The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการตะไคร้หอมไล่ยุง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sasikan543woon, 2024-06-15 05:11:35

โครงการตะไคร้หอมไล่ยุง

โครงการตะไคร้หอมไล่ยุง

1


ก คำนำ รายงานนี้เป็นเป็นส่วนหนึ่ง ของโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จัดทำขึ้นเพื่อ นำเสนอข้อมูลรายงานผลการจัดโครงงาน ตะไคร้หอมสมุนไพรไล่ยุง โดยใช้กระบวนการสืบเสาะของเด็ก ปฐมวัย ตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย โดยเป็นวัฏจักรสืบเสาะประจำปีการศึกษา 2566 รายงานนี้เป็นการนำเสนอผ่านทางรูปภาพ บันทึกคำพูดของเด็ก และการออกแบบกระบวนการ การ สืบค้นตรวจสอบ บันทึกผลการทดลอง การนำเสนอผลงานด้วยการเล่าเรื่อง นำเสนอผลงานให้บุคคลที่ เกี่ยวข้องรับทราบ และผลการพัฒนาความสามารถของเด็กปฐมวัยด้านการเรียนรู้ ด้านภาษา ด้านสติปัญญา ด้านสังคม ด้านอารมณ์ จิตใจ ด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย และทักษะการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส ซึ่งเป็น การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการสามารถเชื่อมโยง ความรู้ต่าง ๆ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งเป็นการวางรากฐานและสร้างเจตคติที่ดีใน การทำให้เด็กเกิดความประทับใจในวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อนำไปใช้ในระดับที่สูงขึ้นส่งเสริมให้ได้เกิดการเรียนรู้ อย่างมีความสุข ศศิกาญจน์ เครือแก้ว


ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข ชื่อโครงงาน 1 ผู้จัดทำโครงงาน 1 ระยะเวลาในการจัดทำ 1 ที่มาของโครงงาน 1 ขั้นที่ 1 ตั้งคำถามที่เด็กสนใจ 2 คำถามที่ 1 เราสามารถทำยากันยุงใช้เองได้อย่างไร 3 จุดประสงค์ 3 ขั้นที่ 2 รวบรวมข้อคิดเห็นและสันนิษฐาน 3 ขั้นที่ 3 ทดสอบและปฏิบัติการสืบเสาะ 5 ขั้นที่ 4 สังเกตและบรรยาย 6 ขั้นที่ 5 บันทึกข้อมูล 7 ขั้นที่ 6 สรุปและอภิปรายผล 8 ผลการการพัฒนาความสามารถของเด็กปฐมวัย 8 คำถามที่ 2 เราสามารถทำยากันยุงไล่ยุงจากตะไคร้หอมได้อย่างไร 9 ขั้นที่ 1 ตั้งคำถามที่อยากรู้ 9 จุดประสงค์ 10 ขั้นที่ 2 รวบรวมข้อคิดเห็นและสันนิษฐาน 10 ขั้นที่ 3 ทดสอบและปฏิบัติการสืบเสาะ 10 ขั้นที่ 4 สังเกตและบรรยาย 13 ขั้นที่ 5 บันทึกข้อมูล 13 ขั้นที่ 6 สรุปและอภิปรายผล 14 ผลการการพัฒนาความสามารถของเด็กปฐมวัย 14


1 ชื่อโครงงาน ตะไคร้หอมสมุนไพรไล่ยุง ผู้จัดทำโครงงาน นักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรียนเมืองนครราชสีมา ครูที่ปรึกษา นางสาวศศิกาญจน์ เครือแก้ว ระยะเวลาในการทำโครงงาน ๒๒ มกราคม – 26 มกราคม พ.ศ. 2567 ที่มาของโครงงาน โครงงานนี้เริ่มต้นมาจากในระหว่างทำกิจกรรมยามเช้าหน้าเสาธง ซึ่งเป็นเวลาที่ครูได้รู้จำนวนของเด็ก นักเรียนทุกชั้นทุกห้องที่มาเรียน เพราะเด็กทุกคนต้องมารวมกันเข้าแถวเคาระธงชาติ ทำให้ครูได้รู้ว่าเด็กขาด เรียนเยอะมาก และมาโรงเรียนสายในแต่ละห้องจึงทำให้ครูเกิดความสงสัยว่าทำไมนักเรียนไม่มาโรงเรียนแต่ ละห้องมาครึ่งห้อง เมื่อทำกิจกรรมหน้าเสาธงจากการสอบถามคุณครูประจำชั้นแต่ละห้องจึงได้ทราบว่าเด็ก ส่วนมากเป็นไข้หวัดเพราะช่วงนี้ฝนตกชุกมาก และมีบางห้องนักเรียนเป็นไข้เลือดออกนอนอยู่โรงพยาบาล ครูจึงนำเรื่องไข้เลือดออกมาเป็นหัวข้อในการสนทนากับเด็กเพื่อนำสู่การส่งเสริมกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ การเกิดคำถาม / ปัญหา ต่อมาได้มีการให้เด็กคิดหาคำตอบด้วยตนเองว่ามีสาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดโรค ไข้เลือดออก และอะไรเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกจะมีวิธีอย่างไรบ้างในการป้องกัน โดยมีกระบวนการวัฏ จักรการสืบเสาะเข้ามาพิสูจน์คำตอบ มีรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินโครงงาน เริ่มจากผู้เรียนสนใจและ เลือกที่จะศึกษาช่วยการวางแผนทำการสืบเสาะหาความรู้ด้วยกระบวนการอย่างหลากหลายและต่อเนื่อง วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. 2567 ในระหว่างทำกิจกรรมยามเช้าหน้าเสาธงซึ่งเป็นเวลาที่คุณครูปฐมวัยทุกท่านได้เห็นจำนวนนักเรียน ที่มาเรียนในแต่ละห้อง ครูชงโค : ทำไมวันนี้นักเรียนมาโรงน้อยมากทุก ๆ ห้องเลย ครูวนิดา : ใช่คะ อนุบาล 2/2 มาเรียนแค่ 18 คนจากนักเรียน 26 คน ครูชงโค : แล้วห้องอื่น ๆ หละ ครูผกามาศ : ห้องอนุบาล 2/3 15 คน จากนักเรียน 26 คน ครูจรรจิรา : ห้องอนุบาล 3/3 มา 35 มาเรียน 26 คน ครูอรอุมา : 3/2 35 คน มา 22 คน ครูจิตทนาวรรณ : อนุบาล 3/1 37 มา 38 คน


