ประวัติวัดดอนเรืองวัดดอนเรือง ตั้งอยู่เลขที่ 131 บ้านดอนลาว หมู่ที่ 8 ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 2 ไร่ 20 ตารางวา น.ส. 3 ก เลขที่ 776ความเป็นมาของวัดดอนเรืองสมัยก่อนดั้งเดิมที่จะเป็นวัดดอนลาว มีเจ้าเท้าก่ำ อพยพมาจากที่ใดไม่มีใครทราบพากันมาตั้งรากฐานอยู่ที่นี่ หลายปี แล้วก็อพยพหนีไป ต่อมาพ่อหลวงสุต๋าพ่อน้อยสุยา และแม่เป็ง ก็ได้มาอยู่แทนและเป็นหัวหน้าควบคุมรักษาหมู่บ้าน นับต่อจากนั้นมาหลายปีได้เกิดมีไฟป่าขึ้น ได้ไหม้หมู่บ้านทั้งหมดเหลือเพียงครอบครัวเดียว ที่รอดไฟป่าในครั้งนั้น คือ ครอบครัวนางจิ๋น ซึ่งนางจิ๋นก็หนีจากหมู่บ้านนี้ไปอยู่ที่อื่น ระยะนั้นหมู่บ้านนี้เป็นบ้านร้างไประยะหนึ่ง ต่อมาไม่นานเท่าใด ฝ่ายลาวได้เกิดสงครามขึ้น ชาวลาวอพยพหนีสงครามเข้ามาอยู่อาศัย และได้รับการช่วยเหลือจากคนไทย ก็เลยพากันมาตั้งรากฐานอยู่ที่นี่ จนเรียกว่า บ้านดอนลาว ต่อมาพ่อหลวงแสนและครูบาไชยลังกา ซึ่งมาจากเมืองน่านพากันมาสร้างวัดขึ้น ประมาณ พ.ศ. 2300 เรียกชื่อว่าวัดดอนลาวต่อมาทางกรมการศาสนาประกาศว่าวัดใดจะเปลี่ยนชื่อ ก็ให้ส่งรายการพร้อมหลักฐานไป ทางวัดก็ได้ดำเนินการดังกล่าว คือ เปลี่ยนชื่อจากวัดดอนลาว เป็นวัดดอนเรือง ตราบเท่าทุกวันนี้อาณาเขต - ทิศเหนือประมาณ 48 เมตร จดลำเหมือง- ทิศใต้ประมาณ 48 เมตร จดทางสาธารณประโยชน์- ทิศตะวันออกประมาณ 44 เมตร จดทางสาธารณประโยชน์- ทิศตะวันตกประมาณ 44 เมตร จดที่ดินเอกชนที่ธรณีสงฆ์จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 2 งาน 80 ตารางวา อาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ ศาลาการเปรียญและกุฏิสงฆ์ ปูชนียวัตถุ มีพระประธานเป็นพระพุทธรูป ปางมารพิซัยวัดดอนเรือง เดิมชาวบ้านเรียกว่า วัดดอนลาว สร้างเมื่อ พ.ศ. 2400 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2494 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 25 เมตร ยาว 60 เมตร
การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาส จำนวน 13 รูปพ.ศ. 2400 – 2421 ครูบาศรีพ.ศ. 2421 – 2439 ครูบาวงค์พ.ศ. 2439 – 2453 ครูบาคำพ.ศ. 2453 – 2498 ครูบาบุญศรี อนนโทพ.ศ. 2498 – 2522 พระอธิการสุข ธรรมทินโนพ.ศ. 2522 – 2523 พระทนพ.ศ. 2523 – 2524 พระสิงห์แก้วพ.ศ. 2524 – 2525 พระสุทัศน์ คมภีรธมโมพ.ศ. 2525 – 2526 พระยงยุทธ พุทธสีโลพ.ศ. 2530 – 2531 พระธรรมขัน วรธมโมพ.ศ. 2534 – 2535 พระรัตน์ ธมมธโรพ.ศ. 2538 – 2542 พระชาตรี ธีรปญโญพ.ศ. 2542 – 2547 พระอินทอง สีลโชโตพ.ศ. 2547 – 2551 พระชาติชาตรี ฐานวุฑโฒพ.ศ. 2551 – 2552 พระวัชราวุฒิ มหาปุญโญพ.ศ. 2556 – ปัจจุบัน พระบดินทร์ ทนดี
