The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่าม้ง +

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-21 22:41:10

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่าม้ง +

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่าม้ง +

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่า ม้ง


เรื่องที่ ๑ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองม้ง ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายหยั่ว ถนอมรุ่งเรือง อายุ ๖๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน แม่สาใหม่ ที่อยู่เลขที่ ๑๔/๑ หมูที่ ๖ ตำบล โป่งแยง อำเภอ แม่ริม จังหวัด เชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์ นายพิทยา สกุลบุญญาธิการ วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Vauv sis nab (เว้า สี่ น๊า) ลูกเขยงู ๒. ประเภทของเรื่อง ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มีเอกสารประกอบ จำมาจากคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าให้ฟังเมื่อสมัยยังเด็ก อายุประมาณ ๕-๖ ปี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์. ยังไม่เห็นมีข้อมูลทางหนังสือ แต่เป็นเรื่องเล่ามาจากอดีตที่เป็นเรื่องจริง พอนาน ๆ ไปเลยกลายเป็น นิทาน เพราะถามมาจากคนเฒ่าคนแก่ที่เคยเล่าให้ฟังมา ๕. เชื้อสายที่สืบทอด จากพ่อและอา แต่ไม่แน่ใจก่อนหน้านั้นน่าจะเป็นปู่เล่าให้พ่อฟังอีกทีหรือเปล่าไม่รู้เหมือนกัน คงเล่า เป็นทอด ๆ มาเรื่อย ๆ ๖. เนื้อเรื่อง สมัยเมื่อก่อนมีสามี ภารยา คู่หนึ่ง ได้แต่งงานอยู่ด้วยกัน อยู่มาวันหนึ่งอยู่ ๆ ภรรยาก็ปวดที่นิ้วแล้ว ๒ สามี ภารยาจึงได้ไปหาเทวดา เทวดาจึงได้บอกว่า ถ้าหากวันหนึ่งตรงเท้าที่เจ็บนี้มีกบออกมาก็ห้ามตีหรืองู ออกมาก็ห้ามตีเช่นกันแล้วจะมาเป็นลูกของเขาทั้ง ๒ คน เพราะเขาทั้ง ๒ คน ไม่มีลูกเลย จน กระทั่งอยู่มาวัน หนึ่งที่บริเวณแผลที่เจ็บนั้นได้แตกออกมาเป็นงู ๑ ตัว ด้วยความที่เขาเจ็บแผลและโมโหมากจึงลืมสิ่งที่เทวดา บอกให้จนหมดและได้เอาไม้ไล่ทุบตีงูตัวนั้นจนงูนั้นจึงคลานหนีตามรูผนังบ้านออกไป เวลาผ่านไปได้หลายวันงู ตัวนั้นก็เห็นน้า(น้องชายของแม่)ของเขามาเดินดูทุ่งนาและได้พูดออกมาว่า “ก้อนหินก้อนใหญ่มากขนาดนี้หาก ใครสามารถยกมันออกไปได้ จะยกลูกสาวทั้ง ๒ ให้ ” พองูตัวนั้นได้ยินเลยทักกลับและได้ถามว่าที่พูดออกมา นั้นจริงหรือโกหก น้าของงูจึงบอกว่าจริง ๆ แล้วถามกลับไปว่าเสียงที่พูดออกมานั้นเป็นใคร งูจึงออกมาให้น้า


ของเขาเห็นและถูกดูถูกว่าเป็นแค่งูแล้วจะยกก้อนหินก้อนโตขนาดนี้ได้อย่างไร งูจึงบอกไปว่าให้น้ากลับบ้านไป ก่อนแล้วจะยกออกให้ พอน้าของงูกลับไปแล้วงูตัวนั้นจึงได้ยกก้อนหินก้อนนั้นออกไปจริง ๆ เช้าวันใหม่น้าของ เขามาเห็นและทำท่าทีไม่ยอมมอบลูกสาวให้กับงูดังที่พูดเอาไว้ งูจึงได้ยกก้อนหินกลับมาอยู่ที่เดิมเหมือนเดิม น้าของเขาเลยขอให้ยกอีกรอบเขาจึงยกออกไปให้อีกครั้งแต่น้าเขาก็บอกเช่นเดิมว่าจะไม่ยกลูกสาวให้กับงู เด็ดขาด ทำให้งูน้อยใจมากจึงได้ยกก้อนหินกลับอยู่ที่เดิมและคราวนี้น้าของเขาขอยังไงเขาก็ไม่ยอมยกก้อนหิน ออกไปให้อีกเลยจนน้าของเขายื่นคำขาดเลยว่า หากครั้งนี้ไม่ยอมยกลูกสาวให้จริง ๆ จะไม่ขอเป็นน้าของงูอีก แน่นอน ทำให้งูตัวนั้นยอมยกก้อนหินออกให้ในที่สุด และก็ได้พากันกลับไปที่บ้านของน้าของงู พอไปถึงน้าของงู ก็เรียกลูกสาวทั้ง ๒ มาเปิดประตูโดยบอกว่าได้พาลูกเขยมาให้ ๒ คน พอลูกสาวทั้ง ๒ ได้ยินเช่นนั้นก็แย่งกันมา เปิดประตูเพราะต่างก็อยากมีสามีแต่พอมาถึงประตูแล้วมองออกมาเห็นเป็นแค่งู จึงได้ถอยหลังกลับไม่ยอมเปิด ประตู จนผู้พ่อจึงได้บอกให้ลูกสาวคนเล็กเป็นคนเปิดประตูให้ พอลูกสาวคนเล็กมาเปิดประตู้ให้จึงได้ยกลูกสาว คนเล็กให้แต่งงานกับงูลูกสาวคนเล็กร้องให้มากเมื่อตนเองที่เป็นคนต้องมาแต่งงานกับงู พ่อจึงออกอุบายให้ว่า เดี๋ยวคืนนั้นจะช่วยกันมาจัดการงูตัวนั้น แต่พอระหว่างที่งูกับลูกสาวคนเล็กนอนหลับด้วยกันนั้น พ่อ แม่และ พี่สาวเขาเข้ามาเพื่อจะจัดการงูตัวนั้นกลับเห็นแค่ลูกสาวคนเล็กนอนหลับกับหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่งไม่ใช่งู พวก เขาจึงไม่ได้จัดการงู พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ร้องให้ฟูมฟายเช่นเดิมและได้ถามบอกพ่อว่าไหนจะจัดการให้ พออยู่มาได้ ๓ วันจึงได้ให้ลูกสาวคนเล็กและงูกลับบ้านของงูและให้ลูกสาวคนเล็กขี่ม้าไปพร้อมให้ค้อน กับลูกสาวคนเล็ก นำไปด้วยโดยออกอุบายว่าให้ไปถึงกลางทางก็หาโอกาสทุบงูให้ตายแล้วกลับมาบ้าน งูและลูกสาวคนเล็กจึงได้ ออกเดินทางกลับบ้านกันระหว่างทางนั้นลูกสาวคนเล็กก็หาโอกาสเพื่อจะทุบงูให้ตายอยู่ ๓ ครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ โดยที่งูก็รู้ว่าลูกสาวคนเล็กจะทุบเขาให้ตายและพอไปถึงยังลำธาร งูจึงบอกลูกสาวคนเล็กว่าขอไปอาบน้ำ ระหว่างนั้นจะมีฟองน้ำหลาย ๆ สีทั้ง แดง เขียว เหลือง ต่าง ๆ มากมายไหลตามน้ำมาก็อย่าเอามือไปสัมผัส เป็นอันขาดแต่ถ้าเห็นฟองสีขาวไหลลงมาถึงเอามือไปสัมผัสได้ งูไปได้สักพักก็มีหนุ่มรูปงามคนหนึ่งผ่านมาและ เห็นว่ากำลังร้องให้จึงได้ถามและชักชวนให้ลูกสาวคนเล็กให้กลับบ้านด้วยกัน แต่ลูกสาวคนเล็กบอกว่าเขาถูกยก ให้แต่งงานกับงูและงูไปยังต้นน้ำยังกลับไม่ได้ เขาต้องรอสามีของเขา หนุ่มรูปงามจึงบอกไปว่า เป็นแค่งูจะไป แต่งงานด้วยทำไมเราเป็นคนนะและได้ชักชวนลูกสาวคนเล็กอีกครั้งแต่ก็ไม่ได้ผลเหมือนเดิมเพราะลูกสาวคน เล็กไม่ยอมไปด้วย (หนุ่มคนนี้เป็นวิญญาณของงูเพื่อมาทดสอบลูกสาวคนเล็ก) พอหนุ่มรูปงามนั้นผ่านไป ลูก สาวคนเล็กก็ได้เห็นฟองน้ำหลากหลายสีมากมายไหลมาจริง ๆ อย่างที่งูบอกเอาไว้และเขาก็เชื่อฟังตามที่งูบอก เอาไว้ด้วยจึงไม่เอานิ้วมือไปสัมผัสเลยจนกระทั่งเห็นฟองสีขาว ๆ ไหลลงมา จึงได้เอานิ้วมือไปสัมผัสแล้วได้ แหวนมา ๑ วง ลูกสาวคนเล็กจึงคิดในใจว่าทำไมไม่ลองสัมผัสดูสีที่ไหลลงมาเมื่อกี้ว่าจะได้อะไร เวลานั้นก็เห็น ฟองน้ำสีเขียวไหลลงมาจึงเอานิ้วมือไปสัมผัสและก็มีเสียงพูดออกมาว่า “ฉันเอง(หมายถึงงู) ลูกสาวคนเล็กไม่ เชื่อ หนุ่มรูปหล่อที่มาจากฟองน้ำสีเขียวนั้นจึงได้ยกแขนให้ดูแล้วบอกว่าใช่เขาจริง ๆ ให้ลองดูที่รักแร้ของเขาดู


ลูกสาวคนเล็กจึงดูแล้วเห็นยังมีเกร็ดงูที่ยังลอกไม่หมดติดอยู่จริง ๆ ด้วย จึงเชื่อว่าเป็นสามีของเขาจริง ๆ และ ทั้ง ๒ จึงออกเดินทางกลับบ้าน พอไปถึงบ้านหนุ่มงูจึงได้เรียกพ่อกับแม่ให้มาเปิดประตู แต่พ่อกับแม่เขาบอกว่า ไม่รู้จักทั้ง ๒ เพราะเขาไม่มีลูกเลย คงจะมาผิดบ้านแล้ว หนุ่มงูจึงบอกไปว่าให้นึกดูดี ๆ ว่าเมื่อก่อนเคยมีงู ออกมาจากเท้าของพ่อกับแม่ นั่นแหละคือเขาเอง พอพ่อกับแม่ของหนุ่มงูได้ยินเช่นนั้นจึงจำได้ว่าเทวดาเคย บอกเอาไว้อย่างนั้น จึงได้มาเปิดประตูและเรียกเข้าบ้านพร้อมทำพิธีเรียกขวัญกลับบ้านเรียบร้อย หนุ่มงูและ ภารยามาอยู่บ้านได้สักระยะจึงพากันกลับไปเยี่ยมพ่อตาแม่ยายและพอไปถึงนั้น ลูกสาวคนโตเห็นหนุ่มงูก็หลง รักมากมายและพยายามหาวิธีแย่งมาเป็นของตน หลังจากที่ไปถึงบ้านพ่อตาแม่ยายนั้น น้า ๆ ได้ชวนหนุ่มงูไป เดินเล่นที่ทุ่ง ซึ่งตอนนั้นหนุ่มงูและลูกสาวคนเล็กก็ได้มีลูกน้อยติดมาคนหนึ่งแล้วด้วย ระหว่างที่หนุ่มงูไปเดิน เล่นกับน้า ๆ นั้นลูกสาวคนโตได้วางแผนและพาภารยาของหนุ่มงูไปดูยุ้งฉางและบอกว่าหลังจากที่น้องสาวได้ แต่งงานออกไปแล้วนั้น พวกเขาได้ปลูกข้าวฝ่าง( Qib )ได้จำนวนมากจึงพาไปดูพร้อมออกอุบายให้น้องสาว ตัวเองปีนบันไดขึ้นไปดูและได้เตะขาบันไดทำให้ตกลงไปในฉางข้าวฝ่าง Qib ภารยาของงูยิ่งดิ้นก็ยิ่งโดนดูดไป เรื่อย ๆ ระหว่างที่หนุ่มงูกำลังเดินเล่นร่วมกับ น้า ๆ ก็มีหยดฝนตกลงตรงฝ่ามือของเขาพอดี เขารู้ทันทีว่าเกิด เรื่องไม่ดีแน่ ๆ จึงได้ขอกลับมาที่บ้านและเห็นลูกของตัวเองร้องห่มร้องให้อยู่ในอ้อมกอดของลูกสาวคนโตแต่ ตนเองไม่รู้ว่าเป็นลูกสาวคนโตและก็ร้องไม่ยอมหยุดจึงได้ถามไปว่าทำไมลูกร้องให้ขนาดนั้นถึงไม่ยอมป้อนนมให้ ลูกและเห็นว่าลูกร้องให้ไปชี้มือไปที่ยุ้งฉางตลอดเวลา หนุ่มงูจึงคว้าลูกตัวเองขึ้นมาอุ้มแล้วเดินไปที่ยุ้งฉางจึงเห็น ภารยาโดนข้าวฝ่าง( Qib) ดูดจนเกือบจะหายไปหมดแล้วเหลือแค่ขอบตาและเส้นผมที่โผล่ออกมาเท่านั้น หนุ่ม งูจึงขอพ่อตางัดใต้ถุนยุ้งฉางเพื่อให้ (ข้าวฝ่าง)Qib ไหลออกจะได้ช่วยภารยาตัวเองได้ พ่อตาก็ยอมให้และหนุ่มงู จึงงัดเอาแผ่นไม้ออก ข้าวฝ่าง(Qib) ได้ไหลออกมาหมด ภารยาของเขาจึงรอดออกมาได้และได้ต่อว่าพี่สาว ตัวเองว่า ทีเมื่อก่อนพ่อให้มาเปิดประตูแล้วเห็นเป็นงูนั้นไม่ยอมออกมาเปิดเลย รังเกียจงูมากแต่พอเดี๋ยวนี้ตน เอาไปเลี้ยงดูและกลายเป็นคนหนุ่มรูปงามขึ้นมานั้นก็จะมาแย่ง ถ้าอยากได้ก็ไปหาเอาเองตามป่าตามห้วย ได้ตัว เท่าไหร่ก็เอามาเลี้ยงเองแล้วกัน หลังจากหนุ่มงูช่วยภารยาออกมาได้จึงบอกกับพ่อตาว่าไม่อยู่แล้วมาเที่ยวครั้งนี้ ไม่สนุกและไม่มีความสุขเลยขอกลับบ้าน ระหว่างทางที่พ่อตาแม่ยายและน้า ๆ ไปส่งหนุ่มงูและภารยาเสร็จ ลูก สาวคนโตก็ไม่ได้มาด้วยกับพวกเขาแต่กลับไปพลิกก้อนหินน้อยใหญ่ตามป่าตามห้วยเหมือนที่น้องสาวบอกจน ได้พบกับงูจงอาง ๑ ตัวจึงได้พามาใส่ไว้ในโอ่งมังกรและเลี้ยงดูอย่างดี คอยจับไก่จับหมูให้กินตลอดเวลา จนไก่ หมูเริ่มหายไป ทุก ๆ คนจึงถามลูกสาวคนโตว่า อยู่บ้านคนเดียวทำไมหมู ไก่หายหมด รู้ไหมว่าหายไหน ลูกสาว คนโตก็บอกว่าไม่รู้ เพราะไม่ได้สนใจ เขาก็อยู่บ้านอย่างเดียว วันนั้นก่อนที่ทุกคนจะไปไร่ไปสวนจึงบอกกับลูก สาวคนโตให้ต้มถั่วบดรอแล้วตอนเย็นจะกลับมาทาน พอใกล้เย็นลูกสาวคนโตก็ได้ต้มถั่วไว้และเดินเข้าไปหางูที่ จับเอามาเลี้ยงไว้แล้วพูดกับงูว่าเขาคิดถึงงูตัวนั้นมากเมื่อไหร่จะกลายร่างมาเป็นคนเสียที พูดจบก็ยื่นนมตัวเอง ไปให้งูและงูก็กัดเข้าที่นมจนล้มลงตายอยู่กลางลานบ้าน


