The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

องค์ความรุ้ลัวะ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-10 03:07:41

องค์ความรุ้ลัวะ

องค์ความรุ้ลัวะ

องค์ความรุ้ลัวะ รายงานผลการวิจัย เรื่อง สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทย ภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) โดย


ค ำน ำ หนังสือเน้ือหาองค์ความรู้ทอ้งถิ่นเล่มน้ีเป็นส่วนหน่ึงของการทา งานในโครงการพฒันาการศึกษา ทางเลือกแบบมีส่วนร่วมเพื่อเด็กและเยาวชน เพื่อให้เกิดการสืบทอดและถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ สู่เด็ก และเยาวชนที่มีความเสี่ยงต่อการไม่รู้ในความเป็ นชาติพันธุ์ของตนเอง ด้วยเหตุผลที่วา่ ในระบบการศึกษาน้นั ยึดหลกัสูตรแกนกลางซ่ึงถือว่าเปิดโอกาสให้กบัการเรียนรู้หลกัสูตรทอ้งถิ่นมากข้ึน แต่ยงัขาดการคา นึงถึง องค์ความรู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ในแต่ละกลุ่มจึงทา ใหเ้กิดช่องวา่งระหวา่งการศึกษาและวฒันธรรมมากข้ึน โดย ผลกระทบที่ตามมาคือการสูญเสียองค์ความรู้ที่ส าคัญบางอย่างไป ในการเรียบเรียงองค์ความรู้เล่มน้ีเน้ือหา ต่าง ๆมาจากการสัมภาษณ์ผูรู้้ในชุมชน และศึกษาเพิ่มเติมจากเอกสารต่าง ๆ จาดน้ันจะมีการตรวจสอบและ นา องค์ความรู้เหล่าน้ีเพื่อใช้ในการจดัการเรียนการสอนในชุมชนเพื่อให้เกิดการสืบทอดและถ่ายทอดองค์ ความรู้เหล่าน้ีไวสู้่คนรุ่นหลงัต่อไป ผจู้ดัทา หวงัเป็นอยา่งยงิ่วา่หนงัสือเน้ือหาองคค์วามรู้เล่มน้ีจะเป็นส่วนหน่ึงที่จะช่วยในการสืบทอด และถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ดีงามไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังต่อไป สมำคมศูนย์รวมกำรศึกษำและ วัฒนธรรมของชำวไทยภูเขำในประเทศไทย ธันวำคม 2553


บทที่ 1 ประวัติศาสตร์ชาติพนัธ์ุ ประวัติลเวือะ ลเวือะหรือละว้า เป็ นชื่อที่นักอ่านต านานของล้านนาจะคุ้นเคยและพบเห็นในต านานเสมอ ๆ โดย ทวั่ ไป โดยเฉพาะตา นานประเภทศาสนา เช่น ตา นานพระธาตุจะพบมากกวา่ตา นานเมือง ในตา นานบางคร้ัง จะเขียนว่า มิลักขุ ซึ่งหลายท่านก็ให้ความเห็นว่า หมายถึง ลเวือะหรือละว้าเช่นกัน ลเวือะนอกจากจะปรากฏ ในเอกสารใบลานตา นานของลา้นนาแลว้เรายงัพบเรื่องลเวือะในตา นานพ้ืนบา้นที่ไดเ้ล่าสืบ ๆ กนัมาเป็น เรื่องเล่ามุขปาฐะ เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับความรักของขุนหลวงวิลังคะกับพระนางจามเทวีแห่งล าพูน ซึ่งเล่าว่า ในสมยัแควน้หริกุญชยัในยคุแรกประมาณ พ.ศ.1300 น้นัชนเผา่ลเวือะอาจจะต้งัถิ่นฐานอยู่บริเวณเชิงเขา ดอยสุเทพ แล้วต านานสุวรรณค าแดงเขียนไว้ว่า (เวียงเจ็ดลินเชิงดอยสุเทพปัจจุบันอยู่ในบริเวณสถาบัน เทคโนโลยีและอาชีวศึกษาวิทยาเขตเทคนิคภาคพายัพ) และเวียงสวนดอกเป็ นเวียงของลเวือะ (สงวน, 2515, 140) ดงัน้นัจะเห็นวา่เรื่องราวของ ลเวือะปรากฏในตา นานในสมยัก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่และในตา นาน เรื่องเดิมน้ีกล่าวถึงเรื่องราวที่ลเวือะช่วยคนไตใหพ้น้จากการไล่ติดตามของขา้ศึกคือ “พวกแมนตาตอกขอก ฟ้าตายืน” (เชื่อว่าเป็ นพวกกลุ่มชนที่อยู่ในประเทศจีน) และในตา นานเรื่องเดิมน้ียงัเขียนวา่ลเวือะมีความรัก และความห่วงใยคนไต (ไท) จากศัตรูและเพื่อเป็ นการป้องกันมิให้ศัตรูรู้จักไตหัวหน้าพวกลเวือะ คือพระ วิงวอจึงให้ลเวือะแต่งตัวเหมือนไต และให้ตัดผมเหมือนไต เพราะแต่เดิมลเวือะไม่นุ่งผ้าแต่ใช้ผ้าเป็ นเศษคาด เอวปกปิดส่วนของสงวนของตนเท่าน้นัตา นานเขียนวา่ “พระยาวิงวอ (พญาลเวือะ) ก็ยังรักไต ไตก็ยังรัก ลเวือะแล พระยาวิงวอวา่เราจกัแต่งห้ือผวนกนัเสีย ผีแมนตาตอกขอกฟ้าตายนืมาหนัอยา่ห้ือผีรู้จกัห้ือสูได้ ตดัผมสู้ห้ือเหมือนยงัลเวือะน้นัจา ป่าวห้ือลเวือะนุ่งผา้แปงผา้นุ่งห้ือเหมือนไตและอย่าห้ือผีมารู้จกัไตก่อน น้นัลเวือะท้งัหลายจุมน้ีเขาก็นุ่งแตบทุกคน และแต่ก่อนน้นัมาลเวือะบ่ห่อนนุ่งผา้สักเทื่อ ก็ยอ่มนุ่งแตบเส้ียง แล มูลละไตตดัผมเหมือนลเวือะ ลเวือะนุ่งผา้เหมือนไตเกิดน้ีแล” (สงวน, 2515, 145) นอกจากน้ียงัพบคา หรือข้อความที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างลเวือะกับคนไตในต านานสุวรรณค าแดง เช่น “ลเวือะปลงไห ไตปลงหม้อนึ่ง” ซึ่งเป็ นการช่วยเหลือกันท างานระหว่างลเวือะกับไต ในสงครามได้พบค าบวงสรวงผีปู่ แสะ ย่าแสะ ซึ่งเป็ นผีบรรพบุรุษที่ว่าส าคัญของเผ่าลเวือะ ในค าบวงสรวงจะกล่าวถึงลเวือะกับไตว่า “ลเวือะเยียะ ไร่อยา่ห้ือตายคา ไตเยยีะนาอยา่ห้ือตายแดด” กล่าวคือ ท้งัลเวือะไดอ้อ้นวอนขอใหปู้่แสะและยา่แสะช่วย บนัดาลใหท้ ้งัลเวือะและไตทา นาทา ไร่ไดผ้ลบริบูรณ์จากตวัอยา่งที่ยกมาพอเป็นแนวทางที่จะใหเ้ห็นถึง ความสัมพันธ์ระหว่างลเวือะกับไต จากเอกสารต านานล้านนาจะเห็นว่าลเวือะกับไตมีความสัมพันธ์กันมา เป็ นเวลานานแล้วในอดีต ซึ่งเราไม่อาจจะก าหนดได้ว่าสมัยใด ปี พ.ศ. ใด แน่นอน แต่อย่างไรก็ตามจาก การศึกษาลเวือะ อ.แม่ลานอ้ย จ.แม่ฮ่องสอนและลเวือะที่อา เภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่รวมท้งังานวิจยัหลาย เล่มพบว่ามีประเพณีหลายอย่างที่เหมือนกับคนลเวือะล้านนา ซึ่งไม่อาจสรุปได้ว่าใครเป็ นเจ้าของวัฒนธรรม ประเพณีความเชื่อมาก่อน


ประมาณ 1,300 ปีมาแลว้ก่อนที่พวกมอญจะน าความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เขตลุ่มน้ าปิง บรรพบุรุษ ของลเวือะ ไดต้้งัถิ่นฐานอยู่แลว้ลเวือะหรือที่คนไทยภาคเหนือเรียกว่า "ลเวือะ" “ละว้า”น้ัน เป็ นกลุ่มชน ออสโตรนีเซียน และเรียกตัวเองว่า "ลเวือะ"ถิ่นกา เนิดที่แทจ้ริงยงัไม่ทราบแน่ชดั แต่เป็ นที่เชื่อกันว่าอพยพ มาจากทางตอนใต้ของไทย มลายา หรือเขมร เมื่อประมาณ 2,000 ปี มาแล้ว บางคนเชื่อว่าพวกลเวือะเป็นเช้ือ สายเดียวกับพวกว้าที่อยู่ทางภาคเหนือของเมียนมาร์และตอนใต้ของมณฑลยูนนานในประเทศจีน เพราะมี ความคล้ายคลึงกันทางด้าน ภาษาลักษณะรูปร่างและการแต่งกาย พวกลเวือะไดเ้ขา้มาต้งัถิ่นฐานอยใู่นเขต เมืองเชียงใหม่ เมื่อประมาณ 900 ปี มาแล้ว พวกมอญจากลพบุรีซึ่ งเป็ นผู้สร้างเมืองล าพูนและล าปาง ได้ รุกรานพวกลเวือะจนต้องหนีไปอยู่บนภูเขากลายเป็ นชาวเขาไป ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 ชนชาติไทยได้ อพยพเขา้สู่อินแดนแถบน้ีและตีพวกมอญแตกพ่ายไปและมีสัมพันธไมตรีกับพวกลเวือะ พวกลเวือะเองก็ เชื่อว่า บรรพบุรุษของเขาเคยอาศัยอยู่ในเชียงใหม่และเป็นผูส้ร้างวดัเจดียห์ลวงก่อนที่ไทยจะเขา้สู่ดินแดน แถบน้ีลเวือะมีกษัตริย์ของตนเอง และองค์สุดท้ายคือขุนหลวง วิลังก๊ะ ซึ่งถูกพระนางจามเทวีกษัตริย์มอญ แห่งนครหริภุญชัย (ล าพูน) ตีแตกพ่ายไปอยู่บนป่ าเขามีลเวือะ ซ่ึงกลุม้น้ียงัรักษาขนมธรรมเนียมประเพณี ดังเดิมของตนเองไว้อย่างเนียวแน่นเช่น ลเวือะทางอ าเภอแม่แจ่ม ลเวือะแม่สะเรียง ลเวือะแม่ลาน้อย และ บางส่วนที่อาศยัอยู่พ้ืนราบแต่พวกน้ีรับวฒันธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ จากคนไทยจนสูญเสีย เอกลักษณ์ของตัวเองไปเกือบหมดแล้ว ประวัติชุมชนบ้านละอางเหนือ บ้านละอางเหนือ หมู่ที่ 7 ต าบลห้วยห้อม อ าเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอนรหัสไปรษณีย์ 58120 ประชาชนที่อาศัยเป็ นอยู่เป็ นชนเผ่าลเวือะ จากการสันนิฐานของคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน หมู่บา้นละ อ่างเหนือต้งัอยู่ในบริเวณหมู่บา้นในปัจจุบนัน้ีมาไม่น้อยกว่า 300 ปีจากคา บอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่น้ัน ประชาชนในหมู่บา้นละอางเหนือ มีการต้งัถิ่นฐานในบริเวณใกลเ้คียงกนัมีอยู่3 กลุ่ม กลุ่มที่1 ต้งัอยู่ใน บริเวณบา้นละอางเหนือในปัจจุบนัน้ีกลุ่มใหญ่คือกลุ่ม 2 ต้งัอยู่ใกลก้บับา้นบอเค ต.ป่างหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ปัจจุบนัอยหู่ ่างจากบา้นละอางเหนือในปัจจุบนัน้ี2 กิโลเมตร กลุ่มที่3 ต้งัอยู่ทางทิศเหนือ ของหมู่บ้านละอางเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร ต่อมาผู้คนบริเวณ 2 กลุ่มหลัง อพยพมาร่วมตัวกันอยู่ใน บริเวณที่ต้งัของหมู่บา้น ละอางเหนือเป็นหมู่บา้นเดียวกนัหมู่บา้นละอางเหนืออาศยัอยู่ตามสันเขาสูงใน พ้ืนที่ในเขตทุรกันดาร เส้นทางคมนาคมเป็นแบบลุกลาง อยู่ห่างที่ว่าการอ าเภอแม่แจ่มประมาณ 45 กิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทา ไร่ทา สวน จา นวนประชากรหมู่บา้นแปะมีท้งัหมด 27 หลังคาเรือน และมีประชากรประมาณ 164 คน


สารถแยกออกเป็ น 2 เชื่อสายตระกูล ตระกูลที่ 1 เรียกเชื่อว่า โมเบระ ตระกูลที่ 2 เรียกเชื่อว่า โมลัง ความเชื่อ ศาสนา ในอดีตประชาชนในหมู่บ้านละอางเหนือนับถือผีเป็ นหลัก ต่อมามีการเผยแพร่ศาสนาพุทธและ ศาสนาคริสต์และในปัจจุบนัน้ีประชาชนในหมู่บา้นละอางเหนือมีการนบัถือศาสนา ดงัน้ี นับถือศาสนาพุทธ มีประมาณ 70 % นับถือศาสนาคริสต์ มีประมาณ 30 % ลกัษณะภูมิประเภท ความสูงจากระดบัน้า ทะเลปานกลางประมาณ 1100 เมตรอยใู่นเขตป่าสงวนแห่งชาติสภาพที่ต้งั ของชุมชนอาศัยอยู่ตามสันเขา และไหล่เขาความลาดเอียง 45 องศา อาณาเขตติดต่อ - ทิศเหนือ ติดต่อกับ บ้านแม่แฮใน ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ - ทิศใต้ ติดต่อกับ ติดกับหมู่บ้านละอางใต้ ต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน - ทิศตะวันออก ติดต่อกับบ้านบอเด ต. ปางหินฝน อ. แม่แจ่ม จ. เชียงใหม่ - ทิศตะวันตก ติดต่อกับบ้านดูลาเปอร์ ต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน สภาพภูมิอากาศ อากาศเยน็ตลอดท้งัปีช่วงฤดูฝนยาวนาน ประมาณ 5 เดือน คือเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกันยายน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดท้งัปีประมาณ 22 องศาเซลเซียส มี 3 ฤดู คือ ฤดูฝน เริ่มเดือน พฤษภาคม - เดือนกันยายน ฤดูหนาว เริ่มเดือน ตุลาคม - เดือนกุมภาพันธ์ ฤดูร้อน เริ่มเดือน มีนาคม – เดือนเมษายน โครงสร้างการปกครองในปัจจุบัน ผู้น าทางการ นายอนุพล เชี่ยวชาญพฤษา ผู้ใหญ่บ้าน นายบุญเย็น ยศนภาสว่าง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นายพะปุดา วิมลวรรักษ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นายอินสอน ศิริภัทรประทีป กรรมการหมู่บ้าน