วัดดงป่าแดงอดีตแห่งปัจจุบันในอดีตกาลผ่านมาสองพันปีเศษ เมืองเชียงคำแห่งนี้มีนามว่า เมืองชะราว ปรากฎอยู่ในประวัติตำนานวัดพระธาตุดอยคำและพระนั่งดิน มีพญาผู้ครองเมืองสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยพญาคำแดง ผู้เป็นประธานสร้างพระนั่งดินและสร้างองค์พระธาตุดอยคำ ได้สืบต่อ ๆกันมา และประมาณเจ็ดร้อยปีตอนหลัง มีพญาผู้ครองเมืองแห่งนี้ท่านหนึ่งไม่มีนามปรากฎในประวัติตำนานตั้งถิ่นฐานสำนักคุ้มราชวังอยู่ที่บ้านคุ้ม ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยาในปัจจุบันนี้ว่ากันว่า ตามปกติพญาเมืองผู้นี้เป็นผู้ศรัทธาความเชื่อและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีความเคร่งครัดต่อพระธรรมวินัยมากทั้งตระกูล และคนสมัยนั้นชอบกินหมากอมเมี่ยง และสูบบุหรี่กันโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าพระสงฆ์และศรัทธาประชาชนในสมัยนั้นของเหล่านี้ไม่มีสารเคมีหรือใส่พิษแต่ประการใดตามประวัติเล่าสืบต่อ ๆกันมาว่า วัดคุ้มแห่งนี้มีมาตั้งแต่อดีตแล้ว มีพระเถระผู้มีอายุพรรษาและบุญบารมีแก่กล้ารูปหนึ่ง ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ครูบา ชื่อจริง ๆว่า ปัญญาครูบาปัญญาท่านชอบเคี้ยวหมากเป็นประจำ คนสมัยโบราณมักจะถือวันพระหรือวันศีลเป็นวันสำคัญที่สุด จะงดเว้นจากการตำข้าว เข้าป่าล่าเนื้อ และอื่น ๆ แม้กระทั่งการตักปูนออกจากหม้อหรือถังใหญ่ ที่หมักดองไว้ก็งดด้วยมีอยู่วันหนึ่งซึ่งเป็นวันพระพอดี ปูนเคี้ยวในขันหมากของครูบาเกิดหมดลงพอดีเหมือนกัน ครูบาจึงสั่งให้สามเณรรูปหนึ่งนำต้นปูนที่บ้านพ่อพญา ในวันนั้นพ่อพญาไม่อยู่พบแต่แม่พญาและแม่พญาก็ไม่ยอมตักปูนของตนให้สามเณรไปถวายครูบาฉันหมากก่อน และบอกสามเณรว่าให้เอาต้นปูนครูบาไว้ที่นี่ วันรุ่งขึ้นจะตักปูนถังใหญ่ใส่ให้จะนำไปถวายเอง แล้วจะนำเอาต้นปูนของแม่พญากลับคืนมาสามเณรรูปนั้นเข้าใจแล้วก็ปฏิบัติตามคำแนะนำ พอวันรุ่งขึ้นเวลาเช้า เจ้าพ่อพญามีกิจธุระที่วัด ตาก็เหลือบไปเห็นต้อนปูนขันหมากของครูบา มีความจำได้แม้นยำว่า นี่เป็นต้นปูนของนางพญาผู้เป็นมเหสี (ภรรยา) ของตนแน่นอน ทำไมจึงมาอยู่ที่นี่ จึงได้ถามความเป็นมาของต้นปูนกับครูบา ท่านครูบาก็ได้เล่า
ความจริงทุกอย่างให้เจ้าพ่อพญาได้รับทราบ แต่พญาไม่ยอมเชื่อ เกิดความโกรธและหลงผิดขึ้นทันทีทันใด จึงประกาศให้ทหารเสนาอำมาตย์จับครูบาไปลงโทษสถานหนักด้วยการประหารชีวิตท่านครูบารูปเดียวไม่มีทางสู้ได้จึงปลงสังขารว่า กรรมเก่าของเรามาตอบสนอง ในชาติปางก่อนเราอาจเบียดเบียนกลั่นแกล้งฆ่าเราให้ได้ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ใครแต่งสร้างไว้อย่างไรย่อมได้อย่างนั้นเมื่อคิดได้อย่างนี้แล้วจึงยอมสละชีวิต ยอมให้ฆ่าตามความประสงค์ของพญาผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวรเก่า ครั้นถึงเวลาที่พญาได้กำหนดไว้แล้ว จึงสั่งทหารเสนาอำมาตย์ทำการแห่ครูบาไปสู่สถานที่แดนประหารชีวิต ซึ่งอยู่ทิศตะวันตกของคุ้มราชวังหลวง บริเวณนั้นเป็นป่าไม้ทึบแน่น ก่อนที่ทหารจะตัดคอครูบา ท่านครูบาปัญญาจึงได้ขออนุญาตประกาศต่อหน้าศรัทธาประชาชนที่มาประชุมดูการประหารชีวิตครูบาเป็นจำนวนมากด้วยวาจาอันศักดิ์สิทธิ์ ว่า“ข้าพเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิดดังที่ถูกกล่าวหาประการใด” และได้กล่าวสาปแช่งพญาด้วยประการต่าง ๆ อาทิ “ให้เป็นคนโง่เขลาในทุกชาติทุกภพ และนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ใครที่มาเป็นใหญ่เป็นโตในบ้านนี้เมืองนี้ หากไม่มีศีลธรรมแล้ว ขอให้มีอันเป็นไมอย่าได้อยู่นาน และได้สั่งแก่ศรัทธาประชาชนทั้งหลายว่า ถ้าครูบาถูกตัดคอได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว ศีรษะไปตกอยู่ที่ไหน ขอให้สูทั้งหลายจงนำเอาร่างศพของครูบาไปฝังไว้ที่นั่นด้วย และทุกปีขอให้สูทั้งหลายจงถวายทานข้าวอาหารให้ครูบาทุกปี ครั้งละร้อยขันเน้อ ถ้าสูทั้งหลายหลงลืมหรือขัดขืน ไม่ยอมทำตามขอให้บ้านเมืองแห่งนี้ จงอย่าได้เจริญรุ่งเรือง การทำไร่นาอย่าได้สมหวัง ฟ้าฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล โรคภัยไข้เจ็บก็จะเกิดอยู่ไม่มีความสงบสุข”พอกล่าวส่งอำลาศรัทธาประชาชนจบ นายทหารก็จะทำการประหารชีวิตครูบา แต่ครูบาได้ขอเมตตาเวลาพูดเป็นครั้งสุดท้ายอีกว่า“ดูก่อนท่านทั้งหลาย ถ้าครูบามีความผิดตามที่พญากล่าวหาจริง ก็ขอให้เลือดทุกหยดไหลตกสู่พื้นดิน ถ้าครูบาไม่มีความผิด ยังคงบริสุทธิ์ขอให้เลือดทุกหยดจงพุ่งขึ้นเบื้องบน”พอครูบาเสี่ยงทายจบ นายทหารผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประหารก็ใช้ดาบที่เคยใช้ในศึกสงครามทำการตัดคอครูบาจนขาด ปรากฏอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ต่อหน้าประชาชนที่มองดูนับเป็นจำนวนพันจำนวนหมื่นคน เลือดทั้งหมดได้พุ่งสูงขึ้นสู่เบื้องบนตกลงสู่ยอดไม้ไม่ตกลงสู่พื้นแม้แต่หยดเดียว ต้นไม้ที่อยู่บริเวณนั้นมีใบและยอดแดงไปทั่วลำต้น คนทั้งหลายจึงเรียกกันติดปากว่า ดงแดง เพราะต้นไม้หลาย ๆต้นในป่าดงนั้นถูกย้อมด้วยเลือดครูบาปัญญา
เมื่อทหารได้ตัดคอครูบาแล้ว ศีรษะครูบาก็ได้พุ่งลอยขึ้นสู่อากาศ ไปตกห่างไกลจากสถานที่นั้นประมาณหนึ่งพันวา สถานที่ศีรษะตกนั้นคนทั้งหลายจึงเรียกชื่อว่า “รอมสรี” (รอม – สะ –หรี) ศรัทธาทั้งหลายจึงนำเอาร่างซากศพครูบาไปฝังไว้ตรงที่ศีรษะตก แล้วได้ทำบุญอุทิศให้ครูบาอย่างเสียอกเสียใจพอจัดพิธีศพครูบาแล้วชาวเมืองทั้งหลายมีความโกรธแค้นแก่พญาเป็นอย่างมาก จึงร่วมกันประชาทัณฑ์ประหารพญาให้ตายตกตามครูบาตามกรรมที่ได้สร้างไว้ แล้วได้แต่งตั้งพญาผู้ครองเมืองใหม่สืบตามกันมาเป็นเวลานาน บ้านเมืองก็เริ่มมีปัญญา เพราะพญาครองเมืองไร้ศีลธรรม ไม่ซื่อสัตย์สุจริต โกงบ้านโกงเมือง เบียดเบียนประชาชน ฟ้าฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล การทำไร่นาสวนก็ไม่ได้ผล บ้านเมืองแห้งแล้ง คนเกิดเจ็บป่วยตายกันมากผิดปกติไม่เหมือนแต่ก่อนแก้ไขด้วยวิธีบนบาลศาลกล่าวฆ่าสัตว์เลี้ยงผีภูตปีศาจเท่าไหร่ๆ ก็ไม่หายเป็นเวลานานหลายปีก็ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาโปรดจนอยู่มาวันหนึ่ง มีชายแก่ผู้สูงอายุได้เดินเข้ามาสู่หมู่บ้าน