ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่า ละเวือะ
เรื่องที่ ๑ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุล นางเตียม กานนบรมสุข อายุ ๗๙ ปี ชื่อหมู่บ้าน ละอางเหนือ ที่อยู่เลขที่ ๑๑ หมู่ที่ ๗ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๗/ธ.ค./๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ไลฮ เตะ ไม ซอ (กระรอกกับแมวป่า) ๒. ประเภทของนิทาน สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด เชื้อสายมาจากคุณปู่คุณยาเล่าให้ฟัง และนำมาเล่าต่อๆกันมา เรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งมีแมวป่า (ซอ)และกระรอก (ไลฮ เตะ) ได้อาศัยอยู่ในผืนป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งแมวป่ามักจะมี นิสัยที่ชอบโอ้อวดและดูถูกกระรอกเพราะเห็นว่ากระรอกตัวเล็กกว่าตนเอง อยู่มาวันหนึ่งแมวป่า (ซอ) ได้ท้า กระรอก(ไลฮ เตะ) กระรอกเจ้าไม่แน่จริงหรอก เจ้าไม่เอาไหนเลยตัวเล็กขนาดนี้ กระรอก(ไลฮ เตะ) ตอบว่า ใช่ข้า เป็นผู้ที่ไม่เอาไหนหรอกแถมตัวข้ายังเล็กด้วย ถ้าอย่างนั้นเราทั้งสองมาท้ากันไหมโดยข้าจะให้เจ้าเอาไฟมาเผาข้า แล้วข้าจะนั่งที่ตอไม้นี่แหละ แล้วดูว่าตัวข้าจะโดนไฟไหม้หรือเปล่า จากนั้นเจ้าแมวป่า (ซอ) ก็จุดไฟเผ่าบริเวณตอ ไม้โดยที่เจ้ากระรอกนั่งอยู่บนตอไม้ พอเจ้ากระรอกเห็นไฟกำลังไหม้ใกล้มาถึงที่ตัวเองอยู่ก็วิ่งไปหลบอยู่ในรูใต้ดิน พอไฟมอดดับลงเจ้ากระรอก(ไลฮ เตะ) ก็โผล่ออกมาจากรู พอเจ้าแมวป่า(ซอ) เห็นว่าเจ้ากระรอกไม่โดนไฟเผ่า เจ้าแมวป่า(ซอ) จึงท้าและสั่งให้กระรอก(ไลฮ เตะ) จุดไฟเผาตัวเองที่ยืนบนตอไม้คืนบ้าง เจ้ากระรอก(ไลฮ เตะ) จึง
ได้จุดไฟเผาตอไม้ที่เจ้าแมวป่า(ซอ) ยืนอยู่ พอไฟลุกไหม้ลามมากขึ้นเจ้าแมวป่า(ซอ) หนีไม่ทัน จึงถูกไฟไหม้เผ่าตาย อยู่ตรงนั้น ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง มีการใช้มือแสดงท่าทางการประกอบในการเล่านิทาน ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาสแล้วแต่ความพร้อม ส่วนใหญ่จะเล่าตอนเย็นและก่อนนอน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต การโอ้อวดซึ่งกันและกัน อาจนำมาซึ่งความเสียหายแก่ตนเอง ต่างคนต่างอยากใหญ่โต ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ นิทานเรื่องนี้ได้สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความเชื่อ ของชนเผ่าลเวือะในการทำไร่หมุนเวียน การเผ่าไร่ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานเรื่องนี้ได้ ๒ คน คือ นายดำและนางเตียม อยู่บ้านละอางเหนือ และได้ เล่าบ่อยครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณปู่คุณย่าของตัวเอง ซึ่งได้ฟังตอนช่วงอายุประมาณ ๑๐ ปีตอนนี้ได้ ผ่านมาแล้วประมาณ ๖๐ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ผู้รู้ มีความตั้งใจจะถ่ายทอดนิทานให้กับเด็กเป็นอย่างมาก และอยากให้นิทานของชนเผ่าลเวือะ ถูกสืบทอดต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น
เรื่องที่ ๒ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุล นางเตียม กานนบรมสุข อายุ ๗๙ ปี ชื่อหมู่บ้าน ละอางเหนือ ที่อยู่เลขที่ ๑๑ หมู่ที่ ๗ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๗/ธ.ค./๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ละ ไม ปุย (ตัวนิ่มกับคน) ๒. ประเภทของนิทาน คนกับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ต้นมะเดื่อทุกต้นโตขึ้นจะไม่ตรง จะมีลักษณะเอนเอียง ๕. เชื้อสายที่สืบทอด นิทานเล่ากันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง นิ่ม (ละ)บอกกับคนว่าคนฉลาดก็จริงแต่สู้ข้าที่อยู่ในดินไม่ได้หรอก ขนาดข้าอยู่ในดินเวลาขุดหลุมใต้ดิน เศษดินยังไม่เข้าตาเลย ขุดจนกอก๋ง(ดอกหญ้า) ล้มเป็นกอเศษยังไม่เข้าตาข้าเลย คน (ปุย) จึงได้บอกว่าตัวนิ่ม(ละ) ว่าอย่าพูดแบบนั้นเลย ถ้าเศษดินไม่เข้าตาก็ไม่มีกินหรอก ที่พวกเราอยู่อย่างนี้ทำงานแบบนี้แหล่ะถึงได้มีกินมีใช้อยู่ ทุกวันนี้ และอยู่มาวันหนึ่งคนได้ไปหาฟืนในป่าแล้วแบกฟืนกลับบ้าน ตัวนิ่ม(ละ) นั่งพิงอยู่ใต้ต้นมะเดื่อและเฝ้าดู คนแบกฟืนกลับบ้าน ตัวนิ่ม(ละ) จึงได้รำพึงรำพันกับตัวเองว่า พวกคนแบกแม้กระทั่งขี้ของตนเองช่างน่าเวทนายิ่ง นัก ดังนั้นเวลาเข้าไปในป่าเห็นต้นมะเดื่อเอียงเกือบทุกต้น สาเหตุมาจากตัวนิ่มไปนั่งพิงเฝ้าดูคนในสมัยก่อนแบกฟืน และทำไร่ทำสวนทุกวัน ต้นมะเดื่อจึงเอ็นเอียงไปตามแรงพิงของตัวนิ่ม
๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง มีการใช้มือแสดงท่าทางการประกอบในการเล่านิทาน ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ส่วนมากจะเล่าตอนเย็นและก่อนนอน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต การทำงานของแต่ละคนจะมีความถนัดที่แตกต่างกัน ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ • การทำงานของชนเผ่าลเวือะจะใช้กำลังเป็นหลัก เช่นการแบก การหาม • การหาฝืน • การแบกจะแบกข้างหลังโดยที่มีสายพ่วงมาที่หัว ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานเรื่องนี้ได้ ๒ คน คือ นายดำและนางเตียม อยู่บ้านละอางเหนือ และเล่า บ่อยครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณปู่คุณย่าสืบทอดมาที่รุ่นพ่อแม่ของตัวเอง ซึ่งได้ฟังตอนช่วงอายุประมาณ ๑๐ ปี และตอนนี้ได้ ผ่านมาแล้ว ประมาณ ๖๐ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ไม่มี
เรื่องที่ ๓ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุล นางเตียม กานนบรมสุข อายุ ๗๙ ปี ชื่อหมู่บ้าน ละอางเหนือ ที่อยู่เลขที่ ๑๑ หมู่ที่ ๗ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๗/ธ.ค./๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: กลัง ไม กวน ดอย (เหยี่ยวกับเด็กกำพร้า) ๒. ประเภทของนิทาน คนกับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เหยี่ยวเวลาบินในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวชาวบ้านจะไม่ยิง เพราะเชื่อว่าเหยี่ยวบินมามอบข้าวให้ชาวบ้าน ๕. เชื้อสายที่สืบทอด นิทานเล่ากันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเหยี่ยวตัวหนึ่งบินมาหากินในป่า แล้วไปติดที่หนามแห่งหนึ่งซึ่งตัวเขาเองไม่ สามารถบินออกได้ เด็กกำพร้าได้เดินผ่านมาพอดี เหยี่ยว : เด็กกำพร้าเจ้าช่วยแกะหนามพวกนี้ให้ยายหน่อยสิ เด็กกำพร้า : ข้าช่วยยายไม่ได้หรอก ข้ายังไม่ได้กินข้าวเลย ข้าต้องรีบไปหาข้าวกินก่อน เหยี่ยว : ไม่เป็นไร เดี๋ยวยายให้ข้าวเจ้าเอง เองช่วยแกะหนามพวกนี้ให้ยายก่อนได้ไหม เด็กกำพร้าจึงช่วยแกะหนามที่ติดเหยี่ยวออกจนหมด แล้วเหยี่ยวจึงเอาข้าวให้เด็กกำพร้าไปกิน และขอกลับไปพร้อมกับเด็กกำพร้า เหยี่ยว : ยายจะกลับไปพร้อมกับเจ้านะ
เด็กกำพร้า : ยายไม่ต้องไปหรอก บ้านข้ายากจนมาก ยายไปด้วยคงไม่มีข้าวพอให้กิน เหยี่ยว : ไม่เป็นไรเดี๋ยวยายเอาข้าวให้เจ้าเอง จากนั้นเด็กกำพร้ากับเหยี่ยวก็เดินทางกลับและได้อาศัยอยู่ด้วยกัน ทุกวันเหยี่ยวก็จะเป็นคนหุง หาอาหารให้เด็กกำพร้า ส่วนเด็กกำพร้าหลังจากกลับจากไปทำไร่ทุกวันกับข้าวกับปลาก็ทำเสร็จหมด จนอยู่มาวันหนึ่งเด็กกำพร้าจึงสงสัยว่าเหยี่ยวไปเอาข้าวที่ไหนมาหุงเพราะชาวบ้านเริ่มสังเกตและกลัว ชาวบ้านจะฆ่าตัวเองเพราะเหยี่ยวตัวนี้ เด็กกำพร้าจึงแอบดูเหยี่ยวตัวนั้นเวลาทำกับข้าว ก็เห็นว่าเหยี่ยว จิกที่ปีกที่ขาเมล็ดข้าวก็หล่นลงมาแล้วนำมาหุงเป็นอาหาร จากนั้นเด็กกำพร้าได้อาศัยอยู่กับเหยี่ยวอย่างมี ความสุขนานแสนนานเหยี่ยวได้สั่งให้เด็กกำพร้า ตัดไม้ เพื่อสร้างยุ้งฉางเก็บข้าว เหยี่ยว : ไปหาไม้หาฝืนมาสร้างยุ้งฉางใส่ข้าว ข้าจะกลับแล้ว เด็กกำพร้า : สร้างยุ้งฉางทำไม ไร่ก็มีนิดเดียว เหยี่ยว : สร้างไปก่อน สร้างเสร็จข้าวก็มีเอง เด็กกำพร้าก็หาไม้ มาสร้างยุ้งข้าวจนเสร็จ ระหว่างสร้างชาวบ้านต่างพากันหัวเราะเยาะ พอ ใกล้เวลากลับเหยี่ยวก็ได้สั่งสอนเด็กกำพร้า เหยี่ยว : ยายจะกลับแล้วไปหาหลานที่อื่น ถ้าเห็นยายบินไปจนสุดสายตาอย่าพูดว่า “ยายไปแล้วต่อไป จะไม่มียายอีกแล้ว นะ ข้าวก็มีแล้วในยุ้งข้าว” พอได้เวลาไปเหยี่ยวก็บินไปในท้องฟ้า จนใกล้จะสุดสายตาแล้วเด็กกำพร้าก็พูดว่า “ยายไปแล้ว ต่อไปจะไม่มียายอีกแล้ว” และเหยี่ยวก็กลับมาอีก มาอยู่กับเด็กกำพร้าอีกและได้สั่งสอนเด็กกำพร้าต่างๆ นาๆ พอมาถึงอีกวันหนึ่งเหยี่ยวบอกกับเด็กกำพร้าว่า ยายไปแล้วและจะไปหาหลานๆ ที่อื่นด้วย ถ้ายาย ไปครั้งนี้ห้ามพูดอะไรทั้งสิ้นนะ ข้าวก็มีแล้วในยุ้งฉาง จากนั้นเหยี่ยวก็บินจากไปจนสุดสายตาเด็กกำพร้า ก็ไม่พูดอะไร และผู้คนต่างแปลกใจที่ยุ้งฉางมีข้าวเต็ม ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง มีการใช้มือแสดงท่าทางการประกอบในการเล่านิทาน ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ส่วนมากจะเล่าตอนเย็นก่อนนอน
๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ความซื่อสัตย์ ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ • การทำไรหมุนเวียน • การสร้างยุ้งข้าวของลเวือะ ส่วนมากจะสร้างก่อนเก็บเกี่ยวข้าว ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า o มีผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานเรื่องนี้ได้๒ คน ความถี่ในการเล่านานๆ เล่าครั้งหนึ่งประมาณ ๒ สัปดาห์เล่า ๑ ครั้ง ผู้รู้ที่สามารถเล่าได้คือ นายดำและนางเตียม บ้านละอางเหนือ • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ o คุณปู่คุณย่าสืบทอดมาที่รุ่นพ่อแม่ของตัวเอง ซึ่งได้ฟังตอนช่วงอายุประมาณ ๑๐ ปี และ ตอนนี้ได้ผ่านมาแล้ว ประมาณ ๖๐ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร o มีความตั้งใจในการถ่ายทอด
เรื่องที่ ๔ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุล นางเตียม กานนบรมสุข อายุ ๗๙ ปี ชื่อหมู่บ้าน ละอางเหนือ ที่อยู่เลขที่ ๑๑ หมู่ที่ ๗ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๗/ธ.ค./๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: กวน ดอย (เด็กกำพร้า) ๒. ประเภทของนิทาน กำพร้า ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ต้นมะเดื่อทุกต้นโตขึ้นจะไม่ตรง จะมีลักษณะเอนเอียง ๕. เชื้อสายที่สืบทอด นิทานเล่ากันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กกำพร้าคนหนึ่งเวลาไปไหนมาไหนมักมีแต่คนดูถูกดูแคลน อยู่มาวันหนึ่งมีตายายคู่ หนึ่งได้ชวนเด็กกำพร้าไปทำงานด้วย ตายายจึงถามเด็กกำพร้าว่าเจ้าไปช่วยเราสองคนทำงานได้ไหม เด็กกำพร้าจึง ตอบว่าคุณตาผมยังไม่ได้กินข้าวเลย ตายายจึงบอกว่าไม่ได้กินข้าวก็ไม่เป็นไร ไปเถอะคุณตามีข้าวห่อเดียว เดี๋ยวจะ แบ่งให้ จากนั้นเด็กกำพร้าก็ได้ไปช่วยคุณตาทำงานจนเหนื่อย พอถึงเวลาเที่ยงคุณตาก็กินข้าวเที่ยง โดยที่ไม่ได้ แบ่งให้เด็กกำพร้ากินด้วย และบอกกับเด็กกำพร้าว่าตัดและมัดไม้ไผ่ให้เสร็จก่อนเดี๋ยวจะแบ่งข้าวให้กิน เด็ก กำพร้าทำงานจนเสร็จแต่คุณตาก็ไม่เอาข้าวให้เด็กกำพร้ากิน จกเย็นถึงเวลากลับบ้านก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยระหว่าง ทางกลับบ้านคุณตาได้ถูกงูเหลือมรัด คุณตาได้ขอร้องเด็กกำพร้าช่วยเอามีดฟันงูให้หน่อยนะ เด็กกำพร้าจึงตอบว่า ฉันฟันให้ไม่ได้หรอก เพราะว่าฉันเหนื่อย และหิวข้าวด้วย คุณตาจึงตอบว่าช่วยข้าก่อนเดี๋ยวแบ่งให้เด็กกำพร้าจึง
ตอบไปว่าก่อนหน้านั้นคุณตากินข้าวไม่เห็นแบ่งให้ผมเลย ผมไม่ฟันให้หรอก ถ้าฟันให้คุณตาก็รอดและได้กลับไป หาลูก จากนั้นเด็กกำพร้าก็เดินกลับบ้านพอถึงหมู่บ้านลูกของคุณตาก็ได้ถามเด็กกำพร้าว่าคุณพ่อผมอยู่ไหน เด็ก กำพร้าตอบว่าพ่อคุณหลับอยู่ผมหิวข้าวถึงได้กลับก่อน สักพักลูกของคุณตามาถามอีกจนเด็กกำพร้าเริ่มรำคาญเด็ก กำพร้าจึงบอกไปว่า ไม่ต้องมาถามแล้วพ่อคุณตายไปแล้ว มีกลิ่นเหม็นแล้ว ไม่ต้องมาถามอีก ทุกคนต่างพากันดูถูกดู แคลนเด็กกำพร้า อยู่มาวันหนึ่งเด็กกำพร้าอยู่บ้านและชาวบ้านได้นำแกลบข้าวสารมาให้(แกลบข้าวในสมัยนั้นเป็น เศษข้าวที่ชาวบ้านทิ้งแล้ว โดยที่เมล็ดข้าวในสมัยก่อนคิดว่าเป็นกระดูกข้าว) เด็กกำพร้าคนนั้นได้หุงและกินแกลบ ข้าวสารนั้นแทนข้าว มีอยู่วันหนึ่งเด็กกำพร้านอนอยู่ริมทางที่มีคนสันจรไปมา(คระติง) ผี(เบือก) ผ่านมาเห็นและได้ ยกเด็กกำพร้าคนนั้นไปเฝ้าสมบัติของตนเองในถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งมีเงินทองมากมายก่ายกอง พอรุ่งเช้าเด็กกำพร้าก็ได้ เดินทางกลับพร้อมกับแบกเงินทองกลับมาด้วยจนลูกของคุณตามาเห็น จึงถามเด็กกำพร้าว่าเจ้าไปขโมยที่ไหนมา หรอ เด็กกำพร้าจึงตอบว่าข้าไม่ได้ไปขโมย ข้าไปนอนข้างทางที่มีคนผ่านไปผ่านมา (คระติง) ระหว่างที่นอนหลับอยู่ นั้นก็มีผีมายกตัวผมไป ลูกคุณตาจึงขอให้บอกวิธีให้เพื่อที่ตนเองผมจะไปทำตามบ้าง เด็กกำพร้าก็ได้บอกขั้นตอนของตัวเองทุกอย่างให้ลูกชายคุณตา จากนั้นลูกชายคุณตาก็ได้ไปนอนข้างทาง ที่มีคนสันจรไปมา(คระติง) เหมือนที่เด็กกำพร้าบอก จากนั้นก็มีผี (เบือก) มาพาไประหว่างทางเดินผ่านหน้าผา ลูก ชายคุณตาก็ได้ยินพวกผี(เบือก) คุยกันว่าจับดีๆ นะ แต่ด้วยที่ลูกชายคุณตากลัวตกจึงพูดเสียงดังออกมาว่า “จับฉัน ให้ดีนะ” พอพวกผี(เบือก)ได้ยินเสียงก็ตกใจ จึงทิ้งลูกชายของคุณตาลงหน้าผา สุดท้ายลูกตาคุณตาจึงเสียชีวิตลง ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง มีการมื้อแสดงท่าทางการประกอบในการเล่านิทาน ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ส่วนมากจะเล่าตอนเย็นและก่อนนอน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต การเป็นคนที่ไม่เอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่น คนโกงกับคนซื่อสัตย์คนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่
• การทำงานของคนลเวือะในสมัยก่อน และการช่วยเหลือเพื่อนบ้าน (การเอามื้อ) • ความอดยากของคนในสมัยก่อน • การคดโกงของคนมีตั้งแต่ในสมัยก่อน ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานเรื่องนี้ได้ ๓ คน คือ นายดำ นางเตียม และนายโทน จากบ้านละอาง เหนือ ความถี่ในการเล่านานๆ เล่าเดือนละประมาณ ๒ ครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณปู่คุณย่าสืบทอดมาที่รุ่นพ่อแม่ของตัวเอง ซึ่งได้ฟังตอนช่วงอายุประมาณ ๑๐ ปี และตอนนี้ได้ ผ่านมาแล้ว ประมาณ ๖๐ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร -
เรื่องที่ ๕ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุล นายเมิง งามจารุเกรียงไกร อายุ ๗๘ ปี ชื่อหมู่บ้าน ละอูบ ที่อยู่เลขที่ ๕ หมู่ที่ ๖ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๑/ธ.ค./๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ซรู ซรอ ๒. ประเภทของนิทาน ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด นิทานที่เล่ากันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน ๒ คน ประกอบด้วยพ่อ และลูกสาวหนึ่งคน ลูกสาวชื่อ ซรู ซรอ พ่อและลูกสาวไปถางไร่ที่บนภูเขาลูกหนึ่งเพื่อปลูกข้าว จนมาถึงช่วงที่ต้องกำจัดวัชพืช ทั้งพ่อและลูกสาวต้อง ไปช่วยกันดายหญ้า พอตกตอนเย็นวันนั้นพ่อของเด็กสาวได้บอกให้ลูกสาวนอนเฝ้าไร่แทน โดยที่ผู้เป็นพ่อต้อง กลับไปบ้าน โดยที่พ่อได้บอกให้ลูกนอนที่ไร่ เพราะหญ้ารกมากและต้องรีบดายหญ้าให้หมด แต่ลูกสาวไม่อยาก นอนที่ไร่คนเดียว จะกลับพร้อมกับผู้เป็นพ่อ แต่ด้วยความเกรงใจ เด็กสาวจึงยอมนอนที่ไร่คนเดียว ในช่วงกลางดึก ของคืนนั้น ซรูซรอ ก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อของตัวเองมาแต่ไกลจากกระต๊อบที่ตัวเองนอนอยู่ ซึ่งเสียงเรียกนั้นจับ ใจความได้ว่า “ซรูซรอ นาปา แพ่คึบาตาเด นาปานาเก นาโมเนเก นาเตอเก”ทำให้เด็กสาวตกใจกลัวเป็นอย่าง มากจนทำให้นอนไม่หลับทั้งคืน พอรุ่งเช้าเด็กสาวจึงรีบตื่นแต่เช้ามาหุงอาหารและรีบไปดายหญ้าก่อนที่พ่อจะมาถึง พอพ่อมาถึง ซรูซรอ ได้เล่าให้พ่อฟังว่า เมื่อคืนหนูได้ยินเสียงคนเรียกชื่อหนูด้วย ผู้เป็นพ่อจึงถามลูกสาวว่าได้ยิน
