อิทธิพลทางการศึกษาของสหรัฐอเมริกาตอ่ ประเทศไทย
จดั ทำโดย
นายวนั ชนก สงั สะนา 61191100105
61191100112
นางสาวศิรณิ ัฐภรณ์ พรมทา้ ว 61191100129
61191100224
นายอคั รเดช นิพนั ธ์รัมย์ 61191100219
61191100328
นางสาวมณรี ตั น์ นอ้ ยบาท
นางสาวอทติ ยา บญุ พนู เลิศ
นางสาวสุนสิ า อปุ มา
เสนอ
อาจารย์พงษ์พันธ์ พึ่งตน
เอกสารนี้เปน็ ส่วนหนึง่ ของรายวชิ าประวตั ิศาสตรส์ หรฐั อเมรกิ า 1643402o
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสรุ นิ ทร์
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564
ก
คำนำ
ประเทศไทยมีการจัดระบบการศึกษาโดยกระทรวงศึกษาธิการ ผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแล
โดยตรงคือภาครัฐพร้อมเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยระบบการศึกษาของไทยเริ่มต้น
ตั้งแต่การศึกษาระดับปฐมวัยไปจนถึงระดับอุดมศึกษา พลเมืองในประเทศจะต้องศึกษาจนจบ
การศึกษาภาคบังคับ การศึกษาของไทยถูกพัฒนาเรื่อยมา และได้รับอิทธิพลทางการศึกษาของ
ต่างประเทศเข้ามาเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย ทั้งนี้ประเทศไทยเอง
ไดร้ ับอทิ ธพิ ลทางการศึกษามาจากสหรัฐอเมริกา การเขา้ มาของคณะมิชชันนารี ระบบการศึกษาใหม่ๆ
ที่นำเข้ามา รวมไปถึงการจัดระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกาที่ประเทศไทยนำมาเป็นแบบอย่างใน
การจดั ระบบการศกึ ษา
รายงานเรือ่ ง “อิทธพิ ลทางการศึกษาของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทย” ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่ง
ของวิชาประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา รหัสวิชา 1643402o มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้เกี่ยวกับ
อิทธิพลทางการศึกษาของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทย ซึ่งรายงานฉบับนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ อิทธิพล
ของสหรัฐอเมริการต่อการจดั การศึกษาไทยในยุคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในสมยั กรุงรัตนโกสินทร์ ยุคหลงั
สงครามโลกครั้งที่สอง ยุคสมัยโลกาภิวัตน์ อุดมศึกษาไทยภายใต้สงครามเย็น ตลอดจนภาพรวมของ
อทิ ธพิ ลทางการศกึ ษาของอเมริกาต่อประเทศไทย
การศึกษาค้นคว้าเรื่อง “อิทธิพลทางการศึกษาของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทย” ได้
ดำเนินงานการศึกษาค้นคว้าตามระระเวลาที่กำหนด โดยทำการศึกษาจากแหล่งความรู้อินเทอร์เน็ต
หนังสือ และไดท้ ำการศกึ ษาและจดั ทำรายงานเล่มมา คณะผู้จัดทำหวังว่าเน้ือหาในรายงานฉบับนี้ท่ีได้
จดั ทำขึน้ จะเป็นประโยชน์ตอ่ ผ้สู นใจเป็นอย่างดีต่อการศกึ ษาเก่ยี วกับเน้อื หาในเร่ืองนี้
คณะผ้จู ดั ทำ
8 ตลุ าคม 2564
สารบญั ข
คำนำ หน้า
สารบัญ ก
บทท่ี 1 บทนำ ข
บทท่ี 2 อิทธพิ ลของสหรัฐอเมริการต่อการจัดการศึกษาไทยในยุคต่าง ๆ 1
2
สมยั กรงุ รัตนโกสนิ ทร์ 2
ยุคหลังสงครามโลกคร้ังท่ีสอง 6
ยุคสมยั โลกาภิวตั น์ 8
บทท่ี 3 อดุ มศึกษาไทยภายใตส้ งครามเย็น 10
บทที่ 4 ภาพรวมของอทิ ธิพลทางการศึกษาของอเมรกิ าตอ่ ประเทศไทย 13
บทท่ี 5 สรปุ 15
บรรณานกุ รม 16
บทที่ 1
บทนำ
การศึกษาในประเทศไทย เป็นการศึกษาที่จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย โดย
ภาครัฐจะเข้ามาดูแลโดยตรงและเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษา
ปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา สำหรบั การศกึ ษาภาคบังคับในประเทศไทยนนั้ ได้กำหนดให้พลเมืองไทย
ต้องจบการศึกษาอย่างน้อยท่ีสุดในระดับชั้นมธั ยมศึกษาตอนต้น และตอ้ งเขา้ รับการศึกษาอย่างช้าสุด
เมื่ออายุ 7 ปี ซึ่งการศึกษาภาคบังคับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งแบ่งออกเป็น
ระดับชั้นประถมศึกษา 6 ปีและมัธยมศึกษา 6 ปี นอกจากนี้แล้วการศึกษาขั้นพื้นฐานยังรวมถึง
การศกึ ษาปฐมวยั อกี ดว้ ย
ในปัจจุบันการศึกษาของประเทศไทยนั้นกำลังพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ตามกระแสโลกในยุค
โลกาภิวัตน์ เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า อิทธิพลจากต่างประเทศนั้น ได้เข้ามามีบทบาทในด้าน
การศึกษาของประเทศไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบ
การศึกษาไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ได้มีอิทธิพล
อยา่ งมากตอ่ การศึกษาของประเทศไทย
ซ่งึ การเข้ามามีบทบาทของสหรัฐอเมริกานั้น ไมไ่ ด้มีเพียงเฉพาะการเข้ามาของคณะมิชชันนารี
สอนศาสนา แตย่ งั รวมไปถึงการนำระบบการศึกษาแบบใหม่ ๆ เขา้ มา การสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง
ประเทศด้วยองคก์ รการศกึ ษา นโยบายทางการศึกษา แนวคดิ ทางการศึกษา และองคค์ วามรูท้ ีส่ ามารถ
นำมาใชก้ ับการศึกษาของประเทศไทยได้
การศึกษาอิทธิพลทางการศึกษาของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อไทยนั้น จะทำให้ให้เราเข้าใจถึง
ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ การจักระบบการศึกษาของไทยที่นำแบบอย่างของสหรัฐอเมริกา
