ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่า คะฉิ่น
เรื่องที่ ๑ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นางจ่าดอย ละไพ่ อายุ ๕๓ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๑๐๘ หมูที่ ๑๔ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๖ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง Myit n hkrum ai hkannau ni manga a lam. (ลูกทั้งห้าคนไม่สามัคคีกัน) ๒. ประเภทของนิทาน ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง นานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีครอบครัวหนึ่ง มีพ่อกับลูกอีกห้าคน ส่วนแม่นั้นเสียชีวิตนานแล้ว พี่น้อง ทั้งห้าคนนั้นไม่ค่อยฟังคำสั่งสอนของพ่อ ต่างทะเลาะกันอยากได้ทรัพย์สมบัติของพ่อ สุดท้ายพ่อก็พูดว่า “พวกลูกๆ ไม่ต้องทะเลาะกัน พ่อก็จะแบ่งให้เท่าๆกัน คนเรานั้นถ้าสามัคคีกันทำอะไรก็สำเร็จ แต่ถ้าไม่สามัคคีกันทำอะไรก็ไม่ ประสบผลสำเร็จ พ่อจะยกตัวอย่างของความสามัคคีให้กับลูกทั้งห้าคนฟัง” ให้ลูกทั้งห้าคนไปหาไม้มาเยอะๆ แล้ว มามัดรวมด้วยกัน แล้วให้ทั้งห้าคนหักดู แต่หักไม่ได้ จากนั้นพ่อให้เหลือไม้ไว้แค่อันเดียวแล้วให้ลูกทั้งห้าหักดู แล้ว หักได้ พ่อจึงบอกว่า “ถ้าเราสามัคคีกันทำอะไรก็สำเร็จได้” สุดท้ายพ่อก็แบ่งทรัพย์สมบัติที่มีให้กับพี่น้องทั้งห้า เท่าๆกัน ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตการนำไม้หลายอันมารวมกัน
๙. โอกาสที่เล่า ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => ความรัก ความสามัคคีของคนในครอบครัว ถ้ามีความสามัคคีกัน ทำงานอะไร ไม่ว่าจะใหญ่ เล็ก ก็สำเร็จไปด้วยดี ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนถึงวิถีชีวิตในอดีตอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ และการสอนลูกๆให้รู้จักรักใคร่สามัคคีกัน ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๗ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เล่าหลายครั้งแล้ว เล่าให้ลูกหลานตนเองฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณครูเล่าให้ฟังสมัยเรียนหนังสือตอนอายุ ๙ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ มีท่าทางประกอบการเล่า มีการใช้น้ำเสียงให้ได้อารมณ์ในการเล่า
เรื่องที่ ๒ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นางจ่าดอย ละไพ่ อายุ ๕๓ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๑๐๘ หมูที่ ๑๔ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๖ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Myit nsu ai kasha a lam. (ลูกไม่รักแม่) ๒. ประเภทของนิทาน ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งมีแม่หม้ายกับลูกชายหนึ่งคน วันหนึ่งสองแม่ลูกและคนอื่นๆอีกหลายคนก็ไปหาปลาด้วยกัน ลูกชายรู้สึกว่าแม่ของตนเป็นคนไม่สวย แล้วเห็นแม่คนอื่นสวย เวลาจับปลาได้เลยไม่เอาให้แม่ แต่เอาไปให้แม่คน อื่นที่สวย ตกเย็นเมื่อกลับมาถึงบ้าน ลูกชายก็ไปเที่ยวตามบ้านแม่คนอื่นที่ตนเองจับปลาให้จนครบทุกบ้าน แต่ไม่มี ใครชวนกินข้าวเลย เขาเลยกลับมาบ้านแล้วนั่งเป่าขลุ่ยอยู่นอกบ้าน เมื่อแม่ได้ยินเสียงขลุ่ยของลูกชาย แม่ก็ออกมา เรียก “ลูกเอ๋ยเข้าบ้านเถอะ แม่ต้มปลาที่หาได้วันนี้ไว้ให้ลูกมาลองชิมดูก่อนซิ เร็วๆลูก” เขาจึงคิดได้ว่าเขาเอาปลา ไปให้แม่คนอื่นที่สวย แต่ไม่มีใครรักเขา ส่วนแม่ของเขาไม่สวยเลยไม่เอาปลาให้ แต่แม่ก็เรียกเขากินข้าวกับปลาที่ แม่หาได้ด้วยความรัก ทำให้เขารู้ว่าเขาเป็นคนไม่ดี ไม่รักแม่ เขาจึงกลับใจใหม่ ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตระยะทางใกล้ไกล
๙. โอกาสที่เล่า วันแม่ Sunday school ได้ทุกโอกาส ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => ความรักที่ยิ่งใหญ่ของคนเป็นแม่ที่มีต่อลูก (ลูกจะทำอย่างไร จะเป็นอย่างไร แม่ก็รัก มีเท่าไร มีแค่ไหนก็อยากร่วมกินกับลูกรัก) ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนถึงวิถีชีวิตในอดีตในการหาปลาเพื่อเลี้ยงชีพตามลำห้วย และสะท้อนถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูก ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๑๐ คน อยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เล่าหลายครั้งแล้ว • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากแม่ ตอนเป็นเด็ก • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วสื่ออารมณ์ให้กับผู้ฟังได้