นายลุก เชี่ยวชาญพฤษา กรรมการหมู่บ้าน นายบุรา กิตติธนาภิวัฒน์ ’’ นายจาน พุมเรียงป่ า ’’ นายทอง พจมานพิยกุล ’’ ผู้น าทางธรรมชาติ/ศาสนา นายถึง เชี่ยวชาญพฤกษา นายมา พจมานเลิศพร ประวัติชุมชนบ้านแปะ บ้านแปะ ต.ป่ างหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ก่อต้งัเป็นหมู่บา้นเป็นเวลามาหลายร้อยปีหลายช่วง อายุคน ประชาชนที่อาศัยเป็ นอยู่เป็ นชนเผ่าลเวือะจากการบอกเล่าคนเฒ่าคนแก่ในชุมชนเชื่อวา่ ประชาชนใน หมู่บา้นน้ีสมยัก่อนอพยพมาจากเมืองเจี่ยงใหม่(เชียงใหม่ในปัจจุบนั )แต่เดิมน้นับา้นแปะ จะมีด้วยกันอยู่ 3 ป๊ อก ป๊ อกที่ 1 เรียกชื่อว่า “ย่วงไพรม”ป๊ อกที่ 2 เรียกชื่อว่า “ย่วงโคระ” ป๊ อกที่ 3 เรียกชื่อว่า “ย่วงเบระ” ใน ที่สุดประมาณ 700 ปีท้งัสามป๊อกมาอยรู่วมกนัต้งัชื่อหมู่บา้นวา่ “ย่วงแบระ” หรือที่ทางการเรียกว่าบ้านแปะ บ้านแปะมีการปกครอง 2 ระบบ คือ ระบบการปกครองส่วนกลาง มีผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. เป็ นผู้น าทางการปกครอง และระบบการปกครองตามประเพณีมีผู้น าทางศาสนาที่สืบทอดตาม สายเลือดผู้ปกครอง ชาวบ้านในชุมชนจะให้เกียรติการปกครองหมู่บ้านให้กับตระกูลคุณลางแมลังกะ เป็ น ตระกูลใหญ่ในหมู่บ้าน เป็ นผู้น าทางศาสนา กิจกรรมอื่นๆ ในหมู่บ้าน ในอดีตท าหน้าที่เป็ นผู้จัดว่างระเบียบ บรรทัดฐาน และการจัดสรรไร่หมุนเวียนและการจัดการทางระเบียบประเพณี หมู่บ้านแปะอาศัยอยู่ตามไล่ เขาสูงในพ้ืนที่ในเขตทุรกนัดาร เส้นทางคมนาคมเป็นแบบลุกลาง อยู่ห่างที่ว่าการอ าเภอแม่แจ่มประมาณ 50 กิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพท าไร่ ท าสวน จ านวนประชากร หมู่บา้นแปะมีท้งัหมด 72 หลังคาเรือน และมีประชากรประมาณ 397 คน ตระกูล สารถแยกออกเป็ น 3 ตระกูล ตระกูลที่ 1 เรียกเชื่อว่า สะมัง ตระกูลที่ 1 เรียกเชื่อว่า โมกลาง ตระกูลที่ 1 เรียกชื่อว่า โมเบระ ความเชื่อ ศาสนา นับถือศาสนาพุทธ + ด้งัเดิม มีประมาณ 82 % นับถือศาสนาคริสต์ มีประมาณ 12 %


ลกัษณะภูมิประเภท ความสูงจากระดบัน้า ทะเลปานกลางประมาณ 1150 เมตร อยู่ในเขตป่ าสงวนแห่งชาติ สภาพที่ต้งั ของชุมชนอาศัยอยู่ตามสันเขา และไหล่เขาความลาดเอียง 45 องศา อาณาเขตติดต่อ - ทิศเหนือ ติดต่อกับ บ้านกอกหลวง ต.แม่นาจาง อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน - ทิศใต้ ติดต่อกับ ติดกับหมู่บ้านกอกน้อย ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ - ทิศตะวันออก ติดต่อกับบ้านของ ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ - ทิศตะวันตก ติดต่อกับ หนองม้วน ต.แม่นาจาง อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน การคมนาคม -ระยะทางจากอ าเภอแม่แจ่ม ถึง หมู่บ้านแปะ ระยะทาง 50 กิโลเมตร -ระยะทางจากถนนหลักเข้าหมู่บ้าน 12 กิโลเมตร - สภาพถนนจากถนนหลักเข้าหมู่บ้าน เป็ นถนนลูกรัง โครงสร้างการปกครองในปัจจุบัน ผู้น าทางการ นายคลองสอน ถวิลเมฆา ผู้ใหญ่บ้าน นายแสนวัน ประทานเงินทอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นายเกษม ดนัยกรประเสริฐ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นายทน ขจรสุภาพกร สมาชิก อบต. หมู่ 7 นายแซนวัน ประทานเงินทอง สมาชิก อบต. หมู่ 7 นายปูตู วิไลเงินทุน สมาชิก อสม. นายอินกอง ชาติวงศ์อมร กรรมการหมู่บ้าน นายสุวรรณ ขจรสุภาพกร ’’ นายรินทร์ค า ขวัญประทีปกูล ’’ นายบุญคง บ ารุงชนนี ’’ ผู้น าทางธรรมชาติ/ศาสนา นายโรจน์ กนกสุพงษ์ นายซังจี บริบูลสินทรัพย์ นายดวงแก้ว ดนัยกรประเสริฐ นายซาว ขวัญใจปาหินฝน นายมูลครอง มโนชวรธรรม


บทที่ 2 กฎระเบียบจารีตประเพณีและการปกครองพื้นบ้าน ลักษณะทางสังคม ลเวือะมีระบบการแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว โดยฝ่ ายหญิงจะเข้าไปอยู่บ้านฝ่ ายชายและนับถือผี บรรพบุรุษฝ่ ายชาย บุตรที่เกิดมาอยู่ในสายเครือญาติของฝ่ ายพ่อในครัวเรือนหนึ่ง ๆ โดยทวั่ ไปประกอบดว้ย สามี ภรรยา บุตร บุตรชายคนโตต้องไปสร้างบ้านใหม่เมื่อแต่งงาน บุตรชายคนสุดท้ายจะต้องเป็ นผู้ที่ได้รับ มรดกและเล้ียงดูพ่อแม่ตลอดชีวิตหนา้ที่ในครัวเรือนจะแบ่งออกตามอายุและเพศ กล่าวคือ ผู้หญิงมีหน้าที่ รับผิดชอบหาฟืน ตกัน้า ตา ขา้ว ทา อาหารและทอผา้ผชู้ายมีหนา้ที่ซ่อมแซมบา้น ทา ร้ัวไถนาและล่าสัตว์ ส่วนงานในไร่เป็นหนา้ที่ของท้งัสองฝ่าย ตอ้งช่วยกนัทา รวมท้งัสมาชิกวยัแรงงานทุกคนในครอบครัวดว้ย งานด้านพิธีกรรมถือเป็ นหน้าที่รับผิดชอบของผชู้ายเกือบท้งัหมด แต่กระบวนการเตรียมของส าหรับท า พิธีกรรมในครัวเรือนส่วนมากจะเป็ นฝ่ ายหญิงเป็ นเตรียม จารีตที่เป็นกฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติที่มีอยู่ในชุมชน ลูกต้องเลยี้งดูพ่อ-แม่ ของตนเอง กฎเกณฑข์อ้ปฏิบตัิขอ้น้ีเป็นขอ้ที่สา คญัที่สุดที่คนในชุมชนยดึถือปฏิบัติกันอย่างเข้มแข็ง ซึ่งถือว่าลูก ทุกคนตอ้งเล้ียงดูพ่อแม่ของตนในยามที่ท่านแก่ชราลงและถือวา่เป็นความรับผิดที่จะตอ้งปฏิบตัิต่อพ่อแม่ ของตนเองแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะลูกคนสุดท้องที่เป็ นฝ่ ายชายจะต้องอยู่บ้านเดียวกันกับพ่อแม่ รับผิดชอบดูแลเล้ียงดูพ่อแม่ใหไ้ดรับความสบายตามฐานะและความเป็ นอยู่ และถ้าลูกคนใดขาดความ ้ รับผิดชอบในกฎเกณฑข์อ้น้ีก็จะสร้างความเดือดร้อนใหก้บัคนในชุมชนและพ่อแม่ที่ถูกลูกทอดทิ้งจะตอ้ง เป็ นภาระให้กับคนในชุมชน จะถูกคนในชุมชนประณาม พ่อแม่ต้องเลยี้งดูลูก กฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติที่ยึดถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด โดยถือเป็ นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องท ากับผู้ที่ ตนเองเป็นผสู้ร้างข้ึนมา จะโยนความรับผิดชอบตรงน้ีไปใหผ้อู้ื่นไม่ไดเ้ด็ดขาดตอ้งอบรมสั่งสอนใหลู้กของ ตนเอง ไดม้ีความรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีตลอดจนถึงกฎเกณฑข์อ้ปฏิบตัิขอ้หา้มต่างๆ สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ ควรและตอ้งควบคุมดูแลให้ลูกของตนปฏิบตัิตวัใหอ้ยใู่นกรอบจารีตที่ดีงามเหล่าน้นัรวมท้งัตอ้งเล้ียงดูให้ ได้รับความสุขตามควรและส่งเสริมให้ได้รับการศึกษาที่เหมาะสมกับฐานะของตน


มีสามีภรรยาได้คนเดียว สา หรับกฎเกณฑข์อ้ปฏิบตัิขอ้น้ีถือวา่ค่อนขา้งที่จะมีความสา คญั ในชุมชนลเวือะมาก ซึ่งจะมีการ ยึดถืออย่างเคร่งครัดถ้ามีผู้ใดฝ่ าฝื นละเมิดในชุมชนถือว่าร้ายแรงคนในชุมชนรับไม่ได้จะต้องลงโทษต้องถูก ประณามจากคนในชุมชนอย่างรุนแรง และจะต้องเสียผีให้กับชุมชนและถูกปรับด้วยควายและเงินอีกจ านวน หน่ึง ผเู้ฒ่าผแู้ก่พ่อแม่จะพร่ าสอนลูกหลานของตนเองว่าถ้าแต่งงานแล้วอย่าคิดนอกใจสามีภรรยาอย่าไปคบ ชู้หรือแบ่งใจใหก้บัชายอื่นหญิงอื่นตอ้งผวัเดียวเมียเดียวเท่าน้นัส่วนใหญ่จะไม่ค่อยไดพ้บเห็นชาวลเวือะ จะ มีแต่กรณีที่มีสามีหรือภาริยาที่ตายแล้วมีบ้างที่แต่งงานใหม่ มารยาทในสังคม ในสังคมลเวือะก็มีประเพณีประพฤติปฏิบัติต่อกัน เพื่อให้อยู่ด้วยกันด้วยความสงบเรียบร้อย มารยาทในการทักทายกัน เมื่อพวกลเวือะพบปะกันเขาก็จะถามกันว่าไปไหน หรือถามว่าไปไหน มา หรือถ้ามีใครเดินผ่านบ้านหรือเดินเข้ามา และเราก าลังทานข้าวกันอยู่ เราก็ต้องเรียกเขาให้ทานข้าว คน ที่เป็นแขกน้นัก็จะถามวา่ทานขา้วกบัอะไร การทกัทายกนัน้นัผใู้หญ่มกัเป็นผทู้กัทายก่อน การเยี่ยมหมู่บ้านลเวือะ ควรจะไปหาผู้ใหญ่บ้านและแนะน าตัวเองต่อผู้ใหญ่บ้านหรื อผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้านว่า เราเป็ นใคร มาจากไหน มีธุระอะไร ถ้าต้องการพักค้างคืน เขาก็จะจัดที่พักให้ ซึ่งมักจะเป็ น บริเวณเฉลียงหน้าบ้าน ติดกับประตูด้านนอก นอนไปตามข้างฝาผนังประตู หันศรีษะไปตรงข้ามบันได ถ้า เราตอ้งการที่จะทา อะไรในหมู่บา้น ก็ตอ้งขอใหผู้ใ้หญ่บา้นประชุมลูกบา้น และช้ีแจงให้ลูกบา้นทราบ และ ขอความคิดเห็นจากลูกบ้านด้วย การนั่งรับประทานอาหาร พวกลเวือะจะหุงหาอาหารในห้องนอน และทานอาหารในห้องนอน เวลารับประทานอาหาร แขกจะต้องนั่งทางด้านขวาของบ้าน หรือทางที่มีบันไดบ้านส่วนเจ้าของบ้าน จะตอ้งนงั่ทางดา้นซ้ายตามรูป คนทีนงั่ถดัมาทางประตูจะเป็นคนที่มีเกียรตินอ้ยกวา่คนที่นงั่ถดัไปทางเตาไฟ หุงอาหารถ้าแขกกินข้าวหมด เจ้าของบ้านจะเป็ นคนตักข้าวให้แขกกิน การพูดจา ต้องพูดจาสุภาพ เนื่องจากพวกลเวือะชอบสนุกมีอารมณ์ชอบเปิ ดเผย ถ้ามีความสนิท สนมกัน ก็สามารถพูดหลอกล้อ และแหย่กันได้บ้าง ที่ส าคัญที่สุดก็คือ ถ้าใครช่วยท าอะไรให้เรา เราก็ต้อง กล่าวขอบคุณเขา (ญันดีไมโอะ)เสมอ มารยาทในการร่วมพิธีกรรม เมื่อเข้าพิธีกรรมต่างๆตามประเพณี เมื่อไปถึงในงานเจ้าภาพก็จะเชิญ ให้เราข้ึนบา้น แลว้ก็จะรินเหลา้ให้เรากิน ถา้เป็นงานศพ เราก็จะตอ้งช่วยงานเขาสักพกั30-40 บาท หรือ ตามแต่จะเห็นสมควร จากน้ันเจา้ภาพก็จะขอให้หัวหน้างานศพ ทา พิธีอวยพรให้แก่คนที่ช่วยงานน้ันต่อ หน้าศพ แล้วก็จะรินเหล้าให้แขกดื่ม ถ้าแขกมาจากทางไกล เขาก็จะจัดข้าวให้ทานด้วย


การลากลับ แขกจะตอ้งบอกให้เจา้ภาพทราบก่อนกลับบ้าน ปกติเจ้าภาพก็จะอวยพรให้เดินทาง กลับบ้านด้วยความปลอดภัย ให้มีความสุข ความเจริญ และกล่าวขอบคุณแขกน้นัดว้ย การปกครอง ชาวลเวือมีการปกครอง 2 ลักษณะ คือผู้น าตามทางการ กับผู้น าตามลัทธิธรรมเนียมเดิม ส าหรับผู้น า ทางการจะท าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ตัดสินกรณีพิพาท และรักษากฎระเบียบของหมู่บ้านโดยตรง ผนู้า ตามลทัธิธรรมเนียมเดิมเป็นการแต่งต้งัในสายของตระกูลสะมงัซ่ึงเป็นชนช้นัขนุชองลเวือะซ่ึงเป็นชน ช้นัสูงที่สืบทอดมาจากอดีตถึงปัจจุบนั ปัจจุบนัก็ยงัมีบทบาทหนา้ที่อยแู่ต่ก็ไม่มากเช่นให้"สมัง" เป็ นผู้มี หน้าที่กระท าพิธีการต่าง ๆ ในนามของหมู่บ้าน ต้งัแต่การเลือกที่ดินทา ไร่ของหมู่บา้นว่าดีหรือไม่ก่อนที่จะ ตกลงตัดไม้การตดัสินกรณีแก่งแยง่ ต่าง ๆในชุมชนจะเป็ นหน้าที่ของผู้น าทางการ ผู้น าตามลัทธิธรรมเนียม ร่วมกับ "ล า" เป็ นผู้ช่วยกันไกลเกลี่ยกล่าวคือผู้น าทางการท าหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารและปกครอง ทอ้งถิ่น แต่หากชมชนมีการประกอบพิธีกรรมไดข้ึนผนู้า ทางการจะตอ้งเคารพเชื่อฟังผู้น าตามลัทธิธรรม เนียมเดิม การจัดการมรดก ทรัพยส์ินท้งัหมดของบิดามารดาจะตกเป็นของลูกชายท้งัหมดไม่วา่จะมีลูกชายกี่คนจะตอ้งแบ่ง เท่าๆกนัแต่ลูกคนสุดทอ้งจะไดท้รัพยส์มบตัิมากกวา่พี่คนอื่น ๆนิดหน่ึงตรงที่จะตอ้งรับภาระเล้ียงดูพ่อแม่ ดว้ย สา หรับลูกหญิงน้นัถา้เป็นบา้นที่ร ารวยจะใหใ้นลกัษณะที่เป็นสิ่งของ เช่น เงิน ทอง เป็นหลกัส่วนที่ ทา กิน ววัควายลูกผหู้ญิงจะไม่ไดร้ับ สา หรับลูกผหู้ญิงน้นัลเวือะจะถือวา่จะเป็นฝ่ายออกเรือนไปอยบู่า้น สามีจะต้องไปรับมรดกของบ้านสามีต่อไป