อาจเป็นเทพจำแลงก็เป็นได้ มาแนะนำให้ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายร่วมกันทำบุญใหญ่เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลไปหาครูบาอาจารย์บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยการถวายข้าวปลาอาหาร ผลไม้ต่าง ๆ แต่งเป็นขันหรือชุด เป็นร้อยขันหรือร้อยชุดไปถวาย ณ สถานที่คนเคยเคารพนับถือมาก่อน โดยนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีและรับไทยทานกล่าวอุทิศส่วนบุญ และทำน้ำขมิ้นส้มปล่อย ดอกไม้ ธูปเทียน กล่าวขอสูมาคารวะครูบาอาจารย์ที่เคยเคารพนับถือมาก่อน สิ่งเลวร้ายทั้งหลายก็จะดีวันดีคืนเอง เมื่อแนะนำจบชายผู้สูงอายุก็เดินทางออกจากหมู่บ้านแล้วหายไปคนทั้งหลายครั้นทราบดังนั้นแล้วจึงได้ประชุมนัดหมายกันทำบุญใหญ่ถวายทานข้าวร้อยขันและอื่นๆ ตามคำแนะนำทุกประการ พอเสร็จพิธีฝนก็ตกลงมาอย่างอภินิหาร มีน้ำ ได้ทำนาไร่สวน โรคภัยก็เบาบางและหายไปในที่สุด พญาผู้ไม่มีศีลธรรมก็ถึงแก่ความตายไปได้แต่งตั้งผู้นำคนใหม่แทน บ้านเมืองก็ปกติ คนทั้งหลายจึงมีความพอใจ และเชื่อถือในเรื่องนี้เป็นอย่างมากทุกปีก่อนจะถึงฤดูฝนหรือก่อนจะทำไร่ไถนา ก็จะมีการทำบุญถวายทานขันข้าวร้อยขันเป็นประจำ บ้านเมืองก็เจริญรุ่งเรือง ผู้ครองเมืองก็อยู่เป็นสุข นับตั้งแต่นั้นมาศรัทธาประชาชนทั้งหลายจึงร่วมกันรักษาจารีตประเพณีอันดีไว้สืบกันมาตราบเท่าทุกวันนี้ โดยได้กำหนดเอาเดือนเก้าเหนือ ขึ้น 15 ค่ำ จัดพิธีทำบุญถวายทานขันข้าวร้อยขันที่พระธาตุรอมสรีเป็นประจำทุกปีป่าไม้ดงแดงซึ่งเป็นสถานที่ตั้งวัด หรือ เป็นวัดที่ครูบาปัญญาอยู่จำพรรษา หลังจากครูบาถูกประหารชีวิตมาไม่นาน วัดก็ร้างไม่มีพระภิกษุสามเณรอยู่อาศัย ประชาชนก็พากันอพยพหนีไปอยู่ที่อื่นหมด สถานที่ที่เคยตั้งเป็นวัดก็กลายเป็นป่าอันหนาทึบ ส่วนป่าไม้แดงหรือต้นไม้ที่ถูกย้อมด้วยเลือดของครูบาปัญญา คนทั้งหลายจะเรียกว่าไม้มะแดงบ้าง ไม้มะสมบ้าง ประเพณีทานขันข้าวร้อยขัน กำหนดในเดือน 9 เหนือขึ้น 15 ค่ำ (เดือน 9 เป็ง) ประชาชนคนทั้งหลายจะกล่าวกันว่าทำบุญขอน้ำฟ้าสายฝน เมื่อทำแล้วจะรู้สึกว่าได้ผลดี ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารได้ผลดีประวัติตำนานทั้งหมดได้รับฟังมาจากครูบาอาจารย์และศรัทธาประชาชนผู้แก่เฒ่า เล่าสืบ ๆ ตาม ๆ กันมา ประวัติที่จารึกไว้คิดว่าคงสาบสูญหายไปนานแล้ว พระครูขันติวชิรธรรม เจ้าอาวาสวัดหนองร่มเย็น และเจ้าคณะตำบลร่มเย็น ประธารบูรณะและสร้างพระธาตุรอมสรี และเป็นผู้รวบรวมประวัตินี้ไว้เพื่อไม่ให้
สูญหาย โดยจัดพิมพ์ขึ้นเนื่องในงานบวชป่าและสืบชะตาต้นน้ำยวน เมื่อเดือน พฤษภาคม 2542 โดยกลุ่ม ฮักน้ำยวน และโครงการพะเยาเพื่อการพัฒนาหมายเหตุที่มาแห่งคำตุ๊เจ้าคอ หมายถึง พระเถระรูปหนึ่งซึ่งถูกประหารชีวิตด้วยการตัดคอด้วยคมดาบลอม หมายถึง ป่าเล็กๆ มีต้นไม้อยู่เป็นหย่อม ๆอยู่ตามข้างหมู่บ้านรอม หมายถึง การสะสมของต่าง ๆไว้สรี หมายถึง ซากศพทั้งหัวและลำตัวมารวมกันอยู่ตรงนี้ สำหรับสถานที่ ดงแดง ได้หมดสภาพไปแล้ว เพราะถูกตนตัดเลื่อยไม้เอาไปขาย เมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมานี้เอง
