หลักการ
ใช้ภาษาเขียน
เชงิ วชิ าการ
เลม่ 2
ตวั อย่างสง่ิ พมิ พท์ ่ใี ช้ภาษาเขียนเชงิ วิชาการ
ตารา หนงั สอื
งานวจิ ัย เอกสาร
ประกอบการสอน
ประเภทของการใช้ภาษา
บคุ คลแตล่ ะคนอาจเลอื กใชถ้ อ้ ยคาในภาษายอ่ ยแตล่ ะภาษาไดต้ ามวัตถุประสงค์
สถานการณแ์ ละกาลเทศะ รวมท้ังบคุ คลที่ส่อื สารด้วย ตามโอกาสทเี่ หมาะสม
ภาษาถนิ่
เป็นภาษาย่อยท่เี กิดจากการใชภ้ าษาตามถิน่ ท่อี ยขู่ องผ้พู ูด มีรปู ลักษณะเฉพาะตวั
ทงั้ ถอ้ ยคาและสาเนียง
ภาษามาตรฐาน
คอื ภาษาถิน่ ใดถ่ินหนงึ่ ทไี่ ด้รบั การยกยอ่ งใหเ้ ป็นภาษามาตรฐาน และใช้ภาษามาตรฐานน้ัน
เป็นภาษากลางสาหรบั ติดตอ่ ส่ือสารกนั ระหวา่ งคนในสงั คม เช่น ภาษาถ่นิ กรงุ เทพฯ
เปน็ ภาษามาตรฐานของภาษาไทย
ภาษาเฉพาะวงการ
เปน็ ภาษาย่อยทเี่ กดิ จากการใชภ้ าษาตามตาแหน่งหนา้ ทีก่ ารงานของกล่มุ ชนผ้ใู ชภ้ าษา เช่น
ภาษาวชิ าการ ภาษาราชการ ภาษาโฆษณา ภาษาหนังสอื พิมพ์
ภาษาเฉพาะกลมุ่
เปน็ ภาษายอ่ ยที่เกดิ จากการใช้ภาษาของกล่มุ คนบางกลุ่มในสังคม มีลกั ษณะเฉพาะ
ของคนกลุ่มน้นั เชน่ ภาษาคะนองหรอื ภาษาสแลงของกลุ่มวัยรนุ่
ลักษณะเดน่ ของภาษาวชิ าการ
ในการเขยี นเชงิ วชิ าการทุกประเภทจาเปน็ ต้องใช้
ภาษาวิชาการซึง่ เป็นภาษาเฉพาะวงการประเภทหนงึ่
จงึ ควรทาความรู้จกั กับภาษาวิชาการ
ว่ามีลกั ษณะเปน็ อย่างไร
ใชภ้ าษาแบบแผน (ทางการ)
ใชภ้ าษาราชการ (ภาษามาตรฐาน)
ใช้ศพั ท์วชิ าการ
ใช้คาศพั ท์เฉพาะวชิ า
ภาษาแบบแผน (Formal)
มลี กั ษณะสาคัญดงั นี้
ใชค้ าสุภาพท่เี ป็นภาษาราชการและศัพท์บญั ญตั ิ
ไม่ใช้คาย่อ ตาแหนง่ บคุ คลหรอื ยศ หรอื คายอ่ ท่คี ิดเอง
ใชภ้ าษาเขียนระดับเดยี วกนั ไมน่ าภาษาระดบั อ่ืนมาปน
เช่นภาษาปาก ภาษาสแลง
รปู ประโยคตอ้ งไม่ตัดทอน หรอื ทาให้ประโยคไม่สมบูรณ์
นา้ เสียงในงานเขียนตอ้ งเครง่ ขรมึ เป็นทางการ
ไมต่ ลกขบขันหรือเสียดสี หยอกลอ้
หลกี เล่ยี งการใช้ภาษาที่สือ่ อารมณ์
ภาษาไมส่ ุภาพ หยาบคาย
หลักเกณฑ์การเลอื กใช้คา
การใชค้ ามคี วามสาคัญตอ่ การเขยี นทุกประเภท
ไม่เฉพาะการเขียนในเชงิ วชิ าการเท่านั้น
ผเู้ ขียนต้องมีความสามารถในการเลือกสรรถอ้ ยคา
ที่จะใช้ใหเ้ หมาะสมกับการเขยี นแตล่ ะประเภท
การเขียนเชงิ วิชาการมิไดห้ มายความว่าจะตอ้ งใช้
