นิราศเมอื งแกลง
และประวตั สิ ุนทรภู่
สำนักงำนวฒั นธรรมจงั หวัดระยอง
ช้นั 4 ศนู ย์ราชการจังหวดั ระยอง ถนนสขุ ุมวทิ ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง 21150
โทรศัพท์ 038-694154 โทรสาร 038-694154
www.rayong-culture.org
บทนยิ าม
คําวา "นิราศ” ซึ่งเปนคําประพันธประเภทหน่ึงท่ีใชกลอนแปดเปนฉันทลักษณใน
การเขยี น แลว พรํา่ พรรณนาถงึ คนรกั ที่จากมา เปรียบเทยี บกบั สง่ิ ที่ไดพบเห็นในการเดินทาง
หรืออาจเรียกไดอีกอยางหนึ่งวา "นิราศ" คือการบันทึกการเดินทางในรูปแบบของคํา
ประพันธประเภทรอยกรองซ่ึงนยิ มเขียนเปนกลอนแปดหรือโคลงสี่สุภาพ ในวรรณคดีไทยที่
พบและใชเปนตําราใหอานใหศึกษากันอยูตราบจนปจจุบันท่ีเดน ๆ ก็เปนนิราศท่ีเขียนโดย
สุนทรภูหรอื พระสนุ ทรโวหาร กวสี แ่ี ผน ดินสมยั รัชกาลท่ี ๑ - ๔ แหง กรงุ รตั นโกสินทร ตอมา
เม่ือ พ.ศ. ๒๕๒๙ องคการวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมสหประชาชาติไดยกยองใหทาน
"สนุ ทรภู" เปน กวเี อกของโลก นับเปนความภาคภูมิใจของคนไทยสืบจนปจจุบันนิราศท้ัง ๙
เร่ืองท่ีทานสุนทรภูเขียนไวตามประวัติมีนิราศเมืองแกลงเร่ืองหนึ่งเปนนิราศเลมแรกท่ีทาน
เขยี นเพ่ือบันทกึ การเดินทางไปพบบิดาซึ่งบวชเปนพระอยูที่วัดปากรํ่า อําเภอแกลง จังหวัด
ระยอง เมื่อ พ.ศ.๒๓๔๙ และไดบ ันทกึ เปนนิราศเมอื งแกลงไวในป พ.ศ. ๒๓๕๐ เรื่องราวใน
นิราศเมอื งแกลงประหน่ึงการบันทึกประวัติศาสตรของสังคมวัฒนธรรมของชุมชนชนบทใน
ขณะน้ัน มีเร่ืองราวอันเปนวัฒนธรรมมากมายท่ีเปนภาพสะทอนใหผูอานนิราศเมืองแกลง
นาจะพินิจพิจารณาศึกษาความเปนมาของจังหวัดระยองที่นับเปนประวัติศาสตรที่สามารถ
อางองิ ได
นับแตป พ.ศ. ๒๓๕๐ จนถึงปจจุบัน "นิราศเมืองแกลง" ที่สุนทรภูไดแตงไวเปน
เวลานานถึง 213 ป สถานที่ตาง ๆ ท่ีทานบันทึกไวในนิราศเมืองแกลงไดเปลี่ยนแปลงไป
จากเดิมตามกาลเวลาจนไรรองรอยโดยพระราชดําริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา
กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดระยองโดยศูนยวัฒนธรรม
จังหวัดระยอง และคณะทํางานของจังหวัดระยองคือกวีจังหวัดระยอง ศูนยวัฒนธรรม
จังหวัดระยองโดยอาจารยอรพินท สวางแจง เลขานุการศูนยวัฒนธรรมจังหวัดระยอง
กวีจังหวัดระยอง ๓ ทาน ประกอบดวย อาจารยอํานาจ มณีแสง อาจารยอุดม นัทธีประทุม
และอาจารยฐปกรณ โสธนะ ไดออกสํารวจเสนทางท่ีสุนทรภูเคยเดินผานเขียนไวในนิราศ
เมอื งแกลงรวมกันบนั ทึกขอ มลู โดยเขยี นเปน นิราศชื่อวา "ตามรอยสุนทรภูสูระยอง" มีความ
ยาวท้งั ส้ิน ๒๙๘ บทและไดพิมพอ อกเผยแพรพรอ มไดจ ดั ทําฉบับพิเศษทูลเกลาถวายสมเด็จ
พระกนิษฐาธริ าชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี
สาํ นกั งานวฒั นธรรมจังหวดั ระยอง
กรกฎาคม 2563
ประวตั สิ นุ ทรภู
วยั เดก็ (พ.ศ. ๒๓๒๙ - พ.ศ. ๒๓๔๙) แรกเกิด - อายุ ๒๐ ป
พระสุนทรโวหาร (ภู) มีนามเดิมวา ภู เปนบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) และแมชอย
เกิดในรัชกาลท่ี ๑ กรุงรัตนโกสินทร เม่ือวันจันทร เดือนแปด ขึ้นหน่ึงค่ํา ปมะเมีย
จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาสองโมงเชา ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๙ ที่บานใกล
กําแพงวงั หลัง คลองบางกอกนอ ย สนุ ทรภเู กดิ ไดไมน าน บิดามารดาก็หยาจากกัน ฝายบิดา
กลบั ไปบวชที่บานกร่ําเมืองแกลง สวนมารดาคงเปนนางนมพระธิดาในกรมพระราชวังหลัง
(กลาวกันวาพระองคเจาจงกล หรือเจาครอกทองอยู) ไดแตงงานมีสามีใหม และมีบุตรกับ
สามีใหม ๒ คนเปนหญิงชื่อฉิมและน่ิม ตัวสุนทรภูเองไดถวายตัวเปนขาในกรมพระราชวัง
หลงั ตัง้ แตย ังเด็ก
สุนทรภูเปนคนเจาบทเจากลอนสันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว เมื่อรุนหนุมเกิดรัก
ใครชอบพอกับนางขาหลวงในวังหลัง ชื่อแมจัน คร้ันความทราบถึงกรมพระราชวังหลัง
พระองคก ก็ ริ้ว รับสั่งใหน ําสนุ ทรภู และจนั ไปจองจาํ ทนั ที แตท้ังสองถูกจองจําไดไมนานเมื่อ
กรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในป พ.ศ. ๒๓๔๙ ท้ังสองก็พนโทษออกมาเพราะเปน
ประเพณีแตโบราณท่ีจะมีการปลอยนักโทษเพ่ืออุทิศสวนพระราชกุศลแดพระมหากษัตริย
หรือพระราชวงศชน้ั สงู เมอื่ เสด็จสวรรคตหรือทิวงคตแมจะพนโทษออกมาแลว สุนทรภูและ
จนั ก็ยงั มอิ าจสมหวงั ในรัก สนุ ทรภถู ูกใชไปชลบรุ ีดังความตอนหนงึ่ ในนริ าศเมอื งแกลงวา
"จะกรวดนา้ํ ควาํ่ ขนั จนวนั ตาย แมเ จา นายทา นไมใ ชแ ลว ไมมา"
แตเ จา นายทา นใดใชไป และไปธรุ ะเรอ่ื งใดไมปรากฏ อยางไรก็ดีสุนทรภูไดเดินทาง
เลยไปถึงบานกรํ่า เมืองแกลง จังหวัดระยอง เพื่อไปพบบิดาที่จากกันกวา ๒๐ ป ในชวงที่
สุนทรภูพักท่ีบานกร่ําน้ันเกิดลมปวยและเจ็บหนักเกือบถึงชีวิตกวาจะกลับมากรุงเทพฯ ก็
ลวงถึงเดอื น ๙ ป พ.ศ. ๒๓๔๙
วัยฉกรรจ (พ.ศ. ๒๓๕๐ - ๒๓๕๙) อายุ ๒๑ - ๓๐ ป
หลังจากกลับจากเมืองแกลง สุนทรภูไดเปนมหาดเล็กของพระองคเจาปฐมวงศ
พระโอรสองคเล็กของกรมพระราชวังหลัง ซ่ึงทรงผนวชอยูที่วัดระฆัง ในชวงนี้ สุนทรภูก็
ส ม ห วั ง ใ น รั ก ไ ด แ ม จั น เ ป น ภ ร ร ย า สุ น ท ร ภู ค ง เ ป น ค น เ จ า ชู แ ต ง ง า น ไ ด ไ ม น า น ก็ เ กิ ด
ระหองระแหงกับแมจันยังไมทันคืนดี สุนทรภูก็ตองตามเสด็จพระองคเจาปฐมวงศไป
นมัสการพระพุทธบาท จ.สระบุรี ในวันมาฆบูชาสุนทรภูไดแตงนิราศเรื่องท่ีสองขึ้น คือ
นิราศพระบาท สุนทรภูตามเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือน ๓ ป พ.ศ. ๒๓๕๐ สุนทรภูมี
บตุ รกบั แมจนั ๑ คน ชื่อหนูพัดแตชีวิตครอบครัวก็ยังไมราบร่ืนนัก ในท่ีสุดแมจันก็รางลาไป
พระองคเ จาจงกล (เจา ครอกทองอยู) ไดรับอุปการะหนูพัดไว ชีวิตของทานสุนทรภูชวงน้ีคง
โศกเศรามิใชนอยประวัติชีวิตของสุนทรภูในชวงป พ.ศ. ๒๓๕๐ - พ.ศ. ๒๓๕๙ กอนเขารับ
ราชการไมชัดแจงแตเช่ือวาทานหนีความเศราออกไปเพชรบุรีทําไรทํานาอยูกับหมอมบุญ
นาคในพระราชวังหลังดังความตอนหน่ึงในนิราศเมืองเพชรที่ทานยอนรําลึกความหลังสมัย
หนุมวา
"ถงึ ตนตาลบานคุณหมอ มบญุ นาค เมอ่ื ยามยากจนมาไดอ าศัย
มารดาเจา คราวพระวังหลงั ครรไล มาทําไรท ํานาทา นการญุ "
นกั เลงกลอนอยางทา นสนุ ทรภู ทาํ ไรท าํ นาอยูนานก็เร่ิมเบ่ือ ดวยเลือดนักกลอนทํา
ใหทานกลับมากรุงเทพฯ หากินทางรับจางแตงเพลงยาวบอกบทสักวาจนถึงบอกบทละคร
นอก บางทนี ทิ านเรอ่ื งแรกของทานคงจะแตงข้ึนในชวงน้ีการท่ีเกิดมีนิทานเร่ืองใหมๆ ทําให
เปนท่ีสนใจมากเพราะสมัยนั้นมีแตก ลอนนิทานจักรๆ วงศๆ ไมก่ีเรื่องซํ้าไปซ้ํามาจนคนอาน
คนดูรูเร่ืองตลอดหมดแลวนิทานของทานทําใหนายบุญยังเจาของคณะละครนอกช่ือดังใน
สมัยน้ันมาติดตอวาจางสุนทรภูทานจึงไดรวมคณะละครเปนท้ังคนแตงบทและบอกบท
เดนิ ทางเรรอนไปกับคณะละครจนทว่ั ดงั ตอนหน่ึงในนิราศสุพรรณคําโคลงทานรําลึกถึงครั้ง
เดนิ ทางกบั คณะละครวา
๏ บางระมาดมิง่ มิตรคร้งั คราวงาน
บอกบทบญุ ยังพยาน พยกั หนา
ประทุนประดิษฐาน แทนฮอง หอเอย
แหวนประดบั กับผา พีอ่ า งรางวัล
นิทานเร่ืองสําคัญที่สุด คือ เร่ืองพระอภัยมณีก็นาจะเร่ิมแตงในชวงน้ีดวย (เปนแต
เร่ิมแตง มิไดแตงตลอดท้ังเรื่อง) นิทานเรื่องน้ีแปลกแหวกแนวยิ่งกวานิทานจักรๆ วงศๆ
เร่ืองใดทเ่ี คยมีมาทาํ ใหค ณะละครนายบุญยงั โดง ดังเปนพลุเปนที่ตองการของใครตอใครและ
แนน อนช่ือเสียงของทา นสุนทรภูกโ็ ดง ดังไปไมแ พก ัน ท่วั ทงั้ กรุงเทพฯ และหัวเมืองใกลเ คียง
รับราชการครงั้ ที่ ๑ (พ.ศ. ๒๓๕๙ - ๒๓๖๗ ) อายุ ๓๐ - ๓๘ ป
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงเปนมหากวีและทรงสนพระทัยเรื่อง
การละครเปนอยางย่ิง ในรัชสมัยของพระองคไดกวดขันการฝกหัดวิธีรําจนไดท่ีเปน
