The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 0615585977tar, 2022-02-05 06:13:00

ระบบสุริยะ

ระบบสุริยะ

ระบบสุริยะ

จัดทำโดย

นางสาวเกี๋ยงคำ - เลขที่ 9
นางสาวสุทธาทิพย์ ถาตัน เลขที่ 32
นางสาวปฐมพร สมบูรณ์ เลขที่ 34

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1

เสนอ

คุณครูนาฏลัดดา คำพร
วิชาออกแบบและเทคโนโลยี 2 ว32104

โรงเรียนสันทรายวิทยาคม

สารบัญ หน้า

เรื่อง

สารบัญ 1
การกำเนิดระบบสุริยะ 2
3
1. ทฤษฎีของคานท์และลาพลาส 3
2.ทฤษฎีของเฟรด ฮอยล์ และฮานส์ อันเฟน 3
3.ทฤษฎีของเจมส์ ยีนส์ 4
4. ทฤษฎีการเปล่งแสงหรือดาวแฝด

5. ทฤษฎีเกี่ยวกับขนาดและความถ่วงจำเพาะของดาว 5
5
เคราะห์ 8
องค์ประกอบของระบบสุริยะ 10
12
1. ดวงอาทิตย์ 14
2. ดาวพุธ 16
3. ดาวศุกร์ 19
4. โลก 21
5. ดาวอังคาร 23
6. ดาวพฤหัสบดี 24
7. ดาวเสาร์ 29
8. ดาวยูเรนัส

9. ดาวเนปจูน
10. ดาวเคราะห์แคระ
11. วัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ

สารบัญ หน้า

เรื่อง 35
ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ 35
36
1. กลางวันกลางคืน 37
2. ฤดูกาล 38
3. ข้างขึ้นข้างแรม 39
4. น้ำขึ้นน้ำลง 41
5. สุริยุปราคา
6. จันทรุปราคา
อ้างอิง

1

การกำเนิดระบบสุริยะ

ระบบสุริยะ คือ ระบบดาวที่มีดาวฤกษ์เป็นศูนย์กลาง และมีดาวเคราะห์ (Planet) เป็น
บริวารโคจรอยู่โดยรอบ เมื่อสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต สิ่งมีชีวิตก็จะเกิด
ขึ้นบนดาวเคราะห์เหล่านั้น หรือ บริวารของดาวเคราะห์เองที่เรียกว่าดวงจันทร์ (Satellite)
นักดาราศาสตร์เชื่อว่า ในบรรดาดาวฤกษ์ทั้งหมดกว่าแสนล้านดวงในกาแลกซี่ทางช้างเผือก
ต้องมีระบบสุริยะที่เอื้ออำนวยชีวิตอย่างระบบสุริยะที่โลกของเรา เป็นบริวารอยู่อย่าง
แน่นอน เพียงแต่ว่าระยะทางไกลมากเกินกว่าความสามารถในการติดต่อจะทำได้ถึง

ระบบสุริยะประกอบด้วยดวงอาทิตย์และวัตถุอื่น ๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เนื่องจากแรง
โน้มถ่วง ได้แก่ ดาวเคราะห์ 8 ดวง (จะเป็นดาวเคราะห์ชั้นใน 4 ดวง ใกล้ดวงอาทิตย์ เป็นดาว
เคราะห์หินแข็งคล้ายโลก ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร และดาวเคราะห์ชั้นนอก
อีก 4 ดวง เป็นดาวเคราะห์ก๊าซ ได้แก่ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน) กับ
ดวงจันทร์บริวาร (Moon) ที่ค้นพบแล้ว 166 ดวง ดาวเคราะห์แคระ (Dwarf planet) 5 ดวง
กับดวงจันทร์บริวารที่ค้นพบแล้ว 4 ดวง กับวัตถุขนาดเล็กอื่น ๆ อีกนับล้านชิ้น ซึ่งรวมถึง
ดาวเคราะห์น้อย (Asteroid) วัตถุในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) ดาวหาง (Comet) สะเก็ด
ดาว (Meteoroid) และฝุ่นระหว่างดาวเคราะห์ (Interplanetary dust cloud)

ระบบสุริยะเกิดจากกลุ่มฝุ่นและแก๊สในอวกาศซึ่งเรียกว่า “โซลาร์เนบิวลา” (Solar
Nebula) รวมตัวกันเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว (นักวิทยาศาสตร์คำนวณจากอัตรา
การหลอมรวมไฮโดรเจนเป็นฮีเลียมภายในดวงอาทิตย์) เมื่อสสารมากขึ้นแรงโน้มถ่วง
ระหว่างมวลสารมากขึ้นตามไปด้วย กลุ่มฝุ่นและแก๊สยุบตัวหมุนเป็นรูปจานตามหลัก
อนุรักษ์โมเมนตัมเชิงมุม แรงโน้มถ่วงที่เพิ่มขึ้นสร้างแรงกดดันที่ใจกลางจนอุณหภูมิสูงถึง 15
ล้านเคลวิน จุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน หลอมรวมอะตอมของไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียม ดวง
อาทิตย์กำเนิดเป็นดาวฤกษ์

วัสดุรอบๆ ดวงอาทิตย์ (Planetisimal) ยังคงหมุนวนและโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วย
โมเมนตัมที่มีอยู่เดิม มวลสารในวงโคจรแต่ละชั้นรวมตัวกันเป็นดาวเคราะห์ อิทธิพลจาก
แรงโน้มถ่วงทำให้วัสดุที่อยู่รอบๆ พุ่งเข้าหาดาวเคราะห์จากทุกทิศทาง ถ้าทิศทางของการ
เคลื่อนที่มีมุมลึกก็จะพุ่งชนดาวเคราะห์ ทำให้ดาวเคราะห์นั้นมีขนาดใหญ่และมีมวลเพิ่มขึ้น
แต่ถ้ามุมของการพุ่งชนตื้นเกินไปก็อาจจะทำให้แฉลบเข้าสู่วงโคจร และเกิดการรวมตัว
กลายเป็นดวงจันทร์บริวาร ดังจะเห็นว่า ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ เช่น ดาวพฤหัสบดีและดาว
เสาร์มีดวงจันทร์บริวารหลายดวง เนื่องจากเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่มีมวลมากจึงมีแรง
โน้มถ่วงมาก ต่างกับดาวพุธซึ่งเป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็กมีมวลน้อยจึงมีแรงโน้มถ่วงน้อยจึง
ไม่มีดวงจันทร์บริวารเลย ส่วนดาวเคราะห์น้อยและดาวหางนั้นมีรูปทรงเหมือนอุกกาบาต
เพราะเป็นดาวขนาดเล็กมีมวลน้อย แรงโน้มถ่วงจึงไม่สามารถเอาชนะแรงยึดเหนี่ยว
ระหว่างสสารให้ยุบรวมเป็นทรงกลมได้

2

หลักฐานที่ยืนยันทฤษฏีกำเนิดระบบสุริยะก็คือ ถ้ามองจากด้านบนของระบบสุริยะ
(Top view) จะสังเกตได้ว่า ทั้งดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ และดวงจันทร์บริวารเกือบทุกดวง
หมุนรอบตัวเองในทิศทวนเข็มนาฬิกา* และโคจรรอบดวงอาทิตย์ในทิศทวนเข็มนาฬิกา**
และหากมองจากด้านข้างของระบบสุริยะ (Side view) ก็จะสังเกตได้ว่า ดาวเคราะห์และ
ดวงจันทร์บริวารเกือบทุกดวง มีระนาบวงโคจรใกล้เคียงกับระนาบสุริยวิถี (Ecliptic plane)
*** ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากระบบสุริยะทั้งระบบกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กัน จากการยุบรวมและหมุน
ตัวของจานฝุ่นใน Solar nebula ดังที่กล่าวมา

นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีที่กล่าวถึงการกำเนิดระบบสุริยะอีกหลายทฤษฎี เช่น

1. ทฤษฎีของคานท์และลาพลาส
โดยนักดาราศาสตร์ชื่อ เอมมานูเอล คานท์ ชาวเยอรมัน และปีแอร์ ลาพลาส ชาวฝรั่งเศส
เชื่อว่า 'ระบบสุริยะเกิดจากกลุ่มแก๊สที่ร้อนจัดขนาดใหญ่ และหมุนรอบตัวเองจนเกิดแรง
เหวี่ยงทำให้เกิดวงแหวนเป็นชั้นๆ ต่อมากลุ่มแก๊สบริเวณศูนย์กลางของวงแหวนรวมตัวกัน
กลายป็นดวงอาทิตย์ ส่วนวงแหวนกลายเป็นดาวเคราะห์และบริวาร'

หลักฐานที่สำคัญของการกำเนิดของระบบสุริยะก็คือ การเรียงตัวและการเคลื่อนที่อย่าง
เป็นระบบระเบียบของดาวเคราะห์ ดวงจันทร์บริวารของดาวเคราะห์ และดาวเคราะห์น้อย
ในระบบสุริยะ ที่แสดงให้เห็นว่าเทหวัตถุ ทั้งมวลบนฟ้านั้นเป็นของระบบสุริยะ ซึ่งจะเป็น
เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่เทหวัตถุท้องฟ้าหลายพันดวงจะมีระบบโดยบังเอิญโดยมิได้มีจุด
กำเนิดร่วมกัน

Piere Simon Laplace ได้เสนอทฤษฎีจุดกำเนิดของระบบสุริยะ ไว้เมื่อปี ค.ศ. 1796
กล่าวว่า ในระบบสุริยะจะมีมวลของก๊าซรูปร่างเป็นจานแบนๆ ขนาดมหึมาหมุนรอบตัวเอง
อยู่ ในขณะที่หมุนรอบตัวเองนั้นจะเกิดการหดตัวลงเพราะแรงดึงดูดของก๊าซ ซึ่งจะทำให้
อัตราการหมุนรอบตัวเองมีความเร็วสูงขึ้นเพื่อรักษาโมเมนตัมเชิงมุม (Angular
Momentum) ในที่สุด เมื่อความเร็วมีอัตราสูงขึ้น จนกระทั่งแรงหนีศูนย์กลางที่ขอบของ
กลุ่มก๊าซมีมากกว่าแรงดึงดูด ก็จะทำให้เกิดมีวงแหวนของกลุ่มก๊าซแยกตัวออกไปจากศุนย์
กลางของกลุ่มก๊าซเดิม และเมื่อเกิดการหดตัวอีกก็จะมีวงแหวนของกลุ่มก๊าซเพิ่มขึ้น ขึ้นต่อ
ไปเรื่อยๆ วงแหวนที่แยกตัวไปจากศูนย์กลางของวงแหวนแต่ละวงจะมีความกว้างไม่เท่ากัน
ตรงบริเวณที่มีความหนาแน่นมากที่สุดของวง จะคอยดึงวัตถุทั้งหมดในวงแหวนมารวมกัน
แล้วกลั่นตัวเป็นดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ของดาว ดาวเคราะห์จะเกิดขึ้นจากการหดตัวของ
ดาวเคราะห์ สำหรับดาวหาง และสะเก็ดดาวนั้น เกิดขึ้นจากเศษหลงเหลือระหว่างการเกิด
ของดาวเคราะห์ดวงต่างๆ ดังนั้น ดวงอาทิตย์ในปัจจุบันก็คือ มวลก๊าซ ดั้งเดิมที่ทำให้เกิด
ระบบสุริยะขึ้นมานั่นเอง

ข้อสังเกต: ดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ในระบบสุริยะเกิดพร้อมกัน
ข้อสนับสนุน: ดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์หมุนไปทางเดียวกัน
ข้อคัดค้าน: ดวงอาทิตย์น่าจะหมุนเร็วกว่านี้ กลุ่มก๊าซน่าจะกระจายออกไปมากกว่าจะ
มารวมกันเป็นดาวเคราะห์

3



2.ทฤษฎีของเฟรด ฮอยล์ และฮานส์ อัลเฟน
เป็นทฤษฎีการเกิดระบบสุริยะที่อาศัยทฤษฎีของคานท์และลาพลาสประกอบกับหลัก
ฐานจากการศึกษา ปรากฏการณ์ท้องฟ้าเพิ่มเติม มีใจความสรุปว่า "ดวงอาทิตย์เกิดขึ้นก่อน
จากการรวมตัวของกลุ่มก๊าซและฝุ่นละอองต่อมาดวงอาทิตย์ เริ่มมีแสงสว่าง และยังคงมี
กลุ่มก๊าซและฝุ่นละอองห้อมล้อมอยู่และหมุนไปรอบๆ ดวงอาทิตย์ ต่อมากลุ่มก๊าซและฝุ่น
ละอองเหล่านี้จะถูกดึงดูดและอัดตัวแน่นขึ้นและรวมกัน เป็นก้อนขนาดใหญ่ขึ้นกลายเป็น
ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์"
ทฤษฎีของเฟรด ฮอยล์ และฮานส์ อัลเฟน ตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2493 สรุปได้ว่ากลุ่มก๊าซและ
ฝุ่นละอองในระบบสุริยะรวมกันเป็นดวงอาทิตย์ก่อน ต่อมาดวงอาทิตย์ที่เกิดขึ้นนี้เริ่มมีแสง
สว่าง โดยยังคงมีกลุ่มก๊าซและฝุ่นละอองห้อมล้อมอยู่ และหมุนไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ กลุ่ม
ก๊าซและฝุ่นละอองดังกล่าวจะอัดตัวกันแน่น และรวมตัวกันเป็นก้อนขนาดใหญ่ กลายเป็น
ดาวเคราะห์และวัตถุต่าง ๆ ในระบบสุริยะ
ข้อสังเกต : ดวงอาทิตย์เกิดก่อนดาวเคราะห์
ข้อสนับสนุน : สามารถอธิบายการหมุนรอบตัวเอง และการมีดวงจันทร์ของดาวเคราะห์
ได้
ข้อคัดค้าน : ยังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการหมุนของกลุ่มก๊าซและฝุ่นละอองเพื่อเกิดเป็น
ดาวเคราะห์ต่างๆ ด้วยความเร็วไม่เท่ากัน

3. ทฤษฎีของเจมส์ ยีนส์
ตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2444 สรุปไว้ว่า การเกิดของระบบสุริยะมีดาวฤกษ์ขนาดใหญ่เคลื่อนที่เข้า
มาใกล้ดวงอาทิตย์ แรงดึงดูดระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวฤกษ์มีผลทำให้มวลสารบางส่วน
ของดวงอาทิตย์ และดาวฤกษ์หลุดออกมา แล้วกลายเป็นดาวเคราะห์และวัตถุอื่นๆ ในระบบ
สุริยะ
ข้อสังเกต: ดวงอาทิตย์เกิดก่อนดาวเคราะห์ ทฤษฎีนี้ บูฟง ชาวฝรั่งเศส เคยตั้งมาก่อนเมื่อ
พ.ศ. 2288
ข้อสนับสนุน: ดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์หมุนไปทางเดียวกัน เป็นไปได้ที่ดวงอาทิตย์จะ
หมุนเข้า
ข้อคัดค้าน: ดาวฤกษ์เคลื่อนที่เร็วมากๆ ไม่น่าจะเข้ามาใกล้กันได้ กลุ่มก๊าซร้อนที่หลุด
ออกมาน่าจะกระจายไป ไม่น่าจะรวมกันได้ จากการคำนวณอย่างละเอียดได้แรงดึงดูดไม่น่า
จะมากจนสามารถดึงก๊าซหรือมวลสารหลุดออกมาได้

4. ทฤษฏีการเปล่งแสง (Supernova Theory) หรือดาวแฝด (Binary star)
กล่าวว่ามีดวงอาทิตย์ 2 ดวงดึงดูดกันจนทำให้ดวงอาทิตย์อีกดวงเปล่งแสงมากขึ้นจน
แตกเป็นชิ้นส่วนมากมาย และถูกแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ให้หมุนรอบจนรวมตัวกันแน่น
เป็นดาวเคราะห์ โลก และวัตถุอื่นๆในระบบสุริยะ

4

5. ทฤษฏีเกี่ยวกับขนาดและความถ่วงจำเพาะของดาวเคราะห์ (Explaning the size

and density of planets)

เสนอว่า มีสารคล้ายๆ รูปจักรเกิดขึ้นรอบๆเส้นศูนย์สูตรของดวงอาทิตย์และหมุนรอบ

ดวงอาทิตย์เร็ว ขึ้นเรื่อยๆจนอัดแน่นทำให้มีความถ่วงจำเพาะมากขึ้นสะสมต่างๆมากขึ้น

เช่น ไฮโดรเจน เป็นดาวเคราะห์ โลก และวัตถุอื่นๆในระบบสุริยะ

ดังนั้น จะสรุปทฤษฎีที่เกี่ยวกับการกำเนิดระบบสุริยะทั้งหมด ได้ว่า ระบบสุริยะเกิดจาก

กลุ่มและแก๊สในอากาศรวมตัวกันเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีก่อน กำเนิดดวงอาทิตย์เป็น

ดาวฤกษ์ เป็นศูนย์กลางระบบสุริยะ และมีดาวเคราะห์อีก 8 ดวงเป็นบริวารโคจรอยู่โดยรอบ

และมีวัตถุขนาดเล็กอื่น ๆ นับล้านชิ้นในระบบสุริยะ

5

องค์ประกอบของระบบสุริยะ

สมาชิกในครอบครัวระบบสุริยะล้วนมีลักษณะเฉพาะดวงแตกต่างกัน สันนิษฐานว่า เกิด
จากโครงสร้าง และองค์ประกอบของมวลสาร ในกลุ่มก๊าซต้นกำเนิดดาวเคราะห์แตกต่างกัน
รวมทั้ง มีการกระจายตัว ในระยะห่างจากดวงอาทิตย์แตกต่างกันด้วย กล่าวคือ ดาวเคราะห์
ชั้นใน ใกล้ดวงอาทิตย์ ประกอบด้วยธาตุและสารประกอบหนัก จำพวกเหล็ก และซิลิเกต จึง
ล้วนมีพื้นผิวเป็นหินแข็งคล้ายโลก ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร แต่ดาว
เคราะห์ชั้นนอก เป็นดาวเคราะห์ก๊าซ จำพวกมีเทน และแอมโมเนียขนาดใหญ่มากเมื่อ
เทียบกับโลก แต่อาจมีแกนในแข็งขนาดเล็กอยู่ที่ใจกลาง ได้แก่ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาว
ยูเรนัส ดาวเนปจูน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะอิทธิพลของลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ ทำให้ก๊าซหนา
ทึบในบรรยากาศดั้งเดิมของดาวเคราะห์ชั้นใน หลุดหนีหายไป

1. ดวงอาทิตย์ (The Sun)
คือ ดาวฤกษ์ที่อยู่ตรงศูนย์กลางของระบบสุริยะ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.4 ล้าน

กิโลเมตร หรือ 109 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางโลก อยู่ห่างจากโลก 149,600,000 กิโลเมตร
หรือ 1 หน่วยดาราศาสตร์ (AU) ดวงอาทิตย์มีมวลมากกว่าโลก 333,000 เท่า แต่มีความ
หนาแน่นเพียง 0.25 เท่าของโลก เนื่องจากมีองค์ประกอบเป็นไฮโดรเจน 74% ฮีเลียม 25%
และธาตุชนิดอื่น 1% (ข้อมูลเพิ่มเติม NASA Sun Fact Sheet)
แก่นปฏิกรณ์นิวเคลียร์ (Fusion core) อยู่ที่ใจกลางของดวงอาทิตย์ถึงระยะ 25% ของรัศมี
แรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ทำให้มวลสารของดาวกดทับกันจนอุณหภูมิที่ใจกลางสูงถึง 15
ล้านเคลวิน จุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันหลอมอะตอมของไฮโดรเจนให้กลายเป็นฮีเลียม
และปลดปล่อยพลังงานออกมา

โซนการแผ่รังสี (Radiative zone) อยู่ที่ระยะ 25 - 70% ของรัศมี พลังงานที่เกิดขึ้น
จากแก่นปฏิกรณ์นิวเคลียร์ถูกนำขึ้นสู่ชั้นบนโดยการแผ่รังสีด้วยอนุภาคโฟตอน
โซนการพาความร้อน (Convection zone) อยู่ที่ระยะ 70 - 100% ของรัศมี พลังงานที่เกิด
ขึ้นไม่สามารถแผ่สู่อวกาศได้โดยตรง เนื่องจากมวลของดวงอาทิตย์เต็มไปด้วยแก๊ส
ไฮโดรเจนซึ่งเคลื่อนที่หมุนวนด้วยกระบวนการพาความร้อน พลังงานจากภายในจึงถูกพา
ออกสู่พื้นผิวด้วยการหมุนวนของแก๊สร้อน

ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน : แรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ทำให้มวลสารของดาวกดทับ
กันที่แก่นกลางของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิสูงถึง 15 ล้านเคลวิน เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่โปรตอน -
โปรตอน (P-P chain) โดยโปรตอนของไฮโดรเจน 6 ตัว รวมตัวกันเป็นฮีเลียม 1 อะตอม
และโปรตอนของไฮโดรเจน 2 ตัว

อย่างไรก็ตามในการหลอมรวมอะตอมไฮโดรเจน 6 ตัว (6 mp) ให้เป็นอะตอมของ
ฮีเลียม (1 mHe + 2mp) นั้น มวลสารส่วนหนึ่งได้เปลี่ยนรูปเป็นพลังงาน ตามสมการ E =
mc2 ของ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ดังนี้

