บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยเรื่องส ารวจความหลากหลายพืชผกัพ้ืนบา้น หมู่ที่5 ชุมชนบ้านนากก ต าบลฉลอง อา เภอเมืองจงัหวดัภูเกต็ผวู้ิจยัทา การศึกษาเอกสารและงานวิจยัที่เกี่ยวขอ้งดงัน้ี 2.1 พืชผักพื้นบ้าน 2.1.1 ความหมายของพืชผักพื้นบ้าน ผักตามความหมายสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง พืชบางชนิด ที่น ามาใช้รับประทานเป็นอาหารประเภทให้วิตามินและเกลือแร่เป็นส าคญัมีผูไ้ด้ให้ความหมาย ของผกัพ้ืนบา้นไวด้งัต่อไป สุทธิพงศ์ ถิ่นเขานอ้ย (2553) ไดใ้ห้ความหมายผกัพ้ืนบา้นไวว้่าผกัหรือพืชไมท้ ี่เจริญ ในทอ้งถิ่นและชาวบา้นนา มาบริโภคอาหารเป็นประจา เกิดตามแหล่งธรรมชาติป่าเขา ห้วยบึง ริมน้า ทุ่งนา หรือถูกน ามาปลูกไว้ที่บา้น ผกัพ้ืนบา้นมีหลากหลายชนิด มีชื่อเฉพาะของแต่ละทอ้งถิ่นและนา ไป ปรุงเป็นอาหารพ้ืนเมืองประจา ถิ่น การบริโภคส่วนใหญ่จะนา ยอดอ่อน ดอก ผล และเมล็ด เรียกผกั ที่ให้สรรพคุณทางยาน้ีว่า ผกัพ้ืนบา้นสมุนไพร เพราะผกัพ้ืนบา้นมีคุณค่ามหาศาล หาไดง้่าย ราคาถูก ปลูกง่ายทนทานต่อดิน ฟ้าอากาศไม่ตอ้งดูแลมากเพียงเกบ็ยอด ดอกใบ กจ็ะแตกหน่อข้ึนมาใหม่ ยิ่งยง ไพสุขศานติวฒันา (2551) ไดใ้ห้ความหมายผกัพ้ืนบา้นไวว้่า พรรณพืชที่มนุษย์ ในทอ้งถิ่นต่างๆ นา มาบริโภคในรูปแบบของผกัคือเป็นส่วนประกอบหลกัในตา รับอาหาร พืชดงักล่าว ยงัไม่เคยผา่นกระบวนการการผสมหรือปรับปรุงพนัธุ์และยงัไม่มีการปลูกเชิงการคา้อยา่งแพร่หลาย เมฆ จนัทน์ประยรู (2541)ไดใ้หค้วามหมายของผกัพ้ืนบา้นไวว้า่พรรณพืชผกัพ้ืนบา้น หรือพรรณไม้พ้ืนเมืองที่มีอยู่ในทอ้งถิ่น ที่ชาวบ้านน ามาบริโภคเป็นผกัเป็นอาหารตามวัฒนธรรม การบริโภคของทอ้งถิ่นน้ันๆ ที่ได้จากแหล่งธรรมชาติจากทุ่งนา สวน หรือชาวบา้นน ามาปลูกไว ้ ใกล้บ้าน เพื่อความสะดวกในการเกบ็มาบริโภคผกัพ้ืนบา้นเหล่าน้ีอาจมีชื่อเฉพาะตามทอ้งถิ่นและน าไป
ประกอบอาหารพ้ืนเมืองตามกรรมวิธีวฒันธรรมการกินของแต่ละทอ้งถิ่น นอกจากน้ีพรรณไมเ้หล่าน้ี ยังน ามาใช้เป็ นยารักษาโรค เป็นเครื่องแต่งกาย เป็นเครื่องมือในการด ารงชีพ และบางประเภท กม็ีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ส านักคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน (2538) ไดใ้ห้ความหมายผกัพ้ืนบา้นไวว้่า พรรณพืชผกัพ้ืนบา้นหรือพรรณไมพ้ ้ืนเมืองในทอ้งถิ่น ที่ชาวบา้นนา มาบริโภคเป็นผกัตามวฒันธรรม การบริโภคของทอ้งถิ่นในแหล่งธรรมชาติเช่น ป่าเขา ป่าแพะ ป่าละเมาะ หนองบึงริมแม่น้า และธารน้า สวน ไร่นา หรือนา มาปลูกไวใ้กลบ้า้นเพื่อให้สะดวกในการเก็บมาบริโภค ผกัพ้ืนบา้นเหล่าน้ีอาจมี ชื่อเฉพาะตามทอ้งถิ่นและน าไปประกอบเป็นอาหารตามกรรมวิธีของแต่ละทอ้งถิ่น นอกจากน้ีพืชผกั พ้ืนบา้นเหล่าน้ียงัถูกนา มาใชป้ระโยชน์ด้านสรรพคุณทางยารักษาโรค ดา้นเครื่องแต่งกาย ดา้นเครื่องใช้ สอยและดา้นเศรษฐกิจอีกดว้ย โดยสรุปแลว้พืชผกัพ้ืนบา้น หมายถึง พรรณพืชผกัพ้ืนบา้นหรือพรรณไมพ้ ้ืนเมือง ที่ชาวบ้านน ามาบริโภค เกิดตามแหล่งธรรมชาติป่าเขา หว้ยบึงริมน้า ทุ่งนา หรือถูกนา มาปลูกไวท้ี่บา้น เพื่อความสะดวกในการเก็บมาบริโภค นอกจากน้ีพืชผกัเหล่าน้ียงัถูกนา มาใชป้ระโยชน์ทางยารักษาโรค ดา้นเครื่องแต่งกาย ดา้นเครื่องใชส้อยและดา้นเศรษฐกิจอีกด้วย ใ น ฐ า น ะ ที่ ค ณ ะ ผู้วิ จัย เ ล็ง เ ห็ น ค ว า ม ส า คัญ แ ล ะ ค ว า ม จ า เ ป็ น ใ น ก า ร ศึ ก ษ า ความหลากหลายและการใช้ประโยชน์ด้านสรรพคุณทางยาจากพืชผกัพ้ืนบา้น ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่ออนุรักษ์ฟ้ืนฟูธ ารงรักษาขุมทรัพยอ์นัทรงคุณค่าความหลากหลายของพืชผกัพ้ืนบา้นให้คงอยู่ คู่สงัคมไทยเพื่อสร้างรายได้และการพ่ึงพาตนเองอยา่งยงั่ยนื 2.1.2 การจ าแนกพืชผักพื้นบ้าน วิธีการจา แนกพืชผกัพ้ืนบา้น (Vegetable Classification) มีรายละเอียดดงัต่อไปน้ี 1) จ าแนกตามความแตกต่างด้านพฤกษศาสตร์(Botanical classification) เป็นการจา แนกพืชผกัออกตามลกัษณะทางพฤกษศาสตร์เช่น ใชล้กัษณะของรากใบ ดอกผลและเมลด็ ในการแบ่งพืชผกัวา่อยใู่นตระกลู (Family) เดียวกนัหรือไม่
