The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ระบบสุริยะ (the solar system)
น.ส.กันตพร แดงสูงเนิน เลขที่ 16 ม.5/9

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 16 กันตพร แดงสูงเนิน, 2025-12-13 09:05:06

ระบบสุริยะ (the solar system)

ระบบสุริยะ (the solar system)
น.ส.กันตพร แดงสูงเนิน เลขที่ 16 ม.5/9

จัดทำ โดยน.ส.กันตพร แดงสูงเนินมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 5/9 เลขที่ 16


คือ ระบบดาวซึ่งประกอบด้วยดวงอาทิตย์และวัตถุอื่น ๆที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เนื่องจากแรงโน้มถ่วงได้แก่ ดาวเคราะห์ 8 ดวงกับดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้ว279 ดวง ดาวเคราะห์แคระ 5 ดวงกับดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้ว 4 ดวง กับวัตถุขนาดเล็กอื่น ๆ อีกนับล้านชิ้น ซึ่งรวมถึง ดาวเคราะห์น้อย วัตถุในแถบไคเปอร์ ดาวหาง สะเก็ดดาว และฝุ่นระหว่างดาวเคราะห์


เกิดจากกลุ่มฝุ่นก๊าซในอวกาศ เรียกว่า “โซลาร์เนวลา” (Solar Nebula) รวมวนเอประมาณ 4,600 านมาแวเมื่อสสารมากขึ้นแรงโน้มถ่วงระหว่างมวลสารมากนตามไปวย กมนาซบวหนเนปจานตามหกอกโมเมนมเงม แรงโมวงเมนสางแรงกดนใจกลางจนอุณหภูมิสูงถึง 15 ล้านเคลวินจุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน หลอมรวมอะตอมของไฮโดรเจนใเนเยม ดวงอาตอเดเนดาวฤกวัสดุชั้นรอบนอกของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิต่ำกา งโคจรไปตามโมเมนมอเม รอบดวงอาตเนนๆ มวลสารของและนพยายามรวมวนวยแรงโมวง วยเหตุนี้ดาวเคราะห์จึงถือกำ เนิดขึ้นเป็นรูปทรงกลม เองจากมวลสารงในจากกศทางทพลจากแรงโมวงใสอรอบๆ พยายามงเาหาดาวเคราะาศทางของการเคอนมกพอ จะงชนดาวเคราะใดาวเคราะนขนาดใหนเองจากมวลรวมน แามของการงชนนเนไป จะใแฉลบเาวงโคจร และเดการรวมวางหากกลายเนดวงนทบวาร งเราจะเนไา ดาวเคราะขนาดใหเน ดาวพฤสบจะดวงนทบวารหลายดวงและวงโคจรหลายน เองจากมวลสารมากและแรงโมวงมหาศาล างบดาวธงขนาดเกแรงโมวงอย ไดวงนทบวารเลย สอโดยรอบจะงเาหาดวงอาตเพราะแรงโมวงมากกาเยอะ


ดวงอาทิตย์ (The Sun) คือดาวฤกษ์ที่อยู่ตรงศูนย์กลางของระบบสุริยะ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง1.4 ล้านกิโลเมตร หรือ 109 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางโลก อยู่ห่างจากโลก 149,600,000กิโลเมตร หรือ 1 หน่วยดาราศาสตร์ (AU) ดวงอาทิตย์มีมวลมากกว่าโลก 333,000 เท่า แต่มีความหนาแน่นเพียง 0.25 เท่าของโลก เนื่องจากมีองค์ประกอบเป็นไฮโดรเจน 74% ฮีเลียม 25% และธาตุชนิดอื่น 1%พื้นผิวของดวงอาทิตย์โฟโตสเฟียร์ (Photosphere) คือบรรยากาศชั้นล่างสุดของดวงอาทิตย์ ซึ่งเรามองเห็นจากโลก โฟโตแปลว่า แสง สเฟียร์แปลว่า ทรงกลม ดังนั้น โฟโตสเฟียร์จึงแปลว่า ทรงกลมแสง ใต้ชั้นโฟโตสเฟียร์ลงไปก๊าซร้อนอัดตัวกันแน่น จนแสงไม่สามารถทะลุขึ้นมาได้แสงอาทิตย์ที่เรามองเห็นมาจากชั้นโฟโตสเฟียร์ ซึ่งมีความหนาเพียง 400 กิโลเมตร มีอุณหภูมิประมาณ 5,800 เคลวิน โฟโตสเฟียร์ประกอบด้วย \"แกรนูล\" (Granule) ซึ่งเป็นเซลล์ของแก๊สร้อนหมุนวนด้วยการพาความร้อน (Convection cell) จากเบื้องล่างขึ้นมาเมื่อเย็นแล้วตัวจมลง แกรนูลแต่ละเซลล์มีขนาดประมาณ 1,000 กิโลเมตรมีอายุนานประมาณ 15 นาที ถ้าสังเกตดวงอาทิตย์ด้วยกล้องโทรทรรศน์ติดตั้งแผ่นกรองแสง จะสังเกตเห็นว่า ผิวของดวงอาทิตย์ประกอบด้วยเซลล์เล็กๆ จำ นวนมากคล้ายกับผิวของลูกบาสเกตบอล