6



E = mc2
E = พลังงานซึ่งเปลี่ยนรูปมาจากมวลสาร มีหน่วยเป็นจูล
m = มวลสาร มีหน่วยเป็นกิโลกรัม (kg)
c = ความเร็วแสง = 300,000,000 เมตรต่อวินาที
ปฏิกริยา P-P chain ณ ใจกลางของดวงอาทิตย์ ทำให้โปรตอนของไฮโดรเจน (mp)
จำนวน 6 ตัว กลายเป็นนิวเคลียสของฮีเลียม (mHe) จำนวน 1 ตัว และโปรตอนของ
ไฮโดรเจน (mp) จำนวน 2 ตัว อยากทราบว่า มวลสารที่หายไป เปลี่ยนเป็นพลังงานจำนวน
เท่าไร
กำหนดให้ 1 mp = 1.675 x 10-27 kg
1 mHe = 6.643 x 10-27 kg
ดังนั้น 6 mp = 6 x (1.675 x 10-27) kg = 10.044 x 10-27 kg ......(1)
1 mHe + 2 mp = (6.643 x 10-27) + 2 x (1.674 x 10-27) kg = 9.991 x 10-2 ....(2)
มวลที่หายไป (1) - (2) = 0.053 x 10-27 กิโลกรัม
พลังงานที่เกิดขึ้นจากมวลที่หายไป
E = mc2
= (0.053 x 10-27 กิโลกรัม)(3 x 108 เมตร/วินาที)2
= 4.77 x 10-12 จูล
ในปัจจุบันดวงอาทิตย์มีกำลังส่องสว่าง 3.9 x 1026 ล้านวัตต์ ทำให้ทราบว่า ทุกๆ 1
วินาที ดวงอาทิตย์เผาไหม้ไฮโดรเจนจำนวน 600,000 ล้านกิโลกรัมให้กลายเป็นฮีเลียม นัก
วิทยาศาสตร์คำนวณอัตราการเผาไหม้ กับปริมาณไฮโดรเจนและฮีเลียมที่มีอยู่บนดวง
อาทิตย์ ทำให้ทราบว่าดวงอาทิตย์มีอายุประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว และยังคงเหลือ
ไฮโดรเจนให้เผาไหม้ต่อไปได้อีก 5,000 ล้านปี
โฟโตสเฟียร์ (Photosphere) : คือบรรยากาศชั้นล่างสุดของดวงอาทิตย์ ซึ่งเรามองเห็น
เมื่อมองดูจากโลก โฟโตแปลว่า แสง สเฟียร์แปลว่า ทรงกลม ดังนั้น โฟโตสเฟียร์จึงแปลว่า
ทรงกลมแสง ใต้ชั้นโฟโตสเฟียร์ลงไปแก๊สร้อนอัดตัวกันแน่น จนแสงไม่สามารถทะลุขึ้นมา
ได้ แสงอาทิตย์ที่เรามองเห็นมาจากชั้นโฟโตสเฟียร์ ซึ่งมีความหนาเพียง 400 กิโลเมตร มี
อุณหภูมิประมาณ 5,800 เคลวิน โฟโตสเฟียร์ประกอบด้วย "แกรนูล" (Granule) ซึ่งเป็น
เซลล์ของแก๊สร้อนหมุนวนด้วยการพาความร้อน (Convection cell) จากเบื้องล่างขึ้นมาเมื่อ
เย็นแล้วตัวจมลง แกรนูลแต่ละเซลล์มีขนาดประมาณ 1,000 กิโลเมตร มีอายุนานประมาณ
15 นาที ถ้าสังเกตดวงอาทิตย์ด้วยกล้องโทรทรรศน์ติดตั้งแผ่นกรองแสง จะสังเกตเห็นว่า
ผิวของดวงอาทิตย์ประกอบด้วยเซลล์เล็กๆ จำนวนมากคล้ายกับผิวของลูกบาสเกตบอล
พื้นผิวของโฟโตสเฟียร์มีจุดสีคล้ำเรียกว่า "จุดดวงอาทิตย์" (Sunspots) ซึ่งมีขนาดและ
จำนวนเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน จุดขนาดใหญ่อาจปรากฏให้เห็นนานหลายวัน แต่จุด
เล็กๆ อาจมีอายุเพียงวันเดียว จุดเหล่านี้มีขนาดประมาณโลกของเราหรือใหญ่กว่าจุดดวง
อาทิตย์ไม่ได้มืดสนิทแต่มีความสว่างประมาณ 10 เท่าของดวงจันทร์เต็มดวงและมีอุณหภูมิ
ต่ำกว่าพื้นผิวทั่วไปบนโฟโตสเฟียร์ประมาณ 1,000 เคลวิน

7

จุดดวงอาทิตย์เกิดจากการที่สนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์เบี่ยงเบน เนื่องจากดวง
อาทิตย์มีสถานะเป็นแก๊ส แต่ละส่วนของดวงอาทิตย์หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วไม่เท่ากัน
(Differential rotation) กล่าวคือ ในการหมุนหนึ่งรอบ บริเวณเส้นศูนย์สูตรจะใช้เวลา 25
วัน ในขณะที่บริเวณขั้วทั้งสองใช้เวลานานถึง 36 วัน ความแตกต่างเช่นนี้มีผลทำให้สนาม
แม่เหล็กเบี่ยงเบน ในบริเวณที่สนามแม่เหล็กมีกำลังสูง เส้นแรงแม่เหล็กจะกักอนุภาคแก๊ส
ร้อนที่พุ่งขึ้นมาไว้ไม่ให้ออกนอกเขตของเส้นแรง เมื่อแก๊สร้อนเย็นตัวลงก็จะจมลงที่
ตำแหน่งเดิมทำให้เรามองเห็นเป็นสีคล้ำ เพราะบริเวณนั้นมีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นที่ส่วนใหญ่
ของดวงอาทิตย์ จุดดวงอาทิตย์มักปรากฏให้เห็นในบริเวณละติจูดที่ 30 องศาเหนือและใต้
และมักปรากฏให้เห็นเป็นคู่เช่นเดียวกับขั้วแม่เหล็ก จุดดวงอาทิตย์มีปรากฏให้เห็นมากเป็น
วัฏจักร (Solar cycle) ทุกๆ 11 ปี

โครโมสเฟียร์ (Chromosphere) : เป็นบรรยากาศชั้นกลางของดวงอาทิตย์ โคโม
สเฟียร์แปลว่า ทรงกลมสี เราสามารถมองเห็นเป็นพวยแก๊สสีแดงตามขอบของดวงอาทิตย์
ขณะที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง หรือมองดูด้วยกล้องโทรทรรศน์ติดตั้งแผ่นกรองแสง
ไฮโดรเจน - อัลฟา โครโมสเฟียร์มีความหนาประมาณ 2,000 กิโลเมตร และมีอุณหภูมิ
เกือบ 25,000 เคลวิน โดยปกติเรามองไม่เห็นโครโมสเฟียร์เนื่องจากโฟโตสเฟียร์ซึ่งเป็น
บรรยากาศชั้นล่างมีความสว่างกว่ามาก

พวยแก๊ส และการลุกจ้า : พื้นผิวของดวงอาทิตย์เต็มไปด้วยแก๊สร้อนซึ่งประทุอยู่ตลอด
เวลา เมื่อแก๊สร้อนบนดวงอาทิตย์พุ่งตัวสูงเหนือชั้นโครโมสเฟียร์ขึ้นมาหลายหมื่นกิโลเมตร
"พวยแก๊ส" (Prominences) จะเคลื่อนที่เข้าสู่อวกาศด้วยความเร็ว 1,000 กิโลเมตร/วินาที
หรือ 3.6 ล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง ในบางครั้งมีการระเบิดใหญ่กว่าเรียกว่า การลุกจ้า (Solar
flare) ทำให้เกิดกลุ่มอนุภาคพลังงานสูงเรียกว่า "พายุสุริยะ" (Solar storm) ซึ่งสามารถ
สร้างความเสียหายให้แก่ดาวเทียมและยานอวกาศ เมื่อพายุสุริยะปะทะกับพื้นผิวโลกอาจ
ทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรหรือระบบคมนาคมขัดข้องได้

คอโรนา (Corona) : เป็นบรรยากาศชั้นบนสุด สามารถมองเห็นได้เป็นวงแสงสีขาว เมื่อ
เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงเท่านั้น คอโรนามีรูปทรงตามสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ คอโรนา
มีความเบาบางมากแต่มีอุณหภูมิสูงถึง 2 ล้านเคลวิน อะตอมจึงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง
มาก อย่างไรก็ตามบริเวณคอโรนาไม่มีความร้อนสูงเนื่องจากมีแก๊สอยู่เบาบางมาก ในบาง
ครั้งดวงอาทิตย์มี "การปล่อยก้อนมวลจากคอโรนา" (Colona Mass Ejection เขียนย่อว่า
CME) สู่อวกาศ ซึ่งถ้าอนุภาคประจุของ CME มีความหนาแน่นและเดินทางมาสู่โลกก็จัด
เป็นพายุสุริยะเช่นกัน

ลมสุริยะ: ดวงอาทิตย์เป็นก้อนแก๊สซึ่งมีอุณหภูมิสูงจนอะตอมของไฮโดรเจนสูญเสีย
อิเล็กตรอนกลายเป็นประจุทุกๆ วินาที เราเรียกสถานะนี้ว่า "พลาสมา" (Plasma) ดวง
อาทิตย์ปลดปล่อยมวลสู่อวกาศในรูปของลมสุริยะ (Solar Wind) ลมสุริยะไม่ใช่กระแสลม
ในบรรยากาศแต่เป็นกระแสอนุภาคพลังงานสูงซึ่งเกิดจากแก๊สร้อนของดวงอาทิตย์สูญเสีย
ประจุสู่ห้วงอวกาศในรูปของโปรตอน อิเล็กตรอน และอนุภาคอื่นๆ ซึ่งเคลื่อนที่ด้วย
ความเร็วประมาณ 450 กิโลเมตร/วินาที โดยจะใช้เวลาในการเดินทางถึงโลกประมาณ 4 วัน

8



นขณะที่รังสีจากดวงอาทิตย์ใช้เวลาเดินทางถึงโลกเพียง 8 นาทีครึ่งโดยปกติลมสุริยะไม่มี
ความรุนแรงมากนักแต่ในบางครั้งที่ดวงอาทิตย์มีการลุกจ้า (Solar Flare) หรือการปล่อย
ก้อนมวลจากคอโรนา (CME) ออกมาจำนวนมากจนกลายเป็นพายุสุริยะ (Solar storm)
อนุภาคเหล่านี้อาจสร้างความเสียหายแก่ดาวเทียม ยานอวกาศ ระบบสื่อสารโทรคมนาคม
และระบบไฟฟ้า รวมทั้งทำลายโครงสร้าง DNA ของสิ่งมีชีวิตดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงส่ง
ยานอวกาศ SOHO ขึ้นไปเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลของดวงอาทิตย์ เพื่อการแจ้งเตือนและ
พยากรณ์สภาพอวกาศ (Space weather)

เมื่ออนุภาคพลังงานสูงในลมสุริยะมีความเร็วเหนือเสียงปะทะกับสนามแม่เหล็กโลก
(Magnetosphere) จะเกิดช็อคเวฟและลดความเร็วลง ประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ไปตามเส้นแรง
แม่เหล็กซึ่งล้อมรอบโลก อนุภาคบางส่วนถูกกักไว้ในเส้นแรงแม่เหล็กใน "แถบแฟนอัลเลน"
(Van Allen belts) ซึ่งมีสองชั้นอยู่สูงเหนือพื้นผิวโลกประมาณ 2,000 – 5,000 กิโลเมตร
และ 13,000 – 19,000 กิโลเมตร แถบแฟนอัลเล็นชั้นในเต็มไปด้วยอนุภาคโปรตอน
พลังงานสูง ส่วนแถบชั้นนอกเป็นอนุภาคโปรตอนและอิเล็กตรอนพลังงานต่ำ ลมสุริยะมี
คุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีเยี่ยม เมื่อมันเคลื่อนที่ผ่านสนามแม่เหล็กโลก อนุภาคโปรตอน
และอิเล็กตรอนความเร็วสูงพุ่งชนบรรยากาศชั้นบนของโลก เมื่ออะตอมของแก๊สในชั้น
บรรยากาศได้ดูดกลืนพลังงานเหล่านี้ก็จะแผ่รังสีออกมามองเห็นเป็นแสงสว่างเรียกว่า "แสง
เหนือแสงใต้" (Aurora) ในบริเวณรอบขั้วแม่เหล็กโลก

สรุปได้ว่า ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ตรงศูนย์กลางของระบบสุริยะมีอายุมานานถึง
4,600 ล้านปี อุณหภูมิของดวงอาทิตย์อยู่ที่ประมาณ 15 ล้านเคลวิน ชั้นบรรยากาศในดวง
อาทิตย์มีทั้งหมด 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นโฟโตสเฟียร์(ล่างสุด) โครโมสเฟียร์(กลาง) และ คอโร
นา(บนสุด) ในแต่ละชั้นก็มีอุณหภูมิที่แตกต่างกันไป

2. ดาวพุธ (Mercury)
ในบรรดาดาวเคราะห์ในระบบสุริยะด้วยกัน ดาวพุธก่อกำเนิดจากกลุ่มก๊าซ ต้นกำเนิด

ระบบสุริยะด้วยอุณหภูมิสูงที่สุด เป็นดาวเคราะห์ที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะดวง และแม้จะ
เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ไม่ไกลจากโลกมากนัก แต่มนุษย์มีความรู้ เกี่ยวกับดาวพุธน้อยมาก

ดาวพุธอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์โดยเฉลี่ย 58 ล้านกิโลเมตร เราเห็นดาวพุธเป็นดวงเล็ก สี
ขาว อยู่ใกล้ขอบฟ้าด้านตะวันออก หรือด้านตะวันตกของฟากฟ้าด้านหนึ่งนานหลาย
สัปดาห์ ความสูงในท้องฟ้า ขณะเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ที่ขอบฟ้าไม่เกินกว่า 27 องศา ที่เป็นเช่น
นี้ เพราะวงโคจรของดาวพุธรอบดวงอาทิตย์ มีขนาดเล็กกว่าวงโคจรของโลก เมื่อมองจาก
โลก ขณะดวงอาทิตย์อยู่ที่ขอบฟ้า บางครั้ง เราจึงเห็นดาวพุธเคลื่อนที่นำหน้าดวงอาทิตย์
ปรากฏทางฟากฟ้าด้านตะวันออกก่อนตะวันขึ้น หรือเคลื่อนที่ตามหลังดวงอาทิตย์ ปรากฏ
ทางฟากฟ้าด้านตะวันตก หลังจากดวงอาทิตย์ตกลับฟ้าแล้ว และด้วยเหตุที่ดาวพุธอยู่ใกล้
ดวงอาทิตย์มาก แสงของดาวพุธจึงมักกลืนหายไปในแสงของดวงอาทิตย์หมด ทำให้มอง
เห็นดาวพุธค่อนข้างยาก

9

ข้อมูลเกี่ยวกับดาวพุธ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ล้วนเป็นข้อมูล ที่ได้รับจากยานมาริเนอร์ 10
(Mariner 10) ซึ่งเคยไปสำรวจดาวพุธในช่วง พ.ศ. 2517 – 2518 ลำเดียวเท่านั้น ยาน
อวกาศส่งภาพถ่ายกลับมาจำนวนประมาณ 2,000 ภาพ เป็นภาพดาวพุธเฉพาะด้านที่หัน
เข้าหาดวงอาทิตย์ แต่ไม่มีข้อมูลของอีกด้านหนึ่งเลย พื้นผิวดาวพุธเต็มไปด้วยหลุม
อุกกาบาต คล้ายดวงจันทร์ ทำให้คิดกันว่า ดาวพุธคงมีสภาพ ที่ไม่ต่างไปจากดวงจันทร์
เท่าใดนัก

แกนในดาวพุธ : เมื่อเปรียบเทียบดาวพุธกับเหล่าสมาชิกที่อยู่ในเขตชั้นในของระบบ
สุริยะด้วยกัน คือ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร และโลก ดาวพุธมีขนาดเล็กพอๆ กับดวงจันทร์ของ
โลก แต่กลับมีความหนาแน่นสูงพอๆ กับโลก อีกทั้ง ดาวพุธมีสนามแม่เหล็กความเข้มสูง จึง
สันนิษฐานว่า แกนในของดาวพุธประกอบด้วยโลหะเหล็ก และห่อหุ้มด้วยชั้นของเหลว ที่
เป็นส่วนผสมของเหล็กและกำมะถัน ที่อุณหภูมิสูงประมาณ 800 องศาเซลเซียส โดยมีพื้น
ผิวชั้นเปลือกเป็นหินทราย

พื้นผิวดาวพุธ : พื้นผิวดาวพุธเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตมากมาย เนื่องจากถูกเศษดาว
เคราะห์วัตถุดั้งเดิม สมัยเมื่อระบบสุริยะแรกเกิด คือ ดาวหาง ดาวเคราะห์น้อย และ
อุกกาบาตพุ่งชน ตลอดอายุอันยาวนาน จึงปรากฏหลุมอุกกาบาตขนาดเล็กใหญ่ต่างๆ กัน
ทั่วทั้งดวง เป็นที่น่าสังเกตว่า หลุมอุกกาบาตบนดาวพุธ มีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่า หลุม
อุกกาบาตบนดวงจันทร์ และดาวอังคาร แสดงว่า วัตถุอวกาศที่พุ่งชน ต้องมีความเร็วสูงมาก
ซึ่งแน่นอนว่า วัตถุที่โคจรเข้าหาดวงอาทิตย์ ในอาณาเขตใกล้ดาวพุธ ก็น่าจะเคลื่อนที่เร็ว
กว่าวัตถุที่โคจรไกลจากดวงอาทิตย์ออกไป

บรรยากาศของดาวพุธ : ดาวพุธมีอุณหภูมิพื้นผิว 2 ด้าน ที่แตกต่างกันมาก ด้านที่หัน
เข้าหาดวงอาทิตย์ เป็นเวลากลางวัน อุณหภูมิสูงถึงประมาณ 450 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงพอ
ที่จะหลอมละลายตะกั่วได้ ขณะที่ด้านตรงข้ามเป็นเวลากลางคืน อุณหภูมิต่ำประมาณ -170
องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่สูงมาก ทำให้โมเลกุลก๊าซ เคลื่อนที่เร็วกว่าที่ดาวพุธจะดึงดูดไว้ได้
ดาวพุธจึงไม่สามารถรักษาบรรยากาศ ที่ห่อหุ้มไว้ได้มากนัก แต่ยานมาริเนอร์ 10 ตรวจพบ
ก๊าซไฮโดรเจน ฮีเลียม และออกซิเจน ปริมาณเล็กน้อย และการสังเกตจากโลก ก็พบร่องรอย
ของโซเดียมและโพแทสเซียมด้วย

น้ำแข็งที่ขั้วดาวพุธ : เมื่อส่งคลื่นเรดาร์สะท้อนบริเวณขั้วของดาวพุธ ได้ตรวจพบร่อง
รอยของน้ำแข็ง จึงเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ ที่ดาวเคราะห์ร้อนจัดอย่างดาวพุธจะมีขั้วน้ำแข็ง
หรือมีน้ำอยู่ได้ การที่ดาวพุธเอียงแกนเล็กน้อยแต่คงที่ขณะโคจรรอบดวงอาทิตย์ จึงมีบาง
ส่วนของขั้ว ที่ตกอยู่ในความมืด ไม่เคยได้รับแสงอาทิตย์เลย และกลายเป็นแหล่งเก็บกักน้ำ
ที่ดาวหางพุ่งชนตั้งแต่อดีตกาล น้ำฝังตัวเป็นน้ำแข็งค้างอยู่ในเขตใกล้ขั้ว และระเหยช้า อาจ
เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซไฮโดรเจน และออกซิเจน ในบรรยากาศ ของดาวพุธก็ได้

การสำรวจดาวพุธ: จากการที่ดาวพุธมีลักษณะคล้ายดวงจันทร์ที่สงบนิ่ง ซึ่งมนุษย์เคย
มีประสบการณ์การสำรวจมาแล้ว อีกทั้งดาวพุธอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาก จำเป็นต้องใช้
เทคโนโลยีการสำรวจสูงเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันอันตราย จากพลังงานความเข้มสูง ที่แผ่มา
จากดวงอาทิตย์โดยตรง และพลังงานบางส่วน เช่น แสงที่สะท้อนกลับออกมาจากพื้นผิว

10

ดาวพุธ ซึ่งอาจรุนแรงกว่าแสงจากดวงอาทิตย์เอง ดังนั้นหลังจากยานมาริเนอร์ 10 ได้
สำรวจดาวพุธ ใน พ.ศ. 2517 แล้ว การสำรวจดาวพุธจึงว่างเว้นมานาน

จนเมื่อมนุษย์สะสมความรู้ และมีประสบการณ์จากการส่งยานอวกาศ ไปสำรวจดาว
เคราะห์ดวงอื่นมาหลายดวง สามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้สูงมากพอ ที่จะสร้างเครื่องมือ
สำรวจ ที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ทั้งบนดาวพุธ และในอวกาศรอบๆ ดาวพุธ
ได้ จึงส่งยานเมสเซนเจอร์ (Messenger) ไปสำรวจดาวพุธเป็นครั้งที่ 2 เมื่อเดือนสิงหาคม
พ.ศ. 2547 ยานส่งภาพถ่ายระยะใกล้ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 พบว่า ดาวพุธมีหน้าผา
ใหญ่ หลุมอุกกาบาต และรอยแตกยาวคดเคี้ยวแตกต่างจากดวงจันทร์ของโลก

จะสรุปได้ว่า ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ที่เล็กและอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด จากการ
สำรวจดาวพุธพบว่า พื้นผิวบนดาวพุธมีความขรุขระเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่
บนดาวพุธมี2ด้าน คือด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์โดยจะมีอุณหภูมิสูง และด้านที่ไม่เคยหัน
เข้าหาดวงอาทิตย์เลยจะมีอุณหภูมิต่ำและมีน้ำแข็ง แก่นของดาวพุธเป็นเหล็กขนาดใหญ่
ทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก

3. ดาวศุกร์ (Venus)
ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด มีขนาดใกล้เคียงกับโลกมาก

จนได้ชื่อว่าเป็น น้องสาวฝาแฝด กับโลก มองเห็นเป็นดวงสีขาว สว่างสุกใสที่สุดในท้องฟ้า
ชาวโรมันถือว่า ดาวศุกร์เป็นสัญลักษณ์ ของเทพธิดาแห่งความรักและความงาม

ดาวศุกร์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์โดยเฉลี่ย 108 ล้านกิโลเมตร ปรากฏให้เห็นได้ทาง 2
ฟากฟ้า เช่นเดียวกับดาวพุธ เมื่อเห็นดาวศุกร์อยู่ในท้องฟ้าด้านตะวันออกตอนเช้ามืด ก่อน
ดวงอาทิตย์ขึ้น คนไทยแต่ก่อนจึงเรียกว่า ดาวรุ่ง หรือ ดาวประกายพรึก แต่เมื่อดาวศุกร์อยู่
ในท้องฟ้าด้านตะวันตก ตอนพลบค่ำ ตกลับฟ้าตามหลังดวงอาทิตย์ ผู้คนเข้าใจว่า เป็นดาว
คนละดวง จึงเรียกว่า ดาวประจำเมือง ปรากฏการณ์นี้จะเข้าใจง่ายขึ้น ถ้านึกถึงวงโคจรโลก
และดาวศุกร์ในอวกาศ เนื่องจากดาวศุกร์โคจรอยู่วงในที่ใกล้ดวงอาทิตย์ มากกว่าโลก เมื่อ
มองจากโลกเทียบกับดวงอาทิตย์ บางครั้ง เราจึงเห็นดาวศุกร์ โคจรไปอยู่ทางด้านตะวันออก
และบางครั้งก็อยู่ทางด้านตะวันตกของดวงอาทิตย์ ด้วยเหตุนี้ เมื่อมองจากโลก เราจึงมอง
เห็นดาวศุกร์ได้ 2 ฟากฟ้า ระยะสูงสุดในท้องฟ้า ขณะดวงอาทิตย์ อยู่ที่ขอบฟ้าเป็น 47
องศา

