นาฏศิลป์ เสนอ อาจารย์สุธิษา ราชสงค์ จัดทำ โดย 1.ด.ญ. ธัญชนก ศรีคง เลขที่ 33 2.ด.ญ. โมณัฐฌา คงแก้ว เลขที่ 34 3.ด.ญ. วริศรา ทองอ้อม เลขที่ 35 4.ด.ญ. อนันตญา อุดหนุนกาญจน์ เลขที่ 36 โรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง
ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ วิชานาฏศิลป์ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับ นาฏศิลป์ตะวันออก นาฏศิลป์ไทยเบื้อต้น นาฏยศัพท์ การแสดงนาฏศิลป์ ไทย การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง ความสัมพันธ์ของนาฏศิลป์ประวัติและ วัฒนธรรมที่เป็นภูมิปัญญาไทย คณะผู้จัดทำ ได้ศึกษาและสรุปเรียบเรียงเนื้อหาต่างๆเป็นงานชิ้นนี้ โดยมี จุดประสงค์ต่อมาเพื่อนำ เสนอต่อผู้อ่านที่สนใจ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการ อ่าน หวังว่าชิ้นงานนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย หากชิ้นงานนี้มีข้อผิดพลาดประการใด คณะผู้จัดทำ ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วย คำ นำ
สารบัญ เรื่อง หน้า หน่วยการเรียนรู้ที่1 นาฏศิลป์ตะวันออก -นาฏศิลป์ตะวันออก หน่วยการเรียนรู้ที่2 นาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น -ประเภทของละครไทย หน่วยการเรียนรู้ที่3 นาฏยศัพท์ -นาฏยศัพท์ 1-8 9-15 16-23
นาฏศิลป์ นาฏศิลป์ หมายถึง ศิลปะการแสดงการร่ายรำ ในรูป แบบของระบำ รำ ฟ้อน และการแสดงเป็นเรื่องราวที่ เรียกว่า ละคร ได้ยอมรับว่าเป็นการเเสดงประจำ ชาติ กล่าวถึงรูปแบบการแสดงของแต่ละชาติ เฉการแสดง ประเภทระบำ ละคร มีความเก่าแก่ทางวัฒนธรรม นาฏศิล ศิป์ต ป์ ะวัน วั ออก อินเดียเป็นต้นแบบในศิลปะหลายๆด้าน ชาวอินเดียมี ความเชื่อนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับศาสนาและเทพเจ้า มีตำ นานต่างๆเกี่ยวกับนาฏศิลป์อินเดียเกี่ยวกับพระ พรหมเป็นผู้สร้างนาฏยเวท -นาฏศิลป์อินเดีย
นาฏศิลป์อินเดียที่มีชื่อเสียงและแพร่หลาย 1.ภารตนาฏยัม เป็นของอินเดียตอนใต้ ใช้จังหวะเท้าที่รวดเร็ว ใช้ศิลปะร่ายรำ ตามตำ รา นาฏยศาสตร์ของพระภรตฤๅษี เป็นการรำ เพื่อบูชาเทพเจ้า ใช้ผู้หญิงแสดงเดี่ยว การแต่งกาย จะสวมเสื้อเข้ารูป คอกว้าง แขนสั้น เกล้ามวยต่ำ ,สูง ประดับด้วยเครื่องประดับ ผม เจิมหน้าจุดสีแดงกลางหน้าผาก 2.