ถอ้ ยคาสานวนใหเ้ ป็นวชิ าการเกนิ ไป จนยาก
แกก่ ารทาความเข้าใจ หรอื ใช้คางา่ ย ๆ พ้ืน ๆ
ก็อาจไมส่ ามารถสนองตอบวตั ถุประสงค์
ของการเขยี นเชงิ วชิ าการนน้ั ๆ ไดเ้ ชน่ เดียวกัน
หลักเกณฑก์ ารเลอื กใช้คา
01 ใชค้ าให้ตรงความหมายและชัดเจน
02 ใช้คาให้ถกู ตอ้ งตรงกบั ประเภทของคา
03 ใชค้ าใหถ้ กู ต้องตามหลักภาษา
04 ใช้คาใหเ้ หมาะสมกับประเภทของการเขียน
05 อาจใชค้ าพงั เพย คาคม สภุ าษติ และสานวน
ประกอบใหเ้ หมาะสมไดเ้ ลก็ นอ้ ยในบางบริบท
หลักเกณฑก์ ารเลอื กใช้คา
06 ไมใ่ ชค้ าซา้ ๆ กันในบรบิ ทเดยี วกนั
หรอื ตาแหนง่ ใกลก้ ัน
07 ไมใ่ ชค้ าภาษาถน่ิ คาเฉพาะวงการ
และคาเฉพาะกลุ่มโดยไมจ่ าเป็น (ยกเว้นยกตวั อยา่ ง)
08 ไม่ใชค้ าสองแง่สองงา่ ม และคาหยาบคาย
09 ไม่ใชค้ ายอ่ และอักษรยอ่ อย่างฟุ่มเฟือย
10 ไมใ่ ชเ้ ครื่องหมายวรรคตอนผิด
ไม่ฉีกคาในประโยค
หลกั เกณฑก์ ารเลือกใช้คา
01 ใช้คาให้ตรงความหมายและชดั เจน
คาแตล่ ะคามคี วามหมายไม่เหมอื นกัน
ความหมายตรงตามตวั อักษรและความหมายในเชงิ อปุ มา
คาบางคามีความหมายที่กวา้ งและแคบ
บางคามีความหมายใกลเ้ คียงกัน เชน่ “เก่ียวข้อง เก่ียวพัน เกีย่ วเน่ือง”
ดงั น้ัน จงึ ต้องเลอื กใช้คาให้ตรงกบั ความหมายตามพจนานุกรม
และใชค้ าทมี่ ีความหมายชัดเจน ไม่ทาใหผ้ ้อู า่ นสับสน
การใชค้ าทมี่ ีความหมายไมถ่ กู ต้องจะทาให้การสือ่ สารคลาดเคล่ือน
หลักเกณฑก์ ารเลอื กใช้คา
02 ใชค้ าใหถ้ กู ตอ้ งตรงกับประเภทของคา
ในภาษาไทยมที งั้ คามูล คาประสม คาซา้ คาซอ้ น คาสมาส
แบบสมาสและแบบสนธทิ ี่สรา้ งจากภาษาบาลีและสันสกฤต และมีคายมื
จากภาษาตา่ งประเทศทง้ั คาทบั ศพั ท์และศพั ทบ์ ัญญตั ิ
ดงั น้ันการเลือกใชค้ าจึงตอ้ งดูใหต้ รงกบั ประเภทของคา การสะกดคา
และเลือกใช้ในบรบิ ทท่เี หมาะสม
*คาทีพ่ บว่าพมิ พ์ผดิ ส่วนมาก คือ คาวา่ อินเทอรเ์ น็ต (Internet)
มกั สะกดผดิ เป็น อนิ เตอรเ์ น็ต X
หลกั เกณฑก์ ารเลอื กใช้คา
02 ใช้คาใหถ้ ูกตอ้ งตรงกับประเภทของคา
ถา้ ไมม่ นั่ ใจว่าคาน้นั สะกดอยา่ งไร ให้เปิดพจนานุกรม
อาจจะจากหนงั สอื สือแบบออนไลน์ (แหล่งทนี่ ่าเชอ่ื ถอื )
หรอื แอปพลเิ คชนั ของราชบณั ทติ ยสถาน
หลกั เกณฑก์ ารเลือกใช้คา
03 ใชค้ าให้ถูกตอ้ งตามหลักภาษา
