รายงาน
เรื่อง ภูมิปญั ญาทางภาษาของจังหวดั ตราด
จดั ทำโดย
นางสาวมลั ลกิ า จันทรา
รหสั นกั ศกึ ษา 6104015687
เสนอ
อาจารย์ ดร.สงา่ วงคไ์ ชย
รายงานฉบับน้เี ปน็ ส่วนหน่ึงของรายวิชา
ภมู ปิ ัญญาทางภาษากับการสอน (CTH3108)
คณะศกึ ษาศาสตร์ สาขาวชิ าภาษาไทย
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
ก
คำนำ
รายงานเล่มนี้จัดทำขึน้ เพ่ือเป็นสว่ นหน่งึ ของวชิ าภูมิปัญญาทางภาษากับการสอน (CTH3108)
ระดับชั้นอุดมศึกษา เพื่อให้ได้ทราบถึงภมู ิปญั ญาทางภาษาของจงั หวดั ตราด และเข้าใจวีถีชวี ิตของผู้คนจงั หวัด
ตราดไมว่ ่าจะเปน็ ท่ีอยู่อาศยั นิทานพืน้ บา้ น ปริศนาคำทาย เพลงกล่อมเดก็ เพลงพนื้ บา้ น วรรณกรรมพ้นื บา้ นจนถงึ
ภาษาถิ่นเพ่ือเปน็ ประโยชน์แก่การเรียน และผทู้ ่ีสนใจอยากศกึ ษาเก่ียวกบั ภูมปิ ัญญาของตราด
ผู้จดั ทำหวังว่ารายงานฉบบั นีจ้ ะใหค้ วามรู้ และเป็นประโยชนแ์ ก่ผู้อ่านทกุ ๆ ทา่ นที่กำลังหาข้อมลู เร่ืองน้ีอยู่ หากมี
ขอ้ แนะนำหรอื ข้อผดิ พลาดประการใด ผู้จัดทำขอนอ้ มรับไว้และขออภยั มา ณ ที่นดี้ ้วย
นางสาวมัลลกิ า จนั ทรา
ผ้จู ดั ทำ
สารบัญ ข
เร่ือง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
ประวัติจังหวดั ตราด 1
แผนทจ่ี งั หวัดตราด 3
ลกั ษณะการต้ังบา้ นเรือน 4
ภาษาตราด 4
เสภาปริศนาคำทายจังหวดั ตราด 7
เพลงกล่อมเด็ก 14
เพลงพื้นบา้ น 14
นิทานพ้ืนบ้านจงั หวัดตราด 18
ตัวอย่างนิทานพื้นบ้าน 20
ตำนานจังหวัดตราด 22
วรรณกรรมพน้ื บา้ นจังหวดั ตราด 25
หนงั ตะลุงจังหวัดตราด 26
บรรณานุกรม 28
1
รายงานภมู ิปญั ญาทางภาษาในจังหวัดตราด
ประวตั ิความเป็นมาจงั หวดั ตราด
เกี่ยวกับช่อื "เมืองตราด" น้ันมีเรื่องเล่ากันวา่ เดิมมปี า่ ไม้ทเ่ี รยี กวา่ "ไม้กราด" อยูม่ าก ไม้กวาดคือ
ไมท้ ีใ่ ชท้ ำไม้กวาด เม่ือสร้างเร่ืองจึงชื่อว่า เมืองตราด ไม่มหี ลักฐานว่า ต้ังขึ้นตัง้ แต่สมัยใด ในสมัยของสมเดจ็ พระ
บรมไตรโลกนาถ จัดหวั เมืองออกเปน็ ช้นั เอก โท ตรี และจัตวา กไ็ มป่ รากฏว่าเมืองคราดเปน็ หวั เมอื งขึ้นใหม่ หรือ
ต้องเป็นเมืองอยู่แล้ว แต่ยงั ไม่ได้ชอ่ื วา่ เมืองตราด แต่มชี อื่ วา่ หวั เมืองชายทะเล ในสมยั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช
เรยี กหวั เมอื งชายทะเลแถบตะวันออกวา่ "บ้านบางพระ" ต่อมาในสมัยอยธุ ยาตอนปลายไดป้ รากฏหลกั ฐานใน
พงศาวดารว่า บรรดาเสนาบดี จตุสดมภ์ แบง่ หวั เมอื งตา่ ง ๆ ไปข้ึนกับสมุหนายก สมหกลาโหม และโกษาธิบดี และ
ปรากฎชอ่ื "เมืองตราด" ขึ้นกับโกษาธบิ ดี หรือพระคลังสินค้า เมอื งกรุงศรอี ยุธยา เสียแก่พมา่ พ.ศ. 2510 สมเด็จ
พระเจา้ ตากสนิ มหาราชได้มาอยู่ทีเ่ มืองจนั ทบรุ ี และพระองคไ์ ดท้ รงยกกองทพั เรือไปเมืองตราด พวกคณะกรรมการ
เมืองรวมท้ังราษฎรทงั้ หลายไดพ้ ากันอ่อนน้อมแตโ่ ดยดใี นคร้งั รัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั
รัชกาลท่ี 5 ประเทศไทยเสยี ดินแดนใหแ้ ก่ประเทศฝรั่งเศส เม่ือวนั ที่ 12 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2446 (ร.ศ. 122) ไทย
ต้องยอมยกจงั หวดั ตราดและเกาะท้งั หมด ต้งั แตแ่ หลมสิงห์ไปถึงเกาะกูด ตลอดจนเมืองประจนั ตคีรเี ขต (เกาะกง)
ให้แกฝ่ รั่งเศส เพือ่ ใหฝ้ รั่งเศส กรมทหารออกจากจังหวัดจันทบุรี สญั ญาฉบบั นไี้ ดใ้ หส้ ตั ยาบนั กนั เม่ือวนั ท่ี 9
ธนั วาคม พ.ศ. 2447 (ร.ศ.123) และกองทหารฝร่ังเศสออกจากจนั ทบรุ ีตามสญั ญา เมื่อวนั ที่ 12 มกราคม พ.ศ.
2447 ประเทศไทยไดม้ อบจังหวดั ตราด ตลอดจนเกาะต่าง ๆ ให้แก่ฝรงั่ เศส เข้าปกครองตง้ั แต่วันท่ี 22 มกราคม
พ.ศ. 2447 เปน็ ลาตบั มา จนกระทั่งถึง วันท่ี 6 กรกฎาคม พ.ศ.2450 (ร.ศ. 126) ประเทศไทยไดท้ ำสนธิสญั ญา
ฉบบั ใหมข่ ึน้ โดยยอมยกเมอื งพระตะบองเสยี มราฐ และศรีโสภณให้แกฝ่ รั่งเศส โดยฝรั่งเศสไดย้ อมคืนจงั หวดั ตราด
ตลอดจนเกาะตา่ ง ๆ ต้ังแต่แหลมสงิ ห์ ลงไปถึงเกาะกด ให้แกไ่ ทย เมือ่ วันที่ 23 มีนาคม 2499
เมอื งตราดเป็นเมืองสำคญั ซ่ึงขน้ึ อยกู่ บั ฝ่ายการคลังของประเทศมาต้งั แตส่ มัยพระเจ้าปราสาททองแล้ว
จนกระท่งั ก่อนจะเสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2310 พระเจ้าตากสนิ ไดร้ วบรวมกำลังทหารจำนวนหนงึ่ ตีฝ่าวงล้อม
ของพม่าหนีออกจากกรงุ ศรีอยุธยา เดนิ ทางไปรวมตัวกนั ทางทิศตะวันออก โดยยกทพั ไปถงึ เมืองตราดซึ่งปรากฏใน
พงศาวดารวา่ " ...หลงั จากพระเจ้าตากสนิ ตีเมืองจันทบุรีได้แลว้ เม่อื วันอาทติ ย์เดือน 7 ปกี ุน พ.ศ. 2310 ก็ได้เกลยี้
กลอ่ มผคู้ นให้กลับคนื มายังภมู ิลำเนาเดิม... "คร้นั เห็นวา่ เมืองจันทบรุ เี รียบร้อยอย่างเดิมแลว้ จงึ ยกกองทพั เรือไปยัง
เมืองตราด พวกกรมการและราษฎรก็พากนั เกรงกลัวยอมอ่อนนอ้ มโดยดีท่ัวท้งั เมือง และขณะน้นั มีสำเภำจีนมำ
ทอดอยู่ทป่ี ากนำ้ เมืองตราดหลายลำ พระเจา้ ตากให้ไปเรียกนายเรือมาเฝา้ พวกจีนขดั ขนื แล้วกลับยงิ เอาข้าหลวง
พระเจา้ ตากทรงทราบกล็ งเรือทีน่ ง่ั คมุ เรือรบลงไปล้อมสำเภาไว้แลว้ บอกให้พวกจีนออ่ นน้อมโดยดีพวกจีนก็หาฟัง
2
ไม่กลับเอาปนื ใหญ่น้อยระดมยงิ รบกนั อยู่ครึง่ วัน พระเจา้ ตากก็ตีได้เรือสำเภาจนี ทง้ั หมด ได้ทรัพยส์ ิ่งของเปน็ กำลงั
การทพั เป็นอนั มาก พระเจ้าตากจัดการเมอื งตราดเรยี บรอ้ ยแลว้ ก็กลบั ข้ึนมาตั้งอยู่ ณ เมืองจันทบุรี"
สรุป เหตกุ ารณ์สำคัญเกีย่ วกับเมืองตราด ก็คือ เม่ือปี พ.ศ. 2446 ในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ประเทศไทยไดเ้ สยี ดนิ แดนให้แกป่ ระเทศฝรงั่ เศส เนื่องมาจากการตกลงทำสนธสิ ัญญากับ
ฝรงั่ เศสเม่อื วันท่ี 13 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2446 (ร.ศ. 122) ซึง่ ทำให้ไทยจำตอ้ งยกดนิ แดนจงั หวดั ตราด และเกาะต่าง
ๆ ตงั้ แตอ่ ำเภอแหลมสิงห์ จ.จันทบรุ ีไปจนถงึ เกาะกดู และจังหวัดปจั จนั ตคิรีเขตร หรือเกาะกงให้แก่ฝรงั่ เศสเพ่ือ
แลกเปล่ียนใหฝ้ ร่ังเศสถอนกองทหารไปจากจนั ทบรุ ี โดยสญั ญาฉบบั นไ้ี ด้ให้สตั ยาบันต่อกันและมผี ลทำให้กองทหาร
ฝร่ังเศสถอนออกไปจากเมืองจันทบุรีตามสัญญา เม่ือ 12 มกราคม พ.ศ. 2447
หน่วยการปกครอง
การปกครองแบง่ ออกเปน็ 7 อำเภอ 38 ตำบล 261 หมู่บ้าน
1. อำเภอเมืองตรำด
2. อำเภอคลองใหญ่
3. อำเภอเขำสมิง
4. อำเภอบ่อไร่
5. อำเภอแหลมงอบ
6. อำเภอเกำะกูด
7. อำเภอเกำะชำ้ ง
3
• คำขวญั ประจำจังหวัด : เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวี
เกาะช้าง สุดทางบูรพา
• ตราประจำจงั หวดั : รูปเรือใบแล่นในทะเลกบั โป๊ะของชาวประมง เบ้ืองหลังเป็นเกาะชา้ ง หมายถงึ
จงั หวดั ตราดมเี กาะเปน็ จำนวนมาก และเกาะทใี่ หญ่ทีส่ ดุ เป็นท่รี ้จู กั ของคนท่ัวไปคือเกาะช้าง การที่มีพน้ื ที่
ติดกบั ทะเล ราษฎรจึงยึดถือการประมงเปน็ อาชีพหลักมาแตโ่ บราณ (เดมิ จงั หวดั ตราดใช้ตราประจำ
จังหวัดเป็นรูปเรือรบหลวงตราด)
• ต้นไม้ประจำจงั หวดั : หูกวาง (Terminalia catappa)
• ดอกไม้ประจำจังหวดั : ดอกกฤษณาชนดิ (Aquilaria subintegra)
• สตั ว์น้ำประจำจงั หวัด : ปลากะรงั จุดฟ้าจดุ เล็กหรือปลาย่ำสวาท (Plectropomus leopardus)
4
ลักษณะการตั้งบ้านเรือน
ประชากรในจังหวัดตราด มีลักษณะการตั้งบ้านเรือนตามลักษณะของพื้นที่ทำกิน เป็นส่วนใหญ่ เช่น ใน
เขตเทศบาล สขุ าภบิ าลซึง่ มีอาชีพค้าขายมาก ประชากรจะตัง้ บา้ นเรือนอยู่กนั อย่างหนาแน่นในบรเิ วณทร่ี าบชายฝั่ง
ทะเล บริเวณที่เปน็ ไร่ จะมกี ารตง้ั บ้านเรือนที่กระจาย บ้านเรือนแต่หลงั จะอยู่ห่างกัน
อาชพี
การประกอบอาชีพของประชากร ส่วนใหญ่ในจังหวัดตราด มีหลายอาชีพคือ การประมง การทำนา การ
เพาะปลูกพืชเศรฐกจิ ต่างๆ เชน่ ยางพารา ส้มเขยี วหวาน สับประรด มะพร้าว เงาะ และทเุ รียนการทำงานในโรงงาน
อุตสาหกรรมตา่ งๆ
ภมู ปิ ัญญาทางภาษา
ภาษาเปน็ มรดกทางวัฒนธรรมทสี่ าํ คญั ยิง่ อยา่ งหนึ่งของชาติ เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นชาติ ท่ี
สะท้อนให้ทราบถึงสภาพอารมณ์ ความรู้สกึ ความคิด ปรัชญา ค่านยิ ม รวมทั้งสภาพเศรษฐกจิ สงั คม การเมือง
