หนงั สืออิเล็กทรอนกิ ส์ (E-Book)
เรื่อง การเขียนเรียงความ
วิชา ท๓2101 ภาษาไทยพ้นื ฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 5
นางดรุณวรรณ แก้วมี
ตำแหนง่ ครู วทิ ยฐานะครชู ำนาญการพเิ ศษ
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
โรงเรยี นพิริยาลัยจงั หวดั แพร่ อำเภอเมืองแพร่ จงั หวดั แพร่
สำนักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษามธั ยมศึกษาแพร่
ก
คำนำ
หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-Book) เรื่อง การเขียนเรยี งความ จัดทำข้ึนเพอ่ื ใชเ้ ปน็ สื่อนวตั กรรรมประกอบการ
เรียนการสอนวชิ า ท๓2101 ภาษาไทยพื้นฐาน ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 5 โรงเรียนพิรยิ าลัยจังหวัดแพร่ อำเภอเมืองแพร่
จังหวัดแพร่ ใช้ควบคู่กับแผนการจัดการเรียนรู้ วิชาท๓2101 ภาษาไทยพื้นฐาน ซ่ึงทำให้การเรียนการสอนเร่ือง
ดังกล่าว เป็นไปตามจุดประสงค์ที่วางไว้ทุกประการ และทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ืองการเขียน
เรียงความสูงข้ึน ข้าพเจ้าหวังว่าแบบฝึกทักษะชุดน้ีคงอำนวยประโยชน์ต่อการเรียนการสอนและการศึกษาเรียนรู้วิชา
ภาษาไทยตอ่ ไป
ดรุณวรรณ แก้วมี
ข
คำชแ้ี จงการใชห้ นังสอื อิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)
สว่ นประกอบของหนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ (E-Book)
สว่ นประกอบของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) มดี ังนี้
๑. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์กอ่ นเรยี น
๒. ใบความรู้
๓. แบบฝกึ ทกั ษะ
๔. เฉลย/แนวการตอบ
๕. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิหลงั เรยี น
๖. บรรณานุกรม
ค
คำแนะนำสำหรบั ครู
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เร่ือง การเขียนเรียงความ วิชา ท๓2101 ภาษาไทยพ้ืนฐาน ช้ันมัธยมศึกษา
ปีท่ี 5 ใช้เวลาในการสอนจำนวน 6 ช่ัวโมง ครูจะต้องใชแ้ บบฝกึ ควบคกู่ ับแผนการจัดการเรียนรู้ ดงั น้ี
๑. ศึกษาลักษณะของหนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์ (E-Book) ให้เข้าใจชัดเจนอยา่ งละเอียดก่อนนำไปใช้
๒. ศกึ ษาเนอ้ื หาที่จะสอนใหเ้ ข้าใจก่อนลงมือสอนและจัดเตรยี มส่อื การเรยี นรู้ให้เรียบร้อยทุกครั้งก่อนนำไปใช้
๓. ครูผู้สอนจดั ชนั้ เรยี นให้เหมาะสมและสะดวกในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
๔. อธบิ ายและให้ข้อเสนอแนะเกีย่ วกับบทบาทขน้ั ตอนและเน้ือหาเพ่ิมเตมิ ให้กบั นักเรียน
๕. ดำเนนิ การสอนตามลำดบั ข้นั ที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรยี นรทู้ กี่ ำหนด
๖. ขณะปฏบิ ตั ิกจิ กรรมควรแนะนำนกั เรียนอยา่ งใกล้ชิด เพ่ือให้ความชว่ ยเหลือหรือให้คำแนะนำเม่ือมปี ัญหา
เกิดข้นึ
๗. ให้นกั เรยี นซกั ถามเน้ือหาทไ่ี มเ่ ข้าใจ แล้วครอู ธบิ ายเพิ่มเติม
๘. ใหน้ ักเรียนไดเ้ รียนรกู้ ารใช้หนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์ และเสรมิ ความรดู้ ว้ ยตนเอง
บทบาทของครผู สู้ อน
1. ให้นกั เรยี นศึกษาหนังสอื อิเลก็ ทรอนิกส์ (E-Book) เร่ือง การเขยี นเรียงความ ดว้ ยตนเอง
2. แนะนำวิธกี ารใช้หนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ (E-Book)
3. ควบคุมและกระตุ้นนกั เรียนใหเ้ กดิ การเรยี นรู้โดยการใช้คำถาม
คำแนะนำสำหรบั นกั เรยี น
หนงั สอื อิเลก็ ทรอนกิ ส์ (E-Book) เร่อื ง การเขยี นเรยี งความ วิชา ท๓2101 ภาษาไทยพืน้ ฐาน
ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี5 ใชเ้ วลาในการสอนจำนวน 6 ชั่วโมง การใชแ้ บบฝกึ ทักษะเลม่ น้จี ะเกิดประโยชน์สงู สดุ นกั เรยี น
ควรปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี
๑. นกั เรยี นศึกษาโปรแกรมการใชง้ านหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-Book) ให้เขา้ ใจ
2. นกั เรียนอา่ นคำชี้แจงและคำแนะนำในการใช้หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ (E-Bookให้เข้าใจกอ่ นทำกจิ กรรม
3. นกั เรียนอา่ นสาระและมาตรฐานการเรยี นร้ขู องหนังสอื อิเล็กทรอนกิ ส์ (E-Book) เพื่อให้ทราบว่าเมือ่
เรยี นจบแล้วนกั เรยี นจะมคี วามรูใ้ นเร่ืองใดบ้าง แล้วลงมือทำแบบฝึกทักษะตามลำดับ
4. เม่อื นกั เรียนมีปัญหาหรือทำแบบฝึกทักษะไม่ได้ ให้กลับไปอ่านใบความรหู้ รือศึกษาตวั อยา่ งอีกครงั้
หรอื ปรึกษาครผู ูส้ อน
5. การเขียนคำตอบของแบบฝกึ ทักษะใหน้ ักเรยี นทำดว้ ยความรอบคอบให้ผลงานมีความถูกต้อง สะอาด
เรยี บร้อย สวยงาม
6. ฝกึ ปฏบิ ตั ิตามแบบฝกึ ทกั ษะแลว้ ตรวจสอบคำตอบตามเฉลยหรือแนวการตอบ
7. สรุปผลการเรยี น ประเมิน ปรบั ปรงุ และพัฒนาตนเอง
8. การศกึ ษาหนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เล่มนไ้ี ม่บรรลผุ ลสำเร็จ ถ้านักเรยี นขาดความซอื่ สัตย์
ในการทำแบบฝึกทักษะ