ประวัติทานขันข้าวร้อยขัน(รอมสลี)เมื่ออดีตที่ผ่านมา 2000 กว่าปี เมืองเชียงคำแห่งนี้มีนามว่า เมืองชะราว มีปรากฏอยู่ในประวัติ ตำนานพระธาตุดอยคำและ พระเจ้านั่งดิน ในที่นี้จะกล่าวประวัติความเป็นมาแห่งประเพณีทานขันข้าวร้อยขัน ณ พระธาตุรอมสลี เป็นประเพณีที่ปฎิบัติกันมานาน เมื่อประมาณ 700 ปีที่ผ่านมา มีพระยาผู้ครองเมืองแห่งนี้ไม่ปรากฏนามไว้เป็นหลักฐาน ได้ตั้งถิ่นฐานคุ้มพระราชวังอยู่ที่บ้านคุ้ม ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ปัจจุบันเป็นที่ตั้งบริเวณวัดคุ้ม ตำบลร่มเย็น ตามประวัติตำนานที่มีผู้สูงอายุในบ้านคุ้มได้เล่าสืบกันมาว่าพญาผู้ครองเมืองแห่งนี้มีความเชื่อและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีความเคร่งครัดต่อพระธรรมวินัยเป็นอย่างมาก ผู้คนในสมัยก่อนนิยมกินหมากเป็นส่วนมาก รวมทั้งพระสงฆ์ เป็นความนิยมในแต่ละยุคสมัยมีวัดซึ่งตั้งอยู่ในทิศตะวันตกของคุ้มพระราชวัง มีพระเถระผู้ปฎิบัติชอบตาม พระธรรมวินัยเป็นอย่างมากผู้คนร่วมทำบุญรักษาศีลที่วัดเป็นประจำ ประชาชนคนทั้งหลายเรียกว่าวัดป่าเนื่องจากในบริเวณและนอกบริเวณวัดเต็มไปด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบรูณ์ มีความสงบร่มเย็นแม้แต่พญาเจ้าเมืองพร้อมครอบครัวเสนาอำมาตย์ เหล่าทหารทั้งหลายพากันไปเข้าวัดมิได้ขาด ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน วันหนึ่งซึ่งเป็นวันพระพอดี ปูนกินหมากของครูบาปัญญาหมด ครูบาปัญญาจึงได้บอกให้เณรรูปหนึ่งนำต้นปูนเปล่าไปขอปูนกินหมากที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งขณะนั้นผู้ใหญ่บ้านไม่อยู่ นางผู้เป็นภริยาของผู้ใหญ่บ้าน ก็เป็นผู้เคารพจารีตประเพณี จะไม่ยอมตักปูนออกจากหม้อปูนใหญ่ในวันพระจึงได้มอบต้นปูนของตนเองยกให้นำไปถวายครูบา ใช้ไปก่อนวันพรุ่งนี้จะตักใส่ให้ใหม่ แล้วนำไปเปลี่ยนเอาต้นปูนของนางกลับมา เณรก็นำต้นปูนของภริยาผู้ใหญ่บ้านไปถวายครูบา แต่พอรุ่งเช้าผู้ใหญ่บ้านมีกิจธุระที่วัด ก็เห็นต้นปูนในขันหมากของครูบาปัญญาจำได้แน่นอนว่าเป็นต้นปูนของภริยาตนเอง ทำไมจึงมาอยู่ที่ขันหมากของครูบา จึงสอบถามความเป็นมาของต้นปูนกับครูบาๆก็เล่าตามความเป็นจริงให้กับผู้ใหญ่บ้านฟัง แต่เป็นเพราะเวรกรรมมีแต่ชาติปางใดก็ไม่ทราบมาดลจิตใจให้ผู้ใหญ่บ้านไม่ยอมเชื่อ มีความเข้าใจผิดว่าครูบา รูปนี้ไม่ดีแอบมีอะไรกับเมียตนเองได้พูดกล่าวหาว่าครูบาปัญญาเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ประชาชนคนทั้งหลายในหมู่บ้านก็หลงเชื่อ แม้ครูบาท่านจะชี้แจงอย่างไรคนทั้งหลายก็ไม่ยอมฟังและผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ยอมให้อภัย ในที่สุดก็นำเรื่องราวไปฟ้องพระยาผู้ครองเมือง