โครงสร้างภายในของดวงอาทิตย์แก่นปฏิกรณ์นิวเคลียร์ (Fusion core) อยู่ที่ใจกลางของดวงอาทิตย์ถึงระยะ 25% ของรัศมี แรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ทำ ให้มวลสารของดาวกดทับกันจนอุณหภูมิที่ใจกลางสูงถึง15 ล้านเคลวิน จุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันหลอมอะตอมของไฮโดรเจนให้กลายเป็นฮีเลียม และปลดปล่อยพลังงานออกมาโซนการแผ่รังสี (Radiative zone) อยู่ที่ระยะ 25 - 70% ของรัศมี พลังงานที่เกิดขึ้นจากแก่นปฏิกรณ์นิวเคลียร์ถูกนำ ขึ้นสู่ชั้นบนโดยการแผ่รังสีด้วยอนุภาคโฟตอนโซนการพาความร้อน (Convection zone) อยู่ที่ระยะ 70 - 100% ของรัศมี พลังงานที่เกิดขึ้นไม่สามารถแผ่สู่อวกาศได้โดยตรง เนื่องจากมวลของดวงอาทิตย์เต็มไปด้วยก๊าซไฮโดรเจน เคลื่อนที่หมุนวนด้วยกระบวนการพาความร้อนพลังงานจากภายในจึงถูกพาออกสู่พื้นผิวด้วยการหมุนวนของแก๊สร้อนชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มดวงอาทิตย์ แบ่งออกเป็น 3 ชั้นเช่นกัน ได้แก่1. ชั้นโฟโตสเฟียร์ เป็นพื้นผิวของดวงอาทิตย์ที่มีสถานะเป็นแก๊ส เป็นชั้นบรรยากาศชั้นในสุด เป็นบริเวณสว่างที่สามารถมองเห็นได้ เป็น บริเวณที่ส่งคลื่นแสง ทําให้โลกได้รับแสงสว่าง2. ชั้นโครโมสเฟียร์ เป็นชั้นบรรยากาศบางๆ อยู่เหนือพื้นผิวของดวงอาทิตย์ มีสถานะเป็นแก๊ส เป็นบริเวณที่ส่งคลื่นแสงสีแดงที่เราสังเกตเห็นดวงอาทิตย์เป็นสีแดงช่วงเย็นขอบเขตของชั้นนี้ไม่แน่นอน3. คอโรนา เป็นชั้นบรรยากาศที่เจือจาง และแผ่กระจายจากดวงอาทิตย์ได้ไกลมาก เป็นส่วนนอกสุด มีสถานะเป็นแก๊ส เป็นบริเวณที่ส่งประจุไฟฟ้าออกมาสู่อวกาศ เรียกว่า ลมสุริยะ เราเห็นแสงส่วนนี้ในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง


ดาวเคราะห์วงในดาวเคราะห์วงนอก


โครงสร้างของดาวพุธ1. เปลือก - หนา100–200 กม.2. แมนเทิล - หนา 600 กม.3. แกน - รัศมี 1,800 กม.ดาวพุธ (Mercury) เป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากที่สุด ไม่มีดวงจันทร์เป็นบริวารโครงสร้างภายในของดาวพุธประกอบด้วย แกนเหล็กขนาดใหญ่มีรัศมีประมาณ 1,800 ถึง 1,900 กิโลเมตร ห่อหุ้มด้วยชั้นซิลิเกต ซึ่งหนาเพียง 500 ถึง 600 กิโลเมตร โดยที่บางส่วนของแกนอาจจะยังหลอมละลายอยู่ (ในทำ นองเดียวกับที่แกนของโลกถูกห่อหุ้มด้วยแมนเทิลและเปลือกพื้นผิวของดาวพุธดาวพุธมีสภาพพื้นผิวขรุขระเนื่องจากการพุ่งชนของอุกกาบาต ไม่มีดวงจันทร์เป็นบริวารและไม่มีแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะสร้างชั้นบรรยากาศ ดาวพุธมีแกนกลางเป็นเหล็ก ขนาดใหญ่ทำ ให้เกิดสนามแม่เหล็กความเข้มประมาณ1เปอร์เซ็นต์ของสนามแม่เหล็กโลกล้อมรอบดาวพุธไว้องค์ประกอบภายในดาวพุธมีแก่นที่ประกอบด้วยเหล็กในสัดส่วนที่สูง (แม้เมื่อเปรียบเทียบกับโลก) เป็นโลหะประมาณ 70% ที่เหลืออีก 30% เป็นซิลิเกต ความหนาแน่นเฉลี่ยมีค่า 5,430 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งน้อยกว่าความหนาแน่นของโลกอยู่เล็กน้อย สาเหตุที่ดาวพุธมีเหล็กอยู่มากแต่มีความหนาแน่นต่ำ กว่าโลก เป็นเพราะในโลกมีการอัดตัวแน่นกว่าดาวพุธ ดาวพุธมีมวลเพียง 5.5%ของมวลโลก แก่นที่เป็นเหล็กมีปริมาตรราว 42% ของดวง(แก่นโลกมีสัดส่วนเพียง 17%) ล้อมรอบด้วยเนื้อดาวหรือแมนเทิลหนา 600 กิโลเมตร


ชั้นบรรยากาศของดาวพุธดาวพุธมีชั้นบรรยากาศเบาบางและมีสเถียรภาพต่ำ อันเกิดจากการที่ดาวพุธมีขนาดเล็กจนไม่มีแรงดึงดูดเพียงพอในการกักเก็บอะตอมของก๊าซเอาไว้ ชั้นบรรยากาศของดาวพุธประกอบไปด้วยไฮโดรเจน, ฮีเลียม, ออกซิเจน, โซเดียม, แคลเซียม, โพแทสเซียม และ น้ำ มีความดันบรรยากาศประมาณ 10-14 บาร์บรรยากาศของดาวพุธมีการสูญเสียและถูกทดแทนอยู่ตลอดเวลาโดยมีแหล่งที่มาหลายแหล่ง ไฮโดรเจนและฮีเลียมอาจจะมาจากลมสุริยะ พวกมันแพร่เข้ามาผ่านสนามแม่เหล็กของดาวพุธก่อนจะหลุดออกจากบรรยากาศในที่สุด การสลายตัวของสารกัมมันตรังสี จากแกนของดาวก็อาจจะเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ช่วยเติมฮีเลียม โซเดียม และโพแทสเซียมให้กับบรรยากาศดาวพุธ ไม่เคยถูกแสงอาทิตย์โดยตรงเลย การสำ รวจได้เผยให้เห็นถึงแถบสะท้อนเรดาร์ขนาดใหญ่อยู่บริเวณขั้วของดาว ซึ่งน้ำ แข็งเป็นหนึ่งในสารไม่กี่ชนิดที่สามารถสะท้อนเรดาร์ได้ดีเช่นนี้บริเวณที่มีน้ำ แข็งนั้นเชื่อกันว่าอยุ่ลึกลงไปใต้พื้นผิวเพียงไม่กี่เมตร และมีน้ำ แข็งประมาณ 1014 - 1015 กิโลกรัม เปรียบเทียบกับน้ำ แข็งที่แอนตาร์กติกา ของโลกเราที่มีน้ำ แข็งอยู่4 x 10 18 กิโลกรัม ที่มาของน้ำ แข็งบนดาวพุธยังไม่แน่ชัด แต่เชื่อกันว่าอาจจะมีที่มาจากดาวหางที่พุ่งชนดาวพุธเมื่อหลายล้านปีก่อน หรืออาจจะมาจากภายในของดาวพุธเองภูมิประเทศดาวพุธมีหลุมอุกกาบาตจำ นวนมากจนดูคล้ายดวงจันทร์ ภูมิลักษณ์ที่เด่นที่สุดบนดาวพุธ (เท่าที่สามารถถ่ายภาพได้) คือ แอ่งแคลอริสหลุมอุกกาบาตที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1,350 กิโลเมตร ผิวดาวพุธมีผาชัน อยู่ทั่วไป ซึ่งก่อตัวขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีที่แล้ว ขณะที่ใจกลางดาวพุธเย็นลงพร้อมกับหดตัว จนทำ ให้เปลือกดาวพุธย่นยับพื้นที่ส่วนใหญ่ของดาวพุธปกคลุมด้วยที่ราบ 2 แบบที่มีอายุต่างกัน ที่ราบที่มีอายุน้อยจะมีหลุมอุกกาบาตหนาแน่นน้อยกว่า เป็นเพราะมีลาวาไหลมากลบหลุมอุกกาบาตที่เกิดก่อนหน้า