ตอนเย็นทุกคนกลับมาบ้านก็ได้ยินเสียงหมู หมา กาไก่ส่งเสียงร้องมากมายด้วยความหิว จึงบ่น ๆ กัน ว่าลูกสาวคนโตหายไปไหนจึงไม่ยอมให้อาหารหมู หมา กา ไก่ เลยและพอเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าลูกสาวคนโต เป็นศพนอนตายตัวแข็งแล้วแต่ทุกคนก็ไม่รู้สาเหตุว่าเป็นอะไร และก็ได้ยินเสียงงูส่งเสียงออกมาจึงช่วยกันตาม หา ร้องครั้งแรก ครั้งที่ ๒ ก็ยังหาไม่เจอพอครั้งที่ ๓ ด้วยความหิวงูจึงส่งเสียงดังกว่าปกติทำให้ทุกคนหางูเจอ พบว่าเป็นงูจงอางตัวใหญ่มากถูกเลี้ยงเอาไว้ในโอ่งอย่างดี จึงรู้ว่าลูกสาวคนโตตายเพราะอะไรและพากันต้ม น้ำมันร้อน ๆ และเอามาเทใส่งูตัวนั้นจนมันดิ้นสุดชีวิตทำโอ่งแตกและมันก็ท้องแตกตาย เห็นหมู หมา กา ไก่ ออกมาจากท้องงูมากมาย ทุกคนจึงรู้ว่าที่หมู หมา กา ไก่ หายไปหมดเพราะลูกสาวคนโตเอามาเลี้ยงงูตัวนั้นเอง ด้วยความที่หวังว่าจะได้สามีรูปงามเหมือนลูกสาวคนเล็ก หลังจากนั้นเขาจึงเอาทั้ง ๒ ฝังด้วยกันที่นั่น ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ใช้การโบกไม้โบกมือ น้ำเสียงสูง ต่ำตามจังหวะและบางช่วงของเรื่อง ๙. โอกาสที่เล่า เล่าก่อนนอนหลังทานอาหารเย็นเสร็จและเวลาว่าง ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อห้ามเพราะเล่าให้ฟังก่อนนอนและเวลาว่าง ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าอยากได้ของคนอื่น อย่าทำไม่ดีให้คนอื่นและอย่าไปแย่งของคนอื่น ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ไม่มี ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า • ปัจจุบันน่าจะไม่มีแล้ว คนอื่น ๆ ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีใครรู้จักอีกมั้ย • เหลือแต่ผู้ช่วยหยั่ว ถนอมรุ่งเรือง/พี่ชาย/น้องชาย แต่ผู้ช่วยฯน่าจะเป็นคนเดียวที่จดจำ เรื่องราวได้ดีกว่าอีกสองท่าน • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ • ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อ เพราะพ่อชอบเล่านิทานก่อนนอนให้ฟังเสมอ บางเรื่องก็จำไม่ได้ แล้ว บางเรื่องก็จำได้คร่าว ๆ แต่เล่าได้ไม่ประติดประต่อแล้ว


• ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ตั้งใจอยากให้คนรุ่นหลังฟัง เพื่อเป็นการถ่ายทอดให้รุ่นหลังได้เล่าต่อและไม่สูรหาย แต่ก็จำไม่ ค่อยได้แล้วเพราะไม่มีเอกสารประกอบและเพราะฟังมาสมัยเด็ก ๆ แล้วเลยจำไม่ค่อยได้


เรื่องที่ ๒ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองม้ง ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายหยั่ว ถนอมรุ่งเรือง อายุ ๖๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน แม่สาใหม่ ที่อยู่เลขที่ ๑๔/๑ หมูที่ ๖ ตำบล โป่งแยง อำเภอ แม่ริม จังหวัด เชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์ นายพิทยา สกุลบุญญาธิการ วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Zab Dag ( ย๊า ด่า ) คนขี้โกหก ๒. ประเภทของเรื่อง ตลกเชิงไหวพริบ การแก้ปัญหา ๓. เอกสารประกอบ • ไม่มีเอกสารประกอบ จำมาจากคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าให้ฟังเมื่อสมัยยังเด็ก ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์. ยังไม่เห็นมีข้อมูลทางหนังสือ แต่เป็นเรื่องเล่ามาจากคนเฒ่าคนแก่แต่มีการดัดแปลงเรื่องราว เพื่อความตลกให้เด็ก ๆ หัวเราะชอบใจเลยจำได้ง่ายและเอามาเล่าต่ออีกที ๕. เชื้อสายที่สืบทอด • จากพี่ชายของพ่อ แต่มีการดัดแปลงไปจากเรื่องบ้าง ๖. เนื้อเรื่อง นายย๊าด่า เป็นคนที่ชอบโกหก อยู่มาวันหนึ่งเขาได้ไปขุดมันฝรั่ง ๔ หัว จึงไปปิ้งได้สุกเพื่อรับประทาน แล้วมาเจอเสือจึงพูดกับเสือว่า “เสือ เรามาเฉือนอันฑะมาปิ้งกินกันไหม” เสือเลยพูดว่า “ไม่เอาดีกว่า กลัวเจ็บ นายย๊าด่าเลยบอกว่า “ไม่เจ็บหรอกถ้าไม่เชื่อเดี๋ยวเฉือนของฉันมาให้เรากินหมดก่อนแล้วค่อยเฉือนของเธอ นายย๊าด่าเลยแกล้งทำเป็นเฉือนอันฑะตัวเองออกมา แต่แท้ที่จริง นายย๊าด่าเอามันฝรั่งที่เตรีมออกมานั่นเอง “โอ้วว ได้มาหนึ่งลูก ละเจ็บมากเลย” “โอ้วว อันที่สอง มาแบ่งกันคนละลูกนะ” นายย๊าดาและเสือ จึงเอามา ปิ้งกินด้วยกันจนหมด นายย๊าด่าเลยพูดกับเสือว่า “เร็วๆสิฉันเฉือนของฉันมาให้กินแล้วฉันก็เจ็บเหมือนกันนะ ถึงทีเธอเฉือนละ” “อ้าว เห็นเหมือนเธอก็เจ็บมากเลยนี่เลยนี่”เสือพูด “ไม่ ไม่เจ็บเลย แค่คัน ๆ ผิวเท่านั้นเอง” นายย๊าด่าพูด เสือก็เลยยอมยกขาให้ เฉือนอันทะ นายย๊า ด่าก็เฉือน ๆ เสือทั้งเจ็บทั้งส่งเสียงร้องจนกระทั่ง นายย๊าด่า เฉือนเสร็จและเอามาปิ้งและเรียกเสือมานั่งกินด้วยกัน นาย


ย๊าด่าใส่เสื้อผ้าขาด ๆ และจังหวะที่นายย๊าด่ากำลังปีนขึ้นนั้น เสือก็เหลือบเห็น อันฑะของ นายย๊าด่ายังอยู่ครบ เสือจึงพูดว่า “โค๊วว เธอหลอกฉันนี่ อันฑะของเธอยังอยู่ครบฉันจะกัดเธอกินเป็นอาหาร”“ได้ ถ้าเธอจะกัดฉัน กินเป็นอาหารละก็ เธอขยับอีกนิดสิ ถ้าไม่ขยับฉันก็ไม่ลงมา” เสือเลยขยับออกไปอีก“ขยับอีก ยังใกล้ไปฉันไม่ ลงมานะ” เสือก็ขยับออกไปอีกเรื่อย ๆ จน นายย๊าด่าเห็นว่าไกลมากพอแล้ว เลยกระโดดลงมาและหนีไป เสือก็ เลยตามไป นายย๊าด่าวิ่งไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังผ่าฟืนอยู่ระหว่างทาง“ตา ๆ ๆ มาเรามาแลกเสื้อผ้ากันใส่ เร็ว เดี๋ยวเสือจะมากัดท่านกินเป็นอาหารนะ ชายผู้นั้นจึงยอมเปลี่ยนเสื้อผ้าและใส่ของชุดของนายย๊าด่าและ ผู้ชายคนนั้นเลยหนีไป ส่วน นายย๊าด่าก็ผ่าฟืนแทน เสือเดินกระเผก ๆ มา“สหาย ท่านอยู่ที่นี่ท่านเห็น นายย๊า ด่าผ่านมาทางนี้ไหม”“เอ๊ๆๆๆ ไม่เห็นนะ แล้ว นายย๊าด่าไปทำไรให้“ชาติชั่ว ย๊า ด่า หลอกเฉือนอันฑะฉันไปปิ้ง กิน ฉันเลยตามกัดมันกินเป็นอาหาร”“อ๋อ ตรงไหนให้ฉันดูได้ไหม” เสือเลยอ้าขาขึ้นให้ดู นายย๊าด่า จึงเอา ขวานฟาดเข้าเต็ม ๆ ที่ระหว่างขาของเสือ เสือทั้งเจ็บทั้งร้อง ส่วนนายย๊าด่าก็หนีไปอีก ได้สักพักเสือเริ่มดีขึ้นจึง ลุกขึ้นตาม ต่อเช่นเดิม นาย ย๊าด่าไปเจอผู้ชายอีกคนกำลังขุดนาอยู่เลยพูดว่า“ตา ๆ ๆเร็ว ๆ เรามาเปลี่ยนชุด กันใส่เร็ว เดี๋ยวเสือมาเสือจะกัดท่านนะ” เลยเปลี่ยนเสื้อผ้ากันและชายคนนั้นก็วิ่งหนีไป พอเสือตามมาเจอนาย ย๊าด่าที่ปลอมตัวเป็นชายอีกคนเสือจึงทักไปว่า“ท่านเห็นนายย๊าด่า ผ่านมาทางนี้ไหม” “ ฉันไม่เจอเลยนะ นาย ย๊าด่า ทำอะไรท่านเหรอ” “ชาติชั่ว ย๊าด่า หลอกเฉือนอันฑะฉันไปปิ้งกิน ฉันเลยตามกัดมันกินเป็นอาหาร” “ฉันขอดูได้ไหม” เสือเลยอ้าขาขึ้นให้ดู นายย๊ะด่า จึงเอาจอบฟาดเข้าเต็ม ๆ ที่ระหว่างขาของเสืออีก เสือทั้ง เจ็บทั้งร้อง ส่วนนายย๊าด่าก็หนีไปได้สักพักเสือเริ่มดีขึ้นจึงลุกขึ้นตาม ต่อ ระหว่างทาง นายย๊าด่า ก็ไปเจอผู้ชาย อีกคนเหมือนเดิม นายย๊าด่าเลยบอกกับเขาและสลับชุดกันใส่และ นายย๊าด่า กำลังทำที่ใส่อาหารหมูอันใหญ่ ๆ พอจะใส่เสือได้หนึ่งตัวเลย กระทั่งเสือมาถึง เสือจึงพูดว่า“ท่านเห็น นายย๊า ด่าผ่านมาทางนี้ไหม”“อ๊าๆๆๆ ก็ไม่ เห็นผ่านมานี่”“ชาติชั่วย๊า ด่า หลอกเฉือนอันฑะฉันไปปิ้งกินฉันเลยจะกัดกินเป็นอาหารหน่อย น่าน้อยใจมาก เลยหลอกกันได้สงสัยฉันคงตามไม่ทันแล้ว ขอนั่งคุยด้วยที่นี่นะแล้วท่านกำลังทำอะไรอยู่”“พอดีพ่อฉันเพิ่งเสีย ฉันเลยมาทำโรงศพเอาไปใส่ศพพ่อ พ่อฉันตัวพอ ๆ กับท่านเลยนะ สูงเท่ากันเลย ท่านอยู่ด้วยกันที่นี่แล้วจะให้ ท่านลองเข้าไปอยู่ข้างในและถ้าตรงไหนยังเป็นรูมีแสงเข้าท่านก็บอกแล้วฉันจะได้ซ่อมแซมให้ดี ๆ จนกว่ามันจะ มืดมิดแล้วท่านค่อยออกมาละกัน”แล้วเสือก็เข้าไปอยู่ข้างใน ตรงไหนแสงสว่างเข้าถึงก็บอกจนกระทั่งปิดได้มิด เลย นายย๊าด่าเลยถามอีกว่า“มีตรงไหนยังมีแสงสว่างเข้าไปอีกไหม”“ไม่เห็นมีแล้ว มืดไปหมดเลย”เสือตอบ ออกมา“อื่ม เธอรู้ไหมว่าฉันคือใคร ฉันก็คือนายย๊าด่าไง วันนี้เธอได้ตายตรงนี้แน่ ๆ ”เสือได้ยินเช่นนั้นจึงส่ง เสียงร้องและขอ ให้ปล่อย นายย๊าด่า ก็ไม่ยอมปล่อยเสืออกมา“ฉันจะนำเธอไปกลิ้งลงดอย นายย๊าด่าแบกเสือ ไปแล้วปล่อยกลิ้งลงไปติดตามเถาวัลย์แล้วก็มีกระรอก 1 ตัวผ่านมาตามเถาวัลย์นั้น เสือเลยพูดว่า “ช่วยเจาะรูให้ฉัน 1 รูสิ เดี๋ยวจะช่วยแต่งกายให้”“จริงเหรอท่าน โกหกหรือเปล่า” กระรอกพูด แล้วเจ้า กระรอกก็เอาปากกัด เอาฟันเจาะ ๆ ๆ จนเป็นรูพอที่จะสามารถมองเห็นด้วยตา เสือเลยพูดว่า


“หันหลังมาสิ” กระรอกเลยหันหลังมาให้ เสือเลยเอาเล็บขุดลงไปที่หลังของกระรอก ปัจจุบันนี้กระรอกเลยมี แถบลายที่ด้านหลัง ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ใช้การโบกไม้โบกมือ น้ำเสียงสูง ต่ำตามจังหวะของเรื่อง ๙. โอกาสที่เล่า เล่าก่อนนอนหลังทานอาหารเย็นเสร็จและเวลาว่าง ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อห้ามเพราะเป็นนิทานตลก ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าไม่ควรแกล้งคนอื่นและเอาเปรียบคนอื่นแม้นิทานจะมีไหวพริบ(ตัวละคร)การ แก้ไขปัญหาและการเอาตัวรอดแต่ชีวิตจริงไม่ได้เป็นเหมือนในนิทาน ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ไม่มี ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีเยอะ แต่ไม่รู้ว่ามีใครอยู่ที่ไหนบ้าง นิทานเรื่องนี้มีหลายตอนมาก คนที่เล่าได้อาจจะเล่า คนละตอน • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดมาจากพี่ชายของพ่อ เพราะชอบเล่านิทานกล่อมลูก ๆ หลาน ๆ ให้ หลับสมัยเด็ก ๆ แล้ว • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ตั้งใจอยากให้คนรุ่นหลังฟัง เพื่อเป็นการถ่ายทอดให้รุ่นหลังได้เล่าต่อและไม่สูรหายและ ถ้าดีก็มีการจดบันทึกเอาไว้อย่างนี้จะดีมาก ๆ เอาไว้เล่าให้ฟังในบางเวลาและบางโอกาส


เรื่องที่ ๓ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองม้ง ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายสัชฌุกร มองช่อบิดร อายุ ๖๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน แม่สาใหม่ ที่อยู่เลขที่ ๑๔/๑ หมูที่ ๖ ตำบล โป่งแยง อำเภอ แม่ริม จังหวัด เชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์ นายทัศพล มองช่อบิดร วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Txhob khuj luag noj tsam tau kev ploj ๒. ประเภทของเรื่อง ฉลาดแกมโกง ๓. เอกสารประกอบ ไม่มีเอกสารประกอบ ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์. ไม่มีแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด เป็นนิทานที่รู้กันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง สมัยเมื่อก่อนมีอยู่หมู่บ้านหนึ่งใหญ่มาก ๆ มีคนอยู่เยอะและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข มีทั้งคนรวย คนจนปะปนกันในหมู่บ้านนี้สมัยนั้นผู้คนจะเอาอะไรนั้นไม่มีข้อบังคับหรือว่ากฎหมายใด ๆ เลย อยากได้อะไรก็ ใช้อิทธิพลขุดรีดคนอ่อนแอกว่า และมี ๒ พ่อลูกที่ยากจนอยู่ในหมู่บ้านนั้น ลูกชายอายุประมาณ ๗-๘ ปีเท่านั้น ส่วนพ่ออายุเยอะแล้ว แม่เขาเสียไปแล้วจึงเหลือแค่ ๒ พ่อลูก ด้วย วันหนึ่ง Seev laus(เสง เหล่า) ได้เดิน สำรวจหมู่บ้านตั้งแต่เหนือหมู่บ้านยันท้ายหมู่บ้าน ไปถึงบ้านของ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) ที่ยากจนนั้นแต่ กลับพบว่า ๒ คนนั้นเลี้ยงหมูไว้ตัวหนึ่งอ้วนท้วมสมบูรณ์มาก เลยอยากกินหมูตัวนั้นขึ้นมา เพราะคิดว่าถ้าได้กิน คงจะอร่อยน่าดู จึงคิดหาอุบายจะเอาหมูตัวนั้นมาเป็นของตน พอ Seev laus(เสง เหล่า)กลับมาถึงบ้านจึงได้ บอกให้พวกทาสบริวารให้ไปเรียก Tim xyob (ตี่ ซ๊อง)และไปเรียก ๒ พ่อลูกให้ไปหา Seev laus(เสง เหล่า) ที่ บ้าน พวกทาสบริวารของ Seev laus(เสง เหล่า) ไปถึงบ้านของ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) เลยบอกว่าให้คืน นี้ไปหา Seev laus(เสง เหล่า) แล้ว yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว)ก็รับปากและบอกไปว่ารอทานข้าวเย็นเสร็จจะ ไปหา แต่ลูกชายได้หลับไปแล้วทำให้ผู้พ่อจึงไปคนเดียว Seev laus(เสง เหล่า) เลยบอกว่า“คืนนี้ท่านมาก็ดี


