ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่า อ่าข่า
เรื่องที่ ๑ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองอ่าข่า ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายชีตา จือปา อายุ ๕๕ ปี ชื่อหมู่บ้าน แม่จันใต้ที่อยู่เลขที่ ๑๒๘ หมู่ที่ ๒๕ ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ผู้สัมภาษณ์นางสาวบุณยวีร์ ทวีพนารักษ์ วัน เดือน ปีที่สัมภาษณ์ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ชายนักโยนมีด ๒. ประเภทของนิทาน คนกับสัตว์ ๓. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายชีตา จือปา ๔. เชื้อสายที่สืบทอด สืบทอดโดยการเล่าปากต่อปาก ๕. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ชายคนหนึ่งกำลังเดินไปยังทุ่งนาแล้วไปเห็นปลากระโดดขึ้นกระโดดลงได้สูงมาก ก็เกิดความสงสัยว่า ทำไมปลาถึงกระโดดได้สูงได้ขนาดนี้จึงค่อยๆ ย่องไปดูใกล้ๆโดยซ่อนตัวที่พงหญ้าปรากฏว่าปลา ที่เห็นกระโดดขึ้นกระโดดลงอยู่นั้นเป็นเพราะมีนกกระยางตัวหนึ่งกินปลาจนอิ่มแล้วโยนปลาขึ้นโยนปลาลงเล่นๆ อยู่ ชายผู้นั้นก็คิดว่าตนก็น่าจะทำแบบนั้นได้เช่นกัน จึงกลับไปฝึกที่บ้านโดยตอนแรกก็ฝึกโดยใช้ไม้เบาๆ โยนขึ้นโยน ลงโดยใช้ปาก และเอาไม้ไผ่มาเหลาทำเป็นมีดแล้วโยนขึ้นและคาบด้วยปาก จนเกิดความชำนาญจึงเปลี่ยนมาเป็น คาบมีดแล้วโยนขึ้นโยนลงได้ปรากฏว่าเขาสามารถคาบมีดแล้วโยนขึ้นโยนลงได้ จนนานวันเข้าความสามารถของเขา ก็เป็นที่กล่าวขานกันไปทั่ว จึงมีคนไปจ้างชายผู้นั้นให้ไปออกงานแสดงหารายได้ ชายนักโชว์มีดสามารถแสดงการ โยนมีดคาบมีดได้อย่างคล่องแคล่วเป็นที่ชื่นชมของผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก เจ้าของงานเมื่อเห็นว่าชายผู้นี้มี ความสามารถอย่างน่าทึ่งก็เดินเข้าไปถามว่า “พ่อหนุ่มนี่ช่างแสดงการคาบมีดขึ้น ๆ ลง ได้เก่งขนาดนี้ ไม่ทราบไป เรียนมาจากใครรึ” ชายผู้นั้นก็ตอบว่า “ข้าไม่ได้ไปเรียนมาจากใครที่ไหนเลย ข้าเป็นเองตั้งแต่เกิด” เจ้าของงานก็
ถามย้ำว่า “ไม่จริงหรอกมั่ง น่าจะมีใครสอนหรือไปเห็นตัวอย่างที่ไหนมาก่อนเป็นแน่ล่ะ ไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกิดได้ หรอก” ชายผู้นั้นก็ตอบว่า “แต่ข้านี่แหละที่เก่งแบบนี้มาตั้งแต่เกิดจริงๆ” เจ้าของที่เชิญมาแสดงก็ให้ชายหนุ่มนั้น แสดงการคาบมีดให้ดูใหม่อีกครั้ง “ถ้างั้นเจ้าลองแสดงให้ข้าดูชัดๆ อีกรอบได้หรือเปล่าล่ะ ข้าอยากดูว่าเจ้าเล่นยังไง กัน” ชายหนุ่มก็ตอบอย่างมั่นใจว่า “ได้ซิ อยากจะดูสักกี่รอบก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” คราวนี้ ชายหนุ่มนักโชว์มีดก็รีบ แสดงการคาบมีดด้วยปากเปล่าให้กับคนที่เป็นผู้ว่าจ้างเขาอีกรอบ แต่ด้วยความที่ไม่ทันได้ระวังดีๆ มีดที่โยนขึ้น ได้รับพลาดจึงตกลงมาปักใส่คอของเขาพอดี จนชายนักโชว์มีดก็ได้เสียชีวิตทันทีโดยไม่มีใครช่วยทัน ๖. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มีอุปกรณ์ ๗. ท่าทาง มีท่าทางประกอบเล็กน้อย ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต โทษของการโกหกและไม่เคารพต่อครูบาอาจารย์(ความประมาท) ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า อยู่ที่บ้านแม่จันใต้ เล่าได้ ๑ คน แต่เล่าไม่ค่อยบ่อยเป็นเพราะคนสมัยนี้ไม่ค่อยนิยมฟังและมีสิ่งอื่น มาล่อใจกว่า • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผู้รู้ได้ฟังมาจากรุ่นปู่ เล่าต่อๆ กันมาตอนผู้รู้ อายุประมาณ ๑๐-๑๒ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ผู้เล่ามีความตั้งใจที่จะเล่าเรื่องนี้อย่างเต็มใจ หากว่ามีคนสนใจอยากฟัง
เรื่องที่ ๒ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองอ่าข่า ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนางหมี่ชุ เชอหมื่อ อายุ ๕๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน แม่จันใต้ที่อยู่เลขที่ ๑๒๘ หมู่ที่ ๒๕ ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ผู้สัมภาษณ์นางสาวบุณยวีร์ ทวีพนารักษ์ วัน เดือน ปีที่สัมภาษณ์๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: อาจิ๊โนย๊ว (นกสีเขียว) ๒. ประเภทของนิทาน กษัตริย์กับประชาชน ๓. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นาง หมี่ชุ เชอหมื่อ ๔. เชื้อสายที่สืบทอด สืบทอดโดยการเล่าปากต่อปาก ๕. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผู้ชายคนหนึ่งมีลูกชายอยู่สองคน ส่วนภรรยาได้เสียชีวิตไปแล้ว ชายผู้นั้นจึงได้ แต่งงานใหม่กับหญิงคนหนึ่ง ซึ่งภรรยาใหม่ของชายผู้นั้นไม่ชอบลูกติดของสามีตัวเองเลย ภรรยาจึงบอกกับสามีว่า “ถ้าพี่ยังเลี้ยงดูลูกของพี่อยู่ น้องก็จะกลับไปอยู่บ้านแล้ว” สามีอ้อนวอนอย่างไรภรรยาก็ทำท่าจะกลับไปอยู่บ้านท่า เดียว ทำให้ผู้เป็นสามีลำบากใจมาก ลูกของตัวเองก็รักภรรยาใหม่ก็อยากให้อยู่ด้วยกัน ด้วยความรู้สึกเสียดายถ้า ภรรยาต้องกลับไปอยู่บ้าน ชายผู้นั้นก็สัญญากับภรรยาว่าจะเอาลูกไปปล่อยทิ้งในป่า วันต่อมาผู้เป็นสามีจึงได้ วางแผนห่อข้าวและพาลูกชายทั้งสองของตนเดินทางเข้าไปในป่า โดยมีหมาดำที่บ้านติดตามไปด้วยหนึ่งตัว ผู้เป็น พ่อตั้งใจจะพาลูกไปให้ไกลที่สุดและพาไปในที่ที่ลูกชายทั้งสองไม่เคยไปถึงมาก่อน และระหว่างทางผู้เป็นพ่อก็จะ คอยถามลูกชายทั้งสองว่า “ลูกเอ๋ย ลูกทั้งสองเคยมาสถานที่แห่งนี้หรือยังจ๊ะ” ลูกทั้งสองก็ตอบว่า “เคยมาแล้วจ๊ะ พ่อ” ถ้าลูกชายตอบว่าเคยมาแล้วผู้เป็นพ่อก็จะพาลูกเดินทางต่อเข้าไปในป่าลึกเข้าไปเรื่อยๆ และคอยถามว่า “ลูก เอ๋ย ลูกทั้งสองเคยมาสถานที่แห่งนี้หรือยังจ๊ะ” ลูกก็ตอบว่า “เคยมาแล้วจ๊ะพ่อ” ผู้เป็นพ่อก็จะพาลูกทั้งสองเดิน ต่อไปอีกสักพัก ผู้เป็นพ่อก็หยุดเดินแล้วถามลูกทั้งสองว่า “ที่นี่ละเคยมาหรือยังจ๊ะลูก” ลูกทั้งสองก็ตอบว่า “ยังไม่
เคยมาเลยจ๊ะ” ชายผู้นั้นก็บอกลูกว่า “ลูกเอ๋ย ลูกทั้งสองรอพ่ออยู่ที่นี่นะจ๊ะ เดี๋ยวสักพักพ่อจะกลับมา” จากนั้นผู้ เป็นพ่อก็ทิ้งลูกทั้งสองของตนไว้ในป่าแล้วก็เดินทางกลับไปบ้านคนเดียว พอกลับไปถึงบ้านผู้เป็นพ่อก็รู้สึกกระวนกระวายจิตใจ นึกเป็นห่วงลูกของตนว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร บ้าง ทำให้นอนก็ไม่นอนหลับจนเวลาผ่านไปถึงเที่ยงคืน ก็ได้ยินเสียงหมาเห่าอยู่หน้าบ้าน จึงคิดในใจว่าหมาคงจะ หิวจึงเห่าหาข้าวกิน ผู้เป็นพ่อจึงลุกขึ้นมาปั้นข้าวหนึ่งก้อนแล้วโยนให้หมากินไป แล้วกลับไปนอน สักพักหมาก็เห่า อีก ผู้เป็นพ่อจึงลุกขึ้นมาปั้นข้าวหนึ่งก้อนโยนให้หมาดำเป็นครั้งที่สอง แล้วกลับไปนอน สักพักหมาดำก็ยังเห่าอีก ผู้ เป็นพ่อจึงลุกขึ้นมาปั้นข้าวก้อนที่สามโยนให้หมาดำกินอีก พอหมาดำได้กินข้าวปั้นก้อนที่สามเสียงเห่าจึงได้เงียบไป เจ้าหมาดำพอได้ข้าวปั้นครบทั้งสามก้อนก็ได้คาบเข้าไปในป่าแล้วไปแบ่งให้เด็กทั้งสองคนนั้นกิน สักครู่เด็กทั้งสอง คนก็เดินทางกลับไปบ้านพร้อมกับเจ้าหมาดำ พอภรรยาเห็นลูกทั้งสองของสามีก็บอกสามีว่า “นั้นไงลูกที่บอกว่าจะ เอาไปทิ้งในป่าตอนนี้เดินทางกลับมาแล้วไง ฉันจะไม่อยู่กับคุณแล้วละ ฉันจะกลับไปบ้านของฉันแล้ว” ชายผู้นั้นก็ ลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง พอรุ่งเช้าผู้เป็นพ่อจึงต้องเตรียมข้าวปลาอาหารแล้วพาลูกชายทั้งสองของตนเดินทางเข้าไป ในป่าอีกครั้งพร้อมกับหมาดำ ระหว่างทางก็ค่อยถามลูกเป็นระยะๆ ว่าเคยมาถึงที่นี่ไหมถ้าลูกตอบว่าเคยมาแล้ว ก็ จะพาเดินต่อไปอีก จนกระทั้งพาลูกทั้งสองมาถึงที่แห่งหนึ่งผู้เป็นพ่อก็ถามลูกทั้งสองว่า “ลูกเอ๋ย ลูกทั้งสองเคยมา ที่นี่หรือยังจ๊ะ” ลูกก็ตอบว่า “ยังไม่เคยมาจ๊ะพ่อ” ผู้เป็นพ่อจึงหยุดเดินแล้วก็ได้กล่อมให้ลูกทั้งสองหลับอยู่ในป่า เมื่อเห็นว่าลูกทั้งสองหลับแล้ว จึงได้เดินทางกลับบ้านคนเดียวเหมือนครั้งที่ผ่านมา เมื่อกลับถึงบ้านได้สักระยะหนึ่ง หมาดำตัวนั้นก็กลับมาถึงบ้าน พอเห็นหมากลับมาก็พูดกับภรรยาว่า “หมาคงมาหาข้าวกินด้วยความหิว” แล้วปั้นข้าวโยนให้ลูกที่หนึ่งและให้ลูกที่สองลูกหมาก็ยังเห่า จนได้ลูกที่สามจึง หยุดเห่าจากนั้นหมาดำก็คาบข้าวเดินไปในป่า เอาข้าวไปแบ่งให้เด็กสองคนกิน เวลาผ่านไปได้ไม่นานก็พาเด็กสอง คนนั้นกลับมาที่บ้านเหมือนเดิม พอภรรยาของชายผู้นั้นเห็นก็ พูดว่า “นั่นไงลูกชายของคุณกลับมาอีกแล้ว ฉันจะไม่ อยู่ด้วยล่ะ จะกลับไปอยู่ที่บ้าน ยังไงคุณก็ไม่สามารถเอาลูกไปปล่อยในป่าได้สำเร็จหรอก หรือมีอีกทางคือ ฆ่าหมา ตัวนี้ทิ้งเสียแล้วค่อยพาลูกไปปล่อยในป่า” ชายผู้นั้นก็รับฟังคำแนะนำของภรรยาและทำตามอย่างที่ภรรยาเขาบอก คือฆ่าหมาดำก่อนแล้วจึงพาลูกชายไปปล่อยทิ้งในป่า ตรงที่ที่ลูกชายสองคนไม่เคยไปถึงมาก่อน แล้วกล่อมให้ลูก หลับในป่า จากนั้นก็เดินทางกลับบ้านคนเดียว ส่วนลูกสองคนเมื่อตื่นขึ้นมา มองไม่เห็นพ่อไม่เห็นหมาก็ร้องไห้อยู่ กลางป่า พอร้องไห้เสียงดังก็ทำให้เสียงร้องไห้นั้นได้ยินไปถึงหูของนางยักษ์ตนหนึ่งที่อยู่ในป่าแห่งนั้น และยังทำให้ นางยักษ์ได้กลิ่นมนุษย์อีกด้วย นางจึงเดินทางไปตามเสียงร้องนั้นไปดูเพื่อจะได้จับกินเป็นอาหาร พอได้เดินเข้าไป ใกล้ก็เห็นว่าเป็นเด็กสองคนอายุประมาณ ๖-๗ ขวบ ก็ทำให้รู้สึกรักและเอ็นดูเด็กสองคนนั้นขึ้นมาและไม่อยากจับ กินเป็นอาหารอีก นางยักษ์จึงได้แปลงร่างกลายเป็นผู้หญิงและเดินเข้าพูดกับเด็กสองคนว่า “แม่อยู่นี่แล้วนะลูก อย่าร้องไห้อีกเลย” นางยักษ์ก็เข้าไปปลอบโยนเด็กสองคนและชวนไปอยู่กับเขา ความจริงเด็กสองคนนั้นก็รู้ว่านาง ยักษ์ตนนั้นไม่ใช่แม่ตน แต่เห็นว่านางยักษ์คนนี้ใจดี ดูมีเมตตาต่อพวกเขา จึงตัดสินใจไปอยู่กับนางยักษ์ตนนั้นตาม คำชวน