การแบ่งพืชผกัทางพฤกษศาสตร์จะแบ่งออกเป็นลา ดบัดงัน้ี Plant kingdom อาณาจักรพืช Sub kingdom อาณาจกัรยอ่ย Division จ าพวก Class ช้นั Family วงศ์หรือตระกูล Genus สกุล Species ชนิด Variety พันธุ์ ระบบการจา แนกพืชผกัทางพฤกษศาสตร์น้ีสามารถใชแ้สดงความสมัพนัธ์ (Relationship) และมีประโยชน์ในด้านการวางแผนปรับปรุงพันธุ์ซึ่งรักบา้นเกิด อ้างใน Bailey (1925) ไดจ้า แนกออกเป็น 4กลุ่ม คือ 1.1) Thallophyta ไดแ้ก่พวก Thallophytes ซ่ึงเป็นพืชช้นัต่า ไม่มีรากลา ตน้ และใบ เช่น พวกแบคทีเรีย สาหร่าย(algea) รา (fungi) และไลนเคน (lichen) 1.2) Bryophyta เช่น พวกliverworts และ mosses 1.3)Pteridophyta เช่น พวกfern and their allies 1.4) Spermatophyta เช่น พวกพืชช้นัสูง หรือพืชที่มีเมล็ดซ่ึงพืชผกัก็จดัอยู่ ในกลุ่มน้ีดว้ยโดยที่Spermatophyta น้ีสามารถแบ่งออกเป็น 2 Divisions คือ 1.4.1) Gymnospermae พวกน้ีจะมีไข่(Ovule) อยนู่อกรังไข่(Ovary) 1.4.2) Angispermae พวกน้ีจะมีไข่ (Ovule) อยู่ในรังไข่ (Ovary) ซ่ึงพืชผกักอ็ยใู่น Division น้ีและสามารถแบ่งออกเป็น 2 classes ไดแ้ก่
1.4.2.1) Class Monocotyyledoneae เป็นพืชใบเล้ียงเดี่ยวเช่น หอม กระเทียม ขา้วโพด หน่อไมฝ้รั่งขิง 1.4.2.2) Class Dicotyledoneae เป็นพืชใบเล้ียงคู่เช่น ผกักาด กะหล่า ต่างๆ แตงต่างๆ นอกจากน้ียงัแบ่งออกเป็น 2Series ไดแ้ก่ (1) Choripetalae เป็นพืชผกัที่มีกลีบเล้ียงหรือกลีบ ดอกจะแยกออกจากกนัเป็นหลายกลบัอยา่งเห็นไดช้ดั (2) Gramopetalae เป็นพืชผกัที่มีกลีบเล้ียงหรือกลีบ ดอกรวมกนัเป็นกลีบเดียว 2)จ าแนกตามสภาพอากาศที่เหมาะสมส าหรับการเจริญเติบโต (Classification based on hardiness) เป็นการจา แนกกลุ่มพืชโดยพิจารณาความสามารถในการทนทานต่อสภาพอากาศ ที่เหมะสมแก่การเจริญเติบโต แบ่งไดเ้ป็น 3กลุ่ม ดงัน้ี 2.1) พืชที่สามารถทนต่ออากาศหนาวเย็น (hardly vegetable) เป็นพืชผกัที่ปลูกไดด้ีในอากาศเยน็แมว้่าจะเยน็จนถึงจุดเยือกแขง็ก็ไม่เสียหายแต่ถา้นา มาปลูกในเขต อากาศร้อนจะไม่ไดผ้ลดีเท่าที่ควรเรียกวา่พวก Hardy เช่น มนัฝรั่งถวั่ปากอา้ถวั่ลนัเตาและกะหล่า ปลี เป็ นต้น 2.2) พืชที่ทนต่ออากาศหนาวเย็นได้บ้าง (semi-hardly vegetable) เป็นพืชผกัที่ไม่สามารถทนต่ออากาศหนาวเยน็จดัได้คือ ทนต่อความร้อนและความเยน็ ไดพ้อประมาณ เจริญได้ดีในอุณหภูมิ 15-18องศาเซลเซียส เรียกว่า พวก Half-hardy เช่น ผกักาดหอม ข้ึนฉ่าย บีทรูท แครอท เป็ นต้น 2.3) พืชผกัที่ไม่ทนต่อความหนาวเย็น (tender vegetable) เป็ นพืชผัก ที่ไม่สามารถทนต่ออากาศหนาวเยน็ ไดเ้ลย สามารถเจริญไดด้ีในอุณหภูมิ25-30องศาเซลเซียส เรียกวา่ พวก Tender เช่น ถวั่ฝักยาวถวั่แขก พริก มะเขือต่างๆ แตงต่างๆ ผกับุง้กระเจี๊ยบ และผกัชีเป็นตน้
3.จา แนกตามส่วนต่างๆของลา ดบัที่นา มาใชเ้ป็นอาหาร(Classification based on parts used) เป็นการจา แนกพืชผกัออกตามส่วนต่างๆของพืชผกัที่นา มาเป็นอาหาร 3.1) ส่วนที่อยใู่ตด้ินที่สามารถนา มาเป็นอาหารไดแ้ก่ 1) รากใต้ดิน (Root) เช่น ผกักาดหัว บีทรูท แครอท เทอร์นิพ มันเทศ และมันแกว เป็ นต้น 2)ล าต้นใต้ดิน (Tuber) เช่น มนัฝรั่ง เป็นตน้ 3) หัวใต้ดิน (Corm) เช่น เผอืกเป็นตน้ 4) หัวใต้ดิน (Bulb) เช่น หอมหวัใหญ่หอมแดงและกระเทียมหวั เป็ นต้น 5)ล าต้นใต้ดิน (Rhizome) เช่น ขิงและขมิ้น เป็นตน้ 3.2) ส่วนของลา ตน้และใบที่นา มาเป็นอาหาร เช่น คะนา้กะหล่า ปลี กะหล่า ปม ผกักาดต่างๆ หน่อไมฝ้รั่งและผกัสลดัต่างๆ เป็นตน้ 3.3) ส่วนของดอกไม้และช่อดอกที่น ามาเป็นอาหาร เช่น กุยช่าย กะหล ่าดอก กะหล ่าดอกอิตาเลียน เป็ นต้น 3.4) ส่วนของผลที่นา มาเป็นอาหาร เช่น กระเจี๊ยบ ถวั่ต่างๆ มะเขือ พริก มะระ น้า เตา้แตงโม และแตงกวา เป็นตน้ 3.5) ส่วนของเมลด็ที่นา มาเป็นอาหารเช่น ถวั่ลนัเตา เป็นตน้ 3.6) เห็ดต่างๆ ซ่ึงถือเป็นพืชช้นัต่า ที่ลา ตน้ ไม่มีขอ้และปลอ้งและมีใบ ที่สงัเคราะห์แสงไม่ได้ 4)จา แนกตามความแตกต่างดา้นการเพาะปลูกและบา รุงรักษา (Classification based on essential method of culture) เป็นการจา แนกพืชผกัออกตามความแตกต่างดา้นการเพาะปลูก และบ ารุงรักษาซ่ึงแบ่งไดเ้ป็น 13กลุ่ม ดงัน้ี
