรียนของผเู้ รียน
๒. วธิ กี ารวัดผลและประเมนิ ผล ต้องสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตัวชวี้ ดั /ผลการเรียนร้ทู ก่ี ำหนดไว้
๓. ต้องเก็บข้อมูลที่ได้จากการวัดผลและประเมินผลตามความเป็นจริงและต้องประเมินผลภายใต้ข้อมูลท่ีมี
อยู่
๔. ผลการวดั และประเมินผลการเรียนรูข้ องผู้เรียนต้องนำไปสูก่ ารแปลผลและลงขอ้ สรุปทส่ี มเหตสุ มผล
๕. การวัดผลตอ้ งเทย่ี งตรงและเป็นธรรม ท้งั ด้านของวิธีการวัด โอกาสของการประเมนิ
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวัดในรายวิชา กลุ่มสาระการเรียนรูส้ ุขศกึ ษาและพลศึกษา
๑. เพ่ือวินิจฉัยความรู้ ความสามารถ ทักษะกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมของผู้เรียน
และเพ่อื สง่ เสรมิ ผู้เรียนให้พัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะไดเ้ ต็มศักยภาพ
๒. เพ่ือใช้เป็นข้อมูลป้อนกลับให้แก่ตัวผู้เรียนเองว่าบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวัด/ผลการเรียนรู้
มากน้อยเพยี งใด
๓. เพอ่ื ใช้เปน็ ข้อมลู สรุปผลการเรียนร้แู ละเปรยี บเทียบถงึ ระดบั พัฒนาการของการเรยี นรู้
การวดั ผลประเมนิ ผลตามสภาพจริง
กิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนมีหลากหลายเช่นกิจกรรมในห้องเรียน กิจกรรมการปฏิบัติ กิจกรรมการ
สำรวจ กิจกรรมการตรวจสอบ การทดลอง กิจกรรมศึกษาค้นคว้า กิจกรรมศึกษาปัญหาพิเศษหรือโครงงาน
ฯลฯ อย่างไรก็ตามในการทำกิจกรรมต้องคำนึงว่าผู้เรียนแต่ละคนมีศักยภาพที่แตกต่างกัน ผู้เรียนแต่ละคนจึง
อาจทำงานช้ินเดียวกันได้เสร็จในเวลาที่แตกต่างกัน และผลของงานท่ีได้อาจแตกต่างกันด้วย เมื่อผู้เรียนทำ
กิจกรรมเหล่าน้ีเสร็จแล้วก็จะต้องเก็บรวบรวมผลงาน เช่น รายงาน ชิ้นงาน บันทึก และรวมถึงทักษะปฏิบัติ
ตา่ งๆ เจตคติ ความรกั ความซาบซึ้ง กจิ กรรมทีผ่ ู้เรียนได้ทำเหล่านตี้ ้องใช้วิธี ประเมนิ ท่ีมีความแตกตา่ งกัน เพ่ือ
ช่วยให้สามารถประเมินความรู้ ความสามารถและความรู้สึกนึกคิดท่ีแท้จริงของผู้เรียนได้ การวัดและ
ประเมินผลตามสภาพจริงจะมปี ระสิทธิภาพก็ต่อเม่ือมีการประเมินหลายๆ ด้าน หลากหลายวิธี ในสถานการณ์
ต่าง ๆกันสอดคลอ้ งกับชีวติ จริง และต้องประเมินอย่างต่อเนื่องเพื่อจะได้ข้อมูลท่ีมากพอที่จะสะท้อนของผู้เรยี น
ได้
ลกั ษณะสำคญั ของการวัดและประเมินผลจากสภาพจริง
๑. การวัดประเมินผลตามสภาพจริง มีลักษณะท่ีสำคัญคือใช้วิธีการประเมินกระบวนการคิดที่ซับซ้อน
ความสามารถในการปฏิบัติงาน ศักยภาพผู้เรียนในด้านของผู้ผลิตและกระบวนการท่ีได้ผลผลิตมากกว่าท่ี
จะประเมนิ วา่ ผเู้ รยี นจดจำความรู้อะไรบ้าง
๒. เป็นการประเมินความสามารถของผู้เรียนเพ่ือวินิจฉัยผู้เรียนในส่วนที่ควรส่งเสริมและส่วนที่แก้ไขปรับปรุง
เพ่ือให้ผู้เรยี นได้พฒั นาอย่างเต็มศักยภาพตามความสามารถ ความสนใจและความตอ้ งการของแตล่ ะบุคคล
๓. เป็นการประเมินท่ีจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมประเมินผลงานของตนเองและของเพ่ือนร่วมห้อง
เพอื่ สง่ เสริมให้ผเู้ รยี นร้จู ักตนเอง เชอื่ มน่ั ในตนเอง สามารถพฒั นาตนเองได้
๔. ข้อมูลท่ีได้จากการประเมินจะสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการเรียนการสอนและการวางแผนการสอนของ
ผสู้ อนวา่ สามารถตอบสนองความสามารถ ความสนใจและความตอ้ งการของผู้เรียนแตล่ ะบุคคลได้หรือไม่
๕. ประเมนิ ความสามารถของผูเ้ รยี นในการถ่ายโอนการเรยี นไปสู่ชวี ติ จรงิ ได้
๖. ประเมินด้านต่างๆดว้ ยวธิ ที หี่ ลากหลายในสถานการณ์ต่าง ๆอยา่ งต่อเนอื่ ง
วธิ กี ารและแหล่งขอ้ มลู ที่ใช้
เพื่อให้การวัดและประเมินผลสะท้อนความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียนผลการประเมินอาจได้มาจาก
แหล่งขอ้ มูลและวิธกี ารตา่ งๆดงั ต่อไปน้ี
๑.การประเมินผลกลุ่ม (Group Assessment) ความสามารถที่จะทำงานในฐานะสมาชิกท่ีมีประสิทธิภาพ
ของกลุ่มถือเป็นทักษะสำคัญในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การทำกิจกรรมต้องเน้นย้ำการ
ทำงานเป็นกลุ่มท่ีมีการจัดการด้านความพรอ้ มท่ีมีคุณภาพและมีการประเมินผลที่ละเอียดรอบคอบ การทำงาน
กลุม่ ของผู้เรยี นจะมีคณุ ภาพสงู สดุ รวมท้งั มคี วามสนุกสนาน เพลดิ เพลนิ เม่ือมกี ารปฏบิ ตั ดิ งั นี้
๑) จัดบรรยากาศให้เหมาะสม ช่วยให้ผูเ้ รียนทราบและเข้าใจว่าการทำงานกลุ่มจะให้ผลดีแกผ่ ู้เรียน
อย่างไร ผลงานกลุม่ จะประเมินด้วยวิธใี ด
๒) จัดให้ผู้เรียนทราบว่า งานของกลุ่มจะประเมินเมื่อใดล่วงหน้าเพื่อผู้เรียนจะได้ไม่กดดันและวิตก
กงั วลว่าผสู้ อนจะประเมนิ เมือ่ ใด
๓) การกำหนดคะแนนไมค่ วรมากเกินไป เพราะหลกั การตอ้ งการจะพฒั นาการทำงานร่วมกัน
๔) แจ้งเกณฑ์การประเมินให้ผู้เรียนได้ทราบ และบอกเกณฑ์บางส่วนให้ พร้อมท้ังให้ผู้เรียนเพิ่มเติม
เกณฑ์ของตนเองได้ จงึ ค่อยตัดสนิ ใจวา่ แต่ละเกณฑจ์ ะให้คะแนนอย่างไร
๕) จัดเวลาให้ผู้เรียนได้มีการสำรวจว่าคุ้มค่าแก่การเรียนรู้หรือไม่ เป็นการให้ผู้เรียนได้วิเคราะห์
ผลสำเรจ็ ของตนเอง มเี วลาแยกแยะว่ายงั มีจดุ ใดทสี่ ามารถทำไดด้ ยี ิ่งขึน้ อีก
๖) ผ้สู อนต้องมัน่ ใจและกระจ่างชดั เจนว่า ส่งิ ทป่ี ระเมินผล คือ ผลผลติ จากงานของกล่มุ หรอื ประเมิน
กระบวนการทำงาน กระบวนการและผลผลิตเป็นคนละเรื่องกัน และจำเป็นต้องมีแนวทางการประเมินท่ี
แตกต่างกัน ในการทำกิจกรรมกลุ่ม บางกิจกรรมใช้การประเมินผลผลิต แต่บางกิจกรรมอาจใช้เพื่อการ
ประเมนิ ผลกระบวนการปฏบิ ตั เิ ท่านัน้
๗) ต้องระวังอันตรายจากการประเมินงานกลุ่มเป็นรายบุคคล เพราะจะนำไปสู่ความรู้สึกเจ็บช้ำ
น้ำใจและการโต้แย้งอย่างรุนแรงได้ ตอ้ งมีการแจง้ เกณฑ์ล่วงหน้า มกี ารอภิปราย มีขอ้ ตกลงต้ังแต่แรกเริม่ ลงมือ
ปฏิบัติกิจกรรม การประเมินผลบุคคลควรจะทำต่อเม่ือ ผู้เรียนท้ังกลุ่มได้รับการพัฒนาความมั่นใจและความ
เชอ่ื ถือ
๘) พิจารณาการจัดกลุ่ม จะใหผ้ ู้เรยี นจัดกลุ่มเองหรือไม่หรือจะใชก้ ารสุ่มจดั ผ้เู รียนเข้ากลุ่มเพื่อความ
เหมาะสมในการคละ ความสามารถของผู้เรียนในกลุ่ม หรือผู้สอนจัดผู้เรียนให้สมดุลเพ่ือคละประสบการณ์
ความรู้ ความสามารถและทักษะของผู้เรียน วิธีนี้มีประโยชน์เพ่ือจัดกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมืออย่างมีคุณภาพ
แตต่ อ้ งการทกั ษะการประสานงานท่ีสูงมาก
๒. การประเมินตนเอง (Self Assessment) ในการเสนอผลงาน ผู้สอนควรฝึกให้ผู้เรียนมีการประเมิน
ตนเองท้ังด้านความคิด และด้านความรู้สึก โดยให้ผู้เรียนได้พูดถึงงานของตนเอง มีข้ันตอนกระบวนการทำ
อย่างไร มีจุดบกพร่อง จุดดีตรงไหน ผู้เรียนได้ความรู้อะไรบ้างและผู้เรียนมีความรู้สึกอย่างไรต่องานท่ีทำ
ขณะเดยี วกนั กเ็ ปดิ โอกาสใหเ้ พอ่ื นได้มีการวพิ ากษว์ จิ ารณ์งานของผูเ้ รยี นอันจะนำไปสูค่ วามภาคภูมิใจ
๓. การเขียนรายงาน (Self - Report) เป็นการให้ผู้เรียนเขียนรายงานเก่ียวกับพฤติกรรมของตนเอง
เหมือนการสัมภาษณเ์ พยี งแต่ไม่มคี นคอยตัง้ คำถามเทา่ น้ันเอง
จากวิธีการประเมินดังกล่าวสามารถนำมาจัดแสดงวิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้ของสาระการ
เรียนร้ใู นด้านความรู้ ดา้ นทักษะกระบวนการ และดา้ นคุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ มได้
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ควรจัดให้ครอบคลุมท้ัง
ด้านความรู้ ด้านทักษะกระบวนการ และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสอดคล้องกับมาตรฐานการ
เรียนรู้และตัวช้ีวัดตามที่หลักสูตรแกนกลางข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กำหนดไว้ ควรมุ่งเน้นการวัด
สมรรถภาพโดยรวมของผู้เรียนเป็นหลัก จุดประสงค์หลักของการวัดประเมินไม่ใช่อยู่ที่การวัดผลเพื่อตัดสินผล
การเรียนของผู้เรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวัดและประเมินผลเพ่ือนำผลการประเมินไปใช้ในการปรับปรุง
การเรียนการสอนเพอ่ื ช่วยพฒั นาให้ผู้เรียนสามารถเรยี นร้ภู าษาตา่ งประเทศไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพและเต็มตาม
ศกั ยภาพ
คุณภาพของผ้เู รียนท่ตี ้องประเมิน
การวัดและประเมินผลของกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาน้ันแกนกลางการศึกษา ข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑ กำหนดให้ทำการวัดและประเมินผลตามมาตรฐานและตัวชี้วัด ตัวช้ีวัดในการวัดและ
ประเมนิ ผล ทตี่ อ้ งนำมาพจิ ารณา ดังนี้
๑. ด้านความรู้