และเหตกุ ารณ์ชว่ งตา่ ง ๆ ในประวตั ศิ าสตร์ เป็นวิธีทําความเขา้ ใจระหว่างคนกบั คน เปน็ การส่ือสารทแ่ี สดงออกได้
หลายวิธี ได้แก่ การพูดโดยใชส้ ําเนียง การเขยี นโดยใช้อักษร ตวั เลข การแสดงทา่ ทางโดยใช้มอื
ภาษาถน่ิ ในประเทศไทยแสดงถึงความเป็นเอกลกั ษณ์ของแต่ละท้องถ่นิ ตามลักษณะพ้นื ที่ทาง
ภูมศิ าสตร์ โดยยังคงมลี ักษณะเฉพาะท่ีสําคัญของภาษาไทย เช่น ภาษาถิ่นอสี าน ภาษาถิน่ ใต้ ภาษาถน่ิ เหนือ
ภาษาถิ่นตะวนั ออก ภาษาไทยกลางหรอื ถิ่นกลาง รวมท้งั ภาษาชนเผ่าหรือชนพนื้ เมอื งต่าง ๆ เช่น ภาษาโคราช
ภาษาภไู ทย ภาษาชอง เป็นต้น บางพนื้ ที่มภี าษาถิน่ ทีห่ ลากหลายและมีภาษาถิ่นย่อย ลงไปอีก โดยแสดงความเป็น
เอกลกั ษณ์ของแต่ละพ้นื ท่ี ทุกภาษาถน่ิ ยังคงใช้ศัพทแ์ ละไวยากรณ์ที่ สอดคล้องกัน แต่มักจะแตกต่างกันในเรือ่ งของ
วรรณยกุ ต์ บางครั้งถา่ ยทอดออกมาเป็นบทกลอน บทเพลง เป็นต้น เสน่หข์ องภาษาถ่นิ นอกจากจะใช้สื่อ
ความหมายกบั บุคคลที่อยู่ในท้องถนิ่ เดยี วกันให้ เขา้ ใจตรงกันแล้ว ภาษาถ่ินยังมคี วามสาํ คัญในการช่วยอนุรกั ษ์
วฒั นธรรมและขนบธรรมเนยี มประเพณี ของท้องถ่นิ อีกดว้ ย เช่น การแสดงโนราของภาคใต้ที่ต้องใช้ภาษาถน่ิ ใต้
การแสดงหมอลําของภาค อีสานทต่ี ้องใช้ภาษาอสี าน หากใช้ภาษาถิ่นอน่ื หรือภาษากลางก็จะไม่บ่งบอกว่าเป็นการ
แสดงของภาคใต้ หรือภาคอสี าน ทําให้ขาดอรรถรสในการชม ภาษาถิ่นของแต่ละจงั หวัดนนั้ ยังมีสําเนียงแตกต่าง
กนั ออกไปตามถนิ่ ที่อยู่อาศยั ตามลกั ษณะของหมู่บ้านหรอื ตาํ บล
ภาษาถน่ิ ภาคตะวนั ออกมีสาํ เนียงคล้าย ๆ กนั และมคี าํ ว่า “ฮ”ิ จนมักนําไปพูดเล่นเป็นภาษา แสลงว่า
“ระยองฮสิ นั้ จนั ท์ฮิใหญ่ ตราดฮิยาว” (บางครง้ั กว็ ่า ตราดไม่มฮี ิ) สําหรบั ภาษาตราด คําว่าฮิ หมายถงึ “นะ” เช่น
ถามว่า “อะไรนะ” ภาษาตราดพูดว่า “อะไรฮิ” คําว่า “ฮิ” จะไม่ออกเสียงชดั เจน แตจ่ ะออกเสียงลักษณะเสยี งสงู
5
หรอื วรรณยกุ ตต์ รีว่า “อะไร๊” เป็นการลากเสียง ซ่ึงฟังคล้าย ๆ กบั พูดว่า อะไรฮิ และนําล้อเลียนกนั ว่า ต้องมฮี ลิ ง
ทา้ ยทุกคํา ซึ่งเป็นการเข้าใจผดิ ภาษาตราดมสี ําเนียงพูดแตกต่างกนั ไปตามลักษณะของหมู่บ้าน เป็นความแตกตำ่ ง
กันในเรอ่ื ง ของเสียงวรรณยกุ ต์ สําเนียงการพูดของแต่ละหมบู่ ้านหากจะเขียนนนั้ รู้สึกว่าเป็นการยาก แต่ถ้าจะให้
พดู รู้สกึ วา่ จะงา่ ยกว่าการเขียน หากได้ยินสาํ เนยี งพูดกจ็ ะทราบได้ว่าเป็นคนหมู่บ้านใด เช่น ในเขตอาํ เภอเมือง
ตราด * นกั วิชาการวฒั นธรรมชาํ นาญการ สํานักงานวัฒนธรรมจังหวดั ตราด - ๒ - ไดแ้ ก่ บา้ นหนองโพรง บ้านเนนิ
ทราย บ้านทา่ พริก บ้านชาํ ราก บ้านหนองโสน บ้านห้วงน้ำขาว บ้านอา่ วช่อ บ้านอ่าวใหญ่ อําเภอแหลมงอบ ได้แก่
บ้านน้ำเชย่ี ว บ้านแหลมมะขาม อําเภอคลองใหญ่ ไดแ้ ก่ บา้ นห้วงโสม อําเภอเขาสมิง ได้แก่ บา้ นเขาสมิง อําเภอ
เกาะช้าง ไดแ้ ก่ บ้านสลักเพชร อาํ เภอบ่อไร่ ได้แก บ้านด่านชุมพล ซึง่ มชี นพ้นื เมืองทใ่ี ช้ภาษาชอง เป็นต้น ภาษา
ตราดบางคําจะพูดเป็นเสยี งเอก คาํ ควบกล้ำ ร ล ก็จะไม่ออกเสียง เช่น คําว่า “พรกิ ” พูดว่า “พ่กิ ” สําเนียงของคํา
แตล่ ะหมบู่ ้านบางคําจะแตกต่างกนั เช่น คําว่า “น้ำ” บ้านนํา้ เช่ยี ว ห้วงนาํ้ ขาว หนองโสน จะพูดเป็นเสียงเอกว่า
“นา่ํ ” และเนน้ เสียงยาวหรอื ลากเสียง แต่บา้ น
ท่าพริก หนองโพรง เนนิ ทราย จะพูดเป็นปกติว่า “น้ำ” บางครง้ั ก็จะมีคาํ พูดที่คนที่อืน่ ฟังแล้ว งง เช่น ถามว่า “ไป
ไหน” จะตอบว่า “ป่าว ว่าจะไปตลาดซกั หน่อย” น่ีแหละคนตราดแท้ ๆ ค่ะ งงม้ัยคะ คือต้องตอบก่อนว่า ป่าว ซง่ึ
ภาษากลาง คําว่า “เปล่า” หมายถึง ไม่ได้ทํา อีกตัวอยา่ งหนึ่ง ถามว่า “วางของไว้ตรงน้ี ไมร่ ู้วา่ หายไป ไหน มีใคร
เห็นมั้ย” ตอบว่า “ฟังว่า อยู่แอบ ๆ โอ่งนา้ํ ” คาํ ว่า “ฟงั ว่า” หมายถึง “ดูเหมือนว่า” คําว่า “อยู่แอบ ๆ” หมายถึง
“อยู่ใกล้ ๆ” โอ่งน้ํา หมายถงึ ตุ่มทใ่ี ส่น้ำ สรุปแล้วหมายถงึ “รู้สกึ ว่าจะอยู่ ใกล้ ๆ ตุ่มนำ้ ” นัน่ เอง
ภาษาตราด เปน็ ภาษาท่มี ีเอกลักษณ์สูงเลยกว็ า่ ได้ อาจจะมีผิดเพ้ียนไปจากคำต้นแบบนิดหนอ่ ย แต่
บางครงั้ น้นั ทำเอาชาวตา่ งถ่ิน มนึ กนั ไปเลยทีเดยี วเชียว บางคนกด็ ตู ลก ประหลาด การพดู ของคนตราดนนั้ มีการ
พดู แบบกระโชกโฮกฮาก ไม่ค่อยมีหางเสียง ทำใหค้ นถิน่ อ่ืนอาจจะหาว่ากำลังทะเลาะกนั หรือมเี รือ่ งกนั อยูห่ รอื เปล่า
วันนี้ บ้านเพ่ือน เลยพามาแนะนำให้ฟังในคำที่นยิ มใชก้ นั แลว้ กันนะครบั
ภาษาถิ่นจังหวัดตราด
คำศัพทภ์ าษาตราด รวมคำกริ ิยา บอกเล่า และส่งิ ของทง้ั หมดนะครับ
• นำ้ พรกิ เกลือ = นำ้ จ้ิมซีฟ๊ดู
• นำ้ เคย = น้ำปลา
• โพง = ถงั ตักน้ำ (ไม่วา่ จะเปน็ พลาสตกิ หรอื เป็นสแตนเลส เรยี กโพงหมด)
• ไฟชิก = ไฟแชค
• เหยี = พี่ชาย
• สาวเลก็ = น้องสาว
6
• หมาเลก็ = นอ้ งชาย
• ไอ้หมา = พ่ีชายคนแรก
• เพำะ = พอ่
• แมะ = แม่
• ผ้าโป้ = ผ้าขาวมา้
• สะหงาด = ดงี าม ดที ส่ี ดุ มากท่ีสุด เยอะที่สุด
• เช่ด = หมด
• สุย = ดนั เขน็
• สบ = ชอบคอ ถูกใจ
• อบุ = ปกปดิ แอบ ซ่อน
• ตะหลกุ = เป็นหลมุ เป็นรอ่ ง หรอื เปน็ เนนิ เล็กๆใช้กับถนน
• ฝนแลง้ = ฝนหยดุ ตก
• เพล = เวลา 11.00 น.
• เกก่ = เกร็ง หรอื เกก๊
• บาน = เยอะแยะ มากมาย
• ผา้ ผวย = ผ้าห่ม
• สำคญั = หมายถึงคนทร่ี ายกาจ เช่น เด็กคนน้ีสำคญั นักนะ
• หนา้ แล้ง = ฤดูรอ้ น
• หน้าพรรษา = หนา้ ฝน
• หนา้ ลมวา่ ว = หนา้ หนาว
• เอ๊ยี ว = ใช้กับอาหาร ทีเ่ คยกรอบ อย่างเช่น เก๊ียวมันเอี๊ยวแล้ว คือเก๊ยี วมันไม่กรอบแลว้
• เขย่ = แทะ หรอื ใชฟ้ ันหน้าในการกัดกิน
• พอแรง = พอประมาณ พอสมควร
• เอย่ี น = ใช้กบั อาหารท่ีไมส่ ด เช่น ก้งุ เอ่ียน ปลาเอย่ี น หมึกเอีย่ น
• เฟด่ = ไม่ตรง คด เช่นทางมันเฟด่ คือทางไมต่ รง
• ดอง = แช่ในความเย็น เชน่ เอาปลาไปดอง คือเอาปลาไปแช่น้ำแข็ง
• พกุ = ผุ
• คอ่ น = โคน่ ต้นไม้ ตัดไม้
• ลูกชื้อ = ลูกน้ำ ลกู ยงุ
• เบกิ = มีอกี เยอะ มอี ีกมาก
7
• สมั มะรด = สับปะรด
• เออื ม = เบ่ือหน่าย ระอา
• คอยท่า = รอ
• แล = มองหรือดู
• ฮิ = นะ เป็นคำลงท้าย ของคำถาม เชน่ ไปไหนมาฮิ กนิ ขา้ วยังฮิ ไดไ้ รม่ังฮิ
• สมเพช = น่าสงสาร
• สระหวั = สระผม
• ซางขุม = แผลรอ้ นใน แผลในปาก
• ทยุ้ = ถยุ บ้วนออกจากปาก
• เอาได้ = ใชไ้ ด้
• เซา = ค่อยๆ หรอื ลดลง
• ฮ้ดู = ซดนำ้ ใชก้ บั การกินอาหารประเภทนำ้ เช่น ฮูด้ น้ำก๋วยเตย๋ี ว คือ ซดนำ้ กว๋ ยเตีย๋ ว
• กะแต = ใชก้ ับผู้ หญิงที่แก่แดด หรือ แรด นนั่ เอง
• ขัง = ขำ
• เก๊ยี ะ หรือ เคีย๊ ะ = ใชเ้ ป็นคำลงท้ายใหป้ ระโยคน้นั หนักแน่นในประโยคคำถาม หรือประโยคบอกเลา่ เพื่อ
เนน้ คำ เชน่ ไปไหนมาเคี๊ยะ หยิบมาเมื่อกีแ้ ลว้ เก๊ียะ
เสภาปรศิ นาคำทายจังหวัดตราด
เสภา” แนว “อิคควิ ซงั แบบไทยๆ” จากสมดุ ข่อยโบราณที่เมอื งตราด
เสภา เป็นคำเกา่ ท่มี หี ลกั ฐานยืนยนั วา่ คนไทยรูจ้ ักคำๆ น้มี าไมน่ ้อยกว่าในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา โดยวรรณคดี
เสภาทเี่ กา่ แก่และเปน็ ทรี่ ู้จักกันมากที่สดุ ไดแ้ กเ่ สภาเร่ืองขุนช้างขนุ แผน โดยมขี อ้ สันนิษฐานวา่ นา่ จะเร่มิ แต่งขึน้ เปน็
ลายลักษณ์อกั ษรเมื่อราวปี พ.ศ. 2135 ในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยสันนิษฐานจากความในตอนตน้
เรื่องทบี่ ง่ เหตกุ ารณเ์ รื่องการสร้างพระเจดยี ์ท่ีวดั เจา้ พญาไทยและการบรรจแุ ก้วทพ่ี ระเจ้ากรงุ จนี ถวายมาให้พระเจ้า
แผน่ ดนิ ไทยไวท้ ย่ี อดเจดยี ซ์ ่ึงสร้างข้ึนในรัชสมัยสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ซงึ่ อยู่ในชว่ งปี พ.ศ. 2135
ทมี่ าของคำ “เสภา” : ปรศิ นาทย่ี งั รอคำตอบ
มนี กั วชิ าการหลายท่านศกึ ษาความเป็นมาของ เสภา ไวอ้ ยา่ งน่าสนใจ รวมถงึ การศึกษาทีม่ าของคำวา่
เสภา ดว้ ย ซึง่ เราสามารถแบง่ ความเหน็ ออกเป็น 5 ความเห็น ความเห็นแรก คือ สมเดจ็ ฯ กรมพระยานรศิ รานวุ ัด
ตวิ งศ์ ทรงมีความเห็นวา่ คำ เสภา นา่ จะมาจากคำในเนื้อความตอนต้นของการขบั เสภา ที่อาจมีปรากฏในคำไหว้
8