ดาวศุกร์แตกต่างจากดาวเคราะห์อื่นๆ หลายดวง เพราะหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวัน
ออกไปทิศตะวันตก สวนทางกับดาวเคราะห์อื่น ในระบบสุริยะ ผู้สังเกตที่อยู่บนดาวศุกร์ จึง
เห็นดวงอาทิตย์ และดวงดาว เคลื่อนขึ้นจากขอบฟ้าด้านตะวันตกไปตกลับทางขอบฟ้า ด้าน
ตะวันออก นอกจากนั้น ดาวศุกร์ยังหมุนรอบตัวเองช้ามาก คือ 1 วันของดาวศุกร์นานเท่ากับ
243 วันของโลก ขณะที่ดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบหรือ 1 ปีของดาวศุกร์ ยาวนาน
เป็น 225 วันของโลก ช่วงเวลาของดาวศุกร์ 1 วัน จึงยาวกว่าช่วงเวลา 1 ปี อยู่ 18 วัน
เมื่อส่องกล้องโทรทรรศน์ดูดาวศุกร์ จะเห็นเป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์ในวันข้างขึ้นข้างแรม

11

แต่มีขนาดเสี้ยว และความสว่างแตกต่างกัน แล้วแต่ตำแหน่งของดาวศุกร์ ขณะโคจรรอบ
ดวงอาทิตย์เมื่อมองจากโลก เป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่ กาลิเลอี, กาลิเลโอ (Galilei, Galileo)
นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี ผู้สังเกตเห็นเป็นคนแรกใน พ.ศ. 2153 ใช้ยืนยันความคิด เรื่อง
ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ

ในช่วง พ.ศ. 2505 - 2537 มีการส่งยานอวกาศหลายลำไปสำรวจดาวศุกร์ แต่มนุษย์ก็
ยังมีความรู้เกี่ยวกับดาวศุกร์น้อยมาก เนื่องจาก ดาวศุกร์มีเมฆหนาทึบปกคลุม จนมองไม่
เห็นพื้นผิว แม้แต่ยานอวกาศเวเนรา (Venera) ของสหภาพโซเวียต ที่ลงแตะบนพื้นผิวดาว
ศุกร์เพียงชั่วครู่ก่อนสูญสลายไป ก็ส่งภาพถ่ายมืดสลัวไม่ชัดเจน แต่เป็นครั้งแรกที่เปิดเผยว่า
พื้นผิวบริเวณที่ยานลงจอด เต็มไปด้วยก้อนหิน และลาวา ที่แข็งตัว จนเมื่อยานแมกเจลแลน
(Magellan) ของสหรัฐอเมริกา โคจรสำรวจรอบดาวศุกร์ในช่วง พ.ศ. 2533 - 2537 ยานได้
เก็บข้อมูลด้วยระบบเรดาร์สามารถส่องทะลุชั้นเมฆหนาทึบ เปิดเผยถึงลักษณะภูมิประเทศ
ของดาวศุกร์ ด้วยภาพถ่าย ที่แตกต่างจากภาพในช่วงคลื่นแสง ที่ตาคนมองเห็นได้ตามปกติ

ต่อมา เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ยานวีนัสเอกซ์เพรส (Venus Express) เดิน
ทางจากโลกไปโคจรสำรวจรอบดาวศุกร์ เริ่มส่งภาพถ่ายในช่วงรังสีอัลตราไวโอเลตมายัง
โลก ตั้งแต่กลาง พ.ศ. 2550 พบว่า บรรยากาศของดาวศุกร์มีการเคลื่อนไหว และแถบเมฆ
เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เมฆสว่างประกอบด้วยอนุภาคกรดกำมะถัน แต่องค์ประกอบของ
เมฆ ส่วนที่มืดยังไม่เป็นที่เข้าใจกัน

ดาวศุกร์เป็นดินแดนแห่งซากภูเขาไฟ มีเถ้าและลาวาไหลทับถมอยู่ทั่วไป ภูเขาไฟขนาด
ต่างๆ กัน กระจายอยู่ทั่วดวง แต่ไม่เรียงตัวต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ แสดงว่า โครงสร้างใต้เปลือก
ดวง ไม่มีการเคลื่อนตัว อย่างเช่น แผ่นเปลือกโลก พื้นผิวในแนวศูนย์สูตรเป็นพื้นที่สูง มีผืน
ทวีปใหญ่ 2 แห่ง ขนาดราวทวีปแอฟริกา และทวีปออสเตรเลียบนโลก โดยมีแนวเขายาว
เชื่อมต่อกัน นอกนั้นเป็นพื้นที่ต่ำกว่า

ดาวศุกร์มีหลุมอุกกาบาตกระจายทั่วดวงจำนวนนับพันแห่ง พบมากในบริเวณพื้นที่ต่ำ
หลุมอุกกาบาตหลายแห่งถูกลาวาไหลท่วมท้น พื้นผิวมีร่องเป็นทางยาว คล้ายกับถูกกัดเซาะ
ยาวเหยียดหลายพันกิโลเมตร ลักษณะคล้ายแม่น้ำ หรือที่ราบลุ่มน้ำท่วมขัง และดินดอน
ปากแม่น้ำบนโลก แต่ดาวศุกร์ร้อนเกินกว่าที่จะมีน้ำเหลวอยู่ได้ และมีกระแสลมอ่อน ซาก
การกร่อนจึงไม่ได้เกิดจากกระแสน้ำและกระแสลม แต่เกิดจากหินหนืด และกระแสธาร
ลาวามากมายที่ปะทุออกมาจากภูเขาไฟ บนดาวศุกร์

ถึงแม้ว่ากำเนิดของดาวศุกร์กับโลกจะคล้ายคลึงกันก็ตาม โดยต่างก็มาจากกลุ่มก้อน
ก๊าซ ต้นกำเนิดระบบสุริยะพร้อมๆ กัน มีบรรยากาศตอนแรกเริ่มที่เต็มไปด้วยก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ และกำมะถัน ปะทุออกมาจากภูเขาไฟ ที่ระเบิดเหมือนๆ กัน ถูกเศษ
ดาวเคราะห์จำพวกดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง เป็นตัวนำน้ำและน้ำแข็งจากเขตชั้นนอกของ
ระบบสุริยะ พุ่งชนอยู่เสมอเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายพันล้านปี ดาวเคราะห์ทั้งคู่
ต่างมีวิวัฒนาการ ที่แตกต่างกัน ปัจจุบัน นอกจากขนาดที่ใกล้เคียงกันแล้ว ดาวศุกร์ไม่มีสิ่ง
ใดคล้ายโลกอีกเลย บรรยากาศของดาวศุกร์ ยังคงเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มี

12

ฝุ่นกำมะถัน จากการระเบิดของภูเขาไฟคละคลุ้ง รวมตัวกับไอน้ำ เกิดเป็นเมฆสีเหลือง ห่อ
หุ้มหนาทึบ และกลายเป็นฝนกรดกำมะถัน ทำให้บรรยากาศของดาวศุกร์เต็มไปด้วยก๊าซ
พิษ ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อกำเนิด ของสิ่งมีชีวิต

สภาวะเรือนกระจกบนดาวศุกร์ : เมื่อพลังงานจากดวงอาทิตย์ผ่านบรรยากาศของดาว
เคราะห์ลงไปกระทบพื้นผิว รังสีความร้อนบางส่วนจะสะท้อนกลับผ่านบรรยากาศ แผ่ออกสู่
อวกาศได้ โดยมีก๊าซในบรรยากาศ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ โอโซน ทำหน้าที่คล้ายผนัง
กระจกของเรือนเพาะชำ สะท้อนรังสีความร้อนบางส่วนกลับลงสู่พื้นผิว ซึ่งช่วยให้ดาว
เคราะห์มีความอบอุ่น ไม่หนาวเย็นเกินไป เรียกก๊าซจำพวกนี้ว่า ก๊าซเรือนกระจก

เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกในดาวศุกร์ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ สารประกอบของ
กำมะถัน และไอน้ำในชั้นเมฆ มีปริมาณสูง และหนาทึบมาก จึงดูดจับรังสีความร้อนเก็บกัก
ไว้ และปิดกั้น ไม่ให้รังสีความร้อนหลุดหนีออกสู่อวกาศได้ ทำให้อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศ
และบนพื้นผิวสูงมาก ดาวศุกร์สะสมความร้อนจนมีอุณหภูมิพื้นผิวสูงประมาณ 480 องศา
เซลเซียส ภายใต้ความกดอากาศสูงประมาณ 90 เท่า ของความกดอากาศบนพื้นผิวโลก
ปัจจุบัน ดาวศุกร์มีสภาพร้อนระอุคล้ายเตาหลอมเหล็ก เป็นดาวเคราะห์ที่ร้อนที่สุด ใน
บรรดาดาวเคราะห์ชั้นในด้วยกัน และเป็นดาวเคราะห์ตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นผล ของ
สภาวะเรือนกระจกอย่างชัดเจน

สรุปได้ว่า ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์หินที่อยู่ใกล้โลกและมีขนาดใกล้เคียงกับโลกมาก
ที่สุด แต่ดาวศุกร์นั้นเต็มไปด้วยก๊าซพิษจากภูเขาไฟระเบิด ฝนกรด และอุณหภูมิที่ร้อน
อบอ้าว จึงไม่เหมาะที่สิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่

4. โลก (Earth)
โลกเป็นดาวเคราะห์ซึ่งโคจรห่างจาก ดวงอาทิตย์เป็นดวงที่ 3 ระยะห่างเฉลี่ย 150 ล้าน

กิโลเมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12,756 กิโลเมตร พื้นผิวเป็นหินเช่นเดียวกับ ดาวเคราะห์
ชั้นในดวงอื่นๆ

ส่วนประกอบของโลก: โลกมีอายุประมาณ 4,600 ล้านปี ก่อตัวขึ้นจากมวลสารรอบ
นอกกลุ่มก้อนก๊าซ ต้นกำเนิดของดวงอาทิตย์ และมีวิวัฒนาการ จนมีสภาพปัจจุบัน ลักษณะ
ภายในโลกแบ่งเป็น 4 ชั้น คือ

4.1 แก่นโลกชั้นใน เป็นของแข็งจำพวกเหล็กและนิกเกิล ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
ประมาณ 2,400 กิโลเมตร อุณหภูมิสูงถึง 4,000 องศาเซลเซียส

4.2 แก่นโลกชั้นนอก เป็นชั้นของเหล็กและนิกเกิลหลอมเหลว
4.3 เนื้อโลก อยู่ถัดจากแก่นโลกชั้นนอกออกมา เป็นแร่และหินแข็งจำพวกซิลิเกต ซึ่ง
เกิดจากการรวมตัวกันของธาตุซิลิคอน ออกซิเจน และโลหะชนิดต่างๆ
4.4 เปลือกโลก ประกอบด้วยดินและหิน หนาประมาณ 6 - 40 กิโลเมตร

13

ลักษณะของเปลือกโลกประกอบด้วยแผ่นเปลือกโลกหลายๆ แผ่น ที่เคลื่อนตัวอยู่บน
ชั้นหินหนืด ที่ร้อนเหลวลึกลงไป บางครั้งแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัวแยกออกจากกัน บางครั้ง
ก็เคลื่อนตัวเข้าหากัน หรือเคลื่อนตัวสวนทางกัน เป็นต้นเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว และ
ทำให้เกิดสภาพภูมิประเทศแตกต่างกัน บนพื้นผิวโลก เช่น เป็นภูเขา เทือกเขา แอ่งแผ่นดิน
ร่องลึกในมหาสมุทร ภูเขาไฟ

บนพื้นผิวของเปลือกโลกมีน้ำปกคลุมอยู่ถึงร้อยละ 71 ของเนื้อที่พื้นแผ่นดิน โลกมี
กระบวนการหมุนเวียนเก็บกักน้ำไว้ตามธรรมชาติ คือ เมื่อน้ำได้รับอุณหภูมิสูงขึ้น เปลี่ยน
สภาพเป็นไอน้ำ ลอยขึ้นไปในบรรยากาศโลกครั้นไอน้ำคายความร้อนมีอุณหภูมิต่ำลง จึง
กลั่นตัวกลายเป็นละอองน้ำ ที่เราเห็นเป็นเมฆลอยอยู่ในท้องฟ้า และกลายสภาพเป็นฝน ซึ่ง
เป็นน้ำบริสุทธิ์ตกลงมา น้ำจึงแปรสภาพได้ ทั้งในสถานะของ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ
ตามระดับอุณหภูมิบนโลก ทำให้น้ำไม่เหือดแห้งหายไปจากโลก จึงเป็นลักษณะพิเศษ ที่ไม่มี
บนดาวเคราะห์อื่นใดในระบบสุริยะ

นอกจากนี้ ยังมีบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก หนาประมาณ 500 กิโลเมตร ประกอบด้วย
ก๊าซไนโตรเจน ประมาณ ร้อยละ 78 ก๊าซออกซิเจนร้อยละ 21 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 1 เป็น
ไอน้ำ ก๊าซอาร์กอน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซอื่นๆ เหนือชั้นบรรยากาศโลกเป็นชั้น
โอโซนซึ่งเป็นก๊าซ ออกซิเจนที่ไม่เสถียรเพราะมีโมเลกุลเพียง 3 อะตอม มีคุณสมบัติพิเศษ
คือ สามารถดูดจับรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ ไม่ให้ลงมาถึงพื้นโลกได้ จึงช่วย
ปกป้องสิ่งมีชีวิตบนโลกไม่ให้เป็นอันตรายจากรังสีดังกล่าว

จากการที่โลกมีน้ำและบรรยากาศห่อหุ้มอยู่ ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตต่างๆ ขึ้นบนโลก ซึ่งเป็น
ลักษณะพิเศษของโลกที่ยากจะหาได้ บนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะ

ฤดูกาลบนโลก: โลกหมุนรอบแกนตัวเองครบรอบใน 1 วัน หรือประมาณ 24 ชั่วโมง
และเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ใน 1 ปี หรือประมาณ 365.26 วัน โดยมีแกนโลกเอียงคงที่ จาก
แนวตั้งฉากกับระนาบทางโคจรรอบดวงอาทิตย์ประมาณ 23.5 องศา ลักษณะเช่นนี้ ทำให้
อุณหภูมิในบรรยากาศโลกช่วงเวลากลางวันกับกลางคืนในรอบ 1 วัน ไม่แตกต่างกันมากนัก
และเกิดฤดูกาลต่างๆ ใน รอบปี ซึ่งค่อยๆ ปรับอุณหภูมิของท้องถิ่นต่างๆ บนโลกอย่างช้าๆ
ในท้องถิ่นแถบใกล้ขั้วโลกมีการแบ่งฤดูกาลออกเป็น 4 ฤดู คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้
ร่วง และฤดูหนาว ส่วนในเขตมรสุมใกล้เส้นศูนย์สูตรอย่างเช่นประเทศไทย แบ่งฤดูกาลออก
เป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว อย่างไรก็ดี ลักษณะการเคลื่อนที่ของโลกดัง
กล่าว ทำให้โลกหันพื้นที่ทุกส่วน ตั้งแต่แถบศูนย์สูตร จนถึงแถบขั้วโลก ทั้งโลกซีกเหนือ และ
โลกซีกใต้ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน เข้ารับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ เกิดเป็นวัฏจักร
ของฤดูกาลแต่ละท้องถิ่นบนโลก แต่ละฤดูมีช่วงเวลาไม่ยาวนานเกินไป อุณหภูมิบนพื้นผิว
โลกโดยเฉลี่ยจึงพอเหมาะ และใกล้เคียงกันตลอดทั้งปี

ดวงจันทร์บริวารของโลก: โลกมีดวงจันทร์เป็นบริวารโคจรอยู่รอบโลกเพียงดวงเดียว มี
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3,476 กิโลเมตร หรือประมาณ 1 ใน 4 ของเส้นผ่าศูนย์กลางโลก
โคจรอยู่ห่างจากโลกโดยเฉลี่ย ประมาณ 384,400 กิโลเมตร และโคจรรอบโลกในระยะเวลา
ประมาณ 29.5 วัน เป็นดาวดวงเดียวที่มนุษย์เดินทางไปสำรวจ

14

นำตัวอย่างดินและหินจากดวงจันทร์กลับมาศึกษา ตรวจวิเคราะห์บนโลก
นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าดวงจันทร์เกิดขึ้นได้อย่างไร มีข้อ

สมมุติฐานว่า ดวงจันทร์น่าจะเกิดจากมีวัตถุขนาดใหญ่พุ่งเข้าชนโลกในอดีต ทำให้ชิ้นส่วน
แตกกระจาย กระเด็นออกไปรอบโลก ต่อมาชิ้นส่วนเหล่านั้นรวมตัวกัน เกิดเป็นดวงจันทร์
โคจรรอบโลก ดังปัจจุบัน

ดวงจันทร์มีขนาดเล็ก มีมวลน้อย ไม่มีบรรยากาศห่อหุ้ม ไม่มีลมพัดพาฝุ่นให้ฟุ้ง
กระจาย ปราศจากน้ำ และปราศจากการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในใจกลางดวง จึงกล่าวได้
ว่า ดวงจันทร์เป็นดาวที่ดับแล้ว
พื้นผิวของดวงจันทร์เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่เล็กมากมาย เรามองเห็นพื้นผิว
ดวงจันทร์เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่มืดคล้ำเป็นหย่อมๆ และส่วนที่ปรากฏสว่าง ส่วนที่มืดคล้ำ
นั้นความจริงเป็นพื้นที่ราบต่ำ และส่วนที่ปรากฏสว่างเป็นพื้นที่สูง ซึ่งสูงกว่าส่วนพื้นที่ราบ
ต่ำประมาณ 3 กิโลเมตร

มนุษย์เดินทางไปลงสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรกโดยยานอะพอลโล 11 ของ
สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 16 - 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 หลังจากนั้น ในช่วง พ.ศ. 2512 -
2515 โครงการอะพอลโลได้ส่งยานอวกาศ ไปลงดวงจันทร์อีก 5 ครั้ง รวมมนุษย์อวกาศที่
เดินทางไปลงสำรวจดวงจันทร์แล้วทั้งสิ้น 12 คน และได้นำตัวอย่างดินและหินจากดวง
จันทร์ ซึ่งมีน้ำหนักรวม 382 กิโลกรัม กลับมายังโลก

ดังนั้นจะสรุปได้ว่า โลก เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่สาม โดย
โลกเป็นดาวเคราะห์หินขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ซึ่งมีอายุราวๆ 4,600 ล้านปี โลกเป็น
ดาวเคราะห์ที่มีอากาศแปรปรวนที่สุด และเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

5. ดาวอังคาร (Mars)
ชาวโรมันในยุคโบราณมองเห็นดาวอังคารมีสีแดงดั่งเลือด สีของดาวอังคาร ให้ความ

รู้สึกถึงพลังอำนาจ ความเข้มแข็ง และความฮึกเหิม จึงขนานนามดาวอังคารว่าเป็น เทพ
แห่งสงคราม

เมื่อมนุษย์สังเกตดาวอังคารด้วยกล้องโทรทรรศน์ยุคแรกๆ เห็นขั้วสีขาว และพื้นผิวสี
คล้ำ เป็นหย่อมๆ จึงจินตนาการว่า ดาวอังคารน่าจะมีชนชาติที่เจริญแล้ว อาศัยอยู่ จึง
สามารถสร้างคลองชลประทานลำเลียงน้ำจากขั้วสีขาว มาใช้ในการเพาะปลูก ที่เห็นเป็นสี
มืดคล้ำบริเวณกลางดวง คิดกันว่า ดาวอังคารน่าจะมีพืชและสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เช่นเดียวกับ
บนโลก จึงเกิดจินตนาการถึงมนุษย์ชาวดาวอังคารในนิยายวิทยาศาสตร์ มาช้านาน

จนเมื่อมนุษย์ส่งยานอวกาศจากโลก ไปสำรวจดาวอังคาร ภาพถ่ายจากยานอวกาศ เปิด
เผยลักษณะของดาวอังคารมากขึ้น ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ใช้ในการสำรวจ โดย
เฉพาะนับจากช่วง พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ยานอวกาศหลายลำถูกส่งขึ้นไปสำรวจดาวอังคาร
ทั้งจากระดับสูง ด้วยยานโคจร ทำหน้าที่คล้ายดาวเทียม สำรวจรอบดาวอังคารอยู่นาน
หลายปี และด้วยยานขับเคลื่อน สำรวจพื้นผิวดาวอังคาร พบว่า

15

ดาวอังคารมีลักษณะพิเศษเฉพาะดวง มีทั้งความคล้าย และความแตกต่างจากโลกหลายๆ
ด้าน

ดาวอังคารอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์โดยเฉลี่ย 228 ล้านกิโลเมตร และมีขนาดเล็ก
ประมาณ ครึ่งหนึ่งของโลก แต่เป็นดาวเคราะห์เพื่อนบ้าน ที่มีความคล้ายคลึงกับโลกหลาย
อย่าง เช่น หมุนรอบตัวเองครบ 1 รอบ ใช้เวลายาวกว่า 1 วันของโลก ประมาณ 45 นาที
เท่านั้น ระนาบศูนย์สูตรของดาวอังคารเอียงประมาณ 25 องศา กับระนาบทางโคจรรอบ
ดวงอาทิตย์ ซึ่งใกล้เคียงกับโลกที่เอียง 23.5 องศา ทำให้ขั้วเหนือและใต้ของดาวอังคาร
เอียงทำมุมกับดวงอาทิตย์อย่างสม่ำเสมอ เกิดฤดูกาล 4 ฤดู คล้ายบนโลก แต่เนื่องจาก 1 ปี
ของดาวอังคารยาวเป็น 687 วัน เกือบเป็น 2 เท่าของ 1 ปีบนโลก ในฤดูหนึ่งๆ บนดาว
อังคารจึงยาวประมาณ 6 เดือนบนโลก แต่ดาวอังคารก็มีลักษณะแตกต่างจากโลก จนไม่
อาจใช้สภาพบนโลก อธิบายถึงวิวัฒนาการของดาวอังคารได้ มีลักษณะเด่น เช่น ดาวอังคาร
เป็นดาวเคราะห์แห่งพายุฝุ่น อุณหภูมิที่แปรเปลี่ยน และกระแสลมแรงจัด จึงมักเกิดพายุฝุ่น
ฟุ้งกระจายในบรรยากาศ ห่อหุ้มทั่วดวงอยู่เสมอ เมื่อพายุสงบ ฝุ่นตกลงปกคลุมพื้นผิว และ
รวมตัวกับน้ำแข็งใต้ผิวดิน ปรากฏลักษณะคล้ายกับดินเหลวข้นหนืด บริเวณใกล้ขั้วของดาว
อังคาร ครั้นเมื่อน้ำแข็งระเหิดเป็นก๊าซ จึงเกิดเป็นรูพรุนที่พื้นผิว นอกจากนั้น พายุรุนแรงยัง
หอบดินทรายเคลื่อนที่ ทับถมจนเกิดเป็นเนินอยู่ดาษดื่น และพายุทรายที่โหมกระหน่ำอยู่
เสมอทำให้เกิดการสึกกร่อน ผุพังสลายตัว พบหลักฐานของลานก้อนหิน และซากตะกอน
ทับถมเป็นชั้นๆ ปรากฏอยู่ทั่วไป ตามผนัง ของหลุมอุกกาบาต หุบเหว และหน้าผาบนดาว
อังคาร