มีหลายคาทีพ่ บว่าเวลาเรียบเรยี งประโยคเรามักใช้สับสนปนเปกัน
จนแยกไมอ่ อกว่า คาใดควรใช้อยา่ งไร จะตอ้ งใช้คาสันธาน บพุ บทหรอื คาเชอ่ื ม
เปน็ ตน้ วา่ “โดย ดว้ ย กับ แก่ แด่ ต่อ”
“โดย” แปลวา่ ด้วย ตาม เชน่ โดยธรรม โดยสัจจรงิ (ข. โฏย)
“ด้วย” (บพุ บท) คานาหน้านามเพือ่ ใหร้ ู้ว่านามนัน้ เปน็ เครือ่ งใช้
หรือเปน็ ส่ิงทีใ่ ช้เป็นเครอื่ งกระทา เช่น ฟนั ดว้ ยมีด
เขียนด้วยปากกา
สามารถแปลวา่ เพราะ เหตุ เชน่ ไดด้ ีด้วยความสามารถ
หลกั เกณฑก์ ารเลือกใช้คา
03 ใช้คาใหถ้ กู ตอ้ งตามหลักภาษา
“กับ” ใช้เชอ่ื มคาหรือความเขา้ ด้วยกนั รวมกนั เก่ยี วข้องกัน
“แก่” เช่น ได้ยนิ มากบั หู นั่งกบั พ้ืน เขารา้ ยกบั ฉนั
“แด่”
“ตอ่ ” ใช้นาหน้าคานามทีเ่ ป็นผู้รับ (อายนุ อ้ ยกว่าผ้ใู ห้)
เชน่ ครใู ห้ของขวัญวนั ปใี หมแ่ กน่ ักเรยี น
ใช้นาหนา้ คานามทเ่ี ปน็ ผู้รับ (อายุมากกว่าผู้ให้)
เชน่ นักศึกษามอบของทรี่ ะลึกแด่วทิ ยากร
แปลได้ว่า เฉพาะ ไปยงั เมื่อถงึ แตล่ ะ
เชน่ ยืน่ เอกสารต่อโรงเรียน คุยกนั สองต่อสอง
หลักเกณฑ์การเลอื กใช้คา
04 ใช้คาใหเ้ หมาะสมกับประเภทของการเขียน
ถ้าเขยี นผลงานวิชาการประเภทใดตอ้ งใชถ้ อ้ ยคาภาษาใหส้ อดคลอ้ งกบั
ผลงานนัน้ ๆ เชน่
ถ้าเป็นตาราและหนงั สอื วิชาการจะมีผ้อู ่านค่อนข้างกวา้ งขวางกวา่ เอกสาร
ประกอบการสอนหรือเอกสารคาสอน ดงั นัน้ ถอ้ ยคาภาษาจะ
ไม่เฉพาะเจาะจงมากเทา่ กับท่ีใชใ้ นเอกสารประกอบการสอนโดยเฉพาะ
ในบทความวชิ าการจะไมเ่ น้นการใช้ศัพทว์ ิชาการ ศพั ทบ์ ญั ญัติหรือศพั ท์
เฉพาะวชิ าโดยไมจ่ าเป็น หรอื ใช้เท่ากับตาราหรอื หนงั สือวชิ าการ เนื้อหา
บทความวิชาการมักเผยแพร่ในวารสารวิชาการท่ีเนน้ ความเรยี บง่ายมากกวา่
ขณะท่ีถ้าเปน็ รายงานผลการวิจัยกจ็ ะใช้ถ้อยคาทเี่ กย่ี วข้องกบั การวจิ ยั เช่น
ประเภทสมมุตฐิ าน ตัวแปร ตัวแปรต้น ตวั แปรตาม นิยามศพั ท์
การวิเคราะหข์ ้อมูล การนาเสนอข้อมลู อภปิ รายผล เป็นต้น
หลักเกณฑก์ ารเลอื กใช้คา
05 อาจใช้คาพงั เพย คาคม สุภาษิต
และสานวนประกอบใหเ้ หมาะสมได้เลก็ นอ้ ย
ในบางบริบท
แม้การเขยี นเชงิ วิชาการจะเป็นความจริงจัง เอาการเอางาน ตรงไปตรงมา
จงึ ใชค้ าท่ีมคี วามหมายตรงตัวอักษรเป็นด้านหลกั แตบ่ างคร้งั ในบางบรบิ ท