ในการวดั ประเมินผลด้านความรตู้ อ้ งสอดคลอ้ งกับมาตรฐานการเรยี นรู้ 5 สาระกับ 6 มาตรฐาน ดงั นี้
สาระที่ ๑ การเจรญิ เติบโตและพัฒนาการของมนษุ ย์
มาตรฐาน พ ๑.๑ เขา้ ใจธรรมชาติของการเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการของมนษุ ย์
สาระที่ ๒ ชวี ิตและครอบครัว
มาตรฐาน พ ๒.๑ เข้าใจและเห็นคณุ ค่าตนเอง ครอบครวั เพศศึกษา และมที ักษะในการดำเนนิ ชีวติ
สาระที่ ๓ การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กฬี าไทย และกฬี าสากล
มาตรฐาน พ ๓.๑ เข้าใจ มีทกั ษะในการเคลอ่ื นไหว กจิ กรรมทางกาย การเล่นเกม และกฬี า
มาตรฐาน พ ๓.๒ รักการออกกำลังกาย การเล่นเกม และการเล่นกีฬา ปฏิบัติเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ มี
วินัย เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีน้ำใจนักกีฬา มีจิตวิญญาณในการแข่งขัน และช่ืนชมใน
สุนทรยี ภาพของการกฬี า
สาระท่ี ๔ การสร้างเสรมิ สขุ ภาพ สมรรถภาพและการป้องกนั โรค
มาตรฐาน พ ๔.๑ เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การดำรงสุขภาพ การป้องกันโรคและ
การสรา้ งเสริมสมรรถภาพเพอ่ื สุขภาพ
สาระที่ ๕ ความปลอดภัยในชีวติ
มาตรฐาน พ ๕.๑ ป้องกันและหลีกเล่ียงปัจจัยเส่ียง พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ อุบัติเหตุ การใช้ยา
สารเสพติด และความรนุ แรง
๒. ดา้ นทกั ษะ / กระบวนการ
การวัดประเมินผลด้านทักษะ / กระบวนการ เป็นการวัดความสามารถของผู้เรียนครอบคลุมประเด็นที่
ตอ้ งประเมินดังนี้
๒.๑ การแก้ปัญหา
๒.๒ การให้เหตผุ ล
๒.๓ การสื่อสาร การสือ่ ความหมาย และการนำเสนอ
๒.๔ การเชอ่ื มโยง
๒.๕ ความคิดริเริ่มสรา้ งสรรค์
๓. ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
การวดั ประเมนิ ผลดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ครอบคลุมประเด็นที่ตอ้ งประเมนิ ดงั นี้
๓.๑ ทำงานอย่างเปน็ ระเบียบ
๓.๒ มรี ะเบยี บวนิ ัย
๓.๓ มีความรอบคอบ
๓.๔ มีความรบั ผิดชอบ
๓.๕ มีวิจารณญาณ
๓.๖ มีความเชอื่ มั่นในตนเอง ๓.๗ ตระหนักในคณุ คา่ และมีเจตคตทิ ีด่ ีตอ่ วิชาสขุ ศึกษาและพลศกึ ษา
องค์ประกอบของการจัดการเรยี นการสอน
ในการจัดการเรียนการสอน ครูผูส้ อนต้องจดั กิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ มพี ัฒนาการตามตัวชีว้ ัด
ทก่ี ำหนดไว้ ซ่ึงต้องอาศัยการวดั และประเมินผลที่สอดคล้องกับตวั ชว้ี ัดที่กำหนดไว้ องคป์ ระกอบของการสอน
ทัง้ สามส่วนมคี วามสำพันธ์กับดงั ภาพ
ตัวชี้วัดการเรียนรู้
กิจกรรมการเรียน การวดั ละประเมินผล
การสอน การเรียนรู้
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ด้านความรู้ สามารถกำหนดวิธีการและเคร่ืองมือสำหรับวัดและ
ประเมนิ ผลภายใต้กรอบของตัวชี้วดั วธิ ีวัดและประเมินผลการเรียนรดู้ ้านความรู้ท่ีสำคัญได้แก่ การสอบ การ
สังเกต การสัมภาษณ์ และการประเมนิ ชิน้ งาน สำหรบั เคร่ืองมือท่ใี ช้ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสังเกต และ
แบบประเมนิ คณุ ภาพ ตามลำดับ การสรา้ งเครอ่ื งมือ และเกณฑก์ ารประเมนิ ทำได้โดยวิเคราะห์ตวั ช้ีวดั
เกณฑ์การประเมิน
เกณฑ์การประเมินที่นำเสนอน้ีเพื่อเป็นแนวทางหึครูผู้สอนใช้เป็นกรอบในการประเมินคุณภาพของ
ผเู้ รียนในด้านตา่ ง ๆ ดงั นี้
๑. เกณฑ์การให้คะแนนผลการเรยี นรูโ้ ดยการสอบ
สำหรับแบบทดสอบทเี่ ป็นปรนัยเลอื กตอบ สามารถกำหนดเกณฑ์ในการให้คะแนนอย่างกว้าง ๆ คือ
ตอบถูกได้ ๑ คะแนน ตอบผิดได้ ๐ คะแนน
สำหรับแบบทดสอบที่เป็นอัตนัย หรือแบบความเรียนสามารถกำหนดตัวบ่งช้ีและเกณฑ์ในการให้
คะแนนมากกว่าสองระดับ เช่น อาจกำหนดคะแนนเต็มเป็น ๔ คะแนน แล้วพิจารณากำหนดเกณฑ์การให้
คะแนนลดหลั่นลงมา สำหรบั นักเรยี นที่แสดงผลการเรียนยังไมถ่ งึ เกณฑก์ ำหนด
เกณฑ์การให้คะแนนผลการทำข้อสอบแบบอัตนัยท่ีพิจารณาจากการแสดงวิธีการหาคำตอบ และ
ความถกู ตอ้ งของคำตอบ
คะแนน / ความหมาย ผลการทำข้อสอบทป่ี รากฏใหเ้ หน็
๔ ดีมาก การแสดงวิธีทำชดั เจน สมบรู ณ์ คำตอบถูกตอ้ ง ครบถว้ น
๓ ดี
การแสดงวิธีทำยังไม่ชัดเจนดีนัก แต่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง คำตอบถูกต้อง
๒ พอใช้ ครบถ้วน
๑ ควรแกไ้ ข การแสดงวิธีทำยังไม่ชัดเจน หรือไม่แสดงวิธีทำ คำตอบถูกต้องครบถ้วน หรือ
การแสดงวธิ ีทำชัดเจน สมบรู ณ์ แต่คำตอบไม่ถกู ต้อง ขาดการตรวจสอบ
๐ ต้องปรบั ปรงุ
การแสดงวิธีทำยังไม่ชัดเจนดีนัก แต่อยู่ในแนวทางท่ีถูกต้อง คำตอบไม่ถูกต้อง
หรอื ไมแ่ สดงวธิ ที ำ และคำตอบท่ไี ดไ้ มถ่ กู ตอ้ งแตอ่ ยู่ในแนวทางทถ่ี ูกตอ้ ง
ทำได้ไมถ่ งึ เกณฑ์
นอกจากการพิจารณาจากการแสดงวิธีการในการหาคำตอบและความถกู ต้องของคำตอบแล้ว เกณฑ์ในการ
ให้คะแนนแบบทดสอบอัตนัยอาจพิจารณาจากด้านอ่ืน ๆ อีกก็ได้ สำหรับเกณฑ์ในการให้คะแนนของการ
สังเกต การสัมภาษณ์ และการประเมนิ ชิน้ งานสามารถสร้างเกณฑใ์ นทำนองเดียวกับเกณฑ์การให้คะแนนดา้ น
ทกั ษะ / กระบวนการทางภาษาตา่ งประเทศกไ็ ด้
๒. เกณฑ์การให้คะแนนด้านทกั ษะ / กระบวนการทางภาษาตา่ งประเทศ
แบบแยกองค์ประกอบ
ทกั ษะกระบวนการ การแกป้ ัญหา
คะแนน/ความหมาย ความสามารถในการแกป้ ัญหาท่ปี รากฏใหเ้ ห็น
๔ ดมี าก ใช้ยุทธวิธีการดำเนินการแก้ปัญหาสำเร็จ อย่างมีประสิทธิภาพ อธิบายถึงเหตุผลใน
การใชว้ ิธกี ารดังกลา่ วไดเ้ ขา้ ใจชดั เจน
๓ ดี ใช้ยุทธวิธีการดำเนินการแก้ปัญหาสำเร็จ แต่น่าจะอธิบายถึงเหตุผลในการใช้วิธีการ
ดังกล่าวได้ดกี วา่ นี้
คะแนน/ความหมาย ความสามารถในการแกป้ ญั หาที่ปรากฏให้เห็น
๒ พอใช้
ใช้ยุทธวิธีการดำเนินการแก้ปัญหา สำเร็จเพียงบางส่วน อธิบายถึงเหตุผลในการใช้
๑ ตอ้ งปรับปรุง วิธีการดังกลา่ วไดบ้ างส่วน
๐ ไมพ่ ยายาม มีร่องรอยการดำเนินการแก้ปัญหาบางส่วน เริ่มคิดว่าทำไมจึงต้องใช้วิธีการน้ันแล้ว
หยุด อธิบายต่อไมไ่ ด้ แกป้ ัญหาไมส่ ำเรจ็
ทำได้ไม่ถงึ เกณฑข์ า้ งต้นหรือไม่มรี อ่ งรอยการดำเนนิ การแกป้ ัญหา
ทกั ษะกระบวนการ การใหเ้ หตุผล
คะแนน/ความหมาย ความสามารถในการให้เหตผุ ลทป่ี รากฏใหเ้ ห็น
๔ ดมี าก มีการอ้างอิง เสนอแนวคดิ ประกอบการตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผล
๓ ดี มีการอา้ งองิ ถกู ต้องบางสว่ น และเสนอแนวคดิ ประกอบการตดั สนิ ใจ
๒ พอใช้ เสนอแนวคดิ ไม่สมเหตุผลในการประกอบการตดั สนิ ใจ
๑ ตอ้ งปรับปรุง มีความพยายามเสนอแนวคดิ ประกอบการตัดสนิ ใจ
๐ ไม่พยายาม ไม่มแี นวคดิ ประกอบการตัดสินใจ
ทกั ษะกระบวนการ การเช่อื มโยง
คะแนน/ความหมาย ความสามารถในการเช่ือมโยงที่ปรากฏใหเ้ ห็น
๔ ดมี าก นำความรู้ หลักการ และวิธีการทางพลศึกษาในการเชื่อมโยงกับสาระการเรียนรู้สุข
ศึกษาและพลศึกษา/ สาระอื่น / ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยในการแก้ปัญหา หรือ
๓ ดี ประยกุ ตใ์ ช้ได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสม
๒ พอใช้ นำความรู้ หลักการ และวิธีการทางภาษาต่างประเทศในการเช่ือมโยงกับสาระการ
๑ ต้องปรบั ปรงุ เรยี นรู้สุขศกึ ษาและพลศึกษา/ สาระอ่ืน / ในชวี ิตประจำวัน เพือ่ ช่วยในการแก้ปัญหา
๐ ไม่พยายาม หรอื ประยกุ ตใ์ ชไ้ ดบ้ างส่วน
นำความรู้ หลักการ และวธิ กี ารทางพลศึกษาในการเช่อื มโยงกับสขุ ศกึ ษาได้บางส่วน
นำความรู้ หลักการ และวิธีการทางพลศกึ ษาในการเช่อื มโยงยังไม่เหมาะสม
ไม่เช่อื มโยงกบั สาระอ่นื ใด ๆ
ทักษะกระบวนการ ความคิดริเร่มิ สรา้ งสรรค์
คะแนน/ความหมาย ความคิดริเรม่ิ สร้างสรรคท์ ่ีปรากฏใหเ้ ห็น
๔ ดีมาก มแี นวคิด / วิธีการแปลกใหมท่ ี่สามารถนำไปปฏบิ ตั ิไดถ้ ูกตอ้ งสมบรู ณ์
๓ ดี มีแนวคิด / วิธีการแปลกใหม่ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ถูกต้องแต่นำไปปฏิบัติแล้วไม่
ถูกต้องสมบรู ณ์
๒ พอใช้ มีแนวคดิ / วิธกี ารไม่แปลกใหมแ่ ตน่ ำไปปฏิบัติไดถ้ ูกต้องสมบูรณ์
๑ ตอ้ งปรบั ปรุง มีแนวคิด / วิธกี ารไม่แปลกใหมแ่ ละนำไปปฏิบตั แิ ล้วยังไมส่ มบูรณ์
๐ ไม่พยายาม ไม่มผี ลงาน
๓. เกณฑ์การให้คะแนนดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงคแ์ บบแยกองคป์ ระกอบ
คุณลกั ษณะ มีความรับผดิ ชอบ
คะแนน/ความหมาย คุณลกั ษณะท่ปี รากฏให้เห็น
๓ ดมี าก
- สง่ งานก่อนหรือตรงตามกำหนดเวลานดั หมาย
๒ ดี - รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมายและปฏิบัติเองจนเป็นนิสัย เป็นระบบแก่ผู้อ่ืน
๑ พอใช้ และแนะนำชักชวนใหผ้ ู้อื่นปฏิบัติ
- สง่ งานชา้ กว่ากำหนด แตไ่ ด้มกี ารตดิ ต่อช้แี จงครผู ู้สอน มีเหตุผลทีร่ ับฟังได้