พระยาผู้ครองเมืองก็หลงเชื่อตามผู้ใหญ่บ้าน จึงตัดสินใจลงโทษครูบาปัญญา จึงสั่งให้ทหารไปจับครูบามาลงโทษประหารชีวิตท่านครูบาไม่มีทางต่อสู้ได้จึงปลงสังขารว่า เป็นเพราะกรรมของเราที่สร้างไว้ในปางก่อนได้มาตอบสนอง สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมใครสร้างกรรมใดไว้ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น ท่านจึงย่อมให้จับยอมให้ประหารชีวิต ก่อนที่จะทำการประหารชีวิต ครูบาปัญญาท่านได้ขอเวลาได้พูดกับประชาชนทั้งหลายที่มาคอยดูการประหารชีวิตเป็นจำนวนมาก
จึงกล่าววาจาอันศักดิ์ขึ้นว่าฟังก่อนโยม พ่อออกแม่ออก พี่น้องผู้ใจบุญทั้งหลายตัวข้าพเจ้านี้เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิดตามที่ผู้ใหญ่บ้านกล่าวหาแต่ประการใดๆ และได้กล่าวคำสาปแช่งไว้ว่านับแต่นี้ไป ผู้ใดได้มาเป็นผู้นำบ้านผู้นำเมืองแห่งนี้ หากไม่มีศีลธรรมมีอคติลำเอียงเห็นถูกเป็นผิดขอให้มีอันเป็นไป อย่าได้มีความสุขความสุขความเจริญรุ่งเรืองแต่ประการใดๆ เมื่อครูบากล่าวจบแล้วได้สั่งกับศรัทธาประชาชนทั้งหลายเป็นครั้งสุดท้ายว่า ขอให้สูเจ้าทั้งหลายถวายทานขันข้าวอาหารให้ครูบาทุกปี ครั้งละ100 ขันนะเน้อถ้าสูเขาทั้งหลายหลงลืมไม่ทำตามขอให้บ้านเมืองแห่งนี้อย่าได้เจริญรุ่งเรือง ฝนฟ้าก็จะไม่ตกตามฤดูกาล โรคภัยไข้เจ็บต่างๆก็จะเกิดขึ้น และขอให้หมู่สูหรือพวกท่านทั้งหลายหมั่นทำบุญให้ทานรักษาศีลอย่าประมาท พอกล่าวเสร็จก็ยกมือขึ้นเหนือหัว หยุดนิ่งหลับตาภาวนา นายทหารผู้เป็นหัวหน้าได้สอบถามครูบาว่า มีอะไรจะสั่งเพิ่มเติมอีกถึงเวลาประหารชีวิตแล้ว ครูบาก็ได้สั่งกับศรัทธาประชาชนอีกว่า ดูก่อนศรัทธาประชาชนทั้งหลาย ถ้าครูบามีความผิดจริง ขอให้เลือดทุกหยดไหลลงสู่แผ่นดินแต่ถ้าครูบาไม่มีความผิดมีแต่ความบริสุทธิ์ ขอให้เลือดทุกหยดพุ่งขึ้นไปด้านบนอากาศ ขอให้ทุกคนคอยดู พอกล่าวจบครูบา ก็หยุดนิ่งไม่กล่าวอะไรทหารก็ผูกแขนครูบากับต้นไม้ด้านหลังเอาผ้ารัดอกของครูบามาปิดตาแล้วก็ใช้ดาบตัดคอครูบาจนขาดทันใดนั้นก็เกิดปฎิหาริย์ต่อหน้าประชาชนที่มาดูการประหารชีวิตนับพันๆคนเลือดทั้งหมดก็พุ่งขึ้นเบื้องบนอากาศตกลงใส่ใบไม้และหยดไม้แดงไปทั้งหมดไม่มีตกลงสู้พื้นดินแม้แต่หยดเดียวพร้อมกับต้นไม้ที่อยู่ใกล้เคียงก็จะมีใบไม้และยอดไม้แดงไปหมด ต่อมาคนทั้งหลายจึงเรียกว่า วัดดงป่าแดงเพราะต้นไม้เหล่านั้นถูกย้อมด้วยเลือดของครูบาปัญญา ส่วนสรีระร่างอันไร้วิญญาณของครูบา ประชาชนที่เคารพนับถือได้นำไปฝังไว้ที่ป่าละเมาะทางทิศใต้ของวัดป่าดังกล่าวประมาณ1,000วาได้มีการทำบุญอุทิศให้ครูบา ด้วยความเสียอกเสียใจเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่นั้นมาผู้ใหญ่บ้านพระยาคุ้มเมืองที่ไม่มีศีลธรรม ก็ได้ถึงแก่ความตายไปหมดและมีพระยาผู้ครองเมืองต่ออีกเป็นคนไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม คดโกงเบียดเบียนประชาชนฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลบ้านเมืองแห้งแล้ง