1) พืชผักยืนต้น (Pernial crops) ไดแ้ก่หน่อไมฝ้รั่ง 2) พืชผกักินใบ ไดแ้ก่คะนา้ ป่วยเล็ง ผักบุ้ง 3) พืชผกัสลดั ไดแ้ก่ผกัสลดัต่างๆ (ผกักาดหอม)ข้ึนฉ่าย 4) พืชผักกะหล ่า-ผกักาด ไดแ้ก่กะหล่า ต่างๆ ผกักาดต่างๆ 5) พืชผกักินรากหรือหวั ไดแ้ก่ผกักาดหวัแครอท บีท 6) พืชผักตระกูลหอม-กระเทียม ไดแ้ก่หอม กระเทียม หอมหวัใหญ่ 7) พืชผกัตระกลูมนัฝรั่งไดแ้ก่มนัฝรั่ง 8)ลา ตน้ ใตด้ิน ไดแ้ก่มนัเทศ 9) พืชผกัตระกลูถวั่ ไดแ้ก่ถวั่ลนัเตาถวั่ฝักยาวถวั่แขก 10) พืชผักตระกูลมะเขือเทศ-พริกไดแ้ก่มะเขือต่างๆ มะเขือเทศและ พริก 11) พืชผกัตระกูลแตง ได้แก่แตงต่างๆ ฟัก แฟง บวบ มะระ และ น้า เตา้ 12) ขา้วโพด ไดแ้ก่ขา้วโพดหวาน และขา้วโพดฝักอ่อน 13) พืชผักเครื่องเทศ,เบ็ดเตล็ด ไดแ้ก่ขิง ข่า กระชาย ขมิ้น ตะไคร้ โหระพาแมงลกัสะระแหน่มนัแกวและเผอืก 5) จ าแนกตามฤดูกาล (Classification based on season) เป็ นการจ าแนกพืชผัก ตามช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตของพืชผกัแต่ละชนิด ซ่ึงสามารถแบ่งออกเป็น 2กลุ่ม ใหญ่ๆ คือ ก พืชผักฤดูร้อน (Warm season vegetable) ซ่ึงสามารถแบ่งไดเ้ป็น 5กลุ่ม ดงัน้ี
1) กลุ่มพืชผกัที่ชอบอุณหภูมิเฉลี่ยประจา เดือนในช่วง 15.2-21 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิเฉลี่ยต่า สุดประจา เดือนไม่ต่า กว่า 10 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ย สูงสุดประจา เดือน ไม่เกิน 26.5องศาเซลเซียส ไดแ้ก่ถวั่แขกถวั่ ไลม่า เป็นตน้ 2) กลุ่มพืชผกัที่ชอบอุณหภูมิเฉลี่ยประจา เดือนในช่วง 18.3-24 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิเฉลี่ยต่า สุดประจา เดือนไม่ต่า กวา่10องศาเซลเซียสและอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด ประจา เดือนไม่เกิน 35องศาเซลเซียส ไดแ้ก่ขา้วโพดหวาน ถวั่ฝักยาว มะเขือเปราะเป็นตน้ 3) กลุ่มพืชผกัที่ชอบอุณหภูมิเฉลี่ยประจา เดือนในช่วง 15.5-24 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิเฉลี่ยต่า สุดประจา เดือนไม่ต่า กวา่18องศาเซลเซียสและอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด ประจา เดือนไม่เกิน 32องศาเซลเซียส ไดแ้ก่แตงกวาแคนตาลูป เป็นตน้ 4) กลุ่มพืชผกัที่ชอบอุณหภูมิเฉลี่ยประจา เดือนในช่วง 21-24 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิเฉลี่ยต่า สุดประจา เดือนไม่ต่า กว่า 18.3 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ย สูงสุดประจา เดือนไม่เกิน 26.5องศาเซลเซียส ไดแ้ก่พริกหวาน พริกยกัษ์มะเขือเทศเป็นตน้ 5) กลุ่มพืชผกัที่ชอบอุณหภูมิเฉลี่ยประจา เดือนในช่วง 21-31 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิเฉลี่ยต่า สุดประจา เดือนไม่ต่า กว่า 18.3 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ย สูงสุดประจา เดือนไม่เกิน 35องศาเซลเซียส ไดแ้ก่พริก มะเขือกระเจี๊ยบ มนัเทศแตงไทยเป็นตน้ ข พืชผักฤดูหนาว (Cool season vegetable) ซ่ึงสามารถแบ่งไดเ้ป็น 3กลุ่ม ดงัน้ี 1) กลุ่มพืชผกัที่ชอบอุณหภูมิเฉลี่ยประจา เดือนในช่วง 13-24 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิเฉลี่ยต่า สุดประจา เดือนไม่ต่า กวา่7องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด ประจา เดือนไม่เกิน 30องศาเซลเซียส ไดแ้ก่กระเทียม หอมแดง หอมหวัใหญ่ชิโครี่เป็นตน้ 2)กลุ่มพืชผกัที่ชอบอุณหภูมิเฉลี่ยประจา เดือนในช่วง 15.5-18.3 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิเฉลี่ยต่า สุดประจา เดือนไม่ต่า กว่า 4.4 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ย
