The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผู้วิจัย คุณครูฐาปนี อินทปัน
กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wanjai_282, 2022-03-16 00:56:51

งานวิจัยชั้นเรียน5บทปี64

ผู้วิจัย คุณครูฐาปนี อินทปัน
กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

งานวจิ ัยชนั้ เรียน

เร่ือง การพัฒนาผลสมั ฤทธใ์ิ นการเรียนรายวิชาการเขยี นโปรแกรม
คอมพิวเตอรเ์ บอ้ื งต้นโดยใช้ โปรแกรม Bloodshed Dev C++ ของ

นกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 1/1
โดย

นางสาวฐาปนี อินทปนั

โรงเรียนธดิ าแมพ่ ระ อาเภอเมือง จังหวดั สรุ าษฎรธ์ านี
พ.ศ.2564



บทคัดยอ่

การศึกษาวิจัยในครง้ั นม้ี วี ัตถปุ ระสงคเ์ พื่อพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน ของนกั เรยี นช้นั
มัธยมศึกษาปที ่ี 1/1 รายวชิ าการเขียนโปรแกรมภาษาซี โดยใช้ โปรแกรม Bloodshed Dev C++ กลมุ่
ประชากรทีศ่ กึ ษาไดแ้ ก่ ของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 1/1 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564
จานวน 40 คน เคร่ืองมอื ทีใ่ ช้ไดแ้ ก่ โปรแกรม Bloodshed Dev C++ และแบบทดสอบ
คู่ขนาน (Parallel Test) รายวชิ าการเขยี นโปรแกรมภาษาซี โดยใหน้ กั เรยี นได้ทาแบบทดสอบก่อน
เรียน และบนั ทึกผลไว้ และเมื่อเสรจ็ ส้ินการจดั กระบวนการเรยี นการสอนรายวชิ าการเขียนโปรแกรม
ภาษาซี โดยใชโ้ ปรแกรม Bloodshed Dev C++ แล้ว จงึ ใหน้ ักเรยี นไดท้ าแบบทดสอบ หลงั เรียน ซงึ่
เปน็ แบบทดสอบคูข่ นาน (Parallel Test) แล้วทาการบันทกึ ผล เพ่ือนาไปหาคา่ ร้อยละ ความก้าวหน้า
, ค่า t-test แบบ Dependent , คา่ เฉล่ยี และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (บญุ ชม ศรสี ะอาด , 2546)
ผลการวจิ ยั พบวา่ นกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1/1 มคี ะแนนความก้าวหน้า สงู ข้ึนทกุ คน โดยมคี ะแนน
เฉล่ียทงั้ ชั้นเรยี นกอ่ นเรยี นและหลงั เรียนมีคา่ เทา่ กบั 10.32 และ 18.50 ตามลาดบั และมีค่ารอ้ ยละ
ความก้าวหน้าทงั้ ชัน้ เรียนสงู ขึ้นร้อยละ 27.3



กติ ติกรรมประกาศ
รายงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิในการเรียนรายวิชาการเขียนโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ เบื้องต้นโดยใช้โปรแกรม Bloodshed Dev C++ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่
1/1 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนธิดาแม่พระ จานวน 40 คน สาเร็จลงได้ด้วยความ
กรุณาจากคณะผู้บริหารโรงเรยี นธดิ าแมพ่ ระ ทีส่ ง่ เสริมสนับสนุนให้ คาปรึกษา ข้อแนะนา และเปน็
กาลังใจ ทาให้วิจัยในชั้นเรยี นฉบับนี้สมบูรณ์มากยิ่งข้ึน ซึ่งผู้วิจัยรู้สึก ซาบซ้ึงเป็นพระคุณอย่างยงิ่ ขอ
กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสงู มา ณ โอกาสนี้
ผวู้ ิจยั ขอขอบพระคุณเพ่อื นครทู ่ใี ห้คาแนะนา ชว่ ยเหลือการสรา้ งเครื่องมอื แบบทดสอบ
ทใ่ี ช้ ในการทาวจิ ยั ชัน้ เรียน ทาใหก้ ารดาเนินการวจิ ยั สาเรจ็ ไปด้วยดี

ฐาปนี อินทปนั



สารบญั

เร่อื ง หน้า
บทคดั ย่อ ก

กิตติกรรมประกาศ ข

สารบญั ค

สารบญั ตาราง ง

บทท่ี 1 ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา 1
วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั 2
สมมติฐานงานวิจยั 2
ขอบเขตของการศกึ ษา 2
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย/หรือตัวแปรท่จี ะศกึ ษา 3
คานยิ ามศพั ท์ 3
ผลทค่ี าดว่าจะได้รับ 3
4
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง 4
การเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 7
ภาษาที่ใช้ในการพฒั นาโปรแกรม 8
ภาษาซี 13
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน 20
งานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วข้อง 27
27
บทท่ี 3 วิธกี ารดาเนนิ การวจิ ัย 27
ประชากรกลมุ่ ตวั อยา่ ง 27
แบบแผนในการวจิ ยั 27
เคร่ืองมือทีใ่ ช้ในการวจิ ยั 28
วิธีดาเนินการวจิ ัย 28
วธิ ีการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
สถิติท่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมลู

บทท่ี 4 ผลการวจิ ัย 30
บทที่ 5 สรปุ อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ 31
31
สรปุ ผล 31
ข้อเสนอแนะ
บรรณานุกรม
ภาคผนวก



สารบญั ตาราง

ตารางที่ หนา้ 1 แสดงการพัฒนาการผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน 26 2 แสดงการ
เปรียบเทียบความแตกตา่ งของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนกอ่ นเรียน และหลังเรียน
วิชาการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบ้อื งตน้ โดยใช้โปรแกรม Bloodshed Dev
C++ 30

1

บทท่ี 1
ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา

1.1 ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา

พระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 มาตรา 22 กล่าวว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า
ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุด กระบวนการ
จัดการ ศึกษาต้องสง่ เสริมให้ผู้เรยี นสามารถพฒั นาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ดังน้ันในการจัดการ
เรียนการสอน ครูต้องพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความรู้ท้ังด้านวิชาการและเน้นให้เกิดทักษะทางวิชาชีพ และให้
ผู้เรียนได้รับ การพัฒนาเต็มตามศักยภาพของผู้เรียน กอปรกับเทคโนโลยีโลกในยุคปัจจุบันมีความ
เจริญก้าวหน้าไปมาก มี การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เป็นเคร่ืองมือในการดาเนินธุรกิจ เพ่ือเพิ่มขีด
ความสามารถในการแข่งขัน และเพ่ิมโอกาสในการทาส่วนแบง่ การตลาด จึงต้องมีการคัดสรรและตอ้ งการ
แรงงานทีม่ ีความรู้ความสามารถ

แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) และกรอบยทุ ธศาสตร์ชาติ
ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) ทน่ี ้อมนาและประยกุ ตใ์ ช้หลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง มุง่ พัฒนาประเทศ
สู่ ความมน่ั คง มง่ั คง่ั และยงั่ ยืน ประกอบกบั ความก้าวหน้าของเทคโนโลยสี ารสนเทศและอนิ เทอร์เนต็ ส่งผล
กระทบด้านเศรษฐกิจของการดาเนินชีวิต มีจุดมุ่งหมายให้ประเทศมคี วามสามารถในการแข่งขันระดับโลก
และรับมือกับการเปลย่ี นแปลงของระบบ เศรษฐกิจโลกที่เปล่ียนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทลั

การพัฒนากาลังคนให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสาร เพื่อเป็นกาลังสาคัญในการขับเคล่ือนเศรษฐกิจจึงเป็นส่ิงจาเป็น สอดรับกับความต้องการของ
ตลาดแรงงานท่ี ต้องการบุคลากรที่มีความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร รวมถึง
สามารถประยกุ ต์ เทคโนโลยีสารสนเทศใช้งานในด้านต่างๆ ขององคก์ รได้เปน็ อย่างดี”

วชิ าการเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรเ์ บือ้ งต้น ต้องมงุ่ เนน้ กระบวนการคดิ วิเคราะหแ์ ละทกั ษะในการ
ปฏิบัติงานที่ถูกต้องและเปน็ ไปตามหลกั การเขยี นโปรแกรม และเป็นพื้นฐานในการต่อยอดการศึกษาเรยี นรู้
โปรแกรมขัน้ สงู ต่อไป ดังนน้ั ผูเ้ รียนควรมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนทีด่ ีเพ่อื สะท้อนถึงความสามารถในการเขียน
โปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้นได้แต่จากการจัดการเรียนการสอนรายวิชาเขียนโปรแกรมคอมพิวเ ตอร์
เบ้ืองต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 พบว่าผู้เรียนบางส่วนไม่เข้าใจเนื้อหาวิชาเขียนโปรแกรม
คอมพิวเตอรเ์ บ้อื งต้น ผเู้ รียนกลุ่มนีม้ ี ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนต่าไมผ่ ่านเกณฑ์ท่ีต้งั ไว้

ดังน้ันผู้วิจัยจึงหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้นาโปรแกรม Bloodshed Dev C++ ซึ่งเปน็
เคร่ืองมือท่ีช่วยในการพัฒนาโปรแกรม เรียกว่า IDE (Integrated Development Environment) ซ่ึงเป็น
โปรแกรมทอ่ี อกแบบมาเพ่อื ช่วยให้ผูท้ เ่ี ริ่มต้นฝึกเขียนโปรแกรม ใช้ในการสร้างโปรแกรมพืน้ ฐานได้โดยจะ

2
มี Editor สาหรับเขียนโค้ดของโปรแกรมและมีตัวแปลภาษามาพร้อม สามารถเขียนได้ทั้งภาษา C และ
ภาษา C++ และเป็นชุดโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาใช้แบบฟรีแวร์ และทางานภายใต้ระบบปฏิบัติการ
Windows ทั้ง 32 บิต และ 64 บิต มาใช้พัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรม และความรู้ความสามารถของ
ผู้เรียน เพื่อส่งเสริมให้ นกั เรยี นมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีสูงขึ้น และนาข้อมูลที่ได้ไปเป็นแนวทางในการ
ปรับปรุงและพัฒนาการ เรยี นการสอนให้มปี ระสิทธภิ าพต่อไป

1.2 วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
เพอื่ พฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนหลงั เรียน ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1/1 รายวชิ าการ

เขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบอ้ื งต้น โดยใชโ้ ปรแกรม Bloodshed Dev C++

1.3 สมมตฐิ านงานวิจัย
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ในรายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบ้ืองต้น โดยใช้

โปรแกรม Bloodshed Dev C++ มผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นหลังเรยี น เพิม่ ขนึ้ ร้อยละ 20 ขึน้ ไป

1.4 ขอบเขตของการศกึ ษา
1.4.1 ดา้ นประชากร และกล่มุ ตัวอย่าง
1.4.1.1 ประชากร คือ ของนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1/1 โรงเรยี นธิดาแม่พระ จานวน
40 คน
1.4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1/1 โรงเรียนธิดาแม่พระ
จานวน 40 คน

1.4.2 ด้านเนอื้ หา
การวิจัยคร้ังน้ีผู้วิจัยใช้เนื้อหาในรายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้น ของ

นกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1/1 โรงเรยี นธดิ าแม่พระ
1.4.3 ด้านตัวแปร
ตัวแปรท่จี ะศึกษา
ตวั แปรตน้ – การเรียนการสอน โดยใช้โปรแกรม Bloodshed Dev C++
ตัวแปรตาม – ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 1/1 โรงเรียนธิดาแม่

พระ ในรายวชิ าการเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรเ์ บ้อื งตน้

3
1.4.4 ดา้ นระยะเวลา

ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษาท่ี 2564 ระหว่างวนั ท่ี 1 เดือน พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2564 – วันท่ี
1 เดือน มนี าคม พ.ศ. 2565
1.5 คานิยามศพั ท์

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนท่ีได้จากการทาแบบทดสอบปลายภาคเรียน ที่วัด
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หลังจากการเรียนรู้วิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบ้ืองต้นด้วยโปรแกรม
Bloodshed Dev C++

นักเรียน หมายถึง นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนธิดาแม่พระ ในรายวิชา การเขียน
โปรแกรมคอมพวิ เตอรเ์ บ้อื งต้น ในภาคการศึกษาท่ี 2 /2564

การเรียนรายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้นโดยใช้โปรแกรมBloodshed
Dev C++ หมายถึง การจัดการเรียนการสอนรายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบ้ืองต้น ผ่านชุด
โปรแกรมที่ พฒั นาข้ึนมาใชแ้ บบฟรีแวร์ ทท่ี างานภายใต้ระบบปฏิบตั ิการ Windows ทั้ง 32 บติ และ 64 บิต
มาใช้พัฒนา ทักษะการเขียนโปรแกรม และความรู้ความสามารถของผู้เรียน เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษามี
ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนท่ีสูงขึ้น

1.6 ผลท่คี าดว่าจะได้รับ
นักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 1/1 โรงเรยี นธิดาแมพ่ ระ ในรายวิชาการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์

เบ้ืองต้น มีผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนหลังเรยี นสงู ขน้ึ รอ้ ยล่ะ 20 ข้ึนไป ตลอดจนมคี วามรู้ความเขา้ ใจ มีทกั ษะ
ในการเขยี น โปรแกรมคอมพวิ เตอร์เบื้องต้น

4

บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ียวขอ้ ง

ใ น ก า ร ด า เ นิ น ง า น วิ จั ย เ รื่ อ ง ก า ร พั ฒ น า ผ ล สั ม ฤ ท ธ์ิ ใ น ก า ร เ รี ย น ร า ย วิ ช า ก า ร เ ขี ย น โ ป ร แ ก ร ม
คอมพิวเตอร์ เบื้องต้น โดยใช้โปรแกรม Bloodshed Dev C++ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1/1
โรงเรยี นธิดาแมพ่ ระ ผ้วู จิ ยั ได้ทาการศกึ ษาเอกสาร ตารา ผลงานวจิ ยั ต่างๆ เพ่ือใชเ้ ปน็ แนวทางในการวจิ ัย
ดังน้ี

1. การเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอร์
2. ภาษาทใี่ ช้ในการพัฒนาโปรแกรม

3. ภาษาซี
4. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น

5. งานวจิ ัยท่เี ก่ียวข้อง

2.1 การเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง คาสั่งหรือชดุ คาส่งั ท่ีเขียนขนึ้ มาเพ่อื สัง่ ใหเ้ คร่อื งคอมพิวเตอร์

ทางาน ตามที่เราตอ้ งการ เราจะใหค้ อมพิวเตอรท์ าอะไรก็เขียนเปน็ คาสัง่ ซึ่งต้องส่ังเป็นขั้นตอนและแตล่ ะ
ขั้นตอนต้อง ทาอย่างละเอียดและครบถ้วน ซึ่งจะเกิดเป็นงานช้ินหน่ึงขึ้นมามีชื่อเรียกว่า "โปรแกรม"
ซอฟตแ์ วร์จะแบง่ ออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คอื

1. ซอฟตแ์ วรร์ ะบบ (System Software)
2. ซอฟตแ์ วรป์ ระยุกต์ (Application Software)

2.1.1 ซอฟตแ์ วรร์ ะบบ (System Software)

หมายถึงโปรแกรมท่ีทาหน้าที่ควบคุมการทางานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่างและอา นวยความสะดวก
ใหก้ ับ ผู้ใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ ซง่ึ แบง่ แตล่ ะโปรแกรมตามหนา้ ทกี่ ารทางานดงั น้ี

OS (Operating System) คือโปรแกรมระบบที่ทาหน้าท่ีควบคุมการใช้งานส่วนต่างๆของเครื่อง
คอมพิวเตอร์เช่นควบคุมหน่ วย ค วามจา ค วบคุมหน่ วยปร ะมวลผลค วบคุมห น่ว ยรับและ ควบ คุม ห น่ ว ย
แสดงผล ตลอดจนแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด และสามารถใช้อุปกรณ์ทุกส่วนของ
คอมพวิ เตอร์มาทางาน ได้อยา่ งเตม็ ท่ี นอกจากนัน้ ยงั เข้ามาช่วยจดั สรรการใช้ทรัพยากรในเคร่ืองและช่วย

