1
2
แบบทดสอบก่อนเรียน
เร่อื ง การเขียนเรียงความเกี่ยวกับโลกสาธารณะ วิชา ท๓2101 ภาษาไทยพน้ื ฐาน ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5
คะแนนเตม็ 2๐ คะแนน เวลา 50 นาที
---------------------------------------------------------------------------------------------
มาตรฐานการเรียนรู้ ท ๒.๑ ม.๔-๖/๒. เขยี นเรยี งความ
คำชีแ้ จง ให้นกั เรยี นเขียนเรียงความเกย่ี วกับโลกสาธารณะ โดยใชก้ ลวิธีการเขยี นเรยี งความทีเ่ หมาะสม
และสอดคล้องกบั เรอ่ื ง ความยาว 25-30 บรรทดั
เรยี งความเร่ือง.....................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
3
ใบความรู้
เรอื่ ง การเขยี นเรียงความเกี่ยวกับโลกสาธารณะ
รายวชิ า ท๓๒๑๐๑ ภาษาไทยพน้ื ฐาน ม.5 โรงเรยี นพริ ิยาลัยจังหวัดแพร่
ครูผสู้ อน นางดรณุ วรรณ แก้วมี
การเขียนรยี งความ คือ การเขียนข้อความที่มีเนื้อหาเก่ียวกบั เร่อื งใดเร่ืองหนงึ่ เฉพาะ มีความยาว
พอสมควร รอ้ ยเรียงถ้อยคำใหเ้ ป็นเร่ืองราว โดยแสดงความรู้ ความคิด อารมณ์ ความรู้สกึ จินตนาการและ
ความเขา้ ใจ ด้วยภาษาทถี่ ูกต้อง เหมาะสม ตรงตามความหมาย สละสลวยและเปน็ ระบบ
โลกสาธารณะ หมายถึง สภาพความเป็นไป และเหตุการณ์ สภาพแวดลอ้ ม ธรรมชาติ สังคม
ทม่ี นษุ ย์ทุกคนต้องเก่ียวขอ้ ง
จดุ มงุ่ หมายการเขียน
เพ่อื จรรโลงสงั คมให้ดขี น้ึ หรือใหอ้ ย่ใู นสภาพที่ดี ผ้เู ขียนเขยี นจากประสบการณ์ ความรู้ ทรรศนะ
และความนึกคิดของตนหรอื ของกลุ่มตนเอง มเี ร่ืองราวท่ีสามารถเขยี นไปไดอ้ ยา่ งกว้างขวาง
การจำแนกหัวขอ้ เรียงความ
1. จำแนกตามแนวปจั จัยของการดำรงชีวติ เช่น
- อาหารการกนิ - เครอ่ื งน่งุ หม่
- ทพี่ ักอาศัย - ทพ่ี ักผอ่ นหย่อนใจ
- สุขภาพ - การปอ้ งกนั โรคภัยไข้เจบ็
2. จำแนกโดยคำนงึ ถงึ บคุ คล เชน่
- เด็กและเยาวชน - มติ รสหาย
- นกั เรียน นสิ ติ นักศกึ ษา - นกั ตอ่ สู้
- ผใู้ หญ่ - นกั ผจญภัย
3. จำแนกโดยคำนงึ ถงึ สถานที่ เช่น
- เมอื ง - สวนสาธารณะ
- ชนบท - ทอ้ งทะเล
- ปา่ เขา - วนอทุ ยาน
4. จำแนกตามการใช้ประโยชน์ เชน่
- เสน้ ทางสอื่ สารและคมนาคม - สวนสาธารณะ - สถานที่พกั
- ทปี่ ระกอบการค้า - แหล่งบันเทิง - โรงพยาบาล
5. จำแนกตามลักษณะนามธรรม เช่น
- ความรัก - ความดี - ความงาม
- ค่านยิ ม - คณุ ธรรม - ทุกข์สุข
ใจความเรยี งความ 4
ตวั อยา่ งของการแสดงใจความ
อาหารการกิน
1. ปญั หาการขาดแคลนอาหารแกไ้ ด้โดยแปรรปู ไวบ้ รโิ ภคตลอดท้ังปี
2. อาหารทม่ี รี าแพงไมจ่ ำเป็นต้องเปน็ อาหารท่ีดีเสมอไป
3. ผักและผลไมไ้ ทย นอกจากเปน็ อาหารแลว้ ยังเปน็ สมนุ ไพร
4. คนไทยควรได้รบั การปลกู ฝังอุปนสิ ัยในการบริโภค
5. อาหารสมยั ใหม่ นอกจากแพงแล้วยงั ใหโ้ ทษ จึงควรบริโภคอาหารทำเอง
ตัวอย่างของการแสดงใจความ
ทพ่ี กั อาศยั และที่พักผ่อนหย่อนใจ
1. การสรา้ งหรือซือ้ ที่อยู่อาศัย ควรศึกษาสภาพทางภูมิศาสตรส์ งั คมก่อน เพ่ือไม่ใหเ้ กิดปญั หา
ภายหลงั
2. วสั ดกุ ่อสร้างท่ีทนทานและคุ้มคา่ น้นั ใช่อยู่อยทู่ ่รี าคาหรือคำโฆษณา แต่อยูท่ ค่ี ุณสมบัติของ
วัสดแุ ละประโยชน์ใชส้ อย
3. ผเู้ ป็นเจา้ ของทดี่ นิ ริมทางสาธารณะพึงรับผิดชอบในการปลูก และบำรุงรักษาต้นไมต้ ามท่ี
ราชการกำหนด เพ่ือความร่มร่ืนของบ้านเมือง
สว่ นประกอบของเรยี งความ
ส่วนประกอบของเรียงความ ไดแ้ ก่
- หวั ขอ้ เรื่อง
- ความนำ
- เนื้อเรอ่ื ง
- สว่ นลงท้ายหรือสว่ นสรุป
1. ส่วนความนำ เป็นส่วนท่แี สดงประเด็นหลกั หรือจุดประสงค์ของเรือ่ ง ดงั นัน้ ความนำจงึ เป็น
การบอกผู้อา่ นถึงเนื้อหาท่ีนำเสนอและยังเป็นการเร้าความสนใจให้อยากอ่านเร่ืองจนจบการเขียนความนำ เพ่ือ
เร้าความสนใจน้ัน มีหลายวธิ ี แลว้ แตผ่ ้เู ขยี นจะเลือกตามความเหมาะสม อาจนำด้วยปัญหาเรง่ ด่วน หรอื หัวข้อ
ทีก่ ำลังเปน็ เรื่องท่นี า่ สนใจก็ได้
ตวั อย่างการเขยี นสว่ นนำ
“ในอดีตเมือ่ กลา่ วถึงครู หรือค้นหาคุณคา่ ของครู หลายคนคงนึกถึงความเปรียบทง้ั หลายที่มกั ได้
ยินจนชนิ หู ไม่วา่ จะเปน็ ความเปรยี บทว่ี า่ “ครูคือเรือจ้าง” “ครูคือปูชนียบุคคล” หรือ“ครูคือผ้ใู หแ้ สงสวา่ งทาง