วันต่อมานางยักษ์ก็จะออกไปหาอาหารกินตามปกติ แต่ก่อนจะออกไปหากินก็กำชับกับเด็กสองคนว่า “อย่าเข้าไปในห้องที่แม่ห้ามเข้านะลูกแม่ไปไม่นานก็จะกลับมา” เด็กสองคนนั้นก็รับปากอย่างดี เมื่อนางออกจาก บ้านไป เด็กสองคนด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าทำไม แม่ห้ามเข้าไปในห้องต้องห้าม พอเดินเข้าไปดูก็เห็นมี บ่อ ทอง บ่อหยก เด็กสองคนก็ลองเอานิ้วจุ่มลงไปในบ่อทอง ทองนั้นก็ติดนิ้วขึ้นมาล้างยังไงก็ล้างไม่ออก จึงใช้มีดขูดที่ นิ้ว จนนิ้วถลอกปอกเปิก พอนางยักษ์กลับมาที่บ้าน เห็นเด็กสองคนซ่อนนิ้วไว้ข้างหลังไม่ยอมให้นางดู แม่ยักษ์ก็ ถามว่า “นิ้วไปโดนอะไรมา” เด็กสองคนก็ตอบว่า “ไม่ได้ไปโดนอะไร” แม่ยักษ์ก็ คะยั้นคะยอขอดู ก็เห็นนิ้วแดง ถลอกปอกเปิก นางจึงดึงนิ้วเด็กมาดูด ทันใดนั้นแผลที่แดงๆ นั้นก็หายเป็นปกติ ทุกวันๆ ก่อนออกไปหากินแม่ยักษ์ก็จะห้ามมิให้ลูกชายบุญธรรมสองคนนั้นเข้าไปในห้องที่เขาห้าม และพูด เหมือนเดิมว่า ไปไม่นานเดี๋ยวแม่ก็จะกลับมา พอแม่ยักษ์ออกไปหากิน อยู่มาวันหนึ่งเด็กสองคนก็เดินเข้าไปยังห้อง ที่นางยักษ์ห้ามเข้าไป ก็ไปเห็นตะกร้าบรรจุกระดูก2-3 ตะกร้าสอดซ่อนไว้ในเสื่อม้วน เด็กสองคนจึงได้รู้ว่าแม่บุญ ธรรมคนนี้ ความจริงแล้วเป็นนางยักษ์แปลงร่างมาเท่านั้น ก็ปรึกษากันว่าไม่ช้าไม่นานพวกเขาก็อาจโดนจับกินเป็น อาหารแน่ ต้องหาทางหนีไปก่อนจะโดนจับกิน จึงเดินไปที่บ่อหยก เอาสร้อยที่อยู่ในบ่อหยกมาคล้องคอทันใดนั้นก็ ได้กลายเป็นนกสีเขียว ทั้งคู่ก็บินหนีออกไปจากบ้านนางยักษ์ทันที เมื่อแม่ยักษ์กลับมาที่บ้านก็ตามหาเด็กสองคนนั้น ทั่วบ้านพอหาไม่เจอนางยักษ์ก็เสียใจร้องไห้อาลัยอาวรณ์ ส่วนเด็กสองคนที่กลายเป็นนกสีเขียวก็บินไปเกาะต้นไม้ นางยักษ์ก็ออกตามหาจนไปเจอนกสีเขียวสองตัว อยู่บนต้นไม้ และได้ร้องไห้ขอร้องวิงวอนให้เด็กสองคนนั้นกลับลงมาหาเขา บอกว่านางรักและคิดถึงลูกสองคนมาก ที่ผ่านมาเขาเลี้ยงด้วยความรักจริงๆไม่เคยคิดที่จะทำร้ายเลย นางยักษ์ขอร้องอย่างไรก็ไม่เป็นผล จนในที่สุดนาง ยักษ์ร้องไห้เสียใจจนขาดใจตายใต้โคนต้นไม้นั้น เมื่อเห็นว่านางยักษ์สิ้นใจตาย นกสองตัวก็คุยกันว่าถึงแม้ว่านางจะ เป็นยักษ์แต่ก็มีบุญคุณกับพวกเขา ที่ผ่านมานางเมตตาช่วยเลี้ยงดูพวกเขาจนเติบใหญ่ และบัดนี้นางก็ตายด้วยความ รักอาลัยต่อพวกตน ทั้งสองจึงช่วยกันทำศพและเผาร่างนางยักษ์และฝังขี้เถ้าให้กับนาง เมื่อทำศพให้กับนางยักษ์เสร็จก็แปลงร่างเป็นนกเขียวและบินออกหากินไปตามทุ่งไร่ทุ่งนาของชาวบ้าน จน นกตัวพี่ไปติดกับดักที่ชาวบ้านดักไว้ เมื่อชาวบ้านเห็นนกสีเขียวมาติดกับดักเห็นว่ามีลักษณะที่สวยงามมากและยังมี ชีวิต ชาวบ้านก็มีความคิดที่จะนำไปขายให้กับลูกสาวพญาเจ้าเมือง เมื่อนกสีเขียวตัวพี่ไปอยู่กับลูกสาวพญาเจ้า เมือง มีนิสัยชอบจิกเล่นตามเนื้อตัวและหน้าอกของลูกสาวพญาเจ้าเมือง นางจึงรู้สึกสงสัยว่าทำไมนกตัวนี้จึงมีนิสัย แปลกๆ จึงจับดูตามเนื้อตัวก็ได้เห็นสร้อยเส้นหนึ่งคล้องไว้ที่คอ พอเอาสร้อยออกมา นกสีเขียวตัวนั้นก็กลายเป็น ชายหนุ่มรูปงามทันที ตั้งแต่นั้นมาเมื่อใดที่จะกินข้าวก็จะสั่งคนส่งอาหารให้จัดสำรับสองชุด พร้อมตะเกียบสองคู่ทุกวัน คนรับใช้ จึงนำเรื่องแจ้งถึงผู้เป็นพ่อว่าตั้งแต่ได้นกสีเขียวไว้เล่น ลูกสาวของท่านพญาเจ้าเมืองก็สั่งอาหารสองชุดทุกวันๆ ด้วย ความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาว ท่านพญาเจ้าเมืองจึงเข้าไปสอบถามกับลูกสาวของตน นางจึงบอกความจริง กับพ่อไปว่า นกสีเขียวนั้นแท้จริงแล้วเป็นคน แต่ผู้เป็นพ่อก็ไม่ปักใจเชื่อในคำพูดของบุตรสาว จึงคะยั้นคะยอ ขอดู
ความจริงกับลูกสาว ลูกจึงหยิบสร้อยออกจากคอนกสีเขียวให้พ่อดู ทันใดนั้นนกสีเขียวตัวนั้นก็กลายเป็นชายหนุ่ม รูปงามขึ้นมาทันที ทำให้พ่อเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกสาว อยู่ได้ไม่นาน ท่านพญาเจ้าเมืองก็ประกาศหาคู่ให้กับบุตรสาว ก็มีชายหนุ่มผู้มั่งมีทั่วสารทิศไปเสนอตัวเพื่อ ขอเป็นลูกเขยของท่านพญาเจ้าเมือมากมาย แต่ลูกสาว ท่านเจ้าเมืองก็ไม่ได้สนใจพูดคุยกับใคร กลับมีใจให้กับนกสี เขียวที่บ้าน เป็นที่โจทย์ขานกันไปทั่ว ดังนั้นท่านเจ้าเมืองจึงได้มีข้อเสนอว่า ชายใดที่สามารถยกหินก้อนใหญ่ที่ ขวางทางไว้ที่หน้าประตู ทางเข้าได้ก็จะยกลูกสาวให้กับผู้นั้น ก็ไม่มีชายใดยกหินก้อนใหญ่นั้นได้สักคน นกสีเขียวก็ ได้ไปทดลองยกหินด้วย ก่อนยกก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานกับฟ้าดินและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า หากเขาและและบุตรสาวเจ้าเมือง ได้เกิดมาเป็นเนื้อคู่แล้วก็ขอให้เขาได้ยกหินลูกนั้นได้ด้วย และนกสีเขียวก็สามารถยกหินนั้นได้อย่างอัศจรรย์ ท่านพญาเจ้าเมืองจึงได้จัดงานแต่งงานระหว่างลูกสาวกับนกสีเขียวที่เป็นชายหนุ่มรูปงามคนนั้นขึ้นมา และ เรียกรวมญาติพี่น้องและผู้คนที่รู้จักทั่วไป มากินเลี้ยงฉลองอย่างเอิกเกริกทั่วเมือง ข่าวนี้ได้ยินไปถึงแม่เลี้ยงของนกสี เขียวด้วย นางก็สนใจใคร่ดูการแต่งงานของลูกสาวกับนกสีเขียวว่าเป็นอย่างไร นางจึงเดินทางไปดูงานแต่งด้วย เมื่อได้เห็นชายหนุ่มผู้นั้นก็จำได้ว่า เป็นลูกชายของสามีเขาที่เคยไปปล่อยทิ้งในป่าเมื่อตอนเป็นเด็ก ก็รู้สึกอับอายไม่ กล้าสู้หน้าผู้คนก็หลบหน้าหนีไป นกสีเขียวตัวพี่เมื่ออยู่ด้วยกับลูกสาวเจ้าพญาเจ้าเมืองได้สักระยะ ก็บอกกับภรรยาว่า ความจริงแล้วเขายังมี น้องชายอีกหนึ่งคน ยังไม่รู้ชะตาชีวิตว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร เขาอยากออกไปตามหาน้องชายด้วย แต่ภรรยาก็เป็น ห่วง ไม่กล้าปล่อยให้ไป แต่ชายหนุ่มก็ได้ร้องขอและบอกว่าจะออกไปตามหาน้องชายให้ได้ และจะกลับมาหาอย่าง แน่นอน ขอให้เชื่อใจวางใจเขาได้ จนภรรยาใจอ่อนและกำชับให้พาน้องชายกลับมาหาเขาด้วย และเอาสร้อยคล้อง คอให้ชายหนุ่มได้กลายเป็นนกสีเขียวและบินออกไป หลังจากที่ชายหนุ่มบินออกไปตามหาน้องชาย ลูกสาวพญาเจ้า เมืองก็ได้แต่ร้องห่มร้องไห้ คร่ำครวญหาสามีแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ ผ่านไปสามวัน ก็มีนกสีเขียวบินกลับมาหาลูกสาวพญาเจ้าเมืองด้วยกันสองตัว นางก็ดีอกดีใจเป็นอย่างยิ่ง แต่พอเจอนกสองตัวที่มีลักษณะเหมือนกันก็แยกไม่ออกว่าตัวไหนเป็นสามี ตัวไหนเป็นตัวน้องชาย คุยด้วยก็ยังไม่ อาจทราบได้ จึงได้สั่งให้จัดสำรับกับข้าวมา เพื่อพิสูจน์ว่านกตัวไหนเป็นสามี พอได้กับข้าวมา นกตัวพี่ก็กินก่อน จึง ได้ทราบว่าเป็นสามีตน ตั้งแต่นั้นมา นกสีเขียวทั้งตัวพี่และน้องชายก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี และอยู่ด้วยกันอย่างมี ความสุขตลอดไป ๖. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มีอุปกรณ์ ๗. ท่าทาง มีท่าทางประกอบเล็กน้อย ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส
๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้จักความรักประเภทต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดีที่ส่งผลต่อตนเองและผู้อื่น ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ • เวลาทานข้าวชนเผ่าอ่าข่าจะให้ผู้ที่อาวุโสกว่ากินก่อนเสมอเพื่อเป็นการให้เกียรติ (ซึ่งอาจมีชนชาติอื่น ปฏิบัติด้วย) • วัฒนธรรมการใช้ตะเกียบในการกินข้าวมีตั้งแต่สมัยก่อนและยังถือปฏิบัติจนถึงทุกวันนี้ • วัฒนธรรมในการจัดการศพโดยการเผานั้นสังเกตได้ว่าไม่ได้ฝังดินแบบเผ่าอ่าข่าแต่เหมือนเป็นวัฒนธรรม ของคนเมืองอาจจะเป็นเพราะนิทานเรื่องนี้นั้นมีต้นกำเนิดมาจากนิทานของชนชาติอื่นๆ • ตำแหน่งของผู้ปกครองบ้านเมืองเช่น ตำแหน่งพญาเจ้าเมือง ไม่ใช่ตำแหน่งที่มีในโครงสร้างของเผ่าอ่าข่า ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า อยู่ที่บ้านแม่จันใต้ เล่าได้ประมาณ ๗ คน แต่เล่าไม่ค่อยบ่อยเป็นเพราะคนสมัยนี้ไม่ค่อยนิยมฟัง และมีสิ่งอื่นมาล่อใจกว่า • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผู้รู้ได้ฟังจากรุ่นปู่ยา ตายาย เล่าต่อๆ กันมา • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ผู้เล่ามีความตั้งใจที่จะเล่าเรื่องนี้อย่างเต็มใจ หากว่ามีคนสนใจ