บรรยากาศของดาวอังคาร : ประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึงร้อยละ 95
แต่บรรยากาศเบาบางมาก จนไม่สามารถเก็บกักความร้อนได้ อุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยประมาณ
-40 องศาเซลเซียส สิ่งที่มีผลต่อสภาวะอากาศของดาวอังคารอย่างมาก คือ ขั้วน้ำแข็ง ซึ่ง
ส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็งแห้ง หรือคาร์บอนไดออกไซด์แข็ง จับตัวเป็นสีขาวที่ขั้วทั้งสอง เปลี่ยน
ขนาดและรูปร่าง ไปตามฤดูกาล ในฤดูร้อน คาร์บอนไดออกไซด์แข็งระเหิดกลายเป็นก๊าซ
ในบรรยากาศ เหลือเพียงน้ำแข็งปริมาณที่ไม่มากนักจับอยู่ที่ขั้ว แต่ในฤดูหนาว
คาร์บอนไดออกไซด์จับตัวแข็ง แผ่อาณาเขตกว้างใหญ่เป็นขั้วสีขาว เห็นชัดเจนด้วย
กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กบนโลก

ดาวอังคารมีความกดอากาศต่ำมากจน น้ำไม่สามารถอยู่ในสภาพเหลวได้อย่างเสถียร
ไม่มีฝน แต่มีน้ำอยู่ในสภาพแข็งตัวใต้ผิวดิน และอยู่ได้ตลอดปี นักวิทยาศาสตร์ตื่นเต้นมาก
เมื่อยานอวกาศถ่ายภาพใน พ.ศ. 2543 พบร่องรอยที่ขอบหลุมอุกกาบาตคล้ายน้ำ เพิ่งถูก
ดูดซึมหายไปใต้ผิวดิน

ภูมิประเทศบนดาวอังคารแตกต่างกันระหว่างซีกเหนือกับซีกใต้ ขณะที่ซีกใต้เป็นพื้นที่
เก่าแก่ ลักษณะเป็นที่สูง ขรุขระ เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต มีหุบเหว หน้าผา เป็นร่องยาวคด
เคี้ยวแตกสาขามากมาย คล้ายเคยถูกกัดเซาะด้วยกระแสน้ำ แต่ซีกเหนือ เป็นพื้นที่อายุน้อย
กว่า มีหลุมอุกกาบาตไม่มากนัก พื้นผิวปกคลุมด้วยลาวาจากภูเขาไฟ

16

และซากตะกอนทับถม ที่ไหลมาจากซีกใต้ มีพื้นที่ราบกว้างใหญ่ ซึ่งมีระดับต่ำมาก จนเทียบ
ได้กับระดับพื้นมหาสมุทรบนโลก นักวิทยาศาสตร์จึงค่อนข้างมั่นใจว่า ครั้งหนึ่งดาวอังคาร
คงเคยมีสภาพอบอุ่น ชุ่มชื้นคล้ายโลก และเคยมีทะเลมาก่อน แต่ปัจจุบันหุบเหวและท้อง
ทะเลล้วนแห้งผาก จึงมีคำถามว่า แล้วน้ำเหือดแห้งหายไปได้อย่างไร

ในอาณาเขตหนึ่งของอวกาศที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์พอเหมาะสม จนเป็นอาณาเขต
ของดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตเกิดอยู่ได้นั้น ดาวอังคารน่าจะเป็นดาวบริวารดวงหนึ่งที่อยู่ใน
อาณาเขตนี้เช่นเดียวกับโลก แต่ด้วยเหตุใดเมื่อกาลเวลาผ่านมาหลายพันล้านปี จึงทำให้
ดาวอังคารกลายเป็นดาวเคราะห์ ที่มีสภาพแห้งแล้ง เยือกเย็นเช่นในปัจจุบัน
สรุปได้ว่า ดาวอังคาร เป็นดาวเคราะห์หินที่อยู่ใกล้โลก มีขนาดใหญ่กว่าดาวพุธเล็กน้อย มี
ชั้นบรรยากาศเบาบาง บนดาวอังคารมีภูเขา ทะเลทราย น้ำแข็งขั้วโลก ภูเขาไฟ และหุบเขา
ที่คล้ายคลึงในโลก

6. ดาวพฤหัสบดี (Jupiter)
นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่า ดาวพฤหัสบดีและดาวเคราะห์ก๊าซดวงใหญ่ที่อยู่รอบ

นอกของระบบสุริยะ สลัดตัวออกมาจากกลุ่มก้อนก๊าซต้นกำเนิดดวงอาทิตย์ เมื่อประมาณ
4,600 ล้านปีก่อน ข้อมูลนี้ยืนยันจากยานอวกาศ เมื่อสำรวจพบธาตุต่างๆ ในสัดส่วนใกล้
เคียงกับธาตุที่มีในดวงอาทิตย์ ซึ่งประกอบด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นสำคัญ

ดาวพฤหัสบดีอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์โดยเฉลี่ย 778 ล้านกิโลเมตร มีขนาดใหญ่มหึมา
เทียบขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางได้เท่ากับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโลก 11 ดวงเรียงต่อกัน และ
หากนำโลกไปบรรจุให้เต็มดวงดาวพฤหัสบดี ต้องใช้โลกประมาณ 1,400 ดวงทีเดียว แต่
ความที่เนื้อในส่วนใหญ่เป็นก๊าซ ต่างจากโลกที่เป็นดาวเคราะห์หิน ดาวพฤหัสบดีจึงมีความ
หนาแน่นน้อย เมื่อเทียบกับโลก

มนุษย์สังเกตดาวพฤหัสบดีด้วยตาเปล่า เห็นเป็นสีเหลืองสว่างสุกใสมานานหลายพันปี
และเริ่มศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ในยุคของการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ กาลิเลโอเป็น
คนแรก ที่ริเริ่มใช้กล้องโทรทรรศน์อันเล็กส่องสังเกตดาวพฤหัสบดีเมื่อ พ.ศ. 2153 และพบ
ว่า ดาวพฤหัสบดีมีดาวบริวาร 4 ดวง เห็นเป็นจุดสว่างเล็กเท่าปลายเข็มหมุดใน
กล้องโทรทรรศน์ ผู้คนนิยมเรียกดาวบริวาร 4 ดวงนี้ว่า ดวงจันทร์ของกาลิเลโอ (Galilean
satellites) คือ ไอโอ ยูโรปา แกนิมีด และคัลลิสโต จนอีก 385 ปีต่อมา มนุษย์จึงสามารถส่ง
ยานอวกาศกาลิเลโอ เดินทางสำรวจรอบดาวพฤหัสบดี และเฉียดใกล้ดาวบริวาร 4 ดวงใหญ่
ในช่วง พ.ศ. 2538 - 2546

บรรยากาศของดาวพฤหัสบดี: บรรยากาศหนาทึบของดาวพฤหัสบดีประกอบด้วยก๊าซ
ไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นสำคัญ นอกจากนั้น ยังมีแอมโมเนียและมีเทน เล็กน้อย แบ่งชั้น
บรรยากาศเป็น 3 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นแอมโมเนียเบาบาง ต่ำลงไปเป็นชั้นของไอน้ำจับตัวเป็น
ก้อนเมฆ และชั้นบรรยากาศหนาทึบอยู่ลึกลงไป มักเกิดพายุ ฟ้าคะนองรุนแรง มีฟ้าแลบ
ฟ้าผ่า ปรากฏเป็นประกายแสงสว่างในชั้นเมฆอยู่เสมอ

17

บรรยากาศของดาวพฤหัสบดีปั่ นป่วนด้วยกระแสลมความเร็วสูง มีพายุหมุนวนในแนว
ดิ่ง เกิดจากกระแสอากาศที่มีระดับอุณหภูมิ และความกดต่างกัน เคลื่อนแทนที่และสวนทาง
กัน มวลสารจากบริเวณมืดมีอุณหภูมิต่ำกว่า ความกดสูงกว่า เคลื่อนที่จมลึกลงไปใน
บรรยากาศชั้นล่าง ขณะที่มวลสารจากบริเวณสว่างมีอุณหภูมิสูงกว่า ความกดต่ำกว่า
เคลื่อนลอยสูงขึ้นแทนที่ เกิดพายุหมุนรูปวงรีขนาดเล็กใหญ่ต่างๆ กันกระจายทั่วไปใน
บรรยากาศ เมื่อดาวพฤหัสบดีหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว กระแสลม และพายุเหล่านี้จึง
หมุนเป็นเกลียวยาว เคลื่อนที่ไปรอบดวง เกิดเป็นแถบมืดและแถบสว่าง พาดอยู่ในแนว
ตะวันออก - ตะวันตก เรียกว่า เข็มขัดดาวพฤหัสบดี

จุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดี : มนุษย์ได้ส่องกล้องโทรทรรศน์สังเกตเห็นจุดแดงใหญ่
อยู่ใต้เส้นศูนย์สูตรของดาวพฤหัสบดีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2208 จนบัดนี้ จุดแดงใหญ่ก็ยังคงอยู่
ยานอวกาศพบว่าจุดแดงใหญ่มีขนาดใหญ่กว่าโลกประมาณ 3 เท่า เป็นพายุหมุนรุนแรง ใน
ทิศทางทวนเข็มนาฬิกา เคลื่อนที่ครบรอบดาวพฤหัสบดีในเวลา 6 วัน ด้วยความเร็ว
ประมาณ 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

วงแหวนของดาวพฤหัสบดี : ดาวพฤหัสบดีมีวงแหวนล้อมรอบ 3 ชั้น นอกจากวงแหวน
หลักอยู่ชั้นกลางซึ่งสว่างที่สุดแล้ว ยังมีวงแหวนชั้นใน ต่อเชื่อมกับตัวดาวพฤหัสบดี และ
วงแหวนชั้นนอกแผ่กว้างออกไปหลายแสนกิโลเมตร อนุภาคในวงแหวนของดาวพฤหัสบดี
ต่างจากของดาวเสาร์ ประกอบด้วยฝุ่นละเอียด สีคล้ำ มีลักษณะเป็นแถบบางๆ โปร่งแสง
คล้ายหมอกควัน จึงสังเกตเห็นยาก สันนิษฐานว่า เป็นฝุ่นหลุดมาจากบริวารที่โคจรอยู่ใกล้
ดาวพฤหัสบดี บริวารเหล่านี้มักถูกเศษดาวเคราะห์จำพวกอุกกาบาต ดาวเคราะห์น้อยและ
ดาวหาง พุ่งชนอยู่เสมอ แรงชน ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายและถูกแรงโน้มถ่วงมหาศาลของดาว
พฤหัสบดีดึงดูดไว้ กลายเป็นอนุภาคในวงแหวน ที่โคจรรอบดาวเคราะห์ดวงนี้

ดาวบริวารของดาวพฤหัสบดี : นับจาก พ.ศ. 2153 เมื่อกาลิเลโอส่องกล้องโทรทรรศน์
ค้นพบดาวบริวาร 4 ดวงใหญ่ คือ ไอโอ ยูโรปา แกนิมีด และคัลลิสโต ต่อจากนั้น มีการค้น
พบดาวบริวารของดาวพฤหัสบดีเพิ่มขึ้น ตามกำลังขยาย ของกล้องโทรทรรศน์ และเมื่อนัก
ดาราศาสตร์ใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ติดกับกล้องโทรทรรศน์
ทำให้ค้นพบดาวบริวารดวงเล็กๆ เพิ่มขึ้น ใน พ.ศ. 2547 นับจำนวนดาวบริวารที่ค้นพบแล้ว
อย่างน้อย 63 ดวง

ดาวบริวารที่ค้นพบใหม่ล้วนมีขนาดเล็ก ดวงเล็กที่สุดมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงประมาณ
0.5 กิโลเมตร ดาวบริวารเหล่านี้โคจรห่างจากดาวดวงแม่ไกลออกไปหลายสิบล้านกิโลเมตร
มีวงโคจรรีมาก และโคจรเอียง ออกจากระนาบศูนย์สูตรของดาวพฤหัสบดีมากด้วย หลาย
ดวงโคจรสวนทางกับการหมุนรอบตัวเอง ของดาวพฤหัสบดี ลักษณะเช่นนี้ทำให้สันนิษฐาน
ว่า คงเป็นดาวเคราะห์น้อย ที่ถูกดาวพฤหัสบดี ดูดจับมาเป็นดาวบริวารในภายหลัง
ลักษณะดาวบริวาร ๔ ดวงใหญ่ของดาวพฤหัสบดี

18

6.1 ไอโอ : ดินแดนแห่งภูเขาไฟ
ไอโอ (Io) มีพื้นผิวสีส้มแดง เต็มไปด้วยรอยด่างขาวของภูเขาไฟและซากจากการ ระเบิด
กระจายทั่วดวง ไม่พบหลุมอุกกาบาตแสดงว่า พื้นผิวยังใหม่ และอายุน้อย พบภูเขาไฟหลาย
แห่งกำลังระเบิด ปะทุพ่นมวลสาร จำพวกกำมะถันออกมาจากปล่องภูเขาไฟ เป็นลาวาสูง
เหนือพื้นผิวมากกว่า 300 กิโลเมตร ไหลปกคลุมพื้นผิว แสดงให้เห็นว่าใจกลางดวงมี
อุณหภูมิสูงจัดจนหินหลอมละลาย จึงเป็นดินแดนแห่งภูเขาไฟ รุนแรงที่สุดในระบบสุริยะ

6.2 ยูโรปา : ดินแดนแห่งน้ำแข็ง
ยูโรปา (Europa) มีพื้นผิวราบเรียบ ปกคลุมด้วยน้ำแข็งซึ่งแตกเป็นชิ้นใหญ่ๆ เลื่อนไหลต่อๆ
กัน คล้ายแพน้ำแข็งบนโลก ไม่มีภูเขา หุบเหว หรือภูเขาไฟ มีหลุมอุกกาบาตน้อยมาก แสดง
ว่ายูโรปามีอายุน้อย อาจเพียงประมาณ 30 ล้านปี ยานกาลิเลโอพบว่า ใต้ผิวเปลือกน้ำแข็ง
เป็นมหาสมุทรเหลว อาจเป็นสมาชิกดวงเดียวในระบบสุริยะ นอกจากโลกของเรา ที่รู้ว่ามีน้ำ
เหลวอยู่อย่างชัดเจน ยูโรปาจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญในการค้นหาชีวิตอื่นนอกโลกถัด
ไปจากดาวอังคาร

6.3 แกนิมีด : ดินแดนแห่งสนามแม่เหล็ก
แกนิมีด (Ganymede) เป็นดาวบริวารดวงใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ และมีสนาม แม่เหล็กสูง
พื้นผิวหลายลักษณะ แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางธรณีที่ชั้นผิวเปลือกอย่างซับซ้อน
ยาวนาน มีลักษณะสำคัญ 2 แบบ คือ พื้นที่เก่าแก่เป็นบริเวณมืดคล้ำ เต็มไปด้วยหลุม
อุกกาบาต ขรุขระ เป็นแอ่งลึก กับพื้นที่ใหม่ เป็นบริเวณราบเรียบ สว่างกว่า มีน้ำแข็งปะปน
กับดินหิน บางแห่งมีพื้นผิวเป็นรอยแยกยาวเหยียด

6.4 คัลลิสโต : ดินแดนเก่าแก่ที่สุดในระบบสุริยะ
คัลลิสโต (Callisto) มีลักษณะพื้นผิวที่เก่าแก่ อายุมากกว่า 4,000 ล้านปี เต็มไปด้วยหลุม
อุกกาบาตขนาดเล็กใหญ่ทั่วทั้งดวง เนื่องจากถูกเศษดาวเคราะห์พุ่งชนในอดีตกาล หลักฐาน
การชนรุนแรงครั้งล่าสุดปรากฏเป็นระลอกคลื่นแผ่กว้างบนผิวดวง ไม่มีพื้นที่ราบ การมีหลุม
อุกกาบาตทั่วดวงแสดงว่าคัลลิสโตสงบนิ่งมานาน และมีบรรยากาศเบาบางมาก
พื้นผิวคัลลิสโตเป็นผงละเอียด มีสีคล้ำ เครื่องมือในยานกาลิเลโอตรวจพบธาตุคาร์บอน
ไนโตรเจน และสารประกอบ จำพวกกำมะถัน ธาตุเหล่านี้มีอยู่มากในอุกกาบาต และ
ดาวหาง ซึ่งเป็นสมาชิกดั้งเดิม ของระบบสุริยะ และเป็นองค์ประกอบสำคัญ ของสิ่งมีชีวิต
นอกจากนั้น ยังพบว่าคัลลิสโตมีสนามแม่เหล็ก และร่องรอยที่แสดงว่าอาจมีทะเลอยู่ลึกลง
ไปใต้พื้นผิวมาก

จะสรุปได้ว่า ดาวพฤหัสบดี เป็นดาวเคราะห์แก๊สที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 5
และเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ

19

7. ดาวเสาร์ (Saturn)
ในบรรดาดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะ ดาวเสาร์เป็นดวงที่อยู่ไกลสุดที่มนุษย์

สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เห็นเป็นดวงสีเหลืองอ่อน เมื่อมองผ่านกล้องโทรทรรศน์
ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ที่สวยงามเพราะมีวงแหวนเด่นสะดุดตา

ดาวเสาร์อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์โดยเฉลี่ย 1,429 ล้านกิโลเมตร มีขนาดใหญ่รองจาก
ดาวพฤหัสบดี เส้นผ่าศูนย์กลางยาวเป็น 9 เท่า ของเส้นผ่าศูนย์กลางโลก รูปทรงแป้นเพราะ
หมุนรอบตัวเองเร็วในคาบเวลาประมาณ 10.5 ชั่วโมง โครงสร้างของดาวเสาร์คล้ายกับดาว
พฤหัสบดี คือ ใจกลางดวงอาจเป็นแกนหิน ล้อมรอบด้วยไฮโดรเจนภายใต้ความดันสูง จนมี
สภาพเป็นของแข็ง สูงขึ้นมาเป็นไฮโดรเจนเหลว และชั้นนอกสุดเป็นบรรยากาศหนาทึบของ
กลุ่มก๊าซจำพวกไฮโดรเจน และฮีเลียม เป็นสำคัญ มีแอมโมเนีย มีเทน และไอน้ำเล็กน้อย
บรรยากาศของดาวเสาร์ปั่ นป่วนด้วยกระแสลมและพายุคล้ายกับดาวพฤหัสบดี บริเวณใกล้
เส้นศูนย์สูตร กระแสลมแรงจัดความเร็วสูงถึง 1,800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีแถบเมฆและพายุ
หมุนวนขนาดเล็กกว่าและเบาบางกว่าบนดาวพฤหัสบดี พายุหมุนรูปไข่ สีขาว อายุยาวนาน
ลักษณะคล้ายกับจุดแดงใหญ่ของดาวพฤหัสบดีปรากฏอยู่ในแถบเมฆของดาวเสาร์เช่นกัน

วงแหวนของดาวเสาร์ : ใน พ.ศ. 2153 กาลิเลโอได้สังเกตดาวเสาร์ด้วย
กล้องโทรทรรศน์เป็นครั้งแรก และบันทึกภาพดาวเสาร์เป็นดวงกลมใหญ่ มีดวงกลมเล็กๆ
ขนาบอยู่คล้ายมีหูสองข้าง ครั้นเมื่อสังเกตอีกครั้งในภายหลัง กลับเหลือแต่ตัวดาวเสาร์ ซึ่ง
กาลิเลโอบันทึกไว้ว่า ดาวเสาร์คงกลืนกินลูกที่อยู่ข้างๆ ไปแล้ว จนถึง พ.ศ. 2198 คริสเตียน
ไฮเกนส์ (Christian Huygens) นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ ชาวดัตช์ ใช้
กล้องโทรทรรศน์คุณภาพดีขึ้น จึงอธิบายได้ว่า นั่นคือวงแหวนของดาวเสาร์ อีกไม่กี่ปีต่อมา
โจวันนี โดมินิโก คัสซีนี (Giovanni Dominico Cassini) นักดาราศาสตร์เชื้อสายอิตาลี -
ฝรั่งเศส สังเกตเห็นช่องว่างระหว่างวงแหวนซึ่งมีความกว้างประมาณ ๒๗,๐๐๐ กิโลเมตร
จึงขนานนามว่า ช่องว่างคัสซีนี

เมื่อยานวอยเอเจอร์ (Voyager ) ๒ ลำ เดินทางไปสำรวจดาวเสาร์ใน พ.ศ. 2523 -
2524 จึงได้เห็นว่า แท้จริงแล้ว วงแหวนมีหลายพันวง โดยแบ่งเป็น 7 ชั้น เห็นช่องว่าง
ระหว่างวงแหวนชัดเจน 2 ช่อง คือ ช่องว่างคัสซีนี และ ช่องว่างเอ็งเก วงแหวนประกอบด้วย
ก้อนน้ำแข็ง และก้อนหินที่ห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งจำนวนนับไม่ถ้วน มีขนาดเล็กใหญ่ต่างๆ กัน
ตั้งแต่เท่าเม็ดทราย จนถึงขนาดใหญ่หลายเมตร หลากหลายสี แสดงว่าวงแหวนประกอบ
ด้วยมวลสารนานาชนิด ส่วนที่เป็นน้ำแข็งสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ดี ทำให้เรามองเห็น
วงแหวนสว่างในกล้องโทรทรรศน์