ครทู ีป่ จั จุบนั สญู หายไปแล้ว ความเห็นต่อมานำโดย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และนกั ปราชญ์อีก
หลายทา่ น มีความเห็นไปในทางเดยี วกนั วา่ มาจากคำในภาษาสันสกฤตวา่ เสวา เสวากากุ เสรไว หรือ หรเิ ศรไว ซ่งึ
หมายถงึ การบชู าด้วยการขับลำนำ
อกี ความเหน็ หนึ่ง คือ ความเหน็ ของ ม.ร.ว. คึกฤทธ์ิ ปราโมช มคี วามเหน็ ว่า เสภาน่าจะมาจากลำนำที่
คนในคุกแตง่ โดยสันนิษฐานว่า คำวา่ คกุ ในสมัยกรงุ ศรีอยุธยาเรยี กว่า เสภา อย่างไรกต็ ามความเหน็ นี้ สจุ ิตต์ วงษ์
เทศ แย้งวา่ คำ เสภา ไม่ได้หมายถงึ คุก เพราะในกฎหมายเดมิ เช่น ในพระราชกำหนดเก่า ในกฎหมายตราสามดวง
กม็ คี ำว่า คุก ใชอ้ ยแู่ ล้ว คำวา่ เสภา จึงนา่ จะหมายถึงชาวพนกั งานมากกวา่ คือ เสภาคลังใน หมายถึง เจ้าพนักงาน
คลงั ใน เป็นต้น แต่ไมเ่ ก่ียวข้องกบั การละเลน่ อย่างใดอยา่ งหน่ึง ไพโรจน์ สุขสมั ฤทธ์ิ และเสาวลกั ษณ์ อนนั ต
ศานต์ ให้ความเหน็ ตา่ งไปจากความเหน็ ท้ังหมดข้างตน้ โดยสนั นษิ ฐานว่า เสภา น่าจะมาจากคำว่า เสพงัน ซงึ่ เปน็
คำภาษาถ่ินท่ใี ช้กันในภาคเหนอื และภาคอีสาน หมายถึงการร้องรำทำเพลง ดนตรี หรือการร้องลำเป็นนทิ านปาก
เปล่าใหค้ นฟงั ต่อว่าก่อนเปน็ เสพ แลว้ ยืดเสยี งเปน็ เสพา และเขยี นเป็น เสภา ในที่สุด ความเหน็ สุดทา้ ย คือ
ความเห็นของ ไพศาล วงษศ์ ิริ ที่สนั นิษฐานตอ่ จากความเห็นของ ม.ร.ว. คึกฤทธ์ิ ปราโมช วา่ เสภา ซงึ่ นา่ จะเป็นท่ี
คุมขงั นักโทษนน้ั เพี้ยนมาจากคำวา่ สภา ซงึ่ หมายถงึ เรือน มณเฑยี ร หรือโรง ซึง่ เป็นทีช่ มุ นุม หรือประชมุ รวมกนั
สำหรับประกอบกิจต่างๆ และต่อมาเสียงเพีย้ นไปเป็น เสภา ในที่สุด แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามแม้ว่ามผี ้ใู ห้ความเห็นไว้
มากมาย แตป่ ระเดน็ เรือ่ งทีม่ าของ เสภา กย็ งั ไมม่ ีข้อยุติ เน่ืองจากหลักฐานเทา่ ที่พบในปัจจุบันยังยืนยันได้ไม่
เพียงพอ
สมดุ ข่อยเจา้ ปญั หา เวทีประลองปัญญาของชาวบ้าน
เสภา ในความรับรขู้ องคนไทยท่วั ไป คอื ชื่อกลอนชนดิ หน่ึงทใ่ี ช้ขบั ลำเป็นเร่อื งยาวด้วยจงั หวะและใชเ้ คร่ือง
ดนตรคี ือกรับ แต่สำหรบั เสภา ทีผ่ เู้ ขยี นจะพดู ถึงต่อไปนีต้ ่างไปจากความรับรู้ข้างต้น เพราะ เสภา กลายเป็นชอ่ื
เรยี กของตวั ละคร 2 ฝา่ ยท่ีประลองปญั ญาปุจฉา-วิสชั นาความรรู้ อบตวั ซง่ึ มเี ร่ืองราวปรากฏอยู่ในสมดุ ขอ่ ยโบราณ
ที่เมอื งตราด สมดุ ข่อยโบราณฉบบั นไ้ี มป่ รากฏช่อื เรื่องและชอ่ื ผปู้ ระพนั ธ์ หรอื รายละเอียดอืน่ ใดที่เก่ยี วข้อง ในเนื้อ
เรอ่ื งมีการดำเนินเรื่องด้วยวิธกี ารถาม-ตอบ หรือปจุ ฉา-วิสัชนาเป็นหลัก โดยฝา่ ยหนง่ึ จะเปน็ ผู้ตั้งกระทู้คำถาม อีก
ฝา่ ยหนึง่ ก็จะตอบ เพื่อแสดงภูมริ ูข้ องตนทง้ั ในด้านประวตั ิศาสตร์ โลกศาสตร์ ไสยศาสตร์ เปน็ ต้น ที่สำคัญมีการ
เรียกช่อื ผ้ถู ามและผู้ตอบวา่ เสภา ผูเ้ ขียนพบสมดุ ขอ่ ยโบราณฉบับนเี้ ม่ือต้นปี พ.ศ. 2545 ต้นฉบบั เรอ่ื งน้ีเปน็ สมุด
ไทย บันทึกดว้ ยอักษรไทย ภาษาไทย เจา้ ของคอื คุณตาพวงค์ วิจติ รสมบตั ิ ชาวบา้ นตำบลเนินทราย อำเภอเมอื ง
จังหวัดตราด คุณตาพวงคเ์ ลา่ วา่ วรรณกรรมเรื่องน้ีเปน็ บทสำหรบั ใชใ้ นการคน่ั เวลำกำรแสดงโดยเฉพำะกำร
แสดงลิเก เพรำะนอกจำกจะช่วยใหผ้ แู้ สดงไดม้ ีเวลำสำหรับเตรียมตวั แสดงแลว้ ยงั เป็นกำรใหค้ วำมรู้แก่ผชู้ มดว้ ย
9
อกี ประการหน่งึ จากคำกลา่ วของคุณตาพวงค์ วรรณกรรมเร่อื งน้ีจงึ มสี ถานะเป็นวรรณกรรมประกอบการแสดงดว้ ย
ลักษณะคำประพันธ์ของวรรณกรรมเรื่องน้ี สว่ นใหญ่ใชล้ กั ษณะคำประพนั ธค์ ล้ายกับกลอน แต่เปน็ กลอนแบบ
ชาวบา้ น คอื มคี วามยืดหยุน่ มาก ท้ังในเร่ืองของจำนวนคำในวรรค จำนวนวรรคใน 1 บท ที่บางคร้ังก็มี 3 วรรคบ้าง
4 วรรคบ้าง 5 วรรคบ้าง เป็นต้น รวมไปถึงสัมผสั ที่บางครัง้ ก็สมั ผัสบ้างไม่สัมผัสบา้ ง
ด้วยเหตนุ เี้ องจึงชวนใหผ้ เู้ ขียนคิดวา่ วรรณกรรมเรือ่ งนี้อาจเปน็ การบนั ทกึ การแสดงสดครัง้ ใดคร้ังหน่งึ แลว้
คณะเสภานจี้ งึ นำมาบันทึกท่องจำสำหรับแสดงกัน เป็นลักษณะของมุขปาฐะสู่ลายลกั ษณ์ เพราะดว้ ยความทีส่ ัมผสั
จำนวนคำ จำนวนวรรคไม่สม่ำเสมอนนั้ อาจเป็นเพราะต้องอาศยั ปฏิภาณไหวพริบท้งั ในเชิงภูมิปัญญาและเชิง
วรรณศลิ ป์ในเวลาอนั รวดเรว็ จึงทำใหม้ ีความตกหล่นบางประการขนึ้ ซ่ึงศัพท์เพลงพื้นบ้านในจงั หวดั ตราดเรียก
ลักษณะของกลอนเพลงที่มีสัมผัส จำนวนคำ จำนวนวรรคไมส่ มำ่ เสมอไมล่ งตวั นีว้ ่า ลำบากกลอน
เสภา อคิ คิวซงั ในแบบฉบับไทย
การเลน่ ทายปริศนาในวรรณกรรมเร่อื งเสภาวสิ ัชนานี้ มไิ ดห้ มายถึงปรศิ นาคำทาย (Riddle) แต่อย่างใด
หากแต่เป็นการประลองภูมิรู้กนั ในเชิงวิชาการแบบชาวบ้าน อาทิ ความรู้เรื่องงานชา่ ง โลกสัณฐาน จักรวาลวทิ ยา
ประวัติศาสตร์ นทิ าน ตำนาน โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ เป็นต้น คลา้ ยๆ กับการประลองปัญญาในเพลงพืน้ บา้ น
เช่น เพลงฉ่อย เพลงอแี ซว ในสมัยอดตี ที่ฝา่ ยหญงิ กบั ฝา่ ยชายมักจะมกี ารตั้งปรศิ นาซ่ึงโดยมากจะเป็นปริศนาธรรม
ให้อีกฝ่ายหน่งึ แก้เพือ่ ทดสอบภมู ริ ู้ของอีกฝา่ ยหน่งึ
สำหรบั ในวรรณกรรมเรอื่ งนก้ี วจี ะใชค้ ำเรยี กแทนผแู้ สดงท่ีเปน็ ทง้ั 2 ฝ่ายวา่ เสภา สว่ นขอ้ คำถามท่ีเป็นปริศนาเรยี ก
กันว่า โจทย์ การประลองปัญญาจะแบ่งพวกเสภาออกเป็น 2 ฝา่ ย เม่อื เสภาฝา่ ยหน่ึงกล่าวปรศิ นาขึน้ กจ็ ะท้าทายให้
เสภาอีกฝ่ายหนงึ่ แก้ และเมื่อเสภาอกี ฝา่ ยหน่งึ แก้ได้กจ็ ะตั้งกระทู้ โจทย์ สำหรับถามเสภาอีกฝา่ ยกลับไปในเน้ือเรื่อง
หลายตอนได้สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศในการทายโจทยป์ ัญหา ซ่ึงนยิ มเลน่ กันในเทศกาลงานนกั ขัตฤกษ์หรืองาน
ทส่ี ำคญั ๆ ดว้ ย เชน่ เทศกาลสงกรานต์ ดงั ความตอนหนึ่งว่า “ยามกรุษสงกรานตจ์ ะประจานกนั ” และการเลน่ น้ีถา้
หากจะดใู ห้สนุก เจา้ ภาพก็จะตอ้ งหาคณะเก่งๆ มาเล่น ดังความปรากฏว่า
เจ้าแกไ้ ขให้หมดอยา่ หดคอ ต่อๆ อยา่ บน่ ให้อน้ อัน้
ใหป้ ระจักษห์ ูรู้ดว้ ยกัน ทั้งท่านเจ้างานทห่ี ามา
ส่วนบรรยากาศในการเลน่ นัน้ ดูออกจะครึกครนื้ มาก มผี ู้ชมคอยเปน็ กองเชยี รม์ ากมาย
เจา้ ข้าเอยมาน่งั ยงั อาราม ฝูงคนเหลอื หลายอยู่อึงมี่
แตง่ ตัวสลวยอยูร่ วยร่นื มาน่ังเบียดเสียดสีกนั เป็นหมู่
10
บา้ งโลดโผนเล่นแลน่ ไก่ปา่ เฮฮาโหฮ่ ึกสน่ันหู
แตเ่ จ้าเสภาน่งั เปน็ หมอู่ ยู่ อวดวา่ ร้วู า่ จะสูก้ บั โจทย์กัน
เจา้ จะโจทยส์ ่ิงใดใหว้ ่ามา จะแกก้ ฤษณา เราไม่พรน่ั
ถงึ จะเอาชนะไม่ละกัน ฝงู คนทั้งนน้ั ใหท้ า่ นฟัง
อย่างไรกต็ าม การท่ีจะทำใหผ้ ู้ชมนยิ มชมชอบตนไดน้ ้ัน จะต้องพยายามหาคำถามทยี่ ากและคาดว่าอีกฝา่ ยหน่งึ
จะต้องไมส่ ามารถตอบได้ เพื่อให้อีกฝา่ ยหนึง่ จน
เจ้าจะถามมาตัวข้าจะโจทย์ไป ใหเ้ ข้าใจฝูงคนอยอู่ ึงอื้อ
ขา้ งใครจนข้าจะให้ลอื เราหรือจะขอถามเจา้ เสภา
สว่ นฝ่ายท่แี ก้ปรศิ นากจ็ ะต้องแสดงภมู ริ อู้ ย่างเตม็ ท่ี เม่ือจะวิสัชนานน้ั จะไม่เพยี งตอบคำถามเทา่ ที่ถามมาเท่านัน้ แต่
จะพรรณนาขยายความใหพ้ ิสดารกว้างขวางออกไปกวา่ คำตอบ ดงั เช่นโจทย์ถามวา่ บดั สี 4 ประการไดแ้ กส่ ิ่งใด
เสภาผ้วู ิสชั นาก็กลา่ วถึงบดั สีท้ังสี่ และยงั กลา่ วถงึ เหตุการณ์ในวรรณคดีเร่ืองรามเกยี รติ์ท่ีเก่ียวกบั บดั สี 4 ประการ
อกี ด้วย ทงั้ นเี้ พือ่ ใหผ้ ู้ฟงั เขา้ ใจชัดเจน และเพ่ือแสดงภูมริ ู้ของตนดว้ ย และหากการทายปริศนานผ้ี ู้ชมนิยมชมชอบ
อาจตกรางวัลใหแ้ ก่ผแู้ สดงได้ ดังน้นั ในบางครั้งจึงมีการกล่าวถงึ หรอื เรยี กหารางวัลจากเจ้าภาพ
ยอ่ มพดู จาว่ากนั เกลอพร้าหาย เจ้าแกน้ ิยายให้จงได้
ให้ทา่ นผ้ฟู ังนัน้ เจา้ เข้าใจ ท่านจะใหร้ างวลั ใสข่ ันมา
หญงิ ชายทงั้ หลายจะใครฟ่ ัง ท่ีคบั คั่งหา้ วันอ่อนอยงู่ ่วงเหงา
ไดฟ้ งั คารมจะชมเรา หรือจะเอารางวลั ทา่ นเจ้างาน
นอกจากน้ีในเน้ือเร่อื งยังปรากฏ ชื่อบุคคลตา่ งๆ ท่ีแสดงดว้ ย เช่น
จะปรึกษาลกู ชายชอ่ื นายกลม ออกลงิ้ อยา่ ปรารมภ์เอาตัวรอด
ออ้ ขนุ น้อยหมวดแดงแทงตลอด แก้ไขให้รอดตลอดคิด