บทที่ 3 บ้านและชุมชน การตั้งถิ่นฐาน หมู่บ้านลเวือะปัจจุบันส่วนมากยังอยู่ในเขตภูเขาที่ห่างไกลจากชุมชนคนไทย หมู่บ้านหนึ่ง ๆ จะ ประกอบด้วยครัวเรือนประมาณ 20-200 หลังคาเรือน โดยสร้างบ้านเรียงรายอยู่ตามแนวสันเขา ลักษณะบ้าน ยกพ้ืนสูงคลา้ยบา้นกะเหรี่ยง แต่ลักษณะหลังคาจะมีกาแลเป็ นสลักไขว้กันสองอันเป็นหนา้จวั่ หลังคาบ้าน ซึ่งมุงด้วยหญ้าคาหรือตองตึงสูงชันคลุมลงเกือบจรดพ้ืนดิน รอบ ๆ หมู่บ้านบริเวณกว้างจะเป็นพ้ืนที่สา หรับ การเพาะปลูกขา้วไร่หมุนเวียนหรือนาข้นับนัได ภายในหมู่บ้านจะมีสถานที่ส าคัญส าหรับประกอบพิธีกรร เรียกวา่ฮญู่เป็นหอเป็นหลงัจะมีมากหรือนอ้ยข้ึนอยกู่บัภายในหมู่บา้นน้นัมีกี่เชื่อสาย ซ่ึงคนลเวือะเวลา ประกอบพิธีบางอยา่งจะทา พิธีกรรมเฉพาะเชื่อสายแต่ท้งัหมู่บา้นจะทา วนัเดียวกนัและปัจจุบนัน้ีก็จะวดั โบสถ์เป็นศูนยร์วมท้งัจิตใจของหมู่บา้น การตั้งบ้านเรือน การต้งับา้นเรือนของชาวบา้นลเวือะจะต้งหมู่บ้านรวมกันเป็ นกลุ่ม อยู่ใกล้ชิดติดกันไปมาหาสู่กัน ั สะดวก ซ่ึงลกัษณะตวับา้นมี2 แบบ คือ แบบด้งัเดิมและแบบสมยัใหม่ส าหรับแบบบา้นลเวือะดงัเดิม ปัจจุบนัมีเหลือไม่กี่หลงัคาเรือนแลว้แบบบา้นลเวือะด้งัเดิมจะมุง้ดว้ยหญา้คาคลุมเกือบถึงพ้ืนดิน จะไม่ใช้ ตะปูในการสร้างแต่จะใช้ภูมิปัญญาลเวือะ เช่น การเจาะรูเสาบ้าน การมัดด้วยตอก เป็ นต้น ส าหรับตัวบ้านยก พ้ืนใตทุ้นสูงไวเ้ป็นที่เก็บฟืนและคอกเล้ียงสัตว์ไดแ้ก่หมูไก่ควาย ววัส่วนบริเวณชายคาติดกบัทางเดิน เป็ นที่ไว้ครกกระเดื่องส าหรับต าข้าวกิน ตัวบ้านท าด้วยฟากไม้ไผ่ มีชานหน้าบ้าน (เฆี๊ยะ)ไว้ตากพริก ตาก ขา้ว ส าหรับห้องน้ันมีห้องเพียง 1 ห้อง มีเตาไฟ 2 เตาคือเตาหลกัและเตารอง ซ่ึงเหนือเตาหลกัไฟมีช้ัน ส าหรับวางเครื่องจกัรสานต่าง ๆ (ฆระ) รวมท้งัเมล็ดพืชพนัธุ์เพื่อป้องกนัแมลงกดักิน และนิยมตากพริก เพื่อให้รมควนัไฟไปในตวัพ้ืนที่สองฟากของเตาไฟเป็นท้งัห้องนอนหอ้งครัว หอ้งรับแขก หอ้งน้ีจะเรียกว่า (โตะ ฮองงอ หรือโตะ เญือะ) ภายในห้องไฟน้ีจะมีเครื่องเล้ียงผีต่าง ๆ ปรากฏที่มุมห้อง ท้งัที่หัวนอนของ บ้าน จะมีเสาเอกหรือเสามงคลเป็นเสาหลกัที่ตอ้งเป็นที่ต้งัหิ้งบูชาผีเรือน แต่ส าหรับแขกที่มาเที่ยวหรือมา เยอืนบา้นจะมานงั่ฝังของเจา้บา้น(ฝังเสาเอก)ไม่ไดเ้พราะถือวา่เป็นการไม่ให้เกียรติเจา้บา้นจะตอ้งนงั่ตรงขา้ม กบัเจา้บา้นเสมอหรือนงั่ระหว่างเตาไฟท้งัสองได้และภายในบา้นจะมีห้องเล็กส าหรับเก็บของซ่ึงจะใชเ้ก็บ พวกเสือผ้าที่ทอเสร็จแลว้และขา้วของเรียกว่า (โตะควากไกญ ฆวั)และจะมีผนังก้ันระหว่างห้องภายใน บา้นและส่วนที่เป็นชานบา้น (กะปง) ที่ชานบา้นน้นัจะมีที่สา หรับทอผา้ (กาไตญ) บา้นละหน่ึงอนัเป็นอย่าง


นอ้ยและมีมุมดา้นหน่ึงสา หรับร้านน้า (ฮนัรอาวม) ส าหรับสิ่งที่บ่งบอกบา้นของลเวือะชดัเจนอย่างหนึ่งคือ จะมี (กาแล) ที่หลังคาบ้าน จะท าด้วยไม้มีลวดลายที่สวยงาม ลักษณะบ้านลเวือะแบบสมยัใหม่จะมีขนาดใหญ่ข้ึน ทา ดว้ยไมท้ ้งัหลงัมีการจดัพ้ืนที่เป็นสัดส่วนที่ ชัดเจนคือมีห้องนอนต่างหาก และห้องไฟเป็ นห้องส าหรับประกอบอาหารส่วนมากจะใช้ห้องไฟเป็ น ห้องรับแขกที่มาเยอืน สา หรับหอ้งไฟยงัคงไวซ้่ึงช้นัสา หรับวางเครื่องจกัรสานต่าง ๆ (ฆระ) บนเตาไฟ สา หรับเตาไฟที่บา้นสมยัใหม่น้ีส่วนมากจะมีเตาเดี่ยว ลักษณะของบ้านลเวือะแบบดั้งเดิม


ผังภายในตัวบ้านของลเวือะ


พิธีกรรมในรอบปี โนก ตะ ตู เพื่อแจ้งเจ้าป่ าเจ้าเขาว่าชาวบ้านจะมีการถ่างป่ าบริเวณไดของหมู่บ้านส าหรับท าไร่ จะท า พิธีกรรมในช่วงเดือน 5 ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม อุปกรณ์ที่ใช้ - หมู -ไก่ทุกหลงัคาเรือน (นบัถือดงั่เดิม) - ข้าวเหนียว - เกลือ - เหล้า ข้อห้าม ไม่มี โนก ตะ เฆิญ จะท าหลังจากที่ชาวบ้านมีการเกี่ยวข้าวจากไร่ข้าวนาเรียบร้อยแล้ว หลักจากที่ชาวบ้านมีการ ทา งานหนกัมาตลอดท้งัปีก็จะทา พิธีกรรมโนกผีตะเฆิญเพื่อใหช้าวบา้นอยดู่ ีกินดีตลอดท้งัปี อุปกรณ์ที่ใช้ - หมู -ไก่ทุกหลงัคาเรือน ใช่ไข่แทนก็ได้(นบัถือดงั่เดิม) - ข้าวเหนียว - เกลือ - เหล้า ข้อห้าม - ห้ามมีการเข้าออกหมู่บ้าน 1 วัน คือคนในห้ามออกคนนอกห้ามเข้า แต่ถ้ามีคนนอกอยู่ใน หมู่บา้นก่อนแลว้สามารถอยู่ไดแ้ต่หา้มออกก่อนครบกา หนด ถา้มีคนการฝ่าฝืนจะถูกปรับ หรืออาจตอ้งซื่อ หมูส าหรับให้ชาวบ้านท าพิธีกรรมใหม่ โนก อัด ฌา ส่วนมากจะท าพิธีวันอังคาร ท าพิธีไล่เลียกับพีธีกรรม โนก ตะ เฆิญ อุปกรณ์ที่ใช้ - หมู -ไก่ทุกหลงัคาเรือน ใช่ไข่แทนก็ได้(นบัถือดงั่เดิม) - ข้าวเหนียว - เกลือ - เหล้า ข้อห้าม ไม่มี


โนก ตะ ไน ส่วนมากจะท าพิธีในช่วงเดือน 9 เดือนมิถุนายน –กรกฎาคม จะท าในช่วงที่เกิดโรคระบาด หรือ เกิดเหตุการณ์ในหมู่บา้นที่ชาวบา้นเห็นวา่เป็นภยัพิบตัิกบัชุมชน ในสมยัก่อนชาวบา้นเชื่อวา่ผีตะไนจะเขา้สิง คนในหมู่บ้านเพื่อบอกให้คนในชุมชนท าพีธิกรรม อุปกรณ์ที่ใช้ -วัว -ไก่ทุกหลงัคาเรือน (นบัถือดงั่เดิม) เพื่อบูชาทุกครัวเรือน - ข้าวเหนียว -ไก่บา้นผนู้า 8 ตัว เพื่อท าพิธี (มีบ้านเดียว) - เกลือ - เหล้า ข้อห้าม - ในการท าพิธีกรรมผู้หญิงห้ามมาร่วมพิธีกรรม - ผชู้ายที่ภรรยาต้งัทอ้งจะไม่ไปยงุ่เกี่ยวกบัพิธีกรรม - ผหู้ญิงหา้มกินเน้ือที่เหลือจากการท าพีกรรม โนก โซะ เวียก จะท าเพื่อให้ผีต่าง ๆ ช่วยรักษา ปกป้องคุมครอง ภยัอนัตรายต่าง ๆ ที่จะเกิดข้ึนกบับุคคลใน ครอบครัว และท าให้คนในครอบครัว ท ามาค้าขายได้ก าไร (เชื่อว่าอยู่ทุกที่ทุกทางที่คนในครอบครัวจะไป) จะประกอบพิธีกรรมในช่วงเดือน 9 พิธีกรรมน้ีจะทา ทุกหลังเรือนที่ยังคงนับถือดังเดิม ซ่ึงจะมีการต้งัฌุง ที่ ชานหน้าบ้าน จะใช้ไม้ เรอ ยุ กับ ละ ไล ท าฌุง อุปกรณ์ - ไก่2 ตวัตวัผู้1 ตวัตวัเมีย1 ตวั (ตอ้งเป็นไก่สีดา กบัสีแดง) - ข้าวสุก - เกลือ ข้อห้าม ไม่มี โนก ตะ โนก เญือะ พิธีกรรมน้ีจะทา ที่ต้นไม่ใหญ่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อให้คนในหมู่บ้าน อยู่ดี กิน ดีทา มาคา้ขายดีและสัตวเ์ล้ียงมีลูกเยอะ ๆ จะท าวันเดียวกันกับวันที่โนก โซะ เวียก อุปกรณ์ -รอก ตาแล๋ว -ข้าวเหนียวสุข ข้าวเจ้าสุก -ไก่ ไข่ ปลา - หมูตัวเมียขนาด 3 ซอบ ข้อห้าม ผู้หญิงห้ามไปบริเวณประกอบพิธีกรรม และห้ามผหู้ญิงกินสิ่งที่เหลือจากการประกอบพิธีกรร โนก จ่าตี (เลี้ยงผีเจ้าที่) ชาวลเวือะเชื่อวา่ทุกหนทุกแห่งมีสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิมีเจา้ที่ที่คอยปกปักรักษาสถานที่แห่ง น้นัการเล้ียงผีเจา้ที่จึงเป็นการบอกใหเ้จา้ที่ณ ที่แห่งน้นั ไดคุ้ม้ครองสมาชิกในครอบครัวที่ไดท้า งานใน บริเวณน้นั ใหป้ลอดภยั ปราศจากโรคภยัและอนัตรายต่าง ๆ อนัอาจจะเกิดข้ึนจากการทา งานหรือสัตวม์ ีพิษ ต่าง ๆ ในไร่ในนาจดัใหม้ีการเล้ียงผีเจา้ที่อยา่งนอ้ย 1คร้ัง ระหวา่งการทา งาน ณ ที่แห่งน้นันอกจากน้นัแลว้ ทุกวันที่ไปทา งานและก่อนรับประทานอาหารตอ้งยกถวายเจา้ที่ก่อน โดยการเด็ดใบไม้2 ใบ เอาวางทับกัน แล้วเอาข้าวและกับข้าวใส่อย่างละนิดถวายให้กับเจ้าที่


วัสดุอุปกรณ์ ไก่ตวัผู้1 ตัว หรือหมู ศาลส าหรับถวายเครื่องเซ่นไหว้เจ้าที่ ใบตองกรีด จารีตระหว่างคนในครอบครัว/เครือญาติ เป็ นความเชื่อและวัฒนธรรมของคนลเวือะ(ลเวือะ)น้นัจะใหค้วามสา คญักบัฝ่ายชาย(พ่อ)มาก ลูกที่ เกิดมาจะตอ้งถือผีฝ่ายพ่อคือถือการลา ดบัญาติทางฝ่ายพ่อเป็นสา คญัการนบัลา ดบัเครือญาติดงัน้ี ญาติล าดับที่ 1 พี่น้องท้องเดียวกัน (ปุเลิญ)แต่งงานกันไม่ได้ ญาติล าดับที่ 2 พ่อแม่เป็ นพี่น้องกัน () คนลเวือะที่แต่งงานถ้าหากพ่อแม่เป็ นพี่น้องกัน ฝ่ ายชายเกิด จากลูกหญิงและฝ่ายหญิงเกิดจากลูกชายลูกท้งัสองสามารถแต่งงานกนัไดซ้่ึงคนลเวือะถือวา่เป็นการแต่งงาน ที่เหมาะสมกันมาก ซึ่งถือว่าฝ่ ายหญิงได้มาอยู่กับ กวด ของตัวเอง ญาติล าดับที่ 3 ปู่ ย่า-ตายายเป็นพี่นอ้งกนัหาขอ้มูลเพิ่มเติม ส าหรับกรณีที่ลเวือะห้ามมากที่สุดที่ในกรณีแต่งงานกันคือมีการแต่งงานจากพี่น้องท้องเดียวกัน แต่งงานกนัหรือกรณีที่พี่ชายแต่งงานกบัพี่ฝ่ายหญิงแลว้นอ้งของท้งัสองฝ่ายจะไม่สามารถแต่งงานกนัไดอ้ีก หนุ่มสาวบางคู่ที่เป็ นเครือญาติกันเช่นเป็ นพี่น้องของฝ่ ายพี่เขยและพี่สะใภ้ถ้าเกิดรักใคร่ชอบพอฉันชู้สาวถ้า ญาติผใู้หญ่ทราบเรื่องก็จะถูกกีดกนัไม่ใหท้ ้งัสองไดค้บหากนัแต่งานกนัอยา่งเด็ดขาด ในอดีตมีหนุ่มสาวบาง คู่ต้องหาทางออกโดยพากันหนีไปออกจากหมู่บ้าน ในความหมายที่มีข้อห้ามเกี่ยวกบัเรื่องน้ีจะเกี่ยวกบัการ ผิดผีซ่ึงคนลเวือะที่ผิดผีในการแต่งงานน้นัจะถือวา่เป็นผีกะ จะมีความเชื่อเกี่ยวกบัเรื่องผีกะวา่จะเขา้สิงคนที่ เจ็บป่ วย ผังการนับญาติ