ง
สาระและมาตรฐานการเรียนร้กู ลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
ตัวชวี้ ดั สาระสำคัญ และจดุ ประสงค์การเรยี นรู้
สาระท่ี 2 : การเขียน
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขยี นเรียงความ ย่อความ และเขียนเร่อื งราว
ในรูปแบบตา่ งๆ เขียนรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้า
อย่างมีประสทิ ธภิ าพ
ตวั ชว้ี ดั
ท2.1 ม.4-6/4. ผลิตงานเขียนของตนเองในรูปแบบตา่ งๆ
ท2.1 ม.4-6/5. ประเมินงานเขยี นของผู้อน่ื แล้วนำมาพฒั นางานเขยี นของตนเอง
ท2.1 ม.4-6/6. เขยี นรายงานการศกึ ษาคน้ คว้าเรอื่ งทส่ี นใจตามหลักการเขยี นเชิงวิชาการ และข้อมูล
สารสนเทศอ้างอิงอยา่ งถูกต้อง
ท2.1 ม.4-6/7. บนั ทึกการศึกษาค้นควา้ เพ่ือนำมาพฒั นาตนเองอย่างสมำ่ เสมอ
ท2.1 ม.4-6/8. มมี ารยาทการเขียน
สาระสำคญั
การเขยี นเรยี งความ หมายถึง งานเขียนร้อยแก้วทม่ี งุ่ ถ่ายทอดความรู้ ความคดิ ประสบการณ์ของผเู้ ขียนให้
ผ้อู ่านไดร้ บั รเู้ รื่องราวโดยมโี ครงสรา้ งทปี่ ระกอบดว้ ย คำนำ เนอ้ื เร่ืองและสรปุ ลกั ษณะของเรียงความทีด่ ีนอกจากจะ
ประกอบด้วย คำนำ เนอ้ื เรื่องและสรุปแลว้ ยังมลี ักษณะท่ีสำคญั กลา่ วคอื มีความเป็นเอกภาพ มีสัมพนั ธภาพ
มีสารัตถภาพ เรียงความแต่ละเร่อื งตอ้ งมีสาระท่ีสมบรู ณ์และสัมพันธ์ตลอดทงั้ เร่ือง ความสมบูรณ์ของเนื้อหามาจาก
การวางโครงเรอ่ื งทด่ี ี แตล่ ะย่อหนา้ ตอ้ งมปี ระโยคใจความสำคัญเด่นชดั ใชก้ ลวิธีการเขยี นท่หี ากหลายเน้นความสำคัญ
ของเร่ืองให้ปรากฏเดน่ ชดั ยง่ิ ขึ้น และมีมารยาทในการเขียน
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นกั เรียนมีความรู้ความเขา้ ใจเรอ่ื ง การเขียนเรยี งความโลกสาธารณะ
2. นักเรียนสามารถเขียนเรยี งความโลกสาธารณะได้
๓. นกั เรียนสามารถเขยี นเรยี งความได้ถูกต้องตามหลักการเขียน
4. นักเรยี นมมี ารยาทในการเขียน
สารบญั หนา้
ก
คำนำ ข
คำชีแ้ จงการใชแ้ บบฝกึ ทักษะ ค
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ตวั ช้ีวัด ง
สาระสำคัญและจดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิกอ่ นเรยี น 2
ใบความรู้ เรื่อง การเขียนเรยี งความ 11
แบบฝึกทักษะท่ี ๑ ผังมโนทัศน์(Concept Map )เรยี งความเกย่ี วกบั โลกสาธารณะ 12
แบบฝกึ ทักษะท่ี ๒ เรียงร้อยถอ้ ยความอย่างมีกลวธิ ี 13
แบบฝึกทักษะท่ี ๓ ทบทวนความรู้การเขียนเรยี งความ 17
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิหลังเรยี น 18
เกณฑ์การให้คะแนนการเขียนเรียงความ 20
บรรณานกุ รม
1
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์กอ่ นเรียน
เร่อื ง การเขียนเรยี งความเกี่ยวกบั โลกสาธารณะ วิชา ท๓2101 ภาษาไทยพน้ื ฐาน ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5
คะแนนเต็ม 2๐ คะแนน เวลา 50 นาที
---------------------------------------------------------------------------------------------
มาตรฐานการเรยี นรู้ ท ๒.๑ ม.๔-๖/๒. เขยี นเรยี งความ
คำช้ีแจง ใหน้ กั เรยี นเขียนเรียงความเกย่ี วกบั โลกสาธารณะ ในประเด็น “เยาวชนไทยกับยุควถิ ีใหม่ New Normal”
โดยตงั้ ชอ่ื เร่อื งใหม่ และใช้กลวิธกี ารเขยี นเรียงความที่เหมาะสม และสอดคล้องกับเรื่อง
ความยาว 25-30 บรรทัด
เรียงความเรื่อง.....................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
2
ใบความรู้
เรอ่ื ง การเขียนเรียงความเกี่ยวกับโลกสาธารณะ
รายวิชา ท๓๒๑๐๑ ภาษาไทยพื้นฐาน ม.5 โรงเรยี นพิริยาลัยจงั หวดั แพร่
ครผู ูส้ อน นางดรณุ วรรณ แก้วมี
การเขียนรียงความ คือ การเขยี นข้อความทีม่ เี น้ือหาเก่ียวกับเร่อื งใดเรื่องหนึ่งเฉพาะ มคี วามยาว
พอสมควร ร้อยเรยี งถ้อยคำใหเ้ ปน็ เร่ืองราว โดยแสดงความรู้ ความคดิ อารมณ์ ความรู้สกึ จินตนาการและ
ความเขา้ ใจ ด้วยภาษาที่ถูกต้อง เหมาะสม ตรงตามความหมาย สละสลวยและเป็นระบบ
โลกสาธารณะ หมายถึง สภาพความเป็นไป และเหตุการณ์ สภาพแวดลอ้ ม ธรรมชาติ สงั คม
ทม่ี นษุ ย์ทุกคนต้องเกย่ี วข้อง
จุดมุ่งหมายการเขียน
เพื่อจรรโลงสงั คมใหด้ ีข้นึ หรือใหอ้ ย่ใู นสภาพที่ดี ผู้เขยี นเขยี นจากประสบการณ์ ความรู้ ทรรศนะ
และความนึกคดิ ของตนหรอื ของกลุ่มตนเอง มีเร่ืองราวทส่ี ามารถเขยี นไปได้อย่างกวา้ งขวาง
การจำแนกหวั ข้อเรียงความ
1. จำแนกตามแนวปจั จยั ของการดำรงชีวิต เช่น
- อาหารการกนิ - เคร่อื งน่งุ ห่ม
- ทีพ่ ักอาศยั - ทีพ่ กั ผอ่ นหย่อนใจ
- สุขภาพ - การป้องกันโรคภยั ไข้เจบ็
2. จำแนกโดยคำนงึ ถงึ บุคคล เชน่
- เดก็ และเยาวชน - มติ รสหาย
- นกั เรียน นสิ ติ นักศกึ ษา - นกั ต่อสู้
- ผู้ใหญ่ - นักผจญภัย
3. จำแนกโดยคำนงึ ถึงสถานที่ เช่น
- เมือง - สวนสาธารณะ
- ชนบท - ท้องทะเล
- ปา่ เขา - วนอทุ ยาน
4. จำแนกตามการใชป้ ระโยชน์ เชน่ - สวนสาธารณะ - สถานท่พี กั
- เสน้ ทางส่ือสารและคมนาคม - แหล่งบันเทิง - โรงพยาบาล