- รับผดิ ชอบในงานท่ีได้รับมอบหมาย ปฏิบตั ิเองจนเปน็ นสิ ัย
- สง่ งานชา้ กว่ากำหนด
- ปฏิบตั ิงานโดยต้องอาศัยการชแี้ นะ แนะนำ ตักเตอื นหรืให้กำลงั ใจ
คุณลกั ษณะ มรี ะเบียบวินยั
คะแนน/ความหมาย คณุ ลักษณะท่ปี รากฏให้เห็น
๓ ดีมาก
- สมุดงาน ชนิ้ งาน สะอาดเรียบรอ้ ย
๒ ดี - ปฏิบัตติ นอยูใ่ นข้อตกลงท่กี ำหนดใหร้ ว่ มกนั ทุกครั้ง
- สมุดงาน ช้ินงาน สว่ นใหญ่สะอาดเรยี บร้อย
๑ พอใช้ - ปฏบิ ตั ติ นอยู่ในข้อตกลงทกี่ ำหนดให้รว่ มกนั เป็นส่วนใหญ่
- สมุดงาน ชิน้ งาน ไม่ค่อยสะอาดเรยี บรอ้ ย
- ปฏบิ ตั ิตนอยใู่ นขอ้ ตกลงที่กำหนดให้ร่วมกันเป็นบางครง้ั ต้องอาศยั การแนะนำ
คุณลกั ษณะ ทำงานเป็นระบบรอบคอบ
คะแนน/ความหมาย คณุ ลักษณะที่ปรากฏให้เห็น
๓ ดีมาก
- มกี ารวางแผนการดำเนินงานเป็นระบบ
๒ ดี - การทำงานมีครบทกุ ขน้ั ตอน ตัดข้ันตอนทไี่ ม่สำคญั ออก
- จดั เรียงลำดบั ความสำคญั ก่อน – หลัง ถกู ต้องครบถ้วน
๑ พอใช้
- มกี ารวางแผนการดำเนนิ งาน
- การทำงานไม่ครบทุกข้ันตอน และผิดพลาดบา้ ง
- จัดเรียงลำดับความสำคญั กอ่ น – หลงั ไดเ้ ปน็ สว่ นใหญ่
- ไม่มีการวางแผนการดำเนนิ งาน
- การทำงานไมม่ ขี นั้ ตอน มคี วามผิดพลาดต้องแกไ้ ข
- ไม่จดั เรยี งลำดบั ความสำคญั
๔. เกณฑก์ ารประเมนิ ชนิ้ งานแบบองคร์ วม
คะแนน/ความหมาย คณุ ภาพของชนิ้ งานทีป่ รากฏให้เหน็
๔ ดมี าก - คิดคำนวณหรอื เสนอรปู แบบวธิ กี ารหาคำตอบไดอ้ ย่างถูกตอ้ งแมน่ ยำ
- แสดงวธิ ีการหรือการหาเหตุผล สนับสนุนการหาคำตอบได้ครบถว้ นสมบรู ณ์
- มองเหน็ ความเชอ่ื มโยงหรือการขยายผลไปส่หู ลกั การของปญั หาได้อยา่ งสมบูรณ์
- มีองค์ประกอบของช้ินงานครบถ้วน ๓ รายการ(รูปแบบรายงาน ความถูกต้อง
ชดั เจนในการเขยี นหรอื พิมพ์ การจดั รูปเลม่
๓ ดี - คำนวณหรือวิธีการหาคำตอบถกู ต้อง
- แสดงวิธกี ารหรอื การหาเหตผุ ล สนับสนนุ การหาคำตอบได้บางสว่ น
- เชอื่ มโยงไปสูห่ ลกั การของปญั หาได้บางส่วน
- มีองค์ประกอบของชิ้นงานไม่น้อยกวา่ ๒ รายการ
๒ พอใช้ - การคำนวณมขี ้อผิดพลาดบางสว่ น
- แสดงเหตผุ ล สนับสนนุ การหาคำตอบเลก็ นอ้ ย
- แสดงการเช่อื มโยงหลักการการแก้ปัญหาไดเ้ ลก็ น้อย
- มอี งคป์ ระกอบของช้นิ งานไมน่ ้อยกวา่ ๒ รายการ
๑ ต้องปรบั ปรงุ - ไมม่ ีช้นิ งาน
๕. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนดา้ นคณุ ลักษณะทพ่ี ึงประสงค์แบบองคร์ วม
คะแนน/ความหมาย คณุ ลกั ษณะท่ีปรากฏใหเ้ ห็น
๓ ดมี าก
สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเองหรือเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นได้ในการปฏิบัติงานทางพล
๒ ดี ศึกษาอย่างมีระบบ มีระเบียบวินัย มีความรอบคอบ มีความรับผิดชอบ มี
วจิ ารณญาณ มีความเช่อื ม่นั ในตนเอง
๑ พอใช้
สามารถปฏิบัติตนตามคำแนะนำหรือชี้แนะในการปฏิบัติงานทางพลศึกษาอย่างมี
ระบบ มีระเบียบวินัย มีความรอบคอบ มีความรับผิดชอบ มวี ิจารณญาณ มีความ
เช่ือมน่ั ในตนเอง
ไม่สามารถปฏิบัติตนตามคำแนะนำหรือช้ีแนะด้วยตนเอง แต่ต้องมีการกำกับและ
ติดตามอยู่เสมอในการปฏิบัติงานทางพลศึกษาอย่างมีระบบ มีระเบียบวินัย มีความ
รอบคอบ มีความรบั ผิดชอบ มวี ิจารณญาณ มีความเชอื่ มนั่ ในตนเอง
แนวปฏบิ ัตใิ นการวดั และประเมินผลการเรียนรู้
ก า ร วั ด แ ล ะ ป ร ะ เมิ น ผ ล ก า ร เรี ย น รู้ ข อ ง ผู้ เรี ย น ต้ อ ง อ ยู่ บ น ห ลั ก ก า ร พ้ื น ฐ า น ส อ ง ป ร ะ ก า ร คื อ
การประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพ่ือตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้
ประสบผลสำเร็จน้ัน นักเรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพ่ือให้บรรลุตามมาตรฐานการ
เรียนรู้ สะท้อนสมรรถนะสำคญั และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ของนกั เรยี นซึ่งเป็นเปา้ หมายหลกั ในการวัดและ
ประเมินผลการเรียนรู้ในระดับช้ันเรียน ระดับสถานศึกษา การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เป็น
กระบวนการพัฒนาคุณภาพนักเรียนโดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศที่แสดงพัฒนาการ
ความก้าวหน้า และความสำเร็จทางการเรียนของนักเรียน ตลอดจนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้
นักเรยี นเกดิ การพฒั นาและเรียนรอู้ ยา่ งเตม็ ตามศกั ยภาพ
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น ๒ ระดับ ได้แก่ ระดับช้ันเรียน ระดับสถานศึกษา มี
รายละเอยี ด ดังนี้
๑. การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลท่ีอยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ครู
ผู้สอนดำเนินการเป็นปกติและสม่ำเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย
เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน แฟ้ม
สะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยครู ผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรอื เปดิ โอกาสให้นกั เรียนประเมินตนเอง
เพือ่ นประเมนิ เพอ่ื น ผู้ปกครองร่วมประเมนิ ในกรณที ี่ไมผ่ ่านตวั ชว้ี ัดใหม้ ี การสอนซอ่ มเสริม
การประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า นักเรียนมีพัฒ นาการความก้าวหน้าใน
การเรียนรู้ อันเปน็ ผลมาจากการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากนอ้ ยเพยี งใด มสี ่งิ ทจี่ ะตอ้ งไดร้ ับ
การพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยงั เป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรบั ปรุงการเรียนการสอนของตน
ด้วย ท้งั นี้โดยสอดคล้องกบั มาตรฐานการเรียนร้แู ละตวั ชีว้ ดั
๒. การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการประเมินที่สถานศึกษาดำเนินการเพ่ือตัดสินผล การเรียน
ของผู้เรยี นเปน็ รายป/ี รายภาค ผลการประเมนิ การอ่าน คิดวิเคราะหแ์ ละเขียน คุณลักษณะ อันพึงประสงค์
และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นอกจากนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษา ของสถานศึกษา ว่าส่งผล
ต่อการเรียนรู้ของผูเ้ รียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมท้ังสามารถนำผลการเรียนของ
ผู้เรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและ
สารสนเทศเพ่ือการปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการ
จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการ
รายงานผลการจัดการศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน ผ้ปู กครองและชุมชน
ข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบทบทวนพัฒนาคุณภาพ
นักเรียน ที่จะต้องจัดระบบดูแลช่วยเหลือ ปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพ่ือให้นักเรียนได้พัฒนาเต็มตาม
ศักยภาพบนพื้นฐาน ความแตกต่างระหว่างบุคคลท่ีจำแนกตามสภาพปัญหาและความต้องการ ได้แก่ กลุ่ม
นักเรียนทั่วไป กลุ่มนักเรียนท่ีมีความสามารถพิเศษ กลุม่ นักเรียนที่มผี ลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กลุ่มผเู้ รยี นท่ี
มีปัญหาด้านวินัยและพฤติกรรม กลุ่มนักเรียนท่ีปฏิเสธโรงเรียน กลุ่มนักเรียนที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจและ
สงั คม กลุ่มพิการทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูลจากการประเมินจงึ เป็นหัวใจของสถานศึกษาในการ
ดำเนินการช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันท่วงที ปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาและประสบความสำเร็จในการ
เรยี น
สถานศกึ ษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะตอ้ งจัดทำระเบียบวา่ ด้วยการวัดและประเมินผลการ
เรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิ บัติท่ีเป็นข้อกำหนดของหลักสูตร
สถานศกึ ษา เพ่ือใหบ้ คุ ลากรทีเ่ กย่ี วข้องทุกฝา่ ยถอื ปฏบิ ัติรว่ มกัน
เกณฑก์ ารวัดและประเมนิ ผลการเรียน
๑. การตัดสนิ การใหร้ ะดบั และการรายงานผลการเรียน
๑.๑ การตดั สนิ ผลการเรียน
ในการตัดสินผลการเรยี นของกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา การอ่าน คิดวิเคราะห์
และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนั้น ผู้สอนต้องคำนึงถึงการพัฒนานักเรียนแต่
ละคนเป็นหลัก และต้องเก็บขอ้ มูลของนักเรียนทุกด้านอย่างสม่ำเสมอและต่อเนอื่ งในแต่ละภาคเรยี น รวมท้ังสอน
ซอ่ มเสริมผู้เรยี นใหพ้ ฒั นาจนเต็มตามศักยภาพ
ระดบั ประถมศึกษา