เรื่องที่ ๓ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายบุญชูทอมุอายุ ๖๘ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคีที่อยู่เลขที่ ๓๕ หมูที่ ๑๔ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๕ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Myit nsu ai kasha a lam. (ลูกไม่รักแม่) ๒. ประเภทของนิทาน ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีผู้คนกำลังชักชวนกันไปหาปลา จากนั้นผู้นำก็พูดขึ้นว่า “วันนี้ใครจับได้เท่าไรก็เอาไปเลย” ซึ่งมียายแก่คนหนึ่งชรามากแล้วแต่มีลูกชายที่เป็นหนุ่มหุ่นล่ำส่ำ ทั้งสองก็ออกไป หาปลาร่วมกับคนอื่น เมื่อไปถึงแม่น้ำก็กั้นน้ำจากนั้นหนุ่มๆก็ช่วยกันวิ๊ดน้ำ ลูกชายนั้นตัวโต มีพลังเยอะ เลยจับปลา ได้เยอะแต่ไม่ไปใส่ที่ข้องของแม่ แต่กลับเอาปลาไปใส่ข้องของแม่คนอื่นที่สวยๆ ส่วนแม่ก็ไล่ตามหลังแล้วตามเก็บ ปลาเล็กที่เค้าทิ้งไว้แล้วก็มองหาลูกชาย เห็นลูกชายจับปลาได้ตัวโตๆ เมื่อเห็นดังนั้นแม่ก็วิ่งมาหาลูกชายของตน แต่ ลูกชายก็เอาไปให้แม่คนอื่นที่สวย ส่วนคนอื่นๆต่างก็จับปลาใส่ข้องของตนเอง เมื่อพระอาทิตย์ตกดินต่างก็แยกย้าย กลับบ้านของตนเอง ชายหนุ่มก็กลับบ้านตัวเปล่าเพราะเขาเอาปลาไปให้คนอื่น ส่วนแม่เมื่อมาถึงบ้านนำปลาที่ตน เก็บมานั้นมาปรุงแล้วหมกไว้ส่วนลูกชายก็ไล่เที่ยวตามบ้านที่ตนเองได้จับปลาให้จนครบทุกบ้าน แต่ก็ไม่มีใครชวน เขากินข้าวกินปลาเลย แล้วเขาก็กลับมาบ้านแล้วกลับมาเอาขลุ่ยแล้วก็ไปนั่งเป่าขลุ่ยหน้าบ้านที่ตนเองจับปลาให้จน ครบก็ไม่มีใครชวนกินข้าวกินปลาเลยท้องก็เริ่มร้องเพราะหิวข้าว ส่วนแม่เมื่อได้ยินเสียงลูกไปนั่งเป่าขลุ่ยตามบ้าน คนอื่นก็แปลกใจ แล้วก็นั่งรอลูกกลับบ้านเพื่อกินข้าวพร้อมกัน ซักพักลูกชายก็กลับมาที่บ้านแล้วมานั่งเป่าขลุ่ยหน้า บ้านของตนเอง เมื่อแม่ได้ยินเสียงขลุ่ยก็ออกมาเรียกลูก “ลูกแม่ มากินข้าวได้แล้ว แม่หมกปลาที่หามาได้ไว้”
จากนั้นแม่ก็พูดต่อว่า “เมื่อวานแม่เห็นลูกจับปลาตัวใหญ่ได้ แต่ลูกก็ไม่เอากลับมา แม่ก็หาเก็บได้แต่ปลาเล็กๆ เลย เอากลับมาหมกไว้” แล้วก็นั่งกินข้าวพร้อมกัน เมื่อนั้นลูกก็สำนึกในความรักของแม่ที่มีต่อลูกได้ แล้วขอโทษแม่ ส่วนแม่นั้นก็ไม่เคยนึกโกรธลูกเลย ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตขนาดตัวปลา แล้วมีการใช้มือประกอบการเล่าเป็นระยะ ๙. โอกาสที่เล่า วันแม่ ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => ความรักที่ยิ่งใหญ่ของคนเป็นแม่ที่มีต่อลูก (ลูกจะทำอย่างไร จะเป็นอย่างไร แม่ก็รัก มีเท่าไร มีแค่ไหนก็อยากร่วมกินกับลูกรัก) ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนถึงวิถีชีวิตในอดีตในการหาปลาเพื่อเลี้ยงชีพตามลำห้วย และสะท้อนถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูก ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๑๐ คน อยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เล่าหลายครั้งแล้ว • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ แม่ ตอนอายุ ๑๐ ขวบ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วสื่ออารมณ์ให้กับผู้ฟังได้
เรื่องที่ ๔ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นางจ๋าคอน ละชีอายุ ๗๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๖๐๙/ช หมูที่ ๑๔ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๖ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Myit n kaja ai kanam a lam. (ลูกสะใภ้ใจร้าย) ๒. ประเภทของนิทาน ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง นานมาแล้วมีแม่สามีกับลูกสะใภ้อยู่ครอบครัวหนึ่ง ลูกสะใภ้นั้นไม่เคารพแม่สามี แล้ววันหนึ่งลูกสะใภ้ก็ ออกไปหาปลาที่ลำห้วยแล้วเขาก็จับสิ่งที่ไม่ใช่ปลาเพื่อมาให้แม่สามี ซึ่งเวลาเราพลิกก้อนหินตามลำห้วย ก็จะติดอยู่ ตามใต้หินจิงเผาะเราเรียกว่า “อึนบาละคัม” เวลาเราดึงก็จะเหนียวแล้วตัวจะยาวขึ้น ลูกสะใภ้ก็จับแบบนั้นมา พอ ถึงตอนเช้าลูกสะใภ้ก็นำมาต้มให้แม่สามีกิน ส่วนแม่สามีนั้นตาบอดมองไม่เห็นก็กินกับข้าวที่ลูกสะใภ้มาให้ บอกว่า เป็นต้มปลาแต่พอจะกินก็กินไม่ได้แข็งไป ระหว่างที่นั่งกินข้าวอยู่นั้น มีเพื่อนบ้านมาเที่ยว แล้วยายที่ตาบอดก็เรียก เพื่อนบ้าน “เพื่อนรบกวนช่วยดูกับเขาให้หน่อยเมื่อวานลูกสะใภ้บอกไปหาปลามาได้เลยต้มให้กิน แต่กินแล้วก็ไม่ใช่ ปลาอะไรก็ไม่รู้ เธอมองเห็นช่วยดูให้หน่อยนะ” จากนั้นเพื่อนบ้านก็มาดูให้ พอมาดูให้แล้ว ก็ตกใจแล้วบอกเพื่อนว่า “ไม่ใช่ปลา เป็นอึนบาละคัมที่อยู่ใต้ก้อนหิน กินไม่ได้ห้ามกิน” จากนั้นยายตาบอดก็ไม่กิน แล้วก็เรียกลูกสะใภ้ มาแล้วพูดว่า “เธอบอกว่าเป็นปลาแล้วเอามาให้กินแต่ก็ไม่ใช่ปลาเธอทำแบบนี้กับฉันได้อย่างไร ลูกสะใภ้ฉัน จำไว้ นะถ้าฉันตายไปแล้วเราก็จะได้เห็นดีกัน” หลังจากนั้นไม่นานแม่สามีก็ตายจากไปเมื่อแม่สามีตายจากไปแล้ว ศพ ของแม่สามีนั้นเนื้อก็ติดกับพื้น ผู้ชายหลายคนช่วยกันยกก็ยกไม่ได้ แล้วต่างก็พูดกันว่า “ทำไมศพยายคนนี้ถึงติดกับ
