โครงการสงเสรมิ
การตระหนกั รใู นตนเองและ
ความสขุ ในการเรยี นรู
ดวยกระบวนการจิตตปญ ญา
ศกึ ษาในโรงเรียนขนาดเล็ก
26-27 มิถุนายน 2564
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
คาํ นาํ
คู่มือการอบรม"โครงการส่งเสริมการตระหนักรู้ใน
ตนเองและความสุขในการเรียนรู้ด้วยกระบวนการจิตตปญญา
ศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก" ฉบับนีจัดทําขึนเพือใช้ประกอบ
การดาํ เนินกิจกรรมต่างๆ ตลอดการอบรม ระหว่างวันที
26-27 มิถุนายน 2564 ณ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏอุดรธานี ซึงเปนส่วนหนึงของกระบวนการดาํ เนินงาน
ในโครงการหลัก
คณะผู้จัดทําหวังเปนอย่างยิงว่าคู่มือฉบับนีจะเปน
ประโยชน์ในการจัดการโครงการอบรมในครังนีต่อไป
คณะผู้จัดทํา
สารบญั
- รายละเอยี ดโครงการ ................................................... 1
- กําหนดการ ...................................................................... 23
- ทาํ ความรู้จักกับจติ ตปญญาศึกษา ....................... 27
- ทําเนยี บรุ่น ...................................................................... 43
1
โครงการส่งเสริมการตระหนกั รใู้ นตนเองและความสขุ ในการเรียนรู้
ด้วยกระบวนการจติ ตปญั ญาศึกษาในโรงเรียนขนาดเลก็
Promoting Self-Awareness and Happiness in Learning
by Contemplative Education in Small-Sized Schools
1. หลกั การและเหตุผล
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ระบุวา่
“การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์
ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายจิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม
มีจรยิ ธรรมและวฒั นธรรมในการดำรงชวี ติ สามารถอยูร่ ่วมกับผู้อื่นได้
อย่างมีความสุข” ดังนั้น เป้าหมายของการปฏิรปู การศกึ ษาจึงเปน็ ไป
เพอ่ื สรา้ งการเรียนร้แู บบองค์รวมทจ่ี ะทำใหผ้ ้เู รยี นเป็นคนดีเปน็ คนเก่ง
และเปน็ คนท่มี คี วามสขุ
การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) และความสุข
ในการเรียนรู้ (Happiness in Learning) เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องด้วย
การตระหนักรู้ในตนเองเป็นคุณลักษณะภายในเกี่ยวข้องกับสภาพ
จิตใจหรืออารมณ์ ในการจัดการตนเอง จนนำไปสู่ความเข้าใจ และ
ยอมรับตนเองทั้งจุดเด่นและจุดด้อย อันจะแสดงผลออกได้ทาง
พฤติกรรม อัตลักษณ์ และทัศนคติ โดยการตระหนักรู้ในตนเองมี
ความสำคัญ คือ (1) ช่วยให้สามารถควบคุมตนเอง โดยเฉพาะด้าน
2
ของอารมณ์ความรู้สกึ ได้ (2) ชว่ ยให้สามารถประเมินตรวจสอบตนเอง
ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเท่าทัน และมีประสิทธิภาพ (3) เป็น
ปัจจัยในการพัฒนาตนเองและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นภายในสังคม
(4) ส่งเสริมให้มีสติรู้ตัว รู้เท่าทันตนเองเพื่อนำข้อด้อยไปพัฒนา
พฤติกรรมในทุกโอกาส (5) เป็นบทเรียนชีวติ ที่ช่วยสร้างภมู ิคุ้มกนั ต่อ
เหตุการณ์เร้าความรู้สึกให้สามารถควบคุมตนเองได้ทุกเม่ือ
และ (6) เป็นหนทางนำไปสู่ความสำเร็จของชีวิต (Lynn, 2004)
การส่งเสริมการตระหนักรู้ในตนเองจึงต้องเกิดขึ้นในทุกภาคที่จัด
การศึกษาจนเกิดเป็นการดูแลเด็กวัยเรียนแบบบูรณาการ (Holistic
and Holistic Approach) คือ การดูแลแบบองค์รวมให้ครบทั้งด้าน
ร่างกาย จติ ใจ อารมณ์ สงั คม และสติปญั ญา โดยการดูแลทักษะชีวิต
เดก็ วยั เรียนจึงมีความจำเปน็ ตอ้ งพึง่ พาระบบโรงเรียนเข้ามาเกี่ยวข้อง
และบุคลากรที่สำคัญที่สุดคือครูผู้ดูแลนักเรียน (หัทยา ดารงค์ผล,
2560) ส่วนความสุขในการเรียนรู้ หมายถึงความรู้สึก หรือ
การแสดงออกถึงความพึงพอใจต่อการเรียน และการตอบสนองต่อ
การเรียนในทางบวก นักเรียนที่แสดงความรู้สึกที่ดีต่อการเรียน
จะมีทัศนคติต่อการเรียนในทางบวก เห็นประโยชน์ของการเรียน
และมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ซึ่งเกิดจากคุณลักษณะภายใน
ตนเอง และการได้รับประสบการณ์ต่าง ๆ รอบตัวนักเรียน (สำราญ
สิริภคมงคล, 2554) สาเหตุท่ที ำให้นักเรยี นเกิดความสขุ ในการเรียนรู้
ได้แก่ นักเรียนได้รับการยอมรับจากเพื่อนและครู ครูมีความเมตตา
จริงใจ และอ่อนโยนต่อนักเรียนทุกคนโดยทั่วถึง นักเรียนรู้จักตนเอง
เกิดความรักและความภูมิใจในตนเอง ยอมรับทั้งจุดดีและจุดด้อย
ของตนเอง คิดหาวิธีปรบั ปรุงแก้ไข และรู้คุณค่าของชีวิตตน นักเรียน
3
มีโอกาสเลือกเรียนได้ตามความถนัดและความสนใจ บทเรียนสนุก
แปลกใหม่ จูงใจให้ติดตามและเร้าใจ ตลอดจนสิ่งที่เรียนรู้สามารถ
นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ (สำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ, 2545) ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่สถานศึกษา
จะส่งเสริมการการตระหนักรู้ในตนเอง และความสุขในการเรียนรู้
ของนักเรียน
จ ิ ต ต ป ั ญ ญ า ศ ึ ก ษ า ( Contemplative education) เ ป็ น
การศึกษาที่มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการพัฒนาการตระหนักรู้
ภายในตนเอง (อารมณ์ ความร้สู ึก ความคิด ความเชื่อ มุมมองตอ่ ชีวิต
และโลก) โดยเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง ให้คุณค่าในเรื่อง
การเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ และการรับฟังด้วยใจเปิดกว้าง
โดยมีเป้าหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (fundamental)
อย่างลึกซึ้งทางความคิดและจิตสำนึกใหม่เกี่ยวกับตนเองและโลก
ส่งผลให้มีการดำเนินชีวิตอย่างมีสติและมีปัญญา มีความรัก
ความเมตตาต่อสรรพสิ่ง ซึ่งนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติที่ดีต่อกัน
ในสังคม (ปราณี อ่อนศรี, 2557) ดังนั้น จิตตปัญญาศึกษาจึงมี
ความจำเป็นต่อการศึกษาทุกระดับ เพราะแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา
จะมุ่งเน้นสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ต่อชีวิตและความเป็นมนุษย์
เน้นการสร้างความตระหนักรู้ภายในตน และมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม
การพัฒนาจิตและการฝึกปฏิบัติจะทำให้เกิดปัญญาที่แท้จริง (ธนา
นิลชัยโกวิทย์, 2551) และช่วยให้มีการพัฒนามนุษย์ให้เกิดปัญญา
สูงขนึ้ (ประเวศ วะสี, 2550)
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีโรงเรียน
ในสังกัด 31,508 แห่ง โรงเรียนดังกล่าวนี้เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มี
4
นักเรียนตั้งแต่ 120 คนลงมา จำนวน 15,575 แห่ง คิดเป็นร้อยละ
50.70 ของโรงเรียนทั้งหมด และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ส่วนใหญ่ขาด
คณุ ภาพและไมผ่ า่ นเกณฑก์ ารประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐาน
และการประกันคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) (สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2562) คุณภาพของโรงเรียน
ขนาดเล็กโดยเฉพาะในพื้นที่ยากจนจึงเป็นปัญหาสําคัญของคุณภาพ
การศึกษาไทยซึ่งปัญหาที่สำคัญของโรงเรียนขนาดเล็กคือ (1) ได้รับ
เงินอุดหนุนรายหัวจากรัฐบาลน้อยทำให้ขาดแคลนทรัพยากร
ทางการศึกษา (2) ต้นทุนต่อหัวสูง สะท้อนความไม่มีประสิทธิภาพ
ในการบริหารจัดการศึกษาและ (3) จำนวนครูไม่เพียงพอ ครูที่มี
ต้องสอนหลายวิชาและสอนข้ามชั้น ครูมีประสบการณ์ไม่มากและมี
อัตราการขอย้ายสูง ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลเสียต่อคุณภาพ
การศึกษาเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา
ของนักเรียนที่เรียนอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กต่ำกว่าโรงเรียนที่มขี นาด
ใหญ่กว่ามาก (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 2556)
โรงเรียนขนาดเล็กมีแนวโน้มจะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจาก
ประชากรวยั เรยี นมจี ำนวนลดลงอยา่ งตอ่ เน่อื ง ดงั นน้ั หากจะยกระดับ
คณุ ภาพการศกึ ษาให้ประสบผลสำเรจ็ ตอ้ งยกระดบั คุณภาพการศึกษา
โรงเรียนขนาดเลก็
จากเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว ผู้เขียนตระหนักถึง
ความสำคัญในการส่งเสริมการตระหนักรู้ในตนเองและความสุข
ในการเรียนรขู้ องนกั เรยี นในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยใช้การจดั กิจกรรม
การเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการจิตตปัญญาศึกษาของครู เพื่อมุ่งหวัง
ท่ีจะพัฒนาศักยภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา และเพื่อให้
5
ผู้เรียนมีความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมทางสังคม
ที่เปลี่ยนแปลง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ในการดำรงตนให้อยู่ใน
สงั คมไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
2. เปา้ หมายของโครงการ
กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ครูและบุคลากรทางการศึกษา
จำนวน 24 คน และนักเรียน จำนวน 219 คน ในโรงเรียนขนาดเล็ก
จำนวน 4 โรง ของสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา (สพป.)