สูงสุดประจา เดือนไม่เกิน 24องศาเซลเซียส ไดแ้ก่บีท กะหล่า ปลีกะหล่า ดาวกะหล่า ปม คะนา้แรดิช ปวยเล้ง เมอร์นิพ เป็ นต้น 3)กลุ่มพืชผกัที่ชอบอุณหภูมิเฉลี่ยประจา เดือนในช่วง15.51-18.3 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิเฉลี่ยต่า สุดประจา เดือนไม่ต่า กวา่7องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด ประจา เดือนไม่เกิน 21-24องศาเซลเซียส ไดแ้ก่อาร์ติโช๊คแครอท กะหล่า ดอก ข้ึนฉ่ายผกักาดขาวปลี ผกักาดหอม ถวั่ลนัเตา มนัฝรั่ง เป็นตน้ 2)จ าแนกตามสภาพอากาศที่เหมาะสมส าหรับการเจริญเติบโต (Classification based on hardiness) เป็นการจา แนกกลุ่มพืชโดยพิจารณาความสามารถในการทนทานต่อสภาพอากาศ ที่เหมะสมแก่การเจริญเติบโต แบ่งไดเ้ป็น 3กลุ่ม ดงัน้ี 2.1) พืชที่สามารถทนต่ออากาศหนาวเย็น (hardly vegetable) เป็นพืชผกัที่ปลูกไดด้ีในอากาศเยน็แมว้่าจะเยน็จนถึงจุดเยือกแขง็ก็ไม่เสียหายแต่ถา้นา มาปลูกในเขต อากาศร้อนจะไม่ไดผ้ลดีเท่าที่ควรเรียกวา่พวก Hardy เช่น มนัฝรั่งถวั่ปากอา้ถวั่ลนัเตาและกะหล่า ปลี เป็ นต้น 2.2) พืชที่ทนต่ออากาศหนาวเย็นได้บ้าง (semi-hardly vegetable) เป็นพืชผกัที่ไม่สามารถทนต่ออากาศหนาวเยน็จดัได้คือ ทนต่อความร้อนและความเยน็ ไดพ้อประมาณ เจริญได้ดีในอุณหภูมิ 15-18องศาเซลเซียส เรียกว่า พวก Half-hardy เช่น ผกักาดหอม ข้ึนฉ่าย บีทรูท แครอท เป็ นต้น 2.3) พืชผกัที่ไม่ทนต่อความหนาวเยน็ (tender vegetable) เป็ นพืชผัก ที่ไม่สามารถทนต่ออากาศหนาวเยน็ ไดเ้ลย สามารถเจริญไดด้ีในอุณหภูมิ25-30องศาเซลเซียส เรียกวา่ พวก Tender เช่น ถวั่ฝักยาวถวั่แขก พริก มะเขือต่างๆ แตงต่างๆ ผกับุง้กระเจี๊ยบ และผกัชีเป็นตน้ 2.1.3 ประโยชน์ของผักพื้นบ้าน ผกัเป็นแหล่งอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของแป้ง น้า ตาลกลูโคส (Glucose) ห รื อ เ ส้ น ใ ย อ า ห า ร จ า พ ว ก เ ซ ล ลู โ ล ส ( Cellulose) แ ล ะ เ พ ก ติ น (Pectic substances)
โดยเซลลูโลสและเพกตินจะเป็นโครงสร้างของผกัพบมากบริเวณเปลือกใบ และกา้นของผกัร่างกาย คนเราไม่สามารถย่อยสารดงักล่าวน้ีได้ดงัน้ัน เมื่อกระบวนการย่อยอาหารเสร็จสิ้นลงสารที่เป็นเส้น ใหญ่เหล่าน้ีจึงเหลือเป็นกากที่สามารถอุม้น้า ไวไ้ดม้ากจะช่วยกระตุน้ ให้เกิดการบิดตวัของลา ไส้เพื่อ ส่งผ่านอาหารให้เคลื่อนที่ไปตามล าไส้จึงมีประโยชน์ในการขับถ่ายและป้องกันท้องผูกได้ (ฐิติพรเพ็งวัน, 2549) ยงิ่ยงไพสุขศาสติวฒันา (2551) ประโยชน์ของพืชผกัพ้ืนบา้น พอสรุปไดด้งัน้ี 1) ผักที่มีพลังงานต่ า เหมาะส าหรับผู้ที่ต้องการลดน้ าหนัก ได้แก่บอน (ชื่อวิทยาศาสตร์ Colocasia esculenta ชื่อวงศ์ Araceae) บวบหอม (ชื่อวิทยาศาสตร์ Luffa acutangular ชื่อวงศ์ Cucurbitaceae) ไข่ผ า (ชื่อวิทยาศาสตร์Wolffia globosa ชื่อวงศ์ Lemnaceae) ตะลิงปลิง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Averrhoa bilimbi วงศ์ Oxalidaceae) ผักแขยง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Limnophila geoffrayi ชื่ อวงศ์ Scorphulariaceae) ผักกูด (ชื่ อวิทยาศาสตร์ Diplazium esculentum ชื่ อวงศ์ Athyriaceae) ยอดฟักทอง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cucurbita moschata ชื่อวงศ์ Cucurbitaceae) เป็ นต้น 2) ผัก ที่ มี โ ป ร ตี น สู ง ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ได้แก่ยอดแค (ชื่อวิทยาศาสตร์ Dolichandrone serrulata ชื่อวงศ์ Bignoniaceae) ยอดกระถิน (ชื่อวิทยาศาสตร์ Leucaena leucocephala ชื่อวงศ์ Fabaceae) ยอดชะอม (ชื่อวิทยาศาสตร์ Senegalia pennata ชื่อวงศ์ Fabaceae) เป็ นต้น 3) ผักที่มีธาตุเหล็กสูง ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ได้แก่ผักแว่น (ชื่อวิทยาศาสตร์ Marsilea crenata ชื่อวงศ์ Marsileaceae)มะเขือพวง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum torvum ชื่อวงศ์ Solanaceae) โหระพา (ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum basilicum ชื่อวงศ์ Labiatae) ยอดกระถิน (ชื่อวิทยาศาสตร์ Leucaena leucocephala ชื่อวงศ์ Fabaceae) ผักกระเฉด (ชื่อวิทยาศาสตร์ Neptunia oleracea ชื่อวงศ์ Fabaceae) เป็ นต้น 4) ผกัที่มีฟอสฟอรัสสูง ช่วยในการสร้างกระดูกและฟัน ได้แก่ดอกขจร (ชื่อวิทยาศาสตร์ Telosma cordata ชื่อวงศ์ Apocynaceae) ผักแขยง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Limnophila