วงแหวนชั้นนอกสุดเรียกว่า วงอี ถ้าวัดจากสุดขอบด้านหนึ่งจรดอีกขอบด้านหนึ่ง เป็น
ระยะทางถึงเกือบ 1 ล้านกิโลเมตร ซึ่งยาวกว่า เส้นผ่าศูนย์กลางโลกถึง 80 เท่า แต่ตัว
วงแหวนมีความหนาไม่ถึง 1 กิโลเมตร วงแหวนดาวเสาร์จึงบางมาก โดยเทียบได้กับแผ่น
กระดาษ ที่มีขนาดกว้างใหญ่เท่ากับสนามฟุตบอล มีหลักฐานอธิบายว่า

20

อนุภาคในวงแหวนมีอายุไม่กี่ร้อยล้านปี วงแหวนจึงน่าจะมีกำเนิดภายหลังดาวเสาร์ ที่น่า
แปลกใจคือ วงแหวนบางชั้นมีดาวบริวารดวงเล็กๆ โคจรขนาบข้างอยู่ ทำหน้าที่เหมือนสุนัข
ต้อนฝูงแกะ และบางดวงก็โคจรร่วมกันกับวงแหวน

เมื่อมองดูในท้องฟ้า เราเห็นดาวเสาร์เคลื่อนที่ช้า เนื่องจากอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มาก
ต้องใช้เวลานานประมาณ 30 ปี จึงโคจรครบรอบดวงอาทิตย์ได้ ขณะโคจรรอบดวงอาทิตย์
แกนหมุนของดาวเสาร์เอียงออก จากแนวตั้งฉากกับระนาบทางโคจรรอบดวงอาทิตย์
ประมาณ 27 องศา เมื่อมองจากโลก เราจึงมองเห็นวงแหวน ที่อยู่ในแนวศูนย์สูตรของดาว
เสาร์หันส่ายไปมาเหมือนเต้นระบำ และทุกๆ 15 ปี ดาวเสาร์จะหันขอบวงแหวนตรงมาทาง
โลกครั้งหนึ่ง เพราะเหตุที่วงแหวนบางมาก ในช่วงนั้นเราจึงมองไม่เห็นวงแหวนของดาว
เสาร์ระยะหนึ่ง เช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2538

ดาวบริวารของดาวเสาร์: นับตั้งแต่ คริสเตียน ไฮเกนส์ ค้นพบดวงจันทร์ไททัน ซึ่งเป็น
ดาวบริวารดวงใหญ่ สุดของดาวเสาร์ใน พ.ศ. 2198 แล้ว มีการค้นพบดาวบริวารของดาว
เสาร์เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จึงมีข้อมูลรายละเอียดของดาวบริวาร จำนวน 18 ดวง จนถึงยุคที่นัก
ดาราศาสตร์ใช้เทคนิคการถ่ายภาพระบบคอมพิวเตอร์ ติดกับกล้องโทรทรรศน์ จึงสามารถ
ค้นพบ ดาวบริวารดวงเล็กๆ เพิ่มขึ้นอีก 12 ดวง ภายใน พ.ศ. 2543 เพียงปีเดียว และค้นพบ
เพิ่มขึ้นอีกโดยลำดับ จนถึง พ.ศ. 2549 ค้นพบแล้วจำนวน 47 ดวง ซึ่งดาวบริวารที่ค้นพบ
ภายหลัง ล้วนมีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางเพียงประมาณ 2 - 8 กิโลเมตร โคจรสวนทางกับ
การหมุนรอบตัวเองของดาวเสาร์ มีวงโคจรรีมาก และอยู่ไกลจากดาวเสาร์มาก สันนิษฐาน
ว่า ดาวบริวารเหล่านี้ น่าจะเป็นเศษของดาวเคราะห์จำพวกดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง หรือ
วัตถุน้ำแข็ง จากรอบนอกของระบบสุริยะ ที่ถูกดาวเสาร์ดึงดูด จับไว้เป็นบริวารในภายหลัง

7.1 ไททัน (Titan)
ไททันเป็นดาวบริวารดวงใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์ และเป็นดาวบริวารดวงเดียว ในระบบ
สุริยะ ที่มีบรรยากาศห่อหุ้มชัดเจน บรรยากาศหนาทึบด้วยไนโตรเจน และมีเทน ซึ่งเป็น
หมอกมัวสีส้มปกคลุมทั่วดวง จนไม่สามารถมองเห็นพื้นผิวได้ แต่องค์ประกอบของ
ไนโตรเจน และมีเทนในบรรยากาศของไททัน น่าจะก่อให้เกิดสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
ซึ่งเป็นโมเลกุลพื้นฐานของกรดแอมิโนที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต จึงเป็นที่น่าสนใจว่า สภาพบน
ไททันอาจคล้ายกับสภาพในบรรยากาศโลกเมื่อหลายพันล้านปีก่อน การเรียนรู้สภาพทาง
เคมีในบรรยากาศของไททันจึงเป็นกุญแจสำคัญ ให้มนุษย์เข้าใจถึงวิวัฒนาการ ของการเกิด
สิ่งมีชีวิตแรกเริ่ม บนโลกของเรา

7.2 เอนเซลาดัส (Enceladus)
พื้นผิวมีลักษณะเป็นน้ำแข็งทั่วดวง ขณะเมื่อยานวอยเอเจอร์เดินทางสำรวจดาวเสาร์ ก็ได้
พบภูเขาไฟ กำลังปะทุมวลสารพ่นน้ำแข็งออกสู่อวกาศ จึงสันนิษฐานว่า น้ำแข็ง เหล่านั้นถูก
ดาวเสาร์ดูดจับไว้ เกิดเป็นวงแหวนชั้นนอกสุด ของดาวเสาร์

7.3 ไอเอปอิตัส (Iapetus)
พื้นผิวมีลักษณะต่างกัน 2 แบบ ขณะที่ครึ่งดวงถูกปกคลุมด้วยมวลสารสว่างคล้ายน้ำแข็ง
แต่อีกครึ่งดวง ปกคลุมด้วยสารสีมืดคล้ำ น่าสงสัยว่าสารสีมืดคล้ำคืออะไร

21

7.4 ฟีบี (Phoebe)
ดาวบริวารดวงเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 220 กิโลเมตร หมุนรอบตัวเองในเวลา 9
ชั่วโมง 16 นาที โคจรรอบดาวเสาร์ในเวลา 18 เดือน วงโคจรยาวรี และเคลื่อนที่สวนทางกับ
ดาวบริวารดวงอื่นของดาวเสาร์ พื้นผิวสีมืดคล้ำ เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต และมีน้ำแข็ง
ปกคลุมทั่วดวง

ดังนั้นสรุปได้ว่า ดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์แก๊สที่อยู่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองใน
ระบบสุริยะ ดาวเสาร์มีวงแหวนขนาดใหญ่ที่ประกอบขึ้นจากก้อนหินที่มีน้ำแข็งปะปนเรียง
ตัวอยู่ในระนาบเดียวกัน

8. ดาวยูเรนัส (Uranus)
ดาวยูเรนัสเป็นดาวเคราะห์ใหญ่เป็นที่ 3 รองจากดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ โคจรห่าง
จากดวงอาทิตย์โดยเฉลี่ย 2,871 ล้านกิโลเมตร มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ยาก แต่เมื่อใช้กล้อง
สองตาและรู้ตำแหน่งแน่ชัด สามารถเห็นได้ ในคืนฟ้าใสกระจ่าง
ประวัติการค้นพบ: ดาวยูเรนัสเป็นดาวเคราะห์ดวงแรกที่มนุษย์ค้นพบผ่าน
กล้องโทรทรรศน์บนโลก ซึ่ง วิลเลียม เฮอร์เชล (William Herschel) นักดนตรี และนัก
ดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวเยอรมัน ซึ่งตั้งรกรากอยู่ในประเทศอังกฤษ ผู้ค้นพบใช้
กล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 เซนติเมตร ส่องพบดาวยูเรนัส โดยบังเอิญ เมื่อ
วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2324 เห็นเป็นจุดริบหรี่เคลื่อนที่อยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ เนื่องจากดาว
ยูเรนัสอยู่ไกลมาก แม้จนปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ก็ยังมีความรู้เกี่ยวกับดาวยูเรนัสน้อยมาก
เพราะมองจากกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ เห็นเป็นเพียงจุดเล็กๆ สีน้ำเงิน ไม่เห็นราย
ละเอียดบนพื้นผิวดวง
ลักษณะสำคัญของดาวยูเรนัส: ดาวยูเรนัสมีลักษณะแปลกกว่าดาวเคราะห์อื่นๆ ใน
ระบบสุริยะ ในขณะที่ดาวเคราะห์อื่น หันแกนเอียงออกจากแนวตั้งฉากกับระนาบสุริยวิถี
เพียงเล็กน้อย แต่ดาวยูเรนัสหันแกนเหนือเบนออกไปถึง 98 องศา ทำให้ขั้วเหนือของดาว
ยูเรนัส กดต่ำลงไปอยู่ใต้ระนาบสุริยวิถีถึง 8 องศา เมื่อมองจากโลกจึงดูคล้ายกับว่า ดาว
ยูเรนัสหันด้านข้าง ตะแคงโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ โดยหมุนรอบตัวเอง สวนทางกับการ
เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ ด้วยเหตุนี้ใน 1 รอบ ที่ดาวยูเรนัสเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์นาน 84
ปี จึงมีบางช่วง ที่ดาวยูเรนัสหันขั้วหนึ่งเข้าหาดวงอาทิตย์เป็นเวลากลางวันตลอดทั้งวัน
ยาวนานถึง 21 ปี ขณะที่ขั้วตรงข้ามเป็นเวลากลางคืนตลอดช่วงเวลาเดียวกัน และมีบาง
ช่วง ที่ดาวยูเรนัสหันด้านข้างเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้ช่วงนั้น ขั้วทั้งสองต่างรับแสงอาทิตย์
พอๆ กันยาวนานถึง 42 ปี จึงน่าสงสัยว่า การเอียงแกนลักษณะนี้ จะมีผลต่อฤดูกาลบนดาว
ยูเรนัสอย่างไร
ดาวยูเรนัสมีโครงสร้างที่คล้ายกับดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ คือ มีใจกลางเป็นเหล็ก
และหินแข็งขนาดเล็ก ภายใต้อุณหภูมิ และความดัน สูงมาก บรรยากาศหนาทึบที่ประกอบ
ด้วยก๊าซไฮโดรเจนเป็นส่วนใหญ่ นอกนั้นเป็นฮีเลียม มีเทน แอเซทิลีน และไฮโดรคาร์บอน

22

อีกเล็กน้อย เนื่องจาก ก๊าซมีเทนในบรรยากาศชั้นบนดูดกลืนแสงสีแดงไว้ และสะท้อนแสง
สีน้ำเงินออกมา ทำให้เรามองเห็นดาวยูเรนัสมีสีน้ำเงิน

ยานวอยเอเจอร์ 2 เดินทางไปสำรวจดาวยูเรนัส เมื่อ พ.ศ. 2529 ขณะนั้น ดาวยูเรนัส
กำลังหันขั้วใต้เข้าหาดวงอาทิตย์ ขั้วใต้จึงได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์มากกว่าเขต
ศูนย์สูตร จนเมื่อดาวยูเรนัสเริ่มหันด้านข้างเข้าหาดวงอาทิตย์ กล้องโทรทรรศน์อวกาศ
ฮับเบิลถ่ายภาพดาวยูเรนัสใน พ.ศ. 2540 เห็นการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศ และการ
เคลื่อนตัว ของแถบเมฆ ชัดเจนขึ้น แสดงว่า พลังงานจากดวงอาทิตย์มีผลต่อสภาวะอากาศ
ใน 1 รอบวัน และฤดูกาลที่เปลี่ยนไปของดาวยูเรนัส

ดาวบริวารของดาวยูเรนัส : นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวบริวารดวงแรกของดาวยูเรนัส
ใน พ.ศ. 2330 และใช้เวลานานกว่า 160 ปี จึงพบดาวบริวารดวงที่ 5 ใน พ.ศ. 2491 ต่อมา
เมื่อยานวอยเอเจอร์ 2 สำรวจระยะใกล้ และถ่ายภาพ จึงค้นพบดาวบริวารดวงเล็กสีมืดคล้ำ
โคจรอยู่ใกล้ดาวยูเรนัสเพิ่มอีก 11 ดวง

ต่อมามีการค้นพบดาวบริวารของดาวยูเรนัสเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จนใน พ.ศ. 2546 ค้น
พบแล้ว 27 ดวง ดาวบริวารมากกว่าครึ่งหนึ่ง มีขนาดเล็ก โคจรอยู่ไกลจากดวงแม่มาก และ
วงโคจรรีมาก อีกทั้งโคจรไม่เป็นระเบียบ ลักษณะของดาวบริวารเล็กๆ เหล่านี้ ทำให้
สันนิษฐานได้ว่า น่าจะเป็นซากเหลือ จากการปะทะกันของเศษดาวเคราะห์ จำพวกดาวหาง
กับวัตถุขนาดใหญ่จากรอบนอก ของระบบสุริยะ และถูกดาวยูเรนัสดึงดูดเป็นบริวารในภาย
หลัง

วงแหวนของดาวยูเรนัส : นักดาราศาสตร์ใช้เทคนิคการวัดความสว่างของดาวฤกษ์ลด
ลง ขณะเมื่อดาวยูเรนัสเคลื่อนผ่านหน้าดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง ใน พ.ศ. 2520 จึงค้นพบว่า ดาว
ยูเรนัสมีวงแหวน 9 ชั้น ต่อมายานวอยเอเจอร์ 2 ยืนยันด้วยภาพถ่าย แสดงวงแหวนบางๆ สี
มืดคล้ำประกอบด้วย ก้อนน้ำแข็งขนาดเล็กใหญ่ต่างๆ กัน การพบว่าดาวยูเรนัสมีวงแหวน
ทำให้เราเข้าใจได้ว่า วงแหวนเป็นลักษณะธรรมดาของดาวเคราะห์ ไม่ใช่เฉพาะแต่ดาวเสาร์
เท่านั้น

เมื่อนับถึง พ.ศ. 2549 มีการค้นพบ วงแหวนวงในของดาวยูเรนัสรวม 11 ชั้น และ
กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ยังค้นพบวงแหวนจางๆ อยู่วงนอกอีก 2 ชั้น วงแหวนมี
ลักษณะบาง แคบ ไม่ค่อยกลมนัก และมีสีมืดคล้ำ บางวงเป็นเพียงส่วนโค้ง ที่ไม่เต็มวง
สมบูรณ์ และวงแหวนบางวงมีดวงจันทร์ดวงเล็กเคลื่อนที่ขนาบข้างอยู่ด้วย
จะสรุปได้ว่า ดายูเรนัสเป็นดาวเคราะห์แก๊ส มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ดาวยูเรนัสมีดวง
จันทร์เป็นบริวารทั้งหมด 6 ดวง วงแหวนของดาวยูเรนัสมืดมาก ต่างจากวงแหวนของดาว
เสาร์ที่สว่าง

23

9. ดาวเนปจูน (Neptune)
ดาวเนปจูนเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่เป็นที่ 4 ในระบบสุริยะ จุโลกได้ถึง 60 ดวง ระยะ

ห่างเฉลี่ย จากดวงอาทิตย์ 4,504 ล้านกิโลเมตร อยู่ไกลจากโลกมากจนไม่สามารถมองเห็น
ได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่เท่านั้น จึงจะเห็นเป็นจุดริบหรี่ได้ สิ่งที่
มนุษย์รู้เกี่ยวกับดาวเนปจูน ในทุกวันนี้ จึงเป็นข้อมูลที่ได้มาจากยาน วอยเอเจอร์ 2 ซึ่งโคจร
สำรวจดาวเนปจูนระยะใกล้ เมื่อ พ.ศ. 2532

ประวัติการค้นพบ : หลังจากค้นพบดาวยูเรนัส ใน พ.ศ. 2324 แล้ว นักดาราศาสตร์เชื่อ
ว่า ต้องมีดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ส่งแรงรบกวนวิถีโคจร ของดาวยูเรนัส จึงคำนวณหาตำแหน่ง
ของดาวเคราะห์ดวงนั้นไว้ล่วงหน้า จนกระทั่งใน พ.ศ. 2389 จึงส่องกล้องโทรทรรศน์ ค้นพบ
ดาวเนปจูนอยู่ใกล้เคียงกับตำแหน่งที่คำนวณไว้

ลักษณะสำคัญ : ดาวเนปจูนมีลักษณะคล้ายกับดาวยูเรนัสหลายอย่าง เช่น มองจาก
กล้องโทรทรรศน์เห็นเป็นดวงสีน้ำเงิน บรรยากาศหนาทึบ ประกอบด้วยก๊าซไฮโดรเจนและ
ฮีเลียมเป็นส่วนใหญ่ มีก๊าซมีเทน และไฮโดรคาร์บอนอีกเล็กน้อย เนื่องจาก ก๊าซมีเทนใน
บรรยากาศชั้นบนดูดกลืนแสงสีแดงไว้ และสะท้อนแสงสีน้ำเงินออกมา จึงทำให้เรามองเห็น
ดาวเนปจูนมีสีน้ำเงิน คล้ายกับดาวยูเรนัส

ลักษณะเด่นของดาวเนปจูน คือ เป็นดาวเคราะห์แห่งพายุ สภาพอากาศแปรปรวน พบ
พายุหมุนขนาดใหญ่เท่าโลก ปรากฏเป็นจุดสีคล้ำเด่นชัด เรียกว่า จุดดำใหญ่ อยู่ทางซีกใต้
ของดาวเนปจูน ลักษณะคล้ายกับจุดแดงใหญ่ บนดาวพฤหัสบดี นอกจากนั้นยังมีจุดดำ
ขนาดเล็กปรากฏอยู่ทางซีกเหนือ ของดาวเนปจูน เกิดขึ้นและหายไปไม่อยู่คงที่ และกลุ่ม
เมฆสว่างหมุนวน มีขนาดและรูปร่างไม่คงที่ เคลื่อนที่ไปรอบดาวเนปจูนอีกด้วย สันนิษฐาน
ว่า ลักษณะเหล่านี้เป็นพายุหมุน ที่เกิดจากอุณหภูมิ และความกดอากาศระหว่างชั้น
บรรยากาศแตกต่างกัน ทำให้เกิดกระแสอากาศหมุนวน กระแสลมบนดาวเนปจูนแรงจัด วัด
ความเร็วได้ถึง 2,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การสังเกตจุดดำบนตัวดวง ช่วยให้ทราบว่า ดาว
เนปจูนหมุนรอบตัวเองครบรอบ ในเวลา 18 ชั่วโมง

ดาวเนปจูนอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์เป็นระยะทาง 30 เท่า ของระยะห่างระหว่างโลก กับ
ดวงอาทิตย์ นักดาราศาสตร์เคยคิดกันว่า ดาวเนปจูนคงได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์น้อย
มาก จนไม่น่าจะมีฤดูกาลเกิดขึ้น แต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล บันทึกภาพดาวเนปจูน
ต่อเนื่องนาน 6 ปี สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ในบรรยากาศระหว่างซีกเหนือกับ
ซีกใต้ ของดาวเนปจูน ได้อย่างชัดเจน

ดาวบริวารของดาวเนปจูน : นักดาราศาสตร์ส่องกล้องโทรทรรศน์ค้นพบดาวบริวาร
ดวงใหญ่ของดาวเนปจูนใน พ.ศ. 2389 ปีเดียวกับที่ค้นพบดาวเนปจูน เรียกชื่อว่า ไทรทัน
(Triton) มีขนาดเล็กกว่าดวงจันทร์ของโลกเล็กน้อย เป็นดาวบริวารขนาดใหญ่เพียงดวง
เดียว ในระบบสุริยะ ที่โคจรสวนทางกับการหมุนรอบตัวเองของดาวเนปจูน สันนิษฐานว่า
ไทรทันคงเป็นสมาชิกในระบบสุริยะ ที่โคจรเข้าใกล้ และถูกดาวเนปจูนดึงดูดไว้เป็นบริวาร
เมื่อหลายพันล้านปีก่อน

24

นับถึง พ.ศ. 2549 ดาวเนปจูนมีดาวบริวารที่รู้จักแล้ว 13 ดวง 2 ดวงแรกพบจาก
กล้องโทรทรรศน์บนโลก คือ ไทรทัน กับ เนรีด (Nereid) อีก 6 ดวงเป็นดาวบริวารขนาดเล็ก
ที่ค้นพบได้จากภาพถ่ายของยานวอยเอเจอร์ 2 ต่อมาด้วยเทคโนโลยีการถ่ายภาพผ่าน
กล้องโทรทรรศน์ นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวบริวารดวงใหม่อีก 5 ดวง เมื่อ พ.ศ. 2545 –
2546 ซึ่งล้วนมีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 - 40 กิโลเมตรเท่านั้น ปรากฏเป็น
จุดริบหรี่และอยู่ไกลจากดาวเนปจูนมาก

วงแหวนของดาวเนปจูน : หลังจากนักดาราศาสตร์ค้นพบว่าดาวยูเรนัสมีวงแหวนล้อม
รอบ โดยอาศัยโอกาส ขณะดาวเคราะห์เคลื่อนที่บังดาวฤกษ์ที่อยู่ไกล ทำการตรวจวัดแสง
สว่างของดาวฤกษ์ที่ลดลง ต่อมาจึงใช้วิธีการเดียวกันนี้กับดาวเนปจูน และค้นพบวงแหวน
ของดาวเนปจูน ด้วยการสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์บนโลก วงแหวนที่เห็นมีลักษณะบาง
แคบ และไม่เต็มวง แต่ยานวอยเอเจอร์ 2 ซึ่งถ่ายภาพ ในระยะใกล้ ปรากฏว่าวงแหวนของ
ดาวเนปจูน มี 4 ชั้น ประกอบด้วย วัตถุเล็กๆ สีมืดคล้ำ กระจายเป็นวงรอบดาวเนปจูน
วงแหวนบางส่วนเล็กและบาง จนไม่สามารถสังเกตเห็นจากโลก สันนิษฐานว่า น่าจะเป็น
ฝุ่น ที่เกิดจากเศษดาวเคราะห์พุ่งชนดาวบริวารของดาวเนปจูน จนฟุ้งกระจาย และถูกดาว
เนปจูนดึงดูดไว้ กลายเป็นส่วนประกอบในวงแหวน ในภายหลัง