ดาวศุกร์ (Venus) อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำ ดับที่ 2 เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ไม่มีดวงจันทร์บริวาร ดาวศุกร์มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับโลก จนได้ชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์ฝาแฝดกับโลกของเราชนบรรยากาศของดาวศุกร์ประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 97% ไนโตรเจน 3.5%ซลเฟอร์ไดออกไซด์ และอาร์กอน 0.5%มีชั้นเมฆคาร์บอนไดออกไซด์ที่หนาทึบมาก ปกคมดาวกงดวงทำ ให้สะท้อนแสงอาทิตย์ได้ดี จึงเห็นดาวศุกเนดาวเคราะสว่างสุกใสมากและยานอวกาศที่ไปสำ รวจดาวกไสามารถายภาพนวโดยตรงไองอายคนเรดาานทะนเมฆแวมาเคราะวยคอมวเตอกคงโครงสร้างภายในของดาวศุกร์ประกอบด้วย แกนกลางที่เป็นเหล็กมีรัศมีประมาณ3,000 กิโลเมตร ห่อหุ้มด้วยชั้นแมนเทิลที่มีความหนาประมาณ 3,000 กิโลเมตร และเปลือกแข็งที่ประกอบด้วยหินซิลิเกตtimeline ยานอวกาศที่สำ รวจดาวศุกร์1.มาริเนอร์ 2 เมื่อ 14 ธันวาคม พ.ศ. 25052.เวเนรา 4 เมื่อ 18 ตุลาคม พ.ศ. 25103.เวเนรา 7 เมื่อ 15 ธันวาคม พ.ศ. 25134.มาริเนอร์ 10 เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 25175.เวเนรา 9 เมื่อ 23 ตุลาคม พ.ศ. 25186.เวเนรา 15 เมื่อ 10 ตุลาคม พ.ศ. 25267.ไพโอเนียร์-วีนัส 2 เมื่อ 9 ธันวาคม พ.ศ. 25218.แมกเจลแลน เมื่อ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2533


ข้อมูลสำ คัญระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ 149.60 ล้านกิโลเมตรคาบวงโคจร 365.26 วันความรีของวงโคจร 0.0167ระนาบวงโคจรทำ มุมกับระนาบสุริยวิถี 0.00005°แกนเอียง 23.45°หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 23.93 ชั่วโมงรัศมีของโลก 6,378 กิโลเมตรมวล 5.97 x 1024 กิโลกรัมโลก (The Earth) เป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวในระบบสุริยะ ที่มีสภาวะแวดล้อมเอื้ออำ นวยต่อการดำ รงชีวิต โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำ ดับที่ 3 และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 5มีดวงจันทร์บริวารหนึ่งดวง โลกมีสัณฐานเป็นทรงกลมแป้น มีรัศมีเฉลี่ย 6,371 กิโลเมตรบรรยากาศของโลกประกอบด้วยไนโตรเจน 77 % ออกซิเจน 21% เหอเนอากอน คาบอนไดออกไซและคาร์บอนไดออกไซด์ช่วยในการกักเก็บความอนไภายในบรรยากาศ โดยอายภาวะเอนกระจก ทำ ให้โลกมีความอบอุ่น ไม่หนาวเนจนเนไปหบงต อางไรตามาปมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นมากขึ้น ก็จะใเดภาวะโลกอน งอาจงผลใงตไสามารถรงอไความหนาแน่น 5.515 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตรแรงโน้มถ่วง 9.8 เมตร/วินาทีองค์ประกอบหลักของบรรยากาศ ไนโตรเจน ออกซิเจนอุณหภูมิพื้นผิว -88°C ถึง 58°C


