The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kunanon Kamyang, 2020-10-30 00:37:42

จังหวัดเลย

จังหวัดเลย

จงั หวัดเลย

ผู้จัดทา

นาย ธนวัฒน์ ศรศี ักดา

ม.4/11 เลขท3่ี

นาเสนอ
ครูสุวารีย์ ยภ่ี ู่
โรงเรียนกรรณสูตรศึกษาลัย

คานา

มนษุ ยท์ กุ คนมกี ารเรยี นรูอ้ ยตู่ ลอดเวลาทงั้ ในและนอกสถานท่โี รงเรยี นและการทาโครงงานเก่ียวกบั สถานทท่ี อ่ งเทย่ี วก็เป็น
การเรยี นรูอ้ กี แบบหนง่ึ อกี ทงั้ การทอ่ งเทยี่ วก็เป็นกิจกรรมทม่ี นษุ ยส์ ว่ นใหญ่ทากนั ในเวลาวา่ งเพอ่ื ใหเ้ กิดความรูค้ วามสนกุ
สถานทท่ี อ่ งเทย่ี วในประเทศไทยมหี ลายแหง่ ทีน่ า่ สนใจและจงั หวดั เลยเป็นอกี หนง่ึ แหง่ ท่ีนา่ ไปสมั ผสั เพราะมีสถานท่ี
ทอ่ งเทีย่ วท่ีนา่ มากมาย

ทางกลมุ่ จึงมแี นวคดิ ทจี่ ะจดั ทาโครงงานเรอ่ื งสถานท่ที อ่ งเทย่ี วจงั หวดั เลย ขนึ้ มาเพ่อื ศกึ ษารวบรวมสถานท่ที อ่ งเท่ยี ว
ในจงั หวดั เลยและทกุ คนสามารถศกึ ษาขอ้ มลู ไดจ้ รงิ และนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ดจ้ รงิ

สารบญั

เรอ่ื ง หนา้
คานา ก
สารบญั ข
ประวตั ิความเป็นมาของจงั หวดั เลย 1-7
สถานท่ีทอ่ งเทยี่ วจงั หวดั เลย 8

ประวตั คิ วามเป็ นมาของจงั หวดั เลย

เพง่ิ จะมปี รากฏแน่ชดั ในรัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระจอม-เกลา้
เจา้ อยหู่ วั รัชกาลท๔่ี แหง่ กรงุ รัตนโกสนิ ทร์ ครัง้ โปรดเกลา้ ฯ ให ้
ตงั้ เมอื งเลยขนึ้ เมอื่ พ.ศ. ๒๓๙๖ สว่ นประวตั คิ วามเป็ นมาของ
จังหวัดกอ่ นหนา้ นเี้ ป็ นเพยี งประวัตศิ าสตรท์ อ้ งถนิ่ ในระดบั
หมบู่ า้ นและการสรา้ งบา้ นแปลงเมอื งซงึ่ เป็ นเมอื งโบราณใน
ทอ้ งทจี่ ังหวัดเลย ปัจจบุ นั อยา่ งไรก็ตาม หลกั ฐานทเ่ี กยี่ วกบั
ประวัตคิ วามเป็ นมาของหมบู่ า้ นและเมอื งเหลา่ นก้ี เ็ ป็ นหลกั ฐานท่ี
ไดจ้ ากคาบอกเลา่ สบื ตอ่ กนั มา โดยอาจไดร้ ับการบนั ทกึ ไวใ้ นรปู
ของสมดุ ขอ่ ยคมั ภรี ใ์ บลาน รวมทัง้ พงศาวดาร ซง่ึ ยอ่ มจะมสี าระ
รายละเอยี ดทไี่ มต่ รงกนั นัก เพราะเป็ นการบนั ทกึ จากคาบอกเลา่
สบื ตอ่ กนั มาหลายชวั่ คน ตลอดทงั้ หลกั ฐานประเภทจารกึ เชน่
ศลิ าจารกึ จารกึ ทฐ่ี านพระเจดยี ์ เป็ นตน้ ก็มักเป็ นจารกึ ทจ่ี ัดทา
ขน้ึ ใหมแ่ ทนของเกา่ ทส่ี ญู หายไป
สมยั ก่อนกรุงศรีอยุธยา
ดินแดนท่ีเป็นที่ต้งั ของประเทศไทยปัจจุบนั เคยเป็นที่อยขู่ องชนเผา่ พ้นื เมืองหลายกลุ่ม มี ละวา้
มอญ ขอม เป็นตน้ ต่อมาจึงมีหลกั ฐานเก่ียวกบั การอพยพของชนเผา่ ไทยเขา้ มายงั ดินแดนน้ี ชน
เผา่ พ้นื เมืองและชนเผา่ ไทยไดต้ ้งั ถ่ินฐานจนก่อต้งั เป็นอาณาจกั รใหญ่กระจายอยทู่ ้วั ทุกทิศ เช่น
อาณาจกั รโยนก อาณาจกั รทวาราวดี และอาณาจกั รอิสานปุระเป็นตน้ กลุ่มชนท่ีอพยพมาต้งั ถิ่น

ฐานในทอ้ งท่ีที่เป็นจงั หวดั เลยจนสร้างบา้ นแปลงเมืองไดเ้ ป็นกลุ่มแรกน้นั เช่ือกนั วา่ เป็นชนเผา่
ไทยที่สืบเช้ือสายมาจากบรรพบุรุษท่ีก่อต้งั อาณาจกั รโยนก อาณาจกั รโยนกเป็นอาณาจกั รใหญ่
ครอบครองดินแดนทางภาคเหนือของประเทศไทย ตลอดไปจนถึงดินแดน แควน้ ตงั เกี๋ยของ
ประเทศจีนและรัฐฉานของพม่า มีอายอุ ยรู่ ะหวา่ งพทุ ธศตวรรษที่ ๑๒–๑๘ ตาํ นานสิงหนวตั ิ
กล่าววา่ ปฐมกษตั ริยข์ องอาณาจกั รน้ีทรงพระนามวา่ พญาสิงหนวตั ิ เป็นเจา้ ชายอยทู่ างตอนใต้
ของประเทศจีน อพยพผคู้ นลงมาสร้างอาณาจกั รโยนก กษตั ริยใ์ นราชวงศพ์ ระเจา้ สิงหนวตั ิ
ปกครองโยนกนครสืบมาจนถึงสมยั พระองคพ์ งั ค-ราช พวกขอมดาํ ซ่ึงมีอาํ นาจอยทู่ างใตข้ อง
อาณาจกั รโยนกตีไดโ้ ยนกนคร พระองคพ์ งั คราชตอ้ งอพยพผคู้ นไปต้งั เมืองใหม่ที่เวียงสีทวง
๑๙ ปี พรหมกมุ ารราชโอรส จึงปราบปรามขอมดาํ ขบั ไล่ออกไปจากอาณาจกั รแลว้ อญั เชิญ
พระองคพ์ งั คราชกลบั มาปกครองโยนกนครใหม่ ส่วนพรหมกมุ ารหรือพระเจา้ พรหมตามท่ี
ขนานนามในภายหลงั ไดส้ ร้างเมืองชยั ปราการที่ริมแม่น้าํ ฝาง ทาํ ใหอ้ าณาจกั รโยนกเชียงแสนมี
อาํ นาจยง่ิ ข้ึน พระเจา้ พรหมครองเมืองชยั ปราการจนสวรรคตแลว้ พระองคช์ ยั ศิริราชโอรส
ครองราชยส์ ืบต่อมา ในสมยั น้ีพระเจา้ อนุรุทมหาราช กษตั ริยพ์ ม่ามีอาํ นาจยงิ่ ใหญ่ตีไดอ้ าณาจกั ร
โยนกและเมืองชยั ปราการไวใ้ นอาํ นาจ พระองคช์ ยั ศริ ิกอ็ พยพผคู้ นลงใตอ้ นั เป็นดินแดนของพวก
มอญและขอม เมื่อ พ.ศ. ๑๕๔๗

การต้งั เมืองด่านซ้าย

เม่ืออาณาจกั รโยนกล่มสลายแลว้ ชาวโยนกเชียงแสนท่ีรักอิสระต่างพากนั อพยพไปหาถ่ินที่อยู่
ใหม่ บางพวกอพยพไปรวมกาํ ลงั กบั พระองคช์ ยั ศริ ิ บางพวกกอ็ พยพไปหาท่ีอยอู่ าศยั ทางแควน้
พางคาํ พ่อขนุ บางกลางหาว และพอ่ ขนุ ผาเมือง (เชื่อถือกนั วา่ เป็นเช้ือสายราชวงศส์ ิงหนวตั ิ) ได้
นาํ ผคู้ นอพยพมุ่งลงไปทางทิศตะวนั ออก เมื่อเขา้ สู่ดินแดนลานชา้ งแลว้ จึงบ่ายหนา้ ลงไปทางทิศ
ใต้ (สันนิษฐานวา่ จะนาํ ผคู้ นอพยพผา่ นไปตามหมบู่ า้ นหว้ ยไฮ หว้ ยลึก นากอก บา้ นเมืองฮาํ และ
เมืองบ่อแตน ปัจจุบนั อยใู่ นแขวงไชยบุรี ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) แลว้
นาํ ไพร่พลขา้ มลาํ น้าํ เหืองข้ึนไปทางฝ่ังขวาของลาํ น้าํ หมนั จนถึงบริเวณท่ีราบจึงไดพ้ ากนั หยดุ
พกั ส่วนพอ่ ขนุ ผาเมืองไดต้ ้งั บา้ นด่านขวา (ปัจจุบนั อยใู่ นบริเวณชายเนินนาด่านขวาซ่ึงยงั มีซาก
วดั เก่าอยใู่ นแปลงนาของเอกชน ระหวา่ งหมู่บา้ นหวั แหลมกบั หมู่บา้ นนาเบ้ีย อาํ เภอด่านซา้ ย
จงั หวดั เลย) และพ่อขนุ บางกลางหาวไดแ้ บ่งไพร่พลขา้ มลาํ น้าํ หมนั ไปทางฝ่ังซา้ ยสร้างบา้ นด่าน
ซา้ ย (สนั นิษฐานวา่ จะอยใู่ นบริเวณหมู่บา้ นเก่า อาํ เภอด่านซา้ ย จงั หวดั เลยในปัจจุบนั ) แลว้ ต่อมา
จึงไดอ้ พยพเลื่อนข้ึนไปตามลาํ น้าํ ไปสร้างบา้ นหนองคูซ่ึงอยทู่ างทิศใต้ เม่ือมีกาํ ลงั คนมากข้ึนจึง

คิดที่จะขยบั ขยายไปหาถ่ินท่ีอยอู่ าศยั ใหม่ คร้ันไดน้ าํ เอานามหมู่บา้ นด่านซา้ ยมาขนานนามให้
หมู่บา้ นหนองคูเสียใหม่เป็น “เมืองด่านซา้ ย” แลว้ จึงนาํ ไพร่พลอพยพไปเมืองบางยาง (เชื่อวา่ อยู่
ในเขตอาํ เภอนครไทย จงั หวดั พษิ ณุโลก) ส่วนพ่อขนุ ผาเมืองขณะที่พ่อขนุ บางกลางหาวเลื่อนข้ึน
ไปต้งั หมู่บา้ นหนองคู พอ่ ขนุ ผาเมืองกไ็ ดน้ าํ ผคู้ นอพยพออกจากบา้ นด่านขวาขา้ มภูน้าํ รินไปต้งั
เมืองโปงถ้าํ และอพยพต่อไปต้งั เมืองภูครั่ง (โปงถ้าํ สันนิษฐานวา่ เป็นถ้าํ เขียะในปัจจุบนั เป็นถ้าํ
เลก็ ๆ อยขู่ า้ งถนนสายเลย-ด่านซา้ ย ห่างจากหมู่บา้ นโคกงามไปทางด่านซา้ ยประมาณ ๑
กิโลเมตร และบริเวณท่ีหยดุ พกั ไพร่พลต้งั เมืองเป็นการชว่ั คราวคงจะเป็นท่ีเนินดา้ นขวาของทาง
หลวงสายโคกงาม-ด่านซา้ ย อยใู่ นความควบคุมของแขวงการทางด่านซา้ ย ต่อมาไดอ้ พยพไป
สร้างเมืองบนภูคร่ังซ่ึงเป็นที่ราบอยบู่ นยอดเขาภูคร่ัง ภูครั่งเป็นภูเขาลูกใหญ่มีพ้นื ที่ราบอนั กวา้ ง
ใหญ่อยบู่ นยอดเขา อยตู่ รงขา้ มกบั ที่วา่ การอาํ เภอภูเรือ และอยทู่ างดา้ นทิศใตข้ องหมู่บา้ นหนอง
บวั ซ่ึงเป็นท่ีต้งั ของอาํ เภอภูเรือ จงั หวดั เลย อน่ึงคาํ ว่า “เขียะ” น้นั หมายถึงจกั๊ จนั่ ชนิดหน่ึงแต่ตวั
เป็นสีเขียว) คร้ันพอ่ ขนุ บางกลางหาวไดพ้ าผคู้ นอพยพไปอยทู่ ่ีเมืองบางยางแลว้ พอ่ ขนุ ผาเมืองจึง
ไดอ้ พยพผคู้ นติดตามไปจนไปต้งั หลกั แหล่งไดท้ ่ีเมืองราด (เชื่อวา่ เป็นเมืองศรีเทพ อยใู่ นทอ้ งท่ี
อาํ เภอศรีเทพและอาํ เภอวเิ ชียรบุรี จงั หวดั เพชรบูรณ์) โดยมีพอ่ ขนุ บางกลางหาวเป็นผปู้ กครอง
เมืองบางยาง และพ่อขนุ ผาเมืองเป็นผปู้ กครองเมืองราด ขณะเมื่อพอ่ ขนุ บางกลางหาวปกครอง
เมืองบางยาง กไ็ ดต้ ้งั เมืองด่านซา้ ยเป็นเมืองหนา้ ด่านทางตะวนั ออกตามราชธานีสมยั โบราณดว้ ย