สรุปได้ว่า ดาวเนปจูน เป็นดาวเคราะห์ลำดับสุดท้ายที่มีขนาดใหญ่เป็นดับที่ 4 ดาว
เนปจูนมีสีน้ำเงินเนื่องจากมีแก๊สไฮโดรเจน ฮีเลียมและมีเทน เป็นองค์ประกอบหลัก บน
ดาวเนปจูนมีอุณหภูมิพื้นผิวอยู่ที่ประมาณ -220 องศาเซลเซียส เนื่องจากเป็นดาวที่อยู่
ลำดับสุดท้าย และได้รับพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์น้อยที่สุด

10. ดาวเคราะห์แคระ (Dwarf Planets)
มี 5 ดวง คือ พลูโต อีรีส ซีเรส เฮาเมอา และ มาเคมาเค

10.1 พลูโต (Pluto)
ความเป็นมา: นับจากค้นพบพลูโตใน พ.ศ. 2473 จนถึง พ.ศ. 2549 พลูโตถูกจัดเป็น
เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 9 ในระบบสุริยะ มีระยะห่างจากดวง
อาทิตย์โดยเฉลี่ย 5,913 ล้านกิโลเมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 2,274 กิโลเมตร ซึ่งขนาด
เล็ก ประมาณ 2 ใน 3 ของดวงจันทร์ของโลก พื้นผิวเป็นก้อนหินแข็ง ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง
และมีวงโคจรเอียงออกจากระนาบสุริยวิถีมาก จนผิดปกติ นักดาราศาสตร์พิจารณามา
นานว่า พลูโตมีลักษณะผิดแผกจากดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะ และไม่อยู่ในกลุ่ม
เดียวกับดาวเคราะห์ก๊าซขนาดใหญ่ 4 ดวงที่อยู่ชั้นนอก
วงโคจรของพลูโตกว้างไกลมาก ต้องใช้เวลาถึง 248 ปี จึงโคจรครบรอบดวงอาทิตย์ แต่
เนื่องจากวงโคจรเป็นวงรีมาก และเอียงออกจากระนาบสุริยะวิถีมากด้วย จึงมีระยะหนึ่ง
ซึ่งนานประมาณ 20 ปี ที่พลูโตโคจรล้ำเข้ามาในเขตวงโคจร ของดาวเนปจูน ครั้งล่าสุดคือ
ช่วง พ.ศ. 2522 - 2542 ในช่วงนั้น พลูโตอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าดาวเนปจูน หลังจาก
นั้น พลูโตเริ่มโคจรห่างออกไปจนอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากที่สุด และจะโคจรกลับมาอยู่

25

ในระยะที่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าดาวเนปจูน รอบใหม่อีกครั้ง ใน พ.ศ. 2769
หลังจากค้นพบพลูโตและว่างเว้นมานานถึง 62 ปี นับจาก พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา มีการ

ค้นพบสมาชิกขนาดเล็ก โคจรอยู่ในระยะไกลจากวงโคจรของดาวเนปจูนอีกมากมาย มี
ลักษณะ ขนาด และวิถีโคจรต่างๆ กัน จำนวนมากกว่า 1,000 ดวง จึงทำให้พลูโตกลายเป็น
สมาชิกดวงหนึ่งท่ามกลางบรรดาสมาชิกขนาดเล็กดวงอื่นๆ อีกมากมาย ที่กระจัดกระจาย
อยู่ในเขตรอบนอก ของระบบสุริยะ วงโคจรของพลูโตรอบดวงอาทิตย์จึงไม่ชัดเจนอย่างวง
โคจรของดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ

พลูโตกับบริวาร : เมื่อ พ.ศ. 2521 นักดาราศาสตร์ค้นพบจากภาพถ่ายว่า พลูโตมี
บริวารที่เรียกกันว่า คารอน (Charon) ขณะที่พลูโตมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 2,274 กิโลเมตร
คารอน มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 1,172 กิโลเมตร คารอนจึงมีขนาดใหญ่ ประมาณครึ่งหนึ่ง
ของพลูโต อยู่ห่างจากพลูโต 19,640 กิโลเมตร ทั้งคู่ต่างโคจรรอบศูนย์กลางแห่งความโน้ม
ถ่วงในอวกาศร่วมกัน ในตำแหน่งค่อนมาทางพลูโต ครบรอบในคาบ 6 วัน 9 ชั่วโมง โดยหัน
ด้านเดียวเข้าหากันในลักษณะถูกตรึงกันอยู่ ผู้ที่สังเกตการณ์อยู่บนพลูโตจึงเห็นคารอนด้าน
เดิมเสมอ เหมือนกับที่เราเห็นดวงจันทร์ของโลกด้านเดิมอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

พลูโตกับคารอนจึงจัดเป็นสมาชิกที่อยู่กันเป็นคู่ (Binary System) ซึ่งในระยะหลัง นัก
ดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์น้อย และสมาชิกขนาดเล็ก ที่โคจรอยู่ไกลที่เขตรอบนอก
ของระบบสุริยะ อยู่กันเป็นดวงคู่หลายคู่ จึงเป็นไปได้ว่า สมาชิกขนาดเล็กที่อยู่กันเป็นคู่ อาจ
มีอยู่ทั่วไปทั้งในระบบสุริยะของเรา และในระบบสุริยะอื่น

ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดสมาชิกในระบบสุริยะประเภท ดาวเคราะห์แคระคู่ และยับ
นับว่าคารอนเป็นบริวารของพลูโต ซึ่งต่อมา ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2548 กล้องโทรทร
รศน์อวกาศฮับเบิล ถ่ายภาพพบบริวารดวงใหม่ขนาดเล็กของพลูโต 2 ดวง คือ นิกซ์ (Nix)
กับ ไฮดรา (Hydra) โคจรอยู่รอบนอกไกลจากพลูโตมาก

โครงสร้างและบรรยากาศของดาวพลูโต: นักดาราศาสตร์รู้จักดาวพลูโตน้อยมาก
สันนิษฐานว่า ดาวพลูโตคงเป็นดาวเคราะห์ก้อนหินที่มีบรรยากาศเบาบาง ประกอบด้วย
ไนโตรเจน คาร์บอนมอนอกไซด์ และมีเทน เนื่องจากดาวพลูโตมีวงโคจรกว้างไกล จากดวง
อาทิตย์มาก จึงเป็นไปได้ว่า ดาวพลูโตอาจมีบรรยากาศห่อหุ้มเฉพาะเมื่ออยู่ใกล้ดวงอาทิตย์
แต่ขณะที่ดาวพลูโตเคลื่อนที่ห่างออกไป อุณหภูมิพื้นผิวลดต่ำลง จนถึงระดับ -220 องศา
เซลเซียส ก๊าซในบรรยากาศกลายสภาพเป็นหิมะปกคลุมพื้นผิวจนแทบไม่มีบรรยากาศห่อ
หุ้มเลย ดาวพลูโตจึงมีรูปแบบของบรรยากาศแปลกที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ทุกดวงใน
ระบบสุริยะ

อาณาเขตรอบนอกของระบบสุริยะ : ใน พ.ศ. 2494 เจอราร์ด พี. ไคเปอร์ นัก
ดาราศาสตร์ชาวดัตช์-อเมริกัน เสนอความคิดว่า เขตรอบนอกของระบบสุริยะ น่าจะมีวัตถุ
ขนาดเล็กอยู่กันหนาแน่น เป็นแถบรูปวงแหวนคล้ายแถบดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ชั้นใน
ระหว่างวงโคจร ของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี และเป็นไปได้ว่า พลูโต อาจเป็นสมาชิก
ดวงใหญ่สุดในแถบนั้นก็ได้ เรียกเขตวงแหวนรอบนอก ของระบบสุริยะ ตามความคิดของไค
เปอร์ว่า แถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) คาดว่า แถบไคเปอร์ อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ประมาณ

26

30 - 100 หน่วยดาราศาสตร์จากดวงอาทิตย์ (1 หน่วยดาราศาสตร์ เป็นระยะห่างระหว่าง
โลกกับดวงอาทิตย์ ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร)

ความคิดของไคเปอร์เริ่มเป็นจริง ใน พ.ศ. 2535 เมื่อนักดาราศาสตร์ใช้
กล้องโทรทรรศน์ สังเกตวัตถุริบหรี่ ในแถบไคเปอร์ เห็นเป็นเพียงจุดริบหรี่ขนาดเล็ก
ประมาณ 1 ใน 10 ของพลูโต ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีการค้นพบสมาชิกในแถบไคเปอร์ เพิ่ม
ขึ้นเป็นลำดับ จนถึง พ.ศ. 2551 ค้นพบสมาชิกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 50 – 1,200
กิโลเมตร จำนวนมากกว่า 1,000 ชิ้น คาดว่ามีสมาชิกขนาดเล็กจำนวนมากในอาณาเขตนี้
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับวงแหวนของดาวเคราะห์น้อยชั้นในแล้ว แถบไคเปอร์จึงมีลักษณะ
คล้ายวงแหวนของดาวเคราะห์น้อยชั้นนอกของระบบสุริยะ ที่มีขนาดวงแหวนใหญ่กว่า มี
สมาชิกหนาแน่นกว่าแถบดาวเคราะห์น้อยชั้นใน

การสำรวจค้นหาวัตถุที่ยิ่งอยู่ไกลออกไป พบสมาชิกลักษณะคล้ายกับพลูโตเพิ่มขึ้นเป็น
ลำดับ วิถีโคจรของสมาชิกเหล่านี้ มีความรีสูง และเอียงออกจากระนาบสุริยะวิถีมากน้อย
ต่างๆ กัน สมาชิกมีจำนวนมาก แผ่กระจายเป็นรูปจานแบนห่อหุ้มใจกลางระบบสุริยะไว้
เรียกสมาชิกเหล่านี้รวมกันเป็น วัตถุที่มีวงโคจรไกลจากดาวเนปจูน (Tran-Neptunian
Objects - TNO) แม้ว่าขณะนี้ มีการจัดสมาชิกในกลุ่มดาวเคราะห์แคระจำนวน ๓ ดวง แต่
ระยะหลัง นักดาราศาสตร์ค้นพบสมาชิกคล้ายกับพลูโต มีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกมากมาย คาดว่า
จะมีดาวเคราะห์แคระเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

โครงการอวกาศสำรวจดาวพลูโต : มนุษย์มีเวลาจำกัดที่จะศึกษาดาวพลูโต เพราะเมื่อ
พ้นจาก พ.ศ. 2563 ดาวพลูโตจะไม่อยู่ในแนวตรงกันกับโลก ทำให้ยานอวกาศต้องเดินทาง
ไกลและนานกว่าที่ควร และเมื่อถึงตอนนั้น ดาวพลูโตก็อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ หลายพัน
ล้านกิโลเมตร อุณหภูมิเยือกเย็นลงมาก ทำให้หิมะน้ำแข็งปกคลุมหนาทึบ จนยานอวกาศไม่
สามารถสังเกตพื้นผิวดาวพลูโตได้ ปิดโอกาสที่มนุษย์จะศึกษาดาวพลูโตไปอีกนานกว่าสอง
ร้อยปี ต้องรอให้บรรยากาศเริ่มดีขึ้น เมื่อดาวพลูโตโคจรเข้ามาหาดวงอาทิตย์รอบใหม่
สหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจที่จะศึกษาสภาพดาวพลูโตในช่วงสุดท้าย ก่อนที่มนุษย์ยุคนี้ จะ
ไม่มีเวลาศึกษาดาวพลูโต โดยการส่งยานอวกาศออกจากโลก เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.
2549 กำหนดเส้นทางให้ยานโคจรผ่านใกล้ดาวพฤหัสบดี เพื่ออาศัยแรงโน้มถ่วงของดาว
พฤหัสบดี เพิ่มกำลังส่งยานอวกาศทะยานต่อไปจนถึงดาวพลูโตใน พ.ศ. 2558 หลังจาก
สำรวจดาวพลูโต และดาวบริวารแล้ว ยานจะเดินทางไปศึกษาวัตถุน้ำแข็งในแถบไคเปอร์
ด้วย

โครงการสำรวจดาวพลูโต ดาวบริวาร และวัตถุน้ำแข็งรอบนอกของระบบสุริยะ จึง
เปรียบเสมือน การขุดค้นทางโบราณคดี เพื่อศึกษาวัตถุโบราณของระบบสุริยะชั้นนอก รวม
ทั้งการหาข้อมูลประวัติศาสตร์มีค่า ที่แสดงถึงกำเนิดดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ยิ่งกว่านั้น
นักดาราศาสตร์ยังค้นพบด้วยว่า ลักษณะที่ปรากฏรอบดาวฤกษ์ดวงอื่นที่อยู่ใกล้ เช่น ดาววี
กา ในกลุ่มดาวพิณ และดาวโฟมัลโอต ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำก็มีธรรมชาติห่อหุ้มคล้าย
เศษซากวัตถุน้ำแข็ง ในระบบสุริยะของเราเช่นกัน

27

10.2 อีรีส (Eris)
อีรีสถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มดาวเคราะห์แคระ ค้นพบใน พ.ศ. 2546 มีเส้นผ่าศูนย์กลาง
ประมาณ 2,500 กิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าพลูโตเล็กน้อย เมื่อแรกค้นพบ ถูกจัดให้เป็นดาว
เคราะห์น้อย ชื่อ 2003 UB 313 ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ 96.7 หน่วยดาราศาสตร์หรือเป็น
3 เท่าของพลูโต วงโคจรรอบดวงอาทิตย์ 557 ปี วิถีโคจรมีความรีสูง และเอียงผิดปกติด้วย
มุม 45 องศา จากระนาบสุริยวิถี โคจรอยู่ในเขตรอบนอกของระบบสุริยะ หากไม่รวม
ดาวหางแล้ว อีรีสจะเป็นสมาชิกในระบบสุริยะที่อยู่ไกลที่สุด เท่าที่รู้จักกันในปัจจุบัน
อีรีสมีองค์ประกอบพื้นผิวคล้ายพลูโต และมีบริวาร 1 ดวง ชื่อ ดิสโนเมีย (Dysnomia) ซึ่ง
โคจรรอบอีรีสในเวลา 15.774 วัน การค้นพบครั้งแรกกำหนดให้อีรีสเป็นดาวเคราะห์ดวงที่
10 ถัดจากพลูโต แต่เนื่องจากมีการค้นพบสมาชิกลักษณะคล้ายกันอยู่ ในเขตรอบนอกของ
สุริยะอีกมากมาย ทำให้นักดาราศาสตร์จำเป็นต้องทบทวนและจัดกลุ่มสมาชิกในระบบ
สุริยะกันใหม่ และจัดให้อีรีสอยู่ในกลุ่มดาวเคราะห์แคระในที่สุด
10.3 ซีเรส (Ceres)
ดาวเคราะห์แคระดวงเล็กที่สุดในจำนวน 3 ดวง และเป็นดวงเดียวที่โคจรอยู่ในแถบดาว
เคราะห์น้อยชั้นใน ที่อยู่ระหว่างวงโคจร ของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ต่างจากดาว
เคราะห์แคระอีก 2 ดวง คือ พลูโต และ อีรีส ซึ่งโคจรอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อย รอบนอก
ของระบบสุริยะ
นักดาราศาสตร์ค้นพบซีเรส เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2344 มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 950
กิโลเมตร ซึ่งมีขนาดเล็ก เกินกว่าจะเป็นดาวเคราะห์ได้ ต่อมามีการค้นพบวัตถุขนาดเล็ก
คล้ายกันอีกมากมาย จึงเรียกวัตถุเหล่านี้ว่า ดาวเคราะห์น้อย ซีเรสจึงเป็นดาวเคราะห์น้อย
ขนาดใหญ่สุดในแถบดาวเคราะห์น้อยชั้นใน มีรูปร่างทรงกลม ซึ่งแตกต่างจากดาวเคราะห์
น้อยดวงอื่นๆ ซึ่งมีขนาดเล็กและรูปร่างไม่เป็นทรงกลมปกติ จึงเป็นข้อแตกต่างที่ทำให้ซีเรส
ถูกจัดอยู่ในกลุ่มดาวเคราะห์แคระ
ซีเรสโคจรรอบดวงอาทิตย์ในเวลา 4.6 ปี วงโคจรเอียงจากระนาบสุริยวิถี 10.6 องศา ใจ
กลางซีเรสเป็นก้อนหินสีดำคล้ำ ห่อหุ้มด้วยเปลือกน้ำแข็ง สันนิษฐานว่า มีบรรยากาศ
เบาบางและอาจมีทะเลเหลว ซีเรสจึงกลายเป็นเปาหมายของการสำรวจค้นหาน้ำ และสิ่งมี
ชีวิตนอกโลกดวงหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2550 องค์การนาซาจึงส่งยานอวกาศดอว์น
(Dawn) เดินทางไปสำรวจสมาชิกที่อยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อย 2 ดวง กำหนดถึงดาว
เคราะห์น้อย 4 เวสตา (4 Vesta) ใน พ.ศ. 2554 และเดินทางไปสำรวจดาวเคราะห์แคระซี
เรส ใน พ.ศ. 2558 ต่อไป
10.4 เฮาเมอา (Haumea)
เฮาเมอาเป็นดาวเคราะห์แคระที่มีรูปร่างรียาวคล้ายลูกรักบี้ ถูกค้นพบในเดือนธันวาคม
ค.ศ.2004 เฮาเมอาโคจรรอบดวงอาทิตย์ โดยมีระยะห่างเฉลี่ย 43.1 AU (อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์
มากสุดที่ 34.7 AU และอยู่ห่างดวงอาทิตย์มากสุดที่ 51.5 AU) และใช้เวลาโคจรครบรอบ
นาน 283 ปี

28

มวลของเฮาเมอามีเพียง 1 ใน 3 ของมวลดาวพลูโต ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่เคย
สังเกตการณ์เฮาเมอาอย่างใกล้ชิด นักดาราศาสตร์คิดว่าตัวดาวมีรูปร่างคล้ายลูกรักบี้ ซึ่ง
ขนาดของด้านยาวเป็น 2 เท่าของด้านกว้าง โดยประเมินจากสภาพการสะท้อนแสงของเฮา
เมอา รูปร่างที่แปลกประหลาดเช่นนี้เป็นผลมาจากอัตราการหมุนรอบตัวเองที่เร็วมาก (เฮา
เมอาใช้เวลาหมุนรอบตัวเอง 4 ชั่วโมง)

เฮาเมอามีดวงจันทร์ 2 ดวง ชื่อฮีอีอากา (Hi’iaka) และนามากา (Namaka) ซึ่งอุณหภูมิ
พื้นผิวของวัตถุทั้งสามดวงอยู่ที่ประมาณ -240 องศาเซลเซียส
เฮาเมอายังเป็นหนึ่งในวัตถุกลุ่มพลูตอยด์ ซึ่งเป็นกลุ่มของดาวเคราะห์แคระที่โคจรรอบดวง
อาทิตย์ นอกวงโคจรดาวเนปจูน

10.5 มาเคมาเค (Makemake)
มาเคมาเคเป็นดาวเคราะห์แคระที่ถูกค้นพบในปี ค.ศ.2005 อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์โดย
เฉลี่ย 45.8 AU (อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากสุด 38.5 AU และอยู่ห่างดวงอาทิตย์มากที่สุด 53.1
AU) ใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบรอบ310 ปี
มาเคมาเคมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 ใน 3 ของเส้นผ่านศูนย์กลางดาวพลูโต
และยังไม่มีดวงจันทร์ที่ถูกค้นพบ จากการสังเกตการณ์พบว่ามาเคมาเคมีอุณหภูมิที่ต่ำมาก
ประมาณ -243 องศาเซลเซียส
มาเคมาเคยังเป็นหนึ่งในวัตถุกลุ่มพลูตอยด์ ซึ่งเป็นกลุ่มของดาวเคราะห์แคระที่โคจร
รอบดวงอาทิตย์ นอกวงโคจรดาวเนปจูน มาเคมาเคถือว่าอยู่ห่างออกไปไกลมากถ้าจะส่ง
ยานอวกาศไปสำรวจ หากมาเคมาเคมาอยู่ในตำแหน่งใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในวงโคจร
และอาศัยความโน้มถ่วงจากดาวพฤหัสบดีช่วยเร่งอัตราเร็วของยานแล้ว ยานก็ยังต้องใช้
เวลาถึง 16 ปีกว่าจะถึงมาเคมาเค
สมาพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ (International Astronomical Union - IAU) ประกาศ
แบ่งสมาชิกในระบบสุริยะเป็น 3 กลุ่ม และกำหนดนิยามสมาชิกแต่ละกลุ่มดังนี้
1. ดาวเคราะห์ คือ วัตถุท้องฟ้าที่

1.1 ต้องโคจรรอบดวงอาทิตย์
1.2 มีมวลมากพอจนเกิดแรงโน้มถ่วงรักษารูปทรงค่อนข้างกลมอย่างเสถียร
1.3 มีวงโคจรชัดเจน ไม่สับสนกับสมาชิกที่อยู่ใกล้
2. ดาวเคราะห์แคระ คือ วัตถุท้องฟ้าที่
2.1 ต้องโคจรรอบดวงอาทิตย์
2.2 มีมวลมากพอจนเกิดแรงโน้มถ่วงรักษารูปทรงค่อนข้งกลมอย่างเสถียร
2.3 มีวงโคจรไม่ชัดเจน สับสนกับสมาชิกที่อยู่ใกล้
2.4 ไม่เป็นดาวบริวาร
3. วัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ คือ สมาชิกอื่นใดที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ นอกเหนือจาก
ดาวเคราะห์และดาวเคราะห์แคระ
ดังนั้นจะสรุปได้ว่า ดาวเคราะห์แคระเป็นดาวที่มีลักษณะคล้ายดาวเคราะห์ มีจำนวน 5
ดวงได้แก่ ดาวพลูโต ดาวซีรีส ดาวอีริส ดาวเฮาเมอา ดาวมาเคมาเค

29

ดาวเคราะห์แคระมีวงโคจรไม่แน่ชัด ไม่สามารถควบคุมแรงดึงดูดและวงโคจรของวัตถุต่างๆ
ที่อยู่รอบวงโคจรตัวเองได้ และไม่เป็นดวงจันทร์บริวารของดาวดวงอื่น

11. วัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ
สมาชิกอื่นใดที่โคจรรอบดวงอาทิตย์นอกเหนือจากดาวเคราะห์ และดาวเคราะห์แคระ

แล้ว รวมเรียกว่า สมาชิกขนาดเล็กในระบบสุริยะ ซึ่งได้แก่ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง
อุกกาบาต ทั้งนี้ น่าจะรวมถึงดาวบริวารของดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แคระ และบริวารของ
ดาวเคราะห์น้อยบางดวง ที่สำรวจพบแล้วด้วย