มาใช้ นโยบายทางการศึกษาบางอย่างในช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สหรัฐอเมริกาได้มีส่วน
เขา้ มาวางรากฐานแนวคิดทางอุดมการณ์ทางการเมืองใหแ้ กเ่ ด็กนกั เรยี นในประเทศไทย
การเข้ามาของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบการศึกษาให้แก่ประเทศ
ในช่วงศตวรรษที่ 19 ทำให้เกิด “โรงเรียน” และ “มหาวิทยาลัย” ซึ่งนับเป็นคุณูปการที่สำคัญอย่าง
ยิ่งทสี่ หรัฐอเมริการมตี อ่ การศกึ ษาของประเทศไทย
บทที่ 2
อิทธิพลของสหรัฐอเมริการต่อการจดั การศึกษาไทยในยคุ ต่าง ๆ
การสร้างองค์ความรู้ของสังคมไทยเกิดขึ้นได้จากกลไกที่หลากหลาย การสั่งสม สืบทอดองค์
ความรรู้ ่นุ ต่อร่นุ เป็นไปอยา่ งเรียบง่าย การรับองค์ความรู้จากต่างถนิ่ ต่างภาษา กอ่ ใหเ้ กิดการถ่ายทอด
แลกเปลี่ยนเรียนร้ซู ง่ึ กันและกนั โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งสังคมไทยเปน็ สงั คมเปิดมาโดยตลอด
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมไทย เริ่มมาจากเบื้องบน คือ องค์พระมหากษัตริย์
ลงมา โดยที่พระองค์เห็นความสำคัญจำเป็น จากนั้นจึงมีผลกระทบต่อเจ้านาย ขุนนาง และราษฎร
สามัญในที่สุด และการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปปฏิกิริยาจาการเปลี่ยนแปลง
อยา่ งรนุ แรงจึงไม่มี (วุฒิชยั มูลศลิ ป์, 2525)
1. สมัยกรุงรัตนโกสนิ ทร์
ในสมัยกรุงรัตนโกสินท์เป็นยุคสมัยที่อิทธิพลจากประเทศต่าง ๆ ได้แผ่ขยายเข้ามา
ภายในประเทศ และมีบทบาทท่เี ห็นไดช้ ดั ท่สี ดุ โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงทางด้านการศึกษา
สามารถแบ่งออกไดเ้ ปน็ 3 ช่วงเวลาดงั น้ี
1.1 กรงุ รตั นโกสินทร์ตอนตน้ รชั กาลที่ 1 – 3 (พ.ศ. 2325 – 2394)
1.2 กรุงรัตนโกสนิ ทร์ชว่ งรชั กาลท่ี 4 – 5 (พ.ศ. 2394 – 2453)
1.3 กรงุ รตั นโกสนิ ทรช์ ่วงรัชกาลท่ี 6 – การเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2453- 2475)
1.1 กรงุ รัตนโกสนิ ทรต์ อนต้น รัชกาลท่ี 1 – 3 (พ.ศ. 2325 – 2394)
วทิ ยาการตกวันตกได้เข้ามาเผยแพร่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
มากขึ้นในพ.ศ. 2371 มิชชันนารีคณะเพรสไบทีเรียนจากอเมริกาได้เข้ามาสอนศาสนา และ
เผยแพร่ศาสนาให้แก่พวกคนจีนในช่วงนั้นสำหรับคนไทย พวกมิชชันนารีทำเพียงแค่
รักษาพยาบาลเท่านั้น เพราะพวกมิชชันนารียังไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ พออยู่เมืองไทย
นานเข้าพวกมิชชันนารีอเมริกัน จึงขยายการสอนศาสนามายังคนไทย โดยเขียนคำสอนเป็น
ภาษาไทยและจึงส่งไปพิมพ์ทีส่ ิงคโปร์ โดยคณะมิชชันนารที ี่เขา้ มาเผยแพร่ศาสนาส่วนใหญ่มี
การสร้างโรงเรยี นเพ่ือเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และขา่ วสารตา่ งประเทศ เช่นสรรี วิทยา
ดาราศาสตร์ จนั ทรุปราคา อยา่ งหมอเฮาส์ (House) และ หมอแคสเวล (Caswell)
3
1.2 กรุงรัตนโกสินทรช์ ่วงรัชกาลท่ี 4 – 5 (พ.ศ. 2394 – 2453)
แม้ว่าในด้านของการศึกษาคณะมิชชันนารียังมิได้ปรากฏชัดในรชั กาลที่ 3 แต่ต่อมา
ในรชั กาลที่ 4 และรชั การท่ี 5 พวกมชิ ชันนารีได้กอ่ ตัง้ โรงเรยี นขน้ึ หมาหลายโรงเรยี น เริ่มต้น
มาตั้งแต่หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงขึ้นเสวยราชสมบัติ ได้ทรง
เชิญชวนภรรยาของมิชชันนารี 3 ท่าน คือ แหม่มโจนส์ แหม่มแมททูน และแหม่มบรัดเลย์
ผลัดกันเข้าไปสอนหนังสือแก่สุภาพสตรีในวัง และต่อมาแหม่มของคณะมิชชันนารีก็ได้เริ่ม
กอ่ ตัง้ โรงเรยี นขึ้น
นางยอร์ช แมคฟาร์แลนด์ได้เขียนไว้ว่า “อาจจะกล่าวได้ว่า เหตุการณ์ที่ควรบันทึก
และไดผ้ ลไกลท่ีสุดในยุคแห่งการเผยแพรน่ ้ีก็คือ การสร้งโรงเรียนประจำสำหรับเด็กผู้หญิงขึ้น
ตาธรรมดาเด็กผู้หญิงไม่ค่อยกระตือรือร้นในการศึกษา และบิดามารดาก็ไม่สนับสนุน จึง
นับว่าไม่ถึงเวลาที่จะเริ่มงานนี้ อย่างไรก็ตาม นางแมททูนได้เริ่มสอนหนังสือแก่เด็กผุ้หญิงได้
สำเร็จ และในพ.ศ. 2414 นางแคริงตัน ได้สอนการช่างให้แก่เด็กผุ้หญิงหมู่หนึ่ง ซึ่งต่อมา
กลายเป็นโรงเรียนวังหลัง... วงเป้นที่รู้จักกันดีทั่วไปในประเทศไทย และต่อมาได้ชื่อใหม่ติด
ปากคนทั่วไปว่า “โรงเรียนแหม่มโคล์” สำหรับเด็กผู้ชาย ประมาณ พ.ศ.2359 คณะ
มิชชันนารอี เมิรกนั ไดก้ ่อตั้งโรงเรยี นข้นที่บา้ นมอญ บริเวณหลงั วัดอรุณราชวรารามในความดุ
และของหมอเฮาส์ ครผู ู้ช่วยของคณะมชิ ชันนารีท่สี ำคัญคือ ครูกีเอง ก๊วยเซียน ชาวจีน ต่อมา
ในพ.ศ. 2400 โรงเรียนนี้ได้ไปตั้งอยู่ที่สำเหร่ ธนบุรี โรงเรียนนี้เป็นต้นเค้าของโณงเรียน
กรุงเทพคริสเตียนวทิ ยาลยั ” (แสงโสม เกษมศร,ี ม.ร.ว. และวมิ ล พงศิพิพฒั น์. 2525)
ในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ได้ทรงชักชวนให้สตรีในคณะผู้สอนศาสนาโปรแตสแตนท์คือ
นางแดน บรัดเลย์ นางแมททุน นาจอนห์ เทเลอร์ โจนส์ ไปสอนภาษาอังกฤษให้แก่สตรีใน
ราชสำนกั นานกว่า 3 ปี และใน พ.ศ. 2404 ก็ได้โปรดให้จ้างสตรีชาวองั กฤษ คือ นางแอนนา
เลียวโนเวนส์ จากสิงคโปร์มาเป็นครูถวายพระอักษรพระราชโอรส พระราชธิดาในพระบรม
หาราชวังและต่อมาสตรีก็สามารถอข้าเรียนในโรงเรียนการช่างสตรี ซึ่งนางเอส จี แมคฟาร์
แลนด์ ภรรยาของศาสตราจารย์ แมคฟาร์แลนด์ ประจำเมืองเพชรบุรี จัดตั้งงขึ้นเมื่อ พ.ศ.