พื้นแบบนี้ ยกก็ไม่ได้” แล้วตอนนั้นเองลูกสะใภ้ก็กลับมา แล้วพูดว่า “เป็นศพยายแก่ตายโหงแบบไหนกัน” แล้ว ลูกสะใภ้ก็เดินมาหาศพแม่สามีเพื่อลองยกดู ทันใดนั้นเองศพแม่สามีก็ลุกขึ้นมาจับลูกสะใภ้แล้วกอดลูกสะใภ้ไว้ แน่นๆ ใครมาแกะมือ จับแยกออกก็ไม่ได้ ทำแบบไหนก็ไม่ได้สุดท้ายก็จำเป็นต้องฝังลูกสะใภ้ทั้งเป็นร่วมกับศพแม่ สามี. ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ใช้มือประกอบทำเสียยงคลุกคลัก สาธิตตัวสัตว์ที่ชื่อ อึน บ่า ละ คัม (N ba la hkam) ๙. โอกาสที่เล่า เล่าให้กับลูกสาวก่อนออกเรือน ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => คนเราทำอะไร ก็ได้สิ่งนั้นเป็นผลตอบแทน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว (ลูกสะใภ้ใจร้ายทำไม่ดีกับ แม่สามี แม่สามีก็เอาชีวิตลูกสะใภ้ไปทั้งเป็น) ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนถึงชีวิตของการออกเรือนลูกสะใภ้ต้องไปอยู่บ้านสามีและก่อนออกเรือนพ่อแม่ของตนก็จะสอน ให้กับลูกๆของตนเองว่า พ่อแม่สามีก็ต้องให้ความเคารพ รัก ให้เหมือนกับพ่อแม่ของตนเอง ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๕ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เล่าหลายครั้งแล้ว เล่าให้ลูกหลานตนเองฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากแม่ ตอนอายุ ๙ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ มีท่าทางประกอบการเล่า มีการใช้น้ำเสียงให้ได้อารมณ์ในขณะที่เล่า
เรื่องที่ ๕ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายมะยอ ตังเปา อายุ ๕๙ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๙๓ หมูที่ ๑๔ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๐ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Teng mang ai tara hte n teng mang ai tara a lam. (การตัดสินอย่างเป็นธรรม) ๒. ประเภทของนิทาน คนกับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งนามมาแล้ว มีครอบครัวหนึ่งมีวัวตัวเมียส่วนอีกครอบครัวหนึ่งมีวัวตัวผู้ จากนั้นวัวตัวผู้กับวัว ตัวเมียก็ผสมพันธุ์กัน แล้ววัวตัวเมียก็ออกลูกหลังจากออกลูกแล้ว ครอบครัวที่มีวัวตัวผู้ก็พูดว่า “วัวเขามาผสมกับ วัวเราเพราะฉะนั้นต้องเป็นวัวของเรา” ส่วนครอบครัวที่มีวัวตัวเมียก็พูดว่า “วัวเราออกลูกมาเพราะฉะนั้นเป็นวัว ของเรา” ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมแล้วถกเถียงกัน จากนั้นต่างฝ่ายก็ต่างตามหาทนายของตนเองเพื่อตัดสินเรื่องนี้ พวกที่มีวัวตัวผู้ก็ไปตามนกฮูกมาเป็นทนาย ส่วนพวกที่มีวัวตัวเมียก็ไปตามหาแมวป่ามาเป็นทนายแล้วต่างก็ตามหา ตามนั้นเพื่อมาตัดสินเรื่องนี้ หลังจากหาได้แล้วทนายทั้งสองฝ่ายที่จะมาตัดสินก็พูดกันว่า “งานนี้ถ้าฉันชนะเธอก็ มากินฉัน แล้วถ้าฉันชนะฉันก็จะกินเธอ” หลังจากที่คุยกันแล้ว ก็นัดวันมาพูดคุยตัดสินกัน พวกที่มีวัวตัวเมียก็ตาม แมวป่าไว้ พอถึงเวลานัดต่างก็ทยอยเข้ามาแต่แมวป่ายังไม่มา รอ รอ รอจนมาครบก็ยังไม่มา แล้วแมวป่าก็เข้ามา เป็นคนท้ายสุด พอมาถึงก็ไม่พูดไม่จาแล้วนั่งหลับข้างกองไฟแล้วสับปะงกอยู่ ฝ่ายที่มีวัวตัวผู้เลยพูดขึ้นว่า “ดูๆ ไหนว่าจะมาตัดสินเรื่องนี้ ทำไมถึงมานั่งหลับสับปะงกขนาดนั้น” แมวป่าเลยตอบว่า “เมื่อคืนทั้งคืนไปเฝ้าลุง ออกลูก เลยไม่ได้หลับ” ส่วนนกฮูกที่ฝ่ายวัวตัวผู้หามานั้นก็พูดขึ้นว่า “ลุงเธอเหรอออกลูกฉันไม่เคยได้ยิน” แล้วนก ฮูกก็ถามซ้ำ เมื่อพูดไปแล้วแมวป่าก็ตอบนกฮูกว่า “แล้ววัวตัวผู้ออกลูกเธอเคยเห็นที่ไหน” หลังจากนั้นฝ่ายวัวตัว