จังหวัดอุดรธานี ทั้ง 4 เขต โดยได้มาจากการคัดเลือกของ
ศึกษานิเทศก์ร่วมกับผู้รับผิดชอบโครงการ และสอบถามความ
ต้องการในการเขา้ รว่ มโครงการของกลมุ่ เปา้ หมาย ดงั นี้
จำนวน
ลำดบั ชอ่ื โรงเรียน สงั กัด ครูและ นักเรยี น
1 โรงเรียนบา้ นดงบงั บคุ ลากร
สพป.
2 โรงเรียนบ้านปา่ หวาย อุดรธานี 6 56
เขต 1
สพป. 5 60
อุดรธานี
เขต 2
6
จำนวน
ลำดับ ชือ่ โรงเรียน สงั กัด ครูและ นกั เรยี น
บุคลากร
3 โรงเรียนบ้านหนองสอง สพป. 6 52
ห้องหนองแหว้ โนนศรี อดุ รธานี
เขต 3 7 51
4 โรงเรียนบ้านนาคำ สพป. 24 219
อุดรธานี
เขต 4
รวม
3. วตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการ
3.1 เพื่อพัฒนาศักยภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาใน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่เี น้นกระบวนการจติ ตปญั ญาศึกษา
3.2 เพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้ในตนเองและความสุขในการ
เรียนร้ขู องนักเรียนในโรงเรยี นขนาดเล็กด้วยกระบวนการจิตตปัญญา
ศกึ ษา
3.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่
เนน้ กระบวนการจิตตปญั ญาศกึ ษา
7
4. ผลผลติ
กิจกรรม ผลผลิต ตวั ช้ีวดั
(เชิงปรมิ าณ/เชงิ
คณุ ภาพ)
1. การพฒั นา 1. คมู่ ือและสือ่ การ เชงิ ปริมาณ
ศักยภาพของครูและ เรียนร้ใู นการจดั 1. คมู่ ือและสอ่ื การ
บคุ ลากรทางการ กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ่ี เรยี นรู้ในการจัด
ศกึ ษาในการจดั เนน้ กระบวนการ กจิ กรรมการเรียนรูท้ ี่
กิจกรรมการเรียนรูท้ ี่ จติ ตปัญญาศกึ ษา เน้นกระบวนการ
เนน้ กระบวนการจติ ต 2. ครูและบคุ ลากร จิตตปัญญาศกึ ษา
ปัญญาศกึ ษา ทางการศึกษาทเ่ี ข้า จำนวน 1 ชดุ
รว่ มโครงการได้รบั 2. ครแู ละบคุ ลากร
การฝึกอบรมเชงิ ทางการศกึ ษาท่ีเข้า
ปฏิบตั ิเพื่อพัฒนา ร่วมโครงการ จำนวน
ศักยภาพในการจัด 24 คน ไดร้ ับการ
กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ่ี ฝกึ อบรมเชิงปฏบิ ตั ิ
เนน้ กระบวนการ เพือ่ พัฒนาศกั ยภาพ
จิตตปญั ญาศึกษา ในการจัดกจิ กรรม
การเรียนรทู้ ่เี นน้
กระบวนการจติ ต
ปญั ญาศึกษา
8
กจิ กรรม ผลผลติ ตวั ชี้วัด
(เชิงปรมิ าณ/เชงิ
คุณภาพ)
เชงิ คุณภาพ
ครแู ละบุคลากร
ทางการศกึ ษา มี
ความร้คู วามเขา้ ใจ
และมีศกั ยภาพใน
การจัดกิจกรรม การ
เรยี นรทู้ เี่ น้น
กระบวนการจิตต
ปัญญาศึกษา
2. การส่งเสริมการ 1. ครแู ละบคุ ลากร ทเ่ี นน้ กระบวนการ
ตระหนักรู้ในตนเอง ทางการศกึ ษาที่เข้า จิตตปญั ญาศึกษา
และความสุขในการ ร่วมโครงการได้ 2. นักเรยี นได้รับการ
เรยี นรูข้ องนักเรียน พฒั นาศักยภาพใน ส่งเสริมการตระหนกั
ด้วยกระบวนการจติ ต การจดั กจิ กรรมการ ร้ใู นตนเองและ
ปัญญาศกึ ษา เรยี นรูท้ เี่ นน้ ความสขุ ในการ
กระบวนการจิตต เรยี นรดู้ ้วย
ปญั ญาศึกษา กระบวนการจติ ต
2. นักเรียนทเี่ ข้าร่วม ปัญญาศึกษา ระยะ
โครงการ ได้รบั การ หลงั เรียนสูงกว่าก่อน
ส่งเสรมิ การตระหนัก เรียน
รูใ้ นตนเองและ
9
กิจกรรม ผลผลติ ตวั ชี้วดั
(เชิงปรมิ าณ/เชงิ
คุณภาพ)
ความสขุ ใน
การเรยี นรูด้ ว้ ย
กระบวนการจติ ต
ปัญญาศึกษา
3. การศกึ ษาความพงึ ครแู ละบุคลากร เชงิ ปรมิ าณ
พอใจต่อ การจดั ทางการศกึ ษารวมทั้ง ครแู ละบคุ ลากร
กจิ กรรมการเรยี นร้ทู ่ี นักเรยี นทเี่ ข้ารว่ ม ทางการศกึ ษารวมทง้ั
เน้นกระบวนการจิตต โครงการมีความพงึ นักเรียนท่เี ขา้ ร่วม
ปัญญาศกึ ษา พอใจต่อ การจัด โครงการ จำนวน
กจิ กรรมการเรียนร้ทู ่ี 243 คน มีความ
เนน้ กระบวนการ พงึ พอใจตอ่ การจดั
จิตตปัญญาศึกษาอยู่ กจิ กรรมการเรียนรูท้ ่ี
ในระดับมาก เน้นกระบวนการ
จิตตปญั ญาศกึ ษาอยู่
ในระดบั มาก
เชิงคุณภาพ
ครูและบคุ ลากร
ทางการศกึ ษารวมทง้ั
นกั เรียนท่ีเข้ารว่ ม
โครงการมคี วามพงึ
พอใจต่อ การจดั
10
กิจกรรม ผลผลิต ตวั ชีว้ ดั
(เชงิ ปริมาณ/เชงิ
คุณภาพ)
กิจกรรมการเรียนรู้ท่ี
เนน้ กระบวนการ
จติ ตปัญญาศึกษาอยู่
ในระดับมาก
5. แนวทางดำเนนิ งาน/กจิ กรรม และกลมุ่ เปา้ หมาย
ขนั้ ตอน-กิจกรรม ระยะเวลา กลุ่มเป้าหมาย/ ตอบสนอง
ที่ จำนวน ตอ่
ดำเนินการ วตั ถปุ ระสงค์
ข้อ...