โครงสร้างภายในของโลกประกอบไปด้วยแก่นชั้นในที่เป็นเหล็ก มีรัศมีประมาณ 1,200 กิโลเมตร ห่อหุ้มด้วยแก่นชั้นนอกที่เป็นของเหลว (Liquid) ประกอบด้วยเหล็กและนิเกิล มีความหนาประมาณ 2,200 กิโลเมตร ถัดขึ้นมาเป็นชั้นแมนเทิลซึ่งเป็นของแข็งเนื้ออ่อนที่ยืดหยุ่นได้ (Plastic) ประกอบไปด้วย เหล็ก แมกนีเซียม ซิลิกอน และธาตุอื่นๆ มีความหนาประมาณ 3,000 กิโลเมตร เปลือกโลกเป็นของแข็ง (Solid)มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นเฟลด์สปาร์ และควอตช์ (ซิลิกอนไดออกไซด์)โครงสร้างภายในของโลกพืนที่ผิวทั้งหมดของโลกมีประมาณ 510 ล้านตารางกิโลเมตร พื้นที่กว่าร้อยละ 70.8 หรือ 361.13 ล้านตารางกิโลเมตร อยู่ได้ระดับนํ้าทะเลและปกคลุมด้วยป่ามหาสมุทร พื้นที่ได้น้ำ เหล่านี้มีทั้งที่เป็นไหล่ทวีป ภูเขา ภูเขาไฟ ร่องลึกกับสมุทร หุบเหวได้ทะเล ที่ราบสูงพื้นสมุทรที่ราบกัน สมุทร และระบบสันกลางมหาสมุทรที่ทอดตัวทั่วโลก พื้นที่ที่เหลืออีกราวร้อยละ 29.2 หรือ 148.94 ล้านตารางกิโลเมตร ไม่ถูกนํ้าปกคลุม มีภูมิ ประกาศหลากหลายตามสถานที่ ได้แก่ ภูเขา พื้นที่แห้งแล้ง ที่ราบ ที่ราบสูง และ ภูมิประเทศรูปแบบอื่น ธรณีแปรสัณฐานและการกร่อน การปะทุ ของภูเขาไฟ การเกิดอุทกภัย การผุพังอยู่กับที่ การเปลี่ยนสภาพโดยธารน้ำ แข็ง การเติบโตของพืดหินปะการัง และการพุ่งชนของอุกกาบาตเป็นกระ บวนการที่เปลี่ยนโอนผิวโลกอยู่เรื่อย ๆ ตามคาบเวลาทางธรณีวิทยา


ดวงจันทร์ (The Moon) เป็นบริวารดวงเดียวของโลกและมีขนาดเล็กกว่าโลกมาก หลังจากการก่อตัวของระบบสุริยะ ดวงจันทร์เย็นตัวอย่างรวดเร็วจนโครงสร้างภายในกลายเป็นของแข็งทั้งหมด จึงไม่มีสนามแม่เหล็ก ดวงจันทร์มีมวลน้อยจึงมีแรงโน้มถ่วงน้อยจนไม่สามารถดึงดูดบรรยากาศไว้ได้ การที่ไม่มีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มอยู่เลย ทำ ให้อุกกาบาตพุ่งชนพื้นผิวโดยอิสระไร้แรงเสียดทานพื้นผิวของดวงจันทร์จึงปกคลุมไปวยนผงและกรวดกกาบาต เอมองจากโลกเรามองเนนคบนดวงนทเนรูปกระต่าย คนสมัยก่อนเข้าใจว่า บเวณนเนทะเลบนดวงนทแจนเนทราบนแวาบนดวงนทไนแอ่งสีคล้ำ บนดวงจันทร์เกิดขึ้นจากการงชนของกกาบาตขนาดใหในคแรกของระบบยะ ในวของดวงนททะจนแมกมาซึ่งอยู่ข้างใต้ไหลขึ้นมาแงวเนนบะซอลในคหงๆ กกาบาตไงชนและหลอมรวมบดาวเคราะและดวงนทางๆ ของระบบยะจนหมดแว เหอแกกาบาตขนาดวงงคงกระหชนนวดวงนทอตลอดเวลา


ข้อมูลสำ คัญระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ 227.94 ล้านกิโลเมตรคาบวงโคจร 1.88 ปี (687 วัน)ความรีของวงโคจร 0.0934ระนาบวงโคจรทำ มุมกับระนาบสุริยวิถี 1.8°แกนเอียง 25.19°หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 24.62 วันรัศมีของดาว 3,397 กิโลเมตรมวล 0.107 ของโลกดาวอังคาร (Mars) เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นอันดับที่ 4 ดาวอังคารมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 เท่าของโลกบรรยากาศของดาวอังคารมีบรรยากาศเบาบางมาก ประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเกิดจากการระเหิดของน้ำ แข็งแห้ง (คาร์บอนไดออกไซด์แข็ง) ปกคลุมอยู่ทั่วไปบนพื้นผิวดาวอังคาร ที่บริเวณขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวมีน้ำ แข็ง (Ice water) ปกคลุมอยู่ตลอดเวลาความหนาแน่น 0.714 ของโลกแรงโน้มถ่วง 0.38 ของโลกองค์ประกอบหลักของบรรยากาศคาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน อาร์กอนอุณหภูมิ -87°C ถึง -5°Cพื้นผิวของดาวอังคารพื้นผิวมีลักษณะคล้ายคลึงทั้งหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ และภูเขาไฟ หุบเขา ทะเลทราย และบริเวณน้ำแข็งขั้วโลก บนโลก ดาวอังคารมีภูเขา ที่สูงที่สุดในระบบสุริยะคือ ภูเขาไฟโอลิมปัส (Olympus Mons)และหุบเขาลึกที่มีชื่อว่า มาริเนริส (Marineris) ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ


ดาวบริวารของดาวอังคารดาวอังคารมีดวงจันทร์บริวารขนาดเล็ก 2 ดวง คือ โฟบัสและดีมอส ดวงจันทร์ทั้งสองดวงมีรูปร่างไม่สมมาตร และมีขนาดเล็กกว่า 25กิโลเมตร สันนิษฐานว่าเป็นดาวเคราะห์น้อยที่ถูกแรงโน้มถ่วงของดาวอังคารดูดจับมาเป็นบริวาร ภายหลังการก่อตัวของระบบสุริยะโครงสร้างภายในประกอบด้วยแก่นของแข็งมีรัศมีประมาณ 1,700 กิโลเมตร ห่อหุ้มด้วยชั้นแมนเทิลที่เป็นหินหนืดหนาประมาณ 1,600 กิโลเมตร และมีเปลือกแข็งเช่นเดียวกับโลก ดาวอังคารมีสีแดงเนื่องจากพื้นผิวประกอบด้วยออกไซด์ของเหล็ก (สนิมเหล็ก) พื้นผิวของดาวอังคารเต็มไปด้วยหุบเหวต่างๆมากมาย หุบเหวขนาดใหญ่ชื่อ หุบเหวมาริเนอริส (Valles Marineris) มีความยาว 4,000 กิโลเมตร กว้าง 600 กิโลเมตร ลึก 8 กิโลเมตรนอกจากนี้ดาวอังคารยังมีภูเขาไฟที่สูงที่สุดในระบบสุริยะชื่อ ภูเขาไฟโอลิมปัส (Mount Olympus) สูง 25 กิโลเมตร ฐานที่แผ่ออกไปมีรัศมี300 กิโลเมตร