11.1 ดาวเคราะห์น้อย
ประวัติการค้นพบ: เมื่อนักดาราศาสตร์ได้เริ่มสังเกตการกระจายตัวของดาวเคราะห์ใน
ระบบสุริยะ และคิดว่า ช่วงห่างระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดีน่าจะมีดาวเคราะห์ดวง
หนึ่งอยู่ จึงช่วยกันค้นหาดาวเคราะห์เป้าหมาย จนเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2344 จูเซปปี
ปิอัซซี (Giuseppi Piazzi) ชาวอิตาลี จึงได้ค้นพบวัตถุขนาดเล็กให้ชื่อว่า ซีเรส แต่ติดตาม
สังเกตอยู่ไม่นาน ท้องฟ้าก็มืดมัว ทำให้ซีเรสเคลื่อนที่หายไป จนเมื่อ คาร์ล ฟรีดริช เกาสส์
(Karl Friedrich Gauss) ชาวเยอรมัน ใช้คณิตศาสตร์คำนวณหาวงโคจรของซีเรส จึงค้นพบ
ซีเรสอีกครั้ง นับเป็นความสำเร็จ ในการใช้คณิตศาสตร์ศึกษาวิถีโคจรของสมาชิกในระบบ
สุริยะ
ครั้งแรกนักดาราศาสตร์เชื่อว่าซีเรสเป็นดาวเคราะห์ดวงที่คาดไว้ แต่ซีเรสมีขนาดเล็ก
เกินกว่าจะเป็นดาวเคราะห์ได้ ต่อมา มีการค้นพบวัตถุขนาดเล็ก ที่โคจรอยู่ระหว่าง วงโคจร
ของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดีอีกมากมาย จึงเรียกวัตถุเหล่านี้ว่า ดาวเคราะห์น้อย ครั้น
เมื่อมีการพัฒนาเทคนิคการถ่ายภาพสำรวจท้องฟ้าได้ใน พ.ศ. 2434 ทำให้การค้นพบดาว
เคราะห์น้อย เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จน พ.ศ. 2526 ดาวเทียมอิราส (IRAS) ศึกษาในช่วงคลื่น
รังสีความร้อน สามารถตรวจพบดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่หลายพันดวง และยังค้นพบกลุ่ม
ฝุ่นฟุ้งกระจายอยู่เหนือและใต้ ของระนาบแถบดาวเคราะห์น้อย สันนิษฐานว่า ฝุ่น อาจเกิด
จากการปะทะชนกันเองของดาวเคราะห์น้อยก็เป็นได้
ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่นำระบบคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับ
กล้องโทรทรรศน์ ทำให้ค้นพบดาวเคราะห์น้อยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ใน พ.ศ. 2549 องค์การ
ดาราศาสตร์สากล บันทึกจำนวนดาวเคราะห์น้อย ที่ค้นพบแล้ว มีมากกว่า 200,000 ดวง มี
ขนาดแตกต่างกัน ตั้งแต่เล็กเท่าเม็ดกรวดจนใหญ่เท่าบ้าน ไปจนถึงขนาดเท่าประเทศหนึ่งๆ
บนโลกก็มี ส่วนใหญ่โคจรรอบดวงอาทิตย์ อยู่ในระยะระหว่างวงโคจร ของดาวอังคารกับ
ดาวพฤหัสบดี แต่บางดวง ก็มีวิถีโคจรแปลกไปจากกลุ่ม เช่น โคจรผ่านมาใกล้โลก เชื่อว่า มี
บางดวงเคยพุ่งชนโลกในอดีตมาแล้ว ดังปรากฏหลักฐานชัดเจนที่สุดคือ หลุมอุกกาบาตแบ
ริงเยอร์ ในรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา
ลักษณะธรรมชาติของดาวเคราะห์น้อย: แม้มนุษย์จะไม่เคยเห็นดาวเคราะห์น้อยใกล้ๆ
แต่คาดว่าคงมีสภาพสงบนิ่งคล้ายกับดวงจันทร์ของโลก ดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่มีรูปทรง

30

แปลกๆ เช่น ยาวรีคล้ายเมล็ดถั่ว รูปฝักถั่ว หรือรูปกระดูก เนื่องจาก มีแรงโน้มถ่วงต่ำมาก
ดาวเคราะห์น้อยจึงไม่สามารถดึงมวลสารมารวมกันที่ศูนย์กลางดวง ให้เกิดเป็นรูปทรงกลม
ได้ แต่ละดวงหมุนรอบตัวเอง โดยมีคาบยาวนานแตกต่างกัน อาจเป็นหลายชั่วโมงจนถึง
หลายวัน

ดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ค่อนมาทางโลกและดาวอังคารในเขตระบบสุริยะชั้นใน มีเนื้อเป็น
หินผสมเหล็ก พื้นผิวสีอ่อนกว่า และสะท้อนแสงดีกว่า ส่วนดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ไกลค่อนไป
ทางดาวพฤหัสบดี ในเขตระบบสุริยะชั้นนอก มีผิวค่อนข้างมืด และสีออกแดง เนื่องจากมี
ธาตุคาร์บอนและโลหะหนักกว่า แสดงว่ากลุ่มก้อนก๊าซและมวลสารดั้งเดิมในยุคเริ่มก่อตัว
เมื่อราว 4,600 ล้านปีก่อน มีองค์ประกอบของเนื้อสารแตกต่างกัน ในระยะห่างใกล้ไกลจาก
ดวงอาทิตย์ที่ต่างกัน

เชื่อว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงเล็กคงมีเนื้อสารเป็นแบบเดียวกัน แต่ดาวเคราะห์น้อย ที่มี
ขนาดใหญ่ น่าจะประกอบด้วยเนื้อสารแตกต่างกัน เนื่องจากมีแรงโน้มถ่วงสูงพอที่จะค่อยๆ
ดึงมวลสารที่แตกกระจายให้กลับมารวมกันใหม่ได้

ข้อสันนิษฐานที่ว่าดาวเคราะห์น้อยน่าจะประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนย่อยรวมตัวกัน และ
อยู่กันหลวมๆ นี้ ได้รับการยืนยันจากปรากฏการณ์ ดาวหางชูเมกเกอร์ - เลวี 9 ที่เคลื่อนเข้า
ใกล้ดาวพฤหัสบดีมาก จนถูกแรงโน้มถ่วงมหาศาลของดาวพฤหัสบดีดึงฉีกมวลสารออก เป็น
ชิ้นย่อยประมาณ 24 ชิ้น เมื่อ พ.ศ. 2535 และในอีก 2 ปีต่อมา จึงเกิดปรากฏการณ์ ซาก
ดาวหาง ที่ถูกสลัดหลุด เป็นเส้นสายยาวคล้ายสร้อยลูกปัด พุ่งชนดาวพฤหัสบดีและสลายตัว
ไป แสดงว่า ดาวหางถูกแรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดีดึงยืดออก แต่แรงโน้มถ่วงของตัว
ดาวหาง ดึงให้มวลสารเกาะกันเป็นก้อน เกิดเป็นสายยาวต่อเนื่องคล้ายกระแสน้ำพุ การแตก
ตัวของดาวหาง อาจจะเป็นในลักษณะทำนองเดียวกับดาวเคราะห์น้อยด้วยเช่นกัน

ดาวบริวารของดาวเคราะห์น้อย : การสำรวจถ่ายภาพพื้นผิวดาวเคราะห์หลายดวงใน
เขตระบบสุริยะชั้นใน ได้แก่ ดาวศุกร์ โลก ดวงจันทร์ และดาวอังคาร มักพบหลุมอุกกาบาต
ปรากฏเป็นคู่ จนเมื่อยานอวกาศกาลิเลโอ ขณะเดินทางไปสำรวจดาวพฤหัสบดี ได้ถ่ายภาพ
ดาวเคราะห์น้อย 243 ไอดา (243 Ida) และพบดาวบริวารดวงเล็ก แด็กทิล (Dactyl) โคจร
อยู่รอบๆ ในระยะหลัง ยังตรวจพบดาวเคราะห์น้อย อยู่กันเป็นคู่อีกหลายคู่ การค้นพบว่า
ดาวเคราะห์น้อยมีดาวบริวาร เป็นการยืนยันความคิดว่า ดาวเคราะห์น้อยประกอบด้วย มวล
สารย่อยๆ มารวมตัวกัน

การสำรวจดาวเคราะห์น้อยอิรอส: อิรอส เป็นชื่อดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่ง ที่ถูกค้นพบ
เป็นลำดับที่ 433 ตั้งตามชื่อของเทพธิดาแห่งความรักของชาวกรีก จึงมีชื่อเฉพาะว่า 433 อิ
รอส นักดาราศาสตร์ตรวจพบว่ามีวิถีโคจรเคลื่อนเข้ามาใกล้โลก จึงเป็นดาวเคราะห์น้อย
เป้าหมายของการส่งยานอวกาศไปสำรวจ ยานอวกาศเนียร์ (Near Earth Asteroid
Rendezvous - NEAR) ถูกส่งออกจากโลก เมื่อ พ.ศ. 2539 ยานเดินทางไปถึงดาวเคราะห์
น้อยอิรอส ใน พ.ศ. 2543 และโคจรสำรวจโดยรอบนาน 1 ปี ยานอวกาศศึกษาข้อมูลของ
ดาวเคราะห์น้อยอิรอสอย่างละเอียด ทั้งเรื่องขนาด รูปร่าง สมบัติทางแม่เหล็ก องค์ประกอบ

31

ลักษณะพื้นผิว และโครงสร้างภายใน สามารถถ่ายภาพเก็บข้อมูล ส่งกลับมายังโลก
ประมาณ 125,000 ภาพ ก่อนที่จะค่อยๆ ลดระดับต่ำลง เพื่อถ่ายภาพระยะใกล้ และ
ทดสอบการนำยานลงสู่พื้นผิว เตรียมการให้ยานอวกาศในอนาคต นำวัตถุตัวอย่างจากดาว
เคราะห์น้อยกลับมายังโลกได้ ผลการสำรวจทำให้ทราบว่า ดาวเคราะห์น้อยอิรอสมีแรงโน้ม
ถ่วงต่ำกว่าของโลกหลายพันเท่า เป็นวัตถุแข็งเนื้อเดียวกัน ที่น่าจะแตกออกมาจากวัตถุแม่
ก้อนใหญ่ ไม่ใช่เศษหินย่อยๆ มารวมกันอย่างดาวเคราะห์น้อยบางดวง ดาวเคราะห์น้อยอิรอ
สมีความหนาแน่นต่ำ สันนิษฐานว่า น่าจะมีใจกลางเป็นหิน และชั้นเปลือก ที่หนามากของ
ดินและหินที่กร่อนไปตามกาลเวลา ประกอบด้วยธาตุสำคัญ อาทิ อะลูมิเนียม ซิลิคอน
แมกนีเซียม ซึ่งคล้ายกับโลก

ดาวเคราะห์น้อยกับอุกกาบาต: มนุษย์มีความรู้เกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยไม่มากนัก
ส่วนใหญ่ได้มาจากการศึกษาวัตถุนอกโลก ที่ตกผ่านเขตบรรยากาศโลก เหลือซากจากการ
ลุกไหม้ เนื่องจากการเสียดสีกับบรรยากาศ ตกลงบนพื้นโลกให้จับต้องได้ซึ่งเราเรียกว่า
อุกกาบาต จึงสันนิษฐานว่า อุกกาบาตคงมาจากดาวเคราะห์น้อย เพราะมีองค์ประกอบ
คล้ายกันมาก อุกกาบาตที่รวบรวมได้มีหลายชนิด โดยพบว่า มากกว่าร้อยละ 90 เป็น
อุกกาบาตชนิดหิน รองลงมาเป็นอุกกาบาตชนิดโลหะผสมของเหล็กกับนิกเกิล ประมาณ
ร้อยละ 6 และส่วนที่เหลือ เป็นอุกกาบาตชนิดหินผสมโลหะ ซึ่งอุกกาบาตชนิดหินสังเกตได้
ยาก เนื่องจากมีลักษณะคล้ายหินบนโลกมาก

11.2 ดาวหาง
ดาวหาง (Comet) เป็นวัตถุจำพวกน้ำแข็งซึ่งมีจุดกำเนิดมาจากขอบของระบบสุริยะ
นักดาราศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่า ดาวหางมีกำเนิดมาจากเมฆออร์ท (Oort's cloud) ซึ่งเป็น
ผลึกน้ำแข็งอยู่ที่ขอบของระบบสุริยะ เมื่อมีแรงภายนอกมากระทำ เช่น ซูเปอร์โนวา
(Supernova) หรือดาวฤกษ์ระเบิดดาวหางจะหลุดออกจากถิ่นกำเนิดและถูกแรงโน้มถ่วง
ของดวงอาทิตย์ดึงดูดมาเป็นบริวาร วงโคจรของดาวหางจึงยาวไกลและมีความรีมาก ไม่อยู่
ในระนาบสุริยวิถี เนื่องจากเมฆออร์ทมีลักษณะเป็นทรงกลมที่ห่อหุ้มดวงอาทิตย์ ดาวหางจึง
เคลื่อนที่เข้าดวงอาทิตย์ได้จากทุกทิศทาง
นักดาราศาสตร์แบ่งดาวหางออกเป็น 2 ประเภท คือ ดาวหางคาบวงโคจรยาว และ
ดาวหางคาบวงโคจรสั้น ตอนแรกดาวหางมีคาบวงโคจรยาวเพราะเดินทางมาจากขอบของ
ระบบสุริยะ แต่เมื่อเข้ามาถึงอาณาบริเวณที่มีดาวเคราะห์แรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์จะมี
อิทธิพลทำให้วงโคจรของดาวหางเล็กลง หรือกลายมาเป็นดวงจันทร์โคจรรอบดาวเคราะห์
เสียเอง ดังเช่น โฟบัสและดีมอส ดวงจันทร์ขนาดเล็กของดาวอังคาร ดาวหางไฮยากูทาเกะ
(Hyakutake) เป็นดาวหางคาบวงจรยาวโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลานานกว่า 10,000 ปี ดา
วหางฮัลเลย์ (Halley) เป็นดาวหางคาบวงโคจรวงจรสั้นโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 76 ปี
ส่วนดาวหางเทมเปิล 1 (Tempel 1) มีคาบโคจรรอบดวงอาทิตย์เพียง 5.5 ปี ภาพที่ 2 แสดง
ให้เห็นถึง อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ซึ่งทำให้ดาวหางมีวงโคจรรอบดวง
อาทิตย์สั้นลง

32

ดาวหางเป็นวัตถุขนาดเล็กของระบบสุริยะ นิวเคลียสของดาวหางมีขนาดประมาณ 1 -
10 กิโลเมตร มีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำแข็งปะปนกับเศษหินและสสารอื่นๆ ซึ่งดาวหาง
กวาดชนขณะที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เราจีงเปรียบดาวหางเป็นก้อนน้ำแข็งสกปรก อย่างไร
ก็ตาม ดาวหางอาจเป็นพาหะนำเชื้อชีวิตจากดาวดวงหนึ่งไปสู่ดาวอีกดวงหนึ่ง ดาวหางเป็น
ทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย ดาวหางทำให้โลกมีน้ำในมหาสมุทรและนำสิ่งมีชีวิตมาสู่บนโลก แต่
ดาวหางก็เคยพุ่งชนโลกจนทำให้สิ่งมีชีวิตบางชนิดสูญพันธุ์ไปแล้วหลายรอบ (รอบละ
ประมาณหนึ่งร้อยล้านปี) ครั้งล่าสุดคือ ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เมื่อ 65 ล้านปีมาแล้ว

เมื่อดาวหางอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์จะเป็นเพียงก้อนน้ำแข็งที่ไม่มีหางเรียกว่า
"นิวเคลียส" (Nucleus) ประกอบไปด้วยน้ำแข็ง คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย โดย
มีเปลือกแข็งห่อหุ้มอยู่ เมื่อดาวหางโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์น้ำแข็งเหล่านี้จะระเหิดเป็นแก๊ส
ด้านที่หันเข้าหาแสงอาทิตย์จะมีแก๊สประทุลอยออกมาห่อหุ้มนิวเคลียสเรียกว่า "โคมา"
(Coma) ซึ่งมีอาจขนาดหลายร้อยหลายพันกิโลเมตร ลมสุริยะหรืออนุภาคพลังงานสูงจาก
ดวงอาทิตย์ปะทะโคมาให้ปลิวไปยังด้านหลังกลายเป็น "หาง" (Tail) ยาวนับล้าน
กิโลเมตรหางของดาวหางมี 2 ชนิดคือ หางแก๊สและหางฝุ่น "หางแก๊ส" (Ion tail) มีลักษะ
เป็นเส้นตรงชี้ไปทางทิศตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ มีสีฟ้าเกิดจากแก๊สของดาวหางได้รับ
พลังงานดวงอาทิตย์แล้วคายประจุออกมา "หางฝุ่น" (Dust tail) เกิดจากมวลของดาวหางที่
พ่นออกมาจากนิวเคลียส มวลเหล่านี้มีโมเมนตัมจึงเคลื่อนที่โค้งไปตามทิศทางที่ดาวหาง
โคจรเมื่อดาวหางโคจรรอบดวงอาทิตย์ก็จะสูญเสียมวลไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดดวง
ดาวหางจึงมีอายุไม่ยืน

11.3 อุกกาบาต
วัตถุจำพวกดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดเล็กกว่า 1 กิโลเมตร เรียกว่า "สะเก็ดดาว"
(Meteoroids) เมื่อสะเก็ดดาวตกลงสู่โลกและเสียดสีกับบรรยากาศจนเกิดความร้อนและลุก
ติดไฟ มองเห็นเป็นทางยาวในเวลากลางคืนเรียกว่า "ดาวตก" หรือ "ผีพุ่งใต้" (Meteor หรือ
Shooting star) ดาวตกที่มองเห็นส่วนมากมีขนาดประมาณเม็ดทราย แต่เคลื่อนที่ด้วย
ความเร็วสูงประมาณ 40 - 70 กิโลเมตร/วินาที จึงเสียดสีกับอากาศจนร้อนมากจนเผาไหม้
หมดก่อนที่จะตกถึงพื้นผิวโลก อย่างไรก็ตามถ้าสะเก็ดดาวขนาดใหญ่ตกลงมาก็จะเผาไหม้
ไม่หมด เหลือชิ้นส่วนตกค้างบนพื้นผิวโลกซึ่งเรียกว่า "อุกกาบาต" (Meteorite) และหลุมที่
เกิดจากการพุ่งชนเรียกว่า "หลุมอุกกาบาต" (Meteor crator)
การแบ่งประเภทของอุกกาบาตเป็นเช่นเดียวกับการแบ่งประเภทดาวเคราะห์น้อย
เพราะอุกกาบาตก็คือชิ้นส่วนของดาวเคราะห์น้อยนั่นเอง ซึ่งแบ่งตามองค์ประกอบทางเคมี
ได้ดังนี้
C-type (Carbonaceous chondrite) อุกกาบาตคาร์บอนมีสีคล้ำเนื่องจากมีองค์
ประกอบเป็นคาร์บอนจำนวนมาก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อุกกาบาตประเภทนี้เป็น
พาหะนำเชื้อชีวิตมาสู่โลก
S-type (Stone) อุกกาบาตหิน มีองค์ประกอบเป็นซิลิกา
M-type (Metal) อุกกาบาตโลหะ มีองค์ประกอบเป็นเหล็กและนิเกิล

33

นอกจากอุกกาบาตจะเกิดขึ้นจากสะเก็ดดาวเคราะห์น้อยแล้ว ยังมีอุกกาบาตบนพื้น
โลกที่มาจากดวงจันทร์และดาวอังคารซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากเมื่อมีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่
พุ่งชนดวงจันทร์ของดาวอังคาร แรงระเบิดจะทำให้สะเก็ดดาวกระเด็นขึ้นสู่อวกาศจนหลุด
พ้นจากแรงโน้มถ่วงและล่องลอยไปในอวกาศ เมื่อโลกโคจรผ่านเข้ามา แรงโน้มถ่วงของโลก
จะดึงดูดให้สะเก็ดดาวนั้นตกลงมา และถ้าอุกกาบาตนั้นตกลงบนพื้นผิวสีขาวเช่นแผ่นน้ำ
แข็ง นักวิทยาศาสตร์ก็จะตามไปเก็บได้ง่าย

ในปี พ.ศ.2539 ได้มีการค้นพบอุกกาบาต ALH84001 ซึ่งเป็นสะเก็ดดาวอังคารตกลง
บนแผ่นน้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติก เมื่อนำมาส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแล้ว
พบวัตถุรูปร่างเหมือนสิ่งมีชีวิต นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าเป็นฟอสซิลจุลินทรีย์บนดาว
อังคาร แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าเป็นจุลินทรีย์บนโลกของเราซึ่งมาอาศัยอยู่ในภาย
หลังจากที่อุกกาบาตอยู่บนพื้นโลกแล้ว อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด
ความรู้เพิ่มเติม