กจิ กรรมท่ี 1 การ เดือนที่ ครูและ ขอ้ ท่ี 1-3
เตรยี มการและ 1 - 3 บุคลากร
วางแผนงาน ทางการศกึ ษา
1. ประชุมวางแผน จำนวน 24 คน
เพอ่ื ดำเนนิ โครงการและ และนักเรยี น
จดั ทำแผนปฏบิ ัตงิ าน จำนวน 219
การศึกษาสภาพบรบิ ท คน ในโรงเรียน
ปัญหา และความ ขนาดเล็ก
ต้องการของครแู ละ จำนวน 4 โรง
บุคลากรทางการศกึ ษา ของสำนกั งาน
11
ขนั้ ตอน-กจิ กรรม ระยะเวลา กลุ่มเปา้ หมาย/ ตอบสนอง
ท่ี จำนวน ตอ่
ดำเนนิ การ วัตถุประสงค์
ข้อ...
โดยการสำรวจความ เขตพ้ืนที่
ตอ้ งการเข้ารว่ ม การศึกษา
โครงการของโรงเรียน/ ประถมศกึ ษา
ศึกษาขอ้ มูลพ้นื ฐานของ (สพป.) จงั หวดั
โรงเรียน อดุ รธานี
2. การประชมุ ทำ
ความร่วมมอื กับ
โรงเรยี นกลุ่มเป้าหมาย
เพ่ือดำเนนิ โครงการ
3. การจัดตง้ั กลุม่
คณะทำงาน และการ
จดั เตรียมค่มู ือและสอื่
การเรยี นรสู้ ำหรับ
การจดั อบรมเชงิ
ปฏบิ ัตกิ าร
4. การจดั เตรียม
เอกสาร แบบประเมนิ
และวสั ดอุ ุปกรณต์ า่ ง ๆ
ท่ใี ช้ในโครงการ
12
ขนั้ ตอน-กจิ กรรม ระยะเวลา กลมุ่ เป้าหมาย/ ตอบสนอง
ที่ จำนวน ต่อ
ดำเนนิ การ วตั ถุประสงค์
ขอ้ ...
5. การวัดการ
ตระหนกั รใู้ นตนเองและ
ความสุขในการเรยี นรู้
กบั นกั เรยี น (กอ่ น)
กิจกรรมท่ี 2 การ เดือนท่ี ครูและ ขอ้ ท่ี 1
พฒั นาศักยภาพของครู 4 - 6 บุคลากร
และบคุ ลากรทางการ ทางการศกึ ษา
ศกึ ษา ในการจัด จำนวน 24 คน
กิจกรรม การเรียนรูท้ ่ี ในโรงเรียน
เนน้ กระบวนการจติ ต ขนาดเลก็
ปญั ญาศึกษา จำนวน 4 โรง
โดยการจดั อบรม ของสำนกั งาน
เชงิ ปฏบิ ัติเพ่ือพัฒนา เขตพน้ื ท่ี
ศกั ยภาพในการจัด การศกึ ษา
กจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ี ประถมศึกษา
เน้นกระบวนการจติ ต (สพป.) จงั หวัด
ปญั ญาศกึ ษา เพ่อื ให้ครู อดุ รธานี
และบคุ ลากรทางการ
ศกึ ษานำไปใช้ในการ
สง่ เสรมิ การตระหนักรู้
13
ข้ันตอน-กิจกรรม ระยะเวลา กล่มุ เป้าหมาย/ ตอบสนอง
ที่ จำนวน ต่อ
ดำเนนิ การ วัตถุประสงค์
ขอ้ ...
ในตนเองและความสุข
ในการเรยี นร้ขู อง
นกั เรียน
กิจกรรมจติ ปัญญา
ศกึ ษา ประกอบดว้ ย
1. กจิ กรรม Check
In – Check Out
2. กิจกรรมการฝึก
สมาธินบั เลข
3. กิจกรรมตระกรา้
3 ใบ
4. กจิ กรรมผูน้ ำ 4
ทศิ
5. กจิ กรรม
แบบฝึกหดั 4 ชอ่ ง
6. กจิ กรรมการฟงั
อย่างลกึ ซึ้ง
7. กจิ กรรมผ่อนพกั
ตระหนกั รู้
14
ข้ันตอน-กิจกรรม ระยะเวลา กลุ่มเปา้ หมาย/ ตอบสนอง
ที่ จำนวน ตอ่
ดำเนินการ วัตถุประสงค์
ขอ้ ...
8. กจิ กรรมเมลด็
พันธ์ุแหง่ ปัญญา
กิจกรรมท่ี 3 การ เดอื นที่ ครแู ละ ข้อที่ 1
พัฒนาศักยภาพของครู 6 บุคลากร
และบคุ ลากรทางการ ทางการศกึ ษา
ศึกษาในการจัดทำ จำนวน 24 คน
แผนการจัดการเรียนรู้ ในโรงเรียน
และสภาพแวดลอ้ มที่ ขนาดเล็ก
เนน้ กระบวนการจิตต จำนวน 4 โรง
ปญั ญาศึกษา ของสำนักงาน
โดยการจัดอบรม เขตพ้นื ท่ี
เชงิ ปฏบิ ตั ิเพอื่ พัฒนา การศึกษา
ศกั ยภาพในการจดั ทำ ประถมศึกษา
แผนการจัดการเรยี นรู้ (สพป.) จงั หวัด
และสภาพแวดลอ้ มที่ อดุ รธานี
เน้นกระบวนการ
จติ ตปัญญาศกึ ษา
เพอ่ื ใหค้ รนู ำไปใช้ใน
การสง่ เสริมการ
ตระหนักรใู้ นตนเองและ
15
ข้นั ตอน-กิจกรรม ระยะเวลา กลุ่มเปา้ หมาย/ ตอบสนอง
ท่ี จำนวน ตอ่
ดำเนนิ การ วตั ถปุ ระสงค์
ขอ้ ...
ความสขุ ในการเรยี นรู้
ของนักเรยี น
กิจกรรมที่ 4 การ เดือนที่ ครแู ละ ขอ้ ท่ี 1-3
สง่ เสริมการตระหนักรู้ 6 - 9 บคุ ลากร
ในตนเองและความสุข ทางการศึกษา
ในการเรียนรขู้ อง จำนวน 24 คน
นกั เรยี นดว้ ย และนักเรยี น
กระบวนการจติ ต จำนวน 219
ปญั ญาศึกษา คนในโรงเรยี น
1. ครรู ว่ มวางแผน ขนาดเลก็
และออกแบบกิจกรรม จำนวน 4 โรง
การเรยี นรทู้ ่ีเนน้ ของสำนักงาน
กระบวนการจิตต เขตพ้นื ที่
ปัญญาศกึ ษาท่นี ำไปใช้ การศกึ ษา
ในการจัดการเรียนรู้ ประถมศึกษา
2. ครนู ำรปู แบบ (สพป.) จังหวัด
การจัดกจิ กรรมการ อุดรธานี
เรียนรู้ท่เี นน้
กระบวนการจติ ต
ปญั ญาศกึ ษา ไปใชใ้ น
16
ขนั้ ตอน-กิจกรรม ระยะเวลา กลมุ่ เปา้ หมาย/ ตอบสนอง
ที่ จำนวน ตอ่
ดำเนนิ การ วัตถปุ ระสงค์
ขอ้ ...
การสง่ เสริมการ
ตระหนกั รู้ในตนเองและ
ความสุขในการเรยี นรู้
ของนักเรียน ในชน้ั
เรยี นทตี่ นเองรับผดิ ชอบ
ควบคู่กับการจดั การ
เรียนรเู้ พ่ือศึกษาผลท่ี
เกิดขึ้น
โดยมีคณาจารย์
และศกึ ษานิเทศกค์ อย
ให้คำแนะนำเป็นพี่เล้ียง
และนิเทศติดตามช้ัน
เรยี นของครู
กจิ กรรมท่ี 5 การนเิ ทศ ระหว่าง ครูและ ข้อที่ 1-3
ติดตาม เดอื นที่ บุคลากร
ในระหวา่ งทค่ี รูและ 7 - 9 ทางการศกึ ษา
บุคลากรทางการศกึ ษา จำนวน 24 คน
นำรปู แบบการจัด และนกั เรยี น
กิจกรรมการเรยี นร้ทู ี่ จำนวน 219
เน้นกระบวนการจติ ต คน ในโรงเรยี น
17
ขั้นตอน-กิจกรรม ระยะเวลา กล่มุ เป้าหมาย/ ตอบสนอง
ที่ จำนวน ต่อ
ดำเนนิ การ วัตถุประสงค์
ข้อ...