ปญั ญา” ฯลฯ
ตวั อยา่ งการเขียนส่วนนำด้วยบทร้อยกรอง เช่น
ความรักเหมือนโรคา นดาลตาใหม้ ืดมน
ไมย่ นิ และไมย่ ล อุปสรรคคะใดใด
ความรักเหมือนโคถึก กำลงั คกึ ผิขังไว้
ก็จะโลดจากคอกไป บ่ยอมอยู่ ณ ทขี่ ัง
(จากบทละครเร่ือง “มัทนะพาธา” ของพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยหู่ วั )
5
2. เนื้อเรอื่ ง เป็นสว่ นสำคญั ทสี่ ุดของเรียงความเพราะเปน็ สว่ นทต่ี ้องแสดงความรู้ ความคิดเห็น
ให้ผ้อู ่านทราบตามโครงเร่ืองที่วางไว้ เน้ือเรอ่ื งต้องแสดงออกถึงความรู้ ความคิดเหน็ อยา่ งชัดแจง้ มี
รายละเอยี ดทเ่ี ปน็ ข้อเท็จจรงิ และมกี ารอธบิ ายอย่างเปน็ ลำดบั ขนั้ มีการหยิบยกอทุ าหรณ์
ตัวอยา่ ง ทฤษฎี สถติ ิ คำกล่าว หลักปรัชญา หรือสุภาษติ คำพังเพย ฯลฯ สนบั สนุนความรู้ความคิดเห็นนน้ั
เนอ้ื เรอื่ งประกอบดว้ ยย่อหนา้ ต่าง ๆ หลายย่อหน้าตามสาระสำคัญที่ตอ้ งการกล่าวถึง เนื้อเร่อื งถงึ
จะแตกย่อยออกไปอย่างไร จะตอ้ งรกั ษาสาระสำคัญใหญข่ องเร่อื งไว้ การแตกย่อยเป็นไปเพื่อประกอบให้
สาระสำคัญใหญ่ของเรื่องสมบูรณใ์ นแตล่ ะย่อหนา้ ประกอบด้วยการแตกย่อยเป็นไป เพ่ือประกอบให้
สาระสำคัญใหญ่ของเรื่องสมบูรณ์ในแตล่ ะย่อหนา้ ประกอบด้วย
1. คือสว่ นที่เป็นเนอื้ หา คือ ความรหู้ รอื ความคิดเห็นท่ตี ้องการแสดงออก
2. คือสว่ นท่เี ป็นการอธิบาย
3. คือสว่ นที่เปน็ อุทาหรณ์หรอื การอ้างองิ
4. คือสว่ นทีเ่ ปน็ ตัวอยา่ ง
3. ส่วนท้ายหรือสว่ นสรปุ สว่ นปิดเร่อื ง เปน็ สว่ นที่มีความสมั พันธ์เกยี่ วเน่ืองกับเน้ือหาส่วน
อนื่ ๆ โดยตลอด และเป็นสว่ นที่บอกผู้อา่ นวา่ เรื่องราวที่เสนอมานน้ั ได้ส้นิ สุดลงแล้ว
วิธีการเขยี นส่วนท้ายมีดว้ ยกนั หลายวธิ ี เชน่ เน้นย้ำ ประเด็นหลกั เสนอคำถามหรือข้อคิด สรปุ
เรื่อง เสนอความคดิ ของผเู้ ขียน ขยายจุดประสงค์ของผูเ้ ขยี นหรือสรุปด้วยสุภาษติ คำคม สำนวนโวหาร
ขน้ั ตอนการเขียนเรียงความ
1. กำหนดหัวข้อเรื่อง
เลือกเร่ืองทผ่ี ้เู ขยี นสนใจและมีความรู้มากที่สุด เพ่ือให้ไดข้ ้อมลู ในการเขยี นประกอบมาก จงึ ควร
เป็นเรื่องทเ่ี ราเขา้ ใจดี สนใจเป็นพิเศษ หรือมีแหล่งข้อมูลทเ่ี ราสามารถสืบค้นไดง้ ่าย เพื่อให้ไดข้ ้อมลู มากพอ
และนา่ เช่ือถือประกอบเร่ือง
2. กำหนดจดุ มุ่งหมายเฉพาะ เพ่อื ให้เราสามารถกำหนดขอบเขตหรือแนวเรื่องได้ง่ายข้ึน เช่น
- จงู ใจ โนม้ นา้ วใจ
- ให้ความรู้
- เล่าประสบการณ์
3. กำหนดขอบเขตของเรอ่ื ง
- ใหพ้ อเหมาะกับความยาวของเรยี งความ
4. รวบรวมข้อมลู
5. วางโครงเร่ือง
- คำนำ
- เนอ้ื เร่ือง
- สรปุ
6
การเขียนโครงเรือ่ ง โครงเรอ่ื งเป็นการกำหนดแนวทางการเขยี น การเรยี บเรยี งขอ้ มูล การจัดลำดบั ความคดิ
และการจัดลำดบั หวั ข้อ หลังจากท่ีผ้เู ขยี นไดร้ วบรวมข้อมลู การเขียนโครงเรื่องจงึ เปน็ ขน้ั ตอนหน่ึงที่สำคัญใน
งานเขียน แตก่ ็มิไดห้ มายความวา่ ผ้เู ขยี นจะต้องเขยี นตามโครงเรื่องทว่ี างไวเ้ สมอ เพราะเมื่อลงมือเขียนจรงิ อาจ
มีการปรับเปลีย่ นโครงไดต้ ามความเหมาะสม นอกจากน้ีการเขยี นโครงเรือ่ งยังช่วยใหผ้ ้เู ขียนไมส่ ับสนเวลาเขยี น
หรือเขยี นหัวข้อใดข้อหนึง่ ยาวเกนิ ไป และอาจจะลมื เขียนบางหวั ขอ้ ดังน้ันการเขยี นโครงเรื่องก่อนท่ีจะลงมือ
เขียนจะทำให้งานเขยี นมคี วามสมบรู ณ์มากทส่ี ดุ
ประโยชน์ของโครงเร่อื ง
การเขียนโครงเรื่องมปี ระโยชนใ์ นการเขียนหลายประการ ดงั นี้
1. โครงเรอื่ งช่วยในการนำเสนอเนือ้ หา ทำใหผ้ ู้เขยี นเตรียมเนอื้ หาได้อย่างเหมาะสมกับจุดมุ่งหมาย
ในการเขียน รู้จกั กำหนดขอบขา่ ยของเนื้อหา รวมทัง้ ช่วยให้เหน็ แนวทางการเรียบเรยี งความคดิ ว่าควรจะใช้
แบบใด และมีเนอ้ื หาในประเด็นหรอื หวั ข้อใดทเ่ี รายังไมร่ ูด้ ีพอหรือยังหารายละเอยี ดไม่ได้ เรากส็ ามารถเตรียม
ความรูเ้ หล่านีเ้ พิม่ เตมิ ได้อีกจนเพียงพอ
2. โครงเรือ่ งชว่ ยแบ่งหวั ขอ้ ได้ชดั เจน การแบ่งหัวขอ้ ใหญแ่ ละหัวข้อย่อยอย่างชดั เจนทำให้ผเู้ ขยี น
สามารถจัดลำดับเพื่อเชื่อมโยงหวั ข้อยอ่ ยกบั หวั ข้อยอ่ ย หัวขอ้ ใหญ่กบั หัวข้อย่อยได้งา่ ย