แล้ว ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ให้ทุกคนเป็นพยาน คืนนี้จะมาทายปริศนากัน ถ้าหากว่า yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) รู้ก็ดีไปแต่ถ้าไม่รู้ พวกเราจะไป ฆ่าหมูที่อยู่ที่บ้านของ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) มากินกัน” พอ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) ได้ยินแบบนั้นก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อ ได้แต่บอกว่า “ได้ งั้นมีอะไรก็พูดมาเลย” Seev laus(เสง เหล่า) เริ่มว่า “มี Rhawv (เตร๋อ) น้ำอยู่ ๑ อัน ไม่รู้ว่าใหญ่หรือว่าเล็ก แต่ว่ามีเป็ดคู่ ๑ อยู่ข้างใน ว่าย น้ำ ๓ วันไม่พ้นRhawv (เตร๋อ) น้ำ ได้เลย ท่านรู้มั้ยว่าคืออะไร yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) ถ้าหากว่าท่านไม่รู้ เราก็จะเอาหมูที่บ้านท่านมาฆ่าให้เรากิน” yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) นั่งคิด ๆ แต่ก็คิดไม่ออกว่าจะตอบไป อย่างไรจึงบอกไปว่า “ขอโทษด้วย คืนนี้ฉันยังไม่ขอตอบพวกท่าน ฉันขอเอาไปคิดก่อนแล้วพรุ่งนี้จะมาตอบ พวกท่าน” “เอาตามนั้นก็ได้ พวกท่านทุกคน(Tim xyob (ตี่ ซ๊อง)) ทุกคนช่วยฟังและเป็นพยาน ถ้าพรุ่งนี้กินมื้อเช้าเสร็จ แล้ว yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) ไม่มาตามนัด พวกเราก็จะไปฆ่าหมูของเขากินกันได้เลย ถ้าอย่างนั้นคืนนี้พวก เราก็มาคุยกันเท่านี้ก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาว่ากัน” พรุ่งนี้เช้า yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) ตื่นมาก่อไฟแบบคน ใจลอยทำอะไรก็เชื่องช้ากว่าปกติ ทำนี่ลืมนั่น ทำนั่นลืมนี่ ลูกชายเห็นเป็นเช่นนั้นเลยถามพ่อว่าเมื่อคืนไปคุย อะไรกับ Seev laus(เสง เหล่า) มา yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว)เลยบอกลูกชายไปว่าก็ไม่มีอะไรมากหรอก เมื่อ คืนไปคุยกับ Seev laus(เสง เหล่า) ๆ บอกว่ามีมี Rhawv (เตร๋อ) น้ำอยู่ ๑ อัน ใหญ่มาก มีเป็ดคู่ ๑ อยู่ข้างใน ว่ายน้ำ ๓ วันไม่พ้นRhawv (เตร๋อ) น้ำ ได้เลยถ้าพ่อตอบได้ก็รอดไปถ้าตอบไม่ได้ Seev laus(เสง เหล่า) จะมา ฆ่าหมูของเรากินกัน ลูกชายเลยบอกพ่อไม่ต้องเป็นห่วงให้ไปทำไร่ทำสวนได้ตามสบาย เดี๋ยวจะจัดการให้เอง พ่อคิด ๆ ก็เลยกินข้าวเสร็จก็ออกไปทำไร่ทำสวนตามที่ลูกบอก ส่วนลูกชายก็อยู่รอที่บ้าน Seev laus(เสง เหล่า)เห็นว่าใกล้เที่ยงแล้วไม่เห็น yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) มาจึง พากันไปที่บ้าน yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) เตรียมพร้อมทุก ๆ อย่างเพื่อจะไปฆ่าหมูกินกัน พอไปถึงบ้านของ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) Seev laus(เสง เหล่า) จึงได้เรียกและบอกว่า yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) ไม่ได้มา ตอบปริศนาให้เรา เราจะมาฆ่าหมูท่านกินแล้วนะ ลูกชายของ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) จึงบอกว่า ที่พ่อ ไม่ได้ไปตอบปริศนานั้นเป็นเพราะว่ามีคดีหนึ่งที่พ่อต้องไปช่วยเขา มีต้นไผ่ต้นหนึ่งอยู่ฝั่ง Xov choj (สอ ช่อ)ร่ม ไปถึง Tuam choj(ตั่ว ช่อ) ร่ม ๓ ผืน ทำให้เขาไม่สามารถปลูกข้าวกินมาได้ ๓ ปีแล้วและยังไม่พอยังมีคนขโมย ต้นไผ่ไป ๑ ต้นเขาเลยมาเรียกพ่อไปเจรจา Seev laus(เสง เหล่า)ได้ยินเช่นนั้นเลยบอกว่า อายุแค่นี้ทำไมถึงมา หัดพูดเรื่องโกหกขนาดนี้ มันจะมีต้นไผ่ที่ไหนอยู่ Xov choj (สอ ช่อ)ร่มไปถึง Tuam choj(ตั่ว ช่อ)อย่างที่พูด มา มีแต่เรื่องโกหกทั้งนั้น ลูกชายของ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) จึงพูดว่า พ่อ Seev laus(เสง เหล่า) ถ้าไม่มี ต้นไผ่อยู่ฝั่ง Xov choj (สอ ช่อ)ร่มไปถึง Tuam choj(ตั่ว ช่อ)แล้วจะมีต้นไผ่มาสานเป็น Lub phawv (ลู๊ เผอ) ที่เป็ดคู่นั้นอยู่และว่าย ๓ วันก็ยังไม่ถึงอีกฝั่งนั้นได้อย่างไร ถ้าไม่มีต้นไผ่นั้นก็ไม่มี Rhawv (เตร๋อ) น้ำ นั้น เหมือนกัน Seev laus(เสง เหล่า) คิด ๆ ก็ไม่รู้จะมาแก้ปริศนาต่อได้จึงพากันกลับบ้านไป พอกลับไปถึงบ้านก็


เลยคิดปริศนาใหม่ เลยให้ทาสบริวารไปบอก yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) ให้ไปหาหลังจากกินมื้อเย็นเสร็จ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) ก็รับปากและลูกชายได้บอกให้ผู้เป็นพ่อ ว่าถ้ามีอะไรก็อย่าไปรับปากส่งเดดให้มา ปรึกษากันก่อน พอไปถึงก็เหมือนเช่นเคย ทุกคนมาพร้อมกันหมด Seev laus(เสง เหล่า)เลยพูดมาว่า มีกลอง อยู่อันหนึ่ง ใหญ่หรือเล็กก็ไม่รู้นะ แต่ตี ๙ ครั้ง ดังไป ๙ วัน yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) ท่านรู้ไหม ถ้ารู้ก็แล้วไป ถ้าไม่รู้พวกเราจะไปฆ่าหมูท่านกินเหมือนเดิมนะ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) เลยบอกว่า เนื่องจากไปทำไร่ทำ สวนกลับมาสายและเหนื่อย ๆ ไม่ได้เตรียมตัวมา ขอไปคิดก่อนแล้วพรุ่งนี้จะมาตอบพวกท่านละกัน Seev laus(เสง เหล่า)เลยพูดมาว่า ถ้าพรุ่งนี้หลังมื้อเช้าถ้าไม่เห็นมาตอบปริศนา พวกเราจะไปฆ่าหมูกินกัน คืนนั้น yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว)คิดหนักทั้งคืนว่าจะตอบอย่างไร นอนพลิกไปพลิกมา พรุ่งนี้เช้าตื่นมาหุงข้าว ทำกับข้าวก็ใจลอยทำโน่นลืมนี่ ทำนี่ลืมโน่น ลูกชายเห็นเป็นเช่นนั้นเลยถามพ่อ เช้านี้ทำไมเห็นเหม่อลอยทำไร เชื่องช้ากว่าเดิมเลย ผู้เป็นพ่อจึงเล่าให้ฟังว่า เหมือนเดิม ไปหา Seev laus(เสง เหล่า) แล้ว Seev laus(เสง เหล่า) บอกว่ามีกลองอยู่อันหนึ่ง ใหญ่หรือเล็กก็ไม่รู้นะ แต่ตี ๙ครั้ง ดังไป ๙ วัน ถ้าทายได้ก็แล้วไป ถ้าไม่ได้เขา จะมาฆ่าหมูเรากิน ลูกชายเลยบอกว่าเรื่องแค่นั้นอย่าเป็นห่วงเลย ทำกับข้าวกินกันเสร็จให้พ่อไปทำไร่ทำสวนได้ ตามสบาย มีอะไรเดี๋ยวจะคุยให้เอง ผู้เป็นพ่อกินมื้อเช้าเสร็จก็ออกไปทำไร่ ทำสวนเหมือนเดิม ปล่อยให้ลูกชาย อยู่บ้านเหมือนเดิม สักพักก็เห็น Seev laus(เสง เหล่า) พาบริวารมากันเยอะเลย เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างเพื่อ จะมาทำหมูกินกัน Seev laus(เสง เหล่า)มาถึงบ้านของ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) ถึงประตูเกิดออกทันที และได้ถามว่า yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) ไปไหนแล้ว ทำไมไม่ยอมมาตอบปริศนาเลย พวกเราจึงพากันมาฆ่า หมูของพวกท่านกินกัน ลูกชายของ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) เลยบอกว่า พอดีเขามีคดีอยู่ ib tus tuam choj(อี๊ ตู่ ตั่ว ช่อ) มีวัว ๑ ตัวยื่นหัวมาถึงXov choj (สอ ช่อ) มากินข้าวของชาวบ้านไป ๓ ผืน เขาเลยมาเรียก พ่อไปช่วยเจรจา พ่อเลยไม่ว่างไปตอบปริศนา ขอให้ใจเย็น ๆ ก่อน Seev laus(เสง เหล่า)ได้ยินดังนั้นเลยพูดว่า เป็นคนทำไมพูดโกหกจังเลย เป็นแค่เด็กทำไมมาพูดโกหกแบบนี้ มีที่ไหนวัวตัวที่ยื่นคอจาก tuam choj(ตั่ว ช่อ) มาถึง Xov choj (สอ ช่อ) มันเป็นไปไม่ได้ลูกชายของ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว)จึงรีบรับคำพูดของ Seev laus(เสง เหล่า)ทันทีและพูดไปว่า พ่อ Seev laus(เสง เหล่า) ท่านพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ ถ้าไม่มี วัวตัวที่ยื่นคอ จาก tuam choj(ตั่ว ช่อ)มาถึง Xov choj (สอ ช่อ) ก็ไม่มีกลองที่ท่านบอกว่าตี ๙ ครั้งดังไป ๙วันเหมือนกัน txiv Seev laus(จี๋ เสง เหล่า) ได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มหน้าซีดหมดแบบอาย ๆ แล้วยอมรับว่าใช่แบบนั้นจริง ๆ และได้เรียกพวกบริวารกลับบ้านเหมือนเดิม txiv Seev laus(จี๋ เสง เหล่า) กลับไปบ้านแต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ จะต้องเอาหมูตัวนั้นกลับมาเป็นอาหารให้ได เลยนั่งคิดวิเคราะห์กับ ๒ เหตุการณ์ที่ผ่านมา ครั้งแรกก็แพ้ไม่เป็น ท่า ครั้งที่ ๒ ก็ไม่ต่างกัน จึงคิดว่าแบบนั้นคงไม้ได้การละ มาเล่นต่อคำดีกว่า เลยให้พวกทาสบริวารไปเรียก txiv Seev laus(จี๋ เสง เหล่า) มาอีกครั้งหนึ่ง โดยจะต้องเอาชนะเพื่อจะได้หมูมากินให้จงได้ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) txiv Seev laus(จี๋ เสง เหล่า) ให้ไปหา ที่เดิมหลังมื้อเย็นเช่นเดิม คืนนั้นกินข้าวเสร็จก่อนจะไปหา txiv


Seev laus(จี๋ เสง เหล่า) ลูกชายได้บอกว่าถ้ามีอะไรก็อย่าเพิ่งไปรับปากเป็นอันขาดมีอะไรให้มาคุยกันก่อน ผู้ พ่อกรับปากและออกไปหา txiv Seev laus(จี๋ เสง เหล่า) และ txiv Seev laus(จี๋ เสง เหล่า)พูดว่า ทุกคนก็มา พร้อมกันหมดแล้ว ให้ทุกคนที่นี่เป็นพยานกันด้วย ถ้า yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) รู้ก็แล้วไป ถ้าไม้รู้ก็จะฆ่าหมู ของ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) มาให้พวกเรากินกัน พูดตรง ๆ ให้ท่านเลยว่าครั้งแรกลูกชายท่านทำให้เรา พ่ายแพ้ ครั้งที่ ๒ ก็เหมือนกัน ทำให้พวกเราแพ้และอายกลับมา ครั้งที่ ๓ นี้จะต้องรับปริศนาของเราให้ได้ เท่านั้น ไม่อย่างนั้นจะเอาหมูของท่านมาเป็นอาหารจริง ๆ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) คิดไม่ออกอีกเหมือน เดิมเลยบอกไปว่า ขอไปคิดแล้วพรุ่งนี้จะกลับมาตอบให้ พอรุ่งเช้ามา yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) เป็น เหมือนเดิมอีกแล้ว จับโน่นทำนี่ไม่ถูกเลย ใจลอยไม่รู้จะตอบ txiv Seev laus(จี๋ เสง เหล่า) ยังไง ลูกชายเห็น เป็นเช่นนั้นเลยถามพ่อและพ่อก็เล่าให้ฟัง ลูกชายก็เลยบอกกับพ่อว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง พ่อรีบกินข้าวไปไปไร่ ไปสวน ลูกชายอยู่รอ txiv Seev laus(จี๋ เสง เหล่า)และก็เห็น txiv Seev laus(จี๋ เสง เหล่า)และพวกมาซุ่มรอ แล้วออกมา เตรียมมาพร้อมทุกอย่างเตรียมจะมาฆ่าหมูกิน Seev laus( เสง เหล่า) ลูกชายของ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว)จึงวิ่งไปนอนในห้องนอนและห่มผ้าห่มทันที txiv Seev laus(จี๋ เสง เหล่า) เดินมาถึงประตู บ้านและพูดว่า yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว)อยู่บ้านหรือเปล่าถ้าไม่อยู่เดี๋ยวพวกเราไปฆ่าหมูท่านกินแล้วนะ เพราะท่านไม่ยอมมาตอบคำปริศนาของเรา ลูกชายเลยแกล้งทำเสียงอ่อย ๆ เหมือนคนปวดท้องที่ห้องนอนมา และพูดว่า txiv Seev laus (จี๋ เสง เหล่า) มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดกัน ที่พ่อไม่ได้ไปตอบคำท่านเพราะว่าพ่อกำลัง ไปขุดรากเมฆพ่อเลยไม่ว่างไปเท่านั้นเอง txiv Seev laus (จี๋ เสง เหล่า)พูดว่า เด็กน้อย ทำไมพูดโกหกจังเลย เมฆลอยอยู่บนท้องฟ้า เมฆจะมีรากได้ไง มันไม่มีจริงหรอก ลูกชายของ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) เลยบอกว่า txiv Seev laus (จี๋ เสง เหล่า) ถ้าเมฆไม่มีราก คำพูดของคนที่ออกมาจากปากก็ไม่มีต้นตอเหมือนกันมันก็ไม่มี จริงเหมือนกันสิ txiv Seev laus (จี๋ เสง เหล่า)หน้าซีดทันทีทำอะไรไม่ได้จึงพากันกลับบ้านไปอีก ครั้ง และก็ได้ วางแผนการอีกครั้งหนึ่ง และได้ให้พวกทาสบริวารไปหา yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว)และครั้งนี้จะต้องเอามาให้ ได้สถานเดียวเลย ต้องเอามากินให้ได้ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว)ไปถึง txiv Seev laus (จี๋ เสง เหล่า) เลยพูด ว่า คืนนี้จะอย่างไรก็ช่างพวกเราจะต้องเอาหมูมากินให้ได้ yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว)ได้ยินเช่นนั้นก็เลยโมโหที่ txiv Seev laus (จี๋ เสง เหล่า)ไม่ยอมเลิกราสักที จึงพูดขึ้นมาว่า Tam Tseeb os(ต่า เจ๊ง อ่อ) พวกท่านพูด อะไรมาลูกชายเราก็ตอบได้หมดเลย แล้วยังคิดจะเอาหมูเราไปให้ได้ทำไม txiv Seev laus (จี๋ เสง เหล่า) ได้ยิน แบบนั้นจึงถือโอกาสนี้เอาคำว่า Tam Tseeb os(ต่า เจ๊ง อ่อ) มาต่อรองและได้พูดว่า ไม่ได้เป็นอันขาด ท่านพูด คำว่า Tam Tseeb os(ต่า เจ๊ง อ่อ) ดังนั้นท่านต้องไปหา Tam Tseeb os(ต่า เจ๊ง อ่อ) มาให้พวกเราดูให้ได้ ถ้าไม่ได้พวกเราจะเอาหมู่ท่านมากินอย่างแน่นอน yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร ที่รู้ว่าหลุดปากพูดคำนั้นออกไปและไม่รู้ว่าจะหามาให้ txiv Seev laus (จี๋ เสง เหล่า)ดูได้อย่างไร เลยบอกไปว่าถ้าเช่นนั้นขอไปปรึกษาลูกก่อนแล้วจะมาตอบท่านละ