2395 นั้น ก็นับว้เป็นสถานศึกษาซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากโรงเรียนในวัด และเป็นการริเริ่ม
การศึกษาตามแนวใหม่ และหมอสอนศาสนาเพรสไบทีเรียน ได้ตั้งโรงเรียนสอนศาสนาและ
สอนภาษาไทยแก่เด็ก ซึ่งมีวิชาอ่าน เขียน เลข ขับร้อง และคริสต์ศาสนา ต่อมาโรงเรียน
เหล่านี้ได้ขยายไปต่างจังหวัดดว้ ย
โรงเรียนแบบตะวันตกแห่งแรกในภาคเหนือของไทยมุ่งให้การศึกษาแก่เด็กผู้หญิง
โรงเรียนดาราวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันเป็นโรงเรียนสหศึกษา มีประวัติย้อนไปถึงเมื่อครั้งโซเฟีย
แมคกิลวารี มิชชันนารีชาวอเมริกัน ตัดสินใจเปิดบา้ นของเธอท่ีเชยี งใหม่เป็นโรงเรียนสำหรบั
4
เดก็ หญงิ ในปี 2418 เมื่อมนี ักเรียนมากขน้ึ แหม่มแมคกิลวารีก็เสาะหาที่ดินเพ่ือสร้างโรงเรียน
สำหรับเด็กผู้หญิงโดยเฉพาะ เมื่อถึงปี 2422 เอ็ดนา เอส.โคล และแมรี แคมป์เบลล์ ได้
ร่วมกันก่อตั้งและเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงเรียนสตรีอเมริกัน (American Girls’
School) ในเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาในปี 2466 โรงเรียนนี้ไดเ้ ปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรยี นดาราวิทยาลัย
เพื่อรำลึกถึงผู้อุปถัมภ์รุ่นแรกคือ เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั
โรงเรียนชายวังสิงห์คำ (Chiengmai Boys’ School) ซึ่งต่อมาคือโรงเรียนปรินส์
รอยแยลสว์ ิทยาลยั ได้รับการก่อตั้งขึน้ ในลักษณะคลา้ ย ๆ กันในปี 2430 โดยศาสนาจารย์ ดี.
จี. คอลลินส์ ชาวอเมริกันนิกายเพรสไบทีเรียนได้ยา้ ยจากกรุงเทพฯ ไปยังเชียงใหม่เพื่อก่อตงั้
โรงเรียนขึ้นในบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง โรงเรียนเริ่มเปิดสอนด้วยเงินทุนเพียง 2,000
บาทและมนี กั เรียนประมาณ 30 คน ศาสนาจารยค์ อลลินส์ซ่งึ เป็นครใู หญ่คนแรกไม่เพียงดูแล
ด้านการบริหารโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาแบบตะวันตกในภาคเหนอื
ของไทย ตลอดจนเรียนภาษาล้านนา ขอการสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งระดมเงิน
บริจาคจากชาวอเมริกัน และก่อต้งั โรงพมิ พแ์ หง่ แรกข้ึนในภาคเหนือของไทย
ชาวอเมริกนั ยงั ไดเ้ ผยแพร่การศึกษาแบบตะวนั ตกในจังหวดั อ่ืน ๆ ของภาคเหนือ ใน
ปี 2428 ศาสนาจารย์นายแพทย์แซมมวล ซี. พีเพิลส์ และภรรยาได้ก่อตั้งโรงเรียนเคนเน็ต
แม็คเคนซีขน้ึ ท่ีจงั หวดั ลำปาง โดยเป็นโรงเรียนแบบตะวันตกแหง่ แรกที่ไม่ได้ต้ังอยู่ที่เชียงใหม่
ศาสนาจารย์พีเพิลส์และภรรยายังได้ก่อตั้งโรงเรียนลินกัล์น อะแคเดมีขึ้นที่จังหวัดน่านในปี
2447 ก่อนหน้าปี 2440 ศาสนาจารย์แดเนียล แมกกลิ วารี และนายแพทย์วิลเลียม บรกิ ส์ ได้
สร้างโรงเรยี นขนาดเล็กแห่งหนึ่งขึน้ ท่ีเชียงราย ในปัจจุบัน มโี รงเรยี นท่ีก่อต้ังโดยชาวอเมริกัน
ทั้งหมด 11 แห่งใน 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน และ
พิษณโุ ลก (สถานทูตสหรัฐและสถานกงสุลในประเทศไทย. ออนไลน์ )
1.4 กรุงรัตนโกสินทร์ช่วงรัชกาลที่ 6 – การเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2453 -
2475)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สำเร็จการศึกษา
ชั้นสูงอย่างสมบูรณ์แบบจากทวีปยุโรป และระหว่างเสด็จนิวัติได้เสด็จประพาสประเทศ
สหรฐั อเมรกิ า ทอดพระเนตรกิจการในโรงเรียนนายเรอื และมหาวทิ ยาลยั ต่าง ๆ เชน่ มหาวทิ
ยาลัยโคลัมเบีย มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด มหาวิทยาลัยชิคาโก มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ต่อมา
จึงทรงรับสั่งในการจัดทำโครงการการศึกษา พ.ศ. 2456 โดยได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 2
ประเภทคือ สามัญศึกษา วิชาความรู้แบบทั่วไปที่ทุกคนควรรู้ และ วิสามัญศึกษา ความรู้
พิเศษที่เลือกเฉพาะอยา่ ง
5
ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ไทยก็ได้เข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป้นระบบอบประชิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ในรัชสมัยของสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมี
คณะราษฎรเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากผู้ได้รับการศึกษาแบบ
ตะวันตกที่กลายเป็นผู้นำสมัยใหม่ และรับแนวคิดประชาธิปไตย มีความอยากที่จะ
เปลี่ยนแปลงการปกครองใหเ้ ป็นระบอบประชาธปิ ไตย
กระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกคร้ังที่ 2 ประเทศไทยพยายามเสริมสรา้ งความเป็นมิตรกับ
โลกเสรีโดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกา และประเทศไทยได้เข้าร่วมเป้นสมาชิกองค์การ
สหประชาชาติซึ่งได้มีการดำเนินกิจกรรมหลายอย่างที่เป้นความร่วมมือระหว่างประเทศ
รวมท้งั ทางด้านวัฒนธรรมและการศกึ ษา
ในปี พ.ศ. 2493 รัฐบาลอเมริกาได้ลงนามความช่วยเหลือระหว่างไทย – อเมริกา 3
ฉบับ ไดแ้ ก่
1) ความตกลงทางการศกึ ษาและวฒั นธรรม เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2493
2) ความตกลงรว่ มมือทางเศรษฐกิจและเทคนคิ เมอื่ วันที่ 19 กนั ยายน 2493
3) ความตกลงรว่ มมือทางทหาร เมอื่ วันท่ี 17 ตลุ าคม 2493
ในส่วนของความช่วยเหลือที่ที่มีผลต่อการศึกษา คือความช่วยเหลือทางการศึกษา
และวัฒนธรรม โดยเฉพาะความช่วยเหลือในช่วงปี 2495 – 2505 ประมาณช่วงกลางของ
แผนฯ ที่หนึ่งในนั้น เป็นการช่วยเหลือทางการศึกษาและทางเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นปรับปรุง
และพัฒนการศึกษา ให้มีลักษณะทันสมัยเป็นมาตรฐานเดียวกับตะวันตก ช่วงหลังปี 2505
เปน็ ต้นมา การช่วยเหลอื เน้นหนกั ตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมมากยิ่งขน้ึ
สำหรับการช่วยเหลือที่ประเทศไทยได้รับมีทั้งการให้เปล่า (Grant) และการให้ยืม
(Loan) โดยเฉพาะระหว่างรัฐบาลไทยกับสหรัฐอเมริกา และความช่วยเหลือแบบหลายฝ่าย
(Multilateral) โดยผ่านสถาบันระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก องค์การทุนเพื่อเด็กแห่ง
สหประชาชาติ (UNICEF) แผนโคลัมโบ (Columbo plan) หรือองค์การอาหารและ
การเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เป็นตน้
นบั ตั้งแต่พศ. 2494 ท่ปี ระเทศไทยไดร้ บั ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ
จากประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุด ทำให้ระบบความคิดในการจัดการศึกษาของไทย ได้รับ
อิทธิพลจากตะวันตกเป็นอย่างมาก อิทธิพลดังกล่าวแยกเป็น 2 ลักษณะคือ การยึด
มาตรฐานสากล และการเป็นอาณานคิ มทางปัญญา
6
2. ยุคหลังสงครามโลกครง้ั ที่สอง
ระยะเวลาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 การศึกษาของประเทศไทยได้รับผลกระทบกระเทือน
จากสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 พอสมควร มีโรงเรียนหลายแห่งต้องหยุดการเรียนการสอน
เนื่องจากสภาวะของสงคราม แต่หลังจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทรวงศึกษาธิการได้รับการ
ช่วยเหลือจากต่างประเทศในด้านการจัดการศึกษา โดยประสานงานของกองการสัมพนั ธ์ต่างประเทศ
ที่คอยทำหน้าที่ประสานงานกับองค์กรการศึกษาต่างประเทศหลายๆองค์กร อันได้แก่ องค์การ
วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ซึ่งจัดตั้งขึ้นที่ลอนดอนเมื่อพ.ศ 2484 ทั้งน้ี
เนื่องมาจากประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ 2492 ซึ่งทาง
ยูเนสโกมีวัตถปุ ระสงค์ที่จะส่งเสริมความรู้ให้พลเมืองมีความเข้าใจกันดี โดยได้คอยให้ความช่วยเหลอื
ในด้านผู้เช่ียวชาญ ทุนการศึกษา อุปกรณ์ทางการศึกษา และได้มีการจัดทำโครงการการศึกษาตา่ ง ๆ
ในประเทศไทยอกี หลายโครงการ
นอกจากนี้ยังมีสถาบันการศึกษาจากประเทศตะวันตกอีกหลายสถาบันที่ได้เข้ามามีบทบาท
ต่อการจัดการศกึ ษาในประเทศไทย ไดแ้ ก่ มหาวิทยาลัยเท็กซสั มหาวิทยาลัยอินเดียนา ตลอดจนได้รับ
ความช่วยเหลือจากรฐั บาลสหพันธส์ าธารณรัฐเยอรมันตะวันตกซ่ึงไดเ้ ขา้ มามีบทบาทในการศึกษาของ
ประเทศไทย
2.1 แผนการศึกษาชาติ
สำหรับแผนการศึกษาแห่งชาตินั้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ได้มีการ
ประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ 3 ฉบับ ด้วยกันคือ แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2494 แผนศึกษา
แหง่ ชาติ พ.ศ.2503 และแผนการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ.2520
แผนการศึกษาแห่งชาติซึ่งถือเป็นธรรมนูญททางการศึกษานั้นมีมาตั้งแต่ พ.ศ.2441 ซึ่งใน
ขณะนั้นใชช้ ื่อว่า โครงการศกึ ษา พ.ศ.2411 โดยการจำลองแผนการศึกษาของประเทศอังกฤษเม่ือหลัง
การเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.2475 มีการจัดทำแผนขึ้นใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็น แผนการ
ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2475 ซึ่งมีลักษณะของแผนที่แต่งตั้งภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจะมี
รูปแบบของแผนที่แตกต่างกันไปจากเดิม ทั้งนี้เพราะได้รับอิทธิพลจาการวางแผนการศึกษาของ
ประเทศตะวันตกในขณะนั้น โดยจะระบุไว้เฉพาะนโยบายหลักในการศกึ ษา ส่วนรายระเอียดทางการ
ปฏิบัติได้อาศัยกฎหมาย และระเบียบอื่น ๆ เป็นแบบแผน การให้ความเท่าเทียมในการเข้ารับ
การศึกษาการให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการศึกษามากขึ้นและการจัดแบ่งแสดงสาระสำคัญของ
การศึกษา
พ.ศ.2514 เกิดแนวคิดที่จะร่างแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ขึ้น เนื่องจากสถนการณ์ต่าง
ๆที่มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษามีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ตลอดจนผลที่ได้จากการวิจัย
การสัมมนา การประชุมทางวิชาการ และแนวคิดจากบุคลากรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และ
7
สื่อมวลชน ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การศึกษาของไทยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้ทันต่อ
สภาพการณ์ต่าง ๆ ทางสังคม และ เศรษฐกิจ ประกับกับได้เกิดเหตุแปรผันแปรทางการเมือง และ
เหตุการณ์รุนแรงเมื่อวันที่ 14-16 ตุลาคม 2516 จึงได้มีการศึกษา วิเคราะห์ ตลอดจนรวบรวมความ
คิดเห็นเพื่อร่างแผนฉบับใหม่ขึ้น ในวันที่ 30 เมษายน 2518 คณะกรรมการบริการสภาการศึกษา
แห่งชาติได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างแผนการศึกษาแห่งชาติขึ้น โดยมี นายบุญสม มาร์ติน เป็น
ประธาน และใช้เวลาในการจัดทำร่างประมาณ 1 ปี จึงเสร็จ และ ได้รับความเห็นชอบตามลำดับจาก
คณะกรรมการบริหารที่ประชุมใหญ่สภาการศึกษาแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี จนกระทั่งมีประกาศ
พระราชโองการในปี พ.ศ.2520
2.2 การศึกษาตลอดชีวิต
ในปีพ.ศ. 2515 เมื่อยูเนสโกจัดประชุมใหญ่ครั้งที่ 17 ได้มีการเสนอรายงานของ
คณะกรรมาธิการระหว่างชาติว่าด้วยการพัฒนาการศึกษา International commission on the
Development of Education ชอื่ ว่า learning to be: The World of Education Today and
Tomorrow ซึ่งข้อเสนอแนะที่รายงานฉบับนี้ได้เสนอไว้ก็คือ “...ให้การศึกษาตลอดชีวิตเป็นแนวคิด
หลักสำหรบั การวางนโยบายทางการศึกษาของประเทศต่าง ๆ ท้งั ประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศท่ี
กำลังพัฒนาในอนาคตท่ีจะมาถงึ น้ี” (สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ. : 2545)
จากแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ 2520 เป็นตน้ มา ไดม้ กี ารกลา่ วถึงการศกึ ษาตลอดชีวิตอย่าง
กว้างขวาง ทั้งในแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ นโยบายพัฒนาการศึกษา ในการประชุมสัมมนาและ
ได้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างกว้างขวาง โดยแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2520 นี้ ได้มีการระบุให้
การศึกษาเป็นกระบวนการต่อเนื่องกันตลอดชีวิตที่บุคคลพึงได้รับตั้งแต่เกิดจนตาย และเน้นการจัด
การศึกษาทงั้ ในระบบ และนอกระบบแกป่ ระชาชนไทย
2.3 การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
แนวคิดเรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตยนี้ นอกจากเป็นผลจากการที่สหรัฐอเมริกาเข้ามามี
บทบาทในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นผลสืบเนื่องจากการที่จอมพลปพิบูลสงครามนายกรัฐมนตรีของ
ประเทศไทยในขณะนั้น ได้เดินทางศึกษาดูงานรอบโลกระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนพ.ศ
2498 ทำให้ส่งผลต่อเกิดความนิยมเลื่อมใสในระบอบการปกครองนี้เป็นอย่างยิ่ง และเมื่อกลับจาก
โรงงานที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษแล้วจอมพลปก็ได้ร่วมโครงการต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดพัฒนาการทาง
ประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทยบ้างอย่างไรก็ตามสหรัฐอเมริกายังคงมีบทบาทอยู่ในเรื่องนี้ต่อไปจะ
เห็นได้จากที่องค์การบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐอเมริกา USOM ให้ความช่วยเหลือแก่โครงการพัฒนา
การศึกษาในปีพ.ศ. 2501 ซึ่งจุดมุ่งหมายของโครงการนี้คือเพื่อช่วยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ
และช่วยส่งเสรมิ การปกครองแบบประชาธิปไตย
8
เมือ่ รฐั บาลประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับพ. ศ. 2520 แผนฉบบั ดังกลา่ วก็ได้สะท้อน
ถึงปัญหาเรื่องความไม่เสมอภาค การไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องต่าง ๆ ในสังคมไทย และกระแส
ของการปลูกฝังประชาธิปไตยอย่างทั่วถึงและรวดเร็วในขณะนั้น เป็นแนวคิดของตะวันตกที่เข้ามา
กระทบกับสังคมไทยโดยผา่ นการศึกษา โดยแรกเริ่มนัน้ จำกัดอยู่ในแวดวงชนช้ันสูงก่อน ก่อนที่จะเข้า
มาสปู่ ระชาชนทวั่ ไป
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงโลกถูกแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายทุนนิยมเสรี
ประชาธปิ ไตยนำโดยสหรัฐอเมริกา ฝ่ายสงั คมนยิ มคอมมวิ นิสต์ นำโดยสหภาพโซเวียต ซง่ึ ประเทศไทย
ก็ได้รับเอาความช่วยเหลือจากฝั่งสหรัฐอเมริกาโดยผ่านทาง การเปิดการค้าเสรีระหว่างประเทศ การ
ยกเลิกระบบผูกขาดแบบอาณานิคม และลดกำแพงภาษี ความช่วยเหลือระหว่างประเทศเหลา่ นีเ้ องท่ี
ทำให้สหรัฐอเมริกาเขา้ มามอี ิทธพิ ลต่อการศึกษาไทยมากขึน้ เรอ่ื ย ๆ
3. ยุคสมยั โลกาภิวัตน์
ในสภาวะสังคมโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันนี้ ทุกมุมโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วซึ่งเป็น
การเปล่ียนแปลงระดับโลก ไมว่ า่ จะเปน็ ในดา้ นเศรษฐกิจสงั คมการเมืองและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะใน
กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความก้าวหนา้ ทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ที่มี
บทบาทโดดเดน่ อย่างมากในเวทโี ลก เป็นตวั กระทำสำคัญทส่ี ่งผลกระทบเป็นวงกวา้ งไปยงั ประเทศต่าง
ๆ โดยอาศัยสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้โลกในปัจจุบัน
กลายเป็นโลกไร้พรมแดน กิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม และ
การศึกษาได้ถูกเชื่อมโยงซง่ึ กันและกัน จนทำใหก้ ระแสสงั คมโลกมีผลต่อสังคมไทยดว้ ยเชน่ เดียวกันกับ
ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งมีผลกระทบรุนแรงทางด้านบวกและด้านลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสการ
เปล่ยี นแปลงทางการศึกษา
3.1 ปรชั ญาและแนวคิดทางการศกึ ษา
แนวคดิ ด้านการเรียนรู้หรือการศกึ ษาตลอดชวี ิต ซ่งึ มมี าช้านานต้ังแตส่ มยั ของจอหน์ ดิวอ้ี นัก
การศึกษาผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกา และสังคมแห่งการเรียนรู้ อันเป็นแนวคิดทฤษฎีของ
Ivan Illich ได้กลับมาเป็นแนวคิดที่สำคัญในการจัดการศึกษาของประเทศต่างๆทั่วโลก ในยุค
โลกาภิวฒั น์นเ่ี องท่หี ลายๆประเทศ ตา่ งหนั มาทำการปฏิรปู การศึกษาเพื่อใหป้ ระชาชนภายในประเทศ
มีโอกาสทางการศึกษา โดยมีการนำแนวคิดการศึกษาเพื่อปวงชน Education for all และการให้
สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา All for Education ได้ถูกนำมาใช้ในแนวทางการจัดการศึกษา
ของนานาประเทศทั่วโลก ซึ่งแนวคิดนี้เองเป็นตัวผลักดันที่สำคัญอันนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษา
ตลอดจนการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้กับท้องถิ่นและภาคส่วนต่างๆ อย่างเช่นในกรณีของ
ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจกั ร ญีป่ นุ่ เปน็ ตน้
9
สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นกระแสของยุคโลกาภิวัตน์ที่มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษาและเป็นตัว
ผลักดันใหเ้ กิดการปฏิรูปทางการศึกษาของประเทศต่างๆทวั่ โลก รวมไปถึงประเทศไทยดังท่ีได้สะท้อน
จากการอารมณ์ไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ. ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายการศึกษาฉบับ
แรกของประเทศ
บทท่ี 3
อดุ มศกึ ษาไทยภายใตส้ งครามเย็น
การศึกษากำเนิดอดุ มศึกษาไทยโดยเนน้ จดุ เร่ิมต้นท่ี พ.ศ. 2459 ถงึ แม้จะมคี ุณูปการสำคัญใน
การฉายภาพพลวัตภายในประเทศไทยท่ผี ลักให้เกิดการสรา้ งอดุ มศึกษาดว้ ยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรง
สถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทว่าจุดเน้นดังกล่าวก็สร้างปัญหาให้กับกรอบการศึกษาพัฒนากา
อุดมศึกษาในประเทศไทย ด้านหนึ่งการเน้นบทบาทของชนชั้นนำ และรัฐน้ีมีอิทธิพลจำ กัดมุมมอง
การศึกษาพัฒนาการอุดมศึกษาให้อยู่ภายใต้กรอบการบริหารจัดการของชนชั้นนำ และรัฐเป็นสำคัญ
ขณะเดียวกันการแบ่งระยะเวลาการศึกษาพัฒนาการอดุ มศึกษามักใช้เง่ือนไขบรบิ ทเวลาท่เี ป็น “เวลา
ของรัฐ” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับรัฐ เช่น ก่อนการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครอง หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยุคพัฒนา ฯลฯ หรือระยะเวลาการออกนโยบายโดยรัฐ
เช่น แผนพฒั นาการศกึ ษา
ในตอนที่สงครามเย็นที่อุบัติขึ้นแทบจะพร้อมไปกับการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นมี