- ที่ประกอบการค้า
5. จำแนกตามลกั ษณะนามธรรม เช่น
- ความรกั - ความดี - ความงาม
- ทุกขส์ ขุ
- ค่านิยม - คุณธรรม
3
การเขยี นใจความของเรียงความ
ตวั อยา่ งของการแสดงใจความ
อาหารการกนิ
1. ปัญหาการขาดแคลนอาหารแกไ้ ดโ้ ดยแปรรปู ไว้บรโิ ภคตลอดทั้งปี
2. อาหารทม่ี รี าแพงไม่จำเป็นตอ้ งเป็นอาหารทดี่ เี สมอไป
3. ผักและผลไม้ไทย นอกจากเป็นอาหารแลว้ ยงั เป็นสมุนไพร
4. คนไทยควรได้รบั การปลูกฝังอุปนสิ ัยในการบรโิ ภค
5. อาหารสมัยใหม่ นอกจากแพงแลว้ ยังใหโ้ ทษ จงึ ควรบรโิ ภคอาหารทำเอง
ตวั อยา่ งของการแสดงใจความ
ท่พี ักอาศยั และทพ่ี กั ผอ่ นหย่อนใจ
1. การสรา้ งหรอื ซอ้ื ที่อยู่อาศยั ควรศึกษาสภาพทางภูมศิ าสตร์สงั คมก่อน เพ่ือไม่ให้เกดิ ปญั หาภายหลัง
2. วัสดกุ ่อสรา้ งที่ทนทานและคุ้มค่านน้ั ใชอ่ ยู่อยูท่ ่รี าคาหรือคำโฆษณา แต่อยทู่ ี่คุณสมบัตขิ องวัสดุและ
ประโยชนใ์ ชส้ อย
3. ผูเ้ ป็นเจา้ ของท่ดี ินริมทางสาธารณะพึงรบั ผิดชอบในการปลกู และบำรงุ รักษาตน้ ไมต้ ามท่ีราชการ
กำหนด เพ่ือความรม่ ร่นื ของบา้ นเมือง
สว่ นประกอบของเรยี งความ
ส่วนประกอบของเรียงความ ได้แก่
- หัวข้อเรือ่ ง
- ความนำ
- เนอื้ เรื่อง
- ส่วนลงท้ายหรอื สว่ นสรปุ
1. สว่ นความนำ เปน็ ส่วนที่แสดงประเด็นหลักหรือจดุ ประสงคข์ องเรื่อง ดงั น้นั ความนำจึงเป็นการบอก
ผู้อา่ นถงึ เนื้อหาทนี่ ำเสนอและยังเป็นการเร้าความสนใจให้อยากอา่ นเร่ืองจนจบการเขยี นความนำ เพื่อเรา้ ความสนใจ
น้ันมีหลายวธิ ีแล้วแต่ผู้เขยี นจะเลือกตามความเหมาะสม อาจนำดว้ ยปัญหาเร่งด่วนหรือหัวขอ้ ทก่ี ำลังเปน็ เรือ่ งท่ีน่าสนใจ
ก็ได้
ตัวอยา่ งการเขียนสว่ นนำ
“ในอดตี เมือ่ กล่าวถงึ ครู หรือคน้ หาคุณค่าของครู หลายคนคงนกึ ถึงความเปรยี บทงั้ หลายท่ีมกั ได้ยินจนชินหู
ไมว่ า่ จะเป็นความเปรียบที่ว่า “ครคู ือเรือจา้ ง” “ครูคือปูชนียบุคคล” หรอื “ครคู ือผู้ใหแ้ สงสว่างทางปัญญา” ฯลฯ
ตวั อย่างการเขียนส่วนนำด้วยบทรอ้ ยกรอง เช่น
ความรกั เหมือนโรคา บันดาลตาใหม้ ดื มน
ไมย่ นิ และไม่ยล อปุ สรรคคะใดใด
ความรักเหมือนโคถึก กำลังคกึ ผิขงั ไว้
ก็จะโลดจากคอกไป บ่ยอมอยู่ ณ ท่ีขัง
(จากบทละครเร่ือง “มัทนะพาธา” ของพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยหู่ วั )
3
2. เน้ือเรอ่ื ง เป็นส่วนสำคญั ทสี่ ดุ ของเรียงความเพราะเป็นส่วนที่ต้องแสดงความรู้ ความคิดเห็น ให้ผอู้ า่ นทราบ
ตามโครงเรอ่ื งทีว่ างไว้ เน้ือเร่ืองตอ้ งแสดงออกถงึ ความรู้ ความคดิ เหน็ อย่างชัดแจ้ง มีรายละเอยี ดทเี่ ป็นข้อเทจ็ จริงและ
มีการอธบิ ายอย่างเปน็ ลำดบั ขั้น มีการหยบิ ยกอุทาหรณ์ ตวั อยา่ ง ทฤษฎี สถิติ คำกล่าว หลกั ปรชั ญา หรอื สภุ าษิต คำ
พงั เพย ฯลฯ สนบั สนนุ ความรู้ความคดิ เห็นนน้ั
เนอ้ื เรื่องประกอบด้วยย่อหน้าตา่ ง ๆ หลายยอ่ หน้าตามสาระสำคัญที่ต้องการกลา่ วถึง เนอื้ เรื่องถึงจะแตก
ยอ่ ยออกไปอย่างไร จะตอ้ งรักษาสาระสำคัญใหญข่ องเรื่องไว้ การแตกย่อยเปน็ ไปเพื่อประกอบใหส้ าระสำคัญใหญ่
ของเร่ืองสมบูรณใ์ นแต่ละย่อหน้าประกอบดว้ ยการแตกย่อยเปน็ ไป เพ่ือประกอบให้สาระสำคัญใหญ่ของเร่อื งสมบรู ณ์ใน
แต่ละย่อหนา้ ประกอบดว้ ย
1. คอื สว่ นท่ีเป็นเนื้อหา คือ ความรู้หรือความคิดเหน็ ทีต่ ้องการแสดงออก
2. คือส่วนทีเ่ ปน็ การอธบิ าย
3. คอื สว่ นทเี่ ปน็ อทุ าหรณห์ รือการอา้ งอิง
4. คือสว่ นที่เปน็ ตัวอย่าง
3. ส่วนทา้ ยหรือสว่ นสรุป ส่วนปิดเรื่อง เป็นสว่ นทมี่ คี วามสมั พันธ์เกย่ี วเน่ืองกบั เนื้อหาส่วนอ่ืนๆ
โดยตลอด และเป็นส่วนท่บี อกผู้อา่ นว่าเรือ่ งราวที่เสนอมาน้ันได้สิ้นสดุ ลงแล้ว
วิธีการเขียนส่วนท้ายมีดว้ ยกันหลายวธิ ี เชน่ เนน้ ยำ้ ประเดน็ หลัก เสนอคำถามหรือข้อคดิ สรุปเร่ือง
เสนอความคิดของผู้เขยี น ขยายจดุ ประสงค์ของผเู้ ขยี นหรอื สรปุ ดว้ ยสุภาษติ คำคม สำนวนโวหาร
ขน้ั ตอนการเขียนเรียงความ
1. กำหนดหวั ข้อเร่ือง
เลือกเร่ืองท่ผี ู้เขยี นสนใจและมีความรมู้ ากท่ีสดุ เพ่ือให้ไดข้ ้อมูลในการเขียนประกอบมาก จึงควรเปน็ เร่อื งท่ี
เราเข้าใจดี สนใจเปน็ พิเศษ หรือมีแหลง่ ข้อมลู ทีเ่ ราสามารถสบื คน้ ได้งา่ ย เพื่อใหไ้ ด้ขอ้ มูลมากพอและนา่ เช่อื ถือ
ประกอบเร่อื ง
2. กำหนดจดุ มุ่งหมายเฉพาะ เพ่อื ให้เราสามารถกำหนดขอบเขตหรือแนวเร่ืองได้งา่ ยขึ้น เช่น
- จูงใจ โนม้ นา้ วใจ
- ใหค้ วามรู้
- เลา่ ประสบการณ์
3. กำหนดขอบเขตของเร่ือง
- ใหพ้ อเหมาะกับความยาวของเรยี งความ
4. รวบรวมข้อมลู
5. วางโครงเรอ่ื ง
- คำนำ
- เน้ือเรื่อง
- สรปุ
4
การเขียนโครงเรื่อง โครงเรื่องเป็นการกำหนดแนวทางการเขยี น การเรยี บเรยี งขอ้ มูล การจัดลำดับความคิด
และการจัดลำดบั หัวข้อ หลังจากทผี่ ู้เขียนได้รวบรวมข้อมูล การเขียนโครงเรื่องจงึ เป็นขนั้ ตอนหนึ่งที่สำคญั ในงานเขียน
แต่กม็ ิได้หมายความวา่ ผ้เู ขียนจะต้องเขยี นตามโครงเร่ืองที่วางไว้เสมอ เพราะเม่ือลงมือเขียนจริงอาจมีการปรับเปล่ยี น