กัน พอไปถึงบ้านก็ได้เล่าให้ลูกชายฟัง ลูกชายจึงบอกว่า พ่อไม่ต้องกลัวเดี๋ยวผมจะหามาให้เอง แต่ฝากไปบอก พวกเขาด้วยว่า ขอเวลา ๓ วันแล้วจะเอาไปให้ดู พอเช้า yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) จึงได้ไปหา txiv Seev laus (จี๋ เสง เหล่า)และบอกกับ txiv Seev laus (จี๋ เสง เหล่า) ว่า Tam Tseeb (ต่า เจ๊ง) อยู่ไกลมากจึงขอ เวลา ๓ แล้วจะเอามาให่ทานดู yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว)กลับมาถึงบ้านก็เลยช่วยกันเอา Tshuaj phom(ชั่ว ผ่อ) ทั้ง ๓ วันและเทลงในโอ่งและก็ช่วยกันตำให้แน่นที่สุดแล้วมัดเอาไว้อย่าง และบอกกับพ่อว่า ให้แบกโอ่งไป นั้นไปแล้วบอกับพวกเขาว่า Tam Tseeb (ต่า เจ๊ง) นี่มันแหมากถ้าอยากเห็น Tam Tseeb (ต่า เจ๊ง) ชัด ๆ จะต้องปิดประตูหน้าต่างให้หมดถึงจะมองเห็น Tam Tseeb (ต่า เจ๊ง) ได้ชัดและอีกอย่าง Tam Tseeb (ต่า เจ๊ง) ชอบกินถ่านที่กำลังแดง ๆ ร้อน ๆ เป็นอาหาร ถ้าอยากเห็นชัด ๆ ต้องปิดประตูหน้าต่างให้หมดแล้วเอา ถ่านให้ Tam Tseeb (ต่า เจ๊ง) กิน พวกเขาจึงเอาถ่านที่กำลังร้อน ๆ แดง ๆ ใส่เข้าไปในจังหวะนั้น yawg ntshuas (เหย่อ จั่ว) ได้ปิดประตูจากด้านนอกอีกรอบ พอถ่านตกลงไปในโอ่ง โอ่งระเบิดทันที ทุกคนในบ้าน ตายหมด หลังจากนั้น ๒ พ่อลูกจึงได้มาเป็นผู้นำของหมู่บ้านต่อไป ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มีปากเปล่า ๘. ท่าทาง เล่าไปด้วย ทำท่าทางประกอบพร้อมด้วยน้ำเสียงอารมณ์ ๙. โอกาสที่เล่า เล่าให้เด็ก ๆ ฟังก่อนนอนหลังทานอาหารเย็นเสร็จและเวลาว่าง ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อห้าม ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนมีอำนาจไม่ควรไปเอาเปรียบคนที่ไม่มีอำนาจ ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนความไม่ยุติธรรมในสังคม คนที่ร่ำรวยและมีอำนาจมักดูถูกคนที่ต่ำกว่า ซึ่งปัจจุบันยังปรากฏให้ เห็นอยู่บ่อย ๆ เช่นการตัดสินคดีความต่าง ๆ ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า คนที่เล่าเรื่องนี้ได้มีประมาณ ๓ คน (ในชุมชน)และจากต่างชุมชน มีโครงเรื่องที่คล้ายกัน มาก แต่เปลี่ยนตัวละครและเรื่องราว รายละเอียดแตกต่างไป • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่


ได้รับการถ่ายทอดมาจากปู่ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจมาก เพราะฟังจากน้ำเสียงที่เล่า ใส่ทั้งอารมณ์ความรู้สึกและเสียงหัวเราะ ทั้ง ให้ข้อคิดในตอนจบด้วย


เรื่องที่ ๔ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองม้ง ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายสัชฌุกร มองช่อบิดร อายุ ๖๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่รุ่งทวี ที่อยู่เลขที่ ๑๔๕ หมูที่ ๑๒ ตำบลทุ่งกล้วย อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ผู้สัมภาษณ์ นายทัศพล มองช่อบิดร วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Seev phooj ywg ๒. ประเภทของเรื่อง กษัตริย์กับประชาชน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มีเอกสารประกอบ ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์. ไม่มีแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด เป็นนิทานที่รู้กันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง สมัยก่อนมี ๓ พี่น้องตระกุล เสง พ่อง หยื่อ(Seev phooj ywg) เป็นสามพี่น้องที่ชอบล่าสัตว์และชอบ ล่าลิง เขาทั้งสามเลยล่าลิงจนลงเกือบหมดและก็มีแม่ลิงหนึ่งตัวไปฟ้อง Fuab Tais (ฟั๊วไต่) บอกกับ Fuab Tais (ฟั๊วไต่)ว่า ๓ พี่น้อง Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ชอบไปล่าตระกูลลิงของเขาจนหมดและ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ผู้พี่ก็ยังออกไปล่าลิงอีกแล้วเหมือนเดิม แม่ลิงจึงมาขอให้Fuab Tais (ฟั๊วไต่)ช่วย ไปกำหลาบ ๓ พี่น้อง Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ให้หมดสิ้น Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ) ได้ยินดังนั้น ด้วยความที่ Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ)เป็นเพื่อนกับ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)และกลัวว่าหาก Fuab Tais (ฟั๊วไต่)ส่งคนไปตามล่า Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) คงฆ่า Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ตายแน่ ๆ เลยออกอุบายว่า “Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) เดินก้าว หนึ่งนี่ก้าวไกลมาก สามารถก้าวข้ามห้วยข้ามดอยได้ ทหารของ Fuab Tais (ฟั๊วไต่)ไม่สามารถตามทันแน่นอน มีแต่ตนเท่านั้นที่สามารถตามทัน เลยขออาสาเป็นคนไปจับ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)เอง” ทุกคน เลยให้Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ)เป็นคนไปตามและจับ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)


มาลงโทษ Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ)จึงออกเดินทาง ไปตามจับ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) ระหว่างตาม Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) นั้น Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ)ทั้งตาม ทั้งเรียกและตามได้ ๓ วัน Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ได้ยินเหมือนมีคนเรียกเขาตามหลังมา เขาเลย พักรอจนกระทั่งได้เจอ Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ) ระหว่างที่เขาทั้ง ๒ ได้เจอกันนั้น Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ) เลยบอกกับ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)เกี่ยวการที่เขาตามหา Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)จึงบอกให้ Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ) อยู่รอ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ที่นี่ Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ)จึงรับปากอยู่ที่นี่รอพร้อมกับสุนัขอีก ๗ ตัว แล้ว Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)จึงออกเดินทางไปหาพี่เขยและพี่สาวของเขาแต่ด้วยความที่พี่เขย และพี่สาวของ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)นั้นอยู่ไกลมาก ๆ ระหว่างทางที่เขาเดินทางไปนั้นเขาได้ผ่าน หมู่บ้าน Mab (ม๊า) และครอบครัว Mab(ม๊า)มีลูกสาวอยู่ ๑ คน ระหว่างที่ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) กำลังเดินทางมานั้น คืนนั้น ครอบครัว Mab(ม๊า)ได้ฝันว่าพรุ่งนี้ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)จะผ่าน มายังหมู่บ้านของเขา พอเขาตื่นขึ้นมาเลยตกลงกันว่าลองต้มฝิ่น ต้มยาไปรอที่ปากทางว่า Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) จะมาจริงดังที่ฝันหรือเปล่า และก็ได้เจอ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) ตามที่ฝันจริง ๆ เลย”พูดกับ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ว่า “Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)เมื่อคืนฝันเห็นว่าท่าน จะผ่านมาที่นี่และในเมื่อท่านมาถึงที่นี่แล้ว ท่านอย่าเพิ่งไปเลยมีอะไรเรามาคุยกันก่อนท่านจะไป” Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)เลยบอกกับ ๒ สามี ภรรยา Mab (ม๊า)ไปว่า “เขามีเรื่องหนักใจเขาจึงอยากจะ เดินทางต่อ” ๒ สามี ภรรยา Mab (ม๊า)บอกไปว่าให้อยู่พักที่บ้านก่อน ๑ คืนแล้วค่อยคุยกันพร้อมทั้งยกลูกสาว ให้กับ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ด้วย Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)เลยยอมค้างคืนที่บ้านของ ๒ สามี ภรรยา Mab (ม๊า)และก็นอนกันลูกสาวของ ๒ สามี ภรรยา Mab (ม๊า)จนตั้งท้องขึ้นมา ช่วงฟ้าสางก็มี ทหารของ Fuab Tais (ฟั๊วไต่)ตามมาถึงนี่บ้านของ ๒ สามี ภรรยา Mab (ม๊า) Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)เห็นเช่นนั้นเลยแอบหนีออกไป ๒ สามี ภรรยา Mab (ม๊า)ได้พูดว่า “ไม่รู้ว่าท่านไปทำผิดอะไรมาทหาร ของ Fuab Tais (ฟั๊วไต่)ถึงตามท่านมาเยอะขนาดนี้ เรา ๒ คนจะไม่ร้างท่านแล้ว ให้ท่านไปตามทางของท่าน ละกัน” ลูกสาวของ ๒ สามี ภรรยา Mab (ม๊า)จึงได้เอาพลอย ๑ วงมาหักข้างหนึ่งให้กับ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)และ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)จึงหนีออกจากหมู่บ้าน Mab (ม๊า)ไปแล้วก็วิ่ง ๆ ไป จนถึงครอบครัว Suav(จีน)ที่อยู่ระหว่างทางนั้น ก่อนที่ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)จะเดินทางมาถึงนั้น คืนนั้น ๒ สามี ภรรยา Suav(จีน)ได้ฝันว่า Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)จะผ่านทางมาที่บ้านของเขา จึง ได้ต้มฝิ่น ต้มยารอว่า Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)จะผ่านมาจริงมั้ย ๒ สามี ภรรยา Suav(จีน) พูดกับ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ว่า “Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) เมื่อคืนฝันเห็นว่าท่านจะผ่านมา ที่นี่และในเมื่อท่านมาถึงที่นี่แล้ว ท่านอย่าเพิ่งไปเลยมีอะไรเรามาคุยกันก่อนท่านจะไป” Seev phooj ywg


(เสง พ่อง หยื่อ)เลยบอกกับ ๒ สามี ภรรยา Suav(จีน) ไปว่า “เขามีเรื่องหนักใจเขาจึงอยากจะเดินทางต่อ” ๒ สามี ภรรยา Suav(จีน) บอกไปว่าให้อยู่พักที่บ้านก่อน ๑ คืนแล้วค่อยคุยกันพร้อมทั้งยกลูกสาวให้กับ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ด้วย Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)เลยยอมค้างคืนที่บ้านของ ๒ สามี ภารยา Suav(จีน)และก็นอนกันลูกสาวของ ๒ สามี ภารยา Suav(จีน) จนตั้งท้องขึ้นมา ช่วงฟ้าสางก็มีทหาร ของ Fuab Tais (ฟั๊วไต่)ตามมาถึงนี่บ้านของ ๒ สามี ภารยา Suav(จีน) Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) เห็นเช่นนั้นเลยแอบหนีออกไป ๒ สามี ภรรยา Suav(จีน) ได้พูดว่า “ไม่รู้ว่าท่านไปทำผิดอะไรมาทหารของ Fuab Tais (ฟั๊วไต่)ถึงตามท่านมาเยอะขนาดนี้ เรา ๒คนจะไม่ร้างท่านแล้ว ให้ท่านไปตามทางของท่านละกัน” ลูกสาวของ ๒ สามี ภรรยา Suav(จีน) จึงได้เอาพลอย ๑ วงมาหักข้างหนึ่งให้กับ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)และ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)จึงหนีออกจากครอบครัว Suav(จีน) ไปแล้วก็วิ่ง ๆ ๆ ๆ ไป จนกระทั่งถึงบ้านพี่เขยและพี่สาว Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ร้องให้ฟูมฟายมากจน Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ได้ตายไป พี่เขยและพี่สาวจึงได้ต้มไข่มาเรียกขวัญ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)จน Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) ฟื้นขึ้นมาพร้อมกับได้เล่าทุกอย่างให้ฟังแล้วพี่เขยและพี่สาวก็ได้ยกลูกสาว ให้ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) จนได้เวลาพี่เขยและพี่สาวของ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)จึง พากันเดินทางกลับ ตอนนั้นลูกคนที่เกิดจากลูกสาวครอบครัว Mab (ม๊า) เป็นลูกชายมีหูเท่ากระด้ง มีตาเท่าขัน น้ำ สันจมูกเท่าด้ามขวาน ส่วนลูกที่เกิดจาก ลูกสาวครอบครัว Suav(จีน) มีเขี้ยว ๔ ซี่ สันจมูกเท่าด้ามขวาน เหมือนกัน ลูกทั้ง ๒ คนของ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)นั้นมีนิสัยที่ก้าวร้าว ชอบรังแกลูกของอื่น ๆ ทำให้มีแต่คนเกลียดลูกทั้ง ๒ คนและได้บอกให้ฆ่าลูกชายทั้ง ๒ คนนั้นหรือไม่ก็เนรเทศออกไปอยู่ที่อื่น ลูกสาว ของ ครอบครัว Mab (ม๊า) จึงได้พาลูกออกเดินทางไปหา Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)จนได้มาเจอกับ ลูกสาวของครอบครัว Suav(จีน) “ท่านทั้ง ๒ จะไปที่ไหน ลูกสาว Mab (ม๊า)จึงบอกว่า “ได้นอนกับ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)แล้วมีลูกคนนี้เป็นคนนิสัยก้าวร้าวชอบรังแกลูกชาวบ้านทำให้มีคนกลัวและเกลียด ลูกมากจึงได้ออกเดินทางไปตามหา Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) ลูกสาวของครอบครัว Suav(จีน)ก็ บอกว่าลูกของตนที่เกิดจากเขาและ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ก็ไม่ต่างกันเลย จึงได้ตกลงพากันไป ตามหา Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) แต่ก็ตามหาไม่เจอจึงได้ตกลงกันสร้างบ้านขึ้นมาและรีดไถค่าผ่าน ทางจากผู้คนที่ผ่านทางมา ถ้าใครจ่ายถึงยอมให้ผ่านถ้าไม่จ่ายจะตีให้ตาย ทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมาต้องยอมจ่าย ค่าผ่านทางจนพวกเขาเริ่มเป็นคนร่ำรวยขึ้นเรื่อย ๆ แล้วพี่เขยกับพี่สาวและ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)กับภรรยาที่แต่งจากพี่เขยละพี่สาวก็เดินทางมา ตอนนั้น Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ก็มีลูกชาย ๑ คน ลูกสาว ๑ คนจากลูกสาวของพี่เขยกับพี่สาวของเขาแล้วด้วย ส่วนภรรยาคนที่ ๓ ของ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) นั้นได้ไปร่ำเรียนวิชาอาคมมาจาก Poj las loom phauj (ป้อ หล่า หล่อง เพ่า)เช่นเดียวกับแม่ ลิงตัวที่ไปฟ้อง Fuab Tais (ฟั๊วไต่) พวกเขาเดินทางมาถึงบ้านของภารยา ๒ คนแรกที่สร้างขึ้นมาเรียกเก็บค่า


ผ่านทาง และได้บังคับให้พวกเขาจ่ายค่าผ่านทางแต่พี่เขยของ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ไม่ยอมจึงถูก ตีตาย Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)โกรธมากที่เห็นว่าเด็กคนนั้นได้ตีพี่เขยเขาตายจึงได้ด่าเด็กคนนั้นไป ทำให้ภรรยา ๒ คนแรกของ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ได้ยินเพราะจำเสียงของ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ได้ จึงพากันออกมาดู ขณะที่ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)กำลังจะตีเด็กทั้ง ๒ คนนั้น ภรรยา ๒ คนแรกจึงพูดว่า “Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) อย่าตีลูก ๒ คนนั้นนะ เพราะเป็นลูกของเขา เอง” พวกเขาจึงได้เอาพลอยที่มีกันคนละข้างมาแตะกันว่าใช่จริงไหมและสุดท้ายก็รู้ว่าเป็นพ่อ ลูกกัน พวกเขา ทั้งหลายจึงช่วยกันทำพิธีและฟังศพพี่เขยของ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)และได้ออกเดินทางต่อ กระทั่งได้เดินทางมาถึงยังสถานที่ที่ Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ)และสุนัขทั้ง ๗ ที่อยู่รอแต่ สถานที่ดังกล่าวนั้นได้กลายเป็นป่าไผ่ไปหมดแล้ว Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)จึงได้ตะโกน Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ)ให้ลุกขึ้นมาได้แล้ว เพราะตนได้เดินทางมาถึงแล้ว แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับ จึง ได้เรียกอีกจนเรียกได้ ๓ ครั้ง เลยได้ยินเสียงของ Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ) ดังมาจากใต้ผืน ป่าไผ่ บอกว่าถูกต้นไผ่ขึ้นมาทับหมดแล้วจึงลูกขึ้นมาไม่ได้ ของ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)จึงได้ทำการ ถอนต้นไผ่ที่ฝัง Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ) ออก ๓ ต้น Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ) จึงได้ลุกขึ้นมาและ Tsawb laj lawm hwv(เจ๊อ ล่า เหล่อ หือ) ได้บอกว่า Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) ไปนานมากจนตนเองถูกต้นไผ่ขึ้นมาฝั่งหมดจนไม่มีแรงลุกขึ้นมาและตอนนี้ตนเองลุกขึ้นมาได้แล้วจึง ขอให้นอนพักที่นั่น ๑ คืนก่อนค่อยออกเดินทาง ส่วนสุนัขทั้ง ๗ นั้นได้กลายเป็นต้นไผ่ไปหมดแล้ว จึงบอกกันให้ ตัดต้นไผ่ไปขนน้ำมากิน และ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) ได้ฝันต้นไผ่ ๑ ต้นแต่กลับแตกระนาวเต็มผืน ป่าไผ่กลายเป็นทหารขึ้นมา ไผ่ ๑ ต้นเป็นทหาร ๑ คน และ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) ได้ทหารเป็น จำนวนมากมายมากพอจะไปสู้รบกับ Fuab Tais (ฟั๊วไต่) และ Fuab Tais (ฟั๊วไต่) ได้ต่อว่าแม่ลิงว่า “เมื่อตอน บ้านเมืองมีศึก ก็มีแต่ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ที่ช่วยกันทำศึกช่วยตน แต่แม่ลิงเฒ่ากลับสั่งให้ไปฆ่า Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) แม่ลิงเฒ่าเลยบอกว่าตัวเขาเองก็ร่ำเรียนวิชาอาคมมาเหมือนกันพร้อมทั้ง ได้แสดงวิชาลอยตัวไป ๆ มา ๆ เพื่อบ่งบอกว่าตัวเองก็เก่งพอจะสู้รบแทนได้Fuab Tais (ฟั๊วไต่)จึงให้แม่ลิงเฒ่า ไปออกรบแทนและได้ทำการสู้รบกับภรรยาคนที่ ๓ (ลูกสาวของพี่เขยกับพี่สาว) สู้กันไป ๆ มา ๆ ไม่รู้แพ้รู้ชนะ จนกระทั่งลอยไปถึงฟ้าและด้วยความที่ Dab ruam ntuj (ด๊า ตรั่ว ตู้) ที่อยู่บนฟ้าเป็นชู้กับแม่ลิงเฒ่าและ Dab ruam ntuj (ด๊า ตรั่ว ตู้)จึงได้ยื่นขายาว ๆ มาหนีบคอภรรยาที่ ๓ ของ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)เลย ทำให้แม่ลิงเฒ่าสามารถทำร้ายภรรยาที่ ๓ ของ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ตรงบริเวณคอ หลังจากสู้ รบกันแม่ลิงเฒ่าก็กลับไปฝึกวิชาอาคมที่ Poj las loom phauj และภรรยาคนที่ ๓ ของ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)ได้ไปฝึกวิชาที่นั่นด้วยจึงได้บอกกับ Poj las loom phauj (ป้อ หล่า หล่อง เพ่า)ว่าตอนสู้รบ กันไม่รู้ถูกอะไรมาช่วยทำให้แม่ลิงเฒ่าทำร้ายตนได้ Poj las loom phauj (ป้อ หล่า หล่อง เพ่า)จึงบอกให้