การต้งั เมืองเซไล
ชาวไทยท่ีมีผนู้ าํ สืบเช้ือสายมาจากเจา้ ผคู้ รองอาณาจกั รโยนกอีกกลุ่มหน่ึง ไดอ้ พยพมาต้งั
บา้ นเรือนระหวา่ งชายแดนตอนใตข้ องอาณาเขตลานนาไทยต่อแดนลานชา้ ง คนไทยกลุ่มน้ีอยู่
รวมกนั เป็นกลุ่มใหญ่ สืบเช้ือสายต่อมาหลายชวั่ อายคุ น จนถึงสมยั ท่ีพระมหาธรรมราชาท่ี ๑ ลิ
ไท ปกครองอาณาจกั รสุโขทยั เนื่องจากการเสดจ็ ข้ึนครองราชยข์ องพญาลิไท ใน พ.ศ.
๑๘๙๐ น้นั มิไดเ้ ป็นไปอยา่ งราบรื่น ดงั ปรากฏในจารึกวดั ป่ ามะม่วง (หลกั ท่ี ๔) วา่ เมื่อพญาเลอ

ไทสวรรคตแลว้ พญาลิไท ซ่ึงเป็นอุปราชครองเมืองศรีสชั นาลยั ตอ้ งยกทพั มาลอ้ มเมืองสุโขทยั

และเอาขวานประหารศตั รูท้งั หลายแลว้ จึงเสดจ็ ข้ึนครองราชสมบตั ิกรุงสุโขทยั ในระยะแรก

ครองราชย์ พญาลิไทตอ้ งปราบปรามพวกพอ้ งของผคู้ ิดชิงอาํ นาจ พรอ้ มกบั การทาํ นุบาํ รุง

บา้ นเมือง ชาวไทยกลุ่มท่ีต้งั บา้ นเรือนอยเู่ ขตชายแดนอาณาจกั รลาน-นาต่อแดนลานชา้ ง จึงเกรง

วา่ พญาลิไทอาจจะทรงคิดกอบกพู้ ระราชอาํ นาจ ยกทพั มาปราบปรามหวั เมืองทางดา้ นน้ี และมี

ความเห็นวา่ หมู่บา้ นของตนเป็นทางผา่ นและอยใู่ กลแ้ ดนลานชา้ ง ท้งั ตนเองกไ็ ดผ้ กู

สมั พนั ธไมตรีมีความสนิทสนมรักใคร่เป็นสหายต่อกนั กบั เจา้ ชีวติ เมืองหลวงพระบางจึงคิดที่จะ

ขจดั ปัญหายงุ่ ยากซ่ึงก่อใหเ้ กิดความเขา้ ใจผดิ ข้ึนท้งั สองฝ่ ายใหห้ มดสิ้นไป จึงนาํ ผคู้ นอพยพออก

เดินทางผา่ นเขา้ ไปในแดนลานชา้ งของพระสหายซ่ึงอยทู่ างทิศตะวนั ออก แลว้ จึงมุ่งหนา้ เดินลง

ไปทางทิศใต้ เมื่อขา้ มลาํ แม่น้าํ ใหญ่ (แม่น้าํ เหือง) ไดแ้ ลว้ กว็ กลงไปทางทิศตะวนั ออกเฉียงใต้

คร้ันไปถึงริมแม่น้าํ สายใหญ่เห็นมีชยั ภูมิเหมาะสมในการต้งั ถ่ินฐาน จึงไดพ้ าผคู้ นหยดุ พกั สร้าง

บา้ นต้งั เมืองข้ึนโดยใหช้ ื่อวา่ “เมืองเซไล” (คาํ วา่ “เซ” ในภาษาทอ้ งถ่ินสมยั น้นั ใชเ้ รียกแม่น้าํ

ขนาดยอ่ ม หรือลาํ หว้ ยขนาดใหญ่ ซ่ึงไปตรงกบั คาํ วา่ “แคว” ในภาษาของภาคกลาง ส่วนคาํ วา่

“ไล ไหล หรือเลอว” อนั เป็นสาํ เนียงเสียงพูดของผคู้ นในสมยั น้นั สันนิษฐานวา่ คงจะหมายถึง

ลกั ษณะของน้าํ ที่กาํ ลงั ไหล หรือชาํ ระลา้ งส่ิงต่าง ๆ ดงั น้นั คาํ วา่ “เซไล” กค็ งจะหมายถึงน้าํ ท่ี

กาํ ลงั ไหลเชี่ยวหรือชะสิ่งต่าง ๆ นนั่ เอง

ผนู้ าํ ในการอพยพจนสร้างเมืองเซไลคร้ังน้นั แมจ้ ะมีฐานะเป็นเพยี งนายบา้ นผปู้ กครองหมู่บา้ น

แต่กค็ งจะเป็นผทู้ ่ีสืบเช้ือสายมาจากราชวงศส์ ิงหนวตั ิเช่นกนั เพราะในยคุ น้นั มีคาํ เรียกขานผนู้ าํ

วา่ “เจา้ ฟ้าร่มขาว” คาํ วา่ “เจา้ ฟ้า” แสดงฐานะความเป็นเจา้ ผคู้ รองนคร “ร่มขาว” กค็ ือ ร่มหรือ

สัปทนที่ทาํ ดว้ ยผา้ ขาว ซ่ึงใชก้ างก้นั เป็นเครื่องประกอบอิสริยยศของผมู้ ียศศกั ด์ิเท่าน้นั

อยา่ งไรกต็ าม การอพยพลงไปจนต้งั เมืองเซไลโดยเจา้ ฟ้าร่มขาวน้นั สันนิษฐานวา่ น่าจะเป็นนาย

บา้ น ซ่ึงเป็นบิดาของเจา้ ฟ้าร่มขาว เป็นผนู้ าํ ในการอพยพ ท้งั น้ี จากหลกั ฐานการสร้างวดั กู่ ซ่ึง

เป็นวดั ด้งั เดิมสร้างข้ึนในบริเวณทิศตะวนั ตกเฉียงเหนือของหอโฮงการ และอยรู่ ิมฝ่ังเซไล

(ปัจจุบนั ยงั พอมีซากอิฐหลงเหลือไวใ้ หพ้ บเห็น) สาํ หรับชื่อเมืองวา่ เซไลน้นั คงจะเนื่องมาจาก

ความอุดมสมบูรณ์ท่ีไดม้ าพบอยสู่ องฟากฝั่งเซไลและช่ือแม่น้าํ แห่งน้ีกไ็ ม่มีมาก่อน นอกจากคาํ

วา่ เซไลซ่ึงเกิดมาจากคาํ อุทานท่ีผคู้ นอพยพท้งั หลายไดม้ าพบเห็นในการเดินทางมาแสนไกลแลว้

ไดม้ าหยดุ พกั ลงอาบกิน ทาํ ใหค้ วามเหน็ดเหน่ือยเมื่อยลา้ ท้งั หลายท่ีมีมาเหือดหายไปจนหมด

สิ้น ต่างเลยพากนั ถือเอาคาํ อุทานมาเป็นช่ือของเมืองและของแม่น้าํ ถือเป็นศิริมงคลแก่พวกของ

ตนแต่น้นั เป็นตน้ มา

เมืองเซไลท่ีไดส้ ร้างข้ึนในสมยั น้นั ไม่มีกาํ แพง ป้อมปราการ หรือปราสาทราชมณเฑียรแต่อยา่ ง

ใดคงมีแต่หอโฮงการซ่ึงเป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ใชเ้ ป็นท้งั ที่พกั และท่ีวา่ การเมืองของเจา้ ผคู้ รอง

เมืองเท่าน้นั (หอโฮงท่ีไดก้ ่อสร้างในสมยั น้นั ถึงจะไม่มีซากปรากฏใหเ้ ห็นเป็นหลกั ฐานแต่ก็

สนั นิษฐานวา่ คงจะอยใู่ นบริเวณหอหลวง อนั เป็นสถานท่ีศกั ด์ิสิทธ์ิของชาวบา้ นทรายขาวใน

ปัจจุบนั ซ่ึงอยหู่ ่างจากวดั ก่คู าํ และพระธาตุกดุ เรือคาํ ไปทางทิศตะวนั ออกเฉียงใตต้ ามลาํ น้าํ เลย

๒๐๐ เมตรเศษ ในทอ้ งท่ีหมู่บา้ นทรายขาว ตาํ บลทรายขาว อาํ เภอวงั สะพงุ จงั หวดั เลย) สาํ หรับ

บา้ นเรือนของราษฎรใหป้ ลูกสร้างเรียงรายข้ึนไปทางทิศเหนือ จนไปจดชายเขตหนองน้าํ เลก็ ๆ

ซ่ึงอยทู่ างทิศตะวนั ตกเฉียงเหนือ ต่อมาเจา้ เมืองไดน้ าํ ชาวเมืองสร้างวดั ข้ึนทางดา้ นทิศตะวนั ตก

เฉียงเหนือของหอโฮงการเมื่อปี พทุ ธศกั ราช ๑๙๐๐ ใหช้ ่ือวา่ “วดั กู่” (วดั ก่ซู ่ึงไดส้ ร้างข้ึนในสมยั

โบราณน้นั ปัจจุบนั ยงั พอมีซากอิฐเหลืออยรู่ ิมฝั่งแม่น้าํ เลย บางส่วนอยใู่ นบริเวณหอหลวงของ

ชาวบา้ นทรายขาว) ระหวา่ งที่นาํ ผคู้ นบุกเบิกสร้างบา้ นเมืองใหม่ริมฝ่ังเซไล เจา้ เมืองคนแรกของ

เมืองเซไลกไ็ ดไ้ ปมาหาสู่เจา้ ชีวติ เมืองหลวงพระบางพระสหายอยไู่ ม่ขาด หลงั จากสร้างวดั ก่เู สร็จ

เรียบร้อยลงไปไดห้ ลายปี นายบา้ นจึงมีบุตรชายซ่ึงเกิดจากภรรยาผมู้ ีเช้ือสายเดียวกนั หน่ึงคน

ระหวา่ งน้นั เจา้ ชีวติ เมืองหลวงพระบางกไ็ ดล้ งมาเยย่ี ม คร้ันไดม้ ารู้วา่ นายบา้ นไดบ้ ุตรชายท้งั เกิด

ในวนั เวลาเดียวกนั กบั บุตรชายของตน ซ่ึงเกิดจากมเหสีเอกกย็ นิ ดีเป็นยงิ่ นกั จึงใหผ้ กู สมั พนั ธก์ นั

ไวเ้ ช่นตนท้งั สอง นายบา้ นไดเ้ ฝ้ารักษาเล้ียงดูบุตรชายมิวา่ จะไปมาในท่ีใด ๆ นายบา้ นผเู้ ป็นบิดา

กใ็ หผ้ คู้ นคอยติดตามไปกางร่ม (สัปทน) สีขาวกนั แดดบงั ฝนจนเป็นสมญาเรียกกนั ในหมู่

ชาวเมืองเซไลวา่ "เจา้ ฟ้าร่มขาว" คร้ันเจา้ ฟ้าร่มขาวเติบใหญ่จนถึงวยั บวชเรียน บิดากถ็ ึงแก่

มรณกรรมดว้ ยโรคชราท้งั ตรากตราํ ทาํ งานหนกั มากเกินไป เจา้ ฟ้าร่มขาวบุตรชายกไ็ ดข้ ้ึนครอง

เมืองเซไลแทนบิดาต้งั แต่บดั น้นั เป็นตน้ มา (ประมาณพ.ศ.๑๙๓๕)

คร้ันเจา้ ฟ้าร่มขาวไดข้ ้ึนครองเมืองเซไล ไดน้ าํ ชาวเมืองเซไลพฒั นาบา้ นเมืองดว้ ยการขดุ ลอก

หนองน้าํ เลก็ ทางชายเมืองดา้ นตะวนั ตกเฉียงเหนือ และนาํ ดินส่วนใหญ่มาถมยกระดบั ท่ีลุ่ม

ทางดา้ นทิศใตใ้ กลฝ้ ่ังน้าํ ใหเ้ ป็นสนั คนั คูก้นั น้าํ ไวใ้ ชใ้ นฤดูแลง้ เมื่อการขดุ ลอกขยายหนองน้าํ เลก็

ๆ ออกไปจนกวา้ งขวางเสร็จเรียบร้อยแลว้ กใ็ หช้ าวเมืองไปหาพนั ธุบ์ วั หลวงมาลงปลูกเอาไว้

แลว้ ขนานนามวา่ "สระบวั หลวง" มาจนกระทงั่ ทุกวนั น้ีหลงั จากน้นั กไ็ ดพ้ ิจารณาเห็นวา่ "วดั ก่"ู

ท่ีบิดาสร้างเอาไวใ้ กลห้ อโฮงการดา้ นริมฝั่งเซไล ไดถ้ ูกน้าํ เซาะกดั เขา้ มาจนจะถึงตวั พระอุโบสถ

มิวนั ใดวนั หน่ึงคงตอ้ งพงั ทลายลงไปตามกระแสเซไล พอดีในระหวา่ งน้นั เจา้ ฟ้าร่มขาวได้

บุตรชาย ซ่ึงกาํ เนิดจากนางเทวี หน่ึงคนในขณะท่ีอายลุ ่วงเลยวยั กลางคนไปแลว้ เลยใหช้ ่ือวา่

"ทา้ วหลา้ น้าํ " เจา้ ชีวติ เมืองหลวงพระบางกไ็ ดล้ งมาเยย่ี มและต่อจากน้นั มาอีกไม่นาน เจา้ ชีวติ

เมืองหลวงพระบางไดท้ ิวงคตในระยะท่ีเมืองเซไลไดก้ ่อสร้างวดั ข้ึนบนสนั คนั คูดา้ นทิศใตข้ อง

สระบวั หลวง กไ็ ดม้ ีเหตุแปลกประหลาดเกิดข้ึนคือ มีเรือทองคาํ ปราศจากฝี พายเป็นพาหนะนาํ

อฐั ิเจา้ ชีวติ เมืองหลวงพระบางมาถึงเมืองเซไล แลว้ เรือไดพ้ ่งุ เขา้ ฝ่ังเพ่ือจอดแต่ความแรงหวั เรือได้