เรื่องที่ ๓ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองอ่าข่า ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายเสรี ทวีพนารักษ์ อายุ ๕๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน แสนใจใหม่ ที่อยู่เลขที่ ๒๐/๗ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ผู้สัมภาษณ์นางสาวบุณยวีร์ ทวีพนารักษ์ วัน เดือน ปีที่สัมภาษณ์๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: แมวกับก้างปลา ๒. ประเภทของนิทาน การเกิดสรรพสิ่ง ๓. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นาย เสรี ทวีพนารักษ์ ๔. เชื้อสายที่สืบทอด สืบทอดโดยการเล่าปากต่อปาก ๕. เนื้อเรื่อง นานมาแล้วมีแมวกับเสือเป็นเพื่อนรักกัน เวลาที่เสือหาอาหารมาได้ก็จะแบ่งกันกินเสมอ และแมวก็สอน การปีนต้นไม้ให้กับเสือแต่แมวไม่ได้สอนวิธีการลงต้นไม้โดยการเอาหัวลงมาให้กับเสือด้วย ทำให้เสือไม่ค่อยพอใจ แมวมากนัก ในสมัยก่อนเสือยังกินอาหารที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น ช่วงที่แมวกับเสือคบกันเป็นเพื่อนรักกันอยู่นั้น มีอยู่ วันหนึ่ง เสือจับหมูมาได้หนึ่งตัวก็ชวนแมวมาทำอาหารกินด้วยกัน และสั่งให้แมวไปบ้านมนุษย์เพื่อไปเอาเชื้อไฟมา ก่อไฟ แมวก็ไปหาเชื้อไฟตามคำสั่งของเสือ เมื่อแมวเดินทางไปถึงหมู่บ้านมนุษย์ ก็เดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง เห็น มนุษย์กำลังนั่งข้างๆ เตาสามขาและกำลังวางก้างปลารอบๆ เตาเพื่อย่างก้างปลาให้กรอบ พอแมวได้กลิ่นก้างปลา ย่างส่งกลิ่นหอมหวนชวนน่ากิน ทำให้น้ำลายไหลต้องเลียปากแผล็บๆ ทำให้แมวลืมคำสั่งของเสือไปหมด และเดิน เข้าไปขอกินก้างปลากับมนุษย์ และสัญญาว่าถ้าให้กินก้างปลาย่างจะขอเฝ้าบ้านให้ตลอดไปและจะคอยจับหนูให้ ด้วย มนุษย์คนนั้นก็บอกว่า “ก้างปลานี้เอาให้กินไม่ได้หรอก ตั้งใจจะไปถวายให้ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์” แมวก็พูดว่า “ถ้าอย่างนั้นลองไปถวายดูเถอะ ข้าจะรอท่านอยู่ที่นี่แหละ” มนุษย์ก็เดินทางเอาก้างปลาย่างกรอบไปถวายพระอาทิตย์และกล่าวกับพระอาทิตย์ว่า “ข้าน้อยมีความ เคารพศรัทธาในตัวพระอาทิตย์อย่างมากเพราะเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล นี้แล้ว จึงนำก้างปลาย่างมาถวายให้
ท่าน” พระอาทิตย์ก็กล่าวว่า “ ข้านั้นมีความสามารถและมีอำนาจจริง เพราะสามารถส่องแสงให้ความสว่างและทำ ให้สรรพสิ่งแห้งกรอบได้หมด แต่ว่าก้างปลานั้นข้ากินไม่เป็น เจ้าลองไปหาเมฆดูแล้วกันเพราะเมฆนั้นเก่งกว่าข้ามาก นัก ถึงข้าจะเก่งอย่างไรถ้าเมฆมาบดบังข้าก็ดับสนิท” มนุษย์ก็เดินทางไปหาเมฆ และจะถวายก้างปลาให้ เมฆ ๆ ก็ พูดว่า “ข้านี่เก่งจริงอย่างที่เขาว่า ดวงอาทิตย์ที่ว่ายิ่งใหญ่เพียงใดข้าก็บดบังได้มิดชิดทันทีเลยทีเดียว แต่ว่าข้าก็กิน ก้างปลาของท่านไม่ได้หรอก เอาไปถวายให้ลมแล้วกันเพราะมันเก่งกว่าเยอะ สามารถพัดข้าให้ปลิวหายไปได้เลย” มนุษย์ก็เดินทางไปหาลม บอกว่าเอาก้างปลามาถวายให้กิน เพราะลมมีความสามารถมากที่สุด ลมก็บอกว่า “ข้าก็ เก่งจริงๆนะแหละ เพราะไม่ว่าต้นไม้ใหญ่แค่ไหนข้าก็พัดล้มได้หมด เมฆบนท้องฟ้าก็พัดหายไปได้ไปได้เลย แต่ว่า ก้างปลาของท่านข้ากินไม่ได้หรอก ท่านเอาก้างปลาไปให้ จอมปลวกเถิด เพราะข้าพัดจอมปลวกไม่ได้เลย เขาเก่ง กว่าข้า ” มนุษย์ก็เดินทางไปหา จอมปลวก และบอกแก่จอมปลวกว่า “ข้าได้ยินมาว่าท่านนี้เก่งกาจยิ่งนักลมพัด แรงขนาดไหนก็ไม่เคยสะทกสะท้านแต่อย่างใด” จอมปลวกก็กล่าวว่า “โอ้ ข้านี้แข็งแรงมั่นคงจริง ลมพายุพัดมากี่ ลูกไม่เคยพัดข้าให้ล้มได้สักที แต่ว่าข้าก็กินก้างปลาท่านไม่เป็นหรอก ท่านลองไปถวายให้ควายธนูดูแล้วกัน เขา สามารถขวิดข้าล้มได้” มนุษย์ก็เดินทางไปหาควายธนู และไปบอกว่าเขาเอาก้างปลามาถวายให้ ควายธนูก็พูดว่า “ข้านี่เก่งจริงๆ จอมปลวกที่ว่าแน่ ข้าก็ขวิดให้แตกกระจายมาหมดแล้วแต่ว่าข้าก็กินก้างปลาไม่ได้หรอก ท่านลองไป ถวายให้กับเชือกซิ เพราะข้าเก่งอย่างไรก็ถูกเชือกมัดอยู่ดี” มนุษย์ก็นำก้างปลาไปหาเชือก และบอกว่าเขาเอา ก้างปลามาถวายให้เชือก เชือกก็พูดว่า “ข้านี้เก่งมีความสามารถอยู่แล้ว ควายธนูที่ว่าแน่ก็ถูกข้ามัดก็ไปไหนไม่รอด หรอก แต่ว่าก้างปลาของท่านข้ากินไม่ได้หรอก ท่านเอาไปให้หนูเถอะ เพราะถึงข้าเส้นใหญ่อย่างไร ถ้าหนูกัดก็ขาด อยู่ดี” มนุษย์ก็เดินทางไปหาหนู และบอกว่าเอาก้างปลามาถวาย หนูก็พูดว่า “เข้าใจถูกแล้วที่มาหาผู้เก่งกล้าอย่าง ข้า เพราะข้านี่ก็เก่งไม่เบา แม้เชือกมันจะใหญ่ขนาดไหนก็กัดจนขาดมาหมดแล้ว แต่ว่าก้างปลานั้นข้าก็กินไม่เป็น หรอก ท่านเอาไปให้แมวเถอะ เพราะถึงข้าจะเก่งและวิ่งเร็วขนาดไหนก็ไม่สามารถรอดจากเงื้อมือของแมวไปได้ ท่านจงเอาก้างปลาไปให้แมวเถอะ” สุดท้ายมนุษย์ก็ต้องเอาก้างปลากลับไปให้แมวกิน แมวก็พูดกับมนุษย์ว่า “เห็น ไหมละ ข้าบอกท่านแล้วว่า ก้างปลานั้นจะต้องเป็นของข้าตั้งแต่แรกแล้ว” จากนั้นเป็นต้นมาแมวก็ต้องอยู่เฝ้าบ้าน ให้กับมนุษย์ตามที่สัญญาไว้ ส่วนเสือนั้นเมื่อเห็นว่าแมวไม่กลับมาสักที ก็ตัดสินใจกินหมูป่าแบบดิบๆ โดยไม่ได้ทำ ให้สุกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ๖. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มีอุปกรณ์ ๗. ท่าทาง มีท่าทางประกอบตลอดการเล่าเรื่อง ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส
๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต • ในโลกนี้ไม่มีใครเก่งที่สุดเพราะแต่ละคนก็มีความรู้ความสามารถต่างกันดังนั้นภารกิจงาน บางอย่างไม่ใช่ใครก็จะทำได้ ถ้าไม่ใช่ผู้ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น • การจัดคนให้ทำงานตรงกับความสามารถจะทำให้งานนั้นออกมาดีประสบความสำเร็จได้เร็ว ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ คนอ่าข่าเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถใกล้ชิดกับมนุษย์ได้มากกว่าสัตว์อื่นๆตั้งแต่สมัยอดีต ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีหนึ่งคน ที่บ้านแสนใจใหม่ ฟังได้บ่อยๆ ถ้ามีคนอยากฟัง จะเล่าถ้ามีคนขอให้เล่าให้ฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ จาก นาย บูตอง เยอส่อ ตอนผู้รู้อายุ ๑๖ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจถ่ายทอดเป็นอย่างดี เมื่อมีคนต้องการอยากฟัง
เรื่องที่ ๔ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองอาข่า ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายเสรี ทวีพนารักษ์ อายุ ๕๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน แสนใจใหม่ เลขที่ ๒๐/๗ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ผู้สัมภาษณ์นางสาวบุณยวีร์ ทวีพนารักษ์ วัน เดือน ปีที่สัมภาษณ์๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ม้อฮื่อม้อนยิ้ ๒. ประเภทของนิทาน การเกิดสรรพสิ่ง ๓. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นาย เสรี ทวีพนารักษ์ ๔. เชื้อสายที่สืบทอด สืบทอดโดยการเล่าปากต่อปาก ๕. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีชายผู้หนึ่งมีนามว่าจ๊ะป่า นายจ๊ะป่าแต่งงานและบุตรชายสองคน เมียของนาย จ๊ะป่านั้นหลังจากที่กำเนิดบุตรชายสองคนแล้วก็ได้เสียชีวิตลง เขาจึงหาเลี้ยงดูลูกชายสองคนตามลำพัง นายจ๊ะป่า นั้นเป็นผู้ที่มีความสามารถในการล่าสัตว์เป็นอย่างมาก ทุกๆวันเขาจะล่ากวางมาได้หนึ่งตัวแต่บังเอิญล่าได้แต่กวาง ตัวผู้เท่านั้น เมื่อนานวันเข้ากวางตัวผู้ก็ถูกนายจ๊ะป่าล่าจนหมดสิ้น ทำให้กวางตัวเมียเดือดร้อนเพราะไม่เหลือก วางตัวผู้ไว้สืบพันธ์อยู่เลยสักตัว เหล่าบรรดากวางตัวเมียจึงมีความเห็นว่าต้องไปร้องเรียนกับท่านเจ้าเมือง จึงได้ เรียกและรวมตัวกวางตัวเมียทั้งหมดที่อยู่ในป่ารวมทั้งพาตัวนายจ๊ะป่าไปร้องเรียนต่อเจ้าเมืองด้วย และเล่าความ เดือดร้อนที่พวกตนมีให้ท่านเจ้าเมืองฟังว่า “ท่านเจ้าเมืองเจ้าคะ นายจ๊ะป่าคนนี้ได้ล่าเอากวางตัวผู้จนหมดสิ้นแล้ว ทำให้พวกข้าไม่มีตัวผู้ไว้สืบพันธ์อีกเลย” ท่านเจ้าเมืองก็ถามกับบรรดากวางตัวเมียว่า “แล้วพวกเจ้าจะเอาอย่างไร ล่ะ” เหล่ากวางตัวเมียก็ยื่นข้อเสนอไปว่าจะให้จ๊ะป่ามาเป็นสามีของพวกกวางตัวเมีย เจ้าเมืองจึงตัดสินคดีความ ให้แก่นายจ๊ะป่าฟังว่า “จ๊ะป่าเอ้ย เจ้าคงไม่มีทางเลือกแล้วล่ะเพราะเจ้าเองดันไปล่าเอาแต่กวางตัวผู้ ทำให้กวางตัว เมียหาผัวไม่ได้ก็ต้องยอมไปเป็นผัวให้กับพวกเขาตามคำเรียกร้องของกวางตัวเมียอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้วล่ะนะ” เมื่อ ทราบชะตาชีวิตของตนว่าต้องอำลาจากไปอยู่กับกวางตัวเมียแน่แล้ว นายจ๊ะป่าจึงขอเวลาท่านเจ้าเมืองและ บรรดากวางตัวเมียไปล่ำลาบุตรชายสองคนซึ่งกำพร้าแม่อยู่ที่บ้าน นายจ๊ะป่าก็กลับไปบ้านและก็กล่าวคำลากับลูก
