The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลการเรียนรู้การคูณทศนิยมโดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thidarat, 2020-03-10 02:56:53

การพัฒนาผลการเรียนรู้การคูณทศนิยมโดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕

การพัฒนาผลการเรียนรู้การคูณทศนิยมโดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕

วจิ ัยในชั้นเรยี น

เร่ือง การพัฒนาผลการเรยี นรู้การคณู ทศนิยม
โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี ๕

โรงเรียนบา้ นปากคลองโรงนาค

ปีการศกึ ษา ๒๕๖๒

จัดทำโดย
นางสาวสพุ ิชฌาย์ ใบยา ครูผูช้ ว่ ย

สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาชลบรุ ี เขต ๑
สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ

ชอ่ื งานวิจัย การพัฒนาการเรียนร้เู รื่องการคณู ทศนิยมโดยใช้แบบฝกึ ทักษะ
ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนบา้ นปากคลองโรงนาค
ชื่อผูท้ ำวจิ ัย
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สุพชิ ฌาย์ ใบยา
ปีการศึกษา คณติ ศาสตร์
๒๕๖๒

บทคัดยอ่

การวิจัยคร้ังน้มี ีวัตถปุ ระสงค์เพือ่ เปรียบเทยี บผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการใชแ้ บบฝึกทักษะคณิตศาสตรเ์ รื่องการคูณ
ทศนิยม ของนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๕ โรงเรยี นบา้ นปากคลองโรงนาค
กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ ๕ โรงเรียนบ้านปากคลองโรงนาค ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๒ จำนวน
๕ คน ซึ่งไดม้ าโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากนักเรยี นมผี ลการเรียนค่อนข้างต่ำ โดยใช้แบบฝึก
ทักษะทางคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณทศนิยม และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ เรื่องการคูณทศนิยม
เป็นอัตนยั จำนวน ๑๐ ขอ้ เป็นเครือ่ งมอื ในการเกบ็ ข้อมูล และสถติ ิท่ใี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ไดแ้ ก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วน
เบ่ยี งเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และการทดสอบคา่ ทที ่ีไมเ่ ปน็ อิสระต่อกนั (t-test for dependent Samples)

ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาการเรียนรู้เรื่องการคูณทศนิยมโดยใช้แบบฝึกทักษะหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี
นยั สำคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ ๐.๐๕ เป็นไปตามสมมตฐิ านทีต่ ้ังไว้

สารบญั หนา้

บทคดั ยอ่ .................................................................................................................... ก
สารบญั ....................................................................................................................... ข
บทที่ ๑ บทนำ .......................................................................................................... ๑
บทท่ี ๒ เอกสารและงานวิจัยท่เี กี่ยวข้อง .................................................................... ๓
บทที่ ๓ วธิ ดี ำเนินการวจิ ยั .................................................................................. ๑๑
บทท่ี ๔ ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล........................................................................... ๑๓
บทที่ ๕ สรปุ ผล อภปิ ราย และขอ้ เสนอแนะ............................................................. ๑๕
บรรณานกุ รม ............................................................................................................. ๑๗
ภาคผนวก .................................................................................................................. ๑๘

บทที่ ๑
บทนำ

ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา

คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคญั ยิง่ ต่อการพฒั นาความคิดของมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล
เป็นระบบ ระเบียบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบทำให้สามารถคาดการณ์
วางแผนและตัดสนิ ใจแกป้ ัญหาได้อย่างถกู ต้องเหมาะสม ชว่ ยใหผ้ ูเ้ รียนพฒั นาด้านความคิด ด้านสตปิ ญั ญาและมีทักษะในการ
คำนวณ คณิตศาสตร์ยังมีความสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของคนเราเป็นอย่างมากเพราะกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง ล้วนอาศัย
คณิตศาสตรเ์ ป็นเครือ่ งมอื ในการแก้ปัญหา การเรียนวิชาคณิตศาสตร์เป็นทักษะพ้นื ฐานท่ีสำคัญของผู้เรียน ผเู้ รียนจะสมั ฤทธ์ิผล
ทางการเรยี นไดก้ ็ตอ่ เม่อื มกี ารฝกึ ทักษะอย่างตอ่ เนอื่ งและสม่ำเสมอ จากการสงั เกตเหตุผลทีน่ กั เรยี นไม่ประสบผลสำเร็จในการ
เรยี นวิชาคณิตศาสตร์ เน่ืองจากผู้เรยี นละเลยไม่ตระหนกั ในความสำคัญเกยี่ วกบั การพฒั นาทักษะการคูณทศนยิ ม และมีผลการ
ประเมินในเรื่องนี้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ครูผู้สอนจึงควรหากลวิธีให้นักเรียนหันกลับมาสนใจทักษะการพัฒนาทักษะการคูณ
ทศนิยมเพิ่มมากขึน้ ดังน้ันผู้วิจัยจึงเห็นว่าควรทำเรื่องการพัฒนาการเรียนรู้เรือ่ งการคูณทศนิยมโดยใชแ้ บบฝึกทักษะ การฝึก
เป็นประจำและฝึกอย่างสม่ำเสมอของนักเรียนจะทำให้เข้าใจวิธีการคิดคำนวณ เกิดทักษะ นอกจากนี้ยังทำให้ครูทราบ
ข้อบกพร่องต่างๆ ของนักเรียนอันจะเปน็ หนทาง ในการพฒั นาและแกป้ ญั หาในการเรยี นการสอนไดอ้ ย่างเหมาะสม

วตั ถปุ ระสงค์การวจิ ัย
เพ่อื เปรียบเทยี บผลการเรียนรู้กอ่ นและหลงั การใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะคณิตศาสตร์เรอ่ื ง การคณู ทศนิยม ของนักเรียนชั้น

ประถมศกึ ษาปที ่ี ๕ โรงเรียนบ้านปากคลองโรงนาค

สมมตฐิ านการวิจยั
ผลการเรียนร้หู ลงั การใชแ้ บบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรอื่ ง การคณู ทศนิยม สงู กวา่ กอ่ นเรยี น

ขอบเขตของการวิจยั
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างทใ่ี ช้ในการวิจัย
ประชากร
ประชากรท่ใี ช้ในการวิจัยในคร้งั นเ้ี ป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรยี นบ้านปากคลองโรงนาค ภาคเรียนท่ี ๑

ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๒ ซง่ึ มีนกั เรียนทง้ั หมด ๑๗ คน
กลุ่มตัวอยา่ ง
กลุม่ ตวั อยา่ งทใี่ ช้ในการวจิ ัยครงั้ นเ้ี ป็นนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี ๕ โรงเรียนบา้ นปากคลองโรงนาค ภาคเรียนท่ี ๑

ปีการศึกษา ๒๕๖๒ จำนวน ๕ คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากนกั เรียนมีผลการ
เรยี นค่อนข้างตำ่

ตวั แปรท่ศี กึ ษา
๓.๑ ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณทศนิยมของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี ๕ โรงเรยี นบ้านปากคลองโรงนาค
๓.๒ ตวั แปรตาม ได้แก่ ผลการเรียนร้โู ดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะคณติ ศาสตร์ เรื่องการคูณทศนิยม
ของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี ๕ โรงเรยี นบา้ นปากคลองโรงนาค

ประโยชน์ท่ีไดร้ บั จากการวิจยั

๑. ได้รูปแบบการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ใหแ้ กน่ กั เรียนโดยใช้แบบฝกึ ทักษะคณิตศาสตร์
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๕ เร่อื ง การคูณทศนิยม ที่สร้างข้นึ

๒. ได้แนวทางสำหรบั ครูผู้สอนกล่มุ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๕
เร่ือง การคณู ทศนยิ ม สำหรบั ใช้ประกอบการเรียนการสอนตอ่ ไป

นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
๑. การจดั การเรียนร้โู ดยใช้แบบฝกึ ทักษะ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณติ ศาสตร์ เร่ือง การคูณ

ทศนยิ ม ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๕ โดยใช้แบบฝึกทกั ษะในการจดั การเรียน
การสอน

๒. แบบฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ หมายถงึ กิจกรรมหรืองานที่ผู้วจิ ยั สรา้ งขน้ึ สำหรับนักเรียน

ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๕ วชิ าคณิตศาสตร์ เรอ่ื ง การคณู ทศนิยม เพื่อใหผ้ ู้เรยี นได้ฝึกปฏบิ ัตแิ ละกอ่ ใหเ้ กดิ ทักษะการคดิ คำนวณ
๓. ผลการเรยี นรู้ หมายถงึ คะแนนความสามารถของนักเรียนแตล่ ะคน ในการจดั กจิ กรรม

การเรยี นรู้ โดยใช้แบบฝึกทกั ษะคณติ ศาสตรช์ ้ันประถมศึกษาปที ี่ ๕ เร่ืองการคูณทศนยิ ม โดย
วัดดว้ ยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อตั นัย จำนวน ๑๐ ข้อ

