รายงานผลการวิจัย เรื่อง ภูมิไทยชุดไทยชนเผา่ละวา ้(ลัวะ) กรณีศึกษา บา ้ นม ื ดหลอง หมู่๒ ต.บ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เช ี ยงใหม่ ๕๐๒๗๐ จัดท าการศึกษาโดย คณะทา งานกองเลขานุการเคร ื อข่ายละวา ้(ลัวะ) เพ ื่อวฒันธรรมและสิ่งแวดลอ ้ ม สิงหาคม-กนัยายน ๒๕๔๘
ค ำน ำ รายงานเล่มน้ีเป็นรายงานเกี่ยวกบัผลการวิจยัเอกลกัษณ์วฒันธรรมการแต่งกายของชุดชนเผา่ ละว้า(ลัวะ) ซ่ึงไดด้า เนินการศึกษา ในพ้ืนที่บา้นมืดหลอง หมู่ 2 ต าบลบ้านทับ อ าเภอแม่แจ่ม จังหวัด เชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการด าเนินงานจากสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ในเล่มน้ีประกอบดว้ยรายละเอียดเกี่ยวกบักระบวนการ ความเป็นมา ของชุดแต่งกายของชนเผา่ ละว้า(ลัวะ)จา นวนมาก เป็นรายงานชิ้นหน่ึงที่ทางผศู้ึกษา และคณะทา งานเป็นชนเผา่ทุกคน ฉะน้นั ค่อนขา้งจะมีรายละเอียดค่อนขา้งจะมาก และยงัมีจา นวนบางส่วนขอ้มูลที่ไม่ไดใ้ส่รวมในเล่มน้ีเพราะ เน้ือหามาก เช่น ขอ้มูลชุมชน ขอ้มูลประวตัิศาสตร์เป็นตน้ผจู้ดัทา เชื่อวา่รายงานเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์ ต่อผู้ศึกษาค้นคว้า และมีความสนใจในเอกลักษณ์ อัตลักษ์ทางวัฒนธรรมชนเผ่าละว้า(ลัวะ) ตลอดท้งัผู้ ที่เป็นชนเผา่ลวัะเองก็จะรู้วา่ ในชุมชนของเราน้นัยงัมีองคค์วามรู้ภูมิปัญญาที่ดีงาม และสมควรแก่การสืบ ทอดถ่ายทอดเป็นอยา่งมาก หากท่านผอู้่านมีขอ้ติชมอยา่งไร ท่านสามารถติดชมได้ท้งัน้ีเพื่อประโยชน์ ของชนเผ่าสืบเนื่องตลอดไป ด้วยควำมนับถือ คณะผู้จัดท ำ สิงหาคม –กันยายน 48
สำรบัญ เรื่อง หน้ำ ค ำน ำ ก บทที่ 1 ข้อมูลพื้นฐำนชำติพนัธ์ุละว้ำ(ลัวะ) 1-9 - ประวัติศาสตร์ 1 - ภาษา 2 - ประชากร 2 - การต้งัถิ่นฐาน 2 - ลักษณะบ้านเรือน 2 - อุปนิสัยและวิถีชีวิต 3 - มารยาททางสังคม 3 - อาชีพและความเป็ นอยู่ 4 - การปกครอง 6 - ครอบครัว 7 - เครือญาติ 7 - การแต่งงาน 7 - ความเชื่อและพิธีกรรม 7 - พิธีงานศพ 8 - อาหาร 8 - สุขภาพและอนามัย 8 - การคลอดบุตร 9 บทที่2. ข้อมูลพื้นฐำนชุมชนชุมชนบ้ำนมืดหลอง 10-14 บทที่ 3 ผลกำรวิจัย “ชุดภูมิไทยชุดไทยกำรแต่งกำยชำติพันธ์ุละว้ำ(ลัวะ) 15 - ความเป็ นมาชุดชนเผ่าละว้า(ลัวะ) 15 - ลักษณะและองค์ประกอบ ความเชื่อ การแต่งกายชนเผ่าละว้า(ลัวะ) 16-24 - ข้นัตอนการมดัหมี่ลายผา้ลวัะ 25 - การได้มาซึ่งเส้นด้าย จากฝ้าย 25-26
- กระบวนการออกแบบ และตัดเย็บชุด(ชาย-หญิง) 27-32 - วัสดุและอุปกรณ์การออกแบบและตัดเย็บ 32 - ความเชื่อและแรงบัลดาลใจในการจัดท า 32 - ค่าใช้จ่ายในเครื่องนุ่งห่ม 32 - ค่านิยมการใช้สี 33 - ปัจจัยที่มีผลสืบเนื่องกับการปรับและประยุกต์ใช้ 34 - เอกลักษณ์ชุดแต่งกายชนเผ่าลัวะ 34 - แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง 34 - การน าไปใช้ตามฐานะทางสังคม 35 - ความเข้าใจชุดชนเผ่ากับอัตลักษณ์ชนเผ่า 35 - ความสัมพันธ์กับสังคมภายนอกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง 35 บทที่ 4 บทวิเครำะห์สรุปผล 36-37 ภำคผนวก 38-45 บรรณำนุกรม 46
1 บทที่ 1 ประวัติศาสตร์ ชนเผ่าละว้า(ลัวะ) ประวัติศาสตร์ละว้า ละวา้เป็นกลุ่มชนพ้ืนเมืองเดิมที่ต้งัถิ่นฐานเป็นรัฐก่อนอาณาจกัรไทยก่อนที่อารยธรรมอินเดีย จะขยายอิทธิพลเขา้มาในบริเวณน้ี(Geo Condominas ๑๙๘๘ ) ภาษาละว้าจัดอยู่ในกลุ่มภาษาออสโตร – เอเชียติก ตระกูลภาษาย่อย มอญ – เขมร เรียกตนเองว่า “ละเวื่อะ” และจากการที่ชาวละว้าเคยอาศัย อยใู่นบริเวณอาณาจกัรลา้นนาโบราณ ก่อนที่พญามงัรายจะสร้างเมืองเชียงใหม่เราจึงพบคา วา่ “เวียงชง มาง” จากค าสวดในพิธีกรรมต่างๆของชาวละว้าในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ของ ชาวลวัะกบัชาวเมืองเชียงใหม่มาต้งัแต่สมยัอดีดกาล นอกจากน้ีหลกัฐานทางประวตัิศาสตร์ท้งัตา นาน เมืองเชียงใหม่ตา นานสุวรรณคา แดง ตา นานเชียงใหม่ปางเดิม ฯลฯไดก้ล่าววา่ชาวละวา้น้นัเป็นชน พ้ืนเมืองเดิมที่อาศยัอยบู่ริเวณเวียงเจ็ดรินหรือบริเวณดอยสุเทพ ต่อมากลุ่มคนไทยยวนจึงได้อพยพเข้า ไปต้งัถิ่นฐานอยรู่ ่วมกบัชาวละวา้ความสัมพนัธ์ระหวา่งละวา้กบัไทยน้ีจะเห็นไดใ้นสมยัของพระยาสระ เกตุซึ่งเป็ นผู้น าของฝ่ ายไทยและพระยาวีวอซึ่งเป็ นขุนตระกูลละว้าและยังเป็ นประธานของละว้าด้วย ต่างก็ได้พึ่งพาอาศัยกันและกัน ดังค ากล่าวที่ว่า “ลัวะ ปลงไห ไตปลงหม้อนึ่ง “ หรือ “ลัวะเยี่ยะไร่ อย่า หื้อตายคา ไตเยี่ยะนาอย่าหื้อตายแดด” นอกจากน้ีพระยาวีวอยงัใหค้วามช่วยเหลือต่อชาวไทยที่กา ลงั เดือดร้อน โดยประกาศว่าจะมีการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายระหว่างไทยกับละว้า ดังความในต านาน เชียงใหม่ปางเดิมดงัน้ี” เราจักแต่งหื้อผวนเสียคันผีมาหันก็อย่าหื้อผีได้รู้ จักไทยเทอะ พระยาวีวอก็ป่ าว ว่าหื้อสูได้ตัดผมเหมือนอย่างละว้า และก็ซ ้าป่ าวอย่างละว้าหื้อแปงผ้านุ่งเหมือนไทยแล อย่าหื้อผีรู้ ว่า เป็ นไทยเป็ นละว้าเหมือนแต่ก่อนนั้น “ นอกจากน้ีในสมยัของพระยาวีวอ ไดกล่าวถึงความวุ่นวายที่ ้ เกิดข้ึนจากภูตผีปีศาจที่มารบกวนชาวละวา้ร้อนถึงพระอินทร์ทรงประทานความช่วยเหลือและขอคา สัตวใ์หช้าวละวา้ถือศิล ซ่ึงในเวลาน้นัมีชาวละวา้ ๙ ตระกูลรับอาสาถือศิลน้นัจนบา้นเมืองสงบ และ พระอินทร์ยงัไดป้ระทานบ่อเงินบ่อทองแก่ชาวละวา้ท้งั๙ ตระกูล พวกเขาได้แบ่งหน้าที่กันปกครอง อาณาจกัรละวา้โบราณก่อนที่จะเป็นเมืองศรีนครพิงคเ์ชียงใหม่ในสมยัพระยามงัรายอีกดว้ย และเมื่อ พระยามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ที่บริเวณดอยสุเทพแล้วพระองค์ได้รับอิทธิพลการบูชาเสาอินทขิล ซึ่งก็ถือเป็ นเสาหลักเมืองจากพวกละว้า ดงัน้ี“ พญามังรายจึงมีบัญชาให้แต่งเครื่องบัญชาให้แต่งเครื่อง บรรณาการใช้ให้เสนาชื่อ สรีกรชัย ผู้พูดภาษาละว้าได้ ไปหาพญาละว้าได้ ไปหาพญาละว้าบนดอย อุชุบรรพตพญาละว้าแนะน าว่า เวียงนี้หากจะให้อยู่ร่ มเย็นเป็ นสุขก็ให้บูชากุมภัณฑ์และเสาอินทขิล” ประวตัิศาสตร์ของละวา้มาสิ้นสุดลงในราวปีพ.ศ.๑๒๐๐ ในสมัยขุนหลวงวิลังคะผู้น าของ ชาวละว้าซึ่งหลงรักพระนางจามเทวีกษัตรีย์แห่งเมืองหริภุญไชย แต่พระนางจามเทวีไม่สนพระทัย
2 และเกิดการทา้ทายอา นาจกนัจนถึงข้นัทา สงครามผูน้า แห่งละวา้และกษตัรียแ์ห่งหริภุญไชยขนหลวงวิุ ลังกะได้พุ่งสะเนาไปยังเมืองล าพูนเพื่อแสดงแสนยานุภาพ (ยังปรากฏหลักฐานบ้านหนองสะเน่ามา จนถึงปัจจุบัน) แต่ทา้ยที่สุดขนุหลวงวิลงักะก็พ่ายแพแ้ก่กลศึกของพระนางจามเทวีชาวละวา้บางส่วน จึงหลบหนีไปอยบู่นภูเขา และบางส่วนก็ยงัอยใู่นแถบลุ่มแม่น้า ปิง ชาวละวา้กลุ่มน้ีไดถู้กผสานกลืนไป ในวัฒนธรรมของชนเผ่าไทย ส่วนชาวละว้าที่อยู่บนดอยเขายังคงรักษาเอกลักษณ์เผ่าพันธุ์สืบมาจนถึง ทุกวนัน้ี แม้ว่าอาณาจักรละว้าจะล่มสลายไปในสมัยของขุนหลวงวิลังคะ แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง ชาวละว้ากับคนไทยล้านนายังคงปรากฏให้เห็นอยู่เสมอในประวัติศาสตร์ เช่นสมัยพระเจ้ากาวิละ (ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๒๓๕๖) ฟ้ืนฟูเมืองเชียงใหม่ไดจ้ดัใหค้นละวา้เดินจูงหมาเขา้เมืองก่อนหนา้ พระองค์ดังความว่า “แล้วเถิงเวลายามแตรจักใกล้เที่ยง ท้าวก็ยกเอาหมู่ยศบริวารเข้าเวียงหลวง ด้าน ประตูช้างเผือกหนเหนือหื้อละว้า จูงหมาพาแชกเข้าก่อนไปสถิตส าราญนอนเชียงขวางหน้าวัดเชียงหมั้น ได้คืนหนึ่ง” ภาษา นักวิชาการกล่าวว่า ภาษาละว้าเป็ นภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติก(Austroasiatic)สายมอญ – เขมร (Mon Khmer) โดยอยู่ในสาขาย่อยของปะหล่อง – ว้า (Palaung - Wa ) อีกทีหนึ่ง โปรดดูการ จัดแบ่งภาษาในตระกูล ออสโตร – เอเชียติก Gerard Diffloth encyclopaedia Britannica ๑๙๗๓ ซึ่ง ไดเ้ขียนจดัแบ่งภาษาตระกูลน้ีไวอ้ยา่งชดัเจน ลกัษณะที่เห็นไดช้ดัวา่ภาษาเป็นภาษาที่อยรู่ ่วมอยใู่น ตระกูลกับภาษามอญ – เขมร ก็คือการที่ภาษาละว้าไม่มีระบบเสียง ประชากร ชาวละวา้ต้งัถิ่นฐานหนาแน่นอยบู่ริเวณหุบเขาและแนวตะเขบ็ของจงัหวดัเชียงใหม่และ แม่ฮ่องสอนและบางส่วนไดเ้คลื่อนยา้ยลงมาอยใู่นบริเวณที่ราบกนัมากข้ึน เช่น ที่บา้นบ่อหลวงและ บ้านกองลอย อ.ฮอด จ.เชียงใหม่จากข้อมูล ในหนังสือ 40 ปี กองสงเคราะห์ชาวเขา กรม ประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม 30 ตุลาคม 2545 มีจ านวนประชากรละว้า (ลัวะ)ท้งัหมด 22,094 คน แบ่งออกเป็ นชาย 7,400 คน หญิง 7,504 คน เด็กชาย 3,503 คน เด็กหญิง 3,687 คน มี 65 หมู่บ้าน 4,307 หลังคาเรือน 5,045 ครอบครัว คลอบคลุมในพ้ืนที่ 8 จังหวัด แต่มีมาก ที่สุด จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และจังหวัดเชียงราย การต้ังถิ่นฐานและลกัษณะที่อยู่อาศัย หมู่บา้นของชาวละวา้มกัต้งัอยใู่นบริเวณหุบเขาสูงกวา่ระดบัน้า ทะเลประมาณ ๑,๐๐๐ ฟุต อยู่ ใกล้กับต้นน้า ลา ธาร มีพ้ืนที่นาและไร่ลอ้มรอบหมู่บา้นเป็นบริเวณกวา้งภายในหมู่บา้นมีสาธารณูปโภค
3 เช่น การส่งน้า ใชผ้า่นท่อพีวีซีไปตามบา้น หรือติดต้งักอกน้า ไวต้ามจุดที่สา คญัของหมู่บา้น ครัวเรือน ใดที่ไม่ต่อน้า เขา้บา้นก็จะนา แกนลอนมารองน้า ไปใช้บางหมู่บา้นก็มีไฟฟ้าใชแล้ว ส าหรับหมู่บ้านที่ ้ ไฟฟ้ายงัเขา้ไปไม่ถึง ก็จะอาศยัแสงสวา่งจากน้า มนัก๊าดในยามค่า ลักษณะบ้านเรือน ลกัษณะบา้นเรือนของชาวละวา้เท่าที่พบมี๒ ลกัษณะ คือ แบบด้งัเดิมและแบบสมยัใหม่ บ้านแบบดั้งเดิม หลงัคาทา ดว้ยใบคาคุมเกือบถึงพ้ืนดินแต่แสงสวา่งเขา้ไดจ้ากบริเวณแผ่นหลังคาที่เปิ ดออกตาม ช่องเลก็ตามแนวตบัคา โดยใชไ้มค้้า และเปิดใหแ้ สงสวา่งลอดผา่นเขา้มาในบา้น นอกจากน้ียงันิยมเจาะ รูเล็กๆรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ๓ – ๔ นิ้วที่ผาหอ้งครัวเพื่อใชส้ ่องดูดา้นนอก พ้ืนบา้นยกจากพ้ืนดิน ประมาณ ๒ – ๒.๕ เมตร ปูด้วยฟากไม้ไผ่ ใตถุ้นบา้นทา เป็นคอกสัตวเ์ล้ียงและที่เก็บฟืน ส่วนบริเวณ ชายคาติดกบัทางเดินน้นัเป็นที่ไวค้รกกระเดื่อง การปลูกบา้นจะไม่ใหแ้นวหลงัคาบา้นขนานกบัการ เคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์พระอาทิตยจ์ะตอ้งสามารถเคลื่อนที่ขา้มหลงัคาบา้นน้นั ได้นอกจากน้ีหนา้จวั่ จะประดับด้วยกาแลท้งัสองดา้น ส่วนภายในบา้นมีห้องเดียวมีเตาไฟอยภู่ายในห้อง มีประตูปิด หนาแน่นที่บานประตูจะท าให้เปิ ดง่ายส าหรับชายหนุ่มเข้ามาคุยกับสาวที่ตนเองสนใจได้ ตามประเพณี หอ้งน้ีจึงเป็นท้งัหอ้งครัว หอ้งนอน หอ้งรับแขก สา หรับผทู้ี่นบัถือผีจะมีเครื่องเล้ียงผีต่างๆปรากฏที่มุม หอ้ง ท้งัที่หวันอนและปลายเทา้ สมาชิกในครอบครัวจะนอนร่วมกนั ในหอ้งน้ีท้งัหมด แต่หากลูกชาย แต่งงานก็จะแบ่งหอ้งต้งัแผงเต้ียๆข้ึนมาและสร้างเตาไฟภายในหอ้งน้นัและหากวา่มีลูกชายแต่งงานอีก คนก็ตอ้งสร้างเตาไฟเพิ่มที่นอกชาน และเมื่อลูกชายมีความพร้อมก็จะออกมาสร้างบ้านตัวเอง ส าหรับ ด้านนอกห้อง (บริเวณชานที่มีหลังคา) ชาวละวา้บางสายตระกูลจะมีเครื่องเล้ียงผีเรือนดว้ย ส่วน บริเวณถดัจากชานบา้นที่มีหลงัคาคลุมจะเป็นชานโล่งและร้านน้า อุปนิสัยและวิถีชีวิตโดยทั่วไป ชาวละวา้เป็นคนสุภาพ ใจเยน็ซ้ือสัตย์และมีน้า ใจใหค้วามสา คญักบัการรองรับแขก ถา้หากมี แขกมาที่บา้นจะยกชุดหมากและเมี่ยง รวมท้งัสา หรับอาหารมาตอ้นรับชาวละวา้จะใหแ้ขกกินอาหาร ก่อน ส่วนเจา้บา้นน้นัจะกินอาหารทีหลงัและเมื่อแขกจะเดินทางออกจากบา้นของเขา เขาจะตอ้งห่อ สิ่งของใหแ้ขกน้นัแมจ้ะเป็นสิ่งเลก็นอ้ย แต่ก็ถือวา่เป็นเรื่องสา คญัมาก สิ่งที่ชาวละวา้นิยมใหแ้ขกไดแ้ก่ ห่อเมี่ยง ฝักส้มป่อย ขนมออพเญ้ือก(ข้าวเหนียว นึ่ง ต าใส่เกลือและงา) พริกฯลฯ หญิงชาวละวา้ที่มีอายปุระมาณ ๓๐ ปีข้ึนไปนิยมสูบกลอ้งมาก ส่วนผชู้ายสูบกลอ้งนอ้ย ส่วน ใหญ่นิยมมวนยาเส้นด้วยกระดาษทุกชนิดที่หาได้ โดยมักจะพกถุงยาเส้นไว้ติดตัว และพับ แผ่นกระดาษไว้ส าหรับมวน