ช่อื บุคคลทีป่ รากฏขา้ งตน้ มีความเป็นไปได้ 2 ทางวา่ ชื่อบุคคลเหลา่ นีอ้ าจเปน็ ช่ือผเู้ ล่นปริศนา หรืออาจเป็นช่อื
เรียกตำแหนง่ หนา้ ทใี่ นกลุ่มของคนเล่นปรศิ นาก็อาจเป็นไปได้
เจ้าขา้ เอยโจทย์มาข้าแก้ได้
ข้าจะถามเจ้าไปอย่าอางขนาง :
เสนห่ ์แห่งสนามประลองปัญญา
11
ความโดดเดน่ ประการหนึ่งของวรรณกรรมเร่ืองนี้ คอื การทา้ ทายโตค้ ารมกันของเสภาแตล่ ะฝ่าย ท้ังเยาะเย้ยถาก
ถางดว้ ยโวหารตา่ งๆ นานา ชว่ ยสรา้ งสสี นั และรสชาตใิ หก้ ับผูฟ้ งั และผู้อา่ นได้ไม่น้อยทเี ดียว ลองพิจารณาดูตัวอยา่ ง
ทย่ี กมา
เสภา 1
จงมาอรรถแปรเร่งแก้กนั ให้ท่านผ้ฟู ังประจักษ์หู
เจ้าเปน็ คนดยี อ่ มมีครู หรือจนอยจู่ ะเปน็ ลูกศิษยเ์ รา
เอาธูปเทยี นดอกไมม้ าบชู า เราจะบอกตำราใหเ้ ปลา่ ๆ
เสภา 2
ข้าว่าผดิ บ้างแลพลั้งพลาด จะแก้เงนิ สองบาทออกยนื่ ให้
จะบชู าจันจนตาขุนใหญ่ ข้ีคร้านจะไหว้ใหเ้ สยี มือ
เสภา 2
บอกไดม้ ิได้อย่าเลนิ เลอ่ เอิดเธอปันจุนอยู่แลว้ ว่า
หรือคดิ ถึงเมยี อยูบ่ อกมา หรือจะให้พ่อตามาวา่ แทน
เสภา 1
๏ เจ้าขา้ เอยถามมาข้านา่ โกรธ จะลกุ โลดว่งิ ไปให้ตายแมน่
นำ้ คำตำ่ หนอเอาคอแขน เจ้าแค่นถามมาข้าน่ากลัว
อยา่ งน้ที ี่ไหนจะแก้ได้ มันสับสนพน้ ใจมใิ ชช่ ว่ั
ไอ้จุยจนใจไปขอตัว มงึ มุดหวั ลงไปในรังผ้า
เสภา 1
เนื้อไมไ่ ด้กนิ หนงั ไมไ่ ดร้ องนง่ั ยังซ้ำเอากระดูกมาแขวนคอ
ต้นเดมิ อยา่ งไรวา่ ไปหนอ เอง็ อย่านง่ั จอนจ๋อบอกขอ้ มา
ให้ท่านหญิงชายท้ังหลายฟงั มานงั่ พร้อมพร่ังอยู่หนักหนา
จะได้จำไวไ้ ปข้างหนา้ หม่อมเสภาแก้มาจะขอดู
12
เสภา 2
อย่านัง่ ฟงั ชดิ อยู่อิดออด กอดหัวเข่าเจ่าจกุ หาดไี ม่
หรอื ไม่ไดเ้ งนิ กบั ผ้าหาไมไ่ ด้ จะไพลส่ กั ตำลึงให้ถึงมือ
เสภา 1
๏ เจา้ ข้าเอยเราน้ีมีครู จะจดจ้องลองดเู หมอื นเจ้าวา่
จะแก้ไขใหส้ วยด้วยปญั ญา ตามแตว่ าสนาบารมี
ครั้นมแิ ก้เลา่ ก็เราอาย ยกั ยา้ ยบ่ายเบย่ี งไม่เลยี่ งหนี
กว่าจะสิ้นอาวุธหมดราคี ถามทีร่ าหูเธอจรมา
เสภา 2
ใหผ้ ฟู้ งั ที่น่ังดู หรือจนอย่จู ะแก้ขา้ มิได้
เห็นหน้าเจ้าสลดระทดไป หรือแก้มามิได้เร่งว่า
เสภา 1
๏ เจา้ ขา้ เอยเจา้ ถามถงึ ความขำ นำ้ คำก็ฉ่ำแล้วนะหมอ่ มขา
ฉลาดจรงิ ย่งิ ไวในปัญญา ลึกล้ำรำ่ ว่าเห็นจน
จะสิน้ ไส้ในพุงขา้ เมอ่ื ไร จะแปรออกบอกให้ไม่ขดั สน
เสภา 2
หรือขดั สนจนขา้ ว่าไม่ได้ หรือสิ้นไสเ้ รยี นรเู้ จา้ งปู ลา
หรือขัดสนจนจริงย่งิ เจ้าข้าไหว้ขา้ ขา้ จะบอกตำราให้
เสภา ตำราของครบู า้ นนอก
ในวรรณกรรมเร่ืองนี้ พบวา่ มีการตง้ั ถามกระทู้โจทย์ 22 คำถาม และในแต่ละคำถามก็มคี ำถามย่อยท่ีเกย่ี วข้องกบั
คำถามหลักอีกจำนวนหนงึ่ ดว้ ย ผู้เขยี นได้แยกประเภทของคำถามหรือกระทูโ้ จทย์ตามเนื้อหาของคำถามหลักได้
เป็น คำถามเกย่ี วกับตำนานและประวตั ิศาสตร์ คำถามเก่ียวกับโลกศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา คำถามเกีย่ วกับความ
เชือ่ คำถามเกี่ยวกับความเป็นมาของสภุ าษิต และ คำถามเก่ียวกบั โหราศาสตร์
จะเห็นไดว้ ่า ขอบเขตของความรูม้ คี ่อนข้างกว้างขวาง เป็นเรอ่ื งท่ี ครอบจักรวาล เม่ือได้ฟังการแก้โจทย์ปรศิ นากจ็ ะ
ได้รับความรู้กลับไปไมน่ ้อย ซ่ึงการเรียนรู้เรอื่ งวชิ าการ (แบบชาวบ้าน) ผา่ นการแสดงเช่นนี้ ถือเปน็ กลวธิ ีที่แยบยล
13
และไมน่ า่ เบ่อื เพราะนอกจากจะทำให้ผ้ชู มได้ ปญั ญา และความสนกุ สนานแล้ว ยงั ทำให้ผู้ชมจดจำความรู้ไดง้ า่ ย
ขน้ึ ด้วย ผ้เู ขยี นขอยกตัวอยา่ ง การทาย-แก้ปริศนา ดงั น้ี
โจทยข์ ้อ 3 ถามว่า
แรกเรม่ิ เดิมหนอเป็นอยา่ งไรมา เขาจึงลอื วา่ เปน็ เสนียด
เบยี ดเสียดคนให้เป็นไข้ ถูกตอ้ งทูบถองรอ้ งโอยไป
ตน้ เดมิ อยา่ งไรจะใครร่ ู้ อันหน่ึงเรยี กว่ายา่ เรอื
แกว้ า่
เจ้าถามมาวา่ เดิมทีแม่ลูกน้ันเดนิ มา ลูกสาวกว็ า่ งขนึ้ เดนิ หน้า
ตีนใหญ่กว่าทา่ นผูม้ ารดา ตนี แมน่ อ้ ยกวา่ ก็เดนิ ตาม
เปน็ รอยท่นี ำช้ำสลดุ เดินรุดแรงไปอยู่พล่ามพล่าม
ยังมีพ่อลกู สองคนงาม ลูกชายตะพายย่ามเดินไป
ฝา่ ยวา่ พอ่ น้ันเปน็ หมอดู จงึ รู้ว่าเปน็ ผูห้ ญงิ ได้
พ่อลูกคิดกนั แลว้ ทนั ใด อีตนี ใหญ่เดนิ หน้าเป็นของพ่อ
อีตีนน้อยคอ่ ยเดนิ ตามไป กจู ะยกใหเ้ อ็งทเี ดียวหนอ
ด้วยตะแกสญั ญาเปน็ ข้อใหญ่ เออทนี ้ีก็จะเรียกวา่ กระไร
แตช่ วั่ แผ่นดนิ ไปได้มีมา
จะประดิษฐค์ ดิ เรยี กตามสอฬ่อ ว่าออพ่อกูเอ๋ยลูกเขยขา้
พ่อกับลกู สำเหนยี กแลว้ เรยี กมา พอ่ ตากเู อย๋ ลกู เขยกู
ฝ่ายว่าทา่ นทั้งปวงลวงเข้าใจ อยไู่ ปมลี ูกมาท้ังคู่
ท่านผฟู้ งั กระหยบั คอยตรับหู เปน็ กระทู้อยวู่ า่ เสนียดคน
ฝ่ายท่านท้งั ปวงอยา่ สงสยั เรอื่ งราวกล่าวไวม้ าแต่ตน้
จงึ ประจกั ษแ์ กห่ ูอยทู่ ุกคน เป็นเรยี กวา่ เสนยี ดมา
อันหนง่ึ ถามยา่ นางเรือ แก้ไขใหเ้ หลอื ที่เจา้ วา่
พระฬอ(ส)เน่หาเธออยา่ ไว นางเพื่อนนางแพงนั้นโกรธา
เอง็ เปน็ ยา่ นางตะเคยี นใหญ่ เจา้ ฟงั ว่างวู่เตาปใู หญ่
ตรึงซำ้ ให้จำตาย
ปลายแรงทำรงั เขา้ ปดิ มิด วนั ๑ รา้ ยหนาเป็นตานมหนู
วนั ๓ ผลาญราชศตั รู ร้ายอยู่ครูทา่ นมิให้เอา
14
ศกุ ร์จันทร์ประหัสเลา่ เอาเปน็ เรือ อยา่ งนี้มีผเี รยี กวา่ ยา่ นาง
แก้ไขให้สว่างหรือมิเชื่อ หรือว่านำ้ คำข้าล้ำเหลือ
ทำเรอื ย่อมเซน่ สืบๆ มา ย่านางผีสิงหรือเปลา่ [5]
เพลงกล่อมเดก็ จังหวัดตราด
เพลงกล่อมเด็กของจงั หวัดตราดก็จะคล้ายๆเพลงของจังหวดั อน่ื ๆ เชน่ จันเอ๋ยจันท์เจ้า แมก่ าเวา้ เอย๋ แต่
การร้องนนั้ จะใช้สำเนียงการรอ้ งตา่ งจากจงั หวดั อน่ื คือใชส้ ำเนียงตามสำเนยี งถิ่น คือสำเนยี งตราดน่นั เอง และจะมี
เพลงที่อาจจะมแี ค่คนตราดท่ีใชร้ อ้ งคอื เพลง ละเหเลลว่ ย มีเนื้อเพลงดังนี้
ละเหเลล่วย ตดั ตองกลว้ ยมารองใบสี ตะมดตะมีตีคล้องหน้าโลง ตะโปงเปา่ ปี่ กระดสี วนมด ไอห้ มาหางคดว่ิงไปก็
วงิ่ มา
รำพา : เพลงพน้ื บา้ นจังหวดั ตราด
คำว่า “ ลำภา ” เปน็ ภาษาโบราณ พบในเร่ืองระเด่นบันได แปลว่า “เที่ยวขอไป” ชาวไทยแต่โบราณ
นำมาใช้เรียก การลงเรือบอกบญุ ขอรับบรจิ าคข้าวสาร และสงิ่ ของตา่ ง ๆ ไปทำบญุ ทอดกฐนิ ตามศรทั ธา โดยจะเรม่ิ
กระทำกันเมื่อออกพรรษาแล้ว เพราะในระหวา่ งที่ออกพรรษาชาวพุทธโดยท่ัวไป จะนยิ มทำการทอดกฐนิ และ
ทอดผา้ ป่าตามวัดต่าง ๆ ในรูปกฐนิ สามัคคี คือใหเ้ จ้าภาพรับทำบุญร่วมกนั ในการทอดกฐินแตล่ ะครั้งจะต้องลงทนุ
มาก ตอ้ งมีข้าวของเงินทอง เพ่อื ทางวดั จะได้อาศยั ข้าวของเงนิ ทอง หรือจตุปัจจัยที่นำไปทอดถวายน้ี บำรุงและ
ซอ่ มแซมวัด เปน็ การสืบต่ออายขุ องพระพทุ ธศาสนาให้ยั่งยืนยาวนาน
การทีจ่ ะจดั ทอดกฐินสามคั คนี ้ี ต้องออกเรี่ยไรหรือบอกบญุ ไปยงั ชาวบา้ น โดยไม่ได้เจาะจง หรือกะเกณฑ์
มากน้อยเท่าไร แล้วแตจ่ ะให้ จงึ จดั ให้มกี ารร้องเพลงทำนองเชิญชวนให้ทำบุญ ซ่งึ เรยี กการเรยี่ ไรชนดิ นวี้ า่ “ลำภา
ขา้ ว”
สำหรับคำวา่ “ลำภา” มผี ใู้ ช้ทั้ง “ร” และ “ล” บา้ งสะกดว่า “รำพาข้าวสาร” และ “รำภา
ขา้ วสาร” แตจ่ ะใช้คำใดถูกต้องนัน้ ยงั ไมม่ ีข้อสรุปใด จากการศกึ ษาเอกสารตา่ งๆ (อ้างอิงจาก ศรีจนั ทร์ น้อย
สะอาด : ) พบดังน้ี
1. เอกสารของกมล เกตุสริ ิ ช่อื เร่ืองเสียงดนตรีในภาษาไทย ได้นำเสนอท่มี าของคำว่า “ ลำภา
ข้าวสาร” จากบทละครเชิงบันทกึ เหตกุ ารณเ์ ร่ืองระเดน่ ลันได ของพระมหามนตรี (ทรัพย)์ ความในตอนต้นว่า
15
“ มาจะกล่าวบทไป ถงึ ระเด่นรนั ใดอนาถา
เสวยราชยอ์ งค์เดยี วเท่ยี วลำภา ตามตลาดเสาชิงชา้ หนา้ โบสถ์
พราหมณ์”
จากขอ้ ความในเร่อื งระเดน่ รนั ใด เห็นว่าการใชค้ ำว่า “ลำภา” มปี รากฏมานานอยา่ งน้อยเร่ิม
นับตง้ั แตส่ มัยพระบาทสมเด็จพระนงั่ เกลา้ เจา้ อยู่หวั รชั กาลที่ 3 เป็นต้นมา ซง่ึ จดั ว่าเปน็ คำโบราณ
2. สนอง คลงั พระศรี ได้ให้ข้อคิดเห็นวา่ คำว่า “รำ” หมายถงึ ฟ้อน ระบำรำเต้นเป็นท่าทาง
เช่นฟอ้ นรำ หมายถึงกจิ กรรมทมี่ ีท่าทางการจัดระเบยี บรา่ งกาย สว่ นคำว่า “ลำ” หมายถึงถ้อยคำท่ีมีทำนองเปน็
เรอื่ งราว เช่นการขับลำเลา่ นิทานเร่อื งนนั้ เร่อื งน้ี เปน็ ตน้ ดงั นัน้ การที่ใชค้ ำว่า “ลำภาข้าวสาร” นา่ จะให้
ความหมายไดช้ ัดเจนกว่า เพราะในการร้องเลน่ ลำภาข้าวสาร จดุ เด่นอยทู่ ่ภี าษาการรอ้ ง เพือ่ เรย่ี ไรหาข้าวสารไป