5
จัดการกระบวนการพื้นฐานท่ี สาคัญ ๆ ภายในเคร่ืองคอมพิวเตอร์ เช่น การเปิดหรือปดิ ไฟล์การสื่อสารกัน
ระหว่างชิน้ ส่วนต่าง ๆ ภายใน เครื่อง การส่งขอ้ มลู ออกส่เู ครื่องพมิ พห์ รือจอภาพ เป็นตน้ กอ่ นทเี่ ครื่อง
คอมพวิ เตอรแ์ ตล่ ะเคร่ืองจะสามารถ อ่านไฟลต์ า่ ง ๆ หรือสามารถใช้ซอฟต์แวร์ตา่ ง ๆ ได้จะตอ้ งผา่ นการดึง
ระบบปฏบิ ตั ิการออกมาฝงั ตวั อยูใ่ น หนว่ ยความจาก่อน ปจั จบุ นั น้ีมีโปรแกรมระบบอยู่หลายตวั ด้วยกนั ซง่ึ แต่
ละตัวนั้นก็เป็นโปรแกรม ระบบปฏิบัติการเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ลักษณะการทางานจะไม่เหมือนกัน
เช่น DOS (Disk Operating System) เป็นระบบปฏิบัติการท่ีนิยมใช้กันมาตั้งแต่ในอดีตออกมาพร้อมกับ
เคร่อื งพีซีของไอบีเอม็ รุ่นแรก ๆ จากน้ันก็มีการพัฒนารนุ่ ใหมอ่ อกมาเรอื่ ย ๆ จนกระทง่ั ถึงเวอรช์ น่ั สุดท้ายคือ

เวอรช์ ัน่ 6.22 หลังจากท่ีมกี ารประกาศใช้วินโดวส์ 95 กไ็ ม่ผลติ DOS เวอรช์ ัน่ ใหม่ออกมาแล้ว โดยทั่วไปจะ
นยิ มใช้วนิ โดวส์ 3.x ซงึ่ ถอื ว่าเป็นโปรแกรมเสริมชนิดหน่งึ ท่ใี ชใ้ นดอส

UNIX เป็นระบบ ปฏิบตั กิ ารท่ีสามารถใชร้ ่วมกันได้หลายคน (Multiuser) หรอื เป็นระบบปฏบิ ัตกิ าร
แบบเครือข่ายโดยทีผ่ ใู้ ช้แต่ละคนจะต้องมีชื่อและพาสเวิร์ดสว่ นตัวและสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ถึงทัว่ โลก
โดย ผ่านทางสายโทรศัพท์และมีModem เป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูลหรือโอนย้ายข้อมูลนิยมใช้
แพร่หลายในมหาวิทยาลยั หน่วยงานรฐั บาลหรอื บริษัทเอกชนที่มีระบบคอมพวิ เตอรใ์ หญๆ่ ใช้ในระบบยูนิกซ์
เองก็มวี นิ โดวส์ อกี ชนดิ หนึ่งใชเ้ รยี กวา่ X Windows สาหรับผู้ทต่ี ้องการใช้ระบบยนู ิกซใ์ นเครอ่ื งพีซีทบ่ี ้านก็มี
เวอรช์ ่นั สาหรบั พีซี เรยี กว่า Linux ซงึ่ จะมีค าสั่งพน้ื ฐานคลา้ ย ๆ กับระบบยูนกิ ซ์

Linux เป็นระบบปฏิบัติการตัวหนึ่งเช่นเดียวกับ DOS, Windows และ Unix แต่ Linux นั้นจัดว่า
เป็น ระบบปฏบิ ตั กิ าร Unix ประเภทหนึ่งในปัจจบุ ันนมี้ กี ารใช้ Linux กนั มากเน่ืองจากความสามารถของตัว
ระบบปฏิบตั กิ ารและโปรแกรมประยกุ ต์ทท่ี างานบนระบบ Linux ไดพ้ ฒั นาขึ้นมามากมายโดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ
โปรแกรมในตระกลู ของGNU (GNU's Not UNIX) และสิ่งท่สี าคญั ที่สดุ คอื ระบบ Linux เป็นระบบปฏิบัตกิ าร
ประเภทฟรีแวร์ (Free Ware) คือไม่เสียค่าใช้จ่ายในการซื้อโปรแกรมระบบ Linux และนอกจากน้ัน Linux
ยัง สามารถทางานได้บน CPU ทั้ง 3 ตระกูลคือบน CPU ของอินเทล (PCIntel) ดิจิตอลอัลฟา
คอ ม พิ วเ ต อ ร์ ( Digital Alpha Computer) แ ล ะ ซั น ส ปา ร์ ( SUNSPARC) ปั จ จุ บั น นี้ได้ มีการนา
ระบบปฏบิ ตั กิ าร Linux ไป ประยกุ ต์ใช้เปน็ ระบบปฏิบัติการแบบเครือข่ายสาหรบั งานด้านตา่ งๆ เช่นงานดา้ น
การคานวณสถานีงานสถานี บริการต่างๆ ระบบอินเทอร์เน็ตภายในองค์กรใช้ในการเรียนการสอน การทา
วจิ ยั ทางคอมพวิ เตอร์ การพัฒนา โปรแกรม เป็นต้น

WINDOWS เป็นระบบปฏิบัติการท่ีก าลังนิยมใช้กันมากในปัจจุบัน ซึ่งพัฒนามาถึงรุ่น Windows
10 บริษัทไมโครซอฟต์ได้เริ่มประกาศใช้ MS Windows 95 ครั้งแรกเม่ือ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1995 โดยมี
ความคิด ท่ีว่าจะออกมาแทน MS-DOS และ วินโดวส์ 3.x ท่ีใช้ร่วมกันอยู่ลักษณะของวินโดวส์ 95 จึงคลา้ ย
กับระบบ โอเอส ท่ีมที ง้ั ดอสและวนิ โดวสอ์ ยู่ในตัวเดยี วกันแตเ่ ปน็ วินโดวส์ที่มลี ักษณะพเิ ศษกว่าวินโดวส์เดิม
เชน่ มี คณุ สมบตั เิ ปน็ Plug and Play ซง่ึ สามารถจะรจู้ กั ฮาร์ดแวรต์ า่ ง ๆ ที่ตดิ ต้งั อยู่ในเครอ่ื งไดโ้ ดยอัตโนมัติ
มี ลักษณะเป็นระบบ 64 บติ ในขณะทีว่ ินโดวสเ์ ดิมเปน็ ระบบ 32 บิต และ 16 บติ เปน็ ต้น

6
Translation Program คอื โปรแกรมระบบทีท่ าหนา้ ที่ในการแปลโปรแกรม หรือชดุ คาสั่งท่เี ขยี นดว้ ย ภาษา
ท่ีไมใ่ ช่ภาษาเครอื่ งหรือภาษาเครื่องท่ไี มเ่ ข้าใจ ใหเ้ ป็นภาษาทเี่ ครอ่ื งเข้าใจและนาไปปฏิบตั ิได้ เชน่
ภาษา BASIC, COBOL, C, PASCAL, FORTRAN, ASSEMBLY เป็นต้น สาหรับตัวแปลน้ันจะมีอยู่ 3 แบบ
คือ

- แอสแซมเบลอ Assembler เป็นโปรแกรมท่ีใช้แปลภาษาแอสแซมบลี ซง่ึ มีลกั ษณะการแปรทลี ะ
คาส่ัง เม่ือทาตามคาสัง่ น้ันเสรจ็ แลว้ ก็จะแปลคาสง่ั ถัดไปเร่อื ย ๆ จนจบ

- อินเตอร์พรเี ตอร์ (Interpreter) เป็นตัวแปลภาษาระดับสงู เช่นเดียวกับคอมไพล์เลอรแ์ ต่จะแปล
พร้อมกับทางานตามคาส่ังทีละคาส่งั ตลอดไปทั้งโปรแกรม ทาให้การแก้ไขโปรแกรมทาได้ง่ายและรวดเรว็
การ แปลโดยใช้อินเตอร์พรเี ตอร์จะไมส่ ร้างโปรแกรมเรียกใช้งาน ดงั นัน้ จะตอ้ งทาการแปลใหมท่ กุ ครงั้ ทม่ี ีการ
เรียกใช้ งาน ตวั อยา่ งตวั แปลภาษาท่ีใช้ตัวแปลอินเตอรพ์ รีเตอร์ เช่น ภาษาเบสกิ (BASIC)

- คอมไพเลอร์ (Compiler) เป็นตัวแปลภาษาระดบั สงู เชน่ ภาษาปาสคาล ภาษาโคบอลและภาษา
ฟอร์เเทรน การทางานจะใช้หลักการแปลโปรแกรมต้นฉบับทั้งโปรแกรมให้เป็นโปรแกรมเรียกใช้
งาน (executable program) ซึง่ จะถกู บันทึกไวใ้ นลกั ษณะของแฟม้ ข้อมลู หรอื ไฟล์ เมอ่ื ต้องการเรยี กใชง้ าน

โปรแกรมก็สามารถเรียกใช้จากไฟล์เรียกใช้งานโดยไม่ต้องทาการแปลหรือคอมไพล์อีก ทาให้การทางาน
เป็นไป อย่างรวดเร็ว ขณะท่ีคอมไพล์โปรแกรมต้นฉบับที่เขียนข้ึนด้วยภาษาระดับสูง คอมไพล์เลอร์จะ
ตรวจสอบ โครงสร้างไวยากรณ์ของคาส่ังและข้อมูลทใ่ี ชใ้ นการคานวณและเปรียบเทียบต่อจากน้ันคอมไพล์
เลอร์จะสรา้ ง รายการข้อผดิ พลาดของโปรแกรม (Program Listing) เพือ่ ใช้เก็บโปรแกรมต้นฉบบั และคาสั่ง
ทเ่ี ขียนไม่ถกู ต้อง ตามกฎหรอื โครงสร้างของภาษานั้น ๆ ไฟลน์ ัน้ มีประโยชนใ์ นการชว่ ยโปรแกรมเมอร์ในการ
แกไ้ ขโปรแกรม (Debug)

Diagnostic Program คือโปรแกรมระบบท่ีทาหน้าที่ตรวจสอบข้อผิดพลาด ในการทางานของ
อุปกรณ์ ต่าง ๆ ของเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ ได้แก่ โปรแกรม QAPLUS โปรแกรม NORTON เป็นต้น และเมื่อ
พบ ข้อผิดพลาดก็จะแจ้งขึ้นมาบนจอภาพให้ทราบ เช่น ถ้ามีการตรวจสอบแลว้ ปรากฏว่า Keyboard บาง
ปุ่มเสยี ไป ก็จะแจ้งบอกขึ้นมาเปน็ รหสั ใหผ้ ้ใู ช้ทราบ หรือในกรณีท่ี Card จอปกติไม่สามารถแสดงภาพได้ ก็
จะบอกใน ลักษณะของเสียงแทน เช่นเดียวกับ RAM ถ้าเสยี กจ็ ะมีเสยี งบอกขน้ึ มา

2.1.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)

หมายถึง โปรแกรมท่ีผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นผเู้ ขียนข้ึนมาใช้เองเพ่อื สง่ั ใหเ้ ครอื่ งคอมพวิ เตอร์ทางาน
อย่าง ใดอย่างหนงึ่ ตามท่ตี ้องการ ซง่ึ แบ่งได้ดงั น้ี

2.1.2.1 User Program คือโปรแกรมท่ีผู้ใช้เขียนข้ึนมาใช้เองโดยใช้ภาษาระดับต่างๆทาง
คอมพวิ เตอร์ เชน่ ภาษาBASIC, COBOL, PASCAL, C, ASSEMBLY, FORTRAN, Visual Basic, Oracle,

7
เป็นต้น 2.1.2.2 Package Program คอื โปรแกรมสาเรจ็ รปู ซ่งึ เปน็ โปรแกรมท่ถี ูกสรา้ งหรอื เขียนข้ึนมาโดย
บริษทั ตา่ ง ๆ เสรจ็ เรยี บรอ้ ยแล้วพรอ้ มทจี่ ะนามาใช้งานต่าง ๆ ได้ทันที ตัวอย่างเช่น

- Microsoft Office เป็นโปรแกรมชุดออฟฟิศของ บ. Microsoft ทรี่ วมเอาโปรแกรมทใ่ี ชใ้ น
สานกั งาน ทั่วไปมาไว้ดว้ ยกัน ซ่ึงประกอบไปด้วย Microsoft Word , Microsoft Excel, Microsoft Access
และ Microsoft Powerpoint

- Graphic โปรแกรมท่ีใชใ้ นการท างานทางด้านสร้างรูปภาพและกราฟกิ ต่าง ๆ รวมทง้ั งานทางด้าน
สิง่ พมิ พ์ การทาโบรชวั ร์ แผ่นพบั นามบัตร เชน่ CorelDraw, Photoshop, PageMaker เปน็ ต้น - Web
Browser โปรแกรมท่ใี ชง้ านบน Internet เทา่ นัน้ โดยจะตอ้ งเรยี กใชผ้ า่ นทาง Browser ซง่ึ อาจจะเปน็
Netscape Communicator หรอื Internet Explorer โดยการตดิ ตัง้ ผ่านทางแผ่น CD-Rom
หรือ Download ขึ้นมาตดิ ตั้งก็ได้ สาหรับโปรแกรมทน่ี ิยมใชใ้ นปจั จบุ ัน

2.2 ภาษาที่ใชใ้ นการพัฒนาโปรแกรม
คอมพิวเตอรจ์ ะสามารถทางานไดจ้ ะต้องมกี ารเขียนโปรแกรมหรอื ซอร์ฟแวร์ เพื่อสง่ั ให้คอมพิวเตอร์
ทางาน โปรแกรมตา่ ง ๆ ทเ่ี ขียนขึ้นมาน้นั จะตอ้ งเขียนไปตามกฎเกณฑข์ องภาษาที่คอมพวิ เตอร์เข้าใจ
เรยี กว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ สามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 5 ยคุ คอื
1. ภาษาเคร่อื ง (Machine language)
2. ภาษาแอสเซมบลี (Assembly language)
3. ภาษาชน้ั สงู (High-level language)หรอื ภาษารนุ่ ที่ 3 (3GL:Third Generation
Language) 4. ภาษาช้นั สูงมาก (Very high-level language) หรอื ภาษาร่นุ ท่ี 4 (4GL)
5. ภาษาธรรมชาติ (Natural language) หรือภาษารุน่ ที่ 5 (5GL)
2.2.1 ภาษาเครอื่ ง (Machine language)
เปน็ ภาษาพืน้ ฐานทค่ี อมพิวเตอรส์ ามารถเขา้ ใจได้ แตล่ ะค าสั่งประกอบขึ้นจากกลุ่มตวั เลข 0 และ 1
ซ่ึง เป็นเลขฐานสอง
2.2.2 ภาษาแอสเซมบลี (Assembly language)
เปน็ ภาษาที่ใช้สญั ลักษณข์ ้อความ แทนกลุม่ ของตัวเลขฐานสอง เพื่อใหง้ ่ายตอ่ การเขียนและการ
จดจา มากขนึ้ การทางานของโปรแกรมจะต้องท าการแปลภาษาแอสเซมบลีให้เปน็ ภาษาเคร่ือง โดยใช้
ตัวแปลท่ี เรยี กว่า แอสเซมเบลอร์ (Assembler)
2.2.3 ภาษาชนั้ สูง (High-level language)หรอื ภาษารุ่นที่ 3 (3GL:Third Generation Language)
ถูกสรา้ งข้ึนมาเพอ่ื ใหเ้ ขียนโปรแกรมไดง้ า่ ยขึน้ โดยมลี กั ษณะเหมือนกบั ภาษาองั กฤษทัว่ ไป ผเู้ ขยี นไมจ่ าเป็น
ตอ้ ง มีความรูเ้ กย่ี วกบั ฮารแ์ วร์แตอ่ ยา่ งใด ภาษานจี้ าเป็นต้องมีตัวแปลภาษาเครอื่ งเชน่ กัน

8
เรียกตัวแปลนีว้ ่า คอมไพเลอร์ (compiler) หรอื อนิ เตอร์พรเี ตอร์ (Interpreter) อยา่ งใดอย่างหนึง่ เชน่
ภาษาปาสคาล ภาษาซี ภาษโคบอล ภาษเบสกิ ภาษาฟอร์แทรน

2.2.4 ภาษาชนั้ สงู มาก (Very high-level language) หรอื ภาษารุ่นที่ 4 (4GL) เปน็ ภาษาท่มี ลี ักษณะ
คล้ายภาษาพดู ตามปกติของมนษุ ย์ ภาษาน้ีจะช่วยใหก้ ารเขียนโปรแกรมเร็วมากขึ้นกวา่ ภาษาในรุน่ ท่ี
3 เน่ืองจากมเี ครอื่ งมอื ทช่ี ่วยในการสรา้ งแบบฟอรม์ หน้าจอ เพ่ือจดั การกบั ขอ้ มลู รวมไปถึงการออกรายงาน
เมนู ตา่ ง ๆ ตวั อย่างของภาษาชั้นสูงมากไดแ้ ก่ informix-4GL, MAGIC , Delphi , Power Builder ฯลฯ