พุ่งเขา้ หาตลิ่งไปโผล่ข้ึนบนฝ่ังทางดา้ นหนา้ วดั ใหม่ท่ีกาํ ลงั สร้าง เจา้ ฟ้าร่มขาวเกรงชาวเมืองจะมา

ทาํ ลายเลยใหก้ ่อสถูปครอบหวั เรือทองคาํ เอาไว้ ส่วนอฐั ิของเจา้ ชีวติ เมืองหลวงพระบางพระ

สหายกใ็ หน้ าํ ไปเกบ็ ไวใ้ นหอโฮงการ รวมไวก้ บั อฐั ิบิดาของตน เม่ือการก่อสร้างวดั และสถูป

เสร็จเรียบร้อยแลว้ กใ็ หข้ นานนามวดั วา่ "วดั ก่คู าํ " และขนานนามพระสถูปซ่ึงสร้างครอบหวั เรือ

ทองคาํ วา่ "พระธาตุกดุ เรือคาํ " ซ่ึงสร้างเสร็จราว พ.ศ.๒๐๐๐ แต่ตามหลกั ฐานซ่ึงไดจ้ ารึกเอาไวท้ ี่

วดั ก่คู าํ วา่ สร้างเมื่อ พ.ศ.๑๙๐๐ น้นั

สันนิษฐานวา่ เจา้ ฟ้าร่มขาวประสงคใ์ หช้ าวเมืองท้งั หลายไดร้ าํ ลึกถึงคุณความดีของบิดา ซ่ึงนาํ พา

ผคู้ นอพยพลงมาบุกเบิกสร้างบา้ นเมือง จนไดต้ ้งั เมืองเซไลและสร้างวดั ก่ขู ้ึนไวเ้ ป็นวดั แรก เม่ือปี

พ.ศ.๑๙๐๐ ถึงวดั ก่จู ะพงั ทลายลงไปในกระแสแม่น้าํ เลยตามกาลเวลา และเจา้ ฟ้าร่มขาวกไ็ ดส้ ร้าง

วดั ข้ึนมาใหม่ โดยเจตนาจะนาํ ชื่อวดั เก่ามาต้งั เป็นชื่อวดั ที่สร้างข้ึนใหม่ ซ่ึงพอดีกบั เจา้ ชีวติ เมือง

หลวงพระบางทิวงคต ดว้ ยความรักกนั อยา่ งแน่นแฟ้น ถึงจะมีแต่เพียงกระดูกหรือเถา้ ถ่านกย็ งั

มาถึงกนั เจา้ ฟ้าร่มขาวกจ็ ึงนาํ เอาชื่อของท้งั สองมารวมเขา้ ดว้ ยกนั แลว้ ต้งั เป็นชื่อวดั วา่ "วดั ก่คู าํ "

แต่นาํ เอา พ.ศ.๑๙๐๐ ซ่ึงเป็นปี ท่ีต้งั วดั ก่ขู องบิดามาจารึกเอาไวเ้ ป็นอนุสรณ์ ส่วนคาํ จารึกซ่ึงติดไว้

ที่ป้ายพระธาตุกดุ เรือคาํ ซ่ึงไดม้ ีการบูรณะป้ันดว้ ยปูนพอกสถูปองคเ์ ดิมข้ึนใหม่จนผดิ รูปผดิ ร่าง

เดิมไปดว้ ยฝี มือของหลวงพ่อเนียม ชาวบา้ นนาโป่ ง ตาํ บลนาโป่ ง อาํ เภอเมือง จงั หวดั เลย ซ่ึง

ไดม้ าเป็นเจา้ อาวาสวดั ก่คู าํ ราวปี พ.ศ.๒๕๑๙ ต่อมาไดถ้ ึงแก่มรณภาพท่ีวดั บา้ นเกิด หลวงพ่อ

เนียมไดท้ าํ การบูรณะดว้ ยมีวตั ถุประสงคท์ ่ีจะใหม้ ีความมนั่ คงและสวยงาม จึงไดม้ ีการเสริม

รูปร่างขององคพ์ ระสถูปใหแ้ ปลกตาออกไป ในคาํ จารึกท่ีแผน่ ป้ายบอกไวว้ า่ "สร้างเมื่อ พ.ศ.

๑๒๐๐" น้นั เป็นการจารึกผดิ พลาดอยา่ งแน่นอน พระธาตุกดุ เรือคาํ น่าจะสร้างราว พ.ศ.๒๐๐๐

มากกวา่

บนั ทึกในสมุดข่อยที่นายหาํ อุทธตรี หรือ "พ่อตูแ้ พทย"์ แห่งบา้ นทรายขาว ตาํ บลทรายขาว

อาํ เภอวงั สะพุง จงั หวดั เลย พบในขณะบรรพชา เม่ือ พ.ศ.๒๔๗๑ ที่วดั ก่คู าํ บา้ นทรายขาว

กล่าวถึงการปกครองเมืองเซไลโดยแบ่งออกเป็น ๕ ยคุ ดงั น้ี

ยคุ ที่ ๑ เจา้ ฟ้าร่มขาว มีภรรยาชื่อนางเทวี เช้ือสายเดียวกนั มีบุตรชายหน่ึงคนชื่อ "ทา้ วหลา้ น้าํ " มี

เหตุการณ์ที่สาํ คญั คือ

๑.๑ ขดุ ลอกหนองน้าํ นาํ บวั ลงปลูกใหช้ ่ือวา่ "สระบวั หลวง"

๑.๒ สร้างพระธาตุกดุ เรือคาํ

ยคุ ที่ ๒ ทา้ วหลา้ น้าํ มีภรรยาเป็นชาวเมืองเซไล ช่ือ นางหลา้ และมีบุตรชาย หญิง ๒ คน ช่ือ

"ทา้ วศิลา และนางชฎา" เล่ากนั วา่ นางหลา้ เป็นลูกของนางสีดาซ่ึงเกิดมาจากนางสีดา ไดไ้ ปด่ืม

น้าํ ในรอยเทา้ ชา้ งช่ือมโนศลิ า และรอยเทา้ กวาง นางสีดาใหก้ าํ เนิดบุตรีฝาแฝดผพู้ ีช่ ื่อนางหลา้ ผู้

นอ้ งช่ือนางลุน และผนู้ อ้ งไดม้ าเสียชีวติ ลงในคราวเดินเสี่ยงทางไต่งวงงาของพญาชา้ ง เลยเหลือ

แต่นางหลา้ ซ่ึงเป็นลูกของชา้ ง และต่อมานางหลา้ กค็ ือนางผมหอมซ่ึงมีนิวาสถานอยทู่ ี่ภูหอ

สัญลกั ษณ์ก่ิงอาํ เภอภูหลวง ในปัจจุบนั น้ี ในสมยั ของทา้ วหลา้ น้าํ ไดม้ ีเหตุการณ์ที่สาํ คญั

ดงั ต่อไปน้ี

๒.๑ สร้างวดั เทิง (ปัจจุบนั เป็นวดั ร้างมีเหลือซากอิฐและหุ่นพระประธานอยขู่ า้ งท่ีทาํ

การประปาบาดาลบา้ นทรายขาว ตาํ บลทรายขาว อาํ เภอวงั สะพงุ จงั หวดั เลย)

๒.๒ เมืองเซไล มีชื่อเรียกเป็นสร้อยต่อวา่ "เซไลไซข้ ่าว" ท้งั น้ีเน่ืองจากคลา้ ยเป็นเมืองหนา้ ด่าน

ของเมืองลม (หล่มสักเก่า จงั หวดั เพชรบูรณ์) ซ่ึงจะตอ้ งสืบข่าวคราวหรือส่งข่าวไปยงั เมืองลม

ยคุ ที่ ๓ ทา้ วศลิ า มีภรรยาชื่อนางสุขมุ มีเช้ือสายเป็นชาวเมืองหลวงพระบาง มีลูกชายหน่ึงคนชื่อ

"ทา้ วสายเดือน" มีเหตุการณ์ท่ีสาํ คญั ดงั ต่อไปน้ี

๓.๑ สร้างวดั ทุ่ง หรือในปัจจุบนั น้ีเรียก "ทุ่งนาคนั ทง" แต่เป็นท่ีน่าเสียดายเป็นอยา่ งยงิ่ ท่ี

หลกั ฐานอนั สาํ คญั ทางประวตั ิศาสตร์ที่พอจะมีเหลือไวใ้ หไ้ ดเ้ ห็นคือตน้ โพธ์ิ อยใู่ นบริเวณสวน

กลว้ ยของเอกชนลึกเขา้ ไปทางซา้ ยของทางหลวงจงั หวดั สายวงั สะพุง-ทรายขาว ประมาณ ๑๕

เมตร และอยหู่ ่างจากหมู่บา้ นทรายขาว ตาํ บลทรายขาว อาํ เภอวงั สะพงุ จงั หวดั เลย ประมาณ

๕๐๐ เมตร

๓.๒ ในยคุ น้ีเมืองเซไลมีสร้อยเรียกต่อไปใหม่ "เซไลส่วยขาว" เนื่องจากชาวเมืองเซไลแต่ละ

ครัวเรือนจะตอ้ งส่งส่วยดว้ ยผา้ ขาวเรือนละ ๑ วา (ประมาณ ๒ เมตร) ส่วนการส่งส่วยผา้ ขาวจะ

ไดส้ ่งไปทางกรุงศรีอยธุ ยาหรือเมืองหลวงพระบางยงั ไม่มีหลกั ฐานระบุใหแ้ น่ชดั

ยคุ ท่ี ๔ ทา้ วสายเดือน มีภรรยาเช้ือสายเดียวกนั กบั มารดาช่ือ นางบวั เซีย มีบุตรชายหน่ึงคนชื่อ

"ทา้ วเดือนสุข" และมีเหตุการณ์ที่สาํ คญั คือ

๔.๑ สร้างวดั ตาล (ปัจจุบนั คือวดั โพธ์ิเยน็ ซ่ึงอยดู่ า้ นหลงั วดั ก่คู าํ ห่างประมาณ ๒๐๐ เมตร)

๔.๒ ชาวเมืองเซไลยงั ตอ้ งส่งส่วยผา้ ขาวอยเู่ ป็นประจาํ

ยุคที่ ๕ ทา้ วเตือนสุขมีภรรยาเช้ือสายเดียวกนั กบั มารดาช่ือ นางบวั ลม (ไมป่ รากฏวา่ มีบุตร) มี

เหตุการณ์ท่ีสาํ คญั คือ

๕.๑ ทา้ วเตือนสุขไดค้ รองเมืองเซไลดว้ ยความสงบร่มเยน็ มาจนอายลุ ่วงเลยวยั กลางคน เมือง

เซไลกเ็ กิดทุพภิกขภยั ขา้ วยากหมากแพงฝนฟ้าไม่ตกชาวเมืองไม่ไดท้ าํ นามาหลายปี ท้งั มีโรค

ระบาดเกิดข้ึนโดยทว่ั ไป ชาวเมืองไดร้ ับความเดือดร้อนเป็นอยา่ งยงิ่ จึงไดพ้ ากนั ไปเรียนทา้ ว

เตือนสุขใหพ้ ิจารณาหาทางแกไ้ ข ทา้ วเตือนสุขไดพ้ ิจารณาแลว้ เห็นวา่ เมืองเซไลไดม้ าถึง

กาลเวลาดบั สิ้น จึงไดเ้ กิดเหตุอาเพศข้ึนมาเช่นน้ีจึงไดพ้ าผคู้ นอพยพออกจากเมืองเซไลเพอื่

แสวงหาท่ีอยใู่ หม่ โดยไดพ้ ากนั เดินทางลงไปตามลาํ แม่เซไล คร้ันไปถึงบริเวณท่ีราบแห่งหน่ึง

ซ่ึงอยรู่ ะหวา่ งปากลาํ หว้ ยไหลตกแม่เซไล เห็นมีชยั ภูมิเหมาะสมในการต้งั บา้ นเรือนประกอบกบั

ทอ้ งน้าํ ของลาํ หว้ ยกอ็ ุดมไปดว้ ยสารแร่ทองคาํ จึงใหผ้ คู้ นที่อพยพมาต้งั หลกั ฐานสร้าง

บา้ นเรือนข้ึนอยอู่ าศยั เสร็จแลว้ ไดข้ นานนามหมูบ่ า้ นใหม่ตามสภาพที่ตนไดพ้ าผคู้ นมาอยอู่ าศยั

วา่ "บา้ นแห่" ส่วนลาํ หว้ ยกใ็ หช้ ื่อวา่ "หว้ ยหมาน" (คาํ วา่ "แห่" ภาษาและสาํ เนียงเสียงพดู ของชาว

อีสานน้นั บางคาํ ท่ีใชพ้ ยญั ชนะ "ห" นาํ จะเป็นตวั "ฮ" คาํ วา่ "แห่" จึงเป็น "แฮ่" ดว้ ย ซ่ึงมี

ความหมายเดียวกนั แต่นายแพทยอ์ ุเทือง ทิพรส นายแพทยส์ าธารณสุขคนแรกของจงั หวดั เลย

ไดเ้ ขียนไวใ้ นเรื่องบา้ น "แฮ่" วา่ เนื่องจากในทอ้ งน้าํ หมานมีสารแร่ทองคาํ จึงไดต้ ้งั ชื่อหมู่บา้ น

ของพวกตนวา่ "บา้ นแฮ่" ท้งั น้ีเพราะตวั "ร" ของชาวอีสานน้นั คือตวั "ฮ" นน่ั เอง ซ่ึงกถ็ ูกดว้ ยกนั

ท้งั สองฝ่ าย แต่ในการต้งั ช่ือลงทะเบียนหมู่บา้ น ผจู้ ดั ทาํ ฟังสาํ เนียงชาวอีสานไม่เขา้ ใจ "บา้ นแห่"

จึงกลายเป็น "บา้ นแฮ่" มาจนกระทง่ั ทุกวนั น้ี ส่วนคาํ วา่ "หมาน" ความหมายในภาษาอีสานน้นั