กลับไปก่อนแล้วพรุ่งนี้จะไปช่วยดูให้รุ่งเช้าภรรยาที่ ๓ ของ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ)กับแม่ลิงเม่า ได้มาสู้รบกันอีกครั้ง Poj las loom phauj (ป้อ หล่า หล่อง เพ่า) จึงไปช่วยดูและเห็นว่า Dab ruam ntuj (ด๊า ตรั่ว ตู้)ได้ยื่นเท้าทั้ง ๒ ข้างยาว ๆ ออกมาจากท้องฟ้าเพื่อจะช่วยแม่ลิงเฒ่า Poj las loom phauj (ป้อ หล่า หล่อง เพ่า)จึงเอา duav npua qhauv(ดั๋ว บัว เขา) ฟาดไปที่หน้าแข้งทั้ง ๒ ข้างของ Dab ruam ntuj (ด๊า ตรั่ว ตู้)จนขาทั้ง ๒ ข้างหักและได้ตะโกนด่า Dab ruam ntuj (ด๊า ตรั่ว ตู้) ว่าทำไมไม่ช่วยคนแต่กลับไป ช่วยลิง Dab ruam ntuj (ด๊า ตรั่ว ตู้)จึงได้ยกเท้าทั้ง ๒ ข้างขึ้นกลับไป จึงได้สู้รบชนะและฆ่า Fuab Tais (ฟั๊ว ไต่)ได้สำเร็จ ส่วนแม่ลิงเฒ่านั้นหนีรอดไปได้ Seev phooj ywg (เสง พ่อง หยื่อ) ใช้ขาถีบดอยถีบห้วยจน กลายเป็นที่ราบและได้อาศัยอยู่ทำกินพร้อมกับได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็น Fuab Tais (ฟั๊วไต่) ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ปากเปล่า ๘. ท่าทาง เล่าไปด้วย ทำท่าทางด้วยมือ ๙. โอกาสที่เล่า เล่าให้เด็ก ๆ ฟังก่อนนอนและเวลาว่าง ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อห้าม ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ไม่มี ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนความไม่ยุติธรรมในสังคม คนที่ร่ำรวยและมีอำนาจมักดูถูกคนที่ต่ำกว่า ซึ่งปัจจุบันยังปรากฏให้ เห็นอยู่บ่อย ๆ เช่นการตัดสินคดีความต่าง ๆ ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า คิดว่าคงมีคนเล่าเป็นอยู่แต่อาจจะอยู่ต่างชุมชน • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดมาจากอา • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจมาก เพราะฟังจากน้ำเสียงที่เล่า


เรื่องที่ ๕ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองม้ง ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุล นายหยั่ว ถนอมรุ่งเรือง อายุ ๖๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านแม่สาใหม่ ที่อยู่เลขที่ ๑๔/๑ หมูที่ ๖ ตำบล โป่งแยง อำเภอ แม่ริม จังหวัด เชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์ นายพิทยา สกุลบุญญาธิการ วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๘ ธันวาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Peb pooj ywg (สามเกลอ) ๒. ประเภทของเรื่อง เป็นนิทานตลกเชิงไหวพริบ การแก้ปัญหา ๓. เอกสารประกอบ ไม่มีเอกสารประกอบ จำมาจากคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าให้ฟังเมื่อสมัยยังเด็ก ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์. ยังไม่เห็นมีข้อมูลทางหนังสือ แต่เป็นเรื่องเล่ามาจากคนเฒ่าคนแก่แต่มีการดัดแปลงเรื่องราวเพื่อความ ตลกให้เด็ก ๆ หัวเราะชอบใจเลยจำได้ง่ายและเอามาเล่าต่ออีกที ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ได้รับการถ่ายทอดมาจากพี่ชายของพ่อ ๖. เนื้อเรื่อง มีผู้ชาย ๓ คน คนที่ ๑ เป็นคนที่มีเหาบนหัวทำให้คันหัวตลอดเวลา คนที่ ๒ ชอบมีแมลงหวี่ตอมที่ตา ส่วนที่ ๓ นั้นมีน้ำมูกไหลตลอดเวลา วันหนึ่งเขาทั้ง ๓ ไปเจอกันที่ทางแยกเลยท้ากันว่าห้ามเกาหัว ห้ามไล่แมลง หวี่ ห้ามเช็ดขี้มูก พวกเขาทั้ง ๓ เลยตกลงกันว่าใครจะทนได้นานที่สุดและก็เริ่มการท้าพอได้สักระยะหนึ่งคนที่ คันหัวก็เริ่มคันมาก ๆ จนทนไม่ไหว จึงหาอุบายขึ้นมาเพื่อจะได้เกาหัวเลยพูดขึ้นมาว่า “พวกเธอเห็นอะไรมั้ย” ชายคันหัวพูด “ไม่เห็นมีอะไรนี่”อีก ๒ คนตอบ “ฉันเห็นกวางตัวผู้ตัวหนึ่งวิ่งผ่านมาทางโน้น เขายาวมาก ๆ” (พร้อมกับทำท่าเขาบนหัวและเขาก็ได้เกาหัวที่ คัน) ชายอีก ๒ คนเห็นดังนั้นจึงรู้ว่าเป็นอุบายเพื่อให้เขาได้เกาหัวตัวเอง ชายคนที่มีน้ำมูกไหลเลยนึกอุบายมาเพื่อจะได้เช็ดน้ำมูกที่ไหลเยิ้มจึงพูดขึ้นมาว่า


“ชายคนที่คันหัวเห็นกวางตัวผู้ใหญ่มากผ่านมาแต่เราก็ต้องมีปืนยิงด้วยสิ ป้าง ๆ ๆ แบบนี้พวกเราก็ได้กินแล้ว” (ทำท่ายิงปืนด้วย ชายคนที่ ๒ ก็ได้เช็ดน้ำมูกของตัวเองเช่นกัน) ชายคนที่ ๓ เห็นดังนั้นก็รู้ว่าชายคนที่ ๒ ทำท่า ยิงปืนจึงได้เช็ดน้ำมูกของตัวเองอีก แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อคนที่ ๑ เห็นกวางเขายาวมากผ่านและคนที่ ๒ ใช้ปืนยิงตายแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ต้องรีบ ๆ เฉือนเนื้อ กวางสิ เพราะถ้าพวกเราช้ามันก็จะเหม็นและมีแมลงวันมาตอมได้” (ชายคนที่ ๓ ก็เลยได้ไล่แมลงที่ตอมที่ตา ด้วยเช่นกัน ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ทำท่าประกอบด้วยมือ ๘. ท่าทาง ใช้การโบกไม้โบกมือ น้ำเสียงสูง ต่ำตามจังหวะของเรื่อง ๙. โอกาสที่เล่า เล่าก่อนนอนหลังทานอาหารเย็นเสร็จและเวลาว่าง ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อห้ามเพราะเป็นนิทานตลก ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต เรื่องนี้เป็นนิทานเชิงใช้ความคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ การใช้ไหวพริบปฏิพานแก้ปัญหา ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า พี่ชาย น้องชายและผู้ช่วยหยั่ว • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดมาสมัยเด็ก ๆ แล้ว • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ตั้งใจมากเพราะดูจากท่าทางและน้ำเสียงการเล่าแสดงถึงอารมณ์การถ่ายทอดออกมา


เรื่องที่ ๖ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองม้ง ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายสัชฌุกร มองช่อบิดร อายุ ๖๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่รุ่งทวี ที่อยู่เลขที่ ๑๔๕ หมูที่ ๑๒ ตำบล ทุ่งกล้วย อำเภอ ภูซาง จังหวัด พะเยา ผู้สัมภาษณ์ นายทัศพล มองช่อบิดร วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Poj Tub ris hneev hlau (ป้อ ตุ๊ ตรี่ เหนง เลา) ๒. ประเภทของเรื่อง ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มีเอกสารประกอบ จำมาจากคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าให้ฟังเมื่อสมัยยังเด็ก ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์. ยังไม่มีแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด เป็นนิทานที่รู้กันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง Poj ntseg daus dej (ป๊อ เจ่ เด่า เด้) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีผู้ชายกำพร้าคนหนึ่ง Ntsuag(จั่ว) อยู่ตัวคนเดียว พ่อ แม่ตายหมดแล้ว Ntsuag(จั่ว) ทุก ๆ วันตอนไปทำไร่ก็จะไปดักนก ดักหนู ตกปลาเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่ง Ntsuag(จั่ว)ได้ไปตก ปลาแล้วก็ทิ้งเบ็ดตกปลาเอาไว้ไม่ได้เอากลับบ้าน พอรุ่งเช้าก็เลยมาดูเบ็ดของตัวเองกลับพบว่าเบ็ดหายไป Ntsuag(จั่ว) จึงได้เดินหารอบ ๆ สระน้ำจนไปเจอเบ็ดของตัวเองอยู่ที่ท้ายสระน้ำ ด้ามเบ็ดชูขึ้นส่วนสายเบ็ดถูก ดึงจมไปไนสระ Ntsuag(จั่ว)จึงหาไม้มาเขี่ย ๆ ด้ามเบ็ดมาได้และก็ดึงขึ้นมาแต่ก็ดึงออกมาไม่ได้เหมือนติดอะไร ในสระ Ntsuag(จั่ว)เดินดึงไปฝั่งโน้นวายเบ็ดก็ยังตึงไม่ยอมหลุด ฝั่งนี้ทีก็ยังคงเหมือนเดิมไม่สามารถดึงออกมา ได้ ยิ่งดึงผิวน้ำยิ่งสั่นสะเทือนยิ่งดึงแรงผิวยิ่งสะเทือนมากกว่าเดิมเรื่อย ๆ Ntsuag(จั่ว) ดึงได้ ๓ วัน ๓ คืนก็ดึง ออกมาไม่ได้ เพราะมันติดที่ปากของ Zaj laug(ย่า เหล่า) ตอนที่ Zaj laug(ย่า เหล่า) ออกมาอาบน้ำ Zaj laug(ย่า เหล่า)ได้กลับไปยังดินแดนที่อยู่ของเขาและมีตะขอเบ็ดติดที่ปาก ทำให้ปวดที่ปากของ Zaj laug(ย่า เหล่า) ได้ ๓ วัน ๓ คืน ทุกคนในดินแดนของ Zaj laug(ย่า เหล่า)ไม่มีใครสามารถดูได้เลยว่าเป็นเพราะอะไร Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงบอกให้ลูกชายทั้ง ๓ ขึ้นไปยังแดนมนุษย์ให้ไปหาคนมาดูว่าเป็นเพราะอะไร หาดูว่ามีใคร


สามารถมาดูได้มั้ยว่าปากที่กำลังเจ็บนี้มันเจ็บเพราะอะไร ระหว่างที่เบ็ดของ Ntsuag(จั่ว)ติดอยู่ที่ปากของ Zaj laug(ย่า เหล่า)และNtsuag(จั่ว)ได้กลับบ้านไปถามเทวดาว่า “เทวดา ผมเอาเบ็ดไปดักปลาแล้วไม่รู้ว่าทำไม มันติดในสระไม่ว่าผมจะดึงอย่างไรก็ไม่หลุดออกมาเลย เห็น แต่ผิวน้ำสะเทือนไหวไปมาตามแรงดึงของผมเท่านั้นเอง ได้ ๓ วัน ๓ คืนแล้วก็ยังไม่ยอมหลุดออกมาเลย” เทวดาเลยบอกว่า “ไม่ต้องกลัว บางทีสระน้ำแห่งนี้กำลังนำสิ่งดี ๆ มาให้ชีวิตของเจ้าอยู่ กลับไปที่สระน้ำนั้นอีกครั้งและอดทน รอ ๓ วัน วันหนึ่งเจ้าดึงสายเบ็ด ๓ ครั้ง ถ้าเห็นอะไรออกมาก็ไปกับคนนั้นแล้วเจ้าจะเจอสิ่งดี ๆ เองเจ้าจะ ได้คู่ครอง” “ครับ เดี๋ยวผมจะทำตามที่ท่านบอกมาครับ” Ntsuag(จั่ว)เลยกลับไปที่สระน้ำนั้นอีกรอบทำตามที่เทวดา แนะนำมา ในหนึ่งวันนั้น Ntsuag(จั่ว)ดึงสายเบ็ดไปมา ๓ รอบ ทำให้ปวดที่ปากของ Zaj laug(ย่า เหล่า) มาก ทุกครั้งที่ Ntsuag(จั่ว)ดึงสายเบ็ดนั้น Zaj laug(ย่า เหล่า)อ้าปากส่งเสียงร้องตลอดเวลา Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงบอกให้ลูกชายทั้ง ๓ ไปหาคนมาดู Ntsuag(จั่ว)อยู่ข้างบนสระน้ำก็เห็นผิวน้ำไหวไปมาแล้วก็มีงู ๓ ตัวโผล่ขึ้นมาที่กลางสระแล้วว่ายออกฝั่งไปได้ก็กลายร่างเป็นคนแล้วก็เดินมาหาแล้วพูดว่า “อ๊าๆๆๆ...น้องชายเธออยู่ที่นี่แล้วหมู่บ้านอยู่ไกลที่นี่มั้ย แล้วคน Yaj ceeb(ย่า เจ๊ง)อยู่ที่ไหน ช่วยบอกเรา ด้วยแล้วเราจะได้ไป Saib cawv(ใซ๊ เจ๋อ)หน่อย” “โอ้ๆๆ แล้วพวกท่านจะไป Saib cawv(ใซ๊ เจ๋อ)ทำไมหรือ” Ntsuag(จั่ว)ถาม “อ๋อ พอดีว่าพ่อของเรามาอาบน้ำแล้วไม่รู้อะไรไปติดที่ปากทำให้พ่อของเราหุบปากลงไม่ได้ ดื่มกินอะไรไม่ ได้มา ๓ วันแล้ว ในดินแดนของมังกรเราดูหมดแล้วไม่มีใครสามารถรู้เลยว่าเกิดจากอะไร เราเลยจะมาขอ คนบนโลกช่วยไปดูว่าเป็นเพราะอะไร” Ntsuag(จั่ว)เลยพูดว่า “โอ๊ะๆๆๆ หมู่บ้านยังไปอีกไกล ต้องใช้เวลาเดินทาง ๓ วันจึงจะไปถึงและเป็นการ ยากที่พวกท่านจะไปหาหมู่บ้านเจอ” “ถ้าเป็นแบบนั้น น้องชายเธอดูเป็นมั้ย ถ้าเธอดูเป็นพวกเรารบกวนเธอไปช่วยไปดูให้หน่อย” ลูกของ Zaj laug(ย่า เหล่า) พูด “ผมก็พอจะเป็นนิดหน่อย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะสามารถดูรู้มั้ยว่าเกิดจากอะไร” “ถ้าเธอดูเป็น งั้นขอบเธอไปกับเรา” Ntsuag(จั่ว)ได้ยินแบบนั้น Ntsuag(จั่ว)ก็ไม่ยอมไปด้วย ลูกชายของ Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงทั้งขอ ทั้งกราบ ให้ Ntsuag(จั่ว)ยอมไปด้วย สุดท้าย Ntsuag(จั่ว)ก็ใจอ่อนยอมไปด้วย “ ได้ งั้นไปก็ไป แต่ผมเป็นคนจะไปได้ด้วยอย่างไรกัน” “ไปได้สิน้องชาย เวลาพวกเราไป เธอก็ยื่นหัวมาหลบใต้รักของเราก็ไปได้แล้ว” Ntsuag(จั่ว)จึงทำตามที่ลูก ชาย Zaj laug(ย่า เหล่า)บอก แล้วก็กระโดดลงในสระและลูกชายของ Zaj laug(ย่า เหล่า)แค่กระดิกนิด เดียวก็ถึงดินแดนมังกรทันที ลูกชายของ Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงพา Ntsuag(จั่ว)ไปหา Zaj laug(ย่า เหล่า) Ntsuag(จั่ว)มองเห็นพญานาคตัวใหญ่ (Zaj laug(ย่า เหล่า) ) ที่ถ้ำ มี ๙ เขา ๙ เคี่ยว นอนอ้าปากอยู่ที่ถ้ำ และเห็นสายเบ็ดของตนตึงเข้าไปในปากของ Zaj laug(ย่า เหล่า) Ntsuag(จั่ว)เลยแกล้งดูโน่นดูนี่แล้วพูดว่า