๔. นักเรียน หมายถึง นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๕ โรงเรียนบ้านปากคลองโรงนาค สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา

ประถมศกึ ษาชลบุรี เขต๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๒

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ตัวแปรตาม
ตวั แปรต้น

การจดั การเรียนการสอนโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ ผลการเรยี นรู้ทางการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์

บทท่ี ๒
เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวข้อง

การศึกษาเร่อื ง ผลการเรียนรู้เร่อื งการคูณและการหารโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๕ โรงเรียน
บา้ นปากคลองโรงนาค ผวู้ จิ ัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกยี่ วข้องเพ่อื ใช้เป็นแนวทางในการทำวิจยั ดังนี้

๑. ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์
๑.๑ ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ าคณิตศาสตร์
๑.๒ ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
๑.๓ หลกั การจดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน

๒. แนวคดิ เกยี่ วกบั แบบฝกึ ทักษะ
๒.๑ ความหมายของแบบฝกึ ทักษะ
๒.๒ ลักษณะของแบบฝึกทีด่ ี
๒.๓ หลกั การสร้างแบบฝึกทักษะ
๒.๔ ขั้นตอนการสรา้ งแบบฝกึ ทักษะ
๒.๕ ประโยชน์ของแบบฝึกทกั ษะ

๓. งานวจิ ัยที่เก่ยี วขอ้ ง
๓.๑ งานวจิ ัยภายในประเทศ

๑. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์
๑.๑ ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาคณิตศาสตร์
มีนักการศึกษาไดใ้ ห้ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณติ ศาสตร์ ไว้ดงั น้ี
วลิ สนั (Wils๐n.๑๙๗๑ พริ ิยพงศ์ เตชะศริ ิยืนยง ๒๕๕๒ : ๔๐ - ๔๓) ได้กลา่ วว่า ผลสมั ฤทธทิ์ าง

การเรียนวิชาคณติ ศาสตร์นั้น หมายถึง ความสามารถทางสติปัญญา (C๐gnitive D๐main) ในการเรียนรูว้ ชิ าคณิตศาสตร์ ได้
จำแนกพฤติกรรมที่พึงประสงค์ทางพทุ ธิพิสัยในการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษา โดยอ้างอิงลำดับชน้ั
ของพฤตกิ รรมพุทธิพสิ ยั ตามกรอบแนวคิดของบลูม
(Bl๐๐m ‘s Tax๐n๐my) ไว้เปน็ ๔ ระดบั คอื

๑. ความรู้ความจำด้านการคิดคำนวณ (C๐mputati๐n) พฤติกรรมในระดบั นี้ถือว่าเป็นพฤติกรรมท่ีอยูใ่ นระดับตำ่
ท่สี ุด แบง่ ออกไดเ้ ป็น ๓ ข้ันดงั น้ี

๑.๑ ความรู้ความจำเกี่ยวกับข้อเท็จจริง (Kn๐wledge ๐f Specific facts) คำถามที่วัดความสามารถในระดับ
เก่ยี วกบั ข้อเทจ็ จริง ตลอดจนความรู้พืน้ ฐานซ่ึงนกั เรยี นไดส้ ัง่ สมมาเปน็ ระยะเวลานานแล้วด้วย

๑.๒ ความร้คู วามจำเก่ยี วกบั ศัพท์และนยิ าม (Kn๐wledge ๐f termin๐l๐gy) เป็นความสามารถในการระลึกหรือ
จำศพั ท์และนยิ ามตา่ ง ๆ ได้ โดยคำถามอาจจะถามโดยตรงหรือโดยอ้อมกไ็ ด้ แตไ่ มต่ ้องอาศยั การคิดคำนวณ

๑.๓ ความสามารถในการใช้กระบวนการคิดคำนวณ (Ability t๐ carry ๐ut Alg๐rithms) เป็นความสามารถใน
การใช้ขอ้ เท็จจรงิ หรือนยิ าม และกระบวนการทีไ่ ดเ้ รยี นมาแล้วมาคิดคำนวณตามลำดบั ขัน้ ตอน

๒. ความเข้าใจ (C๐mprehensi๐n) เป็นพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับพฤติกรรมระดับความรู้ ความจำเก่ียวกับการคิด
คำนวณแต่ซับซ้อนกว่าแบง่ ไดเ้ ป็น ๖ ข้ันตอน ดังน้ี

๒.๑ ความเข้าใจเกี่ยวกับมโนคติ (Kn๐wledge ๐f C๐ncepts) เป็นความสามารถที่ซับซ้อนกว่าความรู้ความจำ
เกี่ยวกับข้อเท็จจริง เพราะมโนคติเป็นนามธรรม ซึ่งประมวลจากข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต้องอาศัยการตัดสินใจในการตีความหรอื
ยกตัวอย่างใหม่ ทีแ่ ตกตา่ งไปจากท่เี คยเรยี น

๒.๒ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ กฎทางคณิตศาสตร์ และการสรุปอ้างอิงเป็นกรณีทั่วไป (Kn๐wledge ๐f
Principles, Rules and Generalizati๐ns) เป็นความสามารถในการนำเอาหลักการ กฎ และความเข้าใจเกี่ยวกับมโนคติไป

สัมพันธ์กับโจทย์ปัญหา จนไดแ้ นวทางในการแก้ปญั หาได้ ถ้าคำถามน้นั เป็นคำถามเก่ยี วกับหลักการและกฎ ท่ีนักเรียนเพ่ิงเคย
พบเป็นครัง้ แรก อาจจดั เปน็ พฤติกรรมในระดบั การวเิ คราะห์

๒.๓ ความเข้าใจในโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ (Kn๐wledge ๐f Mathematical Structure) คำถามที่วัด
พฤตกิ รรมระดบั นี้เปน็ คำถามทว่ี ดั เก่ยี วกับคุณสมบัตขิ องระบบจำนวนและโครงสรา้ งทางพชี คณิต

๒.๔ ความสามารถในการเปลยี่ นรูปแบบปญั หา จากแบบหนึ่งเป็นอกี แบบหน่งึ (Ability t๐ Transf๐rm Pr๐blem

Fr๐m ๐ne M๐de t๐ An๐ther) เป็นความสามารถในการแปลข้อความที่กำหนดให้เป็นข้อความใหม่หรือภาษาใหม่ เช่น
แปลจากภาษาพูดให้เปน็ สมการซง่ึ มีความหมายคงเดิม โดยไมร่ วมถึงกระบวนการคดิ คำนวณ (Alg๐rithms) หลงั จากแปลแล้ว

อาจกลา่ วได้วา่ เป็นพฤตกิ รรมที่ง่ายท่ีสุดของพฤติกรรมระดับความเข้าใจ
๒.๕ ความสามารถในการตดิ ตามแนวของเหตุผล (Ability t๐ F๐ll๐w A Line ๐f Reas๐ning) เป็นความสามารถ

ในการอ่านและเขา้ ใจข้อความทางคณิตศาสตร์ ซึง่ แตกต่างไปจากความสามารถในการอ่านทวั่ ๆ ไป

๒.๖ ความสามารถในการอ่านและตีความโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ (Ability t๐ Read and Interpret a Pr๐
blem) ข้อสอบที่วัดความสามารถในขั้นนี้อาจดัดแปลงมาจากข้อสอบที่วัดความสามารถในขั้นอื่น ๆ โดยให้นักเรียนอ่านและ

ตีความโจทย์ปญั หาซ่ึงอาจจะอยูใ่ นรูปของขอ้ ความตวั เลข ข้อมูลทางสถติ ิหรอื กราฟ
๓. การนำไปใช้ (Applicati๐n) เปน็ ความสามารถในการตัดสินใจแก้ปญั หาทน่ี ักเรียนคุน้ เคย เพราะคล้ายกับปัญหาที่

นักเรยี นประสบอยใู่ นระหว่างเรียนหรอื แบบฝึกหดั ทีน่ ักเรียนเลอื กกระบวนการแก้ปญั หาและดำเนนิ การแก้ปญั หาไดโ้ ดยไม่ยาก

พฤติกรรมในระดบั นี้แบ่งออกเป็น ๔ ข้นั คอื
๓.๑ ความสามารถในการแก้ปัญหาที่คลา้ ยกับปญั หาท่ปี ระสบอยู่ในระหว่างเรยี น (Ability t๐ S๐lve R๐utine Pr

๐blems) นักเรียนต้องอาศยั ความสามารถในระดบั ความเข้าใจและเลอื กกระบวนการแก้ปัญหาจนได้คำตอบออกมา
๓.๒ ความสามารถในการเปรียบเทียบ (Ability t๐ Make C๐mparis๐ns) เป็นความสามารถในการค้นหา

ความสัมพันธ์ระหวา่ งขอ้ มูล ๒ ชดุ เพ่อื สรุปการตดั สินใจ ซึ่งในการแกป้ ญั หาขน้ั นี้ อาจต้องใช้วิธกี ารคิดคำนวณและจำเป็นต้อง