2 จากการสอบถามผู้ปกครองแต่ละห้องส่วนมากเด็กเป็นไข้หวัดเพราะช่วงนี้ฝนตกหนักแต่มีบางห้องเป็น ไข้เลือดออก 2 คนในจำนวน 2 คนมีนอนโรงพยาบาล 1 คน อีกคนเริ่มจะหายดีแล้ว เสร็จจากกิจกรรม หน้าเสาธงครูนำเด็กเข้าห้องน้ำและให้นักเรียนสังเกตในห้องน้ำว่ามียุงไหม ก่อนขึ้นห้องครูพานักเรียนเดินรอบ บริเวณอาคารปฐมวัยและรอบ ๆ ห้องน้ำที่มืด ๆ และมีน้ำขังเพื่อให้นักเรียนสังเกตว่ามียุงที่ไหนบ้าง เด็ก ๆ สำรวจห้องน้ำและบริเวณรอบ ๆ โรงเรียนที่มีต้นไม้และน้ำขัง ขั้นตอนที่ 1 การตั้งคำถามที่เด็กอยากรู้ (วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. 2567) หลังจากที่ครูและเด็ก ๆ เดินสำรวจห้องน้ำและบริเวณน้ำขังและบริเวณที่มืด ๆ ไม่มีแสงแดดส่องถึง รวมทั้งถังขยะ ถังน้ำที่ไม่มีฝาปิดเด็ก ๆ ให้ความสนใจและมีคำถามที่เด็ก ๆ สงสัยเกี่ยวกับยุงดังนี้ คำถามที่ 1 ทำไมยุงชอบอาศัยอยู่ในที่มืด ๆ คำถามที่ 2 ทำไมยุงชอบอาศัยอยู่ในน้ำขัง คำถามที่ 3 ถ้าเราไม่อยากให้ยุงกัดเราจะทำอย่างไร คำถามที่ 4 เราสามารถทำยากันยุงใช้เองได้อย่างไร จากคำถามทั้ง 4 คำถามเด็กและครูสนทนาเพื่อเลือกคำถามที่จะนำมาทดลองที่จะนำมาตรวจสอบ โดยการให้เหตุผลประกอบ ซึ่งคำถามที่นักเรียนอยากรู้รู้มากที่สุดคือคำถามที่ 4 เพราะยากันยุงคือสิ่งแรกที่


3 เด็กสงสัยเพราะพื้นฐานความเข้าใจของเด็กคือ ถ้ายุงกัดเราต้องทายากันยุง หรือสเปรย์ฉีดพ่นไล่ยุงทีเด็กเห็น ผู้ปกครองที่บ้านเคย จึงทำให้เด็กเกิดความอยากรู้และอยากลงมือทำจึงได้คำถามที่ต้องการนำมาหาคำตอบคือ “เราสามารถทำยากันยุงใช้เองได้อย่างไรบ้าง” ตารางการแสดงความคิดเห็นที่เด็กอยากรู้ คำถามที่เด็กอยากรู้ ผลการลงคะแนน 1. ทำไมยุงชอบอาศัยอยู่ในที่มืด 4 2. ทำไมยุงชอบอยู่ในน้ำขังในห้องน้ำ 4 3. ถ้าเราไม่ต้องการให้ยุงกัดเราจะทำอย่างไร 3 4. เราสามารถทำยากันยุงใช้เองได้อย่างไร 14