เสียงว่าอย่างไรเหรอลูก ลูกสาวจึงตอบว่าหนูได้ยินเสียงเรียกว่า ซรูซรอ “นาปา แพ่คึ บาตาเด นาปานาเก นาโมเน เก นาเตอเก” ได้ยินแบบนั้นหนูกลัวมากและนอนไม่หลับเลยคะ วันนี้หนูขอกลับบ้านด้วยนะคะ ผู้เป็นพ่อจึงปลอบ ไปว่าลูกเอ๋ย มันเป็นเสียงของพวกนก กา กระรอก นะลูก ลูกไม่ต้องกลัวไม่มีอะไรหรอกคืนนี้ลูกนอนที่ไร่ต่อนะ เช้านี้พ่อได้เอาเสื้อผ้ามาให้แล้ว พอตกเย็นของวันนั้น ซรูซรอ นอนที่ไร่คนเดียวโดยที่พ่อของเธอได้กลับบ้านไป และมาถึงช่วงกลางดึก ซรูซรอก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อตัวเองอีกว่า ซรูซรอ “นาปา แพ่คื บาตาเด นาปานาเก นา โมเนเก นาเตอเก” แต่คืนนี้เสียงที่ได้ยินดังเข้ามาใกล้กว่าเดิมประมาณกลางไร่ ทำให้เด็กสาวตกใจกลัวเป็นอย่าง มากจนทำให้นอนไม่หลับทั้งคืน พอถึงตอนเช้าเด็กสาวรีบตื่นมาหุงอาหารและไปดายหญ้าก่อนที่พ่อจะมาถึง พอ พ่อมาถึงไร่เด็กสาวได้เล่าให้พ่อฟังอีกและบอกว่าเสียงที่ได้ยินเมื่อคืนดังใกล้เข้ามากว่าคืนแรก พอรุ่งเช้าผู้เป็นพ่อ มาถึงไร่ ลูกสาวจึงได้เล่าให้พ่อฟังว่าเมื่อคืนหนูได้ยินเสียงคนเรียกชื่อหนูอีก และเสียงที่ได้ยินดังใกล้เข้ามากว่าคืน แรก หนูกลัวมากๆนอนไม่หลับทั้งคืน ผู้เป็นพ่อได้ฟังลูกสาวเล่าให้ฟังเสร็จจึงถามกลับไปว่าหนูได้ยินเสียงเรียกว่า อย่างไรเหรอลูก ลูกสาวจึงตอบว่าได้ยินเสียงเรียกว่า ซรูซรอ” นาปา แพ่คื บาตาเด นาปานาเก นาโมเนเก นาเตอ เก” ได้ยินเสียงเรียกแบบนั้น วันนี้ลูกจะกลับบ้านด้วยนะคะ ผู้เป็นพ่อจึงปลอบลูกสาวว่า ลูกเอ๋ย มันเป็นเสียงของ พวกนก กา กระรอก นะลูก ลูกไม่ต้องกลัวลูกนอนที่ไร่ต่ออีกคืนนะเพื่อที่จะได้ดายหญ้าให้เสร็จเร็วๆ พอตกเย็น ของวันนั้นเด็กสาวได้ถูกทิ้งให้นอนที่ไร่คนเดียวโดยที่พ่อของเธอได้กลับบ้านไป พอตกกลางดึกเด็กสาวก็ได้ยินเสียง คนเรียกชื่อตัวเองอีกว่า ซรูซรอ ” นาปา แพ่คื บาตาเด นาปานาเก นาโมเนเก นาเตอเก” แต่คืนนี้เสียงที่ได้ยินดัง ใกล้เข้าที่ใต้ถุนกระต๊อบและดังขึ้นเรื่อยๆเข้ามาในกระต๊อบที่เด็กสาวนอนและเสียงนั้นได้ฆ่าเด็กสาวจนเสียชีวิต พอ ถึงตอนเช้าพ่อของซรูซรอ มาถึงไม่เห็นลูกของตัวเองก็เลยออกตามหาตามสถานที่ต่างๆ เช่น ลำห้วย รอบบริเวณไร่ แต่ก็หาไม่เจอ จึงตัดสินใจกลับไปดูที่กระต๊อบอีกครั้ง พอมาถึงก็เห็นหยดเลือด ๑ หยด ตกที่พื้น พ่อของเด็กสาวจึง มาดูที่หัวบันไดก็เห็นเลือดหนึ่งกอง พอไปดูที่ใต้ถุนกระต๊อบก็เห็นหยดเลือดไหลเป็นทางยาวซึ่งลูกสาวของตนเองได้ เสียชีวิต ด้วยความเสียใจพ่อของซรูซรอ จึงตัดสินใจแทงหัวใจตัวเองตายตามลูกสาวไป ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ใช้น้ำเสียงในการลากเสียงแบบต่างๆ ประกอบการเล่านิทาน ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี
๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต การอยากให้ลูกรู้จักเรียนรู้การทำมาหากิน เพื่อเลี้ยงชีพตัวเอง การเชื่อฟังพ่อแม่ของลูกในสมัยก่อน ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ การทำไร่หมุนเวียน การกำจัดวัชพืชโดยไม่ใช่สารเคมี การถางพื้นที่สำหรับทำไร่ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่านิทานเรื่องนี้ได้ ๑๐ คน อยู่บ้านละอูบ ตำบลห้วยห้อม อำเภอลาน้อย จังหวัด แม่ฮ่องสอน เล่าบ่อยครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณปู่ ที่ชื่อปูทิและตอนนี้ได้ผ่านมาแล้ว ประมาณ ๗๕ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีการสร้างอารมณ์ให้คล้อยตามในการเล่า
เรื่องที่ ๖ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุล นางทา ชมพนา อายุ ๖๘ ปี ชื่อหมู่บ้าน ละอูบ ที่อยู่เลขที่ ๑๑๔ หมู่ที่ ๖ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๐/ธ.ค./๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: เพิ ไม แมว (นาก กับแมว) ๒. ประเภทของนิทาน สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ต้นมะเดื่อทุกต้นโตขึ้นจะไม่ตรง จะมีลักษณะเอนเอียง ๕. เชื้อสายที่สืบทอด นิทานเล่ากันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีนากกับแมวได้อาศัยอยู่ด้วยกันในป่า แล้ววันหนึ่งทั้งสองได้ชวนกันไปจับปลา (โฮวโระ) ทั้ง สองจึงตัดสินใจไปจับปลาด้วยกัน เมื่อจับปลาได้นากจะเก็บปลาใส่ก๋วย (แปม) ส่วนแมวเมื่อจับปลาได้หนึ่งตัวก็กิน ไปหนึ่งตัว จับได้เท่าไหร่ก็กินจนหมด เมื่อทั้งสองจับปลาถึงช่วงเที่ยงนากจึงชวนแมวกินข้าวด้วยกัน นาก: สหายกินข้าวกันเถอะ แมว: อีกแป๊บเดียว เดียวค่อยกิน ทั้งนาก และแมวจับปลากันอีกครู่หนึ่ง นาก: สหายกินข้าวกันเถอะฉันเริ่มหิวแล้ว แมว: อีกแป๊บเดียว เดียวค่อยกิน
ทั้งนาก และแมวจับปลากันจนถึงใกล้จะเย็นแล้ว โดยที่นากจับได้ก็เก็บ ส่วนแมวนั้นจับได้ก็กิน แล้วนากก็ชวนแมวกินข้าวอีก นาก: สหาย กินข้าวกันเถอะฉันเริ่มหิวแล้ว แมว : เอา กินก็กิน จากนั้นทั้งสองก็ได้ทำกับข้าวกินข้าวกันอย่างอร่อย นาก ได้ถามแมว ว่า นาก: สหายจับปลาได้เยอะไหม แมว: ก็เพราะจับปลาไม่ได้นี้แหล่ะถึงไม่อยากกินข้าว นาก: ไม่เป็นไร สหาย เดียวฉันแบ่งปลาของฉันให้สหายนะ จากนั้นนากได้แบ่งปลาที่จับได้เป็น ๒ ห่อ สำหรับตัวเองและแมวเพื่อเอากลับบ้าน ทั้งสองจึงได้ เดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางนั้น แมวก็ได้ออกอุบาย บอกว่าตัวเองปวดท้อง แมว: โอ้ย สหาย ฉันปวดท้องเหลือเกิน นาก: ทำอย่างไรดีละสหาย เอาอย่างนี้ไหม เดียวฉันช่วยพยุงสหายนะ แมว: โอ้ย เดินกลับไม่ไหวแล้ว ไม่เอาหรอก ขืนเดินไปเดี๋ยวขาหักหรอก นาก: เอาอย่างนี้ไหม เดี๋ยวฉันหาเปลือกไม้ มาแบกสหาย นะ แมว: โอ้ย ไม่เอาหรอก เดียวทำปากทวารหนักฉันแบน นาก: แล้วจะให้ทำอย่างไรดีล่ะสหาย เดี๋ยวฉันใช้สายก๋วย (ดอ) แบกสหายนะ แมว: โอ้ย ไม่เอาหรอก เดี๋ยวปากทวารหนักฉันหลุดออกมา นาก: ถ้าเป็นแบบนี้จะทำอย่างไรดีเอาอย่างนี้ไหมเดียวฉันแบกสหายในก๋วย(โตะแปม) เอาไหม พอแมวได้ยินว่านากจะแบกใส่ก๋วยรีบตอบตกลงทันที จากนั้นทั้งสองได้เดินทางกลับบ้านต่อโดยที่นากแบก แมวไว้ที่ก๋วยข้างหลัง พร้อมกับปลาที่จับมาได้ทั้งหมด ระหว่างทางนั้นแมวได้กินปลาที่นากจับได้ทั้งที่เป็นห่อของที่ นากแบ่งให้และห่อที่นากจะเอากลับบ้าน นากได้ยินเสียงแมวเคี้ยวอาหารนากก็สงสัย นาก: สหาย สหายเคี้ยวอะไร เหรอ แมว: ไม่ได้เคี้ยวอะไรนี่ ปวดท้องเหลือเกินเลยกัดฟัน เดินไปได้สักพักระหว่างทางนากก็ได้ยินเสียงแมวเคี้ยวอาหาร ก็สงสัยอีก นาก: สหาย สหายเคี้ยวอะไรเหรอ เดี๋ยวฉันเอาสหายลงตรงนี้เอาไหม แมว: ฉันไม่ได้เคี้ยวอะไรนี่ ปวดท้องเหลือเกินเลยกัดเขี้ยวฟัน เดี๋ยวสหายช่วยแบกฉันไปอีกนิดหนึ่งนะ นาก: (พอใกล้จะถึงบ้านแล้ว) เดียวเอาสหายลงตรงนี้เอาไหม แมว: ฉันลงตรงนี้ก็ได้ สหาย
ระหว่างที่นากจะเอาแมวลงพื้น แมวก็กระโดดออกจากก๋วย (แปม) หนีไป และนากดูในก๋วยของตัวเอง ปรากฏว่าปลาที่จับมาได้ถูกแมวกินหมด ด้วยความโกธรแค้นและเจ็บใจที่แมวทำกับตัวเอง นากก็เลยเอาเรื่องไป ปรึกษากับพระยาเจ้าเมือง นาก: ท่านพระยาเจ้าเมือง ข้ากับแมวได้ไปจับปลาด้วยกัน แต่ถูกเจ้าแมวขโมยปลาของฉันกินจนหมด ท่านช่วย ตัดสินและให้ความยุติธรรมแก่ข้าด้วย พระยาเจ้าเมือง: ข้าไม่สามารถตัดสินให้ได้หรอก เนื่องจากมีผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าเราอีก นาก: .ใครเหรอครับที่ใหญ่กว่าท่าน พระยาเจ้าเมือง: พระอาทิตย์ ใหญ่กว่าเราอีก นาก: (เอาเรื่องไปปรึกษากับพระอาทิตย์อีก) ท่านพระอาทิตย์ข้ากับแมวได้ไปจับปลาด้วยกัน แต่ถูกเจ้าแมวขโมย ปลาของฉันกินจนหมด ท่านช่วยตัดสินและให้ความยุติธรรมแก่ข้าด้วย พระอาทิตย์: ข้าไม่สามารถตัดสินให้เจ้าได้หรอก เนื่องจากมีผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าเราอีก นาก: ใครเหรอครับที่ใหญ่กว่าท่าน พระอาทิตย์: เมฆใหญ่กว่าเราอีก ตัวเรานั้นถ้าถูกเมฆ และหมอกมาบัง ตัวเราก็หายไป นาก: (เอาเรื่องไปปรึกษากับเมฆกับหมอกอีก) ท่านเมฆหมอก ข้ากับแมวได้ไปจับปลาด้วยกัน แต่ถูกเจ้าแมวขโมย ปลาของฉันกินจนหมด พวกท่านช่วยตัดสินและให้ความยุติธรรมแก่ข้าด้วย เมฆหมอก: เราไม่สามารถตัดสินให้เจ้าได้หรอก เนื่องจากมีผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าเราอีก นาก: ใครเหรอครับที่ใหญ่กว่าท่าน เมฆหมอก: พวกเรานั้นหากถูกลมพัด เราก็ปลิว หายไปเลย นาก: (เอาเรื่องไปปรึกษากับลมอีก) ท่านลม ข้ากับแมวได้ไปจับปลาด้วยกัน แต่ถูกเจ้าแมวขโมยปลาของฉันกินจน หมด ท่านช่วยตัดสินและให้ความยุติธรรมแก่ข้าด้วย ลม: ฉันไม่สามารถตัดสินให้ได้หรอก เนื่องจากมีผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าเราอีก นาก: ใครเหรอครับที่ใหญ่กว่าท่าน ลม: หินและจอมปลวก เราไม่สามารถพัดให้มันหลุดออกมาได้ นาก: (เอาเรื่องไปปรึกษากับจอมปลวกอีก) ท่านจอมปลวก ข้ากับแมวได้ไปจับปลาด้วยกัน แต่ถูกเจ้าแมวขโมยปลา ของฉันกินจนหมด พวกท่านช่วยตัดสินและให้ความยุติธรรมแก่ข้าด้วย จอมปลวก: ฉันไม่สามารถตัดสินให้ได้หรอก เนื่องจากมีผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าเราอีก นาก: ใครเหรอครับที่ใหญ่กว่าท่าน จอมปลวก: หากเราถูกควายมาขวิด เราก็จะหลุดออกมา นาก: (เอาเรื่องไปปรึกษากับควายต่อ) ควาย ข้ากับแมวได้ไปจับปลาด้วยกัน แต่ถูกเจ้าแมวขโมยปลาของฉันกินจน หมด พวกท่านช่วยตัดสินและให้ความยุติธรรมแก่ข้าด้วย