ถวายวัด
3. อเนก นาวกิ มูล ใหข้ ้อคิดเห็นวา่ คำวา่ “รำพาขา้ วสาร” และ “ลำภาข้าวสาร” เทา่ ที่
พบมกี ารใชค้ ำทั้งสองแบบ เพลงลำภาขา้ วสารน้จี ะใช้ ร หรอื ล ไมท่ ราบแน่ เพราะต้ังแต่ทำการเก็บรวบรวม
เอกสารปรากฏหลกั ฐานทงั้ สองแบบ แตท่ ้งั สองแบบหมายถึงการละเลน่ ชนิดเดียวกนั ตา่ งกนั ทอี่ ักษรเท่านนั้
4. พจี บำรุงสุข ใหข้ ้อคดิ เหน็ วา่ การใชภ้ าษาเกีย่ วกับเพลงลำภาข้าวสารเทา่ ที่พบเอกสาร
เกีย่ วกบั การศึกษาเพลงพื้นบ้านจะใชค้ ำว่า “ลำภา” แทบทั้งสนิ้ ส่วน “รำพา” หรอื “ รำภา” สนั นษิ ฐานว่าอาจมี
การเปล่ยี นแปลงใช้ภายหลังก็เป็นได้
จากเอกสารดังกลา่ ว ศรีจันทร์ จงึ สรปุ ว่า คำวา่ “ลำภาข้าวสาร” มกี ารใชท้ งั้ “รำพา” และ
“ลำภา” แต่เนื่องจากคำวา่ “รำ” โดยนยั แสดงอาการใช้มือประกอบทา่ ทาง คือเปน็ การฟอ้ นรำมากกวา่ ขณะท่ี
คำวา่ “ลำ” มคี วามหมายเก่ียวกับคำรอ้ ง ทำนอง และบรรยายเรอื่ งราว เพื่อเร่ยี ไรข้าวสารจากชาวบา้ น ไมไ่ ด้เน้น
ทีท่ า่ ทางการฟ้อนรำแตอ่ ย่างใด ดังนน้ั คำว่า “ลำภาข้าวสาร” ควรใช้ “ล” เปน็ ตวั สะกด จึงนา่ สอดคล้องกบั ความ
เป็นจริงมากกวา่ ส่วนคำวา่ “ภา” หรือ “พา” นนั้ อาจมีความหมายเดียวกนั แตเ่ ขียนตา่ งกันตามความนิยมใน
แต่ละยคุ สมยั
รำพาเพลงพนื้ บา้ นจงั หวัดตราด
"รำพา : เพลงพน้ื บ้านสบื สานประเพณสี งกรานต"์ เขยี นโดย ดร.ชลพรรษ ดวงนภา เป็นบทความท่ีกล่าวถึง
"เพลงรำพา" ซ่ึงเป็นเพลงพ้นื บา้ นประเภทหนึง่ ของชาวจังหวัดตราด ผูเ้ ขยี นได้อธบิ ายถงึ เพลงรำพาไวว้ ่า "เพลงรำ
พา เปน็ เพลงที่ใช้ร้องเพ่ือขอรับบริจาคเงนิ และส่งิ ของเพ่ือนำไปทำบญุ ฉลองทราย ในวันประเพณสี งกรานต์หรือวนั
16
ฉลองทราย ในเดือน ๕ หรอื เดอื นเมษายน เวลาเยน็ กอ่ นวันสงกรานต์ ตั้งแต่เวลา ๖ โมงเยน็ ถึง ๖ โมงเช้า
ชาวบา้ นจะรวมตวั กนั เปน็ กลุ่มออกเดนิ ทางไป ในหมบู่ า้ นเพอื่ ขอรับสิง่ ของจากชาวบ้าน เรียกว่า รอ้ งกันต้ังแต่เยน็
จนถงึ เชา้ เลย"
ยกตัวอย่าง ตราด ชาวหว้ ยแร้งสบื สานประเพณี รำพานำข้าวสาร จตปุ จั จยั เข้าวดั วันสงกรานต์
วันที่ 12 เม.ย. 62 ทีบ่ ้านบางปรือ บา้ นเขาน้อย ต.หว้ ยแร้ง อ.เมือง จ.ตราด นายถาวร ตติชรา นายสถิต ศาสนกจิ
นายนัทธี หงส์กลาย พร้อมทมี งานการละเลน่ สบื สานประเพณีรำพา รว่ มกันจัดกิจกรรมสืบสานประเพณีรำพาขน้ึ
ดว้ ยการละเลน่ รอ้ งเพลง รำพาไปตามบ้านเรอื นประชาชนในหมบู่ า้ น เพื่อขอบริจาคข้าวสาร จตุปัจจยั สำหรบั นำไป
ถวายวดั บางปรือ เนื่องในเทศกาลสงกรานตป์ ระจำปี 2562 นายถาวร ตติชราและนาย สถิต ศาสนกิจ พ่อเพลงรำ
พา ประเพณรี ำพาน้ี ชาวบ้านในตำบลหว้ ยแร้งได้ปฎิบตั สิ ืบสานต่อๆกันมานานกวา่ 100 ปแี ลว้ ต้ังแต่สมยั ปู่ยา่ ตา
ยาย ดว้ ยการเดนิ เทา้ รอ้ งเพลงรำพาไปตามบ้านชาวบา้ นในหมูบ่ า้ น ใหร้ ่วมกนั บริจาคขา้ วสาร และจตปุ ัจจยั ในการ
นำไปถวายวดั ซ่ึงแต่กอ่ นนน้ั ทีมงานละเล่นรำพา จะออกเดินไปตามบ้านชาวบา้ นทุกหลังคาเรือนตง้ั แตช่ ่วงเย็น
จนถงึ ร่งุ เชา้ จงึ จบพิธี แต่ปจั จุบันไดย้ น่ พิธีลงมาเหลือแค่ถึงเทย่ี งคนื หรืออยา่ งมากก็ประมาณ 1 นาฬิกาของวนั ตอ่ ไป
เน่อื งจากจะเกิดอาการเหน่ือยลา้ เกนิ ไป และชาวบ้านส่วนใหญจ่ ะเข้านอนกันหมดแลว้
นายถาวร บอกวา่ ทุกๆปี จะได้ขา้ วสารเขา้ วัดจำนวนมาก และได้จตปุ ัจจยั ปลี ะเกือบแสนบาท โดยจะนำข้าวสาร
และจตุปัจจยั ไปถวายวดั ในวันสงกรานต์ วนั ที่ 13 เมษายน ทวี่ ดั บางปรอื ต่อไป ซง่ึ ถือเป็นประเพณที ช่ี าวบา้ นสืบ
สานมาจากบรรพบุรุษกันอย่างยาวนาน อยากให้รุ่นลูก รุ่นหลาน ร่นุ เหลน ได้ร่วมกนั สบื สานต่อๆกันไปให้อยคู่ ู่
สงั คมไทยตลอดไป เพราะถือเปน็ เอกลกั ษณว์ ฒั นธรรมไทยเป็นมรดกภมู ปิ ัญญาไทยอีกอย่างหนึง่ ทห่ี าคา่ มิได้
คำว่า รำพา หรือ ลำภา คอื การละเลน่ ลำภาขา้ วสาร มจี ดุ มงุ่ หมายเพอื่ ขอสงิ่ ของและปจั จัยจากชาวบ้านมา
ทำบุญ ปกติโอกาสท่จี ะเลน่ เพลงลำภาขา้ วสารมขี นึ้ ในชว่ งออกพรรษา ในปีหน่ึง ๆ จะมชี าวบ้านจองกฐนิ และผา้ ปา่
ตามวดั ต่าง ๆ หากวดั ใดยังไม่มีการจอง ชาวบ้านรวมกนั จดั ไปทอดกฐิน จัดเป็นรูปแบบกองกฐินสามัคคโี ดยเปน็
เจา้ ภาพรว่ มกนั ทัง้ น้ีเพราะในการทอดกฐนิ แต่ละคร้งั ต้องมีทนุ มาก แต่ชาวหว้ ยแรง้ นำมาใชเ้ ปน็ การละเลน่ ในช่วง
เทศกาลสงกรานต์ นอกจากเพ่ือความสนกุ สนาน สรา้ งความรักความสามคั คี เพื่อสบื สานวฒั นธรรมประเพณี
การละเล่นรำพาแลว้ ยังเปน็ การสร้างบญุ ในชว่ งเทศกลางสงกรานตอ์ ีกดว้ ย...
ตัวอย่างบทร้องของบทเกร่ิน
แมเ่ พลง รอรานาวาจอด ประทับทอดทหี่ วั บันได
แม่เจ้าประคณุ ลูกเอาผลบญุ มาให้
17
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ลา่ เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง เจ้าขาวแม่ลาละลอกเอย ลาหอมดอกดอกเอ๋ยจำปา
ขา้ งขึ้นแล้วหน๋อ เรามาขอลำภา
ลกู คู่ เฮ เฮ้ ลา่ เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง เชญิ ทำบุญ ทอดกฐินเอย รายได้ทงั้ สนิ้ ถวายวัดสำแล
เชิญชว่ ยทำบุญ เถดิ แมค่ ุณเรือนแพ
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ลา่ เฮ่ ลา สาว เอย
แมเ่ พลง กฐนิ มาถงึ บ้านเอย ลำภาข้าวสารมาขอบอกบุญ
เชญิ ตามศรัทธา ทำบุญมาเถิดแมค่ ณุ
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง มาถึงแม่บา้ นหลังนอกเอย ช่วยร้องบอกแมเ่ อ๋ยเรือนใน
แมเ่ จ้าประคณุ ลกู เอาสว่ นบุญมาให้
ลกู คู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง มาถงึ เรือนหลังใหญ่เอย หวั บนั ไดแม่เอ๋ยเปน็ ทอง
แม่เจา้ ประคณุ ลกู เอาส่วนบุญมากอง
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง มาถึงแม่บา้ นนี้เอย อยา่ ได้รอรี จอดหวั บนั ได
แม่เจ้าประคณุ ลกู เอาสว่ นบุญมาให้
ลกู คู่ เฮ เฮ้ ลา่ เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง มาถงึ แมเ่ ศรษฐีเรือนนอกเอย ชว่ ยรอ้ งบอก
แมเ่ ศรษฐีเรือนใน ปลุกลกู จงู หลานทำทานไว ไว
ลกู คู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง มาถงึ บ้านหลังใหญเ่ อย หวั บันไดของแม่ล้อมแกว้
แมเ่ จา้ ประคุณ บุญของแมม่ าถงึ แลว้
ลกู คู่ เฮ เฮ้ ลา่ เฮ่ ลา สาว เอย
แมเ่ พลง มาถงึ บ้านเรือนโตเอย มที งั้ รม่ โพธิ์ เอย๋ ร่มไทร
แมเ่ รือนเครื่องทรพั ย์ มวั นอนหลับหรือไร
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ลา่ เฮ่ ลา สาว เอย
18
นทิ านพน้ื บ้านจังหวัดตราด
ทีม่ าและความหมายของนิทานพื้นบา้ น
นิทาน เป็นคำท่มี คี วามหมายกวา้ ง หมายถึง เร่ืองท่ีเล่าสืบต่อกนั มานานแล้ว หรอื หมายถึงเรอื่ งทแี่ ต่งขนึ้
ใหม่ก็ได้
ส่วน นิทานพื้นบา้ น หมายถงึ เร่อื งทเ่ี ลา่ สืบต่อๆ กนั มาในท้องถน่ิ ใดทอ้ งถนิ่ หนึ่ง แต่อาจแพรห่ ลายไปใน
ท้องถน่ิ อ่ืนๆ ใดภายหลัง ถอื เปน็ มรดกทางวฒั นธรรมอย่างหนึง่
ประคอง นิมมาเหมนิ ทร์และคณะ ( 2545 : 16-17 ) กลา่ ววา่ นทิ านพ้นื บ้านในวิชาคตชิ นวทิ ยา หมายถึง เรือ่ ง
เลา่ ทเี่ ล่าสืบต่อๆ กนั มา จากคนรนุ่ หน่ึงสคู่ นอีกรุน่ หน่ึง โดยไมท่ ราบวา่ ใครเป็นผู้แต่ง นิทานพนื้ บ้าน คือ เรอ่ื ง
เลา่ ทเ่ี ล่าสูก่ ันฟังในหมบู่ า้ น ในทอ้ งถิน่ หรภื าคต่างๆ ของประเทศไทย เป็นนิทานพนื้ บา้ นทม่ี ีถิน่ กำเนิดในประเทศ
ไทย
ตำนาน ในพจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปีพ.ศ. 2525 ใหค้ วามหมายของตำนานไวว้ ่า เรอื่ งที่แสดง
กจิ การอันมีมานานแลว้ แต่ปางหลงั เร่อื งราวนมนานท่ีเลา่ สบื กนั มา เชน่ ตำนานพระพุทธเจดีย์
สยาม จงึ รวมความหมายสรุปของตำนานเอาไวว้ า่ เป็นเรอื่ งราวของความเป็นมาของสถานที่ สง่ิ ของตา่ งๆ ท่ีไม่
สามารถช้ไี ด้ชัดเจนว่า สถานที่ ส่ิงของ หรือเหตุการณน์ ัน้ เกดิ ขึ้น วันเวลาใด ใครเป็นผู้เกี่ยวขอ้ ง
ลกั ษณะของนิทานพ้นื บ้าน คอื เร่ืองเลา่ ท่ีเล่าตอ่ กันมาชา้ นาน โดยใช้ถอ้ ยคำธรรมดาหรอื ภาษา
ชาวบ้าน มลี กั ษณะเป็นร้อยแก้วไมเ่ ป็นร้อยกรอง และไมป่ รากฏวา่ ผู้เล่าด้ังเดมิ เป็นใคร เปน็ เพยี งการเล่า