4


5 สรุปคำถามที่เด็กอยากรู้และคำถามที่เด็กอยากลงมือทำโดยการตรวจสอบ ครูวุ้น : เมื่อวานเราคุยกันเรื่องยุงชอบอาศัยอยู่ในที่มืด ๆ และที่มีน้ำขังไม่มีภาชนะปิดใช่ไหมคะ เด็กทุกคน : ใช่คะ/ใช่ครับ แล้วเราจะทำอย่างไรไม่ให้มียุง ครูวุ้น : เราจะต้องช่วยกันป้องกันกำจัดยุงโดยไม่ให้มีน้ำขัง ในห้องน้ำก็ต้องมียากันยุง ภูพิง : ใช่คะคุณครู โฟกัส : บ้านผมมียากันยุงครับ พี พี : บ้านผมก็มีครับ แม่ทาให้ไม่ให้ยุงกัดชื่อ ก.ย 15 ครับ ตัง ตัง : บ้านหนูก็มีคะแต่เป็นแบบฉีดชื่อเชลท็อกคะ แบ้ง : ที่บ้านผมเป็นขด ๆ สีเขียวต้องใช้ไฟจุดแต่ผมไม่ชอบกลิ่นมันครับเหม็น คำถามที่ 1 เราสามารถทำยากันยุงใช้เองได้อย่างไร จุดประสงค์ เพื่อหาวัสดุธรรมชาติที่สามารถนำมาทำยากันยุงได้ ขั้นที่ 2 รวบรวมความคิดเห็นและข้อสันนิษฐาน (วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. 2567) ครูวุ้น : เราจะทำยากันยุงอย่างไรที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติมีกลิ่นหอมไม่มีสารเคมี มินนี่ : ผักได้ไหมคะใบกระเพรามีกลิ่นหอมเหมือนกัน ครูวุ้น : ในโรงเรียนเราก็มีคะ สแน็ค : หน้าห้องกลุ่มครับคุณครูมีผักเยอะเลยมีผักโหระพาด้วยครับ ครูวุ้น : แสดงว่านักเรียนเห็นเหมือนครูเลย เฟรช : มะนาวได้ไหมครับที่บ้านผมปลูกมะนาวไว้เยอะมากเลยครับ


6 ข้าวปุ้น : มะนาวมีรสเปรี้ยวถ้าเราเอามาทาจะแสบนะ ครูวุ้น : วันนี้ครูจะพานักเรียนเดินดูบริเวณรอบโรงเรียนว่าเรามีผักอะไรบ้างในโรงเรียนที่มีกลิ่นหอม แต่ถ้าเราหาในโรงเรียนแล้วได้ไม่พอครูก็จะให้นักเรียนกลับบ้านไปถามผู้ปกครองว่ามีสมุนไพรอะไรที่ไล่ยุงได้ บ้างนักเรียนคิดว่าอย่างตกลงไหมคะ เด็ก ๆ และครูร่วมกันสนทนาถึงวัสดุธรรมชาติที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง และกลิ่นไม่ฉุนมากและครู ใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กคิดต่อ เด็กจึงตอบรับว่ากลับบ้านจะไปถามผู้ปกครองและนำสมุนไพรธรรมชาติที่มีใน บ้านมาโดยครูแบ่งนักเรียนออกเป็น 5 กลุ่มเพื่อร่วมกันสันนิษฐานว่าวัสดุธรรมชาติรอบ ๆ บริเวณโรงเรียน และที่นักเรียนนำมาจากบ้านมีอะไรบ้างและสามารถกันยุงได้ไหม เด็กแต่ละกลุ่มร่วมกันตั้งข้อสันนิษฐานถึงวัสดุธรรมชาติที่น่าจะทำสมุนไพรกันยุงได้ กลุ่มที่ ข้อสันนิษฐานถึงวัสดุธรรมชาติที่น่าจะสร้างกลิ่นที่ยุงไม่ชอบได้ 1 ดอกอัญชัน 2 ใบโหรพา 3 ใบชะพลู 4 มะนาว 5 ตะไคร้หอม หลังจากที่เด็กได้ตั้งข้อสันนิษฐานร่วมกันว่าวัสดุธรรมชาติใดบ้างที่จะสามารถนำมาทดลองทำเป็น สมุนไพรไล่ยุงได้ ครูให้เด็กแต่ละกลุ่มนำวัสดุที่ตนเองสนใจเพื่อนำมาทดสอบ รูปภาพเด็กที่หาวัสดุต่าง ๆ


7 รูปภาพวัสดุที่เด็กหาได้ ขั้นที่ 3 ทดสอบและปฏิบัติการสืบเสาะ ในระหว่างที่เด็กทำกิจกรรมหน้าเสาธงเสร็จครูพานักเรียนเดินรอบ ๆ บริเวณอาคารเรียนซึ่งครูปลูก พืชผักสวนครัวและผักสมุนไพรไว้ครูให้นักเรียนนำวัสดุที่แต่ละกลุ่มได้เลือกตกลงกันเมื่อวานว่าแต่ละกลุ่มนำ อะไรมาบ้าง ตะวัน : คุณครูดอกอัญชันที่โรงเรียนเราก็มีครับ ปัง ปัง : ใช่ครับครู ใบโหระพาก็มี ตะวัน : ใบชะพลูก็มี เชลฟี : มะนาวไม่มีแต่ผมนำมาจากบ้านครับ โฟกัส : ผมได้ตะไคร้หอมมาจากบ้านครับพอดียายปลูกไว้เยอะครับ ใจ : เราได้สมุนไพรครบแล้วในแต่ละกลุ่มแล้วเราจะทำอย่างไรคะ โฟกัส : คุณครูครับแม่บอกว่าตะไคร้หอมนำมาปรุงอาหารไม่ได้นะครับ บัตเตอร์ : ตะไคร้อะไรที่ใส่อาหารได้ครับครู ครูวุ้น : ตะไคร้บ้านหรือตะไคร้หยวกที่เขานิยมนำมาปรุงอาหาร ไอ้แลน : มันต่างกันอย่างไรครับคุณครู ครูวุ้น : ต่างกันที่สี และกลิ่น วันสุข : สีแบบไหนคะ ครูวุ้น : ตะไคร้บ้านจะมีสีขาว ส่วนตะไค้หอมจะมีสีแดงและมีกลิ่นหอมมากกว่าตะไคร้บ้าน หลังจากแต่ละกลุ่มได้วัสดุธรรมชาติมา ขั้นตอนแรกครูให้เด็กแต่ละกลุ่มทดสอบกลิ่นด้วยวิธีการที่ หลากหลาย เช่น ขยี้ หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตำ โดยใช้วิธีที่เป็นที่มาจากประสบการณ์เดิมของเด็กโดยครูคอย ชี้แนะเพิ่มเติม จากนั้นนำวัสดุแต่ละชนิดใส่ภาชนะไปวางไว้ในห้องน้ำ 5 ห้อง ที่มียุงใช้เวลา 30 นาทีครู และนักเรียนกลับไปห้องน้ำอีกครั้งเพื่อดูว่าห้องน้ำห้องไหนยังมียุง ห้องไหนไม่มียุง