แบบอยางของละครราํ มาตราบทกุ วนั นี้พระองคย งั ทรงพระราชนพิ นธบทละครขึ้นใหมอีกถึง
๗ เรอื่ งมเี รือ่ งอเิ หนาและเร่ืองรามเกยี รต์ิเปน ตน สนุ ทรภูไดเขารับราชการในป พ.ศ. ๒๓๕๙
ในกรมพระอาลักษณเร่ืองราวของกวีที่ปรึกษาทานน้ี ที่ไดแสดงฝมือเปนที่พอพระทัยของ
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา นภาลัย เลาวาครงั้ หนง่ึ เม่อื พระองคทรงพระราชนิพนธบท
ละครเร่ืองรามเกียรต์ิถึงตอนนางสีดาผกู คอตาย บทพระราชนิพนธรัชกาลที่ ๑ ซึ่งเลนละคร
กนั มากลา วบทนางสดี าตอนเมอ่ื จะผกู คอตายวา
" เอาภูษาผกู ศอใหม่ัน แลวพนั กบั กงิ่ โศกใหญ
หลับเนตรจาํ นงปลงใจ อรไทกโ็ จนลงมา”
ตอนถี้ งึ บทหนมุ านวา
๏ บดั นั้น วายุบตุ รวฒุ ิไกรใจกลา
คร้นั เหน็ องคอ คั รกัลยา ผกู ศอโจนมาก็ตกใจ
ตัวส่ันเพียงสิน้ ชวี ติ รอ นจติ ดังหนึ่งเพลงิ ไหม
โลดโผนโจนลงตรงไป ดว ยกาํ ลงั วอ งไวทันที (เชดิ )
ครน้ั ถึงจงึ แกภ ษู าทรง ทผี่ กู ศอองคพ ระลกั ษมี
หยอนลงยงั พนื้ ปถพี ขนุ กระบี่กโ็ จนลงมา
ทรงติวาบทเกาตรงน้ีกวาหนุมานจะเขาไปแกไขนางสีดา นางสีดาก็คงตายไปแลว
จงึ ทรงพระราชนิพนธตอนน้ีใหมหวังจะใหหนุมานเขาไปชวยนางสีดาไดโดยเร็วทรงแตงบท
นางสีดาวา
"จงึ เอาผาผกู พนั กระสนั รดั เกยี่ วกระหวดั กบั กง่ิ โศกใหญ”
แลวก็เกิดขัดของวาจะแตงบทหนุมานอยางไรใหแกนางสีดาโดยเร็ว เหลากวีท่ี
ปรึกษาไมมีใครสามารถแตงบทใหพอพระราชหฤทัยได จึงโปรดใหสุนทรภูที่หมอบเฝาอยู
ดวยลองแตง ดสู นุ ทรภูแ ตงตอ วา
"ชายหน่ึงผูกศออรไท แลวทอดองคลงไปจะใหตาย
๏ บัดน้ัน วายบุ ุตรแกไ ดดังใจหมาย"
ปรากฏวาเปนท่ีพอพระราชหฤทัยเปนอยางยิ่งทรงยกยองสุนทรภูวาเกงอีกคราว
หนึ่งเมื่อทรงพระราชนิพนธเรื่องรามเกยี รตติ์ อนศึกสิบขุนสิบรถทรงพระราชนิพนธบทชมรถ
ทศกณั ฐวา
๏ รถท่ีนั่ง บษุ บกบัลลังกต งั้ ตระหงา น
กวางยาวใหญเ ทาเขาจกั รวาล ยอดเยยี่ มเทียมวมิ านเมอื งแมน
ดุมวงกงหนั เปนควนั ควา ง เทียมสงิ หวิง่ วางขา งละแสน
สารถขี ี่ขับเขา ดงแดน พื้นแผนดินกระเดน็ ไปเปนจุณ
ทรงพระราชนิพนธมาไดเพียงน้ี ทรงนึกความที่จะตอไปอยางไรใหสมกับที่รถ
ใหญโตปานน้นั กน็ ึกไมออกจงึ มีรบั ส่ังใหสุนทรภแู ตงตอสุนทรภแู ตง ตอวา
"นทีตีฟองนองระลอก กระฉอกกระฉอนชลขน ขุน
เขาพระเมรุเอนเอียงออนละมนุ อนนตหนนุ ดินดานสะทา นสะเทือน
ทวยหาญโหร องกองกัมปนาท สุธาวาสไหวหวน่ั ลัน่ เลื่อน
บดบังสรุ ิยนั ตะวนั เดอื น คลาดเคล่อื นจตั ุรงคต รงมา"
กลอนบทนี้เปนท่ีโปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยยิ่งนัก
นับแตนั้นก็นับ สุนทรภูเปนกวีท่ีปรึกษาดวยอีกคนหน่ึง ทรงต้ังเปนท่ีขุนสุนทรโวหาร
พระราชทานท่ีใหปลูกเรือนท่ีทาชาง และใหมีตําแหนงเฝาฯ เปนนิจ แมเวลาเสด็จประพาส
ก็โปรดฯ ใหสุนทรภูลงเรือพระท่ีน่ังไปดวย เปนพนักงานอานเขียนในเวลาทรงพระราช
นพิ นธบทกลอน
ออกบวช (พ.ศ. ๒๓๖๗ - พ.ศ. ๒๓๘๕ ) อายุ ๓๘ - ๕๖ ป
วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยเสด็จ
สวรรคตนอกจากแผนดินและผืนฟาจะร่ําไห ไพรธรรมดาคนหน่ึงที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิตได
เปนถึงกวีท่ีปรึกษาในราชสํานักก็หมดวาสนาไปดวยสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ
ทรงพระนิพนธไวถึงเหตุที่สุนทรภูไมกลารับราชการตอในแผนดินพระบาทสมเด็จพระน่ัง
เกลาฯ ดังนี้
เลา กนั วา เมอื่ ทรงพระราชนพิ นธบทละครเรื่องอิเหนา ทรงแตงตอนนางบุษบาเลน
ธาร เมื่อทาวดาหาไปใชบน พระราชทานใหพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว เมื่อยัง
ดํารงพระยศเปน พระเจา ลูกยาเธอกรมหมนื่ เจษฎาบดินทรทรงแตง
เม่ือทรงแตงแลวถึงวันจะอานถวายตัว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัวมี
รับส่ังวานสุนทรภูตรวจดูเสียกอน สุนทรภูอานแลวกราบทูลวาเห็นดีอยูแลวครั้นเสด็จออก
เมื่อโปรดใหอานตอหนา กวีทีท่ รงปรกึ ษาพรอ มกันถงึ บทแหงหน่งึ วา
"นาํ้ ใสไหลเย็นแลเหน็ ตัว ปลาแหวกกอบวั อยูไหวไหว"
"สุนทรภตู ิวา ยงั ไมด ี ขอแกเปน
"นาํ้ ใสไหลเย็นเหน็ ตัวปลา วายแหวกปทมุ าอยูไหวไหว"
โปรดตามท่ีสุนทรภูแก พอเสด็จขึ้นแลว พระบาทสมเด็จพระน่ังเกลาเจาอยูหัวก็
กร้ิวดํารัสวาเม่ือขอใหตรวจทําไมจึงไมแกไขแกลงนิ่งเอาไปไวติหักหนากลางคันเปนเร่ืองท่ี
ทรงขัดเคืองสนุ ทรภูครงั้ หนึ่ง อกี คร้งั หนงึ่ รบั ส่งั ใหพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัวทรง
แตงบทละครเร่ือง สังขทองตอนทาวสามลจะใหลูกสาวเลือกคู ทรงแตงคําปรารภของทาว
สามลวา
"จาํ จะปลกู ฝง เสยี ยงั แลว ใหล กู แกว สมมาดปรารถนา"
คร้ันถึงเวลาอานถวาย สนุ ทรภูถามขึน้ วา "ลูกปรารถนาอะไร" พระบาทสมเด็จพระ
น่ังเกลาเจาอยูหัวตอ งแกว า
"จาํ จะปลูกฝง เสยี ยงั แลว ใหล กู แกว มคี ูเสนห า"
ทรงขัดเคืองสุนทรภูวาแกลงปรมาสอีกคร้ังหน่ึง แตนั้นก็วาพระบาทสมเด็จพระนั่ง
เกลาเจา อยหู ัวทรงมนึ ตึงตอสนุ ทรภูม าจนตลอดรัชกาลท่ี ๒" จะโดยต้ังใจหรือไมตั้งใจ เพียง
คิดไดดวยเฉพาะหนาตรงน้ันก็ตามสุนทรภูก็ไดทําการไมเปนที่พอพระราชหฤทัยประกอบ
กบั ความอาลยั เสียใจหนักหนาในพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลานภาลัยสนุ ทรภูจึงลาออก
จากราชการ และต้ังใจบวชเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ สุนทรภูไดเผยความในใจนี้ใน
ตอนหน่ึงของนริ าศภูเขาทองวา
"จะสรางพรตอตสา หส งบุญถวาย ประพฤติฝา ยสมถะทงั้ วสา
เปน สงิ่ ของฉลองคุณมุลิกา ขอเปน ขาเคยี งพระบาททกุ ชาติไป"
เม่อื บวชแลว ทา นไดอ อกจาริกแสวงบุญไปยังที่ตาง ๆ เลากันวา ทานไดเดินทางไป
ยังหัวเมืองตาง ๆ หลายแหง เชน เมืองพิษณุโลก เมืองประจวบคีรีขันธ จนถึงเมืองถลาง
หรือภูเก็ต และเช่ือกันวาทานคงจะเขียนนิราศเมืองตางๆ นี้ไวอยางแนนอน เพียงแตยัง
คนหาตนฉบับไมพบ ราวป พ.ศ. ๒๓๗๐ ทานก็กลับมาจําพรรษาที่วัดราชบูรณะหรือวัด
เลียบแตห ลงั จากกลบั มาอยไู ดไมน านสนุ ทรภูเ กิดอธิกรณกบั พระในวัด อาจดวยเหตุทะเลาะ
วิวาทอยางใดอยางหนึ่ง (บางแหงสันนิษฐานวาทานเมาสุรา) จึงถูกขับออกจากวัด เมื่อรับ
กฐินในปลายป พ.ศ. ๒๓๗๑ ทานก็ออกเดินทางไปกรุงเกา และไดแตงนิราศภูเขาทอง อัน
เปนนิราศเร่ืองเยี่ยมท่ีสุดของทาน และเปนวรรณกรรมช้ินเอกของวงการกวีไทย เหตุที่คาด
วาทา นเกดิ การวิวาทกบั พระในวดั ดว ยความตอนหนึง่ ในนริ าศภเู ขาทองกลา ววา
"โออ าวาสราชบูรณะพระวิหาร แตนี้นานนับทวิ าจะมาเห็น
เหลือรําลึกนกึ นา น้าํ ตากระเดน็ เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง
จะหยบิ ยกอธบิ ดีเปนทต่ี ้งั กใ็ ชถ งั แทนสัดเห็นขดั ขวาง
จ่ึงจําลาอาวาสนิราศราง มาอางวางวญิ ญาในสาคร"
เม่ือกลับจากกรุงเกา พระสุนทรภูไดไปจําพรรษาอยูที่วัดอรุณราชวรารามหรือวัด
แจง ป พ.ศ. ๒๓๗๒ เจาฟากุณฑลทิพยวดีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรง
ฝากเจาฟากลางและเจาฟาปวพระโอรสองคกลางและองคนอยใหเปนศิษยสุนทรภูการมี
ศิษยช้ันเจาฟาเชนน้ีจึงทําใหพระสุนทรภูสุขสบายข้ึนพระสุนทรภูอยูวัดอรุณฯ ราว ๒ ปจึง
ขามฟากมาจําพรรษาอยูท่ีวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธ์ิเลากันถึงสาเหตุท่ีพระ
สุนทรภยู า ยวัดมากเ็ พราะสมเดจ็ พระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงชักชวนให
มาอยดู ว ยกนั สมเดจ็ ฯ ทรงเปนกวีองคสําคัญของกรุงรัตนโกสินทรพระองคหน่ึงเช่ือวาคงจะ
ทรงคนุ เคยกับสุนทรภใู นฐานะทเี่ ปน กวีดว ยกันโดยเฉพาะสมัยที่สุนทรภูเปนขุนสุนทรโวหาร
ในรัชกาลที่ ๒ ชพี จรลงเทาสุนทรภูอีกคร้ัง เม่ือทานเกิดไปสนใจเร่ืองเลนแรแปรธาตุและยา
อายุวัฒนะถึงแกอุตสาหะไปคนหาทําใหเกิดนิราศวัดเจาฟา และนิราศสุพรรณ ป พ.ศ.