อาศัยความรูท้ ี่เก่ียวขอ้ ง รวมทงั้ ความสามารถในการคดิ อยา่ งมเี หตผุ ล
๓.๓ ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล (Ability t๐ Analyze Data) เป็นความสามารถในการตัดสินใจอย่าง

ต่อเนื่องในการหาคำตอบจากข้อมูลที่กำหนดให้ ซึ่งอาจต้องอาศัยการแยกข้อมูลที่เกี่ยวข้องออกจากข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง
พิจารณาว่าอะไรคือข้อมูลที่ต้องการเพ่ิมเติม มีปญั หาอืน่ ใดบ้าง ทอี่ าจเปน็ ตัวอย่างในการหาคำตอบของปัญหาท่ีกำลังประสบ
อยูห่ รอื ต้องแยกโจทย์ปญั หาออกพิจารณาเปน็ สว่ น ๆ มีการตัดสินใจหลายคร้ังอย่างต่อเน่ืองตั้งแต่ต้นจนได้คำตอบหรือผลลัพธ์

ทต่ี ้องการ
๓.๔ ความสามารถในการมองเห็นแบบลักษณะโครงสร้างที่เหมือนกันและการสมมาตร (Ability t๐ Rec๐gnize

Patterns, Is๐m๐rphisms, and Symmetries) เป็นความสามารถที่ต้องอาศัยพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การระลึกถึง
ข้อมูลที่กำหนดให้ การเปลี่ยนรูปปัญหาการจัดกระทำกับข้อมูล และการระลึกถึงความสัมพันธ์ นักเรียนต้องสำรวจหาสิ่งที่
คนุ้ เคยกนั จากขอ้ มูลหรือสงิ่ ที่กำหนดจากโจทย์ปัญหาให้พบ

๔. การวิเคราะห์ (Analysis) เปน็ ความสามารถในการแกป้ ัญหาท่นี กั เรียนไมเ่ คยเห็นหรอื ไม่เคยทำแบบฝึกหัดมาก่อน
ซึ่งสว่ นใหญเ่ ปน็ โจทย์พลิกแพลง แตก่ ็อยู่ในขอบเขตเน้อื หาวชิ าทเี่ รยี น การแก้ปัญหาโจทยด์ งั กล่าว ต้องอาศัยความรู้ที่ได้เรียน

มารวมกบั ความคิดสร้างสรรค์ผสมผสานกันเพือ่ แกป้ ญั หา พฤตกิ รรมในระดบั นี้ถอื ว่าเปน็ พฤติกรรมขนั้ สูงสุดของการเรียนการ
สอนคณติ ศาสตรซ์ ึ่งต้องใช้สมรรถภาพสมองระดบั สูง แบ่งเป็น ๕ ขั้น คือ

๔.๑ ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาที่ไม่เคยประสบมาก่อน (Ability t๐ S๐lve N๐nr๐utine Pr๐blems)

คำถามในขั้นนี้เป็นคำถามท่ีซับซ้อน ไม่มีในแบบฝึกหดั หรือตวั อย่าง ไม่เคยเห็นมาก่อน นักเรียนต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์
ผสมผสานกบั ความเข้าใจ มโนคติ นยิ าม ตลอดจนทฤษฎีต่าง ๆ ทเ่ี รียนมาแลว้ เปน็ อย่างดี

๔.๒ ความสามารถในการหาความสัมพันธ์ (Ability t๐ Disc๐ver Relati๐nships) เป็นความสามารถในการจัด
สว่ นต่าง ๆ ทโ่ี จทย์กำหนดให้ใหม่ แลว้ สรา้ งความสมั พันธ์ขนึ้ ใหม่เพ่อื ใช้ในการแก้ปญั หาแทนการจำความสมั พันธ์เดิมที่เคยพบ
แล้วมาใช้กับขอ้ มลู ชดุ ใหม่เท่าน้ัน

๔.๓ สามารถในการพิสูจน์ (Ability t๐ C๐nstruct Pr๐๐fs) เป็นความสามารถในการพิสูจน์โจทย์ปัญหาที่ไม่เคย
เห็นมากอ่ น นกั เรยี นจะตอ้ งอาศยั นยิ าม ทฤษฎตี า่ ง ๆ ทเี่ รยี นมาแล้วมาช่วยในการแก้ปญั หา

๔.๔ ความสามารถในการวิจารณ์การพสิ ูจน์ (Ability t๐ Criticize Pr๐๐fs) ความสามารถในขัน้ นีเ้ ป็นการใช้เหตุผล
ท่คี วบคกู่ บั ความสามารถในการเขยี นพิสูจน์ แต่ความสามารถในการวิจารณเ์ ป็นพฤติกรรมทยี่ ุ่งยากซับซ้อนกว่า ความสามารถ
ในข้ันนีต้ อ้ งใหน้ กั เรยี นมองเห็นและเขา้ ใจการพิสูจน์วา่ ถูกต้องหรือไม่ มตี อนใดผิดพลาดไปจากมโนคติ หลกั การ กฎ นิยาม หรือ
วิธกี ารทางคณิตศาสตร์

๔.๕ ความสามารถเกยี่ วกับการสร้างสูตรและทดสอบความถูกต้องของสตู ร (Ability t๐ F๐rmulate and Validate
Generalizati๐ns) นักเรยี นสามารถสรา้ งสูตรขึ้นมาใหม่ โดยให้สัมพนั ธก์ บั เรื่องเดิมและสมเหตุสมผลดว้ ยคือ การจะถามให้หา
และพิสูจนป์ ระโยคทางคณติ ศาสตรห์ รืออาจถามใหน้ กั เรยี นสรา้ งขบวนการคิดคำนวณใหม่พร้อมทง้ั แสดงการใชข้ บวนการนน้ั

กู๊ด (G๐๐d. ๑๙๗๓ : ๑๐๓, อ้างถึงในบุศรา อิ่มทรัพย์ ๒๕๕๑ : ๕๗) ให้ความหมายของผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวา่
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น หมายถึง ความรู้ทีไ่ ด้รับหรอื ทักษะท่ีพัฒนามาจากการเรียนในสถานศึกษาโดยปกติวดั จากคะแนนที่ครู
เปน็ ผูใ้ หห้ รอื จากแบบทดสอบหรอื อาจรวมทั้งคะแนนทค่ี รูเป็นผใู้ หแ้ ละคะแนนทไ่ี ดจ้ ากแบบทดสอบ

อัญชนา โพธิพลากร (นิตศรา โงนรี ๒๕๕๕ : ๓๖) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึง
ความสามารถในการเรียนรู้จากการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งประเมินได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลการเรียนวิชา
คณติ ศาสตร์ ซ่ึงแบบทดสอบนนั้ สอดคล้องกบั พฤติกรรมดา้ นความรู้ ความคิด (C๐gnitive D๐main)

อนงคน์ าฏ เดชอัมพร (เยาวภา ผูกสมคั ร ๒๕๕๔ : ๔๗) กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณติ ศาสตร์ หมายถึง
ความสามารถทางสติปัญญา ในด้านการเรยี นรูค้ ณติ ศาสตร์ โดยพจิ ารณาจากคะแนน จากแบบทดสอบหรืองานทค่ี รมู อบหมาย

ดงั น้ัน จึงสรุปได้ว่า ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนวิชาคณติ ศาสตร์ หมายถึง ความรู้และทักษะทไ่ี ด้รบั จากการเรียนที่ทำให้
ผ้เู รยี นมคี วามสามารถในการประมวลความรใู้ นการคดิ วเิ คราะห์ โดยผลของความสำเรจ็ วัดได้จากคะแนนทีผ่ ูเ้ รยี นไดร้ ับ

๑.๒ ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
ล้วน สายยศ และอังคณา สายศ (อุเทน คำสิงห์นอก ๒๕๕๑ : ๗๗) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผล

สมั ฤทธท์ิ างการเรยี นไว้ว่า เป็นแบบทดสอบทว่ี ดั ความรู้ท่ีไดเ้ รียนไปแลว้ ซ่ึงมกั จะเปน็ ขอ้ คำถามใหน้ ักเรยี นตอบ กับให้นักเรียน
ได้ปฏิบตั ิจรงิ ซงึ่ แบง่ แบบทดสอบประเภทน้เี ป็น ๒ ชนดิ คือ

๑. แบบทดสอบของครู หมายถึง ชดุ คำถามท่ีครูเป็นผู้สร้างขึ้น ซึ่งเปน็ คำถามที่เก่ียวกับความรู้ทนี่ ักเรียนได้เรียนรู้ใน
ห้องเรียน ว่ามีความรู้มากน้อยแค่ไหน บกพร่องตรงไหนจะได้สอนซ่อมเสริม หรือวัดดูความพร้อมที่จะเรียนบทเรียนใหม่ ซึ่ง
ขนึ้ อยู่กบั ความตอ้ งการของครู