3. โครงเรื่องชว่ ยเขียนเร่อื งอย่างมีเหตผุ ล ทำใหผ้ ูเ้ ขียนมองเห็นความสมั พันธข์ องประเด็นต่างๆ ในเนื้อหาจาก
โครงเรือ่ งไดช้ ัดเจน ว่ามปี ระเด็นหรือหวั ขอ้ ใดเก่ียวข้องกันบ้าง และความคิดของประเด็นต่างๆ เหล่านนั้
เชื่อมโยงสมั พนั ธ์กันอย่างไร จึงจะทำใหเ้ นื้อหามีน้ำหนกั และสมเหตสุ มผล
3. โครงเรื่องช่วยในการวางสดั ส่วนของเรอ่ื งได้เหมาะสม โครงเร่ืองชว่ ยให้ทราบว่าควรเขยี นใน
ประเด็นอะไรบ้าง มีประเด็นใดท่ไี ม่ควรเขยี น หรอื ประเดน็ ใดควรนำความคดิ หรือรายละเอียดมาสนบั สนนุ มาก
นอ้ ยแค่ไหน จงึ จะพอเหมาะกับความยาว ซ่งึ จะชว่ ยให้สดั ส่วนของเร่ืองเหมาะสม
4. โครงเรอ่ื งช่วยไม่ให้ลืมหัวข้อเรอื่ งท่จี ะเขียน ในขณะเขยี นเราอาจจะจดจอ่ กับเร่ืองทีเ่ ขียนจน
ลืมเขียนหัวข้ออ่นื ๆ ได้ แต่การเขียนโครงเร่อื งจะชว่ ยเตอื นความจำให้เราไมล่ มื เขยี นหวั ข้อ
5. โครงเร่ืองชว่ ยไม่ให้สับสนเวลาเขยี น การเขยี นโครงเรอื่ งกอ่ นลงมอื เขียนเปรยี บเสมือนการ
เขยี นฉบบั รา่ งของงานเขยี น เม่ือลงมือเขียนจึงสามารถเขยี นตามหัวข้อต่างๆ ทผี่ ู้เขียนได้วางโครงเรอื่ งไว้ทำให้
ไมเ่ กิดความสบั สนเวลาเขยี น
รูปแบบของการเขยี นโครงเร่ือง
1. โครงเร่ืองแบบครา่ วๆ เปน็ การเขยี นโครงเรื่องอย่างครา่ ว ๆ ดว้ ยคำหรือวลอี ย่างหยาบ ๆ เพ่ือ
วางแนวเรื่องท่สี ้นั ๆ เรียงลำดับลดหล่นั กันมา โดยอาจจดั เป็นหวั ขอ้ ใหญ่และมหี วั ข้อยอ่ ยกไ็ ด้
ตัวอย่าง เร่อื ง ภาวะโลกรอ้ น
- ความหมาย
- สาเหตุ
- ผลกระทบ
- ส่ิงแวดล้อม
- เศรษฐกจิ
- สุขภาพ
- การแก้ปัญหา 7
- ลดการใชพ้ ลงั งาน
- ปลกู ต้นไม้
- ลดใช้ถุงพลาสติก
2. โครงเร่ืองแบบหวั ขอ้ โครงเรือ่ งแบบนเ้ี ขียนดว้ ยคำวลีสั้น ๆ หรอื อนปุ ระโยคทีไ่ มไ่ ด้ความ
ครบถว้ นในตัวเอง และมีตัวเลขหรืออักษรย่อกำกับประเดน็ ทกุ ประเด็นทีส่ งั เขปด้วยคำวลีหรอื อนุประโยคนั้น ๆ
ตวั อยา่ ง เรื่อง ภาวะโลกร้อน
1. ความหมายภาวะโลกร้อน
2. สาเหตภุ าวะโลกรอ้ น
3. ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
3.1 ด้านส่งิ แวดลอ้ ม
3.2 ดา้ นเศรษฐกิจ
3.3 ดา้ นสขุ ภาพ
4. การแก้ปัญหา
4.1 ลดการใชพ้ ลงั งาน
4.2 ปลกู ตน้ ไม้และรักษาป่าไม้
4.3 ลดการใช้ถงุ พลาสติก
3. โครงเรื่องแบบประโยค โครงเรื่องแบบนเ้ี ขียนด้วยขอ้ ความซ่งึ เปน็ ประโยคท่สี มบูรณ์และ
ชดั เจน มเี ลขหรืออักษรย่อกำกบั ประโยคทุกประโยคทเ่ี ปน็ ประเดน็ ของเร่ืองน้ัน
ตวั อยา่ ง เร่ือง ภาวะโลกร้อน
1. ความหมายของภาวะโลกร้อน
2. สาเหตุของการเกดิ ภาวะโลกรอ้ น
3. ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
3.1 ผลกระทบดา้ นสง่ิ แวดลอ้ ม
3.2 ผลกระทบดา้ นเศรษฐกจิ
3.3 ผลกระทบดา้ นสุขภาพ
4. การแก้ปญั หาภาวะโลกร้อน
4.1 อนรุ ักษ์พลงั งาน
4.2 อนรุ กั ษป์ ่าไม้
4.3 อนุรกั ษส์ ง่ิ แวดล้อม
แนวทางการเขยี นโครงเร่ือง 8
1. การประมวลความคดิ คือ รวบรวมข้อมูลเป็นหวั ข้อตา่ งๆ
2. การจัดสรรความคิด คือ จดั หมวดหมู่ข้อมูลและจัดลำดบั ความสำคัญของแต่ละหัวข้อ
3. การจัดหมวดหมู่หรอื แยกประเภทความคิด จดั ลำดบั ของหัวข้อแตล่ ะหวั ขอ้ ใหม้ เี น้อื หา
ต่อเนื่องเป็นลำดบั และสมั พันธ์กัน ผู้เขยี นสามารถจดั ลำดับเน้อื หาตามลำดับเวลา ตามประเพณนี ิยม ตาม
ความสำคญั น้อยไปสำคญั มากหรอื สำคัญมากไปหาสำคญั น้อย เป็นต้น
4. การเขียนโครงเรื่อง เขียนโครงเรื่องให้เป็นระเบยี บโดยใช้รปู แบบการเขียนแบบเดียวกันตลอด
เนื้อหา และจดั หัวข้อย่อยแต่ละข้อเยื้องไปทางขวา
การเขียนแผนผงั ความคิด หรือแผนที่ความคดิ (Mind Map)
การเขียนผังภาพความคดิ คือ การถ่ายทอดความคิด หรอื ข้อมลู ต่าง ๆ ที่มีอยใู่ นสมองลงกระดาษ
โดยการใช้ภาพ สี เส้น และการโยงใย แทนการจดย่อแบบเดมิ ท่ีเป็นบรรทัด ๆ เรยี งจากบนลงล่าง ซ่ึงใน
ขณะเดียวกันมนั ก็ชว่ ยเปน็ ส่ือนำขอ้ มลู จากภายนอก เชน่ หนงั สอื คำบรรยาย การประชุม ส่งเข้าสมองใหเ้ ก็บ
รกั ษาไว้ได้ดีกวา่ เดิม ซ้ำยงั ชว่ ยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้งา่ ยเขา้ เนื่องจะเหน็ เปน็ ภาพรวม และเปิดโอกาส