๒๓๘๓ สุนทรภูมาจาํ พรรษาอยทู ่วี ัดเทพธดิ ารามทา นอยูท่นี ี่ได ๓ พรรษาคืนหน่ึงเกิดฝนราย
วาชะตาขาดจะถึงแกชีวิตจึงไดแตงเร่ืองรําพันพิลาปซ่ึงทําใหทราบเร่ืองราวในชีวิตของทาน
อีกเปน อนั มากจากนน้ั จึงลาสกิ ขาบทเม่อื ป พ.ศ. ๒๓๘๕ เพ่อื เตรียมตวั จะตาย
รบั ราชการคร้ังท่ี ๒ (พ.ศ. ๒๓๘๕ - พ.ศ. ๒๓๙๘) อายุ ๕๖ - ๖๙ ป
เมอื่ สกึ ออกมา สุนทรภไู ดรบั พระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปนเกลา
เจา อยูหัว ครง้ั ทรงพระยศเปน สมเด็จพระเจานอ งยาเธอ เจาฟากรมขุนอิศเรศรังสรรค โปรด
อุปถัมภใหสุนทรภูไปอยูพระราชวังเดิมดวย ตอมากรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงพระเมตตา
อปุ การะสนุ ทรภูดว ยกลา วกันวาชอบพระราชหฤทยั ในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับส่ังใหสุนทร
ภูแตง ตอ นอกจากนส้ี นุ ทรภยู ังแตงเร่ืองสิงหไตรภพถวายกรมหม่ืนอปั สรฯ อีกเรื่องหนงึ่
แมส ุนทรภูจะอายุมากแลว แตทานก็ยังรักการเดินทางและรักกลอนเปนท่ีสุด ทาน
ไดแตงนิราศไวอีก ๒ เร่ือง คือนิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร สุนทรภูไดรับ
พระราชทานบรรดาศักดิ์เปน "พระสุนทรโวหาร” ในป พ.ศ. ๒๓๙๕ ขณะที่ทานมีอายุได
๖๕ ปแลว ทา นถงึ แกอนิจกรรมเมอื่ ป พ.ศ. ๒๓๙๘ รวมอายุได ๖๙ ป
นิราศเมอื งแกลง
จะมีคูมิไดอยูประคองเชย ๏ โอส งั เวชวาสนานิจาเอย
ถึงทุกขใครในโลกทโ่ี ศกเศรา ตองละเลยดวงใจไวไกลตา
จะพลดั พรากจากกนั ไมท นั ลา ไมเ หมือนเราภมุ รนิ ถวลิ หา
โอจําใจไกลนชุ สุดสวาดิ ใชแ ตตาตางถอยสุนทรวอน
ใหเห็นอกตกยากเมื่อจากจร จงึ นริ าศเรอ่ื งรักเปน อักษร
กับศษิ ยน องสองนายลว นชายหนมุ ไปดงดอนแดนปาพนาวัน
กับนายแสงแจง ทางกลางอารัญ นอยกบั พมุ เพอื่ นไรใ นไพรสณั ฑ
ถงึ ยามสองลอ งลํานาวาเลื่อน จะพากันแรมทางไปตางเมือง
ถึงวดั แจง แสงจนั ทรจ ํารัสเรือง พอดวงเดือนดัน้ เมฆขึน้ เหลืองเหลือง
เปนหวงหนึง่ ถึงชนกทีป่ กเกลา แลชาํ เลืองเหลียวหลงั หลัง่ น้าํ ตา
ทงั้ จากแดนแสนหว งดวงกานดา จะแสนเศราครวญคอยละหอ ยหา
ถงึ สามปล้มื พีน่ ร้ี ่าํ ปล้าํ แตทกุ ข โออรุ ารมุ รอนออนกําลงั
ขออารักษห ลกั ประเทศนเิ วศวัง สุดจะปลกุ ใจปลืม้ ใหลืมหลัง
ขอฝากนองสองรามารดาดว ย เทพทั้งเมืองฟาสรุ าไลย
ตวั ขา บาทจะนริ าศออกแรมไพร เอ็นดชู ว ยปกครองใหผองใส
ถึงสําเพ็งเกง ตง้ั ริมฝงน้ํา ใหพน ภัยคลาศแคลว อยา แผว พาน
มซี ุม ซอกตรอกนางจา งประจาน แพประจําจอดเรยี งเคียงขนาน
โอธานีศรีอยุธยาเอย ยังสําราญรองขบั ไมหลับลง
จะลาํ บากยากแคน ไปแดนดง นกึ จะเชยก็ไดชมสมประสงค
เอาพุมพงเพงิ เขาเปน เหยาเรือน
๏ ถงึ ยานยาวดาวคะนองคะนึงนงิ่ ย่ิงดึกยิง่ เสยี ใจใครจะเหมอื น
พระพายพานซา นเสียวทรวงสะเทือน จนเดือนเคล่ือนคลอ ยดงลงไรไร
โอดเู ดือนเหมือนดวงสุดาแม กระตายแลเหมอื นฉันคิดพสิ มัย
เหน็ แสงจนั ทรอันกระจางคอยสรางใจ เดอื นครรไลลบั ตาแลวอาวรณ
ถึงอารามนามชื่อวดั ดอกไม คดิ ถึงไปแนบทรวงดวงสมร
หอมสคุ นธเคียงกายขจายจร โอย ามนอนหา งนางระคางคาย
ถึงบางผ้งึ ผึง้ รงั ก็ร้ังราง พี่รางนางรา งรักสมคั หมาย
มาแสนยากฝากชพี กับเพื่อนชาย แมเพื่อนตายมิไดมาพยาบาล
ถึงปากลัดแลทา ชลาต้ืน ดเู ลอ่ื มลื่นเลนลากลําละหาน
เขาแจวจองลองแลนแสนสาํ ราญ มาพบบานบางระจาวย่ิงเศราใจ
อนาถน่งิ องิ เขนยคะนงึ หวน จนจวบจวนแจมแจง ปจ จสุ มยั
ศศธิ รออนอับพยับไพร ถึงเซงิ ไทรศาลพระประแดงแรง
ขออารกั รักษศักดิ์สทิ ธ์ทิ ี่สงิ ศาล ลอื สะทานอยูว า เจา หาวกาํ แหง
ขา จะไปทางไกลถึงเมืองแกลง เจา จงแจง ใจภคั นที ี
ฉนั พลดั พรากจากจรเพราะรอนจติ ร ใชจะคดิ อายอางขนางหนี
ใหน ิม่ นองครองรักไวสักป ทา นสุขีเถิดขา ขอลาไป
พอแจมแจงแสงเงนิ เงาระยับ ดาวเดอื นดับเดน ดวงพระสุริยใส
ถงึ ปากชองคลองสําโรงสําราญใจ พอนํา้ ไหลขน้ึ เชาก็เขา คลอง
เห็นเพ่อื นเรือเรียงรายทง้ั ชายหญิง ดูกย็ งิ่ ทรวงช้ําเปนน้าํ หนอง
ไมแมนเหมือนคูเชยเคยประคอง ก็เลยลองหลกี มาไมอ าไลย
กระแสชลวนเช่ยี วเรอื เลี้ยวลด ดคู อ มคดขอบคุงคงคาไหล
แตสาชลเจยี วยังวนเปนวงไป นี่หรือใจทจี่ ะตรงอยาสงกา
ถงึ ดานทางกลางคลองขางฝง ซา ย ตะวนั สายแสงสอ งตองพฤกษา
ออกสดุ บานถงึ ทวารอรัญวา เปนทุง คาแฝกแขมขึ้นแกมกนั
ลมระรว้ิ ปลวิ หญา คาระยาบ ระเนนนาบพลิ้วพลิกกระดกิ หัน
ดโู ลงล่ิวทวิ รกุ ขะเรียงรัน เปนเขตคนั ขอบปาพนาไลย
๏ ถงึ ทบั นางวางเวงฤทยั วับ เห็นแตทับชาวนาอยูอาศยั
นางชาวนากไ็ มนา จะชื่นใจ คราบข้ไี คครํา่ ครา ดังทาคราม
อันนางในนัคราถึงทาสี ดีกวานางทง้ั นี้สักสองสาม
โอพลดั พรากจากบรุ ินแลว สิ้นงาม ย่ิงคิดความขวัญหายเสียดายกรุง
ถึงบางพลีมีเรอื นอารามพระ ดรู ะกะดาษทางไปกลางทงุ
เปนเลนลุม ลึกเหลวเพียงเอวพุง ตองลากจูงจางควายอยูรายเรียง
ดูเรอื แพแออดั อยูย ดั เยยี ด เขาเบยี ดเสียดแทรกกันสนนั่ เสยี ง
แจวตะกูดเกะกะปะกะเชยี ง บา งทุมเถียงโดนดนุ กันวุนวาย
โอเรอื เราคราวเขาไปติดแหง เห็นนายแสงเปนผูใหญก็ใจหาย
นง่ั พยุงตงุ กา ในตาลาย เห็นวนุ วายสบั สนก็ลนลาน
นอยกับพุมหนุมตะกอถอกระหนาบ เสยี งสวบสาบแทรกไปดวยใจหาญ
นายแสงรอ งร้ังไวไมไดการ เอาถอกรานโดยกลวั จนตวั โกง
สงสารแสงแขง็ ขอไมท อถอย พมุ กบั นอยแทรกกลางเสยี งผางโผง
ถวยชามกลิง้ ฉง่ิ ฉางเสียงกรางโกรง นาวาโคลงโคลนเลอะตลอดแคม
จนตกลกึ ลวงทางถงึ บางโฉลง เปนทุงโลง ลานตาลวนปา แขม
เหงอื กปลาหมอกอกกกับกุมแกม คงคาแจมเคม็ จัดดงั กัดเกลอื
ถงึ หัวปาเหน็ ปา พฤกษาโกรน ดูเกรยี นโกรนกรองกรอยเปน ฝอยเฝอ
ทกี่ ง่ิ กานกรานกดี ประทุนเรือ ลําบากเหลอื ท่จี ะร่ําในลาํ คลอง
ถึงหยอมยานบานไรอาไลยเหลยี ว สนั โดษเดยี วมิไดพบเพ่ือนสนอง
เขารีบแจวมาในนทนี อง อนั บา นชองมไิ ดแจง แหงตําบล
ถึงคลองขวางบางกระเทียมสะทานอก โอม าตกอา งวางอยูกลางหน
เห็นแตหมอนออนแอบอรุ ะตน เพราะความจนเจียวจงึ จําระกําใจ
จะเหลียวซา ยแลขวากป็ า แสม ตลึงแลปเู ปยวเทีย่ วไสว
ระหรง่ิ เร่อื ยเฉอ่ื ยเสียงเรไรไพร ฤทยั ไหวแวว วาพะงางาม
ถงึ ชะแวกแยกคลองสองชะวาก ขางฝง ฟากหัวตะเขมีมะขาม