กถัก เป็นของอินเดียตอนเหนือ นิยมแสดงเดี่ยว หญิงหรือชายก็ได้ เป็นการผสมระหว่าง วัฒนธรรมฮินดูและมุสลิม การแต่งกาย ผู้หญิงสวมเสื้อคอกว้าง แขนสั้น เอวลอย ห่มสาหรี เกล้ามวยผมใช้สาหรีคลุมผม แล้วปล่อยชายยาวลงล่าง ชายแต่งกายคล้ายกันใช้ผ้าโพกศีรษะ 3.กถกฬิ หรือกถักฬิ เป็นนาฏศิลป์พื้นเมืองของอินเดียตอนใต้ ส่วนใหญ่จะเล่นเป็นเรื่องแบบ ละคร ส่วนมากเป็นมหากาพย์ ใช้ชายแสดงล้วน ภาษาซับซ้อน มีการแต่งหน้าที่ประณีต การแต่งกาย จะนุ่งกระโปรงยาว คาดริ้วตามขวางที่ชายกระโปรง ใส่สุ่มด้านใน เครื่องประดับ เป็นมงกุฎใหญ่ 4.มณีปุรี เป็นนาฏศิลป์ของชาวมณีปุรี เป็นนิยายพื้นเมืองเกี่ยวกับพระเจ้า เป็นการแสดงที่ ค่อนข้างช้า ฟ้อนเพื่อบวงสรวงพระกฤษณะและนางธารา แสดงเป็นหมู่ทั้งชายและหญิง การแต่งกาย หญิงสวมกระโปรงมีโคลงคล้ายสุ่มไก่ ประดับด้วยเลื่อมและดิ้นที่ชายกระโปรง เสื้อคอกว้าง แขนสั้นเอวลอย มวยผมสูงมีผ้าบางๆคลุมด้านหลัง นุ่งกางเกง ปล่อยชายจับจีบ หน้านาง ด้านหน้ายาวกรอมเท้า ตัวเอกมีเครื่องสวมศีรษะ
1.ละครโนะ เป็นการแสดงละครที่เก่าแก่ที่สุด ละครโนะเกิดจากศาสนา แต่ เดิมจัดแสดงตามวิหาร มีกฏบังคับที่เคร่งครัด แสดงเกี่ยวกับพระเจ้า แต่งกาย งดงาม ชายสวมหน้ากากซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สร้างด้วยความประณีต แสดงเฉพาะโอกาสสำ คัญเท่านั้น 2.ละครคาบูกิ เป็นละครที่ได้รับความนิยม ผสมผสานระหว่างละครโนะและ ละครหุ่นบุนรากุ การแสดงมีทั้งร้องและพากย์ แสดงเรื่องที่เป็นประวัติศาสตร์ ศาสนาและเทพนิยาย ใช้ชายแสดงล้วน การแต่งกายฉัดฉาก มีการเขียนหน้า คล้ายงิ้ว มีการกำ หนดว่าสีใดเป็นของตัวละครใด 3.ละครเคียวเง็น เป็นการแสดงละครตลกสลับฉาก ลักษณะคล้ายจำ อวดไทย สะท้อนให้เห็นความเรียบง่ายของมนุษย์ เนื้อเรื่องใช้ความรู้สึกตามธรรมชาติ 4.ละครหุ่นบุนรากุ เป็นการแสดงที่นิยมที่สุด เป็นหุ่นที่สร้างอย่างประณีต ขนาดเกือบเท่าคนจริง -นาฏศิลป์ญี่ปุ่น มีกำ เนิดมาจากการบูชาเทพเจ้าภูเขาไฟ อาจเกิดจากแรงบันดาลใจทาง ศาสนารสนิยมของชนชั้นสูง พ่อค้า ชาวบ้าน ตามยุคสมัยนั้นๆ นาฏศิลป์ญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงและแพร่หลาย
-นาฏศิลป์จีน เกิดจากพิธีกรรมทางศาสนาก่อนการแสดงต้องมีการ เคารพบูชาพระบรมรูปของพระจักรพรรดิมิ่ง ฮ้วง ถือว่าทรง เชี่ยวชาญการละครและดนตรี งิ้วเป็นการแสดงที่ผสมผสานการขับร้องและการเจรจา ประกอบท่าทางให้ออกมาเป็นเรื่องราว งิ้วที่ยอมรับว่าเป็นงิ้ว ที่สมบูรณ์แบบชนิดแรก คือ ละครใต้ (หนานซี) ลักษณะเด่นของงิ้ว การร่ายรำ การเคลื่อนไหว เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายและการแต่งหน้า ทำ ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