4 มารยาทในสังคม ในสังคมลัวะก็มีประเพณีประพฤติปฏิบัติต่อกัน เพื่อให้อยู่ด้วยกันด้วยความสงบเรียบร้อย 1. มารยาทในการทักทายกัน เมื่อพวกลัวะพบปะกันเขาก็จะถามกันว่าไปไหน หรือถามว่า ไปไหนมา หรือถ้ามีใครเดินผ่านบ้านหรือเดินเข้ามา และเราก าลังทานข้าวกันอยู่ เราก็ต้องเรียกเขาให้ ทานขา้ว คนที่เป็นแขกน้นัก็จะถามวา่ทานขา้วกบัอะไร การทกัทายกนัน้นัผใู้หญ่มกัเป็นผทู้กัทายก่อน 2. การเยี่ยมหมู่บ้านลวัะ ควรจะไปหาผู้ใหญ่บ้านและแนะน าตัวเองต่อผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้านว่า เราเป็ นใคร มาจากไหน มีธุระอะไร ถ้าต้องการพักค้างคืน เขาก็จะจัดที่พักให้ ซึ่งมักจะ เป็ นบริเวณเฉลียงหน้าบ้าน ติดกับประตูด้านนอก นอนไปตามข้างฝาผนังประตู หันศรีษะไปตรงข้าม บนัไดบา้น ถา้เราตอ้งการที่จะทา อะไรในหมู่บา้น ก็ตอ้งขอใหผ้ใู้หญ่บา้นประชุมลูกบา้น และช้ีแจงให้ ลูกบ้านทราบ และขอความคิดเห็นจากลูกบ้านด้วย 3. การนั่งรับประทานอาหาร พวกลัวะจะหุงหาอาหารในห้องนอน และทานอาหารใน ห้องนอน เวลารับประทานอาหาร แขกจะตอ้งนงั่ทางดา้นขวาของบา้น หรือทางที่มีบนัไดบา้นส่วน เจา้ของบา้นจะตอ้งนงั่ทางดา้นซา้ยตามรูป คนที่นงั่ถดัมาทางประตูจะเป็นคนที่มีเกียรต์ินอ้ยกวา่คนที่นงั่ ถัดไปทางเตาไฟ หุงอาหารถ้าแขกกินข้าวหมด เจ้าของบ้านจะเป็ นคนตักข้าวให้แขกกิน 4. การพูดจา ต้องพูดจาสุภาพ เนื่องจากพวกลัวะชอบสนุกมีอารมณ์ชอบเปิ ดเผยถ้ามีความสนิทสนม กัน ก็สามารถพูดหยอกล้อ และแหย่กันได้บ้าง ที่ส าคัญที่สุดก็คือถ้าใครช่วยท าอะไรให้เรา เราก็ต้อง กล่าวขอบคุณเขา (ญันดีไม่โอะ) เสมอ 5. มารยาทในการร่วมพิธีกรรม เมื่อเข้าพิธีกรรมต่างๆตามประเพณี เมื่อไปถึงในงานเจ้าภาพ ก็จะเชิญใหเ้ราข้ึนบา้น แลว้ก็จะรินเหลา้ให้เรากิน ถา้เป็นงานศพ เราก็จะตอ้งช่วยงานเขาสัก 30-40 บาท หรือตามแต่จะเห็นสมควร จากน้นัเจา้ภาพก็จะขอใหห้วัหนา้งานศพ ทา พิธีอวยพรใหแ้ก่คนที่ ช่วยงานน้นัต่อหนา้ศพ แลว้ก็จะรินเหลา้ให้แขกดื่ม ถ้าแขกมาจากทางไกล เขาก็จะจัดข้าวให้ทานด้วย 6. การลากลับ แขกจะตอ้งบอกให้เจา้ภาพทราบก่อนกลบับา้น ปกติเจา้ภาพก็จะอวยพรให้ เดินทางกลบับา้นดว้ยความปลอดภยั ใหม้ีความสุขความเจริญ และกล่าวขอบคุณแขกน้นัดว้ย อาชีพและความเป็นอยู่ ชาวละวา้มีอาชีพหลกัคือการเกษตรกรรมเพื่อเล้ียงตนเองเป็นสา คญัและเมื่อผลิตผลทางการ เกษตรมีมากเกินความตอ้งการก็จะแบ่งผลผลิตน้นั ไปขาย นอกจากน้ีชาวละวา้บางหมู่บา้นไดเ้ปลี่ยน พ้ืนที่ไร่มาเป็นพ้ืนที่สวนผกัเพื่อการคา้ขายอีกดว้ย ส่วนชาวละวา้ที่ไมใชพ้ ้ืนที่ไร่ก็จะพ้ืนที่น้นั ใหช้าว กะเหรี่ยงเช่าปี ละประมาณ ๒๐๐ บาท การจดัแบ่งพ้ืนที่สา หรับการเพาะปลูกของชาวละวา้แบ่งไดเ้ป็น ๒ ส่วน คือที่ไร่ที่นา ดงัน้ี
5 ที่ไร่ ใชเ้น้ือที่บนไหล่เขาสา หรับปลูกขา้วไร่พร้อมกบัพืชผกัสวนครัว คือ เมื่อหยอดเมลด็ขา้วก็จะ ปลูกพันธ์ผักและดอกไมผ้สมลงไปในคราวเดียวกนัเช่น งา ถวั่ฝักยาว ดอกดาวเรือง หงอนไก่เป็น ตน้ชาวละวา้นิยมปลูกดอกไมใ้นไร่และนิยมปลูกพริก มะเขือ แตง ขา้วโพด ยาสูบ ฯลฯ พ้ืนที่ไร่น้ี จะอาศยัน้า ฝนเพียงอยา่งเดียว และก่อนที่จะปลูกพืชผกัเหล่าน้ีชาวละวา้จะมีพิธีฟันไร่และถางป่ า ใช้ ระบบการเพาะปลูกแบบพ้ืนที่หมุนเวียน เช่น หากหมู่บา้นใดมีพ้ืนที่ไร่อยู่๘ แห่ง แต่ละแห่งจะไวท้า ไร่ ราวละ ๑ ปี ท าไปจนครบ ๘ แห่ง ก็จะกลับมาฟันไร่ตรงที่เดิม ที่นา หลงัจากปลูกขา้วไร่เสร็จแลว้ ๒ เดือน จะลงมือปลูกขา้วในนา ที่นาน้ีจะอยบู่ริเวณเชิงเขาปรับ พ้ืนที่ในลกัษณะข้นับนัได ขดุทางระบายน้า จากลา ธารเขา้สู่นาใชป้ล่องไมไ้ผห่รือท่อพีวีซีต่อเป็นท่อ ระบายน้า เขา้มาในพ้ืนที่เมื่อไม่ใชน้ ้า จะอุดทางเดินน้า น้นั ไว้แต่เมื่อตอ้งการระบายน้า เขา้นาจะนา สิ่งที่ อุดไวน้้นัออก การเลี้ยงสัตว์ ชาวลัวะนอกจากมีอาชีพในการเพาะปลูกแลว้ยงัมีอาชีพในการเล้ียงสัตวซ์ ่ึงเป็นอาชีพที่บรรพ บุรุษไดก้ระทา มาต้งัแต่อดีด สา หรับสัตวเ์ล้ียงที่ชาวบา้นนา มาเล้ียงน้นัมีท้งัววัควาย และหมูสัตว์ เหล่าน้ีเป็นสัตวท์ ี่เล้ียงไวเ้กือบจะทุกครอบครัวจะเล้ียงมากหรือนอ้ยน้นัแลว้แต่ความสามารถของแต่ละ ครอบครัว การเล้ียงววัและควายของหมู่บา้นมีวิธีการเล้ียง 2 ลกัษณะคือเล้ียงไวใ้นบา้นและปล่อยไวต้าม ป่า สา หรับการเล้ียงววัควายที่นา มาไวใ้นบา้นเล้ียงแบบน้ีจะนิยมทา คอกไวใ้ตพ้ ้ืนฉางคอกและใตถุ้น บา้น ตอนเชา้ชาวบา้นก็จะนา ววัควายออกไปเล้ียงไวใ้นบริเวณป่ าตอนเย็นจะน ากลับมาที่คอก อีกวิธี หนึ่งจะปล่อยไว้ตามป่ าตามเขาโดยจะปล่อยให้วัว ควาย อาศัยอยู่ตามป่ าตามเขานานๆทีเจ้าของจะ ออกไปดูคร้ังหน่ึง อาชีพเสริม การดา เนินชีวิตของชาวลวัะเป็นการดา เนินชีวิตโดยอาศยัการปลูกพืชและเล้ียงสัตวเ์ป็นงาน หลักของชาวบา้น นอกจากน้นัสภาพเศรษฐกิจปัจจุบนัทา ใหช้าวลวัะตอ้งดิ้นรนเพื่อใหม้ีความเป็นอยทู่ ี่ ดีข้ึนตามสภาพการณ์ของสังคม ดงัน้นัเมื่อชาวลวัะวา่งจากการทา นาทา ไร่ซ่ึงเป็นอาชีพหลกัแลว้ ชาวบา้นยงัไดม้าทา อาชีพเสริมซ่ึงเกิดจากภูมิปัญญาด้งัเดิมของบรรพบุรุษทีไดก้ระทา มาและได้สอน ลูกหลานสืบต่อกนัมาโดยต้งัเป็นกลุ่มผสู้นใจข้ึนในหมู่บา้นซ่ึงมีหลายกลุ่มดว้ยกนัเช่น
6 การทอผ้า การทอผา้เป็นผลสืบเนื่องมาจากดีดที่ผา่นมาของชาวลวัะ เป็นกลุ่มชนที่พ่ึงตนเองมาต้งัแต่บรรพ บุรุษมีการดา รงชีวิตดว้ยการปลูกพืช เล้ียงสัตว์แมแ้ต่เส้ือผ้าก็ทอใช้เองภายในหมู่บ้าน ชาวลัวะทุกคน เริ่มสอนใหลู้กสาวของตนเองทอผา้ต้งัแต่ยงัยงัเป็นเด็ก การทอผา้เป็นวิถีชีวิตของชาวลวัะทุกคนต้งัแต่อ ดีดมาจนถึงปัจจุบนัการทอผา้ทอต้งัแต่ยงัเป็นเด็ก การทอผา้เป็นวิถีชีวิตของลูกผหู้ญิงลวัะทุกคน ต้งัแต่อดีดมาจนถึงปัจจุบนัการทอผา้เป็นเพียงการทอเพื่อใชใ้นครอบครัวตนเองเท่าน้นัการทอผา้เป็น ผลสืบเนื่องมาจากอดีดชาวลวัะเป็นชนที่พ่ึงตนเองตลอดเพราะวา่อาศยัอยใู่นถิ่นทุรกนัดารคมนาคมสู่ โลกภายนอกการเดินทางไม่สะดวกอยู่ห่างไกลความเจริญชาวบ้านต้องช่วยเหลือตนเองโดยการปลูก ฝ้ายทอฝ้ายใช้เอง การตีเหล็ก ช่างตีเหลก็ซ่ึงมีมาต้งัแต่อดีดแลว้ดงัจะเห็นไดจ้ากการศึกษาของ Kunstudter พบว่าในอดีด ชาวลัวะเคยมีเหมืองแร่เอง และขายเครื่องเหล็ก เช่นสามารถท าปื นแก็บ หอก ดาบใช้เองได้เมื่อ เหตุการณ์บ้านเมืองมีความสงบชาวบ้านซึ่งมีอาชีพเป็ นเกษตรกรได้เอาเหล็กมาท าเครื่องมือใน การเกษตรเช่น จอบ เสียม มีด ผานไถนา คราดเหล็ก สา หรับวตัถุดิบใชใ้นการทา เครื่องมือเหล่าน้ี ชาวบ้านสมัยโบราณได้ไปเอาแร่เหล็กจากบ่อเหล็กบนภูเขามาท าเป็ นเครื่องมือการเกษตร การตีเงิน สา หรับเครื่องเงินน้นัเป็นวิชาชีพหรือภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษกลุ่มชนชาวละว้าได้กระท ามานาน แลว้จะสังเกตเครื่องประดบัจากอดีตจนถึงปัจจุบนัของชาวลวัะเช่น สร้อยคอกา ไล ปิ่นปักผม และฝักมีด จา ทา ดว้ยเงินท้งัน้นักลุ่มชนชาวละวา้เป็นกลุ่มที่รักสวยรักงามชอบการแต่งกายใหส้วยงามและนิยม ประดับเครื่องเงินไม่ว่าจะเป็ นผู้หญิงหรือผู้ชาย ส าหรับผู้ชายนิยมประดับกายด้วยมีดซุยมีดด้ามงาช้าง และฝักเงินถือวา่เป็นผมู้ีฐานะดีผหู้ญิงจะประดบัดว้ยสร้อยคอเงิน ต่างหูเงิน กา ไลขอ้มือขอ้เทา้เงิน ปิ่น ปักผม ถ้าหญิงสาวคนไหนมีเครื่องประดับเงินมากถือว่าเป็ นคนมีฐานะดีในหมู่บ้าน การปกครอง ชาวละว้ามีการปกครอง ๒ ลักษณะ คือ มีผู้น าตามลัทธิธรรมเนียมเดิม และผู้น าที่ได้รับการ แต่งต้งัอยา่งเป็นทางการส่วนราชการ ขณะเดียวกนัก็มีผูน้า ซ่ึงแต่งต้งัเป็นทางการส่วนราชการคือกา นนั และผใู้หญ่บา้น ผนู้า ของทางราชการน้ีมีหนา้ที่รับผิดชอบในการบริหารและปกครองทอ้งถิ่น แต่หาก ชาวละวา้ประกอบประเพณีพิธีกรรมใดข้ึน ผนู้า อยา่งเป็นทางการน้ีมีจะตอ้งเคารพเชื่อฟังซะมงัหรือผนู้า ด้งัเดิมของละวา้
7 ครอบครัว ลกัษณะทางโครงสร้างของครอบครัวชาวละวา้น้นัเป็นท้งัครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวขยาย คือ เมื่อลูกชายแต่งงาน ในระยะแรกอาจอยู่ร่วมกับ พ่อ แม่ แต่ต่อมาเมื่อมีความพร้อมก็จะแยกออกไป อยู่ตามล าพังกับครอบครัวของตนเอง ส่วนลูกชายคนสุดท้องมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่และอาศัยอยู่ในบ้าน ของพ่อแม่ เครือญาติ ในสังคมลัวะบางหมูบา้นจะประกอบดว้ยเครือญาติหลายกลุ่ม กลุ่มเครือญาติน้ีอาจแบ่งออกได้ เป็ นสองระดับใหญ่เรียกว่าเจอหรือยวง หรือตระกูลกลุ่มเครือญาติระดับรองลงมาเขาเรียกว่าเอียกปุ (Leneage) พวกลวะั๊เป็นสังคมที่สืบตระกุลทางฝ่ายชาย ไม่แต่งานกบัคนที่อยตู่ระกุลเดียวกนัแต่จะแต่ง กับคนนอกตระกุลของตัวเอง การแต่งงาน ชาวละว้ามักจัดพิธีแต่งงานในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวในระหว่างเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ชาว ละว้าสืบสายตระกูลทางฝ่ ายชาย และต้องแต่งงานกับคนที่มาจากสายตระกูลอื่น หากแต่งงานระหว่างพี่ นอ้ง ชาวละวา้เชื่อวา่คนผูน้้นัจะกลายเป็นผีก๊ะ และไมไ่ดก้ารยอมรับชาวบา้น ชาวละวา้นิยมมีผวัเดียว เมียเดียว และสามารถแต่งงานกับคนต่างเผ่าพันธุ์ได้ เช่น แต่งกับชาวกะเหรี่ยงและคนเมือง เป็ นต้น และถือกนัวา่นอ้งจะไม่แต่งงานก่อนพี่โดยเฉพาะผหู้ญิง แต่หากตอ้งการแต่งงานจริงๆฝ่ายเจา้บ่าวตอ้ง เสียค่าปรับให้กับพี่สาว ชาวลัวะไม่ค านึงอายุในการแต่งงาน ผู้หญิงจะมีอายุมากหรือน้อยกว่าคู่ของตน ก็ได้ ความเชื่อและพิธีกรรม ความเชื่อ มนุษยท์ุกคนไดอ้าศยัธรรมชาติมีความเชื่อและเคารพสิ่งเหนือธรรมชาติตามความเชื่ออนัไดแ้ก่ผี ต่างๆที่จา้ของธรรมชาติน้นัๆเมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดข้ึนจึงเกิดความกลวัในสิ่งเหล่าน้นัเช่น กลวัเสียงฟ้า ร้อง เสียงฟ้าผา่ ฟ้าแลบ และกลวัความเจ็บป่วยและความตายเมื่อสิ่งเหล่าน้นัเกิดข้ึนกบัตนเองและ สังคมก็หาวิธีเอาตวัรอดจากสิ่งเหล่าน้นั โดยวิธีการต่างๆเช่น การออ้นวอน วิงวอน ขอร้องและการ บวงสรวง เพื่อตนเองและสังคมรอดพน้จากอนัตราย การกระทา อยา่งน้ีเพื่อเป็นที่พ่ึงใจ อย่างเช่น ชาวลวัะบา้นละอูบมีความเชื่อเช่นน้นัจึงทา ใหพ้วกเขาเซ่นไหว้บวงสรวง เทวดา ภูตผีต่างๆซ่ึงตาม ความเชื่อของชาวลวัะวา่อาศยัอยทู่ ี่ป่าไม้ภูเขา แม่น้า พ้ืนดิน เมื่อจะทา อะไรก็จะทา พิธีเซ่นไหว้