ของข้อความทีเ่ ปน็ วขิ าการกไ็ ดส้ อดแทรกถอ้ ยคาที่เป็นคาพังเพย คาคม
หรือสุภาษติ ตลอดจนสานวนตา่ ง ๆ ลงไปในขอ้ ความนนั้ ๆ ให้เหมาะสม
นอกจากมีสว่ นเสรมิ ให้การเขียนเชงิ วิชาการน่าสนใจมีสาระเพ่ิมข้ึนแล้ว
ยังสะทอ้ นถึงความรอบรู้ในการใชศ้ ลิ ปะทางภาษาได้อย่างน่ายกย่องดว้ ย
หลักเกณฑ์การเลือกใช้คา
06 ไมใ่ ชค้ าซา้ ๆ กนั ในบริบทเดยี วกัน
หรอื ตาแหน่งใกล้กัน
การเขยี นเชงิ วิชาการท่ีหวังประสทิ ธผิ ลต้องหมนั่ เลือกสรรใช้ถ้อยคาให้มี
ความหลากหลายทีเ่ รียกว่า “การหลากคา” คือไม่ใชค้ าซ้าซากหรอื คาเดิม ๆ
ไมห่ าคาความหมายเดียวกนั ในบรบิ ทอืน่ ๆ ทสี่ ามารถใช้ได้มาแทนที่
ตวั อยา่ งในการอา้ งถงึ ข้อความของผู้เขียนหลายคน
เมธาวี ทองค้มุ (2562) กลา่ ววา่ .............
วรรณวิสา สมัยมาก (2561) กล่าววา่ .............
อาจเปลยี่ นคาวา่ “กลา่ ววา่ ” เป็นคาอ่นื หรือเรยี บเรยี งประโยคใหม่
เช่นเดยี วกับวรรณวิสา สมัยมาก (2561) ที่มคี วามเห็นว่า.....
หลักเกณฑก์ ารเลือกใช้คา
07 ไม่ใชค้ าภาษาถน่ิ คาเฉพาะวงการ
และคาเฉพาะกล่มุ โดยไมจ่ าเปน็
ต้องคานึงถึงความเหมาะสม ไม่ใชม้ ากจนเฝือ จนทาใหก้ ารเขยี นเชงิ
วิชาการด้อยคา่ ลงได้ เน่ืองจากเต็มไปดว้ ยศัพท์จนหนกั สมอง
ไม่เชญิ ชวนให้อา่ น โดยเฉพาะการทับศพั ท์จากภาษาต่างประเทศ
ท่ีมหี ลกั การว่า ใหเ้ ขยี นคาภาษาต่างประเทศนัน้ เปน็ ภาษาไทย
แลว้ วงเลบ็ คาต่างประเทศ การวงเล็บให้ทาเพียงครั้งแรกที่กล่าวถึงคานั้น
ไม่ตอ้ งตามวงเลบ็ ทกุ ครงั้ ถ้าเป็นขอ้ มลู ที่แปลมาก็ให้วงเลบ็ เฉพาะคาหรือ
ข้อความท่ีจาเปน็ ตามความเหมาะสม
บางกรณที ี่คาศัพท์บัญญัติจากภาษาตา่ งประเทศไมเ่ ป็นที่นยิ ม
ใหใ้ ชค้ าทบั ศัพทต์ ามพจนานุกรมแทน เช่น
computer = คณติ กรณ์(ศพั ท์บญั ญตั ิ) = คอมพิวเตอร์(คาทบั ศัพท์)
หลกั เกณฑก์ ารเลอื กใช้คา
08 ไม่ใชค้ าสองแงส่ องงา่ ม และคาหยาบคาย
ถา้ ไมจ่ าเปน็ จะไม่ใช้คาประเภทมีความหมายสองแง่สองงา่ ม
คาผวนทม่ี ลี ักษณะเชิงหยาบคาบหรอื คาท่ีมลี ักษณะเชน่ นน้ั
โดยเฉพาะคาไม่สภุ าพ คาหยาบโลนหรือหยาบคาย จัดเป็นคาต้องหา้ ม
สาหรบั การเขียนทั่วไป แต่ในกรณีจาเป็นต้องยกเป็นตัวอยา่ งประกอบ
เนือ้ หาทางวิชาการก็อาจอนุโลมไดบ้ ้าง
หลักเกณฑก์ ารเลือกใช้คา