ปญั ญาศึกษา ไปใช้ใน ขนาดเล็ก
การส่งเสรมิ การ จำนวน 4 โรง
ตระหนักรใู้ นตนเองและ ของสำนกั งาน
ความสขุ ในการเรยี นรู้ เขตพืน้ ที่
ของนักเรยี น การศึกษา
ผรู้ ับผดิ ชอบโครงการ ประถมศึกษา
คณาจารยแ์ ละ (สพป.) จงั หวดั
ศกึ ษานิเทศก์ จะทำการ อดุ รธานี
นิเทศตดิ ตาม เพ่อื รบั ฟัง
ผลสะทอ้ นท่ีเกิดขึ้นกับ
ครแู ละนักเรยี น รวมถึง
การให้คำแนะนำตา่ ง ๆ
กจิ กรรมท่ี 6 การ เดือนท่ี ครูและ ขอ้ ท่ี 1-3
สะท้อนผลการเรียนรู้ 10 บุคลากร
หลงั จากที่ครูนำ ทางการศกึ ษา
รูปแบบการจดั กจิ กรรม จำนวน 24 คน
การเรียนรู้ที่เนน้ และตัวแทน
กระบวนการจติ ต นักเรียน
ปัญญาศึกษา ไปใชใ้ น ในโรงเรียน
การส่งเสริมการ ขนาดเลก็
18
ขั้นตอน-กจิ กรรม ระยะเวลา กลุ่มเป้าหมาย/ ตอบสนอง
ท่ี จำนวน ตอ่
ดำเนินการ วัตถุประสงค์
ข้อ...
ตระหนักรใู้ นตนเองและ จำนวน 4 โรง
ความสขุ ในการเรียนรู้ ของสำนักงาน
ของนักเรียนแล้ว จัดให้ เขตพืน้ ท่ี
มีเวทเี พอ่ื สะทอ้ นผลการ การศึกษา
เรยี นรู้ สง่ิ ทไ่ี ดร้ บั หรอื ประถมศกึ ษา
ปญั หาอุปสรรคทเ่ี กิดข้นึ (สพป.) จงั หวดั
รวมถงึ ขอ้ เสนอแนะตา่ ง อุดรธานี
ๆ เพ่อื นำมาใช้ในการ
ปรบั ปรุงการทำงานครัง้
ต่อไป
กจิ กรรมท่ี 7 การ เดอื นที่ คณะทำงาน ขอ้ ที่ 1-3
ประเมินผลและสรุปผล 11
การดำเนนิ การ
ประเมนิ ผลและสรุปผล
การดำเนินโครงการ
จัดทำรายงานสรปุ ผล
การดำเนินงาน
19
6. แผนปฏิบตั ิการ/แผนการดำเนนิ โครงการ
แผนการดำเนินโครงการ จำนวน 11 เดือน ตั้งแต่เดือน
กมุ ภาพนั ธ์ ถึงเดือนธันวาคม 2564 ดงั น้ี
กจิ กรรม ช่วงเวลาท่จี ัดกิจกรรม
ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
กิจกรรมท่ี 1
การเตรยี มการ
และวางแผน
งาน
กจิ กรรมที่ 2
การพฒั นา
ศกั ยภาพของ
ครูและ
บคุ ลากร
ทางการศกึ ษา
ในการจดั
กจิ กรรมการ
เรยี นรูท้ เี่ น้น
กระบวนการ
จิตตปญั ญา
ศกึ ษา
20
กจิ กรรม ชว่ งเวลาที่จดั กิจกรรม
ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
กจิ กรรมที่ 3
การพัฒนา
ศกั ยภาพของ
ครแู ละ
บุคลากร
ทางการศึกษา
ในการจดั ทำ
แผนการ
จดั การเรียนรู้
และ
สภาพแวดลอ้ ม
ท่ีเนน้
กระบวนการ
จิตตปัญญา
ศกึ ษา
กิจกรรมท่ี 4
การสง่ เสริม
การตระหนักรู้
ในตนเองและ
ความสขุ ใน
การเรียนรู้ของ
นกั เรยี นดว้ ย
21
กิจกรรม ชว่ งเวลาที่จดั กจิ กรรม
ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
กระบวนการ
จติ ตปญั ญา
ศกึ ษา
กจิ กรรมที่ 5
การนเิ ทศ
ตดิ ตาม
กจิ กรรมที่ 6
การสะท้อนผล
การเรียนรู้
กจิ กรรมที่ 7
การประเมิน
ผลและสรุปผล
7. งบประมาณ
งบประมาณในการดำเนินงานได้รับการสนับสนุนจากโครงการ
หยั่งรากจิตตปัญญา สู่สังคมแห่งความสุข: เส้นทางสู่สุขภาวะทาง
ปัญญา ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุน
สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และศูนย์จิตตปัญญาศึกษา
มหาวิทยาลัยมหิดล
22
8. ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะไดร้ บั
8.1 ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กมี
ศักยภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการจิตตปัญญา
ศึกษา
8.2 นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กได้รับการส่งเสริมการ
ตระหนักรู้ในตนเองและความสุขในการเรียนรู้ด้วยกระบวนการจิตต
ปัญญาศึกษา เพื่อสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ
8.3 ได้ทราบถึงความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่
เน้นกระบวนการจิตตปัญญาศึกษา เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการ
พฒั นาการจัดกจิ กรรมการเรียนรทู้ ่เี น้นกระบวนการจิตตปัญญาศึกษา
ตอ่ ไป
ชอื่ ผู้รบั ผดิ ชอบโครงการ
ลายมือช่ือ วันที่ 5 พฤษภาคม 2564
(ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.สุนิสา วงศ์อารีย์)
23
กาํ หนดการ
24
25
26
27
โครงการส่งเสรมิ การตระหนักรใู้ นตนเองและความสุขในการเรียนรู้
ด้วยกระบวนการจิตตปญั ญาศึกษาในโรงเรียนขนาดเลก็
Promoting Self-Awareness and Happiness in Learning by
Contemplative Education in Small-Sized Schools
ภายใต้โครงการหยั่งรากจติ ตปัญญา ส่สู งั คมแห่งความสขุ :
เสน้ ทางสูส่ ขุ ภาวะทางปญั ญา
โดยการสนับสนนุ งบประมาณจากสำนกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การ
สร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศนู ย์จติ ตปัญญาศึกษา
มหาวทิ ยาลัยมหิดล และคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั
อดุ รธานี
“จิตตปัญญาศึกษาคอื อะไร”
ความหมายของจติ ตปญั ญาศกึ ษา
จิตตปัญญาศึกษาเป็นคำแปลมาจากคำว่า Contemplative
Education โดยศาสตราจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ และศาสตราจารย์
นายแพทย์ ประเวศ วะสี โดยเป็นแนวคิดว่าด้วยการเรียนรู้เพื่อพัฒนา
จิตใจ หรืออาจเรียกว่าเป็นการพัฒนาด้านใน แนวคิดนี้ได้เริ่มก่อตัวข้ึน
ระหว่างทศวรรษที่ 1980 ในมหาวิทยาลัยนาโรปะ ( Naropa
University) มลรัฐโคโลราได ประเทศสหรัฐอเมรกิ า มหาวทิ ยาลยั แห่งนี้
ถูกก่อตั้งบนฐานของปรัชญาศาสนาพุทธนิกายวัชรยาน จากนั้นจึง
28
ขยายตัวส่งอิทธิพลต่อไปยังสังคมภายนอก ทำให้เกิดองค์กรที่มีภารกิจ
และความสนใจในเร่ืองการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตใจ สำหรับในประเทศ
ไทยนั้น กลุ่มจิตวิวัฒน์ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่สนใจเรื่องการ
เปลี่ยนกระบวนทัศน์และการพัฒนาของจิตวิญญาณได้เป็นผู้ริเร่ิม
ผลักดันให้เกิดการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา ในปี พ.ศ. 2549 ส่งผล
ใหเ้ กดิ การประสานในหมู่ผสู้ นใจขึ้นเป็นเครอื ขา่ ย จิตตปัญญาศึกษา เกิด
หนว่ ยงานและองค์กรจติ ตปญั ญาข้นึ ในมหาวิทยาลยั หลายแหง่ รากฐาน