ให้สมองใหเ้ ช่ือมโยงต่อข้อมูลหรอื ความคิดตา่ ง ๆ เข้าหากนั ไดง้ ่ายกว่า “ใชแ้ สดงการเช่ือมโยงข้อมูลเก่ียวกบั
เรอ่ื งใดเร่ืองหน่ึงระหวา่ งความคิดหลกั ความคดิ รอง และความคดิ ย่อยที่เก่ยี วขอ้ งสัมพันธก์ ัน”
ซงึ่ ลักษณะการเขยี นผังความคดิ เทคนิคการคิดคือ นำประเดน็ ใหญ่ ๆ มาเป็นหลกั แลว้ ตอ่ ด้วยประเดน็ รอง
ในชั้นถัดไป
ขั้นตอนการสรา้ ง แผนภาพความคิด
๑. เขยี น/วาดมโนทศั น์หลกั ตรงก่ึงกลางหน้ากระดาษ
๒. เขียน/วาดมโนทัศน์รองที่สมั พนั ธก์ ับมโนทัศนห์ ลักไปรอบ ๆ
๓. เขยี น/วาดมโนทัศน์ย่อยท่สี ัมพนั ธ์กบั มโนทัศนร์ องแตกออกไปเรื่อย ๆ
๔. ใชภ้ าพหรอื สญั ลกั ษณ์ส่ือความหมายเปน็ ตัวแทนความคดิ ให้มากทส่ี ดุ
๕. เขยี นคำสำคัญ (Key word) บนเส้นและเส้นตอ้ งเชอื่ มโยงกัน
๖. กรณใี ช้สี ทั้งมโนทศั นร์ องและย่อยควรเปน็ สีเดยี วกนั
๗. คดิ อย่างอสิ ระมากทส่ี ดุ ขณะทำ เขยี นคำหลกั หรือข้อความสำคัญของเรื่องไวก้ ลาง โยงไปยงั
ประเดน็ รองรอบ ๆ ตามแตว่ ่าจะมกี ป่ี ระเด็น
กฏการสรา้ ง แผนภาพความคดิ
๑. เร่ิมด้วยภาพสตี รงกงึ่ กลางหน้ากระดาษ
๒. ใช้ภาพให้มากทส่ี ุดใน Mind Map ของคุณ ตรงไหนท่ใี ช้ภาพไดใ้ ห้ใช้กอ่ นคำ หรอื รหสั เปน็
การช่วยการทำงานของสมอง ดงึ ดูดสายตา และช่วยความจำ
๓. ควรเขียนคำบรรจงตวั ใหญ่ๆ ถ้าเปน็ ภาษาองั กฤษให้ใช้ตัวพมิ พ์ใหญ่ จะช่วยให้เราสามารถ
ประหยดั เวลาได้ เมื่อยอ้ นกลับไปอ่านอีกครัง้
๔. เขยี นคำเหนอื เสน้ ใต้ แต่ละเส้นต้องเชื่อมต่อกับเส้นอนื่ ๆ เพ่ือให้ Mind Map มโี ครงสร้างพ้นื
ฐานรองรบั
๕. คำควรมีลักษณะเปน็ "หนว่ ย" เปดิ ทางให้ Mind Map คลอ่ งตวั และยืดหยุ่นได้มากข้นึ
๖. ใชส้ ที ่ัว Mind Map เพราะสชี ่วยยกระดับความคดิ เพลนิ ตา กระตุน้ สมองซีกขวา
๗. เพือ่ ให้เกดิ ความคิดสรา้ งสรรค์ใหม่ ควรปล่อยให้สมองคิดมีอิสระมากที่สดุ เท่าทจ่ี ะเป็นไปได้
วิธกี ารเขยี น 9
๑. เตรียมกระดาษเปล่าทไ่ี มม่ เี สน้ บรรทัดและวางกระดาษภาพแนวนอน
๒. วาดภาพสหี รอื เขยี นคำหรอื ข้อความทสี่ อื่ หรือแสดงถึงเรอ่ื งจะทำ Mind Map กลาง
หน้ากระดาษ โดยใชส้ ีอยา่ งน้อย 3 สี และตอ้ งไม่ตีกรอบด้วยรปู ทรงเรขาคณิต
๓. คิดถงึ หวั เรื่องสำคัญทีเ่ ป็นสว่ นประกอบของเร่อื งท่ีทำ Mind Map โดยใหเ้ ขียนเป็นคำที่มี
ลกั ษณะเป็นหน่วย หรือเปน็ คำสำคญั (Key Word) สน้ั ๆ ทมี่ ีความหมาย บนเส้นซึง่ เส้นแตล่ ะเส้นจะต้องแตก
ออกมาจากศนู ย์กลางไม่ควรเกนิ 8 กงิ่
๔. แตกความคดิ ของหัวเรอื่ งสำคัญแตล่ ะเร่ืองในข้อ 3 ออกเปน็ กง่ิ ๆ หลายก่ิง โดยเขยี นคำหรอื
วลีบนเส้นทแ่ี ตกออกไป ลกั ษณะของกงิ่ ควรเอนไม่เกิน 60 องศา
๕. แตกความคิดรองลงไปที่เปน็ สว่ นประกอบของแต่ละก่ิง ในข้อ 4 โดยเขยี นคำหรอื วลเี ส้นท่ี
แตกออกไป ซ่งึ สามารถแตกความคดิ ออกไปเร่ือย ๆ
๖. การเขียนคำ ควรเขียนดว้ ยคำทเี่ ป็นคำสำคัญ (Key Word) หรือคำหลกั หรอื เป็นวลที ม่ี ี
ความหมายชดั เจน
๗. คำ วลี สญั ลักษณ์ หรือรปู ภาพใดที่ต้องการเนน้ อาจใชว้ ิธีการทำให้เดน่ เชน่ การล้อมกรอบ
หรอื ใส่กลอ่ ง เป็นตน้
๘. ตกแต่ง Mind Map ทเี่ ขียนดว้ ยความสนุกสนานท้งั ภาพและแนวคดิ ท่ีเชื่อมโยงต่อกนั
การนำไปใช้
๑. ใชร้ ะดมพลังสมอง
๒. ใช้นำเสนอขอ้ มูล
๓. ใช้จัดระบบความคิดและชว่ ยความจำ
๔. ใชว้ เิ คราะหเ์ นื้อหาหรอื งานต่าง ๆ
๕. ใชส้ รปุ หรือสร้างองค์ความรู้
10
ตัวอย่างการเขยี นโครงเร่อื ง โดยการเขยี นแผนผงั ความคิด (Mind Map)
ตัวอยา่ ง การเขยี นเรยี งความเกยี่ วกบั โลกสาธารณะ
โลกร้อนสร้างวกิ ฤติ วิทย์และเทคโน ชว่ ยได้
“ ปญั หาต่างๆ เกี่ยวกับสภาวะแวดลอ้ ม อันเนื่องมาจากมลพิษ หรอื ความเส่ือมโทรมของ
ทรพั ยากรธรรมชาติ ไม่วา่ จะเกิดขึ้นท่ีใดที่หนง่ึ ก็ตากย่อมส่งผลกระทบไปถึงท่อี น่ื ๆ ดว้ ยเหตุนี้ ทกุ คนทุก
ประเทศในโลกจึงย่อมมสี ่วนรับผดิ ชอบอยูด่ ว้ ยกัน ทั้งในการแกไ้ ข ลดปญั หา และปรบั ปรุงสร้างเสรมิ สภาวะ
แวดลอ้ ม ให้กลบั คนื มาสสู่ ภาพอันจะเอื้อต่อการมีชวี ิตอยู่อย่างเปน็ สขุ ของตนเองและเพื่อมนษุ ย์....”