โครงไดต้ ามความเหมาะสม นอกจากนีก้ ารเขียนโครงเรอ่ื งยังช่วยให้ผเู้ ขยี นไม่สบั สนเวลาเขยี น หรอื เขียนหวั ข้อใดขอ้ หน่ึง
ยาวเกนิ ไป และอาจจะลมื เขยี นบางหัวข้อ ดังน้นั การเขียนโครงเรื่องก่อนท่จี ะลงมอื เขียนจะทำใหง้ านเขยี นมีความ
สมบูรณ์มากทสี่ ดุ
ประโยชนข์ องโครงเร่อื ง
การเขยี นโครงเร่ืองมีประโยชนใ์ นการเขียนหลายประการ ดงั น้ี
1. โครงเรือ่ งชว่ ยในการนำเสนอเนื้อหา ทำให้ผเู้ ขยี นเตรียมเน้ือหาไดอ้ ย่างเหมาะสมกับจดุ ม่งุ หมายในการ
เขียน รู้จักกำหนดขอบข่ายของเน้ือหา รวมท้งั ชว่ ยให้เห็นแนวทางการเรียบเรยี งความคิด วา่ ควรจะใชแ้ บบใด และมี
เนอื้ หาในประเด็นหรอื หวั ข้อใดทเี่ รายงั ไมร่ ดู้ ีพอหรอื ยังหารายละเอยี ดไม่ได้ เราก็สามารถเตรียมความรเู้ หล่านีเ้ พ่มิ เติมได้
อีกจนเพยี งพอ
2. โครงเรื่องช่วยแบ่งหวั ข้อได้ชดั เจน การแบ่งหัวขอ้ ใหญแ่ ละหวั ข้อยอ่ ยอย่างชดั เจนทำใหผ้ ู้เขียนสามารถ
จัดลำดับเพ่ือเช่อื มโยงหวั ข้อย่อยกบั หัวข้อย่อย หัวข้อใหญ่กับหวั ขอ้ ยอ่ ยไดง้ ่าย
3. โครงเร่อื งช่วยเขียนเรื่องอย่างมีเหตุผล ทำให้ผเู้ ขยี นมองเห็นความสมั พันธ์ของประเด็นตา่ งๆ ในเน้ือหา
จากโครงเรื่องไดช้ ดั เจน วา่ มีประเด็นหรอื หัวข้อใดเกีย่ วขอ้ งกันบ้าง และความคดิ ของประเดน็ ต่างๆ เหล่าน้นั เช่ือมโยง
สัมพนั ธ์กันอย่างไร จงึ จะทำใหเ้ น้อื หามีนำ้ หนักและสมเหตุสมผล
4. โครงเรอื่ งช่วยในการวางสดั สว่ นของเรอ่ื งไดเ้ หมาะสม โครงเรื่องช่วยให้ทราบวา่ ควรเขียนในประเด็น
อะไรบา้ ง มปี ระเดน็ ใดทีไ่ มค่ วรเขียน หรอื ประเดน็ ใดควรนำความคิดหรือรายละเอยี ดมาสนับสนุนมากนอ้ ยแค่ไหน จึงจะ
พอเหมาะกบั ความยาว ซง่ึ จะชว่ ยให้สัดสว่ นของเรอื่ งเหมาะสม
5. โครงเรื่องช่วยไม่ให้ลืมหัวข้อเรอ่ื งทีจ่ ะเขยี น ในขณะเขยี นเราอาจจะจดจอ่ กับเร่ืองท่เี ขียนจนลืมเขียน
หวั ขอ้ อนื่ ๆ ได้ แต่การเขียนโครงเรื่องจะช่วยเตือนความจำให้เราไม่ลืมเขยี นหัวข้อ
6. โครงเร่อื งช่วยไมใ่ ห้สับสนเวลาเขียน การเขยี นโครงเรื่องก่อนลงมอื เขียนเปรียบเสมอื นการเขียนฉบับ
ร่างของงานเขยี น เมื่อลงมือเขียนจึงสามารถเขียนตามหวั ข้อตา่ งๆ ทีผ่ ู้เขียนไดว้ างโครงเร่ืองไวท้ ำให้ไม่เกิดความสับสน
เวลาเขียน
รูปแบบของการเขยี นโครงเรอื่ ง
1. โครงเรือ่ งแบบคร่าวๆ เปน็ การเขยี นโครงเรื่องอย่างครา่ ว ๆ ดว้ ยคำหรือวลอี ย่างหยาบ ๆ เพ่ือวาง
แนวเรื่องทีส่ นั้ ๆ เรียงลำดับลดหลนั่ กันมา โดยอาจจดั เป็นหัวข้อใหญแ่ ละมีหัวข้อยอ่ ยกไ็ ด้
ตัวอยา่ ง เร่ือง ภาวะโลกร้อน
- ความหมาย
- สาเหตุ
- ผลกระทบ
- ส่ิงแวดลอ้ ม
- เศรษฐกิจ
- สขุ ภาพ
- การแก้ปัญหา
- ลดการใช้พลังงาน - ลดใชถ้ ุงพลาสติก - ปลกู ตน้ ไม้
5
2. โครงเร่ืองแบบหวั ขอ้ โครงเรอื่ งแบบนเี้ ขยี นดว้ ยคำวลสี น้ั ๆ หรอื อนปุ ระโยคทีไ่ มไ่ ด้ความครบถ้วนใน
ตวั เอง และมีตวั เลขหรืออักษรย่อกำกับประเด็นทุกประเด็นท่ีสงั เขปดว้ ยคำวลีหรืออนุประโยคนนั้ ๆ
ตวั อยา่ ง เรอื่ ง ภาวะโลกร้อน
1. ความหมายภาวะโลกรอ้ น
2. สาเหตุภาวะโลกร้อน
3. ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
3.1 ดา้ นสิง่ แวดลอ้ ม
3.2 ดา้ นเศรษฐกจิ
3.3 ด้านสขุ ภาพ
4. การแกป้ ัญหา
4.1 ลดการใชพ้ ลังงาน
4.2 ปลกู ตน้ ไม้และรักษาป่าไม้
4.3 ลดการใชถ้ งุ พลาสติก
3. โครงเรื่องแบบประโยค โครงเรอ่ื งแบบน้เี ขียนดว้ ยขอ้ ความซึง่ เปน็ ประโยคที่สมบูรณ์และชัดเจน มเี ลข
หรืออักษรย่อกำกับประโยคทุกประโยคทเ่ี ป็นประเดน็ ของเร่อื งน้นั
ตัวอย่าง เรื่อง ภาวะโลกรอ้ น
1. ความหมายของภาวะโลกร้อน
2. สาเหตขุ องการเกิดภาวะโลกร้อน
3. ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
3.1 ผลกระทบดา้ นสิง่ แวดลอ้ ม
3.2 ผลกระทบดา้ นเศรษฐกจิ
3.3 ผลกระทบด้านสุขภาพ
4. การแกป้ ัญหาภาวะโลกร้อน
4.1 อนรุ ักษ์พลงั งาน
4.2 อนุรักษป์ ่าไม้
4.3 อนุรกั ษ์สิง่ แวดล้อม
6
แนวทางการเขียนโครงเรื่อง
1. การประมวลความคดิ คือ รวบรวมข้อมูลเปน็ หวั ขอ้ ต่างๆ
2. การจัดสรรความคิด คือ จดั หมวดหมู่ขอ้ มลู และจัดลำดบั ความสำคญั ของแตล่ ะหวั ขอ้
3. การจัดหมวดหมหู่ รือแยกประเภทความคิด จดั ลำดับของหวั ข้อแต่ละหวั ข้อให้มเี นื้อหาตอ่ เนื่องเป็น
ลำดับและสมั พันธ์กนั ผเู้ ขยี นสามารถจดั ลำดับเนื้อหาตามลำดับเวลา ตามประเพณนี ยิ ม ตามความสำคัญน้อยไปสำคญั
มากหรือสำคญั มากไปหาสำคัญน้อย เปน็ ตน้
4. การเขียนโครงเร่ือง เขียนโครงเรื่องใหเ้ ปน็ ระเบยี บโดยใชร้ ูปแบบการเขียนแบบเดียวกนั ตลอดเนื้อหา
และจัดหวั ขอ้ ย่อยแต่ละข้อเยื้องไปทางขวา การเขยี นแผนผังความคิด หรือแผนที่ความคิด (Mind Map)
การเขียนผังภาพความคิด คือ การถ่ายทอดความคิด หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสมองลงกระดาษ
โดยการใชภ้ าพ สี เส้น และการโยงใย แทนการจดย่อแบบเดมิ ท่ีเป็นบรรทัด ๆ เรยี งจากบนลงลา่ ง ซ่งึ ในขณะเดียวกันมัน
ก็ช่วยเป็นส่ือนำข้อมูลจากภายนอก เช่น หนังสือ คำบรรยาย การประชุม ส่งเข้าสมองให้เก็บรักษาไว้ได้ดีกว่ าเดิม
ซ้ำยังช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ง่ายเข้า เนื่องจะเห็นเป็นภาพรวม และเปิดโอกาสให้สมองให้เช่ือมโยงต่อข้อมูล
หรือความคิดต่าง ๆ เข้าหากันได้ง่ายกว่า “ใช้แสดงการเชื่อมโยงข้อมูลเก่ียวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งระหว่างความคิดหลัก
ความคิด รอง และความคิดย่อยท่ีเก่ียวขอ้ งสัมพันธก์ ัน” ซง่ึ ลักษณะการเขียนผังความคิด เทคนิคการคิดคือ นำประเด็น
ใหญ่ ๆ มาเปน็ หลกั แลว้ ตอ่ ด้วยประเด็นรองในชน้ั ถัดไป
ขั้นตอนการสร้าง แผนภาพความคิด
๑. เขียน/วาดมโนทศั นห์ ลักตรงกงึ่ กลางหน้ากระดาษ
๒. เขียน/วาดมโนทัศนร์ องทส่ี มั พนั ธ์กบั มโนทัศนห์ ลกั ไปรอบ ๆ
๓. เขยี น/วาดมโนทัศนย์ ่อยทส่ี มั พนั ธ์กับมโนทัศนร์ องแตกออกไปเรื่อย ๆ
๔. ใช้ภาพหรือสญั ลักษณ์ส่ือความหมายเป็นตัวแทนความคิดใหม้ ากท่สี ุด
๕. เขียนคำสำคญั (Key word) บนเส้นและเสน้ ตอ้ งเชื่อมโยงกัน
๖. กรณใี ชส้ ี ทัง้ มโนทศั นร์ องและย่อยควรเปน็ สเี ดยี วกัน
๗. คิดอย่างอิสระมากที่สุดขณะทำ เขียนคำหลัก หรือข้อความสำคัญของเรื่องไว้กลาง โยงไปยังประเด็น
รองรอบ ๆ ตามแต่วา่ จะมีกี่ประเดน็
กฎการสรา้ ง แผนภาพความคิด
๑. เริม่ ด้วยภาพสตี รงกงึ่ กลางหนา้ กระดาษ
๒. ใชภ้ าพใหม้ ากทสี่ ุดใน Mind Map ของคณุ ตรงไหนที่ใชภ้ าพได้ให้ใช้ก่อนคำ หรอื รหัส เปน็ การชว่ ยการ
ทำงานของสมอง ดึงดดู สายตา และช่วยความจำ
๓. ควรเขยี นคำบรรจงตัวใหญๆ่ ถ้าเปน็ ภาษาองั กฤษให้ใช้ตวั พิมพ์ใหญ่ จะช่วยใหเ้ ราสามารถ
ประหยดั เวลาได้ เมื่อยอ้ นกลับไปอ่านอกี ครง้ั
๔. เขียนคำเหนือเส้นใต้ แต่ละเสน้ ตอ้ งเช่ือมต่อกับเส้นอนื่ ๆ เพื่อให้ Mind Map มีโครงสร้างพ้ืนฐานรองรบั
๕. คำควรมีลกั ษณะเป็น "หนว่ ย" เปดิ ทางให้ Mind Map คลอ่ งตัวและยืดหยุ่นไดม้ ากขนึ้
๖. ใชส้ ที ่ัว Mind Map เพราะสีชว่ ยยกระดบั ความคดิ เพลนิ ตา กระต้นุ สมองซกี ขวา
๗. เพือ่ ใหเ้ กิดความคิดสรา้ งสรรค์ใหม่ ควรปลอ่ ยให้สมองคิดมีอิสระมากที่สดุ เท่าที่จะเป็นไปได้
วิธกี ารเขยี น
๑. เตรยี มกระดาษเปล่าที่ไมม่ ีเสน้ บรรทัดและวางกระดาษภาพแนวนอน
๒. วาดภาพสีหรอื เขียนคำหรอื ข้อความท่สี ือ่ หรอื แสดงถึงเรื่องจะทำ Mind Map กลาง หน้ากระดาษ โดย
ใช้สอี ยา่ งน้อย 3 สี และต้องไม่ตกี รอบดว้ ยรูปทรงเรขาคณิต
7
๓. คิดถึงหวั เรื่องสำคญั ทเี่ ปน็ ส่วนประกอบของเร่อื งที่ทำ Mind Map โดยให้เขียนเปน็ คำท่ีมีลักษณะเป็น
หนว่ ย หรือเป็นคำสำคัญ (Key Word) สั้น ๆ ทม่ี คี วามหมาย บนเส้นซึ่งเสน้ แตล่ ะเส้นจะตอ้ งแตกออกมาจากศูนยก์ ลาง
ไมค่ วรเกนิ 8 ก่ิง
๔. แตกความคดิ ของหัวเรอื่ งสำคัญแต่ละเร่ืองในขอ้ 3 ออกเป็นก่ิง ๆ หลายกิ่ง โดยเขยี นคำหรือ วลีบนเส้น
ที่แตกออกไป ลักษณะของก่ิงควรเอนไมเ่ กนิ 60 องศา
๕. แตกความคดิ รองลงไปทีเ่ ปน็ ส่วนประกอบของแต่ละกิ่ง ในข้อ 4 โดยเขียนคำหรอื วลเี สน้ ท่แี ตกออกไป
ซ่ึงสามารถแตกความคิดออกไปเรอื่ ย ๆ
๖. การเขียนคำ ควรเขยี นด้วยคำทเ่ี ปน็ คำสำคัญ (Key Word) หรือคำหลกั หรอื เป็นวลที ี่มี ความหมาย
ชดั เจน
๗. คำ วลี สัญลกั ษณ์หรือรปู ภาพใดทีต่ ้องการเน้นอาจใช้วิธกี ารทำใหเ้ ดน่ เช่น การล้อมกรอบ หรือใส่กลอ่ ง
๘. ตกแตง่ Mind Map ท่เี ขยี นด้วยความสนกุ สนานท้ังภาพและแนวคิดท่เี ช่ือมโยงตอ่ กัน
การนำไปใช้
๑. ใช้ระดมพลงั สมอง
๒. ใชน้ ำเสนอขอ้ มลู
๓. ใชจ้ ดั ระบบความคดิ และชว่ ยความจำ
๔. ใช้วเิ คราะห์เน้ือหาหรืองานต่าง ๆ
๕. ใชส้ รุปหรือสรา้ งองค์ความรู้
8
ตัวอย่าง การเขียนโครงเรอื่ ง โดยการเขียนแผนผังความคดิ (Mind Map) ตามแนวคดิ ของ บู ซาน
ลักษณะของเรียงความท่ีดี มดี ังน้ีครับ
เรียงความที่ดคี วรมลี ักษณะ ดังตอ่ ไปนี้
1. มีเอกภาพ คือ ความเป็นอันหนึง่ อนั เดยี วกัน หมายความว่าไม่ใหเ้ ขียนนอกเรื่อง
2. มสี มั พนั ธภาพ คือ ความสัมพันธ์กนั หมายถงึ ข้อความแตล่ ะข้อความหรอื แต่ละ
ย่อหนา้ จะต้องมสี ัมพนั ธเ์ กยี่ วเน่ืองกัน
3. มีสารัตถภาพ คือ การเนน้ สาระสำคัญของย่อหน้าแตล่ ะยอ่ หนา้ และของเร่ือง
ทัง้ หมด โดยใช้ประโยคส้นั ๆ สรปุ กนิ ความท้งั หมด
9
ตวั อยา่ ง การเขียนเรียงความเก่ยี วกบั โลกสาธารณะ
โลกรอ้ นสรา้ งวกิ ฤติ วิทย์และเทคโน ชว่ ยได้
“ ปัญหาตา่ งๆ เก่ยี วกบั สภาวะแวดล้อม อันเน่ืองมาจากมลพิษ หรือความเสื่อมโทรมของ
ทรพั ยากรธรรมชาติ ไม่วา่ จะเกิดขึ้นท่ีใดท่ีหน่ึงกต็ ากย่อมสง่ ผลกระทบไปถึงทีอ่ ่นื ๆ ด้วยเหตุนี้ ทุกคนทุกประเทศในโลก
จงึ ยอ่ มมสี ่วนรบั ผิดชอบอยู่ด้วยกนั ทั้งในการแก้ไข ลดปญั หา และปรบั ปรุงสรา้ งเสรมิ สภาวะแวดลอ้ ม ให้กลับคืนมาสู่
สภาพอันจะเอื้อต่อการมีชีวติ อยอู่ ย่างเป็นสุขของตนเองและเพื่อมนุษย.์ ...”