09 ไม่ใชค้ าย่อและอักษรย่ออย่างฟุ่มเฟอื ย
การยอ่ คา คอื การลดรปู ของคาให้เหลอื แค่ส่วนหน้า ส่วนหน้าทเี่ หลือ
นั้นอาจเปน็ คาเรยี กว่า “คายอ่ ” หรอื ถ้าเปน็ อกั ษร เรียกว่า “อกั ษรยอ่ ”
อีกความหมายหนึ่ง หมายถงึ การย่อคาหรือกลุ่มคาทม่ี ีจานวนคามาก
เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพูดและการเขียน จงึ ย่อคาใหม้ จี านวน
นอ้ ยลง โดยใช้เครอ่ื งหมายไปยาลน้อย (ฯ) ตอ่ ท้ายข้อความหรอื กลุม่ คา
คายอ่ บางคาได้รับการยอมรับ อาจใชไ้ ด้ เชน่
ม.ร.ว. หมายถงึ หม่อมราชวงศ์
ดร. หมายถงึ ดอกเตอร์
หลกั เกณฑ์การเลอื กใช้คา
10 ไม่ใชเ้ ครอ่ื งหมายวรรคตอนผิดประเภท
ไม่ฉีกคาในประโยค
การใช้เครอ่ื งหมายวรรคตอนในภาษาไทยตอ้ งเลือกใชใ้ หเ้ หมาะสม
เชน่ “ ” เครอ่ื งหมายคาพูด เปน็ เคร่ืองหมายวรรคตอนสากล ใช้เขียน
สกดั ขา้ งหน้าและข้างหลังของ อักษร คา วลี หรือประโยค ทตี่ ้องการ
เนน้ เป็นพิเศษ ตอ้ งเคาะเวน้ วรรคหนา้ และหลงั อยา่ งละ 1 เคาะ
เช่นเดยี วกบั เครอื่ งหมาย ๆ หรอื ไมย้ มก มีหลักเกณฑก์ ารใชค้ ือ
เคาะหนา้ และหลงั 1 เคาะ ตัวอย่าง ต่าง ๆ นานา
ส่วนเรือ่ ง การฉกี คา ให้สงั เกตคาสุดท้ายในแตล่ ะบรรทดั
ไมค่ วรฉกี คาท่ีมีความหมายต่อเน่อื งกนั ไวค้ นละบรรทัด
เช่น การศึกษา ภาระงาน ทาให้ ฯลฯ
หลักเกณฑก์ ารแตง่ ประโยค
ควรทาความเข้าใจกับโครงสรา้ งและประเภท
ของประโยค ความยาวของประโยคและหน้าท่ี
ของประโยคซง่ึ มหี นา้ ทสี่ าคัญสองประการ
คอื หนา้ ทขี่ องประโยคตามเจตนาของผสู้ ่อื สาร
และหนา้ ที่ของประโยคตามลักษณะการสร้าง
ความสัมพนั ธร์ ะหว่างประโยค
ข้อบกพรอ่ งในการใช้ภาษา
ประโยคฟมุ่ เฟอื ย
ใชค้ าเกินความจาเป็น เชน่ “ในการ” “ในความ” “ทาการ”
“มีการ” “มคี วาม”
ประโยคสานวนภาษาตา่ งประเทศ
แปลจากภาษาตา่ งประเทศ ข้ึนต้นด้วยคาวา่ “มนั ” ไมใ่ ชล่ กั ษณนาม
ประโยคกากวม
วางสว่ นขยายผิดท่ี ตีความไดห้ ลายความหมาย เว้นวรรคผดิ
ประโยคทใี่ ชค้ าไมเ่ หมาะสม
เรยี งลาดับคาผดิ ขาดประธาน ใช้ระดับภาษาปนกนั ใชค้ าไมเ่ หมาะสม
ประโยคทเ่ี ขยี นไมจ่ บความ
มภี าคประธานแต่ขาดภาคแสดง มีสาเหตแุ ต่ขาดผลลัพธ์
หลักเกณฑก์ ารใช้โวหาร
ประกอบดว้ ยการใชโ้ วหารหรอื กระบวนความ
ห้าประเภท คอื
บรรยายโวหาร
พรรณนาโวหาร