8 เทวดาหรือผีต่างๆเหล่าน้นัเช่น ถางป่า เผาป่า ปลกู พืชไร่ แม้แต่การเกิด การแต่งงาน การปลูกบ้าน การเจ็บป่วย และการตาย ชีวิตของชาวลวัะมีความเกี่ยวขอ้งกบัผีต้งัแต่เกิด จนกระทงั่ตาย พิธีศพ ในบรรดาพิธีกรรมของชาวละว้า ถือกันว่างานศพเป็ นพิธีกรรมที่สนุกที่สุด การจัดพิธีศพจัด ตามความสะดวกของเจ้าบ้าน เช่น ศพของคนมีฐานะจะใช้ควายหรือวัวในพิธีศพ แต่หากเป็ นศพ ทวั่ ไปที่ไม่มีกา ลงัทรัพยส์ามารถใชห้มูแทนได้แต่ในกรณีที่ใชห้มูน้ีหา้มเล่นชวงละมาง และ มฮลอก อย่างเด็ดขาด การเล่นชวงละมางคล้ายลาวกระทบไม้ โดยใช้ไม้ไผ่ ๕ คู่ส าหรับคนธรรมดาและ ๗ คู่ สา หรับชนช้นัขุน(ซะมัง) ไมไ้ผน่้ีจะอยบู่นรางเดียวกนัและผชู้ายจะเป็นคนเล่นเท่าน้นั ในอดีตหนุ่มๆ นิยมอวดรอยสักหมึกที่ขาอ่อนตนในการเล่นชวงละมางเนื่องจากเวลาเล่นจะถกกางเกงข้ึนสูงจนเห็น รอยสักหมึกอันแสดงให้เห็นถึงชายชาตรี และเมื่อมีชวงละมางก็จะมีการเล่นมฮลอกด้วย การเล่นมฮล อกน้ีใชปู้นขาวหรือถ่านเขียนเป็นกิ่งกา้นตน้ ไมเ้ป็นใบไมห้รือแผน่ ไมผ้เู้ล่นมีท้งัผูห้ญิงและผชู้าย เวลา เล่นจะร้องคา ซอที่ใชร้้องเฉพาะในพิธีศพเท่าน้นัเน้ือหาของคา ซอจะสอดคลอ้งกบัการช้ีกิ่งต่างบน ใบไมน้้นัหากตา ร้องไม่ลงพอดีกบัเส้นที่ช้ีก็จะหวัเราะเล่น อาหาร ชาวละว้าบริโภคข้าวเจ้าเป็ นอาหารหลัก และใช้ข้าวเหนียวท าเป็ นของกินเล่นและใช้ประกอบ พิธีกรรมต่างๆ นิยมอาหารรสเผด็จดัและเคม็มีเครื่องปรุงหลกัคือ พริก เกลือและถวั่เน่า ( ใชถ้วั่ เหลืองหมักจนเน่าคล้ายกะปิ ) กบัขา้วหลกัคือ น้า พริกจิ้มผกัชนิดต่างๆส่วนแกง(เกอ)น้นันิยมโคลก พริก เกลือ ถวั่เน่าทา เป็นน้า แกง และจะเรียกวา่เป็นอะไรน้นัข้ึนอยผู่กัที่ใส่เช่น ถา้ใส่โต๊ะโกล๊ะ (ผักกาดจอ)จะเรียกวา่เกอโต๊ะโก๊ละ นอกจากน้ียงันิยมใชผ้กับางชนิดตากแหง้ยา่งกบัไฟ เช่น ฮละละ ซอง (ใบผักขม)กินกบัน้า พริกหรือนา มาแอบ็ ปลา ( ก๊ะคลาวม ) แต่หากเป็ นอาหารในพิธีกรรมหรือ ตามประเพณีจะใชเ้น้ือปรุงอาหารเช่น ววัควาย หมูหรือไก่ฆ่าในพิธีกรรมน้นัมาเป็นอาหาร สุขภาพอนามัย การรักษาโรค การรักษาโรคของชาวละวา้ปฏิบตัิกนั ใน ๒ ลกัษณะ คือ พ่ึงพาการรักษาโรคแบบด้งัเดิม และ การรักษาโรคแบบสมัยใหม่ โดยส่วนใหญ่หากเกิดการเจ็บป่วยข้ึน จะรักษาแบบสมยัใหม่ โดยส่วน ใหญ่หากเกิดความเจ็บป่วยข้ึน จะรักษาแบบสมยัใหม่เป็นอนัดบัแรก เช่น ไปขอยาจากสถานีอนามยั ตา บล ขอซ้ือยาจากกองทุนหลวงพระราชทานหรือไปพบแพทยท์ ี่โรงพยาบาลต่อเมื่อการรักษาน้นั ไม่ ไดผ้ลจะรักษาโรคแบบพ้ืนบา้น คือ มีการเสี่ยงทาย (สโป๊ ก) เล้ียงผีและการรักษาดว้ยยาสมุนไพร
9 การคลอดบุตร มารดาชาวละวา้ใหก้า เนิดทารกดว้ยวิธีการแบบด้งัเดิมและแบบสมยัใหม่การคลอดแบบ ด้งัเดิมน้นัอาศยัหมอตา แยในหมู่บา้น ส่วนผทู้ี่คลอดแบบสมยัใหม่นิยมไปทา คลอดที่โรงพยาบาล ส่วนผทู้ี่คลอดท้งัสองแบบน้ีจะอยไู่ ฟที่บา้นของตนซ่ึงชาวละวา้ถือเป็นเรื่องสา คญัมาก หากอยไู่ ฟไม่ดี หรือไม่อยไู่ ฟเลยจะเกิดอาการผิดเดือน ทา ใหผ้นู้้นัมีลกัษณะตวัซีดเหลือง การอยไู่ ฟน้นัหากเป็นลูกคน แรกจะใชเ้วลา ๕ วนัลูกคนต่อมาจะใชเ้วลา ๓ วนัการอยไู่ ฟน้นั ใชห้ ้องเตาไฟปิดลอ้มด้วยเสื่อ โดยรอบเพื่อกนัไม่ใหล้มเขา้บริเวณหนา้บนัไดบา้นจะปักดว้ยเฉลว เป็นเฉลวลงคาถาสา หรับหญิงที่เพิ่ง คลอดโดยเฉพาะ ทีเฉลวน้ีจะผกูดว้ยกิ่งมะเขือที่มีหนาม ผชู้ายที่มีคาถาจะเป็นคนลงอาคม และผชู้าย ทวั่ ไปไม่นิยมเขา้ไปเยยี่มที่อยไู่ ฟ เพราะเชื่อวา่เป็นการข่มอาคมกัน และเนื่องจากชาวละว้าเชื่อว่า ผหู้ญิงทีเพิ่งคลอดน้นัขวญัอ่อนผีจะทา ร้ายไดง้่าย จึงตอ้งผกูเชือกฝ้ายสีดา และสีขาวที่ผา่นการลงอาคม แล้ว
10 บทที่๒ ข้อมูลพ ื้นฐานชุมชน สภาพทั่วไปของหมู่บ้านที่ท าการศึกษาวิจัย ๑. ประวัติหมู่บ้าน บ้านมืดหลองเดิมมีชื่อว่า “ย่วงมายฮลอง” ได้มีการอพยพถึง 2 คร้ัง ก่อนจะมาอยทู่ ี่หมู่บา้น ปัจจุบันที่แรกสุดเป็ นที่มาของชื่อ “ย่วงมายฮลอง” ที่แปลวา่ภูเขาสูง เนื่องจากตวัหมู่บา้นต้งัอยบู่นภูเขา สูงที่สุดในแถบน้ีอยคู่ ่อนไปทางทิศตะวนัตกของหมู่บา้นปัจจุบนัต่อมาไดย้า้ยถิ่นฐานมาอยทู่ ี่ที่ใกล้ ป่ าช้า ห่างจากหมู่บ้านปัจจุบันไปทางทิศตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตร อยู่ได้เพียง 5 ปี ก็อพยพ ต้งัรกรากในที่ปัจจุบนัเนื่องจากชาวบา้นเจ็บไขไ้ดป้่วยเป็นจา นวนมาก อยไู่ม่สบายไม่ร่มเยน็เป็นสุข เชื่อว่าผีลงโทษจึงพากันอพยพมาอยู่ที่ปัจจุบันเป็ นเวลาประมาณ 200 ปี มาแล้ว น าโดย “ขุนอินทร์” ซึ่ง เป็นขนุหลวงเผา่ลวัะสมยัเก่า และเมื่อ 100 ปี ที่แล้ว ชาวลัวะกลุ่มหนึ่งย้ายไปในเขต อ.สันป่ าตอง ส าหรับชื่อ “มืดหลอง” น้นัมีที่มาแตกออกเป็น 2 สาย สายหนึ่งว่าเป็ นชื่อที่มีมานานแล้ว ต้งัแต่สมยัเก่าก่อน เป็นภาษาไทยที่เพ้ียนเสียงมาจาก “มาฮลอง” หรือ “มูฮลอง” ที่เป็ นชื่อเดิมอีกสาย หน่ึงวา่เป็นชื่อที่ทางอา เภอต้งัให้เนื่องจากข้ึนมาถึงหมู่บา้นตอนมืดพอดีซ่ึง “มืด” ในภาษาไทยมี ความหมายตรงกับค าว่า “ฮลอง” ในภาษาลวัะนนั่เอง ๒. ลักษณะทางภูมิศาสตร์ ๒.๑ ภูมิประเทศ บ้านมืดหลองอยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ 165 กิโลเมตร และห่างจากตัวอ าเภอแม่แจ่ม 45 กิโลเมตร มีลักษณะเป็ นภูเขาสูง มีภูเขาล้อมรอบหมู่บ้าน มีการท าสวนทางทิศเหนือ ทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ท าไร่ทางทิศตะวันออก ทิศใต้และทิศตะวันตก เป็ นไร่หมุนเวียน 5 ปีแม่น้า ที่ไหลผา่นคือ แม่น้า แม่ตูม มีอ่างเก็บน้า 1 อ่างอยู่บริเวณสวนทางด้าน ทิศเหนือ เล้ียงปลาไวม้ีชาวบา้นไปตกปลาบา้งประปราย ที่ไร่จะปลูกขา้วไร่และมนัส่วนที่สวนจะ ปลูกทวั่ดิน กะหล่า ปลีผกักาดขาว และปลูกพืชผักเพื่อบริโภคในครัวเรือนอีกด้วย เช่นฟักทอง แตงกวา เป็ นต้น ๒.๒ อาณาเขตติดต่อ 1. ทิศเหนือ ติดต่อกับบ้านกอกน้อย หมู่ 8 ต าบลปางหินฝน อ าเภอแม่แจ่ม 2. ทิศใต้ ติดต่อกับบ้านแม่ป๊ อก หมู่ 6 ต าบลบ้านทับ อ าเภอแม่แจ่ม 3. ทิศตะวันออก ติดต่อกับบ้านเฮาะ หมู่ 6 ต าบลปางหินฝน อ าเภอแม่แจ่ม 4. ทิศตะวันตก ติดต่อกับบ้านเซโดซา หมู่ 9 ต าบลบ้านทับ อ าเภอแม่แจ่ม
11 ๓. การคมนาคม มีถนนลาดยางจากแม่แจ่มมาประมาณ 25 กิโลเมตร ต่อจากน้นัเป็นถนนลูกรังจนถึงปาก ทางเข้าหมู่บ้าน จากปากทางถึงตวัหมู่บา้นเป็นทางเดิน สมยัก่อนเป็นเพียงทางเทา้เดินเท่าน้นัต่อมา ได้ขยายเป็ นทางรถจักรยานยนต์และได้มีทางรถยนต์ใช้ประมาณ 6 ปี ในช่วงฤดูฝนยังคงสัญจร ค่อนข้างล าบาก ๔. ประชากร บ้านมืดหลองประกอบไปด้วย 54 หลงัคาเรือน มีประชากรรวมท้งัสิ้น 285 คน แบ่งเป็ น ชาย 139 หญิง 146 คน เด็ก 0 – 8 ปี จ านวน 46 คน 9 – 25 ปี จ านวน 90 คน อายตุ้งัแต่ 26 – 50 ปี จ านวน 70 คน 51 –ข้ึนไป 76 คน ๕. ภาษา ภาษาส่วนใหญ่ที่ใช้สื่อสารในชุมชนจะใช้ภาษาลัวะ ผู้ใหญ่ที่เป็ นผู้ชาย สามารถพูดภาษาไทย ได้ดี ผู้หญิงพูดภาษาลัวะและภาษาเหนือ (ค าเมือง) พูดภาษาไทยไม่ได้ วัยรุ่นสามารถพูดภาษาไทยได้ ๖. การศึกษา นักเรียนในวัยเรียนเข้ารับการศึกษาจากศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง (ศศช) บ้านมืดหลอง (ป๑-ป๖) เรียนต่อระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 แม่ปาน โรงเรียน ศึกษาสงเคราะห์จังหวัดเชียงใหม่ และโรงเรียนมัธยมอ าเภอแม่แจ่ม ปัจจุบันมีคนจบปริญญาตรีจ านวน ๓ คน ๗. สาธารณูปโภค ๗.๑ การจดัระบบการใชน้ ้า การใชน้ ้า ในหมู่บา้นมืดหลอง แบ่งเป็น 2 ส่วนไดแ้ก่ ก. เพื่ออุปโภค - บริโภค มีการต่อประปาภูเขาเข้าแท็งก์ในหมู่บ้าน 8 แท็งก์ ปัจจุบันก าลังเข้ามาอีกประมาณ 4 แท็ง ส่วนอีก 4 ถังที่มาใหม่เป็ นของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะเกษตรศาสตร์ได้น ามาสร้าง เมื่อวันที่ 20 – 25 พฤษภาคม 2548 กระจายกันใช้ภายในหมู่บ้าน ข. เพื่อการเกษตร ต่อน้า จากหว้ยตะมอย (ซ่ึงมีตน้น้า อยบู่นภูเขา) ให้ไหลเข้าสวน ส่วนที่ไร่ ใชเ้พียงน้า ฝนเท่าน้นั ไม่ตอ้งต่อน้า เขา้ไปอีก ๗.๒ เครื่องอุปโภค - บริโภค ชาวบ้านจะท าเองได้เป็ นส่วนใหญ่ เช่น เครื่องจักร สาน ทอผา้ตม้เหลา้ดองผกักาด ทา ถวั่เน่า หรือแมก้ระท้งัการสร้างบา้น ทา บ้านใหม่ หรือสร้างยุ้ง ฉางที่เก็บขา้ว ก็จะทา เองทุกข้นัตอน ต้งัแต่การหาไม้การออกแบบ การลงเสา การข้ึนโครง การมุง หลังคา จนเสร็จส าเร็จเป็ นตัวบ้านที่เสร็จสมบูรณ์
12 ในส่วนของเครื่องอา นวยความสะดวกในหมู่บา้น มีดงัต่อไปน้ี - โรงสีข้าว 3 เครื่อง - ถังประปาหมู่บ้าน 4 ถัง - แผงโซล่าเซลล์ 15 แผง - หม้อแปลงแบตเตอรี่ เนื่องจากในหมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่ในปัจจุบันในหมู่บ้านมีโซล่าเซลล์ใช้แล้วจ านวน 45 หลงัคาเรือน ร่วมท้งัศศช.กับ ศูนย์เด็กเล็กไฟฟ้ายังไม่มี ๘. การปกครองในระดับชุมชน ก. พ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) คือ นายจู พิทักษ์ศักดิ์สกุล ซึ่งด ารงต าแหน่งได้ 1 ปี โดยการ เลือกต้งัของชาวบา้น ซ่ึงมีวาระละ 4 ปี ข. ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คือนายลอง เสริมวุฒิกล้า และนายปันแก้ว คีรีเชิดสกุล ได้รับการ แต่งต้งัจากพ่อหลวง วาระการดา รงตา แหน่งตามผใู้หญ่บา้น ค. สมาชิกองค์การบริหารส่วนต าบล (อบต.) คือนายเกียรติศกัด์ิจินตนาเลิศล้า และนายธีระ ไพรทูรฑศ์รีทองไดจ้ากการเลือกต้งัวาระ 4 ปี ง. คณะกรรมการหมู่บา้น มีท้งัหมด 14 คน คือ จ. สารวตัรกา นนัคือ นายทอง สัมพนัธ์สินโกมล ไดร้ับการแต่งต้งจากก านัน ด ารง ั ต าแหน่งตามวาระก านัน ช. รายนามพ่อหลวงจากอดีต - ปัจจุบนัมีดงัต่อไปน้ี 1). ขุนอินทร์ 2). ปูตุง 3). ปูนาย 4). ปูลอง 5). ส่างค า 6). ค าซาว 7). คา จนัทร์ ใจเจริญดียงิ่ 8). นายสมชาย พิทักษ์ศักดิ์สกุล 9). นายจู พิทักษ์ศักดิ์สกุล 2.7 ความสัมพันธ์ทางสังคม 2.7.1 ความสัมพันธ์ในหมู่ชาวบ้าน
13 ๙. ความสัมพันธ์ทางสังคม มีความสัมพนัธ์กนัอยา่งเหนียวแน่น โดยเฉพาะระหวา่งเครือญาติบา้นมืดหลองน้ีมี วัฒนธรรมการโฮวเลีม คือการแอ่วบ้าน การไปเที่ยวบ้านกัน โฮวเลีมได้ตลอดเวลา ข้ึนอยกู่บัวา่มี เวลาว่างตอนไหน เช่น ตอนเช้า พ่อบ้าน แม่บ้านจะโฮวเลีมบ้านญาติหรือบ้านเพื่อนบ้าน หลังจาก กินข้าวเสร็จถ้าไม่ได้ไปไร่ - ไปสวนจะโฮวเลีมหากนัไดต้ลอดวนัการโฮวเลีมน้ีทา ไดทุ้กเพศทุกวยั ต้งัแต่เด็กเลก็ไปจนถึงผเู้ฒ่าผูแ้ก่การแอ่วสาวจะท าในช่วงค ่า ประมาณหลัง 2 ทุ่ม หากชอบพอกัน สามารถพูดคุยกนัจนถึงรุ่งเชา้วฒันธรรมการโฮวเลีมน้ีถือเป็นกลไกทางสังคนที่เชื่อมร้อยถกัทอ ความสัมพันธ์ของชาวบ้านท าให้ชาวบ้านมืดหลองมีการติดต่อสัมพันธ์อย่างเหนี่ยวแน่น ๑๐. การสาธารณสุข บ้านมืดหลองเคยมีสาธารณสุขชุมชน (สสช.) อยู่แต่เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ไปเมื่อปี 2542 ปัจจุบนับา้นมืดหลองอยใู่นพ้ืนที่ความดูแลของสถานีอนามยัสองธาร ต. บ้านทับ แต่ชาวบ้านนิยมไป พบแพทย์ที่สถานีอนามัยแม่แฮใต้ สถานีอนามัยปางหินฝน หรือที่โรงพยาพบาลแม่แจ่ม เพราะใกล้ กว่าและเดินทางได้สะดวกกว่า เมื่อเจ็บไขไ้ดป้่วย ชาวบา้นจะไปหาหมอแผนปัจจุบนัก่อน หากผา่นไประยะหน่ึงแลว้ยงัไม่ หาย จะทา การเล้ียงผีโดยไปบอกหมอผี (มีท้งัหมอผีที่อยใู่นหมู่บา้นและนอกหมู่บา้น) มาท าพิธีให้ที่ บา้น โดยเชื่อวา่เมื่อเล้ียงผีแลว้อาการเจ็บป่วยจะดีข้ึน โรคที่ชาวบา้นเป็นบ่อย ไดแ้ก่ โรคหวดัหัด ปอดบวม ปวดทอ้ง มาลาเลีย ปวดเมื่อย (มี การชงน้า ดื่มสมุนไพรแกป้วดเมื่อยดว้ย) ๑๑. สภาพทางเศรษฐกิจ ชาวบ้านมืดหลองมีอาชีพหลักคือการท าเกษตรกรรม คือปลูกข้าวไร่และท าสวน พืชที่ปลูก ไดแ้ก่พริก ผกักาดขาว ผกักาด กะหล่า ปลีถวั่ดิน ฟักทอง ฟักเขียว แตง มนัเผือก งาดา งาขาว ข้าวโพด (ข้าวโพดสาลี) ยาสูบ ผลผลิตน้ีมีท้งัปลูกเพื่อกินและเพื่อขาย ส่วนที่นิยมขายไดแ้ก่พริก ถวั่ดิน ผกักาดขาวกะหล่า ปลีนอกเหนือจากน้ีมกัปลูกไวเ้พื่อบริโภคในครัวเรือนเท่าน้นั สภาวะเศรษฐกิจของหมู่บ้านโดยรวมแล้วอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง – ดี เมื่อเทียบกับหมู่บ้านอี่น ในละแวกใกล้เคียง ๑๑.๑ กลุ่มทางเศรษฐกจิ บ้านมืดหลองมีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจมากมายหลายกลุ่ม ดงัน้ี ๑. กลุ่มธนาคารข้าว ๒. กลุ่มสตรี