ทั้งสองคนว่า “ลูกเอ๋ยถ้าพ่อไปอยู่ในป่าครบสามปีแล้ว ยังไม่กลับมาก็ขอให้ลูกทั้งสองมาเยี่ยมหาพ่อในป่าด้วยนะ ลูก”จากนั้นนายจ๊ะป่าก็ไปอาศัยอยู่กับกวางตัวเมียในป่า จนเวลาผ่านไปครบสามปี ก็ไม่เห็นมีวี่แววว่าพ่อจะกลับมาเยี่ยมหา บุตรชายสองคนจึงปรึกษากันว่าน่าจะ ออกไปเยี่ยมหาพ่อในป่า จึงตัดสินใจเดินทางเข้าไปในป่า จนไปพบกับกองไฟเก่ากองหนึ่งมีหญ้าขึ้นและมีดอกไม้ บานงอกขึ้นมาจากกองไฟเก่ากองนั้น ทั้งสองพี่น้องก็คุยกันว่า “ที่นี่น่าจะเป็นที่ที่พ่อเคยอยู่อาศัยมาก่อนนะ” จากนั้นเดินทางต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง ก็ไปเจอกองไฟเก่าที่มีหญ้างอกขึ้นมาแต่ยังไม่มีดอกบานก็เดากันว่าน่าจะเป็น สถานที่ที่พ่อเคยอยู่มาก่อนแต่คงยังไม่นานมากนัก แล้วก็เดินทางต่อไปจนไปพบกับกองไฟอีกกองที่กำลังจุดไฟเผา หัวปลีอยู่ น้องชายก็ชวนพี่ชายว่า “พี่ พวกเราซ่อนตัวอยู่แถวนี้ และแอบดูกันก่อนว่าเป็นกองไฟของใครดีไหม” พี่ชายก็เห็นด้วยทั้งสองเอาหัวปลีออกและเอาข้าวปุกที่ติดตัวมาด้วยย่างไฟแทน แล้วทั้งสองก็ปีนขึ้นไปบนต้นไม้และ คอยแอบดูอยู่ว่ากองไฟที่จุดไว้เป็นกองไฟของใคร พอผ่านไปสักครู่ นายจ๊ะป่าผู้เป็นพ่อก็เดินกลับมาหากองไฟโดย บนหัวของเขานั้นมีเขางอกออกมาด้วย บุตรชายทั้งสองก็รู้สึกกลัวระคนสงสัยและคุยกันว่า ”เอ๊ะชายคนนั้นอาจจะ ไม่ใช่พ่อของเรานะเพราะมีเขาบนหัวด้วย” ผู้เป็นพ่อเมื่อเห็นข้าวปุกย่างไฟอยู่ก็พูดคนเดียวว่า “โอ้ ลูกชายมาหาเรา แล้วเหรอนี่ พ่อก็เพิ่งทำพิธีปีใหม่ผ่านไปเมื่อวานนี้เอง นี่ถ้าพ่อเสียชีวิตไปเมื่อใดก็ขอให้ลูกจงดึงเขาบนหัวของพ่อ ออกไป และเอาเขานี้เดินทางไปเรื่อยๆ ถ้าเขาไปเกี่ยวติดที่ไหนก็จงหยุดที่นั่นและทำไร่ตรงนั้นนะลูก” กล่าวเสร็จก็ กินข้าวปุกที่บุตรชายเขาย่างไว้ จากนั้นพ่อก็เสียชีวิตทันที บุตรชายทั้งสองที่อยู่บนต้นไม้นั้นได้ยินทุกอย่างที่พ่อพูดก็ปีนลงมาจากต้นไม้ และเดินไปหาพ่อของตน ผู้ เป็นพี่ชายก็ทำตามที่พ่อสั่งทันที เดินตรงเข้าไปดึงเอาเขาที่งอกบนหัวของพ่อ แต่ดึงอย่างไรก็ดึงไม่ออก น้องชายจึง เข้าไปดึงเขาเองปรากฏว่าหลุดออกมาอย่างง่ายดาย จากนั้นสองพี่น้องก็ช่วยกันฝังศพพ่อไว้แถวนั้น แล้วเอาเขาอัน นั้นเดินทางต่อไป เนื่องจากพ่อได้สั่งไว้ว่าให้ทำไร่ตรงที่เขาไปเกี่ยวติด ดังนั้นทั้งสองพี่น้องจึงพยายามให้เขาของพ่อ ไปเกี่ยวกับเถาวัลย์หรือต้นไม้ข้างทาง ได้พยายามเดินเข้าไปในดงหญ้าทึบๆ แต่ก็ไม่สามารถทำให้เขาไปเกี่ยวติดกับ อะไรได้เลย ในที่สุดก็จนปัญญาเลยเดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนไปเจอหมู่บ้านละหู่แห่งหนึ่งทั้งสองพี่น้องก็เดินเข้าไปใน หมู่บ้านและตั้งใจจะขอเข้าไปพักยังบ้านหลังหนึ่ง ขณะที่เดินเข้าไปในประตูบ้านหลังนั้น ปรากฏว่าเดินเข้าไปไม่ได้ เพราะเขาไปเกี่ยวกับขอบประตูพยายามจะดันเข้าไปอย่างไรก็เข้าไปไม่ได้ จึงต้องหยุดยืนอยู่ที่ประตู และสอบถาม กับชาวละหู่ที่อยู่ที่นั่นว่า “หมู่บ้านของพวกท่านไม่คิดจะย้ายไปที่ไหนหรือ” แกนนำชาวละหู่ก็ตอบว่า “พวกเรา กำลังเตรียมตัวจะย้ายหมู่บ้านวันนี้แหละ” ซึ่งไปประจวบเหมาะกับชาวละหู่กำลังจะย้ายหมู่บ้านพอดี เมื่อชาวละหู่ ย้ายออกจากหมู่บ้านไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว สองพี่น้องก็ทำการเผาหมู่บ้านทิ้งและปลูกข้าวตามคำที่พ่อสั่งไว้ ปรากฏ ว่าข้าวที่ปลูกไว้เจริญเติบโตและสวยงามมาก ไม่นานข้าวในไร่ก็สุกงอมสองพี่น้องก็ช่วยกันเกี่ยวข้าวอย่างมีความสุข แต่การเกี่ยวข้าวของสองพี่น้องนั้นยิ่ง เกี่ยวก็ยิ่งงอกมาใหม่ เกี่ยวเสร็จอีกด้านก็งอกใหม่อีกด้านพอเกี่ยวไปถึงหัวไร่สองพี่น้อง ก็นั่งร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจ เพราะเกี่ยวข้าวไม่หมดสักที เสียงร้องไห้ก็ไปได้ยินถึงหูเทวดา เทวดาก็ลงมาหาสองพี่น้องและเข้าไปถามว่า “พวก
เจ้าร้องไห้ทำไมรึ” สองพี่น้องก็ตอบแก่เทวดาว่า “พวกข้ากำลังเกี่ยวข้าวในไร่ของเราแต่เกี่ยวอย่างไรก็เกี่ยวไม่หมด สักที” เทวดาก็บอกว่า “พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกเดี๋ยวข้าจะให้ลูกสาวทั้งเจ็ดมาช่วยเกี่ยวให้ในวันพรุ่งนี้” กล่าว เสร็จเทวดาก็เหาะกลับไปยังสวรรค์ พอรุ่งเช้าเหล่านางฟ้าทั้งหมดเจ็ดตน ซึ่งเป็นลูกสาวเทวดาก็เหาะลงมาจากสวรรค์และได้ช่วยกันเกี่ยวข้าว ให้กับสองพี่น้อง ภายในพริบตาเดียวก็เกี่ยวข้าวจนหมดไร่ เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จเหล่านางฟ้าก็รู้สึกร้อนจึงพากันถอด เสื้อคลุมและอาบน้ำในลำห้วยพี่ชายคนโตก็ลงไปอาบน้ำกับบรรดานางฟ้าทั้งเจ็ดตนด้วย ส่วนน้องชายนั้นไม่ยอมไป อาบด้วยแต่แอบซุ่มมองเหล่านางฟ้าอาบน้ำ และคิดแผนว่าจะเอาเสื้อคลุมของนางฟ้าไปซ่อนให้ได้ ก็เลยตัดสินใจ เอาเสื้อของนางฟ้าคนสุดท้องไปซ่อนไว้ พออาบน้ำเสร็จเหล่านางฟ้าผู้พี่ก็ใส่เสื้อผ้าแล้วเหาะกลับไปบนสวรรค์ ส่วน นางฟ้าน้องสุดท้องยังกลับขึ้นไปไม่ได้ เพราะตามหาเสื้อของตนไม่เจอ คนที่เป็นน้องชายก็เข้าไปถามว่า”เจ้ากำลัง หาอะไรอยู่หรือ” นางฟ้าก็ตอบว่า “ข้ากำลังหาเสื้อคลุมข้าอยู่แต่หาไม่เจอเลย” น้องชายก็พูดว่า “ถ้าหาเสื้อไม่เจอ ก็กลับสวรรค์ไม่ได้แล้ว ก็จงอยู่กับเราด้วยกันที่นี่เลยแล้วกัน” ในที่สุดนางฟ้าก็ต้องยอมอยู่บนโลกมนุษย์และได้แต่งงานอยู่กินกับคนที่เป็นน้องชาย และไม่นานก็ได้ให้ กำเนิดบุตรชายคนแรกออกมา ตั้งชื่อให้ว่า “ม้อฮื่อ” อยู่ต่อมาปีสองปีก็กำเนิดบุตรชายคนที่สองก็ได้ตั้งชื่อให้ว่า “ม้อนยิ้” ทั้งสองสามีภรรยาได้ผลัดกันเลี้ยงลูกคนละวัน เมื่อคนหนึ่งเลี้ยงลูกอยู่บ้านอีกคนก็ไปทำไร่ วันใดที่ลูกอยู่ กับแม่ลูกชายสองคนจะร้องไห้ทั้งวันไม่หยุดไม่หย่อน แต่วันไหนอยู่กับพ่อลูกทั้งสองก็จะไม่ร้องไห้ วันหนึ่งเมียก็เลย ลองไปถามชาวบ้านว่าลูกชายของเขาเวลาอยู่กับพ่อร้องไห้เหมือนตอนอยู่กับเขาหรือเปล่า ชาวบ้านก็ตอบว่าไม่ ร้องไห้ เมื่อถึงวันที่ต้องเลี้ยงลูกชายทั้งสองนางฟ้าก็ถามลูกตัวเองว่า “ลูกทั้งสองร้องไห้เวลาอยู่กับพ่อหรือเปล่า” ลูกทั้งสองตอบว่า “ไม่ได้ร้องไห้เลยจ๊ะแม่ เพราะเวลาอยู่กับพ่อ พ่อจะสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่อุ้มเราแล้วเหาะไปเหาะ มา พวกหนูรู้สึกว่าสนุกมากเลยจึงไม่ได้ร้องไห้จ๊ะ” แม่ก็ถามว่า “แล้วเสื้อตัวนั้นอยู่ที่ไหนรู้ไหมจ๊ะ” ม้อนยิ้ บอกว่า “พ่อสั่งไว้ว่าไม่ให้บอกใครจ๊ะ” แต่ม้อฮื่อบอกว่า “พ่อเก็บไว้อยู่ในไหใหญ่จ๊ะแม่” นางฟ้าผู้เป็นแม่ก็ไปหยิบเอาเสื้อ ของตนออกมาจากไหใหญ่แล้วพูดกับลูกชายทั้งสองว่า “โอ้ลูกรัก แม่อยู่ที่นี่อีกไม่ได้แล้ว เพราะครอบครัวของแม่อยู่ บนสวรรค์แม่เป็นลูกของเทวดา แม่ต้องกลับไปหาพ่อแม่ที่อยู่บนสวรรค์แล้ว บอกพ่อของพวกเจ้าว่าพรุ่งนี้แม่จะทำ บันไดลงมาจากสวรรค์ให้ทุกคนปีนขึ้นไปในวันพรุ่งนี้นะจ๊ะ” พูดเสร็จนางฟ้าก็ใส่เสื้อคลุมแล้วเหาะกลับขึ้นไปบน สวรรค์ ตอนเย็นเมื่อพ่อกลับมาก็ไม่เจอแม่ผู้เป็นพ่อก็ถาม สองพี่น้องม้อฮื่อกับ มอนยิ้ก็บอกพ่อว่าแม่เหาะกลับไป บนสวรรค์แล้วพรุ่งนี้แม่จะทำบันไดลงมาให้ พอวันรุ่งขึ้นก็มีบันได้ห้อยลงมาจากสวรรค์ที่หน้าบ้าน ทั้งสามพ่อลูกก็ ปีนบันไดขึ้นไปอยู่บนสวรรค์กับนางฟ้าและเทวดา เมื่อพ่อของม้อฮื่อม้อนยิ้ ไปอยู่ด้วยกันบนสวรรค์ พ่อตาเทวดาก็โกรธลูกเขยมากเมื่อทราบว่าได้มาหลอกลูก สาวคนเล็กไปอยู่กินเป็นเมียบนโลกมนุษย์ ก็ได้พยายามหาทางหลอกล่อจะทำให้ลูกเขยตายให้ได้ แต่ละวันก็คิดหา