พิธีแต่งงาน เริ่มดว้ยการผกูสัมพนัธ์ฝ่ายชายจะเป็นผเู้ริ่มโดยการข้ึนไปคุยที่บ้านสาวเรียกว่าการเที่ยวสาว ใน สมยัก่อนน้นับ่าวจะข้ึนไปเที่ยวสาวไดก้็ต่อเมื่อญาติผใู้หญ่ที่บา้นสาวหลบักนัหมดแลว้มิฉะน้นัจะถือวา่เป็น การดูถูกฝ่ายสาว แต่ในปัจจุบนับ่าวสามารถข้ึนไปก่อนได้ถา้บ่าวอยหู่มู่บา้นเดียวกนัสาวจะตอ้ง เสียสละ ให้บ่าวบ้านอื่นที่เดินทางไกลมาจีบไดน้งั่คุยก่อน ถา้บ่าวรักจริงจะใส่เงินไวใ้นถุงเมี่ยงก่อนกลบัสัก 50 บาท หรือ 100 บาทก็ได้แต่จา นวนเงินน้ีจะตอ้งเพิ่มข้ึนในคร้ังต่อ ๆ ไป ฝ่ายสาวรับไวไ้ม่วา่จะพอใจบ่าวผู้ น้นัหรือไม่ก็ตาม หากฝ่ายสาวไม่ไดช้อบพอดว้ย จะนา เงินน้นั ไปซ้ือฝ้ายเพื่อทอยา่มให้บ่าวถือเป็ นการตอบ แทนไมตรีที่บ่าวมีให้ เมื่อบ่าวได้รับย่ามจะรู้ตัวทันทีว่าจีบไม่ติดและต้องเป็ นฝ่ ายเลิกราไป สา หรับการแต่งงานน้นัมีท้งัแต่งงานกบัคนในหมู่บา้นเดียวกนัและต่างหมู่บา้น ต่างเผา่แต่งงานกบั คนพ้ืนราบก็มีดว้ยเช่นกนัการแต่งงานของชาวลเวือะน้ีผู้ชายจะเป็ นฝ่ ายไปสู่ขอผู้หญิงและเมื่อแต่งงานไป แล้วผู้หญิงจะต้องไปอยู่บ้านผู้ชาย การตดัสินใจแต่งงานน้นัลูกผหู้ญิงจะฟังพ่อแม่ถ้าพ่อแม่ไม่ชอบฝ่ ายชาย ฝ่ายหญิงมกัจะปฏิเสธไมตรีจากชายน้นั (แต่ก็มีบางคนที่ขดัใจพ่อแม่ไปแต่งงานกบัชายน้นัพ่อแม่ก็จะไม่ ยินยอมรับหลานลูกต้องไปขอขมาในภายหลัง) แต่ถ้าพ่อแม่เปิ ดทางให้ฝ่ ายหญิงเองก็มีใจ เมื่อท้งัสองฝ่ายมี ความพออกพอใจกนัก็จะหมนั่กนัเลย ตกลงสัญญากนัไวโ้ดยจะมีพิธีหมนั่ซ่ึงจะเกิดข้ึนหลงัจากเอ่ยปากขอ หม้นั ประมาณ 10 วนั ฝ่ายชายจะชวนเพื่อนไปดว้ย 1 คนพร้อมกบันา สินสอดทองหม้นัตามที่ตกลงกนัไว้ ซึ่งมักจะเป็ นสร้อยเงินแถบ (นัง มา) 1 - 2 เส้น เมี่ยง ของกินของใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม แป้ง ฯลฯ มาใหฝ้่ายหญิง ในการหม้นัน้ีผใู้หญ่ของท้งัสองฝ่ายไม่ตอ้งจดัการหรืออยเู่ป็นสักขีพยานแต่อยา่งใด หากฝ่ ายชายเปลี่ยนใจไม่ยินยอมแต่งงานกนัภายหลงั ฝ่ายหญิงจะมีสิทธ์ิครอบครองสินสอดทองหม้นั ท้งัหมด ไม่ตอ้งคืนใหฝ้่ายชาย แต่หากฝ่ายหญิงเปลี่ยนใจไม่แต่งงาน จะตอ้งชดใชค้ืนใหฝ้่ายชายเป็น 2 เท่า ของสินสอดทองหม้นัน้นัชาวลเวือะส่วนใหญ่จะนิยมหม้นัไวก้่อน รอจนมีความพร้อมแลว้จึงค่อยจดั พิธีแต่งงาน หากฝ่ ายชายต้องการแต่งงานก็ให้เอ่ยปากขอหญิงสาว แล้วมักต้องรอไปอีก 1 ปี สาวจึงจะ ยอมแต่งงานด้วย เพื่อขอเวลาท าใจที่ต้องจากบ้าน จากพ่อแม่ของตนเพราะเมื่อแต่งงานแล้วฝ่ ายหญิงจะต้อง ย้ายไปอยู่บ้านฝ่ ายชาย หากฝ่ ายชายท าผิดประเพณี คือ จะพาผู้หญิงไปบ้านตน โดยฝ่ ายหญิงไม่สมัครใจหรือไม่พอใจพ่อ แม่ฝ่ายหญิงก่อน ฝ่ายชายจะตอ้งโดนปรับเป็นววั1 ตวัใหฝ้่ายหญิง แลว้ทางฝ่ายหญิงจะนา ววัน้นัมา ทา อาหารเล้ียงชาวบา้น ในกรณีเลิกราหรือหย่าร้างกัน หากฝ่ ายหญิงที่แต่งงานย้ายออกจากหมู่บ้านไปเกิด ต้งัครรภแ์ลว้มาคลอดลูกที่หมู่บา้นเดิม จะตอ้งทา พิธีเล้ียงผีฆ่าววัเล้ียงชายบา้นเรียกวา่ฆ๊ะเยอืง เพื่อลา้ง เคราะห์และสิ่งที่ไม่ดีไม่งามท้งัหลายใหห้มดไป


ในส่วนของพิธีแต่งงานน้ีมี2วิธีไดแ้ก่ 1). แบบง่าย เจา้บ่าวจะนดัเจา้สาว (รู้ทวั่กนัท้งัหมู่บา้น) วา่คืนวนัที่เท่าน้นัเท่าน้ีจะไปเอาตวัเจา้สาวที่บา้น เมื่อ ถึงคืนวันที่นัดหมาย (เรียกว่า วันเญือะ) เจ้าสาวจะใส่ชุดลเวือะเตม็ยศ และจะมีกลุ่มสาวมานอนมานงั่คุย เป็นเพื่อนเจา้สาว เมื่อเจา้บ่าวมาถึงจะพูดกนัทุกคนในที่น้นัวา่ “เฮอง ตาม เซาวบ ผดัสะเงะจิ๊แตะ ตุญ เกอว ปู เหมอว เปอะติ ปุย เอ้อ” มาตามนดัหมายแลว้เอาเพื่อนไปคนหน่ึงนะ เพื่อนในที่น้ีก็หมายถึง เจา้สาว น้นัเอง เมื่อพูดจบเจา้บ่าวก็จะดึงมือเจา้สาวไป (ในวนัเญือะน้ีเจา้สาวจะร้องไห้เป็นอยา่งมาก เนื่องจากต้องจากบ้านของตนไปอยู่บ้านเจ้าบ่าว หลังจากที่เจ้าบ่าวดึงมือเจ้าสาวไปแล้ว ญาติผู้ใหญ่ของทาง ฝ่ ายเจ้าบ่าวประมาณ 3 – 4 คน จะเข้ามาพูดปลอบเจ้าสาว แล้วเอาเหล้าไปให้ญาติฝ่ ายเจ้าสาว (ต้องให้ ครบทุกคน ถา้ขาดใครไปตอ้งกลบัไปให)้ญาติผใู้หญ่ของฝ่ายชายน้ีจะกลบับา้นเชา้วนัรุ่งข้ึน พร้อมกบันา ย่าม 2 ใบของเจ้าสาวกลบัไปใหด้ว้ย (ยา่ม 2 ใบน้ีใบหน่ึงสีขาว เรียกวา่ฮา เปยน ใช้ใส่ของขวญัที่ไดร้ับ ในวันเญือะและใส่ชุดที่จะเอาไว้เปลี่ยนชุดที่ใส่ในวันเญือะ ส่วนอีกใบเป็ นสีสลับด า –ขาวภายในยา่มใบน้ี จะมีหมาก พลู เมี่ยง และเครื่องใช้ของเจ้าสาว เช่น แป้ง ครีม ฯลฯ ถัดมาประมาณ 3 – 4 วัน (หรือ แล้วแต่ความพร้อม)จะเป็ นการ โฮว ตอ เคียะ แม่เจ้าบ่าวจะไม่นัดวันจัดงานกับแม่เจ้าสาวและถามว่าใน หมู่บา้นมีกี่หลงัคาเรือน จะตอ้งใชป้ิดเมืองและห่อของจ๊ะ (ของจ๊ะไดแ้ก่หมาก พลูปูน เมี่ยงร่วมท้งัเน้ือ ไก่เน้ือหมูดว้ย ประมาณ 1 สัปดาห์ต่อมา จะเป็ นการ “โฮว ไล"” คือแม่เจา้สาวจะเล้ียงรับแขกท้งัหมู่บา้น รอลูกเขยและลูกสาวมา จะมีปิ ดเมือง (ห่อข้าวเหนียว) ห่อกลับไปยังฝ่ ายเจ้าบ่าวเหมือนโฮว ต่อ เคียะ เจ้าบ่าวจะมาค้าง 2 คืน แล้วกลับตอนเช้าหรือบ่าวของวันที่ 3 2. แบบยาก เรียกว่า “ซมกิต” เจา้บ่าวจะตอ้งไปบอกพ่อแม่และญาติของท้งัฝ่ายเจา้สาวและจะตอ้งซ้ือผา้ห่ม ผ้าเช็ดตัวให้ได้ครบตามจ านวนลูกพี่ลูกน้องของเจ้าบ่าว ให้กลุ่มบ่าว สาวช่วยกันท ากับข้าว ฆ่าวัว ควาย หมูไก่ (ตามกา ลงัทรัพยข์องเจา้บ่าว ถา้มีกา ลงัมากก็เป็นววัควาย ถา้นอ้ยก็หมูไก่) เล้ียงแขกที่บา้นเจา้บ่าว ตลอดท้งังานน้ีเจา้บ่าวจะไม่มาที่งานเลย จะอยทู่ ี่บา้นของตวัเอง เมื่อเล้ียงแขกที่บา้นเจา้บ่าวเสร็จช่วงบ่าย เจ้าบ่าวและกลุ่มบ่าว สาวจะมาที่บ้านเจ้าสาวหยอกล้อกัน เอาผ้าไปบ้านเจ้าสาว เจ้าสาวจะพาเจาบ่าวและ แม่เจา้บ่าวไปเที่ยวบา้นญาติ(เจา้บ่าวจะตอ้งเอาปิดเมืองและเน้ือห่อไปใหทุ้กบา้นในหมู่บา้นดว้ย) จะคา้งคืน ที่บา้นเจา้สาววนัรุ่งข้ึนจะสลบัมาเล้ียงแขกที่บา้นเจา้สาว เจา้สาวจะดา หวัญาติผใู้หญ่ที่นบัถือและให้ ของขวญัเช่น ผา้ขาวมา้ผา้ห่ม เส้ือยา่ม จากน้นัก็เป็ นการปงอุมปา (เอาเงินให้) เจ้าสาวหรืออาจจะให้ เป็ นเงินแถบก็ได้


บทที่ 4 เศรษฐกจิชุมชนและกระบวนการผลติ เศรษฐกิจ ลเวือะมีเศรษฐกิจแบบยังชีพ ข้ึนอยกู่บัการทา ไร่เลื่อนลอยแบบหมุนเวียนโดยจะปลูกขา้เจา้เป็นพืช หลักลเวือะ นิยมบริโภคข้าวเจ้ามากกว่าข้าวเหนียว และนิยมดื่มเหล้าที่ท าจากข้าเจ้าอีกด้วย พืชอื่น ๆ ที่ปลูก แซมในไร่ขา้วสา หรับไวเ้ป็นอาหารและใชส้อยไดแ้ก่ขา้วโพด ถวั่แตงกวา พริกฝ้ายผักต่าง ๆ ส่วนสัตวเ์ล้ียง ไดแ้ก่ววัควาย หมูไก่สุนขัเป็นตน้ซ่ึงสัตวเ์ล้ียงเหล่าน้ีบางชนิดก็ฆ่าส าหรับประกอบพิธีกรรมตามความ เชื่อ ผลิตผลทางเศรษฐกิจของลเวือะ มีประมาณเพียงพอส าหรับบริโภคและขายในหมู่บ้านใกล้เคียงได้บ้าง เศรษฐกิจมีลักษณะพอมีพอกิน เล้ียงตนเองไดไ้ม่เดือดร้อน มาตรฐานการคอรงชีพของลเวือะอยู่ในระดับ ปานกลาง ในอดีตปลูกข้าวและพืชผักไว้บริโภคแต่ปัจจุบันลเวือะบางหมู่บ้านได้หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจ เพื่อขายเป็นรายได้เช่น ปลูกทอ้เสาวรส ผกักาด กะล่า ปลีมะเขือเทศถวั่แดงถวั่ลนัเตา ทา ใหม้ีฐานะทาง เศรษฐกิจดีข้ึนกวา่เดิม บ้านที่เคยมุงหลังคาด้วยหญ้าคาหรือใบตองตึง ปัจจุบนัเปลี่ยนมาเป็นมุงดว้ยกระเบ้ือง หรือสังกะสีกันมากแล้ว ส่วนสัตว์เล้ียงก็ยงัคงเล้ียงไวเ้พื่อใชใ้นพิธีกรรม โดยการฆ่าแลว้นา ไปเซ่นไหวผ้ีเช่น พิธีด้านการเกษตร พิธีแต่งงาน พิธีไหว้ผีต่าง ๆ เป็ นต้น ดงัน้นัจึงทา ใหลเวือะ ้ ไม่มีสัตวเ์ล้ียงเหลือสา หรับขาย ระบบการเกษตรรวม ดังได้กว่ามาแล้วว่าลเวือะบริโภคข้าวเจ้าเป็ นหลัก ฉะน้นัการเกษตรจึงเน้นในการปลูก ข้าวเจ้า โดยการปลูกข้าวไร่ เมื่อประมาณ 50-60 ปีมาน้ีพวกลเวือะได้เรียนการท านาด าจากคนไทย โดยท า เป็นแบบข้ึนบนัได ลเวือะต้งับา้นเรือนอยแู่ห่งหน่ึง ๆ น้นัเวลานานร้อย ๆ ปีและมีพ้ืนที่ทา ไร่ขา้วอยู่รอบ หมู่บ้าน โดยมีการปลูกข้าวเป็ นระบบหมุนเวียนไปทุกปีซึ่งใช้เวลา 7-10 ปี จึงจะครบรอบ ซ่ึงก็ข้ึนอยกู่บั จ านวนไร่ที่หมู่บ้านได้เป็ นเจ้าของการทา ไร่น้ีจะทา ที่แห่งเดียวกนัท้งัหมู่บา้น แล้วก็มีการหมุนเวียนไปพร้อม กนัท้งัหมู่บา้นดว้ยกิจกรรมในการเกษตรน้ีมีความผูกพันกับความเชื่อถือผีนบัต้งัแต่การเลือกที่โค่นถางป่ า ส าหรับปลูกข้าวไปจนถึงการเก็บเกี่ยวข้าวการเลือกพ้ืนที่ในการเลือกที่สา หรับทา ไร่ของลเวือะจะไม่ท าใน ป่ าปฐมภูมิหรือป่าแก่โดยเชื่อวา่ ป่าแก่เป็นที่อยขู่องผีป่าการแผ้วถางป่ าเพื่อท าไร่จึงมักท าในป่ าทุติยภูมิ หรือ ป่ าหนุ่ม และยงัตอ้งการอนุรักษป์่าแก่ใหเป็ นแนวกันไฟส าหรับหมู่บ้าน ้เป็นที่ร่มรื่นแก่หมู่บา้น รวมท้งัเป็น ตน้น้า ลา ธาร ป่าแก่จึงไม่มีการเผา หากใครฝ่ าฝื นจะถูกปรับ ลเวือะ มีการควบคุมไฟป่ าจากการเผาไว้อย่าง จริงจัง เพราะมีความเชื่อว่าถ้าไฟป่ าลามไปยังป่ าอื่นจะท าให้คุณภาพของดินสูญเสียไปไม่เหมาะส าหรับ เพาะปลูกความเชื่อน้ีเองทา ใหก้ารทา ไร่ของลเวือะไม่แยกออกเป็ นที่ ๆ เหมือนของชาวเขาเผ่าอื่น ๆ การลง มือทา การเกษตรจะเริ่มประมาณเดือนกุมภาพนัธ์โดยเริ่มด้วยการประชุมสมาชิกในหมู่บ้านเพื่อเลือกพ้ืนที่ ท าไร่ สะมัง และล า มีหน้าที่ไปเอาตัวอย่างดิน (ลเวือะเรียกว่า สะโป้ก) ในบริเวณป่ าที่ตกลงกันในที่ประชุม


ว่าจะแผ้วถางไปท าพิธีบอกกล่าวให้เจ้าที่เจ้าทางทราบ เมื่อได้ดินกลับมาแล้วก็มีการฆ่าไก่ตวัเมียสีแดงหน่ึง ตวัเซ่นไหวผ้ีแลว้ตรวจดูวา่ดีของไก่น้นัดีหรือไม่ เมื่อพอใจแล้วก็เป็ นตันตกลงว่าจะ แผว้ถางป่าในพ้ืนที่น้นั โดยสะมงัจะมีสิทธ์ิเป็นคนแรกในการเลือกพ้ืนที่สา หรับตวัเองหลงัจากน้นัลา และ สมาชิกคนอื่นก็เลือกพ้ืนที่สา หรับตวัเองและเมื่อแต่ละครัวเรือนได้ที่ของตัวเองแล้ว ก็จะท าการ สะโป้ก ของ ตัวเองโดยฆ่าไก่ดูดีถา้น้า เต็มและเป็นประกายเป็นที่พอใจก็จะลงมือโค่นถางป่า หากไม่เป็ นที่พอใจก็จะ แลกเปลี่ยนที่กับคนในหมู่บ้านและท าพิธีอีกจนกวา่จะไดด้ีไก่เป็นที่พอใจการแผว้ถางไร่และการเผาไร่จะ เริ่มระหวา่งภุมภาพนัธ์- มีนาคม ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์โดยจะตดัต้งัแต่ตีนเขาข้ึนไป และจะเหลือแนว ไว้กันไฟบนสันเขา การตัดต้นไม้จะตัดเฉพาะต้นเล็ก ๆ ส่วนตน้ ไมใ้หญ่จะตดักิ่งกา้นเท่าน้นัจากน้นัก็ทิ้งไว้ ประมาณ 1 เดือน และกา หนดวนัเผาโดยผูอ้าวุโสประจา หมู่บา้น ก่อนเผาจะมีพิธีซ่นไหวผ้ี12 ตน เพื่อให้ไฟ ไหมด้ีและไม่ลามไปที่อื่น คนหนุ่มจะเป็นผเู้ริ่มจุดไฟเผาในตอนกลางวนัเริ่มจากตีนเขาข้ึนไป หลงัจากไฟ ไหม้หมดแล้วเจ้าของที่แต่ละที่จะเข้าไปปักเฉลวไว้ในที่ของตน เพื่อมีความเชื่อว่าการเผาป่ าข้ีเถา้จะ กลายเป็นปุ๋ยอยา่งดีแก่พืช และไฟช่วยใหห้ญา้และแมลงไม่เกิดข้ึนอีกดว้ย หลงัจากน้นัจึงรวบรวมไมท้ี่ยงั ไหมไม่หมดมากกองรวมกนัและเผาอีกคร้ังหน่ึงและเริ่มปลูกกระต๊อบไวใ้นไร่ของตนเองการเพาะปลูกเมื่อ พ้ืนที่เพาะปลูกจดัเตรียมไวด้ีแลว้ก็จะมีการเล้ียงผีอีกคร้ังหน่ึงก่อนการเพาะปลูก พิธีน้ีจะกระทา กนัท้งั หมู่บ้าน การปลูกขา้วไร่จะเริ่มโดยชายหนุ่ม จะใชไ้มไ้ผย่าว4-5 เมตร ปลายแหลมเจาะรูในดิน ส่วนผู้หญิง เด็กและคนแก่จะตามหลงัหยอดเมล็ดข้าวลงในหลุม เมื่อปลูกข้าวเสร็จแล้ว หนุ่มสาวก็จะสนุกสนานกัน โดยสาดน้า ใส่กนัดว้ยความเชื่อวา่จะใหข้า้วข้ึนงอกงามดี