-นาฏศิลป์อินโดนีเซีย อินโดนีเซียมีความหลากหลายเพราะมีหมู่เกาะ มากมาย แต่ละเกาะมีการแสดงของตนเอง มี เอกลักษณ์ที่โดดเด่น นาฏศิลป์อินโดนีเซียที่มีชื่อเสียงและแพร่หลาย 1.การแสดงเชิดหุ่นเงา เป็นนาฏศิลป์ประจำ ชาติที่เก่าแก่ที่สุด หุ่น เชิดทำ ด้วยหนังสัตว์ เรียกว่า "วายัง กุลิต" มีการแสดงในรูปแบบอื่น เช่น วายัง เบเบร์(ตัวหุ่นเป็นภาพวาดเหมือนภาพการ์ตูน ยังมีวายังที่ ใช้คนจริง เช่น วายัง โตเป็ง เป็นต้น เรื่องที่ใช้แสดงวายังคือ รามาย ณะ และมหาภารตะ นำ มาทำ เป็นบทละคร เฉพาะของวายัง
2.นาฏศิลป์สุมาตรา เรื่องราวของนิทานพื้นบ้านและเรื่องราวในราช สำ นักจะไม่แสดงเรื่องรามายณะและมหาภารตะ การแต่งกาย ผ้านุ่งที่ใช้มักเป็นลายยกทองและยกเงิน ใส่เสื้อ กำ มะหยี่แขนยาว ตัวยาว ผมเกล้ามวยต่ำ ใช้เครื่องประดับศีรษะสี ทอง 3.นาฏศิลป์ชวา มีพื้นฐานมาจากการรำ ในราชสำ นัก มีลีลาการรำ ที่ นุ่มนวล วงดนตรีที่ประกอบเป็นวงคนตรีประจำ ราชสำ นักตั้งตาสมัย โบราณ โดยใช้บรรเลงในงานพิธีต่างๆ การแต่งกาย จะนุ่งผ้าถุงรัดรูป แบบยอกยาการ์ตาหรือแบบสุรา กาตาร์ ประดับมวยผมด้วยปิ่นปักผมใส่เครื่องประดับ 4.นาฏศิลป์บาหลี มีการร่ายรำ เพื่อบวงสรวงบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้แสดง หญิงล้วน มีการแสดงเป็นเรื่องราว เครื่องดนตรีคล้ายกับดนตรีของ ชวา การแต่งกาย หญิงนุ่งผ้าถุงพันตัว ตัวเอกจะพันผ้าถุงชายยาวพื้นปัด ไปด้านหลัง ที่ผ้าคาดพันอกยาวพันรอบตัว ทิ้งชายไปด้านหลัง มี เครื่องสวมศีรษะลวดลายทองหรือกระบังหน้า
การแสดงเขมรเดิมใช้ผู้หญิง เพราะเป็นการแสดงภายในราชสำ นัก เท่านั้น ปัจจุบันเป็นการแสดงเพื่อประชาชน การแสดงมาตรฐานของ เขมรจะแสดงเรื่องเรียมเลอ มีรากฐานมาจากรามายณะของอินเดีย การแสดงอีกชุดนึง คือ ชุดโมนิเมขลาเทพธิดาและเรียมอายโชเจ้าพายุ เป็นตำ นานเดียวกับเมขลารามสูรของไทย ความนิยมอีกชนิดนึง คือ ละครบาสสักเป็นละครพูดมีเนื้อเรื่อง เกี่ยวกับความรัก มีดนตรี ประกอบ ทำ นองแบบเวียดนามและจีน การแสดงนาฏศิลป์ของเขมรลักษณะการร่ายรำ ที่นุ่มนวล สง่า ใกล้ เคียงกับการแสดงของไทย แต่ผู้นำ จะนำ กระดูกเท้ากันหลังแอ่นและ ย่อเข่ามากกว่าไทย การประเท้าก็จะอยู่ในระดับที่สูงกว่า จะไม่รำ กด ตัวกดไหล่เหมือนของไทย แต่จะรำ ย่อ รำ นิ่ง สง่า ไม่อ่อนช้อยแบบ ไทย เครื่องดนตรีใช้วงปี่พาทย์เครื่องคู่และเครื่องห้า ลักษณะการแต่งกายในนาฏศิลป์ของเขมรในแต่ละชุดจะมีความ ใกล้เคียงกับไทย -นาฏศิลป์เขมร