เมียก็ชนะ จากนั้นนกฮูกก็พูดกับแมวป่าว่า “ตอนนี้เธอก็มีสิทธิ์กินฉันได้แล้ว กลางคืนฉันหลับที่ไหนเธอฟังเสียงฉัน แล้วจำไว้ให้ดีนะ ถ้าฉันหลับเมื่อไรเธอก็ขึ้นมาจับฉันกินได้เลย” แล้วนกฮูกก็พูดย้ำว่า “โน้นอยู่ตรงโน้นนะที่นอน ฉันหลังจากฉันเงียบไปก็ขึ้นมาจับกินเลยนะ” หลังจากนั้นนกฮูกก็ส่งเสียง “กุ๊ก กุ๊ก” แล้วหนีไปนอนต้นไม้อื่นส่วน แมวป่าก็จำต้นไม้ไว้ หลังจากนกฮูกเงียบไปก็ขึ้นไป แต่หาก็หานกฮูกไม่เจอ. ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตระยะทาง ๙. โอกาสที่เล่า ประชุม เวลาเกิดทะเลาะวิวาทแล้วต้องไกล่เกลี่ยกัน ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => การตัดสินคดีอย่างเป็นธรรม เสมอภาค ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนถึงวิธีการตัดสินคดีอย่างเป็นธรรม โดยอิงหลักเกณฑ์ตามวิถีธรรมชาติและในประเพณีคะฉิ่นเวลา เกิดการทะเลาะกัน หรือ มีเรื่องกันก็ใช้หลักทางประเพณีในการไกล่เกลี่ย พูดคุยกัน ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๑ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เล่าบางครั้งให้กับเพื่อนๆ ที่ขึ้นไปทำงานบนดอย แล้วไปค้างคืนร่วมกัน • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ จากผู้เฒ่าละเบี๊ยะ ตอนอายุ ๑๒ ปี เพราะไปนวดตัวให้กับผู้เฒ่า ผู่เฒ่าเลยเล่าให้ฟัง • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วสื่ออารมณ์ให้กับผู้ฟังได้
เรื่องที่ ๖ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นางอานัง จาแสง อายุ ๙๓ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๕๘ หมูที่ ๑๔ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๕ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Hka pawk pru ai lam. (ต้นกำเนิดของน้ำ) ๒. ประเภทของนิทาน การเกิดสรรพสิ่ง ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง มีต้นไม้หนึ่งต้นบนต้นไม้มีกระรอกกำลังวิ่งไปเก็บผลของต้นไม้นั้น เมื่อเก็บมาได้แล้วกระรอกก็ทำตกไป แล้วผลไม้ก็ไปตกบริเวณที่นกกำลังหลับอยู่ นกก็ตกใจตื่นแล้วร้อง “กะแหล่ ก๊อก ก๊อก ก๊อก(เสียงตกใจของนก)” แล้วหมู่ป่าที่กินหน่อไม้อยู่บริเวณใกล้นั้นเมื่อได้ยินเสียงนกร้องก็สะดุ้งตกใจ แล้วเขาก็โยนหน่อไม้ไป หน่อไม้ก็ไปทับ ตัวปู ปูก็ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นปูก็เข้าไปหลบซ่อนอยู่ใต้ก้อนหินเพื่อรักษาตัว ปูหลังจากหายเป็นปกติก็ไม่ออกมาอีก เลย แต่พอถึงเดือนเจ็ดก็มีจักจั่น ร้อง “ก่อแหง็น ก่อแหง็น ก่อแหง็น ก่อโย้ยว (เสียงร้องของจักจั่น)” เสียงเพราะ มาก ปูที่หลบอยู่ใต้หินก็ได้ยินเสียงนั้นจึงออกมา และมีน้ำไหลตามปูมาด้วย ตั้งแต่นั้นมาก็มีน้ำใช้ ถือว่าปูเป็นคนพา น้ำมาให้จึงได้ก้ามปูกับลำตัวสีทองเป็นของขวัญ จะเห็นว่าปูมีก้ามที่สามารถใช้หนีบสิ่งต่างๆได้อีกทั้งลำตัวของปูก็ มีสีคล้ายทอง ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตระยะทาง ผลไม้
๙. โอกาสที่เล่า ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => ความเชื่อในอดีตว่าการกำเนิดของน้ำมาจากไหน ก่อนจะเปลี่ยนศาสนามาเป็นคริสต์ ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนถึงทำเลที่อยู่กับสิ่งแวดล้อมในอดีตสมบูรณ์มากและทุกเดือนเจ็ดก็มีจักจั่นออกมาร้องเสียงไพเราะ มาก และการทำดีได้ดีของปูที่เป็นผู้นำน้ำมาให้ จึงได้ก้ามปูและลำตัวสีทองเป็นของขวัญตอบแทน ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๒ คน อยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เล่าบางครั้งให้กับหลานๆฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากยาย ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วสาธิตเสียงร้องของสัตว์ให้ ฟังโดยสื่ออารมณ์ให้กับผู้ฟังได้
เรื่องที่ ๗ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายบุญชู ทอมุ อายุ ๖๘ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๓๕ หมูที่ ๑๔ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๕ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Kanu hpe n tsawra ai kasha ni a lam. (ลูกไม่รักแม่) ๒. ประเภทของนิทาน ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีแม่หม้ายครอบครัวหนึ่งมีทั้งลูกชายลูกสาว พวกเขาก็ถางไร่เพื่อปลูกข้าวมีทั้ง ข้าวพันธุ์เบาและข้าวดอ พอถึงฤดูเกี่ยวข้าวพันธุ์เบา (เป็นข้าวที่ใช้ระยะเวลาปลูกไม่นานและสุกก่อน) แม่ก็ไม่สบาย แล้วอยากกินข้าวใหม่จากไร่ของตนเอง แม่เลยถามลูกๆว่า “ข้าวเบาสุกหรือยังลูกแม่อยากกินข้าวใหม่มากๆเลย” ลูกๆก็ตอบว่า “ยังไม่สุกจ้าแม่” แม่ก็พูดต่อว่า “เอ้ถ้าเป็นปีก่อนๆนั้น ช่วงนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวข้าวเบาแล้วนี่” หลังจากนั้นก็ถามลูกอีกก็ได้คำตอบเดิม พออาการเริ่มดีขึ้นก็สะลืมสะลือถือไม้เท้าแล้วไปดูข้าวเบาที่ไร่ เมื่อมาถึงไร่ ก็เห็นแต่ตอข้าวฟางข้าวเท่านั้น ส่วนข้าวนั้นลูกๆตำกินหมดแล้ว ข้าวดอก็กำลังสุกตามมา แม่ก็โกรธมาก แล้วร้อง คร่ำครวญว่า “ลูกๆของฉันทำไมไม่รักฉันเลย บอกว่าอยากกินข้าวใหม่ก็ไม่เอามาให้กิน แล้วก็ร้องก๊ออี้ ก๊อเอ้(เป็น คำตัดท้อ) ลูกของฉัน ก๊ออี้ ก๊อเอ้ ก๊อเอ้(เป็นคำตัดท้อ)” แล้วก็ตายจากไป หลังจากที่แม่ตายจากไปนั้น แม่ก็กลาย ไปเป็นจักจั่นป่า เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวเบาก็จะร้อง “ก๊ออี้ ก๊อเอ้ ก๊อเอ้” จนถึงยุคปัจจุบัน ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี
๘. ท่าทาง สาธิตระยะทาง สาธิตการถือไม้เท้าเดินหลังสะลืม สะลือ ๙. โอกาสที่เล่า วันกินข้าวใหม่,ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => ให้รู้จักกตัญญู รู้คุณผู้ให้กำเนิด ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนถึงการทำไร่ในสมัยก่อนมีการปลูกข้าวหลายพันธุ์ใกล้กัน และตำข้าวกินในไร่ ปัจจุบันเมื่อลูกๆปลูก ข้าวแล้วได้เก็บเกี่ยวผลผลิต หลังจากถวายในโบสถ์แล้วก็ต้องนำมาให้พ่อแม่ของตนเองกินค่อยแล้วตนเองค่อยทำ กิน ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๓ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เล่าหลายครั้งแล้วให้กับเด็กโตรุ่นก่อนๆ • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากตา ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ๑๐ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วสาธิตเสียงร้องของสัตว์ให้ ฟังโดยสื่ออารมณ์ให้กับผู้ฟังได้
เรื่องที่ ๘ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายบุญชู ทอมุ อายุ ๖๘ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๓๕ หมูที่ ๑๔ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๕ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Tauba ru hte lamung hpun ru a lam. (ลูกน้ำเต้ากับต้นมะม่วง) ๒. ประเภทของนิทาน ธรรมชาติ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง เรื่องนี้เป็นเรื่องของน้ำเต้ากับต้นมะม่วง มีต้นมะม่วงต้นใหญ่อยู่หนึ่งต้นและมีเถาว์ของน้ำเต้าที่งอกขึ้นแล้ว เลื้อยขึ้นตามต้นมะม่วง น้ำเต้านั้นใช้เวลาในการเจริญเติบโตไม่นานพร้อมออกดอก ออกผลอยู่บนต้นมะม่วง จากนั้นน้ำเต้าก็พูดขึ้นว่า “ฉันขึ้นหลังจากเธอไม่นานก็ใหญ่กว่า โตกว่าเธอ ออกผลก็มากมาย และสามารถอยู่สูง กว่าครอบคลุมตัวเธอด้วย” ต้นมะม่วงก็ตอบว่า “ใช่ๆ ปีก่อนๆ ก็มีน้ำเต้าขึ้นมาหลังฉันแล้ว ก็โตกว่าฉัน ครอบคลุม ฉันแล้วออกดอก ออกผล จนมีคนมาเก็บกินมากมาย ฉันอายุเยอะกว่า อาวุโสกว่าเธอมาก” แล้วก็พูดต่อว่า “แต่ไม่ เคยมีใครที่พูดเหมือนเธอ ปีแล้วปีเล่ามีน้ำเต้าที่โตขึ้น ออกดอก ออกผลก่อนหน้าเธอ แล้วพอถึงฤดูร้อนแล้วตายไป เยอะมาก” เมื่อน้ำเต้าได้ยินดังนั้นก็รู้สึกละอายใจที่พูดกับต้นมะม่วงแบบนั้น แล้วน้ำเต้าก็สำนึกได้ว่าถ้าไม่มีต้น มะม่วงก็ไม่มีน้ำเต้าเหมือนกัน เลยขอโทษต้นมะม่วง. ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตระยะทางเถาว์ของน้ำเต้าที่คลุมบนต้นมะม่วง
๙. โอกาสที่เล่า ในวันที่จบการศึกษา,ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => ให้รู้จักกตัญญู รู้คุณครูบาอาจารย์ผู้ให้ความรู้เรา ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนถึงกริยาการแสดงเวลาผู้น้อยเดินผ่านผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส จะต้องค้อมตัวถือเป็นการให้เกียรติ หรือถ้า ผู้ใหญ่นั่งอยู่ก็ต้องคลานเดินออกไป ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๕ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เล่าหลายครั้งแล้ว • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากครู ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ๑๓ ปี ป.๒ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วมีการสาธิตให้ฟังโดยสื่อ อารมณ์ให้กับผู้ฟังได้
เรื่องที่ ๙ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นางอานัง จาแสง อายุ ๙๓ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๕๘ หมูที่ ๑๔ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๕ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Wan a lam. (ต้นกำเนิดของไฟ) ๒. ประเภทของนิทาน การเกิดสรรพสิ่ง ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง สมัยก่อนนั้นมนุษย์เรากินเนื้อดิบๆ อยู่มาวันหนึ่งมีผู้ชายออกไปล่าสัตว์แล้วเกิดทะเลาะกัน และต่อสู้กันบน ก้อนหิน จากนั้นทั้งสองก็หยิบก้อนหินมาแล้วปาก้อนหินใส่กัน ยิงใส่กัน แต่เมื่อก้อนหินสองก้อนกระทบกันมี ประกายไปเกิดขึ้น แล้วก้อนหินที่มีประกายไฟก็ไปตกบริเวณหญ้าแห้ง ทำให้ไฟลุกแล้วลามไหม้ไปทั้งทุ่งหญ้า เมื่อ เห็นดังนั้นทั้งสองก็ลองเอาเนื้อดิบมาเผาแล้วกิน ก็ได้รสชาติที่อร่อย หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีไฟใช้ แล้วทำอาหาร กินแบบสุกๆ ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตการใช้ก้อนกินปาใส่กัน