หมายถึงความมีโชคดีเป็นตน้ )

๕.๒ คร้ันพาผคู้ นสร้างบา้ นต้งั ถ่ินฐานไดม้ นั่ คงพอสมควร ทา้ วเตือนสุขจึงนาํ ชาวบา้ นสร้าง

วดั เสร็จแลว้ ขนานนามวดั ที่สร้างข้ึนใหม่ใหเ้ ป็นศริ ิมงคลแก่หมู่บา้ นของตนวา่ "วดั ศรีภูมิ"

(สร้างปี พทุ ธ-ศกั ราช ๒๒๒๐) เมื่อไดพ้ ากนั สร้างวดั เสร็จแลว้ ต่อมาราว ๒ ปี จึงไดพ้ ากนั หล่อ

พระประธานดว้ ยโลหะข้ึนอีกองคห์ น่ึงดว้ ยฝี มือช่างจากทางเหนือ (ซ่ึงจะเห็นไดจ้ ากฝี มือช่าง

สกลุ ลานนากบั ลานชา้ งผสมกนั โดยถือเอาแบบเชียงแสนยคุ ปลายสงั ฆาฏิยาวพระพกั ตร์กลม

ค่อนขา้ งแป้นและส้นั เปลวรัศมียอดพระเศียรยาว พระวรกายไม่สง่าดงั พระพทุ ธรูปแบบเชียง

แสนทวั่ ไป และโลหะท่ีใชห้ ล่อคงจะไม่พอ ดงั จะเห็นไดจ้ ากสีของโลหะที่องคพ์ ระจากฐานถึง

พระศอจะเป็นนาก ซ่ึงเป็นการหล่อชิ้นใหญ่ชิ้นหน่ึงต่างหาก ส่วนพระพกั ตร์และพระรัศมีน้นั สี

ของนากจะอ่อนไปจึงเป็นสีค่อนขา้ งเหลืองมองดว้ ยตาเปล่าเห็นไดเ้ ด่นชดั ซ่ึงกเ็ ป็นการหล่อท่ี
แปลก แต่กเ็ ป็นวตั ถุโบราณท่ีมีคุณค่าสูงสุดชิ้นหน่ึงของชาวเมืองเลยที่ไดม้ ีการสร้างข้ึนมาเม่ือปี
พุทธสักราช ๒๒๒๒ เป็นของคู่บา้ นคู่เมืองมีช่ือเรียกกนั มาจนทุกวนั น้ีวา่ "พระพุทธรูปมิ่งเมือง"
ซ่ึงประดิษฐานอยบู่ นกฏุ ิเจา้ อาวาสวดั ศรีภูมิ จะนาํ ออกมาใหป้ ระชาชนไดส้ รงน้าํ เฉพาะวนั
สงกรานตเ์ ท่าน้นั อน่ึงสาํ หรับพระประธานซ่ึงป้ันดว้ ยปูนในพระอุโบสถเดิมพอกปูนขาวผสม
ยางบงและหนงั เน่า คลุกเคลา้ เขา้ ดว้ ยกนั และไดม้ าบูรณะข้ึนใหม่ในคราวร้ือพระอุโบสถ เพอ่ื
สร้างใหม่ รูปพระพกั ตร์

สมยั กรุงศรีอยธุ ยา

ประวตั ิของจงั หวดั เลยในสมยั กรุงศรีอยธุ ยาน้นั ไม่มีเร่ืองราวเก่ียวกบั การสงครามมากเท่าใด คง
มีเหตุการณ์ที่น่าจะกล่าวถึงอยเู่ ร่ืองหน่ึง คือ เมื่อพ.ศ.๒๐๙๑ ปี แรกที่สมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดิ

เสวยราชย์ พระเจา้ ตะเบง็ ชะเวต้ี กษตั ริยพ์ ม่าผคู้ รองกรุงหงสาวดี ไดย้ กทพั ใหญ่มาตีกรุงศรี
อยธุ ยา สมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดิไดย้ กกองทพั ออกรบกบั พม่า เพ่ือป้องกนั พระนครและไดช้ น
ชา้ งกบั พระเจา้ แปร แม่ทพั หนา้ ของพม่า จนตอ้ งเสียสมเดจ็ พระศรีสุริโยทยั พระมเหสีเพราะถูก
พระเจา้ แปรฟันสิ้นพระชนมซ์ บกบั คอชา้ ง การรบคร้ังน้นั พระเจา้ ตะเบง็ ชะเวต้ีไม่สามารถตีกรุง

ศรีอยธุ ยาได้ และเมื่อกลบั ไปถึงกรุงหงสาวดีแลว้ ไม่นานกส็ วรรคต พระเจา้ บุเรงนองข้ึน

ครองราชสมบตั ิท่ีกรุงหงสาวดีแทน บุเรงนองเป็นกษตั ริยท์ ี่เขม้ แขง็ ในการสงคราม จึงไดห้ า
สาเหตุมาตีกรุงศรีอยธุ ยาอีก โดยแต่งพระราชสาส์นมาขอชา้ งเผอื กของไทย ฝ่ ายไทยไม่ยอมให้
พระเจา้ บุเรงนองจึงถือสาเหตุยกกองทพั ใหญ่มาตีกรุงศรีอยธุ ยาและตีหวั เมืองฝ่ ายเหนือของไทย
ไดห้ ลายหวั เมือง รวมท้งั เมืองพิษณุโลกดว้ ยนอกจากยกกองทพั มารุกรานไทยแลว้ พม่ายงั ไดย้ ก
กองทพั ไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุต ฝ่ ายกรุงศรีสัตนาคนหุตสู้พม่าไม่ได้ พระเจา้ ไชยเชษฐาธิราช
ตอ้ งพากองทพั หนีไปอยใู่ นป่ า ทพั พม่าเขา้ กรุงศรีสัตนาคนหุตไดจ้ ึงเกบ็ ทรัพยส์ ินและกวาดตอ้ น
ประชาชน รวมท้งั มเหสีและสนมกาํ นลั ของพระเจา้ ไชยเชษฐาธิราชไปเมืองพม่า เมื่อพม่าเลิกทพั
กลบั ไปแลว้ พระเจา้ ไชยเชษฐาธิราชจึงไดพ้ าทหารกลบั เขา้ มาอยกู่ รุงศรีสตั นาคนหุต และไดแ้ ต่ง
ทูตมาเจริญสมั พนั ธไมตรีกบั กรุงศรีอยธุ ยาอีกคร้ังหน่ึง พร้อมกบั ทูลขอพระเทพกษตั ริย์ พระราช
ธิดาของสมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดิ ซ่ึงประสูติแต่สมเดจ็ พระศรีสุริโยทยั ผเู้ ป็นวรี กษตั ริยไ์ ปเป็น
มเหสี เพอื่ เห็นแก่ความเป็นไมตรีของสองพระนครที่จะใหม้ ีความรักใคร่กลมเกลียวกนั และจะ
ไดเ้ ป็นกาํ ลงั ในการต่อสู้ขา้ ศึก สมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดิกต็ กลงรับยนิ ดีเป็นไมตรีกบั พระเจา้ ไชย
เชษฐาธิราชตามที่ทูลขอมา แต่เป็นที่น่าเสียดายขณะที่พระเทพกษตั ริยเ์ ดินทางไปกรุงศรีสตั นาค
นหุตน้นั ไดถ้ ูกกองทพั พม่าเขา้ แยง่ ชิงและกวาดตอ้ นไปกรุงหงสาวดีเสียก่อนท่ีจะไปถึงกรุงศรี

สัตนาคนหุต
เพอ่ื เป็นสักขีพยานและแสดงออกซ่ึงไมตรีจิตมิตรภาพ ระหวา่ งกษตั ริยท์ ้งั สองพระนคร สมเดจ็
พระมหาจกั รพรรดิและพระเจา้ ไชยเชษฐาธิราช จึงไดโ้ ปรดใหส้ ร้างพระเจดียอ์ งคห์ น่ึงข้ึน เมื่อปี
พ.ศ.๒๑๐๓ ในบริเวณที่ลาํ น้าํ อูไ้ หลมาบรรจบกบั ลาํ น้าํ หมนั ซ่ึงอยใู่ กลท้ ่ีต้งั เมืองด่านซา้ ย ไวเ้ ป็น
อนุสรณ์โดยไดโ้ ปรดใหอ้ าํ มาตยร์ าชครู และพระราชาคณะเป็นตวั แทนของสองพระนครมา
ดาํ เนินการสร้าง แต่ก่อนท่ีจะสร้างพระธาตุศรีสองรัก ผแู้ ทนท้งั สองพระนครไดม้ ีการทาํ พิธีต้งั
สตั ยาธิษฐานวา่ ท้งั สองพระนครจะรักใคร่กลมเกลียวเป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกนั ดว้ ยความซ่ือสัตย์
สุจริต ดุจเป็นราชอาณาจกั รเดียวกนั ตลอดไปชวั่ กปั กลั ป์ (โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมใน

ประวตั ิพระธาตุศรีสองรัก)

สมยั กรุงธนบุรีและสมยั กรุงรัตนโกสินทร์

ในสมยั กรุงธนบุรีไม่ปรากฏหลกั ฐานวา่ มีเหตุการณ์สาํ คญั เกิดข้ึนในทอ้ งที่จงั หวดั เลย

สาํ หรับสมยั กรุงรัตนโกสินทร์ ไดม้ ีเหตุการณ์ที่สาํ คญั เกิดข้ึนหลายคร้ัง โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ใน

สมยั รัชกาลที่ ๕ ท้งั น้ี เพราะสมยั น้นั ประเทศที่มีอาํ นาจทางตะวนั ตกกาํ ลงั ล่าเมืองข้ึน เพอ่ื ใหเ้ ป็น

อาณานิคมของตนเหตุการณ์ท่ีสาํ คญั ที่ปรากฏข้ึนมีดงั น้ี

เหตุการณ์สงคราม

การอพยพหนีภยั ทางการเมือง ในพ.ศ.๒๔๓๖ (ร.ศ.๑๑๒) ไทยตอ้ งเสียดินแดนฝ่ังซา้ ยแม่น้าํ โขง

ใหแ้ ก่ฝร่ังเศสไปท้งั หมด เมืองเชียงคานซ่ึงต้งั อยบู่ นฝ่ังซา้ ยแม่น้าํ โขงดงั กล่าวมาแลว้ กต็ อ้ งตก

ไปเป็นของฝรั่งเศสดว้ ย ปรากฏวา่ ชาวเมืองเชียงคานไม่พอใจและดว้ ยความรักอิสระเสรี รัก

ความเป็นไทย จึงพร้อมใจกนั อพยพขา้ มมาต้งั เมืองท่ีฝั่งขวาแม่น้าํ โขงเย้อื งกบั เมืองเดิมไปทาง

เหนือเลก็ นอ้ ย เมืองที่ต้งั ใหม่เรียกวา่ เมืองใหม่เชียงคาน คือที่ต้งั อาํ เภอเชียงคานปัจจุบนั ราษฎรที่

อพยพขา้ มมาคร้ังน้นั ไม่มผี ใู้ ดเกล้ียกล่อมหรือบงั คบั ทุกคนขา้ มมายงั ดินแดนท่ียงั เป็นส่วนหน่ึง

ของราชอาณาจกั รไทยดว้ ยความเตม็ ใจ ไม่พอใจที่จะอยภู่ ายใตก้ ารปกครองของคนต่างชาติ

ประมาณวา่ ผคู้ นอพยพมาคร้ังน้นั ประมาณ ๔ ใน ๕ ของเมืองเชียงคานเดิม ต่อมาฝรั่งเศสได้

เปลี่ยนชื่อเมืองเชียงคานเดิมเป็ น เมืองสา-

นะคามจนทุกวนั น้ี การอพยพหนีภยั การเมืองของชาวเมืองเชียงคานยคุ น้นั อาจกล่าวไดว้ า่ เป็น

การอพยพขา้ มฝั่งโขงคร้ังยงิ่ ใหญ่ท่ีสุดของจงั หวดั เลย หรือพอจะกล่าวไดว้ า่ ชาวเมืองเชียงคาน

เป็นกลุ่มชนท่ีอพยพหนีภยั การเมืองรุ่นแรกของจงั หวดั กพ็ อจะได้ หวั หนา้ ผอู้ พยพคร้ังน้นั ไดแ้ ก่

พระอนุพินาศเจา้ เมืองเชียงคานนนั่ เอง

ศึกบ้านนาอ้อ พ.ศ.๒๔๔๐ เมื่อฝรั่งไดค้ รอบครองดินแดนฝั่งซา้ ยแม่น้าํ โขง ในพ.ศ.๒๔๓๖ แลว้
แมจ้ ะไดค้ รอบครองเมืองสานะคาม (เชียงคาน) แลว้ กค็ งไดแ้ ต่เมืองท่ีเกือบร้าง เพราะผคู้ นอพยพ

เขา้ สู่พระราชอาณาจกั รไทยขา้ มฝั่งโขงมาต้งั เมืองเชียงคานข้ึนใหม่ท่ีฝั่งตรงขา้ มดงั กล่าวแลว้
ฝรั่งเศสกห็ าทางท่ีจะยดึ ดินแดนไทยอีก คือ เมืองเชียงคานที่ต้งั ข้ึนใหม่ ถึงกบั ขา้ มแม่น้าํ โขงมาขู่
เขญ็ เจา้ เมืองเชียงคานใหม่ โดยหลอกวา่ ทางบางกอกไดย้ กเมืองเชียงคานใหแ้ ก่ฝรั่งเศสแลว้ เจา้
เมืองเชียงคานไดอ้ อกอุบายใหฝ้ รั่งเศสไปยดึ เมืองเลยใหไ้ ดเ้ สียก่อน เมื่อไดเ้ มืองเลยแลว้ เมือง
เชียงคานกไ็ ม่มีปัญหาอะไร ท้งั น้ี เพราะเจา้ เมืองเชียงคานทราบดีวา่ ทางเมืองเลยมีกองทหาร
เตรียมมาแต่สมยั ร.ศ.๑๑๒ แลว้ ซ่ึงฝรั่งเศสกค็ งพา่ ยแพแ้ ลว้ จะไดห้ าทางซ้าํ เติมทีหลงั และไดส้ ่ง
ข่าวใหท้ างเมืองเลยทราบล่วงหนา้ ฝร่ังเศสหลงกลไดย้ กกาํ ลงั พลโดยมีฝรั่งเศสหน่ึงนายเป็น
หวั หนา้ และมีลูกนอ้ งเป็นลาวเพยี งไม่กี่คน ยดึ บา้ นนาออ้ ยยุ งใหช้ าวบา้ นแขง็ เมืองต่อรัฐบาลไทย