เขาสรา งศาลเทพาพยายาม กระดานสามแผนพงิ ไวบ ูชา
ตลงึ แลแตล ว นลกู จระเข โดยคะเนมากมายท้งั ซา ยขวา
สกั สองรอ ยลอยไลกนิ ลกู ปลา เหน็ แตตากบั จมูกเหมือนตุกแก
โอคลองขวางทางแดนแสนโสทก ดบู นบกกแ็ ตล ว นลิงแสม
เลยี บตลิ่งวงิ่ ตามชาวเรอื แพ ทาํ ลอบแลหลอนลอกตะคอกคน
คาํ โบราณทานผูกถกู ทกุ สง่ิ เขาวา ลงิ จองหองมันพองขน
ทาํ หลกุ หลกิ เหลอื กลานพานลุกลน เขาดาคนจึงวา ลงิ โลนลําพอง
ถงึ ชะวากปากคลองเปนสองแพรง นา้ํ ก็แหงสรุ ิยนกห็ มนหมอง
ขา งซายมือนน้ั แลคอื ปากตะครอง ขา งขวาคลองบางเห้ียทะเลวน
ประทบั ทอดนาวาอยทู านาํ้ ดูเรยี งลําเรอื รายริมไพรสณฑ
เขาหงุ หาอาหารใหต ามจน โอยามยลโภชนานํ้าตาคลอ
จะกลืนเขา คราวโศกในทรวงเสียว เหมือนขืนเคยี้ วกรวดแกลบใหแสบสอ
ตองเจือนาํ้ กลา้ํ กลนื พอกลั้วคอ กนิ แตพ อดบั ลมดวยตรมใจ
พอฟาคลาํ้ ค่ําพลบลงหรุบรู ยุงออกฉชู ิงพลบตบไมไ หว
ไดร ับรองปองกนั เพยี งควนั ไฟ แตหายใจมิใครอ อกดวยอบอาย
โอย ามยากจากเมืองแลวลืมมุง มากราํ ยงุ เวทนาประดาหาย
จะกรวดนา้ํ ควํา่ ขันจนวนั ตาย แมน เจา นายทา นไมใชแลว ไมมา
พอนา้ํ ตึงถึงเรือกร็ บี ลอง เขา ในคลองคึกคักกันหนักหนา
ดว ยมืดมัวกลวั ตอตองรอรา นาวามาเรยี งตามกนั หลามทาง
ถึงบานบอพอจันทรก ระจา งแจง ทุกประเทศเขตแขวงน้นั กวางขวาง
ดูดาวดาษกลาดฟา นภาพาง วิเวกทางทอ งทงุ สะทานใจ
ดูร้ิวริว้ ลมปลวิ ที่ปลายแฝก ทุกละแวกหวาดหวัน่ อยไู หวไหว
รําลึกถงึ ขนิษฐาย่งิ อาไลย เชน นไ้ี ดเจามาดว ยจะดน้ิ โดย
เห็นทิวทงุ วงุ เว้งิ ใหหวัน่ วาด กมั ปนาทเสยี งนกวิหคโหย
ไหนจะตองละอองน้ําคางโปรย เมือ่ ลมโชยชนื่ นวลจะชวนเชย
โอน กึ นกึ แลวกน็ าน้าํ ตาตก ดวยแนบอกมิไดแนบแอบเขนย
ไดหมอนขา งตางนองประคองเกย เมอื่ ไรเลยจะไดคืนมาชนื่ ใจ
๏ ถึงหยอมยา นบานระกาดตองลงถอ คอ ยลอยรอเรยี งลาํ ตามนํา้ ไหล
จนลว งเขาหัวปา พนาไลย ลวนเงาไมมดื คลํ้าในลําคลอง
ระวงั ตัวกลัวตอตะเคียนขวาง เปนเยี่ยงอยา งผเู ถาเลาสนอง
วา ผสี างสิงนางตะเคยี นคะนอง ใครถูกตอ งแตกตายลงหลายลํา
พอบอกกนั ยังมิทันจะขาดปาก เห็นเรือจากแจวตรงหลงถลาํ
กระทบผางตอนางตะเคยี นตํา กโ็ คลงคว่าํ ลมลงในคงคา
พวกเรือพีส่ คี่ นขนสยอง กเ็ ลยลองหลีกทางไปขางขวา
พน ระวางนางรุกขฉายา ตางระอาเห็นฤทธิ์ประสทิ ธจิ์ รงิ
ขอนางไมไพรพฤกษเทพารักษ ขอฝากภคั นนี อยแมน อ งหญงิ
ใครสามารถชาตชิ ายจะหมายชงิ ใหตายกลงิ้ ลงเหมือนตอท่ีตาํ เรอื
จนลวงลอ งมาถึงคลองท่คี บั แคบ ไมอาจแอบชดิ ฝง ระวงั เสือ
ดวยครม้ึ ครกึ พฤกษาลัดาเครือ คอ ยรอเรอื เรยี งลองมานองเนือง
ลาํ ภรู ายพรายพรอยห่งิ หอยจับ สวา งวับแวววามอรา มเหลอื ง
เสมอเม็ดเพชรรตั นจํารัสเรอื ง คอ ยประเทืองทุกขทัศนาชม
ถึงบางสมัคเหมือนพร่ี ักสมัคมาด มาแคลว คลาศมไิ ดอยกู ับคสู ม
ถึงยามนอนนอนเดียวเปลยี่ วอารมณ จะแลชมอน่ื อน่ื ไมชืน่ ใจ
แสนกนั ดารบา นเมืองไมแ ลเห็น ยะเยอื กเยน็ หยอ มหญาพฤกษาไสว
โอค ลองเปลี่ยวพี่กเ็ ปลาเศราฤทยั จะถงึ ไหนก็ไมแ จง แหง สําคญั
ประจวบจนถึงตาํ บลบานมะพรา ว พอฟา ขาวขอบไพรเสยี งไกขัน
เปนท่ีกมุ ภาพาลชาญฉกรรจ ใหหวาดหวั่นรบี มาในสาชล
ถึงบางวัวเห็นแตศาลตระหงานงา้ํ ละอองนา้ํ คา งยอ ยเปน ฝอยฝน
ดาวเดอื นดับลบั เมฆเปน หมอกมล สุริยนเย่ียมฟาพนาไลย
พอเรือออกนอกชะวากปากตะครอง คอยลอยลองตามลําแมน ํา้ ไหล
ดูกวา งขวางวา งเวิง้ วิเวกใจ เปนพงไพรฝูงนกวิหคบิน
๏ ถงึ หยอมยา นบานบางมังกงนั้น ดูเรียงรนั เรอื นเรยี บชลาสินธุ
แตล วนบานตากปลารมิ วาริน เหมน็ แตกล่นิ เนาอบตลบไป
เหน็ ศาลเจา เหลาเจกอยเู ซง็ แซ ปูนทะกงองคแ กข า งเพศไสย
เกเลเอย เคยขามคงคาไลย ชว ยคุม ภัยปากอาวเถิดเจานาย
พอพน บานลานแลดปู ากชอง เห็นทิวทอ งสมุทรไทยนาใจหาย
แลทะเลเลยี่ นลาดลว นหาดทราย ทง้ั สามนายจัดแจงโจงกระเบน
ไปตามชอ งลองออกไปนอกรว้ั เห็นเมฆมวั ลมแดงดังแสงเสน
สักประเดย๋ี วเหลยี วดลู ําภูเอน ยอดระเนนนาบนํ้าอยรู ําไร
ปาแสมแลเหน็ อยรู ว้ิ รวิ้ ใหหววิ หววิ วาบวบั ฤทยั ไหว
จะหลบหลกี เขา ฝง กย็ ังไกล คลืน่ ก็ใหญโยนเรอื เหลือกําลงั
สงสารแสงแขง็ ขอจนขาสน่ั เหน็ เรือหันโกรธบน เอาคนหลงั
น้าํ จะพดั ปดตีไปสีชงั แลวคลมุ คล่ังเงี่ยนยาทําตาแดง
ปลอบเจา พุมพึมพาํ วา กรรมแลว อตุ สาหแจวเขา เถิดพอใหขอ แขง็
สงสารนอ ยหนาจอ ยน่ังจดั แจง คดิ จะแตงตวั ตายไมพายเรือ
พี่แขง็ ขนื ฝน ภาวนาน่ิง แลตล่งิ ไรไรยงั ไกลเหลือ
เห็นเกนิ รอยบางปลาสรอ ยอยูทายเรือ คลื่นกเ็ ฝอ ฟมู ฟองคะนองพราย
เหน็ จวนจนบนเจาเขาสาํ มกุ จงชวยทุกขถงึ ที่จะทําถวาย
พอขาดคาํ น้ําขน้ึ ทั้งคลืน่ คลาย ท้ังสามนายหนา ชื่นคอยเฉื่อยมา
หยุดตะพานยานกลางบางปลาสรอ ย พุมกับนอยสรวลสนั ตตางหรรษา
นายแสงหายคลายโทโสทีโ่ กรธา ชกั กญั ชานัง่ กร่ิมย้มิ ละไม
แลวหงุ หาอาหารสําราญรน่ื จนเทย่ี งคืนข้นึ ศาลาไดอาศัย
ฟง เสียงคลนื่ ครนื้ คร่ันสนน่ั ไป ดมู ดื ในเมฆานภาภางค
พี่เลง็ แลดกู ระแสสายสมทุ ร ละล่ิวสุดสายตาเหน็ ฟาขวาง
เปนฟองฟุง รงุ เรืองอยูรา งราง กระเด็นพรางพรายพราวราวกบั พลอย
เห็นคลา ยคลายปลาวายเฉวยี นฉวดั ระลอกซดั สาดกระเซนขึ้นเตน หยอย
ฝูงปลาใหญไ ลโลดกระโดดลอย นา้ํ กพ็ ลอยพรา งพรา งกลางคงคา
แลทะเลแลวกใ็ หอาไลยนชุ ไมสรางสุดโศกส้นิ ถวิลหา
จนอไุ ทยไกรกรัดจาํ รัสตา เห็นเคหาเรียงรายรมิ ชายทะเล
ดูเรอื แพแตล ะลําลวนโปะโหละ พวกเจกจีนกินโตะเสยี งโหลเหล
บา งลยุ เลนลวงปูดโู ซเซ สมคะเนใสขอ งเท่ยี วมองคอย
อันนารีทีย่ ังสาวพวกชาวบา น ถบี กระดานถือตะกรา เท่ยี วหาหอย
ดแู คลว คลอ งลองแลน แฉลบลอย เอาขาหอยทําเปนหางไปกลางเลน
อนั พวกเขาชาวประโมงไมโหยงหยิบ ลว นตีนถบี ปากกัดขัดเขมร
จะไดกนิ ค่าํ เชา กร็ าวเพล ดจู ัดเจนโลดโผนในโคลนตม
จึงม่งั คง่ั ตั้งบา นในการบาป แตตอ งสาปเคหาใหส าสม
จะปลกู เรือนก็มิไดใสป นลม ใครขืนทาํ ก็ระทมดวยเพลงิ ลาม
โอดูเรอื นเหมือนอกเราไรค ู ผใู ดดูจึงไมออกเอ่ยี มสนาม
ฤๅตอ งสาปบาปหลังยงั ตดิ ตาม ผหู ญิงงามจึงไมม ีปรานเี ลย
จะรกั ใครเขากไ็ มเมตตาตอบ สมประกอบไดแตสอดกอดเขนย