8 รูปภาพเด็กนำวัสดุทั้ง 5 อย่างไปวางในห้องน้ำ ขั้นที่ 4 สังเกตและบรรยาย หลังจากที่เด็ก ๆ ได้นำวัสดุธรรมชาติแต่ละชนิดไปวางไว้ในห้องน้ำ ครูให้เด็ก ๆ แต่ละกลุ่ม บันทึกผลไปพร้อม ๆ กันว่าเป็นไปตามข้อสันนิษฐานที่เด็ก ๆ ตั้งไว้ตั้งแต่แรกหรือไม่ ครูวุ้น : กลุ่มที่นำดอกอัญชันไปวางไว้ในห้องน้ำเป็นอย่างไรบ้าง ตะวัน : คุณครูห้องน้ำที่ผมไปวางดอกอัญชันไว้มียุงเหมือนเดิมครับ ครูวุ้น : งั้นก็แสดงว่าดอกอัญชันไล่ยุงไม่ได้ ปัง ปัง : ในห้องน้ำก็ไม่มีกลิ่นอะไรเลยครับคุณครู ครูวุ้น : กลิ่นดอกอัญชันไม่สามารถไล่ยุงได้ ครูวุ้น : ต่อไปเราไปดูห้องที่เราวางมะนาวไว้กันเถอะ เชลฟี : ห้องน้ำหอมกลิ่นมะนาวครับคุณครู แต่ยังมียุงครับ มินนี่ : ใช่คะคุณครูหนูเห็นยุงบินอยู่เลยคะ โฟกัส : แต่ผมได้กลิ่นหอมมะนาวครับครู ครูวุ้น : ครูว่ายุงไม่กลัวมะนาวแน่ ๆ เลย ใจ : คุณครูคะเราไปดูห้องน้ำที่เราวางใบชะพลูกันคะ มินนี่ : ใช่คะคุณคระมียุงไหม ครูวุ้น : งั้นเราไปดูกัน สแตม : คุณครูครับผมได้กลิ่นใบชะพลูครับแต่ยังมียุงครับ สแน็ค : คุณครูครับยุงบินเต็มเลยครับ ครูวุ้น : เราไปห้องน้ำที่มีใบโหรพากันเถอะ บัตเตอร์ : ผมได้กลิ่นใบโหรพาแต่ผมยังเห็นยุงเยอะ


9 อาเทอร์ : จริงครับครูมียุงครับ ครูวุ้น : เราไปห้องน้ำที่เราวางตะไคร้หอมกัน วันสุข : คุณครูห้องน้ำมีกลิ่นหอมของตะไคร้มากคะ ไอ้แลน : ใช่ครับหอมกว่าทุกห้องเลย แบ้ง : ไม่เห็นมียุงเลย ครูวุ้น : นักเรียนทุกคนเวียนกันเข้ามาดูได้คะว่ามียุงไหม วันสุข : ไม่มียุงคะ มีกลิ่นหอมด้วยคะ ครูวุ้น : ทุกคนมีคำตอบให้คุณครูแล้วนะคะ ตะวัน : งั้นก็แสดงว่ายุงไม่ชอบกลิ่นตะไคร้หอมแน่นอนเลยไม่เห็นยุงสักตัว หลังจากนั้นครูให้นักเรียนดมกลิ่นตะไคร้หอม และตะไคร้บ้านว่ามีกลิ่นต่างกันอย่างไร เด็ก ๆ ทุก คนดมตะไคร้บ้าน (ใช้ทำอาหาร) และตะไคร้หอม ทุกคนบอกว่าตะไคร้หอมมีกลิ่นหอมมากกว่าตะไคร้บ้าน รูปภาพเด็กดมตะไคร้หอม