ทำสวนไร่นาไม่ได้ผลเกิดโรคระบาดผู้คนเกิดเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านช่วยกันฆ่าทำพิธีศาลบานศาลกล่าวภูตผีปีศาจเป็นเวลาหลายปี ก็ไม่ดีขึ้นอยู่มาวันหนึ่งมีชายนุ่งผ้าขาวสูงอายุเดินเข้ามาในหมู่บ้านเข้าใจว่าเป็นเทพแปลงร่างเป็นมนุษย์ ได้บอกว่าให้ชาวบ้านเมืองแห่งนี้ร่วมกันจัดงานทำบุญให้ใหญ่ขึ้นเพื่ออุทิศให้ครูบาอาจารย์ตลอดจนถึงวิญญานของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ให้ทำบุญด้วยข้าวอาหารและผักผลไม้ต่างๆให้จัดเป็นขันให้ครบจำนวนร้อยขันจริงๆไปจัดงานถวายณ สถานที่ศักสิทธิ์อาราธนานิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีและรับเครื่องไทยทาน เสร็จพิธีทำบุญถวายให้พากันทำพิธีคารวะขอสูมา ครูบาอาจารย์และเจ้ากรรมนายเวรที่เคยล่วงเกินมาแต่ชาติก่อน บ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุขฝนฟ้าก็จะตกต้องตามฤดูกาลเมื่อพูดจบชายนุ่งผ้าขาวสูงอายุก็เดินออกจากหมู่บ้านและหายไปประชาชนเมื่อทราบข่าวก็ปรึกษากัน และได้พากันจัดงานทำบุญครั้งใหญ่และทานขันข้าวร้อยขัน ตามคำแนะนำของชายสูงอายุนุ่งผ้าขาวทุกประการส่วนโรคภัยก็เบาบางหายไปในที่สุด พระยาผู้ครองเมืองที่ไม่มีศีลธรรมก็ตายไป บ้านเมืองก็มีความอุดมสมบูรณ์ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข นับตั้งแต่นั้นมาก่อนจะถึงฤดูทำไร่ทำนาประชาชนทั้งหลายจะนัดหมายร่วมกันไปทำบุญทานขันข้าวร้อยขันที่รอมสรี ทุกวันนี้เล่าสืบกันมา ว่าเป็นสถานที่บรรจุและฝังศพของครูบาปัญญาที่ถูกประหารชีวิต ประเพณีทานขันข้าวร้อยขัน จึงได้กระทำสืบต่อกันมาตราบถึงทุกวันนี้ ป่าไม้ดงแดง ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งวัด หรือเป็นสถานที่ครูบาปัญญาอยู่จำพรรษา
หลังจากครูบาถูกประหารชีวิตมาไม่นาน วัดก็ร้างไม่มีพระภิกษุสามเณรอยู่อาศัยประชาชนก็พากันอพยพหนีไปอยู่ที่อื่นหมด สถานที่ที่เคยเป็นวัดก็กลายเป็นป่าไม้อันหนาทึบ ส่วนป่าไม้แดงหรือต้นไม้ที่ถูกย้อมด้วยเลือดของครูบาปัญญา คนทั้งหลายจึงเรียกว่า ต้นไม้มะแดงบ้าง ไม้มะสมบ้าง ประเพณีทานขันข้าวร้อยขัน กำหนดใน เดือน 9 เหนือ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9เป็ง ประชาชนคนทั้งหลายจะกล่าวกันว่า ทำบุญขอน้ำฟ้าสายฝน เมื่อทำแล้วจะรู้สึกว่าได้ผลดี ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารได้ผลดี
ประวัติของต้นโพธิ์ต้นโพธิ์เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่และเก่าแก่ของหมู่บ้านดอนลาว ซึ่งเติบโตขึ้นมาเองตามธรรมชาติ โดยไม่มีใครเป็นคนปลูกขึ้นมาและชาวบ้านสมัยก่อนนั้นก็ได้อนุรักษ์เอาไว้เพราะเห็นว่าเป็นต้นไม้ที่มีเทวดารักษาอยู่ ซึ่งตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีอายุ 70-80 ปี ในหมู่บ้านท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อท่านมาอยู่กับพ่อแม่ตอนยังเล็กที่จำความได้ท่านก็ได้เห็นต้นโพธิ์ต้นนี้เติบโตแล้ว ซึ่งคิดว่าต้นโพธิ์นี้มีอายุก็ประมาณ 120 ปีขึ้นไปเห็นจะได้