2.2.5 ภาษาธรรมชาติ (Natural language) หรือภาษารนุ่ ที่ 5 (5GL) เปน็ ภาษาทส่ี ามารถสั่งงาน
คอมพิวเตอรโ์ ดยใชร้ ปู แบบของภาษามนษุ ยไ์ ด้เลย ค าส่งั อยู่ในรปู แบบทไ่ี ม่แนน่ อนตายตวั แตค่ อมพิวเตอร์
จะทา การแปลให้ออกมาในรปู ทค่ี อมพิวเตอร์เขา้ ใจได้ ภาษานีถ้ ูกสรา้ งข้ึนมาจากเทคโนโลยีทางด้านระบบผู้
เชียวชาญ (Expert system) เชน่ ภาษา PROLOG เป็นตน้
(บญุ เลิศ : 2532) โปรแกรมคอมพวิ เตอรต์ ้องเขยี นดว้ ยภาษาคอมพิวเตอร์ ซึง่ มีด้วยกันหลายภาษา มี ขั้นตอน
วิธี (Algorithm) ของการแกป้ ญั หาเพอ่ื ใหเ้ กดิ ผลตามจุดมงุ่ หมายหรอื สรา้ งงานทางคอมพิวเตอร์ เรา ตอ้ งใช้
ความสามารถของคาสงั่ ต่างๆ ของภาษาคอมพวิ เตอร์มาเรยี บเรยี งให้ได้ตามขัน้ ตอนวธิ ที ่คี ดิ ไว้ ภาษาซี เป็น
ภาษาคอมพวิ เตอร์ ที่มีการพฒั นาขึ้นใชง้ านเพ่อื ใหเ้ ป็นภาษามาตรฐานทีไ่ ม่ขนึ้ กบั โปรแกรมจัดระบบงาน หรือ
ข้นึ กบั ฮาร์ดแวร์ จึงทาใหภ้ าษาซี เปน็ ภาษาคอมพิวเตอรต์ ามอดุ มการณ์ของนกั คอมพิวเตอร์ ภาษาซี เปน็
ภาษาคอมพวิ เตอรท์ อ่ี าศัยหลกั การทางวธิ กี ารโปรแกรมสมัยใหม่ ทีเ่ รยี กวา่ โปรแกรมโครงสร้าง การออกแบบ
ซอฟต์แวร์จงึ มรี ูปแบบการออกแบบท่งี า่ ยเป็นโมดลู และสามารถนาไปใช้ได้งา่ ย ในการคอมไพล์

ด้วย ซี คอมไพเลอร์นนั้ ปรากฏวา่ ซใี หป้ ระสิทธภิ าพท่เี หนือกว่าภาษาช้นั สูงอ่ืนๆ ภาษาซีมคี วามคล่องตวั ท่ี จะ
ไดร้ ับการประยกุ ต์เข้ากบั งานตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งดี เราสามารถนาภาษาซีมาใช้ในงานพัฒนาโปรแกรมต่างๆ
ได้ เช่น โปรแกรมเวริ ด์ โปรเซสซง่ิ โปรแกรมสเปรดชตี โปรแกรมส าเรจ็ รปู อ่ืนๆ ปัจจบุ นั บริษทั
ผพู้ ัฒนาโปรแกรม สาเรจ็ รปู มักใชซ้ เี ปน็ เครื่องมอื ในการพฒั นาโปรแกรม จากรปู โครงทท่ี ันสมัยของภาษาซี
ภาษาซีจงึ เป็นภาษาที่ เหมาะสมสาหรับผสู้ นใจทจี่ ะศกึ ษาหลักการทางด้านวธิ ีการโปรแกรมเปน็ อย่างดี
การศกึ ษาภาษาซี จะทาใหผ้ ู้ ศกึ ษาไดเ้ รยี นรรู้ ูปแบบของวิธกี ารเขยี นโปรแกรมทถ่ี กู ต้อง เปน็ การฝกึ นสิ ยั ใน
เรอ่ื งการเขยี นโปรแกรมและ กา้ วหน้าต่อไปในอนาคตไดเ้ ปน็ อย่างดี

2.3 ภาษาซี

( สาโรจ : 2534) ภาษาซี เปน็ ภาษาคอมพวิ เตอร์ในสายตระกลู ของภาษาอัลกอล ( ALGOL –
Algorithmic Language) มคี วามคลา้ ยคลงึ กบั ภาษา PL/L, ปาสกาลและเอดา เปน็ ตน้ และจะแตกต่าง หรอื
มคี วามคล้ายคลงึ นอ้ ยกบั ภาษาเบสิก , ฟอรแ์ ทรน ออกแบบโดย Dennis Ritchie ท่เี บลล์ แลปบอราทอ รี เมอ่ื
ประมาณปี 2515 ถา้ จะไลส่ ายบรรพบรุ ษุ ของภาษาซี ก็จะตอ้ งเรมิ่ จาก Algol 60 ในปี 2503

9
(1960) มาถงึ CPL ของ Cambridge ในปี 2506 มาเป็น BCPL โดย มาติน ริชาร์ด ในปี 2510 และมาถึง
ภาษา B โดย เคน ทอมป์สนั ที่ เบลลแ์ ลบส์ ในปี 2513 จนมาเปน็ ภาษา C ในปี 2515

2.3.1 สรปุ พฒั นาการของภาษาซี ได้ดงั น้ี

Algol 60
คดิ ค้นโดยองคก์ าร International Committee ในปีพ.ศ.2503

CPL (Comined Programming Language)
พัฒนาโดยมหาวิทยาลัย Cambridge ในปี 2506

BCPL (Basic Combined Programming Language)
พัฒนาโดย Matin Richards มหาวทิ ยาลัย Cambridge ในปี 2510

B
พฒั นาโดย Ken Thompson แหง่ Bell Laboratory ในปี 2513

C
พฒั นาโดย Dennis Richie แห่ง Bell Laboratory ในปี 2515

(มนตช์ ัย : 2535) ภาษาซี จงึ มีที่มาจากแนวความคิดเดียวกนั กบั ภาษาบี ชอ่ื ของภาษาซีจงึ นา่ จะมา
จากตวั ทส่ี องของภาษา BCPL เช่นเดยี วกับภาษาบี ท่ีใช้ตวั อกั ษรตัวแรกมาต้ังชอ่ื และเปน็ ภาษาที่มีความ
นยิ มสงู ด้วยสาเหตุหลายประการ ดงั นี้

- ภาษาซี เป็นภาษาสมัยใหมท่ ีม่ สี ิง่ อ านวยความสะดวกในการประยุกตไ์ ด้อย่างกวา้ งขวาง ตรงตาม
ความต้องการของทฤษฏีทางศาสตร์คอมพิวเตอร์ ภาษาซี มีรูปแบบขอ้ มลู ใหเ้ ลอื กอย่างสมบูรณ์กบั การ
ประยุกต์ต่างๆ มตี ัวดาเนินการครบถ้วย ตลอดจนมีการควบคมุ โครงสรา้ งไดแ้ บบสมยั ใหม่ Run-

10
time Library มากมายสาหรับการจัดการกบั อนิ พตุ /เอาตพ์ ตุ , Storage Allocation, String
Manipulation เหลา่ นี้ท าใหก้ ารประยุกตด์ ้วยภาษาซี เป็นธรรมชาติทจี่ ะใช้ในการออกแบบสมยั ใหม่ เชน่
Top-down Planning, Structured Programming และ Modulat Design

- ภาษาซี ออกแบบมาเพื่อใชป้ ระโยชน์จากความสามารถของเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ในปจั จบุ ันอยา่ ง
มาก รวมทั้งมีชอ่ งว่างระหว่างภาษาซีกบั เครื่องคอมพวิ เตอร์ (Hardware) น้อยมาก ดงั นั้นโปรแกรม
ประยุกตข์ อง ภาษาซี จงึ มีขนาดเล็กและมีความเรว็ สงู กวา่

- ภาษาซี เคล่อื นยา้ ยงา่ ย (Portable) โปรแกรมภาษาซีทเ่ี ขยี นในระบบหนงึ่ จะสามารถนาไปรนั ใน
อีกระบบหนง่ึ ไดโ้ ดยไมต่ ้องมกี ารดดั แปลง หรือหากมกี ็นอ้ ยมาก

- ภาษาซี มีความสามารถสงู (Powerful) และความออ่ นตวั (Flexible) สามารถปรบั ไปเป็น
ระบบปฏิบตั กิ ารของเคร่อื งได้หลายยี่ห้อ

- ภาษาซี มีความสามารถในการปรบั แต่งไดอ้ ยา่ งละเอยี ด เชน่ เดยี วกบั ภาษาแอสเซมบลี รวมทั้ง
สามารถประสานสัมพนั ธ์ไดเ้ ป็นอยา่ งดีกบั ภาษาแอสเซมบลี จึงทาใหส้ ามารถปรับแต่งโปรแกรมประยุกต์ให้มี
ประสิทธภิ าพสงู สดุ ได้

2.3.2 จุดเดน่ ของภาษาซี
(ไกรสร : 2554) ในภาษาโปรแกรมทุกภาษามีจุดเด่นในการประมวลของภาษาแตกต่างกนั จุดเดน่
ของ ภาษาซีมดี งั นี้
- เป็นภาษาคอมพวิ เตอร์ทมี่ แี นวคิดในการพัฒนาแบบ “โปรแกรมเชงิ โครงสร้าง
(Structure Program)” ทาใหภ้ าษาซี เปน็ ภาษาที่เหมาะสาหรับนามาพฒั นาระบบ
- เปน็ ภาษาคอมพิวเตอรท์ เ่ี ป็นภาษามาตรฐาน ซงึ้ การทางานของภาษาไม่ขน้ึ กบั ฮารด์ แวร์ ทา
ให้ สามารถนาไปใช้ใน CPU รุน่ ต่างๆ ได้
- เป็นภาษาระดับสงู ท่ที างานเหมอื นภาษาระดบั ตา่ สามารถทางานแทนภาษาแอดแซมลี (Assembly)
ได้
- ความสามารถของคอมไพเลอร์ในภาษาซี มีประสิทธิภาพสงู ทางานได้รวดเรว็ โดยใชร้ หสั
ออบเจ็กต์ (Object) ท่ีสนั้ จงึ ท าใหเ้ หมาะสาหรบั งานทต่ี อ้ งการความรวดเร็ว

2.3.4 โครงสรา้ งโปรแกรมภาษาซี
(มนตช์ ยั : 2535) ภาษาซเี ปน็ ภาษาโครงสรา้ งทม่ี รี ูปแบบไวยากรณ์แนน่ อน มีคาส่งั ใหเ้ ลอื กใชง้ าน
ตาม ลักษณะงานต่างๆ มากมาย โครงสร้างของภาษาซจี ะพจิ ารณาโปรแกรมเป็นส่วนยอ่ ยหลายๆ ส่วนมา
ประกอบ กันเข้าเปน็ โปรแกรม โดยเรยี กส่วนย่อยๆ นน้ั ว่า “ฟังก์ชนั ” ดงั นัน้ ในโปรแกรมภาษาซจี งึ
ประกอบดว้ ย ฟงั กช์ ันหลายฟงั กช์ ่ันทถ่ี กู กาหนดให้ทาหนา้ ทใี่ ดหน้าที่หนง่ึ ในลักษณะของโมดลู ยอ่ ย

11

โปรแกรมภาษาซจี ะประกอบไปด้วยฟงั ก์ชั่นอย่างน้อยทส่ี ุดหนึง่ ฟังกช์ น่ั ฟงั กช์ ั่นจะทาหน้าที่
ดาเนินการใดๆ ใหบ้ รรลจุ ุดประสงค์ โดยบรรจุคาสง่ั ตา่ งๆ ของภาษาซี ไว้ภายในฟังก์ชน่ั สัญลกั ษณท์ ี่ใชแ้ สดง
ขอบเขตของฟงั กช์ ั่นคอื เครือ่ งหมาย ปีกกาเปดิ ( { ) และ ปกี กาปดิ ( } ) โดยมชี ่ือฟงั ก์ชั่นกากบั อยู่ ดัง
ตัวอยา่ งคือ main แต่ละฟงั กช์ ่ันสามารถส่งผา่ นขอ้ มลู เข้าไปในฟังกช์ ่ันได้เรียกว่า อารก์ วิ เมนต์ (Argument)
โดย สามารถเขยี นรายการอาร์กวิ เมนตล์ งในระหวา่ งเครื่องหมายวงเลบ็ เปิดและปิดท่ีอย่ตู อ่ จากฟังกช์ ่นั
สาหรบั กรณี ท่ไี ม่มอี าร์กิวเมนต์ คอื ไม่มกี ารส่งผ่านขอ้ มลู เข้าไปในฟังกช์ น่ั ก็จะเป็นวงเลบ็ เปิดและปิดเปลา่ ๆ
ดงั ตวั อย่าง ในแตล่ ะฟังก์ชนั่ จะประกอบดว้ ยคาส่ังดาเนนิ การต่างๆ ซงึ่ อาจเป็นการเรียกใชฟ้ ังก์ชัน่ อนื่ มา
ดาเนนิ การ โดยการเรียกชือ่ ของฟงั กช์ ่นั น้ันๆ เช่นบรรทดั ตอ่ ไปน้ี

printf (“Hi I can write C Program.\n”);
เป็นการเรยี กใช้ฟงั กช์ นั่ ชื่อวา่ printf โดยฟังก์ชนั่ printf มอี าร์กวิ เมนตค์ อื “Hi I can write
C Program.\n” ฟังกช์ ัน่ printf จะทาหนา้ ท่พี ิมพส์ ายของตัวอักษรท่ีสง่ เปน็ อารก์ วิ เมนตเ์ ข้ามา ตัวอักษรท่ี
อยู่ภายในเคร่อื งหมาย “....” น้เี รยี กว่าสายของตวั อกั ษร (Charater String) หรือเรียก กันสน้ั ๆ ว่า String
\n ที่อยใู่ นสตรงิ จะเป็นสญั ลกั ษณ์พิเศษ ถอื เป็นหน่ึงตัวอกั ษร เพอ่ื ทาหน้าที่ใหพ้ มิ พ์ข้นึ บรรทัด
ใหม่ ซ่ึงตัวอักษรนเ้ี รียกว่า New line Charater

ภาษาซเี ปน็ ภาษาชั้นสูง (High-level language) หรอื ภาษารนุ่ ที่ 3 (3GL:Third
Generation Language) ถูกสร้างขน้ึ มาเพ่อื ให้เขียนโปรแกรมได้งา่ ยขึ้น โดยมลี ักษณะเหมือนกบั
ภาษาองั กฤษทัว่ ไป ผเู้ ขียน ไมจ่ าเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับฮารแ์ วร์แต่อยา่ งใด ภาษานีจ้ าเปน็ ต้องมตี วั แปล
ภาษาเครอื่ งเชน่ กัน เรยี กตัวแปล นี้ว่า คอมไพเลอร์ (compiler) เหมาะสาหรบั ผทู้ ตี่ ้องการเร่มิ ต้นศกึ ษาการ
เขยี นโปรแกรม เน่อื งจากมโี ครงสรา้ ง ที่มรี ูปแบบไวยากรณท์ ี่แนน่ อน สามารถนาไปพัฒนาต่อยอดในการ
เรียนรูก้ ารเขยี นโปรแกรมด้วยภาษาระดับสงู หรือ การเขียนโปรแกรมเชิงวตั ถุ ทีม่ รี ปู แบบโครงสร้างทีซ่ มั
ซ้อนมากขึ้นได้
2.4 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น

2.4.1 ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนเป็นความสามารถของนกั เรียนในด้านต่างๆ ซ่ึงเกดิ จากนกั เรียนได้รบั

ประสบการณจ์ ากกระบวนการเรยี นการสอนของครู โดยครตู อ้ งศกึ ษาแนวทางในการวดั และประเมินผล
การ สร้างเคร่อื งมือวัดใหม้ คี ณุ ภาพน้ัน ได้มีผูใ้ หค้ วามหมายของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนไวด้ งั น้ี สรปุ วา่
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าคณติ ศาสตร์ หมายถงึ ความสามารถ ความสาเรจ็ และสมรรถภาพดา้ นต่างๆของ
ผูเ้ รยี นทไี่ ดจ้ ากการเรียนรอู้ นั เปน็ ผลมาจากการเรียน การสอน การฝึกฝนหรือประสบการณข์ องแตล่ ะบคุ คล

12

ซง่ึ สามารถวดั ได้จากการทดสอบดว้ ยวธิ ีการตา่ งๆ พิมพนั ธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยนิ ดสี ขุ (2548, หน้า
125) กล่าววา่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหมายถงึ ขนาดของความสาเรจ็ ท่ไี ดจ้ ากกระบวนการเรยี นการสอน
ปราณี กองจินดา (2549, หน้า 42) กลา่ ววา่ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น หมายถงึ ความสามารถหรอื ผลสาเรจ็
ท่ไี ดร้ บั จากกจิ กรรมการเรยี นการสอนเป็นการเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมและประสบการณเ์ รียนรู้ ทางด้านพทุ ธิ
พิสยั จิตพสิ ัย และทกั ษะพสิ ัย และยงั ได้จาแนกผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลกั ษณะของ วัตถปุ ระสงค์ของ
การเรียนการสอนทแ่ี ตกต่างกนั

Good (1973 อา้ งถึงในวิษา สาราญใจ, 2552: 20) ได้ให้ความหมายของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นว่า
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนหมายถงึ ความรู้ท่ไี ด้รบั หรือทกั ษะทเี่ กดิ ขึน้ จากการเรียนรูใ้ นวชิ าตา่ งๆซง่ึ วดั ได้จาก
คะแนนที่ครูผสู้ อนใหห้ รอื คะแนนทีไ่ ด้จากการทดสอบ