ที่มาและหลักการของแนวคิดจิตปัญญาศึกษา ที่มาจาก 3 ส่วน ได้แก่
รากแนวคิดเชิงศาสนา / ความเชือ่ รากแนวคิดเชิงมนุษยนิยม และราก
แนวคิดเชิงบูรณาการและองค์รวมมีผู้ให้ความหมายเกี่ยวกับคำว่า
จิตตปัญญาศึกษาไว้คลา้ ยคลึงกนั ดังต่อไปนี้
ชลลดา ทองทวี และคณะ (2551, น.27) กล่าวว่าจิตตปัญญา
หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ การศึกษาที่เน้น
การพัฒนาด้านในอย่างจริง เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่า
ของสิ่งต่าง ๆ โดยปราศจากอคติเกดิ ความรักความเมตตา อ่อนน้อมต่อ
ธรรมชาติมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และสามารถเชื่อมโยงศาสตร์ต่าง ๆ
มาประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ได้อยา่ งสมบูรณ์
ประเวศ วะสี (2551, น.13 – 14) กล่าวว่าจิตตปัญญาศึกษา
หมายถงึ การรจู้ ติ ของตัวเองแลว้ เกดิ ปญั ญา ปัญญา หมายถงึ การเขา้ ถึง
ความจริงสูงสดุ หรอื บางทีก็พูดวา่ เข้าถึงความจริง ความดี ความงาม
สุมน อมรวิวัฒน์ (2551, น.10) ให้ความหมายจิตตปัญญาศึกษา
หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ด้วยใจอยา่ งใคร่ครวญ เน้นการพัฒนาด้าน
ในอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของสรรพสิ่งโดย
ปราศจากอคติ เกิดความรักความเมตตา อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ
29
มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และสามารถเชื่อมโยงศาสตร์ต่าง ๆ มา
ประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างสมดลุ
สรุปแล้วจิตตปัญญาศึกษา หมายถึง กระบวนการในการเรียนรู้
ของบุคคลที่เน้นการเรียนรู้จากภายใน คิดและใคร่ครวญจนเกิดความรู้
ความเขา้ ใจ และตระหนักถงึ ความสำคัญของสงิ่ ท่เี รียนรู้ เกิดความเข้าใจ
ในความเป็นธรรมชาติของสิง่ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เกิดปัญญา ทำให้จิตใจ
ได้รับการพฒั นาอย่างแท้จริง
จุดม่งุ หมายของการจัดการเรียนร้แู นวคดิ จิตตปัญญาศกึ ษา
จดุ มุง่ หมายสำคัญของกระบวนการเรียนรู้แนวจติ ตปญั ญาศึกษา
มีดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตนเองเป็นการเปลี่ยนแปลง
ตนเองโดยการเกิดความรู้ ความเข้าใจในตนเอง ผู้อื่น และสรรพส่ิง
อย่างลึกซึ้งและสอดคล้องกับความเป็นจริง เกิดความรัก ความเมตตา
ความอ่อนน้อมถอ่ มตน และมที ัศนคตทิ ด่ี ตี อ่ ตน
2. การเกิดจิตสำนึกต่อส่วนรวม เป็นการเปลี่ยนแปลงตนเองโดย
ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเข้าถึงความจริงสูงสุด คือ ความจริง ความดี
ความงาม แล้วนำไปสู่การลงมือปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมและโลก
โดยสามารถกระทำได้ในลักษณะการลบอติจากสิ่งต่าง ๆ มีความรัก
ความเมตตาความเข้าใจตอ่ เพือ่ นมนุษย์และสรรพสงิ่ ต่าง ๆ
30
หลกั การพื้นฐานในการจัดการเรียนรตู้ ามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา
หลักการพื้นฐานของการจัดกระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญา
ศึกษาสังเคราะห์ออกมาเป็น “หลักจิตตปัญญา 7” หรือเรียกในชื่อย่อ
ภาษาองั กฤษวา่ 7 C’s ดงั นี้ (ธนา นลิ ชัยโกวทิ ย์ และคณะ, 2551, น.4-
5)
1. หลักการพิจารณาด้วยใจอยา่ งใครค่ รวญ (Contemplation)
คือ การเข้าสู่สภาวะจิตใจท่ีเหมาะสมต่อการเรียนรู้ แล้วสามารถนำ
จิตใจดังกล่าวไปใช้ทำงานอย่างใคร่ครวญทั้งด้านพุทธิปัญญา
(Cognitive) ด้านระหว่างบุคคล (Intrapersonal) และด้านภายใน
บุคคล (Intrapersonal) หลักการน้ีเป็นหัวใจของการจัดกระบวนการ
เรียนรูแ้ นวจิตตปญั ญาทีผ่ ู้จัดกระบวนการจะตอ้ งออกแบบกระบวนการ
ที่สร้างเงื่อนไข และกระตุ้นให้ผู้ร่วมกระบวนการเกิดการเกิดการ
ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับตนเอง ความสัมพันธ์ และประสบการณ์
ต่าง ๆ ท่ีสัมผัส โดยตั้งอยู่บนพนื้ ฐานของจิตใจทสี่ งบ ผอ่ นคลาย มสี มาธิ
และมีความตระหนกั รู้
2. หลักความรักความเมตตา (Compassion) คือการสร้าง
บรรยากาศของความรัก ความเมตตาความไว้วางใจ ความเข้าใจ และ
การยอมรับ รวมทั้งการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันบนพื้นฐานของความ
เชื่อมั่นในศักยภาพของความเป็นมนุษย์ เน้นความสาคัญของความ
ไว้วางใจ การเปิดกว้าง ความรู้สึกปลอดภัย ความจริงใจ เห็นอกเห็นใจ
(Empathy) และห่วงใย
3. หลักการเชอื่ มโยงสัมพันธ์ (Connectedness) คอื การบูรณา
การการเรียนรู้ในแง่มุมต่าง ๆเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นองค์รวม
เชอ่ื มโยงกบั ชวี ิต และสรรพสง่ิ ตา่ ง ๆ ในธรรมชาตอิ ยา่ งแทจ้ รงิ
31
4. หลักการเผชิญความจริง (Confrontating Reality) คือ การ
เปิดโอกาส การสรา้ งเงอื่ นไขให้ผ้เู ขา้ ร่วมกระบวนการได้เผชิญความเป็น
จรงิ สองดา้ น ได้แก่
4.1 ความเป็นจริงในตนเอง เช่น ความคิด ความรู้สึกที่ไม่รู้ตัว
หลีกเลี่ยงหรือเก็บกดไว้ด้วยการส่งเสริมการสบื ค้น และสัมผสั กบั ตวั ตน
ของตนในแง่มุมต่าง ๆ ผ่านกิจกรรม และการใคร่ครวญ อย่างลึกซ้ึง
โดยไม่หลีกหนี ภายใต้บรรยากาศที่ปลอดภัย เปิดกว้าง ยอมรับ และมี
ความรักความเมตตาทั้งตอ่ ตนเองและตอ่ กัน
4.2 การเผชิญกับสภาพความเป็นจริงที่แตกต่างไปจากกรอบ
ความเคยชินของตน เช่น คนที่มีพื้นฐานต่างกัน สภาพความเป็นจริงใน
ชุมชนและสังคมที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ในแง่มุมใหม่ได้เผชิญกับ
ความขัดแยง้ ท่ีเกดิ จากความแตกต่าง
5. หลักความต่อเนื่อง (Continuity) ความต่อเนื่องของ
กระบวนการเรียนรู้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับการเรียนรู้เพื่อการ
เปลี่ยนแปลงมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงในขั้นพื้นฐาน มักเกิดขึ้นจาก
ประสบการณ์สะสมที่ช่วยสร้างเงื่อนไขภายในให้สุกงอมพร้อมที่จะเกิด
การเปล่ยี นแปลงขั้นพื้นฐาน