(พระราชดำรสั ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั )
จากพระราชดำรัสข้างตน้ แสดงให้เหน็ วา่ ปัจจุบันสภาพแวดลอ้ มของโลกใบนีก้ ำลงั เปล่ียนไปจาก
ฝีมือมนษุ ย์ ไม่ว่าใครเป็นผกู้ ระทำหรือเกิดขึน้ ที่ใด ก็ย่อมสง่ ผลไปทั่วโลก เชน่ เดยี วกบั ภาวะโลกรอ้ นทเี่ รากำลัง
ประสบอยูท่ ุกวนั น้ี อาจเกดิ จากความไมต่ ้งั ใจของมนษุ ย์ แต่เม่อื เกิดขึ้นแล้วเราทุกคนบนโลกจะต้องชว่ ยกัน
หาทางแก้ไข เพ่อื ใหโ้ ลกใบนีค้ งอยูต่ ่อไป
ภาวะโลกร้อนเป็นภาวะทอี่ ณุ หภมู ิเฉล่ยี ของโลกเพม่ิ ขน้ึ จากปรากฏการณ์เรือนกระจก ซ่ึงตน้ เหตุ
ท้ังหมดก็มาจากฝีมือมนษุ ย์ ท่ีเพิ่มปริมาณก๊าซคารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากการเผาไหม้เชอ้ื เพลิงการขนส่ง และการ
ผลติ ในโรงงานอตุ สาหกรรมรวมไปถงึ เพิม่ ก๊าซกลุ่มไนตรสั ออกไซดแ์ ละคลอโรฟลอู อโรคารบ์ อน กา๊ ซเหลา่ น้ีคง
ไม่มผี ลกระทบต่อโลกถงึ เพยี งน้ี ถ้าหากมนุษย์ไมไ่ ปตัดไม้ทำลายป่า อันเป็นเหตุให้การดึงเอาก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากระบบบรรยากาศถกู ลดทอนประสิทธภิ าพลง ในทสี่ ุดสิง่ ทเ่ี รากระทำ ก็สง่ ผลมา
สตู่ วั เราเอง กับสถานการณ์ปัจจุบันทีต่ อ้ งเผชญิ ต่อภาวะโลกร้อน
11
ภาวะโลกร้อนได้สง่ ผลกระทบในหลายๆดา้ น ไม่วา่ จะเป็นดา้ นนิเวศวิทยา อาทิ นำ้ แขง็ ขว้ั โลก
ละลาย สภาพอากาศแปรปรวน อุณหภมู เิ พิ่มสงู ขน้ึ อย่างประเทศไทยในชว่ ง 40 ปีทผ่ี ่านมาอุณหภูมิเพม่ิ สูงขึน้
1 องศาเซลเซยี ส และมีการคาดการณว์ า่ อีก 90 ปขี า้ งหนา้ อณุ หภมู ผิ ิวโลกจะสงู ขึ้นจากปัจจบุ ันราว 4.5
องศาเซลเซียส นอกจากนภ้ี าวะโลกร้อนยังส่งผลกระทบในด้านเศรษฐกิจดว้ ย เชน่ ธุรกจิ ท่องเท่ยี วทส่ี ำคัญบน
เกาะเล็กๆของทวีปอเมริกา ต้องสญู เสยี รายได้จากการที่น้ำทะเลสงู ข้นึ และกัดกร่อนชายฝ่งั หรอื จะเปน็ ทวปี
เอเชยี ที่เกิดฝนกระหน่ำและมรสมุ อย่างรุนแรง รวมถึงความแหง้ แลง้ ในฤดรู ้อนทยี่ าวนาน สง่ ผลตอ่ ความ
เสียหายทางเศรษฐกิจภาวะโลกร้อน
ยังส่งผลไปถึงสขุ ภาพของมนุษย์ทัง่ โลกอีกดว้ ยเน่ืองจากโลกร้อนเป็นสภาวะทเี่ ช้ือโรคเจริญเตบิ โตได้อย่าง
รวดเรว็
โลกในปัจจุบนั เป็นโลกแหง่ ยคุ โลกาภวิ ัฒน์ มเี ทคโนโลยีใหมๆ่ เข้ามามากมาย รวมไปถึง
ความกา้ วหน้าทางวทิ ยาศาสตร์ หลายคนอาจมองวา่ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยเี ป็นสาเหตสุ ำคญั ท่ีทำใหโ้ ลก
ใบนต้ี อ้ งประสบกบั ภาวะโลกร้อน แต่วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลบั ชว่ ยใหภ้ าวะโลกร้อนทุเลาลง ผู้สร้างอาจ
เป็นผู้ทำลายได้ ในขณะเดยี วกนั ผ้ทู ำลายก็กลายเป็นผู้สรา้ งไดเ้ ช่นกัน เรามาสามารถที่จะทราบข้อเทจ็ จริง
เกีย่ วกับภาวะโลกร้อนได้ ถา้ หากไม่มีกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเกย่ี วข้อง
นักวิทยาศาสตรท์ ่วั โลกต่างพยายามศึกษาผลกระทบทเี่ กดิ จากภาวะโลกรอ้ นเพอ่ื หาแนวทางบรรเทาและแก้ไข
ปัญหาดังกล่าว หากไร้ซ่ึงพวกเขาเหลา่ นแี้ ล้ว ใครกันเล่าที่จะเป็นผชู้ ว่ ยเหลือโลกใบน้ี วทิ ยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยสี ามารถชว่ ยบรรเทาภาวะโลกร้อนได้ หากเรานำมาประยุกต์ใชอ้ ยา่ งตรงประเดน็ และถูกวิธี อาทิการ
นำสบู่ดำมาผลิตไบโอดีเซล เราตอ้ งใช้กระบวนการวิทยาศาสตรใ์ นการวเิ คราะห์ถงึ สรรพคุณของสบดู่ ำ ว่าสบดู่ ำ
สามารถดัดแปลงมาใช้ประโยชน์ดา้ นใดได้บ้าง และใช้เทคโนโลยีในกรรมวิธีการผลิตเพอ่ื ใหไ้ ด้ผลตามเปา้ หมาย