เอ็นดูเขาเฝานึกนิยมเชย โอใ จเอยจะเปน กรรมนน้ั ร่ําไป
พลางราํ พึงถึงทางท่ีกลางเถ่ือน จงึ คลอยเคล่ือนนาวาเขา อาศัย
มมี ิตรชายทา ยยานเปนบานไทย สาํ นกั ในเคหาขนุ จาเมือง
ใครพบพักตรเขาก็ทักวา ทรงซูบ จะดรู ปู ตวั เองกผ็ อมเหลือง
ซังตายชนื่ ฝน ฤทยั ใหป ระเทือง เท่ียวชาํ เลอื งแลชมตลาดเรยี ง
เปนสองแถวแนวถนนคนสะพร่งั บางยนื บา งน่ังรา นประสานเสียง
ดรู ูปรางนางบรรดาแมค า เคียง
ขายหอยแครงแมงภกู ับปูมา เห็นเกลยี้ งเกลยี้ งกลองแกลง เปนอยางกลาง
พวกเจกจีนสนิ คา เอามาวาง
ท่ีขายผานา ถังก็เปดโถง หมกึ แมงดาหอยดองรองกระถาง
สกั ยสี่ บิ หยบิ ออกเปน กอบกอง มะเขือคางแพะเผือกผักกาดดอง
ดกู ็งามตามประสาพนาเวศ ลวนเบ้ียโปงหญงิ ชายมาจายของ
แตแ รมคางบางปลาสรอ ยไดสามวัน พ่ีเที่ยวทองทัศนาจนสายัณห
พอฟา ขาวดาวเดือนลงเลื่อนลด ไมนวลเนตรเหมือนหนึ่งในไอศวรรย
จากเคหาชลนาพนี่ องเนือง กช็ วนกนั เลยลาขุนจาเมือง
พอพนบานลานแลลวนทุงเลีย่ น อรา มรถสรุ ิยาเวหาเหลือง
ดกู รวดทรายพรายงามเหมือนเงนิ ราง ขืนประเทืองปลา้ํ ทกุ ขมาตามทาง
ดูสีขาวราวกับน้ําตาลโตนด หนทางเตยี นตัดเขาภูเขาขวาง
รมิ ทางเถื่อนเรือนเหยา มรี ายราย หยาดนํา้ คา งขังหลมุ ที่ขุมควาย
ถึงหนองมนมีตําบลชื่อบานไร ท่ีหวา งโขดขอบผาศิลาฉลาย
ตองเดินเฉียงเลย่ี งลดั ตัดทแยง
กาํ ดดั แดดแผดรอนทุกขุมขน เห็นฝูงควายปลอ ยเกลือ่ นอยกู ลางแปลง
ลวนละแวกแฝกคาปาราํ ไร
ตะวันคลอ ยหนอยหนึง่ ถึงบางพระ เขาถากไมทกุ ประเทศทุกเขตแขวง
พอพบเรือนเพ่ือนชายช่ือนายมา ตามนายแสงนําทางไปกลางไพร
ไมม ีตน พฤกษาจะอาศัย
จนสุดไรเ ลยี บริมทะเลมา
ดรู ะยะบานน้ันกแ็ นนหนา
เขาโอภาตอ นรบั ใหหลบั นอน
พอรุงแสงสรุ ยิ าลีลาลาศ ลงเลียบหาดหวนคะนงึ ถึงสมร
เหน็ กรวดทรายชายทะเลชโลทร ละเอียดออนดงั ละอองสําลดี ี
ดูกาบหอยรอบคล่นื กระเดน็ สาด ก็เกลอื่ นกลาดกลางทรายประพรายสี
เปนหลายอยา งลางลูกกเ็ รยี วรี โอเชน นี้แมม าดวยจะดีใจ
จะเชยชมกมเก็บไปกลางหาด เห็นประหลาดกจ็ ะถามตามสงไสย
พ่ไี มร ูก็จะชวนสาํ รวลไป ถึงเหนือ่ ยใจจะคอยเบาบรรเทาคลาย
โอย ามน้ีพี่เห็นแตพ ักตรเ พื่อน ไมช ่ืนเหมือนสุดสวาดิทีม่ าดหมาย
กลนั้ น้ําตามาจนสุดทีห่ าดทราย เหน็ เรือรายโรงเรียงเคียงเคยี งกัน
อันชื่อน้ศี รีมหาราชาชาติ ขนึ้ จากหาดเขา ปา พนาสัณฑ
คอ ยเลยี บเดนิ เนินโขดศงิ ขรคัน เสยี งจกั กระจน่ั แซเซง็ วังเวงใจ
สองขางทางนางไมไพรสงัด ไมแกวง กวดั กานกงิ่ ประวงิ ไหว
เย็นระรนื่ ชน่ื ชุม ชอุมใบ หนาวฤทยั โทมนสั ระมัดกาย
เสียงนกรองกอ งกูกนั กลางปา ฟงภาษาสัตวไพรก็ใจหาย
จนออกดงลงเดินเนินสบาย คอยเคล่ือนคลายรอเรียงมาเคียงกัน
ถึงเขาขวางวา งเวงิ้ ชะวากวงุ เขาเรยี กทุงสาขลาพนาสัณฑ
เปนปารอบขอบเขนิ เนนิ อรญั นกเขาขันคเู รยี กกนั เพรยี กไพร
บางถาบถาพาคลู งฟบุ ฝุน เหน็ คนผลนุ โผผินบนิ ไถล
บา งกงคอคูคกู ุกกูไป ฝงู เขาไฟฟบุ แฝงท่แี ฝกฟาง
โอป ก ษีมีคทู ช่ี ชู นื่ สําราญรน่ื ปกปดดวยปก หาง
พ่ีเปลี่ยวใจอายนกเพราะหา งนาง มาเดินกลางดงแดนแสนกันดาร
แลวรบี รุดไปจนสุดท่ีทวิ ทุง ถึงบางละมงุ พบน้าํ ลําละหาน
เปนประเทศเขตนิคมกรมการ มเี รอื นบานแออัดท้ังวัดวา
น้าํ ตาตกอกโออนาถเหน่อื ย ใหม ึนเม่ือยขดั ของทงั้ สองขา
ลงหยดุ หยอนผอ นนัง่ ทศี่ าลา ตา งระอาออนจิตรระอิดแรง
ลงอาบนํ้าลาํ หวยพอเหน่ือยหาย แตเ สน สายรุมรึงใหขงึ แขง็
สลดใจเห็นจะไมถึงเมืองแกลง แตนายแสงวอนวาใหคลาไคล
พ่ีดดู วงสรุ ฉิ ายกบ็ ายคลอ ย ชวนพมุ นอยจากศาลาท่ีอาศยั
ออกพน ยานบานบางละมงุ ไป คอยคลายใจจรเลียบชลามา
ในกระแสแลลว นแตโปะ ลอ ม ลงอวนออ มโอบสกัดเอามจั ฉา
โอคดิ เห็นเอ็นดหู มแู มงดา ตวั เมียพาผัวลอยเทย่ี วเล็มไคล
เขาจับตวั ผัวทิ้งไวกลางนํา้ ละลอกซํ้าสาดซัดใหต ัดษยั
พอเมยี ตายฝา ยผวั ก็บรรลัย โอเหมอื นใจที่พ่ีรักภัคินี
แมนนองตายพจ่ี ะวายชีวติ ดว ย เปนเพือ่ นมว ยมง่ิ แมไ ปเมอื งผี
รําจวนจิตรคิดมาในวารี จนถงึ ท่ีศาลาบานนาเกลือ
หยดุ ประทบั ดบั ดวงพระสุริแสง ยิ่งโรยแรงรอนรนนัน้ ลนเหลอื
จะเคี้ยวเขา ตละคําเอานํ้าเจือ พอกล้วั เกล้อื กล้าํ กลืนคอยชื่นใจ
ทงั้ ลาเลอื่ ยเหน่ือยออนนอนสนทิ จนอาทิตยแยมเยยี่ มเหลยี่ มไศล
ถอนสะอน้ื ตืน่ ตายังอาไลย ราํ จวนใจจรจากศาลามา
เขาเดินดงพงชัฏสงดั เงยี บ เย็นยะเยยี บนา้ํ คางพรา งพฤกษา
ออกชะวากปากทุงพัทยา นายแสงพาเล้ียวหลงทว่ี งเวยี น
บุกละแวกแฝกแขมแอรมรก กับกอกกสูงสูงเสมอเศยี ร
ดวยน้ําฝนลนลงหนทางเกวยี น ขึ้นโขดเตียนตอกรอกยอกระยํา
กลัวปลงิ เกาะเลาะลดั ขัดเขมร ลงลยุ เลนพรวดพราดพลาดถลํา
ถึงแนวหนองยองกาวเอาเทาคลํา แตท อ งนา้ํ อยจู นเทย่ี งจงึ พบทาง
พอยกเทากา วเดนิ บนเนนิ แหง ท้ังขาแขง เขาขอใหขดั ขวาง
เจ็บระบมคมหญาคาระคาง คอ ยยองยางเหยยี บฝนุ ใหง ุนโงง
เห็นพฤกษาไมม ะคามะขามขอย ทงั้ ไทรยอยยอดโยนโดนตะโขง
เหมอื นไมด ัดจัดวางขางพระโรง เปนพุม โพรงสาขานาเสียดาย
เดินพนิ ิจเหมือนคดิ สมบัตบิ า จะใครหาตน ไมเขา ไปถวาย
นเ่ี หนด็ เหนื่อยเล่ือยลา บรรดาตาย แสนเสียดายดูเดินจนเกินไป
ถงึ ทองธารศาลเจารมิ เขาขวาง พอไดทางลงมหาชลาไหล
เขา ถามเจกลกู จา งตามทางไป เปนจนี ใหมอ อแอไ มแ นน อน
รอ งไลข ่ือมือชไี้ ปทเี่ ขา ก็ดื้อเดาเลยี บเดนิ เนินศงิ ขร
ศลิ าแลเปนชะแงชะงักงอน บางพรุนพรอนแตกกาบเปนคราบไคล
ตอ งเลยี่ งเลยี บเหยยี บยอกเอาปลาบแปลบ ถึงท่แี คบเปนเขนิ เนินไศล
คอยตะกายปายปน เปะปะไป จะขาดใจเสียดว ยเหนื่อยทง้ั เมื่อยกาย
ถึงทโี่ ขดตองกระโดดขึ้นบนแง โกน เอาแมจ นี ใหมนัน้ ใจหาย
บอกวาใกลไ กลมาบรรดาตาย ทง้ั แคนนายแสงนาํ ไมจ ําทาง
ทําซมเซอะเคอะคะมาปะเขา แตโ ดยเมากญั ชาจนตาขวาง
แกไขหูสูน ิง่ ไปตามทาง ถงึ พน้ื ลางแลลาดลว นหาดทราย
ตางโหยหิวนว่ิ หนา สองขาแข็ง ในคอแหงหอบรนกระหนกระหาย
กลนื กระเดือกเกลือกลน้ิ กินน้ําลาย เจยี นจะตายเสียดว ยรอ นออนกําลัง
น้ํากน็ องอยูในทอ งชลาสนิ ธุ จะกอบกนิ เค็มขมไมส มหวงั
เหมือนไรคอู ยูขา งกาํ แพงวัง จะเก้ยี วม่ังก็จะเฆ่ียนเอาเจยี นตาย