(๑) ผเู้ รียนต้องมเี วลาเรยี นไมน่ อ้ ยกวา่ ร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นท้ังหมด
(๒) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัด และผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของ
จำนวนตวั ชว้ี ดั
(๓) ผู้เรียนต้องได้รับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา ไม่น้อยกว่าระดับ “ ๑ ” จึงจะถือว่า
ผา่ นเกณฑ์ตามทสี่ ถานศึกษากำหนด
(๔)นักเรียนต้องไดร้ ับการประเมนิ และมีผลการประเมิน การอ่าน
คดิ วิเคราะห์และเขียน ในระดบั “ ผ่าน ” ข้ึนไป มผี ลการประเมินคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ในระดบั “ ผ่าน ”
ขน้ึ ไป และมีผลการประเมินกิจกรรมพัฒนานกั เรียน ในระดบั “ ผา่ น ”
การพิจารณาเล่ือนช้ันท้ังระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ถ้านักเรียนมีข้อบกพร่องเพียง
เล็กน้อย และพิจารณาเห็นว่าสามารถพัฒนาและสอนซ่อมเสรมิ ได้ ให้ผ่อนผนั ใหเ้ ลื่อนชนั้ ได้ แต่หากนักเรียนไม่
ผ่านรายวิชาจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหาต่อการเรียนในระดับช้ันท่ีสูงขึ้น ให้ตั้งคณะกรรมการ
พจิ ารณาใหเ้ รยี นซ้ำชัน้ ได้ ทงั้ นีใ้ หค้ ำนึงถงึ วุฒิภาวะและความร้คู วามสามารถของนักเรียนเป็นสำคญั
๑.๒ การใหร้ ะดบั ผลการเรียน
ระดับประถมศึกษา ในการตัดสินเพ่ือให้ระดับผลการเรียนรายวิชา ให้ระดับผลการเรียนหรือ
ระดับคณุ ภาพการปฏบิ ตั ขิ องนกั เรยี น เป็นระบบตัวเลขแสดงระดับผลการเรยี นเป็น ๘ ระดบั ดังน้ี
ระดบั ผลการเรยี น ความหมาย ชว่ งคะแนนร้อยละ
๔ ผลการเรยี นดีเย่ยี ม ๘๐ - ๑๐๐
๓.๕ ผลการเรียนดีมาก ๗๕ - ๗๙
๓ ๗๐ - ๗๔
๒.๕ ผลการเรยี นดี ๖๕ - ๖๙
๒ ผลการเรียนคอ่ นข้างดี ๖๐ - ๖๔
๑.๕ ผลการเรยี นนา่ พอใจ ๕๕ - ๕๙
๑ ๕๐ - ๕๔
๐ ผลการเรยี นพอใช้ ๐ - ๔๙
ผลการเรียนผ่านเกณฑข์ ั้นต่ำ
ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์
การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์น้ัน ให้ระดับผลการ
ประเมนิ เป็น ดเี ยี่ยม ดี ผา่ น และไม่ผ่าน
การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องพิจารณาท้ังเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติ
กิจกรรมและผลงานของผ้เู รยี น ตามเกณฑ์ทีส่ ถานศกึ ษากำหนด และให้ผลการเขา้ รว่ มกิจกรรมเปน็ ผ่าน และไม่
ผา่ น
๑.๓ การรายงานผลการเรียน
การรายงานผลการเรียนเป็นการสื่อสารให้ผู้ปกครองและนักเรียนทราบความก้าวหน้า ในการ
เรียนรู้ของนักเรียน ต้องสรุปผลการประเมินและจัดทำเอกสารรายงานให้ผู้ปกครองทราบเป็นระยะ ๆ หรือ
อยา่ งนอ้ ยภาคเรยี นละ ๑ ครั้ง
การรายงานผลการเรียนสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพการปฏิบัติของนักเรียนท่ีสะท้อน
มาตรฐานการเรียนรูก้ ล่มุ สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
๒. เกณฑก์ ารจบการศกึ ษา
เกณฑ์การจบระดบั ประถมศกึ ษา
(๑) นักเรียนเรียนรายวิชาพื้นฐาน และรายวิชา/กิจกรรมเพ่ิมเติมตามโครงสร้างเวลาเรียนท่ี
กำหนด
(๒) นกั เรยี นต้องมีผลการประเมินรายวิชาพ้นื ฐาน ผ่านเกณฑก์ ารประเมินตามทก่ี ำหนด
(๓) นักเรียนมีผลการประเมินการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขยี นในระดับผา่ นเกณฑ์ การประเมิน
ตามที่กำหนด
(๔) นักเรียนมผี ลการประเมินคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่
กำหนด
(๕) นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ี
กำหนด
สำหรับการจบการศึกษาสำหรับกลุ่มเปา้ หมายเฉพาะ เชน่ การศึกษาเฉพาะทาง การศึกษาสำหรับผู้
มีความสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลือก การศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส การศึกษาตามอัธยาศัย ให้
คณะกรรมการของสถานศึกษา ดำเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักเกณฑ์ในแนวปฏิบัติการวัด
และประเมินผลการเรียนรู้ของหลักสูตรสถานศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมาย เฉพาะ
เอกสารหลกั ฐานการศกึ ษา
เอกสารหลักฐานการศกึ ษา เปน็ เอกสารสำคัญทบี่ ันทึกผลการเรยี น ข้อมูลและสารสนเทศทีเ่ กยี่ วขอ้ งกับ
พัฒนาการของผู้เรยี นในด้านต่าง ๆ แบง่ ออกเปน็ ๒ ประเภท ดังนี้
๑. เอกสารหลักฐานการศกึ ษาท่ีกระทรวงศกึ ษาธกิ ารกำหนด
๑.๑ ระเบียนแสดงผลการเรียน เป็นเอกสารแสดงผลการเรียนและรับรองผลการเรียนของ
ผู้เรียนตามรายวิชา ผลการประเมินการอา่ น คิดวิเคราะห์และเขียน ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ของสถานศึกษา และผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สถานศึกษาจะต้องบันทึกข้อมูลและออกเอกสารนี้
ให้ผู้เรียนเป็นรายบคุ คล เมื่อผู้เรียนจบการศึกษาระดบั ประถมศึกษา(ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๖) จบการศึกษาภาค
บังคบั (ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๓) จบการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน(ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี ๖) หรือเม่ือลาออกจากสถานศกึ ษา
ในทุกกรณี
๑.๒ ประกาศนียบัตร เป็นเอกสารแสดงวุฒิการศึกษาเพ่ือรับรองศักดิ์และสิทธิ์ของผู้จบ
การศึกษา ท่ีสถานศึกษาให้ไว้แก่ผู้จบการศึกษาภาคบังคับ และผู้จบการศึกษาข้ันพ้ืนฐานตามหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน
๑.๓ แบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา เป็นเอกสารอนุมัติการจบหลักสูตรโดยบันทึกรายช่ือและ
ขอ้ มูลของผู้จบการศึกษาระดับประถมศึกษา(ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๖) ผู้จบการศึกษาภาคบังคับ(ชนั้ มัธยมศึกษา
ปีท่ี ๓) และผู้จบการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน(ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ ๖)
๒. เอกสารหลักฐานการศกึ ษาที่สถานศึกษากำหนด
เป็นเอกสารที่สถานศึกษาจัดทำข้ึนเพ่ือบันทึกพัฒนาการ ผลการเรียนรู้ และข้อมูลสำคัญ เก่ียวกับ
นักเรียน เช่น แบบรายงานประจำตัวนักเรียน แบบบันทึกผลการเรียนประจำรายวิชา ระเบียนสะสม
ใบรับรองผลการเรยี น และ เอกสารอน่ื ๆ ตามวตั ถุประสงคข์ องการนำเอกสารไปใช้
การเทียบโอนผลการเรยี น
สถานศึกษาสามารถเทยี บโอนผลการเรียนของนักเรยี นในกรณีต่างๆไดแ้ ก่ การย้ายสถานศึกษา การ
เปลี่ยนรูปแบบการศึกษา การย้ายหลักสูตร การออกกลางคันและขอกลับเข้ารับการศึกษาต่อ การศึกษาจาก
ต่างประเทศและขอเข้าศึกษาต่อในประเทศ นอกจากน้ี ยังสามารถเทียบโอนความรู้ ทักษะ ประสบการณ์จาก
แหล่งการเรียนรู้อ่นื ๆ เช่น สถานประกอบการ สถาบันศาสนา สถาบนั การฝึกอบรมอาชีพ การจัดการศึกษาโดย
ครอบครวั
การเทียบโอนผลการเรียนควรดำเนินการในช่วงก่อนเปิดภาคเรียนแร กหรือต้นภ าคเรียนแรกท่ี
สถานศึกษารับผู้ขอเทียบโอนเป็นผู้เรยี น ท้ังน้ี นักเรียนท่ีได้รับการเทียบโอนผลการเรียนต้องศึกษาต่อเนื่องใน
สถานศึกษาท่ีรับเทียบโอนอย่างน้อย ๑ ภาคเรียน โดยสถานศึกษาที่รับนักเรียนจากการเทียบโอนควรกำหนด
รายวชิ า/จำนวนหนว่ ยกิตท่ีจะรบั เทยี บโอนตามความเหมาะสม
การพจิ ารณาการเทยี บโอน สามารถดำเนนิ การได้ ดังน้ี
๑.พิจารณาจากหลักฐานการศึกษา และเอกสารอ่ืน ๆ ท่ีให้ข้อมูลแสดงความรู้ ความสามารถของ
ผู้เรียน
๒.พิจารณาจากความรู้ ความสามารถของผู้เรียนโดยการทดสอบด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้ง ภาคความรู้
และภาคปฏิบัติ
๓.พจิ ารณาจากความสามารถและการปฏบิ ตั ิในสภาพจริง
การเทียบโอนผลการเรียนให้เปน็ ไปตาม ประกาศ หรอื แนวปฏบิ ัติ ของกระทรวงศึกษาธิการ
การบริหารจดั การหลักสูตร
๑. การบริหารงานวิชาการ
โรงเรียนชุมชนวัดขันเงิน มีคณะกรรมการบริหารวิชาการประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ช่วย
ผอู้ ำนวยการโรงเรียน หัวหน้างานวิชาการ หัวหน้าระดับช้ัน ป. ๑ – ๓ หัวหน้าระดับช้ัน ป.๔ – ๖ หัวหน้า
ระดับชั้นอนุบาล หัวกลุ่มสาระ ๘ กลุ่มสาระ ครูฝ่ายงานทะเบียนวิชาการ ครูฝ่ายงานกิจกรรมนักเรียน
ประธานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน เป็นคณะกรรมการบริหารหลักสูตรของโรงเรียน โดยอยู่ภายใต้
ความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐานของโรงเรียน ซ่ึงประกอบไปดว้ ยผู้ทรงคุณวฒุ ิในชุมชน
และตัวแทนผ้ปู กครองนักเรียน ในส่วนการบรหิ ารงานวิชาการในแตล่ ะระดับช้ัน หัวหน้าระดับชนั้ และหัวหน้า