๒. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบทสี่ รา้ งข้นึ จากผู้เชีย่ วชาญในแต่ละวิชา หรือจากครทู สี่ อนวชิ าน้ัน แต่
ผ่านการทดลองหาคุณภาพหลายครั้ง และเปรียบเทียบผลเพื่อประเมินผลของการเรียนการสอน แบบทดสอบมาตรฐานจะมี
คู่มือดำเนินการสอน และยังมีมาตรฐานในการแปลคะแนนด้วย ทั้งแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น และแบบทดสอบมาตรฐาน มี
วิธีการสร้างข้อคำถามเหมือนกัน เป็นคำถามที่วัดเน้ือหา และพฤติกรรมที่สอนไปแล้วซึ่งสามารถวัดและควรวดั ให้ครอบคลมุ
พฤตกิ รรมตา่ งๆ ดังน้ี

๑. วัดดา้ นความรคู้ วามจำ
๒. วดั ความเขา้ ใจ
๓. วดั การนำไปใช้
๔. วัดดา้ นการวิเคราะห์
๕. วัดดา้ นการสงั เคราะห์
๖. วดั ด้านการประเมินค่า
เยาวดี วิบูลย์ศรี สรุปไว้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เป็นแบบทดสอบวัดความรู้เชิงวิชาการ มักใช้วัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นเนน้ การวัดความรูแ้ ละความสามารถจากการเรยี นรู้ ในอดีตหรือสภาพปจั จบุ นั ของแตล่ ะบุคคล
จากท่กี ลา่ วสรุปไดว้ ่า แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถงึ แบบทดสอบที่สร้างข้ึนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
ใชค้ วามร้คู วามสามารถดา้ นวชิ าการของนักเรยี นทเ่ี รียนผ่านมาแล้วในแต่ละวชิ า

๑.๓ หลักการวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
การวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนเป็นการวัดผลการศกึ ษา ซึ่งจะมีประสิทธิภาพและไดผ้ ลตามจุดมงุ่ หมายควรปฏิบัติตาม
หลกั การต่อไปนี้
๑. วัดให้ตรงตามจุดประสงคใ์ นการวัด ควรจะวัดใหต้ รงตามคุณลกั ษณะทีต่ ้องการจะวัด เพอ่ื จะได้แปลความหมายให้
ถูกต้อง และไมผ่ ดิ พลาดในการนำไปใช้ต่อไป ซึ่งความผดิ พลาดให้การวดั ไม่ตรงตามจุดประสงค์ มีดงั นี้

๑.๑ ความไมเ่ ขา้ ใจในคณุ ลกั ษณะที่ต้องการ
๑.๒ ใช้เคร่ืองมือไม่สอดคลอ้ งกบั ตวั แปรที่จะวดั
๑.๓ วัดไม่ครบถว้ น
๑.๔ เลือกกลมุ่ ตัวอย่างท่จี ะวดั ไดไ้ ม่เหมาะสม
๒. ใชเ้ ครื่องมอื มคี ณุ ภาพในการวัดผลการศึกษา เคร่ืองมือต้องทค่ี ณุ ภาพเพ่ือผลทไี่ ด้จากการวัด จะสามารถเชื่อถือได้
และคะแนนทไ่ี ด้จากการวดั สามารถแปลไดถ้ ูกต้อง
๓. มีความยตุ ิธรรม การวดั ผลทางการศกึ ษา ซ่ึงวัดไว้เปน็ การวัดตวั แปรทางด้านจติ วิทยาหรือทางสงั คมศาสตร์ ถ้าจะ
ให้ผลดีตอ้ งมคี วามยุติธรรม ทถ่ี ูกตอ้ งอยู่ภายใต้สถานการณท์ ี่เป็นไปเหมือนๆ กัน ไม่มีการลำเอียงหรอื เลือกทร่ี กั มกั ที่ชงั

๒. แนวคิดเกี่ยวกบั แบบฝึกทักษะ
ความหมายของแบบฝกึ ทกั ษะ
แบบฝึก แบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ แบบเสริมทักษะ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นชื่อที่ใช้เรียกแบบฝึกทั้งสิ้น และมีผู้ให้

ความหมายคำว่าแบบฝึกไว้ต่างๆกนั ดังน้ี
กูด๊ (G๐๐d ๑๙๗๓: ๒๒๔, อ้างถึงในปราณี จิณฤทธิ์ ๒๕๕๒: ๓๑) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถงึ งานหรือการบ้าน

ทคี่ รมู อบหมายใหน้ กั เรยี นทำ เพ่ือทบทวนความร้ทู เ่ี รยี นไปแล้ว และเปน็ การฝกึ ทกั ษะการใชก้ ฎหรือสตู รต่างๆท่ีเรยี นไป
วชิร เเพสอาด (๒๕๕๔) กลา่ วว่า แบบฝกึ เสรมิ ทักษะ หมายถึง งานหรอื กจิ กรรมท่คี รสู ร้างข้นึ โดยมรี ูปแบบกจิ กรรม

ทห่ี ลากหลาย มจี ุดมุ่งหมายเพ่อื ฝึกใหน้ ักเรียนมีความรู้ความเข้าใจบทเรยี นได้ดยี ง่ิ ข้ึน และช่วยฝึกทกั ษะตา่ ง ๆ ให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรูอ้ ย่างแท้จริง อาจจะใหน้ ักเรียนทำแบบฝกึ ขณะเรียนหรอื หลงั จากจบบทเรยี นไปแลว้ กไ็ ด้

ศศธิ ร ธัญลักษณานนั ท์ (สธุ ัญญา รตั นบรรพต ๒๕๕๒) ให้ความหมายแบบฝึกเสริมทักษะว่า หมายถึง แบบฝึกเสริม
ทักษะที่ใชฝ้ กึ ความเข้าใจ ฝึกทกั ษะต่าง ๆ และทดสอบความสามารถของนักเรยี นตามบทเรียนที่ครูสอนว่านกั เรียนเข้าใจและ
สามารถนำไปใช้ได้มากนอ้ ยเพยี งใด

แบบฝึก คือ การจัดประสบการณ์ การฝึกหัดเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และสามารถแก้ปัญหาได้
ถกู ต้องหลากหลายและแปลกใหม่ (ชยั วัฒน์ สุทธริ ัตน์ ๒๕๕๓ : ๔๔๗)

ดังน้ัน จงึ อาจกลา่ วได้ว่า แบบฝกึ ทกั ษะ หมายถึง งานหรือกจิ กรรมทค่ี รูสร้างขน้ึ โดยมีรูปแบบกิจกรรมที่
หลากหลาย มีจุดมงุ่ หมายเพอื่ ฝึกให้นักเรยี นมีความรู้ความเข้าใจบทเรยี นได้ดียิ่งข้นึ และช่วยฝึกทักษะต่าง ๆ ให้ผู้เรยี นเกิด
การเรยี นร้อู ยา่ งแท้จรงิ ตลอดจนสามารถแก้ปัญหาไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง

ลกั ษณะของแบบฝกึ ทดี่ ี
กศุ ยา แสงเดช(ลาวรรณ สุดสนิ ๒๕๔๗: ๕๒) กล่าวว่าแบบฝกึ ที่ดีควรมลี ักษณะ ดังน้ี
๑. เกีย่ วขอ้ งกบั เรอื่ งท่เี รยี นมาแล้ว
๒. เหมาะสมกบั ระดบั ชัน้ หรือวัยของผูเ้ รียน
๓. มคี ำชี้แจงสนั้ ๆ เพื่อให้เขา้ ใจงา่ ย
๔. ใช้เวลาทีเ่ หมาะสม
๕. มสี ่ิงที่น่าสนใจและทา้ ทายใหแ้ สดงความสามารถ
๖. ควรมขี ้อแนะนำการใช้

๗. มใี ห้เลือกตอบอย่างจำกดั และตอบอย่างเสรี
๘. ถา้ เปน็ แบบฝึกหดั ที่ตอ้ งการใหผ้ ู้เรยี นศกึ ษาดว้ ยตนเอง แบบฝกึ หัดควรมีหลายรูปแบบ
๙. ควรใช้สำนวนภาษางา่ ยๆ ฝึกให้คดิ และสนกุ สนาน

รีเวอร์ (River ๑๙๖๘, อา้ งถงึ ในชัยวัฒน์ สุทธริ ตั น์ ๒๕๕๓: ๔๔๗ ) กลา่ วถึงลกั ษณะของแบบฝกึ ไวด้ งั น้ี
๑. ตอ้ งมกี ารฝึกนักเรยี นมากพอสมควรในเรอ่ื งหนง่ึ ๆ ก่อนทจี่ ะมีการฝกึ เร่อื งอื่นๆตอ่ ไป ทั้งนี้
ทำขนึ้ เพื่อการสอนมิใช่ทำข้ึนเพ่อื ทำสอบ
๒. แตล่ ะบทควรฝกึ โดยใชแ้ บบประโยคเพยี งหน่ึงแบบเท่านนั้
๓. ฝึกโครงสรา้ งใหมก่ ับสิ่งทีเ่ รียนรู้แล้ว
๔. ประโยคทฝี่ ึกควรเป็นประโยคส้นั ๆ
๕. ประโยคและคำศัพท์ ควรเป็นแบบที่ใชพ้ ดู กันในชวี ติ ประจำวนั ท่ีนกั เรยี นรู้จักดแี ล้ว
๖. เปน็ แบบฝึกทน่ี กั เรยี นใช้ความคิดดว้ ย
๗. แบบฝกึ ควรมีหลายๆแบบ เพือ่ ไม่ใหน้ ักเรียนเกดิ ความเบอื่ หนา่ ย
๘. ควรฝกึ ให้นกั เรยี นสามารถนำสงิ่ ทเี่ รียนไปแล้วไปใช้ในชีวติ ประจำวนั ได้