14 ๓. กลุ่มผู้สูงอายุ ๔. กลุ่มพ่อบ้าน ๕. กลุ่มบ่าว – สาว ๖. กลุ่มเยาวชน ๗. กองทุนกู้ยืม ๗.๑ โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กขคจ) 280,000 บาท ๗.๒ โครงการมิยาวา 100,000 บาท ๗.๓ โครงการแคร์ กลุ่มรักษาป่ าไม้ 40,000 บาท ๗.๔ เงินสงเคราะห์ 12,000 บาท ๗.๕ กองทุนหมู่บ้านละ 1,000,000 บาท
15 บทที่ ๓ ผลการวิจัยชุดการแต่งกายชนเผ่าละว้า(ลัวะ) ความเป็นมาชุดแต่งกายของชนเผ่าละว้า(ลัวะ) ชนเผ่าละว้า(ลัวะ)เป็ นชนเผ่าหนึ่งที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ ลักษณ์สวยงาม เฉพาะตนเองเป็ นอย่างมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอารยะธรรม และวิวฒันาการประดิษฐ์ข้ึนมาดว้ยตนเองมา ช้านาน ผลการวิจยัน้ีไดม้ีการสืบสานประวตัิชุดแต่งกายของชนเผา่ละวา้(ลัวะ)ได้พบว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ 2501หรือประมาน247ปี ที่ผ่านมา จาการบอกเล่าของผู้รู้ ชนเผ่าละว้า(ลัวะ) ได้มีลักษณะการแต่ง กายที่เหมือนลัษณะปัจจุบัน หรือที่ผู้คนทวั่ ไปรู้จกัคือผชู้ายจะใส่เส้ือผา้ชุดสีขาวลว้น ส่วนผหู้ญิงน้นัจะ ใส่เส้ือสีขาวในงานทวั่ ไป และใส่เส้ือสีดา ในงานพิธีกรรมต่างๆ ซิ่นสีดา ซ่ึงมีลวดลายที่สวยงาม และมี ความหลากหลายในลวดลาย ในอดีตหรือประมาณ ๒๐๐ ปี ที่ผ่านมาในชนเผ่าละว้า(ลัวะ)เป็ นชนเผ่าหนึ่งที่อาศัยการท ามาหากิน กับทรัพยากรธรรมชาติ ตามป่ าเขา อย่างเลื่อนลอย แบบไม่ค่อยมีจุดมุ่งหมายเฉพาะ เมื่อพบเจอและ คน้พบทรัพยากร อนัอุดมสมบูรณ์ในสถานที่ใดที่หน่ึง ก็จะหยดุพกัทา มาหากินในที่น้นัเป็นระยะเวลา ของช่วงการผลิตที่ทา ข้ึนหน่ึง หรือสองปีเป็นต้น โดยได้มีการปลูกพืชผักที่ใช้ในการบริโภค และ อุปโภค ในบริเวณถิ่นที่อยอู่าศยัน้นัจา นวนมาก หน่ึงในพืชเหล่าน้นัคือ ฝ้าย ที่มีความสา คญัต่อวิถีชีวิต การด ารงชีวิตของชาติพันธุ์ละว้า(ลัวะ)เป็ นอย่างมาก ถือได้ว่าเป็ นปัจจัยส าคัญ (ปัจจัย 4) โดยสังเกตได้ จากเครื่องมือ วสัดุอุปกรณ์ที่ใชใ้นกระบวนการข้นัตอนการผลิต ในสมยัก่อนน้นัอาศยัเทคโนโลยี พ้ืนบา้นที่มีความหลากหลาย ซ่ึงอาศยัวสัดุทอ้งถิ่นในการจดัทา กระบวนการผลิตค่อนขา้งจะใช้ เวลานาน ท้งัน้ีในสมยัก่อนถือวา่เครื่องมือมีความสา คญัมากต่อครัวเรือนมาก ถึงแมก้ระบวนการผลิตจะ ช้าแต่ในสมยัน้นังานหรือกิจกรรมอื่นของผคู้นมีไม่มากอาศยัความพอเพียงในการดา เนินชีวิต ซ่ึงจะมี ช่วงระยะเวลาในการจดัทา อยา่งต่อเนื่อง เช่น หลงัฤดูการเก็บเกี่ยว ตอนพกัอยใู่นบา้นท้งักลาง คืน และ การแต่งกายคนลัวะ สมัยก่อน การใช้ชีวิตของคนลัวะใน อดีตวะ การแต่งกายชนเผ่าลัวะ ในอดีต
16 กลางวนัจากกระบวนการข้นัตอนอนัสลบัซบัซอ้น ขา้งตน้จึงนา ไปสู่สัญลกัษณ์และเอกลักษณ์ อัน โดดเด่นของชุดชนเผ่าละว้า(ลัวะ) สามารถท าได้ง่าย คือชุดสีขาว เป็ นหลัก ชนเผ่าละว้า(ลัวะ) ใน สมยัก่อนน้นัละวา้(ลัวะ)ไม่มีชุดหรือเครื่องนุ่งห่มอื่นใด อาศัยการผลิตด้วยตนเองทุกตัว และทุก กระบวนการข้นัตอน ซ่ึงอาศยัทรัพยากร ที่มีอยใู่นเขตพ้ืนที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ มาจัดท าและดัดแปลงใน การประทงัชีวิตไปแต่ละวนัแต่ละปีการใชผ้า้ในการแต่งกายในอดีตน้นัจะมีการจดัทา เป็นชีวิต จิตใจ ของชาวลวัะ ทา อยา่งต่อเนื่อง ตลอดท้งัปีซ่ึงหากไม่ทา ก็จะไม่มีเส้ือผา้ที่จะใส่เฉลี่ยในการทา แต่ละปี น้นัจา นวน 4-5 ชุด ต่อ 1 คน ตลอดท้งัฝ้ายก็มีการปลูกในพ้ืนที่ทา กิน ไร่หมุนเวียนจา นวนมาก หาก บางคร้ังไม่พอในการที่จะใช้จะตอ้งนา ไปขน หรือ ซ้ือ แลกเปลี่ยน กบัหมู่บา้นใกลเ้คียง หรือไป แลกเปลี่ยนกับชนเผ่าปกาเกอญอ เป็ นต้น องค์ประกอบ และลกัษณะรูปแบบของชุดแต่งกายชนเผ่าละว้า(ลัวะ) 1. ลักษณะการแต่งกายของผู้ชายชนเผ่าละว้า(ลัวะ) 1.1 เส้ือ เส้ือผชู้ายชนเผา่ละวา้(ลัวะ)มีลักษณะสีขาวล้วน แขวยาว คอกลม หน้าอก เส้ือผา่แหวกกลาง มีกระเป๋าขา้งหนา้ดา้นซา้ยของเส้ือ เน้ือผา้ใชด้า้ยที่ทา มาจากฝ้าย โดยผา่น กระบวนการ และกรรมวิธีการผลิตของชนเผ่าละว้า(ลัวะ) 1.2 กางเกง กางเกงผู้ชายชนเผ่าละว้า(ลัวะ) มีลักษณะและรูปแบบทรงกระบอก ขายาว ถึงส้นเท้า(คล้ายกางเกงสะดอแต่สีขาวล้วน) เน้ือผา้ใชด้า้ยที่ทา มาจากการผลิต ถกัทอของชนเผา่ละวา้ (ลัวะ) เตะ เลอ ปิ ลับ เลอ ปิ โงก เลอ ปิ ชวง เลอ ปิ เลอ ปิ เลอ เวือะ ลอืา แว(เป้ากางเกง ยวยญ แว(เอว กางเกง) ช่วง แว(ขากางเกง) แว ล เวือะ
17 2. ส่วนประกอบของการแต่งกายผู้ชายชุดชนเผ่าละว้า(ลัวะ) 2. องค์ประกอบการตกแต่งเครื่องแต่งกายผู้ชาย 2.1 คัดซี เป็ นผ้าที่ทอเท่าฝามือ ยาวขนาดรอบเอว ลวดลาย สี ผสม (ขาวแดง น้า เงิน) ซึ่งจัดท า ข้ึนมาจากดา้ยของลวัะเช่นเดียวกนั ประโยชน์คือใชเ้ป็นเขม็ขดัของผชู้ายลวัะและใชเ้ป็นที่เก็บเงินแทบ ในงานแต่งงาน หรือเปรียบได้กับกระเป๋ าเงินในปัจจุบัน 2.2 เตียมตัมีลกัษณะคลา้ยดอกไม้แต่เป็นสิ่งที่ประดิษฐ์ข้ึนมาจากมือของผูห้ญิงชนเผา่ละวา้ (ลัวะ) ซึ่งใช้ประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์ในการตกแต่งชุดแต่งกายโดยเฉพาะในงานพิธีกรรมต่างๆ และ เมื่อตอ้งออกเดินทางไกล ไปเยยี่มเยยีนญาติในชุมชนอื่น โดยจดัทา ข้ึนมาจาก ไม้ไผ่ที่เหลาขนาดเล็ก ใน อดีตใช้เส้นด้ายลัวะ ปัจจุบันพันด้วยไหมกันพรมผสมกับกระดาษพันบุหรี่ ซึ่งใช้ความสามารถพิเศษ และความละเอียดอ่อนในการท า มีสีที่หลากหลาย สะท้อนแสงออกมา 2.3 ผ้าช่อ(ผ้าคาดหัวสีแดง) เป็นผา้ชิ้นหน่ึง ความยาวประมาณ คร่ึงเมตร ใชเ้ป็นผ้าตกแต่ง เครื่องแต่งกายโดยเฉพาะ พนัไวท้ี่หวั ในอดีตน้นัเป็นผา้ที่ชนเผา่ละวา้(ลัวะ)ซ้ือมาจากชนเผา่ตองสู (ซึ่ง เป็ นชนเผ่าหนึ่งสาขาย่อยของกะเหรี่ยง) แต่ปัจจุบนัหาซ้ือไดท้ ี่ตามทอ้งตลาดทวั่ ไป. 2.4 ผา้ลบหรือเพีย เป็นส่วนประกอบของเครื่องแต่งกายชิ้นหน่ึง ใชเ้พื่อประดับความสวยงาม โดยตรง มีความยาวไม่ต ่ากว่า 1 เมตร ลวดลายผสมผสาย ใช้โพกกับไหล่ไคว้หน้า-หลัง จรดเอว ใส่ใน งานพิธีกรรมการที่เป็ นมงคลเป็ นส่วนใหญ่. 2.5 ฮนัง วะ แอ (ฮนังญัง) เป็ นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งใช้ประกอบ การแต่งกาย ให้มีความสวยงาม ซึ่งมัดวันที่คอ และเอาไขว้บนไหลด้านขวา ผู้หญิงผู้คอ และให้ห้อยด้านหลัง อุปกรณ์เครื่องแต่งกายชาย มิดซุยมืา คัตซี ผา ลป ผา ซ ครัก
18 3. ความเชื่อกบัส่วนประกอบของเครื่องแต่งกายผู้ชาย 3.1 เตียมตัมีความเชื่อวา่ผใู้ดใส่ปรับใชต้กแต่งตนเอง จะทา ใหค้นอื่นมองคนน้นัสวยงาม สง่า ผาเผย มีเสห์นภายในตวัและที่สา คญั ในอดีตน้นัชาวบา้นมีความเชื่อวา่เตียมตัน้ีช่วยป้องกนัผีสาง นางไมท้ี่จะเขา้มารบกวนหรืออทา ร้ายโดยส่วนประกอบและเหตุการณ์ใส่หลายระดบัดงัน้ี 3.2.1 เด็ก หากเด็กใส่ถือว่าช่วยกันผี เพราะเชื่อว่าผีไม่ชอบดอกไม้ 3.2.2 หนุ่ม-สาว การที่คนหนุ่มสาวใส่น้นัมีองคป์ระกอบ(เตียหอม ดอกมัดอยู่ในเตียมัต) 2.3.3 ผใู้หญ่จะไม่นิยมใส่เพราะเชื่อวา่ผใู้หญ่น้นัมีอา นาจ ความศกัด์ิสิทธิอยใู่นตนเองอยแู่ลว้ ซึ่งผู้ไม่กล้าที่จะมาท าร้าย 3.2 เส้ือและกางเกงขาว มีความเชื่อว่าชุดสีขาว เป็ นชุดที่บริสุทธิ์ และมีความส าคัญต่อการท า พิธีกรรมทางความเชื่อเป็ นอย่างมาก เช่นเมื่อชนเผ่าละว้า(ลัวะ)จะต้องประกอบพิธีกรรมต่างๆจะต้อง อาศยัสัตวท์ ี่มีลกัษณ์ส่วนประกอบที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะถา้ตอ้งใชไ้ก่ๆน้นัจะตอ้งเป็นไก่ตวัผู้ที่สีขาว เท่าน้นัเป็นตน้ 3.3 คัดซี ซ่ึงมีความเชื่อวา่คนที่ใส่คดัซีน้นัเป็นบุคคลที่มีฐานในทางสังคมมาก เช่น เป็ นคนรวย มีทรัพย์สิน และเครือญาติกว้างขวาง. 3.4 มิตซุยมืา ใช้เพื่อประดับตกแต่ง มีได้มีความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ผู้ที่สามารถใส่ เครื่องประดบัชิ้นน้ีไดน้ ้นัถือไดว้า่เป็นผทู้ี่มีฐานทางสังคม(คนรวย) เพราะอุปกรณ์ชิ้นน้ีเป็นอุปกรณ์ที่มี ราคาแพงมากที่สุดในบรรดาเครื่องประกอบชุดแต่งกาย 4. ลกัษณะรูปแบบการแต่งกายของผู้หญิงชนเผ่าละว้า(ลัวะ) 4.1 เส้ือ เส้ือผูห้ญิงชนเผา่ละวา้(ลัวะ)แบ่งออกได้ 2 รูปแบบดงัน้ี การแต่งกายชายหนุ่มลวัะ การแต่งกายของพ่อบ้าน การแต่งกายคนเฒ่าลัวะ
19 4.1.1 เส้ือที่ใส่ทวั่ ไป (เลอ ปิ ปิ ง) มีลักษณะเป็ นสีขาวล้วน แต่จะใช้เส้นด้ายสีอื่นเย็บรอยต่อ เช่น สีแดง น้า เงิน รูปแบบจะเป็นสีเหลี่ยมจสัตุรัส แขนส้ัน คอวีดา้นหนา้และดา้นหลงัจะมีลกัษณะไม่ ต่างกนัมาก จะต่างกนัตรงที่มีดอกซ่ึงจดัทา ดว้ยไหมกนัพรหมติดเยบ็ไวท้ี่ตรงคอเส้ือ ใชป้ระโยชน์ใส่ใน งานมงคลและใส่ในการงานทวั่ ไป 4.1.2 (เลอ ปิ ลอง) เส้ือที่ใสในงานพิธีกรรม รูปแบบมีลกัษณะไม่ต่างจากเส้ือธรรมดา แต่จะ ต่างกันตรงกระบวนการจัดท า ซึ่งเป็ นสีด า ลายสีแดง และมีกระบวนการจัดท า จัดเย็บที่ละเอียดอ่อน และปราณีตกว่า(ท ายากกว่า) การใชป้ระโยชน์น้นัผูห้ญิงชนเผา่ละวา้(ลัวะ) จะใชป้ระโยชน์เส้ือน้ี ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเส้ือสีขาวธรรมดา เพราะเส้ือสีดา น้ีจะใส่ในพิธีกรรมมงคล ที่สา คญัๆต่างๆ เช่น พิธีกรรมมงคลสมรส พิธีกรรมงานข้ึนบา้นใหญ่พิธีกรรมงานเล้ียงผีบา้น เป็นตน้ โดยส่วนมากจะ นิยมใสกนั ในหมู่ผหู้ญิงที่เป็นวยัหนุ่มสาว เส้ือน้ีจะมีเก็บไวใ้ส่เมื่อยามมีงานสา คญัๆ และหญิงสาวลัวะ อย่างน้อยจะต้องมีคนละ 1 ชุด มะ ล ปิ (แม่ เสื้อ) โงก เลอ ปิ (คอ เสื้อ) ชวง เลอ (เลอ ปิ) เลอ ปิ ปิ ง เลอ เวือะ แตะ เลอ ปิ(แขน เสื้อ) มะ เลอ ปิ (แม่เสื้อ) โงก เลอ ปิ (คอ เสื้อ) กวน เลอ ปิ (ลูกสีด า) แตะ เลอ ปิ (แขนเสื้อ) แตะเจียก (ลายเย็บ หยิก) แตะ ร ปวน (ลายเย็บ ชื่อ ลายมือกบ) เลอ ปิ ป รโปวน (เสื้อพิธีกรรม)