Eysenck, Arnold and Meili (1972 อ้างถงึ ในพฒั นาพงษส์ ีกา, 2551 : 31 ) ได้ให้ความหมายของ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นหมายถึงขนาดของความสาเรจ็ ทไ่ี ดจ้ ากการเรียนโดยอาศยั ความสามารถเฉพาะตัว
ของบคุ คลโดยผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนอาจไดจ้ ากการทดสอบเชน่ การสงั เกตหรือการตรวจการบา้ นหรอื
เกรดของการเรียนซ่ึงต้องอาศัยกระบวนการท่ีซบั ซอ้ นและระยะเวลาหรืออาจวัดดว้ ยแบบวดั ผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรยี น ทว่ั ไป

พัฒนา พงษส์ กี า (2551 : 32) ได้ให้ความหมายของผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นหมายถึงผลทเ่ี กิดจาก
การ กระทาของบุคคลซง่ึ เปน็ การเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมเนอื่ งจากการได้รบั ประสบการณโ์ ดยการเรยี นรู้
ด้วยตนเอง หรอื จากการเรยี นการสอนในชน้ั เรียนและสามารถประเมินหรอื วดั ประมาณคา่ ไดจ้ ากการ
ทดสอบหรอื การ สังเกตพฤติกรรมท่ีเปล่ียนแปลง

ขนิษฐา บุญภกั ดี (2552 : 10) ไดก้ ล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถงึ คณุ ลกั ษณะและ
ความสามารถของบคุ คลอนั เกดิ จากการเรยี นการสอนอาจไดม้ าจากกระบวนการทีไ่ มต่ อ้ งอาศยั การทดสอบ
เชน่ การสงั เกตและจากการใช้แบบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นทวั่ ไป

พมิ พ์ประภา อรญั มิตร (2552 : 18) ได้ให้ความหมายของผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นหมายถึง
คุณลกั ษณะ และความรู้ความสามารถที่แสดงถงึ ความสาเรจ็ ทไ่ี ดจ้ ากการเรียนการสอนในวิชาตา่ งๆซง่ึ
สามารถวัดเปน็ คะแนน ได้จากแบบทดสอบทางภาคทฤษฎหี รือภาคปฏิบตั หิ รอื ทง้ั สองอย่าง

วุฒชิ ัย ดานะ (2553 : 32) ได้กลา่ ววา่ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนหมายถึงระดับความร้คู วามสามารถ
และ ทักษะท่ีไดร้ บั และพฒั นามาจากการเรียนการสอนวชิ าต่างๆโดยอาศัยเครอื่ งมอื ในการวัดผลหลงั จาก
การเรียน หรอื จากการฝึกอบรม

13

ดังนั้นจึงสรปุ ไดว้ า่ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น หมายถงึ ผลทเ่ี กิดจากกระบวนการเรียนการสอนท่จี ะทา
ให้ นักเรียนเกดิ การเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรม และสามารถวดั ได้โดยการแสดงออกมาทง้ั 3 ด้าน คือ ด้านพทุ ธิ
พสิ ยั ด้านจติ พิสยั และดา้ นทักษะพสิ ยั

13

2.4.2 ลกั ษณะของผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น

ลักษณะของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นมีหลายลักษณะโดยจะกลา่ วถงึ 2 ดา้ นดังนี(้ อุทมุ พรจามรมาน
, 2535 อา้ งถึงในวนิดาดแี ป้น, 2553 : 22)

2.4.2.1 ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นด้านสมองจาแนกเปน็ 6 ระดบั ดังน้ี

(1) ผลสมั ฤทธิด์ า้ นความจาเปน็ สงิ่ ที่สาคัญทางการเรยี นความจาเป็นตวั เสรมิ ใหเ้ กดิ ความรู้
ความสามารถในการเรยี นความจาเป็นผลสัมฤทธิพ์ น้ื ฐานก่อนการแสดงความสามารถในระดบั สงู ขนึ้ (2)
ผลสมั ฤทธ์ดิ า้ นความเขา้ ใจเปน็ การแสดงความสามารถในระดับสูงข้ึนกวา่ ความจา (3) ผลสมั ฤทธ์ดิ ้านการสา
ไปใช้เปน็ การนาความร้ทู ่ไี ด้เรยี นไปแล้วไปใช้ในสถานการณอ์ ่ืนทีเ่ กิดขึน้ ซงึ่ เป็นการบรรลจุ ดุ มงุ่ หมายของการ
นาไปใช้

(4) ผลสมั ฤทธ์ดิ ้านการวเิ คราะหเ์ ป็นการแยกแยะเนือ้ หาใหเ้ ปน็ ส่วนย่อยแลว้ ระบสุ ่วนย่อยกบั
ส่วนยอ่ ย หรือส่วนย่อยกบั ส่วนใหญ่

(5) ผลสมั ฤทธิ์ด้านการสงั เคราะหเ์ ปน็ การนาสง่ิ ทว่ี เิ คราะหม์ าผสมผสานเป็นเรอ่ื งใหม่

(6) ผลสัมฤทธ์ดิ า้ นการประเมนิ ความสามารถในดา้ นการประเมินเพอ่ื ใหไ้ ดค้ ุณคา่ บางอยา่ งถือวา่
เป็นข้นั สุดทา้ ยของการพัฒนาทางสงั คมของผเู้ รียน

กลา่ วโดยสรปุ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นดา้ นสมองขน้ึ อยคู่ วามสามารถทกั ษะและประสบการณ์ของ
ผเู้ รียนแตล่ ะบุคคลซงึ่ มผี ลต่อการเรยี นร้ไู ดแ้ กค่ วามจาความเข้าใจการนาไปใชก้ ารวเิ คราะหก์ ารสังเคราะห์
และ การประเมนิ ผล

2.4.2.2 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นด้านจติ ใจเปน็ สง่ิ ทเ่ี ปน็ นามธรรมและมีขอบเขตกว้างมากตั้งแตก่ าร
รับรจู้ นถึงความพงึ พอใจในคณุ คา่ แบ่งยอ่ ยเป็น 5 ระดับดังน้ี

(1) ข้ันการรบั รเู้ ป็นระดบั ต่าหมายถึงการทบี่ ุคคลแตล่ ะคนเปดิ ใจอยากรบั รู้ว่าเกดิ อะไรข้ึนภายนอก
บา้ ง คอื การรู้ตัวและการต้ังใจรับรเู้ พิ่ม

(2) ข้ันการตอบสนองเป็นขัน้ ท่นี ักเรียนได้แสดงตอบต่อคนสง่ิ ของและปรากฏการณ์

(3) ข้ันการแสดงคณุ ค่าเป็นข้นั ที่มกี ารรับรู้คุณค่า
(4) ขนั้ การสร้างมโนทศั น์ของคณุ ค่าเป็นขนั้ การสร้างความเขา้ ใจ

(5) ขั้นการแสดงลกั ษณะเป็นขัน้ การแสดงบคุ ลกิ นิสัยของบุคคลเหล่านนั้ ออกมา

สรปุ ไดว้ ่าผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนด้านจติ ใจเป็นส่ิงทม่ี องไมเ่ หน็ โดยข้นึ อยู่กับความสามารถของแต่
ละ บุคคลโดยสามารถแบ่งออกเปน็ ลาดบั ขน้ั ของการเรียนรูโ้ ดยเริ่มต้นจากข้ันของการเปิดใจอยากรบั รสู้ งิ่
ตา่ งๆขนั้ ของการแสดงออกต่างสิ่งต่างๆทไี่ ดร้ บั รูข้ ้ันของการรบั รูค้ ุณคา่ ของส่ิงทีร่ บั รขู้ ้นั ของการสรา้ งความ
เขา้ ใจเก่ยี วกบั ส่ิงท่ีรบั รแู้ ล้วบนั ทกึ ไว้ในสมองและขั้นสุดทา้ ยคือขัน้ ของการแสดงลกั ษณะนสิ ยั ของแตล่ ะคน
ออกมา

14

2.4.3 องค์ประกอบของผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น

Anastasi (อ้างถึงในขนษิ ฐา บญุ ภกั ดี, 2552 : 8) ไดก้ ล่าววา่ ผเู้ รียนจะประสบความสาเร็จทาง
การศึกษาไดด้ ีเพียงใดน้นั ขนึ้ อยูก่ บั องคป์ ระกอบดงั ตอ่ ไปนี้

1) องค์ประกอบด้านสตปิ ญั ญา (Intellectual-Factor) เป็นความสามารถในการคิดของบุคคลอนั
เป็น ผลมาจากการสะสมของประสบการณ์ตา่ งๆรวมถึงความสามารถท่ตี ิดตวั มาแตก่ าเนิดโดยความสามารถ
เหล่านี้ วัดได้หลายแบบเชน่ วัดความถนัดทางการเรยี นความคิดสรา้ งสรรค์ความสามารถในการแกป้ ัญหา
สมรรถภาพ ทางสมองเป็นตน้ ซงึ่ องค์ประกอบดา้ นสตปิ ัญญาเป็นปจั จยั ที่สาคญั ทีม่ ผี ลตอ่ ผลสมั ฤทธิ์ทางการ
เรียน

2) องคป์ ระกอบท่ีไม่ใช่ทางด้านสตปิ ัญญา (Non Intellectual-Factor) เช่นเพศอายแุ ผนการเรียน
อันดบั การเลอื กรายไดข้ องบิดามารดานสิ ัยในการเรยี นเจตคติในการเรียนตลอดจนสภาพแวดลอ้ มของ
สถานศกึ ษาเปน็ ตน้

กมั ปนาทศรีเชอ้ื (2550 อ้างถึงในขนษิ ฐาบุญภักดี, 2552 : 8) ไดก้ ลา่ วว่าผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนมี
องคป์ ระกอบ 2 ประการไดแ้ ก่

1) องค์ประกอบทางด้านสติปญั ญา

2) องค์ประกอบที่มไิ ด้เกี่ยวขอ้ งกับสติปญั ญา

ผู้อานวยการคน้ ควา้ เรอื่ งเดก็ แห่งมหาวทิ ยาลยั แมรี่แลนดส์ หรฐั อเมริกาไดส้ รปุ ถึงองคป์ ระกอบที่มี
อทิ ธพิ ลตอ่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นโดยเฉพาะในดา้ นทมี่ ิได้เกยี่ วข้องกับสติปญั ญาไว้ดงั นี้

1) องคป์ ระกอบทางดา้ นรา่ งกาย (Physical Factors) ได้แกอ่ ตั ราการเจรญิ เตบิ โตสขุ ภาพรา่ งกาย
ขอ้ บกพรอ่ งทางรา่ งกายและลักษณะทางร่างกาย

2) องคป์ ระกอบทางดา้ นความร(ู้ Love Factors) ไดแ้ กค่ วามสมั พันธข์ องบิดามารดาความสมั พนั ธ์
ของ บดิ ากับลูกความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งลกู ๆและความสัมพันธร์ ะหวา่ งสมาชิกในครอบครัว

3) องคป์ ระกอบทางวฒั นธรรมและสงั คม (Cultural and Socialization Factors) ไดแ้ ก่
ขนบธรรมเนียมประเพณีความเปน็ อยขู่ องครอบครวั สภาพแวดลอ้ มทางบ้านการอบรมเลี้ยงดูและฐานะ
เศรษฐกจิ ทางบา้ น

4) องค์ประกอบทางความสมั พนั ธ์ในหมเู่ ดียวกนั (Peer Group Factors) ไดแ้ กค่ วามสมั พันธข์ อง
นกั เรยี นกบั เพ่อื นวยั เดยี วกันทงั้ ทางบ้านและทางโรงเรยี น

5) องค์ประกอบทางการพฒั นาตนเอง (Self Development Factors) ไดแ้ ก่สติปญั ญาความสนใจ
ทศั นคติของนักเรียนตอ่ การเรียน

6) องค์ประกอบทางการปรบั ตวั (Self-Adjustment Factors) ไดแ้ กป่ ัญหาการปรบั ตัวการ
แสดงออก ทางอารมณ์

15
เห็นได้วา่ องคป์ ระกอบทางดา้ นท่ไี ม่ได้เกย่ี วขอ้ งกับสติปญั ญามอี ทิ ธิพลตอ่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นซงึ่
มี อยหู่ ลายประการทง้ั ท่อี ยภู่ ายในตัวผเู้ รยี นและทเ่ี กดิ จากสภาพแวดลอ้ มภายนอกซ่ึงบางองคป์ ระกอบจะ
สง่ เสรมิ การเรยี นรบู้ างองคป์ ระกอบอาจเป็นอปุ สรรคในการเรียนร้(ู ขนิษฐาบญุ ภักดี, 2552 : 9)
บุญชม ศรสี ะอาด (2524 อ้างถึงในสุมาลีสกิ เสน, 2541) ได้กลา่ วถึงองคป์ ระกอบทม่ี ผี ลต่อการ
เรียนรู้ ของผเู้ รยี นดงั นี้
1) ด้านพนื้ ความร้เู ดิมของผเู้ รียนเช่นความรเู้ ดิมเกี่ยวกับรายวิชาคะแนนสอบจบของการศกึ ษาใน
อดีต เปน็ ต้น15

2) ด้านสถานภาพทวั่ ไปของนกั ศกึ ษาเช่นคณุ ลกั ษณะของนกั ศกึ ษาฐานะเศรษฐกจิ และสงั คมของ
ครอบครัวของนกั ศกึ ษาเปน็ ตน้

3) เจตคตขิ องนักศกึ ษาทมี่ ีตอ่ การเรียนการสอน

4) เจตคติของนกั ศกึ ษาทม่ี ตี ่อรายวชิ า

5) ด้านลักษณะกิจกรรมนอกช้ันเรยี นของนกั ศกึ ษา

6) ด้านพฤติกรรมการสอนของผสู้ อนตามการรบั รขู้ องผเู้ รียนเชน่ การช้ีแนะการมสี ่วนร่วมการ
ชมเชย หรอื ใหร้ างวลั และการมอบหมายงานใหน้ กั ศึกษาท าเปน็ ตน้

จากการศกึ ษาองค์ประกอบของผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นสามารถสรปุ ได้วา่ ผูเ้ รยี นจะประสบ
ความสาเรจ็ ในการเรียนประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบทางดา้ นสตปิ ญั ญาซงึ่ ได้แกค่ วามรู้ความสามารถของแต่
ละบคุ คลทีไ่ ด้จาก การสะสมประสบการณแ์ ละระดบั สตปิ ัญญาที่ได้มาแต่กาเนิดและองคป์ ระกอบที่ไมไ่ ด้
เกย่ี วขอ้ งกบั ระดบั สติปญั ญาซงึ่ มอี ยูภ่ ายในตวั ผเู้ รียนหรืออาจเกิดจากสภาพแวดลอ้ มภายนอกกไ็ ด้

2.4.4 การวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน

วนดิ าดีแปน้ (2553 : 24) ได้กลา่ ววา่ การวัดและการประเมนิ ผลการเรียนคือกระบวนการตรวจสอบ
ผ้เู รียนวา่ ไดพ้ ฒั นาไปถึงจดุ หมายปลายทางของหลักสตู รและมคี ณุ ลักษณะท่พี งึ ประสงค์เปน็ ไปตามทก่ี าหนด
หรอื ไมร่ วมทง้ั เปน็ สง่ิ ที่ทาใหท้ ราบวา่ ผเู้ รียนเรยี นรไู้ ดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพมากนอ้ ยเพยี งใดโดยการวัดและ
การ ประเมินผลการเรียนมีจดุ ประสงค์คือการจดั ตาแหนง่ เพอ่ื เป็นการวัดวา่ ผู้เรยี นแตล่ ะคนมคี วามรหู้ รอื
ทักษะ เพียงพอหรือไม่ซงึ่ จะทาใหท้ ราบจดุ เดน่ จดุ ด้อยของผเู้ รยี นเป็นการประเมินพฒั นาการของเดก็ แล้ว
นาไปทานาย เพอื่ เป็นการแนะแนวทางในการประกอบอาชีพหรอื ศกึ ษาตอ่ นาไปประเมนิ คา่ ซึง่ จะกระทาเมอ่ื
การสอนสน้ิ สุดลง

การวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นพิชติ ฤทธ์จิ รญู (2545 : 95) ไดก้ ลา่ วว่าเครือ่ งมอื วดั ผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการ เรยี นไดแ้ กแ่ บบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ (Achievement test) ซง่ึ นักวดั ผลและนักการศึกษามกี าร
เรียกชื่อ แตกตา่ งกันเช่นแบบทดสอบความสมั ฤทธ์ิแบบทดสอบผลสมั ฤทธห์ิ รือแบบสอบผลสมั ฤทธิโ์ ดยแบบ
วดั ผลสัมฤทธเิ์ ปน็ แบบทดสอบทใี่ ช้วดั ความรทู้ ักษะและความสามารถทางวชิ าการทีผ่ เู้ รียนได้เรยี นรมู้ าแล้ว