การแสดงพม่าแสดงในงานพิธีต่างๆเกี่ยวข้องกับศาสนา นาฏศิลป์ที่เก่าแก่ได้แก่ ระบำ บวงสรวงเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ระบำ นิพัดขิ่น โขน ปรากฏขึ้นในสมัยพระเจ้ามังระทรงโปรดให้สอนโขน ละครไทย ในพม่า ซึ่งพม่าเรียกว่า อินทรวงศ์ เป็นละครในราช สำ นัก เมื่อละครไทยได้เสื่อมความนิยมลง ละครนิพัตขิ่น ได้ เฟื่องฟูขึ้น การแต่งกาย ชายใส่เสื้อแขนยาว นุ่งโสร่ง ประดับด้วยเลื่อม ผู้หญิงจะใส่เสื้อรัดอก เสื้อแขนยาวไม่มีกระดุม เกล้ามวยสูง ปล่อยชายผมให้ยาวมาด้านขวา -นาฏศิลป์พม่า
1.ละครโนรา-ชาตรี หรือละครชาตรี เป็นละครเก่าแก่หรือเป็นต้นเค้าละครประเภทอื่น มีต้นกำ เนิดมาตั้งแต่ อยุธยา การแสดงมักเล่าเรื่องของกษัตริย์ วิธีการแสดง เดิมมีผู้แสดง ๓ ตัว คือ ตัวนายโรง ตัวนาง และตัวตลก ผู้แสดง เป็นชายล้วน เครื่องดนตรีประกอบการแสดงสำ หรับละครชาตรีมีปี่นอกดำ เนิน ทำ นอง เครื่องประกอบจังหวะ ได้แก่ ทับหรอโทน กลองตุ๊ก ฆ้องคู่ การแต่งกาย ละครโนราแต่งแบบโนรา คือ สนับเพลา ผ้านุ่งนุ่ง แบบหยักรั้ง ผ้าห้อยหน้า ผ้าห้อยข้าง ข้างละ ๒ ชิ้น เสื้อนิยมใช้ลูกปัดร้อยิ้งระย้า รอบตัวเสื้อ สวมเล็บยาว กำ ไลมือเล็กๆหลายอัน กำ ไลต้นแขน เทริด หางโนรา ส่วนละครชาตรีแต่งยืนเครื่องพระ-นาง เรื่องที่แสดง มักเป็นเรื่องจักรๆวงศ์ๆ เช่น แก้วหน้าม้า ไชยเชษฐ์ โกมินทร์ นาฏศิลป์ไทยเบื้องต้น การแสดงนาฏศิลป์ไทยมีหลายประเภท ละครก็เป็นส่วนหนึ่งของ นาฏศิลป์ไทยเป็นเรื่องราวมาตั้งแต่โบราณ ใช้การสื่อสารผ่านภาษาท่าใน การบอกเล่าเรื่อง นาฏศิลป์ที่เกิดขึ้นในรูปแบบดั้งเดิมคือ ละครรำ จะมี ผลให้มีการปรับปรุงละครรำ เป็นละครที่มีความเป็นสากลมากขึ้น ละครรำ มี 6 ชนิด คือ
2.ละครนอก เป็นการแสดงที่มีมาตั้งแต่อยุธยา แล้วภายหลังจับเป็นเรื่องโดยได้รับ อิทธิพลจากละครโนรา-ชาตรี วิธีการแสดง เดิมใช้ชายแสดงล้วน การดำ เนินเรื่องรวดเร็ว ตลกขับขัน มากกว่าความประณีตงดงามในการรำ ผู้แสดงละครนอกต้องมีความ คล่องแคล่วสามารถหาคำ พูดมาใช้ในการแสดงอย่างทันเหตุการณ์ เพราะ ขณะแสดงต้องเจรจาเอง ในสมัยต่อมามีผู้หญิงร่วมด้วย การแต่งกาย ในระยะแรกแต่งตัวอย่างคนคนธรรดา ตัวนางก็นำ ผ้า ขาวม้ามาห่มสไบเฉียง