โดยสญั ญาวา่ จะปลดปล่อยบา้ นนาออ้ ใหเ้ ป็นเมืองนครหงส์ มีเจา้ เมืองกรมการเมืองเช่นเดียวกบั

เมืองเลย ซ่ึงจะแต่งต้งั จากผรู้ ่วมมือท้งั สิ้น กป็ รากฏวา่ มีชาวบา้ นหลงเช่ืออยไู่ ม่ก่ีคน สุดทา้ ยกอง
ทหารจากเมืองเลยเขา้ ปราบปรามไม่กี่วนั ฝร่ังเศสกแ็ ตกพา่ ยหนีไปทางเวียงจนั ทน์ ประเทศลาว

(เวลาน้ียงั มีซากสนามเพลาะของทหารไทยอยทู่ ่ีบา้ นโพน ห่างจากบา้ นนาออ้ ราว ๒ กิโลเมตร)

ศึกด่านซ้ายและท่าลี่ ฝร่ังเศสไดใ้ ชอ้ าํ นาจเดินทพั เขา้ ยดึ อาํ เภอด่านซา้ ยในปี พ.ศ.๒๔๔๖ และได้
นาํ ศิลาจารึกตาํ นานพระธาตุศรีสองรักล่องแม่น้าํ โขง หวงั วา่ จะนาํ ไปยงั นครเวยี งจนั ทน์ แต่เรือท่ี
บรรทุกศิลาจารึกล่มที่แก่งฬา้ เขตอาํ เภอปากชม จงั หวดั เลย ศิลาจารึกจมน้าํ หายไป
(แต่ภายหลงั ทราบวา่ ในปี ท่ีแลง้ ท่ีสุดน้าํ ในแม่น้าํ โขงแหง้ ขอดมาก มีผไู้ ปพบศลิ าจารึกน้ีที่แม่น้าํ
โขง และฝร่ังเศสไดน้ าํ ไปเกบ็ ไวท้ ่ีพพิ ิธภณั ฑล์ ูฟ นครปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่ยงั ไม่มีการ
ยนื ยนั ขอ้ เทจ็ จริง) ขณะน้นั พระมหาเถระชาวอาํ เภอด่านซา้ ยผหู้ น่ึงชื่อพระคูลุนแห่งวดั บา้ น
หนามแท่ง ตาํ บลด่านซา้ ย พร้อมพระแกว้ อาสา (กองแสง) เจา้ เมืองด่านซา้ ยและเพียศรีวเิ ศษ ได้
ขอคดั ลอกไวก้ ่อนที่ฝร่ังเศสจะนาํ ไปเวยี งจนั ทน์ แลว้ เขียนลงในศิลาจารึกมีขอ้ ความอยา่ ง
เดียวกนั เวลาน้ีกย็ งั เกบ็ รักษาไวท้ ่ีบริเวณวดั ธาตุศรีสองรัก ฉะน้นั ศลิ าจารึกที่เห็นอยทู่ ุกวนั น้ีจึง
เป็นศลิ าจารึกฉบบั คดั ลอก ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๔๙ ฝรั่งเศสไดค้ ืนเมืองด่านซา้ ยให้ โดยแลกกบั
ดินแดนเขมรที่เป็นของไทยบางส่วน ในระยะท่ีฝร่ังเศสครอบครองเมืองด่านซา้ ย ๓ ปี เศษน้นั
ไทยไดอ้ พยพอาํ เภอไปต้งั ท่ีบา้ นนาขามป้อม ตาํ บลโพนสูง อาํ เภอด่านซา้ ย เสร็จเร่ืองแลว้ จึง
กลบั คืนไปต้งั อาํ เภอท่ีเดิม
ในระยะเวลาใกล้ ๆ กบั ท่ีฝร่ังเศสยดึ อาํ เภอด่านซา้ ยน้นั กาํ ลงั ทหารฝรั่งเศสต้งั อยทู่ ่ีบา้ นหาดแดง
แม่น้าํ เหือง ไดย้ กพลจะยดึ อาํ เภอท่าลี่ เพราะเห็นวา่ เคยเขา้ ยดึ อาํ เภอด่านซา้ ยสาํ เร็จอยา่ ง
ง่ายดายมาแลว้ แต่คราวน้ีฝ่ ายไทยหลอกล่อใหฝ้ ร่ังเศสเดินทพั มาอยา่ งสะดวก พอจวนถึงที่ต้งั
อาํ เภอกถ็ ูกหน่วยกลา้ ตายของชาวอาํ เภอท่าลี่ ซุ่มโจมตีถึงตะลุมบอน (ท่ีต้งั โรงเรียนบา้ นท่าลี่)
ฝรั่งเศสประสบกบั ความพ่ายแพแ้ ละนบั แต่น้นั มาไม่ปรากฏฝรั่งเศสไดข้ า้ มแม่น้าํ เหืองมาก่อกวน
อีกเลย

ผบี ุญทบี่ ้านหนองหมากแก้ว

เม่ือปี พ.ศ.๒๔๖๗ ไดเ้ กิดมีผบี ุญข้ึนมาคณะหน่ึง จาํ นวน ๔ คน อา้ งวา่ คณะของตนไดร้ ับบญั ชา
จากสวรรคใ์ หล้ งมาบาํ บดั ทุกขบ์ าํ รุงบาํ รุงสุขแก่มวลมนุษยซ์ ่ึงยากไร้และเตม็ ไปดว้ ยกิเลส ได้
กาํ หนดสถานท่ีอนั บริสุทธ์ิไวด้ าํ เนินการเพื่อแสดงอภินิหารประกอบพธิ ีกรรม อบรมสั่งสอน

ผคู้ นท่ีวดั บา้ นหนองหมากแกว้ ในหมู่บา้ นหนองหมากแกว้ (ปัจจุบนั อยใู่ นทอ้ งท่ี

ตาํ บลปวนพุ อาํ เภอภูกระดึง จงั หวดั เลย) บุคคลในคณะของผบี ุญ ๔ คน ต่างมีหนา้ ท่ี

แตกต่างกนั ดงั ต่อไปน้ี

๑. นายบุญมา จตั ุรัส อุปสมบทไดห้ ลายพรรษาเดินทางมาจากจงั หวดั ชยั ภูมิ ได้

ขนานนามของตนเองเป็น พระประเสริฐ มีตาํ แหน่งเป็นหวั หนา้ คณะ มีหนา้ ที่ทาํ

น้าํ มนตอ์ นั ศกั ด์ิสิทธ์ิใส่ตุ่มไวใ้ หผ้ คู้ นไดด้ ื่มกินและอาบเป็นการสะเดาะเคราะห์ แลว้ ทาํ
พิธีปลุกเสกลงเลขยนั ตใ์ นตะกรุด ซ่ึงใชต้ ะกวั่ ลูกแหมาตีแผอ่ อกเป็นแผน่ บาง ๆ เสร็จ

แลว้ มวั นออกแจกจ่ายใหผ้ คู้ นร้อยเชือกผกู สะเอวติดตวั ไว้ เป็นเครื่องรางของขลงั ช้นั

ยอดของพระประเสริฐในทางคงกระพนั ชาตรีป้องกนั ผรี ้าย

๒. ทิดเถิก บุคคลผคู้ งแก่เรียนชาวบา้ นหนองหมากแกว้ ไดข้ นานนามตนเองเป็น เจา้

ฝ่ าตีนแดงมีตาํ แหน่งเป็นรองหวั หนา้ มีหนา้ ที่ทาํ ผา้ ประเจียดกนั ภยั อนั ทรง

ประสิทธิภาพเป็นมหา-อุตมแ์ มป้ ื นผาหนา้ ไมต้ ลอดจนมีดพร้ากะทา้ ขวานกไ็ ม่สามารถ

ที่จะทาํ อะไรแก่ผทู้ ี่มีผา้ ประเจียดอนั ทรงฤทธ์ิของเจา้ ฝ่ าตีนแดงได้ วธิ ีทาํ ผา้ ประเจียด

ไม่วา่ บุคคลใดที่มีความประสงคก์ ใ็ หบ้ ุคคลเหล่าน้นั ไปจดั หาผา้ ฝ้ายสีขาวขนาด

กวา้ งยาว ดา้ นละหน่ึงศอกของตนมาหน่ึงผนื เม่ือมาพร้อมหนา้ กนั คร้ันไดเ้ วลา

สานุศิษยก์ ใ็ หผ้ ปู้ ระสงคร์ อคอยอยขู่ า้ งล่างศาลาแลว้ เรียกข้ึนไปทีละคน ผทู้ ่ีข้ึนไปแต่ละ

คนจะตอ้ งคลานเขา้ ไปหาเจา้ ฝ่ าตีนแดงและหา้ มมองหนา้ เมื่อคลานเขา้ ไปถึงท่ีที่เจา้ ฝ่ า

ตีนแดงนง่ั อยจู่ ึงคลี่ผา้ ขาวท่ีจะมาทาํ ผา้ ประเจียดปูออกแลว้ พนมหมอบกม้ หนา้ น่ิง

จนกวา่ เจา้ ฝ่ าตีนแดงจะทาํ ผา้ ประเจียดเสร็จ ฝ่ายเจา้ ฝ่ าตีนแดงเมื่อเห็นผทู้ ่ีประสงคอ์ ยาก

ไดผ้ า้ ประเจียดไดก้ ระทาํ ตามกฎซ่ึงตนวางไวด้ ว้ ยความเคารพกล็ ุกข้ึนยกเทา้ ขวาหรือ

ซา้ ยยา่ํ ลงไปในบม (บมคือภาชนะท่ีทาํ ดว้ ยไม้ มีลกั ษณะทรงกลมแบนและลึกคลา้ ย

ถาดซ่ึงชาวอีสานใชเ้ ป็นภาชนะสาํ หรับใส่ขา้ วเหนียวท่ีน่ึงสุกดีแลว้ เพื่อใหไ้ อน้าํ ออก
ก่อนท่ีจะนาํ ไปเกบ็ ไวใ้ นกระติบ) ที่มีขมิ้นกบั ปูนตาํ ผสมกนั ไวอ้ ยา่ งดี แลว้ จึงยกเทา้ ขา้ ง

ที่ยา่ํ ลงไปในบมเหยยี บผา้ ขาวกจ็ ะปรากฏรอยเทา้ ของเจา้ ฝ่าตีนแดงอยา่ งชดั เจนเป็นอนั

เสร็จพิธีทาํ ผา้ ประเจียดนาํ ไปใชไ้ ดท้ นั ที แต่ถา้ หากเหยยี บผา้ ขาวแลว้ ปรากฏรอยไม่

ชดั เจน หรือไม่สบอารมณ์ของเจา้ ฝ่ าตีนแดง ผทู้ ี่ตอ้ งการกต็ อ้ งไปหาผา้ ขาวมาทาํ ใหม่

จนกวา่ จะไดผ้ า้ ประเจียดช้นั ดีไปไวใ้ ชต้ ่อไป คร้ันไดผ้ า้ ประเจียดไปแลว้ จะตอ้ งนาํ ไป
เกบ็ บูชาเอาไวบ้ นหิ้งพระ หรือเมื่อออกเดินทางจะตอ้ งพบั ชายผกู คอไปเป็นเคร่ืองราง
ของขลงั ประจาํ ตวั ทุกคร้ังจะลืมไม่ไดเ้ ป็นอนั ขาด
๓. นายสายทอง อินทองไชยศรี ขนานนามตนเองเป็น เจา้ หน่อเลไลย์ อา้ งวา่ ไดร้ ับ

บญั ชาจากสวรรคใ์ หม้ าปราบยคุ เขญ็ โดยเฉพาะ มีวาจาสิทธ์ิสามารถที่จะสาปผลู้ ะเมิด

กฎสวรรคใ์ หเ้ ป็นไปตามโทษานุโทษท่ีตนพิจารณาเห็นตามสมควรไดท้ นั ที คร้ังน้นั ได้
เกิดมีการขโมยเกิดข้ึนในหมู่บา้ นหนองหมากแกว้ แลว้ จบั ขโมยได้ ชาวบา้ นจึงควบคุม
ตวั ไปใหเ้ จา้ หน่อเลไลยเ์ ป็นผตู้ ดั สิน ผลของการตดั สินปรากฏวา่ ขโมยไดล้ ะเมิดกฎ
ของสวรรคใ์ นขอ้ บงั เบียดเคร่ืองยงั ชีพของมวลมนุษยอ์ ยา่ งสุดท่ีจะอภยั ใหไ้ ด้ โทษท่ี
ขโมยพึงไดร้ ับในคร้ังน้ีกค็ ือ ตอ้ งถูกสาปใหธ้ รณีสูบลงไปท้งั เป็น คร้ันไดพ้ ิพากษาโทษ
ใหผ้ คู้ นท้งั หลายไดร้ ู้เห็นทวั่ ไปแลว้ พิธีสาปกเ็ ริ่มข้ึนโดยเจา้ หน่อเลไลยม์ ีบญั ชาให้
สานุศิษยข์ ดุ หลุมขนาดพอฝังศพไดใ้ นสถานท่ีท่ีไดก้ าํ หนดไว้ คร้ันแลว้ ใหไ้ ปนาํ ตวั
ขโมยซ่ึงไดผ้ กู มดั ขอ้ มือเอาไวอ้ ยา่ งแน่นหนา พาไปยนื ที่ปากหลุม แลว้ เจา้ หน่อเลไลยก์ ็
เริ่มอ่านโองการอญั เชิญเทวทูตใหล้ งมาจากสรวง-สวรรค์ มาเป็นสกั ขีพยานในการที่
ตนไดด้ าํ เนินการสาปใหข้ โมยตอ้ งถูกธรณีสูบลงไปท้งั เป็นตามโทษานุโทษ พอเจา้
หน่อเลไลยก์ ล่าวคาํ สาปสิ้นสุดลงกบ็ ญั ชาใหส้ านุศิษยผ์ ลกั ขโมยลงไปในหลุม พร้อม
กบั ช่วยกนั รีบขดุ คุย้ โกยดินลงกลบฝังขโมยท่ีตอ้ งคาํ สาปใหธ้ รณีสูบลงไปท้งั เป็น
ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดสยดสยองของผคู้ นที่ไปร่วมชมพิธีกรรมเป็นอยา่ งยงิ่
เม่ือคณะผบี ุญคลอ้ ยหลงั ลบั ไป บรรดาญาติพีน่ อ้ งของขโมยกร็ ีบพากนั ขดุ คุย้ โกยดินนาํ