geoffrayi ชื่อวงศ์ Scorphulariaceae) ยอดข้ีเหล็ก (ชื่อวิทยาศาสตร์Senna siamea ชื่อวงศ์ Fabaceae) ยอดชะอม (ชื่อวิทยาศาสตร์ Senegalia pennata ชื่อวงศ์ Fabaceae) เป็ นต้น 5) ผกัที่มีวิตามินเอสูง ช่วยบา รุงสายตาและรักษาสุขภาพของผิวหนัง ไดแ้ก่ ใบโหระพา (ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimum basilicum ชื่อวงศ์ Labiatae) ใบยา่นาง (ชื่อวิทยาศาสตร์Tiliacora triandra ชื่อวงศ์ Menispermaceae) ผกัแว่น (ชื่อวิทยาศาสตร์Marsilea crenata ชื่อวงศ์ Marsileaceae) ยอดมะระ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica charantia ชื่อวงศ์ Cucurbitaceae) เป็ นต้น 6)ผกัที่มีวิตามินบีหน่ึงสูง ช่วยบา รุงประสาทและการทา งานของหวัใจไดแ้ก่ ยอดมะระ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Momordica charantia ชื่อวงศ์ Cucurbitaceae) มอดมะขาม ยอดมะกอก (ชื่อวิทยาศาสตร์ Spondias pinnata ชื่อวงศ์ Anacardiaceae) ใบยอ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia ชื่อวงศ์ Rubiaceae) เป็ นต้น 7) ผกัที่มีวิตามินบีสองสูง ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกายให้เป็ นไป ตามปกติและบา รุงผวิหนงั ไดแ้ก่ยอดและดอกข้ีเหลก็ (ชื่อวิทยาศาสตร์Senna siamea ชื่อวงศ์ Fabaceae) ย อ ด ผัก ห ว า น บ้า น ( ชื่ อ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ Sauropus androgynus ชื่ อ ว ง ศ์ Euphorbiaceae) ย อ ด จิ ก (ชื่อวิทยาศาสตร์ Barringtonia ชื่อวงศ์Lecythidaceae) เป็ นต้น 8) ผกัพ้ืนบา้นที่มีไนอาซินสูง ช่วยในการทา งานของระบบย่อยอาหารและ บา รุงผิวหนัง ได้แก่ผลมะแวง้ (ชื่อวิทยาศาสตร์Solanum indicum ชื่อวงศ์ Solanaceae) เครือใบยอ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia ชื่อวงศ์ Rubiaceae) ชะพลู (ชื่อวิทยาศาสตร์ Piper sarmentosum ชื่อวงศ์ Piperaceae) ยอดชะอม (ชื่อวิทยาศาสตร์ Senegalia pennata ชื่อวงศ์ Fabaceae) เป็ นต้น 9) ผกัที่มีวิตามินซีสูง ช่วยรักษาสุขภาพฟันและเหงือก ช่วยให้หลอดเลือด แขง็แรงไดแ้ก่มะระข้ีนก(ชื่อวิทยาศาสตร์Momordica charantia ชื่อวงศ์ Cucurbitaceae) พริกช้ีฟ้าเขียว (ชื่อวิทยาศาสตร์ Capsicum annuum ชื่อวงศ์ Solanaceae) ยอดสะเดาผลอ่อน (ชื่อวิทยาศาสตร์ Azadirachta indica ชื่อวงศ์ Meliaceae) เป็ นต้น
อมัพรแกว้หนู(2531)แหลง่ที่มาของพืชผกัพ้ืนบา้น พอจะสรุปไดด้งัน้ี 1) เทือกเขาป่าดงผกัที่พบ เช่น หน่อไม้(ชื่อวิทยาศาสตร์Bambusa vulgaris ชื่อวงศ์ Poaceae) เห็ด ผักหวานป่ า (ชื่อวิทยาศาสตร์ Melientha suavis ชื่อวงศ์ Opiliaceae) แคป่ า (ชื่อวิทยาศาสตร์ Dolichandrone serrulata ชื่อวงศ์ Bignoniaceae) ดอกกระเจียว (ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma sessilis ชื่อวงศ์ Zingiberaceae) 2) ทุ่งนา เ ช่น ผักบุ้ง ( ชื่อวิทยาศาสต ร์ Ipomoea aquatica ชื่ อ ว ง ศ์ Convolvulaceae) ผัก ป อ ด น า ( ชื่ อ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ Sphenoclea zeylanica ชื่ อ ว ง ศ์ Sphenocleaceae) ผักคันจอง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Limnocharis flava ชื่อวงศ์ Alismataceae) 3) หนองน้ า ล าธาร เช่น ผักกูด (ชื่อวิทยาศาสตร์Diplazium esculentum ชื่ อว งศ์ Athyriaceae) ผักแว่น (ชื่อวิทยาศาสตร์Marsilea crenata ชื่ อว งศ์ Marsileaceae) บอน (ชื่อวิทยาศาสตร์ Colocasia esculenta ชื่อวงศ์ Araceae) ผกักุ่มน้า (ชื่อวิทยาศาสตร์ Crateva religiosa ชื่อวงศ์ Capparaceae) 4) สวนหรือรอบ ๆ บา้น เช่น มะรุม (ชื่อวิทยาศาสตร์Moringa oleifera ชื่อวงศ์ Moringaceae) ผัก ต า ลึ ง ( ชื่ อ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ Coccinia grandis ชื่ อ ว ง ศ์ Cucurbitaceae) ผัก ป ลัง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Basella alba ชื่อวงศ์ Basellaceae) วฒันา เถียรสวสัด์ิอา้งใน มานิจออพานิชกิจ(2530)แหล่งของพืชผกัน้นัอาจแยกออก ไดห้ลายทาง ดงัน้ี 1)จากสวนผกัที่ปลูกและจา หน่ายเป็นการคา้ 2) จากสวนครัว ที่ชาวบา้นแต่ละครอบครัวปลูกหรือข้ึนเองในที่ดินรอบๆ บ้านหรือมีการปลูกในกระถางภาชนะต่าง ๆ 3)จากพืชที่เกิดข้ึนเองในป่าไม้ริมทางริมหนองคลอง บึง ทุ่งนาโดยที่มนุษย์ ไม่ไดป้ลูก