20 ส่วนประกอบของลายเสื้อด าธรรมดา 1. ลายแดง เรียกว่า ลูกสี 2. ใบเงิน เรียกว่า จะติดไวท้ี่คอเส้ือ 3. เตะเกลือ เรียกว่า ใช้ตกแต่งลายผ้า 4. มะตอม เรียกว่า ใช้ตกแต่งลายผ้า 5. เตะเตียก เรียกว่า ใช้ตกแต่งลายผ้า (สาเหตุที่เรียกว่า เตะเจียก เพราะว่ามีความละเอียดอ่อนในการเย็บเป็ นอย่างมาก การท าก็จะยาก มาด้วย) ราคาในชุดดา น้ีจะอยใู่นประมาณ 250 บาท (ปัจจุบนัมีการเปลี่ยนการใชฝ้้ายจากฝ้ายด้งัเดิม เป็นฝ้ายที่ขายกนัตามทอ้งตลาดเพราะ หาซ้ือง่ายอดทนกว่า) 4.1.3 เส้ือสีดา (ขลัง)(เลอ ปิ เดิ) เป็นเส้ือที่คนสมยัก่อทอข้ึนมาเก็บไวใ้นครัวเรือนอยา่งนอ้ยควั เรือนละ 1ตวัซ่ึงรูปแบบลกัษณะเหมือนกบัเส้ือสีดา (พิธีกรรม) แต่สีจะออกคล้า กวา่ซ่ึงใชด้า้ยที่ทา มา จากการผลิตของลวัะด้งัเดิมซ่ึงเรียกวา่ “กอย ล เวือะ” เส้ือตวัน้ีจะมีการเยบ็รอยต่อนิดเดียวเพื่อให้ ออกมาเป็นรูปแบบเส้ือและไม่มีการตกแต่งแต่อยา่งใด ท้งัน้ีเพราะวา่ชนเผา่ละวา้(ลัวะ) เชื่อวา่เส้ือตวัน้ี มีไม่สามารถที่จะใส่ได้ซ่ึงเอาไวใ้หก้บัคนที่แก่หากเสียชีวิตในครอบครัวน้นัก็จะใหค้นดงักล่าวนา เอา ไปด้วย จึงเป็ นเหตุผลที่ท าให้ทุกครัวเรือนจะต้องมี ซึ่งชนเผ่าละว้า(ลัวะ)เรียกว่า “ล ปิ..เดิ 4.2 ซิ่น “ใด่” ซิ่นชนเผา่ละวา้(ลัวะ) มีลักษณะเป็ นทรงกระบอก เป็ นสีเหลี่ยมผืนผ้า มีลวดลายที่ หลากหลาย โดยสามารถแบ่งรูปแบบลายได้ 3 รูปแบบดงัน้ี การแต่งกายของหญิงลัวะ ในชุดธรรมดา ฮนัง ญัง(ส้อยลูกปัด) ฮนังมืาแทบ บะลัม (เงินแถบ,สลึง) เบล (ก าไล เงิน) ปอชวง(ผ้าพันขา) สกุลเลีย
21 4.2.1 ซิ่นลายขาว(ใด่ ปุก ปิ ง) ซ่ึงเป็นซิ่นธรรมดา หญิงสามารถใส่ได้ทุกคน มีลักษณะสีที่ สดใส สวยงาม ซ่ึงสามารถใส่ไดใ้นงานพิธีกรรม และการทา งานทวั่ ไปได้โดยมีลายที่ไดจ้ดัทา ข้ึนเป็น ลายสีขาว ซึ่งชนเผ่าละว้า(ลัวะ)เรียกว่า “ใด ปุก ปิ ง” 4.2.2 ซิ่นลายพระ(ได่ ปุก สตุ) ซิ่นลายน้ีเป็นลายซิ่นที่ด้งัเดิมที่สุดต้งัแต่เริ่มแรกในการจดัและ ใช้กระโปรงของชนเผ่าละว้า(ลัวะ) มีสีดา ลายแดงเลือดหมูซ่ึงเป็นสีและวสัดุอุปกรณ์ด้งัเดิมท้งัหมด ใน อดีตน้นั ใชใ้ส่ไดทุ้กงานทุกวยัแต่ปัจจุบนัผทู้ี่นิยมใส่มากที่สุดคือกลุ่มคนแม่บา้น คนเฒ่าคนแก่เป็นตน้ 4.2.3 ซิ่นลายหนุน (ได่ โน) เป็นซิ่นที่ผหู้ญิงลวัะไม่ค่อยนิยมกนั ใส่มากเท่าใดนกัและผคู้นทวั่ ไปก็จะไม่ ค่อยรู้จกัสีท้งัผืนผา้หลกัและลายผา้รอง จะออกสีแดงเขม้ซ่ึงกระโปรงน้ีทางลูกสะใภจ้ะจดัทา การทอ ไว้ให้กับผู้ที่เป็ นแม่ยาย โดยให้กับเขาเมื่อตอนที่ตนเองต้องย้ายบ้านสู่อีกหลังหนึ่ง และเป็ นการบ่งบอก การยอมรับเคารพนบัถือผสูู้งอายุตลอดท้งัผหู้ญิงที่ไดใ้ส่ซิ่นน้ีเชื่อวา่ตนเองไดส้วมชุดแต่งกายของลวัะ ครบรูปแบบ มีความภาคภูมิใจในตนเองเป็ นอย่างมาก. โดยทางคนเฒ่า คนแก่( แม่ยาย จะเป็ นคนใส่เป็ น ส่วนมาก) ซิ่น ลาย ขาว ลายขาว ลาย ซ ต ได่ปุก ซ ต(ุซิ่นลายแหลม)ุ ไง่ มวยญ ซาก ลอง ปุกลอง เซียง ได่ ลายนุน(ได่โน) ได่โน(ซิ่นลายนุน)
22 5. ส่วนประกอบของการแต่งกายผู้หญิงชุดชนเผ่าละว้า(ลัวะ) 5.1 ผ้าพันแขน (ปอ เตะ) ซึ่งเป็ นผ้าสีขาวทรงกระบอก มีหรูที่สามารถน าแขนสอดเข้าไปได้ โดยผหู้ญิงจะใส่เพื่อต่อแขนเส้ือใชเ้พื่อความอบอุ่น และป้องกนัร่างกาย เมื่อตอนที่ทา งาน ซ่ึงเดิมน้นัมีสี เดียวคือสีขาว แต่ปัจจุบนัมีสองสีเพิ่มข้ึนอีก คือสีน้า เงิน โดยแบ่งการใชป้ระโยชน์คือ สีขาวใชใ้ส่ใน งานพิธีกรรมการหรือตอนแต่งตวัเดินทางร่วมงานต่างๆ สีน้า เงินน้นั ใส่ตอนเมื่อทา งานทวั่ ไป 5.2 (เสลียง) ซึ่งท ามาจากเหล็ก มีลักษณะคล้ายแหวนขนาดใหญ่เป็ นวงกลม ความหนา ประมาณ 1 น้ีวเพื่อประโยชน์ใชใ้ส่คลอ้งผา้พนัแขนไม่ใหห้ลุด 5.3 ก าไลเงิน(เบล) ซึ่งเป็ นส่วนประกอบหนึ่งในชุดแต่งกายของผู้หญิงชนเผ่าละว้า(ลัวะ) เป็ น ก าไลที่ท ามาจากเงินร้อยเปอร์เซ็นต์ ตีเป็ นแท่งกลมพันด้วยกันเป็ นเกลียวจ านวน 2 แท่ง และหญิงชนเผ่า ละว้า(ลัวะ)น ามาใส่ในแขนข้างละ 2 เส้น ท้งัน้ีใส่เพื่อความสวยงาม ราคาประมาณ ...........ต่อ คน 5.4 สร้อยคอ(ฮนัง) สร้อยคอในการแต่งกายของชนเผ่าละว้า(ลัวะ)น้นั ประกอบดว้ยสีที่ หลากหลาย และต่างราคาคุณค่า ซึ่งแบ่งได้ 3 อยา่งหลกัดงัน้ี 5.4.1 สร้อยคอที่ท าจากลูกปัด(ฮนัง ทัม ดา) ซึ่งเป็นการน าเอาลูกปัดจ านวนมากมาร้อยใส่เชือก และนา มาใสคอ เป็นมดัหรือเป็นหวัๆ ซ่ึงแต่ละหวัน้นัจะสามารถทา สร้อยไดจ้า นวนไม่ต่า กวา่ 5 เส้น ราคาหัวละ 2 แถบ ซึ่งสีที่ชนเผ่าละว้า(ลัวะ)นิยมใสมากที่สุด คือสีแดง สีเหลือง โดยเมื่อก่อน้นัซ้ือมา จากชนเผา่ตองสูแถบลุ่มน้า สาละวิน ซึ่งเป็ นชนเผ่าหนึ่งที่เป็ นสาขาย่อยของชนเผ่ากะเหรี่ยง 5.4.2 สร้อยเม็ดเงิน(ฮนัง มืา) ซึ่งเป็ นสร้อยที่ท ามาจากเงินร้อยเปอร์เซ็นต์ น ามาตี เป็ นก้อนกลม และตีมัดกับเส้นด้ายที่เตรียมไว้ ซึ่งชนเผ่าละว้า(ลัวะ)ไดเ้งินดว้ยการไปซ้ือจากเมืองเชียงใหม่และนา มา กลับมาตีด้วยช่างตีเครื่องเงินที่บ้านละอูบ เพราะชนเผ่าละว้า(ลัวะ) บางกลุ่ม เป็ นกลุ่มที่มีความสามารถ ในดา้นการทา เครื่องเงิน ซ่ึงในการใส่สร้อยเงินน้ีผทู้ี่ไดใ้ส่จา นวนมากถือไดว้า่มีฐานะทางครอบครัว ค่อนข้างจะดี โดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงลัวะส่วนมากจะมีใส่โดยเก็บไว้เป็ นมรดกของครอบครัว ซึ่งมักจะใส่ ในงานต่างๆ มูลค่าการใส่แต่ละคนน้นัเฉลี่ยแลว้เท่ากนัเงินมูลค่า 1,000 – 1,500 บาท ได่ โน (ลายนุน) ได่ปุก ซ ตุก(ลายแหลม) ได่ปุกปิง(ลายขาว) รูปแบบซิ่นลัวะ3 ลักษณะ
23 5.4.3 สร้อยคอสลึง (ฮนัง มะฮลัม) ซึ่งโดยชื่อแล้วเรียกว่าสร้อยคอสลึง เพราะว่าท ามาจากเงิน สลึงสมยัก่อน หากดูเน้ือของเงินแลว้เป็นเงินแถบแทร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็ นเงินสลึง ้ สมยัก่อนที่ชาวบา้นใชก้นัทวั่ ไป โดยชาวลวัะตอ้งการประดบัการแต่งกาย จึงนา เงินสลึงดงักล่าวมาเจาะ รูตรงกลางและ นา มาคลอ้งมดัในเชื่อกดา้ยมาเป็นสร้อยคอ ซ่ึงปัจจุบนัน้ีถือวา่มีคุณค่า เป็นสมบตัิมรดก ชิ้นหน่ึงของครอบครัวของชนเผ่าลัวะแต่ละครอบครัว 5.5 ผ้าพันขา (ปอชวง) ซึ่งเป็ นส่วนประกอบในการแต่งกายของผู้หญิงชนเผ่าลัวะ โดยใช้พัน ขาต่อจากกระโปรง เป็ นผ้าสีขาวผืนสีเหลี่ยมจตุรัส ใช้เพื่อความอบอุ่น และป้องกันร่างกาย เมื่อตอนที่ ทา งาน ซ่ึงเดิมน้นัมีสีเดียวคือสีขาวแต่ปัจจุบนัมีสองสีเพิ่มข้ึนอีกคือสีน้า เงิน โดยแบ่งการใชป้ระโยชน์ คือ สีขาวใชใ้ส่ในงานพิธีกรรมการหรือตอนแต่งตวัเดินทางร่วมงานต่างๆ สีน้า เงินน้นั ใส่ตอนเมื่อ ทา งานทวั่ ไป 5.6 สกุล เป็ นส่วนประกอบหนึ่งของการแต่งกาย ซึ่งควบคู่ไปกับ “ปอชวง” ซึ่งใช้คล้องหรือ กันไม่ให้ ผา้พนัขาหลุด สกลุน้ีมีลกัษณะเป็นวงกลม สีดา ทา มาจากเศษไมใ้ผห่รือเศษลวด โดยทา เป็น วงกลมเท่ากบัขาคนที่จะใส่และทา การพนัดว้ยดา้ยใหแ้น่น และนา ไปชุบ กบัน้า ตน้รัก ซ่ึงเป็นตวัที่จา ให้ เกิดการยึดเกราะให้แน่น คงทน ส่วนประกอบชุดแต่งกายงหญิง ฮนัง บะลัม(สร้อยสลึง) โบละ(ต่างหู) เบล ฮนังญัง ซ เลียง ฮนังมืา ปอชวง (ผ้าพันขา) ปอ แตะ ผ้าพันแขน
24 5.7 ต่างหู(นาดิ โบละ)-เอาเงินแทบมาตีและสร้างรูปทรงแกะลวดลาย ท้งัน้ีผหู้ญิงชนเผา่ลวัะ สมยัก่อนน้นันิยมที่จะเจาะหูใหเ้ป็นหรูขนาดใหญ่เพื่อใส่ต่างหูในการตกแต่งร่างกาย และหญิงสาวจะ เป็ นคนคนใส่เป็ นส่วนมากเพราะถือว่ายังไม่แต่งงาน 6. ความเชื่อกับส่วนประกอบของเครื่องแต่งกายหญิงชนเผ่าละว้า(ลัวะ) 6.1 เส้ือที่ใส่ทวั่ ไป(ธรรมดา) (เลอ ปิ ปิ ง) มีความเชื่อต้งัแต่ด้งัเดิมบรรพบุรุษวา่ โดยเริ่มจาก ความบริสุทธ์ิของดอกฝ้าย เชื่อวา่สิ่งสีขาวน้นัเป็นสีที่เป็นมงคล บริสุทธ์ิเช่นเดียวกบัการใชไ้ก่ตวัผสู้ี ขาวในการทา พิธีกรรม ฉะน้นัการใส่เส้ือสีขาวจะทา ใหเ้จา้ที่เจา้ทางรู้จกัคนที่เป็ นลัวะ และทรงรัก ปกป้องด้วยตลอดไป. 6.2 เส้ือดา ที่ใสในงานพิธีกรรม(เลอ ปิ ลอง) เชื่อวา่ผใู้ดที่ใส่เส้ือสีดา ส่วนมากจะเป็นการใส่ ในพิธีกรรมมงคลต่าง ถือว่าบุคคลต่างๆเหล่าน้นัเป็นผมู้ีเกียรติและเป็นการให้เกียรติกบัสถานที่ที่ ประกอบพิธีกรรม ตลอดท้งัเจาที่ด้วย ้ 6.3 เส้ือสีดา (ขลัง)(เลอ ปิ ??) เชื่อวา่ทุกครอบครัว ครัวเรือนตอ้งมีไว้เพราะวา่ทุกคนเป็นหน้ี แห่งความตาย หากผหู้ญิงใดเกิดเสียชีวิตข้ึนมาจะไดจ้ะไดใ้หเ้ส้ือตวัดงักล่าวใหเ้ขา และเชื่อวา่คน เสียชีวิตน้นัจะไดไ้ปอยา่งมีความสุข 6.4 กระโปรงลายขาว(ใด่ ปุก ปิ ง) ไม่มีความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็ นลายที่ดังเดิมที่สุดที่มี การนิยมการใส่มากในอดีต 6.5 กระโปรงลายพระ(ใด่ ปุก สตุ) ไมมีความเชื่อแต่อย่างใด แต่เป็ นลายที่นิยมสวมใส่กันมาก ในปัจจุบัน 6.6 กระโปรงลาย (ใด่ โน) เชื่อวา่กระโปรงโน น้ีเป็นกระโปรงที่น าบุญคุณตอบแทนซึ่งกัน และกนัและการใหก้บัแม่ยายน้นัจะทา ใหค้นใหม้ีความสุข และคนรับน้นัอายยุนืยาวไปดว้ย การแต่งกายของหญิงลัวะ ในชุดพธิีกรรม การแต่งกายของแม่บ้าน ปอ แตะ ปอ ช่วง
25 7. ขั้นตอนการมัดหมี่(รัดด้าย)ลายผ้า 1. เตรียมวัสดุและอุปกรณ์ 2. ท าการรัดฝ้าย 2.1น าฝ้ายสองเส้นมาพันกันให้เป็ นเส้นเดียว 2.2จักด้ายใส่ในไม้(เจิงปุก) 2.3ท าการรัดฝ้ายความที่ต้องการโดยใช้เชือกฟางและหละปุกมัด 2.4นา ไปแช่น้า เปล่า1ช.มและบีบน้า ใหแ้หง้ 2.5แช่น้า หอมต่อ(หละแนฮ) น้า ใบหอมจะประกอบดว้ย 2.5.1ปูนขาว 1 ขีด 2.5.2น้า มะนาวประมาน 1 ขีด(1ขวดสปอนเซอร์) 2.5.3ใส่น้า ใหท้ ่วม 2.6น าไปต้ม15นาที(มีข้าวไหม) 2.7ยกลงใหน้ ้า เยน็และบีบน้า ใหแ้หง้และไปตาก 2.8แกะฝ้ายที่รัดออกก็จะเป็ นลายฝ้าย 3. ขั้นจอนการท่อผ้า 3.1น าด้ายที่รัดเป็ นลาย(ผ้า)ที่ไดจ้ดัเตรียมไวข้้ึนแท่นกี่ท่อผา้เอว และเรียงตามลา ดบัตามความ ตอ้งการท้งัฝ้ายหลกัและฝ้ายรอง 3.2จัดท าการทอ 8. ขั้นตอนการได้มาซึ่ง “ด้าย” ดังที่เขียนไว้ข้างต้น “ฝ้าย” มีความส าคัญ จ าเป็ นต่อวิถีชีวิตชนเผ่าละว้า(ลัวะ) เป็ นอย่างมาก โดยเฉพาะในอดีตน้นันอกจากจะใชใ้นการผลิตดา้ยจดัทา เป็นเครื่องนุ่งห่มแลว้ยงันา ไปใชใ้นส่วนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การทา พิธีกรรมการ การแลกเปลี่ยน กบัขา้วปลาอาหารส่วนอื่น และอีกมากมาย ฉะน้นั กวา่จะไดม้าถึงข้นัตอนที่ใชน้ ้นัจะตอ้งกระบวนข้นัตอนอนัสลบัซบัซอ้นในกรรมวิธีการผลิตใหอ้อกมา เป็นสิ่งสา เร็จรูป และในขณะเดียวกนัอาศยัความอดทนของผจู้ดัทา เป็นอยา่งมาก เกิดการเรียนรู้ผา่น ระบบการถ่ายทอดสู่บุตรหลานอยา่งไม่เป็นทางการ นนั่คือการเรียนรู้ดว้ยตนเองของผูที่ต้องการรับการ ้ สืบทอด กวา่จะประสบผลสา เร็จไดใ้นหลายข้นัตอนที่กล่าวขา้งตน้น้นัจะตอ้งผา่นกระบวนการโดยมี รายละเอียดดงัต่อไปน้ี 8.1 การน าเอาเมล็ดฝ้ายไปปลูกไว้ที่ไร่ข้าว(ไร่หมุนเวียนของชาวบ้าน) ซึ่งจะท าการปลูกในช่วง เดือนเมษายนของทุกปี ปลูกพร้อมกับข้าวไร่ ตรงกับเดือนเมษายน ซึ่งเป็ นเดือนที่ 8 ของชนเผ่าละว้า ไม้เจิงปุก(การมัดหมี่) ใบหอม(ฮละแนฮ)