ส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการอุดมศึกษาไทย ขณะท่ีค่ายคอมมิวนิสต์กำลังรุกคืบขยายอิทธิพลใน
เอเชียอย่างรวดเร็ว ทั้งจากชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศจีนและการขยายอิทธิพลของ
คอมมิวนิสต์ในอินโดจีน จนท ให้เกิดความหวาดหวั่นว่าหากปล่อยให้ประเทศคอมมิวนิสต์ขยาย
อิทธิพลต่อไป ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลคอมมิวนิสต์ กระทั่ง
เกิดทฤษฎโี ดมิโน (domino theory) ที่เปรยี บเปรยการขยายตวั ของคอมมิวนสิ ต์กบั การล้มของโดมิโน
ความหวาดหวั่นดังกล่าวทำ ให้สหรัฐอเมริกาเริ่มมองประเทศไทยในฐานะจุดยุทธศาสตร์สกัดก้ัน
อิทธิพลคอมมิวนิสต์ วอชิงตันทุ่มงบความช่วยเหลือจำนวนมหาศาลให้กับรัฐบาลไทย นอกจากความ
ช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหารแล้ว ยังมีความช่วยเหลือทางการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน
สงั คมศาสตร์ทส่ี ำคัญยิง่ สำหรับการป้องกนั จากภัยคอมมิวนิสต์
ภายใต้แผนการพัฒนามหาวิทยาลัยไทยของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาย
สังคมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถูกเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องในการพัฒนา
สังคมศาสตร์ ราวปลายทศวรรษ 2490 คณะสำรวจอเมริกันถูกส่งมายังคณะรัฐศาสตร์ เพื่อศึกษาหา
ล่ทู างในการพฒั นาการเรยี นการสอนดา้ นสังคมศาสตร์ และเปล่ยี นแปลงสถานภาพของคณะรัฐศาสตร์
จากหน้าที่หลักของการเป็นแหล่งผลิตข้าราชการสู่ศูนย์กลางการเรียนการสอนด้านสังคมศาสตร์ใน
ประเทศไทย คณะสำรวจเสนอให้เปลย่ี นแปลงหลักสูตรการเรยี นการสอนจากการเนน้ ดา้ นรัฐศาสตร์ สู่
การรวมสาขาวิชาการดา้ นสังคมศาสตรอ์ ืน่ ๆ เข้ามาในหลักสตู รของคณะรฐั ศาสตรด์ ว้ ย กระทัง่ มกี าร
11
เสนอให้เปลี่ยนชื่อคณะจาก คณะรัฐศาสตร์ สู่ คณะสังคมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนของ
สหรัฐอเมริกา คณะรัฐศาสตร์ได้เปิดสอนสาขาวิชาต่าง ๆ ด้านสังคมศาสตร์ อาทิ การเมืองการ
ปกครอง รัฐประศาสนศาสตร์ ประชากรศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา
และการทูต นอกจากนี้คณะรัฐศาสตร์ยังทำ หน้าที่เป็นฐานในการ เตรียมความพร้อมให้กับการเปิด
คณะและสถาบนั วิจัยด้านสังคมศาสตร์อืน่ ๆ เชน่ คณะเศรษฐศาสตร์ สถาบนั วจิ ัยสงั คม และศูนย์วิจัย
และฝึกอบรมทางประชากร เป็นตน้
ในการปลูกฝังความรู้ด้านสังคมศาสตร์ให้กับสังคมไทย องค์กรต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกามี
บทบาทสำคัญในการทุ่มเทความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาสังคมศาสตร์อย่างมาก ลอริสตัน ชาร์ป
(Lauriston Sharp) ผู้วางรากฐานการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทยศึกษาที่มหาวิทยาลัย
คอร์แนล (Cornell University) เช่อื ม่นั วา่ การพฒั นาสังคมศาสตร์ในประเทศไทยจะช่วยสร้างแรงงาน
ทักษะที่มีความจำ เป็นต่อการทำ ให้หน่วยงานราชการไทยทำ งานอย่างมีประสิทธิภาพ และ
สงั คมศาสตรย์ ังจะเป็นเครื่องมอื ชว่ ยผลักดันให้เกดิ เศรษฐกิจระบบตลาด ขณะเดียวกนั นกั สังคมศาสตร์
ไทยทไ่ี ด้รบั การฝึกฝนอย่างดี จะเป็นแหล่งขอ้ มูลทีช่ ว่ ยใหส้ หรฐั อเมริกาเข้าถงึ ภาพ “ความเปลยี่ นแปลง
ที่ชัดเจนและถูกต้อง” ของสถานการณใ์ นภูมิภาค ทา่ มกลางบรบิ ทการเมืองสงครามเย็น
ตามยุทธศาสตร์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐอเมริกาแล้ว การพัฒนามหาวิทยาลัยไทย
โดยเฉพาะจุฬาฯ ยังได้อานิสงค์จากการตั้งศูนย์การทดลองความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์
เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในชว่ งสงครามเย็น ในกรณี ของจุฬาฯ ซึ่งถูกมองว่ามีความพร้อมมากท่ีสุดใน
การพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยสมัยใหม่นั้น วอชิงตันได้เข้ามาพัฒนาคณะและสถาบันต่าง ๆ เพื่อ
จุดประสงค์ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ โรงเรียนวิศวกรรม สปอ. (SEATO Graduate School of
Engineering) ได้ถูกตั้งขึ้นที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ และถูกใช้โดยสำนักงานโครงการวิจัยขั้นสูง
(Advanced Research Projects Agency) สังกัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯในการค้นคว้าด้านทหาร
และสังคมศาสตร์ที่จำเป็นต่อการทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ในไทยและเวียดนาม (Association
for Diplomatic Studies and Training, n.d.: 217-226) ขณะที่คณะครุศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่เพิ่ง
ถกู ตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2500 และไดร้ ับความชว่ ยเหลือในการพัฒนาการเรยี นการสอนจากสหรฐั อเมริกา ก็
ถูกใช้เป็นพื้นที่ในการพัฒนาความรู้เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ อาทิ มีการทดลองสำรวจทัศนคติของ
นักศึกษาต่อการแปลเอกสารโฆษณาการอเมริกันเป็นภาษาไทย และการทดลองสำรวจทัศนคติของ
นกั ศึกษาในประเทศไทย
ทั้งนี้นอกจากจุฬาฯ แล้ว การพัฒนามหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในประเทศไทยก็ได้รับอานิสงค์จาก
การตอ่ ต้านคอมมวิ นสิ ตใ์ นยุคสงครามเย็นเชน่ เดียวกนั การจัดตั้งมหาวิทยาลยั ในส่วนภูมภิ าค ไม่ว่าจะ
เป็นในภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน ในด้านหนึ่งก็มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาให้ความรู้ประชาชน
เพือ่ ชักจงู ใหเ้ ดินตามแนวทางทนุ นยิ มและประชาธปิ ไตย นอกจากนีง้ านวิจัยจำ นวนหนง่ึ กเ็ ร่ิมชี้ให้เห็น
12
อยา่ งชดั เจนวา่ มหาวิทยาลัยในสว่ นภมู ิภาคก็ถูกรัฐบาลอเมริกนั ใชเ้ ป็นพื้นท่ีในการสรา้ งองค์ความรู้ทาง
สังคมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์ความรู้เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยบนที่ราบสูงในประเทศไทยเพ่ือ
ตอ่ ต้านการขยายอทิ ธพิ ลของคอมมิวนิสต์ (สิทธิเทพ เอกสทิ ธพิ งษ . 2561 :64-72)
บรรดานักศกึ ษาไทยท่ไี ด้รบั อานสิ งคจ์ ากการพฒั นาอุดมศึกษาไทยในยุคสงครามเย็น จนได้รับ