วิธีการต่างๆที่จะแกล้งลูกเขยให้จนมุมให้ได้ อยู่มาวันหนึ่งพ่อตาก็เรียกลูกเขยมาและสั่งให้ไปทำครกหินตำข้าว ลูกเขยก็แบกขวานไปและไปฟันก้อนหินเพื่อสลักให้เป็นครกตำข้าวฟันทั้งวันก็ทำออกมาไม่ได้จนขวานบิ่นหมด ลูก สาวเทวดารู้ว่าสามีตนทำครกตำข้าวไม่ได้แน่นอนก็แอบไปช่วยสามีทำครกหินโดยใช้มือเปล่าลูบๆคลำๆหินก็ได้หินมี รูปร่างออกมาเป็นครกตำข้าวหินและใช้ส้นเท้าหมุนไปหมุนมาตรงกลางหินก็ออกมาเป็นร่องตำข้าว ทำเสร็จก็แบก กลับบ้านและบอกสามีว่าถ้ากลับถึงบ้าน ให้ถอนหายใจเหมือนมีอาการเหน็ดเหนื่อยด้วย พอกลับถึงบ้านเมียก็วาง ครกหินเสียงดังตูบ สามีก็ถอนหายใจดังแฮกๆ ทำเสียงเหมือนกับว่ามีอาการเหน็ดเหนื่อยจากการที่แบกครกหิน กลับมาเอง และเมียก็พ่นน้ำใส่หน้าสามีให้เหมือนมีเหงื่อไหลออกมาด้วย พอพ่อตามาเห็นลูกเขยทำครกตำข้าวหิน ได้สำเร็จก็ยังไม่พอใจแค่นั้น วันต่อมาก็สั่งให้ไปทำกระเดื่องตำข้าวหินมาอีก ลูกเขยก็แบกขวานและไปฟันหินเพื่อทำกระเดื่องหินฟันทั้ง วันก็ออกแบบให้เป็นกระเดื่องไม่ได้จนในที่สุดขวานบิ่นหมด ส่วนลูกสาวเทวดาด้วยความรู้สึกสงสารสามีตัวเองก็ แอบไปหาสามีและทำกระเดื่องหินให้สามีด้วยมือเปล่าเช่นเดิม และช่วยสามีแบกกระเดื่องกลับไปที่บ้านพอกลับไป ถึงบ้านก็ให้สามีถอนหายใจแฮกๆ และพ่นน้ำใส่หน้าให้เหมือนมีเหงื่อไหลเต็มหน้า เทวดาก็ได้แต่ประหลาดใจว่า ลูกเขยของเขาทำครกตำข้าวและกระเดื่องหินได้อย่างไร วันต่อมาเทวดาก็สั่งให้ลูกเขยไปแผ้วถางไร่หนึ่งลูกภูเขาใหญ่ให้หมดภายในหนึ่งวัน ลูกเขยก็ไปปรึกษากับ เมียว่า ”คราวนี้เอายังไงดี พ่อสั่งให้พี่ไปถางไร่ให้หมดภูเขาภายในวันเดียว” เมียก็บอกว่า “อย่าได้กลัวไปเลย ให้พี่ นั้นเดินไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่และไปกราบไหว้ที่โคนต้นไม้จากนั้นหลับตาและภาวนาว่าภารกิจวันนี้มาตามคำสั่งของ ท่านเทวดาขอเชิญท่านงูใหญ่โปรดมาช่วยข้าถางไร่ด้วยเถิด” ลูกเขยก็เดินทางเข้าป่าแล้วก็ทำตามที่เมียแนะนำทุก อย่างสักครู่ก็มีงูตัวใหญ่มากตัวหนึ่งออกมาและใช้หางของมันสะบัดไปมาเพื่อช่วยถางไร่ในที่สุดภูเขาทั้งลูกก็ถาง เสร็จในเวลาอันรวดเร็ว จากนั้นลูกเขยก็กลับไปบ้านไปแจ้งให้เทวดาทราบว่าแผ้วถางไร่เสร็จแล้ว เทวดาก็ยังไม่ยอมลดละความ พยายามที่จะกำจัดลูกเขย วันต่อมาก็ชวนกันไปเผาไร่ด้วยกัน ส่วนลูกสาวเทวดาทราบดีว่าพ่อของตนต้องการกำจัด สามีตัวเอง ก็เอาไข่ให้สามีหนึ่งใบและบอกว่า “ถ้าพ่อสั่งให้พี่เข้าไปอยู่กลางไร่ก็ให้พี่เข้าไปตามที่ท่านสั่งและให้ตอก ไข่ใบนี้ออกมาแล้วโรยไข่ไว้รอบๆตัวแล้วสวมงอบไว้และจงอยู่ยืนอยู่ตรงนั้นก็พอ” เมื่อไปไร่ถึงเทวดาก็สั่งให้ลูกเขย เข้าไปอยู่กลางไร่ ส่วนลูกเขยเมื่อพ่อตาสั่งก็เข้าไปอยู่กลางไร่ แล้วทำตามที่เมียแนะนำโดยตอกไข่แล้วโรยไข่ไว้รอบๆ ตัว ทันใดนั้นรอบๆตัวของลูกเขยก็กลายเป็นบึงใหญ่ขึ้นมา เขาก็ใส่งอบและยืนอยู่ในนั้นโดยไม่ได้ไปไหนตามที่เมีย ของเขาบอก ฝ่ายพ่อตาก็เผาไร่พร้อมกับตะโกนไล่ไฟว่า “ลูกเขยฮิ้วๆ” ฝ่ายเทวดาเมื่อเผาไร่จนมอดไหม้หมดแล้วก็ ลองตะโกนหาลูกเขย ลูกเขยก็ตอบกลับไปว่ายังอยู่ แล้วเดินตัวเปียกปอนออกมาจากบึงไปหาพ่อตา พ่อตาเทวดา พอเห็นว่าลูกเขยยังไม่ตายก็สงสัยว่าทำไมลูกเขยถึงรอดมาได้ วันต่อมาก็ออกคำสั่งใหม่ให้ไปให้ทำสะอาดเก็บเศษไม้และไม้ตอไม้ในไร่ให้หมดเกลี้ยงไม่ให้เหลือแม้แต่ตอ ไม้อันเดียวภายในวันเดียว ฝ่ายลูกเขยก็จนใจไม่รู้จะทำอย่างไรก็ไปปรึกษากับเมีย เมียก็บอกว่า “พี่ไม่ต้องไปกังวล
หรอก เพียงเดินไปหาต้นไม้ต้นเดิมที่เคยไปกราบขอความช่วยเหลือจากงู ไปกราบไหว้และบอกกล่าวกับต้นไม้นั้นว่า วันนี้มาด้วยภารกิจคำสั่งของท่านเทวดา ขอได้โปรดให้ท่านช้างมาช่วยลากตอไม้กิ่งไม้ด้วย จากนั้นจะมีช้างออกมา ช่วยถางไร่ถอนตอต่างๆให้เองเมื่อนั้นให้พี่ทำไม้กวาดก้านไม้คอยกลบรอยเท้าตามหลังช้างไปก็พอ” ลูกเขยก็ไปทำ ตามที่เมียแนะนำ ช้างก็ออกมาช่วยถอนตอไม้ให้ลูกเขย ส่วนลูกเขยก็เอาก้านไม้คอยกวาดกลบรอยเท้าช้างตามหลัง ไปเรื่อยๆ จนหมดไร่ภายในวันเดียว พอเทวดาไปดูก็เห็นว่าลูกเขยเก็บเศษไม้จนหมดเกลี้ยงเกลาไม่เหลือแม้แต่ตอไม้ อันเดียวก็ยอมให้ลูกเขยอยู่บนสวรรค์ต่อไปเรื่อยๆจนลูกชายม้อฮื่อกับ ม้อนยิ้โตเป็นหนุ่ม เทวดาก็มีคำสั่งให้ลูกเขย ทำงานยากๆต่อไปเรื่อยๆ บางครั้งก็สั่งให้ไปตัดไม้ไผ่ ไปเกี่ยวหญ้าคาเสร็จแล้ว วันต่อมาก็ชวนกันไปกองหญ้าคา ด้วยกัน ส่วนลูกสาวเทวดาก็ไปบอกกับสามีว่า ”ถ้าพ่อข้าสั่งให้ท่านลงไปทางปลายลำห้วยและพ่อตะโกนว่างูมาแล้ว ให้ท่านพูดว่าไม้ไผ่นะ ถ้าพ่อบอกว่าเสือมาแล้ว ก็ให้พูดตอบกลับไปว่า หญ้าคานะ” เมื่อได้รับคำแนะนำจากเมีย ลูกเขยก็ไปกองหญ้าคากับพ่อตา พ่อตาเทวดาก็สั่งให้ลูกเขยลงไปตามลำห้วย เทวดาก็ใช้อิทธิฤทธิ์ทำให้ลำไม้ไผ่พุ่ง ไปหาลูกเขย ตะโกนบอกว่า “งูมาแล้วเขย!!” ส่วนลูกเขยก็พูดว่า “ไม้ไผ่นะไม้ไผ่” สักครู่พ่อตาก็ตะโกนว่า “เสือ มาแล้วเขย!!” ลูกเขยก็พูดว่า “หญ้าคานะหญ้าคา” เทวดาก็ได้แต่งงว่าลูกเขยของตนรู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่งูและไม่ใช่ เสือ เทวดาเมื่อเห็นว่าทำอะไรลูกเขยไม่ได้ก็จำใจให้อยู่ต่อไปอีก อยู่ต่อมาวันหนึ่งก็สั่งให้ลูกเขยฆ่าหมูกิน แต่เมียบอกกับสามีว่าพรุ่งนี้เช้าห้ามฆ่าหมูทำอาหาร อย่าให้มือ เปื้อนเลือดเป็นอันขาด และบอกให้สูบฝิ่นอยู่บ้านทั้งวันเลย สามีก็ทำตาม ส่วนเทวดาก็ไม่รู้จะหาวิธีกำจัดลูกเขยได้ อย่างไรเพราะไม่ยอมออกจากบ้านมาเลย ก็ตัดสินใจอยู่ข้างนอกแล้วยิงปืนใส่ลูกเขยที่นอนสูบฝิ่นอยู่ในบ้าน ส่วน ลูกเขยพอถูกพ่อตายิงปืนใส่ก็เปลี่ยนไปสูบฝิ่นอยู่บนคานบ้าน พอยิงออกไปอีกลูกก็ลงไปสูบข้างล่าง เมื่อถึงเวลากิน ข้าวก็ไปล้อมวงไปกินข้าวกับคนอื่นๆ พ่อตาก็ยิงปืนใส่ลูกเขย ลูกเขยก็ใช้ตะเกียบคีบลูกปืนได้ทันทีแล้ววางไว้บน ขันโตก ยิงมากี่ครั้งก็คีบลูกปืนได้ทุกครั้ง ทำให้เทวดาจนปัญญาหาทางกำจัดลูกเขยไม่ได้สักที ด้านลูกสาวก็ทราบดี ว่าพ่อของตนต้องการหาทางกำจัดสามีอยู่แล้ว วันหนึ่งก็พูดกับสามีและลูกชายของตนว่า “พวกเจ้านั้นเป็นมนุษย์ อยู่บนสวรรค์ไม่ได้ตลอดชีวิตหรอก ให้กลับลงไปอยู่ในโลกมนุษย์ซะเถอะ” สามพ่อลูกก็ยอมทำตามคำแนะนำของ นางฟ้าโดยดี รุ่งเช้าเทวดาก็ได้ทำบันไดห้อยลงไปให้ลูกเขยตนกลับลงไปเป็นคนแรกและกำชับว่าถ้าไปถึงโลกมนุษย์ ก็ให้สั่นบันไดด้วยจะได้รู้ว่าถึงพื้นดินแล้ว ลูกเขยก็ไต่บันไดลงไปขณะที่เกือบจะลงถึงพื้นดินอยู่แล้ว ก็มีนกเหยี่ยว ขาวตัวหนึ่งบินไปเฉี่ยวถูกบันไดทำให้บันไดสั่นไปถึงเทวดา เทวดานั้นความจริงก็รู้ดีว่าบันไดสั่นเพราะถูกนกเหยี่ยว เฉียวไปโดนแต่ก็ตัดบันไดทิ้งเพราะหวังจะให้ลูกเขยตกบันไดตาย ทำให้ลูกเขยตกจากบันไดจนขาหักแต่ก็ยังไม่ได้ ตายและอยู่บนโลกมนุษย์คนเดียวก่อน วันต่อมาเทวดาก็ได้ทำบันไดให้ม้อฮื่อ และม้อนยิ้นั้นได้กลับลงไปตามหลัง พ่อของเขา ก่อนกลับลงไปอยู่บนโลกมนุษย์เทวดาได้มอบของวิเศษให้กับหลานชายคนเล็กม้อนยิ้ คือดาบวิเศษ และ ธนูวิเศษด้วย เมื่อลงไปถึงโลกมนุษย์สองพี่น้องก็อยู่กับพ่อและได้ช่วยเลี้ยงดูพ่อที่ขาหักด้วยกัน มีอยู่วันหนึ่งสองพี่น้องได้ไปตลาดในเมืองเห็นคนเมืองเดินแบกของผ่านมา ก็สอบถามว่า “กำลังจะเอา อะไรไปขายหรือสหาย” คนเมืองก็ตอบว่า “กำลังจะเอาปอไปขาย” คำว่า “ปอ” ไปพ้องเสียงกับคำว่า “พ่อ” ใน
ภาษาเมือง ทำให้สองพี่น้องม้อฮื่อกับม้อนยิ้ เข้าใจว่าคนอื่นๆ พากันแบกพ่อไปขาย ก็ชวนกันกลับไปบ้านเพื่อที่จะ เอาพ่อไปขายดูบ้างเพราะคิดว่าการเลี้ยงพ่อที่ขาหักที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นั้นไม่เห็นเกิดประโยชน์อันใดจึงตัดสินใจ ทำไม้คานแบกพ่อไปขายในเมืองดูบ้าง ระหว่างทางที่แบกพ่อไปเจอแม่น้ำก็วางพ่อลง เพื่อลงไปอาบน้ำในแม่น้ำ ขณะนั้นพ่อก็ไปเห็นนกแซงแซวกำลังป้อนอาหารให้ลูกเล็กที่อยู่ในรัง พ่อก็กล่าวแก่ลูกทั้งสองว่า “ลูกเอ๋ย โน้นพวก เจ้าจงดูนกพ่อนกแม่แซงแซวกำลังป้อนอาหารให้ลูกนกกินเป็นตัวอย่างเถอะ เมื่อตอนพวกเจ้าเป็นเด็กพ่อก็ได้ป้อน น้ำป้อนข้าวให้พวกเจ้ากินจนเติบใหญ่ได้จนถึงทุกวันนี้แหละ” น้องชายม้อนยิ้พอได้ยินพ่อพูดเช่นนั้น ก็คุยกับพี่ชาย ว่า “ถูกต้องแล้วละพี่ เราไม่ควรเอาพ่อไปขายเลย แต่ควรดูแลเลี้ยงดูพ่อ ไม่ต้องให้ทำงานหนักอะไรเลย ให้อยู่ สบายๆที่บ้านนั่นแหละ ไม่ต้องไปขายแล้วเราแบกกลับไปดูแลที่บ้านกันเถอะ” ระหว่างที่สองพี่น้องกำลังอาบน้ำ เพลินในแม่น้ำอยู่นั้น ก็มีพญานาคแอบมาจับพ่อของ ม้อฮื่อกับม้อนยิ้ไปกิน พออาบน้ำเสร็จสองพี่น้องก็ตามหาพ่อ แต่ไม่เห็นพ่ออยู่ที่เดิมแล้ว ก็เข้าใจว่าพ่อถูกพญานาคจับกินไปแล้ว ทำให้สองพี่น้องไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึง กลับไปบ้านไปเอาเหล็กแหลมๆอันใหญ่แล้วย้อนกลับไปที่แม่น้ำแล้วช่วยกันเผาเหล็กให้แดงก่ำแล้วจุ่มลงไปที่แม่น้ำ ไม่นานนักก็มีปูเดินมาหาสองพี่น้องและร้องบอกว่า “นี่ ท่านม้อฮื่อ ม้อนยิ้ ท่านพญานาคบอกว่าพวกท่านอย่าเผา เหล็กและจุ่มน้ำอย่างนั้น มันทำให้ท่านพญานาค ปวดตาแสบตา” เพียงแค่ได้ยินปูร้องบอก สองพี่น้องก็ใช้คีมที่เผา จนแดงหนีบลงไปที่ลำตัว จนตัวที่กลมๆของตัวปูกลายเป็นตัวแบนๆ สีผิวกลายเป็นสีแดงๆ ปูก็เดินกลับไปรายงาน ให้กับพญานาคว่าสองพี่น้องไม่ยอมรับฟังอะไรเลยแถมยังโดนสองพี่น้องหนีบจนตัวแบนด้วย พญานาคเมื่อเห็นว่าปู ไปบอกแล้วไม่สำเร็จก็สั่งให้ปลาค้อไปแจ้งเตือนกับสองพี่น้องอีกรอบ ไปถึงปลาค้อก็บอกกับสองพี่น้องว่า “นี่ ท่านม้อฮื่อ ม้อนยิ้ ท่านพญานาคบอกว่าขอความกรุณาพวกท่านอย่าเผาเหล็กและจุ่มน้ำอย่างนั้นอีกเลย มันทำให้ ท่านพญานาค ปวดตาแสบตา” สองพี่น้องก็ไม่ฟังยังคงใช้คีมหนีบปลาค้อจนปลาค้อเกิดเป็นรอยลายๆทั่วตัวปลาค้อ ทนร้อนไม่ไหวก็เดินทางกลับไปหาพญานาคและไปรายงานให้พญานาคว่าเตือนแล้วแต่สองพี่น้องไม่ยอมเชื่อฟังและ ไม่ยอมหยุดเลย ในที่สุดพญานาคก็ต้องออกมาจากใต้บาดาลเองเพื่อเจรจาขอร้องให้สองพี่น้องหยุดเผาเหล็กพญานาคก็พูด กับสองพี่น้องว่า “นี่พวกเจ้าสองคนข้าบอกให้หยุดเผาเหล็กแล้วหยุดจุ่มลงแม่น้ำทำไมไม่ยอมหยุดสักทีเล่า” สองพี่ น้องก็ไม่ยอมฟังพญานาคกลับใช้เหล็กหนีบใส่หงอนของพญานาคจนแดงก่ำ พญานาคก็ดิ้นทุรนทุรายด้วยความ เจ็บปวดขอร้องให้ปล่อยเขาไป และบอกว่า “ข้ายอมแพ้แล้วพวกเจ้าอยากได้อะไรก็บอกมาจะยอมให้ทุกอย่าง” สองพี่น้องก็บอกว่า “ถ้าเช่นนั้นให้เอาชีวิตของพ่อข้าคืนมา” พญานาคก็ตอบว่า “ชีวิตของพ่อพวกเจ้าเอาคืนให้มิได้ หรอก ข้าได้จับกินไปแล้ว” สองพี่น้องก็ถามว่า “แล้วท่านจะให้อะไรกับพวกข้าละ” พญานาคก็ตอบว่า “เอาอย่างนี้ ข้าจะเอาเรือทองคำและเนื้อแห้งให้กับพวกเจ้าแล้วกัน” สองพี่น้องจึงรับเอาเรือทองคำและเนื้อแห้งจากพญานาค และปล่อยพญานาคกลับลงไปใต้บาดาล ส่วนสองพี่น้องเมื่อได้ของจากพญานาคก็คุยกันว่ากินข้าวให้อิ่มแล้วค่อย เดินทางกลับไปบ้าน ก็หยิบเนื้อแห้งที่พญานาคให้มานั้นเอาออกมาหั่นแบ่งเพื่อจะกินกับข้าว โดยวางเนื้อไว้บนขอบ เรือแล้วใช้ดาบวิเศษหั่นเนื้อแห้งด้วยฤทธิ์ดาบวิเศษนั้นมีความคมมากๆ ทำให้เรือทองคำขาดเป็นสองท่อนทันที เรือ