“อ๊าๆๆ Zaj laug(ย่า เหล่า) ท่านลองอ้าปากให้ผมดูหน่อยได้มั้ย” Zaj laug(ย่า เหล่า)อ้าปากให้ดูทันที และ Ntsuag(จั่ว)ก็เห็นตะขอเบ็ดของเขาติดอยู่ในปากของ Zaj laug(ย่า เหล่า)จริง ๆ Ntsuag(จั่ว)ก็เลย แกะออกจากที่เดิมแล้วเอาไปติดฝั่งใหม่แล้ว Ntsuag(จั่ว) ก็พูดว่า “ลองดูสักครู่นะว่ามันค่อย ๆ ดีขึ้นหรือเปล่า” แล้วมันก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงสามารถหุบปากลงมาได้แล้ว Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงพูดกับ ลูก ๆ ว่า “ลูก ๆ ทุกคนลองถามน้องชายคนนี้ดูว่าต้องการอะไรแล้วจะได้ส่งเขากลับไป เพราะเขาเป็นคนจึงไม่ สามารถอยู่ดินแดนของเราได้” “สหาย เธอมาถึงที่นี่เธอมาช่วยรักษาพ่อของพวกเราได้แล้ว เธออยากได้อะไรแล้วเราจะให้ เธอจะเอา ไก่มั้ย” “โอ๊ะๆๆๆ ไก่นี่ฉันไม่เอา เพราะไก่เป็นเหมือนวิญญาณบนโลกมนุษย์ฉันจึงไม่เอา” Ntsuag(จั่ว)ตอบ “เธอจะเอาม้ามั้ย” “ม้าเป็นแค่ Nees txaij nees nraug nees dab nees tuag(เหน่ง ใจ้ เหน่ง เตร่า เหน่ง ด๊า เหน่ง ตั่ว) เท่านั้นเอง ฉันก็ไม่เอาเหมือนกัน” “งั้นเธอจะเอาเงินมั้ย” “เงินเป็นแค่น้ำตาบนโลกมนุษย์เท่านั้น ฉันก็ไม่เอาเหมือนกัน” “ถ้าอย่างนั้นเธอจะเอาสัตว์สิ่งของอะไรมั้ย” “สัตว์สิ่งของอะไรฉันก็ไม่เอาทั้งนั้น” “งั้นอยากได้อะไรก็บอกพวกเรามาเลย ถ้าไม่บอกพวกเราก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเหมือนกัน” “ฉันก็อยากพูดนะว่าต้องการสิ่งใด แต่กลัวว่าพวกท่านคงใยอมให้” “ได้สิ เราให้แน่นอน” “ฉันอยากได้ Lub khwb lwb ntasuab(ลู๊ คื๊อ ลื๊อ จั๊ว)และ ลูกไก่ cuas luam npauj cub tshaus(จั่ว หลั่ว เบ้า จู๊ เฉ่า)” Zaj laug(ย่า เหล่า)ได้ยินเช่นนั้นจึงเกิดความพอใจและได้พูดขึ้นมาทันทีว่า “ฮืมม คนผู้นี้อะไรก็ไม่ยอมเอาแต่คิดจะเอา ลูกไก่ cuas luam npauj cub tshaus(จั่ว หลั่ว เบ้า จู๊ เฉ่า) และLub khwb lwb ntasuab(ลู๊ คื๊อ ลื๊อ จั๊ว) ที่เราจะเก็บเอาไว้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องอย่างเดียว เราไม่ให้ เป็นอันขาด” “อ๊าๆๆ ถ้าหากว่า พ่อของพวกท่านไม่ยอมให้ ฉันก็ไม่เอาอะไรแล้ว ขอแค่ช่วยส่งฉันกลับไปก็พอ” Ntsuag( จั่ว)ตอบ แล้วลูกชายทั้ง ๓ ของZaj laug(ย่า เหล่า)จึงร่วมกันมาส่ง Ntsuag(จั่ว)ถึงปากถ้ำจึงให้ Ntsuag( จั่ว)เอาหัวมาหลบใต้รักแร้ของพวกเขาแล้วก็กระดิกตัวทีนึงโผล่พ้นผิวน้ำทันทีNtsuag(จั่ว)กลับมานั่งที่เดิม แล้วเกิดความรู้สึกน้อยใจจึงรีบคว้าด้ามเบ็ดและก็จับดึงไปดึงมาโยกไปโยกมาทำให้ตะขอเบ็ดไปติดอีกด้าน หนึ่งในปากของ Zaj laug(ย่า เหล่า) ทำให้ Zaj laug(ย่า เหล่า)นอนอ้าปากดิ้นทุรนทุรายอีกครั้ง Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงได้สั่งให้ลูกชายทั้ง ๓ ขึ้นไปพา Ntsuag(จั่ว)มาดูอีกครั้ง


“พ่อหนอพ่อ เขาจะเอา cuas luam npauj cub tshaus(จั่ว หลั่ว เบ้า จู๊ เฉ่า)พ่อก็ไม่ให้ จะเอาLub khwb lwb ntasuab(ลู๊ คื๊อ ลื๊อ จั๊ว)พ่อก็ไม่ยอมให้ เป็นแบบนี้พวกเราไม่ไปรับเขามาแล้ว”ลูกชาย Zaj laug(ย่า เหล่า)พูด “ไปเถอะ ไปรับมาเร็ว ๆ เขาอยากได้อะไรเดี๋ยวค่อยว่ากันทีหลัง” Zaj laug(ย่า เหล่า)พูด ลูกชายทั้ง ๓ ของ Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงกลับไปหา Ntsuag(จั่ว)และก็เจอ Ntsuag(จั่ว)ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม กำลังเตรียมตัวจะกลับบ้าน ลูกชายทั้ง ๓ ของ Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงพูดว่า “สหาย Ntsuag(จั่ว)ขอเธอนะ หลังจากเธอกลับมาแล้วพ่อของเราก็เจ็บปวดที่ปากเหมือนเดิม พวกเราไม่รู้ จะทำอย่างไร ขอร้องเธอไปกับเราไปรักษาพ่อของเราแล้วเธออยากได้อะไรเดี๋ยวเราจะเอาเธอ” “ฉันมาที่นี่นาน มาได้หลายวันแล้วฉันคงไม่ว่างไปด้วย เพราะฉันกำลังจะกลับบ้าน บ้านก็อยู่ไกลมากต้อง ใช้เวลาในการเดินทางหลายวันฉันจึงจะกลับบ้าน” Ntsuag(จั่ว)พูด พอลูกชายของ Zaj laug(ย่า เหล่า)ได้ยิน Ntsuag(จั่ว)พูดแบบนั้นก็รีบเข้ามากราบขออ้อนวอน Ntsuag( จั่ว) ทั้งดึงทั้งขอจนเสื้อผ้าของ Ntsuag(จั่ว)ขาดหลุดล่วยหมด(เพราะ Ntsuag(จั่ว)เป็นคนยากคนจนใส่ เสื้อผ้าเก่า ๆ และกรอบหมดแล้ว) Ntsuag(จั่ว)เลยพูดว่า “อ๊าๆๆๆ หากพวกท่านอ้อนวอนและร้างฉันขนาดนี้ งั้นไปก็ไป” ลูกชายของ Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงพา Ntsuag(จั่ว)กลับไปอีกครั้ง “อ้าปากให้ฉันดูหน่อยสิ” Ntsuag(จั่ว)พูดเสร็จ Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงอ้าปากทันที Ntsuag(จั่ว)กำลังจะเอามือไปแกะตะขอเบ็ดในปากของ Zaj laug(ย่า เหล่า)แต่กลับเดี๋ยวโดน Zaj laug(ย่า เหล่า)กลืนเข้าท้องไปเลยพูดขึ้นมาว่า “ฉันกลัวเดี๋ยว Zaj laug(ย่า เหล่า)จะกลืนฉันเข้าไปในปาก” “ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวพวกเราจะเอาไม้ค้ำมาค้ำให้” ลูกชายของ Zaj laug(ย่า เหล่า)พูดเสร็จก็เอาไม้ค้ำยาว ประมาณ ๑ เมตรมาค้ำเอาไว้ทันที Ntsuag(จั่ว)จึงเอื้อมมือไปแกะเอาตะขอเบ็ดออกมาแล้วเอาไปติดที่มุม ปากอีกด้านนึงแล้วอาการของ Zaj laug(ย่า เหล่า)เริ่มทุเลาลงและก็หาย Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงพูดกับลูก ชายทั้ง ๓ ว่า “งั้นพวกเธอพอน้องชายคนนี้กลับไปได้แล้ว เพราะเขาเป็นคนไม่ใช่กยานาคเหมือนพวกเรา” แต่ก่อน Ntsuag(จั่ว)จะลงมานั้น Ntsuag(จั่ว)ได้ถามเทวดาแล้วและเทวดาก็บอกว่า หาก Zaj laug(ย่า เหล่า)ยกลูกสาวให้แล้วนั้น ถ้ากินเลี้ยง ๓ วันและ ๗ วันก็ยังไม่ต้องกลับให้กินเลี้ยง ๙ วันเธอจึงจะได้ลูก สาวของ Zaj laug(ย่า เหล่า)แล้วค่อยกลับ “สหาย เธอมารักษาพ่อของเราหายแล้ว เราจะช่วยส่งเธอกลับบ้าน แต่ก่อนจะกลับเธออยากได้อะไรเดี๋ยว พวกเราจะเอาให้เธอ เธอจะเอาทรัพย์สินเงินทองหรือสัตว์สิ่งของอะไรหรือจะเอาที่ดินในดินแดนเรา เดี๋ยว เราเอาให้หมดเลย” ลูกชายของ Zaj laug(ย่า เหล่า)พูด “ขอพูดแบบเดิมกับพวกท่าน รู้ว่าขอไปแล้วพวกท่านก็ไม่ยอมให้ฉันจึงไม่อยากพูดออกมา” Ntsuag(จั่ว)พูด “โอ๊ะๆๆๆ พูดมาเลย เราให้ทั้งนั้นไม่พูดออกมาไม่ได้เลย ยังไงก็ต้องพูดออกมาให้ได้”


“พวกท่านจะให้อะไรฉันก็จะไม่เอาทั้งนั้น ฉันจะเอา Lub khwb lwb ntasuab(ลู๊ คื๊อ ลื๊อ จั๊ว) rab ntxuam txaij (ตร๊า จั่ว ใจ้)และ ลูกไก่cuas luam npauj cub tshaus(จั่ว หลั่ว เบ้า จู๊ เฉ่า) เท่านั้นเอง” Ntsuag(จั่ว)พูด พอ Zaj laug(ย่า เหล่า)ได้ยินเช่นนั้นเลยพูดขึ้นมาว่า “ฮื่มๆๆๆ คนอะไรกัน อะไรก็ไม่ยอมเอาจะเอาแต่ Lub khwb lwb ntasuab(ลู๊ คื๊อ ลื๊อ จั๊ว) rab ntxuam txaij (ตร๊า จั่ว ใจ้)ที่เราจะเก็บเอาไว้เลี้ยงปากท้องเราเท่านั้น” “นี่พ่อ น้องชายเขาจะเอาก็ยอมให้ไปสิ เพราะพ่อทำแบบนั้นน้องเขาเลยกลับไปไม่ยอมกลับมารักษาพ่อแต่ เป็นเพราะพวกเราอ้อนวอนกราบขอน้องชายเลยยอมมากับเรา”ลูกชาย Zaj laug(ย่า เหล่า)พูดสวนพ่อ ด้วยความไม่พอใจทำให้Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงคิดไตร่ตรองและสุดท้ายก็ยอมยกให้ Ntsuag(จั่ว) “ก็ได้ ให้ก็ให้” Zaj laug(ย่า เหล่า)พูด แล้ว Zaj laug(ย่า เหล่า)ก็ได้จัดงานเลี้ยงอย่างยิ่งใหญ่ได้ ๓ วัน ๓ คืน มีการเป่าเครื่องดนตรีกันอย่าง สนุกสนาน พอได้ ๓ วัน ๓ คืน พวกเขาก็เอาลูกสาวของ Zaj laug(ย่า เหล่า)ใส่ลงไปในโอ่ง “โอ้ๆๆ น้องเขยตอนนี้เธอได้น้องสาวของพวกเราแล้วถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะส่งเธอกลับบ้าน” ลูกชายทั้ง ๓ ของ Zaj laug(ย่า เหล่า)พูดและได้เตรียมข้าวของมากมายเดินออกไปส่งที่ปากถ้ำแต่ว่า Ntsuag(จั่ว) ยังคงนั่งข้างกองไฟไม่สนใจพวกเขาเลย “ไปได้แล้วน้องเขย ตอนนี้เธอก็ได้น้องสาวของพวกเราแล้วถึงเวลาเราส่งเธอกลับไปแล้ว”ลูกชาย Zaj laug(ย่า เหล่า)พูด แล้ว Ntsuag(จั่ว)ก็ยังไม่ยอมไป ลูกชายทั้ง ๓ ของ Zaj laug(ย่า เหล่า)เลยมาช่วยกันดึง Ntsuag(จั่ว)เพื่อจะพากลับบ้านแต่ก็เอา Ntsuag(จั่ว)ไปไม่ได้ “ถ้าหากยังไม่ยอมกลับไปงั้นมาเดตรียมงานฉลองกันอีก” แล้วก็ได้กินฉลองกันได้อีก ๔ วัน ๔ คืน รวมกัน เป็น ๗ วัน ๗ คืน “โอ๊ะๆๆ ได้ ๗ วัน ๗ คืนแล้ว คราวนี้ไปได้แล้ว ส่ง Ntsuag(จั่ว)กลับบ้านได้แล้ว” ทุกคนก็ออกเดินทางันไป ถึงปากถ้ำแต่ Ntsuag(จั่ว)ก็ยังนั่งที่เดิมไม่ยอมไปอีก จึงได้จัดงานฉลองกันอีกรอบ กินได้อีก ๒ วัน ๒ คืน รวมเป็น ๙ คืน ๙ วัน แล้วลูกชายทั้ง ๓ ของ Zaj laug(ย่า เหล่า)ก็เลยบอก Ntsuag(จั่ว)ว่า “คราวนี้ต้องไปแล้ว”ลูกชายของ Zaj laug(ย่า เหล่า)พูด และรอบนี้เขาไม่เอาอะไรให้Ntsuag(จั่ว)อีกเลย มีแค่เอาลูกสาวของ Zaj laug(ย่า เหล่า)คือ(ลูกไก่cuas luam npauj cub tshaus(จั่ว หลั่ว เบ้า จู๊ เฉ่า)) และ rab ntxuam txaij (ตร๊า จั่ว ใจ้) ใส่ในโอ่ง(Lub khwb lwb)ให้Ntsuag(จั่ว)แบกและก็ส่ง Ntsuag( จั่ว)ออกมาถึงริมสระน้ำแล้วลูกชายของ Zaj laug(ย่า เหล่า)ก็บอกกับ Ntsuag(จั่ว)ว่า “น้องเขยเราไม่มีอะไรให้ เราเอาโอ่งเปล่าให้ท่านเท่านั้น แบกกลับไปก็อย่าเปิดกลางทางนะรอกลับถึงบ้าน ได้ ๓ วันแล้วท่านค่อยเปิด” “อืม ให้เป็นไปตามนั้นละกัน” Ntsuag(จั่ว)พูด ตอนที่ลูกชายทั้ง ๓ ของ Zaj laug(ย่า เหล่า)อยู่นั้นโอ่งเบามากยกด้วยมือของNtsuag(จั่ว)เท่านั้นแต่พอเขา กลับไปแล้วก็เริ่มหนักขึ้น หนักขึ้น Ntsuag(จั่ว)แบกแรก ๆ ก็แบกได้อยู่แต่พอแบกไปนาน ๆ ก็เริ่มหนักขึ้น เรื่อย ๆ จน Ntsuag(จั่ว)แบกไม่ไหวแบกไปพักไป