นนั่ คอื ไบโอดีเซล การนำขยะมาใชเ้ ป็นปุย๋ หรือนำไปรีไซเคิลกเ็ ชน่ เดยี วกนั ตอ้ งใชว้ ิทยาศาสตรใ์ นการศึกษาและ
ทดลองว่าขยะแตล่ ะประเภทสามารถนำไปดัดแปลงเป็นอะไรไดบ้ ้าง และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เปน็ ตัวแปรรปู
หรอื ผลติ หรือจะเปน็ ในเรือ่ งของการผลติ พลงั งาน อาทิ พลังงานท่ใี ช้ในการขับเคล่อื นเครื่องยนต์ เชน่ การนำ
นำ้ มันปาล์มมาผลิตไบโอดเี ซล หรือการหมักพืชอย่างมนั สำปะหลงั และอ้อยอนั นำไปสกู่ ารผลิตแก๊สโซฮอล์ ใน
การวจิ ัยสรรพคณุ ของมันสำปะหลังและอ้อย รวมไปถึงการคิดพฒั นาไปสู่แกส๊ โซฮอล์ จำเปน็ อย่างยงิ่ ทต่ี อ้ งใช้
วิทยาศาสตรเ์ ขา้ มาชว่ ย และใช้เทคโนโลยใี นกระบวนการแปรรปู มันสำปะหลงั และอ้อยใหเ้ ปน็ เอทานอล ก่อน
นำไปผลิตเปน็ แก๊สโซฮอล์ 95 และแกส๊ โซฮอล์ 91 ซงึ่ สามารถใช้แทนหรือผสมกบั น้ำมันเบนซนิ 95 และ 91
ได้ แกส๊ โซฮอลเ์ ป็นพลงั งานสะอาด จะปลอ่ ยมลพิษทางท่อไอเสียต่ำกวา่ เบนซินทั่วไป ดังน้นั แก๊สโซฮอลจ์ ึงเปน็
ผลดีต่อสุขภาพของเรา และช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้
นอกจากทกี่ ลา่ วมาขา้ งต้นแล้ว เรายังสามารถนำวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยมี าช่วยสร้างผู้พทิ ักษ์
โลก นัน่ กค็ ือ “ต้นไม้” ได้อกี ด้วย ต้นไมค้ อื ส่งิ เดยี วทีช่ ว่ ยกล่นั กรองอากาศเสียอย่างก๊าซคาร์บอนไดออกไซดใ์ ห้
เป็นอากาศดีอยา่ งออกซเิ จนได้ ซ่งึ ในปัจจบุ ันจำนวนพ้ืนท่ปี ่าของไทยเหลืออยเู่ พยี ง 167,590,98 ตาราง
กโิ ลเมตร หรอื 33 เปอรเ์ ซ็นต์เท่าน้นั วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยเี ป็นสง่ิ เดยี วทจ่ี ะช่วยฟ้ืนฟู และขยายพันธ์พุ ืช
ได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ เราต้องใชว้ ทิ ยาศาสตร์ในการคิดค้นปรับปรงุ พนั ธุพ์ ชื ให้ไดพ้ ันธ์พชื ทที่ นต่อ
สภาพแวดล้อม มสี ่วนในการเปลีย่ นกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ไปเปน็ กา๊ ซออกซเิ จนทค่ี ่อนขา้ งสูง และใช้
เทคโนโลยี ในกระบวนการผลิตพันธพุ์ ืชเพื่อให้ได้พนั ธุ์พชื ท่ีดี มคี ณุ ภาพ จะเห็นวา่ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เป็นส่งิ ทีต่ อ้ งควบคกู่ นั ไป หากขาดสง่ิ ใดส่ิงหน่งึ ก็ไม่อาจชว่ ยบรรเทาโลกร้อนได้
12
ถึงแม้ว่าเราจะมีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยใี นการช่วยแก้ไขปัญหาโลกรอ้ น แตผ่ ้ทู เ่ี ป็นเจ้าแห่ง
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี คือ มนษุ ย์ดังนนั้ ทกุ คนที่อยรู่ ว่ มกันบนโลกใบน้ีจะต้องรว่ มมือกันแก้ไข หยุด ละ
เลกิ เป็นผ้ทู ำลาย เพราะสุดท้ายแล้วผลกระทบทั้งหมดกต็ กมาสูต่ วั เราเอง ใช้ประโยชนจ์ ากวทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยใี นทางท่ีสร้างสรรค์และคุ้มค่า เพื่อโลกของเราจะได้คงอยู่สบื ไป
**************************************************************************************************
เอกสารอา้ งองิ
ประสิทธิ์ กาพย์กลอน, ประพนธ์ เรืองณรงค์, เสาวลกั ษณ์ อนันตศาสน์ และวิโรจน์ ผดงุ สุนทรารักษ.์ การ
เตรียมตัวเพื่อการพูดและการเขียน. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง, 2544.
รสริน ดษิ ฐบรรจง. การเขยี น. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ธรบุรี, 2552.
สมพร แพง่ พิพฒั น.์ ภาษาไทยเพือ่ การสื่อสารและการสืบค้น. กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร์, 2547.