ดาวพฤหัสบดี (Jupiter) เป็นวัตถุท้องฟ้าที่มีความสว่างมากเป็นอันดับที่ 4 รองจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวศุกร์ และเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดาวพฤหัสบดีถูกสำ รวจเป็นครั้งแรกโดยยานไพโอเนียร์ 10 ในปี พ.ศ.2516 ติดตามด้วย ไพโอเนียร์ 11, วอยเอเจอร์ 1, วอยเอเจอร์ 2, ยูลิซิส และกาลิเลโอบรรยากาศของดาวพฤหัสบดีบรรยากาศหนาแน่น มีองค์ประกอบหลักเป็นไฮโดรเจน 90% และฮีเลียม 10%ปะปนด้วยมีเทน น้ำ และแอมโมเนียจำ นวนเล็กน้อย ลึกลงไปด้านล่างเป็นแมนเทิลชั้นนอกซึ่งประกอบไปด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียมเหลว และแมนเทิลชั้นในที่ประกอบไปด้วยไฮโดรเจนซึ่งมีสมบัติเป็นโลหะ และแก่นกลางที่เป็นหินแข็งมีขนาดเป็น 2 เท่าของโลกโครงสร้างภายในของดาวพฤหัสบดีดาวพฤหัสบดีไม่มีพื้นผิวแข็งเหมือนดาวเคราะห์หินเมื่อเราเดินทางลึกลงไปในชั้นบรรยากาศ ความหนาแน่น ความดัน และอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แก๊สไฮโดรเจนและฮีเลียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของดาวพฤหัสบดี จะค่อยๆ เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว และในที่สุด ที่ความดันสูงมากในชั้นลึก จะกลายเป็นของเหลวโลหะไฮโดรเจน ซึ่งอิเล็กตรอนสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ คาดการณ์ว่าใจกลางของดาวพฤหัสบดีอาจมีแกนหินหรือของแข็งขนาดเล็ก แต่ก็มีขนาดเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับขนาดโดยรวมของดาวเคราะห์


ดาวบริวารของดาวพฤหัสบดีดาวพฤหัสบดีมีบริวารที่ยืนยันแล้วทั้งสิ้น 97 ดวง มีขนาดตั้งแต่ 1 กิโลเมตร ไปจนถึง 2,000 กิโลเมตร โดยมีดวงจันทร์ 4 ดวงที่ใหญ่ที่สุดได้แก่ โอไอ ยูโรปา แกนิมีด และคัลลิสโต ค้นพบโดย กาลิเลโอ กาลิเลอี ในปี ค.ศ. 1610 โดยใช้กล้องโทรทรรศน์ในรุ่นแรก ๆ ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นจึงเรียกทั้ง 4 ดวงว่า ดวงจันทร์กาลิเลียนไอโอเป็นดวงจันทร์กาลิเลียนที่อยู่ใกล้กับดาวพฤหัสบมากด เนานนกลาง 3,643 โลเมตร เนดวงนทเยงดวงเยวในระบบสุริยะที่มีภูเขาไฟปะทุอยู่ เกิดจากแรงไทตัลที่ส่งผลใเดความอนกายไวดาว หลายคงเขาไฟ ปะนแรงและนแสออกอวกาศ จนสามารถสังเกตได้ด้วยกล้องโทรทรรศขนาดใหยูโรปาเป็นดวงจันทร์ที่อยู่ถัด ออกมาจากไอโอ มีเส้นผ่านนกลาง 3,121 โลเมตร นวเนแงเยบ หมกกาบาต เยงเกอยนักดาราศาสตร์เชื่อว่า ภายใต้ขึ้นน้ำ แข็งอาจจะเป็นมหาสทร งอาจเนกหงในระบบยะอในสถานะของเหลวแกนิมีดเป็นดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ อยู่ถัดจากโรปาออกมา เนานนกลาง 5,262 โลเมตร ใหกาดาวธและดาวพลูโต เป็นดวงจันทร์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยะ ที่มีสนามแเหก และพบหกฐานงาอาจมหาสทรไนวดาว


วงแหวและดาวบริวารของดาวพฤหัสบดีในปี ค.ศ. 1979 ยานอวกาศ Voyager 1 ของนาชา นพบวงแหวนจาง ๆ อมรอบดาวพฤสบประกอบนจากอภาคขนาดเกไสะอนแสงงาใมอง เนไยาก งคาดาเกิดจากอุกกาบาตในอวกาศชนกับดวงจันทร์ทำ ใเศษนกระดกระจายและโคจรไปรอบ ๆ ดาวพฤสบสนามแเหกของดาวพฤสบดาวพฤสบสนามแเหกนแรงมากนพื้นที่ไปทางดวงอาทิตย์เป็นระยะทาง 1 ถึง 3 ล้านโลเมตร และโงไปงตรงามกา 1 นานโลเมตร งอภาคประไฟาจะกสนามแเหกกบเอาไและกเงความเว จนมีพลังงานสูงจึงแผ่รังสีออกมา สามารถทําความเยหายอยานอวกาศเาใกไนอกจากอภาคบางวนจะงเาวแเหกของดาวปะทะเาบแสในนบรรยากาศและเปงรังสียูวีออกมา เกิด ป็นแสงออโรราบนดาวพฤหัสบแาดาวพฤสบจะเนแส แไปไแปลายานอวกาศสามารถงทะดาวไเนนาดาวพฤสบองประกอบวนใหญ่เป็น แก๊สและของเหลวที่หมุนวน จึงไม่มีส่วนที่เนนวดเจน แไไหมายความายานอวกาศจะสามารถนานดาวพฤสบไเองจากภายในดาวความนและณหงบาก ๆ จนสามารถละลายยานอวกาศไคัลลิสโตอยู่ห่างจากดาวพฤหัสบดีมากที่สุด ในบรรดาดวงนทง 4 ดวง เนานนกลาง 4,821 โลเมตร เนดวงนทเาแและมีร่อง รอยอุกกาบาตเยอะที่สุด เนื่องจากโครงสางภายในเนวลงแว ในว หดการเปยนแปลงมางแ4,000ล้านปีที่แล้วข้อมูลสำ คัญระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ 778.41 ล้านกิโลเมตรคาบวงโคจร 11.86 ปีความรีของวงโคจร 0.048ระนาบวงโคจรทำ มุมกับระนาบสุริยวิถี 1.3°แกนเอียง 3.12°หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 9.92 ชั่วโมงรัศมีของดาว 71,492 กิโลเมตรมวล 317.82 ของโลกความหนาแน่น 1.33 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตรแรงโมวง 20.87 เมตร/นา2องประกอบหกของบรรยากาศ ไฮโดรเจน เยมณห-148°Cดวงนทนพบแว 62 ดวง วงแหวน 3 วง