10 ขั้นที่ 5 บันทึกผล เด็กแต่ละกลุ่มบันทึกผลการทดลองตามวิธีการที่ออกแบบไว้ และสรุปร่วมกันอีกครั้ง ดังนี้ 1. ครูแจกอุปกรณ์การบันทึกผลให้แต่ละกลุ่ม ได้แก่ แบบบันทึกผลการทดลอง ดินสอ สีไม้ 2. เด็กแต่ละกลุ่มบันทึกผลการทดลอง 3. ครูให้เด็กแต่ละกลุ่มนำเสนอบันทึกผลการทดลองหน้าชั้นเรียน และนำแบบบันทึกติดกระดานไว้ เพื่อนำเสนอ 4. ครูและเด็กสนทนาผลการทดลองของแต่ละกลุ่ม ตัวอย่างตารางบันทึกผลการทดสอบกลิ่นของวัสดุธรรมชาติและประสิทธิภาพการไล่ยุง แบบบันทึกผลการสังเกตและการทดลองเป็นกลุ่ม


11 ขั้นที่ 6 อภิปรายผล (วันที่ ๒2 มกราคม พ.ศ. 2567) เด็กและครูร่วมกันสนทนาถึงคำถาม “ เราสามารถทำยากันยุงไล่ยุงได้อย่างไร” ครูให้เด็ก ทบทวนโดยการให้เด็กออกมาเล่าว่า “ เด็ก ๆหาคำตอบโดยวิธีการใดบ้าง” และบันทึกผลการทดลองอย่างไร โดยครูใช้ชาร์ตประกอบการสนทนากับเด็ก ๆ ผลการทดลองตามข้อสันนิษฐานที่เด็กแต่ละกลุ่มตั้งไว้ได้ข้อสรุปดังนี้ กลุ่มที่ ข้อสันนิษฐานวัสดุธรรมชาติที่น่าจะไล่ยุงได้ ผลการทดลอง 1 ดอกอัญชัน มีกลิ่นไล่ยุงไม่ได้ 2 ใบโหรพา มีกลิ่นไล่ยุงไม่ได้ 3 ใบชะพลู มีกลิ่นไล่ยุงไม่ได้ 4 มะนาว มีกลิ่นไล่ยุงไม่ได้ 5 ตะไคร้หอม มีกลิ่นไล่ยุงได้ จากการที่เด็ก ๆ หาคำตอบ “ เราสามารถทำยากันยุงไล่ยุงได้อย่างไร “ สรุปได้ว่าตะไคร้หอมมีกลิ่น หอมไม่มีอันตรายต่อผิวหนังเหมือนสารเคมี แต่ตะไคร้หอมส่วนมากไม่นิยมนำมาปรุงอาหาร กินไม่ได้เป็น สมุนไพรตะไคร้ที่มีกลิ่นหอมกว่าตะไคร้บ้านที่นำมาปรุงอาหารและกลิ่นแรงพอที่จะไล่ยุงได้ ผลการการพัฒนาความสามารถของเด็กปฐมวัย 1. ผลการพัฒนาความสามารถพื้นฐานทั้ง 4 ด้าน 1.1 ด้านความรู้ - เด็กสามาถบอก/เล่า - เด็กเรียนรู้เรื่องธรรมชาติที่มีกลิ่น และไม่มีกลิ่น 1.2 ด้านภาษา - เด็กมีพัฒนาการด้านภาษาจากการสนทนาโต้ตอบแสดงความคิดเห็น - เด็กมีทักษะด้านการพูด การบรรยายการเล่าสิ่งที่เด็กสังเกต 1.3 ด้านสังคม - เด็กสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ - เด็กแสดงความคิดเห็นของตนเองและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น - เด็กเคารพกฎ กติกา และปฏิบัติตามข้อตกลงของห้องเรียน 1.4 ด้านการเคลื่อนไหวและทักษะการรับรู้ประสาทสัมผัส - เด็กเคลื่อนไหว หยิบจับ อุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว - เด็กสามารถใช้ประสาทสัมผัสในการสังเกตด้วยตัวเองจนได้ข้อมูลที่ชัดเจน 2. ผลการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2.1 ทักษะการสังเกต