26 8.2 ดูแล เกี่ยวหญา้ที่อยรู่อบขา้งเมื่อเมลด็หรือตน้งอกข้ึนมา จา นวน 3 คร้ัง เท่ากบัการดูแลขา้ว เช่นกัน ซึ่งตรงกับเดือน (พฤษภาคม “.เคิซ ไตม) ไรปฮงู่”, (สิงหาคม.เคิกละ) ไฮรปแม, (เคิ บิฮตุ กันยายน) ไฮรปลอย 8.3 จัดท าการเก็บจากที่ไร่ ซึ่งจะท าการเก็บในช่วงหลังฤดูการเก็บเกี่ยวจะตรงกับเดือน ธันวาคม - กุมภาพันธ์(เคิ ปาวน เคิ แลฮ) 8.4. น ามาตากให้แห้ง 8.5. คัดเม็ดออก โดยใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งซึ่งชนเผ่าเรียกว่า “ปัง คริต เตีย” ซึ่งเป็ นอุปกรณ์ เครื่องมือที่ชนเผ่าละว้า(ลัวะ)จดัทา ข้ึนมาเองต้งัแต่อดีตจนถึงปัจจุบนัหลงัจากคดัเมด็ออกแลว้จะได้ เฉพาะฝ้ายเพื่อสู่กระบวนการต่อไป. 8.6. น าดอกที่ได้หลังการรีดไปตีขยายให้เป็ นขุย ซึ่งจะท าให้ง่ายต่อการม้วนฝ้ายเป็ นกลมๆสู่ กระบวนกาต่อไป เรียกว่า “โปวยฮ” 8.7 จากน้นันา ฝ้ายไปมว้นโดยใชก้า้นดอกหญา้หรือกิ่งไมไ้ผ่ทา การมว้นฝ้ายที่ไดแ้ลว้จากการ ป้านเป็ นขุยแล้วกับไม่ไผ่ที่เตรียมไว้ดังกล่าว ซึ่งจะออกมาในลักษณะที่เป็ นหลอดๆ 8.8 ข้นัตอนการปันฝ้าย “เกล็ญ” แลว้จากน้นัมว้นดา้ยออกจากไมไ้ผเ่ป็นหลอดๆแลว้นา มาปัน ด้ายด้วย โดยการใช้อุปกรณ์ซึ่งลัวะเรียกว่า ล เลิญ และลัวะเรียกการปันด้ายว่า เกล็ญ ก็จะออกมาเป็ น เส้นด้าย 8.9. จากน้นันา ดา้ยที่ปันจากการ ออกมาและแกะคลี่ออกมารวมกนัเป็นหัวเป็นมดัๆ โดยใช้ เครื่องมือซ่ึงลวัะเรียกวา่ร เซ็ญ หรือภาษาลวัะเรียกข้นัตอนน้นัวา่กนัร เซ็ญ กอย ซ่ึงดา้ยที่ไดท้ ้งัหมดใน ข้นัตอนน้ีเรียกวา่กอย ไมม หรือดา้ยดิบ ดา้ยในข้นัตอนน้ีสามารถใชใ้นการมดัมือ ตอนเล้ียงผีได้โดย นา ไปชูปเป็นสีดา อีกซ่ึงจะทา ใหม้ีความศกัด์ิสิทธ์มากข้ึน ดา้ยจะนา ไปใชใ้นข้นัตอนอื่นน้นัจะตอ้งผา่น กระบ่วนการต่อไปอีก 8.10. นา ดา้ยไปแช่ในน้า เยน็ ประมาน30นาทีใหข้ย้ใีหเ้ขา้กบัน้า มากที่สุด แลว้นา มาบีบใหแ้หง้ พอหมัด(หากตอ้งการใชใ้นพิธีกรรมเพื่อใหไ้ดส้ีดา ก็จะนา ไปชุบน้า ดางซ่ึงทา จากใบหอม(ท้งัหมดเป็น ด้ายดิบ) กอย ไมม 8.11. เสร็จแลว้นา ไปตม้กบัขา้วโดยมีสวนผสมดงัน้ี 1.ด้าย 2.ข้าวสาร1 ก ามือต่อ1มัด 3.น้า (ระยะเวลาในการต้มจะดูได้จากขา้วสารถา้ขา้วสารเปื่อยเต็มที่ก็จะถือวา่ดา้ยน้นัสุกแลว้) 8.12. จากน้นัก็ยกลงใหเ้ยน็และขย้เีมด็ขา้วใหเ้ขา้กบัดา้ยอีกคร้ังหน่ึง
27 8.13. บีบน้า ใหห้มดัๆใหเ้ป็นลูกกลมๆ จากน้นัก็นา ไปตาก และใชใ้นกระบวนการถกัทอผา้ ต่อไป 9. การออกแบบเครื่องแต่งกาย 9.1 ผู้มีบทบาทในการออกแบบ ผู้มีบทบาทในการออกแบบเครื่องแต่งกายของชนเผ่าละว้า(ลัวะ)ต้งัแต่สมยัอดีตจนถึงปัจจุบนั น้นัคือผหู้ญิง เพราะถือวา่งานเรื่องผา้งานบา้น งานละเอียดอ่อนผหู้ญิง(แม่ พี่สาว น้องสาว และสืบกัน ต่อไป)จะเป็นคนจดัทา ส่วนผชู้ายน้นัจะทา งานที่หนกัในดา้นอื่น เช่น การวางแผนงานในครอบครัว การนา ครอบครัวทา งาน ในการออกแบบชุดแต่งกายชนเผา่ลวัะน้นัสามารถสามารถอธิบายรายละเอียด ไดด้งัต่อไปน้ีวิธีการออกแบบเครื่องแต่งกายผชู้ายชนเผา่ละวา้(ลัวะ) สามารถออกแบบได้๒ วิธีดงัน้ี ๑. การนา ผา้หรือชุดแต่งกายที่เก่ามาเทียบดูความเหมาะสม และขนาดที่ต้องการ ๒. การน าผู้ชายวัดสัดส่วนที่ต้องการจัดท า วิธีการออกแบบชุดแต่งกายของชนเผ่าละว้า(ลัวะ) ที่นิยมท ากันมากที่สุด คือ การวัดสัดส่วน หรือประมาณสัดส่วนร่างกายของผชู้ายก่อนการจดัทา การทอ โดยสามารถอธิบายรายละเอียดข้นัตอน ดงัน้ี 9.2 ขั้นตอนการออกแบบเสื้อผู้ชาย ๑. วัดหรือประมาณความกว้าง-ความยาวของสัดส่วนร่างกายผู้ชายในส่วนบน ที่จะใส่ เส้ือ ส่วนมากความยาวไม่ต่า กวา่๗๕ เซนติเมตรความกวา้งประมาณ ไม่ต่า กวา่๔๐ เซนติเมตร ๒. น าความกว้าง ๔๐ เซนติเมตรX ๓ = ๑๒๐ เซนติเมตร(ท้งัน้ี๔๐ ซม. น้นั ใชท้ ้งั หน้าหลังและเผื่อการตดัสา หรับแขน และกระเป๋าเพิ่มอีก) ๓. น าด้ายสีขาวท าการร้อยในกี่เอว ตามความกว้าง ๗๕ ซม. ความยาว ๑๒๐ ซม ใน ข้นัตอนน้ีใชค้นในการทา จา นวน ๒ คนซ่ึงอยใู่นกี่เอวหน่ึงคน และอีกหน่ึงคนเป็นร้อยดา้ยเขา้ในกี่เอว ๔. จัดท าการทอผ้าตามปกติ ซึ่งอย่างเร็วจะใช้เวลาในการทอไม่เกินสองวัน หลังจากท าการทอผ้าเสร็จ ก็จะได้ผ้าดิบจ านวน ๑ ผืน ความกว้าง ๗๕ ซม. ความยาว ๑๒๐ ซม. ขั้นตอนในการตัดเย็บ ๑. น าผ้าที่ได้จากการทอมากางไว้ จ านวน ๑ ผืน ๒. ท าการตัดเย็บโดยแบ่งออกเป็ น ๒ ส่วน ตัด๑ใน ๒ (ส่วนที่๑ น้นั ใชส้า หรับแขนเส้ือและ กระเป๋ า ส่วนที่๒-๓ น้นั ใชส้า หรับการตดัเยบ็ตวัเส้ือ)
28 ๓. น าผ้าส่วนที่๒-๓ มาท าการพับครึ่ง จัดท าการเย็บทางด้านซ้ายและขวาโดยเย็บจากข้างล่าง ข้ึนขา้งบน และเวน้ไวก้่อนถึงขา้งบนสุดประมาณ ๕- ๘ ซม. เพื่อเป็ นช่องลอดแขนออกมา ท้งัสองดา้น ๔. จดัทา การผา่ดา้นหนา้ของเส้ือจากล่างข้ึนบนใหต้รงกนั (ท้งัน้ีเพราะเส้ือผชู้ายลวัะน้นั ด้านหน้าจะแหวกออก ๕. จดัทา การตดัขนาดของคอเส้ือในดา้นหนา้ โดยใชแ้กว้น้า มากครอบไว้เอาดินสอขีดตาม ขนาดที่ต้องการ และท าการตัดตามเส้น และตัดตามรอยเส้นดังกล่าว เว้นปลายของการตัด ไว้ประมาณ ๕-๗ ซม.เพื่อเอาไวเ้ป็นชายคอเส้ือ ๖. น าผ้าส่วนที่๑ ที่ตดัตามข้นัตอนขา้งตน้มาตดั๓ ส่วน (๒ส่วนแรกใช้ส าหรับจัดท าแขน เส้ือ และเยบ็ลกัษณะเป็นทรงกระบอก เส้นผา่นศูนยก์ลางตามความตอ้งการ ท้งัสองดา้น และนา มาเยบ็ต่อเชื่อมกบัผืนเส้ือใหต้ิดกนัท้งัสองดา้น) ๗. น าผ้าจากส่วนที่๑ จากการแบ่งในข้อ ๖ มาจัดตัดเป็ นกระเป๋าเส้ือเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส และ เยบ็ติดดา้นซา้ยของขา้งหนา้ของเส้ือ ๘. ข้นัตอนสุดทา้ยคือการดูตรวจสอบ และเยบ็ความเรียบร้อยของชายเส้ือทุกดา้น พร้อมเยบ็ คอเส้ือกบัผา้ที่พนัและเตรียมเอาไวเ้ป็นคอเส้ือ หมายเหตุเสื้อ จะถูกออกแบบลักษณะสีเหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งจะตัดเป็ นสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่แขนจะ ตดัเป็นสี่เหลี่ยมทรงกระบอก คอจะตดัเป็นรูปวงรีดา้นหนา้ของเส้ือทางดา้นซา้ยมือจะมีกระเป๋าเส้ือทา เป็ นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 9.3 ข้ันตอนการออกแบบกางเกงผู้ชาย ๑.วัดหรือประมาณความกว้างและความยาวของผู้ชายในส่วนล่าง(จากเอวลงมาจรดเท้า) ส่วนมากจะอยู่ที่ความกว้าง๔๐-๕๐ ซม. ความยาวประมาณ ๗๐-๘๐ ซม. ผ้า๑ ผืนส าเร็จรูปที่จากการทอ ขั้นตอนการพับผ้า เพื่อแบ่งครึ่ง
29 ๒. น าด้ายสีขาวท าการร้อยในกี่เอว ตามความกว้าง ๔๐-๕๐ ซม. ความยาว ๗๕X๒ = ๑๕๐ และไม่เกิน ๑๘๐ ซม หรือตามขนาดความยาวบุคคลน้นั (ท้งัน้ีที่คูณสองเพราะวา่จะตอ้งมีการพบัตดัอีก คร้ังหน่ึงและเผื่อรอบเอวดว้ย) ในข้นัตอนน้ีใชค้นในการทา จา นวน ๒ คน เช่นกนั ๓. จัดท าการทอผ้าตามปกติ ซึ่งอย่างเร็วจะใช้เวลาในการทอไม่เกินสามวัน หลังจากท าการทอผ้าเสร็จ ก็จะได้ผ้าดิบจ านวน ๑ ผืน ความกว้าง ๔๐-๕๐ ซม. ความยาว ๑๕๐ ซม. ขั้นตอนในการตัดเย็บ ๑. น าผ้าที่ได้จากการทอมากางไว้ จ านวน ๑ ผืน ๒. ท าการตัดเย็บโดยแบ่งออกเป็ น ๓ ส่วน ตัด๑ใน ๓ (ส่วนที่๑ น้นั ใชส้า หรับเอวของกางเกง ความยาวประมาณ ไม่เกิน ๑๕ ซม.) ส่วนที่๒-๓ น้นั ใชส้า หรับการตดัเยบ็ตวักางเกงซ่ึง เหลือความยาวท้งัสองส่วนน้ีประมาณ ๑๔๐ ซม.) ๓. น าผ้าส่วนที่๒-๓ มาท าการพับครึ่ง ตัดแบ่งออกเป็ น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ เป็ นขาด้านซ้าย ส่วน ที่ ๒ เป็ นขาด้านขวา และน าเศษผ้าที่เหลือมาติดเย็บอีกข้างละ ๑ แผ่นจะออกมาในรูปแบบ ขาทรงกระบอก ๔. น าผ้าที่เหลือส่วนที่ ๔ มาตัดเพื่อน าไปติดเย็บด้านหน้าและหลังในส่วนของตรงเป้าและก้น จัดท าการเย็บกับทางขาด้านซ้ายและขาด้านขวาเพื่อให้ติดกัน ๕. นา ผา้ส่วนที่ตดัไวส้่วนแรกสา หรับเอวมาเยบ็ติดกนัเป็นแนวต้งัและจะมีเส้นผา่ศูนยก์ลาง ไว้ประมาณ ๑๕ ซม.เป็นอยา่งน้ีเสร็จแลว้นา มาเยบ็ติดกนักบัช่วงล่างของกางเกงที่ไดต้ดั เยบ็มาก่อนหนา้น้ีแลว้ ๖. นา กางเกงมาเยบ็ความเรียบร้อยคร้ังสุดทา้ยอีกคร้ัง คือ การเยบ็ชายกางเกงใหละเอียด และ ้ ไมใ้หด้า้ยที่ทอน้นัหลุด เป็นอนัสา เร็จรูปของกางเกงผชู้าย ขั้นตอนการออกแบบวัด สัดส่วน ขั้นตอนการตัดเย็บ
30 หมายเหตุ กางเกง กางเกงผู้ชายชนเผ่าละว้า(ลัวะ) ถูกออกแบบโครงสร้างเป็ นรูป ทรงกระบอก เอวจะตัดเป็ นวงรี จะมีส่วนต่อของเอวด้านล่าง เป็ นรูปสี่เหลี่ยมทรงกระบอก และกางเกง ลัวะก็จะคล้ายกับกางเกงสะดอ 9.4 ข้ันตอนการออกแบบเสื้อผู้หญิงชนเผ่าลวัะ(ธรรมดา เลอ ปิ ปิ ง) ๑.วัดหรือประมาณความกว้างและความยาวของผู้หญิงในส่วนบน(จากคอลงมาถึงเอว) ส่วนมากจะอยู่ที่ความกว้าง๔๐-๕๐ ซม. ความยาวประมาณ ๕๕-๖๐ซม. ๒. น าด้ายสีขาวหรือสีด าที่ได้ย้อมหรือเตรียมเอาไว้ มาท าการร้อยในกี่เอว ตามความกว้าง ๔๐- ๕๐ ซม. ความยาว ๕๕X๒ = ๑๑๐ และไม่เกิน ๑๒๐ ซม หรือตามขนาดความยาวบุคคลน้นั (ท้งัน้ีที่คูณ สองเพราะวา่จะตอ้งมีการพบัตดัอีกคร้ังหน่ึง ) ในข้นัตอนน้ีใชค้นในการทา จา นวน ๒ คน เช่นกนั ๓. จัดท าการทอผ้าตามปกติ ซึ่งอย่างเร็วจะใช้เวลาในการทอไม่เกินสามวัน หลังจากท าการทอผ้าเสร็จ ก็จะได้ผ้าดิบจ านวน ๑ ผืน ความกว้าง ๔๐-๕๐ ซม. ความยาว ๑๑๐ ซม. ขั้นตอนในการตัดเย็บ ๑. น าผ้าที่ได้จากการทอมากางไว้ จ านวน ๑ ผืน ๒. น าผ้าผืนดังกล่าวมาท าการพับครึ่ง และตัดออกเป็ นสองส่วน ๓. ทา การเยบ็ส่วนที่ตดัตามชิ้นส่วน ส่วนที่หน่ึงเยบ็ดา้นซา้ยจากล่างข้ึนขา้งบน ส่วนที่สอง เยบ็ดา้นขวาจากดา้นล่างข้ึนบน ท้งัสองเวน้การเยบ็ก่อนถึงบนสุดไวป้ระมาณ ๕-๗ ซม. เพื่อเอาไว้เป็ นช่องลอดแขน ๔. นา ท้งัสองส่วนที่มาเยบ็ ใหเ้ขา้กนัท้งัดา้นหนา้และดา้นหลงัตรงกลาง จากล่างข้ึนบนโดย เว้นช่องว่างส าหรับคอลอดได้ประมาณ ๕-๗ ซม. ๕. ข้นัตอนสุดทา้ยคือการดูตรวจสอบ และเยบ็ความเรียบร้อยของชายเส้ือทุกดา้น และตอก แต่งด้วยลายที่ต้องการ ข้ันตอนการออกแบบเสื้อผู้หญิง การเย็บผ้าเสื้อผู้หญิง
31 ข้ันตอนการออกแบบเสื้อผู้หญิงชนเผ่าลวัะ( เลอ ปิ ลอง) หมายเหตุ ข้นัตอนจะเหมือนการออกแบบเส้ือสีขาว (เลอ ปิปิง ท้งัหมด) แต่จะต่างกันตรงที่ การใช้เส้นด้ายที่เน้นด้ายสีด า และการมัดหมี่) ขั้นตอนในการตัดเย็บ ๑. น าผ้าที่ได้จากการทอมากางไว้ จ านวน ๑ ผืน ๒. น าผ้าผืนดังกล่าวมาท าการพับครึ่ง และตัดออกเป็ นสองส่วน ๓. ทา การเยบ็ส่วนที่ตดัตามชิ้นส่วน ส่วนที่หน่ึงเยบ็ดา้นซา้ยจากล่างข้ึนขา้งบน ส่วนที่สอง เย็บด้านขวาจากด้านล่างข้ึนบน ท้งัสองเวน้การเยบ็ก่อนถึงบนสุดไวป้ระมาณ ๕-๗ ซม. เพื่อเอาไว้เป็ นช่องลอดแขน ๔. นา ท้งัสองส่วนที่มาเยบ็ ใหเ้ขา้กนัท้งัดา้นหนา้และดา้นหลงัตรงกลาง จากล่างข้ึนบนโดย เว้นช่องว่างส าหรับคอลอดได้ประมาณ ๕-๗ ซม. ๕. ข้นัตอนสุดทา้ยคือการดูตรวจสอบ และเยบ็ความเรียบร้อยของชายเส้ือทุกดา้น และตอก แต่งด้วยลายที่ต้องการ หมายเหตุเสื้อ เส้ือผหู้ญิงจะถูกออกแบบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผา้ตามขนาดและความตอ้งการ ของผทู้อแขนส้ัน คอเส้ือจะเป็นรูปตวัวีชายเส้ือระดบัจะเท่ากนั 9.5 ข้ันตอนการออกแบบซิ่นผู้หญิงชนเผ่าละว้า(ลัวะ) ๑.วัดหรือประมาณความกว้างและความยาวของผู้หญิงในส่วนล่าง(จากเอวลงมาถึงจรดเท้า) ส่วนมากจะอยู่ที่ความกว้าง ๓๕-๔๐ ซม. ความยาวประมาณ ๒๐๐ ซม. ๒. นา ดา้ยสีขาวหรือสีดา ที่ไดย้อ้ม พร้อมท้งัดา้ยที่มดัหมี่ที่เตรียมเอาไว้มาทา การร้อยในกี่เอว ตามความกว้าง ๓๕-๔๐ ซม. ความยาวประมาณ ๒๐๐ ซม. หรือตามขนาดความต้องการอื่น ๓. จัดท าการทอผ้าตามปกติ ซึ่งอย่างเร็วจะใช้เวลาในการทอไม่เกินสามวัน หลังจากท าการทอผ้าเสร็จ ก็จะได้ผ้าดิบจ านวน ๑ ผืน ความกว้าง ๓๕-๔๐ ซม. ความยาว ประมาณ ๒๐๐ ซม. ขั้นตอนในการตัดเย็บ ๑. น าผ้าที่ได้จากการทอมากางไว้ จ านวน ๑ ผืน ๒. น าผ้าผืนดังกล่าวมาท าการพับครึ่ง และตัดออกเป็ นสองส่วน ๓. ทา การเยบ็ ใหเ้ป็นวงกลมตามรอยที่ไดจ้ากการทอ หรือถูกตดั โดยแต่ละส่วนน้นัจะตอ้งมี เส้นผ่านศูนย์กลาง ๓๕-๔๐ ซม.