ดาวเสาร์ (Saturn) เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของ ระบบสุริยะ รองจาก ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์ที่มีรัศมีเฉลี่ยมากกว่าโลกประมาณเก้าเท่า แม้ว่าจะมีความหนาแน่นเป็นหนึ่งในแปดของโลกแต่มวลของมันมีมากกว่าโลกถึง 95 เท่าบรรยากาศของดาวเสาร์บรรยากาศของดาวเสาร์เป็น ไฮโดรเจน 75%ฮีเลียม 25% ปะปนไปด้วยน้ำ มีเทน แอมโมเนียจำ นวนเล็กน้อย แถบสีบนดาวเสาร์เกิดขึ้นจากการหมุนรอบตัวเองเร็วมาก จนทำ ให้เกิดการหมุนวนของชั้นบรรยากาศที่มีอุณหภูมิแตกต่างกัน จึงปรากฏเป็นแถบเข้มและจางสลับกันไปโครงสร้างภายในของดาวเสาร์โครงสร้างมีลักษณะคล้ายคลึงกับของดาวพฤหัสบดี มีแกนกลางที่เป็นหินแข็งห่อหุ้มด้วยแมนเทิลชั้นในที่เป็นโลหะไฮโดรเจน และแมนเทิลชั้นนอกที่เป็นไฮโดรเจนและฮีเลียมเหลวดาวบริวารของดาวเสาร์ดาวเสาร์มีมวลมากจึงมีแรงโน้มถ่วงมาก สามารถดูดจับดาวเคราะห์น้อยและดาวหางมาเป็นบริวาร ได้เป็นจำ นวนมาก ปัจจุบันมีดวงจันทร์ที่ถูกค้นพบแล้ว 62 ดวง ดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ ไททัน (Titan) มีขนาดใหญ่หว่าดาวพุธ ไททันมีชั้นบรรยากาศหนาแน่นกว่าโลก มีองค์ประกอบเป็นมีเทนทั้งสามสถานะ บนไททันมีฝนมีเทน เมฆมีเทน และมีเทนแข็ง แก๊สไนโตรเจนเป็นส่วนใหญ่ คล้ายคลึงกับชั้นบรรยากาศของโลก ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์สนใจไททันมากเป็นพิเศษ เพราะอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ดวงจันทร์ที่มีขนาดรองลงมาได้แก่ รีอา ไดโอนี ไอเอพีทุส เทธิส เอนเซลาดุส และ มิมาส ส่วนใหญ่มีพื้นผิวเป็นน้ำ แข็งและมีหินผสมอยู่เล็กน้อย


ข้อมูลสำ คัญระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ 1,427 ล้านโลเมตรคาบวงโคจร 29.4 ปีความรีของวงโคจร 0.054ระนาบวงโคจรทำ มุมกับระนาบสุริยวิถี 2.484°ความหนาแน่น 0.7 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร(อยกา)แกนเอียง 26.73°หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 10.66 ชั่วโมงรัศมีของดาว 60,268 กิโลเมตรมวล 95.16 ของโลกวงแหวนดาวเสาร์ดาวเสาร์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 10 AU จึงไม่ถูกรบกวนจากลมยะจากดวงอาตงไญเยบรรยากาศนนอกและมวลมาก มวลมากอมแรงโมวงมาก สามารถดจับดาวหางที่โคจรผ่านเข้ามา ดาวหางมีองค์ประกอบเนแงงเปราะมาก เอดาวหางเาใกดาวเสาแรงโมวงมหาศาลจะใเดแรงไทลภายในดาวหาง านนเาหาดาวเสาร์จะถูกแรงกระทำ มากกว่าด้านอยู่ตรงข้าม ในดดาวหางไสามารถทนทานอแรงเคยดภายใน งแตกเนเศษเกเศษอยสะสมอในวงโคจรรอบดาวเสาและกลายเนวงแหวนในที่สุด ด้วยเหตุนี้วงแหวนของดาวเสาร์งประกอบวยอภาคนวนมหาศาลงวงโคจรสระ ขนาดงแเซนเมตรไปจนหลายอยเมตร วนใหประกอบวยแข็ง ปะปนอยู่กับเศษหินเคลือบน้ำ แข็ง วงแหวนของดาวเสาบางมาก แจะขนาดเนานนกลางยาวง 250,000 โลเมตร แความหนาไง 1.5 โลเมตร วงแหวนและนอเยกตามกษรภาษางกฤษ เน วงแหวนสาง (A และ B) และวงสว (C) องระหางวงแหวน A และ B เยกา องแคส(Cassini division )แรงโน้มถ่วง 7.2 เมตร/วินาที2องค์ประกอบหลักของบรรยากาศ ไฮโดรเจน เยมอุณหภูมิ -178°Cดวงจันทร์ที่ค้นพบแล้ว 62 ดวงวงแหวนที่ค้นพบแล้ว 7 วง