ท้ังน้เี พราะเคราะหก รรมกระทําไว นกึ อะไรจึงไมส มอารมณห มาย
แลว ปลอบนองสองราปรีชาชาย มาถึงทายทวิ ปา นาจอมเทียน
เห็นบอน้ํารํ่าดมื่ เอาโดยอยาก พออาปากเหมน็ หนื ใหคล่นื เหียน
คอ ยมีแรงแข็งใจไปทางเกวยี น ไมแ วะเวียนเดาเดนิ ดาํ เนนิ ไป
ถงึ หวยขวางตดั ทางเขาไตถ าม พบขุนรามเรียกหาเขา อาศยั
กนิ เขาปลาอาหารสาํ ราญใจ เขาแตง ใหหลับนอนผอ นกาํ ลัง
สงสารแสงแสนสดุ เมอื่ หยุดพัก เฝา น่ังชกั กัญชากับตาสัง
เสียงขาคะอยจู นพระเคาะระฆงั ตางรา่ํ สง่ั ฝากรกั กนั หนักครัน
แสนวติ กอกพี่เม่ืออา งวาง ถามถงึ ทางท่จี ะไปในไพรสัณฑ
ชาวบานบอกมรคาวากวา พนั สะกดิ กันแกลว กลาเปนนากลัว
ยงิ่ หวาดจติ รคดิ คุณพระชนิ สีห กบั ชนนบี ิตเุ รศบังเกิดหัว
ขา ต้ังใจไปหาบดิ าตัว ใหพนช่วั ทชี่ ื่อวา ไภยนั ต
อธิฐานแลว สะทา นสะทอนอก สาํ เนียงนกเพรียกไพรท้งั ไกขัน
เมฆแอรมแยมแยกแหวกตะวัน กช็ วนกันอาํ ลาเขาคลาไคล
เขมนเมนิ เดินตรงเขา ดงดึก ดซู ึง้ ซึกมิไดเ หน็ พระสุริยใส
เสยี งฟารองกองลนั่ สนน่ั ไพร ไมไหวไหวเหลียวหลังระวังคอย
สงดั เงียบเยียบเยน็ ยะเยือกอก น้ําคา งตกหยดเหยาะลงเผาะผอย
พฤกษาสงู ยูงยางสลา งลอย ดูชดชอยชน่ื ชุมชอมุ ใบ
ถงึ ปากชองหนองชะแงวเขาแผว ถาง แมน คาํ่ คา งอรัญคาไดอ าศยั
เปนทลี่ ุม ขุมขงั คงคาไลย วังเวงใจรบี เดนิ ไมเมนิ เลย
หนทางรน่ื พนื้ ทรายละเอียดออน ในดงดอนดอกพะยอมหอมระเหย
หายระหวยดวยพระพายมาชายเชย ชะแงเงยแหงนทศั นามา
ถึงบางไผไ มเห็นไผเ ปน ไพรชัฏ แสนสงัดเงียบในไพรพฤกษา
ตอ งขามธารผา นเดินเนินวนา อรญั วาอา งวางในกลางดง
ถึงพงคอคอเขาเปนโขดเขิน ตองขน้ึ เนินภูผาปาระหง
สง กระท่ังหลงั โคกเปนโตรกตรง เม่อื จะลงก็ตองวิง่ เหมือนลิงโลน
แตขา มหว ยเหวผาจนขาขัด ตอ งกําดดั ว่ิงเตนดงั เลนโขน
ทั้งรากยางขวางโกงตะโขงโคน สะดุดโดนโดดขา มไปตามทาง
ถึงพุดรสาครเปนพวยพุ นํ้าทะลอุ อกจากชะวากขวาง
ดซู ึ้งใสไหลเชีย่ วเปนเกลยี วกลาง สไบบางชุบซับกบั อรุ า
แลว ขึ้นเนินเดนิ ในดงไมห อม สะพรั่งพรอ มปรปู รายปฤษณา
ยามพระพายชายเชยราํ เพยพา หอมบบุ ผารนื่ รนื่ ช่ืนอารมณ
เหมือนกล่นิ ปรางนางปนสุคนธร่นื คดิ ถึงคนื เคยี งนองประคองสม
ถอนสะอ้ืนยนื เดด็ ลําดวนดม พ่ีนกึ ชมตา งนางไปกลางไพร
ถงึ หว ยอีรา แลระยา ลวนสายหยดุ ดอกน้ันสดุ ทจี่ ะดกดไู สว
กะมองกะเมงนมแมวเปนแถวไป ลวนลกู ไมกลางปาทง้ั หวาพลอง
สะทอนหลนใตตน ออกเกลอื่ นกลง้ิ ฝูงคา งลิงกินเลนเปนเจา ของ
ตา งเกบ็ เค้ียวเปรย้ี วปรายเสียกา ยกอง แตโ ดยลองเลอื กชิมจนอิ่มไป
ถงึ โตรกตรวยหว ยพระยูนจะหยุดรอน เห็นแรดนอนอยใู นดงใหสงไสย
เรยี กกนั ดดู ว ยไมร ูว า สตั วใด เหน็ หนา ใหญอยางจระเขตะคุกตัว
มนั เห็นหนา ทําตากะปรบิ นิ่ง เหน็ หลายสิ่งคอคางทง้ั หางหัว
รวู าแรดกนิ หนามใหครามกลัว ขยับตวั ว่งิ พลั วนั ไป
ครูหนึ่งถงึ ชะวากชากลกู หญา ลว นพฤกษายางยงู สูงไสว
แตล วนทากตะเละรําลาํ ภูไพร ไตใ บไมยงู ยางมากลางแปลง
กระโดดเผาะเกาะผบั กระหยับคืบ ถบี กระทบื มใิ ครหลดุ สุดแสยง
ปลดทีต่ ีนติดขาระอาแรง ทง้ั ขาแขงเลือดโทรมชโลมไป
ออกเดนิ ถ่หี นีทากถึงชากขาม เปนสนามนาํ้ ทาไดอ าศยั
เห็นรอยคนแรมคา งอยกู ลางไพร ขึน้ ตนไมหักรังไวเรียงราย
เห็นลิงคา งปางชะนวี ะหวดี โหวย กระหึมโหยหอยไมน าใจหาย
เสยี งผัวผัวตัวเมยี เท่ียวโยนกาย เหน็ คนอายแอบองิ กบั ก่ิงยาง
โอชะนเี วทนาเที่ยวหาผวั เหมอื นตัวพจี่ ากนองใหห มองหมาง
ชะนเี พรียกเรียกชายอยปู ลายยาง พ่ีเรยี กนางนชุ นองอยูในใจ
เปนปา สงู ฝงู นกในดงดกึ หวนระลกึ ถงึ สดุ านา้ํ ตาไหล
จักระจั่นรอ งพรองเพราะเสนาะไพร ทงั้ เสียงไกเ ถ่ือนขันสนั่นเนนิ
พฤกษาเบียดเสยี ดสดี งั ปแ กว วเิ วกแววหวา งลําเนาภเู ขาเขนิ
สดับฟง วงั เวงเปนเพลงเพลิน ตอ งรีบเดนิ โดยดว นดว ยจวนเย็น
ถงึ หวยโปง เห็นธารละหานไหล คงคาใสปลาวายคลายคลายเหน็
มีกรวดแกวแพรวพรายรายกระเดน็ บางแลเหน็ เปนสบี ุษราคัม
ขืนอารมณชมเชยเลยลีลาศ พระพายพาดพัดเรอ่ื ยมาเฉื่อยฉา่ํ
ทงั้ สองขา งมรคาปา ระกาํ สลางลําแลสลบั อยกู บั กอ
หอมบบุ ผาสาโรชมาร่ืนรนื่ ตา งหยดุ ยนื ใจหายเสยี ดายหนอ
แมน อยเู คยี งเวียงไชยเหน็ ไมพอ จะตัดตอเรือเลนแลนตามกัน
ทลายลูกสุกแลดูแออัด เอาดาบตดั ชิมไปในไพรสัณฑ
มันแสนเปร้ียวเบ้ียวหนา เขาหากนั ออกเขด็ ฟน เปน จะตายดว ยรายชมิ
๏ ถึงหว ยพรา วเทาเม่ือยออกเลื่อยลา เหน็ ผดิ ฟาฝนยอยลงหยิมหยิม
สรุ ฉิ ายบายเย้ืองเมืองประจมิ อรุ ะปมศรปก สลักทรวง
ออกเดินรีบถีบถอนไปทุกยา ง กลัวจะคา งคํา่ ลงในดงหลวง
ดว ยครน้ื ครกึ พฤกษาลดาพวง ไมเ หน็ ดวงสรุ ยิ าเวลาไร
พอเต็มตึงถึงสุนัขกะบากนน้ั รอยเขาฟน พฤกษาอยูอาศยั
เห็นรอยคนปนควายคอ ยคลายใจ รูวาใกลออกดงเดินตะบึง
แตย างยา ยทรายฝุนขยนุ ยบุ ยงิ่ เหยียบฟุบขาแขง ใหแ ข็งขงึ
ยิง่ จวนเย็นเสน สายใหตายตึง ดูเหมอื นหน่งึ เหยียบโคลนใหโอนเอน
ออกปากชองทองทุงทต่ี ลิง่ ตางเกลือกกล้งิ ลงท้ังรกถกเขมร
ดวยลา เล่อื ยเหน่ือยออนนอนระเนน จนสรุ ิเยนทรลบั ไมช ายทะเล
ผลัดกันทาํ ย่ําเหยียบแลว ยืนหยดั กระดูกดัดผัวะเผาะใหโ ผเผ
คอ ยยางเทา กา วเขยกดูเกกเก ออกโซเซเดนิ ขา มตามตะพาน
เปนทุงแถวมีแนวแมนาํ้ ออม ระยะหยอมเคหานา สนาน
เปนเนนิ สวนลว นเหลา มะพราวตาล เขาลบั บานทบั มาลลี าไป
พอสน้ิ ดงตรงบากออกปากชอง ถงึ ระยองเหยาเรือนดไู สว
แวะเขา ยา นบา นเกา คอยเบาใจ เขาจุดไตต อนรับใหหลบั นอน
ฝา ยนายแสงถึงตาํ แหนง สาํ นักนอ ง เขายิม้ ยองชมหลานคลานสลอน
พวี่ าเหวเอกาอนาทร ดวยจะจรตอไปเปนหลายคืน
คร้ันรงุ เชาเทา บวมทั้งสองขา ง จะยอ งยา งสุดแรงจะแขง็ ขืน
อยรู ะยองสองวันสูกล้นั กลนื คอ ยแชม ช่นื ชวนกนั วาจะคลาไคล
นายแสงหนีล้ีหลบไมพ บเหน็ โอแ สนเขญ็ คิดนา นา้ํ ตาไหล
นอยหรือเพื่อนเหมอื นจะรวมชวี าไลย มาสญู ใจจําจากเมื่อยากเย็น
จงึ กรวดน้าํ รา่ํ วา ตอ อาวาส อนั ชายชาตินหี้ นอไมขอเห็น
มาลวงกนั ปลิ้นปลอกหลอกทัง้ เปน จะชเี้ ชนชั่วชาใหส าใจ
เดชะสตั ยอ ธษิ ฐานประจานแจง ใหเ รยี กแสงเทวทัตจนตดั ษยั