๙. โอกาสที่เล่า ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => ต้นกำเนิดของไฟ ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนถึงวิถีชีวิตในสมัยก่อนในการล่าสัตว์เพื่อเลี้ยงปากท้อง และการปรุงอาหารแบบสุกๆ ไม่นิยมกิน แบบดิบๆ ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๕ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เล่าหลายครั้งแล้ว • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากครู ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ๑๓ ปี ป.๒ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วมีการสาธิตให้ฟังโดยสื่อ อารมณ์ให้กับผู้ฟังได้
เรื่องที่ ๑๐ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายบุญชู ทอมุ อายุ ๖๘ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๓๕ หมูที่ ๑๔ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๕ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Jingling U Jinu hte Su a lam. นกต้อยตีวิด(ปิ๊ดจะลิว) แมลงวันกับกบ ๒. ประเภทของนิทาน สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง ในสมัยก่อนมีช้างอยู่กันเป็นโขลง แล้วบริเวณใกล้ๆมีนกต้อยตีวิด(ปิ๊ดจะลิว) กำลังทำรังแล้ววางไข่อยู่ นก ต้อยตีวิด(ปิ๊ดจะลิว) (เป็นนกที่ตัวเล็กที่สุดในพันธ์ของนก)นั้นกำลังดูแลลูกนกที่เพิ่งออกจากไข่อยู่ แล้วก็มีฝูงช้าง กำลังเดินหน้ามาทางที่นกต้อยตีวิด(ปิ๊ดจะลิว)อยู่ นกต้อยตีวิด(ปิ๊ดจะลิว)จึงออกจากรังไปหาหัวหน้าช้างแล้วพูดว่า “ท่านหัวหน้าช้าง ทางนี้มีรังของเรากับลูกๆที่เพิ่งออกจากไข่ ปีกยังไม่แข็ง อยู่ตรงนี้รบกวนท่านข้ามรังไปอยาก เหยียบลูกนกของเราได้ไหมค่ะท่าน” หัวหน้าช้างก็ตอบว่า “ได้ๆ เราจะข้ามรังของเจ้าไป” จากนั้นหัวหน้าช้างเอา ตัวไปยืนคร่อมรังนกไว้แล้วให้ช้างเชือกอื่นเหยียบตัวช้างข้ามไปอีกฝั่งจนครบทุกตัว เมื่อครบแล้วหัวหน้าช้างก็พูดขึ้น ว่า “ในบรรดาฝูงช้างที่ข้าดูแลอยู่นั้นก็ข้ามมาแล้ว แต่ยังมีผู้เฒ่าช้างอีกหนึ่งเชือกที่กำลังตามหลังมาอยู่นะ แกไม่ ค่อยจะฟังใครเท่าไหร่ เดี๋ยวถ้าแกมาก็ลองพูดกับแกดีๆนะ อยู่รอก่อนนะ” นกต้อยตีวิด(ปิ๊ดจะลิว)ขอบคุณหัวหน้า ช้างแล้วยืนรอผู้เฒ่าช้างอยู่ตรงนั้น พอผู้เฒ่าช้างมาถึงนกต้อยตีวิด(ปิ๊ดจะลิว)ก็พูดด้วยความนอบน้อมว่า “ท่านช้างผู้ ยิ่งใหญ่ มีรังกับลูกๆของเราอยู่ตรงนั้น รบกวนท่านข้ามรังไปอยากเหยียบลูกนกของเราได้ไหมค่ะท่าน” ผู้เฒ่าช้างก็ พูดขึ้นว่า “ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน” แล้วเดินไปกระทืบเหยียบลูกนกที่เพิ่งออกจากไข่ตายหมดทุกตัว แล้วก็พูดขึ้นว่า “ตัวเธอเล็กนิดเดียว มาทำเป็นพูดให้ข้ามไปทางโน้นทางนี้ รังเธออยู่ไหน ฉันไม่สน” แล้วก็เหยียบลูกนกซ้ำอีกครั้ง เมื่อนกต้อยตีวิด(ปิ๊ดจะลิว)เห็นการกระทำของผู้เฒ่าช้างก็พูดว่า “เธอเห็นว่าฉันตัวเล็กกว่าแล้วไม่เห็นความสำคัญ
ฉันพูดขอร้องอะไรก็ไม่เห็นใจ ตอนนี้ก็เหยียบลูกเราตายหมดแล้วฉันก็จะฆ่าเธอให้ตายเหมือนกัน จำไว้” ช้างผู้เฒ่า ได้ยินดังนั้นก็โต้ตอบกลับไปว่า “ตัวเล็กอย่างนี้ มีปัญญาก็ทำซิ” เมื่อได้ยินแบบนี้นกต้อยตีวิด(ปิ๊ดจะลิว)ก็โกรธแค้น มากแล้วไปหาอีกาแล้วพูดว่า “ผู้เฒ่าช้างมันเหยียบลูกฉันตายหมดแล้ว ฉันก็จะทำให้มันตายเหมือนกัน ช่วยฉันด้วย ซิ” อีกาก็ตอบว่า “ได้ซิฉันจะช่วย แต่ไปบอกให้แมลงวันด้วยนะ” จากนั้นนกต้อยตีวิด(ปิ๊ดจะลิว)ก็ไปชวนแมลงวัน แมลงวันก็ตอบตกลงที่จะช่วยแล้วบอกให้ไปชวนกบด้วยพวกเราจะได้ช่วยกันฆ่าผู้เฒ่าช้างเชือกนั้น นกต้อยตีวิด(ปิ๊ด จะลิว)บินมาหากบแล้วพูดว่า “ช้างผู้เฒ่าเชือกหนึ่งมันเหยียบลูกๆฉันตายหมดเลย แล้วมันก็บอกอีกว่าตัวฉันเล็กแค่ เนี่ย ถ้ามีปัญญาก็มาฆ่ามันได้เลย เพื่อนช่วยฉันด้วยนะ” กบก็ตอบว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวพวกเราช่วยกัน เห็นว่าตัว ใหญ่แล้วคิดจะรังแกแต่คนตัวเล็ก” หลังจากชวนกันได้แล้วทั้งสี่ก็ประชุมวางแผนกัน เมื่อวางแผนกันเสร็จแล้วอีกาก็ บินไปจิกลูกกะตาของช้างผู้เฒ่าทั้งสองข้างแตกจนตาบอด ส่วนแมลงวันนั้นก็บินไปวางไข่ที่ตาของช้างผู้เฒ่าทั้งสอง ข้าง ทำให้ผู้เฒ่าช้างตาบอด เจ็บแล้วเริ่มเน่ามองไม่เห็น ช้างผู้เฒ่ากระหายน้ำแล้วอยากกินน้ำแต่มองไม่เห็นจึงได้แต่ ฟังเสียงของกบเพราะคิดว่าที่ไหนมีเสียงกบที่นั่งต้องมีน้ำแน่นอน ก็เลยเดินตามเสียงกบไป ส่วนกบก็อยู่ที่หน้าผา แล้วร้อง “ก๊อด ก๊อด ก๊อด ก๊อด” เมื่อผู้เฒ่าช้างเดินมาตามเสียงกบก็ตกหน้าผาตายไป ผู้เฒ่าช้างนั้นไม่เคยฟังใคร เลยแม้แต่ผู้นำฝูงช้างก็ตาม และด้วยความช่วยเหลือของอีกา แมลงวันและกบก็ทำให้นกต้อยตีวิด(ปิ๊ดจะลิว)ได้แก้ แค้นช้างผู้เฒ่าเชือกนั้น. ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตท่าของหัวหน้าช้างที่เสียสละหลังให้เพื่อนๆ เหยียบข้ามไป ๙. โอกาสที่เล่า ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => ต้องเคารพ รับฟัง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (คนที่ตัวใหญ่กว่า ถือว่าเหนือกว่าคนอื่น ก็ไม่มี สิทธิ์รังแกคนที่เล็กกว่าหรือคนที่ด้อยกว่า ส่วนคนที่ตัวเล็กก็ต้องยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็นแล้วห้ามคิดสร้างปมด้อย ให้กับตนเอง) ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนถึงการทำงานในชุมชนที่ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต้องยอมรับกันแล้วอยู่ ด้วยกันอย่างมีความสุข ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า
มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๑๐ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เคยเล่าหลายครั้งแล้ว • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากครูผู้สอน ตั้งแต่ตอนเรียน ป.๒ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วการสาธิตเสียงร้องของสัตว์ ให้ฟังโดยสื่ออารมณ์ให้กับผู้ฟังได้
เรื่องที่ ๑๑ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายบุญชู ทอมุ อายุ ๖๘ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๓๕ หมูที่ ๑๔ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๕ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Myit su gwi a lam. (หมาแสนรู้) ๒. ประเภทของนิทาน คนกับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง มีชายอยู่หนึ่งคน ชายคนนี้เป็นเด็กกำพร้า ทุกวันเขาจะออกไปหาปลาเพื่อเลี้ยงปากท้องของตัวเอง แล้ววัน หนึ่งเขาก็ได้ภรรยา ทั้งสองก็ออกไปหาปลาเหมือนเช่นทุกๆวันพร้อมกับหมาแสนรู้อีกหนึ่งตัว จากนั้นทั้งสองก็เอา ลูกไปไว้ช่องว่างใต้หินใกล้กับริมแม่น้ำ แล้วออกไปหาปลาตามแม่น้ำ ส่วนลูกน้อยนั้นหมาแสนรู้ก็นั่งเฝ้าอยู่ พอได้ซัก พักหมาวิ่งมาอยู่ต่อหน้าเจ้าของแล้วเห่า เห่า แล้ววิ่งกลับไปยังจุดที่ลูกน้อยอยู่ ทั้งสองก็รู้สึกสังหรณ์ใจแล้วพูดกันว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า? ทำไมปากของหมามีแต่เลือด” แล้วก็วิ่งกลับไปทางที่ลูกอยู่ “เราสองคนก็ไม่รู้ตัวมาไกล เลย กลับไปดูลูกกันเถอะ” เมื่อมาถึงก็ไม่เห็นลูกน้อยนอนอยู่ที่เดิม แล้วบริเวณปากของหมาก็มีแต่เลือด เมื่อคนเป็น พ่อเห็นดังนั้นก็โมโหแล้วพูดว่า “หมาตัวนี้ยังไงกัน มากินลูกของเรา แล้วยังวิ่งมาเห่าอีก หมาตัวนี้ไม่ดีเลย” จากนั้น ก็เอามีดมาแล้วฆ่าหมาแสนรู้ทิ้งไป เมื่อฆ่าเสร็จแล้วก็นั่งโกรธ โมโหหมาอยู่ตรงนั้น แล้วก็พูดขึ้นว่า “ลูกเราก็ตาย แล้วอุตสาห์ไว้ใจหมามันเลยฝากให้ดู ไว้ใจไม่ได้เลยหมาตัวนี้” แล้วนั่งร้องไห้อยู่ที่ตรงนั้นทั้งสองคน ระหว่างที่นั่ง ร้องไห้อยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้เลยตามเสียงเด็กไป ก็เห็นเด็กนอนอยู่ในหลุมมีผ้าห่มพันไว้เหมือนเดิมเมื่อ สำรวจดูร่างกายลูกก็ไม่มีรอยแผลแม้แต่แผลเดียวก็เริ่มแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ นึกว่าหมากินเด็กไปก็ไม่ได้กิน แล้วเลือดที่ปากหมาเกิดจากอะไร จากนั้นทั้งสองเลยสังเกตบริเวณรอบๆนั้น ก็เห็นหมาป่าตัวใหญ่นอนตายอยู่ไม่ ไกลจากบริเวณที่ลูกน้อยนอนอยู่ เมื่อไปดูใกล้ๆก็เห็นแผลเต็มตัวหมาป่าไปหมด หมาป่านั้นกำลังจะมากินเด็กน้อยที่