6. หลักความมุ่งมั่น (Commitment) ความมุ่งมั่นที่จะ
เปลี่ยนแปลงตนเองเป็นองค์ประกอบท่ีสำคัญที่สุดในการนำสิ่งที่ได้รับรู้
เข้ามาสู่ใจของตนเอง และนำเอากระบวนการที่ได้รับกลับไปใช้ในชีวิต
เพ่อื การพฒั นาและเปลยี่ นแปลงภายในตนอย่างตอ่ เน่อื ง
7. หลักชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Community) ความเป็นชุมชน
แห่งการเรียนรู้ คือ ความรู้สึกเป็นชุมชนร่วมกัน ที่เกื้อหนุนให้เกิดการ
เรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงภายในของแต่ละคน รวมทั้งการจัด
32
กระบวนการท่ีก่อให้เกิดการมีเวลาใคร่ครวญตามลำพัง และการใช้เวลา
อยู่รว่ มกับผ้อู ื่น
นอกจากน้ี ชลลดา ทองทวี (2551, น.31-37) ยงั ไดเ้ สนอหลักการ
เรียนรู้แบบองค์รวมไว้อีกแนวคิดหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าสนใจอีก
แนวคิดหนงึ่ ดงั น้ี
1. เดก็ จะตอ้ งได้เรียนร้เู กีย่ วกบั ตนเอง
2. เด็กจะตอ้ งได้เรยี นรู้เรือ่ งความสัมพันธ์ โดยไดเ้ รยี นรู้ที่จะเข้าใจ
สังคม (social literacy) และเขา้ ใจอารมณ์ (emotional literacy)
3. เดก็ จะตอ้ งได้เรียนรูเ้ ก่ยี วกบั การยดื หยนุ่ ปรบั ตวั (resilience)
4. เด็กจะต้องได้เรียนรู้เกี่ยวกับสุนทรียะ เพื่อให้เห็นความงามใน
ทุกสิง่ รอบตวั ยทุ ธวิธีทจี่ ะบรรลุเป้าหมายของการสร้างเด็กทม่ี ีความเป็น
องค์รวม ตอ้ งอาศัยแนวคดิ พน้ื ฐานเก่ยี วกับการเรยี นรู้ดงั นี้
4.1 จะต้องส่งเสริมการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง
(transformative learning) กล่าวคือ จะต้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
โลกทศั นห์ รือกระบวนทศั นข์ องผเู้ รยี น สู่การมองโลกในเชงิ องค์รวม
4.2 จะต้องส่งเสริม “ความเชื่อมโยง (connections)” แทนที่
การแยกสว่ น (fragmentation) ในทุกมติ ิทเ่ี คยเป็นในการศึกษากระแส
หลัก เช่น ด้านการแยกรายวิชา การแยกเด็กตามระดับเกรด เป็นต้น
การใชก้ ้าวการเรียนรทู้ ย่ี ึดหยุ่น (flexible pacing) เปน็ หัวใจสำคัญที่ทำ
ให้ผ้เู รียนไมร่ ู้สึกว่า ถกู บังคบั ใหเ้ รียนอย่างเร่งรบี หรือถูกดงึ ร้ังให้เรียนช้า
ลง
4.3 จะต้องส่งเสริมการสืบค้นข้างศาสตร์ / สาขา
(transdisciplinary inquiry) ทั้งนี้ แนวคดิ เรอื่ งการสืบค้นข้ามศาสตร์ /
สาขา ตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่า ไม่มีการแยกส่วนศาสตร์หรือสาขา เพราะ
โลกเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมและไม่ได้แยกออกเป็นส่วนย่อย การข้าม
33
ศาสตร์ / สาขา (transdisciplinary) หมายถึง การมหี ลากหลายศาสตร์
/ สาขาด้วยกัน มีพื้นที่ว่างระหว่างแต่ละศาสตร์ โดยเห็นว่า มีมุมมอง
ใหม่เกิดขึ้น “ไปพ้น (beyond)” ศาสตร์ต่าง ๆ เหล่านั้น ต่อไปอีกด้วย
การสืบค้นข้ามศาสตร์ / สาขา จึงไม่ได้ให้ความสาคัญตรงประเด็นทีแ่ ต่
ละศาสตร์จะมาบูรณาการการต่อกันและกัน แต่ละมุ่งเน้นที่ประเด็น
“การสืบค้น (inquiry)” เป็นหลกั
4.4 จะต้องส่งเสริม ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ “มีความหมาย
สาคัญ (meaningful)” ต่อเขาผู้เรียนจะได้เรียนได้ดี หากสิ่งที่เรียน
มีความหมายสำคัญต่อเขา และดังนั้น จึงต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลาง ในการเรียนรู้ของเขาเอง
4.5 จะต้องส่งเสริม meta-learning คือ การให้ผู้เรียนเชื่อมโยง
กับกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ด้วยการมีส่วนสำคัญในการจัดการ
เรียนรู้ของตนเอง โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์กับการเรียนรู้ของผู้อื่นใน
ชน้ั และนอกชน้ั เรียนด้วย
4.6 ชุมชน เป็นส่วนบูรณาการที่สาคัญ ในการศึกษาเชิงองค์รวม
ทั้งน้คี วามสัมพนั ธต์ อ่ ผอู้ ่นื และโลกเป็นหัวใจในการทำความเข้าใจตนเอง
การศึกษาในชั้นเรียนแบบองค์รวม จะมีลักษณะความเป็นชุมชน
ซึ่งจะอยู่ภายในชุมชนที่ใหญ่กว่านั้นในโรงเรียน ซึ่งอยู่ภายใต้ชุมชนท่ี
ใหญข่ ้ึนไปอีก คือ หมูบ่ า้ น เมือง ไปจนถึง ชุมชนแห่งมนษุ ยชาติ
เตือนใจ เกียวซี (2553) ได้พัฒนารูปแบบ เพื่อใช้ในการจัดการ
เรียนรู้ให้กับนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เพื่อศึกษาผล
การพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ด้านกาย ใจ สังคม และปัญญา
ดว้ ยรูปแบบ ส.ค.ส. รายละเอียดของรูปแบบการเรยี นรู้ดงั กล่าว มดี งั น้ี
ส. สมาธิ คือ การทำสมาธิ ก่อน และ/ หรือหลังเรียน หรือ
สวดมนต์ แผเ่ มตตาและอทุ ิศสว่ นกุศล
34
ค. คดิ ใครค่ รวญ คือ การคิดใคร่ครวญอยา่ งเงยี บ ๆ และกล่ันกรอง
ออกเป็นถ้อยคำแสดงออกด้วยคำพูด หรือขอ้ เขยี น
ส. สรุปและสะท้อนแนวความคิด คือการนำสาระที่ได้จากการคดิ
ใครค่ รวญมาสะทอ้ นในแนวคดิ ของตน
กิจกรรมการเรยี นรตู้ ามแนวคิดจติ ตปัญญาศกึ ษา
กิจกรรมการเรียนรตู้ ามแนวคิดจติ ตปัญญาศกึ ษา มดี ังตอ่ ไปน้ี
1. การเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว (Movement practices) เป็น
การฝึกสังเกตและมีสติอยู่กับการเคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ
กิจกรรมทส่ี ามารถนำมาใช้ เชน่ โยคะ ซ่กี ง ไทเ้ กก การเดนิ
2. การเรียนร้ผู า่ นกระบวนการเชงิ สรา้ งสรรค์ (Creation process
practices) เป็นการฝึกการสังเกตใคร่ครวญภายใน และพัฒนาญาณ
ทัศนะ (Intuition) และความละเอียดอ่อนประณีต ผ่านงานสร้างสรรค์
โดยกิจกรรมทีส่ ามารถทาได้ เช่น การทางานศิลปะตา่ ง ๆ เช่น การวาด
ภาพ การจดั ดอกไม้ และการจดั สวนหยอ่ ม เป็นต้น
3. การเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมทางสังคม (Activist practices)
เป็นการสัมผัสเรียนรู้และใคร่ครวญ เห็นความเชื่อมโยงแห่งเหตุปัจจัย
ของความสุขและทุกข์ในชีวิตจริง กิจกรรมที่สามารถปฏิบัติได้เช่น
การเจริญสติในการทำงานในชีวติ ประจำวนั การทำกิจกรรมอาสาสมัคร