ถ้าแสดงเป็นยักษ์ก็เขียนหน้าหรือใส่หน้ากาก ต่อมา มีการแต่งกายให้งดงามมากขึ้นเลียนแบบมาจากละครในเรียกว่า ยืนเครื่อง ดนตรีและเพลงร้อง มักใช้ปี่พาทย์เครื่องห้าหรือเครื่องคู่ เพลง ร้องเป็นเพลงชั้นเดียวหรือเพลงสองชั้นที่มีจังหวะกระชับรวดเร็ว มักมีคำ ว่า นอก ต่อท้าย เรื่องที่แสดง มักเป็นเรื่องจักรๆวงศ์ๆเช่น คาวี พิกุลทอง
3.ละครใน เป็นละครที่เกิดขึ้นหลังละครนอก เดิมเรียกว่า ละครข้างใน เพราะเป็นละครที่พระ มหากษัตริย์ทรงดัดแปลงมาจากละครนอก ใช้ผู้หญิงล้วนเป็นนางสนมกำ นันทั้งหมด วิธีการแสดง เน้นความงดงามของท่ารำ มีความอ่อนช้อย เพลงที่ใช้ขับร้องเน้น ความไพเราะ มีบทพรรณนาความงามของสิ่งต่างๆ การแต่งกาย การแต่งกายยืนเครื่อง ดนตรีและเพลงร้อง นิยมใช้ปี่พาทย์เครื่องคู่ เพลงร้องมีทำ นองและจังหวะช้า เรื่องที่แสดง แสดงเพียง 3 เรื่อง คือ รามเกียรติ์ อุณรุท และอิเหนา 4.ละครดึกดำ บรรพ์ เกิดขึ้นสมัย ร.๕ ผู้ให้กำ เนิดละคร คือ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ได้มีโอกาสชม ละครอุปรากรขณะเดินทางไปยุโรปจึงมาปรับปรุงการเล่นละครของเดิมให้เล่นแบบ อุปรากรไทย จากนั้นได้ปรับปรุงโรงละครเจ้าคุณเทเวศร์ วิธีการแสดง ผู้แสดงต้องร้องเองรำ เอง ผู้ดูต้องติดตามฟังการร้องและบทแทรกของ ผู้แสดงเอง การแต่งกาย แต่งกายยืนเครื่องพระ-นาง ดนตรีและเพลงร้อง ใช้ปี่พาทย์ดึกดำ บรรพ์ เพลงร้องยกบทเจรจามาให้ผู้แสดงร้อง ตอบโต้กัน เรื่องที่แสดง ส่วนมากเป็นบทที่นำ มาจากละครนอก-ละครใน เช่น สังข์ทอง สังข์ ศิลป์ชัย คาวี
5.ละครพันทาง เป็นละครรำ เกิดขึ้นในสมัยร.๕ ดัดแปลงจากละครยุโรปจึงนำ การแสดงละครนอก มาปรับปรุงโดยนำ พงศาวดารของชาติต่างๆมาแสดง วิธีการแสดง ใช้ท่ารำ ไทยผสมกับลีลาของชนชาติต่างๆมีบทเจรจาสำ เนียงของ ชาติต่างๆ การแต่งกาย แต่งกายตามลักษณะเชื้อชาติของเรื่องที่แสดง ดนตรีและเพลงร้อง ใช้วงปี่พาทย์เครื่องคู่ เพิ่มเครื่องภาษาเข้าไปด้วย เพลงร้องใช้ เพลงที่มีสำ เนียงภาษาต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับตัวละคร เรื่องที่แสดง มีการแสดงที่เป็นพงศาวดารของชาติต่างๆเช่น พระลอ ราชาธิราช สามก๊ก 6.ละครเสภา เกิดขึ้นในสมัย ร.๕ นำ การแสดงเสภารำ มาผสมกับละครพันทาง ใช้การ ขับเสภาในการดำ เนินเรื่อง การแต่งกาย แต่งตามท้องเรื่อง ดนตรีและเพลงร้อง นิยมใช้วงปี่พาทย์เครื่องคู่ เพลงที่ใช้มีการขับเสภา และขยับกรับประกอบแทรกอยู่ในเนื้อเรื่องตลอดเวลา เรื่องที่แสดง นำ มาจากนิทานพื้นบ้าน เช่น ไกรทองและขุนช้างขุนแผน