เหมอื นช่อื ต้ังหลังพิหารเขยี นถานไฟ ดว ยนํา้ ใจเหมือนมินหมอทรชน
แลวชวนสองนองรกั รว มชวี ิต ใหเ ปลี่ยวจติ รไมแ จง รแู หงหน
จากระยองยองตามกันสามคน เลียบถนนคนั นาปา รําไร
ถึงบา นนาตาขวญั สําคัญแน เห็นยายแกแ วะถามตามสงไสย
เขาช้ีน้วิ แนะทวิ หนทางไป ประจักษใจจาํ แนดําเนนิ มา
ถึงบานแลงทางแหง เหน็ ทงุ กวาง เฟอนหนทางทวนทบตลบหา
บุกละแวกแฝกแขมกับหญาคา จนแดดกลา มาถงึ ยา นบา นตะพง
มเี คหาอารามงามระรืน่ ดว ยพา งพื้นพุมไมไพรระหง
ตัดกระพอ หอไดทุกไรก ง พี่หลกี ลงทางทุงกระทอลอ
เห็นสาวสาวชาวไรเขาไถที่ บางพาทีอือเออเสยี งเหนอหนอ
แลขไี้ คลใสต าบเปนคราบคอ ผา หมหอ หมากแหงตะแบงมาน
พ่สี ูเมนิ เดินตรงเขา ดงสูง เสยี งนกยงู เบญจวันขนึ้ ขนั ขาน
คิดถึงนองหมองใจอาไลยลาน แมน แจง การวา พี่จากอยุธยา
จะเศราสรอยคอยทา เปน ทุกขรอน ถึงยามนอนยามกินถวิลหา
พก่ี แ็ สนสดุ ยากลําบากมา ทงั้ เดินปา ปมกายจะวายวาง
ตองเวยี นวงหลงทบตลบเล้ยี ว ดว ยรกเรย้ี วหวยหนองเปนคลองขวาง
ระหกระเหินเดินภาวนาพลาง พอพบทางลงถึงทอ งทะเลวน
เสียงพลิ ึกครึกครึ้มกระหึมคล่ืน รม ระร่นื รุกขาพฤกษาสน
เหลา ตนโปลงโกงกางก่ิงพิกล สลา งตนเต็งต้ังสะพรงั่ ตา
ถึงปากชองคลองกรุนเหน็ คลองกวา ง มีโรงรางเรยี งรายชายพฤกษา
เปนชมุ รมุ นาน้าํ เขาทาํ ปลา ไมรอรารบี เดนิ ดําเนนิ พลาง
ถงึ ศาลเจาอา วสมทุ รทส่ี ุดหาด เลยี บลลี าศขึ้นตามชอ งที่คลองขวาง
ถงึ บา นแกลงลดั บานไปยานกลาง เห็นฝงู นางสานเสอื่ นั้นเหลอื ใจ
แตป ากพลอดมือสอดขยุกขยิก จนมอื หงกิ งอแงไมแ บได
เปนสว ยบานสานสง เขากรงุ ไกร เดก็ ผใู หญทําเปน ไมเวน คน
พอพลบค่ําสาํ นักทีเ่ รือนเพื่อน ดเู หยาเรอื นชาวแขวงทุกแหง หน
มงุ ดว ยไมห วายโสมแสนพิกล ไมม ีคนแลวกม็ ว นหลังคาวาง
คร้ันคนมาเอาหลังคาขึ้นคลุมคลี่ ดกู ด็ ีเรว็ รัดไมขดั ขวาง
เวลาคํา่ ลํ้าเหลอื ดว ยเสอื กวาง ปบ มาขางเรือนเหยาท่ีเรานอน
เขาดักจ่นั ชั้นในใสส นุ ัข มนั หอบฮักด้ินโดยแลว โหยหอน
ยิ่งดึกฟงวังเวงวนาดร สังเวชนอนมใิ ครห ลบั ระงับลง
จนรุงแจงแสงสายไมวายโศก บรโิ ภคเสรจ็ สมอารมณป ระสงค
จากสถานบา นแกลงไปกลางดง ตน รังรงรมชื่นระรนื่ เย็น
เหน็ รอกแตแยตนุ ออกวนุ วิ่ง เอาดินทงิ้ ไลท บุ ตะครุบเลน
ลูกมะมวงรว งกลาดดาษกระเดน็ เสียดายเปนกลางไพรไมไดก าร
อยูใกลว งั ดังนน้ี างสาวสาว จะโนมนาวก่ิงเก็บเกษมศานต
นกึ ดําเนินเดนิ กลางทางกนั ดาร ถึงตะพานยายเหมสรา งทกี่ ลางไพร
เปนทงุ แถวแนวนาํ้ สกัดกน้ั ตองพากนั ลุยเลียบทะเลไหล
แลวข้นึ ขา มตามตะพานสําราญใจ ลงเลียบในตีนเขาลาํ เนาทาง
ดคู รึ้มครึกพฤกษาปาสงัด ทะลลุ ดั ตัดทะเลแหลมทองหลาง
ตางเพลิดเพลนิ เดนิ วาเสภาพลาง ถกู ขุนชางเขาหอหัวรอเฮ
เห็นไรแ ตงแกลง แวะเขาริมหา ง ทาํ ถามทางชกั ชวนใหสรวลเส
พอเจาของแตงโมปะโลปะเล สมคะเนกนิ แตงพอแรงกัน
แลวภญิ โญโมทนาลาลีลาศ ลงเลยี บหาดปรีดิ์เปรมเกษมสันต
ถึงปากชองคลองนาํ้ เปนสําคัญ ตาํ แหนงน้นั ชอ่ื ชะวากปากลาวน
ไมหยุดยง้ั ต้งั หนาเขา ปากวาง ไปตามทางโขดเขินเนินถนน
สดับเสียงลงิ คา งครางคํารน เหมือนคนกรนโครกครอกทาํ กลอกตา
ถึงหยอ มยานบานครําพอค่ําพลบ ประสบพบเผา พงศพวกวงศา
ขน้ึ กระฎีทส่ี ถิตทา นบิดา กลืนนาํ้ ตาก็ไมฟง เฝา พรั่งพราย
ศิโรราบกราบเทา ใหเ ปลาจติ ร รําคาญคดิ อาไลยมใิ ครหาย
ชะรอยกรรมทําสัตวใ หพ ลัดพราย จงึ แยกยายบิตรุ าชญาติกา
มาพบพอทอ ใจดวยไกลแม ใหต ัง้ แตเ ศราสรอยละหอยหา
ชนนีอยูศรอี ยธุ ยา บดิ ามาอางวางอยูกลางไพร
ภเู ขาขวางทางกัน้ อรัญเวศ ขา มประเทศทุงทาชลาไหล
เดนิ กนั ดารปานปมจะบรรลัย จึงมาไดเ ห็นหนา บิดาตวั
ทา นชชู วยอวยพรใหผ องแผว ดังฉตั รแกวกางกน้ั ไวเหนือหวั
อตุ สาหฝนไพลทารกั ษาตัว คอยยงั ชัว่ มึนเม่ือยทีเ่ หน่ือยกาย
บรรดาเหลาชาวบานประมาณมาก ตา งมาฝากรักใครเ หมือนใจหมาย
พดู ถงึ ทตี่ โี บยขโมยควาย กลาวขวญั นายเบียดเบยี นแลวเฆย่ี นตี
ถามราคาพรา ขวานจะวานซ้ือ ลวนอออือเองกูกะหนูกะหนี
ทีค่ ะขาคําหวานนานนานมี เปนวาขค้ี รา นฟงแตซ ังตาย
เวลาเชาก็ชวนกนั ออกปา มันโมหมาไลเ นื้อไปเหลือหลาย
พอเวลาสายัณหต ะวนั ชาย ไดก ระตา ยตะกวดกวางมายา งแกง
ทั้งแยบึ้งอง่ึ อางเน้ือคางคั่ว เขาทําครัวคร้นั ไปปะขยะแขยง
ตอ งอดสิน้ กนิ แตเ ขา กับเตา แตง จนเรยี่ วแรงโรยไปมิใครม ี
อยูบ รุ ินกินสาํ ราญทง้ั หวานเปรยี้ ว ตัง้ แตเ ทยี่ วยากไรมาไพรศรี
แตน าํ้ ตาลมิไดพานในนาภี ปถ ววี าโยก็หยอ นลง
ดว ยเดือนเกา เขาวสาเปนนา ฝน จึงขัดสนสง่ิ ของตองประสงค
คร้นั แลวลาฝา เทา ทานบิตุรงค ไปบา นพงคอต้งั รมิ ฝง คลอง
ดหู นมุ สาวชาวบานรําคาญจติ ร ไมน า คิดเขา ในกลอนอักษรสนอง
ลวนวงศวารวานเครอื เปน เชื้อชอง ไมเ หมือนนอ งนกึ นา น้าํ ตากระเด็น
แลว ไปชมกรมการบานดอนเด็จ ลว นเล้ยี งเปด หมเู น้ือดเู หลือเข็ญ
ยกกระบัตรคดั ชอนทกุ เชาเย็น เมียท่ีเปน ทานผูหญิงนงั่ ปงปลา
๏ แลวไปบางทางเถอ่ื นบานพงออ ไมเ หลอื หลอหลายตําแหนงแสวงหา
จะเท่ียวดคู นผทู าํ ยาตา ไมเ หน็ หนา นกึ ระทดสลดใจ
ถงึ คนผอู ยูเกลอ่ื นกเ็ หมือนเปล่ียว สันโดษเดย่ี วดวยวาจิตรผิดวไิ สย
มาอยูยา นบา นกราํ่ ระกาํ ใจ ชวนกนั ไปชมทะเลทุกเวลา
เหน็ เง้ือมเขาเงาบงั ข้นึ น่งั เลน ลมเยน็ เย็นอยากดหู มูม ัจฉา
แลตล่งิ โลง ลิ่วทวิ ชลา ดูนาวาแลน ละเลาะริมเกาะเกียน
บางกา วเสยี ดเฉยี ดทางไปขา งเขา บางออกเขา ขามฟากดังฉากเขยี น
เรือตระเวนเจนแดนเท่ียวแลนเวยี น ดาษเดยี รดสู ลา งกลางชลา
คร้นั ยามเยน็ เห็นเหมือนหน่งึ เมฆพลงุ เปนควันฟงุ ราวกับไฟไกลนักหนา
แลวถอยลงโพลงขึน้ ไมขาดตา ถามผูเ ถา เขาวาปลามนั พนฟอง
เห็นจริงจงั นง่ั นึกพลิ ึกลาํ้ จนพลบคํ่ามดื มลขนสยอง
ย่ิงอาลัยใจมาอยทู ี่คคู รอง แมนแมนองไดมาเห็นเหมอื นเชนน้ี
จะแอบอิงวงิ วอนชะออนถาม ตําแหนง นามเกาะแกงแขวงวิถี
ไดเชยชื่นร่ืนรสสมุ าลี แลวจะชีใ้ หแมช มยมนา
ไหนตวั พนี่ ีจ้ ะชมทะเลหลวง จะชมดวงนัยนเนตรของเชษฐา
โออ าไลยไกลแกวกานดามา กล้ันนํา้ ตามิใครห ยดุ สุดระกํา
เสยี ดายนักภคั นิ เี จาพี่เอย ยงั ชืน่ เชยชมชิมไมอ ม่ิ หนํา