32 ๔. นา ท้งัสองส่วนมาเยบ็ติดต่อกนัตามแนวนอนเพื่อใหต้ิดกนัและสามารถใชเ้ป็นซิ่นหรือ กระโปรงได้ กระโปรง(ซิ่น) ซิ่นหรือกระโปรงชนเผา่ละวา้(ลัวะ) ออกแบบในลักษณะ เป็ นรูป ทรงกระบอก สี่เหลี่ยมผืนผ้า ประกอบด้วยลวดลายที่ละเอียดอ่อน ประณีตในการจัดท า 10. วัสดุอุปกรณ์ในการตัดเย็บผ้า 1.ด้าย 2.เข็ม 4.กรรไกร 11. ความเชื่อและแรงบัลดาลใจในการสร้างสรรค์ แรงผลักดันใจในการสร้างสรรค์ประดิษฐ์ชุดชนเผา่น้ีเกิดข้ึนมาจาก ความภาคภูมิใจของชนเผา่ ตนเองในการสืบทอดวฒันธรรม ความดีงาม อารยะธรรมของชนเผา่สืบเนื่องมา ถึงแมบ้างคร้ังมีคนขา้ง นอกวา่ชุดชนเผา่ละวา้น้นั ไม่สวยงามเท่าชนเผา่อื่น แต่ก็ยงัมีความภาคภูมิใจมากต่อชนเผา่ละวา้(ลัวะ) จึง ท าใหค้นรุ่นหลงัยงัมีการทา อยสู่ ืบเนื่องไปตลอด ท้งัน้ีเหตุผลหน่ึงคือการพยายามที่จะสร้าง และสืบทอด ให้กับคนรุ่นใหม่ ให้เขาสามารถท าได้และรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ในการร่วมงานมงคลกับ เพื่อนบ้านต่อไป 12. ค่าใช้จ่ายส าหรับซื้อเครื่องนุ่มห่ม ในอดีตน้นัจะไม่มีค่าใชจ้่ายในเรื่องของเครื่องนุ่งห่ม เพราะทุกครัวเรือนจะมีการปลูก และ จดัทา กนัอยา่งมาก เส้ือผา้อื่นน้นั ไม่มีโอกาสในการที่จะซ้ือเพราะไม่มีเงิน และอยหู่ ่างไกลความเจริญ ด้วย แต่ปัจจุบันเกิดค่าใช้จ่ายค่อนข้างมากในการจัดท าชุดชนเผ่า เฉลี่ยชุดละ๗๐๐-๑.๐๐๐ บาทส าหรับ ชุดผู้ชาย ชุดละ ๑,๐๐๐-๑.๒๐๐ บาท ส าหรับชุดผู้หญิง (รวมค่าแรงงานร่วมด้วย) การใช้ของชาวบ้านใน ขั้นตอนการออกแบบ ขั้นตอนการตัดเย็บผ้า
33 แต่ละปีน้นัเฉลี่ย ๑ คน ต่อ ๒ ชุด ราคารวมประมาณ ๒.๐๐๐ บาท ในอดีตน้นัถา้คิดเป็นเงินก็อาจจะมี ค่าที่สูงกว่าปัจจุบัน เพราะมีการใช้จ านวนมากเฉลี่ยหนึ่งปี ต่อ ๔-๕ ชุด ต่อ ๑ คน 13. ค่านิยมของการใช้สีผ้ากับเครื่องแต่งกาย 9.1 ชาย ชายนิยมใส่สีขาวท้งัเส้ือและกางเกง เพราะเมื่อก่อนดอกฝ้ายสีขาวเป็นสีที่สวยงาม บริสุทธ์ิและที่สา คญักระบวนการผลิตของชนเผา่ลวัะน้นัจะไม่มีความสลบัซบัซ่อนและไม่มีการ ดัดแปลงแต่อย่างใดจึงท าให้ชายลัวะมีค่านิยมของการใชส้ีผา้ สีขาว ต้งัแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบนัเริ่มจาก การปลูกและการดูแลในไร่ขา้วจนถึงข้นัตอนการผลิต การผลิตสา เร็จรูป และลวัะมีความเชื่อวา่สีขาวน้ี เป็นสีที่เจา้ที่เจา้ทางรับรู้วา่คนที่ใส่คนน้ีเป็นชาติพนัธ์ลวัะ และจะทรงดูแลและปกป้องต่อไป 9.2 ผู้หญิงชนเผ่าละว้า(ลัวะ) นิยมใชเ้ส้ือสีขาวเพราะเมื่อก่อนดอกฝ้ายสีขาวคนสมยัก่อนจะไม่ มีการดัดแปลง เปลี่ยนแต่อย่างใด อาศัยกระบวนการท าแบบง่ายๆ และจัดหาได้ง่ายอยู่ในไร่ข้าว และ ดอกฝ้ายจะเป็นสีขาว ซิ่นมาจากค่านิยมด้งัเดิม แต่เดิมน้นัผหู้ญิงชนเผา่ละวา้(ลัวะ) น้นันิยมใส่ซิ่นสีดา ซ่ึงมีลวดลายที่หลากสีเช่นสีลายแดง แดงเลือดหมูท้งัน้ีเพราะวตัถุดิบในการยอ้มสีผา้น้นัมีอยใู่นชุมชน หาได้ง่าย ปัจจุบนัมีการเปลี่ยนแปลง จากดา้ยที่ผลิตโดยผา่นกรรมวิธีต่างๆ มีการเปลี่ยนมาใชด้า้ยที่ซ้ือ จากภายนอกมากข้ึน จึงส่งผลใหม้ีการเปลี่ยนแปลงค่านิยมในเรื่องของเส้นด้ายที่ใช้ แต่ค่านิยมในการใช้ สีน้นัยงัใชส้ีดา เป็นหลกัในการทอซิ่น และสีขาวเป็นหลกัในการจดัทา เส้ือและชุดผชู้าย ท้งัน้ีเพราะ วตัถุดิบต่างๆเหล่าน้นัมีคุณภาพต่างกนัและหาซ้ือไดง้่ายโดยที่ไม่ตอ้งจดัทา เอง 14. กระบวนการสืบทอด การสืบทอดองค์ความรู้ในการจัดทา ชุดแต่งกายน้นัตลอดระยะเวลาที่ผา่นมาจะเป็นการสืบ ทอดแบบไม่เป็ นทางการ คือ ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้โดยการถ่ายทอดสืบทอดจากผู้ใหญ่สู่คนรุ่นหลัง ด้วย วิธีการเรียนรู้ตามความสนใจของเด็ก การดูตัวอย่าง และน ามาปฏิบัติในรูปแบบจ าลอง โดยใช้วัสดุที่มี ลักษณะคล้ายกับวัสดุตัวจริง เช่น ใบไม้หรือกา้นไม้และเรียนรู้เพิ่มเติมจากการถามในสิ่งที่ไม่รู้หากตวั ผเู้รียนรู้ใหญ่ข้ึนมายงั่เขา้วยัที่ใชท้า งานได้ทางแม่ก็จะใหเ้รียนรู้ดว้ยการลงมือปฏิบตัิดว้ยของจริง โดยที่ แม่จะคอยเป็ นผู้ดูแล ความถูกต้อง และสอนในเรื่องวิธีการ กระบวนการต่อไป ในปัจจุบันมีการถ่ายทอด สืบทอดอยหู่ลายระดบั โดยมีพ้ืนที่ใหเ้รียนรู้ค่อนขา้งมากข้ึน เช่น การเรียนรู้จากสถาบนัครอบครัวก่อน ซ่ึงเป็นสถาบนัข้นั ปฐมภูมิในการเรียนรู้ของเด็ก ต่อมาสถาบนัชุมชน ดว้ยการไปร่วมเรียนรู้กบัเพื่อนๆ ในชุมชน ผา่นทางผูเ้ฒ่าผแู้ก่ที่หลากหลาย สถาบนัการศึกษา ปัจจุบนัเริ่มมีการนา องคค์วามรู้ต่างๆ ดงักล่าวมาสอนใหก้บัเด็กท้งัในดา้นทฤษฎีและการปฏิบตัิสถาบนัสุดทา้ยคือ ภายนอกชุมชน เช่นกบั
34 ชุมชนอื่นต่างหมู่บา้น ต่างเผา่การเรียนรู้ในข้นัตอนน้ีจะมุ่งเนน้ ไปที่การปรับประยกุต เปลี่ยนแปลง เลียนแบบลวดลายต่าง. งานส่งเสริมสืบทอด ประเพณีและการใหค้วามสา คญัของผา้ที่เป็นพ้ืนที่อีกทางหน่ึงใหก้บั ชาวบา้น คือ งานตามประเพณีพิธีกรรมต่าง เทศกาลต่าง ๆ ตลอดท้งัในเรื่องบทเพลงเช่น คา ซอใน ลกัษณ์ชื่นชมและตา หนิตามเน้ือผา้ของบ่าว-สาว ส่วนกิจกรรมกระบวนการสืบทอดนอกวิธีชีวิต เช่น ตามเวทีแลกเปลี่ยนต่างๆ งานผา้ซิ่นติ่นจก การเป็นวิทยากรชาวบา้นระดบัชุมชน/ต าบล งานมหกรรม ชนเผ่า เป็ นต้น ผู้เกี่ยวข้องกระบวนการสืบทอด ถ่ายทอด คือคุณปู่ ย่า ตายาย พ่อ แม่ลูกผู้รู้ชนเผ่า 15. ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกรับ ปรับใช้เครื่องแต่งกาย ปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวัตถุจ านวนมากหลากหลายด้าน ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อ ชาวบา้นในการ เลือกรับ และปรับใชเ้ครื่องแต่งกายชนเผา่ลวัะ ชนเผา่ลวัะยงัถือวา่ชุดชนเผา่น้นัยงัเป็น เอกลักษณ์อันโดดเด่น มีความส าคัญต่อในด้านจิตใจ และในการท าพิธีกรรมอย่างมาก และที่ส าคัญ ต้องการอนุรักษ์วัฒนธรรมชนเผ่าให้คงอยู่ตลอดไป 16. เอกลักษณ์ และลกัษณะเด่นที่ยังคงอยู่ในกระแสการเปลยี่นแปลง ลักษณะเด่นของชุดชนเผ่าลัวะที่ยังคงด ารงอยู่ในท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม คือรูปแบบท้งัชุดผชู้ายและผูห้ญิงยงัคงรูปแบบด้งัเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงการใชเ้ส้นด้ายจากเส้นด้าน ด้งัเดิมของลวัะมาเป็นเส้นดา้ยที่หาซ้ือไดต้ามทอ้งตลาดไดง้่าย อีกเอกลกัษณ์หน่ึงที่ยงัคงดา รงอยู่คือการ สร้างลายผา้ดว้ยการมดัหมี่ในการทา ลายซิ่น เป็นตน้ . 17. แนวโน้มเครื่องแต่งกายของชนเผ่าในอนาคต แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของชุดชนเผ่าละว้า(ลัวะ) ที่เห็นได้ชัดจากบางชุมชนคือ การ เริ่มมีการออกแบบซิ่นที่ต่างจากเดิม คือจะมีการแหวกที่ขาข้ึน ท้งัดา้นหลงัและดา้นขา้ง ในส่วน ของลวดลายซิ่น มีบุคคลภายนอกนา มาตดัใหอ้อกมาในรูปแบบผลิตภณัฑก์ระเป๋าใส่ของ ซ่ึงสิ่งต่างๆ ดังกล่าวเป็ นการท าลายวัฒนธรรมของชนเผ่าในเรื่องความเชื่อ และวิถีการปฏิบตัิอยา่งมาก แต่ในพ้ืนที่ เขตอ าเภอแม่ลาน้อย และแม่แจ่ม ยังมีหลายชุมชนที่ต้องการที่อนุรักษ์รูปแบบการแต่งกายชุดชนเผ่าลัวะ ใหม้ีความเหมือนเดิม แนวโนม้การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบน้นัจะมีแนวโนม้การเปลี่ยนแปลงที่ค่อนขา้ง ช้าอยู่ แต่เมื่อกล่าวถึงแนวโน้มการของการนิยมสวมใสโดยของกลุ่มวัยรุ่นปัจจุบันน้อยมาก คิดเป็ น เปอร์เซ็นต์มีการใส่ร้อยละ ๒๐ ถือว่าเป็ นค่าที่น้อยมาก และในเรื่องการผลิต มีแนวโน้มมีการผลิตที่ มุ่งเพื่อขายมากข้ึน คนที่สามารถทา ไดจ้ะนอ้ยลง
35 18. การน าไปใช้ตามสถานะทางสังคม จากการศึกษาร่วมกนักบัผูรู้้ในงานวิจยัชิ้นน้ีพบวา่ชนเผา่ลวัะไม่มีการแต่งกายที่บ่งบอกถึง ความมีฐานะทางสังคม หรือสังคมชนช้นัแต่อยา่งใด ท้งัคนจน คนรวย หรือบุคคลอื่นก็จะแต่งกายใน ลักษณะเดียวกัน รูปแบบเดียวกัน จะต่างกันเล็กน้อยตรงที่การใช้เครื่องประดับของคนที่มีฐานะดีกับผู้ที่ ฐานะไม่ดี และการแต่งกายของผู้รู้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ การแต่งกายในงานพิธีกรรมมงคล ต่างๆ จะมีการเพิ่มเครื่องแต่งกายใหม้ากข้ึน เพื่อความสวยงาม ความศกัด์ิสิทธิและเป็นการใหเ้กียรติใน พิธีกรรมน้นั . 19. การเข้าใจความหมายของวัฒนธรรมในเชิงสัญลักษณ์ สิ่งที่บ่งบอกความเป็ นเอกลักษณ์ ของชุดแต่งกายชนเผ่าลัวะที่เด่นชัดที่สุดคือ สามารถมองได้ ๒ ส่วน คือ ผชู้ายจะดูที่ลกัษณะของเส้ือที่ผา่หนา้อก ผูห้ญิงจะดูที่ลายกระโปร่ง ซ่ึงมีลายที่แตกต่างจาก ผา้ชุดชนเผา่อื่นตรงที่ลายการมดัหมี่สีแดง และสีดา ความหมายท้งัหมดก็คือความเป็นชนเผ่าละว้า(ลัวะ) ด้งัเดิมในถิ่นลา้นนา 20. ความสัมพันธ์กับสังคมนอก ที่มีผลต่อเนื่องกับเครื่องแต่งกาย ลัวะเป็ นชนเผ่าหนึ่งที่มีความสามารถในเรื่องการเรียนรู้ภาษาชนเผ่าอื่นได้ง่าย และมี ความสัมพนัธ์ที่กบัชนเผา่ ปกาเกอญอค่อนขา้งมาก ท้งัในเรื่องภาษาการทา มาหากิน และพ้ืนที่อยอู่าศยั ในทางภมิศาสตร์ จึงเป็ นเหตุผลหนึ่งที่มีเครื่อง และชุดแต่งกายบางส่วนมีชื่อเรียกตามชื่อของชนเผ่า กะเหรี่ยง และลกัษณะคลา้ยกนัเช่น ลกัษณะของเส้ือจะเป็นสีขาวเหมือนกนัเส้ือหญิงสาวชนเผา่ ปกาเก อญอ แต่จากแตกต่างกนัตรงที่เส้ือลวัะน้นัมีคร่ึงท่อนถึงเอวของร่างกาย แต่ชุดหญิงสาวกะเหรี่ยงน้นัมี ขนาดความยาวจรดเท้า และยังมีอุปกรณ์ตกแต่งส่วนหนึ่งเรียกตามชื่อของชนเผ่า คือ ว่า “ฮนังญัง” ซึ่ง แปลตามตรงเรียกวา่สร้อยกะเหรี่ยง เป็นอุปกรณ์การแต่งกายชนเผา่ลวัะท้งับ่าว-สาว ผูกไว้ที่คอ และไคว้ กับไหลด้านขวา อีกชาติพันธ์หนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับชนเผ่าในเรื่องการไปมาหาสู่ ขายและแลกเปลี่ยนกัน คือ กลุ่มชาติพนัธุ์คนเมือง หรือคนไทย ส่งผลใหค้นลวัะรับเอาวฒันธรรมการแต่งกายของคนเหล่าน้ีมา ปรับเปลี่ยนเป็ นอย่างมาก คือรับมาเต็มรูปแบบ ส าเร็จรูป และน ามาสวนใจ ซึ่งถือว่าความสัมพันธ์กับ กลุ่มน้ีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการแต่งกายของลวัะมาก ท้งัน้ีดว้ยเหตุผล ความ ง่าย สะดวก และราคา ถูก บางรูปแบบก็ส่งผลต่อการประยุกต์ เช่น การปรับประยุตกต์ประโปรง เป็ นต้น