ควาย: ฉันไม่สามารถตัดสินให้ได้หรอก เนื่องจากมีผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าเราอีก นาก: ใครเหรอครับที่ใหญ่กว่าท่าน ควาย: หากเราถูกเชือกมัดไว้ก็จะหยุดทันทีไปไหนไม่ได้อีกเลย นาก: (เอาเรื่องไปปรึกษากับเชือกต่อ) เชือก ข้ากับแมวได้ไปจับปลาด้วยกัน แต่ถูกเจ้าแมวขโมยปลาของฉันกินจน หมด พวกท่านช่วยตัดสินและให้ความยุติธรรมแก่ข้าด้วย เชือก: ฉันไม่สามารถตัดสินให้ได้หรอก เนื่องจากมีผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าเราอีก นาก: ใครเหรอครับที่ใหญ่กว่าท่าน เชือก: หากเราถูกหนูมากัดก็จะขาดเลย นาก: (เอาเรื่องไปปรึกษากับหนูต่อ) หนูข้ากับแมวได้ไปจับปลาด้วยกัน แต่ถูกเจ้าแมวขโมยปลาของฉันกินจนหมด พวกท่านช่วยตัดสินและให้ความยุติธรรมแก่ข้าด้วย หนู: ฉันไม่สามารถตัดสินให้ได้หรอก เนื่องจากมีผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าเราอีก นาก: ใครเหรอครับที่ใหญ่กว่าท่าน หนู: หากเราถูกแมวกัดก็ตายทันที สุดท้ายแมวมาพูดคำเดียวว่า “มันแล้วแต่ข้า” ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง มีการมื้อแสดงท่าทางการประกอบในการเล่านิทาน ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ส่วนมากจะเล่าตอนเย็นก่อนนอน ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต คนโง่ยอมเป็นเหยื่อของคนฉลาด ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ • วิธีการหาสัตว์น้ำในลำห้วย (กุ้ง ปู ปลา ลูกอ๊อด) • การแบ่งของที่ได้เวลาไปหาสัตว์น้ำด้วยกัน จะแบ่งเท่าๆกันทุกคน • การเป็นคนถ่อมตนของลเวือะ คือจะไม่ยอมตัดสินอะไรโดยขาดการรับรู้จากบุคคลอื่น
๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานเรื่องนี้หลายคน (ประมาณ ๕๐ กว่าคน) เพราะเป็นเรื่องง่าย สนุกเด็ก ชอบฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณปู่คุณย่าสืบทอดมาที่รุ่นพ่อแม่ของตัวเอง ซึ่งได้ฟังตอนช่วงอายุ ประมาณ ๑๐ ปี และตอนนี้ได้ผ่านมาแล้วประมาณ ๕๐ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ไม่มี
เรื่องที่ ๗ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุล นางทา ชมพนา อายุ ๖๘ ปี ชื่อหมู่บ้าน ละอูบ ที่อยู่เลขที่ ๑๑๔ หมูที่ ๖ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๐/ธ.ค./๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ • ชื่อเรื่อง: ปวยฮ ไม ร กอก (เก้งกับกบ) • ประเภทของนิทาน สัตว์กับสัตว์ • เอกสารประกอบ ไม่มี • แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี • เชื้อสายที่สืบทอด นิทานเล่ากันทั่วไป • เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีเก้งกับกบเป็นเพื่อนรักกัน อยู่มาวันหนึ่งทั้งสองได้ตกลงกันไปเอามื้อกัน วันนี้ทั้งสองไป ช่วยกันดายหญ้าที่ไร่ของกบอย่างขยันขันแข็งจนถึงเย็น พอใกล้จะเย็นแล้วเก้งได้ชวนกบกลับบ้าน เก้ง: สหายเรากลับกันเถอะ เย็นแล้วดูสิเขากลับกันหมดแล้ว กบ: ดายหญ้ากันอีกแป๊บหนึ่ง นะสหาย ทั้งสองดายหญ้ากันอีกสักครู่หนึ่งเก้งก็ชวนกบกลับอีก เก้ง: สหายเรากลับกันเถอะ ตอนนี้ก็เย็นมากแล้วหมูไก่ ที่บ้านคงจะร้องเพราะหิว กบ: อีกแป๊บเดียว สหาย ทั้งสองดายหญ้าจนมืด พอมืดแล้วกบได้กระโดดเข้าไปในกอหญ้า ส่วนเก้งนั้นด้วยความตกใจ และกลัวก็ ได้วิ่งกลับบ้านไป ระหว่างทางวิ่งกลับไปนั้นได้ไปสะดุดใส่เครือฟักเขียว ทำให้ฝักเขียวกลิ้งไปโดนต้นงาขาว แล้วต้น งาขาวก็ร่วงตกลงมาใส่ตาไก่ป่า ไก่ป่าก็บินไปจับที่ต้นไผ่ กิ่งของต้นไผ่หักแล้วไปโดนหัวงู งูหนีไปหลบอยู่ในรังหมูป่า
หมูป่าก็หนีไปขวิดใส่ต้นกล้วยป่าที่ค้างคาวอาศัยอยู่ ค้างคาวก็บินหนีไปเกาะหูช้าง ด้วยความตกใจช้างวิ่งหนีไปชน ใส่ต้นสะโน ต้นสะโนหักไปทับลูกของผีตายเลย แม่ของผีโกรธมากจึงได้ถามหาความเป็นมา แม่ผี: สะโน ทำไมถึงทับลูกของข้า ต้นสะโน: ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน พอดีข้าถูกช้างชนเลยหัก แม่ผี: ช้างๆ ทำไมต้องมาชนต้นสะโนด้วย ช้าง: ข้าอยู่ดีๆ ก็มีค้างคาวบินไปเกาะหู แม่ผี: ค้างคาวๆ ทำไมต้องบินมาเกาะหูช้างด้วย ค้างคาว: ข้านอนอยู่ดีๆ ก็มีหมูป่าก็มาขวิดต้นกล้วยป่าที่ข้านอนอยู่ แม่ผี: หมูป่าๆ ทำไมต้องไปขวิดต้นกล้วยที่ค้างคาวอยู่ด้วย หมูป่า: งูหลบเข้ามาอยู่ในรังของข้า แม่ผี: งูๆ ทำไมต้องไปหลบอยู่ในรังหมูป่าด้วย งู: ข้าอยู่ดีๆก็มีกิ่งไผ่หักมาโดนหัวของข้า แม่ผี: กิ่งไผ่ๆ ทำไมต้องหักมาโดนหัวงูด้วย กิ่งไผ่: ก็ข้าถูกไก่ป่าบินมาเกาะ แม่ผี: ไก่ป่าๆ ทำไมต้องเกาะต้นไผ่ด้วย ไก่ป่า: ข้าอยู่ดีๆ ก็มีงาขาวร่วงใส่ตาของข้า แม่ผี :งาขาวๆ ทำไมต้องร่วงใส่ตาไก่ป่าด้วย งาขาว: ก็ขาถูกฟักเขียวกลิ้งมาโดนต้นงาขาวของข้า แม่ผี: ฝักเขียวๆ ทำไมต้องกลิ้งไปโดนต้นงาขาวด้วย ฝักเขียว: ข้าถูกเก้งวิ่งสะดุดใส่เครือเลยหล่นลงมา แม่ผี : เก้ง ๆ ทำไมต้องสะดุดใส่เครือฟักเขียวด้วย เก้ง: ข้ากับกบไปดายหญ้าด้วยกัน ข้าชวนกบกลับแต่เขาไม่ยอมกลับด้วย พอมืดกบเขากระโดดเข้าไปซ่อนตัวในกอ หญ้า ด้วยความกลัวและตกใจ ข้าจึงวิ่งกลับบ้านแบบไม่คิดชีวิต และด้วยความมืดข้าไม่รู้ว่าข้าไปสะดุดใส่อะไร บ้าง แม่ผี : ข้าจะฆ่ากบๆ • อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี • ท่าทาง มีการใช้มือแสดงท่าทางการประกอบในการเล่านิทาน • โอกาสที่เล่า
เล่าได้ทุกโอกาส ส่วนมากจะเล่าตอนเย็นและก่อนนอน • ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี • คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต • การไม่โกหกซึ่งกันและกัน • บางสิ่งบางอย่างสิ่งที่ทำเล็กน้อยอาจส่งผลกระทบให้บุคคลอื่นๆ • เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ • การทำไร่หมุนเวียนเป็นวิถีชีวิตของลเวือะ • การเอามื้อกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน • การกำจัดวัชพืชโดยการดายหญ้า • คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานเรื่องนี้หลายคน (ประมาณ ๕๐ กว่าคน) เพราะเนื้อเรื่องเล่าง่ายเด็กชอบ ฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดมาจากนางอีนา ซึ่งได้ฟังตอนช่วงอายุประมาณ ๑๐ ปี และตอนนี้ได้ผ่าน มาแล้ว ประมาณ ๖๐ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร
เรื่องที่ ๘ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายเมิง งามจารุเกรียงไกร อายุ ๗๘ ปี ชื่อหมู่บ้านละอูบ ที่อยู่เลขที่ ๕ หมู่ที่ ๖ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๐/ตุลาคม/๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ซัง ไม ร เวีย (ช้างกับเสือ) ๒. ประเภทของนิทาน สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด นิทานเล่ากันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีช้างตัวหนึ่งได้เดินไปในป่าเขาที่กว้างไกล ระหว่างทางนั้นได้เจอกับเสือตัวหนึ่ง และเสือได้ ท้าช้างว่าระหว่างเจ้าที่ตัวใหญ่กับข้าแข่งตะโกนว่าใครตะโกนเสียงดังกว่ากัน เสือ: ข้ากับเจ้าแข่งกันตะโกน แข่งกันว่าใครสามารถตะโกนได้เสียงดังจนไม่ได้ยินเสียงกระรอก จิ้งหรีด ร้องใคร ตะโกนได้ดังกว่าสามารถกินเนื้อผู้ที่แพ้ได้ช้างจึงตอบตกลง (ด้วยความที่ช้างคิดว่าตัวใหญ่และเห็นเสือตัวเล็กกว่า) และทั้งช้างและเสือได้มาแข่งกันตะโกน โดยที่ช้างเป็นผู้ที่ตะโกนก่อน ช้าง: (เสียงช้างร้อง) ช้างร้องเสร็จเสียงพวกกระรอก จิ้งหรีดก็ยังได้ยินเสียงอยู่ เสือ: (เสียงเสือร้อง) เสือร้องเสร็จพวกกระรอก จิ้งหรีด เงียบสนิทไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลย พอเสือร้องเสร็จก็ได้บอกกับช้างว่าข้าได้กินเนื้อเจ้าข้าเป็นผู้ชนะ ข้าให้เวลาเจ้า ๗ วัน ๗ คืน เพื่อให้เจ้าไป หาอาหารกินให้สมบูรณ์กว่านี้ จากนั้นช้างได้ไปหากินอาหารตามที่เสือแนะนำ ด้วยความที่ช้างหวาดกลัวที่จะถูก