หลักการสรา้ งแบบฝึกทักษะ
การสร้างแบบฝกึ เสริมทักษะให้มีประสิทธภิ าพต้องมหี ลกั การสร้างท่ีสอดคลอ้ งกับลกั ษณะท่ีดีของแบบฝึกเสริมทักษะ
ด้วย ซึง่ ในเร่อื งน้ีไดม้ ีผ้เู สนอแนะไวด้ งั นี้
สุธัญญา รัตนบรรพต (๒๕๕๒) กล่าวว่า การสร้างแบบฝึกเสริมทกั ษะควรมีหลกั ในการสร้าง ดังนี้
๑. ต้องยึดหลักจิตวิทยาการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียนในแต่ละวัย ต้องคำนึงถึงความสามารถ ความสนใจ
แรงจงู ใจของนกั เรยี น
๒. ต้องตง้ั จุดประสงค์ในการฝกึ วา่ ต้องการฝกึ เสริมทกั ษะใด เนือ้ หาใด ต้องการให้ผเู้ รยี นเกิดการเรยี นรอู้ ะไร
๓. แบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะต้องไมย่ ากไมง่ า่ ยจนเกนิ ไป คำนงึ ถึงความสามารถของเดก็ และตอ้ งเรียงลำดบั จากงา่ ยไปหายาก
๔. ตอ้ งศกึ ษาขั้นตอนต่าง ๆ ในการสร้างแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะ ปัญหาและขอ้ บกพร่องของนกั เรียน
๕. แบบฝึกเสริมทักษะต้องมีคำชี้แจง และควรมีตัวอย่างเพื่อให้นักเรียนมีความเขา้ ใจมากขน้ึ และสามารถทำได้ด้วย
ตนเอง
๖. แบบฝึกเสรมิ ทกั ษะควรมีหลายรปู แบบ หลายลักษณะ เพ่ือจงู ใจในการทำ ทำให้นักเรียนมีความรู้สึกวา่ มจี ำนวนไม่
มาก
๗. ควรมรี ปู ภาพประกอบทสี่ วยงามเหมาะสมกับวยั ของเดก็
๘. ควรใช้ภาษาส้ัน ๆ งา่ ย ๆ ไม่วา่ จะเปน็ เนือ้ หาหรือคำสัง่
๙. ควรมีการทดลองใชเ้ พ่อื หาขอ้ บกพรอ่ งตา่ ง ๆ กอ่ นนำไปใชจ้ รงิ
๑๐. ควรจัดทำเป็นรปู เลม่ ซึง่ สามารถเก็บรกั ษาไดง้ ่าย นกั เรียนสามารถนำมาทบทวนกอ่ นสอบได้

รัชนี ศรีไพรวรรณ (ชยั วฒั น์ สุทธริ ตั น์ ๒๕๕๓: ๔๔๘) ใหข้ ้อคิดเก่ียวกบั หลักการสรา้ งแบบฝกึ ทด่ี ี ดงั นี้
๑. ตอ้ งสรา้ งแบบฝึกใหส้ อดคลอ้ งกับหลักจติ วทิ ยา และพัฒนาการของเด็กตามลำดบั ขั้นการเรยี นรู้ แบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะ
น้ันตอ้ งอาศัยรูปภาพจูงใจนักเรยี น และควรจัดเรยี งเน้อื หาตามลำดับจากงา่ ยไปยากเพ่อื ให้นกั เรียนจะมีกำลงั ใจทำแบบฝึก
๒. มจี ุดมงุ่ หมายที่แนน่ อนว่าจะฝึกทักษะในดา้ นใด แล้วจดั เนื้อหาใหต้ รงกบั จุดมงุ่ หมายท่ีกำหนดไว้
๓. ตอ้ งคำนงึ ถึงความแตกต่างระหว่างบคุ คลของนกั เรียน ถ้าสามารถแบง่ นักเรยี นออกเปน็ กล่มุ ยอ่ ยตามความสามารถ
แล้วจึงจัดทำแบบฝกึ เพื่อส่งเสริมนกั เรยี นแตล่ ะกลุ่ม
๔. แบบฝกึ ทดี่ ีตอ้ งมคี ำช้แี จงง่าย ส้นั ๆ ทีน่ กั เรียนอา่ นเขา้ ใจแบบฝกึ ไดด้ ว้ ยตนอง
๕. แบบฝกึ ตอ้ งมีความถกู ตอ้ ง ครตู ้องพิจารณาใหร้ อบคอบทดลองทำดว้ ยตนเองเสยี กอ่ น เพือ่ ไมใ่ ห้เกิดข้อผดิ พลาด
๖. การใหน้ กั เรยี นทำแบบฝกึ แต่ละครงั้ ต้องใชเ้ วลาใหเ้ หมาะกบั ชว่ งความสนใจของนกั เรียน

๗. แบบฝึกควรมหี ลายรูปแบบ เพอื่ ใหเ้ กดิ การเรยี นรูอ้ ยา่ งกวา้ งขวางสง่ เสรมิ ความคดิ สร้างสรรค์ และเม่ือฝกึ เร่ืองเดียว
ซ้ำๆกันหลายครง้ั เดก็ ไม่เบ่อื หนา่ ยแตพ่ อใจท่ีไดท้ ำแบบฝกึ นัน้ ดว้ ยความเพลิดเพลนิ