ข้างที่พี่ชายยืนอยู่ตกลงไปในแม่น้ำแต่ด้วยที่พี่ชายม้อฮื่อนั้นว่ายน้ำเป็นก็ว่ายขึ้นไปทางต้นน้ำและเอาตัวรอดไปคน เดียว เดินขึ้นบกไปและได้ไปเจอกับลิงสาวก็ตัดสินใจแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่กับฝูงลิงในป่าเรื่อยไป ส่วนม้อนยิ้ ว่ายน้ำไม่เป็นก็เกาะเรือทองคำแล้วไหลไปตามกระแสน้ำลงไปทางปลายน้ำ ในที่สุดก็ไหลไปถึง ทุ่งนาแห่งหนึ่งของคนเมือง ม้อนยิ้ก็ขึ้นฝั่งไป ส่วนเรือทองคำนั้นมันมีน้ำหนักมากเกินกว่าจะแบกไหว ม้อนยิ้ จึง ไม่ได้แบกไปด้วย (ตอนสุดท้ายเรือทองคำตกไปอยู่ในมือของคนเมืองที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น คนอ่าข่าจึงเล่าและเชื่อ ว่า เพราะคนเมืองได้เอาเรือทองคำนั้นขึ้นมาจากแม่น้ำได้และมาแบ่งขายจึงมีฐานะดีกว่าชาวอ่าข่าตั้งแต่นั้นเป็นต้น มา ส่วนชาวอ่าข่านั้นมีฐานะยากจนตั้งสมัยนั้น เพราะม้อนยิ้ไม่ได้เอาเรือทองคำติดตัวไปด้วยนั่นเอง) ม้อนยิ้เมื่อขึ้น จากแม่น้ำได้ก็เดินทางเขาไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งพร้อมกับคันธนูและและดาบวิเศษของเขา หมู่บ้านแห่งนี้มีสภาพ เงียบเชียบไม่เห็นมีผู้คนหรือสัตว์เลี้ยงเลยแม้ตัวเดียว ม้อนยิ้ก็คิดสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านแห่งนี้กันแน่ ขณะที่ เดินสำรวจบริเวณทั่วไปของหมู่บ้านก็ไปนั่งพักที่บนรางอาหารของหมูตัวอันหนึ่ง บังเอิญไปเห็นอะไรบางอย่าง คล้ายๆกับเห็ดขึ้นอยู่ที่ขอบของรางอาหารหมู ม้อนยิ้ก็พร่ำกับตัวเองว่า “นี่มันอะไรกัน จะเป็นเห็ดก็ไม่ใช่ จะเป็นหูก็ ไม่เชิง” เลยลองหยิกดูว่าเป็นอะไร ปรากฏว่ามีเสียงตอบออกมาว่า “นี่เป็นหูคนนะ ไม่ใช่เห็ด” ม้อนยิ้พอได้ยินเสียง คนพูดก็หงายรางหมูออกมา ปรากฏว่ามีหญิงสาวสองคนหลบอยู่ใต้รางหมู แล้วถามกับหญิงสาวชาวบ้านสองคนนั้น ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านแห่งนี้ ทำไมมันช่างเงียบเชียบไม่เห็นมีผู้คนอยู่เลย” ชาวบ้านคนนั้นก็บอกว่ามีมีนก อินทรีย์ยักษ์และนางยักษ์ตนหนึ่งออกอาละวาดจับผู้คนในหมู่บ้านกิน จนผู้คนแทบจะไม่เหลือใครเลย ม้อนยิ้จึงถาม ชาวบ้านคนนั้นว่า “ทำอย่างไรนกอินทรีย์จึงจะออกมาอีกละ” ชาวบ้านคนนั้นตอบว่า “ก่อกองไฟให้ควันลอยขึ้นไป บนท้องฟ้า นกอินทรีย์ยักษ์ก็ออกมาแล้ว” ม้อนยิ้ ก็บอกให้ชาวบ้านผู้นั้นช่วยก่อไฟหน่อยเขาจะช่วยจัดการกับนก อินทรีย์ตัวนั้นให้เอง ชาวบ้านคนนั้นก่อไฟเสร็จ ก็มีนกอินทรีย์ยักษ์บินมาที่หมู่บ้านเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาอยู่เหนือท้องฟ้า ม้อนยิ้จึงง้างคันธนูแล้วยิงใส่คอนกอินทรีย์ยักษ์จนร่วงลงมาตายบนดิน แล้วม้อนยิ้ก็ถามอีกว่า “ทำอย่างไรนางยักษ์ จึงจะเข้ามาในหมู่บ้านอีก” หญิงสาวคนนั้นก็บอกว่า “ถ้าตำข้าวช่วงเที่ยงวันนางยักษ์ก็จะออกมาเอง” (อ่าข่าจึงมี ความเชื่อว่าไม่ควรตำข้าวตอนเที่ยงวันจะทำให้ยักษ์ออกมาได้) พอถึงเที่ยงวันชาวบ้านคนนั้นก็ตำข้าว นางยักษ์ตน นั้นก็ออกมาจริงๆ ม้อนยิ้ จึงดึงดาบออกมาต่อสู้และฟันเข้าไปกลางลำตัวนางยักษ์ตนนั้นจนลำตัวขาดสะบั้นแต่ สักครู่ก็ต่อติดใหม่ ฟันเข้าไปถึงสองสามรอบร่างนางยักษ์ก็เด้งกลับไปติดใหม่เหมือนเดิม เมื่อเห็นว่าฆ่านางยักษ์ไม่ได้ ม้อนยิ้ก็หยุดต่อสู้ และล่าถอย ส่วนนางยักษ์นั้นยังไม่ตายแต่ก็บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน ก่อนที่จะกลับไปที่ถ้ำก็ถามชาวบ้านว่า “พวกเจ้าปลูก ข้าวฟ่างหวานกันอย่างไร” ชาวบ้านก็แนะนำว่าให้กินข้าวฟ่างหวานแล้วเอากากใส่กระติ๊บกลับไปถึงถ้ำแล้วเอากาก นั้นไปปลูก ชาวบ้านก็เอาข้าวฟ่างหวานให้นางยักษ์กินและเอากระติ๊บที่ก้นรั่วให้นางยักษ์มัดติดเอวกลับไป พอนาง ยักษ์กินข้าวฟ่างหวานและเอากากใส่กระติ๊บ กากข้าวฟ่างหวานก็หล่นลงตลอดทางที่นางยักษ์เดินทางกลับไปที่ถ้ำ ม้อนยิ้จึงสะกดรอยตามนางยักษ์จากกากข้าวฟ่างหวานไป จนไปเห็นที่พำนักซึ่งเป็นถ้ำของนางยักษ์ก็ไปแอบซุ่มฟัง นางยักษ์อยู่นอกถ้ำ เมื่อนางยักษ์กลับไปถึงที่ถ้ำก็เล่าให้ลูกฟังว่า “ลูกเอ๋ยวันนี้แม่เกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้วเพราะไป
เจอมนุษย์ที่เก่งกาจคนหนึ่ง นี่ถ้าเขาใช้ขี้หมูขี้หมาทาดาบของเขาแล้วมาฟันตัวแม่ละก็ วันนี้แม่ก็สิ้นชีวิตเป็นแน่แล้ว ละ” ขณะนั้นม้อนยิ้กำลังแอบฟังอยู่พอได้ยินนางยักษ์พูดกับลูกก็จำคำนางยักษ์ไว้เพื่อหาทางกำจัดนางยักษ์ให้ได้ นางยักษ์ก็กล่าวกับลูกต่อไปว่า “หากวันใดแม่ไม่รอดชีวิตกลับมา ให้ลูกๆเอาไม้เท้าชี้เป็นชี้ตายอันนี้มาชี้ให้แม่ฟื้น ด้วยนะลูก ด้านที่มนๆ ชี้แล้วจะฟื้น ส่วนด้านแหลมชี้แล้วจะตาย” คำพูดทุกอย่างที่นางยักษ์พูดกับลูก ม้อนยิ้ก็จำ แล้วกลับไปที่หมู่บ้านอีกรอบ ม้อนยิ้ก็ไปบอกให้ชาวบ้านหาขี้หมูขี้หมามาผสมน้ำแช่เตรียมไว้ วันต่อมาเมื่อถึงเที่ยงวันก็บอกให้ชาวบ้านตำข้าวอีกรอบไม่นานนางยักษ์ก็เข้าไปที่หมู่บ้านมนุษย์อีกรอบ คราวนี้ม้อนยิ้ก็เอาขี้หมูขี้หมาที่แช่น้ำไว้ทาดาบวิเศษของเขาแล้วใช้ดาบนั้นต่อสู้กับนางยักษ์ ฟันเข้าไปที่ลำตัวของ นางยักษ์คราวนี้ร่างของนางยักษ์ก็ขาดสะบั้นและก็ตายทันที พอกำจัดนางยักษ์ได้ม้อนยิ้ก็เดินทางไปที่ถ้ำของนาง ยักษ์อีกครั้ง เข้าไปหาลูกของนางยักษ์และไปถามหาไม้เท้าชี้เป็นชี้ตายสอบถามว่า “แม่เก็บไม้เท้าไว้ที่ไหนบอกข้า มาเดี๋ยวนี้” ลูกคนเล็กไม่ยอมบอก ส่วนลูกคนโตก็บอกว่าอยู่ที่ไหนและไปหยิบมาให้ ม้อนยิ้ก็ถามว่า “แล้วด้านไหน ชี้เป็น ด้านไหนชี้ตาย” พี่คนโตตอบว่า “ด้านปลายมนชี้เป็น” แต่คนเล็กบอกว่า “ด้านปลายแหลมชี้เป็น” แต่ม้อน ยิ้ก็เลือกเชื่อลูกคนโต และก็ใช้ไม้เท้าชี้เป็นชี้ตายชี้ให้ลูกของนางยักษ์ตายทั้งคู่แล้วไปหายักษ์ตัวอื่นๆ แล้วก็ใช้ไม้เท้า ชี้เป็นชี้ตายไปไล่ชี้เหล่าบรรดายักษ์ตายหมดทุกตัวจนสูญพันธ์ตั้งบัดนั้นเป็นต้นมา จากนั้นม้อนยิ้ก็เดินทางกลับไปยังหมู่บ้านคนที่ถูกนางยักษ์จับกิน ไปรวบรวมเศษกระดูกของมนุษย์ที่นาง ยักษ์กินทิ้งไว้เรี่ยราดอยู่ตามที่ต่างๆ มากองรวมไว้แล้วมาต่อเป็นรูปร่างคนแล้วใช้ไม้เท้าชี้เป็นชี้ตาย ชี้ให้กระดูก เหล่านั้นฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง ทำให้คนในหมู่บ้านกลับมามีชีวิตดังเดิมอยู่ที่หมู่บ้าน แต่บางคนที่ฟื้นมามีสภาพร่างกาย ที่ที่ไม่ค่อยสมบูรณ์มีแขน ขา มือบูดๆเบี้ยวๆ เพราะต่อกระดูกไม่ถูกกับอวัยวะเดิมของตัวเองก็มี จากนั้นชาวบ้านก็มอบหญิงสาวสองคนที่รอดชีวิตจากนางยักษ์โดยการหลบซ่อนใต้รางหมูที่ ม้อนยิ้ เจอกัน ตั้งแต่ครั้งแรก ให้แต่งงานกับม้อนยิ้เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ได้ช่วยชุบชีวิตให้กับชาวบ้านได้ฟื้นกลับมาใช้ชีวิตดังเดิม ได้อีกครั้ง ม้อนยิ้ก็เลือกแต่งงานกับหญิงสาวหนึ่งคนที่สวยกว่า ชาวบ้านได้มอบหีบใส่ผ้าพร้อมทรัพย์สมบัติสองอัน ม้อนยิ้ จึงจัดแจงแบ่งทรัพย์สมบัติโดยอันแรก เอาสมบัติมีค่าไว้ด้านล่างและเอาเสื้อผ้าสกปรกวางไว้ด้านบน ส่วน อันที่สองเอาของเก่าๆไม่ค่อยมีค่าไว้ข้างล่างและเอาเสื้อผ้าใหม่ๆ วางไว้ด้านบนแล้วฝากหีบผ้าไว้ให้เมียดูแลก่อน และบอกให้เมียตัวเองว่าให้ทาหมิ่นหม้อที่หน้าให้ดำ และให้หญิงสาวที่หน้าตาไม่ค่อยสวยทาแป้งให้หน้าขาว ให้รอ เขากลับมา ส่วนเขาจะออกเดินทางไปทางต้นน้ำเพื่อตามหาพี่ชายให้เจอแล้วจะกลับมายังหมู่บ้านอีกครั้ง เมื่อม้อนยิ้ เดินทางขึ้นไปทางต้นน้ำก็ไปเจอลิงตัวเมียหนึ่งตัวกำลังซักผ้าเช็ดหน้าอยู่ที่ลำธาร ดูแล้วคล้ายกับ ผ้าเช็ดหน้าของพี่ชายมอ ฮื่อ จึงเข้าไปพูดกับลิงตัวนั้นว่า “นั่นเป็นผ้าเช็ดหน้าของพี่ชายของข้าหรือเปล่าเนี่ย” ลิง ตัวนั้นไม่พูดไม่จาอะไรได้แต่ร้อง “เจี๊ยกๆๆ” ม้อนยิ้ก็บอกว่า “นั่นเป็นผ้าเช็ดหน้าของพี่ชายข้านะ” ลิงตัวนั้นก็ได้แต่ ร้องว่า”เจี๊ยกๆๆ” ม้อนยิ้ รู้สึกรำคาญที่พูดกันไม่รู้เรื่องจึงจัดการฆ่านางลิงทิ้งแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าที่นางลิงซักอยู่ติด มือเดินทางต่อไปจนไปเจอพี่ชายมอ ฮื่ออยู่บนต้นไม้ ห้อมล้อมไปด้วยลูกลิง ก็ตะโกนไปถามม้อฮื่อว่า “ไปทำอะไร อยู่บนต้นไม้ กลับลงมาเถอะพี่ไปอยู่ในหมู่บ้านคนด้วยกัน ตอนนี้ข้าได้เตรียมเมียไว้ให้พี่เรียบร้อยแล้วด้วย” ม้อฮื่อก็