ละครที่ไม่ใม่ ช่ล ช่ ะครรำ มี ๓ ชนิด คือ 1.ละครร้อง เป็นละครแบบใหม่ ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ใช้การร้องในการดำ เนินเรื่อง มี ๒ ประเภท คือ 1.1 ละครร้องล้วนๆหรือละครร้องแบบรัชกาลที่ ๖ ผู้ให้กำ เนิดละครประเภทนี้คือ ร.๖ โดยเลียนแบบจากละครอุหรากรเรียกว่า โอเปอเรติก ลิเบรตโต วิธีการแสดง ดำ เนินเรื่องด้วยการร้อง เล่าเรื่องเป็นเพลงแทนการเจรจา ใช้ท่าทาง แบบสามัญชน การแต่งกาย แต่งกายตามท้องเรื่อง ดนตรีและเพลงร้อง ใช้วงปี่พาทย์นวม ตัวละครขับร้องตอบโต้กัน เรื่องที่แสดง ได้แก่ สาวิตรี ศกุนตลา พระเกียรติรถ 1.2 ละครร้องสลับพูดหรือละครร้องแบบกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เป็นละครที่มีทั้งการร้องและพูด ดัดแปลงนำ เค้ามาจากการแสดงที่เรียกว่า บังสาวัน หรือ มาเลย์โอเปร่า วิธีการแสดง มีทั้งบทร้องและบทพูด ใช้การขับร้องทั้งเรื่อง ใช้กิริยาท่าทางสามัญชน เรียกว่า ละครกำ แบ การแต่งกาย แต่งตามท้องเรื่อง ดนตรีและเพลงร้อง ใช้วงปี่พาทย์นวม มีต้นเสียงและลูกคู่ร้องกริ่นเรื่องและดำ เนิน เรื่อง เรื่องที่แสดง เป็นเรื่องของสามัญชน เช่น ตุ๊กตายอดรัก ขวดแก้วเจียระไน สาวเครือ ฟ้า
2. ละครสังคีต เป็นละครที่ ร.6 ทรงริเริ่มขึ้น มีลักษณะคล้ายกับละครร้อง แต่จะมีบทเจรจาเท่า กัน วิธีการแสดง ใช้ผู้ชายและผู้หญิงแสดงจริงจริงตามท้องเรื่อง ผู้แสดงจะต้องร้อง มุ่งความไพเราะของบทเพลง การแต่งกาย แต่งกายตามท้องเรื่อง ดนตรีและเพลงร้อง ใช้วงปี่พาทย์ไม้นวม ผู้แสดงต้องร้องและเจรจาเอง เรื่องที่แสดง ได้แก่ วิวาหสมุทร มิกาโต วั่งตี๋ เป็นต้น 3. ละครพูด เป็นละครที่ใช้การพูดดำ เนินเรื่อง แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ละครพูดล้วนๆ ละคร พูดสลับลำ ละครพูดแบบร้อยกรอง วิธีการแสดง 1.ละครพูดล้วนๆ ดำ เนินเรื่องด้วยวิธีการพูดใช้ท่าทาง ประกอบตามธรรมชาติ 2.ละครพูดสลับลำ เป็นละครที่มีเพลงเข้ามาแทรก แต่การดำ เนินเรื่องอยู่ที่การพูด บทร้อง 3.ละครพูดแบบร้อยกรอง ดำ เนินเรื่องด้วยการพูด เป็นคำ พูดแบบเป็นคำ กลอนเน้น สัมผัสตามขนิดของคำ ประพันธ์นั้นๆ การแต่งกาย แต่งตามเนื้อเรื่อง ดนตรีและเพลงร้อง ใช้วงปี่พาทย์ไม้นวมหรือวงดนตรีสากล
ละครพูดล้วนๆ ได้แก่ โพงพาง เจ้าข้า สาวัด เป็นต้น ละครพูดสลับลำ ได้แก่ ชิงนาง ปล่อยแก่ของนายบัว ทองอิน ละครพูดแบบร้อยกรอง ได้แก่ เวนิสวานิช มัทนะพาธา สี่นาฬิกาของ อัจฉราพรรณ