มายากเย็นเหน็ แตผา แพรดํา ไดห ม กราํ อยูกับกายไมวายตรอม
อยูบา นกราํ ทาํ บญุ กับบติ เุ รศ ถงึ เดอื นเศษโศกซูบจนรปู ผอม
ทกุ คืนคาํ่ กําสรดสูอดออม ประณตนอมพทุ ธคุณกรุณา
ท้งั ถือศีลกินเพลเหมือนเชน บวช เยน็ เยน็ สวดศกั ราชศาสนา
พยายามตามกจิ ดวยบิดา เปนฐานานปุ ระเทศอธิบดี
จอมกษัตรยิ มัสการขนานนาม เจาอารามอารัญธรรมรังษี
เจรญิ พรตยศยง่ิ ม่ิงโมลี กําหนดย่ีสิบวสาสถาวร
ไดพ บเห็นเปนทํานุอปุ ถมั ภ กก็ รวดนา้ํ นึกคะนึงถงึ สมร
ใหไ พบลู ยพนู สวสั ดิพ์ พิ ฒั นพร อยา รรู อ นโรคภัยส่ิงไรพาน
ถึงชาตินมี้ ิไดสมอารมณคดิ ดวยองคอิศรารกั ษจ ะหักหาญ
ขอใหน องครองสัตยซ ่ึงปฏิญาณ ไดพบพานภายนา เหมือนอารมณ
พอควรคูรรู ักประจักษจติ ไดช น่ื ชิดชมนอ งประคองสม
ถึงตา งแดนแสนไกลไพรพนม ใหลอยลมลงมาแอบแนบอรุ า
อยารจู ักผลักพลกิ ทั้งหยิกขวน แขนแตล ว นรอยเล็บเจ็บนักหนา
ใหแยมยม้ิ พร้ิมพรอ มนอมวญิ ญาณ แลว ก็อยาข้หี งึ ตะบึงตะบอน
ขอแบงบุญคุณศีลถวิลถงึ ใหทราบซง่ึ โสตรทรวงดวงสมร
ถงึ อยูไกลในปาพนาดร แตใจจรจงสวาทไมคลาดคลา
ไปเท่ยี วเลนเห็นดอกไมแลว ใจอยาก จะใครฝ ากดวงเนตรของเชษฐา
ก็จนใจไกลทางตา งสธุ า แตน ้าํ ตานีแ้ ลฟมู ละลมุ ลง
เวลาคํา่ ชาํ้ ใจเขา ไสยาสน โออนาถในวนาปา ระหง
ยนิ แตเสียงลิงคา งท่กี ลางดง วิเวกวงวนั เวศวงั เวงใจ
จักจ่ันหวัน่ แวว แจว แจว เสียง เหมือนสาํ เนียงวนดิ านาํ้ ตาไหล
หนาวน้ําคา งพรา งพรมพนมไพร โอเ จียนใจพจี่ ะขาดอนาถนึก
ไดแ นบหมอนออนอุนใหฉ นุ ช่ืน ระรวยรื่นรสลําดวนเมอื่ จวนดกึ
ท้ังหอมแพรดํารํ่ายง่ิ รําลึก ทรวงสะทกึ ทกุ ทุกคนื สะอนื้ ใจ
๏ จนเดอื นเกา เชา ค่าํ ยิง่ พรํ่าฝน ทกุ ตาํ บลบา นกราํ ลวนน้าํ ไหล
ยงิ่ งวงเหงาเศรา ช้ําระกําใจ จนลมไขคิดวากายจะวายชนม
ใหเ คลิม้ เคลน เหน็ ปศาจประหวาดหว่นั อนิ ทรียสนั่ เศยี รพองสยองขน
ทานบิดาหาผูทรี่ ูม นต มาหลายคนเขาก็วา ตองอารักษ
หลงละเมอเพอพูดกบั ผีสาง ทเ่ี คยี งขางคนผูไ มรจู กั
แตห มอเถา เปาปดชะงัดนกั ทั้งเสน วกั หลายวนั คอ ยบรรเทา
ใหคนทรงลงผีเม่ือพี่เจบ็ วาเพราะเก็บดอกไมที่ทายเขา
ไมงอนงอขอสูทาํ ดเู บา ทา นปูเจา คมุ แคนจงึ แทนทด
ครน้ั ตาหมอขอโทษกโ็ ปรดให ทจ่ี รงิ ใจพี่ก็รอู ยวู าปด
แตชาวบา นทานถือขา งทา วมด จงึ สูอดนิ่งไวในอุรา
ทกุ เชา เยน็ เห็นแตห ลานท่ีบานกรํา มว งกับคํากลอยจติ รขนษิ ฐา
เหน็ เจบ็ ปวดนวดฟน ชวยฝนยา ตามประสาซื่อตรงเปน วงศว าน
ครนั้ หายเจบ็ เกบ็ ดอกไมมาใหบา ง กลับระคางเคืองของกนั สองหลาน
จะวากลาวนา วโนม ประโลมลาน ไมส มานสโมสรเหมือนกอนมา
ก็จนจติ รคดิ เห็นวา เปนเคราะห จงึ จําเพาะหงึ หวงพวงบบุ ผา
ตอ งครํ่าครวญรวนอยูดูเอกา กเ็ ลยลาบติ ุรงคท ้ังวงศว าน
ออกจากยานบานกรําซาํ้ วิโยค กําสรดโศกเศรา หมองถึงสองหลาน
เม่อื ไขหนักรักษาพยาบาล แตน ี้นานจะไดมาเห็นหนา กัน
ครัน้ จะมหิ นมี าจะลาเลา จะสรอ ยเศราโศกาเพยี งอาสัญ
จงึ พากเพียรเขยี นคําเปน สาํ คัญ ใหสองขวญั เนตรนางไวต างกาย
อยาเศรา สรอยคอยพี่พอปนา จึงจะมาทําขวัญเหมือนมน่ั หมาย
ไมท ้งิ ขวางหา งใหเ จาไดอาย จงครองกายแกวตาอยาอาวรณ
โอจ ากหลานบา นกราํ ระกําจติ ร กเ็ พราะคดิ ถึงแมหญงิ ม่งิ สมร
สูฟูมฝนทนฟาอุตสา หจ ร เปนทุกขรอนแรมทางมากลางไพร
ถงึ กรงุ ศรีอยุธยาข้นึ หาคา่ํ จงึ เขียนคาํ จรงิ แจงแถลงไข
ใหด วงเนตรเชษฐาดว ยอาไลย จงเห็นใจเถดิ ท่ีจติ รคิดคํานึง
ถึงเจ็บไขไ มตายไมคลายรัก มแี ตลกั ลอบนึกราํ ลกึ ถึง
ชวยยมิ้ แยม แชม ชื่นอยา มึนตึง ใหเหอื ดหึงลงเสียบา งจะฟง คาํ
พ่ีอุมทกุ ขบกุ ปา มหารณพ มาหมายพบพูดความกับงามขํา
อยา บิดเบือนเชือนชา ทาระกํา แตอ ยกู รํ่าตรอมกายมาหลายเดอื น
ไดดงู ามตามทางท่นี างอน่ื
ไมมีสูค ูควรกระบวนเบือน ก็หลายหมนื่ เหยยี บแสนไมแ มนเหมือน
พี่จากไปไดแตร ักมาฝากนอง
พอเปนคาผา หม ทช่ี มแทน เหมือนแมเพ่ือนชพี ชายจนปลายแดน
ดวยเกิดความลามถงึ เพราะหงึ หวง มากกวา ของอืน่ อ่นื สักหมืน่ แสน
จึงหลกี ตวั กลัวบุญคุณบดิ า อยาเคืองแคน เลยทฉี่ ันไมทันลา
แมอยูดปี รีดิ์เปรมเกษมสวัสดิ์ คนทั้งปวงเขาคดิ ฤษยา
หรือแสนสุขทุกเวลาประสาใจ ไปแรมปาปมชีวนั จะบรรลัย
หรือพรอมพรักพกั ตรเ พื่อนทเ่ี ยือนยมิ้ หรอื เคืองขัดขกุ เขญ็ เปน ไฉน
จะปราบปรามหามหวงพวงมะปราง สนิ้ อาลัยลมื หมายวาวายวาง
นริ าศเร่ืองเมืองแกลงแตงมาฝาก ใหเปรมปรมิ่ ประดิพัทธไ มขดั ขวาง
อยาหมางหมองขอ งขดั ตดั อาลัย ใหจ ดื จางจําจากกระดากใจ
เหมอื นขนั หมากมิง่ มิตรพสิ มยั
ใหชนื่ ใจเหมอื นแตหลงั ม่งั เถิดเอย ฯ
หมดุ กวี
พ.ศ. 2544 คณะกรรมการดําเนินการตามรอยสุนทรภูรวมกับอําเภอเมืองระยอง
นําโดยนายเถลิง ครามะคํา นายอําเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ในขณะน้ันไดเร่ิมกันคิด
ส่ือแสดงอันเปนสัญลักษณแหงการเดินทางผานตําบลและสถานที่ตางๆ ท่ีทานสุนทรภู
บนั ทกึ ไวในนริ าศเมืองแกลง จึงไดกาํ หนดจดุ จารึกบทกลอนในนิราศท่ีกลาวถึงสถานท่ีน้ัน ๆ
ไวเ ฉพาะเขตจงั หวัดระยองรวมทัง้ ส้นิ ๒๘ จดุ เรยี กวา "หมดุ กวี”
ลักษณะของออกแบบโดยอาจารยอํานวย หมั่นสมัคร ศิลปนดีเดนจังหวัดระยอง
สาขาทัศนศิลป ดานศิลปะออกแบบในฐานะท่ีเปนกรรมการสภาวัฒนธรรม จังหวัดระยอง
ไดออกแบบหมุดกวีนี้ไวโดยจัดทําดวยแผนหินแกรนิต สีดํา ขนาด ๖๐ x ๙๐ เซนติเมตร
จารึกบทกวีเปนอักษรไทยตัวในคอมพิวเตอรแบบ Wansika โดยพนดวยทรายในรอยลึกลง
ไปจากผวิ แผน หิน แลวปดทอง วางเอียงลักษณะ ๔๕ องศา เพ่ือใหสะดวกในการอานอยูบน
แทนคอนกรีต สูง ๘๐ เซนติเมตร ท่ีมีฐานกวาง ๒.๐๐ x ๒.๐๐ เมตร กําหนดจุดต้ังไวตาม
ตําบลและสถานท่ีตาง ๆ ที่สุนทรภูกลาวถึงในนิราศเมืองแกลง คณะกรรมการโดยอําเภอ
เมืองระยอง และคณะทํางานของจังหวัด ไดดําเนินการปก "หมุดกวี” เปนปฐมฤกษ
ประกอบพิธีบวงสรวง และเปดหมุดกวีหมุดแรก ท่ีบริเวณหนาหางบ๊ิกซี จังหวัดระยอง เม่ือ
วันท่ี ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ เวลา ๐๙.๐๙ นาฬิกา และคาดการณวาอนาคตจะเกิด
เสนทางทอ งเทย่ี วเชงิ อนุรกั ษส ําคัญอกี แหงหนง่ึ ของจงั หวัดระยอง