ดาวยูเรนัส (Uranus ) เป็น ดาวเคราะห์ ที่อางจากดวงอาตเนบ7 ใน ระบบยะ ดเน ดาวเคราะแส เนานนกลาง 50,724 โลเมตร บได้ว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่3 ใน ระบบสุริยะของเรา นพบดาวเรส อ เซอลเยม เฮอเชล พบในพ.ศ. 2324 อมาในพ.ศ. 2520กดาราศาสตจากหอดูดาวไคเปอร์แอร์บอร์น ค้นพบว่า ดาวยูเรสวงแหวนจางๆโดยรอบและเราก็ได้เห็นรายละเอียด ของดาวยูเรนัสพอมงวงแหวน และดวงนทบวารในพ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) เอยานวอยเอเจอ2 (Voyager 2) เคอนานบรรยากาศและโครงสร้างภายในของดาวยูเรนัสประกอบด้วยไฮโดรเจน 83%, ฮีเลียม 15% และมีเทน 2% ดาวยูเรนัสมีสีฟ้าเนื่องจากแก๊สมีเทนดูดกลืนสีแดงและสะท้อนสีน้ำ เงิน บรรยากาศมีลมพัดแรงมาก ลึกลงไปที่แก่นของดาวห่อหุ้มด้วยโลหะไฮโดรเจนเหลว ขณะที่ดาวเคราะห์ส่วนใหญ่มีแกนหมุนรอบตัวเองเกือบตั้งฉากกับระนาบสุริยวิถี แต่แกนของดาวยูเรนัสวางตัวเกือบขนานกับสุริยวิถี ดังนั้นอุณหภูมิบริเวณขั้วดาวจึงสูงกว่าบริเวณเส้นศูนย์สูตร ดาวยูเรนัสมีวงแหวนเช่นเดียวกับดาวเคราะห์ชั้นนอกดวงอื่นๆแกนกลางของดาวยูเรนัสเป็นหินแข็งเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 17,000 กิโลเมตร ล้อมไปด้วยชั้นของเหลวที่ประกอบไปด้วยนํ้าและแอมโมเนีย แมนเทิลชั้นนอกประกอบด้วยฮีเลียมเหลว ไฮโดรเจนเหลวที่ผสมกลมกลืนกับชั้นบรรยากาศข้อมูลสำ คัญระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ 2,870 ล้านกิโลเมตรคาบวงโคจร 80 ปีความรีของวงโคจร 0.047ระนาบวงโคจรทำ มุมกับระนาบสุริยวิถี 0.77°แกนเอียง 97.86°หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 17.24 ชั่วโมงรัศมีของดาว 25,559 กิโลเมตรมวล 14.371 ของโลกความหนาแน่น 1.32 กรัม/ลูกบาศก์เซนตเมตรแรงโน้มถ่วง 8.43 เมตร/วินาที2องค์ประกอบหลักของบรรยากาศ ไฮโดรเจนฮีเลียมอุณหภูมิ -216°Cดวงจันทร์ที่ค้นพบแล้ว 27 ดวงวงแหวนนพบแว 13 วง


ดาวบริวารของดาวยูเรนัสมีดาวบริวารที่รู้จักแล้ว 27 ดวง โดยทั้งหมดไบการงอตามวละครในผลงานการประนของลเยมเชกสเปียร์ และอเล็กซานเดอร์ โปปโดยใน ค.ศ. 1787 ดาวบวารสองดวงแรกกนพบโดย ไแทาเยและโอเบอรอน ส่วนดาวบริวารทรงกลมอื่น ๆ ถ ในค.ศ. 1851 (ไแแอเยลและมเบยล) และในค.ศ.1948 โดยเจอราร์ด ไคเปอร์ ดาวบริวารที่เหอกนพบหงจากค.ศ. 1985 โดยภารจของวอยเอจเจอ2 และด้วยความช่วยเหลือของกล้องโทรทรรศบนโลกนสยดาวบวารของดาวเรสกแงออกเน 3 กม ไแกมดาวบวารรอบในบสามดวง , กมดาวบวารขนาดใหาดวงและกมดาวบวารทรงแปล โดยกมดาวบวารรอบในบสามดวงจะกระดกระจายอภายในบเวณวงแหวนของดาวเรส กมดาวบวารขนาดใหาดวงเนดาวบวารขนาดใหและเนทรงกลม ในน 4 ดวงเนดาวบวารงกระบวนการภายใน เขาไฟ และการเปยนแปลงบนเปอกดาวอดาวบวารขนาดใหดในกมอ ทาเย ขนาดเนานนกลางประมาณ 1,578 กม. และงเน 1 ใน 8 ดาวบวารขนาดใหในระบบยะ วนกมดาวบวารทรงแปลกเาดวง เนดาวบวารปางดปกและวงโคจรเยง (วนให) มบดาวเรสและโคจรอไกลมากวงแหวนของดาวยูเรนัสวงแหวนของดาวยูเรนัสมีความมืดมากวงแหวนของดาวเรสประกอบวยนแงดเคอนไหว แงประกอบวยมีเทนแข็ง ชิ้นส่วนของมันอาจจะชนนและใเดนอในองางระหางวงแหวน