ตอ่ ๆ กันมาเปน็ ทอดๆ ผู้เลา่ ก็ไม่ถือว่าเรื่องท่ีเลา่ น้นั เปน็ เรอ่ื งจรงิ แต่อยา่ งไร ภายหลงั มผี ู้เขียนข้ึนแต่กเ็ ขียนข้นึ
ตามเค้าเดิมทเ่ี ล่ากันปากต่อปาก
นิทานพ้นื บ้านเปน็ วรรณกรรมมขุ ปาฐะทีเ่ ล่าสบื ต่อกนั มาเป็นเวลาชา้ นาน ตัง้ แตอ่ ดีตจนถึงปจั จุบนั
และบางเรื่องก็แพร่กระจายกวา้ งขวางไป เมื่อนิทานตกไปอยยู่ ังท้องถนิ่ แถบใดกจ็ ะมีการปรบั เรอื่ งให้เขา้ กับ
สง่ิ แวดลอ้ มของแถบนั้น แตล่ ะท้องถิน่ ตา่ งก็มีขนบธรรมเนียมประเพณี สุภาษติ คา่ นิยม ความเชือ่ และจริยธรรม
เป็นของตนเอง แตก่ จ็ ะมีลกั ษณะท่ีเหมอื นกนั ในบางเร่ือง เช่น สภาพความเป็นมนุษย์ ที่มีรกั มีเกลยี ด มีตลก มเี ศร้า
มีดี มีช่วั มีโง่ มีฉลาด ลกั ษณะ เหล่านส้ี ืบทอดกนั มานานแสนนาน และปรากฏใหเ้ หน็ เสมอจากนทิ านพนื้ บา้ น
ดังนัน้ การศึกษานิทานพนื้ บ้าน ทำใหเ้ ราเข้าใจอดตี เพื่อใชเ้ ปน็ แนวสร้างสรรค์ปัจจุบันและอนาคต นอกจากนนี้ ิทาน
พ้นื บ้านยังมีคณุ ค่าในด้านใหค้ วามเพลิดเพลิน ตลอดจนปลูกฝงั คุณธรรมแกส่ งั คมอกี ด้วยการเล่านิทานประกอบไป
ด้วยผู้เล่านทิ าน ผ้ฟู ังนทิ าน เนื้อหานิทาน และปรบิ ททางสังคมและวัฒนธรรม ซ่งึ การเล่านิทานพื้นบ้านนนั้ ผู้เล่า
มักจะไม่ใช้อปุ กรณ์ใด ๆ นิทานแต่ละเรอ่ื ง หรอื แมก้ ระท่งั เร่ืองเดียวกนั จะมีรายละเอยี ดของนิทำนแตกตำ่ งกนั
19
เนื่องจากผูเ้ ล่านิทานเรอื่ งราวได้ไม่เหมือนกัน แตล่ ะคนมีลลี าในการเล่านิทานแตกต่างกนั ไป บางคนชอบพรรณนา
รายละเอียด บางคนชอบรวบรดั บางคนชอบเล่าให้แปลก บางคนชอบเล่าเรยี บๆผเู้ ล่าบางคนอาจจาเรอ่ื งบางตอนท่ี
ตนฟังมาไม่ได้ ก็ข้ามเน้ือความตอนท่ีลืมเสีย หรือแตง่ ใหมเ่ พมิ่ เติม ผู้ฟงั นิทานก็มีสว่ นทำใหเ้ รอ่ื งราวของนิทาน
แตกต่างกันออกไป นิทานเร่ืองเดยี วกนั เล่าให้เด็ก ผใู้ หญ่ ผู้ชาย หรอื ผหู้ ญิงฟัง ผู้เลา่ จะปรบั เร่ืองใหเ้ หมาะสมกบั
ผูฟ้ งั เรือ่ งของนิทานก็อาจแตกตา่ งกนั นอกจากน้ีความสนใจของผู้ฟงั ขณะทฟี่ งั ก็มสี ว่ นสำคญั ถา้ ผฟู้ ังแสดงความ
สนใจด้วยการตงั้ ใจฟงั มีสหี น้าทา่ ทางพอใจ ซกั ถาม ก็อาจมีสว่ นทำให้เรื่องทเี่ ล่ามีความยาวเพ่ิมข้ึนองค์ประกอบ
ของนิทานพื้นบ้านโดยทัว่ ไปประกอบด้วย โครงเรอ่ื ง แกน่ เร่ือง เน้อื หา ฉาก และตวั ละคร ตัวละครในนิทานพน้ื บา้ น
มีลกั ษณะแปลก และพสิ ดารกวา่ ตวั ละครในวรรณกรรมโดยทวั่ ๆ ไป ซง่ึ ตัวละครเหลา่ น้ี มพี ฤติกรรม เชน่ เดียวกับ
มนษุ ย์ มีรัก โลภ โกรธ หลง มดี ีมชี ว่ั รวมทั้งมีบทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบตรงข้ามกนั อยา่ งเดน่ ชัด เช่น โง
กบั ฉลาด โลภกบั ไมโ่ ลภ ขยนั หม่ันเพยี รกบั เกยี จคร้าน กตัญญูกบอกตญั ญู เป็นต้น ตัวละครในนิทานพ้นื บ้านมีชีวติ
จิตใจแบบมนษุ ย์ และแสดงพฤติกรรมทีแ่ ตกตา่ งกนั ดังนน้ั ผ้ทู ีไ่ ดฟ้ ังนทิ านจึงเทา่ กบั ไดม้ ีโอกาสเรยี นรูล้ ักษณะมนุษย์
การเรยี นรู้เก่ยี วกบั อปุ สรรคต่าง ๆตลอดจนการเอาชนะอุปสรรคของตัวละครก็ช่วยใหไ้ ด้เรียนรู้เร่อื งชีวติ มากขนึ้
สามารถอดทน มคี วามเพียรพยายามเพื่อหาทางเอาชนะเม่ือต้องเผชิญอปุ สรรคในชวี ติ ตัวละครในนิทานพ้ืนบ้าน
ย่อมแสดงบทบาทและหนา้ ท่ีตามสถานภาพของตน ดังนนั้ ตัวละครในนทิ านพน้ื บา้ นจงึ เปน็ ตวั ช้แี นะสำหรบั ผู้คนใน
สงั คม เช่น บดิ ามารดาต้องเลี้ยงดูบุตร บตุ รต้องกตญั ญูต่อบิดามารดา ผู้นในสงั คมต้องยุติธรรม ผอู้ ย่ใู นปกครองต้อง
เคารพเชอ่ื ฟงั ผ้ปู กครองเปน็ ต้น นิทานพน้ื บ้านจึงเป็นการจำลองวถิ ชี วี ิตของคนในสงั คมตามความเชื่อ ค่านิยม
ขนบธรรมเนียมประเพณี และ
วฒั นธรรมของท้องถนิ่ น้ัน ๆ อันจะเป็นประโยชนส์ ำหรบั ผ้ฟู ังนิทาน และผ้ศู ึกษานทิ านเป็นอยา่ งย่ิง ผูว้ จิ ัยสนใจ
ศึกษาตัวละครในนิทานพื้นบ้าน อำเภอคลองใหญ่ จงั หวัดตราด ดว้ ยเหน็ วา่ พืน้ ทส่ี ่วนใหญข่ องอำเภอนเี้ ป็นแนว
ชายแดนระหว่างประเทศไทยกบั ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยกัมพชู า และเปน็ แหล่งวัฒนธรรมผสมระหวา่ ง
ไทย กัมพชู า และเวยี ดนาม ปัจจบุ ันนชี้ าว อำเภอคลองใหญ่ จังหวดั ตราด ยงั นยิ มเลา่ นทิ านเป็นอย่างยงิ่ นิทานใน
ทอ้ งถ่ินนีจ้ ึงมีอยู่มากมายหลายประเภท วิทยากรผใู้ ห้ข้อมลู นทิ านสว่ นใหญ่มักเปน็ ผสู้ ูงอายุ และมีจำนวนนอ้ ยลงทุก
ที ผ้วู ิจัยจึงเหน็ ว่าการศึกษา และการวิเคราะห์นิทานพื้นบา้ น อำเภอคลองใหญจ่ ังหวดั ตราด
จะมีคุณคา่ เป็นอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นวิถีการดำเนินชีวิต และเป็นการสร้างความภาคภูมใิ จในภมู ปิ ัญญา
ชาวบา้ น ตลอดจนเป็นการอนุรกั ษ์ และเผยแพรม่ รดกทางวฒั นธรรมของชาติ
20
ตวั อย่างนทิ านพ้นื บ้านจงั หวัดตราด
ตำนานแหลมงอบ เกาะช้าง
ตำนานของแหลมงอบตำนานแรก ไดเ้ ล่าวา่ มีหญิงชราคนหน่งึ ชือ่ ยายม่อม มคี อกควายอยทู่ ่ีสลักคอก วนั
หนง่ึ ควายของยายม่อมได้หายไป ยายมอ่ มจึงออกตามหาควาย และได้จมนำ้ ทะเลตายกลายเปน็ โขดหินชื่อ ยายม่
อม สว่ นงอบของยายม่อมกลายเป็นแหลมงอบ ควายของยายม่อมกลายเปน็ โขดหนิ เล็ก ๆ เชน่ กัน สว่ นตำนานของ
เกาะชา้ งตำนานแรก เลา่ ว่า เดิมเกาะนมี้ ีเสืออยู่ ในสมัยรชั กาลท่ี 4 มีชาวญวนคนหน่ึงชื่อ องคโ์ ด้ ไดท้ ำพิธขี วา้ ง
ก้อนหินลงไปในทะเลและสาบวา่ ถา้ หนิ นี้ไม่ผุดข้นึ มาให้คนเห็น เกาะชา้ งจะไม่มเี สอื อกี ต่อไป เกาะช้างจงึ ไม่มเี สือมา
จนทุกวนั น้ี นิทานเร่ืองนี้ นายตน้ิ ทเ่ี ป็นคนท่ีอยู่เกาะช้างไดเ้ ล่าถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว
และได้รบั พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวง ตน้ สกุล สลกั เพชร นอกจากนีย้ ัง มีตำนานแหลมงอบ เกาะชา้ ง ซึ่งมี
ผเู้ ขียนไว้อีกวา่ มีความเก่ียวข้องกบั ช่ือของหมูเ่ กาะช้าง ช่อื สถานท่ี และเหตุทีเ่ กาะชา้ งไม่มีช้าง มอี ยสู่ มยั หนง่ึ พระ
โพธิสตั วไ์ ด้สร้างตำหนกั เล้ยี งช้างอย่ทู ่เี กาะช้าง มชี า้ งพลายอยูเ่ ชอื กหนึ่งเป็นจ่าโขลง มีช่ือว่า อ้ายเพชร และมีสอง
ตายายคอยเลี้ยงดู ตาชอ่ื ตาบ๋าย ยายชอื่ ยายมอ่ ม วันหนึ่ง อา้ ยเพชรจ่าโขลงเกดิ ตกมนั เตลดิ เข้าในปา่ ไปผสมพนั ธ์ุ
กบั นางช้างปา่ ตกลูกมา 3 เชือก เม่ือพระโพธิสตั ว์รู้เรื่องเขา้ จึงไดท้ รงสง่ั ให้ตายายตดิ ตามหาอ้ายเพชร โดยใหต้ าไป
ทางหนึง่ ยายไปอีกทางหนงึ่ อ้ายเพชรหนไี ปจนสดุ เกาะด้านเหนือจงึ วา่ ยน้ำมาข้ึนฝัง่ ซง่ึ ปัจจุบนั น้เี รยี กวา่ บ้าน
21
ธรรมชาติ สว่ นลูกท้ังสามท่ีตามมาดว้ ย ว่ายนำ้ ยงั ไม่เป็น จึงจมนำ้ ตายแล้วกลายเป็นหิน 3 กอง อยู่บริเวณอ่าวคลอง
สน จนชาวบา้ นพากนั ว่า “หินช้างสามลูก” ในขณะทอ่ี ้ายเพชรว่ายนำ้ ไปถึงกลางร่องทะเลลึก ไดถ้ า่ ยมลู ทิ้งไว้
กลายเปน็ กองหนิ อยู่ตรงนัน้ เรียกว่า “หนิ ขช้ี ้าง” ปัจจบุ ันมีประภาคารบนหนิ กองนี้ เมื่อสามารถขึ้นฝงั่ ได้แล้ว อา้ ย
เพชรไดเ้ ดนิ เลยี บไปตามชายฝ่ังทศิ ใต้ ตาบ๋ายเห็นว่าไปไกลแลว้ ตามไปไม่ทันจงึ เดินทางกลับ ปลอ่ ยให้ยายตดิ ตามไป
ผู้เดียว ยายม่อมตามไปจนทนั ชา้ งขึ้นฝั่งแตไ่ มก่ ลา้ เข้าไปในป่าเพราะกลัววา่ สัตว์จะทำร้ายเอา ในท่ีสดุ ก็ตกลงไปใน
โคลนไมส่ ามารถข้ึนมาได้ จนถงึ แก่ความตายอยตู่ รงนัน้ เอง รา่ งกายของแกกลายเป็นหนิ อยตู่ รงน้ัน ชาวบ้านจงึ พา
กนั เรยี กวา่ “หินยายม่อม” ส่วนงอบทส่ี วมไว้ไดห้ ลุดลอยไปติดอยทู่ ่ีปลายแหลม และกลายเปน็ หิน ชาวบ้านเรยี กว่า
“แหลมงอบ” ตรงบริเวณที่ตั้งประภาคารในปัจจุบนั นี้ ซงึ่ เป็นช่ือท่ีไดจ้ ากงอบของยายม่อมท่ีลอยไปติดชายฝ่ัง
นนั่ เอง เม่ือพระโพธิสัตว์ทราบวา่ อ้ายเพชรมุง่ หน้าไปทางทศิ ใต้ จึงเขา้ ใจวา่ อ้ายเพชรจะตอ้ งไปที่เกาะอีก จงึ เกณฑ์
คนใหท้ ำคอกดักไวจ้ นเกอื บถึงท้ายเกาะดา้ นใต้ ชาวบา้ นจงึ เรียกบรเิ วณแถบน้วี ่า “บ้านคอก” และเกาะซ่ึงเกิดจาก
ล่มิ และสลักที่ทำคอกน้ัน เรยี กวา่ “เกาะลม่ิ ” “เกาะสลกั ” ส่วนมากจะเรียกรวมกนั วา่ “บา้ นสลกั คอก” ฝา่ ยอ้าย
เพชรน้ัน เมอื่ เดินเลยี บชายฝ่ังมาจนถึงท้ายเกาะ ก็ข้ามไปยงั เกาะตามท่ีคาดไว้ พอวา่ ยนำ้ ไปได้สักคร่หู นง่ึ กถ็ ่าย