ขั้นตอนการสร้างแบบฝกึ ทักษะ
ชัยวฒั น์ สุทธิรัตน์ (๒๕๕๓: ๔๔๙) ไดเ้ สนอขนั้ ตอนการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะไว้ดังนี้
๑. ศึกษาปัญหาและความต้องการ โดยศึกษาจากการผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หาก
เปน็ ไปได้ควรศึกษาความต่อเนื่องของปญั หาในทกุ ระดบั ชนั้
๒. วิเคราะห์เนื้อหาหรือทักษะที่เป็นปัญหาออกเป็นเนื้อหาหรือทักษะย่อยๆ เพื่อใช้ในการสร้างแบบทดสอบและ
แบบฝกึ หดั
๓. พจิ ารณาวัตถปุ ระสงค์ รูปแบบ และข้ันตอนการใชแ้ บบฝึก เช่น จะนำแบบฝึกไปใช้อย่างไร ในแตล่ ะชุดจะประกอบ
ไปดว้ ยอะไรบา้ ง
๔. สร้างแบบทดสอบ ซ่งึ อาจมีแบบทดสอบเชงิ สำรวจ แบบทดสอบเพอ่ื วินิจฉัยข้อบกพร่อง แบบทดสอบความก้าวหน้า
เฉพาะเรื่อง เฉพาะตอน แบบทดสอบที่สรา้ งจะต้องสอดคล้องกับเนือ้ หาหรือทกั ษะทวี่ ิเคราะห์ไวใ้ นข้อท่ี ๒
๕. สรา้ งบตั รฝกึ หัด เพ่อื ใชพ้ ัฒนาทักษะยอ่ ยแตล่ ะทักษะ ในแตล่ ะบตั รจะมีคำถามให้นกั เรยี นตอบ การกำหนดรปู แบบ
ขนาดของบัตรพิจารณาตามความเหมาะสม
๖. สรา้ งบตั รอ้างอิง เพือ่ ใช้อธบิ ายคำตอบหรือแนวทางการตอบแต่ละเร่อื ง การสร้างบตั รอา้ งอิงนี้อาจทำเพิ่มเติมเม่ือ
ไดน้ ำบัตรฝกึ หัดไปทดลองใชแ้ ลว้
๗. สร้างแบบบันทึกความก้าวหน้า เพอื่ ใช้บันทึกผลการทดสอบหรือผลการเรยี น โดยจดั ทำเป็นตอน เปน็ เรื่อง เพ่ือให้
เห็นความกา้ วหนา้ เป็นระยะๆ สอดคล้องกับแบบทดสอบความก้าวหน้า
๘. นำแบบฝึกไปทดลองใชเ้ พ่ือหาขอ้ บกพร่อง คุณภาพของแบบฝึก และคณุ ภาพของแบบทดสอบ
๙. ปรับปรุงแก้ไขแบฝกึ เพ่อื ใช้ประโยชนต์ อ่ ไป
ประโยชนข์ องแบบฝึกทักษะ
สุคนธ์ สนิ ธพานนท์ (๒๕๕๓ : ๙๖ - ๙๗) ไดก้ ลา่ วถงึ ประโยชนข์ องแบบฝกึ ทักษะ ไวด้ ังนี้
๑. ช่วยให้ผู้เรยี นไดเ้ รยี นรู้ดว้ ยตนเองตามอัตภาพ เดก็ แตล่ ะคนมคี วามสามารถแตกต่างกนั การให้ผเู้ รียนได้จัดทำแบบ
ฝึกเหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคนใช้เวลาที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะการเรียนรู้ของแต่ละคน จะทำให้ผู้เรียน
เกิดการเรยี นรดู้ ้วยตนเองอย่างมีประสทิ ธิภาพ ทำให้ผู้เรียนเกิดกำลงั ใจในการเรยี นรู้ นอกจากน้ันยังเปน็ การซอ่ มเสริมผู้เรียนท่ี
เรียนไมผ่ า่ นเกณฑก์ ารประเมนิ
๒. แบบฝึกทักษะช่วยเสริมใหผ้ ู้เรยี นเกดิ ทกั ษะที่คงทน สามารถใหผ้ ู้เรยี นไดฝ้ ึกทนั ทีหลังจากจบบทเรียนนนั้ ๆ หรือให้มี
การฝกึ ซ้ำหลายๆครงั้ เพอ่ื ความแมน่ ยำในเร่อื งทีต่ อ้ งการฝกึ หรอื เนน้ ย้ำให้นักเรียนทำแบบฝกึ เพมิ่ เติมเฉพาะในเรือ่ งทผี่ ดิ
๓. แบบฝึกทักษะสามารถเป็นเครื่องมือในการวัดผลหลังจากที่ผู้เรียนเรียนจบบทเรียนในแต่ละครั้ง ผู้เรียนสามารถ
ตรวจสอบความรคู้ วามสามารถของตนเองได้ และเม่ือไมเ่ ข้าใจและทำผดิ ในเร่ืองใดๆ ผเู้ รยี นก็สามารถซ่อมเสรมิ ตนเองได้ จัดได้
ว่าเปน็ เครื่องมอื ทม่ี ีคุณคา่ ทง้ั ของครูผู้สอนและผ้เู รยี น ผู้เรียนไม่มีปมดอ้ ยท่ตี นทำผิดและสามารถแกไ้ ขข้อผิดพลาดของตน
๔. เป็นสื่อที่ช่วยเสริมบทเรยี นหรือหนังสือเรียนหรอื คำสอนของครูผู้สอน แบบฝึกทักษะที่ครูจัดทำขึ้นเพ่ือฝึกทกั ษะ
การเรียนนอกเหนือจากความรู้ในหนังสือเรียนหรือบทเรียน เช่น ชุดฝึกทักษะการคิดในรูปแบบต่างๆ เป็นการเสริมสร้าง
คณุ ลกั ษณะของผู้เรียนให้เปน็ ผู้ทรี่ ้จู กั คิดเปน็ นำไปสู่การแกป้ ัญหาตา่ งๆในการดำเนินชีวิตต่อไป
๕. แบบฝกึ ทักษะรายบุคคลผู้เรียนสามารถนำไปฝกึ เมื่อไรกไ็ ด้ ไมจ่ ำกดั เวลาและสถานที่ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียน
ทำแบบฝกึ ไดต้ ามความต้องการของตน โดยมคี รผู สู้ อนคอยกระตุ้นหรอื เร้าให้ผู้เรียนเกดิ ความกระตือรือร้นด้วยตนเอง
๖. ลดภาระการสอนของครูผูส้ อน ไม่ตอ้ งฝกึ ทบทวนความรู้ใหแ้ กผ่ ู้เรยี นตลอดเวลา ไมต่ อ้ งตรวจงานด้วยตนเองทุกครง้ั
นอกจากกรณที แี่ บบฝึกนั้นเปน็ การฝึกทกั ษะการคดิ ทไี่ มม่ เี ฉลยตายตัวหรือมแี นวทางทหี่ ลากหลาย
๗. เป็นการฝกึ ความรบั ผิดชอบของผู้เรียน การให้ผ้เู รียนได้เรียนรู้โดยการทำแบบฝึกทกั ษะตามลำพงั โดยมีภาระให้ทำ
ตามทีม่ อบหมาย จดั ได้วา่ เปน็ การเสริมสร้างประสบการณ์การทำงานให้ผู้เรียนได้นำไปประยกุ ตป์ ฏบิ ัติในการดำเนินชีวิต
๘. ผเู้ รียนมีเจตคติท่ีดีตอ่ การเรียนรู้ การทีผ่ เู้ รยี นได้ทำแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ท่มี ีรูปแบบหลากหลายจะทำให้ผู้เรียน
สนุกและเพลดิ เพลิน เปน็ การท้าทายให้ลงมือทำกิจกรรมต่างๆตามชุดการฝกึ

๓. งานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
๓.๑ งานวิจยั ภายในประเทศ
กุหลาบ สีชาลี (๒๕๕๖ : บทคัดย่อ) ผลการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคนกลุ่ม

สาระการเรยี นรูค้ ณติ ศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๒ และเพอ่ื เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นเร่ืองการแก้โจทยป์ ัญหาการบวก
ลบ คณู หารระคนกลุม่ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรยี นสังฆประชานุสสรณ์ สำนักงานเขต
หนองจอก กรุงเทพมหานคร ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ ๒/๑ และ ชั้น

ประถมศึกษาปีที่ ๒/๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๖ จำนวน ๖๔ คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random
Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๒ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินคุณภาพของแบบฝึกทักษะ
รูปแบบในการทดลองครั้งนี้ ใช้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวมีการวัดผล ๒ ครั้ง คือ ก่อนและหลังการทดลอง(The One Group
Pretest Posttest Design) สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ( X ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนโดยใช้ t – test (Dependent) ผลการวิจัยพบว่าแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาการบวก ลบ คูณ หารระคน
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๒ มีประสิทธิภาพ ๘๕.๓๑/๘๐.๑๐ เป็นไปตามเกณฑ์สมมติฐานที่
กำหนดนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕

บทที่ ๓
วธิ ดี ำเนินงานวจิ ัย

การศึกษาวจิ ัยคร้ังน้ี เปน็ การวิจยั เร่อื ง การพัฒนาผลการเรยี นรเู้ รอื่ งการคูณทศนิยมโดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนบ้านปากคลองโรงนาค ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการและเก็บรวบรวมข้อมูลในการศึกษาค้นคว้า โดยมี
ขัน้ ตอนดำเนินงานดังน้ี

๑. ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง
๒. เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
๓. การสร้างและการหาคุณภาพเครอื่ งมือในการวจิ ยั
๔. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
๕. สถติ ิท่ีใชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมลู

ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
ประชากร
ประชากรทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ในคร้งั นี้เปน็ นกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๕ โรงเรียนบา้ นปากคลองโรงนาค ภาคเรียนที่ ๑ ปี

การศึกษา ๒๕๖๒ ซง่ึ มนี ักเรียนทงั้ หมด ๑๗ คน

กลมุ่ ตวั อยา่ ง
กลุ่มตัวอยา่ งทใี่ ชใ้ นการวิจยั ครงั้ นเี้ ปน็ นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาศึกษาปที ่ี ๕ โรงเรียนบา้ นปากคลอง โรงนาค ภาคเรียน
ที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๒ จำนวน ๕ คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากนักเรียนมผี ล
การการเรียนคอ่ นข้างตำ่

เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการวิจัย
เครอ่ื งมือทีใ่ ช้ในการวิจยั ได้แก่
๑. นวัตกรรม คอื แบบฝึกทกั ษะคณติ ศาสตร์ เรือ่ ง การคูณทศนยิ ม
๒. แผนการจดั การเรียนรู้ เรือ่ ง การคณู ทศนิยม ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ ๕
๓. แบบทดสอบวดั ผลการเรยี นรู้ ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๕ เรอ่ื ง การคณู ทศนยิ ม เปน็ แบบอัตนยั จำนวน ๑๐ ขอ้

การเกบ็ รวมรวมขอ้ มูล

ในการวจิ ัยครัง้ นี้ ผวู้ จิ ัยดำเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมูล ดงั น้ี
๑. ทำการทดสอบก่อนเรยี น (Pretest) กับประชากร คือ นกั เรียนชน้ั ป. ๕ โรงเรียนบ้านปากคลองโรงนาค จำนวน
๑๗ คน เร่อื ง การคูณทศนิยม กอ่ นดำเนนิ การใช้แบบฝกึ ทกั ษะกับกลมุ่ ตวั อย่างโดยบันทึกคะแนนไวเ้ ป็นผลการทดสอบก่อนใช้
แบบฝกึ ทักษะ
๒. ดำเนินการสอนนกั เรยี นกลุม่ ตัวอย่างโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ เร่อื ง การคูณทศนยิ ม
๓. ทำการทดสอบหลงั เรยี น (Posttest) กับกลุ่มตัวอยา่ ง คอื นักเรียนชน้ั ป.๕ โรงเรียนบ้านปากคลองโรงนาค จำนวน
๕ คน โดยใช้แบบทดสอบชดุ เดยี วกนั กบั แบบทดสอบก่อนเรยี น แลว้ บนั ทึกผลทไ่ี ด้ มาวเิ คราะหท์ างสถติ ิเพือ่ ใช้ในการสรุปและ
อภปิ ราย