16
ว่า บรรลผุ ลตามวตั ถปุ ระสงคท์ ก่ี าหนดไวเ้ พียงใดซง่ึ ไดแ้ บง่ ประเภทของแบบวดั ผลสมั ฤทธ์อิ อกเปน็ 2
ประเภทดังนี้

1) แบบทดสอบทค่ี รสู ร้างขนึ้ เองเปน็ แบบทดสอบท่มี งุ่ วดั ผลสัมฤทธ์ิของผู้เรยี นเฉพาะกลมุ่ ทสี่ อน
เปน็ แบบทดสอบทผ่ี สู้ อนสร้างขน้ึ ใช้กันโดยทั่วไปในสถานศกึ ษามลี กั ษณะเปน็ แบบทดสอบข้อเขียนซ่งึ แบง่
ออกได้ เปน็ 2 ประเภทดงั น้ี

(1) แบบทดสอบอัตนัยเปน็ แบบทดสอบทกี่ าหนดคาถามหรอื ปัญหาให้แลว้ ใหผ้ ตู้ อบเขียน
โดย แสดงความร้คู วามคดิ เจตคติได้อย่างเตม็ ท่ี

(2) แบบทดสอบปรนยั หรอื แบบให้ตอบส้นั ๆเป็นแบบทดสอบที่กาหนดใหผ้ สู้ อบเขยี นตอบ
สนั้ ๆหรือมีคาตอบใหเ้ ลอื กแบบจากัดคาตอบผู้ตอบไมม่ โี อกาสแสดงความรู้ความคิดได้อย่างกวา้ งขวาง
เหมอื น แบบทดสอบอัตนัยแบบทดสอบชนิดนแี้ บง่ ออกเปน็ 4 แบบคือแบบทดสอบถูก-ผดิ แบบทดสอบเติม
คา แบบทดสอบจบั คแู่ ละแบบทดสอบเลอื กตอบ

2) แบบทดสอบมาตรฐานเปน็ แบบทดสอบท่มี ุง่ วัดผลสัมฤทธข์ิ องผู้เรยี นท่วั ๆไปซ่ึงสร้างโดย
ผเู้ ช่ียวชาญ มีการวิเคราะหแ์ ละปรับปรงุ อยา่ งดจี นมีคณุ ภาพและไดม้ าตรฐาน

ไพศาลหวงั พานิช (2526 อ้างถงึ ในขนิษฐาบญุ ภกั ดี, 2552 : 9) กล่าววา่ การวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียน เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถหรอื ความสาเรจ็ ในการเรยี นของแต่ละบุคคลซงึ่ สามารถวดั ได้2
แบบ ตามจุดมงุ่ หมายและลกั ษณะวชิ าทส่ี อบดงั น้ี

1. การวดั ด้านปฏบิ ตั เิ ป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏบิ ตั หิ รอื ทกั ษะของผเู้ รียนโดย
มงุ่ เน้นใหผ้ เู้ รยี นไดแ้ สดงความสามารถดงั กล่าวในรปู การกระทาจรงิ ให้ออกมาเป็นผลงานได้โดยใชข้ อ้ สอบ
ภาคปฏบิ ตั ิ

2. การวัดดา้ นเน้อื หาเป็นการตรวจสอบความสามารถเก่ยี วกบั เนือ้ หาวิชาอนั เปน็ ประสบการณ์การ
เรยี นรขู้ องผู้เรยี นรวมถงึ พฤติกรรมความสามารถในดา้ นต่างๆสามารถวัดไดโ้ ดยใช้ข้อสอบสาหรบั วัด
ผลสัมฤทธ์ิ นอกจากน้ผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียนอาจได้มาจากกระบวนการท่ไี ม่ตอ้ งอาศัยการทดสอบท่ี
เรียกวา่ Nontesting Procedures เช่นการสงั เกตหรือตรวจการบ้านหรืออาจอยู่ในรปู ของการทีไ่ ดม้ าจาก
การเรียนหรอื อกี วิธหี น่งึ อาจวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นดว้ ยแบบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นทั่วไปซงึ่ มกั อยู่
ในรูปแบบของเกรด ที่ไดจ้ ากการเรียนเนอ่ื งจากไดผ้ ลทเี่ ช่ือถือไดม้ ากกว่าอย่างน้อยกอ่ นท่ีจะทาการ
ประเมนิ ผลการเรยี นของผูเ้ รยี น ผสู้ อนจะต้องพิจารณาองคป์ ระกอบอืน่ ๆจงึ ดีกว่าการแสดงขนาด
ความสาเรจ็ หรอื ความลม้ เหลวจากการทดสอบ นกั เรียนด้วยแบบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนท่ัวๆไปเพยี ง
คร้งั เดียว (สดุ ฤทยั ศรีปรชี า, 2550 อา้ งถงึ ในขนิษฐา บญุ ภกั ดี, 2552 : 10)

ดงั นัน้ จึงสรปุ ได้วา่ การวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนสามารถทดสอบโดยใชแ้ บบทดสอบผลสมั ฤทธ์ิหรอื
ได้ จากกระบวนการทไี่ ม่ตอ้ งใช้แบบทดสอบเช่นการสงั เกตการตรวจการบ้านทไี่ ดร้ ับมอบหมายหรอื อาจอยู่

17
ในรปู ของผลการเรียนหรอื เกรดท่ีไดจ้ ากการเรียนในรายวชิ านัน้ ๆจะพบว่าการวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนที่
นิยมใชก้ ัน ทวั่ ไปมักอยูใ่ นรปู แบบของคะแนนหรอื เกรดที่ไดจ้ ากการเรยี น

2.4.5 ปจั จยั ท่มี ผี ลตอ่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน

Bloom (1976 : 160) กลา่ ววา่ ปัจจยั ทีม่ ผี ลกระทบตอ่ ระดับผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นมี3 ปัจจัยคือ
1. คุณสมบตั ดิ า้ นความรหู้ มายถึงความสามารถและความถนดั ของผู้เรียนทจ่ี าเปน็ ต่อการเรยี นรซู้ ่งึ เปน็ สงิ่ ท่ี
เกิดขึ้นกอ่ นการเรยี นรู้

2. คณุ ลกั ษณะทางดา้ นจติ พสิ ัยหมายถึงแรงจงู ใจหรอื ทัศนคตทิ มี่ ตี ่อรายวิชาตอ่ สภาพแวดล้อมใน
การ เรียนซึง่ เปน็ สง่ิ ทเี่ กดิ ขน้ึ กบั ตัวผู้เรียนเอง

3. คณุ ภาพของการสอนหมายถงึ การวางแผนการสอนหรอื จดุ มงุ่ หมายรายวิชาท่ีผสู้ อนไดว้ างแผน
รวมถึงการใหค้ าปรึกษาแรงเสรมิ จากผูส้ อนและวธิ กี ารสอนทีใ่ หผ้ เู้ รียนมีสว่ นรว่ มหรอื สามารถแสดงความ
คิดเห็น ได้

นอกจากน้ัน Creamer (1989 อ้างถงึ ใน พัฒนพงษ์สกี า, 2551 : 32) ไดใ้ ช้วธิ กี ารวเิ คราะห์และ
สังเคราะหง์ านวิจยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี นพบวา่ ปจั จัยทส่ี มั พนั ธ์กบั ผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี นของนกั เรยี นมี7 ดา้ นได้แก่

1. ปจั จัยดา้ นสงั คมประกอบดว้ ยกลุ่มเพ่ือนฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมและสง่ิ แวดลอ้ มทาง
ครอบครัว
2. ปัจจัยด้านโรงเรยี นประกอบด้วยเปา้ หมายและนโยบายคณุ ลกั ษณะทางกายภาพและสงิ่ แวดลอ้ ม
3. ปจั จัยดา้ นตัวนกั เรยี นประกอบดว้ ยพน้ื ฐานความรเู้ ดิมคุณลักษณะทางชวี ะสังคมและแรงจงู ใจใฝ่
สมั ฤทธ์ิ

4. ปัจจัยดา้ นครผู สู้ อนประกอบดว้ ยภูมหิ ลังและรปู แบบการสอน

5. ปจั จยั ดา้ นการเรยี นการสอนประกอบด้วยปรมิ าณและคณุ ภาพการเรยี นการสอนและหลกั สูตร
6. ปจั จยั ดา้ นวิธีสอนประกอบดว้ ยการสอนเปน็ รายบคุ คลการกระตนุ้ หรือเกมการใช้คอมพวิ เตอร์
ชว่ ย สอนการจดั โปรแกรมการเรยี นการสอนพเิ ศษการจัดระบบการเรียนรกู้ ารสอนเปน็ ทมี ปรมิ าณ
การให้การบา้ น และการใช้สอื่ การสอน
7. ปัจจยั ด้านการสร้างยทุ ธศาสตร์การเรียนรปู้ ระกอบด้วยการเสรมิ แรงการสร้างความกา้ วหน้า
และ การใชข้ อ้ มลู ย้อนกลับ
ในการเรียนการสอนนนั้ จะประสบความสาเร็จหรอื ล้มเหลวมอี งค์ประกอบท่ีเกี่ยวข้องหลาย
องค์ประกอบแตล่ ะองคป์ ระกอบมีอทิ ธิพลต่อการเรยี นมากนอ้ ยแตกตา่ งกนั (สถาบันทรพั ยากร
มนุษย์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, 2554 อ้างถึงใน พัฒนพงษส์ กี า, 2551 : 27) ดงั น้ี

18
1. สง่ิ แวดล้อมทางบา้ นการศกึ ษาของพอ่ แม่อปุ กรณท์ เี่ ออ้ื ตอ่ การเรยี นของผเู้ รยี นเช่นจานวนหนงั สือ
ทีม่ ี ในบา้ นการมีคอมพิวเตอร์ทบ่ี ้านเป็นตน้
2. กจิ กรรมนอกเวลาเรียนของผเู้ รยี นไดแ้ กก่ ารใช้เวลาเรียนหรอื ทาการบา้ นหลังเลกิ เรยี นการดู
โทรทัศนห์ รอื วีดีทัศน์ในแต่ละวันมีแนวโน้มทจี่ ะสง่ ผลต่อผลสมั ฤทธิ์ของผู้เรียนสว่ นใหญ่แตกตา่ งกนั
3. เจตคตขิ องผเู้ รียนโดยผเู้ รยี นทมี่ เี จตคติทีด่ ีตอ่ รายวชิ าหรือมเี จตคตใิ นทางบวกจะมคี ะแนนเฉลี่ย
ใน ระดับสงู
4. วิธีการสอนของครกู ลมุ่ ผเู้ รยี นที่ผสู้ อนใหท้ ากิจกรรมหรอื สาธิตการทากจิ กรรมในเกือบทกุ
บทเรยี น หรอื ทกุ ๆบทเรยี นจะมคี ะแนนเฉล่ยี ในรายวิชานัน้ สงู กวา่ กลุ่มผเู้ รยี นทที่ ากจิ กรรมนเ้ี พียงบาง
บทเรยี นหรือไม่ได้ทาเลย

วนดิ า ดแี ปน้ (2553 : 20) กลา่ วว่าผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนเปน็ เรอ่ื งที่ไดร้ บั ความสนใจอย่างมากใน
วง การศกึ ษาแต่เปน็ เรื่องทมี่ ีความยงุ่ ยากและซบั ซอ้ นมากเพราะมอี งค์ประกอบหรอื ปจั จัยต่างๆมากมายท่ี
เปน็ ตัว แปรทผ่ี สมผสานกันซึ่งอาจสง่ ผลใหน้ ักเรียนมผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่แี ตกตา่ งกัน สมุ ิตรา องั วฒั
นกุล (2539 อา้ งถงึ ใน วนิดา ดแี ปน้ , 2539 : 20) ได้สรปุ ปจั จยั ทสี่ ่งผลต่อผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นโดยแบง่
ออกเป็น 4 ปัจจยั ดงั น้ี

1. ปัจจยั เกยี่ วกับผเู้ รียนจากแนวคดิ ของนักจติ วิทยากลมุ่ พฤติกรรมนยิ ม (Behavioral
psychologists) เชอ่ื วา่ คนเราทกุ คนสามารถทจ่ี ะเรียนรทู้ ุกสง่ิ ทกุ อยา่ งไดห้ ากมตี ัวกระตนุ้ และการเสริมแรง
การเรยี นรจู้ งึ เป็น กระบวนการดา้ นกลไกท่ีถกู ควบคุมจากสงิ่ ตา่ งๆภายนอกแตน่ กั จติ วิทยากลมุ่ ความคิดความ
เขา้ ใจ (Cognitive psychologists) เชอื่ ว่าผเู้ รยี นเป็นผู้มบี ทบาทสาคญั ในการเรียนรคู้ วามร้แู ละสติปญั ญา
ตลอดจนกระบวนการ เรียนรู้ของผเู้ รียนเป็นปจั จัยทส่ี าคัญทส่ี ดุ ต่อผลสมั ฤทธ์ใิ นการเรียนผูส้ อนเปน็ เพยี ง
ผู้รบั ผดิ ชอบในการสอนแต่ ผเู้ รียนเป็นผรู้ บั ผดิ ชอบในการเรยี น

2. ปัจจยั เกีย่ วกับสภาพแวดลอ้ มทางการเรยี นการสอนในโรงเรียนทม่ี ไิ ดข้ ึ้นอย่กู ับปัจจยั เก่ียวกบั ตัว
ผ้เู รยี นหรือการเรียนการสอนเท่านัน้

3. สภาพแวดล้อมโดยทั่วๆไป สภาพแวดล้อมทางครอบครวั และสภาพแวดล้อมทไ่ี มไ่ ด้เกดิ จากตวั
ผเู้ รียนเอง

4. ปัจจัยเก่ียวกบั การเรียนการสอนและปัจจยั ทเ่ี ก่ียวกบั บรบิ ทการเรยี นการสอนรวมถึงปัจจยั ดา้ น
ผู้สอนดา้ นกจิ กรรมการเรียนการสอนทง้ั ในและนอกช้ันเรยี นและดา้ นจุดมงุ่ หมายของการสอน การเ์ ยแ่ ละบ
รกิ ซ์ (Gagne and Briggs, อา้ งถึงใน พรศรี พทุ ธานนท์, 2550: 6-10) ไดแ้ บ่งปัจจัยที่ สง่ ผลตอ่ การเรยี นรู้
เปน็ 2 ประเภท คอื

19
1. ปจั จยั ภายนอก เป็นปจั จยั เดิมของการเรียนรอู้ ยา่ งตอ่ เนื่อง โดยการใหส้ งิ่ เร้าพรอ้ มกบั ให้ผเู้ รยี น
ตอบสนองในสงิ่ ท่ตี ้องการ การทาซา้ คอื การใหผ้ เู้ รียนเรียนรู้โดยใช้ส่งิ เร้าแล้วตอบสนองหลาย ๆ คร้งั จน
สามารถ เรยี นรไู้ ด้ การให้การเสริมแรง คือ การเสรมิ กาลงั ใจใหเ้ กดิ ความพอใจในการเรียนรู้
2. ปัจจยั ภายใน เป็นสิ่งภายในทผ่ี เู้ รียนต้องมีเพ่ือใหเ้ กิดการเรียนร้ขู ้อเท็จจริงขณะเรียนขณะนน้ั หรือ
ระลกึ จากท่เี คยเรยี นมาแล้ว ทักษะทางปัญญาหมายถงึ ความสามารถในการใชส้ มองเพ่อื การเรยี นรู้ โดย
ระลกึ จากประสบการณก์ ารเรยี นรทู้ ผี่ ่านมา ยทุ ธศาสตร์ หมายถึง สมรรถภาพที่ควบคมุ การเรียนรู้ ความ
ตั้งใจ การา และพฤติกรรมการคดิ ของมนุษยเ์ ปน็ กระบวนการทางานภายในสมองของมนุษย์ ผเู้ รยี นอาจ
ได้รบั แนวทาง ในขณะเรียน

นอกจากนสี้ มุ ติ รา องั วฒั นกลุ (2539 อ้างถึงใน วนดิ า ดแี ปน้ , 2553 : 20) ได้สรปุ เพมิ่ เตมิ วา่ ปัจจยั
ที่ สาคัญตอ่ กจิ กรรมการเรียนการสอนทัง้ ในและนอกชน้ั เรียนมี3 ปัจจยั คอื

1. ปัจจยั ดา้ นตัวผสู้ อนผสู้ อนเปน็ ผมู้ บี ทบาทสาคัญในฐานะให้ความรู้ผสู้ อนต้องเขา้ ใจเรอื่ งของ
หลกั สูตร ในการจดั การเรยี นการสอนและตอ้ งมคี วามรคู้ วามสามารถประสบการณ์มีแนวการสอนที่ดีและมี
ศรัทธาตอ่ การ ประกอบอาชพี ครูยอ่ มจะสอนให้ผเู้ รยี นไดร้ ับความรปู้ ระสบการณเ์ ปน็ อยา่ งดีความรู้ความ
เขา้ ใจเกยี่ วกบั วิธกี าร สอนต่างๆจะช่วยเพม่ิ พูนความรู้และประสบการณข์ องผสู้ อนใหม้ ปี ระสิทธภิ าพมาก
ยิง่ ขน้ึ ซึง่ จะสง่ ผลตอ่ เนอ่ื งไป ถงึ ประสทิ ธิภาพที่นา่ พอใจของนักเรียนด้วย