ขโมยที่ถูกฝังท้งั เป็นอาการร่อแร่ปางตายข้ึนมาปฐมพยาบาล แลว้ รีบพากนั อพยพ
หลบหนีบญั ชาจากสวรรคข์ องคณะผบี ุญไปในคืนน้นั ทนั ที และเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนใน
คร้ังน้นั เป็นผลใหไ้ ม่มีการลกั ขโมยใด ๆ เกิดข้ึนในหมู่บา้ นหนองหมากแกว้ ต่อไปอีก
เลย ท้งั น้ี ดว้ ยทุกคนไดป้ ระจกั ษแ์ ก่ตาในประกาศิตจากสวรรคข์ องเจา้ หน่อเลไลยเ์ ป็น
อยา่ งยง่ิ

สถานทที่ อ่ งเทย่ี ว15สถานที่

1. อุทยานแหง่ ชาตภิ เู รอื

มพี ืน้ ท่คี รอบคลมุ ทอ้ งท่อี าเภอภเู รอื และอาเภอท่าล่ี จงั หวดั เลย อาณาเขต
ดา้ นทศิ เหนืออย่ตู ิดกบั ประเทศลาว รูปพรรณสนั ฐานของภเู รือมีรูปรา่ ง
ลกั ษณะเหมอื นเรอื ใหญ่บนยอดดอยสงู เป็นภผู าสีสนั สะดดุ ตาหินบางกอ้ นมี
ลกั ษณะเหมอื นถกู ปั้นแตง่ ไว้ ชาวบา้ นเรยี กว่า “กวา้ นสมอ” โดยรอบๆ จะ
เหน็ ยอดดอยเป็นขนุ เขานอ้ ยใหญ่ใกลเ้ คียงเป็นฝา้ ขาวดว้ ยละอองนา้ หมอก
ปกคลมุ ไวท้ า่ มกลางป่าอนั อดุ มสมบรู ณ์ มีเนือ้ ท่ปี ระมาณ 120.84 ตาราง
กิโลเมตร

ภูมิประเทศของอทุ ยานแห่งชาตภิ ูเรือ มีลกั ษณะภูมิประเทศเป็นทิวเขาสูง
สลบั ซบั ซอ้ นประกอบดว้ ย เขาหินทรายเป็นส่วนใหญ่ นอกจากน้นั เป็น
หินแกรนิตสลบั กนั ไป ลกั ษณะเช่นน้ีจึงทาํ ใหม้ ีที่ราบสูงสลบั กบั ยอดเขาสูง
ทว่ั ไป มียอดเขาสูงที่สุดคือ ยอดภูเรือ มีความสูงถึง 1,365 เมตรจาก
ระดบั น้าํ ทะเลปานกลาง ยงั มียอดเขาท่ีสาํ คญั คือ ยอดเขาภูสัน มีความสูง
1,035 เมตรจากระดบั น้าํ ทะเลปานกลาง และยอดภูกุ มีความสูง 1,000
เมตรจากระดบั น้าํ ทะเลปานกลาง ลกั ษณะเช่นน้ีเองจึงเป็นแหล่งตน้ น้าํ ลาํ ธารท่ี
สาํ คญั ก่อใหเ้ กิดลาํ ธารหลายสาย เช่น หว้ ยน้าํ ด่าน หว้ ยบง หว้ ยเถียงนา หว้ ย
ทรายขาว หว้ ยติ้ว และหว้ ยไผ่ ซ่ึงเป็นตน้ กาํ เนิดของน้าํ ตกหว้ ยไผท่ ี่สวยงาม
แห่งหน่ึง

2.อุทยานแหง่ ชาตภิ กู ระดงึ

อทุ ยานแห่งชาติภกู ระดงึ ไดร้ บั การประกาศเป็นอทุ ยานแห่งชาติ ลาดบั ท่ี 2 ของประเทศไทย
เม่ือวนั ท่ี 23 พฤศจิกายน 2505 ตง้ั อย่ใู นทอ้ งท่ีตาบลศรฐี าน อาเภอภกู ระดงึ จงั หวดั เลย
ครอบคลมุ พนื้ ท่ี 348.13 ตารางกิโลเมตร (217,576.25 ไร)่ ลกั ษณะภมู ิประเทศเป็น
ภเู ขาหนิ ทรายยอดตดั โดยมีท่ีราบบนยอดภกู ระดงึ ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร
(37,500ไร)่
ภกู ระดงึ มีระดบั ความสงู อย่รู ะหวา่ ง 400 – 1,200 เมตร จดุ สงู สดุ อยทู่ ่ีบรเิ วณคอกเมย มี
ความสงู 1,316 เมตร สภาพท่วั ไปของภกู ระดงึ ประกอบไปดว้ ยพรรณไมน้ านาชนิด พนั ธสุ์ ตั ว์
ป่านานาพนั ธุ์ หนา้ ผา ทงุ่ หญา้ ลาธาร และนา้ ตก อีกทงั้ ยงั เป็นพืน้ ท่ีตน้ นา้ ของลานา้ พองซง่ึ เป็น
ลานา้ สายสาคญั สายหน่งึ ของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ดว้ ยความสงู บรรยากาศ และสภาพอากาศท่ีเยน็ สบายตลอดปีบนยอดภกู ระดงึ โดยเฉพาะ
ในช่วงฤดหู นาวอณุ หภมู ิอาจลดต่าจนถงึ 0 องศาเซลเซียส จงึ เป็นแรงจงู ใจใหน้ กั ทอ่ งเท่ียว
ปรารถนาท่ีหวงั จะเป็นผพู้ ิชิตยอดภกู ระดงึ สกั ครง้ั หนง่ึ ในชีวิต พธุ
นกั ท่องเท่ียวท่ีประสงคจ์ ะเขา้ ไปท่องเท่ียวและพกั แรมบนยอดภกู ระดงึ ขอใหต้ ิดต่อ สอบถาม
หรอื สารองการเขา้ ไปใชบ้ รกิ ารล่วงหนา้ ทง้ั ท่ีพกั ประเภทเตน็ ทข์ องอทุ ยานแห่งชาติและพนื้ ท่ีกาง
เต็นทส์ าหรบั นกั ท่องเท่ียวท่ีนาเต็นทม์ าเองตามแผนผงั จดุ พกั แรม ก่อนเดนิ ทาง

3.เชยี งคาน

เชียงคาน เมอื งเลก็ ๆ รมิ แมน่ า้ โขงสดุ ชายแดนไทย เป็นอาเภอหน่งึ ในจงั หวดั เลย ท่ีคง
ยงั คงไวซ้ ง่ึ วฒั นธรรม ขนบประเพณี การใชช้ ีวติ แบบเรยี บงา่ ย พอเพยี ง วถิ ีชีวิตแบบ
ดง้ั เดมิ ซ่งึ หาดยู ากในปัจจบุ นั เมืองเลก็ ๆ ท่ีเงียบสงบ แหง่ นี้ กาลงั เป็นท่ีสนใจ ของ
นกั ทอ่ งเท่ยี วจานวนมาก ภาพบา้ นเก่าๆท่เี รยี งรายตดิ กนั อยรู่ มิ ถนนชายโขง ดงึ ดดู ใจ
ใหน้ กั ท่องเท่ียวหลายตอ่ หลายรุน่ ต่าง หล่งั ไหลเดนิ ทางกนั มาท่ีน่ี บา้ นเรอื นท่ีเมอื ง
เชียงคานจะแบง่ ออกเป็นซอย เลก็ ๆ เรยี กว่า ถนนศรเี ชยี งคาน ขนานคกู่ นั ไปไปกบั
ถนนใหญ่ ซง่ึ เป็นถนนสายหลกั เรม่ิ ตงั้ แตถ่ นนศรเี ชียงคาน ซอยท่ี 1- 24 แบง่ เป็น
ถนนศรเี ชียงคานฝ่ังบนกบั ฝ่ังลา่ งซ่งึ ช่อื ซอยเหมือนกนั

ถนนศรเี ชยี งคานฝ่ังลา่ ง คือ ถนนเสน้ ท่ีเตม็ ไปดว้ ยบา้ นไมเ้ ก่าแก่ ท่ีพกั โฮมสเตย์
รา้ นอาหาร และรา้ นคา้ เก๋ มากมายซง่ึ ถนนในเสน้ นี้ จะเรยี กวา่ "ถนนชายโขง" ซ่งึ
ระยะทางกวา่ 2 กิโลเมตร เป็นเสน้ ทางท่นี กั ทอ่ งเท่ียว นยิ มมาป่ันจกั รยานชม
บรรยากาศ ถ่ายรูปเลน่ ชมบา้ นไมส้ มยั เก่า แตก่ ็มีบางสว่ นเป็นตกึ แถวสรา้ งใหม่ ซง่ึ
ทาง เทศบาลไมอ่ นญุ าตใหป้ ลกู สรา้ ง เพราะตอ้ งการอนรุ กั ษ์ สภาพแวดลอ้ ม บรเิ วณ
ถนนสายนีใ้ หเ้ ป็นบา้ นไมท้ งั้ หมดเป็นการรกั ษาวฒั นธรรมดง้ั เดมิ ของชาวเชียงคาน แต่
ถงึ แมบ้ า้ นไมเ้ ก่าๆ ถงึ แมถ้ กู ดดั แปลง ใหเ้ ป็นรา้ นขายของ รา้ นอาหาร รา้ นกาแฟ
บา้ นพกั โฮมสเตยไ์ ปแลว้ สว่ นหน่งึ แต่ถึงอยา่ งไรความ สงบเรยี บงา่ ยของวิถีชีวติ
รอยยิม้ ท่ี แสนจะจรงิ ของผคู้ นในเมอื งนี้ ยงั คงเป็นเสน่หท์ ่ีทาใหเ้ มืองเชียงคาน
แตกต่างจากเมอื งทอ่ งเท่ียวอ่นื ๆ

4.พระธาตุศรีสองรัก

สร้างขนึ้ ถวายเป็ นอุเทสิกเจดยี ์ (หมายถงึ เจดยี ส์ ร้างขนึ้ โดยเจตนาอุทศิ ใหพ้ ระ
ศาสนา โดยไม่กาหนดว่าตอ้ งเกบ็ รักษาสง่ิ ใด) สร้างขนึ้ สมัยกรุงศรีอยุธยา
พ.ศ. 2103 เสร็จในปี พ.ศ.2106 พระธาตุศรีสองรักสร้างขนึ้ เพอ่ื เป็ นสักขี
พยานในการชว่ ยเหลือซ่ึงกันและกนั และร่วมกนั ต่อสู่กับพม่า ระหว่างกรุงศรี
อยุธยา (สมัยพระมหาจักรพรรด)ิ และกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวยี งจนั ทน)์ สมัย
พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ตามตานานกลา่ ววา่ พระธาตุศรีสองรัก ไดส้ ร้างขนึ้ ณ
ทก่ี งึ่ กลางระหว่างลาน้าโขงกับแม่นา้ น่าน บนโคกไม้ตดิ กันนอกจากนีภ้ ายใน
วัดยงั มพี ระพุทธรูปปางนาคปรกศลิ ปะธิเบตดว้ ย ทุกวันขนึ้ 15 ค่า เดอื น 6
ชาวด่านซ้ายหรือ ลูกผงึ้ ลูกเทยี น จะร่วมกันจดั งานสมโภชพระธาตุศรีสองรัก
ขนึ้ โดยจะนาต้นผงึ้ (ประดษิ ฐจ์ ากโครงไมไ้ ผ่เป็ นทรงหอปราสาทขนาดกวา้ ง 2
ฟุต สูง 2 ฟุตเศษ กรุรอบด้วยลวดลายงานแทงหยวกจากนั้นประดับด้วย ดอก
ผงึ้ ซึง่ ทาจากแผ่นเทยี นกลมๆ บางๆ ตากแดดแล้วจับเป็ นกลบี

5.วัดศรีคุณเมือง

ประวตั คิ วามเป็ นมา
วดั ศรคี ณุ เมอื ง ตงั้ วดั เม่อื พ.ศ. ๒๑๙๙ โดยมีหวั ครูบตุ รดเี ป็นประธานฝ่ายสงฆ์
รว่ มกนั พระยาอนุ พุ ินาก เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นาชาวบา้ นสรา้ งวดั ขนึ้ พรอ้ มการ
ตงั้ บา้ นเมอื ง จงึ เป็นวดั เก่าแก่ชาวบา้ นเรยี กว่าวดั ใหญ่ ไดร้ บั พระราชทานวสิ งุ คามสีมา
เม่อื พ.ศ. ๒๒๒๐ การบรหิ ารและการปกครอง มเี จา้ อาวาสเท่าท่ีทราบนาม คือ พระ
ครูสริ กิ ลั ยาณวตั ร ตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นตน้ มาการศกึ ษามีโรงเรยี นพระปรยิ ตั ิธรรม
แผนกธรรม เปิดสอน พ.ศ. ๒๔๘๐ ศนู ยศ์ กึ ษาพระพทุ ธศาสนาวนั อาทติ ย์ เปิดสอน
พ.ศ. ๒๕๓๕
ทต่ี ัง้
วดั ศรคี ณุ เมือง ตงั้ อยเู่ ลขที ๓๗๕ บา้ นเชียงคาน ถนนชายโขง หมทู่ ่ี ๑ ตาบลเชียงคาน
อาเภอเชยี งคาน จงั หวดั เลย สงั กดั คณะสงฆม์ หานิกาย ท่ีดนิ ตงั้ วดั มีเนือ้ ท่ี ๕ ไร่ ๑
งาน ๑๒ ตารางวา โฉนด เลขท่ี ๓๒๙ อาณาเขต ทิศเหนือประมาณ ๒ เสน้ ๒ วา ๒