กลุ่มสาระเป็นผู้ดำเนินการร่วมกับครูประจำชั้นและครูประจำวิชามีการกำหนดแผนปฏิบัติงานวิชาการ และ
งานกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอย่างชัดเจน เพ่ือให้การใช้หลักสูตรมีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน จึงกำหนดกิจกรรมด้าน
วชิ าการ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น ดังนี้
๑.๑ โครงการตามแผนพัฒนาประจำปีของโรงเรียน โรงเรียนได้จัดทำโครงการต่าง ๆ ซ่ึงได้จัดทำ
ข้ึนเพ่ือสนองยุทธศาสตร์การบริหารของโรงเรียน เช่น โครงการวิจัยและพัฒนาห ลักสูตรสถานศึกษา
โครงการส่งเสรมิ การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนทีเ่ นน้ ผู้เรยี นเป็นสำคัญ
๑.๒ กิจกรรมส่งเสรมิ การเรยี นรกู้ ลุ่มสาระการเรยี นรู้ ๘ กลุ่มสาระ มดี งั นี้
โครงการความเป็นเลิศทางวิชาการ โครงการนักเรียนใฝ่รู้ใฝ่เรียนและรักการอ่าน โครงการพัฒนาแหล่ ง
เรียนรู้และสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนแบบบูรณาการ โครงการเรียนรู้สู่โลกกว้าง โครงการเสริมสร้าง
และพัฒนาอนามัยส่วนบคุ คลของนกั เรียน โครงการความเป็นเลศิ ทางวชิ าการ
๒. การบรหิ ารทั่วไป
คณะกรรมการบริหารงานทั่วไป ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ช่วยผ้อู ำนวยการโรงเรียน
หัวหน้างานบรหิ ารทั่วไป ดูแลในเรือ่ งของงานบริหาร งานอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม งานชุมชนสัมพันธ์
งานอนามัย งานสาธารณูปโภคและงานดูแลนักเรียน ซึ่งแต่ละฝ่ายมีแผนปฏิบัติงานดำเนินการในรูปของ
คณะกรรมการ
๓. การบริหารงานบุคคลากร
คณะกรรมการบริหารบุคคลประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียน
หัวหน้างานบุคลากร หัวหน้างานวิชาการ หัวหน้างานบริหารทั่วไป หัวหน้างานธุรการและการเงิน หัวหนา
ระดันชั้นเรียน และหัวหน้ากลุ่มสาระ โดยทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนในด้านการพัฒนาบุคลากรใน
โรงเรียนให้ปฏิบัติหน้าท่ีตามความสามารถและความถนัด รวมทั้งการส่งบุคลากรเข้าร่วมประชุมสัมมนา
อบรมพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน ดูงานท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาวิชาการอย่างต่อเน่ือง ตลอดจนการ
สนับสนุนบุคลากรให้มีความกา้ วหน้าในวิชาชพี ในการทำผลงานวชิ าตา่ ง ๆ
๔. การบรหิ ารงบประมาณ
คณะกรรมการบริหารงบประมาณ ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียน
งานพัสดุครุภัณฑ์ งานธุรการการเงิน หัวหน้าระดับชั้น หัวหน้ากลุ่มสาระซ่ึงแต่ละงานมีการปฏิบัติงานในรูป
ของคณะกรรมการเงินท่ีได้รับจัดสรรให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาวิชาการ กาเรียนการสอนมีการวางแผน
จัดทำงบประมาณรายรับรายจ่าย มีการใช้เงินตามแผนพัฒนาประจำปีอย่างมีประสิทธิภาพโดยโดยมีการ
ตรวจสอบบญั ชีจากผ้ตู รวจสอบบญั ชีของสำนกั งานเขตพ้ืนท่ีอยา่ งสม่ำเสมอ และมีการจดั ทำรายงานการใชจ้ ่าย
งบประมาณต่อหนว่ ยงานตน้ สงั กัดเปน็ ประจำทุกเดือน
๕. อนื่ ๆ
๕.๑ การประเมินการใช้หลกั สูตรเป็นส่วนหน่งึ ของการบรหิ ารหลักสตู ร เพ่ือให้การใช้หลักสูตรเป็นไป
อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ โรงเรียนจงึ กำหนดแนวทางการประเมินการใชห้ ลกั สูตร ดังน้ี
๕.๑.๑ ประเมนิ การใชห้ ลกั สูตร
๕.๑.๒ ประเมนิ ระหว่างการใช้หลกั สูตร
๕.๑.๓ ประเมินหลงั การใชห้ ลักสูตร
การประเมินก่อนการใช้หลักสูตร โรงเรียนชุมชนวัดขันเงินดำเนินการโดยให้คณะกรรมการ
สถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ตลอดจนครูผู้สอนของกลุ่มสาระการเรียนรู้เป็นผู้ประเมินหลักสูตรในด้านโครงสร้าง
ของหลักสูตร มาตรฐานการเรียนรู้ คำอธิบายรายวิชา ตัวชี้วัดการเรียนรู้ วางแผนการจัดการเรียนรู้ และ
การวัดผลและประเมินผลเพื่อตรวจสอบความชัดเจนถูกต้องและสมบูรณ์ตามหลักการของการจัดทำหลั กสูตร
นำผลท่ไี ดม้ าปรบั ปรงุ แกไ้ ขส่วนที่บกพร่องเพื่อให้มีความสมบรู ณก์ ่อนนำหลักสตู รไปใช้
การประเมินระหว่างการใชห้ ลักสูตรจะมกี ารประเมินควบคู่ไปกับการปรับปรุงแก้ไข
การประเมินหลังการใช้หลักสูตรเป็นการประเมินเพ่ือสรุปผลการใช้หลักสูตรของโรงเรียนทุกๆ
ดา้ น
๕.๒ การผลติ สื่อการเรียนรู้ และการประเมินการใช้สื่อการเรยี นรู้ โรงเรยี นชมุ ชนวดั ขันเงิน กำหนด
หลกั การและแนวคิดในการผลติ ส่อื การเรียนรดู้ งั น้ี
๕.๒.๑ เปน็ สื่อการเรยี นรู้ที่เกดิ จากการศึกษาคน้ คว้าดว้ ยตนเอง ของครูหรือนกั เรยี น
๕.๒.๒ เป็นส่ือการเรียนรู้ที่ครูและนักเรียนช่วยกันวางแผนจัดทำ และพัฒนาขึ้นใช้ในการเรียน
การสอนรว่ มกนั
๕.๒.๓ รูปแบบของส่ือการเรียนการสอนต้องหลากหลาย และสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้
ธรรมชาตขิ องกลมุ่ สาระการเรยี นรู้และศักยภาพ
ท้ังน้ีส่ือการเรียนรู้ท่ีนำมาใช้ในการจัดการเรียน มีท้ังส่ือใกล้ตัว ส่ือธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี
และสื่ออ่ืน ๆ ส่วนการประเมินการใช้สื่อการเรียนรู้ ประเมินจากบันทึกผลการใช้ส่ือการเรียนรู้ในการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละครั้งแล้วนำผลการประเมินมาปรับปรุงแก้ไขโดยครูผู้สอน ครูหัวหน้ากลุ่ม
สาระการเรยี นรู้ และงานวชิ าการดำเนนิ ร่วมกัน
๕.๓ การประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนจัดให้มีระบบประกันคุณภาพการศึกษา เพ่ือพัฒนา
คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับชั้น และงานทุกงานของโรงเรียน ซ่ึงการประกันคุณภาพน้ี
ประกอบด้วยระบบประกนั คุณภาพภายใน ระบบประกันคุณภาพภายนอก
๕.๓.๑ ระบบประกันคุณภาพภายใน
โรงเรยี นได้ดำเนนิ การให้เป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการบรหิ ารการศึกษาอยา่ งต่อเน่ือง โดย
มีการจัดทำรายงานคุณภาพการศึกษาประจำทุกปี เพ่ือนำเสนอต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ครู
นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ซ่ึงนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และการรับรองการ
ประกนั คณุ ภาพภายนอก
๕.๓.๒ ระบบการประกนั คุณภาพภายนอก
โรงเรียนมีกระบวนการบริหารการศึกษา โดยคำนึงถึงมาตรฐานวิชาการในกรอบหลักสูตร
และเกณฑ์มาตรฐานการศึกษา และโรงเรียนได้ผ่านการประเมินจากหน่วยงานรบั รองมาตรฐาน และประเมิน
คณุ ภาพการศึกษาในรอบสองแล้วและโรงเรยี นไดเ้ ตรยี มพร้อมที่จะเข้ารบั การประเมนิ ในรอบต่อไป
อภิธานศพั ท์
กลไกของรา่ งกายทีใ่ ชใ้ นการเคลื่อนไหว (Body Mechanism)
กระบวนการตามธรรมชาติในการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามลักษณะโครงสร้าง หน้าที่
และการทำงานร่วมกันของข้อต่อ กล้ามเนื้อ กระดูกและระบบประสาทท่ีเกี่ยวข้องภายใต้ขอบข่าย เงื่อนไข
หลักการ และปัจจัยด้านชีวกลศาสตร์ที่มีผลต่อการเคลื่อนไหว เช่น ความม่ันคง (Stability) ระบบคาน
(Leverage) การเคลอื่ น (Motion) และแรง (Force)
การเคลอ่ื นไหวเฉพาะอยา่ ง (Specialized Movement)
การผสมผสานกันระหว่างทักษะย่อยของทักษะการเคลอ่ื นไหวพื้นฐานต่าง ๆ การออกกำลังกาย การเล่นเกม
และการเล่นกฬี าต่าง ๆ ซึ่งมีความจำเป็นสำหรบั กิจกรรมทางกาย เช่น การขว้างลูกซอฟท์บอล ต้องอาศัย
การผสมผสานของทักษะการสไลด์ (การเคลื่อนไหวแบบเคล่ือนท่ี) การขว้าง (การเคล่ือนไหวแบบประกอบ
อปุ กรณ์) การบิดตัว (การเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนท่ี) ทักษะทท่ี ำบางอย่างยิ่งมีความซับซ้อนและต้องใช้การ
ผสมผสานของทกั ษะการเคลือ่ นไหวพนื้ ฐานหลาย ๆ ทักษะรวมกัน
การเคล่ือนไหวในชวี ติ ประจำวัน (Daily Movement)
รูปแบบหรือทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายในอิริยาบถต่าง ๆ ที่บุคคลท่ัวไปใช้ในการดำเนินชีวิต ไม่ว่า
เพอื่ การประกอบกจิ วตั รประจำวัน การทำงาน การเดินทางหรือกจิ กรรมอ่นื ๆ เชน่ การยืน กม้ นั่ง เดิน วิง่
โหนรถเมล์ ยกของหนัก ปีนป่าย กระโดดลงจากทสี่ งู ฯลฯ
การเคลอื่ นไหวพน้ื ฐาน (Fundamental Movements)
ทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายที่จำเป็นสำหรับชีวิตและการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ในการปฏิบัติกิจกรรม
ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นทักษะที่มีการพัฒนาในช่วงวัยเด็ก และจะเป็นพื้นฐานสำหรับการ
ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เม่ือเจริญวยั สูงขึ้น ตลอดจนเป็นพ้ืนฐานของการ มีความสามารถในการเคล่ือนไหว