เสือกิน วันๆช้างไม่ทำอะไรเลย นอกจากกินแล้วขี้ อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ช้างได้กินอาหารและขี้ไปวันๆ ช้างได้เจอ กับนกฮูกตัวหนึ่ง นกฮูก: เจ้ามาอยู่แถวนี้ทำไม เห็นเจ้าไม่ทำอะไรเลยนอกจากกินแล้วขี้ ช้าง: ข้ามาหาอาหารกินเพื่อรอให้เสือมากินเนื้อของข้า นกฮูก: แล้วทำไมเสือถึงจะกินเนื้อของเจ้าละ ช้าง: ข้ากับเสือแข่งกันตะโกน แต่เสียงตะโกนของข้าไม่สามารถทำให้เสียงกระรอก จิ้งหรีดหยุดร้องได้ เสือ ก็เลยจะกินเนื้อข้า นกฮูก: แล้วเจ้าอยากให้กินเนื้อเจ้าไหม ช้าง: ข้าไม่อยากให้เสือกินเนื้อข้าหรอก นกฮูก: เดี๋ยวข้าจะไปบอกกับเสือเองถ้าเจ้าไม่อยากถูกกิน แต่เจ้าต้องยอมให้ข้าทำบ้านที่หลังของเจ้า พอถึงเวลา ๗ วัน ๗ คืน ช้างก็ได้มาตามที่นัดกับเสือ โดยที่หลังของช้างมีอานช้างสำหรับให้นกฮูกอยู่ ข้างบน ส่วนฝั่งของเสือนั้นมาพร้อมกับลิง ซึ่งลิงก็ได้นั่งหลังเสือมา พอมาเจอกันเสือได้ถามนกฮูกว่า เสือ: สหายกินข้าวกับอะไรมาเหรอ นกฮูก: กินมะเขือทำให้ฝาดคอ กินช้างก็ยังไม่พอ เดียวจะรอทั้งกินเสือและลิง (กิ๋นมะเขือแจ้มันสะอัดคอ กิน ช้างบ่อป่อจะกิ๋นตึงเสือ โตยวอก) พอเสือได้ยินนกฮูกพูดแบบนั้นด้วยความกลัวที่จะถูกนกฮูกกิน เสือก็วิ่ง หนีเพื่อเอาตัวรอด โดยที่ลิงเกาะหลังเสือแล้วตกลงมาก้นกระแทกพื้นตามจังหวะเสือกระโดดจนทำขนที่ก้นลิงหลุด ออกมา ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง มีการใช้มือแสดงท่าทางการประกอบในการเล่านิทาน ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ส่วนมากจะเล่าตอนเย็นและก่อนนอน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต เพื่อนเราสามารถช่วยเหลือเราได้ในบางโอกาสเสมอถ้าเราไว้ใจและเชื่อใจ ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ไม่มี
๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานเรื่องนี้มีคนเดียว นายเมิง ความถี่ในการเล่านิทานจะเล่าก่อนนอนให้ หลานฟัง ประมาณอาทิตย์ละครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณปู่ (ปู่ทิได้ฟังตอนช่วงอายุประมาณ ๑๐ ปี และตอนนี้ได้ผ่านมาแล้ว ประมาณ ๗๐ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร เรื่องที่ ๙ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายเมิง งามจารุเกรียงไกร อายุ ๗๘ ปี ชื่อหมู่บ้านละอูบ ที่อยู่เลขที่ ๕ หมูที่ ๖ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๐/ตุลาคม/๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: กวน พญา จาว เมือง (ลูกพระยาเจ้าเมือง) ๒. ประเภทของนิทาน กษัตริย์กับประชาชน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ข้าวปุ๊ก (ข้าวเหนียวตำงา) ๕. เชื้อสายที่สืบทอด นิทานเล่ากันทั่วไป
๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีพระยาเจ้าเมืองซึ่งมีลูกสาวที่สวยมากเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทุกคน อยู่มาวันหนึ่งมี ชายหนุ่มมาเที่ยวหาลูกของพระยาเจ้าเมืองถึง ๖ คน โดยที่พระยาเจ้าเมืองไม่ได้ปิดกั้นชายหนุ่มทั้ง ๖ คน ซึ่งคน ไหนก็ได้ที่สามารถครอบครองและเอาชนะใจลูกสาวพระยาเจ้าเมืองได้ พระยาเจ้าเมืองได้สร้างบ้านไว้ซึ่งมีด้วยกัน อยู่ ๘ ห้อง แบ่งให้ตัวเจ้าพระยา ๑ ห้อง ลูกสาวอีก ๑ ห้อง เหลืออีก ๖ ห้อง ภายในห้องมีก๋วย และเอาผ้าห่มคลุม ก๋วยไว้ทุกห้อง ส่วนที่หน้าห้องนอนของลูกสาวจะมีสุนัข ๑ ตัว เฝ้าหน้าห้องนอน พอตกตอนกลางคืนชายหนุ่มทั้ง ๖ คน หวังจะขึ้นไปหาลูกสาวพระยาเจ้าเมือง แต่ก็ถูกสุนัขไล่กัดเอาและไม่สามารถเข้าไปหาลูกสาวของพระยาเจ้า เมืองได้แม้แต่คนเดียว พอตอนเช้าชายหนุ่มทั้ง ๖ คน ต่างก็บอกว่าไม่สามารถเข้าไปหาลูกสาวพระยาเจ้าเมืองได้ แม้แต่คนเดียว อยู่มาวันหนึ่งมีหนุ่มกำพร้าคนหนึ่ง เขาคิดว่าทำไมพวกหนุ่มๆที่ไปเที่ยวหาลูกสาวพระยาเจ้าเมืองถึงไม่ได้ เจอลูกสาวพระยาเจ้าเมือง ซึ่งหนุ่มกำพร้าคนนี้ได้ตำข้าวปุ๊กเพื่อหวังไปเที่ยวหาลูกสาวพระยาเจ้าเมือง พอตก กลางคืนของคืนหนึ่ง หนุ่มกำพร้าได้มาเที่ยวหาลูกสาวพระยาเจ้าเมืองโดยที่เขาได้นำข้าวปุ๊กที่นำติดตัวมาด้วย พอ มาถึงหน้าห้องลูกสาวพระยาเจ้าเมืองเจอสุนัขที่เฝ้าหน้าห้องกระโดดไล่กัดเหมือนเช่นเดิม พอถูกสุนัขไล่กัดหนุ่ม กำพร้าจึงหยิบเอาข้าวปุ๊กที่นำติดตัวมายัดเข้าไปในปากของสุนัข สุนัขจะเหาก็เหาไม่ได้ จะกัดก็กัดไม่ได้ ระหว่าง นั้นตัวหนุ่มกำพร้าเองก็เข้าไปในห้องของลูกสาวพระยาเจ้าเมืองได้สำเร็จ และได้พูดคุยกับลูกสาวพระยาเจ้าเมือง พระยาเจ้าเมืองเองก็ได้บอกกับลูกสาวตัวเองว่าหนุ่มกำพร้าคนนี้เป็นคนมีไหวพริบ ฉลาด เหมาะสมที่จะเป็นลูกเขย ตัวเอง พระยาเจ้าเมืองจึงตัดสินใจยกลูกสาวของตนเองให้หนุ่มกำพร้า ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง มีการใช้มือแสดงท่าทางการประกอบในการเล่านิทาน ๙. โอกาสที่เล่า สามารถเล่าได้ทุกโอกาส ส่วนมากจะเล่าตอนเย็นก่อนนอน ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต คนฉลาดยอมใช้ปัญญาคิดหาวิธีในการแก้ปัญหา ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่
• การเที่ยวสาวของหนุ่ม โดยที่ชายหนุ่มจะเป็นคนไปเที่ยวหาที่บ้านฝ่ายผู้หญิง • การตำข้าวปุ๊กของเผ่าลเวือะ ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานเรื่องนี้มีคนเดียว คือ นายเมิง ความถี่ในการเล่านิทานจะเล่าก่อนนอนให้ หลานฟังประมาณอาทิตย์ละครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณปู่ (ปู่ทิ) ได้ฟังตอนช่วงอายุประมาณ ๑๐ ปี และตอนนี้ได้ผ่าน มาแล้ว ประมาณ ๗๐ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร
เรื่องที่ ๑๐ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายเมิง งามจารุเกรียงไกร อายุ ๗๘ ปี ชื่อหมู่บ้านละอูบ ที่อยู่เลขที่ ๕ หมูที่ ๖ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๐/ตุลาคม/๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ซ โมะ อืา ลเวือะ (หินไล่ลเวือะ) ๒. ประเภทของนิทาน คนกับธรรมชาติ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หินที่เชื่อว่าเป็นหินไล่ลเวือะอยู่แถวๆ บ้านแม่ฮุ ต.แม่ลาน้อย อ.แม่ลาน้อย ๕. เชื้อสายที่สืบทอด นิทานเล่ากันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง ในสมัยก่อนนั้นชาวลเวือะเป็นชนเผ่าที่ชอบล่าสัตว์ป่ามาก ล่าทุกวันจนทำให้เจ้าป่าเดือดร้อนเพราะสัตว์ ป่าเหลือน้อยเต็มที เจ้าป่าเลยแปลงร่างเป็นก้อนเนื้อมาอยู่ในชุมชนของชาวลเวือะ แล้วชาวลเวือะมาเห็นก็บอก ต่อๆกันว่าไปล่าสัตว์ในป่าให้เหนื่อยกันทำไม ดูสิเนื้อมาถึงหมู่บ้านแล้วชาวลเวือะทุกคนเลยพากันเอาเนื้อก้อนนั้น ซึ่งก่อนที่ชาวลเวือะจะเอา เนื้อก้อนนั้นได้ยื่นคำขาดว่า ถ้ากินข้าต้องกินให้หมดไม่อย่างนั้นฆ่านี้แหล่ะที่จะกินพวก เจ้า ด้วยความที่ชาวลเวือะเห็นว่าเป็นเนื้อก้อนเล็กๆ เอากินคนละนิดคนละหน่อยก็หมดแล้ว ต่างพากันนำเอาเนื้อ ก้อนนั้นไปกิน แต่เอาไปเท่าไหร่ก็ไม่หมด หนำซ้ำเนื้อก้อนนั้นก็โตขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะกลายเป็นหินมีลูกกำพร้าใช้ เปลือกไม้ไผ่มาบาดเอาเนื้อไปกินจนสุดท้ายกลายเป็นหินแล้วไล่ชาวลเวือะทุกคนไล่ไปไล่มาจนมาเจอเก้ง เก้ง: หินจะไปไหน หิน:ไปไล่ชาวลเวือะ
เก้ง: เฮ้ย ไปไล่ทำไม เปล่าประโยชน์ ฉันเคยไล่จนขาเล็กขนาดนี้ยังไล่ไม่ทันเลย หินยังไม่พอใจ ยังไล่ชาวลเวือะ ต่อไปเรื่อยๆ โดยที่คิดว่าชาวลเวือะวิ่งไปถึงที่ไหนหินก็ไปหมดทุกที่ จนมาเจอนกเค้าแมว นก: เห็นหินก็ถามไปว่า หินจะไปไหน หิน: ไปไล่ชาวลเวือะ นก: ไล่ไปก็ไม่ทันหรอก ฉันไล่ตั้งแต่สมัยเกิดแล้วจนทุกวันนี้หัวขาวขนาดนี้แล้วทุกวันนี้ยังไล่ไม่ทันเลย หินก็ยังไม่ลด ความพยายามไล่ไปจนมาถึงตีนดอยก็หยุด แล้วก็เจอหอย หอย: หินจะไปไหน หิน: ไปไล่ชาวลเวือะ หอย: ไปไล่ทำไม เขาไม่ไล่กันหรอก ไล่ทำไมพวกลเวือะมันโง่ กินน้ำตรงนี้ดีกว่า โง่ขนาดไหนก็คิดดูสิดูดตูดของข้านี้ จนสุดท้ายหินก็หยุดกินน้ำตรงนั้นและล้มเลิกการไล่ลเวือะ ตั้งแต่ปัดนั้นเป็นต้นมา ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง มีการใช้มือแสดงท่าทางการประกอบในการเล่านิทาน ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ส่วนมากจะเล่าตอนเย็นก่อนนอน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต คำพูดของคนเราสามารถทำลายความตั้งใจของใครต่อใครได้ ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ การล่าสัตว์ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานเรื่องนี้มีคนเดียว คือ นายพาเกาะ นาน ๆ จะได้เล่าที • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่
ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณปู่ ได้ฟังตอนช่วงอายุประมาณ ๑๐ ปี และตอนนี้ได้ผ่านมาแล้ว ประมาณ ๖๕ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร
เรื่องที่ ๑๑ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายพาเกาะ อายุ78 ปี ชื่อหมู่บ้าน ละอูบ ที่อยู่เลขที่ หมู่ที่ 6 ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปีที่สัมภาษณ์๑๐/ตุลาคม/๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ซโมะ อาง ไมยญ (หินอ้าปาก) ๒. ประเภทของนิทาน การเกิดสรรพสิ่ง ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หินที่เชื่อว่าเป็นหินไล่ลเวือะอยู่แถวๆ บ้านแม่ฮุ ต.แม่ลาน้อย อ.แม่ลาน้อย ๕. เชื้อสายที่สืบทอด นิทานเล่ากันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง ในสมัยก่อนนั้นตอนที่ผู้คนอดอยาก ข้าวเปลือกหนีขวัญข้าวเปลือกก็หนีผู้คนทั่วแผ่นดินอดอยากกันมาก ข้าวเปลือกหนีไปอยู่ในหินอ้าปาก ผู้คนต่างพากันไปวิงวอนขอ ขอเท่าไหร่ก็ไม่ได้ ส่วนหินนั้นก็อ้าปากและหุบปาก เป็นจังหวะเหมือนคนเคี้ยวอาหาร ชาวบ้านขอเท่าไหร่ก็ไม่ได้ สักพักมีนกบินมาและขออาสาไปเอาข้าวให้ชาวบ้าน ถ้าพวกท่านอยากได้พันธุ์ข้าวฉันจะเข้าไปเอาให้แต่มีข้อแม้ฉันต้องได้กินก่อน ชาวบ้านได้ให้สัญญาว่าจะให้นกกิน ก่อน จากนั้นนกก็บินไปเกาะที่กิ่งไม้ใกล้ๆหินอ้าปาก เพื่อรอจังหวะที่หินอ้าปาก แล้วบินเข้าไปในปากของหินทันที เข้าไปกินเมล็ดข้าวเปลือกจนอิ่ม พออิ่มแล้วนกตัวนั้นก็รอให้หินอ้าปากอีกครั้ง พอหินอ้าปากนกก็รีบบินออกไป แต่ ขณะที่จะพ้นปากหินนั้น นกตัวนั้นถูกหินหนีบที่คอ นกจึงส่งเสียงร้อง เกรี๊ยะๆๆๆๆ เมล็ดข้าวเปลือกก็หล่นลงมา ผู้คนจึงนำเมล็ดข้าวเปลือกไปแบ่งกันเพาะปลูก และทุกวันนี้จึงมีข้าวกินจนมาถึงทุกวันนี้ส่วนนกชนิดนี้เวลาข้าว สุกเต็มรวง นกชนิดนี้ก็จะลงมากินเมล็ดข้าวก่อนคนจนถึงทุกวันนี้
๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง มีการใช้มือแสดงท่าทางประกอบในการเล่านิทาน ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ส่วนมากจะเล่าตอนเย็นและก่อนนอน ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต การรู้จักบุญคุณของข้าว ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ การล่าสัตว์และการเกิดเมล็ดข้าว ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานเรื่องนี้มีคนเดียว คือ นายพาเกาะ นานๆ จะได้เล่าที • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ จากคุณปู่ ได้ฟังตอนช่วงอายุประมาณ ๑๐ ปี และตอนนี้ได้ผ่านมาแล้ว ประมาณ ๖๕ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ไม่มี
เรื่องที่ ๑๒ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายเมิง งามจารุเกรียงไกร อายุ ๗๘ ปี ชื่อหมู่บ้านละอูบ ที่อยู่เลขที่ ๕ หมูที่ ๖ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๐/ตุลาคม/๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: แม่ ฮัง ไซม ระ (แม่หม้ายกับช้าง/นกใหญ่) ๒. ประเภทของนิทาน คนกับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบการ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด นิทานเล่ากันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง มีแม่ม่ายคนหนึ่งไปเก็บพริกที่ไร่ ขากลับจากไปเก็บพริกเกิดอยากดื่มน้ำมากๆ จึงไปหาน้ำสำหรับดื่ม แต่ ไปเจอน้ำในรอยเท้าช้างด้วยความหิวน้ำมากจึงได้ตักมาดื่ม หลังจากกลับไปอยู่บ้านได้สักระยะหนึ่งแม่หม้ายคนนี้ก็ เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา พอตั้งครรภ์ได้สักระยะหนึ่งจึงได้คลอดลูกออกมาทั้งๆที่ไม่มีสามี และเธอไม่เคยไปมี ความสัมพันธ์กับใครนอกจากไปกินน้ำที่รอยเท้าช้างเท่านั้น พอลูกคลอดออกมาลูกของแม่หม้ายก็สงสัยว่าพ่อของ ตัวเองไปไหน ลูกของแม่หม้ายจึงถามแม่ของตนว่า ลูก: แม่ พ่อของผมไปไหน แม่: ลูกรัก เจ้าไม่มีพ่อหรอก ลูก: มีสิแม่ ถ้าไม่มีผมจะเกิดออกมาได้อย่างไร แม่: ลูกรัก ตอนที่แม่มีลูก แม่ได้ไปกินน้ำที่รอยเท้าช้าง ถึงได้มีลูกออกมา ถ้าอย่างนั้นพ่อของลูกก็
เป็นช้าง ถ้าลูกอยากเจอพ่อก็ไปตามรอยเท้าช้างนั้นนะ ถ้าเจอช้างแล้วก็เรียกว่าพ่อ นะ แม่ไม่เคยมี ใครนอกจากไปดื่มน้ำที่รอยช้างเท่านั้น จากนั้นลูกของนางจึงได้เดินทางไปตามรอยช้าง พอเดินไปสัก ระยะเจอช้างตัวผู้ใหญ่มากตัวหนึ่ง เด็กคนนั้นจึงเรียกช้างตัวนั้นว่า พ่อๆ พ่อๆ ช้างตัวนั้นก็หันมามองแล้วพูดว่า ใคร มาเรียกข้าว่าพ่อ ข้าไม่ใช่พ่อของเอง เด็กคนนั้นจึงตอบไปว่าใช่สิครับ แม่ผมบอกว่าอย่างนั้น ตอนที่แม่มีลูกเพราะ ไปกินน้ำที่รอยเท้าช้าง ถึงได้กำเนิดผมออกมา ช้างตัวนั้นจึงบอกว่าถ้าเจ้าพูดจริงหรือเปล่า? ลูกของนางแม่หม้ายจึง ตอบช้างว่าข้าพูดจริง ช้าง: ถ้าอย่างนั้นอยู่ตรงนั้น ข้าจะใช้งาข้าแทงเจ้า ๓ ครั้ง ถ้าโดนเจ้าแสดงว่าไม่ใช่ลูกข้าแต่ถ้าไม่โดนเจ้า แสดงว่าเจ้าเป็นลูกข้าจริง จากนั้นเด็กน้อยคนนั้นก็ยืนอยู่นิ่งให้ช้างแทง ช้างก็กระโดดแทงเด็กน้อยคนนั้น ครั้งหนึ่งปรากฏว่าไม่โดน แทงครั้งที่สองก็ไม่โดน และแทงครั้งที่สามก็ไม่โดน จากนั้นช้างก็พูดกับเด็กน้อยคนนั้นว่า ช้าง: เจ้าคงเป็นลูกข้าจริง จากนั้นช้างตัวนั้นก็ได้ถอดงาของตัวเองให้เด็กน้อยข้างหนึ่ง เอางาข้างนี้ไปนะ ข้าไม่มี อะไรให้เจ้า ส่วนเจ้าจะไปที่ไหนหรืออยู่ที่ไหนก็ได้ก็แล้วเจ้าแต่ให้เอางาข้างหนึ่งไปด้วย ถ้าเจอใครที่ทำร้ายให้ชี้ ทางด้านปลายของงวงเขาจะตายทันทีแล้วถ้าเจอคนตายใช้ด้านต้นอีกข้างหนึ่ง ผู้นั้นก็จะมีชีวิตกลับคืนมา หลังจากนั้นเด็กหนุ่มคนนั้นได้นำงาช้างติดตัวไปด้วย แล้วเดินทางต่อไปจนเจอถนนแยกใหญ่ซึ่งเป็น เส้นทาง ๗ เส้นมาประจวบกัน และมีศาลาใหญ่อยู่หลังหนึ่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านของพระยาเจ้าเมืองอยู่ตรงนั้น หมู่บ้าน แห่งนี้ถูกนกยักษ์กินคนทั้งหมู่บ้านจนผู้คนใกล้จะหมด เด็กหนุ่มได้เจอสาวงามคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ที่ศาลาแห่งนั้น เด็ก หนุ่มจึงถามสาวงามว่าเจ้าจะไปไหนหรือ สาวงาม: ข้าไม่ไปไหนหรอกอยู่ตรงนี้ข้านั่งรอนกใหญ่ (นกยักษ์) ลูกของนาง: แล้วเจ้ามาเฝ้ารอนกใหญ่ (นกยักษ์) ทำไม สาวงาม: นกยักษ์จะมากินข้า ลูกของนาง: แล้วเจ้าอยากให้มันกินเจ้าหรือ สาวงาม: ข้าไม่อยากถูกนกยักษ์กิน แต่คนในหมู่บ้านของข้าถูกนกยักษ์จับกินใกล้จะหมดแล้ว ลูกของนาง: แล้วนกยักษ์ตัวนั้นจะมาอีกเมื่อไหร่ สาวงาม: อีกประเดี๋ยวเดียวก็มาแล้ว หลังเที่ยงถ้ามันมาฟากฟ้าจะมืดมน ท่านพอจะมีทางช่วยไหม ถ้าท่านสามารถ ฆ่านกยักษ์ตัวนั้นได้ ข้ายินดีเป็นของท่าน ลูกของนาง: เจ้ายินดีเป็นของข้าจริงหรือเปล่า สาวงาม: ข้ายินดีเป็นของเจ้า ลูกของนาง: ถ้าอย่างนั้นเดียวข้าจะฆ่าเจ้านกยักษ์ตัวนั้นให้ตายเจ้ารอดูนะ สักครู่นกยักษ์ก็มาจริงๆ ท้องฟ้ามืดมน แม่ของสาวงามคนนั้นคิดว่าลูกตัวเองตายแล้ว พอนกนกยักษ์มาถึง ชายหนุ่มคนนั้นใช้ปลายของงาช้างชี้ไปที่นกตัวนั้น นกยักษ์ตัวนั้นตายทันที สาวงาม: ยังเหลืออีกหนึ่งตัวสักพักก็จะมาซึ่งใหญ่กว่าตัวนี้อีก
พออีกตัวหนึ่งมาถึงอีกชายหนุ่มก็ใช้ปลายงาช้างชี้ไปที่นกนกยักษ์ตัวที่สอง นกทั้งสองตัวก็ตายทันที จากนั้นสาวงามกับชายหนุ่มก็เดินทางกลับไปที่บ้านของสาวงามตอนกลางคืน พอมาถึงจึงสาวงามจึงเรียกให้แม่ของ เธอเปิดประตูบ้านให้ สาวงาม: แม่ๆ เปิดประตูให้ลูกด้วย แม่สาวงาม: ลูกเอ๋ย ไม่ต้องมาหลอกมาหลอนกันหรอกลูกเจ้าตายไปแล้วนกยักษ์จับเจ้ากินแล้ว สาวงาม: ลูกยังไม่ตายจ้าแม่ วันนี้ลูกได้กลับมาพร้อมกับเขยแม่นะ แม่สาวงาม: เจ้าไม่ใช้ลูกแม่หรอก เจ้าตายแล้วอย่ามาหลอกมาหลอนแม่เลยนะ สาวงาม: นกยักษ์ทั้งสองตัวได้ตายไปแล้ว แม่สาวงาม: .ใครที่ไหนจะมีความสามารถฆ่านกยักษ์ให้ตายได้ สาวงาม: พี่ชายคนนี้ที่ฆ่านกยักษ์ทั้งสองตัว จากนั้นแม่ของสาวงามจึงเปิดประตูให้ พอเห็นว่าเป็นลูกสาวของตนเองโดยที่ไม่ได้รับอันตรายเลยแล้วแม่ สาวงามได้ถามชายหนุ่มที่มากับลูกของตัวเอง แม่สาวงาม: เจ้ามาจากไหน ชายหนุ่ม: ข้ามาจากหมู่บ้านของข้า แม่สาวงาม: ถ้าอย่างนั้นเจ้าทั้งสองอยู่ด้วยกันเป็นสามีภรรยากันเลยดีไหม และมาเป็นลูกเขยของข้าด้วย ชายหนุ่ม: ได้สิครับแม่ จากนั้นชายหนุ่มกับสาวงามคนได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ทั้งสองคนได้ช่วยกันซ่อมแซมบ้านเมืองใหม่ขึ้นมา เจอ กระดูกคนที่ตายไปแล้วก็ใช้ปลายของงาช้างชี้ให้ฟื้นคืนมาเป็นคนดังเดิม และผู้คนในบ้านเมืองนี้ต่างก็รักใคร่ชาย หนุ่มคนนั้นมีเงินมีทองก็มีการแบ่งปันให้เขา ทำให้เขามีฐานะร่ำรวยหลังจากนั้นชายหนุ่มคนนี้จึงได้ไปรับแม่ของ ตนเองมาอยู่ด้วยอย่างมีความสุข ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง มีการใช้มือแสดงท่าทางการประกอบในการเล่านิทาน ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ส่วนมากจะเล่าตอนเย็นและก่อนนอน ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี
๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต • การทำอะไรตามบุญวาสนา ไม่คดโกงผู้อื่น • การเป็นคนนึกถึงบุญคุณพ่อแม่ • การเป็นคนที่มีสัจจะ ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ • การเดินทางไปมาหาสู่กันของคนในสมัยก่อน • สถานภาพความเลื่อมล่ำทางสังคมมีตั้งแต่ในสมัยก่อนๆ ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานเรื่องนี้มีประมาณ ๑๐ คน อยู่บ้านละอูบ • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ จากคุณย่า (นางอีนา เยื่อะคำอาย) ได้ฟังตอนช่วงอายุประมาณ ๑๐ ปี และตอนนี้ได้ผ่านมาแล้ว ประมาณ ๖๐ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ไม่มี
เรื่องที่ ๑๓ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายพาเกาะ อายุ ๗๘ ปี ชื่อหมู่บ้าน ละอูบ ที่อยู่เลขที่ หมู่ที่ ๖ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปีที่สัมภาษณ์๑๐/ตุลาคม/๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: เฟือะ ร ยัว (ลิงและชะนี) ๒. ประเภทของนิทาน การเกิดสรรพสิ่ง ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หินที่เชื่อว่าเป็นหินไล่ลเวือะอยู่แถวๆ บ้านแม่ฮุ ต.แม่ลาน้อย อ.แม่ลาน้อย ๕. เชื้อสายที่สืบทอด นิทานเล่ากันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง ในสมัยก่อนนานมาแล้วเป็นช่วงที่ผู้คนยากจน แร้นแค้นมาก มีอยู่ครอบครัวหนึ่งซึ่งพ่อแม่ต้องออกไป รับจ้างทุกวันปล่อยให้ลูกๆอยู่ตามลำพัง ลูกของเขาจึงออกไปหากิน โดยเด็ดใบไม้ ยอดหญ้าตามในป่าใหญ่จนไม่ อยากกลับบ้าน จนพ่อแม่ต้องมาเรียกให้ลูกกลับบ้าน แม่: กลับเถอะลูก กลับเถอะลูกข้าวใหม่ที่ปลูกสุกแล้ว ลูก: แม่ลูกกินยอดไม้ลูกไม้อร่อยและหวานมากครับแม่ แม่: กลับเถอะลูกข้าวใหม่ที่ปลูกออกแล้ว ของเปรี้ยวของหวานก็มีทุกอย่างนะลูก ของขมของฝาดพวกกระรอกเอา ไปกินหมดแล้ว ลูก: แม่ลูกกินยอดไม้ลูกไม้อร่อยและหวานมากครับแม่ลูกไม่กลับบ้านแล้ว
สุดท้ายลูกก็ไม่ยอมกลับด้วยเพราะกินยอดไม้กินลูกไม้อร่อยหมอหวาน จนกลายเป็นลิง ชะนี ที่อาศัยอยู่ ในป่าตลอดถึงทุกวันนี้ ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง น้ำเสียงบทกลอนที่เป็นทำนองน่าฟัง มาประกอบ ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ส่วนมากจะเล่าตอนเย็นก่อนนอน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ความอดยากความลำบากทำให้ลืมบุญคุณผู้มีพระคุณได้ ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ การไปรับจ้างของคนในสมัยก่อน การกินข้าวใหม่ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานเรื่องนี้มีคนเดียว คือ นายพาเกาะ นาน ๆ จะได้เล่าที • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดมาจากนางอีนา ได้ฟังตอนช่วงอายุประมาณ ๑๐ ปี และตอนนี้ได้ผ่านมาแล้ว ประมาณ ๖๕ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ไม่มี
เรื่องที่ ๑๔ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายพาเกาะ อายุ ๗๘ ปี ชื่อหมู่บ้าน ละอูบ ที่อยู่เลขที่ หมู่ที่ ๖ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปีที่สัมภาษณ์๑๐/ตุลาคม/๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ม่า กวน ดอย (ไร่เด็กกำพร้า) ๒. ประเภทของนิทาน กษัตริย์กับประชาชน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มีหน้าผาที่เชื่อว่าเป็นไร่ของเด็กกำพร้าอยู่เหนือบ้านห้วยริน อ.แม่ลาน้อย ๕. เชื้อสายที่สืบทอด นิทานเล่ากันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง หลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยว เด็กกำพร้าอยากได้พื้นที่สำหรับถางไร่เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกข้าวไร่ในปี ถัดไป จึงปรึกษากับแม่ของตนเองและไปขอพื้นที่ที่บ้านของพระยาเจ้าเมือง พอไปขอพื้นที่ขอตรงไหนก็มีคนจองไป หมดแล้ว สุดท้ายจึงกลับบ้านไปบอกกับแม่ว่า เด็กกำพร้า : แม่ พื้นที่ทำกินดีเขาจองหมดแล้ว เหลืออีกพื้นที่หนึ่งไม่รู้จะเพาะปลูกได้หรือเปล่า ซึ่ง พื้นที่ที่เหลือนั้นเป็นพื้นที่บนหิน แม่เด็กกำพร้า : ไม่เป็นไรหรอกต้องมีทางสิลูก หาดินมาใส่บนหินสิลูก เด็กกำพร้าก็หาดินมาราดบนหินจนเต็ม พอถึงฤดูการเพาะปลูกเด็กกำพร้าก็ปลูกทุกอย่างจนเป็นไร่ เหมือนชาวบ้านเขา และแล้วก็เป็นไร่ข้าวและพืชผักที่สวยงาม พอถึงช่วงที่ใกล้จะเกี่ยวข้าวก็มีลิงมากินข้าวของเด็ก
กำพร้าอีก เด็กกำพร้าไม่รู้จะทำอย่างไรก็ตัดสินใจไปนอนเฝ้าไร่ข้าว โดยที่ก่อนไปได้หาหนอนมาย่างให้สุก แล้วไป นอนที่กลางไร่จากนั้นก็เอาหนอนที่เตรียมมาใส่ในปากในจมูกของตนเอง พอพวกลิงมากินข้าวที่ไร่ของเด็กกำพร้า อีกก็เจอเด็กกำพร้ากำลังนอน พวกลิงเลยคุยกัน ลิง : กินข้าวของเขาให้หมดเลยดูสิเจ้าของตายแล้วมีหนอนขึ้นตามตัวด้วย แล้วเอาเจ้าของไร่ไปทิ้ง จากนั้นพวกลิงก็พากันยกเด็กกำพร้าไปทิ้งที่ข้างทางแห่งหนึ่ง พอตื่นขึ้นมาเด็กกำพร้าก็พบไหใบหนึ่งวาง อยู่ข้างๆ จึงเปิดดูมีเงินมีทองเต็มไห จึงตัดสินใจแบกไหใบนั้นกลับบ้าน พอมาถึงที่บ้านก็ได้ไปขอที่ชั่งเงินที่บ้าน ของพระยาเจ้าเมือง เด็กกำพร้า : พระยาเจ้าเมือง ผมขอยืมที่ชั่งเงินหน่อย พระยาเจ้าเมือง : จะเอาไปทำอะไรหรอ เด็กกำพร้า : เอาไปชั่งเงิน พระยาเจ้าเมือง : ได้เงินที่ไหน หรอ เด็กกำพร้า : พอดีผมไปนอนเฝ้าข้าวที่ไร่แล้วพวกลิงก็ยกผมไปไว้ที่หนึ่งพอตื่นมาก็เจอไหใบหนึ่งวาง อยู่ข้างๆ เลยหยิบมา พระยาเจ้าเมือง : ข้าจะทำตามที่เจ้าบอกอีกคนหนึ่ง จากนั้นพระยาเจ้าเมืองก็ได้หาหนอนและไปนอนเฝ้าไร่ของตัวเอง และแล้วพวกลิงก็มากินข้าวของพระยา เจ้าเมืองเหมือนกัน พระยาเจ้าเมืองก็นอนเฝ้าไร่โดยที่เอาหนอนใส่ในปากในจมูกเหมือนกัน และแล้วพวกลิงก็มา เจอพระยาเจ้าเมืองนอนอยู่ที่ไร่ พวกลิงจึงพูดกันว่าให้กินข้าวที่ไร่ของเขาให้หมดแล้วยกเจ้าของไปทิ้งเช่นเดิม ระหว่างทางที่พวกลิงยกพระยาเจ้าเมืองไปนั้นต้องเดินผ่านหน้าผาสูง แล้วหนอนที่อยู่ในจมูกดิ้นทำให้พระยาเจ้า เมืองจาม พวกลิงเลยตกใจปล่อยพระยาเจ้าเมืองตกหน้าผาตาย ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ไม่มี ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ส่วนมากจะเล่าตอนเย็นก่อนนอน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี
๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต จงภูมิใจในสิ่งที่ตนมี ไม่อยากได้ของคนอื่น ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ • การทำไร่หมุนเวียน • การเลือกพื้นที่สำหรับทำไร่หมุนเวียนในสมัยก่อนคนที่เป็นผู้นำสามารถเลือกแปลงที่ตนเองชอบหรือ พอใจก่อน ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานเรื่องนี้มีคนเดียว นายพาเกาะ นานๆ จะได้เล่าทีอาจจะเป็น เดือนต่อ หนึ่งครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดมาจากนางอีนา ได้ฟังตอนช่วงอายุประมาณ ๑๐ ปีและตอนนี้ได้ผ่านมาแล้ว ประมาณ ๖๕ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ไม่มี
เรื่องที่ ๑๕ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าลเวือะ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายเมิง งามจารุเกรียงไกร อายุ ๗๘ ปี ชื่อหมู่บ้าน ละอูบ ที่อยู่เลขที่ หมู่ที่ ๖ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้สัมภาษณ์นายพรชัย ชมพนา วัน เดือน ปีที่สัมภาษณ์๑๐/ตุลาคม/๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: อีนางไก ๒. ประเภทของนิทาน ความรัก ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด นิทานเล่ากันทั่วไป ๖. เนื้อเรื่อง นานมาแล้วมีเด็กกำพร้าพ่อคนหนึ่งอาศัยอยู่กับแม่ของตัวเอง พอถึงช่วงที่ชาวบ้านได้ไปถางป่า สำหรับเตรียมพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนแม่ได้เสียชีวิตไปอีกคนหนึ่ง ทำให้เป็นเด็กกำพร้าต้องอยู่คนเดียวมาโดย ตลอด มีอยู่วันหนึ่งช่วงที่เด็กกำพร้าไปทำไร่ ก็มีไก่มาไข่ที่ถังข้าวเปลือกที่วางไว้หัวบันไดบ้านของเขา พอกลับ ตอนเย็นเด็กกำพร้าไปไล่ถามเพื่อนบ้านว่าไก่ของบ้านเขาหรือเปล่าที่มาไข่ในถังข้าวเปลือกบ้านของตน ถามถึง บ้านของพระยาเจ้าเมือง ทุกครอบครัวก็บอกว่าไม่ใช่ไก่ของตัวเอง จากนั้นเด็กกำพร้าก็เก็บไข่นั้นไว้เอาไปใส่ที่ ถังข้าวสารในบ้านของตัวเอง พอถึงตอนเช้าอีกวันหนึ่งเด็กกำพร้าก็ไปทำงานที่ไร่อีก แต่พอตกเย็นของวันนั้น เด็กกำพร้ากลับมาถึงบ้านก็พบว่ามีคนหุงอาหารรอเรียบร้อยแล้ว ด้วยความที่แปลกใจเลยไปถามเพื่อนบ้านอีก เป็นใครหน่อ ที่หุงหาอาหารให้ไล่ถามเพื่อนบ้านทุกบ้านก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ใช่ตน พอถึงอีกวันหนึ่ง