กระบวนความโนม้ น้าวใจหรอื เทศนาโวหาร
กระบวนความยกตวั อย่างหรอื สาธกโวหาร
และกระบวนความเปรยี บเทยี บหรอื อปุ มาโวหาร
ตวั อยา่ งภาษาในรายงานเชิงวิชาการ
เถกิง พันธ์เุ ถกงิ อมร (2558) ได้ให้ความหมาย
ของคาว่า “ศัพท์วชิ าการ” หรือ “ศพั ทเ์ ทคนิค” (Technical term)
เป็นคาศพั ท์ทใี่ ช้ในแวดวงวิชาการ ในการเขียนเชิงวิชาการจาเป็นต้องใชภ้ าษา
วชิ าการ ทีไ่ ม่อาจหลีกเลย่ี งจากการใช้ศพั ท์วิชาการหรอื ศัพท์เทคนคิ
เน่ืองจากศิลปวิทยาการใหม่ ๆ ท่ีเผยแพร่มาจากต่างประเทศน้นั ไมม่ ีคา
เรียกขานในภาษาไทย เมอ่ื จะกลา่ วถึงคาภาษาต่างประเทศนั้น ๆ เรม่ิ แรก
ก็ใชว้ ธิ ีทบั ศพั ท์ แตอ่ อกเสียงเปน็ ภาษาไทย เช่น “กัดฟันมันสยาม” มาจาก
“Goverment of Siam” โดยเฉพาะช่ือชาวต่างประเทศเพี้ยนเสยี งจนเกือบ
ไม่ร้วู ่าช่อื เดมิ คืออะไร เชน่ “ตะแลป็ แกป็ ” มาจากคาว่า “Telegraph”
ซ่งึ ในสมัยหลงั มีศัพท์บัญญตั วิ า่ “โทรเลข” เปน็ ต้น
ตวั อยา่ งภาษาในรายงานเชงิ วชิ าการ
อยา่ งไรก็ตาม น่าสังเกตวา่ ศัพท์บัญญตั ิบางคาไม่เปน็ ทน่ี ยิ มใชห้ รือไม่
“ตดิ ตลาด” เชน่ มเี รือ่ งเลา่ วา่ คา “ฟตุ บอล” (Football)
เคยบัญญัตศิ พั ท์ว่า “หมากแขง้ ” แต่ผคู้ นนยิ มใช้คาทบั ศพั ท์จนคาว่า
“หมากแข้ง” ต้องหายไป เช่นเดียวกับศพั ทบ์ ัญญตั สิ มยั หลงั ทใ่ี ช้แทน
คาว่า “คอมพิวเตอร์” (Computer) คอื “สมองกล” และ “คณติ กรณ์”
กน็ ยิ มทับศัพทจ์ นไม่มีผู้ใดใชศ้ ัพทบ์ ญั ญตั อิ ีกตอ่ ไป
การใชศ้ พั ท์วชิ าการจึงเป็นลกั ษณะสาคญั ประการหน่งึ ของภาษาวชิ าการ
ทีท่ าใหม้ ีความแตกตา่ งกบั ภาษาทั่ว ๆ ไป
ตวั อย่างภาษาในรายงานเชงิ วิชาการ
นอกจากการใช้ศัพท์วชิ าการดงั กล่าวแลว้ ยงั มศี พั ทอ์ ีกประเภทหนง่ึ ซ่งึ มี
ความคลา้ ยคลึงกันกบั ศพั ท์วชิ าการ ถา้ พจิ ารณาเพียงผิวเผนิ จะเห็นว่า
ไมม่ คี วามแตกตา่ งกนั และนา่ จะใชแ้ ทนกนั ได้ แม้แตเ่ ป็นราชบัณฑติ ยสถานก็
ยังให้คานิยามความหมายของ “คาศัพทเ์ ฉพาะวชิ า” และ “ศพั ทบ์ ญั ญตั ”ิ
ซงึ่ เปน็ ศัพทว์ ชิ าการไมช่ ัดเจนเทา่ ท่ีควร จนมีลักษณะใกล้เคยี งกนั กล่าวคอื
“ศัพทเ์ ฉพาะวชิ า” มคี วามหมายว่า “น. คาทตี่ ราหรือกาหนดขึน้ ใช้ในแตล่ ะ
วชิ า เช่น ปฏิชวี นะ ประสบการณ์ มลพษิ ส่วน “ศัพท์บัญญัต”ิ หมายถึง