36 บทที่ 4 บทสรุปและวิเคราะห์ การวิจยัคร้ังน้ีผวู้ิจยัไดค้น้พบขอ้เทจ็จริง เกี่ยวกบัเรื่องการแต่งกายชุดชนเผ่าละว้า(ลัวะ)จ านวน มากโดยพอจะสรุปใจความ และเน้ือหาสาระสา คญั ไดด้งัน้ี ชนเผ่าละว้า(ลัวะ)เป็นชนเผา่หน่ึงที่มีอารยธรรมที่ปรากฏเด่น เห็นชดัในแถบถิ่นลา้นนาหรือลุ่ม น้า ปิงเป็นอยา่งมาก โดยจะเห็นไดจ้ากร่องรอย ปูชญะนีสถาน การอยพยพ เคลื่อนยา้ยถิ่น ร่องรอยต่างๆ เช่น พ้ืนที่วดัร่าง ป่าชา้บ่อหิน ตลอดท้งัร่องรอยการต้งัถิ่นฐานในอาณาบริเวณลุ่มน้า ปิง เทือกเขาอิน ทนนท์เทือกเขากองลอยลุ่มน้า ปายไปจนถึงเขตลุ่มน้า สาละวินทางตอนบน เป็นตน้ ประวตัิการแต่งกายในพ้ืนที่ประวตัิศาสตร์ดงักล่าวขา้งตน้ของชนเผา่ลวัะน้นั ไม่ปรากฏแน่ชัดว่า ลวัะในสมยัน้นัมีการลีกษณะการแต่งกายอยา่งไร ท้งัเนื่องจากชาวลวัะที่เหลืออยบู่างกลุ่มในแถบลุ่มน้า ปิง ไม่รู้วา่บรรพบุรุษของเขาน้นัแต่งตวัในลกัษณะอยา่งไร อยา่งไรก็ตามผูด้า เนินการศึกษาวิจยัมิไดมุ้่ง เป้าหมายการสืบค้นการแต่งกายในประวัติศาสตร์ดังกล่าว เพียงแต่น าประวัติศาสตร์บางส่วนมาเป็ น ข้อมูลประกอบในงานวิจัย เพื่อเผยแพร่ การวิจยัคร้ังน้ีผวู้ิจยัไดมุ้่งเป้าหมายการศึกษาในกลุ่มลวัะที่ยงัคงความเป็นเอกลกัษณ์และอตั ลักษณ์ของชาติพันธุ์ลัวะมากที่สุด ซึ่งส่วนมากจะอาศัยอยู่ในเขตรอยต่อของอ าเภอแม่ลาน้อย จังหวัด แม่ฮ่องสอน กับอ าเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้เลือกและท ากรณีศึกษาในหมู่บ้าน มืดหลอง หมู่ ที่ 2 ตา บลบา้นทบัอา เภอแม่แจ่ม จงัหวดัเชียงใหม่ซ่ึงกลุ่มชนเผา่ลวัะในหมู่บา้นดงักล่าวน้ีเป็นหมู่บา้น ที่ความคงเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ในวัฒนธรม วิถีชีวิตเป็ นอย่างมาก งานวิจยัคร้ังน้ีคน้พบวา่ชุดแต่งกายของชนเผา่ลวัะน้นัเมื่อประมาณไม่ต่า กวา่ 250 ปี ที่ผ่านมา ชนเผา่ลวัะมีการแต่งกายที่มีลกัษณะรูปแบบเหมือนปัจจุบนัคือผชู้ายจะใส่เส้ือแขนยาวคอกลม หนา้อก ผ่าตรงกลาง ซึ่งเป็ นสีขาวล้วน กางเกงคล้ายกางเกงสะดอ แต่เป็ นสีขาวล้วนเช่นกัน ผู้หญิงมีลักษณะการ แต่งกาย 2 รูปแบบ แบบที่หน่ึง คือการแต่งกายชุดธรรมดา เส้ือจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมพ้ืนผา้สีขาวใส่ในชุด ธรรมดา สีดา ใส่ในงานพิธีกรรม ซิ่นมีลกัษณะเป็นทรงสีเหลี่ยมพ้ืนผา้ สีดา ลายแดง-ขาว กระบวนการผลิตเส้ือชุดแต่งกายของลวัะน้นัชนเผา่ลวัะเป็นชนเผ่าที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มี การถกัทอ และกระบวนการผลิตที่ง่าย ไม่สลบัซบัซอ้น ไม่การตกแต่งลวดลายมากโดยเฉพาะเส้ือผชู้าย สีขาวลว้น อาศยัวสัดุในการผลิตที่มีอยใู่นทอ้งถิ่น เช่น ฝ้าย ใบหนาด ใบหอม เป็นตน้ท้งัน้ีฝ้ายน้ีมี ความส าคัญต่อชีวิตของชนเผ่าลัวะค่อนข้างมาก ในอดีตน้นัลวัะมีการปลูกไวต้ามที่ไร่ซ่ึงปลูกพร้อมกบั ไร่ขา้วจา นวนมาก และเกี่ยวหลงัจากการเกี่ยวผลผลิตขา้ว บางคร้ังในหมู่บา้นไม่พอต่อความตอ้งการใช้ ซ่ึงตอ้งไปแลกเปลี่ยน และหาซ้ือจากหมู่บา้นอื่น ท้งัน้ีเพราะวา่ ในอดีตน้นั ไม่มีเส้ือผา้ที่สา เร็จรูป และ
37 งานอื่นก็ไม่ค่อยมีฉะน้นัหลงัจากช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวสิ่งที่ชาวบา้นทา กนัเป็นหลกัคือ การทอผา้เพื่อใช้ ในแต่ละปีโดยแต่ละคนน้นัเฉลี่ยแลว้จะใชชุ้ด 3-5 ชุด ต่อปีและจะไม่มีค่าใชจ้่ายใดๆเกิดข้ึนในการทา และในเรื่องของบทบาทของผจู้ดัทา น้นัส่วนมากจะเป็นผูห้ญิงเป็นส่วนใหญ่ในกระบวนการผลิต ส่วน ผู้ชายจะเป็ นช่วยหา และเตรียมวัสดุในการผลิต การสวมใส่ ลัวะจะไม่มีการแบ่งรูปแบบการสวมใส่ตาม ฐานะ หรือสถานะแต่อยา่งใด แต่จะมีการตกแต่งกบัเครื่องประดบัมากข้ึน ข้ึนอยกู่บัช่วงวยัและเทศกาล ต่าง เช่น ช่วงเป็ นวัยรุ่นจะมีการใส่เครื่องประดับเพื่อความสวมงามมาก และช่วง งานพิธีกรรมมงคง เช่น การแต่งงาน เล้ียงผีฟ้าผา่เป็นตน้ท้งัน้ีเพราะเครื่องประดบัแต่ละชิ้นส่วนน้นัเป็นสิ่งที่มาทีหลงัจากชุด แต่งกาย และได้มาจากการรับเอาวัฒนธรรมของชาติพันธุ์อื่นบ้าง ประยุกต์เองบ้าง ความเป็ นเอกลักษณะของชนเผ่าลัวะในเรื่องชุดแต่งกาย จะเห็นได้ชัดจากการแต่งกาย เช่น ผชู้ายจะมีเอกลกัษณะที่เด่นชดั ใส่ชุดสีขาวลว้น ส่วนผหู้ญิงน้นัจะมีเอกลกัษณะที่เด่นชดัที่สุดคือ ลกัษณะของซิ่น ซ่ึงจะมีลวดลายเป็นแนวนอนหรือขาวสีแดง ขาว ดา โดยการอาศยัการมดัหมี่อยา่ง ประณีตของผู้หญิงชนเผ่าลัวะ จะเห็นได้ว่าเอกลักษณะและสีที่ขาดจากเครื่องแต่งกายของชนเผ่าลัวะ ไม่ได้ คือ สีขาว ชาวบ้านมีความเชื่อว่าสีขาวเป็ นสีที่บริสุทธิ์ สีแห่งการให้เกียรติ และรับเกียรติ ส าหรับ ผู้สวมใส่และผู้ที่พบเห็น ความเชื่อและความภาคภูมิใจดังกล่าว ส่งผลให้ชนเผ่าลัวะยังคงมีความ ต้องการในการที่จะรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายอยู่ แต่ในระบบการถ่ายทอดสืบทอดในการจัดท า ปัจจุบนัตลอดท้งัผูเ้ชี่ยวชาญเฉพาะชิ้นส่วนน้นัมีนอ้ย ท้งัน้ีเพราะขาดระบบการถ่ายทอดสืบทอด ขาด ความสนใจของบุคคลคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของชุดแต่งกาย และระบบการ ผลิตผ้าของชนเผ่าลัวะ ในอนาคตหนา้น้ีจะมีการสวมใส่ของชาวบา้นนอ้ยมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ส่วนรูปแบบ และลายน้นัยงัมีความคงเดิมตามส่วนประกอบแบบดงัเดิมอยู่แต่จะการเปลี่ยนแปลง เลก็นอ้ยในบางส่วน เช่น รูปแบบซิ่นผหู้ญิง เช่นการตดัซิ่นใหม้ีช่องผา่แหวกออกมา.และมีการตัด รูปทรงอื่นบ้าง และมีแนวโนม้การใชฝ้้าย และกระบวนการผลิตแบบสมยัใหม่มากข้ึน เพราะหาง่าย สะดวก และประหยัดเวลา เป็ นต้น ทา้ยน้ีชุดผา้ชนเผา่ละวา้(ลัวะ) เป็นชุดชนเผา่หน่ึงที่มีการสืบทอดถ่ายทอดในสวมใส ่่ตลอดท้งั กระบวนการผลิตมายาวนาน ซ่ึงทุกข้นัตอนเหล่าน้นัอาศยัองคค์วามรู้ภูมิปัญญาของชนเผา่แทบท้งัสิ้น ฉะน้นัทุกคน ทุกหน่วยงานควรที่จะเห็นความสา คญั โดยเฉพาะผทู้ี่เป็นชนเผา่ลวัะเองจะตอ้งมีการสืบ ทอด ถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะน าไปสู่ความรู้จักตัวตนเองตนเอง ความภูมิใจ และให้ลูกหลานได้ เรียนรู้ด้วยสืบต่อไป
38 ภาคผนวก
39 ผู้รู้ด้านการท าผ้าชนเผ่าละว้า(ลัวะ) ประวัติผู้รู้ ชุมชน บ้านมืดหลอง ข้อมูลบุคคล(ประวัติผู้รู้) ชื่อ นางวา นามสกุล เสริมวุฒิกล้า อายุ30 ปี ที่อยู่ปัจจุบันที่สามารถติดต่อได้สะดวก หมู่บ้าน มืดหลอง เลขที่ 29 ต าบล บ้านทับ อ าเภอ แม่แจ่ม จังหวัด เชียงใหม่ รหัส โทรศัพท์ 053-228321 ชื่อสามี นายลอง นามสกุลเสริมวุฒิกล้า อายุ32 ปีจ านวนบุตร 4 คน มีความรู้ความช านาญเกยี่วกับ การท าหัตกรรม (ผา้ท่อพ้ืนบา้น) เช่นการท่อผา้ชุดลวัะท้งัชุดของผหู้ญิงและชุดของผชู้าย ประวัติความเป็นมาของการเรียนรู้/การถ่ายทอดประสบการณ์ นางวา เสริมวุฒิกล้า อดีตตนเป็ นคนละอางเหนือ แต่เมื่ออายุได้ 20 ปี ก็แต่งงานกับคน บ้านมืดหลอง ซ่ึงการเรียนรู้เรื่องการท่อผา้น้นันาววาเล่าวา่ ไดเ้รียนรู้จากแม่เป็นส่วนใหญ่คือแม่จะ เป็นสอนให้ต้งัแต่เริ่มอายปุระมาณ 11 ปี และอีกอย่าง นางวาเล่าว่าตนเองได้เรียนรู้การท่อผ้าต่างๆ จากเพื่อนบ้านหรือการสังเกตการท่อผ้าหรือการย้อมสีผ้าจากคนในหมู่บ้าน แนวคิดหรืทัศนะต่อองค์ความรู้ที่มีอยู่และการเปลยี่นแปลงที่เกดิขึน้ในปัจจุบัน (ปัญหาและ อุปสรรค) เนื่องจากในปัจจุบันคนในหมู่บ้านไม่ค่อยจะใสชุดประจ าเผ่าผู้รู้ในด้านการท่อผ้าต่างๆ ก็ไม่ค่อยไดท้ ่อผา้จึงทา ใหภู้มิปัญญาในการท่อผา้ไม่ค่อยไดใ้ชห้รือไม่ค่อยไดท้ ่อผา้ฉะน้นัเด็กรุ่น ต่อไปก็จะไม่ค่อยไดเห็นการท่อผา้ของผูรู้้ในหมู่บา้น ถา้ในอนาคตไม่มีการพ้ืนพูการท่อผา้ชนรุ่น ต่อไปก็อาจจะไม่สามารถท่อผ้าได้อีกแล้ว ประวัติผู้รู้ ข้อมูลบุคคล(ประวัติผู้รู้) ชื่อ นางหมู่ นามสกุล ชื่นบัวตูม อายุ 60 ปี ที่อยู่ปัจจุบันที่สามารถติดต่อได้สะดวก หมู่บ้าน มืดหลอง เลขที่ 30/1 ต าบล บ้านทับ อ าเภอ แม่แจ่ม จังหวัด เชียงใหม่ รหัส 50240 โทรศัพท์
40 จ านวนพี่น้องทั้งหมด 3 คน เป็นบุตรลา ดับที่3 ชื่อสามี หรือภรรยา นายยาม นามสกุล ชื่นบัวตูม อายุ 50 ปีจ านวนบุตร 5 คน มีความรู้ความช านาญเกยี่วกับ - ซอ พิธีกรรม ผ้าลัวะ ประวัติความเป็นมาของการเรียนรู้/การถ่ายทอดประสบการณ์ สืบทอดมาจากคนรุ่นพ่อ แม่ ญาติ และถ่ายทอดให้กับลูกหลานที่สนใจ แนวคิดหรืทัศนะต่อองค์ความรู้ที่มีอยู่และการเปลยี่นแปลงที่เกดิขึน้ในปัจจุบัน (ปัญหาและ อุปสรรค) อยากให้รู้วัฒนธรรมลัวะ ในด้านต่างๆ เช่น พิธีกรรม ผ้า การมีมารยาทของชนเผ่า ซึ่งอยากให้ คงอยู่ ข้อเสนอแนะ - อยากให้มีการอัดเทปซีดี - ท าสื่อเผยแพร่สู่สื่อมวลชล ประวัติผู้รู้ ข้อมูลบุคคล(ประวัติผู้รู้) ชื่อ นายเรือ นามสกุลเสริมวุฒิกล้า อายุ 77 ปี ที่อยู่ปัจจุบันที่สามารถติดต่อได้สะดวก หมู่บ้าน มืดหลอง เลขที่ 29 ต าบล บ้านทับ อ าเภอ แม่แจ่ม จังหวัด เชียงใหม่ รหัส 50240 โทรศัพท์ บิดาชื่อ นายหมื่น นามสกุล อายุ ปี มารดาชื่อ นางลูน นามสกุล อายุปี จ านวนพี่น้องทั้งหมด 10 คน เป็นบุตรลา ดับที่ 1 ชื่อสามี หรือภรรยา นางมี นามสกุล เสริมวุฒิกล้า อายุ 76 ปีจ านวนบุตร 5 คน มีความรู้ความช านาญเกยี่วกับ 1.พิธีกรรม ค าซอ และวิถีชีวิต ประวัติความเป็นมาของการเรียนรู้/การถ่ายทอดประสบการณ์ -สืบทอดมาจากตระกูล และสามารถท าได้เอง และมีการถ่ายทอดให้กับเด็ก เช่น ลูก ตามจารีต พิธีกรรม
41 แนวคิดหรืทัศนะต่อองค์ความรู้ที่มีอยู่และการเปลยี่นแปลงที่เกดิขึน้ในปัจจุบัน (ปัญหาและ อุปสรรค) - อยากให้คนรับรู้วัฒนธรรม เอกสารสิทธิ ตัวเอง เพื่อที่จะรักษาความเป็ นชนเผ่า และไม่อ่อน ต่อการเปลี่ยนแปลงต่อสังคม เราไม่อาจปฏิเสธของเก่า แต่สามารถรับรู้แบบรู้ทนัเหตุการณ์ทุก คนตอ้งมีความเกรงใจยามเกรงตนเองก่อนอยา่งอื่น
42 รายชื่อและที่อยู่ทีมงานวิจัย 1. นางวา เสริมวุฒิกล้า บ้านเลขที่ 29 หมู่ ที่ 2 ต าบลบ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 50270 2. นางธิดารัตน์เก้ือกูลประดิษฐ์บา้นเลขที่17/ หมู่ ที่ 2 ต าบลบ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 50270 3. นายเพ็ง พิชิตธรรมกร บ้านเลขที่ 32 หมู่ ที่ 2 ต าบลบ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 50270 4. นางประภัทรสร พิทักษ์ศักดิ์สกุล บ้านเลขที่ 2 หมู่ ที่ 2 ต าบลบ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ. เชียงใหม่ 50270 5. นางหมู ชื่นบัวตูม บ้านเลขที่ 30/1 หมู่ ที่ 2 ต าบลบ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 50270 6. นางเสา สืบบุญเปี่ ยม บ้านเลขที่ 18 หมู่ ที่ 2 ต าบลบ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 50270 7. นายเรือ เสริมวุฒิกล้า บ้านเลขที่ 29 หมู่ ที่ 2 ต าบลบ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 50270 ผู้ช่วยนักวิจัย 1. นายวิชัย จันทร์ตา 35 หมู่ 6 ต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน 58120 2. นายปรีชา ทวีสุขตระกูล 42 หมู่ 6 ต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน 58120 3. นางสาวพรพรรณ นิลุบลไพบูลย์ 13 หมู่ 6 ต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน 58120 นักวิจัย 1.นายปรีชา รุ้งประนมกร 252 หมู่ 2 ต.สันทรายน้อย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 50210
43 กระบวนการขั้นตอนการได้มาซึ่งเส้นด้าย ดูรายละเอียดได้ที่หน้า 25-26 ๘.๕ การเอาเมล็ดออก “ปังคริตเตีย” ๘.๖การตีขยายให้เป็นขุย“โปยฮ” ๘.๗ ม้วนฝ้ายเป็ นหลอด “เปลาะเตีย” ๘.๘ การปันฝ้าย “เกล็ญ” ๘.๙ การมัดรวมฝ้าย“ร เซ็ญ กอย” ๘.๑๐ แช่ให้เข้ากับน ้า “เดรึอมกอย” ๘.๑๑ การต้มฝ้าย “โตวง กอย” ๘.๑๒ ขยี่เข้ากับข้าว “แม่น กอย” ๘.๑๓ ตากด้าย “เฮกาะกอย”
44 การแต่งกายของพ่อบ้านแม่บ้าน การแต่งกายหนุ่ม-สาว ชุดธรรมดา การแต่งกายชาย-หญิง ชุดพธิีกรรม การแต่งกายหญิงสาวลัวะดั้งเดิม การแต่งกายของหญิงสาวลัวะ ชุดธรรมดา พิธีแต่งงานลัวะ การแต่งงานชนเผ่าลัวะ
45 คณะท างานผู้รู้และนักวิจัยชุดผ้าชนเผ่าละว้า(ลัวะ) บ้านมืดหลอง สภาพทั่วไปของชุมชน บ้านมืดหลอง หมู่๒ ต.บ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ๕๐๒๗๐
46 บรรณานุกรม - 40 ปี กองประชาสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงาน และ สวัสดิการ 30 ตุลาคม 2545 - ผู้รู้ชนเผ่าละว้า(ลัวะ) บ้านมืดหลอง หมู่ 2 ต าบลบ้านทับ อ าเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ 50270 ทุกคน - ชีวิตและวัฒนธรรมชนชาติส่วนน้อย ลัวะต้นต านานล้านนา สยามอารย โดย. อุษณีย์ เมตต์ การุณจิต - ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชนลัวะ กับเจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ โดย..กฤษณา เจริญวงค์ ศูนย์วิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - ลัวะเยียะไร่ ไทใส่นา โดย..ศรีเลา เกษพรหม สถาบันวิจัยสังคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่