12 - การบอกลักษณะและกลิ่นของวัสดุธรรมชาติรอบ ๆ บริเวณอาคาเรียน โดยสังเกตด้วย ประสาทสัมผัสต่าง ๆ เช่น สัมผัส ดม และมองด้วยตา 2.2 ทักษะการจำแนกประเภท - เปรียบเทียบกลิ่น สี รูปร่างลักษณะ - จำแนกกลิ่นของวัสดุธรรมชาติได้ - เปรียบเทียบข้อสันนิษฐานกับผลการทดสอบ 2.3 ทักษะการพยากรณ์ - เด็กสามารถบอกข้อสันนิษฐานที่คิดว่า “ถ้าเราสามารถทำยากันยุงไล่ยุงเราจะทำอย่างไรได้ บ้าง” 2.4 ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหายข้อมูล - เด็กสามารถสรุปผลสิ่งที่สังเกตโดยการวาดภาพ ออกมาเล่าให้เพื่อนฟังได้ 2.5 ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล - เด็กสามรถให้เหตุผลเพิ่มเติมโดยใช้ความคิดเห็นส่วนตัวและประสบการณ์เดิมแสดงความ คิดเห็นต่าง ๆ ได้ คำถามที่ 2 เราสามารถทำยากันยุงไล่ยุงจากตะไคร้หอมได้อย่างไร ขั้นตอนที่ 1 การตั้งคำถามที่เด็กอยากรู้ (วันที่ ๒3 มกราคม พ.ศ. 2567) หลังจากการที่พวกเราทดสอบจนได้คำตอบว่าตะไคร้หอมเป็นสมุนไพรที่สามารถไล่ยุงได้และ ตะไคร้หอมไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง เวลาดมไม่ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ เพราะเป็นวัสดุที่มาจาก ธรรมชาติในวันนี้ครูจึงให้เด็กถามว่าอยากรู้อะไรเกี่ยวกับตะไคร้หอมไล่ยุงอีกบ้าง ตะวัน : ครูวุ้นครับถ้าเราเอาตะไคร้หอมไปทำให้เป็นน้ำฉีดในห้องน้ำได้ไหมครับ ภูพิง : ฉีดตามแขน ขา หรือใช้ทาได้ไหมคะคุณครู โฟกัส : แล้วกลิ่นจะติดตัวเราไหมครับครู ครูวุ้น : เรามาช่วยกันลองหาวิธีกันดีไหมคะ ตะวัน : ดีครับคุณครู ครูวุ้น : บ้านวันสุขมีตะไคร้หอมเยอะเพราะครั้งที่แล้วเอามาทดสอบกลิ่นในห้องน้ำ ครูจึงขอให้ วันสุขนำตะไคร้หอมมาสักครึ่งกิโลนะคะบอกคุณแม่ด้วย วันสุข : ได้คะคุณครู หลังจากเด็ก ๆ และครูร่วมกันสนทนาเพื่อหาวิธีเกี่ยวกับการทำยากันยุงจากตะไคร้หอม เด็กส่วน ใหญ่ให้ความสนใจ


13 จุดประสงค์ เพื่อหาวิธีในการทำยากันยุงจากตะไคร้หอม ขั้นตอนที่ 2 รวบรวมความคิดและข้อสันนิษฐาน เด็กและครูร่วมกันสนทนาเพื่อหาวิธีในการทำยากันยุงจากตะไคร้หอม โดยครูใช้คำถามกระตุ้นให้ เด็กได้เล่าประสบการณ์เดิมและการคาดคะเนเกี่ยวกับวิธีในการทำยากันยุจากตะไคร้หอมดัง ครูวุ้น : เด็ก ๆ คิดว่าเราจะทำยากันยุงจากตะไคร้หอมได้อย่างไรบ้าง เฟรช : เอาตะไคร้ไปต้มจะได้มีน้ำ ปัง ปัง : ปังว่าแช่ตะไคร้ไว้ในน้ำนาน ๆ มินนี่ : เอาตะไคร้หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ไปวางไว้ในที่มียุง สแน็ค : เอาตะไคร้หอมไปตำให้ละเอียดแล้วบีบเอาแต่น้ำ ภูพิง : หนูคิดว่าเราต้องเอาอะไรผสมด้วยไหมคะจะได้หอม ๆ ครูวุ้น : ทำไมภูพิงถึงคิดว่าต้องใส่อะไรเข้าไปผสมคะ ภูพิง : เพราะเวลาดมจะได้มีกลิ่นหอมสดชื่นคะ วันสุข : แต่เมื่อวานเราแม่มาแม่บอกว่าตะไคร้หอมมีกลิ่นหอมอยู่แล้ว ขั้นตอนที่ 3 การทดสอบและปฏิบัติการสืบเสาะ (วันที่ ๒3 มกราคม พ.ศ. 2567) เด็กและครูร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับคำถามที่ 4 “เราสามารถทำยากันยุงได้อย่างไร” บัตเตอร์ : เราต้องไปเปิดดูในยูทูป ตะวัน : เสริชหาในอินเทอร์เน็ต ตัง ตัง : ไปถามแม่ที่บ้าน แสตมป์ : ผมอยากไปถามคุณครูพี่ประถม หลังจากที่เด็ก ๆ หลังจากที่เด็ก ๆ ได้เสนอความคิดเห็นถึงวิธีค้นหาคำตอบโดยครูจดบันทึกวิธีการที่เด็ก ๆ เสนอ ซึ่งเด็กและครูได้สรุปร่วมกันแล้วและให้เด็กร่วมกันสืบเสาะหาคำตอบด้วยวิธีการดังนี้ 1. สอบถามผู้ปกครองที่บ้านโดยเด็ก ๆ กลับไปถามถึงวิธีการทำยากันยุงจากตะไคร้หอมโดยให้ ผู้ปกครองเป็นผู้ช่วยหาคำตอบด้วยวิธีต่างๆ และช่วยหาตะไคร้หอมที่มีในหมู่บ้าน หลังจากนั้นเด็กมาเล่าให้ เพื่อน ๆ ฟังที่โรงเรียน 2. สอบถามคุณครูในโรงเรียนโดยเด็ก ๆ แบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ ละ 5 คนเพื่อออกไปสอบถาม คุณครู ท่านอื่นในโรงเรียนเพื่อให้คุณครูช่วยหาคำตอบในการทำยากันยุงจากตะไคร้หอมซึ่งวิธีในการช่วยหาคำตอบ ของคุณครูคือค้นหาผ่านอินเทอร์เน็ตทางเวปไซต์และคลิปวีดีโอผ่านยูทูปซึ่งคุณครูแนะนำให้ใส่การบูร เพื่อช่วย ให้ไล่ยุงและกลิ่นอับชื้น และใส่ เอททิลแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยสกัดเอากลิ่น และสีของตะไคร้ออก หลังจากที่เด็ก ๆ ได้สืบค้นข้อมูลผ่านผู้ปกครอง ผ่านการสอบถามจากคุณครูในโรงเรียนเด็กได้ กลับมาสรุปขั้นตอนการทำยากันยุงจากตะไคร้หอมร่วมกับเพื่อน ๆ โดยครูเป็นผู้จดบันทึกขั้นตอนการทำลงบน แผ่นชาร์ท และเด็กออกมานำเสนอก่อนจะเริ่มลงมือปฏิบัติจริง