บวบเรียบ ฟักทอง ลฮืาง บทที่ 5 โภชนาการชาติพนัธ์ุ แหล่งอาหาร แหล่งอาหารลเวือจะแตกต่างกันออกไปตามฤดูกาล ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากสถานที่ประกอบอาชิพ มาจากไร่หมุนเวียนของชาวบา้น ซ่ึงจะมีต้งัแต่หลงัจากการเผาไร่ เช่น หม่อไม้ (ปุงฆู) และใบใม้บางงชนิดก็ สามารถเก็บกินได้ เช่น (บุบิ กู๊กิ) พอฝนตกได้ประมาณ 2 เดือน พวกพักและยอดฝักที่ปลูกก็จะสามารถเก็บ กินได้สามารถจา แนกไดต้ามฤดูกาล ดงัน้ี ฤดูฝน ผักกาด เก็บจากไร่ ยอดฟักทอง ผักชี ผักอีลึ๋ง หม่อไม้ หาของป่ า มะม่วงป่ า ผกักุด ผกัน้า (โตะ ซ เราว) ฤดูหนาว ผักกาด ยอดฟักทอง ฟักทอง แตง เก็บจากไร่ ฟักเขียว น้า เต๋า บวบเรียบ ถวั่พู เผือก มัน พริก มะเขือ ถวั่ฟักยาว ฯลฯ ฤดูร้อน ฟักทอง ฟักเขียว น้า เต๋า บวบเรียบ ถวั่พู ไร่หมุนเวียน เผือก มัน พริก มะเขือ ถวั่ฟักยาว มะเขือพ่วง ผักเสียด (ผักซูเสียด) หาของป่ า ผักหวานลเวือะ ฟักเขียว


การถนอมอาหาร การทา ถวั่เน่า (ขรึม) วิธีการท า 1. คดัเลือกถวั่เหลือง 2. ข้นัการตม้การตม้ถวั่เหลืองจะตม้ ประมาณ 1 วัน ต้มจนเปรย และบีบต้องเละ (ควรจะต้มใน หมอ้ดินเพราะจะร้อนไดน้าน)การเติมน้า เวลาตม้ควรตม้น้า สา หรับเติมต่างหาก น้า ที่ใชเ้ติม ควรจะเป็นน้า ร้อนดว้ย 3. ถา้ตม้ถวั่สุกแลว้ควรยกพกัไวจ้นอุ่น 4. นา ถวั่ที่พกัไวส้ะเด็ดน้า ใหอ้อก 5. เตรียมภาชนะเป็ นตะกร้าแลว้เอาใบไมใ้หญ่มารองไวส้า หรับใส่ถวั่เหลืองโดยการ(ฌ่งขรึม) 6. เวลาในการหมักค้างไว้อย่างน้อย 3 คืน (ฌ่งขรึม อย่างน้อย 3 คืน) 7. ข้นัการตา การตา ควรตา เกลือใหล้ะเอียดก่อนแลว้ตกัเกลือใส่ในภาชนะ 8. การตา ถวั่หมกั (ถวั่ที่หมกัแลว้ 3 วัน) ใส่เกลือในครกต าพร้อมกับเกลือให้ละเอียด(พอละเอียด แลว้ลองชิมใหถ้วั่เน่ามีรถเคม็ก่อน) 9. นา ถวั่เน่าที่ตา แลว้มาหอ หรือบรรจุใส่ภาชนะ(ส่วนมากลเวือะจะใชก้ระบอกไมไ้ผ)่ 10. นา ถวั่ที่หอแลว้มาผึงไวใ้ห้แหง้เตรียมพร้อมสา หรับกินไดเ้ลย(สา หรับการประกอบอาหาร ของเผาลเวือะจะใส่ถวั่เนา้เป็นเครื่องปรุงทุกอยา่ง) อุปกรณ์ หม้อต้ม (ควรจะเป็ นหม้อดิน) หมอ้สา หรับตม้น้า ร้อนสา หรับเติม ตะกร้า ใบตองตึง หรือใบสัก เกลือ ครก ซาก กระบอกไม้ไผ่ ตอกส าหรับมัด การปรุงอาหาร ส าหรับอาหารการกินของเผ่าลเวือะซึ่งแหล่งอาหารส่วนใหญ่ได้มาจากการท าไร่ หรือที่สวนบ่าง และหาของป่ ามาท าเป็ นอาหารบ่าง ส าหรับการปรุงอาหารส่วนใหญ่จะเน้นการต้มเป็ นหลัก ต้มแล้วปรุงรส ดว้ยพริก เกลือ ถวั่เน่า และชูรส และจะมีบางประเภทที่ไม่ไดต้ม้เช่นการตา น้ าพริก ส าหรับน้า พริกที่ล เวือะตา น้ันแลว้แต่สิ่งของที่หามาได้เช่นน้ าพริกมะเขือ น้ าพริกจิ่งหริด น้ าพริกปลาแห้ง เป็ นต้น หรือ


บางคร้ังก็เป็นน้า พริกเปล่า ๆ ปรุงรสดว้ยเกลือ ชูรส ถวั่เน่า แต่ส าหรับอาหารที่ข้ึนชื่อของลเวือะคือโตะ ส เบื่อก ซึ่งจะเป็ นอาหารที่ถือว่าเป็ นอาหารคู่บ้านคู่เมืองของเผ่า ลเวือะ ใช้ส าหรับต้อนรับแขกเรือนที่มา เยือนหรือมาร่วมในงานต่าง ๆ เช่นงานแต่ง งานข้ึนบา้นใหม่เป็นตน้และอีกอย่างหน่ึงที่นิยมประกอบ อาหารคือการแอ๊บ (นับ) (กะ โกว นับ) เหมือนการแอ๊บ ของคนเมืองแต่จะแตกต่างที่ใส่เกลือกับสิงที่เรา จะแอ๊บสองอย่างแล้วน ามาเผ่าที่ด้วยถ่าน


บทที่ 6 นิเวศวิทยาชาติพนัธ์ุ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ในสมยัก่อนการเลือกที่สา หรับทา ปลูกขา้ว (เลือกแปลงปลูกขา้ว) ประจา ปีของหมู่บา้นละอางเหนือ จะถือเจ้าโง่ว (ผู้น า) เป็ นใหญ่ถ้าหากเจ้าโง่ว(ผู้น า)พอใจแปลงตรงไหนสามารถเลือกได้เลย แต่ส าหรับ ลูกบ้านน้นัจะตอ้งหลีกใหเ้จา้โง่วก่อน แต่ในปัจจุบนัน้ีถา้หากมีการแบ่งพ้ืนที่ทา กินสา หรับทา ไร่น้นั ชาวบ้าน จะเลือกพ้ืนที่เก่าของเขาที่เคยทา กินมาก่อนหนา้น้ีและเป็นการสืบทอดพ้ืนที่ทา กินต่อจากบรรพบุรุษ การ สืบทอดพ้ืนที่ทา กินน้นัถา้หากครอบครัวหน่ึงมีลูกชาย 2 คน และลูกชายคนโตออกเรือนพ้ืนที่ทา กินน้นั จะตอ้งแบ่งใหลู้กชายท้งัสองทา กิน สา หรับลูกคนสุดทอ้งใหม้ากกวา่พี่นิดหน่ึงตรงที่นอ้งคนสุดทอ้งจะตอ้ง ดูแลเล้ียงดูพ่อแม ่ลูกจะไม่สามารถไปจบัจองพ้ืนที่อื่นสา หรับการทา กินได้และสามารถไปขอใชพ้ ้ืนกบั เพื่อนบา้นไดเ้ป็นรายปีแต่ไม่สามารถจองพ้ืนที่ตรงน้นัเป็นของตวัเอง สา หรับลูกผหู้ญิงน้นัลเวือะจะถือวา่ จะเป็ นฝ่ ายออกเรือนไปอยู่บ้านสามีจะต้องไปรับมรดกของบ้านสามีต่อไป การท าไร่หมุนเวียน ชนเผ่าลเวือะอาศยัเล้ียงชีพดว้ยการทา ไร่หมุนเวียนเป็นหลกันอกจากการทา ไร่แลว้ยงัทา นา ข้นับนัได ในไร่หมุนเวียนใชส้า หรับการเพาะปลูกขา้วเป็นพืชหลัก นอกจากข้าวแล้วยังมีพืชผักชนิดอื่น ๆ เช่น ผกักาด มะเขือ ฟักทอง ฟักเขียว ถวั่และ มนัชนิดต่าง ๆ นอกจากน้ียงัเพาะปลูกพนัธุ์พืชอื่น ๆ อีกเป็น จา นวนมาก นอกจากพนัธุ์พืชที่เพาะปลูกเองแลว้ยงัมีพนัธุ์พืชชนิดอื่น ๆ ที่งอกข้ึนเองตามธรรมชาติและ สามารถน ามาบริโภคได้โดยชาวบา้นสามารถอาศยัพืชพรรณจากไร่หมุนเวียนไดต้ลอดท้งัปีนบัต้งัแต่มีพนัธุ์ พืชงอกข้ึนมาในไร่หมุนเวียน ไปจนสิ้นสุดการเก็บเกี่ยว ท้งัน้ีชาวบา้นยงัอาจจะสามารถเก็บพืชสา หรับการ บริโภคในไร่เหล่าปี แรกได้ เช่น พริก แตงกวา และพันธุ์พืชอื่น ๆ อีกได้ด้วย


บทที่ 7 การดูแลสุขภาพ ลเวือะน้นัเชื่องวา่คนเราจะแข็งแรงสมบูรณ์น้นัข้ึนอยกู่บัสภาพของขวญัและถา้มีสุขภาพไม่แขง็แรง ขวัญอ่อน หรือขวญั ไม่อยู่กบัตวัเพราะไปทา ผิดกฎทา ให้เจา้ที่เจา้ทางลงโทษทา ให้เกิดการเจ็บป่วยข้ึน หรือ ทางทีก็เกิดจากเวลาไปท างานไปเจอกับ สะดูงตกใจขนาดไปท างานเชื่อว่าผีร้าย ผีตายโหง จับเอาขวัญไปเพื่อ แลกกบัอาหารของตน ดงัน้ันเมื่อมีการเจ็บป่วยข้ึนในบา้น คนในบา้นจะไป ซโปก ซ่ึงพิธีน้ีเป็นการถามผี โดยผ่านทางหมอผีว่าตนจะตอ้งทา อย่างไรหรือถามว่าจะมีวิญญาณชวั่ที่ไหนมาทา อะไรให้กบัตนหรือไม่ และถ้ารู้แล้วว่าตนจะต้องประกอบพิธีกรรมก็จะต้องมีการถามอีกว่าตนจะต้องท าอย่างไรใช้อะไรบ้างในการ ประกอบพิธีกรรมในทา นองน้ีจากน้นัผีก็จะบอกผ่านทางหมอผีวา่จะตอ้งทา อย่างไรใชอ้ะไรบา้ง ซ่ึงตาม หลกัความเป็นจริงแลว้ในการที่ผีไดเ้ขา้ไปทา ร้ายคนน้นัจริง ๆ แลว้ผีจะพยายามทา ร้ายคนอยู่เสมอ แต่ท้งัน้ี ท้งัน้นัผีก็จะเลือกวา่ ใครอ่อนแอที่สุดที่เราจะทา ร้ายได้ซ่ึงก็คือการขอขา้วจากคนน้นัเอง เพราะเมื่อคนถูกผี ทา ร้ายแล้วก็จะต้องมีการฆ่า หมูฆ่าไก่ให้กับผีจากน้ันมีการป้ันรูปม้า รูปช้างให้ผีนัยว่าผีจะขี่กลับบ้าน หลงัจากกินขา้วอิ่มแลว้เพื่อไม่ให้มาทา ร้ายคนอีก เพราะถ้าท าร้ายคนแล้วคนก็จะประกอบพิธีกรรมให้ตาม คา สั่งแลว้ผกี็จะทา ร้ายคนคนน้นัจนถึงที่สุด ซ่ึงอาจจะถึงข้นัตายเลยก็ไดด้งัน้นัคนก็ตอ้งทา ตามคา ขอน้นัเอง วิธีการและขั้นตอนการ “ซโปก” 1. บ้านของคนที่ไม่สบายจะนา เอาขา้วสารใส่ในถว้ยแลว้ใชเ้ส้ือผา้ของคนที่ไม่สบายหอถ้วยกับ ข้าวสารไปถามหม้อเพื่อที่จะท าการ ซโปก 2. หม้อจะเสี่ยงหยิบเอาข้าวสารโดยไม่ได้นับคือ หยิบเท่าที่จับได้มาวางบนผามือแล้วมาคลีเป็ นคู่ ๆ 3. ทา การถามผีวา่เป็นผีอะไร เช่น ผีจาตีผีต๊ะ ผีเยอืะ ผีน้า (ผีรอาวม) ขณะที่ถามผีน้นั ในมือก็ จะนบัขา้วสารน้นัดว้ย ซ่ึงขา้วสารน้นจะใส่ไว้ในแก้ว (แก้วกิน ั เหล้าของชนเผ่าลเวือะ) และ สุดทา้ยถา้เป็นผีน้า เมื่อถามที่ผีน้า ถา้ใช่ผีน้า ขา้วสารในมือจะตอ้งลงทา้ยดว้ยเลขคู่แต่ถา้ลง ทา้ยดว้ยเมด็คี่ก็แสดงวา่ ไม่ใช่ผีน้า จากน้นัก็จะถามผีอื่น ๆ ไปเรื่อย จนกวา่จะใช่ซ่ึงการถามใน ข้นัตอนแรกน้นัเป็นการถามวา่เป็นผีอะไรที่จะมาทา ร้ายหญิงมีครรภค์นน้ี 4. จากน้นัเมื่อรู้วา่ผีน้นัเป็นผีอะไรก็จะถามต่อไปวา่จะตอ้งใชส้ ัตวอ์ะไรในการประกอบพิธีกรรม สัตวน์ ้นัจะมีอยดู่ว้ยกนัหลายอยา่งเช่น เป็ด ไก่หมูหมา เป็นตน้ 5. จากน้นับา้นของคนไม่สบายก็จะไปถามหม้อท่านต่อไป เหมือนข้อ 1 – 4 อย่างน้อยต้อง 3 ท่าน