โดยเฉพาะอย่างย่ิงในการเล่นกีฬา การออกกำลังกาย และการประกอบกิจกรรมนันทนาการ การเคลื่อนไหว
พ้นื ฐาน สามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น ๓ ประเภท คือ
๑. การเคลื่อนไหวแบบเคลอื่ นที่ (Locomotor Movement) หมายถึง ทักษะการเคล่ือนไหว ที่
ใช้ในการเคล่ือนร่างกายจากท่ีหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ได้แก่ การเดิน การว่ิง การกระโดด สลับเท้า การ
กระโจน การสไลด์ และการวิ่งควบม้า ฯลฯ หรือการเคล่ือนที่ในแนวด่ิง เช่น การกระโดด ทักษะการ
เคล่ือนไหวเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการทำงานประสานสัมพันธ์ทางกลไกแบบไม่ซับซ้อน และเป็นการ
เคล่อื นไหวร่างกายที่ใชก้ ลา้ มเน้อื มัดใหญ่
๒. การเคล่ือนไหวแบบอยู่กับที่ (Nonlocomotor Movement) หมายถึง ทักษะการเคล่ือนไหว
ทป่ี ฏิบัติโดยร่างกายไมม่ ีการเคลื่อนทีข่ องร่างกาย ตัวอย่างเช่น การก้ม การเหยียด การผลักและดนั การบิด
ตัว การโยกตัว การไกวตัว และการทรงตัว เป็นต้น
๓. การเคลื่อนไหวแบบประกอบอุปกรณ์ (Manipulative Movement) เป็นทักษะการเคลื่อนไหว
ที่มีการบังคับหรือควบคุมวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่จะเก่ียวข้องกับการใช้มือและเท้า แต่ส่วนอ่ืน ๆ ของร่างกายก็
สามารถใช้ได้ เชน่ การขวา้ ง การตี การเตะ การรับ เป็นต้น
การจัดการกบั อารมณ์และความเครียด (Emotion and Stress Management)
วิธีควบคุมอารมณ์ความเครียดและความคับข้องใจ ท่ีไม่เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น แล้วลงมือ
ปฏิบัติอย่างเหมาะสม เช่น ทำสมาธิ เล่นกีฬา การร่วมกิจกรรม นันทนาการ การคลายกล้ามเนื้อ
(muscle relaxation)
การช่วยฟื้นคืนชีพ (Cardiopulmonary Resuscitation = CPR)
การช่วยชีวิตเบื้องต้นก่อนส่งต่อให้แพทย์ในกรณีผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น โดยการนวดหัวใจและผายปอดไป
พร้อม ๆ กนั
การดูแลเบอ้ื งต้น (First Care)
การใหก้ ารดูแลสุขภาพผูป้ ว่ ยในระยะพกั ฟืน้ และ / หรือการปฐมพยาบาล
การพฒั นาทย่ี ัง่ ยนื (Sustainable Development)
การพัฒนาที่เป็นองค์รวมของความเป็นมนุษย์ตามแนวทางของพระธรรมปิฏก (ประยุทธ์ ปยุตโต) เป็นการ
พัฒนาที่เป็นบูรณาการ คือ ทำให้เกิดเป็นองค์รวมหมายความว่า องค์ประกอบท้ังหลายท่ีเกี่ยวข้อง จะต้อง
ประสานกันครบท้งั ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวญิ ญาณ และมดี ุลยภาพ สอดคล้องกับกฎเกณฑ์
ของธรรมชาติ
การละเล่นพ้นื เมือง (Folk Plays)
กิจกรรมเล่นด้ังเดิมของคนในชุมชนแต่ละท้องถ่ิน ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของการดำเนินชีวิตหรือวิถีชีวิต เพ่ือเป็น
การผ่อนคลายอารมณ์ ความเครียด และสร้างเสริมให้มีกำลังกายแข็งแรง สติปัญญาดี จิตใจเบิกบาน
สนุกสนาน อันก่อให้เกิดความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน และเป็นส่วนหน่ึงของวัฒนธรรม เช่น กิจกรรมการเล่น
ของชุมชนท้องถิ่น วิ่งเป้ียว ชักเย่อ ข่ีม้าส่งเมือง ตีจับ มอญซ่อนผ้า รีๆข้าวสาร ว่ิงกระสอบ สะบ้า
กระบ่ีกระบอง มวยไทย ตะกร้อวง ตะกร้อลอดบว่ ง
กิจกรรมเขา้ จังหวะ (Rhythmic Activities)
การแสดงออกของร่างกาย โดยการเคล่ือนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เข้ากับอัตราความ ช้า – เร็ว
ของตวั โน้ต
กจิ กรรมนันทนาการ (Recreation Activities)
กิจกรรมท่ีบุคคลได้เลือกทำหรือเข้าร่วมด้วยความสมัครใจในเวลาว่าง และผลที่ได้รับเป็นความพึงพอใจ
ไมเ่ ป็นภยั ตอ่ สงั คม
กิจกรรมรบั นำ้ หนกั ตนเอง (Weight Bearing Activities)
กจิ กรรมการออกกำลังกายที่มกี ารเคลื่อนไหวบนพน้ื เชน่ การเดิน การว่ิง การกระโดดเชือก ยิมนาสติก
การเต้นรำหรือการเต้นแอโรบิก โดยกล้ามเนื้อส่วนท่ีรับน้ำหนักต้องออกแรงกระทำกับน้ำหนักของตนเอง
ในขณะปฏบิ ัติกิจกรรม
กีฬาไทย (Thai Sports)
กีฬาที่มีพื้นฐานเชื่อมโยงกบั วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของท้องถิ่นและสังคมไทย เช่น กระบ่ีกระบอง มวย
ไทย ตะกร้อ
กีฬาสากล (International Sports)
กฬี าท่ีเป็นที่ยอมรับจากมวลสมาชิกขององค์กรกีฬาระดับนานาชาติให้เป็นชนิดกีฬาที่บรรจุอยู่ในเกมการ
แขง่ ขัน เช่น ฟตุ บอล วอลเลยบ์ อล เทนนสิ แบดมินตัน
เกณฑ์สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness Reference)
ค่ามาตรฐานท่ีได้กำหนดขึ้น (จากการศึกษาวิจัยและกระบวนการสถิติ) เพ่ือเป็นดัชนีสำหรับประเมิน
เปรียบเทียบว่าบุคคลท่ีได้รับคะแนน หรือค่าตัวเลข (เวลา จำนวน ครั้ง น้ำหนัก ฯลฯ) จากการทดสอบ
สมรรถภาพทางกายแต่ละรายการทดสอบนั้น มีสมรรถภาพทางกายตามองค์ประกอบดังกล่าวอยู่ในระดับ
คุณภาพใด โดยท่วั ไปแล้วนิยมจัดทำเกณฑ์ใน ๒ ลกั ษณะ คอื
๑. เกณฑ์ปกติ (Norm Reference) เป็นเกณฑ์ที่จัดทำจากการศึกษากลุ่มประชากร ที่จำแนกตาม
กล่มุ เพศและวยั เปน็ หลัก สว่ นใหญแ่ ลว้ จะจัดทำในลักษณะของเปอรเ์ ซ็นไทล์
๒. เกณฑ์มาตรฐาน (Criterion Reference) เป็นระดับคะแนนหรือค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้
ล่วงหน้า สำหรับแต่ละราย การทดสอบเพ่ื อเป็นเกณ ฑ์ การตัดสินว่าบุคคลที่ รับการทดสอบ
มสี มรรถภาพหรอื ความสามารถผา่ นตามเกณฑท์ ี่ได้กำหนดไว้หรือไม่ มิได้เป็นการเปรียบเทยี บกบั บคุ คลอ่ืน ๆ
ความคดิ รวบยอดเก่ียวกับการเคล่ือนไหว (Movement Concepts)
ความสัมพันธ์ระหวา่ งขนาด จงั หวะ เวลา พื้นท่ี และทศิ ทางในการเคล่อื นไหวรา่ งกาย ความเข้าใจถึง
ความเก่ียวข้องเชื่อมโยง และความพอเหมาะพอดีระหว่างขนาดของแรงท่ีใช้ ในการเคล่ือนไหวร่างกายหรือ
วัตถุ ด้วยห้วงเวลา จังหวะและทิศทางท่ีเหมาะสมภายใต้ข้อจำกัดของพ้ืนท่ีท่ีมีอยู่ และสามารถแปรความ
เขา้ ใจดังกล่าวทง้ั หมดไปสู่การปฏิบัติการเคลอื่ นไหวในการเลน่ หรือแขง่ ขนั กีฬา
ความเสีย่ งตอ่ สขุ ภาพ (Health Risk)
การประพฤติปฏิบัติที่อาจนำไปสู่การเกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของตนเองและผู้อื่น เช่น การขับ
รถเร็ว การกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ความสำส่อนทางเพศ การมีน้ำหนักตัวเกิน การขาดการออกกำลังกาย
การสบู บุหร่ี การดมื่ สุรา การใชย้ าและสารเสพติด
คา่ นิยมทางสงั คม (Health Value)
คุณสมบัติของสิ่งใดก็ตาม ซ่ึงทำให้สิ่งนั้นเป็นประโยชน์น่าสนใจ สิ่งที่บุคคลยึดถือในการตัดสินใจและ
กำหนดการกระทำของตนเองเกีย่ วกบั พฤติกรรมสุขภาพ
คณุ ภาพชวี ิต (Quality of Life)
ความรับรู้หรือเข้าใจของปัจเจกบุคคลที่มีต่อสถานภาพชีวิตของตนเองภายใต้บริบทของระบบวัฒนธรรม
และค่านิยมที่เขาใช้ชีวิตอยู่ และมีความเช่ือมโยงกับจุดมุ่งหมาย ความคาดหวัง มาตรฐาน รวมท้ังความ
กังวลสนใจที่เขามีต่อส่ิงต่าง ๆ คุณภาพชีวิตเป็นมโนคติที่มีขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุมเร่ืองต่าง ๆ ที่
สลับซับซ้อน ได้แก่ สุขภาพทางกาย สภาวะทางจิต ระดับความเป็นตัวของตัวเอง ความสัมพันธ์ต่าง ๆ
ทางสังคม ความเช่อื สว่ นบคุ คล และสมั พนั ธภาพทด่ี ตี ่อสิง่ แวดลอ้ ม
จิตวญิ ญาณในการแขง่ ขัน (Competitive Spiritual)
ความมุ่งม่ัน การทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ ความรู้ ความสามารถในการแข่งขัน และร่วมมืออย่างสันติ
เต็มความสามารถ เพอื่ ให้ไดม้ าซึ่งผลที่ตนเองต้องการ
ทักษะชีวิต (Life Skills)
เป็นคุณลักษณะหรือความสามารถเชิงสังคมจิตวิทยา (Psychosocial Competence) และเป็น
ความสามารถทางสติปัญ ญา ท่ีทุกคนจำเป็นต้องใช้ในการเผชิญ สถาน การณ์ ต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึน
ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาข้ึนได้ด้วยการฝึกและกระทำซ้ำ ๆ ให้เกิดความ
คล่องแคล่ว เคยชิน จนเป็นลักษณะนิสัย ประกอบด้วยทักษะต่าง ๆ ดังน้ี คือ การรู้จักตนเอง เข้าใจ
ตนเองและเห็นคุณค่าของตนเอง การรจู้ ักคิดอย่างมีวิจารณญาณและคดิ สร้างสรรค์ การรจู้ ักคิดตัดสนิ ใจและ
แก้ปัญหา การรู้จักแสวงหาและใช้ข้อมูลความรู้ การส่ือสารและการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อ่ืน การจัดการ
กับอารมณ์และความเครียด การปรับตัวท่ามกลางการเปล่ียนแปลง การต้ังเป้าหมาย การวางแผนและ
ดำเนนิ การตามแผน ความเหน็ ใจผูอ้ น่ื ความรบั ผิดชอบตอ่ สังคมและซาบซ้ึงในสิ่งทด่ี งี ามรอบตัว
ธงโภชนาการ (Nutrition Flag)