4. การเรยี นรผู้ ่านพลงั พิธีกรรมศักด์ิสิทธ์ิ (Ritual practices) เป็น
การสัมผัสพลังหรือจิตวิญญาณของธรรมชาติเป็นญาณทัศนะ
(Intuition) และสัมผัสเรียนรู้ตนเอง การปลีกวิเวกสัมผัสธรรมชาติ
(Retreat) เพื่อพัฒนาความสงบเป็นและละเอียดประณีตภายใน
กจิ กรรมท่ีทำ มดี งั นี้
35
พธิ ีกรรมทางศาสนา เชน่ การสวดมนต์ภาวนา
พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ เช่น การทำ Vision
Quest
การปลกี วิเวก สัมผสั ธรรมชาติ (Retreat)
5. การเรียนรผู้ ่านกิจกรรมรังสรรค์ (Generative practices) เป็น
การระลกึ ถึงพระผเู้ ปน็ เจา้ สง่ิ ศักดิ์สทิ ธิ์ และการร้องขอเพ่ือช่วยเหลือให้
เพื่อนมนุษย์ได้พ้นทุกข์ กิจกรรมรังสรรค์ต่าง ๆ ที่ปฏิบัติ เช่น การสวด
มนต์ การอ่านพระคัมภรี ์ และเมตตาภาวนา
6. การเรียนรู้ผ่านความสงบนิ่ง (Stillness practices) มุ่งเน้น
พัฒนาความสงบเย็น ความตั้งมั่นของร่างกายและจิตใจ กิจกรรม
ที่น่าสนใจ เช่น การทำสมาธิ การกำหนดจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เช่น เพลง หรือเสียงทไ่ี ด้ยิน
7. การเรียนรู้ผ่านกระบวนการเชิงความสัมพันธ์ (Relational
practices) เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นกระบวนการฝึกสติ เฝ้ามองสภาวะ
ภายในสะท้อนตนเอง อาศัยความสัมพันธ์ของกัลยาณมิตร สะท้อนซึ่ง
กนั และกนั กจิ กรรมทสี่ ามารถนำมาใช้ในด้านน้ี ได้แก่
สนุ ทรยี สนทนา (Dialogue)
การฝึกฟงั อยา่ งลึกซึ้ง (Deep listening)
การสะท้อนความคิด (Reflection)
การเขยี นบันทึก (Journal)
การสนทนากบั เสียงภายใน (Voice dialogue)
ผลทไ่ี ดจ้ ากการจัดการเรียนร้ตู ามแนวคดิ จิตตปัญญาศกึ ษา
ธนา นิลชัยโกวิทย์ (2551 : 154) ได้สรุปสิ่งทีเ่ กิดขึน้ หลังจากการ
เรียนรู้ ตามแนวคิดจติ ตปัญญาศึกษาไว้อย่างนา่ สนใจ ดงั ต่อไปนี้
36
1. การเปลี่ยนแปลงระดับกลุ่ม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิด
ขึ้นกับกลุ่มทั้งหมดโดยรวมเป็นวิถีปฏิบัติ และแบบแผนปฏิสัมพันธ์
ภายในใจกลมุ่ ทเ่ี ปลี่ยนไป มสี องประการคอื
1.1 วิถีการปฏิบัติร่วมกันด้วยการรับฟังอย่างมีสติ คือ การเกิด
การสร้างบรรยากาศการแลกเปลีย่ นความคิดเห็นภายในกลุ่มโดยรวมที่
ช้าลง มีการพูดอย่างมีสติมากขึ้น มีการหยุดเพื่อใคร่ครวญ และรับฟัง
กันอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ความคิดเห็นแย้งที่เกิดขึ้นไม่นำไปสู่การปะทะ
ทางความคิดแต่เป็นการช่วยเสริมและต่อยอดความคิดให้ชัดเจนและ
รอบดา้ นมากขึน้
1.2 วัฒนธรรม “การเรียนรู้อยู่ที่ตนเอง” คือ เกิดการให้
ความหมายร่วมกันว่าการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับตนเอง และต้องสามารถ
เรียนรู้ได้ตลอดเวลา สามารถเรียนรู้ได้ในทุกเงื่อนไขเกิดบรรยากาศ
การรับผดิ ชอบต่อการเรียนรู้ของตนเองและย้อยกลับมาถามตนเองมาก
ขึ้นว่าปฏิกิริยาของตนทั้งทางการแสดงออกความคิดและความรู้สึกที่มี
ต่อการเรียนรู้ สะท้อนกรอบอ้างอิงภายในของตนเองอย่างไร
เกิดวัฒนธรรมการใคร่ครวญเกี่ยวกับตนเองอย่างมีวิจารณญาณ
(Critical self – reflection) ข้นึ ในกลุ่ม
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ การเปลี่ยนแปลงทั้งสองประการที่เกิดขึ้น
ในกลุ่มนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นในกลุ่มนี้เป็นการ
เปลย่ี นแปลงท่ีคอ่ ย ๆ เกิดขนึ้ เอง โดยไม่ได้มขี ้อกำหนดท่เี ปน็ ทางการมา
ชี้นำ แต่เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการที่สมาชิกมีปฏิสัมพันธ์กันใน
กลุ่ม ค่อย ๆ ซึมซับทัศนคติ และแนวความคิด ตลอดจนท่าทีในการ
ปฏิบัติต่อกันและกัน เมื่อสมาชิกคนหนึ่งเกิด “ความรู้สึก” หรือ “การ
ใคร่ครวญตนเองอย่างมีวิจารณญาณ” ขึ้น สมาชิกคนอื่น ๆ ก็ได้เรียนรู้
และได้รับผลกระทบทาให้เกิดสติ และย้อยกลับมาใคร่ครวญพิจารณา
37
ตนเองไปด้วยพร้อม ๆ กัน ส่งผลกระทบเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เชื่อมโยง
กนั อย่างตอ่ เนอ่ื งภายในกลมุ่
2. การเปลี่ยนแปลงระดับบุคคล คือ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึน
ภายในตัวสมาชกิ แตล่ ะคนและสามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง หรือสมาชกิ
คนอ่ืน ๆ ซ่ึงมีทง้ั ส่วนท่ีเป็นการเปล่ียนแปลงภายในและสว่ นทแ่ี สดงออก
มากเป็นรูปธรรมในการปฏิบัติ 5 ประการ ดังน้ี
2.1 สติในชีวิตประจำวัน การมีสติรู้ตัว โดยเฉพาะใน
ชีวิตประจำวันของตนเอง เป็นประเด็นที่มีความสำคัญและเป็นพื้นฐาน
ของการเปลี่ยนแปลงในข้ออื่น ๆ เพราะเปน็ จดุ ท่ีทำให้ได้หันกลับเข้ามา
ดูตัวเอง สังเกตตัวเองและโลกภายในของตน และสังเกตสิ่งต่าง ๆ ท่ี
เกิดขึ้นรอบตัวตามที่เป็นจริง ช่วยให้รู้เท่าทนั ความรู้สกึ นึกคิดของตน มี
เวลาใคร่ครวญ รบั ฟงั ผอู้ ื่น และรบั รู้สิ่งต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งเปดิ กวา้ งขึ้น และ
ไม่ด่วนตัดสนิ หรือมปี ฏิกิริยาโต้กลับ
2.2 การเข้าใจและยอมรับตนเอง การเข้าใจและยอมรับความ
เปน็ จริงเก่ยี วกบั ตนอง ท้ังดา้ นบวกและด้านลบเป็นพน้ื ฐานที่สำคัญที่สุด
ในการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตนเองส่งผลให้มีความรู้ตัวมากขึ้น ยอมรับ
ตัวเองมากขึ้นและเกิดผลหลายๆ ประการตามมา เช่น ตัดสินตัวเอง
น้อยลง เห็นความงามภายในตัวเองมีเมตตาต่อตัวเองมากขึ้น รู้สึก
เชื่อมั่นในตัวเอง การเข้าใจและยอมรับตนเองมากขึ้นเป็นผลจากปัจจัย
หลาย ๆ ด้าน เช่น การมีสติรู้ตัว การได้มองเห็นในประเด็นที่ตนเองไม่
เคยเห็นมาก่อนจากกิจกรรมหรือจากการสะท้อนของเพื่อน การเรียนรู้
จากประเดน็ ของเพือ่ นในกล่มุ แล้วนามาใคร่ครวญและบรรยากาศท่ีเปิด
กว้าง จริงใจและยอมรับกันในกลุ่มที่เอื้อให้แต่ละคนกล้าเปิดเผยแล
เผชิญกบั ปัญหาของตนเอง
38
2.3 ความเข้าใจ ความรัก และความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ จาก