14 เมื่อได้คำตอบแล้วว่ายากันยุงจากตะไคร้หอมมีวิธีการทำอย่างไร เด็กและครูจึงร่วมกันทำยากันยุง จากตะไคร้หอมเพื่อทดสองใช้จริงกับห้องน้ำ ห้องเรียนที่โรงเรียนโดยขั้นตอนการทำยากันยุงจากตะไคร้หอมมี ดังนี้ อุปกรณ์ในการทดลอง การบูร มีด ตะไคร้หอม ใบตะไคร้หอม ขวดพลาสติกใส่สเปรย์ เอทิลแอลกอฮอล์ 95% ถ้วยตวง ช้อนตวง ขั้นตอนการทำ 1. ตัดเอาเฉพาะลำต้น และใบ 2. นำต้นตะไคร้และใบไปล้างให้สะอาด 3. นำใบ และลำต้นของตะไคร้หอมหั่นเป็นชิ้นเล็ก (ขั้นตอนนี้ครูทำสาธิตให้นักเรียนดูเพราะมีดมี อันตรายสำหรับเด็กเล็ก) 4. ใส่เอททิลแอลกอฮอล์ 95 % ลงในกระปุกเล็ก ๆ ประมาณ 100 มิลลิลิตร/โหล 5. นำตะไคร้หอมที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ (รวมทั้งใบและลำต้นตะไคร้) ใส่ในโหล 3 ช้อนโต๊ะ 6. ใส่การบูร 2 ช้อนชา 7. ใช้ช้อนคนตะไคร้หอม การบูร และเอททิลแอลกอฮอล์ คนไปในทิศทางเดียวกัน (ตามเข็ม นาฬิกา) ประมาณ 2 - 3 นาที 8. เสร็จแล้วปิดฝาขวดโหลให้แน่นสนิททิ้งไว้ประมาณ 1 คืน 9. ทิ้งไว้ครบ 1 คืน ใช้หลอดหยดดิฟเปอร์ดูดเอาแต่น้ำตะไคร้หอมใส่ขวดที่เตรียมไว้ 10. ทดสอบกลิ่นยากันยุง และนำไปทดลองใช้จริง


15


16 ขั้นที่ 4 สังเกตและบรรยาย (วันที่ ๒3 มกราคม พ.ศ. 2567) จากการที่เด็กและครูได้ทำการหาวิธีในการทำยากันยุงจากตะไคร้หอม โดยวิธีการหาคำตอบคือ สอบถามจากผู้ปกครองที่บ้าน และสืบค้นข้อมูลร่วมกันกับคุณครูที่โรงเรียน จากการสืบค้นข้อมูลด้วยวิธีการ ต่าง ๆ สามารถสรุปวิธีการทำยากันยุงจากตะไคร้หอมและลงมือทดลองทำโดยใช้ระยะเวลาในการสกัดกลิ่น ตะไคร้หอม 1 คืน หลังจากนั้นเด็กจึงได้ทดลองนำยากันยุงไปใช้จริง ครูวุ้น : สีของยากันยุงเปลี่ยนไปจากเดิมที่เราทำครั้งแรกไหมคะเมื่อเวลาผ่านไป 1 คืน ตะวัน : สีมันเปลี่ยนครับ มันเป็นน้ำสีเขียว ๆ ครับคุณครู วันสุข : สีเขียวเหมือนน้ำหวานเฮลซ์บลูบอยคะ โฟกัส : สีเขียวน่ากินครับ บัตเตอร์ : เตอร์ว่ากลิ่นมันหอมดี เวลาเราฉีดใส่แขน และเย็นด้วย ครูวุ้น : ก็ครูใส่เอททิลแอลกอฮอล์ ไงคะมันจึงเย็น แสตมป์ : มันไม่อันตรายหรือคะคุณครู ครูวุ้น : ไม่อันตรายเอททิลแอลกอฮอล์ช่วยสกัดเอากลิ่น และสีของตะไคร้ออก ส่วนการบูรช่วย ให้ไล่ยุงและกลิ่นอับชื้นคะ ส่วนตะไคร้หอมก็เป็นสมุนไพรที่เราปลูกเอง ปัง ปัง : พอเราเอายากันยุงที่เราทำจากตะไคร้หอมไปทดลองฉีดในห้องน้ำแล้วจะเป็นอย่างไร ครับ มินนี่ : ยุงมันไม่ชอบกลิ่นมันก็บินหนีไม่มียุงเลยคะ ขั้นที่ 5 บันทึกผล (วันที่ ๒3 มกราคม พ.ศ. 2567) เด็กร่วมกันบันทึกผลการทดลองโดยแต่ละกลุ่มบันทึกการทดลองสรุปร่วมกันอีกครั้ง ดังนี้ 1. ครูแจกอุปกรณ์การบันทึกให้แต่ละกลุ่มได้แก่ แบบบันทึกผลการทดลอง สีไม้ ดินสอ 2. เด็กแต่ละกลุ่มบันทึกผลการทดลอง 3. ครูให้เด็กแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทดลองหน้าชั้นเรียน และนำแบบบันทึกติดกระดานไว้ เมื่อนำเสนอเสร็จแล้ว 4. ครูและเด็กสนทนาผลการทดลองแต่ละกลุ่ม ตารางบันทึกผลการเปลี่ยนแปลงของยากันยุงที่ทำจากตะไคร้หอม แบบบันทึกผลการสังเกต และการทดลองกลุ่มที่ 1 (ตารางการทดลอง)