13
แบบฝกึ ทักษะท่ี 1 เรอื่ ง ผังมโนทศั นเ์ รยี งความเกี่ยวกับโลกสาธารณะ
คำช้ีแจง ให้นักเรยี นเขียนผังมโนทัศน์เกีย่ วกับโครงเรอ่ื งเรยี งความเกีย่ วกบั โลกสาธารณะ เพื่อแสดง
กระบวนการคิดในการเขยี นเรียงความ
14
แบบฝึกทกั ษะที่ 2 เร่อื ง เรียงรอ้ ยถ้อยความอย่างมกี ลวิธี
คำชแ้ี จง ใหน้ กั เรียนเขยี นเรียงความเกีย่ วกบั โลกสาธารณะความตามโครงเร่ือง และหัวเรือ่ งที่กำหนด
โดยใช้กลวิธีการเขยี นเรียงความท่เี หมาะสม และสอดคล้องกับเรื่อง ความยาว 25-30 บรรทดั
เรยี งความเรื่อง.....................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
15
แบบฝกึ ทักษะท่ี 3 เรอ่ื ง ทบทวนความรู้การเขียนเรยี งความ
มาตรฐานการเรียนรู้ ท ๒.๑ ม.๔-๖/๒. เขียนเรียงความ
คำช้ีแจง ใหน้ กั เรียนกาเครื่องหมาย x ทับหวั ข้อ ก ข ค หรอื ง หน้าข้อความที่เห็นว่าเปน็ คำตอบท่ีถูกต้อง
ที่สุดเพียงข้อละ ๑ ตวั เลือก (ข้อละ ๑ คะแนน)
1. การเขยี นเรียงความเกีย่ วกบั โลกสาธารณะ มีองค์ประกอบตามขอ้ ใด
ก. ชื่อเรื่อง คำนำ เนื้อเรื่อง สรุป
ข. ช่ือเรอื่ ง คำนำ ใจความของเรื่อง สรุป
ค. คำนำ เนือ้ เร่อื ง ใจความของเรือ่ ง สรุป
ง. คำนำ เนือ้ เรอื่ ง ใจความของเรื่อง การใช้ภาษา สรุป
2. ส่งิ ใดทไี่ ม่ควรนำมาใช้ประกอบในการเขยี นคำนำ
ก. คำคม ข. รปู ภาพ ค. บทกวี ง. สภุ าษิต
3. ก่อนทจี่ ะลงมอื เรยี บเรยี งเนอื้ หาในการเขียนเรียงความ ควรทำสิง่ ใดก่อน
ก. รา่ งบทสรปุ ข. หาข้อมูลสนบั สนุน
ค. เขยี นโครงเรอื่ ง ง. หาตวั อยา่ งประกอบ
4. เรียงความท่มี เี น้อื หาเกีย่ วกับโลกสาธารณะ เรื่องเยาวชน เป็นการจำแนกหวั ข้อตามแนวใด
ก. จำแนกโดยคำนึงถึงบุคคล
ข. จำแนกตามลักษณะนามธรรม
ค. จำแนกโดยคำนงึ ถึงสถานที่
ง. จำแนกตามลกั ษณะการใชป้ ระโยชน์
5. การเขียนเรยี งความเกีย่ วกบั โลกสาธารณะให้ไดด้ ี ผ้เู ขยี นควรปฏบิ ตั ิดงั น้ี ยกเวน้ ขอ้ ใด
ก. เขียนจากความรู้ของตน ข. เขยี นจากทรรศนะของตน
ค. เขียนจากประสบการณข์ องตน ง. เขยี นตามความนกึ คดิ ของบุคคลอ่นื
6. ถา้ ตอ้ งการเขียนเรยี งความเกีย่ วกับสถานท่ีทอ่ งเที่ยวแห่งใดแห่งหนง่ึ เนื้อหาในข้อใดจำเปน็ นอ้ ยที่สดุ
ก. พาหนะและเส้นทางคมนาคม
ข. ทีต่ ัง้ และสภาพภูมิอากาศ
ค. ส่งิ ที่น่าสนใจและประโยชน์
ง. มัคคเุ ทศก์
16
7. ในการเขยี นเรียงความ ควรดำเนนิ การตามขัน้ ตอนตามขอ้ ใด
๑. เขียนโครงเรือ่ ง
๒. ตั้งชื่อเรอื่ งหรอื หวั ข้อเร่อื ง
๓. กำหนดจดุ มุ่งหมาย
๔. กำหนดขอบเขตของเร่ือง
๕. คน้ ควา้ และรวบรวมข้อมูล
ก. ๑-๒-๓-๔-๕ ข. ๒-๓-๔-๕-๑
ค. ๓-๔-๕-๑-๒ ง. ๔-๕-๑-๒-๓
8. นักเรียนเขยี นเรยี งความเรื่อง “การทอ่ งเที่ยวแบบอนุรกั ษ์” นกั เรียนควรเขียนโครงเร่ืองตามขอ้ ใด
ก. วิธีการทอ่ งเทยี่ วแบบอนุรักษ์ ความหมายของการท่องเทยี่ วแบบอนรุ กั ษ์ คุณค่าของการทอ่ งเท่ยี ว
แบบอนุรกั ษ์
ข. ความหมายของการท่องเท่ียวแบบอนรุ ักษ์ วธิ กี ารทอ่ งเท่ียวแบบอนรุ กั ษ์ คุณคา่ ของการทอ่ งเท่ยี ว
แบบอนุรกั ษ์
ค. คณุ คา่ ของการท่องเท่ยี วแบบอนรุ กั ษ์ วธิ กี ารท่องเท่ียวแบบอนุรกั ษ์ ความหมายของการท่องเทีย่ ว
แบบอนุรกั ษ์
ง. ความหมายของการท่องเทยี่ วแบบอนรุ กั ษ์ คุณค่าของการท่องเท่ยี วแบบอนรุ ักษ์ วิธกี ารท่องเทีย่ ว
แบบอนรุ กั ษ์
9. ขอ้ ใดเปน็ การเรียงลำดบั ประเดน็ ความคดิ ท่ีเหมาะสมสำหรับเรียงความเร่ือง “การแต่งกายของง้ิว”
ก. ลวดลายท่ีปกั บนเสื้อผา้ สอ่ื ความหมายถึงความเป็นมงคลและความถกู ต้องดีงาม เช่น นกกระสา
หมายถงึ การมีอายุม่ันขวัญยืน
ข. สงิ่ สำคญั มากอย่างหน่ึงของการแสดงงว้ิ ก็คอื เส้ือผ้า เครื่องแต่งกาย ที่มรี ายละเอยี ดบ่งบอกสถานะ
ของตวั ละคร
ค. เสอ้ื ผ้าสเี หลอื งอ่อนเปน็ สัญลกั ษณ์ของกษัตริย์ สีแดงเปน็ ของเสนาบดหี รือจอมทัพ สว่ นสีเขียวเป็น
ชุดสำหรบั ขุนนางฝา่ ยบ๋นุ
ง. เครื่องประดับทีจ่ ำเปน็ อกี อย่างหนึ่งก็คือศริ าภรณ์ซงึ่ ประดับด้วยหมวกประเภทต่างๆ มงกฎุ และ
เครอ่ื งตกแต่งอื่นๆ
ก. ข - ค - ก – ง ข. ค - ก - ข - ง
ค. ง - ข - ก – ค ง. ก - ข - ค – ง
10. ข้อความตอ่ ไปน้ีไมเ่ หมาะท่จี ะเป็นประโยคแรกในส่วนใดของเรียงความเรื่อง “อาหารไทย”
วฒั นธรรมการกินอาหารของคนไทยดังกล่าวเกดิ จากการประสานภูมิปัญญาดา้ นอาหารจากหลายๆ ชาติ
มาดัดแปลงใหเ้ ป็นอาหารไทย
ก. สว่ นนำเรื่อง ข. ส่วนขยายความ
ค. ส่วนสรุปเรื่อง ง. การยกตวั อย่าง
17
กระดาษคำตอบ
ชือ่ ........................................................สกุล.......................................