ตอบกลับไปว่า “พี่คงกลับไปไม่ได้แล้วเพราะตอนนี้ก็ได้แต่งงานอยู่กินกับนางลิงจนมีลูกหลายตัวแล้ว ส่วนเมียพี่ก็ให้ ไปซักผ้าที่ลำธารแล้ว” ม้อนยิ้ก็บอกพี่ชายว่า “อ้าวลิงตัวนั้นน้องได้ฆ่าทิ้งไปแล้วนี่” ม้อฮื่อก็บอกม้อนยิ้ว่า “โอ๊ะ นั่น มันเป็นพี่สะใภ้ของน้องนะ จะไปรังแกทำตามใจไม่ได้ เพราะเขามีญาติพี่น้องเยอะเดี๋ยวเป็นคดีความได้” ม้อนยิ้ ก็ พูดว่า “ข้าไม่กลัวอะไรทั้งนั้นละเพราะข้ามีดาบวิเศษและไม้เท้าชี้เป็นชี้ตายอยู่กับตัวเองแล้วเนี่ย” แล้วบอกให้ พี่ชายกลับลงมาส่วนลูกลิงก็ให้โยนลงมาเลยจะรับไว้เอง ม้อฮื่อจึงทิ้งลูกลิงตัวแรกลงไป พอพี่ชายทิ้งลูกลงมา ม้อนยิ้ ก็ทำทีว่ารับพลาด จนลูกลิงตกลงมาตาย ครั้งที่สองก็บอกว่าจะใช้ชายเสื้อรับให้รับรองไม่มีพลาด พอพี่ชายโยนลูก ลิงลงมา ม้อนยิ้ก็หลบชายเสื้อหนีจนลูกลิงตกลงมาเสียชีวิต ม้อฮื่อก็บอกไม่ทิ้งลงมาอีกแล้วเดี๋ยวลูกเขาจะตกลงมา ตายอีก ม้อนยิ้ก็บอกว่า “ชายเสื้อมันเล็กไปหน่อยไม่พอรับขอแก้ตัวใหม่คราวนี้จะใช้ใบบอนยักษ์มารองรับไว้ให้” ม้อนยิ้ ก็ไปตัดใบบอนยักษ์มารองรับลูกลิงอีกรอบ พอม้อฮื่อทิ้งลูกลิงลงมาตกใส่ใบบอนก็ทำให้ใบบอนขาดลูกลิงตก ลงพื้นดินจนตายอีกตัว จนในที่สุดลูกลิงทั้งสามตัวก็ตกลงมาตายหมด สุดท้ายเมื่อลูกได้ตายหมดแล้ว ม้อฮื่อก็ยอมลงมาจากต้นไม้แล้วกลับไปกับน้องชาย ม้อนยิ้ก็พาพี่ชาย กลับไปยังหมู่บ้านที่เขาจากออกมา พาพี่ชายให้ไปเลือกหญิงสาวมาแต่งงานและหีบผ้า ม้อฮื่อก็เลือกผู้หญิงที่หน้า ขาวๆเป็นเมียและเอาหีบผ้าที่ด้านบนมีแต่เสื้อผ้าใหม่ๆ พอเปิดหีบดูดีๆ ก็ปรากฏว่ามีแต่เสื้อผ้าเก่าๆรองไว้ด้านล่าง ส่วนผู้หญิงที่เลือกมาเป็นเมียพอให้ล้างหน้าปรากฏว่าเมียตัวเองหน้าตาไม่สวยเลย แต่เมียม้อนยิ้พอให้ล้างหน้ากลับ มีใบหน้าผิวพรรณสวยงามกว่าเมียตน จึงรู้สึกโกรธแค้นม้อนยิ้เป็นอย่างยิ่งที่แกล้งเอาแต่สิ่งไม่ดีๆ เอาให้เขาเลือก พออยู่ไม่นานฝูงลิงก็พากันมาที่บ้านเพื่อขอเจรจากรณีฆ่าลิง ม้อนยิ้ก็บอกว่า “วันนี้ข้ายังไม่พร้อมเอาไว้พรุ่งนี้ค่อย มาแล้วกัน” ม้อนยิ้พอทราบว่าต้องคุยเจรจาคดีฆ่าลิง รุ่งเช้าวันต่อมาก็จุดไฟแล้วเผาก้อนหินให้ร้อนๆเตรียมไว้พอ บรรดาญาติพี่น้องลิงมา ม้อนยิ้ ก็เชื้อเชิญให้เหล่าลิงนั่งที่ก้อนหินที่เขาเผาไฟเตรียมไว้ พอลิงไปนั่งบนก้อนหินก็ กระโดดร้องเจี๊ยกๆ ด้วยความรู้สึกร้อนก้นเพราะถูกหินเผาไฟลวกจนก้นบวมแดงแล้ววิ่งหนีกลับเข้าป่าไปทีละตัว สองตัวจนไม่ได้มีการเจรจาเกิดขึ้น (ด้วยเหตุการณ์ครั้งนี้อ่าข่าก็เล่ากันว่าลิงเสนจึงมีก้นแดงจนถึงปัจจุบัน) ส่วนม้อฮื่อนั้นความรู้สึกโกรธแค้นที่มีต่อน้องชายม้อนยิ้ยังไม่จางหายไปไหน วันหนึ่งเขาก็เดินทางเข้าไปใน ป่าไปพบรูพายุและได้อุดรูไว้ เพื่อหาทางให้ม้อนยิ้ตกลงไปในรูพายุ แล้วเดินทางกลับไปบ้านไปชวนน้องชายไปขุดรู หมูป่ากันและพูดว่า ”น้องรัก พวกเราอยู่บ้านก็ไม่มีสัตว์อะไรเลี้ยงไว้เลยสักตัว พวกเราไปล่าหมูป่ากันดีไหม” ม้อน ยิ้ก็ยอมไปล่าหมูป่ากับม้อฮื่อ เมื่อพาไปถึงรูพายุที่อุดไว้ก็บอกให้ม้อนยิ้ไปเหยียบรูไล่หมูป่าออกมา ส่วนตัวเขาจะเป็น คนแหย่รูเอง ม้อนยิ้ก็บอกว่า “พี่ก็เข้าไปเหยียบรูเองแล้วกัน” ม้อฮื่อก็แย้งว่า “พี่จะช่วยแหย่รูให้น้องเข้าไปเหยียบรู ดูซิมันดิ้นอยู่ในรูแล้ว” จนม้อนยิ้ยอมทำตามคำแนะนำของม้อฮื่อ พอ มอนยิ้ กระโดดเข้าไปเหยียบที่รูก็ร่วงตกลงไป ในรูพายุจนตกลงไปบนหลังคาบ้านแห่งหนึ่ง ในบ้านหลังนั้นก็มีเสียงไล่ไก่ดังออกมาจากบ้านนั้นว่า ชิ้ว ๆ มอนยิ้ก็บอกว่า “ไม่ใช่ไก่นะอา พอดีมาหาหมู ป่าและตกลงมาในรูพายุ” เมียพญานาคก็เรียกลงมาแล้วแนะนำกับ มอนยิ้ว่า “อย่าพูดแบบนี้เด็ดขาด เดี๋ยว พญานาคกลับมาแล้ว ถ้ารู้ว่าเป็นมนุษย์จะจับกินได้ ให้บอกว่าเป็นหลานของอา ให้พูดว่า จากกันมานานไม่ได้เจอ
นานแล้ว คิดถึงเลยลงมาเยี่ยมหา” ผ่านไปสักครู่ พญานาคกลับมาจากการไปหากิน ก็พูดกับเมียว่า “อืม รู้สึกได้ กลิ่นมนุษย์ เดี๋ยวคงได้กินเนื้อมนุษย์แน่เชียว” เมียพญานาคก็บอกว่ามีหลานมาเยี่ยมหา มอนยิ้ก็พูดว่า “หลานเอง ไม่ได้เจออาเขยนานแล้วคิดถึงก็เลยมาเยี่ยมหา มาดูว่าอยู่สุขสบายดีไหม” พญานาคก็ไม่ได้จับกิน แต่ก็ยังไม่ไว้ใจ เพราะรู้ว่าเป็นมนุษย์ จึงหาทางกำจัดม้อนยิ้ให้ได้ วันหนึ่งก็ชวนกันไปล่าสัตว์ในป่า ม้อนยิ้ ก็เข้าไปปรึกษากับเมีย พญานาค ว่าเขาควรทำอย่างไร เมียพญานาคก็แนะนำว่าให้ไปกับพญานาค และตัดต้นกล้วยไว้ทำเป็นหุ่นโดยเอา เสื้อสวมไว้กับต้นกล้วยเวลาพญานาคจะเข้าไปฆ่าจะได้ไปจู่โจมที่ต้นกล้วยแทน เมื่อถึงเวลาม้อนยิ้ก็รออยู่ที่ทาง ปลายน้ำ ส่วนพญานาคก็ไปทางต้นน้ำเพื่อทำทีว่าจะไปไล่สัตว์ลงมาให้ม้อนยิ้ เมื่อรับทราบดีแล้วม้อนยิ้ก็ออกไปล่า สัตว์ และทำตามคำแนะนำของอา สักพักพญานาคก็แปลงกายเป็นพญานาคแล้วคำรามวิ่งมากัดต้นกล้วยแต่ก็ไม่ สามารถกัดม้อนยิ้ได้ และถามม้อนยิ้ว่า “ล่าสัตว์ได้ไหม เมื่อกี้ข้าไล่หมีลงมาทางนี้แล้ว” ม้อนยิ้ก็ตอบว่า “ไม่เห็นมี อะไรลงมาเลย เห็นแต่หนอนตัวหนึ่งผ่านมาฆ่าและใส่ย่ามแล้ว” จากนั้นก็ชวนกันไปด้านอื่น มอ นยิก็ไปหาตัดต้น กล้วยเอาหมวกสวมไว้ที่ยอดและสวมเสื้อของตัวเองทำเป็นหุ่นคนตั้งไว้หลอกพญานาคเหมือนเดิม พญานาคหายไป ทางต้นน้ำ สักพักก็กลายร่างเป็นพญานาคส่งเสียงคำรามแล้ววิ่งเข้าไปกัดหุ่นต้นกล้วย แต่ก็ยังไม่ใช่ตัวของม้อนยิ้ เลยฆ่าไม่ได้สักที พญานาคกลายร่างเป็นคน เข้าไปถามกับม้อนยิ้ว่า “เห็นเก้งวิ่งมาทางนี้หรือไม่ข้าขึ้นไปไล่ให้ลงมา ทางนี้แล้ว” ม้อนยิ้ก็ตอบว่า “ไม่เห็นเลยมีแต่ตั๊กแตนใบไม้ผ่านมาหนึ่งตัว ข้าจับใส่ย่ามไว้แล้ว” เมื่อพญานาค หาทางฆ่าม้อนยิ้ไม่ได้ ก็พากันกลับไปบ้าน พอกลับไปถึงบ้านม้อนยิ้ก็โยนขาตั๊กแตนใบไม้ให้เมียพญานาค จนขาเมีย พญานาคหัก เพราะตั๊กแตนกลายเป็นเนื้อเก้งเมื่อกลับถึงบ้าน (ชนเผ่าอ่าข่ามีธรรมเนียมผู้ชายที่ไปล่าสัตว์กลับมา ต้องแบ่งชิ้นเนื้อส่วนขาให้กับญาติฝ่ายหญิง) อยู่มาวันหนึ่งพญานาคก็ได้มีคำสั่งให้ ม้อนยิ้ไปแผ้วถางป่าเพื่อทำไร่ให้ได้เก้าม่อนดอยภายในวันเดียว ม้อน ยิ้ก็เข้าไปปรึกษากับ อาผู้หญิงว่าเขาควรทำอย่างไรดี เมียพญานาคก็ให้คำแนะนำว่า ให้ม้อนยิ้นำขวานเก้าเล่มที่ลับ คมแล้วเอาขวานไปเฉาะไว้ตามต้นไม้ทั้งเก้าม่อนดอย ให้ตบมือสามทีผิวปากสามครั้ง แล้วตะโกนบอกว่า วันนี้ท่าน พญานาคมีคำสั่งให้ถางป่าให้หมดทั้งเก้าม่อนดอยภายในวันเดียว ไม่ช้าก็จะถางเสร็จได้โดยไม่ยาก ม้อนยิ้ก็เดินทาง ไปตามม่อนดอยแล้วก็ทำตามคำแนะนำของเมียพญานาคทุกอย่าง ในที่สุดไร่ทั้งเก้าม่อนดอยก็ถูกถางเสร็จภายใน เวลาวันเดียวเพราะได้ผู้รับใช้ของพญานาคมาช่วยกันถางป่าให้กับม้อนยิ้ วันต่อมาพญานาคก็มีคำสั่งให้ทำการเผาไร่ ให้เสร็จภายในวันเดียวทั้งเก้าม่อนดอย ม้อนยิ้ก็นำเรื่องไปปรึกษากับเมียพญานาคอีกครั้ง เมียพญานาคก็แนะนำว่า ให้ทำเป็นไต้จุดไฟแล้วไปวางไว้ตามจุดต่างๆ ทั้งเก้าม่อนดอยแล้วผิวปากสามครั้งตบมือสามทีแล้วตะโกนบอกว่า วันนี้ท่านพญานาคมีคำสั่งให้เผาไร่ให้หมดทั้งเก้าม่อนดอยภายวันเดียว ไม่ช้าก็จะเผาเสร็จเอง ม้อนยิ้ก็ทำตาม คำแนะนำของเมียพญานาค ไม่ช้าดอยทั้งเก้าลูกก็ถูกเผาเสร็จเรียบร้อยภายในวันเดียว จากนั้น พญานาคก็มีคำสั่งให้ม้อนยิ้ออกไปหว่านเมล็ดข้าวบาร์เลย์ ให้เสร็จภายในวันเดียวทั้งเก้าม่อนดอย เมียพญานาคก็แนะนำว่า ไม่ใช่สิ่งยากเย็นอะไร เพียงเจ้าเอาตะกร้าใส่เมล็ดข้าวบาร์เลย์ไปวางไว้ตามจุดต่างๆทั้งม่อน ดอยเก้าลูกผิวปากสามครั้งตบมือสามทีแล้วตะโกนบอกว่าวันนี้ท่านพญานาคมีคำสั่งหว่านข้าวบาร์เลย์ ไม่ช้าไม่นานก็