2. ปัจจัยด้านการสอนเป็นปจั จยั ท่ีเก่ยี วข้องกบั การจัดการใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้และรว่ มกจิ กรรม
การ เรยี นรทู้ งั้ ในและนอกชัน้ เรียนเพื่อใหผ้ เู้ รยี นประสบความสาเร็จในการเรยี นทง้ั น้ีจะสอนโดยเน้นเนอื้ หา
และการ จัดกจิ กรรมทกุ ด้านท่ีจะพฒั นาเกย่ี วกบั วชิ าเรียน

3. ปัจจัยดา้ นสังคมเปน็ ปจั จยั ทเ่ี กี่ยวข้องกบั บรบิ ททางสงั คมเช่นการเป็นส่วนหนึ่งของสงั คมทีใ่ ช้
ประโยชนจ์ ากรายวิชานั้นการสนบั สนนุ ทางการเรียนของครอบครัวเป็นต้น

กล่าวโดยสรปุ องค์ประกอบที่มผี ลตอ่ การเรียนเปน็ ปจั จัยทสี่ ่งผลตอ่ ความสาเรจ็ หรือความล้มเหลว
ทางการเรยี นของผเู้ รียนซ่ึงทาใหผ้ ูว้ ิจยั สนใจศกึ ษาปจั จยั ท่ีมผี ลตอ่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นดังนี้

1) สภาพทวั่ ไปของผเู้ รียนไดแ้ กเ่ พศระดบั การศึกษาและแผนการเรียนกอ่ นเข้าศึกษาใน
มหาวิทยาลัย ระดบั เกรดเฉล่ียสะสมกอ่ นเข้าศึกษาในมหาวทิ ยาลัยระดบั การศึกษาของบิดาระดบั การศกึ ษา
ของมารดาอาชีพ ของบิดาและอาชีพของมารดา

2) ปัจจัยเก่ียวกบั ตวั ผูเ้ รยี นไดแ้ กแ่ รงเสรมิ จากบดิ ามารดาหรอื ผู้ปกครองแรงจูงใจใฝส่ ัมฤทธแิ์ ละ
นิสยั ใน การเรยี นของนกั ศึกษา

3) ปัจจยั ดา้ นการสอนของผู้สอนไดแ้ ก่เทคนคิ การสอนของผสู้ อนและปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหว่างผสู้ อนกบั
นักศกึ ษา

20

4)ปจั จัยด้านสภาพแวดลอ้ มในการเรียนไดแ้ กอ่ ากาศในหอ้ งเรียนเสียงรบกวนขณะเรยี นความ
เหมาะสมของโต๊ะเกา้ อคี้ วามเหมาะสมของอปุ กรณท์ ใี่ ชใ้ นการเรียนแสงสวา่ งในหอ้ งเรียนและความเปน็
ระเบียบ ของห้องเรยี น

2.5 งานวจิ ัยท่ีเกีย่ วข้อง

ณฐภทั ร พรมมา (2559) ได้ทาการศกึ ษาวิจัยเรื่องการพฒั นาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นเรอื่ งการ
ออกแบบ โปรแกรมภาษาซีในรายวชิ าพน้ื ฐานการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรโ์ ดยใช้ชุดการเรียนรู้ ของ
นักเรียนระดบั ประกาศนยี บัตรวิชาชีพ ช้ันปีท่ี2 สาขาคอมพวิ เตอรธ์ ุรกจิ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพณชิ ยการ
เชียงราย ปกี ารศึกษา 2559 และศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรียนทีม่ ตี อ่ ชดุ การเรียนรูฯ้ กาหนดกลมุ่
ตัวอย่างของการวจิ ยั คือ นักเรยี นชน้ั ปวช.2 ภาคเรยี นท่ี 2 ปี การศกึ ษา 2559 จานวนทั้งสิน้ 35คน โดยการ
สุ่มแบบเจาะจง เครื่องมอื ที่ ใช้ในการวจิ ัยประกอบดว้ ย ชดุ การเรียนรกู้ ารออกแบบโปรแกรมดว้ ยผงั งาน
โปรแกรมแบบจาลองสถานการณ์ จานวน 6 ชุด , แบบทดสอบเร่อื งการออกแบบโปรแกรมภาษาซี แบบ
ปรนัยชนดิ เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 30 ขอ้ , แบบสอบถามความพงึ พอใจของนักเรยี น ตอ่ ชุดการ
เรยี นรแู้ บบมาตราสว่ นประมาณค่า จานวน 12 ข้อ โดยเกณฑ์ประสทิ ธิภาพของชุดการเรียนรกู้ าหนดไวท้ ี่
80/80 และการเปรียบเทียบความแตกตา่ งของค่าเฉลยี่ คะแนนก่อนเรยี นและหลงั เรียนจากแบบทดสอบ
วิเคราะห์โดยใช้สถติ ิt-test แบบ dependent sample ผลการวจิ ยั พบว่า ชดุ การเรยี นรฯู้ มปี ระสทิ ธิภาพ
82.07/81.14 สูงกว่า เกณฑ์80/80 ท่ีกาหนดไว้สว่ นค่า คะแนนเฉลี่ยของนกั เรียน เรื่องการออกแบบ
โปรแกรมภาษาซหี ลงั การใช้ชุดการเรียนรู้สงู กว่ากอ่ นการใช้ชดุ การ เรยี นรูอ้ ย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั
0.05 (t = 61.96 ) และนกั เรยี นมคี วามพงึ พอใจตอ่ การใช้ชดุ การ เรียนรูฯ้ อยใู่ นระดบั มาก

อาจณรงค์ มโนสทุ ธฤิ ทธแิ์ ละ มนตรีแย้มกสกิ ร (2556) ไดท้ าการศึกษาวจิ ยั เรื่องการพฒั นาระบบ
การสอนเพื่อพฒั นาความสามารถในการเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ าหรบั นกั เรยี นระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษา
ตอนตน้ โดยมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ศกึ ษาปจั จยั ท่ีสง่ ผลตอ่ การเรียนเขยี นโปรแกรมและแนวทางการสอนเขียน
โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ของนกั เรียนระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้ และพัฒนาระบบการสอนเพอ่ื พฒั นา
ความสามารถในการเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ าหรบั นกั เรยี นระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น และประเมนิ
ประสทิ ธิภาพการใชร้ ะบบการสอน โดยข้นั ตอนการดาเนินการวิจยั แบ่งเปน็ 5 ข้นั ตอน ดงั นข้ี ัน้ ท่ี1 การ
วเิ คราะหข์ นั้ ที่2 การออกแบบ ขั้นท่ี3 การพฒั นา ข้ันที่4 การนาไปใชแ้ ละข้ันท่ี5 ประเมินผล กลมุ่ ตัวอยา่ งท่ี
ใช้ ในการวจิ ยั คอื นกั เรยี นระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ หอ้ งเรยี นผูม้ คี วามสามารถพเิ ศษคณติ ศาสตร์-
วทิ ยาศาสตร์1 หอ้ งเรียน จานวน 35 คน โดยใชก้ ารทดลองแบบ One Group Pretest-Posttest Design
ผลการวิจัยพบวา่ ปัจจัยท่สี ง่ ผลต่อการเรยี นเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอรป์ ระกอบดว้ ย ปัจจัยดา้ นบคุ ลกิ ภาพ
, ปจั จัยดา้ นความรู้ ความสามารถทางวชิ าการ , ปจั จยั ด้านคุณสมบตั พิ เิ ศษ (ปัญญาเลศิ ) , ปจั จัยดา้ นสังคม
และ ปัจจยั สนบั สนุน

21

ด้านอนื่ ๆ นอกจากนัน้ กลมุ่ ผใู้ ห้ข้อมลู ได้นาเสนอ รูปแบบการจัดการเรยี นการสอนไวด้ ังนี้1) คัดเลอื กผูเ้ รียนที่
มี คณุ สมบตั ิเหมาะสม 2) ทดสอบความสามารถพนื้ ฐานทีจ่ าเปน็ ตอ่ การเรยี น 3) จดั กจิ กรรมฝึก
ประสบการณ์เพอ่ื ประเมนิ ศกั ยภาพ และ 4) ใช้รปู แบบการเรียนแบบพเิ ศษโดยเฉพาะเพื่อดงึ ความสามารถ
สงู สุดของผเู้ รยี น ระบบการสอนเพือ่ พฒั นาความสามารถในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์สาหรบั นกั เรียน
ระดบั มธั ยมศกึ ษา ตอนตน้ ทีพ่ ฒั นาขึ้น มีองคป์ ระกอบ 6 หนว่ ยย่อย คือ หนว่ ยสนบั สนุน , หนว่ ยประเมนิ
ศักยภาพและจัดกลุม่ , หนว่ ยปรบั พน้ื ฐาน , หน่วยเรยี นรเู้ นอ้ื หาใหม่และฝกึ ฝนทักษะ , หน่วยฝกึ ทักษะและ
ประสบการณ์ขน้ั สงู และหน่วยวดั และประเมินผล ผลการน าระบบการสอนไปทดลองใช้พบวา่ ผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียน ดา้ นความรู้ ความเข้าใจและทกั ษะการเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรข์ องผเู้ รยี นหลังการเรยี น
ดว้ ยระบบการสอนสงู กวา่ ก่อน เรียนอยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิที่ระดบั .05

สุรศักด์ิ กาบเงิน (2557) ไดท้ าการศึกษาวจิ ัยเรอ่ื งการพฒั นาทกั ษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
บน ระบบปฏิบตั กิ าร GUI โดยใช้ชดุ ฝกึ ปฏิบตั ิของนกั เรียนระดับชน้ั ปวช.3 สาขา คอมพิวเตอรธ์ รุ กจิ คณะ
บรหิ ารธรุ กจิ วิทยาลยั เทคโนโลยีพายัพและบรหิ ารธรุ กจิ โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นมที ักษะทางด้าน
การ เขียนโปรแกรมบนระบบปฏบิ ตั ิการ GUI มากย่งิ ขน้ึ และเพ่อื ศึกษาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น ของวิชา
การเขยี น โปรแกรมบนระบบปฏบิ ัตกิ าร GUI ระดับช้ัน ปวช.3 สาขา คอมพวิ เตอร์ธุรกจิ และเพื่อ
เปรียบเทยี บทักษะการ เขียนขน้ั ตอนการท างานของโปรแกรมโดยใชแ้ บบฝึกทักษะการเขยี นโปรแกรมบน
ระบบปฏบิ ัตกิ าร GUI กลมุ่ ตวั อย่างที่ใชใ้ นการวจิ ยั ครัง้ นเ้ี ปน็ นกั เรยี นชนั้ ปี ปวช.3 สาขางานคอมพิวเตอร์
ธุรกิจ ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2557 ของวิทยาลยั เทคโนโลยพี ายัพและบรหิ ารธุรกจิ สงั กดั ส านัก
บรหิ ารงานคณะกรรมการสง่ เสรมิ การศึกษา เอกชน จงั หวัดเชยี งใหม่ จานวน 32 คนโดยใช้วิธเี ลือกจาก
นักเรียนที่ มีผลการทดสอบกอ่ นเรยี นตา่ (หรอื โดย ใช้วิธเี ลือกสุ่มอย่างงา่ ย) เครือ่ งมอื ท่ใี ช้ในการศกึ ษา ไดแ้ ก่
(1) ส่อื ประสมการเขียนโปรแกรมบนระบบปฏบิ ตั ิการ GUI ชน้ั ปที ี่ 3 สาขางาน คอมพิวเตอรธ์ ุรกิจ ภาค
เรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2557 (2) ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นหลงั เรียนด้วยส่ือประสมการเขียนโปรแกรมบน
ระบบปฏบิ ตั กิ าร GUI (3) แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี นซ่ึง เปน็ ชุดเดียวกนั สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะห์
ขอ้ มลู ได้แก่ ค่าร้อยโดยหาค่าเฉลี่ย ( Mean) และคา่ เบย่ี งเบน มาตรฐาน (Standard Deviation) หา
ประสทิ ธภิ าพแบบทดสอบ ผลการศึกษาพบว่า การศึกษากลมุ่ ตัวอย่าง ของนกั ศกึ ษาจานวน 32 คนพบว่า
เมื่อผู้เรียนได้เรียนโดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะการเขยี นโปรแกรมแล้ว มีผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนเฉลยี่ 12.65
คะแนน จากคะแนนเตม็ 20คะแนน พัฒนาการเรยี นรเู้ พม่ิ ขน้ึ โดยเฉล่ยี 5.34 คะแนน และในการเขียน
โปรแกรมแตล่ ะโปรแกรมน้ัน นักเขียนโปรแกรมจะตอ้ งทาการวเิ คราะหโ์ ปรแกรมเพ่อื หา สง่ิ ที่ โจทย์ตอ้ งการ
ขอ้ มลู นาเข้ามอี ะไรบ้าง ผลลพั ธเ์ ป็นอย่างไร กาหนดตัวแปรใหก้ ับ ข้อมลู นาเขา้ และเขยี น ขน้ั ตอนการทางาน
ของโปรแกรม (Process) ปญั หาทพี่ บคือ ผเู้ รยี นขาดทกั ษะและประสบการณ์ในการเขียน ขัน้ ตอนการทางาน
ของโปรแกรม ซ่ึงเปน็ หัวใจสาคญั ในการเขียนโปรแกรม

22

ตรีพล สกั กะวานิช (2551) ได้ทาการศึกษาวจิ ัยเรือ่ งการพฒั นาสือ่ อิเล็กทรอนกิ ส์แบบปฏิสมั พนั ธ์
บน ระบบเครอื ข่ายอนิ เตอรเ์ นต็ วิชาหลักการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สาหรบั นักศกึ ษาระดับอดุ มศกึ ษา
โดย ครอบคลมุ เนอ้ื หาการเขยี นโปรแกรมเบ้ืองต้น อลั กอริทมึ การวิเคราะห์เงอ่ื นไขทางคณติ ศาสตรผ์ งั งาน
โปรแกรม โครงสรา้ งผังงานแบบวนซ้า ผลการวิจยั พบว่า บทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนมปี ระสทิ ธิภาพ
86.08/85.57 สง่ ผลใหผ้ ลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนหลงั เรยี นของผเู้ รยี นทใ่ี ชส้ ่ืออิเล็กทรอนกิ ส์ฯ สงู กวา่ ผเู้ รียนท่ี
เรียน ดว้ ยกระบวนการเรียนรู้แบบปกติอย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั 0.05

โยธนิ ศิริเอย้ (2559) ได้ท าการศึกษาวจิ ัยเร่อื ง ความพึงพอใจทีม่ ตี อ่ แบบฝกึ ทกั ษะการเขียนโปรแกรม
ภาษาซี ด้วย Dev C++ โดยมวี ัตถุประสงคเ์ พ่อื ศกึ ษาความพึงพอใจของผเู้ รียนทม่ี ีตอ่ แบบฝกึ ทกั ษะการเขียน
โปรแกรมภาษาซี ดว้ ย DEV C++ ในรายวชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สาร ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่
5 โรงเรียนเทงิ วิทยาคม จงั หวัดเชียงราย ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2559 และก าหนดประชากรเป็น
นกั เรียน ระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี5 ทเ่ี รยี นวิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารรหสั วิชา ง32101
จานวน 5 หอ้ งเรยี น ไดแ้ ก่ นักเรยี นระดบั ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 5/1 ถึง ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5/5 จานวน
200 คน ผลการศกึ ษาความพึงพอใจเก่ียวกบั แบบฝกึ ทกั ษะการเขยี นโปรแกรมภาษาซี ดว้ ย Dev C++ ใน
รายวชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร รหสั วิชา ง32101 ระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 2 ปี
การศกึ ษา 2559 จานวน 152 คน โรงเรยี นเทงิ วิทยาคม จังหวดั เชยี งราย เม่อื พจิ ารณาในแตล่ ะประเดน็
รายการสอบถาม ในประเด็นของ นกั เรยี นสามารถ compile และ execute โปรแกรมไดพ้ บว่านักเรยี นมี
ความพึงพอใจระดับ มากทีส่ ดุ จานวน 96 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 63.16 นักเรียนสามารถแก้ไขปัญหาจากการ
พมิ พ์รหัสโปรแกรมผดิ ได้ พบวา่ นักเรยี นมคี วามพงึ พอใจระดบั มากทสี่ ดุ จานวน 72 คน คดิ เป็นร้อยละ
47.37 นกั เรยี นรจู้ กั โครงสรา้ งของ