ทุนไปศึกษาตอ่ ในสหรัฐอเมริกานนั้ เร่มิ ไดร้ บั รูข้ อ้ มลู ข่าวสารใหม่ ๆ ทไี่ ม่เคยรบั รมู้ ากอ่ น เนื่องจากการ
ปิดกั้นของเผด็จการทหาร ขณะเดียวกันพวกเขายังได้รับอิทธิพลจากความเคลื่อนไหวทางสังคมใน
สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามเวียดนาม และบทบาทของรัฐบาล
อเมริกนั ในต่างแดน บรรดานกั ศึกษาไทยเหล่า ผ้ซู ่งึ จะกลับมาเป็นอาจารยใ์ นรั้วมหาวิทยาลัยเริ่มต้ังคำ
ถามต่อการดำรงอยู่ของฐานทัพอเมริกันในไทย กระบวนการทำ ประเทศไทยให้ทันสมัย
(modernization) โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ กระทั่งนำไปสู่การตั้งคำถามถึงอิทธิพลและ
บทบาทของสหรัฐอเมริกาต่ออุดมศึกษาและวงวิชาการไทย ช่วงทศวรรษ 2510-ทศวรรษ 2520
ภาพลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาในแวดวงปัญญาชนไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงจาก “มหามิตร” (great ally)
สู่ “เจ้าอาณานิคมใหม่” (neo-colonizer) ขณะที่ภาพลักษณ์ของเผด็จการทหารก็เริ่มเปลี่ยนแปลง
จาก “ผูพ้ ทิ ักษช์ าติจากภยั คอมมิวนสิ ต์” สู่ “คนทรยศขายชาต”ิ ทสี่ มคบกับ “เจา้ อาณานคิ มใหม่”
ภายใต้บริบทนี้กระแสชาตินิยมทางปัญญาที่มองอิทธิพลและบทบาทของสหรัฐอเมริกาต่อ
อุดมศึกษาและวงวิชาการไทยว่าเป็น การสร้าง “อาณานิคมทางปัญญา” (สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ
2561 : 74)
บทที่ 4
ภาพรวมของอทิ ธิพลทางการศกึ ษาของอเมริกาตอ่ ประเทศไทย
นับตั้งแต่มีการก่อตั้งโรงเรียนแบบตะวันตกขึ้นเปน็ คร้ังแรกที่เชยี งใหม่ในคริสต์ศตวรรษที่ 19
มาจนถึงความร่วมมือด้านการศึกษาที่กว้างขวางในปัจจุบัน ชาวอเมริกันมีบทบาทที่สำคัญในการ
พัฒนาการศึกษาในภาคเหนือของไทยมาโดยตลอด สถาบันการศึกษาที่ประสบความสำเร็จที่เห็นใน
ปัจจบุ นั เป็นหนึ่งในสงิ่ ท่ีตกทอดมาจากบทบาทของชาวอเมรกิ นั รุ่นแรกในภาคเหนือของไทย
ก่อนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในภาคเหนือของไทย เฉพาะเด็กชายเท่านั้นที่ได้เรียน
หนังสือ และต้องเรียนในวัดเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชานุญาตให้
ครูสอนภาษาชาวอเมริกันได้เข้าไปถวายพระอักษรในพระบรมมหาราชวงั ในชว่ งกลางทศวรรษ 1800
(พ.ศ. 2343-2352) เนื่องจากทรงเห็นว่าอเมริกา เป็นประเทศที่ไม่ได้มีเจตนาที่จะสรา้ งอาณาจักรของ
ตนขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า ชาวอเมริกันเป็นอำนาจ “ที่เป็น
กลาง” ระหว่างฝรั่งเศสทางทิศตะวันออกและอังกฤษทางทิศตะวันตก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาว
อเมริกันก็ได้ทำงานรว่ มกับชาวไทยอยา่ งกว้างขวางในการสรา้ งโรงเรียนสมัยใหม่และผสมผสานวิธีการ
สอนรปู แบบใหม่ ๆ เพื่อพฒั นาการศึกษาทัว่ ท้งั ภาคเหนอื ของไทย
ความสำเรจ็ ของโรงเรยี นมธั ยมปลายเหล่าน้ีได้สร้างกำลังใจให้แก่เหล่ามิชชันนารีชาวอเมริกัน
พวกเขาจึงได้เริ่มวางแผนก่อสร้างมหาวิทยาลยั เอกชนแห่งหนึ่งขึ้นในภาคเหนือ ความคิดเกี่ยวกับการ
สร้างสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในภาคเหนือเริ่มต้นขึ้ นในชุมชนชาวเชียงใหม่ในช่วงต้น
คริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่อชาวอเมรกิ ันนิกายเพรสไบทเี รียนกล่มุ หนึ่งร่างแผนการก่อตัง้ “มหาวิทยาลัยค
ริสเตยี นลาว” ขน้ึ โดยคอนราด คงิ ส์ฮิลล์ มชิ ชันนารีหนมุ่ นกิ ายเพรสไบทีเรียนเดนิ ทางถึงเชยี งใหม่ในปี
2490 เพื่อวางรากฐานสำหรับกิจการอย่างหนึ่งซึ่งได้พัฒนากลายมาเป็นวิทยาลยั พายัพในเกือบ 30 ปี
ตอ่ มา ในปี 2517 หลงั จากท่ีรฐั บาลไทยอนุมัติแผนการกอ่ ตงั้ วิทยาลยั เอกชน มูลนิธิแห่งสภาครสิ ตจักร
ในประเทศไทยไดเ้ ปิดวิทยาลัยพายัพ ซ่งึ เป็นวิทยาลยั เอกชนแห่งแรกนอกกรุงเทพฯ วิทยาลัยพายัพได้
รวมเอาสถาบันหลายแห่งที่ก่อตั้งโดยชาวอเมริกันเข้าไว้ด้วยกัน ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ วิทยาลัยพระคริสต์
ธรรมแมคกิลวารี และโรงเรียนฝึกหัดนางพยาบาลแห่งโรงพยาบาลแมคคอร์มิค วิทยาลัยพายัพยังได้
เปิดคณะมนุษยศาสตร์เพิ่มอีกคณะหนึ่งและผนวกรวมแผนกดนตรีคริสตจักรของวิทยาลัยพระคริสต์
ธรรมแมคกิลวารีเข้ามาไว้ด้วย ทำให้วิทยาลัยพายัพเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกในประเทศไทยที่
เปิดสอนวิชาดนตรี ในปี 2527 วทิ ยาลัยพายัพไดร้ ับสถานภาพเป็นมหาวทิ ยาลัย
14
พลเมืองอเมริกันยังมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งและพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มหาวิทยาลัยแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีในปี 2497 ที่กำหนดให้มีการก่อตั้งโรงเรียน
แพทย์ขึ้นในภาคเหนือของไทย โครงการนี้ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินและการพัฒนาจาก
หน่วยงานบริหารความช่วยเหลือของสหรัฐฯ (U.S. Operations Mission: USOM) ในปี 2499 และ
นำไปสู่ความร่วมมือระยะยาวกับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ
ในการก่อสร้างโรงเรียนแพทย์ ได้แก่ การร่วมร่างแผนแม่บท การให้คำปรึกษาจากช่างเทคนิค ท่ี
ปรึกษา และนักบริหารชาวอเมริกัน รวมทั้งคำสัญญาในการจัดหาอาจารย์ชาวอเมริกันให้แก่
มหาวิทยาลัยจนกว่าอาจารย์ชาวไทยจะสามารถสอนนักเรียนแพทย์ได้เองด้วย นอกจากนี้ ยังมี
โครงการทุนการศึกษาที่ส่งนักศึกษาไทยไปยังสหรัฐฯ เพื่อศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาขึ้นไปในด้าน
วทิ ยาศาสตรพ์ ้นื ฐานและวิทยาศาสตรค์ ลนิ ิก โดยรวมแลว้ รัฐบาลสหรฐั ฯ ไดม้ อบทนุ ประมาณ 3.8 ล้าน
เหรียญสหรฐั ผ่านทาง USOM และองค์กรหลกั คือ USAID เพอ่ื ก่อสรา้ งและสนับสนนุ โรงเรยี นแพทย์
ในปี 2507 โรงเรียนแพทย์แห่งนี้กลายเป็นแกนหลักของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบัน
ระดับอุดมศึกษาแห่งแรกนอกกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคงความสัมพันธ์กับ
สหรัฐฯ โดยมีการแลกเปลี่ยนทางการศึกษากับมหาวิทยาลัยประมาณ 40 แห่งในสหรัฐฯ นอกจากน้ี
ยังมีคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ได้ศึกษาต่อในสหรัฐฯ ภายใต้โครงการฟุลไบรท์และโครงการ