17 ข้าวปุ้น : น้ำเป็นสีเขียวอ่อน ๆ มีตะไคร้จมอยู่ข้างล่าง เชลฟี : ใบตะไคร้ทำไมเป็นสีเขียวจาง ๆ ลง พี พี : ได้กลิ่นหอมตะไคร้มาก ๆ เลยครับ ปัง ปัง : ผมชอบสีมันครับ สีเขียวอ่อน ๆ น่ากิน ครูวุ้น : กินไม่ได้คะ ขั้นที่ 6 สรุปและอภิปรายผล (วันที่ ๒6 มกราคม พ.ศ. 2567) โดยเด็กร่วมกันสนทนาและสรุปผลการทดลองอีกครั้งหนึ่งว่า “ เราสามารถทำยากันยุงไล่ยุงได้ อย่างไร” โดยเด็กศึกษาขั้นตอนการทำยากันยุงไล่ยุงจากตะไคร้หอมนำเสนอและร่วมกันแสดงความรู้สึก ร่วมกับเพื่อน ๆ ครูวุ้น : ยากันยุงจากตะไคร้หอมของเด็ก ๆ เป็นอย่างไรบ้างคะ ภูพิง : กลิ่นหอมมากคะ พี พี : ถ้าเราใช้ทาแขน ขา แล้วมันเย็นด้วยนะครับครู ครูวุ้น : เด็ก ๆ คิดว่ามันแตกต่างจากยากันยุงที่เราซื้อมาใช้ไหม ตัง ตัง : ต่างกันคะ กลิ่นหอมมากคะ ครูวุ้น : แล้วเด็ก ๆ ชอบยากันยุงที่เราทำไหมคะ นักเรียนทุกคนตอบ : ชอบมาก ๆ เลย ผลการพัฒนาความสามารถของเด็กปฐมวัย 1. ผลการพัฒนาความสามารถพื้นฐาน 4 ด้าน 1.1 ด้านการเรียนรู้ - เด็ก ๆ สามารถบอก/เล่า วิธีการหาคำตอบของตนเองได้ - เด็กได้รู้และเข้าใจวิธีการทำยากันยุงจากตะไคร้หอม - เด็กได้รู้วิธีการค้นหาคำตอบที่หลากหลาย - เด็กรู้ถึงประโยชน์ของตะไคร้หอม การบูร เอททิลแอลกอฮอล์ 95 % 1.2 ด้านภาษา - เด็กมีพัฒนาการด้านภาษาจากการสนทนาโต้ตอบ แสดงความคิดเห็น - เด็กมีทักษะด้านการพูด การบรรยาย การเล่าสิ่งที่สังเกต 1.3 ด้านสังคม - เด็กสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ - เด็กแสดงความคิดเห็นของตนเอง และยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น - เด็กมีส่วนช่วยในการดูแลรักษาสถานที่ส่วนรวมในโรงเรียน


18 1.4 ด้านการเคลื่อนไหวและทักษะการรับรู้ประสาทสัมผัส - เด็กเคลื่อนไหวหยิบจับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว - เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อเล็กในการทำกิจกรรม - เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสในการสังเกตด้วยตัวเองจนได้ข้อมูลที่ชัดเจน เช่น การดม การสัมผัส 2. ผลการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2.1 ทักษะการสังเกต - การสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของตะไคร้หอม ก่อน – หลังนำไปสกัดกลิ่น - การสังเกตสีของตะไคร้หอม - การสังเกตกลิ่นของตะไคร้หอม 2.2 ทักษะการจำแนกประเภท - เปรียบเทียบข้อสันนิษฐานกับผลการศึกษา 2.3 ทักษะการพยากรณ์หรือการคาดคะเน - เด็กสามารถตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของตะไคร้หอม - เด็กสามารถคาดคะเนวิธีในการทำยากันยุงจากตะไคร้หอมได้ 2.4 ทักษะการจัดทำและสืบความหมายข้อมูล -เด็กสามารถสรุปผลสิ่งที่สังเกตโดยการเล่า และสรุปผลลงบนชาร์ทได้อย่างถูกต้อง 2.5 ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล -เด็กสามารถให้เหตุผลเพิ่มเติมโดยใช้ความคิดเห็นส่วนตัวและประสบการณ์เดิมแสดงความ คิดเห็นต่าง ๆ ได้


Click to View FlipBook Version