พธิีมัดมือ(ปุกเตะ) เป็ นการรับขวัญหรือเรียกขวัญจะท าวันใดก็ได้ยกเว้นวันเสาร์เพราะถือเป็ นวันของบรรพบุรุษเป็ น วันหยุดของคนและผีถ้าท าพอธีกรรมจะไม่สัมฤทธ์ิผล ทา คนละ 1 คร้ังต่อปีถา้โตแลว้อาจมดั1 คร้ังใน 2 ปี เพราะถือว่าขวัญแข็งแรงแล้วหรืออยา่งไรก็ไดแ้ลว้แต่ความพร้อมของผทู้ี่จะมดัมือวา่มีหมูหรือไก่หรือไม่ (ใช้1 ตวั) แต่ละคนจะตอ้งใชอ้ยา่งใดอยา่งหน่ึงจา เพาะตวัโดยหมอผีเป็นผดูู้ให้ต้งัแต่ตอนเป็นเด็กเมื่อไม่ สบายเป็นคร้ังแรก ถา้ใชผ้ิดอยางจะไม่ถูกเก็บขวัญและจะไม่สบ ่ายในการมดัมือน้นั พ่อจะมัดให้ลูก หรือ บางคร้ังพ่ออาจจะประกอบพิธียงัไม่ไดเ้ช่นพ่ออายยุงันอ้ยบา้งก็จะไปเรียกผเู้ฒ่าผูแ้ก่บา้นอื่นมาทา ให้ส่วนผู้ เป็ นแม่จะประกอบพิธีไม่ได้ ถ้าเป็ นผู้ชาย ใช้ด้าย 8 – 9 เส้นมัดพร้อม ๆ กัน (วน 3 รอบก่อนแลว้จึงมดั) ถ้าเป็ นผู้หญิงใช้ด้าย 7 – 8 เส้น ระหวา่งมดัมือพ่อก็จะสวดอวยพรให้เมื่อมดัเสร็จกินหมูหรือไก่ที่ฆ่า น้นัเอง สา หรับผใู้หญ่นิยมใหห้มอผีเป็นผมู้ดัมือให้ โรคผิดเดือนส าหรับหญิงหลังคลอด ชนเผ่าลเวือะเชื่อว่าโรคผิดเดือนของหญิงหลังคลอดมีหลายสาเหตุ ดงัต่อไปน้ี 1. อยู่ไฟไม่ครบคืน หรืออยู่ไฟไม่สม ่าเสมอ 2. การไดร้ับกลิ่นอาหารที่แสลง เช่น ไดก้ลิ่นผกัล่ะ หรือไดก้ลิ่นเศษขยะไหม้เช่นถุงพลาสติก 3. สถานที่ของการอยู่ไฟไม่มิดชิด ไม่รับลมหรืออากาศเย็นเกินไป 4. การซกัผา้อาบน้า และสระผมดว้ยน้า เยน็เกินไป อาการของโรคผิดเดือน 1. หญิงมีครรภ์จะรู้สึกอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ 2. หญิงมีครรภ์จะรู้สึกไม่อยากกินข้าว 3. เวลาไปท างานช่วงหน้าฝนจะชาตามตัว ท างานกลางฝนไม่ได้ นอกจากน้ีหญิงเป็ นโรคผิดเดือนจะมีอาการต่าง ๆ เช่น ปวดหัว เวียนหัว หนักหัว มือเย็น เท้าเย็น และรู้สึกหนาวผิดปกติ จะต้องห่มผ้าหนาๆ และอยู่ใกล้ไฟตลอด หญิงที่มีอาการจะถูกห้ามไม่ให้ถูกลม หรือท างานหนัก วิธีแก้ไข 1. หญิงมีอาการจะต้องอยู่ใกล้ไฟตลอด ห่มผ้าห่มหนา ๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นตลอดเวลา 2. อบตวัดว้ยสมุนไพรและดื่นน้า สมุนไพรร้อน ๆ เชื่อกนัวา่คนไขท้ี่เป็นโรคน้ีจะไม่สามารถ แตะต้องความเย็นได้หรือถูกแดดถูกฝนได้ 3. งดอาหารที่เป็นของแสลงซ่ึงไดแ้ก่อาหารที่กลิ่นแรง ๆ เช่นเน้ือควาย ววั ไก่ ชะอม หากไม่มี การรักษาใหด้ีคนไขจ้ะมีอาการหนกัข้ึนเรื่อย ๆ จนกลายเป็นอาการเร้ือรังรักษาไดย้ากหรือไม่ไดเ้ลย


การรักษาอาการเคล็ด ขัด ยอก ขาหัก มือกัก ชาวลเวือะนอกจากจะรักษาโรคดว้ยการเล้ียงผีแลว้ซ่ึงสิ่งที่เกิดข้ึนไม่ไดเ้กิดจากผีสิงห์แต่เกิดจากตวั ของเขาเอง เช่นหกล้ม มือไม้มีอาการเคล็ดขัดยอก หริจนถึงขันหัก ชาวลเวือจะมีวิธีการรักษาอีกแบบหนึ่งคือ การเป่าคาถา พร้อมดว้ยการนวด ซ่ึงคนลเวือะเชื่อวา่เวลาที่ใหห้มอ้เป่าน้นต้องเป็ นตอนเช้า ๆ คือ ทางที่ดี ั หม้อที่ตื่นนอนต้องยังไม่พูดเลยเชื่อว่าจะมีความศักดิ์สิทธิ์เป็ นอย่างมาก ขั้นตอนการเป่ า 1. เตรียมเหล้าใส่ในขาวไม่ต้องมาก ประมาณครึ่งขวดสปอนเซอร์และขมิ้น 2. ผรูู้้จะทา การสอยขมิ้นเป็นชิ้น ๆ แลว้ใส่ในขาว พร้อมกบัเป่าคาถาลงไป 3. เวลาที่จะทา การเป่าทุกคร้ังตอ้ง ทาน้า ที่เป่าในขอ2ก่อน ที่จะเป่า 4. เวลาที่คนเจ็บหายแลว้ผปู้่วยจะนิยมทา น้า ส้มป๋อยเพื่อเป็นการขอบคุณดว้ย การรักษาเวลาที่ตัวร้อนมาก ๆ อุปกรณ์ ไข่ต้ม 1 ฟอง เงินแถบ 1 แถบ ผ้า ขั้นตอนการเช็ด 1. เตรียมผา้ไวบ้นผา้มือจากน้นัเอาเงินแถบมาใสบนผา้ 2. นา ไข่ที่ตม้แลว้มาวางบนเงินแถบแลว้ทา การห่อไว้นา ไปเช็ดตวัคนไขต้ลอดท้งัตวัโดยเริ่ม จากหนา้ผากก่อน รองลงคือลา คอ มือ และทุกจุดบนลา ตวั 3. การสังเกต ดูจากเงินแถบจะเปลียนเป็ นสีคล า ๆหลังที่ท าการเช็ดคนไข้


บทที่ 8 ศิลปะวรรณกรรม วรรณกรรม บทซอ (เรอ ซฮม แล) บทซอ ในความหมายของชนเผ่าลเวือะ คา วา่บทซอ หมายถึงบทหรือเน้ือร้องที่ขบัออกเป็นทา นอง เสนาะและอ่านขบัขานธรรมดาที่เปล่งออกมาแลว้ทา ใหผู้ท้ี่ร้องและผทู้ี่ไดฟ้ ังไดต้ื่นข้ึนมาและมีความคลอ้ย ตามบทร้องในเรื่องน้นั ได้โดยบทซอน้นัจะกล่าววิถีชีวิตของเผา่และประวติความเป็ นมาของเผ่า ั ลเวือะได้ บทซอของลเวือะน้นัมีความสา คญัต่อวิถีชีวิตไดม้ากเพราะบทซอจะเป็นการขบัขานร้องเพลงตามทา นอง เสนาะและท านองธรรมดา บทซอของลเวือะจะเป็ นการกล่าวถึงวิถีชีวิตวัฒนธรรม ซึ่งการถ่ายทอดองค์ ความรู้เกี่ยวกบั ประวตัิศาสตร์กิจกรรมที่เกิดข้ึนหรือที่ทางชนเผ่าได้สืบถอดกันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็ น การบนัทึกกิจกรรมประวตัิของเผา่ ไปในตวัดว้ยคร้ังแรกน้นัตอ้งใชบ้ทซอการจีบสาว และ สามารถรู้ความ ในใจของฝ่ายหญิงไดจ้ากบทซอ ส่วนในงานแต่งงานน้นัจะมีการเป่าให้โอวาทเป็นบทซอ และงานข้ึนบา้น ใหม่ให้โอวาทให้บ้านน้นัอยู่ดีมีสุขและในงานข้ึนบา้นใหม่ถา้ขาดบทซอจะถือวา่บา้นหลงัน้นัยงัไม่ดีพอ ส่วนประเพณีงานศพถา้ยงัไม่ไดบ้ทซอในบทซอที่เกี่ยวกบัศพ จะถือวา่น้นัยงัไม่เสร็จสิ้น บทซอของลเวือะสามารถแบ่งได้ 10 อย่าง ดังนี้ - ล ปุง กวต คือบทซอที่กล่าวถึงพิธีกรรมในวันแต่งงาน - ร ซอม แล ซอ ป เครีฮ คือ บทซอที่กล่าวถึงการจีบสาวของเผ่าลเวือะ - ร ซอม มวน คือ บทซอที่กล่าวถึงคุณงามความดีของผู้อื่น - ร ซอม เตอึม เญือะ คือบทซอที่กล่าวถึงงานแต่งงาน - ร ซอม เอีย คือบทซอที่ใช้ในการในการจีบสาวเพื่อทกเที่ยงเพื่อให้ชนะฝ่ ายตรงข้าม - ร ซอม โรวก โฮว ทบซอที่กล่าวถึงช่วงการเดินทางของชนเผา่ลเวือะ ซึงคนลเวือะในสมยัก่อน ตอ้งอกจากบา้นเพื่อไปขายขา้ว การซอระหวา่งที่เดิอนทางน้ีก็เพื่อเป็นกา ลงัใจในการเดินทาง ของเพื่อน หรือเป็ นการป้องการความเหน็บเนยระหว่างการเดินทางด้วย - ร ซอม แล โฮว กา คือ บทซอที่กล่าวถึงการค้าขายในสมัยโบราณ - ร ซอม โจก โกลง คือบทซอที่กล่าวถึงการท ามาหากินของชนเผ่าลเวือะ - ร ซอม แฮล่ยอ่ย บทซอที่กล่าวบทยอ่ยทวั่ ไปของบทซอลเวือะ ซ่ึงสามารถซอไดใ้นงานทวั่ ไป - ร ซอม รีด คือ บทซอที่กล่าวเฉพาะพิธีกรรมในงานศพ ซ่ึงไม่สามารถที่จะใชท้วั่ ไปได้


แบบฝึ กหัดการซอขั้นพื้นฐาน (ร ซอม เชียเญือม เญือะ ปุย)ซอในงานแต่งงาน เอะ เอะ ไก กัน ยุฮ ฟวจฮ นึง เตะ เอะ ไก กัน อั ฟวยฮ นึง โมยญ เอะ กอก ร บุน แตะ เระ เอะ ซ เคระ ร บุก เอีญ โซม เอะ เญือม ดุฮ กึต รปอต กวน ซัง โฮลฮ เอะ โบลว สกัง กวน มวย เอะ เอะ ปุน เปอะ กุยฮ แตะ ติ ซ ยวก กุยฮ เอะ เนรึอม ไพรม ฮอยจ ละ ไคระ กุยฮ เอะ นึอม โฆะ ฮอยฮ ป เลีย ปุน นึอม ป กุยฮ แตะ ไตม เจีย เฮละ ปุน นึอม รเจะ ซ เตะ นึอม ลงั่ เอะ มัฮ ป เครีญ มะ ไลฮ รยุม แบบฝึ กหัดการซอขั้นพื้นฐาน (ร ซอม เชีย ป เคริฮ กวน เบรีย)บทซอ จีบ สาว โฮว เปอะ เกอ เมอ เนาะ ออ อัม มัฮ พิด เปอะ นึงโฮว โคลง อัม มัฮ พิต โกลง นึง โฮวน ฆงวด มัฮ โคะ ซ บวต เปอะ ฆวด ซ ออฮ มัฮ บุย ร เจะ เปอะ เชีย ไลจ ๆ อัม มัฮ บุย รไมต เปอะ ไซฮ วิงๆ ญันดี นึอม ไม่ เซ ฮอยจ เปอะ เญือะ เอะ เอ รพาวม เนึอม ไม่ เคิ กอย เดะ การละเล่น ชวง ละมาง (ราว กระทบไม้) ราวกระทบไม้แต่จะเป็ นไม้ไผ่ 5 คู่เคาะเป็ นจังหวัดตึก ตึก ตึก แตก ตึก ตึก ตึก แตก ไปเรื่อย ๆ จงัหวะ ตึกตึก ตึกคือคือการเอาไมเ้คาะที่ราว ส่วน แตก น้นัเป็นจงัหวะที่เอาไมท้ี่จบัไวม้ากระทบกนัซ่ึงจะ ตีโหม่งและฉาบในจังหวะเดียวกันไปด้วย มีผู้เต้นประโดดขา้มไมไ้ผน่้ี2 คน เขา้จากคนละฟาก กระโดด เต้นขา้มไมไ้ผ่5 คู่น้ี3 รอบเป็นอยา่งต่า ถือวา่เป็นการทา บุญให้ผู้ตาย ซึ่งการละเล่นชวงละมางน้นัจะใช้ เฉพาะในงานศพเท่าน้นัที่เล่นเป็ นการเล่นเพื่อท าให้งานศพไม่เงียบเหงา ท าให้บรรยากาศไม่น่ากลัว และจะ เป็ นการตอนรับแขกผู้ที่มาร่วมงานศพด้วย โดยการที่คนในหมู่บ้านมาเชิญแขกที่มาร่วมงานศพไปเต้น ด้วยกันเป็ นคู่ ข้อห้าม 1. เชื่อสายสมงัจะไม่ไปยงุเกี่ยวกบัชวงละม้งั 2. งานศพสม้งัจะไม่เล่น


ศิลปะ การทอผ้าฝ้าย ผา้ฝ้ายเป็นสิ่งสา คญัที่จา เป็นในการดา รงชีวิต ปัจจุบันถึงแม้ว่ายังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดบ่งบอกถึงต้น ก าเนิดของการทอผ้า แต่ก็สามารถเทียบเคียงได้ว่าการทอผ้ามีวิวัฒนาการมาจากการท าเชือก ทอเสื่อและการ จักสาน ซึ่งการทอผ้ามีวิธีการทอที่หลากหลาย มีลวดลายที่แตกต่างกันออกไปอาทิเช่น ลายผา้สิ้น ลายตวน และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งการทอผ้าในปัจจุบันได้มีการประยุกต์ลวดลายใหม่ ๆ ก็ข้นอยู่กับความชื่นชอบของ ึ ผู้บริโภคว่าต้องการชื่นชอบลวดลายอย่างไรบ้าง การทอผ้านอกจากจะทอเพื่อไว้ใช้ในครัวเรือนแล้ว ยัง สามารถทอเป็นสินคา้นา มาจา หน่ายเพิ่มรายไดใ้หก้บัครัวเรือน และยงัสามารถทอเป็นสินคา้ผลิตภัณฑ์ของ ชุมชนได้ การท าเส้นฝ้าย 1. เก็บดอกฝ้ายแลว้จะนา มาตากแดดใหแ้หง้สนิท แลว้เก็บสิ่งสกปรกที่เจือปนออกจนหมด นา ไป แยกเมลด็ฝ้ายออกจากปุยฝ้าย ดว้ยวิธีการน้ีเรียกว่าอิ้วฝ้าย (คริด เตีย) 2. น าปุยฝ้ายไปดีดใหปุ้ยฝ้ายแตกตวัละเอียดฟูข้ึนดว้ยแรงสั่นสะเทือนของสายดีด เรียกว่ากงดีดฝ้าย (โปย เตีย) 3. ดีดจนเป็ นปุยละเอียดดีแล้วไปล้อด้วยไม้ล้อโดยใช้ไม้ล้อคลึงบนแผ่นปุยฝ้ายที่วางอยู่บน กระดานล้อ(ลวน เตีย)ให้เป็นแท่งกลมยาวแลว้ดึงไมล้อ้ออกแท่งกลมยาวที่ลอ้เสร็จแลว้เรียกวา่ดิ้ว 4. หลงัจากน้นัจึงนา ไปเขน็ฝ้ายใหเ้ป็นเส้นใย(เกลิญ เตีย)พันม้วนอยู่กับแกนเหล็กไนเมื่อเต็ม เหล็กไนแล้ว 5.จัดฝ้ายเข้าไม้ขาเปี ยเพื่อท าเป็ นไจหรือปอยโดยกะขนาดเอง