“น. คาทต่ี ราหรอื กาหนดขนึ้ ไวใ้ หม้ ีความหมายเฉพาะเป็นเรอ่ื ง ๆ ไป เชน่
โทรทศั น์ ธนาคาร รัฐวิสาหกจิ ” (ราชบณั ฑติ ยสถาน. 2556 : 1139)
การใช้ศพั ทเ์ ฉพาะวิชาจะปรากฏในการเขยี นเชงิ วิชาการแต่ละสาขาวชิ า
ทจี่ าเป็นตอ้ งใชศ้ ัพท์เฉพาะวชิ านัน้ ๆ ไม่เชน่ นน้ั เนอ้ื หาสาระอาจไมค่ รบถ้วน
สมบูรณ์หรอื ไมช่ ัดเจนแจ่มแจง้ เทา่ ทีค่ วร จนผ้รู บั สารไมส่ ามารถรบั สาร
หรือการถ่ายทอดได้ตามวัตถุประสงค์ เช่น ศัพทเ์ ฉพาะทางโหราศาสตร์
ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
หลักการ 5 ขอ้ ในการใชภ้ าษาเขยี นรายงาน
01 ใชภ้ าษาทางการ ไมใ่ ชภ้ าษาพดู
02 ใช้ประโยคส้ัน ๆ กระชับ เรยี บเรียงให้สมบรู ณ์
ชดั เจนตามหลักไวยากรณ์ภาษาไทย
03 ใชส้ านวนภาษาของตวั เองเขา้ ใจงา่ ย ไมค่ ดั ลอก
ข้อความจากแหลง่ อน่ื ควรสรุปเป็นภาษาของตวั เอง
04 ระมดั ระวังเร่อื งการสะกดคา คาทบั ศพั ท์
การใชเ้ ครื่องหมาย การแบง่ วรรคตอน การฉกี คา
05 ใชป้ ระโยคสื่อความหมายตรงตัว ไมฟ่ ่มุ เฟือย
ใช้สานวนหรอื คาเปรียบเทยี บได้ในบางบริบท
บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธิการ. สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน.
หนงั สอื ส่งเสริมประสทิ ธภิ าพการเรียนรู้ กล่มุ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย.
กรุงเทพฯ : สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ, 2561.
ชนกพร องั ศุวริ ยิ ะ. พฒั นาการเขยี นภาษาไทย. กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ์
แหง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , 2560
เถกิง พนั ธ์เุ ถกงิ อมร. การใชภ้ าษาในการเขียนเชงิ วชิ าการ. เอกสารประกอบ
การบรรยายในโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการเรียนการสอน
ดา้ นการวจิ ยั และด้านการสนบั สนุนวชิ าการ สาหรบั อาจารย์
คณะมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์. สงขลา : มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสงขลา, 2558.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554.
กรงุ เทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2556.