ออกมากลายเปน็ “หนิ กอง” ทกุ วนั นี้นำ้ ในบรเิ วณนนั้ ลึกมาก แตไ่ มไ่ ดเ้ ปน็ เสน้ ทางเดนิ เรือ จึงไม่ได้มีการสรา้ ง
ประภาคารขนึ้ ทีบ่ ริเวณนี้ เม่ืออา้ ยเพชรไปถึงแลว้ แทนทจ่ี ะเขา้ คอกไป กลบั เดินเลียบฝง่ั อ้อมแหลมเข้าไปทางอ่าว
ดา้ นนอก พระโพธสิ ัตว์จงึ ได้สงั่ ให้คนไปชว่ ยกนั สกดั ให้กลับมาเข้าคอก ชาวบา้ นจึงเรยี กที่ ๆ ไปสกดั ขา้ งนวี้ ่าไปสลัก
หนา้ และเรียกหมู่บ้านบรเิ วณนี้ว่า “บา้ นสลกั เพชร” ซงึ่ หมายถึง สลักหน้าอา้ ยเพชร โดยเหตทุ ่เี กดิ ความย่งุ ยากนี้
พระโพธสิ ัตวจ์ งึ ฝงั อาถรรพ์ไว้ตามเกาะตา่ ง ๆ มิใหช้ ้างอาศัยอยอู่ ีกต่อไป นับแตน่ นั้ มา เกาะตา่ ง ๆ จึงไม่มชี ้างอาศยั
อยู่จนปจั จบุ นั น้ี
นทิ านเรื่อง ไอ้ประเสรฐิ แสดงใหเ้ ห็นถงึ ความรักที่บริสุทธ์ิ เปน็ ความรักอันยง่ิ ใหญข่ องมารดาทม่ี ีติ่บตุ ร
โดยยอมสละชีวติ ของตนเองเพ่อื ไมต่ ้องการให้บตุ รของตนเองทำบาปที่รา้ ยอรงเพราะเข้าใจผิดว่าบตุ รจะฆ่าตน
นทิ านกล่าวว่า...ลกู เอย๋ บาปจรงิ ๆแม่ไม่อยากใหล้ ูกต้องเป็นบาปเลยแม่กค็ ดิ วา่ แม่ช่างมกี รรมซะจริงๆ มี
กรรมท่ีลูกไมเ่ หน็ ความดขี องแม่ ถ้าอยู่ต่อไปลูกคงต้องทำบาปมากกว่านี้ คิดแลว้ แม่ก็หนั หลงั ว่ิงไม่ยอมทจ่ี ะให้ลกู ทำ
ร้ายอกี ไม่ยอมทจี่ ะให้ลูกฆ่าเพ่ือเป็นบาปอันหนกั แกล่ ูก
ผเู้ ล่า พระสมหุ บ์ ญุ มา ฐิตปญุ โญ
22
ตำนานพน้ื บา้ นจังหวัดตราด
ตำนานพ้นื บา้ น เป็นคตชิ น (folklore) ยุคปจั จบุ นั รปู แบบหนึง่ ประกอบด้วยเร่ืองทีผ่ ้เู ล่าอาจเช่อื วา่ จริง
หรอื ไม่จรงิ เฉกเช่นเดียวกบั คติชนและปกรณัม (mythology) ตำนานพื้นบ้านไม่ได้มุ่งหมายท่คี วามถูกต้องแท้จรงิ
ของเน้ือหา เพียงแต่ไดไ้ ขเร่ืองราวนนั้ ใหแ้ พร่หลาย ฉะนนั้ เนื้อหาจงึ มีลกั ษณะเปล่ียนแปลงผกผนั ได้เป็นระยะ ๆ แต่
ก็มีความสำคญั บางประการที่จงู ใจใหช้ ุมชนรักษาและถ่ายทอดเร่ืองน้ันต่อ ๆ ไป แมใ้ นภาษาองั กฤษเรียก "urban"
ซงึ่ หมายถึง ชุมชนเมือง แต่ก็ไมจ่ ำเป็นว่าเรื่องราวจะต้องเกิดในชมุ ชนเมอื งเสมอไป ทใ่ี ช้คำเชน่ นั้นกเ็ พื่อใหต้ า่ งกับ
คติชนด้ังเดมิ ในยุคกอ่ นอตุ สาหกรรมเท่านัน้ ดว้ ยเหตุผลน้ี นักสังคมวิทยากบั นกั คติชนวิทยาจงึ พอใจจะเรียก
ตำนานพ้ืนบา้ นว่า "ตำนานรว่ มสมยั " มากกว่า
ตำนานพื้นบ้านน้ันบางทกี ็เลา่ ซำ้ ๆ กนั ในรปู แบบรายงานข่าว และในชว่ งหลัง ๆ มกั แพรห่ ลายในรูปแบบ
ไปรษณยี ์อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ผู้คนมักอ้างวา่ เรื่องราวท่โี จษจนั กันนน้ั เกิดข้ึนแก่เพือ่ นของเพื่อน เมอ่ื เล่าตำนานพื้นบา้ นก็
จึงมักอ้างถึง "เพือ่ นของเพ่ือน" (หรอื ทีใ่ นภาษาไทยแต่โบราณว่า "กิร ดังไดส้ ดบั มา")
แมเ้ วลาผ่านไปหลายปี ตำนานพน้ื บา้ นบางเร่อื งเปลี่ยนแปลงไปน้อยมากก็มี เชน่ เรื่องหญิงถกู แมงมุมซ่งึ ทำรัง
อยู่ในทรงผมของนางฆ่าตาย ตำนานพน้ื บา้ นในระยะหลงั ๆ มักสะทอ้ นพฤติการณ์สมัยใหม่ขึ้น เชน่ เรื่องปลน้ ไต
ความว่า มคี นถูกดักทำรา้ ย โปะยาสลบ พอตน่ื ขน้ึ มาก็พบว่าไตหายไปข้างหน่งึ เพราะถกู ลักไปใชป้ ลกู ถา่ ยใหแ้ ก่
ผอู้ ืน่ เปน็ ตน้
ตำนานเขาสมงิ อำเภอเขาสมงิ จังหวัดตราด
เขาสมิง ปจั จุบนั เปน็ ชื่อของอำเภอหนึ่งในจังหวัดตราด อำเภอเขาสมงิ ตง้ั อยู่ทางทิศเหนือของตัวจังหวดั หาก
เดินทางไปเมอื งตราดจะต้องผา่ นอำเภอเขาสมิงนี้ก่อน ช่อื เขาสมงิ เปน็ ภูเขาเลก็ ๆ ลูกหนึง่ ซงึ่ อยูห่ ่างตัวอำเภอราว ๓
กิโลเมตร
23
เรอื่ งน้กี เ็ หมือนตำนานอ่นื ๆ ท่ีคนเลา่ ต่างยนื ยนั ว่ามนั เป็นเรื่องจริง เรอื่ งมอี ยูว่ า่ มชี ายคนหน่งึ (ชื่อของเขาหลน่
หายไปตามกาลเวลา คอื ไมท่ ราบแลว้ ว่าช่ืออะไร) เขามเี ร่อื งขัดใจกับเพื่อนบา้ น เขาคิดจะล้างแคน้ เพื่อนของเขา เขา
เป็นคนที่เรยี นวิชาอาคม เขามีสิ่งหนง่ึ ทีเ่ รียกกนั วา่ นำ้ มนั สมิง สมิงคือเสือทส่ี ามารถกลายร่างเป็นคนได้ คอื จะแปลง
ร่างเปน็ คนเพื่อหลอกพรานปา่ ใหล้ งมาจากการนงั่ หา้ งบนทีส่ งู เพ่ีอจับกนิ เปน็ อาหาร เสอื สมงิ สามารถแปลงกายได้
หลายแบบ ท้งั เดก็ ผชู้ าย ผู้หญิง และบางครั้งแปลงเป็นพระธุดงค์ก็ยังไดต้ ามแตม่ นั จะต้องการ ท่มี นั สามารถกลาย
รา่ งเปน็ คนไดน้ ั้นเชื่อกันวา่ เกิดจากการทมี่ นั เปน็ เสือทีด่ รุ า้ ยและฆ่าคนเปน็ อาหารจำนวนมาก วิญญาณมนษุ ยจ์ งึ เข้า
สงิ และยง่ิ มันได้กินคนเปน็ จำนวนมากพลงั อำนาจของมนั ก็จะมากขน้ึ กลับมาเข้าเร่ืองกันดีกวา่ นำ้ มนั สมิงท่ีวา่ น้นั
เม่ือเขานำมาทาตวั เขาจะกลายรา่ งเป็นเสือสมิงในทนั ที และการจะคืนร่างเป็นคนดงั เดิมได้เขาจะต้องอาบนำ้ มนต์ที่
เขาต้องปลุกเสกเตรียมไว้ เขาคิดจะกลายรา่ งเป็นสมิง เพือ่ ไปลา้ งแค้น แต่ถ้าเขาอยู่ในสภาพของเสอื เขาคงไม่
สามารถอาบนำ้ มนตเ์ องเพอ่ื กลายร่างเป็นคนได้ ดังน้นั หลงั ปลุกเสกนำ้ มนตเ์ สร็จ เขาจึงนำมันไปใหภ้ รรยาของเขา
และบอกว่าหากเห็นเสือตวั หนง่ึ เดินเขา้ มาหา ให้เอาน้ำมนตน์ ีร้ าดทีต่ ัวเสอื นั้นเมื่อจดั การทุกอย่างเรยี บรอ้ ย เขาก็
เอานำ้ มันสมิงทาตวั กลายร่างเปน็ สมิงสมใจและเมือ่ แก้แคน้ ไดส้ ำเร็จ เขากก็ ลบั ไปหาภรรยา เพื่อจะได้กลายรา่ งเป็น
คนดังเดมิ ข้างฝ่ายภรรยา เม่ือเห็นเสีอก็นกึ ถึงคำท่สี ามไี ดส้ ั่งไว้จึงหยิบขันน้ำมนตม์ าถือ แต่อาจเปน็ ทส่ี มิงตนน้ันมี
ขนาดทใ่ี หญ่มาก จึงเกดิ ความกลวั มอื ไมส้ ่ันจนขนั น้ำมนตห์ ลุดมอื ไปครบั สรปุ ไดว้ า่ เวรกรรมตามทัน สมงิ ไม่อาจ
กลบั คนื มาเปน็ คนได้ และดว้ ยความเสยี ใจ มนั รอ้ งไห้จนตายกลายเปน็ เขาสมิงท่เี ปน็ ช่อื เรียกกนั มาจนทุกวันน้ี
สว่ นอกี เรือ่ งหนึ่งท่นี ิยมเล่าสืบต่อกันมาในหมู่ผู้อยูอ่ าศัย คือในดนิ แดนไกลโพน้ เลยจากทิวเขาเหยียดยาวท่กี ั้น
ดนิ แดนไทยและขอมออกจากกัน มีชายหนุม่ เช้อื ชาตขิ อมคนหนง่ึ ชอ่ื สมงิ ได้รำ่ เรยี นวิชาอาคมจนแก่กล้า และเพอ่ื
ทดลองวิชาที่ได้รำ่ เรยี นมาจงึ เดนิ ทางข้ามเขาสูงผา่ นป่าดงดิบทบ่ี างตอนแสงตะวันไม่อาจส่องถงึ ลัดเลาะหนองน้ำ
กวา้ งใหญ่ จนวนั หนึง่ ไดม้ าพบกับเสอื โคร่งที่กินคนมาแลว้ มากมาย อาคมของสมงิ ใด ๆ ไม่สามารถสะกดมันได้ จงึ
เป็นครั้งแรกทส่ี มิงพา่ ยแพ้ แม้รา่ ยกายของเขาจะยบั เยบิ ภายใตค้ มเขี้ยว แต่วญิ ญาณอนั กลา้ แข็งของสมงิ ทำให้
ครอบงำวญิ ญาณเสือร้ายน้ันได้ในที่สุด คงความเป็นอมตะอยใู่ นรา่ งกายของเสือตัวน้ัน ทกุ ข์ทนเหงาอยูใ่ นป่าลกึ
24
จงึ ร่อนเร่รอนแรมเพ่ือหาเพื่อนมนษุ ย์ ทว่าดงั ต้องคำสาป มนษุ ย์ทีพ่ านพบในป่าทึบกลบั ถูกเขากินเพ่ือสงั เวยความ
หิว ในทส่ี ดุ สมงิ กไ็ ด้เดินทางถงึ ฝัง่ นำ้ เขียว ดลู ึกล้ำ ที่ฝง่ั ตรงข้ามเป็นหมูบ่ า้ นเลก็ ๆ มเี รือกสวนไรน่ า มสี วนดอกไม้
สีสันสดใส และมีผูค้ นท่เี ปน็ มิตร ตรงข้ามกับฝัง่ ทสี่ มิงอาศยั อยู่ ซึ่งมแี ตป่ า่ ทึบและเสียงสัตวก์ รู่ ้องคำรามหาเหย่ือใน
ยามค่ำคนื สมิงจึงเดนิ ทางขา้ มเถาสะบ้าใหญ่ท่ีทอดตวั ข้ามฝ่ังคลอง ปรากฏตวั ทรี่ ิมลานนวดขา้ ว ในคืนทีแ่ สงจันทร์
สอ่ งสวา่ ง ดว้ ยรปู ลกั ษณ์ของชายหน่มุ รูปงามในชดุ สดี ำ มผี า้ ขาวมา้ คาดพุง ถือไต้อนั ใหญไ่ ว้ในมอื พวกชาวบา้ น
ตอ้ นรบั สมิงอย่างอบอนุ่ ในวงเหลา้ และมีคนสังเกตเห็นวา่ สมิงวางไต้ทด่ี บั แล้วไว้ขา้ งตวั ตลอดเวลา แม้ในยามท่ี
ออกไปรำวงรอบลานนวดขา้ ว เขาก็ไมล่ มื ควา้ ไตข้ ดั ไว้ใตผ้ า้ ขาวม้าทีค่ าดพุงอยู่ ตกดึกทุกคนหลบั ใหล สมิงจึงไดจ้ าก
ไป ร่างในชดุ ดำไร้เงาจากแสงแห่งแสงเดอื น สมิงไมม่ ีเงา เขาตอ้ งถือส่งิ ใดสง่ิ หน่ึงเสมอเม่ือมาปรากฏตัวท่ีหมบู่ ้าน
บางครัง้ เสยี งหัวเราะของเขาดังกระหม่ึ เกนิ เสยี งคน บางครั้งมีกลิ่นสาบรนุ แรงเม่ือเขาเคล่ือนไหว สมงิ ต้องเดนิ ข้าม
เถาสะบ้า ไมม่ เี รือเหมือนคนอื่น และไม่เคยมใี ครเห็นบ้านของสมิงที่ฟากโน้น ชาวบา้ นทกุ คนตระหนกั ในความผิด
ปกติ แต่ทุกคนก็ชอบสมงิ
ตง้ั แตส่ มิงมาทีห่ มบู่ ้านนี้ พชื พนั ธ์ธุ ัญญาหารไดผ้ ลดกี ว่าทเี่ คย บางปมี ฝี นตกหนักน้ำป่าหลาก สมงิ