(พระราชดำรสั ในพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู วั รัชกาลที9่ )
จากพระราชดำรัสข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันสภาพแวดล้อมของโลกใบน้ีกำลังเปล่ียนไปจากฝีมือ
มนุษย์ ไม่ว่าใครเป็นผู้กระทำหรอื เกิดข้ึนท่ีใด ก็ย่อมส่งผลไปทั่วโลก เช่นเดียวกับภาวะโลกร้อนท่ีเรากำลังประสบอยู่ทุก
วนั นี้ อาจเกิดจากความไม่ต้ังใจของมนุษย์ แต่เมือ่ เกดิ ขึ้นแลว้ เราทุกคนบนโลกจะต้องช่วยกันหาทางแก้ไข เพ่ือให้โลกใบ
น้ีคงอย่ตู อ่ ไป
ภาวะโลกร้อนเป็นภาวะที่อุณหภูมิเฉล่ียของโลกเพิ่มขึ้นจากปรากฏการณ์เรือนกระจก ซ่ึงต้นเหตุท้ังหมดก็
มาจากฝีมือมนุษย์ ท่ีเพ่ิมปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เช้ือเพลิงการขนส่ง และการผลิตใน โรงงาน
อุตสาหกรรมรวมไปถึงเพ่ิมก๊าซกลุ่มไนตรัสออกไซด์และคลอโรฟลอู อโรคาร์บอน ก๊าซเหล่านี้คงไม่มีผลกระทบต่อโลกถึง
เพยี งน้ี ถา้ หากมนษุ ย์ไม่ไปตดั ไม้ทำลายปา่ อันเป็นเหตใุ ห้การดึงเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซดอ์ อกไปจากระบบบรรยากาศ
ถูกลดทอนประสิทธิภาพลง ในที่สุดสิ่งท่ีเรากระทำ ก็ส่งผลมาสู่ตัวเราเอง กับสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องเผชิญต่อภาวะ
โลกรอ้ น
ภาวะโลกร้อนได้ส่งผลกระทบในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านนิเวศวิทยา อาทิ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย
สภาพอากาศแปรปรวน อุณหภูมิเพิ่มสูงข้ึน อย่างประเทศไทยในช่วง 40 ปีท่ีผ่านมาอุณหภูมิเพ่ิมสูงข้ึน 1 องศา
เซลเซียส และมีการคาดการณ์ว่าอีก 90 ปีข้างหน้า อุณหภูมิผิวโลกจะสูงขึ้นจากปัจจุบันราว 4.5 องศาเซลเซียส
นอกจากน้ีภาวะโลกร้อนยังส่งผลกระทบในด้านเศรษฐกิจด้วย เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวที่สำคัญบนเกาะเล็กๆของทวีป
อเมริกา ต้องสูญเสียรายได้จากการที่น้ำทะเลสูงข้ึนและกัดกร่อนชายฝั่ง หรือจะเป็นทวีปเอเชีย ที่เกิดฝนกระหน่ำและ
มรสมุ อยา่ งรุนแรง รวมถงึ ความแห้งแลง้ ในฤดูรอ้ นท่ียาวนาน สง่ ผลต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจภาวะโลกร้อนยังส่งผล
ไปถึงสขุ ภาพของมนุษยท์ ่ังโลกอีกดว้ ยเน่ืองจากโลกร้อนเปน็ สภาวะที่เชื้อโรคเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
โลกในปจั จุบนั เป็นโลกแหง่ ยคุ โลกาภวิ ฒั น์ มีเทคโนโลยีใหมๆ่ เขา้ มามากมาย รวมไปถงึ ความก้าวหนา้
ทางวิทยาศาสตร์ หลายคนอาจมองว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสาเหตุสำคญั ท่ีทำใหโ้ ลกใบนี้ต้องประสบกับภาวะ
โลกร้อน แต่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลับช่วยให้ภาวะโลกร้อนทุเลาลง ผู้สร้างอาจเป็นผู้ทำลายได้ ในขณะเดียวกัน
ผู้ทำลายก็กลายเป็นผู้สร้างได้เช่นกัน เรามาสามารถท่ีจะทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนได้ ถ้าหากไม่มี
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเก่ียวข้อง นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างพยายามศึกษาผลกระทบ
ที่เกิดจากภาวะโลกร้อนเพื่อหาแนวทางบรรเทาและแก้ไขปัญหาดังกล่าว หากไร้ซึ่งพวกเขาเหล่านี้แล้ว ใครกันเล่า
ที่จะเป็นผู้ช่วยเหลือโลกใบน้ี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อนได้ หากเรานำมา
ประยุกต์ใช้อย่างตรงประเด็นและถูกวิธี อาทิการนำสบู่ดำมาผลิตไบโอดีเซล เราต้องใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์
ในการวิเคราะห์ถึงสรรพคุณของสบู่ดำ ว่าสบู่ดำสามารถดัดแปลงมาใช้ประโยชน์ด้านใดได้บ้าง และใช้เทคโนโลยี
ในกรรมวิธีการผลิตเพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมาย น่ันคือ ไบโอดีเซล การนำขยะมาใช้เป็นปุ๋ยหรือนำไปรีไซเคิล
ก็เช่นเดียวกันต้องใช้วิทยาศาสตร์ในการศึกษาและทดลองว่าขยะแต่ละประเภทสามารถนำไปดัดแปลงเป็นอะไรได้บ้าง
และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นตัวแปรรูปหรือผลิต หรือจะเป็นในเร่ืองของการผลิตพลังงาน อาทิ พลังงานท่ีใช้
ในการขับเคล่ือนเคร่ืองยนต์ เช่น การนำน้ำมันปาล์มมาผลติ ไบโอดีเซล หรือการหมักพืชอย่างมันสำปะหลังและอ้อยอัน
นำไปส่กู ารผลิตแกส๊ โซฮอล์ ในการวิจัยสรรพคณุ ของมันสำปะหลงั และอ้อย รวมไปถึงการคดิ พฒั นาไปส่แู ก๊สโซฮอล์
10
จำเป็นอย่างย่ิงที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย และใช้เทคโนโลยีในกระบวนการแปรรูปมันสำปะหลังและอ้อยให้เป็น
เอทานอล กอ่ นนำไปผลิตเปน็ แกส๊ โซฮอล์ 95 และแกส๊ โซฮอล์ 91 ซง่ึ สามารถใช้แทนหรือผสมกับนำ้ มันเบนซิน 95
และ 91 ได้ แกส๊ โซฮอล์เปน็ พลังงานสะอาด จะปล่อยมลพิษทางท่อไอเสียต่ำกว่าเบนซนิ ท่ัวไป ดังน้ันแก๊สโซฮอล์จึงเป็น
ผลดีต่อสขุ ภาพของเรา และชว่ ยลดปัญหาโลกรอ้ นได้
นอกจากท่ีกล่าวมาข้างต้นแล้ว เรายังสามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยสร้างผู้พิทักษ์โลก
นั่นก็คือ “ต้นไม้” ได้อีกด้วย ต้นไม้คือสิ่งเดียวที่ช่วยกล่ันกรองอากาศเสียอย่างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นอากาศดี
อย่างออกซิเจนได้ ซ่ึงในปัจจุบันจำนวนพื้นท่ีป่าของไทยเหลืออยู่เพียง 167,590,98 ตารางกิโลเมตร หรือ 33
เปอร์เซ็นต์เท่านั้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นส่ิงเดียวที่จะช่วยฟื้นฟู และขยายพันธุ์พืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรา
ต้องใช้วิทยาศาสตร์ในการคิดค้นปรับปรุงพันธุ์พืช ให้ได้พันธ์พืชที่ทนต่อสภาพแวดล้อม มีส่วนในการเปลี่ยนก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ไปเปน็ ก๊าซออกซิเจนท่ีค่อนขา้ งสูง และใชเ้ ทคโนโลยี ในกระบวนการผลติ พันธุ์พชื เพ่อื ให้ได้พันธพุ์ ืชที่
ดี มีคุณภาพ จะเห็นว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสิ่งท่ีต้องควบคู่กันไป หากขาดส่ิงใดส่ิงหน่ึงก็ไม่อาจช่วยบรรเทา
โลกร้อนได้
ถึงแม้ว่าเราจะมีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อน แต่ผู้ท่ีเป็นเจ้าแห่ง
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ มนุษย์ดังน้ันทุกคนที่อยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้จะต้องร่วมมือกันแก้ไข หยุด ละ เลิก เป็นผู้
ทำลาย เพราะสุดท้ายแล้วผลกระทบท้ังหมดก็ตกมาสู่ตัวเราเอง ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทางท่ี
สร้างสรรค์และคุ้มคา่ เพือ่ โลกของเราจะไดค้ งอย่สู ืบไป
11
แบบฝกึ ทกั ษะท่ี 1 เร่ือง ผังมโนทัศน์เรยี งความเกี่ยวกบั โลกสาธารณะ
คำชแี้ จง ให้นักเรียนเขียนผังมโนทศั นเ์ กยี่ วกับโครงเรอ่ื งเรยี งความเกี่ยวกับโลกสาธารณะ เพ่ือแสดงกระบวนการคิด
ในการเขยี นเรียงความ
12
แบบฝึกทักษะท่ี 2 เรอื่ ง เรยี งร้อยถ้อยความอย่างมีกลวิธี
คำช้ีแจง ให้นกั เรยี นเขียนเรียงความเกี่ยวกับโลกสาธารณะความตามโครงเรื่อง และหัวเรอ่ื งท่ีกำหนด
โดยใช้กลวธิ กี ารเขยี นเรยี งความท่เี หมาะสม และสอดคล้องกับเรอื่ ง ความยาว 25-30 บรรทดั
เรยี งความเรื่อง.....................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
13
แบบฝกึ ทกั ษะที่ 3 เรอื่ ง ทบทวนความรู้การเขยี นเรยี งความ
มาตรฐานการเรยี นรู้ ท ๒.๑ ม.๔-๖/๒. เขียนเรียงความ
คำช้ีแจง ใหน้ ักเรียนกาเครื่องหมาย x ทับหวั ข้อ ก ข ค หรือ ง หน้าขอ้ ความทเ่ี หน็ ว่าเป็นคำตอบทถ่ี ูกตอ้ ง
ท่ีสุดเพียงขอ้ ละ ๑ ตัวเลอื ก (ข้อละ ๑ คะแนน)
1. การเขยี นเรยี งความเกี่ยวกับโลกสาธารณะ มีองค์ประกอบตามขอ้ ใด
ก. ช่ือเรื่อง คำนำ เนื้อเร่ือง สรุป
ข. ชือ่ เร่อื ง คำนำ ใจความของเรอ่ื ง สรุป
ค. คำนำ เนื้อเรอ่ื ง ใจความของเรื่อง สรปุ
ง. คำนำ เนอ้ื เร่ือง ใจความของเรือ่ ง การใชภ้ าษา สรปุ
2. สิ่งใดท่ีไมค่ วรนำมาใช้ประกอบในการเขยี นคำนำ
ก. คำคม ข. รูปภาพ ค. บทกวี ง. สภุ าษิต
3. ก่อนทจ่ี ะลงมือเรยี บเรยี งเน้อื หาในการเขียนเรียงความ ควรทำสง่ิ ใดก่อน
ก. รา่ งบทสรุป ข. หาขอ้ มลู สนบั สนนุ
ค. เขียนโครงเร่อื ง ง. หาตวั อยา่ งประกอบ
4. เรียงความทีม่ ีเนอื้ หาเกยี่ วกบั โลกสาธารณะ เร่ืองเยาวชน เป็นการจำแนกหวั ข้อตามแนวใด
ก. จำแนกโดยคำนงึ ถึงบุคคล
ข. จำแนกตามลกั ษณะนามธรรม
ค. จำแนกโดยคำนงึ ถงึ สถานที่
ง. จำแนกตามลกั ษณะการใชป้ ระโยชน์
5. การเขียนเรียงความเก่ยี วกับโลกสาธารณะให้ได้ดี ผเู้ ขยี นควรปฏิบัติดงั น้ี ยกเวน้ ขอ้ ใด
ก. เขยี นจากความรู้ของตน ข. เขยี นจากทรรศนะของตน
ค. เขยี นจากประสบการณข์ องตน ง. เขียนตามความนึกคิดของบคุ คลอืน่
6. ถา้ ต้องการเขยี นเรยี งความเกยี่ วกบั สถานที่ท่องเทีย่ วแห่งใดแหง่ หนง่ึ เนื้อหาในข้อใดจำเป็นนอ้ ยท่ีสดุ
ก. พาหนะและเสน้ ทางคมนาคม
ข. ทต่ี ง้ั และสภาพภูมอิ ากาศ
ค. สิง่ ท่ีน่าสนใจและประโยชน์
ง. มัคคุเทศก์
14
7. ในการเขียนเรียงความ ควรดำเนนิ การตามขนั้ ตอนตามขอ้ ใด
๑. เขยี นโครงเรือ่ ง
๒. ตัง้ ชอ่ื เรื่องหรอื หัวข้อเร่อื ง
๓. กำหนดจดุ มุ่งหมาย
๔. กำหนดขอบเขตของเร่ือง
๕. คน้ ควา้ และรวบรวมข้อมูล
ก. ๑-๒-๓-๔-๕ ข. ๒-๓-๔-๕-๑
ค. ๓-๔-๕-๑-๒ ง. ๔-๕-๑-๒-๓
8. นกั เรยี นเขียนเรียงความเร่ือง “การทอ่ งเทยี่ วแบบอนรุ กั ษ์” นกั เรียนควรเขียนโครงเร่ืองตามขอ้ ใด
ก. วิธีการทอ่ งเทีย่ วแบบอนุรักษ์ ความหมายของการท่องเทยี่ วแบบอนรุ กั ษ์ คุณค่าของการทอ่ งเท่ยี ว
แบบอนรุ กั ษ์
ข. ความหมายของการท่องเที่ยวแบบอนรุ ักษ์ วิธกี ารทอ่ งเท่ียวแบบอนรุ กั ษ์ คุณคา่ ของการทอ่ งเท่ยี ว
แบบอนุรกั ษ์
ค. คณุ คา่ ของการท่องเท่ียวแบบอนรุ กั ษ์ วิธกี ารท่องเท่ียวแบบอนุรกั ษ์ ความหมายของการท่องเทีย่ ว
แบบอนุรกั ษ์
ง. ความหมายของการท่องเที่ยวแบบอนรุ ักษ์ คุณค่าของการท่องเท่ยี วแบบอนรุ ักษ์ วิธกี ารท่องเทีย่ ว
แบบอนรุ กั ษ์
9. ขอ้ ใดเปน็ การเรียงลำดับประเดน็ ความคดิ ทเ่ี หมาะสมสำหรับเรียงความเร่ือง “การแต่งกายของง้ิว”
ก. ลวดลายท่ปี กั บนเส้ือผา้ สอ่ื ความหมายถึงความเป็นมงคลและความถกู ต้องดีงาม เช่น นกกระสา
หมายถึงการมีอายุมนั่ ขวัญยืน
ข. สงิ่ สำคญั มากอยา่ งหนง่ึ ของการแสดงง้วิ ก็คือ เส้ือผ้า เคร่ืองแต่งกาย ที่มรี ายละเอยี ดบ่งบอกสถานะ
ของตัวละคร
ค. เสอ้ื ผา้ สีเหลืองอ่อนเป็นสัญลักษณข์ องกษตั ริย์ สแี ดงเป็นของเสนาบดหี รือจอมทัพ สว่ นสีเขียวเป็น
ชดุ สำหรบั ขุนนางฝ่ายบุ๋น
ง. เครื่องประดบั ท่จี ำเป็นอกี อย่างหนงึ่ กค็ ือศิราภรณ์ซงึ่ ประดับด้วยหมวกประเภทต่างๆ มงกฎุ และ
เคร่อื งตกแต่งอื่นๆ
ก. ข - ค - ก – ง ข. ค - ก - ข - ง
ค. ง - ข - ก – ค ง. ก - ข - ค – ง
10. ขอ้ ความต่อไปน้ีไม่เหมาะที่จะเปน็ ประโยคแรกในสว่ นใดของเรียงความเรื่อง “อาหารไทย”
วัฒนธรรมการกินอาหารของคนไทยดังกล่าวเกิดจากการประสานภูมิปัญญาดา้ นอาหารจากหลายๆ ชาติ
มาดดั แปลงใหเ้ ปน็ อาหารไทย
ก. สว่ นนำเรือ่ ง ข. สว่ นขยายความ
ค. ส่วนสรปุ เรอ่ื ง ง. การยกตวั อย่าง
15
กระดาษคำตอบ
ชือ่ ........................................................สกุล.......................................