4) จากวัชพืช ได้แก่พืชที่มนุษย์ไม่ต้องการ แต่บางขณะกลับน ามาใช้ ประโยชน์ได้เช่น ผกัเส้ียน (ชื่อวิทยาศาสตร์Cleome gynandra ชื่อวงศ์Cleomaceae) เป็ นต้น พืชผกัเหล่าน้ีจะมีกระจายตามฤดูกาล พืชผกับางชนิดจะมีใหเ้ก็บบริโภคไดต้ลอดท้งัปี ในฤดูแลง้พืชผกัมกัจะไดจ้ากไมย้ืนตน้ โดยจะเก็บดอกยอด มาบริโภคเช่น ผกัติ้ว (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cratoxylum formosum ชื่อวงศ์ Hypericaceae) สะเดา (ชื่อวิทยาศาสตร์ Azadirachta indica ชื่อวงศ์ Meliaceae) ผักหวาน (ชื่อวิทยาศาสตร์ Melientha suavis ชื่อวงศ์ Opiliaceae) แคป่ า (ชื่อวิทยาศาสตร์ Dolichandrone serrulata ชื่ อวงศ์ Bignoniaceae) ข้ีเหล็ก (ชื่อวิทยาศาสตร์Senna siamea ชื่ อวงศ์ Fabaceae) เพกา (ชื่อวิทยาศาสตร์ Oroxylum indicum ชื่อวงศ์ Bignoniaceae) ผกั ในฤดูฝน เช่น เห็ด ดอกกระเจียว (ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma sessilis ชื่อวงศ์ Zingiberaceae) ดอกข่าป่า (ชื่อวิทยาศาสตร์ Alpinia malaccensis ชื่อวงศ์ Zingiberaceae) ยอดหวาย (ชื่อวิทยาศาสตร์ Calamus viminalis ชื่อวงศ์ Arecaceae) ตาว (ชื่อวิทยาศาสตร์ Arenga pinnata ชื่อวงศ์ Arecaceae) ผักต าลึง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Coccinia grandis ชื่อวงศ์ Cucurbitaceae) ผักหนาม (ชื่อวิทยาศาสตร์ Lasia spinosa ชื่อวงศ์ Araceae) หน่อไม้(ชื่อวิทยาศาสตร์Bambusa vulgaris ชื่อวงศ์ Poaceae) และพืชประเภทกินหวัใตด้ิน เช่น กลอย (ชื่ อวิทยาศาสตร์ Dioscorea hispida ชื่ อวงศ์ Dioscoreaceae) ผักในฤดูหนาว เช่น ดอกแคบ้าน (ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesbania grandiflora ชื่อวงศ์ Fabaceae) เป็ นต้น (เครือวัลย์ หุตานุวัตร, 2533) 2.2 พื้นที่ศึกษา ชุมชนบา้นนากกต้งัอยใู่นหมู่ที่5 ตา บลฉลองอา เภอเมือง จงัหวดัภูเก็ต พิกดัภูมิศาสตร์ละติจูด 7.86155 ลองจิจูด 98.34332 มีเน้ือที่ 37 ไร่1 งาน 74 ตารางวา พ้ืนที่มีลักษณะสภาพแวดล้อมเป็ น ป่าดิบช้ืน ส่วนใหญ่เป็นเนินเขา หุบเขา ป่ าไม้มีความอุดมสมบูรณ์เป็ นป่ าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขา นาคเกิด จงัหวดัภูเกต็ มีพรรณไม้และพืชผักหลากหลายชนิด สภาพอากาศมีฝนตกชุกตลอดปี
2.3เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย แบบส ารวจพืชผักพ้ืนบ้าน เป็นการส ารวจพืชผักพ้ืนบ้านในครัวเรื อนพ้ืนที่หมู่ที่5 ต าบลฉลองอา เภอเมืองจงัหวดัภูเกต็ โดยมีผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบแล้ว มีสาระสา คญัดงัน้ี 2.1) ขอ้มูลทวั่ ไปของผตอบแบบู้ ส ารวจ 2.2)ขอ้มูลในการปลูกพืชผกัพ้ืนบา้น 2.3) ข้อเสนอแนะ 2.4การสุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้สุ่มตัวอย่างด้วยการใช้สูตรของ Taro Yamane ซึ่ ง Taro Yamane มีความหมายว่า เป็นวิธีการคา นวณเพื่อหากลุ่มตวัอย่างให้เหมาะสมกบัการแจกแบบสอบถามในงานวิจยัคิดคน้ โดย ทาโร ยามาเน นักเศรษฐศาสตร์และสถิติชาวญี่ปุ่น เนื่องจากการแจกแบบสอบถามเพื่อเก็บขอ้มูลกบั ประชากรที่เราตอ้งการทา วิจยัท้งัหมดเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แต่ด้วยเรื่องของขอ้จา กดัทางดา้นตน้ทุน รวมไปถึงเวลาที่ไม่สามารถเก็บขอ้มูลท้งัหมดได้จึงจา เป็นจะตอ้งมีวิธีการคา นวณหากลุ่มตวัอย่าง ซ่ึงจะมาเป็นตัวแทนของกลุ่มประชากรน้ันๆ ด้วยวิธีการคา นวณผ่านสูตรทาโร่ยามาเน จึงท าให้ ไดข้นาดของกลุ่มตวัอยา่งที่ไม่มากจนเกินไป จนทา ให้ไม่สามารถเก็บขอ้มูลได้และไม่นอ้ยจนเกินไป จนท าให้ข้อมูลที่ได้มีความคลาดเคลื่อน ซึ่งสูตร Taro Yamane มีดงัต่อไปน้ี = (1 + 2 ) โดยกา หนดให้ n คือขนาดของกลุ่มตวัอยา่งที่เราตอ้งการจะรู้จากจา นวนประชากร(คน) N คือขนาดของจา นวนประชากรท้งัหมด (คน) e คือค่าความคลาดเคลื่อนที่ใชใ้นงานวจิยัซ่ึงไดก้า หนดให้0.5 % (เปอร์เซ็นต์)