จะถูกหว่านเสร็จได้เอง ม้อนยิ้ก็เดินทางเข้าไปในไร่ที่ถางไว้แล้วทำตามคำแนะนำของเมียพญานาค ไม่นานก็หว่าน เสร็จในพริบตา วันต่อมาก็มีคำสั่งให้ไปเก็บเมล็ดข้าวบาร์เลย์กลับมาทั้งหมด ม้อนยิ้ก็สามารถเก็บกลับมาได้ทั้งหมด ส่งคืนให้กับพญานาคแต่พอพญานาคนับดูปรากฏว่า ข้าวบาร์เลย์มีเมล็ดไม่ครบสามเมล็ด ม้อนยิ้ ก็บอกว่า ถูก นกเขากินไป พญานาคก็มีคำสั่งให้ไปยิงนกเขาและเก็บข้าวบาร์เลย์ทั้งสามเมล็ดที่หายไปนั้นกลับมา ม้อนยิ้ก็เอาเรื่อง ไปสอบถามกับเมียพญานาคว่าทำอย่างไรกันดี เมียพญานาคก็แนะนำว่า ไม่ต้องกังวลสิ่งใด ให้ม้อนยิ้ ไปเลือกลูกศร ดอกที่อยู่ตรงกลางจาก สามดอก และเลือกหน้าไม้ คันที่อยู่ตรงกลางจากหน้าไม้สามคัน ไปยิงนกเขาในไร่ตัวที่อยู่ ตรงกลาง จาก สามตัวที่เกาะอยู่บนต้นไม้ จากนั้นก็ให้ชำแหละท้องนกและจงหาดูก็จะอยู่ในท้องนกเอง ม้อนยิ้ก็ทำ ตามคำแนะนำของเมียพญานาค ก็เอาหน้าไม้ไปยิงนกเขาตัวกลางตกลงมาได้ แต่ปรากฏว่าตกลงไปในแม่น้ำแล้วโดน ปลาคาบนกเขากินอีก พญานาคก็สั่งให้ม้อนยิ้ไปจับปลาตัวที่กินนกเขาเข้าไป ม้อนยิ้ก็ไปขอคำแนะนำจากเมีย พญานาค เมียก็แนะนำว่าให้เอาแหอันที่อยู่ตรงกลางจาก แหที่มีอยู่สามปากไปเหวี่ยงแหจับปลาตัวที่ว่ายอยู่ตรง กลางจากปลาที่มีอยู่สามตัวโดยตะโกนบอกว่าวันนี้ได้รับคำสั่งจากท่านพญานาคให้มาจับปลาจากนั้นตบมือสามทีผิว ปากครั้ง เมื่อม้อนยิ้เหวี่ยงแหออกไปก็จับปลามาได้ก็ผ่าท้องก็เจอนกเขา ผ่าท้องนกเขาก็เจอเมล็ดข้าวบาร์เลย์สาม เมล็ด พญานาคก็ยอมรับม้อนยิ้ว่าเป็นอากับเขยกับหลานเขยจริงๆ ต่อมาก็ออกคำสั่งให้ม้อนยิ้ให้ดึงเขาควายออกมา ให้ดูหน่อย ม้อนยิ้ ก็ดึงเขาควายออกมาได้ทันที พญานาคก็ยอมรับว่าเป็นหลานเขยจริงๆ แต่ม้อนยิ้ก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาว่า ไม่ช้าไม่นานคงจะพลาดท่าเสียทีให้พญานาคจับได้ว่าเขาเป็นมนุษย์และ ไม่ได้เป็นญาติอย่างที่กล่าวอ้างกับพญานาคเข้าสักวันเป็นแน่แท้ ด้วยความที่ม้อนยิ้ก็เริ่มหวาดกลัวการทดสอบของ พญานาค ก็ไปบอกกับเมียพญานาคว่าเขาต้องการกลับไปยังโลกมนุษย์เมียพญานาคก็ถามว่า “ขั้นบันไดทางที่ลงมา มีกี่ขั้น” ม้อนยิ้ก็บอกว่าเก้าขั้น เมียพญานาคก็แนะนำวิธีการกลับขึ้นไปยังโลกมนุษย์ว่า ให้โยนข้าวปั้นนำหน้าสุนัข ไปให้ทีละคำพอสุนัขวิ่งไปกินข้าวก็ให้จับหางสุนัขแล้วขึ้นไปทีละขั้นทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนครบเก้าขั้นก็จะขึ้นได้เอง เมื่อสอนเสร็จเมียพญานาคก็ปั้นข้าวให้เพียงแปดก้อนเท่านั้นเพราะแอบมีความไม่พอใจที่ม้อนยิ้เคยทำให้ตนขาหัก มาก่อน ม้อนยิ้ก็รับข้าวมาแต่ไม่รู้ว่ามีแค่แปดก้อน และทำตามที่เมียพญานาคสอนคือโยนข้าวนำหน้าให้สุนัขกินแล้ว เดินขึ้นขั้นบันไดทีละขั้นพอถึงขั้นที่แปดข้าวก็หมดสุนัขก็วิ่งกลับไปยังใต้บาดาล ทำให้ม้อนยิ้กลับไปไม่ถึงขั้นที่เก้าทำ ให้ออกไปยังพื้นโลกไม่ได้ ขณะที่กำลังกระวนกระวายใจว่าจะหาทางขึ้นไปยังพื้นโลกได้อย่างไร ก็ไปได้ยินเสียงของตัวตุ่นกำลังกัดกิน รากต้นไผ่อยู่ ก็ตะโกนขอร้องขอให้ตุ่นช่วยกัดลำไผ่ให้เขาสักลำหน่อย ตอนแรกตัวตุ่นก็ปฏิเสธว่า “ข้าไม่กัดให้หรอก ไม่ว่าง” ม้อนยิ้ ก็ยื่นข้อเสนอให้ว่า “ถ้ากัดลำไผ่ให้ต้นไผ่โน้มตกมาอยู่ที่ปากหลุมได้ละก็ ข้าจะทำขลุ่ยให้ท่านหนึ่ง อัน” พอดีกับตัวตุ่นก็อยากเป่าขลุ่ยด้วยอยู่แล้ว เมื่อได้ยินดังนั้นก็กัดต้นไผ่หักล้มไปไว้ตรงที่ม้อนยิ้อยู่ ในที่สุดม้อนยิ้ ก็จับคว้ากิ่งไม้ไผ่ไต่ขึ้นมาจากหลุมที่เขาตกลงไปได้ พอขึ้นมาจากหลุมได้ม้อนยิ้ก็ทำขลุ่ยให้กับตัวตุ่นตามคำสัญญา ม้อนยิ้ก็เดินทางกลับบ้านไป ส่วนตุ่นนั้นได้ขลุ่ยมาก็เป่าขลุ่ยเล่นอย่างมีความสุข จนเสียงดังไปได้ยินถึงหูฝูงนกเขา นกเขาก็บินไปตามเสียงขลุ่ยก็ไปเจอตุ่นและขอลองเป่าขลุ่ยของตุ่นดูสักครั้ง แต่ตุ่นบอกว่าไม่ให้ เดี๋ยวท่านจะเอาไป
แล้วไม่คืนให้ นกเขาบอกว่าไม่เอาไปแค่อยากลองเป่าดูสักครั้ง นกเขาก็เสนอว่า “ถ้าอย่างนั้นตอนข้าเป่าให้จับเท้า ได้” ตุ่นก็ยอมให้นกเขาเป่าขลุ่ยและจับเท้านกเขาไว้ นกเขาก็ตอบว่า “เอ๊ะจับเท้าไม่ได้หรอก มันกระดิกเท้าไม่ ถนัด” นกเขาก็บอกตุ่นว่า “เอาอย่างนี้ให้จับปีกแล้วกัน” สักครู่นกเขาก็พูดว่า “ให้จับปีกไม่ได้มันขยับปีกไม่ถนัด” นกเขาก็เสนอกับตุ่นว่า “ให้ท่านจับขนไว้แล้วกัน” ตุ่นก็ตอบตกลง นกเขาพอเห็นว่าตุ่นจับขนไว้ไม่แน่น ก็เอาขลุ่ย แล้วรีบกระพือปีกบินหนีไปทันที ตุ่นพอเห็นว่านกเขาจะบินหนีก็รีบดึงขนเอาไว้ แต่ก็จับตัวไว้ไม่อยู่เพราะขนนกเขา หลุดออกจากตัวไป ตุ่นก็ได้แต่ตบก้นตัวเองแล้ว ร้องเรียกให้นกเขาจงตกลงมา ขลุ่ยจงตกลงมา แต่ก็ไม่มีอะไรตกลง มาสักอย่าง (จากเหตุการณ์ครั้งนั้นตุ่นจึงมีลักษณะก้นจะแหลมเพราะเกิดจากการตบในครั้งนั้น และตัวตุ่นก็ได้มีการ ลั่นวาจาไว้ว่าที่ใดที่เป็นหุบเขามนุษย์จงไปตั้งตาข่ายดักจับนกเขาที่นั่นเสมอไป ส่วนนกเขาก็ลั่นวาจาไว้ว่าที่ใดที่มีต้น ไผ่ขึ้นที่นั่นมนุษย์จงไปทำกับดักจับตุ่นกินด้วยเถิด) ทางด้านม้อนยิ้นั้นหลังจากที่จากบ้านไปสามปีก็มีผมเผ้าและหนวดเครายาวรุงรังจนใครๆก็จำเขาไม่ได้ เพราะไม่เคยได้ตัดทิ้งเลย ได้เดินทางกลับไปยังหมู่บ้านของเขา ขณะนั้นม้อฮื่อ นั้นเข้าใจว่าน้องชายได้เสียชีวิตไป แล้วอย่างแน่นอน ก็ได้จัดให้มีพิธีแต่งงานของเขากับเมียของน้องชายซึ่งสวยกว่า ขณะที่เมียของม้อนยิ้เดินทางไป ตวงน้ำบริสุทธิ์ที่รางน้ำในลำห้วยเพื่อเอาไปใช้ในพิธีแต่งงาน ม้อนยิ้ซึ่งได้ไปรออยู่ด้านต้นน้ำก็แกว่งน้ำให้ขุ่นเมื่อเมีย เขาจะตวงน้ำ นางจึงเดินไปดูที่ต้นน้ำว่าทำไมเวลาเขาจะตวงน้ำน้ำจึงได้ขุ่น แต่เวลาคนอื่นตวงกลับไม่ขุ่นเลย พอ เดินขึ้นไปดูที่หัวน้ำก็ไปเจอกับ ม้อนยิ้ ม้อนยิ้ก็เล่าเรื่องราวให้เมียฟังทั้งหมดว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ได้ตาย และ แนะนำให้กับเมียว่าให้ทำทีเหมือนเขาเป็นคนเมืองแก่ๆ คนหนึ่งก็พอ เมื่อกลับไปบ้านจงไปบอกแก่พี่ชายม้อฮื่อว่า ไปเจอแขกต่างถิ่นที่เป็นคนเมือง จะขอมาพักที่บ้านก็พอ เมื่อเข้าใจดีแล้วเมียก็กลับบ้านกับม้อนยิ้ ไปถึงที่บ้านก็แจ้ง ให้ม้อฮื่อทราบว่าตนไปเจอคนแก่คนหนึ่งตอนไปตักน้ำช่วยหาอาหารให้แขกกินด้วย ตอนที่ม้อนยิ้กำลังจะกินข้าวเมียม้อนยิ้ได้เอาน้ำแกงผสมรวมกับข้าวและโรยพริกป่นแล้วเอาไปให้ม้อนยิ้กิน ส่วนเมียม้อนยิ้ ก็ไปให้อาหารหมูกินและทำทีว่ากำลังคุยกับหมูพูดว่า “เจ้าหมูเอ้ยเจ้านี่ช่างเขลานัก ถึงแม้ข้างบนจะ เป็นเหมือนมีแต่น้ำแกงแต่ข้างล่างก็มีอาหารดีๆทั้งนั้น ลองเขี่ยข้างล่างดูซิ” พอม้อนยิ้ได้ยินก็เริ่มเข้าใจความหมาย ของเมียที่พูดก็ลองเขี่ยอาหารดูปรากฏว่าเนื้อต่างๆอยู่ข้างล่างข้าว ม้อนยิ้ก็ได้กินเนื้อที่เมียแอบใส่ไว้ในถ้วย หลังจากกินข้าวเสร็จก็มีการทดสอบความแม่นยำโดยการแข่งยิงธนู ม้อฮื่อก็เปรยออกมาว่า “ถ้าน้องม้อนยิ้อยู่เขาก็ เป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญในการยิงธนูเป็นอย่างยิ่งขนาดหอยเบี้ยก็ยิงแตกกระจุยมาแล้ว” เมียม้อนยิ้ก็เสนอว่า “พวกท่านลองให้คนเมืองคนแก่คนนั้นยิงธนูดูบ้างซิอาจจะยิงเก่งก็ได้” ทุกคนก็เชิญม้อนยิ้ให้ลองประลองฝีมือยิงธนู ดู เวลาคนอื่นไปตั้งเป้ายิงม้อนยิ้ก็ไม่ยอมยิงสั่นหัวอย่างเดียว เมียม้อนยิ้ก็แนะนำว่า “ลองให้พี่ม้อฮื่อเป็นคนเอาเป้า ยิงไปตั้งดูซิ” ม้อฮื่อจึงเอาเป้าไปตั้งให้ม้อนยิ้ ส่วนม้อนยิ้พอได้จังหวะก็เล็งคันธนูแล้วยิงเข้าไปที่กลางลำคอของม้อ ฮื่อจนเสียชีวิตในที่สุด สุดท้ายก็เผยตัวออกมาให้ทุกคนรับรู้ว่าเขาคือม้อนยิ้ที่จากบ้านไปสามปีแล้วกลับมา ต่อ มาม้อนยิ้ก็ได้อาศัยอยู่กับเมียได้ไม่นานก็อยากไปเยี่ยมแม่นางฟ้ากับตาเทวดาบนสวรรค์จึงขอลาเมียเดินทางไปโดยขี่ ปลายเส้นด้ายม้วนของเมียจากพื้นโลกไปยังสวรรค์แต่พอขี่ไปถึงสะดือสวรรค์ ปรากฏว่าด้ายหมดจากแกนม้วน ไป
ต่อไม่ได้ก็เลยต้องห้อยอยู่ที่สะดือสวรรค์อยู่อย่างนั้น ทำให้ม้อนยิ้ไม่สามารถขึ้นไปบนสวรรค์ไปหาแม่กับตาได้ และ ได้ห้อยอยู่ที่สะดือสวรรค์ตลอดไป คนอ่าข่าจึงมีความเชื่อว่าการที่สุนัขชอบหอนคล้ายกับเสียงร้องไห้นั้นเป็นเพราะ หอนด้วยความสงสารม้อนยิ้ ที่ห้อยอยู่ที่สะดือสวรรค์นั่นเอง ๖. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มีอุปกรณ์ ๗. ท่าทาง มีท่าทางประกอบตลอดการเล่าเรื่อง ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต • ความกตัญญูต่อบุพการีโดยไม่หวังผลตอบแทน • ความรักต่อพี่น้องในครอบครัวเดียวกัน • เมื่อคนเรามีความเห็นแก่ตัวและไม่มีการให้อภัยซึ่งกันและกันก็ทำให้คนเรากลายเป็นคนไร้มนุษยธรรม ขาดสติและทำชั่วได้โดยไม่กลัวบาปกรรม ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ • อ่าข่าจะไม่ล่าสัตว์ใหญ่เกิน ๑๐ ตัวต่อปี • Zaqmiq-e xaq xar-e (หย่าหมี่-เออ ส่า ซะ เออ) ธรรมเนียมแนวคิดการไปล่าเนื้อสัตว์สำหรับลูกสาว • ธรรมเนียมการแบ่งเนื้อส่วนน่องให้กับญาติหญิงของฝ่ายผู้ชายเมื่อล่าสัตว์มาได้ Zaqmiq-e xaqpyaq • อ่าข่าจะไม่ให้เจ้าบ่าวฆ่าสัตว์ในวันแต่งงาน • ธรรมเนียมการเอาข้าวผสมน้ำแกงให้กินกับคนที่เจ้าบ่าวอยากจะกลั่นแกล้งหรือท้าทายความอดทน • การตั้งตาข่ายดักนกเขาเขียวและการทำกับดัก ดักตัวตุ่น • การเลี้ยงหมูป่าให้มาเป็นหมูบ้าน • การไม่ตำข้าวตอนเที่ยงวันของชนเผ่าอ่าข่า
๑๓. อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานได้มีอยู่ ๓ คน อยู่บ้านแม่จันใต้และแสนใจใหม่ นานๆ ทีจะเล่าถ้ามีคนขอให้เล่า ให้ฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ จาก นาย บูตอง เยอส่อ ตอนผู้รู้อายุ ๑๖ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจถ่ายทอดเป็นอย่างดี เมื่อมีคนต้องการอยากฟัง