เปน็ เครือ่ งมือทช่ี ว่ ยอธบิ ายและทำความเข้าใจโภชนบัญญตั ิ ๙ ประการ เพ่ือนำไปสู่การปฏบิ ัติ โดยกำหนด
เปน็ ภาพ “ธงปลายแหลม” แสดงกลมุ่ อาหารและสดั สว่ นการกินอาหารในแต่ละกล่มุ มากน้อยตามพื้นท่ี สังเกต
ได้ชัดเจนว่า ฐานใหญ่ด้านบนเน้นให้กินมากและปลายธงข้างล่างบอกให้กินน้อย ๆ เท่าท่ีจำเป็นโดยมีฐานมา
จากขอ้ ปฏบิ ัตกิ ารบริโภคอาหารเพ่ือสขุ ภาพทด่ี ีของคนไทย หรือ โภชนบญั ญัติ ๙ ประการ คอื
๑. กนิ อาหารครบ ๕ หมู่ แต่ละหม่ใู ห้หลากหลายและหมน่ั ดแู ลน้ำหนักตวั
๒. กนิ ขา้ วเปน็ อาหารหลกั สลับกบั อาหารประเภทแป้งเป็นบางมอื้
๓. กนิ พชื ผักให้มากและกนิ ผลไม้เปน็ ประจำ
๔. กนิ ปลา เนอื้ สตั วไ์ ม่ติดมนั ไข่ และถ่ัวเมลด็ แหง้ เปน็ ประจำ
๕. ด่มื นมให้เหมาะสมตามวยั
๖. กินอาหารที่มีไขมนั แต่พอควร
๗. หลกี เล่ียงการกนิ อาหารรสหวานจดั และเค็มจัด
๘. กินอาหารทสี่ ะอาด ปราศจากการปนเปอ้ื น
๙. งดหรอื ลดเครอื่ งดืม่ ทีม่ แี อลกอฮอล์
น้ำใจนักกีฬา (Spirit)
เปน็ คุณธรรมประจำใจของการเลน่ รว่ มกนั อย่รู ่วมกนั และมีชีวิตอยู่รว่ มกันในสงั คมได้อย่างปกติสขุ และมี
ประสิทธิภาพ พฤตกิ รรมทีแ่ สดงถงึ ความมนี ำ้ ใจนกั กฬี า เชน่ การมวี นิ ยั เคารพกฎกตกิ า รู้แพ้ รู้ชนะ รอู้ ภัย
บรกิ ารสขุ ภาพ (Health Service)
บริการทางการแพทย์และสาธารณสขุ ทงั้ ของรฐั และเอกชน
ประชาสังคม (Civil Society)
เครือข่าย กลุ่ม ชมรม สมาคม มูลนิธิ สถาบัน องค์กร หรือชุมชนท่ีมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทาง
สงั คม เพอื่ ประโยชน์ร่วมกนั ของกล่มุ
ผลติ ภัณฑ์สขุ ภาพ (Health Products)
ยา เครื่องสำอาง อาหารสำเรจ็ รปู เครื่องปรุงรสอาหาร อาหารเสริม วิตามิน
พฤติกรรมเบีย่ งเบนทางเพศ (Sex Abuse)
การประพฤติปฏิบัติใด ๆ ท่ีไม่เป็นไปตามธรรมชาติทางเพศตนเอง เช่น มีจิตใจรักชอบในเพศเดียวกัน
การแตง่ ตวั หรือแสดงกริ ยิ าเปน็ เพศตรงขา้ ม
พฤติกรรมสุขภาพ (Health Behaviour)
การปฏิบัติหรือกิจกรรมใด ๆ ในด้านการป้องกัน การสร้างเสริม การรักษาและการฟื้นฟูสุขภาพ อันมี
ผลตอ่ สภาวะทางสขุ ภาพของบุคคล
พฤติกรรมเสีย่ ง (Risk Behaviour)
รูปแบบจำเพาะของพฤติกรรม ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มโอกาสท่ีจะป่วยจาก
โรคบางชนดิ หรอื การเสื่อมสขุ ภาพมากขน้ึ
พลงั ปัญญา (Empowerment)
กระบวนการสร้างเสริมศักยภาพแก่บุคคลและชุมชนให้เป็นผู้สนใจใฝ่รู้ และมีอำนาจในการคิด การ
ตัดสินใจ การแก้ปัญหาด้วยชุมชนเองได้เป็นส่วนใหญ่ นอกจากน้ันบุคคลและชุมชน ยังสามารถควบคุม
สภาพแวดล้อมท่ีมผี ลกระทบต่อปัญหาสขุ ภาพให้อยู่ในสภาพทเ่ี อ้อื ต่อการสรา้ งเสรมิ และพฒั นาสุขภาพ
ภาวะทพุ โภชนาการ (Malnutrition)
การขาดสารอาหารทีจ่ ำเป็นตอ่ การเจรญิ เติบโตและพฒั นาการของเดก็ ทำให้มผี ลกระทบตอ่ สุขภาพ
ภาวะผ้นู ำ (Leadership)
การมคี ุณลักษณะในการเป็นหัวหน้า สามารถชักชวนและช้ีนำสมาชิกในกลมุ่ ร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติงาน
ใหส้ ำเร็จลลุ ่วงไปดว้ ยดี
ภมู ปิ ญั ญาไทย (Thai Wisdom)
สติปัญญา องค์ความรู้และค่านิยมท่ีนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม เป็นมรดกทาง
วฒั นธรรมท่ีเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ ความรแู้ ขนงต่าง ๆ ของบรรพชนไทยนับแต่อดีต สอดคลอ้ งกับ
วถิ ีชีวติ ภูมิปญั ญาไทย จงึ มคี วามสำคญั ต่อการพฒั นาชีวิตความเปน็ อยูข่ องคนไทย ทง้ั ด้านเศรษฐกิจ สังคม
ลกั ษณะของภมู ิปญั ญาไทย มอี งค์ประกอบต่อไปน้ี
๑. คติ ความเช่อื ความคิด หลักการทเี่ ปน็ พืน้ ฐานขององค์ความรูท้ ี่เกิดจากส่งั สมถ่ายทอดกนั มา
๒. ศิลปะ วฒั นธรรม และขนบธรรมเนยี มประเพณี
๓. การประกอบอาชพี ในแต่ละท้องถน่ิ ท่ีไดร้ บั การพัฒนาให้เหมาะสมกบั สมัย
๔. แนวคิด หลักปฏิบัติ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นำมาใช้ในชุมชน ซ่ึงเป็นอิทธิพลของ
ความกา้ วหนา้ ทางสขุ ศกึ ษาและพลศึกษาและเทคโนโลยี
ตัวอย่างภูมิปัญญาไทยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่น การแพทย์แผนไทย สมุนไพร อาหารไทย ยา
ไทย ฯลฯ
แรงขับทางเพศ (Sex Drive)
แรงขับทีเ่ กิดจากสญั ชาตญาณทางเพศ
ลว่ งละเมดิ ทางเพศ (Sexual Abuse)
การใช้คำพูด การจับ จูบ ลูบ คลำ และ/หรือร่วมเพศ โดยไม่ได้รับการยินยอมจากฝ่ายตรงข้าม
โดยเฉพาะกบั ผ้เู ยาว์
สติ (Conscious)
ความรู้สึกตัวอยู่เสมอในการรับรู้ส่ิงต่าง ๆ การให้หลักการและเหตุผลในการป้องกัน ยับยั้งช่ังใจ และ
ควบคมุ ตนเองเพ่อื ไมใ่ หค้ ดิ ผิดทาง ไมห่ ลงลมื ไม่เครียด ไมผ่ ดิ พลาด ก่อให้เกดิ พฤตกิ รรมทถ่ี ูกต้องดงี าม
สมรรถภาพกลไก (Motor Fitness) หรอื สมรรถภาพเชิงทักษะปฏิบตั ิ (Skill - Related Physical Fitness)
ความสามารถของร่างกายที่ช่วยให้บุคคลสามารถประกอบกิจกรรมทางกาย โดยเฉพาะอย่างย่ิงการเล่น
กีฬาได้ดี มีองคป์ ระกอบ ๖ ด้าน ดังนี้
๑. ความคล่อง (Agility) หมายถึง ความสามารถในการเปล่ียนทิศทางการเคลื่อนท่ีไดอ้ ย่างรวดเร็วและ
สามารถควบคุมได้
๒. การทรงตัว (Balance) หมายถึง ความสามารถในการรกั ษาดุลของรา่ งกายเอาไวไ้ ด้ทัง้ ในขณะอยกู่ ับ
ท่ีและเคล่ือนที่
๓. การประสานสัมพันธ์ (Co – ordination) หมายถึง ความสามารถในการเคลื่อนไหวได้อย่างราบร่ืน
กลมกลนื และมปี ระสิทธภิ าพ ซง่ึ เป็นการทำงานประสานสอดคลอ้ งกันระหวา่ งตา-มือ-เทา้
๔. พลังกล้ามเน้ือ (Power) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อส่วนหนึ่งส่วนใดหรือหลาย ๆ ส่วน
ของร่างกายในการหดตัวเพ่ือทำงานด้วยความเร็วสูง แรงหรืองานท่ีได้เป็นผลรวมของความแข็งแรงและ
ความเรว็ ที่ใชใ้ นชว่ งระยะเวลาน้ัน ๆ เชน่ การยนื อยู่กับท่ี กระโดด การทมุ่ น้ำหนัก เปน็ ตน้
๕. เวลาปฏกิ ิริยาตอบสนอง (Reaction time) หมายถึง ระยะเวลาท่ีร่างกายใช้ในการตอบสนองตอ่ สิ่ง
เร้าต่าง ๆ เชน่ แสง เสียง สัมผัส
๖. ความเร็ว (Speed) หมายถงึ ความสามารถในการเคลือ่ นที่จากทีห่ นึ่งไปยงั อกี หนึง่ ได้อย่างรวดเร็ว
สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness)
ความสามารถของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ในการทำงานอย่างมีประสิทธภิ าพและประสิทธิผล บุคคล
ที่มีสมรรถภาพทางกายดีนั้นจะสามารถประกอบกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างกระฉับกระเฉง โดยไม่
เหน่ือยล้าจนเกินไปและยังมีพลังงานสำรองมากพอ สำหรับกิจกรรมนันทนาการหรือกรณีฉุกเฉิน ในปัจจุบัน
นักวิชาชีพด้านสุขศึกษาและพลศึกษาได้เห็นพ้องต้องกันว่า สมรรถภาพทางกายสามารถจัดกลุ่มได้เป็น
สมรรถภาพทางกายเพ่ือสุขภาพ (Health – Related Physical Fitness) และหรือสมรรถภาพกลไก
(Motor Fitness) สมรรถภาพเชิงทกั ษะปฏบิ ตั ิ (Skill – Related Physical Fitness)
สมรรถภาพทางกายเพอื่ สุขภาพ (Health – Related Physical Fitness)
ความสามารถของระบบต่าง ๆ ในร่างกายประกอบด้วย ความสามารถเชิงสรีรวิทยาด้านต่าง ๆ ท่ีช่วย
ป้องกนั บุคคลจากโรคท่ีมีสาเหตุจากภาวะการขาดการออกกำลงั กาย นับเป็นปัจจุบันหรือตัวบ่งช้ีสำคญั ของการ
มีสุขภาพดี ความสามารถหรือสมรรถนะเหล่าน้ี สามารถปรับปรุงพัฒนาและคงสภาพได้ โดยการออกกำลังกาย
อย่างสมำ่ เสมอ สมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพมอี งค์ประกอบดังน้ี
๑. องค์ประกอบของร่างกาย (Body Composition) ตามปกติแล้วในร่างกายมนุษย์ประกอบด้วย
กลา้ มเน้ือ กระดูก ไขมัน และส่วนอ่ืน ๆ แต่ในส่วนของสมรรถภาพทางกายน้นั หมายถึง สัดส่วนปริมาณไขมัน
ในร่างกายกับมวลร่างกายท่ีปราศจากไขมัน โดยการวดั ออกมาเปน็ เปอร์เซน็ ตไ์ ขมนั (% fat) ดว้ ยเครอื่ ง
๒. ความทนทานของระบบไหลเวียนโลหติ (Cardiorespiratory Endurance) หมายถึง สมรรถนะเชิง
ปฏิบัติของระบบไหลเวียนโลหิต (หัวใจ หลอดเลือด) และระบบหายใจในการลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์
กล้ามเน้ือ ทำให้ร่างกายสามารถยืนหยัดท่ีจะทำงานหรือออกกำลังกายท่ีใช้กล้ามเน้ือมัดใหญ่เป็นระยะเวลา
ยาวนานได้
๓. ความอ่อนตัวหรือความยืดหยุ่น (Flexibility) หมายถึง พิสัยของการเคลื่อนไหวสูงสุดเท่าท่ีจะทำได้
ของข้อตอ่ หรือกล่มุ ขอ้ ต่อ
๔. ความทนทานหรือความอดทนของกล้ามเน้ือ (Muscular Endurance) หมายถึง ความสามารถของ
กล้ามเน้ือมัดใดมัดหนึ่งหรือกลุ่มกล้ามเนื้อ ในการหดตัวซ้ำ ๆ เพ่ือต้านแรงหรือความสามารถในการคงสภาพ
การหดตวั ครั้งเดยี วไดเ้ ป็นระยะเวลายาวนาน
๕. ความแข็งแรงของกล้ามเนือ้ (Muscular Strength) หมายถงึ ปรมิ าณสูงสุดของแรงที่กล้ามเนื้อมัด