การวิเคราะหข์ ้อมูล
ในการวเิ คราะหข์ ้อมูล ผวู้ ิจัยไดว้ ิเคราะหข์ อ้ มลู ดังนี้
เปรยี บเทียบผลการเรียนรูว้ ชิ าคณติ ศาสตร์ ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนบา้ นปากคลองโรงนาค ที่ไดร้ ับ

การจัดการเรียนรู้โดยใชแ้ บบฝึกทักษะภายหลงั การทดลองดว้ ยสถติ ิ
t-test for dependent Samples
สถิติท่ใี ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู การวจิ ยั ครั้งนี้ ประกอบด้วย
๑. สถติ ิพื้นฐาน

๑.๑ ค่าเฉลีย่ (Mean) ใชส้ ตู รดงั นี้ (สายสุดา โคตรสมบัติ ๒๕๔๘: ๕๙)

̅ = ∑



เม่ือ ̅ แทน คา่ เฉลย่ี
∑ แทน ผลรวมของคะแนนทง้ั หมด

N แทน จำนวนข้อมลู ทั้งหมด
๑.๒ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ใชส้ ูตรดังน้ี (ธะวัตร์ ทัดเนียม ๒๕๕๐: ๕๔)

S.D. = √∑( − ̅)2



เมอ่ื S.D. แทน ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน

แทน คะแนนของนักเรียนแตล่ ะคน

̅ แทน คะแนนเฉล่ีย

N แทน จำนวนขอ้ มลู ท้งั หมด

๒. สถติ ิท่ใี ชท้ ดสอบสมมตฐิ าน

ทดสอบความแตกต่างของผลการเรียนรู้ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการนำคะแนนจากแบบทดสอบ

จำแนกรายข้อของนักเรียนมาหาค่าเฉล่ีย และตรวจสอบสมมติฐานโดยใชส้ ถิติ t-test แบบกล่มุ ตัวอย่างสองกลุ่มไม่เป็นอิสระ

ตอ่ กัน (t-test for dependent Samples) สตู รการทดสอบค่า

t-test เป็นดงั น้ี (นติ ศรา โงนรี ๒๕๕๕ : ๖๕)

t= 
√  2− ( )2

−1

d.f. = n - 1

เมื่อ t คอื ค่าสถติ ิทดสอบ n คอื จำนวนคู่

D คอื คะแนนความแตกต่างระหวา่ งคะแนนแตล่ ะคู่

บทที่ ๔
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู

การศึกษาวจิ ัย เรือ่ ง การพัฒนาผลการเรยี นรูเ้ ร่ืองการคูณทศนิยมโดยใช้แบบฝึกทกั ษะของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี
๕ โรงเรียนบา้ นปากคลองโรงนาค ผู้วิจยั ได้เสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูลตามลำดบั ดังนี้

๔.๑ สัญลกั ษณท์ ใ่ี ชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมูล
๔.๒ การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
๔.๓ ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล

สญั ลกั ษณ์ท่ใี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู
ผู้วจิ ัยไดก้ ำหนดใชส้ ัญลกั ษณต์ ่าง ๆ ในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ดังน้ี
N แทน จำนวนขอ้ มลู ท้งั หมด
̅ แทน คา่ เฉลี่ย
∑ แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมด
S.D. แทน ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
แทน คะแนนของนกั เรยี นแต่ละคน
IOC แทน ดชั นคี วามสอดคลอ้ ง
∑ แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เช่ยี วชาญ

t แทน คา่ สถิติทดสอบ

D แทน คะแนนความแตกต่างระหวา่ งคะแนนแต่ละคู่

n แทน จำนวนคู่

การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การศึกษาค้นคว้าคร้งั น้ผี ู้วิจยั ได้แบง่ การนำเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลดงั นี้
ตอนที่ ๑ ผลการเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณทศนิยม ของ

นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๕ โรงเรยี นบ้านปากคลองโรงนาค
ตอนที่ ๒ ผลการวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณทศนิยม ของ

นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๕ โรงเรยี นบ้านปากคลองโรงนาค

ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล
ตอนท่ี ๑ ผลการเปรียบเทยี บผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการใช้แบบฝกึ ทกั ษะคณิตศาสตร์ เรอื่ ง การคณู ทศนยิ ม ของ

นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๕ โรงเรียนบ้านปากคลองโรงนาค
ผู้วิจัยได้ทำการทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน ๕ คน หลังจากการเก็บคะแนนทดสอบก่อนเรียน และ

คะแนนทดสอบหลังเรียน แลว้ นำมาหาค่าเฉลีย่ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ซ่ึงนำมาเสนอคะแนนไว้ในตารางท่ี ๑ ดังน้ี

ตารางที่ ๑ ผลการเปรยี บเทียบผลการเรียนรกู้ อ่ นและหลงั การใชแ้ บบฝกึ ทักษะคณติ ศาสตร์
เร่ือง การคูณทศนิยม ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๕ โรงเรียนบา้ นปากคลองโรงนาค

คนที่ คะแนนก่อนเรยี น (x๑) คะแนนหลังเรียน (x๒) D = x๒ - x๑ D๒
๑2 7๕
๒๕
๒1 5๔ ๑๖
๓๖
๓2 8๖ ๒๕
๑๖
๔3 8๕ 118
23.6
๕4 8๔ 68.3

รวม 12 36 24

X 2.4 7.2 4.8

S.D. 1.3 1.7 0.7

จากตารางที่ ๑ พบว่าผลการเรียนรู้จากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน โดยใช้แบบฝึก
ทักษะ เรื่องการคณู ทศนยิ ม ของนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๕ มคี ะแนนเฉลีย่ หลงั เรียนสูงกวา่ กอ่ นเรียน มคี ่าเทา่ กับ ๔.๘

ตอนที่ ๒ ผลการวเิ คราะห์ผลการเรียนรกู้ ่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรือ่ งการคูณทศนยิ ม ของนกั เรยี นช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรยี นบา้ นปากคลองโรงนาค

ผ้วู จิ ยั ไดท้ ำการทดลองกับนกั เรยี นกลุ่มตวั อย่าง จำนวน ๕ คน หลังจากการเกบ็ คะแนน ทดสอบก่อนเรียน
และคะแนนทดสอบหลงั เรยี น ไดผ้ ลการวเิ คราะหด์ งั ตารางที่ ๒ ดังน้ี

การทดสอบ N คะแนนเต็ม ̅X S.D. t Sig.
1.30 -12.83 0.00
กอ่ นเรียน ๕ ๑๐ 2.40 1.70
หลังเรยี น ๕ ๑๐ 7.20

จากตารางท่ี ๒ พบวา่ คา่ สถิติ t มีค่า – 12.83 คา่ Sig.(Two-tail) มีคา่ 0.00 ซึ่งนอ้ ยกวา่ ระดับนยั สำคญั ทางสถิติ
0.05 แสดงวา่ หลงั จากการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง การคูณทศนิยม ชน้ั ประถมศกึ ษา ปที ่ี ๕ นักเรียนมีคะแนนเพ่มิ มาก

ข้นึ อย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ 0.05

บทท่ี ๕
สรุปผลการวจิ ยั การอภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ

การวจิ ัย เรือ่ ง การพฒั นาผลการเรียนร้เู รื่องการคูณทศนยิ มโดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ ๕
โรงเรยี นบ้านปากคลองโรงนาค มผี ลสรปุ ดงั นี้

วัตถปุ ระสงคก์ ารวิจยั
เพอ่ื เปรยี บเทียบผลการเรียนรู้กอ่ นและหลงั การใช้แบบฝึกทกั ษะคณติ ศาสตร์ เร่ือง การคณู ทศนิยม ของนกั เรยี นช้นั

ประถมศกึ ษาปที ่ี ๕ โรงเรยี นบา้ นปากคลองโรงนาค

เครอื่ งมือที่ใช้ในการวจิ ัย
เครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ในการวิจัย ไดแ้ ก่
๑. นวัตกรรม คือ แบบฝกึ ทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณทศนยิ ม
๒. แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ เร่ือง การคูณทศนิยม เป็นแบบอัตนยั จำนวน ๑๐ ข้อ

วิธีการดำเนนิ การวจิ ยั
การวจิ ยั ครง้ั นี้ ผ้วู จิ ัยได้ดำเนนิ การทดลอง ดงั นี้
๑) ก่อนดำเนินการทดลองผู้วิจัยแจ้งจดุ ประสงค์การเรียนรู้ เรื่อง การคูณทศนิยม และจุดมุ่งหมายของการทดลองให้

นักเรียนทราบ
๒) ทำการทดสอบกอ่ นเรียน (Pretest) กับประชากร คือ ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๕ โรงเรยี นบ้านปากคลองโรงนาค จำนวน