2.5งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ภาวินีจนัทร์วิจิตรและกนกอรศรีม่วง (2565) ไดศ้ึกษาเรื่องความหลากหลายของผกัพ้ืนบา้น ในจงัหวดัพะเยา ท้งั9 อา เภอ โดยส ารวจต้งัแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 ถึง พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ทา การเก็บรวบรวมตวัอยา่งและระบุชนิดผกัพ้ืนบา้น ตลอดจนบนัทึกชื่อทอ้งถิ่น สัมภาษณ์ส่วนที่นา มา บริโภคและวิธีการใชป้ระโยชน์ของพืชผกัพ้ืนบา้นจากชาวบา้น พบพืชผกัพ้ืนบา้นท้งัหมด 126 ตวัอยา่ง 48 วงศ์100 สกุล 126 ชนิด จัดเป็ นไม้ล้มลุก 60 ชนิด ไม้ยืนต้น 26 ชนิด ไม้เบ้ือย 24 ชนิด ไม้พุ่ม 14 ชนิด และกลุ่มเฟิร์น 2 ชนิด โดยวงศ์ที่พบมากที่สุด คือ วงศ์ถั่ว (Fabaceae) จ านวน 15 ชนิด รองลงมา คือ วงศ์แตง (Cucurbitaceae) และ วงศ์มะเขือ (Solanaceae) จ านวน 10 และ 8 ชนิด ตามล าดับ ส่วนการจา แนกตามส่วนที่ใช้บริโภค พบว่า ใบและยอดอ่อน 74 ชนิด ผล 40 ชนิด ดอก 21 ชนิด ราก 10 ชนิด ลา ตน้8 ชนิด และท้งัตน้5 ชนิด โดยวิธีการใชป้ระโยชน์พืชผกัพ้ืนบา้น ส่วนใหญ่นา มา บริโภคเป็นผกัสด น่ึง หรือ ตม้ สา หรับทานดบัน้า พริกลาบหรือใส่เป็นเครื่องเทศในการประกอบอาหาร ชาวบา้นส่วนใหญ่จะนา ไปประกอบอาหารประเภทแกง/ตม้มากที่สุด โดยมีจา นวนท้งัหมด 87 ชนิด รองลงมาคือ รับประทานสดเป็นผักเคียงลาบหรือน้ าพริก จ านวน 59 ชนิด ผัด/ทอด 34 ชนิด เครื่องเทศ8 ชนิด และสีผสมอาหาร 2 ชนิด ตามลา ดบัซ่ึงผกัพ้ืนบา้นที่นา มาใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่ เก็บมาจากบริเวณแหล่งที่อยู่อาศัย รองลงมาคือ ทุ่งนา/รอบหมู่บ้าน ป่าใกล้เคียง/ป่าชุมชน และ หนอง/ริมคลอง ตามล าดับ อมลวทัน์แท่นคา และคณะ (2562)ได้ศึกษาเรื่องการส ารวจผกัพ้ืนบา้นในต าบลป่ ามะนาว อ าเภอบ้านฝางจงัหวดัขอนแก่น ในวิถีการดา เนินชีวิตของคนอีสานต้งัแต่อดีตการประกอบอาหารและ การรับประทานอาหารจะมีผกัขา้งเคียงเสมอซ่ึงเป็นผกัที่มีอยู่ในทอ้งถิ่นหรือปลูกไวใ้ช้ในครัวเรือน เพื่อไม่ใหอ้งคค์วามรู้และการนา ไปใชป้ระโยชน์ของผกัพ้ืนบา้นสูญหายไปเพื่อศึกษาพรรณพืชพ้ืนบา้น ที่น ามาใช้ประโยชน์ในหมู่4บ้านหินกองและหมู่6 บ้านวงัโพน ตา บลป่ามะนาว อา เภอบ้านฝาง จงัหวดัขอนแก่น ผลการวิจยัพบผกัพ้ืนบา้นท้งัสิ้น 27 วงศ์41 ชนิด พืชที่พบว่ามีใชป้ระโยชน์มากที่สุด คือขิงกระชาย และข่า ซ่ึงเป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่สามารถพบไดใ้นทุกพ้ืนที่มีรสร้อน สรรพคุณ ช่วยในการขบัลมแกท้อ้งอืดทอ้งเฟ้อบา รุงร่างกายแกท้อ้งผกูเป็นตน้
สุนทรีจีนธรรม และคณะ (2558) ได้ศึกษาเรื่องความหลากหลายของพรรณพืชสมุนไพรและ ภูมิปัญญาทอ้งถิ่นโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนบา้นดงบงั ต าบลดงข้ีเหล็ก อ าเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหลากหลายของพรรณพืชสมุนไพรศึกษาภูมิปัญญา การใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรและจัดระบบฐานข้อมูลด้านความหลากหลายของพรรณพืชสมุนไพร ในชุมชนบา้นดงบงัจากผลการวิจยัพบว่าพืชสมุนไพรที่ส ารวจพบในชุมชนบา้นดงบงัมีจา นวน 150 ชนิดแบ่งเป็นไมย้ืนตน้51 ชนิด (ร้อยละ 34.00) ไมล้ม้ลุก 42 ชนิด(ร้อยละ 28.00) ไมพุ้่ม 31 ชนิด (ร้อยละ20.67)ไมเ้ล้ือย23 ชนิด (ร้อยละ15.33)และไมน้้า 3 ชนิด (ร้อยละ 2.00) ตามล าดับพืชสมุนไพร ที่ส ารวจมีวิธีการขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดมากที่สุดจ านวน 119 ชนิด (ร้อยละ 79.33) รองลงมาคือ การปักช าจ านวน 51 ชนิด (ร้อยละ 34.00) การตอนจ านวน 26 ชนิด (ร้อยละ 17.33) การใช้เหง้าหรือหัว จ านวน 18 ชนิด(ร้อยละ12.00) การแยกหน่อจา นวน 17 ชนิด (ร้อยละ 11.33) และการใช้วิธีอื่นๆ 14 ชนิด (ร้อยละ 9.33) ตามล าดับ จากการศึกษาภูมิปัญญาการใชป้ระโยชน์ทางยาจากพืชสมุนไพรพบวา่ พืชสมุนไพรที่ส ารวจที่มีส่วนใบ/ยอดเป็นส่วนที่น ามาใช้ประโยชน์ทางยามากที่สุ ด 45 ชนิด (ร้อยละ 30.00) รองลงมาคือล าต้น/เปลือกจ านวน 44 ชนิด (ร้อยละ 29.33) ราก/หัว/เหง้าจ านวน 39 ชนิด (ร้อยละ 26.00) ผล/เมล็ดจ านวน 32 ชนิด (ร้อยละ 21.33) ดอกจ านวน 22 ชนิด (ร้อยละ 14.67) และ ทุกส่วนที่นา มาใช้เป็ นยาได้จ านวน 13 ชนิด (ร้อยละ 8.67) ตามล าดับพืชสมุนไพรที่ส ารวจมีวิธีการใช้ โดยการต้มมากที่สุดจ านวน 90 ชนิด (ร้อยละ60.00) รองลงมาคือวิธีอื่นๆเช่นการสกดัควั่ตากแห้งและ บดผงจ านวน 30 ชนิด (ร้อยละ20.00) ค้นัสดจา