ใดมัดหนง่ึ หรอื กลุ่มกลา้ มเน้อื สามารถออกแรงต้านทานได้ ในช่วงการหดตัว ๑ ครง้ั
สุขบญั ญัตแิ หง่ ชาติ (National Health Disciplines)
ข้อกำหนดท่ีเด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป พึงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จนเป็นสุขนิสัย
เพือ่ ใหม้ ีสุขภาพดีท้งั รา่ งกาย จติ ใจ และสงั คม ซึง่ กำหนดไว้ ๑๐ ประการ ดังนี้
๑. ดแู ลรักษารา่ งกายและของใชใ้ หส้ ะอาด
๒. รกั ษาฟนั ให้แขง็ แรงและแปรงฟนั ทุกวันอย่างถูกต้อง
๓. ลา้ งมือให้สะอาดก่อนกนิ อาหารและหลังการขับถ่าย
๔. กนิ อาหารสกุ สะอาด ปราศจากสารอนั ตราย และหลีกเลีย่ งอาหารรสจดั สฉี ดู ฉาด
๕. งดบหุ รี่ สรุ า สารเสพติด การพนนั และการสำสอ่ นทางเพศ
๖. สรา้ งความสัมพนั ธ์ในครอบครวั ใหอ้ บอุ่น
๗. ปอ้ งกันอุบัติภัยดว้ ยการไมป่ ระมาท
๘. ออกกำลังกายสมำ่ เสมอและตรวจสขุ ภาพประจำปี
๙. ทำจติ ใจใหร้ า่ เรงิ แจม่ ใสอยู่เสมอ
๑๐.มีสำนกึ ต่อสว่ นรวม ร่วมสร้างสรรคส์ งั คม
สุขภาพ (Health)
สขุ ภาวะ (Well–Being หรือ Wellness) ท่สี มบูรณ์และเชอื่ มโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดลุ ทง้ั มิติทางจิต
วิญญาณ (มโนธรรม) ทางสังคม ทางกาย และทางจิต ซึ่งมิได้หมายถึงเฉพาะความ ไม่พิการและความไม่มีโรค
เท่านน้ั
สุนทรยี ภาพของการเคลอื่ นไหว (Movement Aesthetic)
ศิลปะและความงดงามของท่วงท่าในการเคล่อื นไหวรา่ งกายในอิริยาบถตา่ ง ๆ ซ่ึงเป็นผลมาจากความคิด
สรา้ งสรรค์ในการออกแบบท่าทางการเคลื่อนไหวและการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ สามารถแสดงออกมาเป็น
ความกลมกลืนและต่อเน่อื ง
แอโรบิก (Aerobic)
กระบวนการสร้างพลังงานแบบต้องใช้อากาศ ซึ่งในที่น้ี หมายถึง ออกซิเจน (Aerobic-energe
delivery) ในการสร้างพลังงานของกล้ามเน้ือ เพ่ือทำงานหรือเคล่ือนไหวน้ัน กล้ามเน้ือจะมีวิธีการ ๓ แบบที่
จะได้พลงั งานมา
แบบท่ี ๑ เป็นการใช้พลงั งานท่ีมสี ำรองอยู่ในกล้ามเนอ้ื ซ่งึ จะใช้ไดใ้ นเวลาไม่เกนิ ๓ วนิ าที
แบบท่ี ๒ การสังเคราะห์พลังงานโดยไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic energy delivery) ซ่ึงใช้ได้ไม่เกิน
๑๐ วนิ าที
แบบที่ ๓ การสังเคราะหส์ ารพลงั งาน โดยใช้ออกซิเจน ซงึ่ จะใช้พลงั งานได้ระยะเวลานาน
ภาคผนวก
คณะทำงานจัดทำหลกั สตู รกลมุ่ สาระการเรียนรู้สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา
โรงเรียนชุมชนวดั ขันเงนิ
ท่ปี รึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวดั ขนั เงนิ
๑. นางสาวภนดิ า นพชำนาญ รองผ้อู ำนวยการโรงเรยี นชมุ ชนวัดขนั เงนิ
๒. นางสาวรตั นา สรอ้ ยทอง รองผอู้ ำนวยการโรงเรยี นชุมชนวัดขันเงิน
๓. นางสาวจอมขวัญ ศักด์ิตระกูล รองผ้อู ำนวยการโรงเรยี นชมุ ชนวัดขันเงิน
๔. วา่ ทร่ี อ้ ยตรีหญิงจิรวรรณ แซ่ชี ผู้ช่วยผ้อู ำนวยการฝา่ ยวิชาการ
๕. นางสาวสมฤทัย เพชรโสม
คณะผ้จู ัดทำ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศกึ ษาและพลศึกษา
1. นางสาวจอมขวัญ ศกั ด์ติ ระกลู กรรมการ
2. นางสาวนพรัตน์ นาคมุสิก กรรมการ
3. นายฐิตะวัฒน์ ฐติ ะฐาน เลขานุการ
4. นายจิรวัฒน์ เอ่ยี มนาวา
คณะบรรณาธิการ ผู้ชว่ ยผู้อำนวยการฝ่ายวชิ าการ
1. นางสาวสมฤทัย เพชรโสม หัวหน้ากลมุ่ สาระการเรยี นรู้สุขศกึ ษาและพลศึกษา
2. นางสาวจอมขวัญ ศกั ดติ์ ระกูล
ผจู้ ดั พิมพ/์ ออกแบบรูปเลม่ หวั หนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้สุขศกึ ษาและพลศึกษา
1. นางสาวจอมขวัญ ศกั ดต์ิ ระกลู กรรมการ
2. นายจิรวฒั น์ เอ่ยี มนาวา กรรมการ
3. นางสาวนพรตั น์ นาคมุสกิ กรรมการ
4. นายฐติ ะวฒั น์ ฐิตะฐาน เลขานุการ
5. นางสาวสมฤทัย เพชรโสม
ประกาศโรงเรียนชุมชนวัดขันเงิน
เรื่อง ใหใ้ ช้หลกั สตู รกลุ่มสาระการเรยี นรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
โรงเรียนชุมชนวดั ขนั เงิน พุทธศักราช ๒๕65
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.๒๕๖0) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
______________________________
ด้วยคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สพฐ. 1239/2560 ลว. 7 สิงหาคม 2560 เรื่อง ให้ใช้
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่ม
สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อให้การจัดการศึกษาข้ันพื้นฐานสอดคล้องกับสภาพความ
เปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่
เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เป็นการพฒั นาและเสรมิ สร้างศักยภาพคนของชาติให้สามารถเพมิ่ ขีดความสามารถ
ในการแข่งขันของประเทศการยกระดับคุณภาพการศกึ ษาและการเรียนร้ใู หม้ ีคณุ ภาพและมาตรฐานระดับสากล
สอดคล้องกับประเทศไทย 4.0 โลกในศตวรรษท่ี 21 และทัดเทียมกับนานาชาติ ผู้เรียนมีศักยภาพในการ
แขง่ ขันและการดำรงชีวิตอย่างสร้างสรรค์ในประชาคมโลก ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
และแก้ไขเพ่ิมเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 กระทรวงศึกษาจึงได้ประกาศใช้มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระ
การเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ
วัฒนธรรม (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 แทน
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่ม
สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551
ท้ังน้ีหลักสูตรสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนชุมชนวัดขันเงิน ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ได้รับความเห็นชอบของ
คณะกรรมการการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน เมื่อวันที่ 26 เดือน เมษายน พ.ศ. 2565 จึงประกาศให้ใช้
หลักสูตรสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนชุมชนวัดขนั เงิน ตง้ั แตบ่ ัดนี้เปน็ ต้นไป
ประกาศ ณ วนั ท่ี 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2565
....................................................... ..........................................................
(วา่ ทเี่ รอื ตรีบงกช อนุกาญจนวีระ) (นางสาวภนิดา นพชำนาญ)
กรรมการผ้ทู รงคุณวุฒิปฏิบัติหน้าทแ่ี ทน ผู้อำนวยการโรงเรยี นชุมชนวดั ขันเงนิ
ประธานคณะกรรมการสถานศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน
โรงเรียนชมุ ชนวดั ขันเงิน
บนั ทกึ ข้อความ
ส่วนราชการ โรงเรยี นชุมชนวัดขนั เงิน อำเภอหลังสวน จงั หวัดชมุ พร
ที่ พเิ ศษ/2565 วันท่ี 5 พฤษภาคม 2565
เร่อื ง พจิ ารณาให้ความเหน็ ชอบหลักสตู รกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศกึ ษาและพลศึกษา ฉบบั ปรับปรงุ
พุทธศกั ราช 2565
เรยี น คณะกรรมการสถานศึกษาข้นั พน้ื ฐาน
ส่งิ ท่สี ่งมาด้วย หลักสูตรกลุ่มสาระการเรยี นรู้สุขศกึ ษาและพลศึกษา ฉบับปรบั ปรุง พทุ ธศกั ราช 2565
จำนวน 1 เล่ม
ดว้ ยคณะทำงานไดจ้ ัดทำหลักสตู รกล่มุ สาระการเรยี นรู้สุขศกึ ษาและพลศึกษา ฉบับปรับปรุง พทุ ธศักราช
2565 เพ่ือเปน็ แนวทางดำเนินงานในการปฏบิ ัติงาน จัดกระบวนการเรียนการสอน บัดนี้การดำเนนิ การดังกล่าว
ได้แล้วเสรจ็ เรียบร้อยแลว้
ในการนโ้ี รงเรียนชุมชนวัดขันเงิน ได้เสนอหลกั สูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
ฉบบั ปรับปรุง พุทธศักราช 2565 ต่อคณะกรรมการสถานศึกษาพจิ ารณาให้ความเห็นชอบ
จงึ เรยี นมาเพอื่ ทราบและพจิ ารณาให้ความเหน็ ชอบ
ขอแสดงความนับถอื
(นางสาวภนิดา นพชำนาญ)
ผ้อู ำนวยการโรงเรยี นชมุ ชนวัดขันเงนิ
..................................................................................................................................................................
ความเหน็ คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
เห็นชอบ จัดทำหลักสูตรกลุ่มสาระการเรยี นรู้สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2565
ไมเ่ หน็ ชอบ จัดทำหลักสูตรกลมุ่ สาระการเรยี นรู้สขุ ศึกษาและพลศึกษา ฉบับปรบั ปรุง พทุ ธศักราช 2565
(วา่ ท่เี รอื ตรีบงกช อนุกาญจนวีระ)
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒปิ ฏบิ ตั ิหนา้ ท่ีแทน
ประธานคณะกรรมการสถานศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน
โรงเรยี นชุมชนวดั ขันเงนิ