4,600 ล้านปีมาแล้ว ฝุ่นและแก๊สรวมตัวกันกำเนิดเป็นดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ ดวง
จันทร์ และวัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ
65 ล้านปีมาแล้ว อุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชนโลกที่ ชิคซูลูบ (Chicxulub) คาบสมุทรยู
คาทาน ประเทศเม็กซิโก ไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกร้อยละ 75 ของโลกสูญพันธุ์
50,000 ปีมาแล้ว เกิดหลุมอุกกาบาตบาร์ริงเจอร์ ในทวีปอเมริกาเหนือ
ปี พ.ศ.2441 อุกกาบาตระเบิดกลางอากาศ ทำให้ต้นไม้ในป่าทังกูสก้าในไซบีเรีย ล้ม
ตายเป็นอาณาบริเวณกว้าง
ปี พ.ศ.2539 มีการค้นพบอุกกาบาต ALH84001 ซึ่งเป็นสะเก็ดดาวอังคารตกลงบน
แผ่นน้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติก ภายในมีฟอสซิลจุลินทรีย์ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บางคน
เชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร
11.4 ฝนดาวตก
ฝนดาวตก (Meteor shower) หมายถึง ปรากฏการณ์ท้องฟ้าที่มีดาวตกจำนวนมากตก
มาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน ฝนดาวตกส่วนมากเกิดขึ้นจากฝุ่นของดาวหาง (ยกเว้นฝน
ดาวตกเจมินิดส์ เกิดจากฝุ่นของดาวเคราะห์น้อยเฟธอน 3200) เมื่อดาวหางโคจรรอบดวง
อาทิตย์ มันจะปล่อยอนุภาคออกมาเป็นทางยาวทิ้งไว้เป็นทางยาวในวงโคจร เรียกว่า "ธาร
อุกกาบาต" (Meteor stream) ดาวหางที่มีขนาดใหญ่และกำลังคุกรุ่นจะทำให้เกิดธาร
อุกกาบาตขนาดใหญ่ซึ่งมีอนุภาคจำนวนมากดาวหางที่มีขนาดเล็กและเก่าแก่จะมีธาร
อุกกาบาตขนาดเล็กและมีอนุภาคจำนวนน้อย ดาวหางบางดวง เช่น ดาวหางฮัลเลย์มีวง
โคจรตัดกับวงโคจรของโลก ถ้าดาวหางผ่านมาพร้อมกับที่โลกโคจรเข้าไปพอไป ดาวหางจะ
ชนโลกทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตบนโลกเหมือนดังเมื่อ 65 ล้านปีมาแล้ว
เนื่องจากฝุ่นและแก๊สที่เกิดจากการระเบิดจะปกคลุมพื้นผิวของโลกนานหลายเดือนจนพืช
ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ทำให้ห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศถูกทำลายถ้าหากโลกโคจร
ผ่านเข้าไปในธารอุกกาบาตขณะที่ดาวหางเพิ่งจะผ่านไปจะทำให้เกิดฝนดาวตกจำนวนมาก
แต่ถ้าหากดาวหางโคจรผ่านไปนานแล้วก่อนที่โลกจะโคจรเข้าไป

34

ฝนดาวตกก็จะมีจำนวนน้อย
ฝนดาวตกแตกต่างจากดาวตกทั่วไปตรงที่ดาวตกทั่วไปมีจำนวนน้อย (แต่ละคืนมี


ดาวตกให้เห็นเพียงไม่กี่ดวง) และไม่ได้ตกลงมาจากจุดเดียวกัน แต่ฝนดาวตกจะมีดาวตก

จำนวนมาก (คืนละหลายสิบดวงถึงหลายหมื่นดวงขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของธาร

อุกกาบาต) เมื่อเราเห็นดาวตกแต่ละดวงตกลงมาจากฟ้าแล้วลากเส้นย้อนกลับทิศทางที่

ดาวตกแต่ละดวงตกลงมา จะพบว่าแต่ละเส้นตัดกันที่บริเวณเดียวกันเรียกว่า "เรเดียนท์"

(Radiant) ฝนดาวตกจะมีชื่อเรียกตามตำแหน่งของเรเดียนท์ในกลุ่มดาว เช่น ฝนดาวตกลี

โอนิดส์ (Leonids) มีเรเดียนท์อยู่ในกลุ่มดาวสิงห์โต (Leo), ฝนดาวตกเจมินิดส์ (Geminids)

มีเรเดียนท์อยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ (Gemini), และฝนดาวตกโอไรออนิดส์มีเรเดียนอยู่กลุ่มดาว

นายพราน (Orion)

ฝนดาวตกเป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ดังนั้นการดูฝนดาวตกจึง

สามารถวางแผนได้ล่วงหน้าโดยดูจากปฏิทินฝนดาวตก โดยเลือกดูฝนดาวตกที่ไม่เกิดขึ้นใน

ฤดูฝน และมีจำนวนดาวตกมาก ทั้งนี้มีปัจจัยสำคัญอีกสามประการที่ต้องพิจารณาคือ

สภาพอากาศ เวลาขึ้นตกของดวงจันทร์ และเลือกสถานที่มืดปราศจากแสงรบกวน เพราะ

ฝนดาวตกไม่สว่างมาก ไม่สามารถสู้แสงจันทร์หรือแสงจากเมืองได้ ยกเว้นดาวตกดวงใหญ่ที่

เรียกว่า "ไฟร์บอล" (Fireball) ซึ่งนานๆ ครั้งจะมีให้เห็น
ในการดูฝนดาวตกไม่จำเป็นต้องจ้องมองที่เรเดียนท์ เพราะตอนที่ดาวตกจากมาจากเรเดียน

ท์นั้นเรายังมองไม่เห็น ดาวตกจะเกิดแสงสว่างต่อเมื่อเสียดสีกับชั้นบรรยากาศจนเกิดการ

ลุกไหม้แล้วเท่านั้น ดาวตกอาจจะตกข้ามศีรษะเราไปปรากฏสว่างให้เห็นในทิศทางใดก็ได้

ดังนั้นการดูฝนดาวตกควรนอนหงายแล้วกวาดมองไปให้ทั่วท้องฟ้า เพราะไม่สามารถทราบ

ล่วงหน้าว่า ดาวตกจะปรากฏให้เห็นในช่วงเวลาและทิศทางใด อย่างไรก็ตามเราจะเห็น

ดาวตกจำนวนมากเมื่อเรเดียนท์อยู่ในตำแหน่งใกล้จุดเหนือศีรษะมากที่สุด เพราะดาวตก

สามารถตกกระจายไปทั่วท้องฟ้าทุกทิศทาง

สรุป วัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ คือ สมาชิกอื่นที่โคจรรอบดวงอาทิตย์นอกเหนือจาก

ดาวเคราะห์ และดาวเคราะห์แคระ ซึ่งได้แก่ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง อุกกาบาต ดาว

บริวารของดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์แคระบางดวงที่สามารถสำรวจพบ

35

ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์

ระบบวงโคจรของดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ (Sun - Earth - Moon connection)
ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ในรอบวัน รอบเดือน หรือรอบปี ส่วนใหญ่จะเป็น
ปรากฏการณ์ทางแสง ได้แก่ กลางวันกลางคืน, ฤดูกาล, ข้างขึ้นข้างแรม, สุริยุปราคา,
จันทรุปราคา ส่วนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากแรงโน้มถ่วง ได้แก่ น้ำขึ้นน้ำลง

1. กลางวันกลางคืน
โลกหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก ทำให้เกิดกลางวันและกลาง

คืน ด้านที่หันรับแสงอาทิตย์เป็นกลางวัน ด้านตรงข้ามที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์เป็นกลางคืน
เส้นลองจิจูด (Longitude) หรือเส้นแวง คือเส้นสมมติบนพื้นโลกตามแนวทิศเหนือ-ใต้ เรา
แบ่งพิกัดลองจิจูดออกเป็น 360 เส้น ห่างกันเส้นละ 1 องศา โดยลองจิจูดเส้นแรกหรือไพรม์
เมอริเดียน (Prime Meridian) อยู่ที่ลองจิจูด 0° ลากผ่านตำบล “กรีนิช” (Greenwich) ใน
กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จากไพรม์เมอริเดียนนับไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวัน
ตกข้างละ 180° ได้แก่ ลองจิจูด 1° - 180° ตะวันออก และลองจิจูด 1° - 180° ตะวันตก รวม
ทั้งสิ้น 360° เมื่อนำ 360° หารด้วย 24 ชั่วโมง จะคำนวณได้ว่า ลองจิจูดห่างกัน 15° เวลา
ต่างกัน 1 ชั่วโมง ดังนั้นเวลามาตรฐานของประเทศไทยซึ่งถือเอาเวลาที่ลองจิจูด 105°
ตะวันออก (จังหวัดอุบลราชธานี) จึงเร็วกว่า “เวลาสากล” (Universal Time เขียนย่อว่า
UT) ซึ่งเป็นเวลาที่กรีนิช 7 ชั่วโมง (105°/15° = 7) เวลามาตรฐานประเทศไทยจึงมีค่า
UT+7 อนึ่ง เส้นลองจิจูด 180° ตะวันออก และเส้นลองจิจูด 180° ตะวันตก เป็นเส้นเดียวกัน
เรียกว่า “เส้นแบ่งวันสากล” หรือ “International Date Line” หากเราเดินทางข้ามเส้น
แบ่งวันจากทิศตะวันออกมายังทิศตะวันตก วันจะเพิ่มขึ้นหนึ่งวัน แต่ถ้าเราเดินทางข้ามเส้น
แบ่งวันจากทิศตะวันตกมายังทิศตะวันออก วันจะลดลงหนึ่งวัน
ความรู้เพิ่มเติม

โลกหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบได้มุม 360 องศา ใช้เวลา 23 ชั่วโมง 56 นาที เรียกว่า วัน
ทางดาราคติ (Sidereal day) โดยถือระยะเวลาที่ดาวฤกษ์ดวงเดิมเคลื่อนที่ผ่านเส้น
Prime meridian (RA=0 ชั่วโมง) สองครั้งเป็นสิ่งอ้างอิง
เวลามาตรฐานที่เราใช้ในนาฬิกาบอกเวลาเป็น เวลาสุริยคติ (Solar day) ซึ่งถือระยะ
เวลาที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่านเส้นเมอริเดียนสองครั้งเป็นสิ่งอ้างอิง หนึ่งวันจึงเท่ากับ
24 ชั่วโมงพอดี จะเห็นได้ว่า หนึ่งวันสุริยคติมีระยะเวลานานกว่าหนึ่งวันดาราคติ 4
นาที เนื่องจากโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ จึงทำให้ตำแหน่งของดาวบนท้องฟ้าในแต่ละ
วันเปลี่ยนไปวันละ 1 องศา

36

ปฏิทินสากลเป็นปฏิทินทางสุริยคติ (Solar calendar) 1 ปี มี 365 วัน โดยแบ่งออกเป็น
12 เดือน ๆ ละ 30 หรือ 31 วัน และเดือนกุมภาพันธ์มี 28 วัน แต่ในทุกๆ 4 ปี จะมีปี
อธิกสุรทิน ซึ่งเดือนกุมภาพันธ์จะมี 29 วัน เพื่อเพิ่มชดเชยเวลาที่โลกโคจรรอบดวง
อาทิตย์ใช้เวลารอบละ 365.25 วัน (Sidereal year)
ดวงจันทร์โคจรรอบโลก 1 รอบ ใช้เวลาประมาณ 29.5 วัน ทำให้เราจึงมองเห็นดวง
จันทร์ ปฏิทินพระเป็นปฏิทินทางจันทรคติ (Lunar calendar) แบ่งออกเป็น 12 เดือนๆ
ละ 30 วัน
สรุปได้ว่า เกิดจากการหมุนรอบตัวเองของโลกจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก
ด้านที่หันรับแสงอาทิตย์เป็นกลางวัน และด้านที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์เป็นกลางคืน

2. ฤดูกาล
ฤดูกาล (Seasons) เกิดจากโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์โดยที่แกนของโลกเอียง 23.5° ใน

ฤดูร้อนโลกเอียงขั้วเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้ซีกโลกเหนือกลายเป็นฤดูร้อน และซีกโลก
ใต้กลายเป็นฤดูหนาว หกเดือนต่อมาโลกโคจรไปอยู่อีกด้านหนึ่งของวงโคจร โลกเอียงขั้วใต้
เข้าหาดวงอาทิตย์ (แกนของโลกเอียง 23.5° คงที่ตลอดปี) ทำให้ซีกโลกใต้กลายเป็นฤดูร้อน
และซีกโลกเหนือกลายเป็นฤดูหนาว

วันที่ 20 - 21 มิถุนายน เป็นวันครีษมายัน (Summer Solstice) โลกหันซีกโลกเหนือ
เข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้เรามองเห็นดวงอาทิตย์อยู่ค่อนไปทางทิศเหนือ (Dec +23.5°)
ดวงอาทิตย์ขึ้นเร็วตกช้า เวลากลางวันยาวกว่ากลางคืน ซีกโลกเหนือเป็นฤดูร้อน
วันที่ 22 - 23 กันยายน เป็นวันศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox) ดวงอาทิตย์ขึ้นตรง
ทิศตะวันออกและตกตรงทิศตะวันตกพอดี กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน ซีกโลก
เหนือเป็นฤดูใบไม้ร่วง เนื่องจากโลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ลดลงเมื่อเทียบกับ
ฤดูร้อน ต้นไม้จึงผลัดใบทิ้ง
วันที่ 20 - 21 ธันวาคม เป็นวันเหมายัน (Winter Solstice) โลกหันซีกโลกใต้เข้าหาดวง
อาทิตย์ ทำให้เรามองเห็นดวงอาทิตย์อยู่ค่อนไปทางทิศใต้ (Dec -23.5°) ซีกโลกเหนือ
เป็นฤดูหนาว ดวงอาทิตย์ขึ้นช้าตกเร็ว เวลากลางวันสั้นกว่ากลางคืน โลกจึงได้รับ
พลังงานจากดวงอาทิตย์น้อยที่สุด ต้นไม้ในเขตละติจูดสูงทิ้งใบหมด เนื่องจากพลังงาน
แสงแดดไม่พอสำหรับการสังเคราะห์แสง
วันที่ 20 - 21 มีนาคม (Vernal Equinox) ดวงอาทิตย์ขึ้นตรงทิศตะวันออกและตกตรง
ทิศตะวันตกพอดี กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน ซีกโลกเหนือเป็นฤดูใบไม้ผลิ
เนื่องจากโลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์มากขึ้นเมื่อเทียบกับฤดูหนาว ต้นไม้ผลิใบ
ออกมาเพื่อสังเคราะห์แสงผลิตอาหาร
ความแตกต่างของช่วงเวลากลางวันและกลางคืนมีอิทธิพลต่อการผลิและผลัดใบใน
เขตละติจูดสูงๆ เช่น ทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่ในเขตละติจูดต่ำใกล้เส้นศูนย์สูตรจะ
ไม่มีผลมากนัก เนื่องจากดวงอาทิตย์ปรากฏเป็นมุมสูงใกล้จุดเหนือศีรษะ พื้นผิวโลกได้รับ
พลังงานจากดวงอาทิตย์มากตลอดทั้งปี ต้นไม้จึงไม่ผลัดใบ

37

ถ้าหากพื้นผิวของโลกมีสภาพเป็นเนื้อเดียวเหมือนกันหมด (ทรงกลมที่สมบูรณ์) ทุก
บริเวณของโลกจะมี 4 ฤดูตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อย่างไรก็ตามพื้นผิวโลกมีสภาพแตก
ต่างกัน เช่น ภูเขา ที่ราบ ทะเล มหาสมุทร ซึ่งส่งอิทธิพลต่อสภาพลมฟ้าอากาศ ประเทศไทย
ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีน ขนาบด้วยมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ จึงตกอยู่ในอิทธิพล
ของลมมรสุม (Monsoon) ทำให้ประเทศไทยมี 3 ฤดู ดังนี้

ฤดูร้อน : ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงกลางเดือนพฤษภาคม
ฤดูฝน : ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ถึงปลายเดือนตุลาคม
ฤดูหนาว : ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์
จะสรุปได้ว่า สาเหตุการเกิดฤดูกาลนั้นเกิดจากการที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์และแกน
ของโลกเอียงทำมุมกับวงโคจรของมันเอง และในขณะที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ แต่ละ
ตำแหน่งบนผิวโลกจะเข้าหาดวงอาทิตย์ไม่เท่ากันเนื่องจากแต่ละตำแหน่งมีลักษณะที่แตก
ต่างกันไป เช่น ภูเขา ที่ราบ ทะเล มหาสมุทร ซึ่งส่งผลต่อสภาพอากาศทำให้เกิดฤดูกาลขึ้น
มา

3. ข้างขึ้นข้างแรม
ข้างขึ้นข้างแรม (The Moon’s Phases) เกิดขึ้นเนื่องจากดวงจันทร์มีรูปร่างเป็นทรง

กลม ไม่มีแสงในตัวเอง ด้านสว่างได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ แต่ด้านตรงข้ามกับดวงอาทิตย์
ถูกบังด้วยเงาของตัวเอง ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ทำให้มุมระหว่างดวงอาทิตย์-ดวงจันทร์-
โลก เปลี่ยน เปลี่ยนแปลงไปวันละ 12 องศา เมื่อมองดูดวงจันทร์จากโลก เราจึงมองเห็น
เสี้ยวของดวงจันทร์มีขนาดเปลี่ยนไปเป็นวงรอบดังภาพที่ 1 ใช้ประมาณ 30 วัน

คนไทยแบ่งเดือนทางจันทรคติ (Lunarmonth)ออกเป็น 30 วัน คือ วันขึ้น 1 ค่ำ - วัน
ขึ้น 15 ค่ำและ วันแรม 1 ค่ำ - วันแรม 15 ค่ำ โดยถือให้วันขึ้น 15 ค่ำ (ดวงจันทร์สว่างเต็ม
ดวง), วันแรม 15 ค่ำ (ดวงจันทร์มืดทั้งดวง), วันแรม 8 ค่ำ และวันขึ้น 8 ค่ำ (ดวงจันทร์สว่าง
ครึ่งดวง) เป็นวันพระ

วันแรม 15 ค่ำ (NewMoon):เมื่อดวงจันทร์อยู่ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์หัน
ด้านเงามืดเข้าหาโลก ตำแหน่งปรากฏของดวงจันทร์อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ แสงสว่าง
ของดวงอาทิตย์ ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นดวงจันทร์ได้เลย
วันขึ้น 8 ค่ำ (FirstQuarter):เมื่อดวงจันทร์เคลื่อนมาอยู่ในตำแหน่งมุมฉากระหว่างโลก
กับดวงอาทิตย์ ทำให้เรามองเห็นด้านสว่างและด้านมืดของดวงจันทร์มีขนาดเท่ากัน
วันขึ้น 15 ค่ำ หรือ วันเพ็ญ (FullMoon):ดวงจันทร์โคจรมาอยู่ด้านตรงข้ามกับดวง
อาทิตย์ ดวงจันทร์หันด้านที่ได้รับแสงอาทิตย์เข้าหาโลก ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์
เต็มดวง
วันแรม 8 ค่ำ (ThirdQuarter):ดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในตำแหน่งมุมฉากระหว่างโลกกับ
ดวงอาทิตย์ ทำให้เรามองเห็นด้านสว่างและด้านมืดของดวงจันทร์มีขนาดเท่ากัน

38

วิธีสังเกตข้างขึ้นข้างแรม
คนโบราณมองเห็นพื้นที่สีคล้ำซึ่งเต็มไปด้วยหลุมอุกาบาตบนดวงจันทร์เป็นรูปกระต่าย

เราสามารถใช้รูปกระต่ายบนดวงจันทร์ช่วยสังเกตข้างขึ้นข้างแรมได้ดังนี้
วันขึ้น 15 ค่ำ (Full Moon): ดวงจันทร์อยู่ทางด้านตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ เราจะมอง
เห็นดวงจันทร์เต็มดวง ขึ้นที่ขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกเวลาประมาณ 6 โมงเย็น
ข้างแรม (Waning Moon): เนื่องจากดวงจันทร์โคจรรอบโลก 1 รอบใช้เวลา 29.5 วัน
ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์ขึ้นช้าวันละ 50 นาที หรือประมาณ 12 องศา เราจึงมอง
เห็นดวงจันทร์ตอนเย็นก่อนดวงอาทิตย์ตก และเห็นหัวกระต่าย เสี้ยวของดวงจันทร์
บางขึ้นจนกระทั่งมืดหมดทั้งดวงในวันแรม 15 ค่ำ
วันแรม 15 ค่ำ (New Moon): ดวงจันทร์อยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก เราจึงมองเห็น
แต่เงามืดของดวงจันทร์ ดวงจันทร์จะขึ้นและตกพร้อมๆ กับดวงอาทิตย์
ข้างขึ้น (Waxing Moon): เราจะมองเห็นดวงจันทร์ตอนรุ่งเช้าก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น และ
ไม่เห็นหัวกระต่าย เสี้ยวของดวงจันทร์จะหนาขึ้นจนกระทั่งสว่างเต็มดวงในวันขึ้น 15
ค่ำ
ดังนั้นสรุปได้ว่า ปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรม เกิดจากดวงจันทร์โคจรรอบโลก แล้ว

ทำให้ผู้สังเกตที่อยู่บนโลก มองเห็นแสงที่เกิดจากการสะท้อนจากดวงอาทิตย์แตกต่างกันไป

4. น้ำขึ้นน้ำลง
แรงไทดัล เมื่อดาวดวงหนึ่งได้รับอิทธิพลจากแรงโน้มถ่วงจากดาวอีกดวงหนึ่ง ด้านที่อยู่

ใกล้จะได้ถูกดึงดูดมากกว่าด้านที่อยู่ไกล ความแตกต่างของแรงทั้งด้านจะทำให้เกิด
ความเครียดภายใน ถ้าเนื้อของดาวไม่แข็งแรงพอก็อาจจะทำให้ดาวแตกได้ ถ้าเนื้อของดาว
มีความหยุ่นก็จะทำให้ดาวยืดออกเป็นทรงรี เราเรียกแรงภายในที่แตกต่างนี้ว่า "แรงไทดัล"
(Tidalforce)ยกตัวอย่างเช่น แรงที่ทำให้ดวงจันทร์บริวารแตกเป็นวงแหวนของดาวเสาร์
แรงที่ทำให้ดาวพุธเป็นทรงรี และแรงที่ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งจะอธิบายดังต่อไปนี้

ตามกฎแปรผกผันยกกำลังสองของนิวตัน เมื่อวัตถุอยู่ไกลจากกันแรงโน้มถ่วงระหว่าง
วัตถุจะลดลง ดังนั้นเมื่อวางลูกบิลเลียดสามลูกในอวกาศ โดยเรียงลำดับระยะห่างจากดาว
เคราะห์ แรงโน้มถ่วงระหว่างดาวเคราะห์กับลูกบิลเลียดหมายเลข 3 มากกว่า แรงโน้มถ่วง
ระหว่างดาวเคราะห์กับลูกบิลเลียดหมายเลข 2 และมากกว่า แรงโน้มถ่วงระหว่างดาว
เคราะห์กับลูกบิลเลียดหมายเลข 1 ตามลำด

เมื่อเวลาผ่านไป
ลูกบิลเลียดหมายเลข 3 จะเคลื่อนที่เข้าหาดาวเคราะห์ เป็นระยะทางมากที่สุด

ลูกบิลเลียดหมายเลข 2 จะเคลื่อนที่เข้าหาดาวเคราะห์ เป็นระยะทางน้อยกว่า
ลูกบิลเลียดหมายเลข 1 จะเคลื่อนที่เข้าหาดาวเคราะห์ เป็นระยะทางน้อยที่สุด
หากเราจ้องมองที่ลูกบิลเลียดหมายเลข 2 จะมองเห็นว่า ระยะทางระหว่างลูกบิลเลียด
หมายเลข 1 และ 2” และ ระยะทางระหว่างลูกบิลเลียดหมายเลข 2 และ 3” เพิ่มมากขึ้น










Click to View FlipBook Version