ชน้ั ม. 5/............. เลขท่ี ................
ข้อ ก ข ค ง
๑
๒
๓
๔
๕
๖
๗
๘
๙
๑๐
18
เฉลยแบบฝกึ ทักษะที่ 3
ข้อ เฉลย
๑ก
๒ข
๓ค
๔ก
๕ง
๖ง
๗ข
๘ข
๙ข
๑๐ ก
19
แบบทดสอบหลงั เรียน
เรือ่ ง การเขียนเรียงความเกี่ยวกับโลกสาธารณะ วิชา ท๓2101 ภาษาไทยพ้นื ฐาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 5
คะแนนเตม็ 2๐ คะแนน เวลา 50 นาที
---------------------------------------------------------------------------------------------
คำช้แี จง ให้นกั เรียนเขยี นเรียงความเกี่ยวกบั โลกสาธารณะ โดยใช้กลวธิ กี ารเขยี นเรียงความทีเ่ หมาะสม
และสอดคล้องกบั เร่ือง ความยาว 25-30 บรรทัด
เรียงความเรื่อง.....................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
20
เกณฑ์การให้คะแนน
เกณฑ์การให้คะแนน ใช้เกณฑ์วัดความสามารถในการเขียนเรียงความตามระดับคะแนน (Rubric Scores)
ดงั น้ี (คะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน)
รายการประเมนิ ๕๔ ระดบั คะแนน ๒ ๑
ตงั้ ชอื่ เร่อื ง ตง้ั ชอื่ เร่ือง
๑. การตง้ั ช่อื เร่อื ง ๓ ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
ตั้งชือ่ เร่อื ง ๒ ขอ้ ๑ ข้อ
1.๑ ชือ่ เรอ่ื งมีคำที่เกีย่ วข้อง ได้ตามเกณฑ์
ครบ 3 ขอ้ เขยี นเนื้อเร่ือง
สอดคล้องกบั ประเด็น ได้สาระสำคญั
ตามเกณฑ์
1.๒ ส่ือความหมายไดต้ รง คะแนนเตม็ ๓ คะแนน 1 ขอ้
หรอื สอดคล้องกบั ประเดน็
เขยี นคำนำ
1.๓ ใช้คำ วลี ประโยค และสรปุ
ได้ตามเกณฑ์
หรอื ข้อความถกู ต้อง ๑ ขอ้
ตามหลกั การใชภ้ าษา ใชภ้ าษา
ได้ตามเกณฑ์
๒. การเขียนเนอื้ เรอ่ื ง เขยี นเน้อื เรื่อง เขยี นเนือ้ เร่ือง เขียนเนอื้ เรอ่ื ง เขียนเนอ้ื เรือ่ ง 1 ขอ้
ไดส้ าระสำคญั ได้สาระสำคญั
2.๑ นำเสนอประเด็นหลัก ไดส้ าระสำคญั ไดส้ าระสำคญั ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ เขยี นผดิ
3 ขอ้ 2 ข้อ ๓ คำ ขึ้นไป
เพียงประเดน็ เดยี ว ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์
2.2 ลำดับความคดิ ต่อเนือ่ ง ครบ 5 ข้อ 4 ขอ้
2.3 เน้ือหามีความสมั พันธ์
กับภาพ
2.4 มีความเป็นเหตเุ ปน็ ผล
2.5 มีการนำเสนอแนวคดิ ใหม่
3. การเขียนคำนำและสรปุ เขียนคำนำ เขยี นคำนำ เขียนคำนำ
และสรุป และสรปุ
3.๑ ใช้คำคม สำนวน ขา่ ว และสรุป ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
๓ ข้อ ๒ ขอ้
บทกลอน หรือภาษา ได้ตามเกณฑ์
วรรณศิลป์อยา่ งใด ครบ ๔ ขอ้
อย่างหนง่ึ คะแนนเตม็
3.๒ มปี ระเดน็ สอดคล้องกับภาพ 4 คะแนน
3.๓ นำความคดิ หรือยำ้ ความคิด
ตามความคดิ หลักในเน้ือหา
ไมเ่ พ่ิมประเดน็ ใหม่
หรอื นอกประเด็น
3.4 สดั สว่ นสมดลุ กบั เน้ือเรือ่ ง
4. การใชภ้ าษา ใช้ภาษา ใช้ภาษา ใช้ภาษา ใช้ภาษา
ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
4.1 การเลือกใช้คำไดถ้ กู ตอ้ ง ได้ตามเกณฑ์ ไดต้ ามเกณฑ์ 3 ขอ้ 2 ขอ้
4.2 เว้นวรรคตอนไดถ้ กู ต้อง ครบ 5 ขอ้ 4 ขอ้
4.3 ใชค้ ำสภุ าพ
4.4 ใช้ประโยคสื่อความหมายได้
4.5 ใช้คำไดส้ ละสลวย
5. การเขยี นสะกดคำ คะแนนเตม็ 3 คะแนน เขียนถูกต้อง เขียนผดิ
ทกุ คำ 1 - ๒ คำ
(เขยี นผดิ ซ้ำ ให้นับเปน็ 1 คำ)
21
บรรณานกุ รม
สำนักพัฒนาคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลยั เชียงใหม่. 2554. กลยทุ ธก์ ารจัดการเรยี นการสอนในชนั้ เรยี น
[Online]. สืบคน้ เม่อื 1 สิงหาคม 2563, จาก http://www.eqd.cmu.ac.th
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. 2551. ตัวชว้ี ดั และสาระการเรียนรู้
แกนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชมุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย
ศริ ิชยั กาญจนวาส.ี 2550. ทฤษฎกี ารประเมนิ (พมิ พ์คร้ังที่ 5). กรงุ เทพฯ: โรงพิมพแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลยั .
ศริ ิพร มโนพเิ ชษฐวฒั นา. 2547. การพัฒนารูปแบบการจัดการเรยี นการสอนวิทยาศาสตรแ์ บบบูรณาการ
ท่เี น้นผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการเรยี นรทู้ ่กี ระตอื รอื ล้น เรอ่ื ง ร่างกายมนุษย์.ปรญิ ญานิพนธ์ การศึกษา
ดุษฏี บณั ฑติ ,มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ
ศรีลักษณ์ ผลวัฒนะ. 2548. การพฒั นานวัตกรรมสื่อการเรยี นร้แู บบหน่วยสมบูรณแ์ บบที่เนน้ การเรยี นรู้
แบบกระตือรือร้น. รายงานการวิจัยในชัน้ เรยี น. กรงุ เทพมหานคร: เม็ค