บรรยากาศของดาวเนปจูนดาวเนปจูนมีสีน้ำ เงิน เนื่องจากองค์ประกอบหลักของบรรยากาศผิวนอกเป็น ไฮโดรเจน ฮีเลียม และมีเทน บรรยากาศของดาวเนปจูน มีกระแสลมที่รุนแรง (2500 กม/ชม.) อุณหภูมิพื้นผิวอยู่ที่ประมาณ -220℃ (- 364 °F) ซึ่งหนาวเย็นมาก เนื่องจาก ดาวเนปจูนอยู่ไกลดวงอาทิตย์มากแแกนกลางภายในของดาวเนปน ประกอบวยนและาซอน ณหประมาณ 7,000℃(12,632 °F) งอนกานวของดวงอาตเยกวงแหวนของดาวเนปจูนมีลักษณะมีความสว่างไม่มากนัก เพราะประกอบด้วยอนุภาคที่เป็นผงฝุ่นขนาด 1ไมโครเมตร จนถึงขนาดประมาณ 10 เมตร เนเดียวกับวงแหวนของดาวพฤหัสบดีและดาวยูเรนัสดาวบริวารของดาวเนปจูนดาวเนปจูนมีดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้ว 13 ดวง ดวงจันทร์ดวงใหญ่ที่สุดชื่อ \"ทายตัน\" (Triton) ทายนเคลื่อนที่ในวงโคจรโดยมีทิศทางสวนกับการหมุนรอบวเองของดาวเนปจูน ซึ่งอาจเป็นเพราะถูกแรงโน้มถ่วงของดาวเนปจูนจับเป็นบริวารภายหลังจากการก่อตัวของระบบยะกดาราศาสตพยากรา ทายนจะโคจรเาใกดาวเนปนเอยๆ และจะงเาชนดาวเนปนในด (อาจใเวลาเอบ 100 าน)ดาวเนปจูน (Neptune) เป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะลำ ดับสุดท้ายมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่เป็นอันดับที่ 4 รองจากดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัสและมีมวลเป็นลำ ดับที่ 3 รองจากดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ (กรีก : โปเซดอน) ถูกค้นพบเนื่องจากนักดาราศาสตร์พบว่า ตำ แหน่งของดาวยูเรนัสในวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ไม่ได้เป็นไปตามกฏของนิวตันจึงตั้งสมมติฐานว่า จะต้องมีดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งที่อยู่ไกลถัดออกไปมารบกวนวงโคจรของดาวยูเรนัส ในที่สุดดาวเนปจูนก็ถูกค้นพบโดย โจฮานน์ กัลเล ในปี พ.ศ.2389 ต่อมาในปี พ.ศ.2532 ยานวอยเอเจอร์ 2ข้อมูลสำ คัญระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ 4,498 ล้านกิโลเมตรคาบวงโคจร 164.8 ปีความรีของวงโคจร 0.0086ระนาบวงโคจรทำ มุมกับระนาบสุริยวิถี 1.769°แกนเอียง 29.58°หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 16.11 ชั่วโมงรัศมีของดาว 24,764 กิโลเมตรมวล 17.147 ของโลกความหนาแน่น 1.64 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตรแรงโน้มถ่วง 10.71 เมตร/วินาที2องค์ประกอบหลักของบรรยากาศไฮโดรเจน ฮีเลียมอุณหภูมิ -214°Cดวงจันทร์ที่ค้นพบแล้ว 13 ดวงวงแหวนที่ค้นพบแล้ว 6 วง


อุกกาบาต (Meteorites )หินอวกาศที่ตกลงมาสู่ผิวโลกหรือผิวดาวเคราะห์แล้ว ตอนอยู่ในอวกาศจะเรียกว่าดาวเคราะห์น้อย (Asteroid) หรือสะเก็ดดาว (Meteoriod) พอเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงประมาณ 40-70 กิโลเมตร/วินาที เกิดการ compression กับอากาศในชั้นบรรยากาศโลก ทำ ให้อากาศรอบๆ ลุกไหม้เป็นแสงสว่างเรียกว่า ดาวตก (Meteor) จวบจนลงถึงพื้นแล้วจึงเรียกอุกกาบาต อุกกาบาตขนาดเล็กคือหินอวกาศที่ถูกเผาไหม้จนเกือบหมด แต่สำ หรับอุกกาบาตที่มีขนาดใหญ่นั้นคือหินอวกาศที่ไม่ถูกเผาไหม้จนหมดทำ ให้ตกลงมาบนพื้นโลก และเกิดหลุมอุกกาบาต (Crater)ชนิดของอุกกาบาตการแบ่งประเภทของอุกกาบาตใช้วิธีเดียวบการแงประเภทดาวเคราะอย เพราะอุกกาบาตก็คือชิ้นส่วนของดาวเคราะห์น้อย งแงตามองประกอบทางเคไดังนี้C-type (Carbonaceous chondrite) กกาบาตคาบอนคเองจากองค์ประกอบเป็นคาร์บอนจำ นวนมาก นักทยาศาสตเอา กกาบาตประเภทเนพาหะเอตมาโลกS-type (Stone) กกาบาตน องประกอบเนกาM-type (Metal) กกาบาตโลหะ องประกอบเนเหกและเล


ดาวหาง (Comet)เป็นวัตถุจำ พวกน้ำ แข็งซึ่งมีจุดกำ เนิดมาจากขอบของระบบสุริยะ นักดาราศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่า ดาวหางมีกำ เนิดมาจากเมฆออร์ท (Oort'scloud) ซึ่งเป็นผลึกน้ำ แข็งอยู่ที่ขอบของระบบสุริยะ เมื่อมีแรงภายนอกมากระทำ เช่น ซูเปอร์โนวา (Supernova) หรือดาวฤกษ์ระเบิด ดาวหางจะหลุดออกจากถิ่นกำ เนิดและถูกแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ดึงดูดมาเป็นบริวาร วงโคจรของดาวหางจึงยาวไกลและมีความรีมาก ไม่อยู่ในระนาบสุริยวิถีเนื่องจากเมฆออร์ทมีลักษณะเป็นทรงกลมที่ห่อหุ้มดวงอาทิตย์ ดาวหางจึงเคลื่อนที่เข้าดวงอาทิตย์ได้จากทุกทิศทางดาวหางเป็นวัตถุขนาดเล็กของระบบสุริยะ นิวเคลียสของดาวหางมีขนาดประมาณ 1 - 10 กิโลเมตร มีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ แข็งปะปนกับเศษหินและสสารอื่นๆ ซึ่งดาวหางกวาดชนขณะที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ เราจีงเปรียบดาวหางเป็นก้อนน้ำ แข็งสกปรกส่วนประกอบหลักของดาวหางแบ่งได้เป็น 3 วน อ1.ส่วนที่เป็นของน้ำ แข็ง หรือที่เรียกว่า นิวเคลียส (Nucleus) จะเดนอเอดาวหางเคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น2.น้ำ แข็งจากนิวเคลียสส่วนหนึ่งจะละลายกลายเนบรรยากาศปกคมวเคยส เยกาโคมา (Coma)3.ส่วนหางของดาวหางที่แบ่งเป็น 2 ส่วนย่อยคือ หางไอออน (ion tail) งเนอภาคประจากวนโคมากลมยะดใศออกจากดวงอาตหางวนสองเยกา หางน (dust tail) เดจากอภาคไประจากโคมา โดยวนของหางนจะโงตามการเคอนของดาวหางวย


https://www.lesa.biz/ http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~hsomsak/index.htmlhttps://www.spacemanthailand.com/ https://th.wikipedia.org/https://www.wikiwand.com/th


Thank you for reading!


Click to View FlipBook Version