ภาษาซพี บว่านักเรียนมีความพึงพอใจระดบั มาก จานวน 68 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 44.74 นกั เรยี นสามารถ
เขียน แสดงผลทางหน้าจอได้พบว่านกั เรียนมคี วามพงึ พอใจระดับมากทสี่ ุด จานวน 152 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ
100 นกั เรยี นสามารถเขียนโปรแกรมแบบล าดับไดพ้ บว่านักเรียนมีความพงึ พอใจระดบั มากทีส่ ุดจานวน 110
คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 72.37 นักเรียนสามารถเขียนโปรแกรมแบบมเี ง่อื นไขได้พบว่านักเรียนมคี วามพงึ พอใจ
ระดับมาก ทส่ี ุด จานวน 88 คน คิดเป็นร้อยละ 57.89 นกั เรยี นสามารถเขยี นโปรแกรมแบบวนซ้าได้พบว่า
นักเรียนมคี วาม พงึ พอใจระดบั มากทส่ี ุด จานวน 86 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 56.58 นักเรียนมคี วามภูมิใจใน
ทักษะการเขียน โปรแกรมของตนเอง พบวา่ นักเรียนมคี วามพึงพอใจระดบั มากทสี่ ดุ จานวน 104 คน คิดเป็น
ร้อยละ 68.42 นักเรียนคดิ ว่าการเขยี นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์มปี ระโยชน์และสามารถนาไปใชใ้ น
ชีวิตประจาวันของ นักเรยี นไดพ้ บวา่ นกั เรียนมีความพึงพอใจระดบั มากทส่ี ุด จานวน 109 คน คดิ เปน็ ร้อยละ
71.71 และ นักเรยี น มีความสุขทีไ่ ด้เรยี นร้จู ากการทาแบบฝกึ การเขยี นโปรแกรม พบวา่ นักเรียนมีความพงึ
พอใจระดับมาก จานวน 74 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 48.68 พบว่าความพงึ พอใจของนักเรยี นทม่ี ีต่อการใช้แบบ
ฝึกทกั ษะการเขียนโปรแกรม ภาษาซี ดว้ ย Dev C++ ในรายวิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร รหสั

23

วิชา ง32101 ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2559 อย่ใู นระดับมากทส่ี ุดอยู่ 9
รายการ ระดบั มาก 1 รายการ

สุพนา หมัดหมดุ (2557) ไดท้ าการศกึ ษาวิจัยเรือ่ งการศกึ ษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา พน้ื ฐานการ เขียน
โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ เรอื่ ง ตรรกศาสตร์ของนกั ศกึ ษา ชนั้ ประกาศนยี บัตรวิชาชพี (ปวช.2) ท่ีสอนโดยใช้
ใบงาน โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พ่ือ ศกึ ษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวชิ า พ้นื ฐานการเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอร์
เรือ่ ง ตรรกศาสตรข์ องนกั ศกึ ษา ชัน้ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.2) ทสี่ อนโดยใช้ใบงาน และเพอื่
เปรยี บเทยี บ ผลสัมฤทธิ์ของคะแนนทดสอบก่อนเรยี นกบั หลงั เรยี นวิชาพน้ื ฐานการเขยี นโปรแกรม
คอมพวิ เตอร์ เร่ือง ตรรกศาสตร์ ของนักศกึ ษา ชน้ั ประกาศนยี บตั รวชิ าชีพ (ปวช.2) ที่สอนโดยใช้ใบงาน
ประชากรทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย ครง้ั นี้ ได้แก่นกั ศกึ ษา ชนั้ ประกาศนียบัตรวชิ าชพี (ปวช.2) วิทยาลัยอาชวี ศกึ ษาศา
สนบรหิ ารธุรกจิ ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2557 จานวน 34 คน จากผลการวจิ ัยการศกึ ษาผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี นวชิ า พ้นื ฐานการเขยี น โปรแกรมคอมพิวเตอรเ์ ร่ือง ตรรกศาสตร์ ของนักศึกษา ชน้ั
ประกาศนยี บตั รวชิ าชีพ (ปวช.2) ทสี่ อนโดยใช้ ใบงาน สามารถอภปิ รายผลไดด้ งั นผ้ี ลการเปรียบเทียบ
ผลสมั ฤทธขิ์ องคะแนนทดสอบระหว่างเรียนกบั หลังเรียน วิชา พน้ื ฐานการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เรือ่ ง
ตรรกศาสตร์ ของนกั ศึกษา ชั้น ประกาศนยี บัตรวชิ าชพี (ปวช.2) ท่ีสอนโดยใชใ้ บงาน พบว่าคะแนนทดสอบ
หลงั เรียนวิชาพืน้ ฐานการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีค่าเฉลย่ี สูงกวา่ คะแนนทดสอบระหว่างเรียนอยู่1.80
คะแนนท้งั นเ้ี นอ่ื งมาจากการนาใบงานทผ่ี ่านการตรวจจาก ผเู้ ช่ียวชาญครบตามวัตถปุ ระสงค์ และ
กระบวนการหาทกุ ค่า ทุกข้นั ตอน ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั งานวิจัยของ ลกั ษณ สุภา บวั บางพล (2555 : บทคดั ย่อ)
ไดศ้ ึกษาการจัดการเรียนรดู้ ว้ ยกระบวนการกลมุ่ ควบคกู่ ับการใชใ้ บงาน ใน รายวชิ าการประมวลผลขอ้ มลู
สถิติ และงานวิจยั ทางธรุ กจิ ด้วยคอมพิวเตอรก์ ารวิเคราะหข์ อ้ มูลเปน็ การ วิเคราะหจ์ ากผลการเก็บรวมรวม
ข้อมลู คะแนนท่ไี ดจ้ ากการ จดั การเรยี นการสอนตลอดภาคเรียนด้วยการใช้ ใบงานและกระบวนการกล่มุ เปน็
เคร่ืองมอื ทดลอง เมอื่ ผเู้ รียนท าแบบทดสอบกอ่ นเรียน ระหวา่ งเรยี น และหลงั เรียน รวมทงั้ สิ้น 10 บทเรยี น
โดย แบง่ เป็นแบบทดสอบกอ่ นเรยี น 100 คะแนน แบบทดสอบระหวา่ งเรยี น 100 คะแนน และ
แบบทดสอบหลังเรียน 100 คะแนน เพ่อื หาประสทิ ธภิ าพ (Efficiency E1 /E2 ) ตามเกณฑ์ 75/75
ผลการวจิ ัยพบว่า กลุม่ ตัวอย่างในการทดสอบตลอดภาคการศึกษาได้ 79.27/81.02 ซึง่ สงู กวา่ เกณฑ์
สมมตฐิ านการวจิ ยั ท่ีกาหนดไว้

ณัฐพร หอมเมือง (2556) ไดท้ าการศกึ ษาวิจยั เรื่องการศกึ ษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ าการเขยี น
โปรแกรมภาษาซี เร่ือง ฟงั กช์ นั รับข้อมลู และฟงั ก์ชนั แสดงผลลัพธ์ ของนกั เรียนสาขาวิชาคอมพิวเตอร์
ธุรกิจ ระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี ชัน้ สงู โรงเรียนกรุงเทพการบญั ชวี ิทยาลัย โดยใช้วธิ ีแบบฝกึ ปฏิบตั ิใน
กระบวนการเรียนการสอน โดยกล่มุ ประชากรเป้าหมายเปน็ นกั เรียนระดบั ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ชน้ั สูง ช้นั
ปีท่ี 2 ที่กาลังศกึ ษาในภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2556 โรงเรียนกรงุ เทพการบญั ชวี ทิ ยาลยั จานวน 2 ห้อง
รวม นักเรยี น 15 คน โดยใชเ้ คร่อื งมือทใ่ี ช้ในการวิจยั คอื ชุดแบบทดสอบกอ่ นเรยี น 1 ชุด แบบฝกึ ปฏบิ ัตเิ รอื่ ง

24
การใช้ ฟังกช์ นั รับขอ้ มลู และฟงั ก์ชันแสดงผลลัพธ์ 2 ชุด และแบบทดสอบหลงั เรียน 1 ชดุ ผลการวจิ ัยพบวา่
ผลการ เปรยี บเทยี บคะแนนจากแบบทดสอบกอ่ นเรยี นกับแบบฝกึ ปฏิบตั ทิ ีค่ รูได้สรา้ งขึ้น เรอ่ื งการใชฟ้ งั ก์ชัน
รับข้อมลู และฟงั ก์ชันแสดงผลลพั ธ์ รายวิชาการเขยี นโปรแกรมภาษาซขี องนกั เรยี นระดบั ประกาศนยี บตั ร
วิชาชพี ช้นั สูง ช้นั ปที ี่ 2 เชอื่ ถือไดม้ ีระดับนัยสาคัญท่ี 0.01

ปรุ ิม ชฎารัตนฐิต (2556) ได้ท าการศึกษาวิจยั เรอ่ื งการพฒั นาทักษะการเขยี นโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ ของนกั ศกึ ษาสาขาวชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้วยการเรยี นการสอนแบบโครงงานและการทา
โครงงานประจาภาคการศกึ ษา รายวชิ า : 4131301 หลกั การเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอรโ์ ดยมีวัตถุประสงค์
เพ่ือพฒั นาทกั ษะ การเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ดว้ ยการเรียนการสอนแบบโครงงานและการทาโครงงาน
ประจาภาคการศกึ ษา รายวชิ า : 4131301 หลกั การเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สาหรับนกั ศึกษาสาขาวชิ า

เทคโนโลยีสารสนเทศ ชน้ั ปท่ี 1 คณะวิทยาศาสตร์มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั บุรรี ัมย์ เพือ่ ศกึ ษาผลสมั ฤทธ์ิของ
นกั ศึกษาจากการเรยี นรู้ใน รปู แบบโครงงาน และเพ่ือพฒั นาการเรียนรขู องนกั ศึกษาในรปู แบบโครงงานโดย
การทาโครงงานประจาภาค การศึกษา และเพ่อื เพม่ิ ทกั ษะของนกั ศกึ ษาโดยการเรยี นรแู บบโครงงานและการ
ทางานโดยใชรปู แบบโครงงาน
กลุ่มตัวอย่างทใ่ี ชในการวจิ ัย คอื นกั ศกึ ษาสาขาวชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มวิชาเทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์
และ กลุ่มวิชาการจัดการคอมพิวเตอร์เพอื่ การศึกษา คณะวทิ ยาศาสตร์มหาวทิ ยาลัยราชภัฏบรุ รี มั ย์ ชั้นปที่ 1
ใชวธิ ี เลอื กกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จานวน 89 คน โดยแบงเป็นกลมุ่ โครงงาน
กลุมละ 6- 8 คน โดยแตล่ ะกลุ่มจะมโี จทยโครงงานของตนเอง เคร่อื งมือทีใ่ ชในการวิจยั ประกอบด้วย
แบบสอบถามความ พงึ พอใจของนกั ศกึ ษา เรอ่ื งการพฒั นาทกั ษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของ
นกั ศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยี สารสนเทศ ด้วยการเรยี นการสอนแบบโครงงานและการทาโครงงานประจา
ภาคการศกึ ษา รายวชิ า : 4131301 หลกั การเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซง่ึ แบงออกเปน 3 สวนการ
ประเมินคอื (1) สวนประเมินความพึงพอใจ ของนกั ศึกษาตอคณุ ภาพการสอนของอาจารยผู้สอน (2) สวน
ประเมินตนเองและสง่ิ สนบั สนุนการเรยี นของ นกั ศกึ ษา (3) สวนประเมนิ ความพงึ พอใจและการนาการเรยี น
ในรูปแบบโครงงานไปใชผลการวิจยั พบว่า ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของนักศึกษาทเ่ี รยี นในรูปแบบการเรยี น
การสอนแบบโครงงานและการทาโครงงาน ประจาภาคการศกึ ษา สามารถนาความรแู ละประสบการณทีไ่ ด้
ไปปรบั ใชกบั วชิ าอืน่ ๆ และการทางานไดอยางมี ประสทิ ธภิ าพ ซึ่งเปนไปตามสมมติฐานที่ต้งั ไวโดยผลทีไ่ ด้อิง
จากเนอ้ื งาน การสัมภาษณ์ และการประเมินของ ผู้เรียน และผู้เกยี่ วของ ความพงึ พอใจของนกั ศกึ ษาต่อการ

เรียน ด้วยการเรยี นการสอนแบบโครงงาน และ การทาโครงงานประจาภาคการศกึ ษา รายวิชา: 4131301
หลักการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อยใู่ นระดบั พงึ พอใจมากทีส่ ุด มคี าเฉลย่ี เท่ากบั 4.59 ซึ่งสูงกว่า

สมมตฐิ านท่ีต้งั ไว้

25

วรทิ ธิ์พล บณุ ยเดชาวรรธน (2560) ไดท้ าการศกึ ษาวจิ ยั เรอื่ งการเพม่ิ ทักษะการเรียนรใู้ นการเขียน
โปรแกรมด้วยคาสงั่ for โดยการสาธติ การนาเสนอ และเพอื่ นช่วยเพื่อน ในรายวชิ าการเขยี นโปรแกรม
คอมพวิ เตอร์ ของนกั ศึกษาระดบั ประกาศนียบัตรวิชาชพี ชั้นปีที่ 1 แผนกวิชาอิเลก็ ทรอนิกสว์ ทิ ยาลัย
เทคโนโลยี เมโทร โดยมวี ัตถปุ ระสงคเ์ พอื่ เพื่อการเพมิ่ ทักษะการเรียนร้ใู นการเขยี นโปรแกรมดว้ ยคาส่งั for
โดยการสาธิต การนาเสนอ และเพือ่ นชว่ ยเพอ่ื นฯ และ เพื่อศกึ ษาความพึงพอใจการเพมิ่ ทักษะการเรียนรใู้ น
การเขยี น โปรแกรมด้วยคาส่งั for โดยการสาธิต การนาเสนอ และเพ่อื นชว่ ยเพอ่ื นฯ ประชาการทใ่ี ชใ้ นการ
วจิ ยั คอื นักศึกษาระดบั ประกาศนียบัตรวชิ าชพี ปีท่ี 1 แผนกวชิ าอเิ ล็กทรอนิกส์ ทล่ี งทะเบยี นเรยี น รายวิชา
การเขยี น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จ านวน 15 คน โดยใช้วิธกี ารเลือกกลมุ่
ตวั อย่างแบบ เจาะจง ( Purposive sampling ) และเครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ไดแ้ ก่ (1) แบบ
ประเมนิ ชนิ้ งาน จากการสังเกตการณ์ใชค้ าสง่ั for ในการออกแบบโปรแกรม (2) แบบวัดผลการเรยี นหนว่ ย
การใชค้ าสง่ั วนลปู for รายวชิ าการเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ (3) แบบประเมนิ ความพงึ พอใจการเรยี น
การสอนโดยการสาธติ การนาเสนอ และเพ่อื นชว่ ยเพือ่ น สถติ ิท่ีใชไ้ ด้แกร่ อ้ ยละ (Percentage) ใช้ในการ
วเิ คราะหผ์ ลตารางสรปุ การสง่ งานของนกั ศกึ ษา รายวิชาระบบฐานขอ้ มลู และออกแบบ และการออกแบบ
จากการใหส้ ญั ลกั ษณ์ ในการ สง่ งาน มสี ญั ญาลกั ษณ์การใหค้ ะแนน คา่ เฉลี่ย (Mean) และสว่ นเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้ในการวเิ คราะหผ์ ลแบบประเมนิ ความพงึ พอใจการวจิ ยั การเพมิ่ ทักษะ
การเรียนรู้ในการเขียนโปรแกรมดว้ ย คาสัง่ for โดยการสาธติ การนาเสนอ และเพอ่ื นชว่ ยเพอื่ นฯ โดยมกี าร
วเิ คราะหผ์ ลและการแปรผลผลการวิจัย พบว่าการศกึ ษาผลการเพม่ิ ทักษะการเรียนร้ใู นการเขยี นโปรแกรม
ดว้ ยคาส่งั for โดยการสาธติ การนาเสนอ และเพ่อื นชว่ ยเพอ่ื นฯ จะเห็นได้ว่านกั ศึกษาสามารถทางานได้
ตามที่กาหนดและมกี ารช่วยเหลอื กันเปน็ อย่างดี และนักศึกษามีความพ่งึ พอใจในการเพิ่มทกั ษะการเรียนรใู้ น
การเขยี นโปรแกรมดว้ ยคาสง่ั for โดยการสาธติ การนาเสนอ และเพือ่ นช่วยเพอ่ื นฯ โดยผลการประเมนิ
ความพ่งึ พอใจทุกขอ้ อยูใ่ นระดบั ดมี าก โดยมีค่าเฉลี่ยที่ สงู สดุ 4.67 คอื การเรยี นการสอนโดยใหเ้ พอ่ื นช่วย
เพ่อื นในการใช้คาสง่ั for ท าให้นกั ศึกษามีความรูค้ วามเข้าใจ ในการเขยี นโปรแกรม นกั ศกึ ษามคี วามพง่ึ
พอใจในการเรยี นการสอนแบบสาธติ การนาเสนอ และเพอื่ นช่วย เพ่ือน และนกั ศึกษาได้เรียนการใช้คาสงั่
for ในการเขยี นโปรแกรมในครงั้ น้ี สามารถนาไปประยกุ ต์ใชง้ านอืน่ ๆ ได้ ค่าเฉลย่ี ลาดบั รองลงมามคี า่ เฉลย่ี
4.83