นวน 17 ชนิด (ร้อยละ 11.33) และต าพอกจ านวน 14 ชนิด (ร้อยละ 8.67) ตามล าดับและการศึกษาทางด้านสรรพคุณทางยาของพืชสมุนไพรพบว่า พืชสมุนไพรแต่ละชนิดมีสรรพคุณทางยาที่แตกต่างกนัเช่นแกไ้ขรักษาโรคผิวหนังเบาหวานความดัน ้ โลหิตสูงโรคระบบทางเดินหายใจและโรคอื่นๆและพืชสมุนไพรที่ส ารวจที่มีใบเป็นส่วนที่น ามา ประกอบอาหารมีจ านวน 39 ชนิด (ร้อยละ 26.00) รองลงมาคือผลและยอดจ านวนอย่างละ 31 ชนิด (ร้อยละ 20.67) ดอกจ านวน 13 ชนิด (ร้อยละ 8.67)และส่วนอื่นๆจ านวน 9 ชนิด (ร้อยละ 6.00) เมล็ด จ านวน 6 ชนิด (ร้อยละ 4.00) ล าต้นจ านวน 5 ชนิด (ร้อยละ 3.33) และฝักจ านวน 3 ชนิด (ร้อยละ 2.00) ตามล าดับ พืชสมุนไพรในชุมชนบา้นดงบงัที่สา รวจพบท้งัหมดไดจ้ดัทา ฐานข้อมูลซึ่งน าเสนอเป็ นราย ชนิดประกอบด้วยชื่อพรรณไม้ชื่อวงศ์ชื่อวิทยาศาสตร์ชื่อสามัญชื่ออื่นๆ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
การขยายพนัธุ์สภาพแวดลอ้มและประโยชน์เพื่อเป็นแนวทางให้ผูส้นใจไดน้า ไปเป็นขอ้มูลเบ้ืองตน้ ในการศึกษาวิจยัและใชป้ระโยชน์ดา้นอื่นต่อไป มิ่งขวญัแดงสุวรรณ และคณะ (2555) ไดศ้ึกษาเรื่องความรู้เกี่ยวกบัผกัพ้ืนบา้นของนักเรียน ช้นั ประถมศึกษาปีที่6 ในเขตอา เภอสันทรายจงัหวดัเชียงใหม่มีวตัถุประสงคเ์พื่อศึกษาจา นวนนกัเรียน ที่รู้จักผักพ้ืนบ้านท้องถิ่นและการน าไปใช้ประโยชน์ประชากรที่ใช้ศึกษาคร้ังน้ีคือนักเรียน ช้นั ประถมศึกษาปีที่6ในเขตอา เภอสนัทรายจงัหวดัเชียงใหม่จา นวน 600คน 30โรงเรียน ผลการศึกษา พบวา่นกัเรียนส่วนใหญ่มีพ้ืนฐานความรู้เกี่ยวกบัผกัพ้ืนบา้น (ร้อยละ98.5)และสามารถบอกประโยชน์ ของผักพ้ืนบ้านได้(ร้อยละ 93.4) เนื่องจากบริเวณบ้านพักและบริเวณชุมชนที่อยู่อาศัยยงัคงมี พืชผกัพ้ืนบา้นข้ึนอยทู่วั่ ไป นอกจากน้ีทางโรงเรียน ยงัไดม้ีหลกัสูตรการเรียนการสอนในรายวิชาการ งานพ้ืนฐานอาชีพเกี่ยวกบัผกัพ้ืนบา้น จึงยงัคงทา ใหน้กัเรียนมีความรู้เกี่ยวกบัผกัพ้ืนบา้นเป็นส่วนใหญ่ องัศุมากา้นจกัรและสมสงวน ปัสสาโก (2555) ได้ศึกษาเรื่องผกัพ้ืนบา้นที่มาของภูมิปัญญา ทอ้งถิ่นเพื่อพฒันาคุณภาพชีวิต มีวตัถุประสงคเ์พื่อศึกษาองคค์วามรู้จากภูมิปัญญาอีสานเกี่ยวกบัวิธีการ รักษาคุณค่าทางอาหารและเพิ่มมูลค่าของผกัพ้ืนบา้นอีสาน และเพื่อพฒันาเทคโนโลยีการจดัการผกั พ้ืนบา้นจากภูมิปัญญาอีสานและวิธีการถนอมอาหารแบบเทคโนโลยีพ้ืนบา้นเพื่อนา ไปสู่นวตักรรม การปรุงอาหารและการถนอมอาหารที่มีคุณภาพท าการศึกษาข้อมูลจากประชากร ปราชญ์ชาวบ้าน และ นักวิชาการด้านโภชนาการจาก 3 อ าเภอ 3 ต าบลและ3 หมู่บา้น ในพ้ืนที่จงัหวดัมหาสารคาม รวบรวม ขอ้มูล ชนิด ปริมาณ และคุณค่าของการใชป้ระโยชน์ของผกัพ้ืนบา้นดว้ยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการเสวนากลุ่ม ผลการศึกษาองค์ความรู้จากภูมิปัญญาอีสาน เกี่ยวกับวิธีการรักษาคุณค่าทางอาหารและเพิ่มมูลค่าของผกัพ้ืนบ้านอีสาน พบว่า พืชผกัพ้ืนบ้าน ที่ชาวบา้นท้งั3 หมู่บา้น ในจงัหวดัมหาสารคามรู้จกัและนิยมนา มาใช้ประโยชน์โดยการบริโภคเป็ น ประจ าในครัวเรือนมากที่สุดมี56 ชนิด แบ่งตามลกัษณะภายนอกของลา ต้นเป็ นพืชยืนต้น พืชล้มลุก พืชไม้เล้ือย พืชตามแหล่งน้ า ล าคลอง และพืชผกัสวนครัว ส่วนต่างๆ ของผกัพ้ืนบ้านที่น ามาใช้ ประโยชน์ คือ ยอด ใบ ดอก ผล ฝัก หน่อ หวัเหงา้รากล าตน้กรรมวิธีในการเพิ่มคุณค่าของผกัพ้ืนบา้น คือการน ามาปรุงเป็นอาหารแบบวิธีการที่เรียบง่ายคือรับประทานสด ลวก ตม้แกงผดัดองลาบ อ่อม หมก ซุบ ส่วนการใช้เทคโนโลยีพ้ืนบ้านกับการถนอมอาหารผกัพ้ืนบ้านจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่
ชาวบ้านท าอยู่ในปัจจุบัน คือ การตากแห้ง (Drying)และการหมักดอง (Fermentation) ตามธรรมชาติ จากผลการศึกษาผูว้ิจยัไดร้วบรวมชนิดของผกัพ้ืนบา้นท้งัหมดที่ชาวบา้นน ามาบริโภคไปประยุกตใ์ช้ เพื่อการสร้างสื่อนวัตกรรมตามภูมิปัญญาของทอ้งถิ่นเกี่ยวกบัแนวคิด ประสบการณ์แบบแผนการใช้ ประโยชน์ผกัพ้ืนบา้นเป็นอาหาร มาจดัทา คู่มือและเอกสารเผยแพร่องคค์วามรู้ของพืชผกัพ้ืนบา้น เพื่อให้ ชาวบา้นไดส้ามารถรับรู้เขา้ใจถึงคุณค่าทางโภชนาการความสา คญัของผกัพ้ืนบา้นไดง้่ายข้ึน