“เอ๊ ทำไมมันหนักขนาดนี้เนี่ย เทวดาบอกว่าพวกเขาจะยกลูกสาวให้กับฉันแต่ทำไมแบกแค่โอ่งเปล่า ๆ ใบ นี้แล้วหนักขนาดนี้เลย เปิดมาดูดีกว่า” Ntsuag(จั่ว)พูด “Ntsuag(จั่ว) อย่าเพิ่งรีบเปิดเลย ใจเย็น ๆ หน่อยสิ” ntxawm(เจ่อ)พูด Ntsuag(จั่ว)หันหลังมาดูตามเสียงผู้หญิงนั้นแต่ก็ไม่พบผู้ใดเลย คิดไปคิดมาเลยตัดสินใจแบกโอ่งนั้นต่อไป พอแบกไปได้ระยะหนึ่งก็รู้สึกว่าหนักมากจนเริ่มก้าวต่อไปไม่ไหว “เอ๊ มันหนักขนาดนี้เลย เขาบอกว่าจะยกลูกสาวให้กับฉันแต่ทำไมแบกแค่โอ่งเปล่า ๆ ใบนี้แล้วหนักขนาด นี้ เปิดมาดูดีกว่าว่าอะไรอยู่ข้างในกันแน่” Ntsuag(จั่ว)พูด “Ntsuag(จั่ว) อย่าเพิ่งรีบเปิดเลย ใจเย็น ๆ รอให้ถึงบ้านก่อนแล้วค่อยเปิด” ntxawm(เจ่อ)พูด Ntsuag(จั่ว) หันมามองหาก็ไม่พอตามเสียงนั้นเลย Ntsuag(จั่ว)แบกโอ่งใบนั้นต่อ แต่แบกไปได้สักพักด้วย ความที่ใจร้อนแล้วไม่มีความอดทนมากพอ เมื่อ Ntsuag(จั่ว)รู้สึกว่ามันหนักมากเกินไปแล้วจึงตัดสินใจวาง โอ่งใบนั้นลงและเปิดมันทันที ntxawm(เจ่อ)อยู่ข้างในเลยได้ออกมา ntxawm(เจ่อ)สวยงามมากจมูกเป็น สัน ตาวาวประกาย ผมยาวสระสลวยถึงเอวใส่ชุดพญานาคสะท้อนแสงระยิบระยับ ทำให้ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ) อาศัยอยู่ที่ถ้ำกลางผาเห็นแสงระยิบระยับจึงกางปีกบินมาและก็โฉกเอา ntxawm(เจ่อ) Ntsuag(จั่ว)ทำอะไรไม่ได้ได้แต่มองดูQub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ) บินไปสุดสายตา Ntsuag(จั่ว)ได้แต่ร้อง ให้เสียใจ ร้องให้ฟุมฟายจน Ntsuag(จั่ว)หลับไป พอตื่นขึ้นมาเลยนึกผิดในใจว่าทำไมไม่ยอมฟังคำของคน อื่น Ntsuag(จั่ว)จึงตัดสินใจไปหาเทวดาแล้วเทวดาเลยบอกให้ Ntsuag(จั่ว) ว่า “Ntsuag(จั่ว) เธอไม่ยอมฟังที่บอกเลย ครั้งนี้เธอจะต้องเหนื่อยกว่าเธอจะได้ เธอรีบกลับบ้านไปเผาถ่านให้ ได้ ๓ เดือนเพื่อมาตีเหล็กให้ได้ ๓ rab tuam tsij (ตร๊า ตั่ว จี้) ๓ rab txam ntxwv txam zeb txam cua (ตร๊า จ่า จื๋อ จ่า เย๊ จ่า จัว) แล้วเธอก็ไปแกะผาให้เป็นขั้นบันไดไปให้ถึงปากถ้ำที่อยู่กลางหน้าผานั้น Ntsuag(จั่ว) จึงกลับมาและทำตามที่เทวดาบอกจน Ntsuag(จั่ว)ได้ ๓ rab tuam tsij (ตร๊า ตั่ว จี้)และ๓ rab txam ntxwv txam zeb txam cua (ตร๊า จ่า จื๋อ จ่า เย๊ จ่า จัว) แล้ว Ntsuag(จั่ว)ก็เริ่มไปแกะหินที่ ตินหน้าผาให้เป็นขั้นบันใจ วันละขั้น วันละขั้นทำแบบนี้ได้ ๓ เดือนจึงไปถึงหน้าปากถ้ำของ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ) วันที่ Ntsuag(จั่ว)ไปถึงนั้น Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ) ออกไปหากินพอดี Ntsuag(จั่ว) มองเห็น ntxawm(เจ่อ)กำลังกวาดถ้ำไป ๆ มา ๆ Ntsuag(จั่ว) จึงวิ่งโผกอด ntxawm(เจ่อ)และร้องให้ฟุม ฟาย(แต่เวลาผ่านมาได้ ๓ ปีแล้ว Ntsuag(จั่ว)มีลูกกับ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ) ๒ คนกับกำลังตั้งท้อง อีก ๑ ครรภ์ ) ntxawm(เจ่อ)จึงบอก Ntsuag(จั่ว)ว่า “เธอไม่ต้องร้องให้และฟังฉันดี ๆ นะ เธอบอกกับ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ) ว่าเธอเป็นพี่ชายคนเล็กของ ฉันและด้วยความคิดถึงฉัน เธอเลยมาเยี่ยมฉันเท่านั้นเอง ไปบอกตามนี้นะ เพราะพรุ่งนี้ Qub lum txwv( คู๊ หลู่ จื๋อ)จะกลับมา” พอ ntxawm(เจ่อ) พูดเสร็จก็เลยเอา Ntsuag(จั่ว) ไปซ่อนไว้ในกระทะและเอาคว่ำ เอาไว้ พอรุ่งขึ้น Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ)ก็บินมาแต่ไกลกางปีกบินเท่าผ้าห่ม ๑ ผืน หอบเอาเป็ดเอาไก่และหมู มาด้วย พอมาถึงก็ได้กลิ่นคนเลยด่า ntxawm(เจ่อ) และ ntxawm(เจ่อ)เลยบอกว่า “เพราะความคิดถึงฉัน พี่ชายคนเล็กเลยมาเยี่ยมฉันเท่านั้นเอง”


“แล้วเขาอยู่ไหน” Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ)ถาม “อยู่ที่กระทะที่ค้ำเอาไว้นั้น” ntxawm(เจ่อ)ตอบ “อ๊าๆๆๆ ท่านทำไมไม่บอกแล้วฉันจะไปรับเอง ไม่น่าปล่อยให้ต้องมาแกะหน้าผาได้ ๓ เดือนนานขนาดนี้ เธอมาแล้วฉันก็ดีใจมาก ถ้าอย่างนั้นเธออยู่กับพี่สาวเธอที่นี่เดี๋ยวฉันจะออกไปหาสัตว์หาข้าวมาเพื่อจะจัด งานเลี้ยงต้อนรับท่าน” Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ) เลยกออกบินจากปากถ้ำไปยังต้นไม้ใหญ่ที่ยอดดอยอีก ดอยหนึ่ง เป็นต้นไม้ที่ใหญ่มาก ๆ มีร่มเงาปกคลุมได้ ๓ ดอยในบริเวณนั้น ทุกครั้งที่ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ)บินออกไปนั้นจะต้องบินไปเกาะที่ต้นไม้นั้นก่อนจะบินออกไปและก่อนจะบินเข้าถ้ำก็จะบินเกาะ ต้นไม้ต้นนั้นก่อนจะบินเข้าถ้ำอีก Ntsuag(จั่ว)เลยถาม ntxawm(เจ่อ)ว่าจะทำอย่างไรดีถึงจะฆ่า Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ)ได้ ntxawm(เจ่อ)จึงบอกให้ ntxawm(เจ่อ)กลับไปเตรีมมีดเตรีมขวานมาตัดต้นไม้ทั้งหมด ออกเว้นแค่ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นเท่านั้นและรอ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ)บินกลับมาแล้วก็จุดไฟเผาแล้วจะ สามารถฆ่า Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ)ได้ Ntsuag(จั่ว)จึงกลับบ้านไปแล้วเตรียมมีดเตรียมขวานมาตัด ต้นไม้ทั้งหมดของ ๓ ดอยนั้นโดยใช้เวลา ๑ เดือนเต็มเว้นไว้แค่ต้นไม้ใหญ่ต้นเดียว อีก ๒ เดือนที่เหลือแดด ช่วยทำให้ต้นไม้ทั้งหมดแห้งเหมะกับการจุดไฟอย่างมาก พอถึงวันที่ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ)กลับมา Ntsuag(จั่ว)เลยไปแอบซุ่มรอและจุดไฟทันที Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ)บินกลับเข้าไปที่ถ้ำเอาเป็ดไก่และ หมูที่จับมาได้ไปไว้ก่อนแล้วจึงบินออกมาเพื่อจะดับไฟ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ) กระพือปีกครั้งแรก ต่ำลง ครั้งที่ ๒ ต่ำลงอีกและครั้งที่ ๓ ก็จมหายไปในกองไฟทันที ไฟช่วยเผา Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ)ได้ ครึ่งวันจนไหม้หมดเลยเหลือเพียงหัวใจที่ยังคงอยู่ ntxawm(เจ่อ)เลยบอก Ntsuag(จั่ว)ให้เอาหัวใจของ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ) ไปฝังแต่ห้ามให้โดนมือเด็ด ขาด เพราะจะทำให้ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ) ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง Ntsuag(จั่ว)จึงเอาหัวใจของ Qub lum txwv (คู๊ หลู่ จื๋อ) ฝังหมด จึงพา ntxawm(เจ่อ) แต่ntxawm(เจ่อ)นึกขึ้นได้ว่ามีลูกกับ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ)ไว้ ๒ คนกับอีก ๑ ครรภ์ntxawm(เจ่อ) จึงทิ้งลูก ๒ คนนั้นไว้ในถ้ำแล้วกลับบ้านกับ Ntsuag(จั่ว)พร้อมลูกในครรภ์ มาอยู่ด้วยกันได้ ๑ ปีจึงคลอด ลูกคนนั้นออกมาอายุได้ประมาณ ๗ ปี เป็นเด็กที่ฉลาด เกเรและแข็งแรงมาก ชอบตีลูกชาวบ้านที่มาเล่น ด้วยกัน Ntsuag(จั่ว)จั่วจึงนึกขึ้นมาได้ว่าลูกคนนี้เป็นลูกของ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ) ถ้าหากวันหนึ่งโต ขึ้นมาแล้วรู้ว่าตนเป็นคนฆ่าพ่อของลูกคนนี้มีหวังโดนลูกคนนี้แก้แค้นแน่ ๆ จึงคิดอุบายเพื่อจะหลอกเอา เด็กคนนี้ไปฆ่า Ntsuag(จั่ว)จึงไปตัดต้นไม้อีกฝั่งของดอยแล้วหลอกให้ลูกคนนี้ไปยืนอยู่ด้านล่างแล้วบอกให้ อยู่รับเพื่อจะทำเป็นสะพานข้ามไปสวนอีกสวนหนึ่งที่อยู่ถัดไปจากดอยนั้น Ntsuag(จั่ว)ตัดจนต้นไม่จะขาด แล้วจึงพูดว่า “ลูก เธอไปอยู่ข้างล่างรับนะ ถ้ามันล้มตรงไหนแล้วไปตรงยังไงก็ช่วยผลักให้มันตรงจะได้เดินไปทำสวนได้ ง่าย” Ntsuag(จั่ว) จึงตัดต้นไม้ขาดทันทีต้นไม้ล้มลงไปทับลูกชายจมหายไปในดินเลย “หืม ตายแน่ ๆ เลย อวดดีนัก” Ntsuag(จั่ว) ครวญออกมาแล้วก็เก็บขวานเดินกลับบ้านไป ได้สักพักลูก ชายของ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ)จึงใช้แรงผลักต้นไม้ออกมาและทอดเป็นสะพานให้Ntsuag(จั่ว)และ ntxawm(เจ่อ) เดินไปทำสวน ลูกชายจึงเดินกลับมาถึงบ้านแล้วพูดว่า


“พ่อ ๆ พ่อกลับมาก่อนไม่ยอมรอผม ผมผลักต้นไม้ทอดเป็นสะพานให้พ่อกับแม่เดินไปสวนได้สบายแล้ว นะ”(ลูกชายได้ยินที่พ่อเขาครวญตอนต้นไม้ทับเขาจมไปในดินแล้วทั้งหมดแต่เขาก็ยังเงียบเก็บเอาไว้ในใจ) ผ่านไป ๓ วัน Ntsuag(จั่ว) จึงคิดอุบายใหม่เพื่อหลอกไปฆ่าอีกครั้ง จึงพาลูกชายคนนี้ไปด้วย Ntsuag(จั่ว) ไปขุดภูเขาแล้วจะหลอกให้ภูเขาล้มมาทับลูกคนนี้ตาย Ntsuag(จั่ว)ขุด ๆ จนเกือบจะทะลุจึงพูดกับลูกชาย ว่า “ลูกเอ๋ย เธอไปอยู่ด้านโน้นนะ พ่อจะขุดดินจากภูเขาลงมาแล้วเธอช่วยดันลมที่ตรงนี้ให้มันราบแล้วพ่อกับ แม่จะได้ใช้ทำนา” พอพูดเสร็จ Ntsuag(จั่ว)ก็เอาไม้มาค้ำไว้และรองัดภูเขานั้น พอลูกชายเดินไปอยู่ตรงที่ Ntsuag(จั่ว) บอก Ntsuag(จั่ว)จึงงัดภูเขาพังทลายมาทับถมลูกชายจมหายไปในดินเลย “หืม ตายแน่ ๆ เลย ครั้งนี้ดินทับขนาดนี้” Ntsuag(จั่ว)ครวญออกมาอีกครั้งแล้วก็เดินกลับบ้านไปได้สักพัก ลูกชายใช้แรงผลักจนดินที่ถมตัวเขาเองไหลลงไปถมที่ด้านล่างจนราบเหมาะกับเป็นพื้นที่ทำนาเหมือนที่ Ntsuag(จั่ว) พูดเอาไว้จริง ๆ แล้วลูกชายก็เดินมาถึงบ้าน “พ่อ ๆ ผมผลักดินที่ถมผมเมื่อกี้ไหลลงไปถมที่เหมาะให้พ่อกับแม่ทำนาแล้วนะ” Ntsuag(จั่ว)คิดไตร่ตรอง อีกว่าจะทำอย่างไรถึงจะฆ่าลูกชายคนนี้ได้จึงอุบายว่าอยากกินเนื้อเสือเพราะโตมายังไม่เคยกินเนื้อเสือเลย จึงบอกให้ลูกชายไปฆ่าเสือหวังจะให้เสือกัดกินลูกชายคนนั้น ลูกชายเลยเดินเข้าไปในป่าได้ยินเสียงเสือส่ง เสียงใกล้เข้ามาลูกชายจึงวิ่งเข้าจู่โจมไปหาแล้วเสียงก็เงียบไป Ntsuag(จั่ว)นึกในใจว่าสงสัยคงโดนเสือกัด กินแล้วถึงเงียบไป ได้สักพักลูกชายก็แบกเสือกลับมาวางไว้หน้าบ้าน “พ่อ ๆ ผมฆ่าเสือมาให้พ่อแล้วนะ พ่อจะกินส่วนไหนก็ไปเฉือนเนื้อมากินเองนะ”ลูกชายพูด Ntsuag(จั่ว) จึงเดินไปเฉือนเนื้อมาชิ้นหนึ่งปิ้งกินเสร็จ อยู่มาหลายวันจึงคิดอุบายอีกว่าจะต้องเอาไปให้วัว ป่าชน “ลูกเอ๋ย พ่อกับแม่อยากกินเนื้อวัวป่า มีฝูงวัวป่าอยู่ที่ดอยนั้น เธอไปจับมาให้พ่อกับแม่สักตัวได้มั้ย” Ntsuag(จั่ว)พูด “ถ้าพ่อกับแม่อยากกินจริง ๆ เดี๋ยวผมไปจับมาให้ครับ”ลูกชายพูด วันรุ่งขึ้นลูกชายกินมื้อเช้าเสร็จก็เตรียม ตัวพร้อม ๆ เดินไปหาฝูงวัวป่า ไปได้สักพัก Ntsuag(จั่ว)ได้ยินเสียงวัวป่าส่งเสียงดังวุ่นวาย Ntsuag(จั่ว)จึง ครวญกับตัวเองที่บ้านว่า “หืม ตายแน่ ๆ ครั้งนี้โดนวัวป่าชนเละเป็นขี้แน่ ๆ ” เสียงเงียบได้สักพักลูกชายก็แบกวัวป่ากลับมาที่บ้าน เหมือนเดิม “พ่อ ๆ ผมแบกวัวป่ากลับมาแล้ว พ่อกับแม่อยากกินส่วนไหนก็เอามาทำกินได้เลยนะครับ” ลูกชายพูด Ntsuag(จั่ว)เลยทำใจไปเฉือนหัวใจวัวมาปิ้งกินแต่ก็คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี เพราะวัน ๆ ลูกชายชอบ รังแกชาวบ้านเดินไปตลาดอยากกินอะไรก็หยิบกินหากมีใครเข้ามาว่าก็จะโดนตีโดนต่อยจนไม่มีใครกล้าว่า เลย Ntsuag(จั่ว)จึงอุบายว่าอยากกินเนื้อพญานาค ที่บ่น้ำหลังบ้านนั้นมีพญานาคตัวหนึ่ง ลูกชายจึงวิ่งไปที่ บ่อน้ำและกระโจนลงไปในน้ำทำเอาน้ำสนั่นหวั่นไหวไป ๆ มา ๆ ได้สักพักก็เริ่มนิ่งลง “หืม ตายแน่ ๆ ทุกครั้งไม่ตายครั้งนี้โดนพญานาคเอาไปแล้วตายแน่นอน” Ntsuag(จั่ว)ครวญออกมา ได้สัก พัก ntxawm(เจ่อ)เลยพูดว่า