ช้ัน ม. 5/............. เลขท่ี ................
ข้อ ก ข ค ง
๑
๒
๓
๔
๕
๖
๗
๘
๙
๑๐
16
เฉลยแบบฝกึ ทักษะที่ 3
ข้อ เฉลย
๑ก
๒ข
๓ค
๔ก
๕ง
๖ง
๗ข
๘ข
๙ข
๑๐ ก
17
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิหลังเรียน
เรอื่ ง การเขยี นเรียงความเก่ียวกบั โลกสาธารณะ วชิ า ท๓2101 ภาษาไทยพื้นฐาน ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5
คะแนนเตม็ 2๐ คะแนน เวลา 50 นาที
---------------------------------------------------------------------------------------------
มาตรฐานการเรียนรู้ ท ๒.๑ ม.๔-๖/๒. เขียนเรยี งความ
คำช้แี จง ให้นักเรียนเขียนเรียงความเก่ียวกับโลกสาธารณะ ในประเด็น “เยาวชนไทยกับยุควถิ ีใหม่ New Normal”
โดยตัง้ ชอ่ื เร่อื งใหม่ และใชก้ ลวธิ กี ารเขยี นเรียงความท่ีเหมาะสม และสอดคล้องกบั เร่ือง
ความยาว 25-30 บรรทดั
เรียงความเร่ือง.....................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
18
เกณฑก์ ารให้คะแนน
เกณฑ์การให้คะแนน ใช้เกณฑ์วัดความสามารถในการเขียนเรียงความตามระดับคะแนน (Rubric Scores) ดังนี้
(คะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน)
รายการประเมิน ๕๔ ระดับคะแนน ๒ ๑
ต้งั ชื่อเร่ือง ต้งั ชื่อเรอื่ ง
๑. การตง้ั ชื่อเร่อื ง ๓ ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
1.๑ ชื่อเร่ืองมคี ำที่เก่ยี วข้อง ตงั้ ชื่อเร่ือง ๒ ขอ้ ๑ ขอ้
สอดคล้องกบั ประเด็น ได้ตามเกณฑ์
1.๒ สอื่ ความหมายได้ตรง ครบ 3 ข้อ เขยี นเนือ้ เรอ่ื ง
หรือสอดคล้องกบั ประเดน็ ได้สาระสำคญั
1.๓ ใช้คำ วลี ประโยค คะแนนเตม็ ๓ คะแนน ตามเกณฑ์
หรอื ข้อความถกู ตอ้ ง 1 ขอ้
ตามหลักการใชภ้ าษา เขียนเนอ้ื เรอ่ื ง เขียนเน้อื เรือ่ ง เขียนเน้ือเรอื่ ง เขยี นเน้ือเรอ่ื ง
ไดส้ าระสำคญั ไดส้ าระสำคญั ได้สาระสำคญั ได้สาระสำคญั เขียนคำนำ
๒. การเขียนเนอ้ื เร่ือง ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ และสรปุ
2.๑ นำเสนอประเดน็ หลัก ครบ 5 ข้อ 4 ขอ้ 3 ขอ้ 2 ขอ้ ได้ตามเกณฑ์
เพียงประเดน็ เดยี ว ๑ ข้อ
2.2 ลำดับความคิดตอ่ เนือ่ ง เขียนคำนำ เขียนคำนำ เขียนคำนำ
2.3 เนื้อหามีความสมั พันธ์ และสรุป และสรปุ และสรุป ใชภ้ าษา
กบั ภาพ ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
2.4 มีความเป็นเหตเุ ป็นผล ครบ ๔ ขอ้ ๓ ข้อ ๒ ขอ้ 1 ข้อ
2.5 มกี ารนำเสนอแนวคิดใหม่
คะแนนเตม็ เขยี นผิด
3. การเขยี นคำนำและสรปุ 4 คะแนน ๓ คำ ข้ึนไป
3.๑ ใชค้ ำคม สำนวน ขา่ ว
บทกลอน หรือภาษา ใชภ้ าษา ใชภ้ าษา ใช้ภาษา ใชภ้ าษา
วรรณศลิ ปอ์ ย่างใด ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์ ไดต้ ามเกณฑ์
อยา่ งหนง่ึ ครบ 5 ขอ้ 4 ข้อ 3 ขอ้ 2 ขอ้
3.๒ มปี ระเดน็ สอดคลอ้ งกบั ภาพ
3.๓ นำความคิดหรอื ยำ้ ความคิด คะแนนเตม็ 3 คะแนน เขยี นถกู ตอ้ ง เขยี นผิด
ตามความคดิ หลกั ในเนอื้ หา ทกุ คำ 1 - ๒ คำ
ไมเ่ พ่ิมประเด็นใหม่
หรอื นอกประเด็น
3.4 สดั สว่ นสมดลุ กับเนื้อเรื่อง
4. การใช้ภาษา
4.1 การเลือกใช้คำไดถ้ ูกต้อง
4.2 เวน้ วรรคตอนไดถ้ กู ตอ้ ง
4.3 ใช้คำสภุ าพ
4.4 ใชป้ ระโยคส่อื ความหมายได้
4.5 ใช้คำไดส้ ละสลวย
5. การเขียนสะกดคำ
(เขียนผิดซ้ำ ให้นับเปน็ 1 คำ)
19
แบบประเมินผลงานนักเรียน เรื่อง การเขยี นเรยี งความ
ชอื่ เรยี งความ : ..........................................................................................................................
ชอื่ ผูเ้ รียนเรียงความ....................................................................................................................
ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5/.................เลขท.ี่ ....................
เกณฑ์ในการพิจารณา ระดับคุณภาพ/ผลการประเมิน
1. การต้งั ชื่อเร่อื งเหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหา ดเี ยย่ี ม ดีมาก ดี พอใช้ ปรับปรงุ
2. การเขยี นเนอ้ื เรื่อง (5) (4) (3) (2) (1)
3. การเขยี นคำนำและสรปุ
4. การใช้ภาษา
5.
6. การเขียนสะกดคำ
ข้อเสนอแนะ
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................................
ลงช่ือ.......................................
ครผู ู้ประเมนิ
......... / ........... / ...........
20
บรรณานุกรม
ประสทิ ธิ์ กาพย์กลอน, ประพนธ์ เรอื งณรงค์, เสาวลักษณ์ อนนั ตศาสน์ และวโิ รจน์ ผดุงสนุ ทรารักษ์.
การเตรยี มตวั เพ่อื การพดู และการเขียน. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลัยรามคำแหง, 2544.
รสริน ดิษฐบรรจง. การเขียน. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏธรบรุ ี, 2552.
สมพร แพ่งพพิ ัฒน์. ภาษาไทยเพอื่ การสื่อสารและการสบื คน้ . กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร์, 2547.
สำนกั พัฒนาคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่. 2554. กลยทุ ธ์การจัดการเรียนการสอนในช้ันเรียน
[Online]. สบื คน้ เม่ือ 1 สงิ หาคม 2563, จาก http://www.eqd.cmu.ac.th
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. 2551. ตัวช้วี ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทยตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551.
กรุงเทพฯ : โรงพมิ พช์ มุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย
ศริ ิชยั กาญจนวาส.ี 2550. ทฤษฎกี ารประเมิน (พิมพ์ครั้งท่ี 5). กรงุ เทพฯ: โรงพิมพแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ศรลี กั ษณ์ ผลวฒั นะ. 2548. การพฒั นานวตั กรรมส่ือการเรียนรู้แบบหน่วยสมบูรณแ์ บบท่เี น้นการเรียนรู้
แบบกระตอื รือร้น. รายงานการวจิ ัยในชั้นเรียน. กรุงเทพมหานคร: แม็ค