การขึน้หูก(ตุง ไตญ) ความส าคัญ ชาวลเวือะรู้จกัการทอเส้ือผา้เครื่องนุ่งห่มมาต้งัแต่อดีต โดยทา จากฝ้ายที่สามารถหามาไดจ้าก ธรรมชาติรวมท้งัฝ้ายที่ปลูกไดเ้อง นอกจากจะใชท้อเส้ือผา้แลว้ยงัทอเครื่องนุ่งห่มชนิดอื่นอีกเช่น ผา้ห่ม กระสอบใส่ขา้ว ท้งัหมดน้ีลว้นผา่นการทอจากฝ้ายท้งัสิ้น การข้ึนหูกเป็นข้นัเริ่มตน้ของการทอผา้สา หรับนุ่งห่มและใชส้อยประโยชน์อยา่งอื่น หากปราศจาก การข้ึนหูกแลว้ก็ไม่สามารถทอใหเป็ นผืนผ้าได้ ้ อุปกรณ์ 1. กี่กระตุก 2. ด้ายหลากสีตามรูปแบบผ้าที่ต้องการทอ ขั้นตอน เริ่มจากการเตรียมหูกสา หรับการข้ึนฮูกทอผา้เตรียมดา้ยส าหรับการข้ึนหูก ท้งัน้ีข้ึนอยกู่บัวา่ตอ้งการ ทอผา้เพื่ออะไร(เส้ือกางเกงกระสอบใส่ขา้วผา้ห่ม เป็นตน้ ) เป็นอนัเสร็จการข้ึนหูกและพร้อมส าหรับการ ทอผ้าต่อไป


การขึน้หูก มัดมี่(ตุง ปุก-รวตปุก) ความส าคัญ สา หรับสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นลเวือะที่เด่นชดัและเห็นดว้ยตาอีกอยา่งหน่ึงผา้ถุงของผูห้ญิง ซ่ึง ผา้ถุงของชาวลเวือะมีลวดลายที่เป็นเอกลกัษณ์และมีความสวยงาม ซ่ึงข้นัตอนการทา น้นั ต้องใช้ทักษะ ความ ชา นาญในการทา สา หรับลเวือะน้นั ไม่วา่จะอยทู่ ี่ไหนแห่งไดลายของผา้ถุงก็จะคลา้ยกนัหมด จะแต่งตาง ตรงที่สีตามความชอบบ่างคนชอบเขม้บางคนชอบอ่อน สา หรับข้นัตอนการมดัมี่น้นั ในสมยัก่อนนิยมเอา ใบไมซ้่ึงลเวือะเรียกวา่ฮละเลอ ปุก มามดัแต่ในปัจจุบนัน้ีก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยโดยการใช้ เชือกฟางแทน ซึ่งมีความเหนียวกว่าและไม่ขาดง่าย อุปกรณ์ - ไม้ไผ่ (โคะ เลอ กลอม) - ด้ายสีขาว - กี่(โคะ ตุง ปุก) ขั้นตอน - เริ่มจากการเตรียมหูกสา หรับการข้ึนฮูกทอผา้เตรียมดา้ยส าหรับการข้ึนหูกโดยการมว้นดา้ยให้ กลม จากน้นัข้ึนฮูก(ตุง ปุก) ตอ้งมีการนบัเส้นดา้ยดว้ยวา่มีกี่เส้น ซ่ึงแลว้แต่ปุกที่เราจะทา คือปุก สไตม ปุกกาวเรอติ ปุกกาวเรอฮอวย เป็ นต้น - จากน้นัเริ่มทา การเลือกเส้นดา้ยแลว้แบ่งโดยการเอาดว้ยอีกเส้นหน่ึงมาแบ่งเป็นหมวดหมู่ - นา ดา้ยที่แบ่งน้นัมาที่กี่แลว้ทา การมดัโดยเทียบกบัลายเก่าจนเสร็จ - นา มี่ที่มดัเสร็จไปยอ้มสี(จะเป็นสี่แดงกบัน้า เงินเขม้ ) สา หรับมี่สีแดงกบัมี่สี่น้า เงินแตกต่างกนั ในข้นัตอนการมดัและลวดลายต่างกนัจากน้นันา ไปตากแดดจนแหง้ - ท าการแก้มัดที่มัดบนมี่ให้หมด แลว้นา ไปข้ึนฮูกทา เป็นผา้ถุงต่อไป


การปั่นเชือก (ป่วน โมฮะ) ในสมยัก่อนน้นัเมื่อใกลถ้ึงฤดูการเก็บเกี่ยวหนุ่มๆ ลเวือะ จะไปกบัเพื่อนเพื่อตดัเอาตน้ ปอเชือกและ ลอกเปลือกออก เพื่อปั่นเชือกเป็นงานส าหรับผูช้ายที่ต้องทา นิยมปั่นเชือก (ป่วนโอมะ)ให้กับสาวๆ ที่ ตนเองชื่นชอบเพื่อให้สาวๆ น้นั ใชข้นกองขา้ว(ขา้วที่เกี่ยวเต็มก ามือก็วางไว้กับตอข้าวที่เกี่ยวแล้วเรียกข้าวที่ วางไว้1กา มือน้ีวา่ "ขา้วเฟ่า" เมื่อเกี่ยวแลว้ทิ้งไวป้ระมาณ 3-4วันแล้วก็จะเก็บเอาข้าวเฟ่ ามากองรวมกันเป็ น กองๆ เรียกว่า "กองข้าว") (เราะ เฆงาะ) เพื่อให้ผู้ชายตีข้าวออกจากเฟื องข้าว ส าหรับต้นปอเชือกที่ถูกลอก เปลือกออกแลว้ท่อนไมท้ ี่ไม่ไดใ้ชง้านน้นัตอ้งฟันใหท้วั่ก่อนทิ้งไป เพราะชาวลเวือะเชื่อว่า หากไม่ฟันใหท้วั่ ก่อนทิ้ง ภายหลงัท่อนไมน้ ้นัจะกลายเป็นงูทา ร้ายผูค้นได้ดว้ยเหตุน้ีคนที่ตดัตน้ ปอเชือกทุกคนจึงตอ้งเรียนรู้ วา่ตอ้งปฏิบตัิอยา่งน้ีเสมอไป และนอกจากน้นัหนุ่มๆ ก็จะท าที่แบกข้าว (ด่อ) ซึ่งจะมีเชือกเป็ นองค์ประกอบ ให้กับสาวที่ตนเองชื่นชอบพร้อมกับเชือกด้วย และนอกจากน้ันเชือกมีความส าคัญอย่างมีความส าคัญ ส าหรับการท างาน ไม่ว่าจะเป็ นการแบกผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าว เผือก มัน และอื่น ๆ ที่ปลูกอยู่ในไร่ นา และชาวลเวือะยงันิยมเล้ียงววัควาย ซ่ึงเป็นสัตวใ์หญ่ที่ตอ้งใชเ้ชือกผูกเพื่อให้เชื่อฟังคา สั่ง นอกจากน้ัน ยังอาจใช้เชือกท างานอย่างอื่น ๆ อีกมาก อุปกรณ์ - มีด - ปอเชือก - ไมไ้ผ/่ไม้(สา หรับทา ที่จบั ในการปั่นเชือก) ขั้นตอน เริ่มจากการตดัตน้ ปอเชือกในป่าก่อนที่จะลอกเอาแต่เปลือกมาปั่นเป็นเชือกแต่ก่อนที่จะเป็นเส้น เชือกไดน้ ้นัตอ้งผา่นกระบวนการหลายข้นัตอน เมื่อลอกเปลือกเสร็จแลว้ตอ้งรีดเอาน้า ออกดว้ยการปั่น เมื่อ เชือกแหง้พอหมาดแลว้จึงเอาไปตากเพื่อใหแ้หง้ก่อนจะเริ่มการปั่นใหเ้ป็นเส้นเชือกออกมาได้


การเย็บผ้า ภายหลังจากท าการทอผา้เสร็จแลว้ก่อนที่จะเอาเส้ือใหม่หรือกางเกงใหม่มานุ่งไดอ้ยา่งมนั่ใจน้นั จะตอ้งทา การเยบ็เพื่อเก็บส่วนต่าง ๆ ใหม้ิดชิดและดูมีระเบียบเรียบร้อยสวยงามเสียก่อน โดยเฉพาะสา หรับ คนหนุ่มสาวแลว้ยงิ่เป็นเรื่องที่สา คญัเพราะการทา เครื่องนุ่งห่มน้นัเป็นหนา้ที่ของฝ่ายหญิงที่จะต้องท าเครื่อง เพื่อมอบให้กับชายคนรัก นอกจากผู้หญิงจะเย็บผ้าเพื่อมอบให้กับฝ่ ายชายคนรักของตัวเองแล้วยังอาจจะท า ให้กับผู้เป็ นพ่อแม่ หรือพี่น้องได้ด้วยเช่นกัน การเยบ็ผา้น้นั ไม่ใช่แค่การเยบ็ผา้ที่ทอเสร็จใหม่เท่าน้นัยงั อาจจะเป็นการซ่อมแซมเส้ือผา้เก่า ที่ชา รุดใหส้ามารถใชไ้ดเ้หมือนเดิมอีกคร้ังหน่ึง หญิงสาวในหมู่บ้าน อาจจะรวมกลุ่มกันประมาณ 2 – 3 คน นอนบ้านเดียวกัน เพื่อที่จะได้ท างานร่วมกันตอนกลางคืน ส่วนใหญ่ งานเย็บปักถักร้อยที่สามารถท าได้ควบคู่กันกับการพูดคุยกับชายหนุ่มที่มาเที่ยวหาตอนกลางคืน อุปกรณ์ 1. ด้ายเย็บผ้า 2. ผ้าทอที่ยังไม่ได้เย็บ ขั้นตอน การเยบ็ผา้ตอ้งทา ใหเ้สร็จตามรูปแบบที่เคยทา มาแต่อดีต โดยไม่จา เป็นตอ้งเริ่มจากส่วนใด ข้ึนอยู่ ความถนดัและความประสงคข์องผเู้ยบ็วา่จะเริ่มทา จากส่วนใดส่วนหน่ึงก็ได้เมื่อเยบ็เสร็จแลว้จึงค่อยเอาไป ใช้ส าหรับโอกาสต่าง ๆ ได้ ข้อห้าม ข้อปฏิบัติ การเยบ็ผา้น้นัตอ้งอาศยัความละเอียด รอบคอบ เพราะเขม็สามารถทา ใหเ้กิดอนัตรายได้ฉะน้นัจึง ต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ ไม่ให้ปักมือคนใช้หรือเป็ นอันตรายกับบุคคลอื่นที่อยู่รอบข้างได้ การเย็บ ผา้น้นัมีลายที่เป็นเอกลกัษณ์มีความสวยงามตามแบบฉบบัของชาวลเวือะ หญิงสาวน้นัตอ้งเรียนรู้ใหไ้ดว้า่แต่ ละลายเยบ็แบบไหน และจะตอ้งทา ใหไ้ดเ้หมือนกนัทุกคร้ังไป โดยเฉพาะผา้บางประเภทที่มีความสา คญั ใน ด้านความเชื่อ เช่น ผ้าส าหรับห่อศพ เป็ นต้น


การท าที่มุงหลังคา (แกนปล่อง) หญ้าคานับว่ามีความส าคัญมากส าหรับการท าบ้านของลเวือะในสมยัก่อนเป็นส่วนสา คญั ในการ สร้างที่อยู่อาศัยของลเวือะเป็ นอย่างมาก แต่ในปัจจุบันก็มีความนิยมใช้น้อยลงไปเพราะหลังคาบ้านลเวือะ ในสมยัน้ีก็จะเป็นกระเบ้ืองเป็นส่วนใหญ่แต่ก็ยงัใชส้า หรับการมุง้กระท่อมในไร่ในนา บา้นของลเวือะใน สมยัก่อนตอ้งใชห้ญา้คาจา นวนมากในการสร้างบา้นแต่ละคร้ัง เพราะบา้นของลเวือะจะมุง้เกือบจรดดิน ดงั น้นัลเวือจา ป็นตอ้งหาหญา้คามาทา หลงัคาบา้นทุกปีเพื่อปรับปรุงบา้นและซ่อมแมส่วนที่ช้า รุดไปหรือบางที เวลาสร้างบา้นใหม่ก็จา เป็นตอ้งใชห้ญส้คาท้งัหลงั ขั้นตอนในการสานหญ้าคา 1. ตัดไม้ซางยาวประมาณ 1.5 เมตร ผ่าให้ได้ขนาดกว้าง 1.5 เซนติเมตร เหลาลบเหลี่ยม 2. ตัดไผ่บง (ดฮา) ผ่าจักเป็ นตอก (ใช้เชือกฟางแทนก็ได้) 3. เกี่ยวหญา้คา ทิ้งตากแดดให้แหง้แลว้นา ไปสางใหเ้รียบร้อยก่อนนา มาไพ (ตอ้งพรมน้า ก่อน) เพื่อใหค้าอ่อน ตัว และไมหักง่าย 4. ท าค้างไพคา ให้มีความสูงประมาณ 30–50 เซนติเมตร ใช้ขอนไม้ก็ได้ หรือคาที่มัดกันอยู่หนึ่งมัด 5. ข้นัการไพคา ใหป้ฏิบตัิดงัในรูปภาพ


บทที่ 9 ศาสนาและโลกทัศน์ชนเผ่า ความเชื่อถือ เชื่อกันว่าลเวือะนับถือพุทธศาสนาควบคู่กับการนับถือดงั่เดิมมาแต่เดิมเหมือนคนไทยลเวือะมี ความเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนเป็ นผู้สร้างวัดเจดีย์หลวง ในจังหวัดเชียงใหม่ และเสาอินทขิล คือที่สิงสถิต ของผีบรรพบุรุษของพวกตน เมื่อลเวือะถูกขับไล่ไปอยู่บนภูเขาซึ่งไม่มีพระและวัด ชีวิตประจา วนัข้ึนอยกู่บั สภาพทางธรรมชาติมากข้ึน ความเชื่อในเรื่องพระพุทธศาสนาก็เริ่มจางลงและหนั ไปนบัถือผีแทน มีลเวือะที่ มีชื่อเสียงลเวือะเชื่อเรื่องผีวา่มีท้งัผีดีและผีร้ายสิงสถิตอยตู่ามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ผีบา้น ผีเรือน ผีฟ้าผีป่ า ผี ภูเขา ผีเข้าประตูหมู่บ้าน ซ่ึงบางคร้ังผีอาจจะเป็นสาเหตุก่อความเจ็บป่วยใหแ้ก่คนได้การติดต่อกับผีจะติดต่อ โดยการเซ่นไหว้ด้วยอาหารที่ผีประเภทน้นัๆ ชอบ โดยมีผู้ท าพิธีคือ ล า และสมัง หรือคนที่มีคาถาอาคม จะมี การเชิญผีมากินอาหารการฆ่าสัตวเ์ล้ียงผีจะตดัส่วนต่าง ๆ ของสัตวใ์หผ้ีอยา่งละเลก็นอ้ย สัตว์ที่ใช้เซ่นผีมี ไก่หมูววัควายและสุนขั นอกจากน้นั ลเวือะยังเชื่อเรื่องวิญญาณ หรือขวัญคล้ายกับคนไทยทางภาคเหนือ โดยเชื่อว่า คนมีขวัญ 32 ขวัญอยู่ในตัวถ้าขวัญใดออกจากตัว จะท าให้เกิดการเจ็บป่ วย ต้องเรียกขวัญกลับมา สู่ร่างโดยการผูกข้อมือด้วยเส้นด้ายขาว เพื่อป้องกันขวัญหายและให้มีสุขภาพดี ลางบอกเหตุ - เรอ ซอฮ เลฮาะ ไง ดอม มัฮ ปุย พริ เรอ ซอฮ เลฮาะ ไง ลวง วิ มัฮ โกะ เนะ คือถ้าหนังตา กระตุก (หนังตาขวากระตุกเชื่อว่าเป็นลางบอกเหตุว่าคนนอกทวั่ ไปอาจเกิดเหตุร้าย แต่ถา้เป็นหนังตาขา้ง ซ้ายกระตุกเชื่อว่าอาจเกิดเหตุกับญาติพี่น้อง) - เรอ โมะ ยุ ซัง มัฮ อุ ปุย ลอก เรอ โมะ ยุ บราวก มัฮ ลื่อ ปุย เรอ โมะ ยุ กะ มัฮ บรัม เรอ โมะ ยุ ต า มัฮ ลมา คือเป็ นเรื่องเกี่ยวกับความฝัน คือถ้าฝันเห็นช้างเชื่อว่าเขาพูดถึง ถ้าฝันเห็นค้างคาวเชื่อว่าเขาเลื่องลือ แต่ฝันเห็นปลาเชื่อว่าเขาอยากให้มา อยากให้ท า และถ้าฝนเห็นปูเชื่อว่าเขาก าลังนินทา -โคะ มอก ชวง มัฮ ปุย เกละ โคะ มอก เตะ มัฮ ปุย แดน คือเวลาคนเราเกิดอุบตัิเหตุไปฝันเทา้ให้มีปาดแผลเขาว่าคนคนน้ันเป็นคนขี่เกลียด แต่ถา้ฝันมือ ตวัเองเชื่อวา่คนคนน้นัเป็นคนขยนั