ประวัติต้นไทรต้นไทรที่อยู่ที่ศาลเจ้าดงปู่บ้านนั้น ต้นไทรนั้นได้เกิดขึ้นกับต้นมะค่า ซึ่งต้นไทรได้อาศัยการเจริญเติบโตด้วยการยึดเกาะติดกับต้นมะค่าซึ่งก็เจริญเติบโตมาด้วยกัน ซึ่งมีอายุเป็นร้อยกว่าปีเหมือนกับต้นโพธิ์เหมือนกัน แต่เมื่อชาวบ้านได้เข้ามาอยู่ที่แถวต้นไทรนั้น ชาวบ้านมักจะเห็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า ภูตผี เจ้าที่ ท่านมักจะแสดงปาฎิหารให้เห็น คนรุ่นก่อนก็เลยสร้างศาลเจ้าขึ้นมาไว้เป็นที่กราบไหว้บูชาและต่อมาก็มีผู้ใหญ่บ้านก็ได้นำชาวบ้านมาบูรณะรุ่นต่อรุ่นจนถึงทุกวันนี้ และได้สร้างเป็นศาลเจ้าโดยสมบูรณ์และมีการเลี้ยงถวายทุกเดือน 8 เหนือของทุกปี
ปราชญ์ชาวบ้านบ้านดอนลาวพ่อน้อย กันทะสอนอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 65 หมู่ 8 ต.เจดีย์คำ อ.เชียงคำ จ.พะเยาเกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2483เป็นบุตรของ พ่อหมื่น กันทะสอนและ แม่ถา กันทะสอนพ่อน้อย กันทะสอนเป็นคนบ้านดอนลาวตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเมื่อสมัยก่อนนั้นเขามักชอบเรียนวิชาทางไสยศาสตร์กัน บ้างก็เรียนด้านการอยู่ยงคงกระพัน บ้างก็เรียนทางเสกเป่าคาถาอาคม ส่วนพ่อน้อย ได้เรียนวิชาการเป่ารักษาโรคหลายอย่าง เช่น แขนหักเข้าเผือกก็ให้แกรักษาได้ด้วยการเป่าเพื่อให้กระดูกมีการเชื่อมต่อกันเร็วขึ้น เป็นต้น ทุกวันนี้ก็มีคนมาให้พ่อน้อยทำการเป่ารักษาอยู่ตามความเชื่อและความศรัทธา จนปัจจุบันนี้พ่อน้อยจึงเป็นผู้ที่มีคนให้ความเคารพนับถือของคนในหมู่บ้านดอนลาว
พิพิธพันธุ์ภูมิปัญญาชาวบ้านบนหอกลองชาวบ้านหมู่บ้านดอนลาวได้รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้โบราณ ซึ่งทุกวันนี้จะพบเห็นได้ยากมาก นำมาได้ที่หอกลองในวัดบ้านดอนลาว ซึ่งมีสิ่งของดังต่อไปนี้1. รางน้ำไม้สัก เอาไว้สำหรับรองน้ำจากชายคาบ้านซึ่งมีความอดทนไม่ผุงาย2. คันไถ เอาไว้ไถนาซึ่งใช้ควายหรือวัวลาก เมื่อก่อนใช้วัวใช้ควายทำนา 3. มือปั่นฝ้าย หรือที่ใส่เส้นด้าย ใช้สำหรับทอผ้า4. ตะเกียงจุดไฟ สมัยก่อนไม่มีไฟฟ้าใช้จึงต้องใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดจุดให้แสงสว่าง5. ที่ปั่นฝ้าย มีลักษณะเป็นวงกลม ที่มือจับใช้ปั่นฝ้าย เอาไว้ใช้ในงานพิธีต่าง ๆ6. กระเด็งไม้เอาไว้ผูกที่คอชองควายหรือวัวให้มีเสียงดังเวลาเอาออกไปเลี้ยงในป่า วัวความจะได้ไม่หายเพราะได้ยินเสียงตลอดเวลา7. เคาะไม้ ผู้ใหญ่บ้านสมัยจะใช้เคาะไม้เอาไว้ประชุมลูกบ้านหรือมีเหตุร้ายเกิดขึ้น8. ฆาตไม้ ก็เอาไว้ทำนาเวลาไถเสร็จจนดินร่วนแล้วก็เอาวัวควายใส่ ฆาตทำให้ดินเรียบพอประมาณแล้วจึงปักดำ9. กบไสไม้ เป็นไม้สี่เหลี่ยมเจาะรูตรงกลางมีเหล็กแบนมีคนเหมือนใบมีดใช้สองมือจับดันไปข้างหน้า ทำให้ผิวไม้เรียบสวยงาม10. ไม้คานเอาไว้หาบน้ำ หาบตระกร้าหามกระบุง ของคนสมัยก่อน