แลกเปล่ยี นอ่นื ๆ
เมื่อเรามองสถาบันการศึกษาไทยในปัจจุบัน เราจะเห็นอิทธิพลของสหรัฐฯ ที่มีต่อระบบ
การศึกษาของไทยเป็นอย่างมาก ความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และไทยในการสร้างโอกาสทาง
การศึกษาในภาคเหนือของไทยเริ่มต้นจากการสอนหนังสือในบ้านของมิชชันนารี ก่อนที่จะเปิด
ห้องเรียนให้แก่เด็กหญิง ก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ และจัดตั้งโครงการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ ชาวอเมริกันยุค
แรก ๆ ในภาคเหนอื ของไทย ซึง่ ให้ความสำคญั กับการกอ่ ต้งั สถาบนั การศึกษาเปน็ อนั ดับแรก ตลอดจน
โครงการต่าง ๆ ท่ีสหรัฐฯ ใหก้ ารสนับสนุนในเวลาต่อมา ไดส้ ง่ ผลตอ่ การศึกษาไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน
(สถานทูตสหรัฐและสถานกงสุลในประเทศไทย. ออนไลน์ )
บทที่ 5
สรปุ
ปัจจัยสำคัญของประเทศตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาไทยนั้นเกิดจากการคุกคามของ
จักรวรรดินิยมซึ่งต้องการแผ่ขยายอำนาจไปยังประเทศแถบเอเชียเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องทำการเปลี่ยนแปลงประเทศในทุก ๆ ด้านโดยเฉพาะด้านการศึกษาอาจจะ
ทำใหป้ ระชาชนได้มีความรู้และเป็นกำลังรักษาชาตบิ า้ นเมือง
ทั้งยังจัดโรงเรียนวิชาชีพเพื่อให้การศึกษาแก่ผู้ที่เคยเป็นทาสได้มีความรู้ และไม่ต้องกลับไป
เป็นทาสอกี รวมไปถงึ การจัดตง้ั โรงเรียนตา่ ง ๆ ขนึ้ มาเพ่อื ให้การศกึ ษาแกป่ ระชาชน
ภายหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 อิทธิพลของประเทศตะวันตกที่มีผลต่อปรัชญาและแนวคิด
ทางการศึกษาของประเทศไทย ดังที่ปรากฏในแผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2494 แผนการศึกษา
แห่งชาตพิ .ศ. 2503 และแผนการศึกษาแห่งชาตพิ .ศ. 2520
ในระดับประถมศึกษาได้รับปรัชญาและแนวคิดการจัดการศึกษาแบบพิพัฒนาการของชาว
อเมริกัน จอห์น ดิวอี้ โดยยึดเอาความสนใจของนักเรียนเปน็ หลัก มีการรับเอาการจัดการศึกษาแบบ
พิพัฒนาการของสหรัฐอเมริกามาทัง้ ในเรื่องของเน้ือหา กระบวนการจัดการเรียนการสอนและสื่อต่าง
ๆ เข้ามาใช้ในโรงเรียน
แนวคดิ เรอื่ งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยซ่ึงไดร้ ับอทิ ธิพลมาจากประเทศตะวันตก ไดแ้ ก่
ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษ และมกี ารนำมาปรับใชก้ บั มหาวทิ ยาลยั ของประเทศไทย
กล่าวโดยสรุปคือ อิทธิพลของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีต่อแนวคิดปรัชญาการศึกษาของ
ประเทศไทย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาช้านานซึ่งเด่นชัดมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับเอาอิทธิพลและแนวคิดจากทางตะวันตก เล็งเห็นความสำคัญต่อการเสริมความรู้
ให้แกป่ ระชาชน ตลอดจนการเลิกทาสเพื่อพัฒนาประเทศ
การจัดตั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็นับเป็นอิทธิพลของภาษากับอเมริกาที่มีต่อ
ประเทศไทยในด้านการจัดการศึกษาที่เห็นได้เด่นชัดที่สุด อีกทั้งทางด้านการศึกษายังมีทุนการศึกษา
และทุนเรียนแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของประเทศไทยและ
สหรัฐอเมริกาทีม่ ีมาอยา่ งชา้ นาน และได้ส่งผลต่อการศกึ ษาไทยสืบมาจนถงึ ปัจจบุ นั
16
บรรณานกุ รม
wikipedia. ( ม . ป . ป . ) . ก า ร ศ ึ ก ษ า ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย . เ ข ้ า ถ ึ ง ไ ด ้ จ า ก wikipedia:
https://th.wikipedia.org/wiki/การศกึ ษาในประเทศไทย
ปริยาภรณ์ ต้ังคณุ านนั ต.์ (2559). การปฏริ ูปการศกึ ษาไทย อดีต ปัจจบุ ัน อนาคต. วารสารครุศาสตร์
อตุ สาหกรรม, 1-5. เขา้ ถึงได้จากreformvoice:
https://www.baanjomyut.com/library_3/extension-
1/study_of_thailand/10.html (สบื คน้ เม่ือวันท่ี 6 ตลุ าคม 2564)
ผศ. ยุวดี ศิริ. (2555). โรงเรียนมิชชันนารีชาย-หญิงแห่งแรกในสยาม กรุงเทพคริสเตียน-วัฒนา
วทิ ยาลัย. วารสารศลิ ปวฒั นธรรม, 40-46.
โรงเรียนดาราวิทยาลัย. (ม.ป.ป.). ประวัติโรงเรียนดาราวิทยาลัย. เข้าถึงได้จาก โรงเรียนดารา
วิทยาลัย: https://sites.google.com/web1.dara.ac.th/dara2020/เกี่ยวกับโรงเรียน/
ประวัติโรงเรียน?authuser=0 (สบื ค้นเม่ือวนั ท่ี 8 ตลุ าคม 2564)
วุฒชิ ยั มลู ศลิ ป.์ (2525). สองศตวรรษของการศึกษาไทย. วารสารการศึกษาแหง่ ชาติ.
ศาสตราจารย์ ดร. ไพฑรู ย์ สินลารตั น์ และคณะ. (2550). รายงานผลการวจิ ัย เรอื่ ง อทิ ธิพลทางการ
ศึกษาของต่างประเทศที่มีต่อการจัดการศึกาของไทย. กรุงเทพมหานคร: คณะครุศาสตร์
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
สถานทูตสหรัฐและสถานกงสุลในประเทศไทย. (ม.ป.ป.). มิตรภาพสหรัฐฯ-ไทยด้านการศึกษาและ
วัฒนธรรม. เข้าถึงได้จาก สถานทูตสหรัฐและสถานกงสุลในประเทศไทย: /th/embassy-
consulate- th/ chiang- mai- th/ history- th/ then- now- th/ u- s- thai- friendship- in-
education-culture-th/ (สืบค้นเมอ่ื วนั ที่ 6 ตลุ าคม 2564)
สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน. (ม.ป.ป.). ความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรม
ไทย-สหรัฐฯ. เข้าถึงได้จาก สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน:
https://thaiembdc.org/th/2018/11/15/marieratambresidance/ (สืบค้นเมื่อวันที่ 6
ตุลาคม 2564)
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
2542. กรงุ เทพมหานคร: พริกหวานกราฟฟคิ จำกัด.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2550). รายงานการวิจัย เรื่อง การกระจายอำนาจทาง
การศึกษา ของประเทศสหรัฐอเมริกา. กรุงเทพมหานคร: สำนกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา
กระทรวงศึกษาธกิ าร.
สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์. (2561). บททดลองนำเสนอว่าด้วยพัฒนาการ อุดมศึกษาไทยภายใต้สงคราม
เย็น: กำเนิดวงวิชาการไทย นักวิชาการชาตินิยม และชาตินิยมทางปัญญา ภายใต้เงาอินทรี.
อนิ ทนลิ ทักษิณสาร, 59-87.