ข้อห้ามต่าง ๆ 1. ทอตวน (ไตญตวน) เป็นสิ่งที่ลเวือะทุกคนตอ้งมีแต่จะไม่สวมใส่แต่จะใช้ตอนที่ตายแล้วเพื่อปก คลุม(หอศพ)ไว้แต่ตอ้งทา หรือทอต้งัแต่เป็นสาวถา้หากว่าแต่งงานแลว้ถา้ไม่ไดท้อตวน (ไตญตวน)คนล เวือะจะห้วมทอเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าการทอตวนเป็ นการทอที่มีลวดลายและการท ายุ่งยากถ้าหากว่าคนสอน บอกว่า “เวลาท าต้องดูด้วยตาตัวเอง และพูดท านองว่าดูเอาคนเดียวตาบอดหรือไง” คนลเวือะจะเชื่อว่าจะท า ให้คนที่แต่งงานแล้วที่ท าตวน(ไตญตวน) ตาบอดได้ (เหมือนเป็ นการสับแช่ง) ส าหรับคนที่แต่งงานแล้วยัง ไม่มีตวนสามารถจ้างคนอื่นท าให้ได้แทนได้ 2. ส าหรับลเวือะเวลาท่อผา้ถา้ทอยงัไม่เสร็จ(ตอนต้งัทอ้ง) ตอ้งท่อผา้ชิ้นน้นั ใหเ้สร็จก่อนที่จะคลอด ลูก เพราะมีความเชื่อว่าจะท าให้คลอดลูกล าบาก 3. เวลาสามีภรรยาต้งัทอ้งท้งัสองจะไม่ใหส้มบตัิอะไรกบั ใครหรือบุคคลอื่นยมื่หรือซื่อ(สมบตัิที่เป็น ของใช่ส่วนตวัของท้งัสอง) เพราะมีความเชื่อวา่จะทา ใหค้ลอดลูกลา บาก 4. เวลาภรรยาต้งัทอ้งสามีจะไม่ตอกตะปู หรือถมเสาบ้าน เพราะเชื่อว่าภรรยาจะคลอดลูกล าบาก 5. เวลาที่ภรรยาต้งัทอ้งใกลจ้ะคลอดลูกสามีหา้มใส่กระสุนปืนในลา กลองทิ้งไวเ้พราะมีความเชื่อว่า ภรรยาจะคลอดลูกลา บาก หรือถา้มีกระสุนติดไวใ้นลา กลองสามีจะตอ้งยงิ่กระสุนทิ้ง 6. ตวัอ่อนผ้ึง ตอ ตวัอ่อนตอ เป็นห้อห้ามส าหรับหญิงมีครรภ์ เพราะเชื่อว่าถ้ากินเข้าไปอาจท าให้ลูกที่อยู่ในท้องแท้ง ออกมา ตลอดจนรังผ้ึงหา้มใหส้ ัตวเ์ล้ียงที่กา ลงัต้งัทอ้งกินเพราะจะทา ใหแ้ทง้ลูกได้ 7. ห้ามเข้าป่ าช้าลเวือะ (นับถือดั่งเดิม) เพราะคนที่สามารถเข้าป่ าช้าไม่ว่ากรณีใดๆ จะเป็ นผู้ใหญ่ (เปอเลียกนึงดนอง) เท่าน้ันที่สามารถไปไดเ้พราะเชื่อว่าคนทวั่ ไปที่ไปอาจจะขวญัอ่อนทา ให้คนคนน้ันไม่ สบายได้ 8. เวลาข้ึนบนั ไดใครก็ตามห้ามกระทืบเทา้ที่บนั ไดของเจา้บา้น หากมีการกระทืบเทา้จะถูกปรับ ดว้ยหมา 1 ตวัเพื่อทา พิธีกรรม (กรณีเจา้ของบา้นเจ็บป่วยช่วงน้นัหรือหลงัจากน้นั ) 9. (กรณีบา้นแปะ) เชื่อสายลเวือะบา้นแปะ คือเชื่อสายโมเบระ และเชื่อสายโมกลาง จะห้ามท้งั สองเชื่อสายแต่งงานกนัเพราะเชื่อว่าผิดผีส่วนตระกูลสะมงั่สามารถแต่งงานไดทุ้กเชื่อสายยกเวน้พี่น้อง กันเอง 10. หา้มหลบหลู่สถานที่เล้ียงผีหมู่บา้น (หอญู่) ท้งัเด็กและผใู้หญ่เช่นหา้มไปเล่นในหอดงักล่าว


บทที่ 10 ภาษา ภาษาของลเวือะจัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตร-เอเซียติคและได้รับอิทธิพลจากภาษาของพวกมอญเขมรด้วยจะมีลักษณะที่เป็ นเอกลักษณ์ที่เด่นชัดคือจะไม่มีเสียงระบบวรรณยุกต์ ภาษาของลเวือะมีแตกต่าง กันหลายกลุ่ม แต่แบ่งเป็ นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มวาวู ใช้พูดกันในหมู่ลเวือะเขตลุ่มแม่น้า ปิง เช่น บ้านบ่อหลวง อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มอังกา ใช้พูดกันในเขตตะวันตก เขตอ าเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความแตกต่างกนัของภาษาน้ีจะต่างกนัไปตามหมู่บา้นที่อยหู่ ่างกนัแต่สามารถเขา้ใจกนั ไดน้อกจากน้ียงันา คา ในภาษาไทยพ้ืนเมืองทางเหนือไปใชเ้ป็นจา นวนมาก เนื่องจากลเวือะมีชาติพนัธ์ที่มีความเจริญมาต้งัแต่สมยั โบราณ ดังจะเห็นได้จากการที่กษัตริย์ผู้ครองเมืองลเวือะวิลังกะเคยยกทัพท้ารพกับพระทางจามเทวีที่เมือง ล าพูน ความเจริญด้านภาษาที่ที่สามารถถ่ายทอดถึงทุกวนัน้ีคือการสร้างวรรณคดีไวเ้ป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ ที่สืบทอดมาต้งัแต่บรรพบุรุษถึงลูกหลานซึ่งชนเผ่าลเวือะเองเรียกว่า เรอ ซอม แล ซึ่งจะมีลักษณะเป็ นเกี่ยว กับกันทักทาย การเล่าเรื่องในอดีตเปรียบเทียบกับปัจจุบัน ธรรมชาติ การท ามาหากินผ่าน เรอ ซอม แล ฯลฯ ซึ่งหนุ่มสาวลเวือะในสมยัก่อนจะใชเ้รอ ซอม แลในการเกี่ยวพาราสีกันโต้ตอบกัน ชนเผ่าลเวือะเป็นชนเผา่ที่มีภาษาพูดเป็นของตวัเอง แต่สา หรับตวัหนงัสือที่ใชส้า หรับเขียนน้นัจะ ได้รับอิทธิผลจากมิชันนารีที่มาเผยแพร่ศาสนา ซึ่งจะมีการน าหลักค าสอนมาเผยแพร่โดยใช้ตัวเขียนแบบ ภาษาเขียนจากตวัหนงัสือตะวนัตกมาสอน แต่ต่อมาชนเผ่าลเวือะเริ่มมีการเรียนรู้ตวัเขียนแบบภาษาไทยมาก ข้ึนจึงไดม้ีการเขียนภาษาพูดโดยใชภ้าษาไทยเป็นแบบ ซ่ึงปัจจุบนัก็มีการใชถ้ึงปัจจุบนัน้ี ตัวหนังสือของชนเผ่าลเวือะ ตัวพยัญชนะ k อ่านว่า กอกะ kh อ่านว่า คอโคะ g อ่านว่า ฆอฆิ ng อ่านว่า งองอ c อ่านว่าจอจัก ch อ่านว่า ฉอฉา ny อ่านว่า ญอเญือะ t อ่านว่า ตอตะ th อ่านว่า ทอทอง d อ่านว่า ดอดัก n อ่านว่า นอนา p อ่านว่า ปอปัง ph อ่านว่า พอเพือ b อ่านว่า บอโบ่ง m อ่านว่า มอมะ y อ่านว่ายอเยือม r อ่านว่า ลอรืาฮ l อ่านว่าลอเลีจ v อ่านว่า วอวอม s อ่านว่า ซอซัง h อ่านว่า ฮอแฮ f อ่านว่า ฟอเฟื อะ j อ่านว่า ฌอไฌม ตัวสระ a อ่านว่า อา i อ่านว่า อี e อ่าน เอ x อ่านว่า แอ z อ่านว่า อื q อ่านว่า เออ u อ่านว่า อู o อ่านว่า โอ aw อ่านว่า ออ


สา หรับตวัเขียนที่ใชภ้าษาเขียนแบบภาษาไทยน้นัก็จะมีรูปแบบเหมือนการเขียนภาษาไทยแต่จะมี การอ่านออกเสียงเป็ นส าเนียงของภาษาลเวือะตัวอย่าง เช่น กอ กะ ปอน กะ ดัฮ ฮอยจ เญือะ เอะ กืา กอ ซ ปุย นึง เบรือม การนับ วัน เดือน ปี ของลเวือะ ลเวือะเป็ นชนเผ่าที่เก่าแก่ชนเผ่าหน่ึงในแถบเอเชียตะวนัออกเฉียงใต้แต่ไม่พบว่าลเวือะมีการรับเอา การนับ วัน เดือน ปี จากจีนเลย โดยเฉพาะในเรื่อง ระบบนักษัตร แต่ในทางอ้อมลเวือะรับเอาระบบการ นับเดือน ตลอดจนวันหยุดในรอบเดือนมาจากคนไทย ที่รับเอาวัฒนธรรมจากจีนมาใช้ผสมผสานกับพุทธ ศาสนา (ในกรณีวันหยุด) ส าหรับวันหยุดในรอบเดือนน้ันลเวือะในสมยัก่อนนิยมจะหยุดงานในวนัข้ึน 15 ค่า และวนัแรม 14ค่า หรือในครอบครัวใดได้ประกอบพิธีกรรมภายในบ้านคนในบา้นน้ันก็จะหยุดไป ทา งานกนัเอง แต่ส าหรับการหยุดงานในช่วงที่หมู่บา้นมีประเพณีเล้ียงผีต่าง ๆ ชาวลเวือะก็จะหยุดงานกัน ซ่ึงส่วนมากจะให้ผูน้า กา หนดวนัดงักล่าว หรือถา้มีเหตุการณ์เกิดข้ึนในชุมชน เช่นมีงานแต่งงาน งานข้ึน บา้นใหม่งานศพ เป็นตน้ชาวลเวือะก็จะหยุดช่วยกนั ในงานน้ัน ๆ จากการที่ลเวือะไม่มีระบบการนบัแบบ นักษัตรแต่ ลเวือะก็สามารถค านวณอายุของตัวเอง ตลอดจนเหตุการณ์ส าคญัๆ ที่เกิดข้ึนในชุมชนไดอ้ย่าง แม่นยา ท้งัน้ีเพราะลเวือะใชว้ิธีการจดจา บริเวณที่เคยทา ไร่แต่ละปีแต่ส าหรับวันดีวันไม่ดีน้นัชาวลเวือะจะ ไม่มีตายตัวแต่จะอยู่ที่ครอบครัวหรือเครือญาติก าหนดกันเองว่าครอบครัวไหนถูกชะตากับวันไหนและจะ เป็ นวิถีปฏิบัติของลูกหลานสืบต่อกันไป วัน ลเวือะเรียกวันว่า “ซะเงะ” มีรอบ 7 วัน เช่นเดียวกับรอบวันสากล สันนิฐานว่าจะรับเอาวัฒนธรรม ดา้นน้ีมาจากคนเมือง (สมยัใหม่) ที่รับเอาวฒันธรรมน้ีมาจากคนไทยภาคกลางอีกทอดหน่ึง รอบวนัท้งั7 วนัที่ลเวือะใชอ้ยใู่นปัจจุบนั 1 . วันติด (วันอาทิตย์) 2. วันจัน (วันจันทร์) 3. วันอังกัน (วันอังคาร) 4. วันปุด (วันพุธ) 5. วันพัด (วันพฤหัสบดี) 6. วันซุก (วันศุกร์) 7. วันซาว (วันเสาร์)


ปกติลเวือะจะให้ความส าคญัของขา้งข้ึน ขา้งแรม มากกว่าชื่อของวนั ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ (ส าหรับงานทวั่ๆ ไป) แต่ถา้เป็นงานเล้ียงผีหมู่บา้นส่วนมากจะใชว้นัองัคาร (องักนั ) ในการประกอบ พีธีกรรม เดือน เดือนหรือไคย้เคย้เคิของลเวือะที่ใชก้นัทุกวนัน้ีเป็นการรับวฒันธรรมมาจากไทยในภาคเหนือ อีก เช่นกัน โดยการล าดับเลขจากเดือนที่ 1 – 12 1. เคิ กล๊ะ ระหว่างเดือนสิงหาคม – เดือนกันยายน 2. เคิ บีตุ๊ ระหว่างเดือนกันยายน – เดือนตุลาคม 3. เคิ บีติง ระหว่างเดือนตุลาคม - เดือนพฤศจิกายน 4. เคิ ปาวน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – เดือนธันวาคม 5. เคิ พอน ระหว่างเดือนธันวาคม - เดือนมกราคม 6. เคิ แลฮ ระหว่างเดือนมกราคม – เดือนกุมภาพันธ์ 7. เคิ อาแลฮ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เดือนมีนาคม 8. เคิ ซเตะ ระหว่างเดือนมีนาคม - เดือนเมษายน 9. เคิ ซไตม์ ระหว่างเดือนเมษายน - เดือนพฤษภาคม 10. เคิ กาว ระหว่างเดือนพฤษภาคม – เดือนมิถุนายน 11. เคิ กาวเรอติระหว่างเดือนมิถุนายน - เดือนกรกฎาคม 12. เคิ ซาว ระหว่างเดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม ปี การนับปี ของลเวือะไม่ได้รับอิทธิพลของระบบปี นักกษัตรมาจากคนไทยที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีน แต่ ลเวือะก็ได้ประยุกต์เอาการเกษตรแบบจารีตประเพณี ที่มีการใช้ประโยชน์ในพ้ืนที่กินแห่งละ1 ฤดูกาล แลว้ทิ้งให้พกัตวัแลว้หมุนเวียนกลบัมาใชป้ระโยชน์อีกเมื่อดินมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอกบัการที่จะใช้ ประโยชน์ในการปลูกพืชหลัก คือข้าว พ้ืนที่ที่ถูกใช้ประโยชน์ในแต่ละปีซ่ึงเป็นพ้ืนที่ที่ใช้ประโยชน์ ร่วมกันของผู้ที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านทุกหลังคาเรือนจะถูกต้ังชื่อตามชื่อของล าห้วย ภูเขา สภาพพ้ืนที่ ลกัษณะของดิน เช่นเนึอมโกลงลา เนึอมโกลงโคะเนึอมโกลงเชียง เป็นตน้และชื่อของพ้ืนที่แต่ละแห่งถูก นา เอามาใชร้่วมกนักบัเหตุการณ์ส าคญัต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในชุมชนในครอบครัว เช่นปีที่คนในชุมชนถูกฟ้าผ่า ตาย สถานที่แห่งน้นัก็จะถูกต้งัชื่อตามคนที่ตาย เป็นตน้ซ่ึงเหตุการณ์ไดเ้กิดข้ึนในพ้ืนที่แปลงไหน และเวลา ได้ผ่านมาแลว้กี่รอบของการใช้พ้ืนที่แห่งน้ัน ๆ ก็สามารถคา นวณเวลาได้อย่างถูกตอ้ง หรือการเกิดของ


บุคคลทุกคนก็จะมีการจดจา ร่วมกบัชื่อของพ้ืนที่ทา กินที่ไดใ้ชป้ระโยชน์ในปีที่บุคคลผนู้้นัเกิดมาจากครรถ์ มารดา(* สาเหตุอีกประการหน่ึงที่ทา ให้คนในสมยัก่อนแจง้วนัเดือน ปีเกิดของลูกผิดพลาดเกิดจากทางการ ออกค่าปรับ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับจ าเป็ นต้องแจ้งวันเดือน ปี เกิดของลูกคลาดเคลื่อน เช่นบางทีมาแจ้งเกิด ของลูกพร้อมกนัท้งัหมดแจง้เป็นเกิดวนัเดียวกนัทุกคนเลย)


ผู้จัดท ำ : พรชัย ชมพนา ที่ปรึกษำ : คุณสว่าง แซ่ย้าง ผู้ประสานงานโครงการการศึกษาทางเลือกแบบมีส่วนร่วมเพื่อเด็ก และเยาวชนชนเผา่พ้ืนเมืองในประเทศไทย ผลิตโดย :โครงการการศึกษาทางเลือกแบบมีส่วนร่วมเพื่อเด็กและเยาวชนชนเผา่พ้ืนเมืองใน ประเทศไทย สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) 252 หมู่ 2 ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ โทรศัพท์ 0-5349-2544, 0-5339-8591


Click to View FlipBook Version