นาฏยศัพท์ นาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์เฉพาะเป็นที่รู้กันในวงการนาฏศิลป์ไทย ล่อเเก้ว:ปฏิบัติคล้ายจีบเเต่ใช้นิ้วกลาง งอนิ้วกลางเข้ามาจรดกับข้อ เเรกของนิ้วหัวเเม่มือให้เป็นวงกลมเเล้วกรีดนิ้วทั้งสามให้ตึง อาจจะ หักข้อมือเข้าหาลำ เเขน หรือหักข้อมือออกเพื่อจะจีบล่อเเก้วหรือจีบ สองมือก็ได้ จีบล่อเเก้วมือเดียว
ม้วนจีบ:เป็นกิริยาของมือจีบหงายเเล้วม้วนออกเป็นมือตั้งวง การม้วนจีบ โบกจีบ:ปฏิบัติต่อจากการจีบหงายระดับหัวเข็มขัด เคลื่อนมือจีบ ออกในลักษณะจีบคว่ำ ค่อยๆปล่อยมืออกไปตั้งวงบน โบกจีบ
สอดจีบ:เริ่มจากจีบหงายเเล้วค่อยเคลื่อนมือจีบให้สูงขึ้น เมื่อ ถึงที่หมายให้ปล่อยจีบออกไปตั้งวง เช่นท่าสอดสร้อยมาลา สอดสร้อยมาลา ส่ายเเขน:ส่ายหรือวาดขึ้น-ลง ลำ เเขนตั้งมือตึงตลอดเวลา การส่ายเเขน
จรดเท้า:จรดด้วยเท้าใดก็ได้ อีกเท้านึงยืนรับน้ำ หนัก เเล้วยก เท้าข้างที่จรด วางส้นเท้าลงที่พื้นใกล้กับเท้าที่ยืน ดึงเท้า เข้าหาตัวเอง ใช้จมูกเท้าเเตะพื้น พร้อมกับยกส้นเท้าเล็กน้อย
ภาษาท่า คือ การสื่อความหมายหรือสื่อสารให้เข้าใจกัน โดยใช้กิริยาท่าทาง การรำ ในทางนาฏศิลป์ ท่าไหว้ เป็นการพนมมือไหว้โดยประกบฝ่ามือให้นิ้วเรียงชิดติดกันปลายนิ้วบาน ออกเล็กน้อยยกมือขึ้นไหว้ระดับอก
ท่าโศกเศร้า ไขว้มือประสานกันบริเวณหน้าท้อง ก้มหน้าเล็กน้อย สะดุ้งตัวเดินเซ ท่าเดิน การก้าวเท้าไปข้างหน้า มือที่อยู่ตรงข้ามจัดตั้งวงด้านหน้าซึ่งเหมือนกับ การเดินตามธรรมชาติของคน การปฎิบัติ ถ้าจะก้าวซ้ายให้มือซ้ายจีบคว่ำ บริเวณชายพก มือขวาจีบข้าง ลำ ตัว งอแขนเล็กน้อย เอียงซ้ายประสมเท้าซ้าย ถ้าจะก้าวขวาก็ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกันแต่ตรงกันข้าม
ท่าชี้นิ้ว จะชี้ด้วยมือขวาหรือมือซ้ายก็ได้ ส่วนอีกมือหนึ่งอาจจีบหลังหรือ เท้าสะเอว มือที่ชี้มีหลายระดับแต่ละระดับจะมีความหมายที่ต่างกัน ท่ากล้าหาญหรือสู้ มือข้างหนึ่งตั้งวงบน อีกข้างหนึ่งตั้งวงล่างหรือแตะ ฝ่ามือที่หน้าขา ก้าวเท้าข้างเดียวกับมือล่างและเอียงศรีษะข้างเดียวกับ มือตั้งวงบน
ท่ายิ่งใหญ่ หงายมือท่าพรหมสี่หน้า เท้าเก้าหรือยืน สรุป นาฏยศัพท์เป็นศัพท์ที่ใช้เป็นที่รู้กันในวงการนาฏศิลป์ส่วนภาษาท่า เป็นการนำ ท่าทางตามธรรมชาติมาประดิษฐ์ให้อ่อนช้อยสวยงามใช้ แทนคำ พูดและกิริยาอาการต่างๆ