๕ คน เรอ่ื ง การคูณทศนยิ ม ก่อนดำเนนิ การใช้แบบฝึกทักษะกบั กล่มุ ตัวอย่างโดยบนั ทกึ คะแนนไว้เปน็ ผลการทดสอบก่อนใช้
แบบฝกึ ทกั ษะ

๓) ดำเนินการสอนกลมุ่ ตวั อยา่ งโดยใช้แบบฝึกทกั ษะ เรือ่ ง การคูณทศนยิ ม ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ ๕
๔) ทำการทดสอบหลงั เรยี น (Posttest) กบั กลุม่ ตวั อย่าง คอื นักเรยี นชนั้ ป.๕ โรงเรียนบา้ นปากคลองโรงนาค จำนวน
๕ คน โดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกนั กบั แบบทดสอบก่อนเรยี น แลว้ บนั ทกึ ผลท่ีได้
๕) เปรยี บเทียบคะแนนท่ีได้ แลว้ นำคะแนนท่ีได้มาวิเคราะหด์ ้วยวธิ ีทางสถิติ เพื่อทดสอบสมมติฐาน

สรุปผลการวจิ ัย
จากการทดสอบสมมตฐิ าน สามารถสรุปผลการวจิ ยั ไดด้ ังน้ี
การพัฒนาผลการเรียนรู้เร่ืองการคูณทศนิยมโดยใช้แบบฝึกทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง

สถติ ทิ ่ีระดบั 0.05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ต้ังไว้

อภิปรายผล
จากผลการวิจยั เรือ่ งการพฒั นาผลการเรยี นรเู้ ร่ืองการคณู ทศนิยมโดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะของนกั เรียน

ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๕ โรงเรยี นบา้ นปากคลองโรงนาค สามารถอภิปรายผลตามสมมตฐิ านได้ ดังน้ี
ผลการวิจยั พบว่า การพัฒนาผลการเรียนร้เู รอื่ งการคูณทศนิยมโดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ หลังเรยี นสงู กว่าก่อนเรียน อย่าง

มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ เนื่องมาจากกิจกรรมการเรียนรูท้ ี่ผู้วิจัยสรา้ งขึ้นเปน็ แบบฝึกทักษะที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้
อย่างเป็นขั้นตอนจากง่ายไปหายาก ทำให้นักเรียนเกิดความกระตือรือรน้ ในการเรียนรู้ และการเรียนรูจ้ ะเกิดขึ้นไดก้ ็ต่อเมอื่
ผเู้ รียนลงมอื กระทำเอง รูปแบบในการทดลองครงั้ น้ี ใช้กล่มุ ตัวอย่างกลมุ่ เดียวมีการวัดผล ๒ ครงั้ คือ กอ่ นและหลังการทดลอง
(The One Group Pretest Posttest Design) สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ( X ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ
เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยใช้ t – test (Dependent)

ขอ้ เสนอแนะ
๑. ขอ้ เสนอแนะในการนำผลการวจิ ัยไปใช้
๑) จากผลการวจิ ัยพบว่า การพัฒนาผลการเรียนรู้เรอื่ งการคูณทศนยิ มโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อน

เรยี น ดงั นั้นเมือ่ ครนู ำสือ่ การสอนนี้ไปใช้ ควรศึกษารายละเอียดการใช้
๒) การนำแบบฝึกทักษะไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนในเนื้อหาและระดับชัน้ เดยี วกันกบั งานวิจยั ควรจัดเวลาที่

ใช้ให้ยืดหยุ่นและเหมาะสมโดยคำนึงถงึ ความแตกต่างในด้านความรู้ความสามารถระหว่างบุคคลเป็นสำคัญ เพื่อประโยชน์ต่อ
การพฒั นาของนกั เรียนอยา่ งเต็มตามศกั ยภาพ

๒. ขอ้ เสนอแนะในการศกึ ษาค้นคว้าคร้ังตอ่ ไป
๑) ควรมกี ารพฒั นาแบบฝึกทกั ษะในเนอ้ื หาตา่ งๆ เพอื่ นำมาเปรียบเทียบกับวิธกี ารสอนในรูปแบบอนื่ ๆ
๒) ควรมีการศึกษารูปแบบการจัดกิจกรรมและวิธีสอนที่เหมาะสมต่อความสามารถทาง

การเรียนในแตล่ ะระดบั ช้ัน

บรรณานุกรม

ชยั วัฒน์ สุทธิรัตน์. (2553). 80 นวัตกรรมการจัดการเรยี นรู้ทเ่ี น้นผเู้ รียนเปน็ สำคญั . พิมพค์ รง้ั ท่ี 2.
กรุงเทพฯ : บริษัท แดเนก็ ซ์ อินเตอร์คอรป์ อเรชัน่ จำกดั .

วชิร เเพสะอาด. (2554). แบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะ. [Online].
http://aristotle1987.blogspot.com/2011/02/1.html[12 สิงหาคม 2555]

สุธัญญา รัตนบรรพต. (2552). ความหมายของแบบฝกึ ทกั ษะ. [Online].
http://www.learners.in.th/blogs/posts/293077 [ 9 สงิ หาคม 2555]

ภาคผนวก

ช่ือ – สกุล ........................................................................................... ช้นั ............. เลขที่ ...................

แบบฝึ กทกั ษะท่ี 1 เร่ือง การคณู จานวนนบั ดว้ ยจานวนนบั

1) 536 × 2 6) 312 × 38

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

.................................................................................. ... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

2) 49 × 23 7) 421 × 42

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

3) 368 × 7 8) 58 × 46

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .................................................................................... .

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

4) 316 × 13 9) 1243 × 52

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

5) 43 × 12 10) 512 × 36

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

ช่ือ – สกุล ........................................................................................... ช้นั ............. เลขท่ี ...................

แบบฝึ กทักษะท่ี 2 เร่ือง การคณู ทศนิยมหน่ึงตาแหน่งดว้ ยจานวนนบั

1) 23.6 × 2 6) 16.7 × 48

.....................................................................................

.....................................................................................

.................................................................................. ...

.....................................................................................

.....................................................................................

.....................................................................................

2) 2.7 × 51 7) 34.3 × 34

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

.................................................................................. ... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

3) 52.7 × 7 8) 9.1 × 53

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

4) 16.4 × 13 9) 124.2 × 42

......................................................................... ............ .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

5) 3.8 × 12 10) 28.3 × 49

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

ชื่อ – สกลุ ........................................................................................... ช้นั ............. เลขท่ี ...................

แบบฝึ กทักษะที่ 3 เรื่อง การคณู ทศนิยมสองตาแหน่งดว้ ยจานวนนบั

1) 3.46 × 2 6) 1.23 × 48

.....................................................................................

.....................................................................................

.....................................................................................

.................................................................................. ...

.....................................................................................

.....................................................................................

2) 0.59 × 32 7) 2.48 × 34

..................................................................................... .....................................................................................

.............................................................................. ....... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

......................................................................... ............ .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

3) 4.63 × 7 8) 0.84 × 53

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

.................................................................................. ... .....................................................................................

4) 0.84 × 53 9) 13.52 × 42

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

5) 0.34 × 12 10) 2.53 × 49

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

ช่ือ – สกุล ........................................................................................... ช้นั ............. เลขที่ ...................

แบบฝึ กทักษะท่ี 4 เร่ือง การคูณทศนิยมหน่ึงตาแหน่งดว้ ยทศนิยมหน่ึงตาแหน่ง

1) 34.6 × 0.2 6) 12.3 × 4.8

.....................................................................................

.....................................................................................

.....................................................................................

.....................................................................................

.....................................................................................

.....................................................................................

2) 5.9 × 3.2 7) 24.8 × 3.4

..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................

.................................................................................. ... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

3) 46.3 × 0.7 8) 8.4 × 5.3

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

4) 21.6 × 1.3 9) 135.2 × 4.2

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .................................................................................. ...

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

5) 3.4 × 1.2 10) 25.3 × 4.9

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... ......................................................................... ............

.................................................................................. ... .....................................................................................

..................................................................................... .....................................................................................

..................................................................................... ....................................................................................

ช่ือ – สกุล ................................................................................................... ช้นั ............. เลขท่ี ...................

แบบทดสอบก่อน/หลงั เรยี น เร่ือง การคณู ทศนิยม 6) 12.3 × 4.8

1) 34.6 × 0.2 ............................................................................ .........
.....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... ....................................................................... ..............
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................
..................................................................................... 7) 24.8 × 3.4

2) 5.9 × 3.2 .....................................................................................
.....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
................................................................................ .....
..................................................................................... 8) 8.4 × 5.3

3) 46.3 × 0.7 .....................................................................................
.....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................
..................................................................................... 9) 135.2 × 4.2

4) 21.6 × 1.3 .....................................................................................
.....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................
..................................................................................... 10) 25.3 × 4.9

5) 3.4 × 1.2 .....................................................................................
.....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.................................................................................. ... .....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................


Click to View FlipBook Version