จากการศกึ ษางานวิจัยทเี่ กยี่ วขอ้ งน้นั ทาใหส้ รปุ ไดว้ า่ การใชเ้ ครอ่ื งมือช่วยในการเรยี นการสอนใน
รายวชิ าเขยี นโปรแกรม จะช่วยเพม่ิ ทกั ษะการเขียนโปรแกรมให้แก่นกั ศกึ ษา และสามารถทราบผลลพั ธ์ได้
ทันที เปน็ การฝกึ ใหน้ กั ศึกษาวิเคราะหป์ ญั หา และแก้ไขปญั หาเป็น เม่ือเกดิ การเรยี นรู้ลกั ษณะนี้ จะทาให้
นักศกึ ษาเกิดประสบการณ์การเรยี นรู้ สามารถคิดวิเคราะห์ สงั เคราะหไ์ ด้ แตท่ งั้ นี้ครผู ู้สอนตอ้ งใชส้ อื่ แบบฝึก
ทักษะ ชดุ ฝึกทกั ษะ เพอ่ื เป็นการติดตามและทบทวนความรู้ของนักศกึ ษาเปน็ ประจาโดยเฉพาะเมอ่ื จดั การ

26
เรียนรูแ้ ลว้ เสรจ็ ในแตล่ ่ะบทเรียน เพอ่ื ทนี่ ักศึกษาจะไดเ้ รียนเน้ือหาและหัดทาแบบฝึกไปพรอ้ ม ๆ กัน ทาให้
นกั ศึกษาเขา้ ใจเน้อื หามากขึน้ และสามารถทาแบบฝึกไดอ้ ย่างถกู ต้อง และเปน็ พน้ื ฐานในการศึกษาราย
วชิ าการ เขียนโปรแกรมในระดับสูงข้ึน และครผู สู้ อนตอ้ งมกี ารวัดประเมนิ ผลความรูข้ องนกั ศึกษาเพือ่ วัด
ระดับ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนโดยใชเ้ ครือ่ งมือวดั แบบสากลนิยม เชน่ แบบทดสอบกอ่ นเรยี น – หลงั เรยี น จะ
ทาให้ ครผู สู้ อนทราบ ข้อดี ขอ้ เสีย ของการจดั การเรยี นการสอนเพอ่ื นาไปพฒั นาในการจัดการเรียนการสอน
ครั้งตอ่ ไป

27

บทที่ 3
วธิ ีการดาเนนิ การวจิ ัย

ในการดาเนนิ งานวจิ ัย เร่ือง การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิในการเรยี นรายวชิ าการเขียนโปรแกรม
คอมพวิ เตอร์ เบื้องตน้ ของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1/1 โรงเรียนธิดาแม่พระ หลงั เรยี นด้วยโปรแกรม
Bloodshed Dev C++ มีวิธีดาเนนิ การดงั น้ี

3.1 ประชากรกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากร ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัยครง้ั นเี้ ปน็ นักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 1/1 จานวน 40 คน
กลุม่ ตวั อยา่ ง ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั ครั้งนเี้ ปน็ นกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1/1 จานวน 40 คน โดยใช้วธิ ี

เลอื กจากนกั ศกึ ษาทั้งหมด

3.2 แบบแผนในการวิจัย
แบบแผนการทดลองในการวิจยั คร้ังน้คี ือ การทดลองแบบ One-Group Pretest-Posttest Design

T1 X T 2

เม่ือ
T1 คือ การทดสอบก่อนเรยี น
X คือ การจดั การเรยี นการสอนรายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอร์เบ้ืองตน้
ด้วยโปรแกรม Bloodshed Dev C++
T2 คือ การทดสอบหลังเรยี น

3.3 เครือ่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั
1. แบบทดสอบคู่ขนาน (Parallel Test) รายวิชาการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอรเ์ บอื้ งต้น
2. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นหลงั เรียนรายวิชาการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบอื้ งต้น ดว้ ย

โปรแกรม Bloodshed Dev C++

3.4 วิธีดาเนนิ การวจิ ยั

28
1. ให้นกั ศกึ ษาทาแบบทดสอบก่อนเรียน เกบ็ บนั ทึกรวบรวมคะแนนเพ่อื คดิ คานวณค่าทางสถิติ
2. ให้นักศึกษาทาแบบทดสอบหลงั เรยี น เก็บบนั ทกึ รวบรวมคะแนนเพ่ือคิดคานวณค่าทาง สถติ ิ
3. สรุปผลและเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น รายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
เบอ้ื งตน้ กอ่ นเรยี นและหลงั เรียน

3.5 วธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมลู
ผวู้ ิจัยเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โดยการตรวจให้คะแนน แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน กอ่ นเรยี น

และ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นหลังเรยี น ของกลมุ่ ทดลอง โดยมเี กณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ให้
0.5 คะแนนสารับการตอบคาถามไดถ้ ูกตอ้ ง มที งั้ หมด 30 คะแนน รวม 60 ข้อ แลว้ นาผลตา่ งของคะแนน
ก่อนเรยี นกับคะแนนหลงั เรยี นทีไ่ ด้มาวิเคราะห์ข้อมลู ตามวิธกี ารทางสถติ ิ

3.6 สถติ ทิ ใี่ ชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มูล
การวิเคราะหผ์ ลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นโดยใช้การหาคา่ เฉลยี่ และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
3.6.1 ค่าเฉลีย่ เลขคณิต (รอ้ ยละ่ ความก้าวหนา้ ทั้งช้ันเรยี น) โดยใชส้ ูตร (บญุ ชม ศรสี ะอาด,
2546) ∑X
X=N
เมอื่ Xแทน ค่าเฉลยี่
∑Xแทน ผลรวมของคะแนน
Nแทน จานวนผเู้ รยี น

3.6.2 คา่ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน โดยใช้สตู ร (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2546)

∑ − ∑ S.D. = ( ) 2 2n X X ( 1)n n

เมื่อ S.D. แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
∑Xแทน ผลรวมของคะแนนยกก าลังสอง

∑Χแทน ก าลังสองของคะแนนรวม
n แทน จานวนผู้เรียน

29

3.6.3 วิเคราะห์ความกา้ วหนา้ ในการเรยี นรู้ของผเู้ รยี น เพอื่ ศกึ ษาความแตกต่างของคะแนนท่ไี ด้
จาก การท าแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรียน โดยใชส้ ูตรคานวณหาค่า t-test แบบ Dependent
(บุญชม ศรี สะอาด. 2545: 109)

t ∑ D 2 2 =∑ ∑ n D D − ( ) ( 1)n

เม่ือ tแทน ค่าสถิติที่จะใชเ้ ปรียบเทยี บกบั คา่ วิกฤตเพ่ือทราบนัยสาคัญ

Dแทน คา่ ผลต่างระหวา่ งคคู่ ะแนน
nแทน จานวนกล่มุ ตวั อยา่ งหรอื จานวนคูค่ ะแนน
∑แทน ผลรวม

30

บทท่ี 4
ผลการวจิ ยั

การวเิ คราะห์ข้อมลู ในการวจิ ัยครงั้ น้ี ผวู้ จิ ยั ไดน้ าคะแนนจากการทดสอบที่ได้จากแบบทดสอบก่อน
เรยี นและหลงั เรยี น โดยใช้โปรแกรม Bloodshed Dev C++ วิชาการเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอร์เบ้ืองต้น
ของ นกั ศกึ ษา สาขาวิชาคอมพิวเตอรธ์ ุรกิจรุน่ 1/2561 จานวน 30 คะแนน 60 ข้อ มาวิเคราะห์ผลสมั ฤทธิ์
ทางการ เรยี นโดยใช้การหาคา่ เฉลี่ย และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน พบวา่ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนของนกั เรยี น
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1/1 กอ่ นเรียนมีคะแนนเฉลยี่ เท่ากับ 10.30 ส่วนหลังเรียนมคี ะแนนเฉลีย่ เทา่ กบั 18.50
ตามลาดับ และเม่ือ เปรียบเทยี บระหว่างคะแนนก่อนเรยี นและหลงั เรียนพบวา่ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนของ
นักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 1/1 สงู กว่าก่อนเรยี นอย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดบั 0.05 และเมื่อทดสอบ
สมมตฐิ านการวจิ ัยพบว่าค่า T2 ท่ไี ด้จากการคานวณมากกว่า T1 คา่ t วกิ ฤต (18.50 > 10.32 ) หมายความ
วา่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรยี นดว้ ยแบบโดยใชโ้ ปรแกรม Bloodshed Dev C++ วิชาการเขยี น
โปรแกรมคอมพวิ เตอร์เบื้องต้น สงู กว่าก่อนเรยี น อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ ทิ ่ี 0.05

ดังน้ันจงึ สรปุ ได้วา่ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นหลังเรยี นวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอรเ์ บอ้ื งตน้
โดย ใช้โปรแกรม Bloodshed Dev C++ ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1/1 สูงกว่ากอ่ นเรียน โดยมคี ่า
ร้อยละ่ ความก้าวหนา้ ทัง้ ช้นั เรยี นสงู ขึน้ รอ้ ยละ 27.3

31

บทที่5
สรุป อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ

การวจิ ยั เรอ่ื ง การพฒั นาผลสมั ฤทธิใ์ นการเรยี นรายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเ์ บอ้ื งต้น
ของ นกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1/1 หลังเรยี นดว้ ยโปรแกรม Bloodshed Dev C++ มขี ้อสรปุ และ
ข้อเสนอแนะทไ่ี ดจ้ ากการวจิ ยั ดงั ตอ่ ไปน้ี

5.1 สรุปผล

ผลการวิจัยพบวา่ คะแนนจากการทดสอบ ด้วยแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาการเขียน
โปรแกรมคอมพิวเตอรเ์ บอื้ งต้น กอ่ นเรยี นและหลงั เรยี นด้วยการใชโ้ ปรแกรม Bloodshed Dev C++ ของกลมุ่
ตวั อย่าง แตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติทีร่ ะดับ 0.05 สรปุ ไดว้ ่า การเรยี นวิชาการเขยี นโปรแกรม
คอมพิวเตอรเ์ บอื้ งตน้ ด้วยการใช้โปรแกรม Bloodshed Dev C++ ของกลุ่มตัวอยา่ งมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการ
เรยี น หลังเรยี นสูงขึน้ รอ้ ยล่ะ 27.3 เกินกว่า สมมตฐิ านงานวจิ ยั ท่ีต้งั ไว้ (นกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1/1 ใน
รายวิชาการเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอรเ์ บอ้ื งต้น โดยใช้โปรแกรม Bloodshed Dev C++ มี
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นหลงั เรียน เพม่ิ ขน้ึ ร้อยละ 20 ขึน้ ไป)

5.2 ข้อเสนอแนะ

5.2.1 ข้อเสนอแนะในการวิจยั

1 การใชแ้ บบฝึกปฏบิ ตั ิเสรมิ ทกั ษะใหผ้ ้เู รียนได้เรียนรูด้ ว้ ยตนเอง ผสู้ อนทาหนา้ ที่ใน
การให้ คาปรึกษาเมอ่ื ปญั หาต่างๆในด้านการใช้โปรแกรม

2 ในการสรา้ งแบบฝกึ การใช้โปรแกรม Bloodshed Dev C++ ควรเนน้ เน้อื หาให้
เหมาะสมกับ การนาไปใช้งานไดจ้ รงิ และสอดคลอ้ งกับการดาเนนิ ชวี ติ ิประจาวนั

3 ควรมีการสนบั สนุนและสง่ เสริมให้ครไู ด้นาส่อื เทคโนโลยี นวัตกรรม ใหมๆ่ มาใชใ้ น
การจดั การเรยี นการสอน

5.2.2 ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยครั้งตอ่ ไป

ควรเพิม่ แบบฝกึ ปฏิบตั ิใหม้ คี วามหลากหลาย และใชโ้ ครงงานมาช่วยในการสอน เพอื่ ฝึก
ให้ นกั เรยี นได้ คิดเป็น ทาเปน็ ประยกุ ตเ์ ป็น เพอ่ื ให้ไดง้ านวจิ ยั ในช้นั เรยี นที่ดแี ละมปี ระสทิ ธิภาพ
ย่งิ ข้ึน

32

5.2.3 ขอ้ เสนอเชิงนโยบายในการแกไ้ ขปญั หาและการพัฒนาในอนาคต
1 ผูบ้ รหิ าร ควรใหก้ ารสง่ เสรมิ สนบั สนุน ใหค้ วามสาคัญกบั การใชเ้ ทคโนโลยีมาใชใ้ นการ

จัดการเรียนการสอน และสนบั สนนุ วสั ดุ อปุ กรณ์ หรอื นวัตกรรมใหมๆ่ เพ่ือให้ทันต่อเหตกุ ารณ์
ปัจจุบนั

2 ครู/ผสู้ อน ต้องหมัน่ ศกึ ษาหาความรูใ้ หม่ๆ มาประยกุ ตก์ ารจดั การเรียนการสอนของ
ตนเอง โดยเนน้ กระบวนการ active learning ใหผ้ ู้เรียนไดล้ งมอื กระทา และได้ใช้กระบวนการคิด
เกี่ยวกบั สิ่งที่ได้กระทาลงไป

3 นักเรียน ต้องทบทวนความรู้ควบคูก่ บั การฝกึ ปฏบิ ตั เิ สรมิ ทกั ษะอย่างสมา่ เสมอ

บรรณานุกรม

คณะกรรมการศึกษาแหง่ ชาติ, ส านักงาน. (2542). พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาต.ิ
กรุงเทพฯ: ครุ สุ ภาลาดพร้าว.
บญุ ชม ศรสี ะอาด. (2541). วธิ กี ารทางสถติ ิสาหรับการวจิ ยั เลม่ 1. กรงุ เทพฯ: สุวริ ยิ า
สาส์น. ประสาท เนอื งเฉลิม. (2560). วิจยั การเรยี นการสอน. (พิมพ์คร้ังท่ี 3).
กรงุ เทพฯ: โรงพิมพแ์ ห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .

ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สณุ ี บญุ พิทกั ษ.์ (2557). วจิ ัยชนั้ เรยี นปฐมวยั หลกั ปฏิบัติจาก
ประสบการณ์. กรงุ เทพฯ: ปญั ญาชน.
ผ่องพรรณ ตรยั มงคลกลู . (2543). การวจิ ยั ในช้ันเรียน. (พมิ พค์ ร้งั ท่ี 3).
กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ไกรสร ต้งั โอภากลุ . (2554). คู่มอื เรียนเขยี นโปรแกรมภาษา C . นนทบรุ :ี ไอดซี ี พรเี มียร์. สาโรจ
เมาลานนท์. (2534). โลกของภาษา C : Computer Today , ฉบับที่ 5 , ตุลาคม. หนา้ 53-58.
มนตช์ ยั เทยี นทอง. (2535) การโปรแกรมภาษาซ.ี กรุงเทพฯ: สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระ
นครเหนอื .
บญุ เลศิ เอย่ี มทศั นา และคณะ. (2532). โปรแกรมคอมพวิ เตอรภ์ าษาซี กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั ซเี อ็ดยเู คชน่ั จา
กดั . ประสบสขุ ศรีสว่างวงศ.์ (2537). คอมพวิ เตอร์เบื้องตน้ และเทคนิคการออกแบบโปรแกรม.
กรุงเทพฯ: ซเี อ็ดยเู คช่ัน.
Byron S. Gotteried. แปลและเรียบเรียงโดย ศรณั ย์ อนิ ทโกสุม. (2539). ทฤษฎแี ละตวั อย่าง
โจทย์ การเขยี นโปรแกรมด้วยภาษาซี. องิ ค์. แมคกรอ-ฮลิ อนิ เตอรเ์ นชั่นแนล เอน็ เตอร์ไพรส์
ฝา่ ยตาราวิชาการคอมพวิ เตอร.์ (2558). พื้นฐานการเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอร์. กรุงเทพฯ:
บรษิ ัทซีเอ็ดยเู คช่นั จากัด.
โอภาส เอย่ี มสริ ิวงศ.์ (2556). การเขยี นโปรแกรมดว้ ยภาษา C. กรุงเทพฯ: บริษทั ซเี อด็ ยเู คช่นั จากัด.
ปกรณ์ ประจญั บาน. (2552). โปรแกรมวิเคราะหเ์ ปรยี บเทียบคะแนนทดสอบก่อนเรยี นและหลัง
เรียน ด้วย t-test Dependent Samples. พิษณโุ ลก : มหาวิทยาลัยนเรศวรพษิ ณุโลก.


Click to View FlipBook Version