จะเตอื นชาวบา้ นให้รลู้ ่วงหนา้ บางปแี ล้งสมิงจะคอยบอกให้เตรยี มกักเก็บนำ้ ไวใ้ หม้ ากเป็นพิเศษ สมิงห่วงใย
ชาวบ้านเหมือนเปน็ ครอบครวั เดยี วกนั แต่เขากำชบั ว่าหา้ มตดั เถาสะบ้าใหญ่เดด็ ขาด ถ้าฝ่าฝนื สมิงจะโกรธมากและ
จะไม่กลบั มาหาอกี วนั หนึง่ มีส่งิ แปลกใหม่ลว่ งล้ำเข้ามาในคลองนำ้ ลึกแหง่ น้ี มันคือเรือสำเภาท่นี ำสินคา้ ไปขายที่
หมบู่ า้ นใหญข่ า้ งบน เสากระโดงเรอื ติดเถาสะบา้ คนบนเรอื สำเภาจึงช่วยกนั ตดั เถาสะบา้ จนขาดเพื่อใหเ้ รือผา่ นไป
ไดก้ ่อนคำ่ ทนั ทที่ ี่เถาสะบา้ ขาด รอบขา้ งมืดลงอย่างรวดเร็ว ลมไมพ่ ัดใบไมไ้ มไ่ หว ทุกสงิ่ น่ิงสงดั และแลว้ ก็มเี สยี ง
คำรามกระห่ึมในลำคอคอ่ ย ๆ ดงั ขึน้ ๆ พร้อมกบั ลมทีก่ ่อตวั แรงขึ้น พัดจนเสากระโดงเรือโอนเอน พัดนำ้ ในคลอง
เปน็ คลน่ื กระฉอกจนเรอื ใหญ่ส่ายไหวอย่างรนุ แรง นำ้ ถกู หอบเป็นคลนื่ สูง ซัดสาดลำเรือและผคู้ นบนน้ัน สายฝน
กระหน่ำเป็นมา่ นขาวหนาทึบในความมืดมดิ เสยี งลมฝนและนำ้ ในลำคลองคำรามก้องทอ้ งทงุ่ เช้าวนั รงุ่ ขึน้ นำ้ ใน
คลองนงิ่ สนทิ ไรร้ ่องรอยพายุรา้ ย ไม่มเี รือสำเภา ไม่มซี ากศพ ไม่มอี ะไรแปลกปลอม ไม่มี...สมงิ มแี ต่เพยี งเสียง
คำรามตำ่ อย่างแผว่ โหยแว่วมาจากป่าทึบฟากโน้น ชาวบ้านตา่ งรกั และอาลัย สมิง ชายหนุ่มรูปงาม คนทไ่ี ม่มีเงา ไม่
เคยปรากฏตัวในตอนกลางวนั และไร้บ้าน จึงช่วยกันสร้างศาลหลังเล็ก ๆ บนตล่งิ สูง และทำพิธีบวงสรวงเชิญ
วิญญาณสมงิ ให้สิงสถิตอยู่ ณ ทีแ่ หง่ นี้
25
วรรณกรรมพืน้ บ้านจงั หวดั ตราด
วรรณกรรมพ้นื บ้าน หมายถงึ ผลงานที่เกิดข้ึนจากการใช้ภาษาโดยการพูดและการเขยี นของกลุ่มชนในแต่ละ
ท้องถนิ่ เช่น วรรณกรรมพ้ืนบ้านภาคเหนอื วรรณกรรมพืน้ บา้ นภาคอีสาน วรรณกรรมพ้ืนบ้านภาคใต้ เป็นต้น ซ่ึง
ในแต่ละท้องถน่ิ ก็จะใช้ภาษาพื้นบ้านในการถ่ายทอดเปน็ เอกลักษณ์
วรรณกรรมท่ีส่อื เรือ่ งราวด้านต่างๆ ของท้องถน่ิ ใดท้องถน่ิ หนง่ึ โดยเฉพาะ เชน่ จารีตประเพณี ชีวิตความ
เป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจและสังคม ทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนความเชื่อต่างๆ ของบรรพบุรษุ อนั เปน็ พ้ืนฐานของ
ความคิดและพฤตกิ รรมของคนในปจั จุบนั
ลกั ษณะของวรรณกรรมพ้นื บ้าน
1. เป็นมรดกทางวัฒนธรรมท่สี บื ทอดกนั มาจากมขุ ปาฐะ คือ เป็นการเลา่ สบื ตอ่ กนั มาจากปากตอ่ ปากและ
แพร่หลายกนั อยใู่ นกล่มุ ชนท้องถ่ิน
2. เปน็ แหลง่ ข้อมลู ทบี่ นั ทึกข้อมูลดา้ นขนบธรรมเนยี มประเพณีของกลุ่มชนท้องถน่ิ อันเป็นแบบฉบบั ให้คนยุค
ต่อมาเช่ือถือและปฏบิ ตั ติ าม
3. มกั ไม่ปรากฏชือ่ ผู้แต่ง เพราะเป็นเรอ่ื งท่บี อกเล่าสบื ต่อกนั มาจากปากต่อปาก
4. ใชภ้ าษาท้องถิ่น ลักษณะถ้อยคำเปน็ คำง่ายๆ ส่อื ความหมายตรงไปตรงมา
5. สนองความต้องการของกลุม่ ชนในท้องถิ่น เช่น
1. เพอื่ ความบันเทงิ
2. เพอ่ื อธิบายส่ิงท่ีคนในสมัยน้นั ยังไมเ่ ข้าใจ
3. เพอ่ื สอนจริยธรรมขนบธรรมเนยี มประเพณีและพฤติกรรมด้านต่างๆ
26
วรรรณกรรมพื้นบ้านของจังหวัดตราด
หนงั ตะลุง
ตัวหนงั ตะลงุ จังหวัดตราดมขี นาดใกล้เคียงกบั ตวั หนังตะลุงภาคใต้ ตวั หนงั ตะลงุ ทำด้วยหนังสัตว์ เชน่
โค กระบอื เสือ ฯลฯ ท่เี สยี ชวี ติ ยกเวน้ ตวั ฤๅษตี อ้ งทำดว้ ยหนังเสือเท่านัน้ ในสมัยก่อนการสรา้ งตัวหนังตะลุงต้อง
ใหผ้ ทู้ ม่ี คี วามร้วู รรณคดีและมีความสามารถทางศิลปะเป็นผู้วาดตัว หนังเปน็ ลายเส้นลงบนกระดาษ แล้วนำ
กระดาษมาปดิ ทับบนหนงั สตั ว์ท่ตี ากแหง้ อย่างดี จากน้นั ใชอ้ ปุ กรณ์ท่ีออกแบบโดยเฉพาะเจาะแผน่ หนงั ใหเ้ ปน็ ช่อง
หรอื เป็นรขู นาดเล็กบา้ งใหญ่บ้าง ตามลวดลายของลายเสน้ ท่วี าดไว้ ทาสีธรรมชาติ เชน่ สีดำและสีทอง
นำไม้ไผ่ผา่ ซกี คบี ไวเ้ พื่อทำให้ตวั หนังคงรปู สว่ นดา้ มไม้ไผ่ผู้เชิดใชจ้ ับเชิด ความสงู ตัวหนังเฉลย่ี 120–
150 เซนติเมตร การสร้างตัวหนังใหส้ วยงามเป็นงานที่ยุ่งยากพอสมควรในสมยั นัน้ เพราะตอ้ งคนที่มีความรู้ทาง
วรรณคดีและมีความสามารถวาดภาพลายเส้นสวยงามซ่ึงในจงั หวัดตราดมีไม่มาก
ตวั หนงั ตะลุงจังหวดั ตราด
เมื่อวเิ คราะหพ์ บว่ากรรมวธิ กี ารสรา้ งตวั หนงั ตะลุงจังหวดั ตราดนั้นคลา้ ยกับภาคใต้ ดังข้อความจาก
หนังสือความรู้เร่ือง "หนงั ตะลุง" อนสุ รณ์งานพระราชทางเพลงิ ศพ อาจารย์พว่ ง บษุ รารตั น์ ๑๓ มิถนุ ายน
๒๕๔ ซึ่งกลา่ วถงึ ข้ันตอนการสร้างตัวหนังตะลุงภาคใต้ ดังน้ี
การแกะรปู หนงั สำหรับเชิดหนังให้เดน่ ทางรปู ทรงและสสี นั เมื่อทาบกับจอผ้าแสงไฟช่วยใหเ้ กิดเงาดเู ดน่
และสะดดุ ตา กรรมวธิ แี กะรูปหนงั แบบพ้นื บา้ นนำหนังววั หนังควายมาฟอก ขูดให้เกล้ยี งเกลา หนังสัตว์ชนิดอนื่ ก็
นิยมใช้บ้าง เช่น หนงั เสอื ใชแ้ กะรปู ฤๅษีประจำโรงเป็นเจา้ แผง
ในปจั จุบนั รูปหนงั แกะจากหนังววั อย่างเดยี ว ซอ้ื หนงั จากรา้ นคา้ ที่ฟอกสำเร็จรูปอยแู่ ลว้ ทั้งสามารถเลือกหนังหนา
บางไดต้ ามความต้องการ นายช่างวางหนงั ลงบนพืน้ เขียงท่ีมีขนาดใหญ่ ใชเ้ หลก็ ปลายแหลมวาดโครงร่างและ
รายละเอียดของรูปตามท่ีต้องการลงบนผืนหนัง ใชแ้ ทง่ เหลก็ กลมปลายเปน็ รคู มเรยี กว่า"ตุ๊ดตู่"ตอกลายเป็นแนว
27
ตามท่ใี ช้เหลก็ แหลมร่างไว้ สว่ นรมิ นอกหรือสว่ นทเี่ ปน็ มุมเป็นเหลย่ี มและกนกลวดลายอนั ออ่ นชอ้ ยตอ้ งใชม้ ีดปลาย
แหลมคมยาวประมาณ 2 นวิ้ มดี า้ มกลมรี พอจับถนดั มือขุดแกะ ท้ังตุ๊ดตแู่ ละมีดขุดแกะมีหลายขนาด เมอื่ ทำ
ลวดลายตามที่รา่ งไว้เสร็จตดั ออกจากแผ่นหนังเรยี กว่ารปู หนัง รูปใดนายช่างเหน็ วา่ ไดส้ ัดสว่ นสวยงาม นายชา่ งจะ
เกบ็ ไวเ้ ป็นแม่แบบ เพียงแตะระบายสใี ห้แตกตา่ งกัน รูปทน่ี ิยมเก็บไวเ้ ปน็ แบบ มีรูปเจา้ เมือง นางเมือง รปู ยักษ์ รูป
วานร รูปพระเอก รปู นางเอก นำรปู แมแ่ บบมาทาบหนงั แกะไปตามรูปแม่แบบ ประหยดั เวลาและไดร้ ปู สวยงาม
ผลิตไดร้ วดเรว็ สีที่ใช้ระบายรปู หรือลงสีนิยมใช้นำ้ หมึก สยี ้อมผ้า สีย้อมขนม มสี แี ดง เหลอื ง แสด ชมพู มว่ ง เขยี ว
น้ำเงนิ และสีดำ ต้องผสมสีหรือละลายสใี หเ้ ข้มข้น ใช้พกู่ ันขนาดตา่ งๆ จมุ่ สีระบาย ตอ้ งระบายเหมอื นกันท้งั 2 หนา้
ระวงั ไม่ให้สีเปื้อนสีซมึ เข้าในเนื้อของหนังเร็ว ลบออกไมไ่ ด้
ช่างแกะรปู ต้องมีความรูป้ ระวตั ทิ ี่มาของรูป ศึกษาแบบของรปู จากรูปจริงและรูปภาพ การเปล่ียนอริ ิยาบถของรปู ได้
อยา่ งถูกต้อง การเบิกตาเบิกปากรูปต้องใช้เวทมนต์ประกอบดว้ ย ทสี่ ำคญั ตอ้ งมสี มาธอิ ยา่ งแนว่ แน่ เศษหนงั ทำเปน็
มือรูป รมิ ฝีปากลา่ ง อาวธุ ต่างๆ ใช้ร้อยมอื ใหต้ ดิ กนั เปน็ 3 ท่อน เพื่อใหม้ ือเคล่ือนไหวได้
เมอ่ื สแี หง้ สนทิ แลว้ ลงนำ้ มันยางใสเพื่อให้รปู เกิดเงาวาววับ เด๋ียวนี้หาน้ำมนั ยางไม่ได้ ใช้นำ้ มนั ชักเงา
แทน จากนน้ั ติดไม้ตับ ติดไม้มอื รูปท่ชี กั ปากไดต้ ดิ คันเบ็ดผูกเชือกชกั ปาก เป็นอนั ว่าเป็นรปู หนงั ท่สี มบูรณ์ ชา่ ง
แกะรูปหนัง นอกจากแกะจำหนา่ ยแกค่ ณะหนังตะลงุ แลว้ ยังแกะจำหนา่ ยท่ัวไป เพอื่ นำไปประดับประดา อาคาร
บา้ นเรือน ชาวต่างชาตินิยมกันมาก แตต่ ้องทำอยา่ งประณีต บรรจง จึงจะจำหนา่ ยไดร้ าคาดี ช่างแกะรูปหนังหา
ความร่ำรวยมไิ ด้ เพยี งแต่พอใช้
28
บรรณานกุ รม
วชั รี รมยะนนั ทน.์ “ขุนชา้ งขุนแผนเริ่มแต่งในรัชกาลใด,” ใน วารสารภาษาและวรรณคดีไทย. ปที ี่ ๗ ฉบบั
ท่ี ๒, ๒๕๓๓. มนต์จนั ทร์ อนิ ทรจันทร.์ เสภาและพฒั นาการของวรรณคดเี สภา. วทิ ยานิพนธป์ ริญญาอักษรศาสต
รมหาบัณฑิต สาขาวชิ าภาษาไทย (วรรณคดไี ทย) ภาควชิ าภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
๒๕๔๓. หมายเหตุ: คัดบางส่วนจากบทความ “เสภา” คอื “อคิ ควิ ซงั ” แบบไทย ๆ ไมใ่ ชเ้ จ้าพนักงานขับหรอื ลำนำ
ขบั : หลกั ฐานจากสมุดข่อยโบราณทเ่ี มืองตราด โดย อภลิ ักษณ์ เกษมผลกลู ในนิตยสาร ศลิ ปวัฒนธรรม ฉบบั เดือน
ตลุ าคม 2550
(อ้างอิงจาก ศรจี นั ทร์ นอ้ ยสอาด : 56 )
วิกิพเิ ดีย เวบ็ ไซต์ http://www.trat.go.th/ 18 ธนั วาคม 2564
เว็บไซต์ https://banpuen.com/2020/09/12/ภาษาตราด-ทีค่ วรรู้ 12กนั ยายน 2564
เว็บไซต์ http://www.thaiheritage.net/nation/oldcity/trat4.htm หอมรดกไทย