กระบวนการที่เน้นการเปิดรับและการรับฟังอย่าลึกซึ้ง เปิดโอกาสที่
หลากหลายให้แต่ละคนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีโอกาสเปิดเผยตนเอง
และแบ่งปันประสบการณ์ ทำให้เกิดความรักและความเมตตาต่อเพื่อน
มนุษย์มากขึ้น เป็นความรักและความเมตตาบนพ้ืนฐานของความเขา้ ใจ
อยา่ งลึกซึง้ ทำใหเ้ กดิ ความเคารพและการยอมรับ และความเชือ่ มน่ั ทำ
ให้ได้มองเห็นทั้งความแตกต่างหลากหลายและความเป็นหนึ่งเดียวกัน
ของเพือ่ นมนษุ ย์ สามารถเห็น ความงามในตัวคนอน่ื ได้อย่างแท้จริง ซึ่ง
ส่งผลทั้งต่อความสัมพันธ์ของตนกับคนรอบข้างในชีวิตและต่อการ
เรียนร้ภู ายในของตนเอง ทเ่ี กดิ ขึ้นท่ามกลางความสัมพนั ธ์ท่เี ปล่ยี นแปลง
ไปและความเข้าใจผู้อ่ืนทชี่ ดั เจนขึ้น
2.4 การเข้าใจและการยอมรับความเป็นจริงตามธรรมชาติ จาก
กิจกรรมบางประการ เช่น การเรียนรู้เกี่ยวกับความตาย และได้เข้าไป
สัมผสั และทางานกับชมุ ชนในสังคม และเข้าไปเรียนรูใ้ นธรรมชาติทำให้
เปิดโลกทัศน์ของตนเองให้กว้างขวางและสอดคล้องกับความเป็นจริง
มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ตามที่เป็นจริง
หรือการเข้าใจกฎเกณฑ์ของธรรมชาติสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น เหตุปัจจัยของ
ตวั มนั เอง โดยที่เราไมส่ ามารถเขา้ ไปควบคุมให้เป็นไปตามความตอ้ งการ
ของเราได้
2.5 การเกิดความสมดุลในตนเอง มนุษย์เรารับรู้ และสัมพันธ์ต่อ
ตนเองและโลก 3 ทางดว้ ยกัน คอื ความคิด ความรู้สึกและปฏกิ ิรยิ าทาง
กายหรือการกระทำ บางคนถนัดใช้ความคิด บางคนถนัดใช้ใจหรือ
อารมณ์ความร้สู ึกและบางคนใช้สัญชาตญาณและการลงมือทำเป็นหลัก
แต่ในความเป็นจริง ทั้งความคิดความรู้สึก แลการปฏิบัติ ล้วนเป็นฐาน
ของปัญญาที่มีความสำคัญ และเกื้อหนุนกันและกัน การพัฒนาปัญญา
39
ทง้ั 3 ดา้ น ใหส้ มดุลจงึ เป็นสงิ่ ท่มี คี วามสำคญั คือ การเกดิ สมดลุ ระหว่าง
กาย ใจ และความคิด
โดยสรปุ แล้ว จิตตปญั ญาศกึ ษาเป็นกระบวนการในการเรียนรู้ของ
บุคคลที่เน้นการเรียนรู้จากภายใน คิดและใคร่ครวญจนเกิดความรู้
ความเขา้ ใจ และตระหนกั ถงึ ความสาคัญของสิ่งท่ีเรียนรู้เกดิ ความเข้าใจ
ในความเป็นธรรมชาติของสิง่ ตา่ ง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เกิดปัญญา ทำให้จิตใจ
ได้รับการพัฒนา อย่างแท้จริงจิตตปัญญาศึกษา นับเป็นอีกแนวคิดหน่ึง
ที่น่าสนใจในการนำไปบูรณาการกับการเรียนการสอน มีงานวิจัยจาก
หลาย ๆ หนว่ ยงานได้ศกึ ษาและเผยแพรท่ ั้งในรูปแบบของเอกสาร ตำรา
และขอ้ มลู ท่ีเผยแพรใ่ นสังคมออนไลน์ จึงไมใ่ ช่เร่อื งยากสำหรับผู้ที่สนใจ
ที่จะศึกษาหาข้อมูลเพื่อให้เข้าใจถึงรากที่มาของจิตตปัญญาศึกษา
อย่างแทจ้ ริง
เอกสารอา้ งองิ
คณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน, สำนักงาน. (2562) แผนพัฒนา
การบริหารจัดการเพอ่ื สร้างความเขม้ แขง็ และยกระดับคุณภาพ
การศึกษาโรงเรยี นขนาดเล็ก. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ครุ สุ ภา
ลาดพรา้ ว.
ชลลดา ทองทวี และคณะ. (2551). บทความการประชมุ วิชาการ
ประจำปี 2551 เรื่องจติ ตปัญญาศกึ ษา การศึกษาเพ่ือพัฒนาความ
เป็นมนษุ ย.์ กรุงเทพฯ: โครงการศูนยจ์ ติ ตปัญญาศึกษา
มหาวิทยาลัยมหิดล.
40
เตอื นใจ เกยี วซี. (2553). ผลการจัดกิจกรรมการสอนรายวิชาความเปน็
ครูและการพฒั นาวชิ าชีพครดู ว้ ยกระบวนการจติ ตปัญญาศกึ ษา.
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พบิ ูลสงคราม.
ธนา นิลชยั โกวทิ ย.์ (2551). การเรียนรู้เพือ่ การเปล่ยี นแปลงและจติ ต
ปัญญาศกึ ษา Transformative Learning and Contemplative
Education. ใน จิตตปญั ญาศึกษา: การศึกษาเพ่อื การพฒั นา
มนษุ ย์ (พมิ พ์ครงั้ ท่ี 2). นครปฐม: มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล.
ปราณี ออ่ นศร.ี (2557). จิตตปัญญาศึกษา: การศกึ ษาเพอื่ การพัฒนา
มนษุ ยใ์ นศตวรรษที่ 21. วารสารพยาบาลทหารบก, 15(1), 7-11.
ประเวศ วะสี. (2550). ระบบการเรียนรู้ใหม่ไปให้พน้ วกิ ฤตแห่งยุคสมัย.
กรงุ เทพมหานคร: สวนเงนิ มมี า.
_______. (2551). หนังสือรวบรวมบทความการประชุมวชิ าการ
ประจำปี 2551 เร่ืองจติ ตปญั ญาศกึ ษา การศกึ ษาเพอ่ื พัฒนาความ
เปน็ มนุษย์. กรุงเทพฯ:โครงการศนู ย์จิตตปญั ญาศึกษา
มหาวิทยาลยั มหดิ ล.
สลักจติ ตรีรณโอภาส. (2553). การศึกษาผลการพัฒนาความเปน็ มนุษย์
ทส่ี มบูรณ์ ด้วยกระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา รายวชิ า
จติ วิทยาสาหรบั ครู นกั ศกึ ษาโปรแกรมวิทยาศาสตรท์ ั่วไป.
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพบิ ูลสงคราม.
______. (2554). การวิจยั และพัฒนาศักยภาพครดู า้ นการจัดกจิ กรรม
พัฒนาผ้เู รียนดา้ นการเหน็ คุณคา่ ในตนเอง ด้วยกระบวนการจติ ต
ปัญญาศึกษาโดยใชโ้ รงเรียนเป็นฐาน. คณะครศุ าสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพิบลู สงคราม.
41
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาต.ิ (2545). ทฤษฎีการเรียนรู้
อยา่ งมีความสขุ .กรุงเทพมหานคร: บริษัทสำนักพมิ พว์ ัฒนาพานิช
จำกัด.
สำราญ สิรภิ คมงคล. (2554). การพัฒนามาตรวดั ความสขุ ในการเรยี น
สำหรบั นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาตอนปลาย. (ปรญิ ญาดษุ ฎบี ณั ฑติ ),
จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
หทั ยา ดารงค์ผล. (2560). ทกั ษะชวี ติ ในเดก็ วยั เรียน : School Age
Children Life Skills. วารสารสมาคมจติ แพทยแ์ หง่ ประเทศไทย
2560, 62(3), 271-276.
Lynn, A. (2004). The EQ difference: A powerful plan for
putting emotional intelligence to work: Amacom.
42
43
ทําเนยี บรนุ่
ผเู้ ขา้ อบรม
44
âçàÃÂÕ ¹ºÒ ¹´§º§Ñ
สาํ นกั งานเขตพนื ทีการศึกษา
ประถมศึกษาอุดรธานเี ขต 1