เด็กกำพร้าก็ไปทำงานที่ไร่ตามปกติ แต่พอถึงตอนเย็นก็คนเตรียมอาหารให้เรียบร้อยอีก เด็กกำพร้าก็ไปไล่ถาม เพื่อนบ้านอีกแต่ทุกครอบครัวก็บอกว่าไม่ใช่ตน แต่มีคนบอกว่าถ้าอยากรู้พรุ่งนี้ก็กลับเช้าๆ มาแอบดูสิ พอถึง อีกวันหนึ่งเด็กกำพร้าก็ไปทำงานอีกตามปกติ แต่วันนี้เด็กกำพร้ากลับเช้ากว่าปกติเพื่อมาแอบดูว่าเป็นใครที่มา เตรียมอาหารให้ พบเป็นหญิงสาวสวยคนหนึ่งกำลังทำอาหารให้ เด็กกำพร้าจึงเข้าไปถาม เจ้ามาจากไหน หญิง สาวจึงตอบไปว่าแม่ของเจ้าใช้ให้ข้ามาอยู่เป็นภรรยาของเจ้า เด็กกำพร้าดีใจมาก และได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็น สามีภรรยา มีอยู่วันหนึ่งพระยาเจ้าเมืองได้ให้รับคนใช้ไปหาอาหารให้หมูเมื่อคนรับใช้พระยาเจ้าเมืองไปหา อาหารจึงไปเจอเมียของเด็กกำพร้าเข้า ได้เฝ้ามองตลอดวันพอถึงตอนเย็นก็กลับบ้านมือเปล่า พระยาเจ้าเมืองจึง ถามคนรับใช้ว่าข้าให้เจ้าไปหาอาหารหมูทำไมเจ้าถึงกลับมามือเปล่า คนรับใช้จึงตอบว่า ใช่ข้าไปหาอาหารหมู แต่ไปเจอเมียของเด็กกำพร้าซึ่งนางสวยมาก พระยาเจ้าเมืองจึงบอกว่านางสวยขนาดเจ้าลืมไปทำงานที่ข้าสั่ง เชียวหรือ ข้าก็อยากเห็นบ้าง ดังนั้นพระยาเจ้าเมืองจึงได้ไปดูเมียของเด็กกำพร้าจนลืมกลับบ้านอีกคน พอรุ่งเช้าของอีกวันหนึ่งพระยา เจ้าเมืองได้แต่งเนื้อแต่งตัวและดูดบุหรี่ไปด้วยพอไปถึงก็เจอเมียของเด็กกำพร้า บุหรี่ที่อยู่ในปากแทนที่จะดูด กลับเป่าจนบุหรี่ไหม้คาปากตัวเอง หลังจากนั้นพอกลับบ้านก็เกิดความอยากได้เมียของเด็กกำพร้าขึ้นมา มา อีกวันหนึ่งพระยาเจ้าเมืองได้ออกอุบายโดยเทงาดำลงพื้นและบอกกับเด็กกำพร้าว่าเก็บให้เมล็ดงาให้เต็มหนึ่ง ถังเหมือนเดิม ถ้าเก็บไม่หมดเมียของเจ้าต้องตกเป็นของข้า จากนั้นเด็กกำพร้าก็ไปปรึกษากับเมียของตนเอง เมียเด็กกำพร้าได้บอกให้เทงาดำตามที่พระยาเจ้าเมืองบอก จากนั้นพระยาเจ้าเมืองได้เทงาดำหนึ่งถังแล้วเมีย ของเด็กกำพร้าก็ได้เรียกมดง่ามมาช่วยเก็บจนเต็มถังเหมือนเดิม เด็กกำพร้าก็เอาไปให้พระยาเจ้าเมือง จากนั้นพระยาเจ้าเมืองก็ได้บอกกับเด็กกำพร้าว่าฆ่าควายตัวผู้ให้หนึ่งตัวและบอกให้เด็กกำพร้ากินเนื้อให้หมด ภายในหนึ่งมื้อถ้ากินไม่หมดเมียของเด็กกำพร้าจะตกเป็นของตน พระยาเจ้าเมืองจึงฆ่าควายตัวผู้ใหญ่ ตัวใหญ่ หนึ่งตัว เมียของเด็กกำพร้าก็ได้เรียกยักษ์ตัวหนึ่งมากินกินแป๊บเดียวควายก็หมดเป็นตัว จากนั้น พระยาเจ้า เมืองได้ท้าเด็กกำพร้าอีกโดยการที่จะให้ไก่ของตนมาชนกับไก่ของหนุ่มกำพร้า แต่เด็กกำพร้าไม่มีไก่เลยจึงไป ปรึกษากับเมียของตนเอง เมียเด็กกำพร้าบอกให้ไปเรียกใต้ถุนบ้านเดียวก็มาเด็กกำพร้าก็ได้ไปทำตามที่เมียสั่ง ได้ลูกไก่ตัวเล็กๆตัวหนึ่ง แล้วเอามาชนกับไก่ของพระยาเจ้าเมือง เมื่อมาสู้กันไก่ของพระยาเจ้าเมืองกระโดดชน ไก่ของเด็กกำพร้าครั้งเดียวไก่ของเด็กกำพร้าจึงสลบไป สักพักไก่ของเด็กกำพร้าฟื้นขึ้นมาและสู้อีกครั้งโดยไป จิกไก่ของพระยาเจ้าเมืองทำให้ไก่ของพระยาเจ้าเมืองตายทันทีพระยาเจ้าเมืองก็พ่ายแพ้อีกครั้ง แต่พระยาเจ้า เมืองยังไม่ยอมแพ้และได้ท้าอีกโดยการให้สุนัขของตนกับสุนัขของเด็กกำพร้ากัดกัน เด็กกำพร้าก็ได้ไปปรึกษา กับเมียของตนอีก เมียของเด็กกำพร้าก็บอกให้เอาข้าวไปพร้อมกับเรียกไต้ถุนบ้าน เด็กกำพร้าจึงได้ทำตาม
จากนั้นได้หมาป่าตัวผู้มาหนึ่งตัว แล้วนำมาสู้กับสุนัขของพระยาเจ้าเมืองซึ่งเป็นหมาบ้านหมาของพระยาเจ้า เมืองก็พ่ายแพ้อีก จากนั้นพระยาเจ้าเมืองก็ได้ท้าเด็กกำพร้าอีกโดยการให้ขี่ช้างรบกัน เนื่องจากเด็กกำพร้าไม่มี ช้างก็ไปปรึกษากับเมียอีกของตนเอง เมียเด็กกำพร้าก็ได้แนะนำให้โดยบอกว่าให้ตีขอไว้นำไปที่ลำห้วยพร้อม กับเอาฟักเขียวไปด้วย เด็กกำพร้าก็ทำตามที่เมียสั่งไปวางฟักเขียวที่ลำห้วย และแล้วก็มีลูกช้างมากินฟักเขียว เด็กกำพร้าจึงพาลูกช้างตัวนั้นกลับไปหมู่บ้าน และใช้ลูกช้างตัวนั้นรบกับช้างของพระยาเจ้าเมืองซึ่งดาบของ พระยาเจ้าเมืองยาวมากแต่ดาบของเด็กกำพร้าสั้นนิดเดียว ดาบของพระยาเจ้าเมืองเมื่อมาต่อสู้กันด้วยความที่ มันยาวทำให้เลยเด็กกำพร้าไป เด็กกำพร้าเห็นโอกาสเลยเอาดาบมาฟันที่หัวของพระยาเจ้าเมืองจนหมวกของ พระยาเจ้าเมืองกระเด็นเป็นสองข้าง พระยาเจ้าเมืองก็แพ้อีก พระยาเจ้าเมืองเริ่มสงสัยเพราะอะไรทำไมถึงทำ อะไรเด็กกำพร้าไม่ได้เลยเลยคิดอุบายขึ้นมาโดยให้ลูกจ้างเข้าไปอยู่ในกลองแล้วเอาไปฝากไว้ที่บ้านของเด็ก กำพร้าเพื่อให้รอดักฟังว่าเด็กกำพร้าและเมียคุยอะไรกัน พระยาเจ้าเมืองจึงขอร้องให้เด็กกำพร้าช่วยเอากลอง ไปฝากไว้ที่บ้านของเด็กกำพร้า เด็กกำพร้าจึงบอกไปว่าท่านไม่ต้องเอามาฝากที่บ้านข้าหรอก ที่บ้านข้าไม่มีที่ เก็บ พระยาเจ้าเมืองจึงบอกกับเด็กกำพร้าว่า มีสิ ก็เอาไว้ที่บนหัวนอนของเจ้าก็ได้ (โตะ คราวก ไกญ ฆัว) จากนั้นเด็กกำพร้าก็ได้นำกลองที่พระยาเจ้าเมืองมาฝากไว้เอาไปไว้ที่ห้องบนหัวนอนตามที่พระยาเจ้าเมือง แนะนำ ระหว่างนั้นเด็กกำพร้ากับเมียก็ได้คุยกัน ซึ่งเมียได้บอกกับเด็กกำพร้าว่าจะกินก็กินได้ แต่ขออย่างเดียว ห้ามกินไข่ เพราะถ้ากินไข่ตัวเขาเองจะหายไปเลย พอลูกจ้างของพระยาเจ้าเมืองได้ยินอย่างนั้นก็ได้ไปบอกให้ พระยาเจ้าเมือง เมื่อพระยาเจ้าเมืองได้ยินอย่างนั้นก็ได้ออกอุบายโดยบอกว่าจะทำบุญทำทาน โดยการเชิญ ชวนทุกครอบครัวมากินข้าวที่บ้าน ซึ่งตัวเองได้ฆ่าควายตัวผู้ใหญ่ ๑ ตัว วัวตัวผู้ ๑ ตัว หมูตอน ๑ ตัว ไก่ตัวผู้ ๑ ตัว โดยที่อาหารทุกอย่างได้ใส่ไข่ทุกหม้อ จากนั้นก็ได้เชิญเด็กกำพร้ามากินด้วยเชิญครั้งแรกเด็กกำพร้าก็ไม่ ไป ครั้งที่ ๒ ที่ ๓ เด็กกำพร้าก็ไม่ไป พอครั้งที่ ๔ เด็กกำพร้าจึงไปและเผลอไปไปกินกับข้าวนิดเดียว พอกลับ ถึงบ้านตัวเองเมียของเด็กกำพร้าก็หายไป เด็กกำพร้าร้องห่มร้องไห้ด้วยความเสียใจ จากนั้นหมาของเขาก็ได้ บอกว่าให้เขากินข้าวให้อิ่มๆ เดียวเขาจะตามหาด้วย เด็กกำพร้าก็ได้ให้หมากินข้าวจนอิ่มจากนั้นก็ตามหาเมีย ของเด็กกำพร้าโดยที่หางของหมามี ๗ แฉก เด็กกำพร้าดึงหางหนึ่งก็ขาด ขาดจนหมดทั้ง ๗ แฉก สุดท้ายหมา ก็ตาย เด็กกำพร้าก็ร้องห่มร้องไห้อีก และก็มีกาดำบินผ่านมาเห็น กาดำก็ถามเด็กกำพร้าเจ้าเป็นอะไรทำไม ต้องมาร้องไห้อยู่ตรงนี้เด็กกำพร้าจึงตอบว่าข้าไปตามหาเมียพร้อมกับหมาของข้า แต่หมาของข้ามาตายอีกข้า ไม่รู้จะทำอย่างไรดี กาดำจึงถามว่าถ้าเจ้าให้ข้ากินหมาของเจ้า เมื่อข้ากินอิ่มแล้วข้าจะช่วยเจ้าตามหาเมียของ เจ้า
จากนั้นกาดำก็ได้กินหมาของเด็กกำพร้าจนอิ่ม และได้ช่วยตามหาเมียของเด็กกำพร้า โดยบอกว่าข้าร้อง ทางไหนให้เจ้าไปตามทางนั้นนะ ตามไปตามมา เจ้ากาดำก็ได้เสียชีวิตลง เด็กกำพร้าจึงได้แต่ร้องห่มร้องไห้ เสียใจ พอดีมีแมลงวันบินมาแถวนั้น แมลงวันจึงถามเด็กกำพร้าว่าเจ้าเป็นอะไรทำไมมาร้องห่มร้องไห้แถวนี้ เด็กกำพร้าจึงตอบไปว่าข้าไปตามหาเมียของข้าและให้กาดำช่วยตามหาให้พอดีกาดำมาตายจากไปอีก ข้า ไม่มีหนทางอีกแล้ว เจ้าแมลงวันจึงบอกเด็กกำพร้าว่าให้ข้าตอมกาดำของเจ้าไหม ถ้าข้าอิ่มแล้วข้าจะช่วยเจ้า ตามหาอีกแรงหนึ่ง จากนั้นแมลงวันได้ตอมกินซากของกาดำจนอิ่มจากนั้นก็ได้บินตามหาเมียของเด็กกำพร้า และได้บอกกับ เด็กกำพร้าว่าให้เอาปูนขาว มาติดที่ก้นของเขา เขาบินมาเกาะตรงไหนให้ชี้ตรงนั้นแหล่ะ จากนั้นทั้งเด็ก กำพร้าพร้อมกับแมลงวันมาที่บ้านของพระยาเจ้าเมือง ซึ่งพระยาเจ้าเมืองก็บอกกับเด็กกำพร้าว่าเมียของตนมี 7 คน จะให้เอานิ้วชี้มาสอดในรูที่ฝาบ้านให้ ถ้าเจ้าทายถูกเจ้าก็เอาเมียของเจ้าคืนไป จากนั้นพระยาเจ้าเมืองก็ ให้ทุกคนมาสอดนิ้วในรูฝาบ้าน 7 นิ้ว จากนั้นแมลงวันบินไปข้างในแล้วบินไปจับที่นิ้วนิ้วหนึ่ง เด็กกำพร้าก็ชี้ ไปว่าเมียของข้าอยู่ข้างใน พอเปิดประตูออกมาก็เป็นเมียของเด็กกำพร้า และแล้วทั้งสองคนก็พากันกลับบ้าน และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ไม่มี ๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ส่วนมากจะเล่าตอนเย็นก่อนนอน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ความซื่อสัตย์และความรักแม้มีอุปสรรคมากมาย แต่มีความพยายามที่จะฝ่าฟันจนสำเร็จลุล่วง ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ การใช้ชีวิตคู่แบบสามีภรรยาเดียว ๑๓. คำถามเพิ่มเติม
• ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่สามารถเล่านิทานเรื่องนี้อยู่ประมาณ ๒ คน คือ นายเมิง และนายพะเกาะ อยู่บ้านละอูบ อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ จากคุณย่า (นางอีนา เยื่อะคำอาย) ได้ฟังตอนช่วงอายุประมาณ ๑๐ ปี และตอนนี้ได้ผ่านมาแล้ว ประมาณ ๖๐ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ไม่มี