ศอก จดถนนชายโขง ทศิ ใตป้ ระมาณ ๒ เสน้ ๘ วา ๒ ศอก จดท่ีประชาชน ทศิ
ตะวนั ออกประมาณ ๒ เสน้ ๑๐ วา ๒ ศอก จดทางสาธารณประโยชน์ ทศิ ตะวนั ตก
ประมาณ ๒ เสน้ ๙ วา ๑ ศอก จดทางสาธารณประโยชน์ มที ่ีธรณีสงฆจ์ านวน ๓
แปลง โฉนด เลขท่ี ๙๗๘๑๑๙๗๔๑๓๖

อาคารเสนาสนะ

อาคารเสนาสนะประกอบดว้ ย อโุ บสถ อาการก่ออิฐถือปนู สรา้ งเม่อื พ.ศ.
๒๓๘๐ ศาลาการเปรยี ญ อาคารไม้ สรา้ งเม่อื พ.ศ. ๒๕๑๗ กฎุ ิสงฆ์ ๕ หลงั ศาลา
อเนกประสงค์ อาคารไมส้ รา้ งเม่อื พ.ศ. ๒๕๐๓ ปชู นียวตั ถมุ พี ระประธาน หนา้ บนั
พระอโุ บสถและลวดลายไมง้ ดงาม ฝาผนงั เขียนดว้ ยชา่ งสมยั โบราณเป็นศิลปะ
ลาว พระพทุ ธรูปยืนชนิดไมท้ านา้ ทอง ธรรมาสนไ์ มส้ กั แกะสลกั ลายประดบั กระจก
สี พระพทุ ธรูปไมป้ างประทานพร หนิ ศลิ าจารกึ พระพทุ ธรูปทองสมั ฤทธิ์

6.ภบู ักได

“ ภบู ักได ” อยใู่ น เขตรกั ษาพนั ธสุ์ ตั วป์ ่าภหู ลวง ครอบคลมุ พืน้ ท่ีอาเภอวงั สะพงุ ,
อาเภอภเู รอื , อาเภอด่านซา้ ย และอาเภอภหู ลวง จงั หวดั เลย ภมู ปิ ระเทศเป็นเทอื กเขา
ใหญ่ ความสงู ประมาณ 400 เมตร จากระดบั นา้ ทะเลปานกลาง มียอดสงู ท่ีสดุ ของภู
หลวง ความสงู ประมาณ 1,571 เมตรพราะทรปิ นีเ้ ราใชเ้ วลาเดนิ ทางไปกลบั
ประมาณ 4 – 5 ช่วั โมง น่งั รถอีแต๊กขนึ้ ลงเขา ไปประมาณ 1 ช่วั โมง แลว้ เดนิ จากจดุ
จอดรถไปถึงผาประมาณช่วั โมงนิดๆ เดินกลบั มาขนึ้ รถอีกช่วั โมงนิด ชว่ งแรกจากจดุ
จอดรถจะตอ้ งขนึ้ เขาไปช่วงหน่งึ แอบชนั้ นดิ ๆ เม่อื ขนึ้ ไปสดุ แลว้ ก็เดนิ ต่อไปอีก
ประมาณ 3 กิโลเมตร เขาประมาณ 3 ลกู ย่อมๆ เลย ดีท่แี บกแค่นา้ 1 ขวด กลอ้ ง
และ “ยูนิเรน สเปรย”์ ท่ีเหลอื ขา้ วเชา้ กบั ขนม พ่ีคนขบั ชว่ ยแบกให้ และดีท่ียนู ิเรน
สเปรยข์ วดเลก็ พกพางา่ ย ไมง่ น้ั ไดท้ ิง้ แน่ เหน่ือยมากๆ เพราะเดนิ แบบแทบไมห่ ยดุ
เดนิ เลย

7.พพิ ธิ ภณั ฑผ์ ตี าโขน วดั โพนชยั

พพิ ธิ ภณั ฑผ์ ีตาโขนวดั โพนชยั เป็นสถานท่ีเก็บ รวบรวมเร่อื งราวเก่ียวกบั ผีตาโขนไว้ ไม่ว่าจะเป็น
ท่ีมาประวตั ิ การทาหนา้ กากผีตาโขน วิวฒั นาการของหนา้ กากเป็นอย่างไร เขาทาอะไรกนั ใน
งานผีตาโขน และจดั นิทรรศการเร่อื งราวเก่ียวกบั ประวตั ิความเป็นมาของขนบธรรมเนียม
ประเพณีต่างๆ ท่ีสืบต่อกนั มา รวมถงึ ผีตาโขนท่ีมีความเช่ือกนั ว่าเป็นการละเลน่ พนื้ บา้ นท่ีสืบ
ทอดมาแตโ่ บราณกาล ซง่ึ ผีตาโขนจะเป็นผอู้ อกมาสรา้ งสีสนั และความครนื้ เครงในขบวนแห่
ส่วนช่ือของผีตาโขนนนั้ เลา่ ต่อกนั มาวา่ น่าจะมาจากการสวมหนา้ กากคลา้ ยหวั โขน หรือบางคน
เรยี กเป็นผีตาขน ผีตามคน และเพยี้ นเป็นผีตาโขนในท่ีสดุ

ประวัติ
พพิ ธิ ภณั ฑผ์ ีตาโขนวดั โพนชยั เป็นสถานท่ีเก็บ รวบรวมเรอ่ื งราวเก่ียวกบั ผีตาโขนไว้ ไมว่ า่ จะเป็น
ท่ีมาประวตั ิ การทาหนา้ กากผีตาโขน ววิ ฒั นาการของหนา้ กากเป็นอย่างไร เขาทาอะไรกนั ใน
งานผีตาโขน และจดั นทิ รรศการเรอ่ื งราวเก่ียวกบั ประวตั คิ วามเป็นมาของขนบธรรมเนียม
ประเพณีตา่ งๆ ท่ีสืบต่อกนั มา รวมถงึ ผีตาโขนท่ีมีความเช่ือกนั วา่ เป็นการละเล่นพนื้ บา้ นท่ีสืบ
ทอดมาแต่โบราณกาล ซง่ึ ผีตาโขนจะเป็นผอู้ อกมาสรา้ งสีสนั และความครนื้ เครงในขบวนแห่

8.ภลู มโล

รายละเอียดทอ่ งเทยี่ วภูลมโล
เสน้ ทางขนึ้ ภลู มโลเป็นเสน้ ทางเป็นดนิ แดงมีหลมุ รอ่ งเป็นระยะไมค่ วรใชร้ ถเก๋งขนึ้ ไป ตอ้ งใชร้ ถ
กระบะหรอื รถขบั เคล่ือน 4 เทา่ นนั้ ควรเตรยี มผา้ กนั ฝ่นุ ให้ พรอ้ มเพราะฝ่นุ เยอะการขนึ้ ภลู มโล
ในเสน้ ทางท่ีใกลท้ ่ีสดุ คือ ทางบา้ นรอ่ งกลา้ จ.พษิ ณโุ ลก นกั ท่องเท่ียวสามารถเดินทาง ขึน้ ภู
ลมโลแบบไปเชา้ เยน็ กลบั ขนึ้ ทางบา้ นรอ่ งกลา้ เสน้ ทางจะใกลแ้ ละคา่ รถถกู กว่าใชเ้ วลาเพียง
45 นาที สามารถตดิ ตอ่ รถนาเท่ียวไดท้ ่ี กล่มุ ท่องเท่ียวชมุ ชนบา้ นรอ่ งกลา้ ดา้ นหนา้ หม่บู า้ น
ตรงหลกั กิโลใหญ่ มีรถออกตลอดโดยเรม่ิ ใหบ้ รกิ ารตง้ั แตต่ ี 5 ไปจนถงึ เย็น ราคา 800-1200
บาทต่อคนั โดยใชเ้ วลาท่องเท่ียวประมาณ 2-4 ช่วั โมง แลว้ แตว่ า่ จะถ่ายภาพแตล่ ะจดุ นาน
ขนาดไหน โปรแกรมการเดนิ ทางคือ นาชมพระอาทิตยข์ นึ้ ท่ียอดภลู มโล จากนน้ั ชมพญาเสือ
โครง่ ยงั แปลงตา่ งๆท่ีบาน ขากลบั แวะทงุ่ ดอกกระดษ ตรงทางขนึ้ ภลู มโล สอบถามขอ้ มลู
เพ่มิ เตมิ คณุ เนง้ 089-959 5808, คณุ ป๋ อ 087-838 0195
หากใครท่ีขนึ้ ทางฝ่ังต.กกสะทอน อ.ด่านซา้ ย ซง่ึ จะไกลและเสน้ ทางคอ่ นขา้ งออฟโรดมากใช้

เวลาประมาณเกือบ 2 ช่วั โมง ราคาเช่ารถ จะอยทู่ ่ี 2000 บาท ขนึ้ ไป ใหต้ ดิ ตอ่ เชา่ รถไปยงั
ชมรมการท่องเท่ียวกกสะทอน

ทพ่ี ักบนภูลมโล
บนภลู มโลไมอ่ นญุ าติใหค้ า้ งคืน นกั ทอ่ งเท่ียวท่ีไม่ไดพ้ กั บนภลู มโลอาจเลือกพกั ในบรเิ วณ
ใกลเ้ คียงของทางขนึ้ ทงั้ สองทาง เช่น ถา้ หากขนึ้ ทางฝ่ังบา้ นรอ่ งกลา้ อาจเลือกพกั ท่ีโฮมสเตยใ์ น
หม่บู า้ นรอ่ งกลา้ ซง่ึ มีหลายหลงั หรอื อาจพกั ในบรเิ วณใกลเ้ คียง เช่น พกั บา้ นพกั อทุ ยานแหง่ ชาติ
ภหู ินรอ่ งกลา้ หรอื ภทู บั เบกิ หากขนึ้ ทางฝ่ังกกสะทอน อ.ดา่ นซา้ ย ก็สามารถหาท่ีพกั ในอ. ภู
เรอื หรอื ดา่ นซา้ ย หรอื ท่ีพกั โฮมเสตยข์ องชมรมทอ่ งเท่ียวกกสะทอน

การเดนิ ทางไปภูลมโล

ฝ่ังบา้ นรอ่ งกลา้

- จากพษิ ณโุ ลก ใชเ้ สน้ ทางหมายเลข 12 (พษิ ณโุ ลก-หลม่ สกั ) จากนนั้ เลีย้ วซา้ ยท่ีสามแยก
บา้ นแยง เขา้ ส่ทู างหลวงหมายเลข 2013 ไปอาเภอนครไทย ก่อนถงึ อ.นครไทย ใหเ้ ลีย้ วขวา
ไปอทุ ยานแห่งชาติภหู ินรอ่ งกลา้ ระยะทางจนถงึ ท่ีทาการอทุ ยานฯ 125 กิโลเมตร จากนนั้
เดินทางต่อไปยงั บา้ นรอ่ งกลา้ ท่ีอยภู่ ายใน อทุ ยานฯ อีก 9 กิโลเมตร รวมระยะทางทง้ั สิน้ 134
กิโลเมตร

- จากเพชรบรู ณ์ ใชเ้ สน้ ทางหมายเลข 21 ม่งุ หนา้ อ.หล่มสกั จากนน้ั เบ่ียงซา้ ยเขา้ ถนนเล่ียง
เมืองก่อนถงึ ส่ีแยกหล่มสกั จะ เขา้ สทู่ างหลวง หมายเลข 12 จากนน้ั จะเจอสามแยกใหเ้ ลีย้ ว
ขวาเขา้ ส่หู มายเลข 2372 ขบั ตรงไปจนเจอทางแยกซา้ ยมือขนึ้ ภทู บั เบกิ เป็นทางหลวง 2331
เป็นทางลาดชนั และทางโคง้ หกั ศอก ราว 18 กิโลเมตร จนถึงดา่ นเก็บเงนิ คา่ เขา้ อทุ ยาน
แห่งชาติภหู ินรอ่ งกลา้ จากนน้ั เดนิ ทางต่อไป ยงั บา้ นรอ่ งกลา้ ท่ีอยภู่ ายในอทุ ยานฯ อีก 21
กิโลเมตร รวมระยะทางทงั้ สิน้ 96 กิโลเมตร

ฝ่ังกกสะทอน

 จากจงั หวดั เลยผา่ นอาเภอภเู รอื เขา้ ส่ตู าบลโคกนาม ไม่ตอ้ งเขา้ อาเภอดา่ นซา้ ยเพราะจะ
ออ้ มใหใ้ ชถ้ นนเสน้ หล่มเก่า หลม่ สกั ตรงอยา่ ง เดียวผ่านบา้ นถึงโป่งชี และบา้ นนา้ พงุ
เม่ือถึงบา้ นนา้ พงุ มีทางแยกขวาเขียนว่าวดั ป่าพทุ ธประทบั เลีย้ วขวาตรงไปมีปา้ ย บอก
ทางขนึ้ ไป ภลู มโล สาหรบั ใครท่ีใชบ้ รกิ ารรถนาเท่ียว ของชมรมกกสะทอน ท่ีทาการจะ
อยกู่ ่อนถึงทางขนึ้ ภลู มโลมีปา้ ยบอก จากท่ีทาการไปจนถงึ จดุ กางเตน้ ทภ์ ลู มโลใชเ้ วลา
ขนึ้ ประมาณ 1 ช่วั โมง