“ Koj txiv (ก้อ จี๋) ลูกขายเราแบกพญานาคกลับมาแล้วนะ” “โกหกน่ะ ตอนนี้คงเป็นขี้ของพญานาคเรียบร้อยแล้ว คงไม่ได้กลับมาหรอก” Ntsuag(จั่ว)พูด “จริง ๆ นะ ไม่เชื่อลองออกไปดูข้านอกสิ” Ntsuag(จั่ว)จึงออกไปดูก็เห็นพญานาคอยู่หน้าบ้านจริง ๆ Ntsuag(จั่ว) จึงเดินไปเฉือนครีบพญานาคมาปิ้งกิน วันลูกชายก็ยังคงเกกรเหมือนเดิมหาเรื่องทะเลาะตีกับ ชาวบ้านขึ้น ๆ ลง ๆ ทำให้Ntsuag(จั่ว)อุบายว่าอยากกิน Xob (ซ๊อ)เลยบอกให้ลูกชายไปเอา Xob (ซ๊อ)มา ให้กิน “ถ้าพ่ออยากกิน Xob (ซ๊อ) นั้นได้เลยครับ อีก ๓ วันข้างหน้าจะเอามาให้พ่อกิน วันนั้นลูกชายจึงออกจาก บ้านไปรีดไถเอาน้ำมันของชาวบ้านมาได้ ๓ ไหกับข้าวเหนียว ๓ ถัง พอเอามาถึงก็เอาข้าวเหนียวทาทั่วตัว พร้อมทั้งเอาน้ำมันมาทาตัวอีกแล้วก็เดินไปหลังบ้านไปขุดสระและเทน้ำมันลงไปพร้อมกับลงไปอาบ พอฝน ตก Xob (ซ๊อ) ส่งเสียงผ่ามา ๑ ครั้ง ลูกชายก็ส่งเสียงตอบโต้ไป ๑ ครั้ง Xob (ซ๊อ)ผ่าอีกครั้ง เขาก็ส่งเสียง ตอบโต้อีก จน Xob (ซ๊อ)ผ่าจากฟ้าลงมาหาเขาแต่เขากระโดดหนีทันทำให้Xob (ซ๊อ)ติดอยู่ในบ่อน้ำมัน ออกไม่ได้เพราะติดน้ำมัน (Xob (ซ๊อ)ถ้าตัดน้ำมันแล้ว Xob (ซ๊อ)จะไปไหนไม่ได้เพราะแพ้น้ำมัน) “เวลาพ่อกับแม่จะกิน Xob (ซ๊อ)นั้น ให้เอาตากควันให้แห้ง ๆ แล้วค่อยกินนะ อย่าให้น้ำมันละลายเดี๋ยว Xob (ซ๊อ)จะหนีไปได้” ลูกชายพูดเสร็จก็ไปสวน Ntsuag(จั่ว)นึกในใจไม่มีใครทำอะไรมันได้จริง ๆ จึงตัดสิร ใจก่อกองไฟแรง ๆ เพื่อให้น้ำมันละลายแล้วให้ Xob (ซ๊อ)หนีไป พอน้ำมันละลายหมด Xob (ซ๊อ)ก็เลย สะบัดเชือกขาดและบินขึ้นฟ้า ลูกชายกลับมาจับไม่ทันจึงครวญออกมาว่า “อ๊า ๆๆๆ พ่อกับแม่ทำไมถึงทำให้Xob (ซ๊อ)หลุดไปได้” “พ่อกับแม่ลืมไป จึงก่อไฟทำข้าวทำกับข้าวกิน ทำให้น้ำมันละลาย Xob (ซ๊อ)ก็เลยหลุดหนีไปได้” Ntsuag( จั่ว)เสแสร้งไป ลูกชายจึงเดินไปนั่งนอกบ้านมองไปยังถ้ำที่หน้าผาไกลออกไปนั้นคิดไตร่ตรองถึงสิ่งที่ผ่านมาและในวันที่ Ntsuag(จั่ว)ไปสวนนั้น ลูกชายจึงถามแม่(ntxawm(เจ่อ))ว่าพ่อหลอกเขาไปฆ่าหลายรอบมากและเขาก็รู้ หมดเลยว่าพ่อไม่ได้รักเขาเลย เป็นเพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้นแล้วพ่อจริง ๆ ของเขาเป็นใคร ntxawm( เจ่อ)เลยตอบว่า “ถ้าลูกถามแม่ขนาดนี้แล้วเดี๋ยวแม่บอกให้ก็ได้ พ่อของลูกชื่อ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ) Zaj laug(ย่า เหล่า)ฆ่าพ่อของเธอแล้วพ่อคนนี้จึงมาแต่งงานกับแม่เขาจึงไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของลูกเขาจึงไม่รักลูก” “แล้วผมมีพี่น้องอีกไหม” “มีสิ เธอมีพี่น้องอีก ๒ คน แล้วลูกค่อยไปหาพี่น้องอีก ๒ คนนะ ไปแล้วจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ลูกแล้ว” “ถ้าอย่างนั้นก่อนที่ผมจะไปผมขอทำให้ได้ ๓ ยุ้งข้าวกับ ๓ ยุ่งเงินทองให้พ่อกับแม่ให้พ่อกับแม่อยู่กินอย่าง สบายก่อนแล้วผมจะไป” แล้วก็เลยออกไปหารีดไถได้ ๓ ไหเงิน ๓ ไหทองมาให้พ่อกับแม่ “ผมหาเงินทองมาให้พ่อกับแม่จนสามารถกินอยู่จนแก่เฒ่าได้ ก่อนที่ผมจะไปผมอยากให้พ่อช่วยตีธนูให้ผม ๑ คัน แล้วก็ไปเอา ๓ ไห Kab (ก๊า)มาตีเป็นธนูเหล็กได้ 1 คันพอดีมือของลูกชายกับ ๓ ดอกธนู Ntsuag( จั่ว)ไม่สามารถยกธนูนั้นได้เพราะมันหนักมาก แต่กับลูกชายนั้นยกได้สบายมือ จึงลองเอามายิงดูสามารถยิง ดอกทะลุต้นไม้ได้สบาย ๆ ยิงก้อนหินก็แตกกระจาย แล้วลูกชายก็เลยออกตามหาพ่อโดยเดินทางไปหา Zaj


laug(ย่า เหล่า) เดินไปตามลำธารเลยไปพบ Ntiv taw laj nyug (ตี๋ เตอ ล่า หยู่) Ntiv taw laj nyug (ตี๋ เตอ ล่า หยู่)มีเท้าที่ใหญ่มาก กำลังเตะภูเขาพังทลายเล่น เขาเลยถามว่า “สหาย เป็นอะไรทำไมถึงทำรุนแรงขนาดนี้ แล้วเธอเป็นคนตระกุลอะไร” “โอ๊ะๆๆ ฉันไม่รู้ตระกุลอะไรหรอกแต่ฉันกำลังออกตามหาพ่อของฉันเท่านั้นเองแล้วเธอหล่ะ ตระกุลไหน กัน” Ntiv taw laj nyug (ตี๋ เตอ ล่า หยู่)ถามกลับ “ฉันชื่อ Tub ris hneev hlau (ตุ๊ ตรี่ เหนง เลา) และฉันกำลังออกตามหาพ่อเหมือนกัน” “แล้วพ่อเธอชื่ออะไร” Ntiv taw laj nyug (ตี๋ เตอ ล่า หยู่)ถาม “พ่อฉันชื่อ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ)” “ถ้าแบบนั้นเราก็เป็นพี่น้องกันสิ ถ้าแบบนั้นเราออกไปตามหาพ่อด้วย” Ntiv taw laj nyug (ตี๋ เตอ ล่า หยู่)พูดจบก็ออกเดินตามหาพ่อด้วยกัน เดินไปตามลำธารไปถึงแม่น้ำใหญ่ได้ยินเสียงน้ำเหมือนกำลังมีใคร สักคนกำลังเล่นน้ำดังสนั่นหวั่นไหวไป ๆ มา ๆ เลยเข้าไปดูก็เห็นว่าแม่น้ำไม่มีน้ำเลยจึงตามไปหาและก็พบ กับ Poj ntseg daus dej (ป๊อ เจ่ เด่า เด้)มีใบหูที่ใหญ่มาก ใช้หูตักน้ำทีนึงหมดลำธารเลย กำลังเดินลงตาม ไปหา Zaj laug(ย่า เหล่า) พวกเขาไปถึงจึงพูดว่า “สหายทำไมดุจังเลยเอาหูตักน้ำเททิ้งหมดพวกเราไม่ได้กินน้ำเลย” พี่น้องสองคนแรกพูด “เอ๊อ ๆๆๆ ไม่มีอะไรหรอก พอดี Zaj laug(ย่า เหล่า) ฆ่าพ่อของฉันไปแก้มเหล้าแล้วฉันจึงตักน้ำตามหา Zaj laug(ย่า เหล่า)เท่านั้นเอง” Poj ntseg daus dej (ป๊อ เจ่ เด่า เด้)ตอบ “ถ้าอย่างนั้นพ่อของเธอชื่ออะไร” พวกเขาถาม “พ่อฉันชื่อ Qub lum txwv(คู๊ หลู่ จื๋อ)” “โอ๊ะๆๆๆ ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็เป็นพี่น้องกัน งั้นพวกเราออกเดินตามหาพ่อด้วยกัน” เขาทั้ง ๓ เลยเดิน ตามลำธารไปเรื่อย ๆ ไปเจอหมู่บ้านร้างไม่เห็นผู้คนเลยเห็นแต่หมูหมากาไก่เดินตามพวกเขาด้วยความหิว จึงเดินไปเรื่อย ๆ เห็นบ้านหลังหนึ่งมีควันไฟออกมาจากหลังคาบ้านจึงเดินเข้าไปหาแล้วพบแต่สาวสวย เพียงคนเดียวพวกเขาเลยเรียกปรากฎว่าสาวสวยคนนั้นวิ่งเข้า Qho txo (ขอ จ่อ) พวกเจาจึงเปิดประตูเข้า ไปแล้วพูดว่า “น้องสาวทำไมเธอกลัวพวกเราขนาดนี้ มันเป็นเพราะอะไรเธอถึงพวกเราจังเลยแล้วทำไมหมู่บ้านไม่มีผู้คน สักคนเห็นแต่เธอเพียงคนเดียว” “พี่ชายทั้ง ๓ อย่าพูดเสียงดังได้มั้ย เดี๋ยวผีที่อยู่ตรงถ้ำนั้นจะมากัดกินพวกเรา หมู้บ้านเราโดนผีตัวนั้นกัดกิน จนหมดเหลือแต่ฉันเพียงคนเดียว”สาวสวยพูด “ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรผีตนนั้นถึงจะออกมา” พวกเขาถามกลับ “Dub zeb tuav cos (ดู้ เย๊ ตั๋ว จ่อ) เดี๋ยวก็มา”สาวสวยตอบ “ถ้าแบบนั้นไม่ต้องกลัว พวกเราลองไปDub zeb tuav cos (ดู้ เย๊ ตั๋ว จ่อ) ตักข้าวเปลือกเทลงใน Qho cos(ขอ จ่อ) Tub ris hneev hlau (ตุ๊ ตรี่ เหนง เลา)จึงอาสาเป็นคนตำข้าวเปลือก ตักข้าวโพดเทลง Dub zeb(ดู้ เย๊) Ntiv taw laj nyug (ตี๋ เตอ ล่า หยู่)เป็นคนบด แล้วก็ทำแบบนี้ให้เสียงดังสนั่น ส่วน Poj ntseg daus dej (ป๊อ เจ่ เด่า เด้)ก็ไปช่วยล้างถ้วยล้างจานตามหลังบ้านไป ๆ มา ๆ ได้สักพักก็เห็นสองผัวเมียผีผิว


แตกเป็นรอยเต็มตัว ผีตัวผู้แบกค้อนมาส่วนตัวเมียแบกเป้ม้งเดินมา พอสาวสวยเห็นก็กลัวจึงวิ่งเข้าไปหลบ ใน Qho txo (ขอ จ่อ) เหลือ ๓ พี่น้องยังรออยู้แล้วพูดทักทายว่า “ตากับยายมามาเหรอ”๓ พี่น้องทัก “อืม พวกเรามา” ผีตอบ “แล้วตากับยายมาทำอะไรเหรอ” “มากิน Ntiv qhiav(ตี๋ เขีย) เท่านั้นเอง” ผีตอบ “อ๋อ ถ้าอย่างนั้นเชิญเข้ามานั่งก่อน มานั่งผิงไฟก่อนมีอะไรค่อยคุยกัน” ๓ พี่น้องเชิญ ผีทั้ง ๒ จึงมานั่ง “แล้ว Ntiv qhiav(ตี๋ เขีย) อยู่ที่ไหน” ๓ พี่น้องถาม “Ntiv qhiav(ตี๋ เขีย) อยู่นั่นงัย” ผีตอบ “อยู่นี่แล้วอยู่ไหน” พวกเขาถามอีก “ตรงนั้นงัย” ผีบอก “ถ้าอยู่ตรงนี้จะกินก็กินเลย”ผีจึงยกค้อนหวังจะทุบ Tub ris hneev hlau (ตุ๊ ตรี่ เหนง เลา)แต่ Tub ris hneev hlau (ตุ๊ ตรี่ เหนง เลา)เอามือจับค้อนทันทีแล้วก็จับผีทั้ง ๒ ตัวมัดมือไขว้หลังทำให้ผีสองผัวเมียส่ง เสียงร้องขอ Ntiv taw laj nyug (ตี๋ เตอ ล่า หยู่)จึงใช้เท้าเตะเล่นไปมาแล้วถามว่า “บอกมาว่าผู้คนที่พวกเธอกินนั้นไปไหนหมดแล้วกระดูกพวกเขาอยู่ที่ไหน” “กระดูกเราเอาไปที่หน้าผานั้น” ผีตอบ “แล้วเธอ ๒ คนกินคนหมดแล้วจะเอาที่ไหนมากินอีก” “พอหมดเราก็เอา Khwb lwb ntasuab(ลู๊ คื๊อ ลื๊อ จั๊ว) ไปปลูกตื่นขึ้นมาแล้วก็กินใหม่” ผีบอก “ถ้าอย่างนั้นลองปลูกพวกเขาให้ฟื้นขึ้นมาซิ ทำให้ฟื้นคืนมาทุกคนเลยแล้วจะปล่อยพวกเจ้าไป” จึงพาผี สองตนนั้นไปปลูกผู้คนทั้ง พอฟื้นขึ้นมาได้ผีก็อ้าปากจะกินทันที “อย่าเพิ่งรีบกินสิ เรียกให้ฟื้นขึ้นมาทั้งหมดก่อนค่อยกิน” ๓ พี่น้องบอก พอเรียกผู้คนฟื้นขึ้นมาได้หมด Tub ris hneev hlau (ตุ๊ ตรี่ เหนง เลา)จึงยิงธนูใส่จนทะลุและ Ntiv taw laj nyug (ตี๋ เตอ ล่า หยู่)ใช้เท้า เตะลอยหายไปส่วน Poj ntseg daus dej (ป๊อ เจ่ เด่า เด้) ใช้หูตักน้ำถมจมลงไปในทะเลทันทีพอช่วยผู้คน มาได้หมดทุกคนก็ดีใจมากจึงยกลูกสาวที่สวยที่สุดในหมู่บ้านให้ ๓ พี่น้องแต่พวกเขาก็ไม่ได้พาไปด้วย ทิ้งไว้ ที่หมู่บ้านนั้นและก็เดินออกไปตามหาพ่อต่อ พวกเขาจึงเดินทางไปถึงดินแดนพญานาคแล้วไปพบกับ Zaj laug(ย่า เหล่า) Zaj laug(ย่า เหล่า)เลยถามว่า “มาเหรอน้องชายทั้ง ๓“ “ครับ พวกเรามา” เขาตอบ “พวกเธอมาทำอะไร” “เราแค่มาเที่ยวเฉย ๆ” พอเริ่มเย็นพวกเขาเลยไปเก็บฟืนมาเยอะ ๆ และก่อกองไฟ นำหินมาตั้งเป็นที่รอง กระทะและนำกระทะมาวางเผาจนแดง Zaj laug(ย่า เหล่า)เห็นแบบนั้นจึงถาไปว่า “พวกเธอจะเผากระทะไปทำไม”


“อ๋อ พวกเราเผาเล่นเฉย ๆ จะได้เอา Zaj laug(ย่า เหล่า)มาทอด” ๓ พี่น้องตอบเสร็จ Tub ris hneev hlau (ตุ๊ ตรี่ เหนง เลา)ก็เอาคีมคีบคอ Zaj laug(ย่า เหล่า)ทันที Zaj laug(ย่า เหล่า)ดิ้นไปดิ้นขอและพูดว่า “ขอร้องละ มีอะไรค่อยคุยกัน ถ้ามีอะไรผิดจะฆ่าค่อยฆ่า อย่าทำแบบนี้เลย” พวกเขาจึงเล่าทั้งหมดให้Zaj laug(ย่า เหล่า)ฟัง แล้ว Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงพูดว่า “โอ๊ะๆๆๆ แบบนั้นมันไม่ใช่แล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นมันไม่ใช่แล้ว เรื่องมันเป็นอย่างนี้ เมื่อก่อนเราได้ยกแม่ของ พวกเธอให้พ่อเธอปัจจุบันนี้ไปแล้วแต่เขาไม่เชื่อฟังคำของพวกเราทำให้พ่อแท้ ๆ ของพวกเธอจึงมาแย่งแม่ พวกเธอไปแล้วพ่อเธอปัจจุบันจึงไปแย่งคืนมาและฆ่าพ่อของพวกเธอตาย ไม่ใช่ทางพวกเราฆ่าพ่อของพวก เธอ” ๓ พี่น้องเลยมาคิดไตร่ตรองแล้วเข้าใจว่าเพราะพ่อของเขาผิดเองที่ไปแย่งแม่จากคนอื่น จึงปล่อย Zaj laug(ย่า เหล่า)แล้ว Zaj laug(ย่า เหล่า)จึงจัดงานเลี้ยงต้อนรับที่หลานชายทั้ง ๓ มาและหลังจากนั้นทั้ง ๓ พี่น้องจึงไปแต่งงานอยู่ในแดนพญานาคและไปเป็นเจ้าครองดินแดนพญานาคตลอดไป ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ปากเปล่า ๘. ท่าทาง เล่าไปด้วย ทำท่าทางด้วยมือ ๙. โอกาสที่เล่า เล่าก่อนนอนหลังทานอาหารเย็นเสร็จและเวลาว่าง ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อห้าม ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ไม่มี ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ เป็นนิทานสอนใจให้รู้ความกตัญญูกับผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูเรามา ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า คิดว่ามีแต่ไม่รู้ว่ามีใครอยู่ที่ไหนบ้าง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากอา • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร


มีความตั้งใจมาก เพราะฟังจากน้ำเสียงที่เล่า


Click to View FlipBook Version