9.หว้ ยกระทงิ

อ่างเก็บนา้ หว้ ยกระทงิ หรอื เรยี กอีกช่อื ว่า อ่างเก็บนา้ หมานตอนบน ตง้ั อยใู่ น อ.เมอื ง
จ.เลย ในพืน้ ท่ีการดแู ลของวนอทุ ยานหรริ กั ษ์ เป็นอ่างเก็บนา้ สนั เข่อื นดนิ มขี นาด
ความจุ 26 ลา้ นลกู บาศกเ์ มตร ครอบคลมุ พืน้ ท่ี 1,500 ไร่ สนั เข่ือนยาว 800
เมตร สรา้ งเพ่ือ การชลประทาน เป็นแหลง่ ทอ่ งเท่ียวทางธรรมชาตอิ กี แหง่ หน่ึงใน ท่ี
บรรยากาศเป็นธรรมชาติลอ้ มรอบดว้ ยทศั นียภาพท่ีสวยงามของป่าไผ่ และภเู ขาท่โี อบ
ลอ้ ม กิจกรรมท่ีนกั ทอ่ งเท่ียวนิยมมาใชเ้ วลาในวนั พกั ผอ่ นท่ีน่ีก็คือ การลอ่ งแพพกั ผอ่ น
พรอ้ มทานอาหารทา่ มกลางววิ ทวิ ทศั น์ และบรรยากาศท่ีสวยงาม รม่ ร่นื และเย็น
สบายจากลมท่ีพดั มาในอา่ งเก็บนา้ หว้ ยกระทงิ ท่ีน่ีมีแพรา้ นอาหารใหบ้ รกิ ารหลายเจา้
มีอาหาร ใหบ้ รกิ ารหลากหลาย สว่ นมากจะเป็นอาหารอีสาน เชน่ สม้ ตา ลาบ ยา
ปลานิลเผา อาหารพืน้ บา้ น ไก่ทอดสมนุ ไพร นอกจากนีย้ งั มีจดุ ชมววิ หว้ ยกระทงิ ซ่งึ สา

มารมองเหน็ วิว หบุ เขาเบอื้ งลา่ งและบรรยากาศของอ่างเก็บนา้ กลางหบุ เขาและแพท่ี
ลอยน่ิง อย่เู หนือนา้ ในมมุ สงู ไดอ้ ยา่ งงดงาม

เม่อื มาถึงบรเิ วณอา่ งเกบ็ นา้ จะมีเรอื นแพตงั้ อย่เู รยี งรายตามขอบอ่างเก็บนา้ ประมาณ
7-8 รา้ น เลอื กไดต้ ามชอบว่าจะใหบ้ รกิ ารของแพ เจา้ ไหน โดยสามารถเลอื กรบั
บรกิ ารไดท้ ง้ั บนแพรมิ ฝ่ัง ซง่ึ เหมอื นซมุ้ อาหารท่วั ไป หรอื ใหท้ างรา้ นเขาลากแพออกไป
กลางนา้ ตรงมมุ ใด มมุ หน่งึ ของอ่างเก็บนา้ นีก้ ็ได้ โดยเสียค่าบรกิ ารลอ่ งแพ 300
บาท สาหรบั นกั ทอ่ งเท่ยี วท่ตี อ้ งการเลน่ นา้ สามารถเชา่ เสือ้ ชชู ีพและห่วงยาง ไปเลน่
กลางนา้ ไดอ้ ีกดว้ ย โดยแต่ละท่ีจะมีขนาดแพใหเ้ ลอื ก เชน่ แพเลก็ ไมเ่ กิน 5 คน
200 บาท, แพกลาง ไมเ่ กิน 10 คน 300 บาท, แพใหญ่ ไมเ่ กิน 20 คน 400
บาท แพท่ีแนะนา คอื แพเพ่ือนพอ้ ง โลเคช่นั ดี ราคาไมแ่ พง อาหารอร่อย โทร 089
964 3938
085 644 5823

การเดนิ ทางไปอ่างเก็บนา้ หว้ ยกระทงิ

ใหข้ บั รถไปทางสาย เลย-ภเู รอื ประมาณ 15 กิโลเมตร ผา่ นบา้ นไรม่ ว่ ง บา้ นกอไร่
ใหญ่ บา้ นเสยี้ วใต้ พอถงึ บา้ นเสยี้ วเหนือใหเ้ ลย ไปอีกนิดหน่งึ จะเจอทางแยกขวา
และมศี าลารมิ ทาง ใหเ้ ลีย้ วขวาเขา้ อีกประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงสถานท่ลี อ่ งแพ
หว้ ยกระทิง

10.วดั เนรมิตวปิ ัสสนา

วดั เนรมิตวิปัสสนา ตงั้ อย่ใู นอาเภอด่านซา้ ย จงั หวดั เลย วดั ตงั้ อยสู่ งู เดน่ อยู่
บนเนินเขา ห่างจากพระธาตศุ รสี องรกั เพียงเลก็ นอ้ ย พระอโุ บสถและเจดยี ์
ภายในวดั ก่อสรา้ งดว้ ยศิลาแลงทงั้ หลงั และมีพระอโุ บสถขนาดใหญ่ตกแต่ง
อย่างวิจิตรงดงามตามศิลปะภาคกลาง มีขนาดใหญ่ท่ีสดุ ในประเทศไทย
เกิดจากจินตนาการสรา้ งสรรคอ์ อกแบบ โดยพระและเณร มภี าพจิตรกรรมท่ี
สวยงามประดบั อย่โู ดยรอบมีพระพทุ ธชินราชจาลองเป็นพระประธาน และมี
หนุ่ ขีผ้ งึ้ ของหลวงพอ่ พระมหาพนั ธ์ สีลวิสทุ โธ ซง่ึ เป็นผรู้ เิ ร่มิ สรา้ งวดั และ ได้
มรณภาพแลว้ บรเิ วณพืน้ ท่โี ดยรอบมี การจดั แตง่ สวนและตน้ ไมร้ ม่ รน่ื สวยงาม
และมีตน้ ไมท้ ่ี สาคญั ทางพทุ ธศาสนาคอื " ตน้ สาละ" เป็นตน้ ไมท้ ่ี พระพทุ ธเจา้
ทรงประสตู ิ เป็นสถานท่ีท่ใี ครเดินทางมาถงึ ด่านซา้ ยไมล่ ืมแวะไปนมสั การและ
เท่ยี วชม

11. ภปู ่ าเปาะ ฟูจิเมอื งเลย

สถานทตี่ ัง้ ของ ภปู ่ าเปาะ ฟจู เิ มอื งเลย
ภปู ่าเปาะ ตงั้ อย่ทู ่บี า้ นผาหวาย ตาบลปวนพุ อาเภอหนองหิน จงั หวดั เลย ซง่ึ
ปัจจบุ นั ไดร้ บั การพฒั นาเป็นแหล่งทอ่ งเท่ยี วแห่งใหมข่ องจงั หวดั เลย เรยี บรอ้ ย
แลว้ ภปู ่าเปาะนี้ อย่หู า่ งจาก “สวนหินผางาม” ประมาณ 7 กิโลเมตร หรอื ท่ี
เรยี กกนั ว่า คนุ หมิงเมอื งไทย หรอื คนุ หมิงเมอื งเลย
ลักษณะของ ภปู ่ าเปาะ
ภปู ่าเปาะ นนั้ มีความน่าสนใจ คอื มจี ดุ ชมวิว ท่อี ย่สู งู จากระดบั นา้ ทะเล
ประมาณ 900 เมตร สามารถมองเห็นภหู อ ซง่ึ เป็นทางดา้ น อาเภอภหู ลวง
หรอื ท่เี รยี กว่า “ฟจู ิเมืองเลย”

12. ภทู อก

เป็นท่ตี งั้ ของวดั เจติยาศรวี หิ าร (วดั ภทู อก) อย่ใู นอาณาเขตบา้ นคาแคน
ตาบลนาสะแบง จ.บึงกาฬ โดยมพี ระอาจารยจ์ วน กลุ เชฏโฐ เป็นผกู้ อ่ ตงั้ ใน
ภาษาอสี านแปลวา่ ภเู ขาท่โี ดดเด่ยี ว ภทู อก มี 2 ลกู คือภทู อกใหญ่และภทู อก
นอ้ ยสว่ นท่ีนกั แสวงบญุ และ นกั ทอ่ งเท่ยี วท่วั ไป สามารถชมไดค้ ือ ภทู อกนอ้ ย
สว่ นภทู อกใหญ่อย่หู า่ งออกไป ยงั ไมเ่ ปิดใหน้ กั ทอ่ งเท่ยี วชม

13.หมบู่ า้ นวฒั นธรรมไทดา ลาวโซง่

งอย่ทู ่บี า้ นนาป่าหนาด ตาบลเขาแกว้ เดิมชาวไทดาอพยพมาจากเมอื งเชียง
ขวาง สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว
ไทดา บา้ นนาป่าหนาด เป็นกล่มุ ชาวไทกลมุ่ หน่งึ ท่เี คยตงั้ รกรากอยู่ในเมอื งไท
ดา บรเิ วณลมุ่ แม่นา้ ดาและแมน่ า้ แดงในเขตเวยี ดนามเหนือ เม่อื ปี พ.ศ.
2425 สมยั สงครามฮ่อ และหลงั จากสงครามยตุ ลิ ง ไทดาส่วนหน่งึ จงึ ได้
อพยพผา่ นเขา้ มาสปู่ ระเทศไทย กลมุ่ หน่งึ ท่เี รารูจ้ กั กนั ดีกค็ ือ "ไทดา" หรือ "ลาว
โซง่ "

14. แกง่ คดุ คู้

แก่งคุดคู้ เปรยี บไดก้ บั สถานท่ตี ากอากาศของคนเชียงคาน รวมไปถงึ
นกั ทอ่ งเท่ยี วท่พี ิสมยั ในความงามตามธรรมชาติ ทาใหส้ มั ผสั แรกท่ีมาเยือนจงึ
ไมแ่ ปลกใจนกั วา่ ทาไมสถานท่แี หง่ นี้ ถงึ มีแรงดงึ ดดู ใหใ้ ครตอ่ ใคร ใครอ่ ยาก
มาสมั ผสั กนั บา้ งสกั ครงั้ ทงั้ นีก้ เ็ พราะวิวของลานาโขงท่ีกวา้ งขวางสดุ ลูกหลู กู
ตา ทอดตวั ยาวขนานไปสองฝ่ังไทย-ลาว และในช่วงท่ีนา้ ลดจะเหน็ เกาะแก่ง
นอ้ ยใหญ่ตา่ งๆ โดยมีภเู ขาลกู ยกั ษท์ ่ชี ่ือ “ภคู วายเงนิ ” ตงั้ ตระหง่านเป็นฉาก
หลงั อยฝู่ ่ังตรงขา้ มอย่างลงตวั น่นั เอง และท่สี าคญั ความงดงามนนั้ จะทวคี ณู
ขนึ้ ไปอีกหลายเทา่ หากใครขยนั ต่ืนเชา้ มาเฝา้ ชมพระอาทติ ยข์ นึ้ เหนือสนั เขา
แหง่ นี้

15. ภบู ่อบิด

ภบู ่อบดิ จ.เลย อกี หน่งึ สถานท่ีท่องเท่ยี วท่ีนอ้ ยคนจะรูจ้ กั ซ่งึ อยหู่ ่างจากตวั
เมืองเลยเพียง 3 กิโลเมตร เป็นสถานท่ีทอ่ งเท่ยี วทางธรรมชาติ ท่ีมเี สน้ ทาง
ศกึ ษาธรรมชาติ ขนึ้ ไปยงั ยอดภบู อ่ บิด เพ่ือชมความสวยงามของพระอาทิตย์
ขนึ้ พระอาทิตยข์ นึ้ ตก และทะเลหมอกในยามเชา้ ของฤดหู นาว
ภบู อ่ บดิ เป็นภเู ขาท่ีมคี วามสงู ประมาณ 500-600 เมตร จาก
ระดบั นา้ ทะเล สามารถขนึ้ ได้ 2 ทาง คือใชบ้ รกิ าร รถอีแต๊กไปจอดใกลก้ บั ถา้
พระภบู อ่ บิดแลว้ เดินขนึ้ บนั ไดเหลก็ อกี 180 เมตร และอีกเสน้ ทาง เป็นการ
เดินเทา้ ขึน้ ตงั้ แตต่ ีนภู โดยเสน้ ทางช่วงแรกจะเป็นบนั ไดดนิ เมือเดนิ ขนึ้ ไป 20
เมตร จะมีศาลเจา้ ป่ ภู บู ่อบิดอยทู่ างซา้ ยมือ เดินไปอีก 430 เมตร จะมีถา้ พระ
ภบู ่อบิด จดุ นีม้ ีพระพทุ ธรูปใหก้ ราบสกั การะและจดุ ชมวิวใหไ้ ดพ้ กั เหน่ือย และ
เดินขนึ้ บนั ไดเหล็กไป 180 เมตร จะเจอถา้ ลอด

คาขวญั จังหวดั เลย
เมอื งแหง่ ทะเลภเู ขา สดุ หนาวในสยาม ดอกไมง้ ามสามฤดู ถ่ินท่ีอยอู่ รยิ สงฆ์
ม่นั คงความสะอาด

อาหารจังหวัดเลย
1.สม้ ตาดอ๊ งแดง๊
2.สม้ ตานา้ ผกั สะทอน
3.นา้ พรกิ แจ่วดา
4.ขา้ วปนุ้ นา้ แจ่ว
5.ขา้ วป้นุ เสน้ สด
6.ขา้ วจ่ี
7.กงุ้ แผ่น
8.กงุ้ ปู ยา่ ง
9.ไขก่ ระทะ
10.มะพรา้ วแกว้

บรรณานุกรม

https://travel.trueid.net/detail/Bj4pGwlE8xb

http://www.loei.go.th/TH/index.php?option=com
_content&view=article&id=1&Itemid=182

https://www.paiduaykan.com/province/Northeas
t/bungkan/watphutok.html

https://th.wikiquote.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B
8%B3%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%
B8%8D%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0
%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E
0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1
%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A
2

https://tis.dasta.or.th/dastatravel/loeilocalfood/


Click to View FlipBook Version