นอนอยู่เมื่อหมาแสนรู้เห็นก็เลยนำเด็กไปเก็บไว้ที่หลุมแล้วต่อสู้กับหมาป่าแล้วกัดหมาป่าตาย บริเวณบนพื้นดิน รอบๆนั้นมีแต่รอยต่อสู้ของหมาป่ากับหมาแสนรู้นั้น เมื่อทั้งสองเห็นดังนั้นก็เสียใจเป็นอย่างมากที่ฆ่าหมาแสนรู้ที่ ปกป้องลูกน้อยของตนเองไว้. ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตการเอาลูกน้อยไปวางไว้ใต้หิน รอยต่อสู้กันบนดิน การใช้มีดฟันหมา ๙. โอกาสที่เล่า ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => ห้ามตัดสินเพียงใคร แค่ที่ตามองเห็น หรือแค่เราสงสัย อย่าตัดสินอะไรตอนที่เรากำลังโกรธ อยู่ ต้องใช้สติ ไตร่ตรอง ให้รอบคอบก่อน ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนถึงวิถีชีวิตในการไปหาปลาในสมัยก่อน และการนำลูกไปด้วย และความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสัตว์ เลี้ยง วิธีคิด เวลาตัดสินหรือไกล่เกลี่ยอะไรก็ต้องมีพยานหลักฐานประกอบด้วยไม่ใช่แค่การฟังความข้างเดียว ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๑ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เคยเล่าหลายครั้งแล้ว • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากครูผู้สอน ตั้งแต่สมัยอายุ ๑๔ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วการสาธิตท่าทางประกอบ
เรื่องที่ ๑๒ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายคำ มะลิอายุ ๕๑ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๑๗ หมู่ที่ ๑๐ ตำบล เมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๗ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Brag tai hte sharaw a lam. (กระต่ายกับเสือ) ๒. ประเภทของนิทาน สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีกระต่ายแสนขี้เกียจอยู่ตัวหนึ่งนอนหลับอยู่ใต้ต้นมะพร้าว ขณะที่หลับอยู่มี มะพร้าวตกลงมาเสียง “บู่ง” กระต่ายได้ยินเสียงนั้นก็นึกว่าแผ่นดินไหวเลยวิ่งหนีสุดชีวิตแล้วไปตกหลุมใหญ่ แล้ว กระต่ายก็อยากออกจากหลุมนั้นแล้วกระโดด กระโดดก็ออกไม่ได้ ในขณะที่รู้สึกเหนื่อยแล้วท้อนั่งพักอยู่นั้น กระต่ายก็เห็นเสือเดินผ่านมา เมื่อเห็นดังนั้นกระต่ายก็ตระโกนเรียก “เอ๊ะ ใครผ่านมาทางนี้หน่ะ ฉันหนี แผ่นดินไหวมาหลบอยู่ที่หลุมนี้นะ มาหลบด้วยกันเร็ว” เมื่อเสือได้ยินดังนั้นก็รีบกระโดดเข้ามาในหลุมทันที กระต่ายเมื่อเห็นเสือเข้ามาในหลุมแล้วก็ใช้สมองกำลังคิดหาทางที่จะออกจากหลุมนี้โดยการแกล้งจั๊กจี้เสือ เสือก็ โกรธแล้วพูดขึ้นว่า “เดี๋ยวจับโยนไปนอกหลุมซะเลย” กระต่ายได้ยินดังนั้นก็ตอบว่า “หัวเราะ ฮ่าฮ่า อย่างพี่เสือ เหรอจะจับฉันโยนออกไปนอกหลุมได้” เมื่อเสือได้ยินแบบนั้นก็โมโหมากจึงจับกระต่ายโยนออกไปนอกหลุม เมื่อ กระต่ายออกมานอกหลุมสมใจแล้วก็โกหกกับเสือว่า “พี่เสือ ฝนกำลังจะตก เดี๋ยวจะหาหญ้ามาปิดปากหลุมเพื่อ ไม่ให้พี่เสือเปียก แล้วจะเข้ามานะ” แล้วกระต่ายก็หาหญ้าบริเวณนั้นมาปิดปากหลุมแล้วฉี่ราดบนหญ้าแล้วถามเสือ ว่า “พี่เสือฝนยังรั่วอยู่ไหม” เสือก็ตอบว่า “ยังรั่วอยู่” จากนั้นกระต่ายก็หาหญ้ามาปิดปากหลุมเพิ่มอีกเยอะๆ แล้วฉี่ ราดอีกครั้งแล้วถามว่า “พี่เสือฝนยังรั่วอยู่ไหมจ๊ะ” เสือก็ตอบ “ไม่รั่วแล้ว” เมื่อกระต่ายได้ยินเสือตอบ ก็จุดไฟเผา
หญ้านั้นแล้วหนีไป ส่วนเสือเมื่อโดนไฟครอบก็รู้ว่ากระต่ายจุดไฟเผาตนเอง เลยกระโดดออกจากหลุมกองไฟนั้นแล้ว โกรธกระต่ายมาก จากนั้นไล่ตามหากระต่ายเพื่อจะฆ่ากินเสียให้ได้ เมื่อกระต่ายเห็นเสือวิ่งตามหาตนเองอยู่ก็แกล้ง ไปจับรังต่อเสือไว้เมื่อกระต่ายเห็นเสือกำลังเดินมาก็แกล้งพูดขึ้นว่า “เอ๊! นั่นใครผ่านมาทางนี้เนี่ย” เสือได้ยินดังนั้น ก็ตอบกระต่ายว่า “เธอใช่ไหมที่จุดไฟเผาฉันแล้วหนีไป ฉันจะฆ่าเธอ” ส่วนกระต่ายก็ตอบว่า “เอ๊ เอ๊! ฉันไม่มีเวลา มาเผาไฟใครเล่นแบบนั้นหรอก ทุกวันฉันต้องเฝ้ากลองทองคำของปู่ย่าตายายของฉัน” เมื่อเสือได้ยินดังนั้นก็เกิด อยากลองตีกลองนั้นขึ้นมา แล้วก็พูดกับกระต่ายว่า “ฉันขอลองตีกลองทองคำดูซักครั้งได้ไหม” เมื่อกระต่ายได้ยิน ดังนั้นก็ตอบเสือว่า “นี่เป็นกลองทองคำของปู่ย่าตายายฉัน ถ้าไม่ได้รับอนุญาตก็ตีไปเรื่อยไม่ได้ เดี๋ยวฉันจะลองไป ขอปู่ย่าตายายฉันดูทางเนินเขาโน้น ถ้าได้ยินเสียงฉันตอบว่า วู้ วู้ ก็ให้ตีตรงกลางของกลองนี่แรงๆหนึ่งครั้งนะ” จากนั้นกระต่ายก็วิ่งขึ้นเนินเขาอีกฝั่งแล้วหันหลังกลับมาทางที่เสืออยู่ เมื่อเห็นว่าไกลพอสมควรแล้วก็ส่งเสียงไปให้ เสือ “วู้ วู้” ส่วนเสือเมื่อได้ยินเสียงนั้นก็ตีไปที่ตรงกลางของรังต่อเสือแรงๆ หนึ่งครั้ง จากนั้นก็มีต่อเสือบินออกจาก รังเป็นฝูงแล้วมาต่อยเสือเต็มไปหมด หลังจากนั้นกระต่ายก็วิ่งแล้วไปอมหางงูใหญ่รอ ส่วนเสือก็วิ่งหนีต่อเสือแล้วมา ทางที่กระต่ายรออยู่เมื่อเห็นกระต่าย ด้วยความโกรธก็พูดว่า “กระต่ายเจ้าโกหกข้า ข้าจะฆ่าเจ้าให้ตายเสีย” ส่วน กระต่ายก็ตอบเสือว่า “เอ๊ เอ๊! ฉันเนี่ยไม่มีเวลาไปนั่งโกหกใครเล่นหรอก ฉันต้องนั่งเฝ้าไปร์ทยาสูบของตายายฉันทุก วินาที” เมื่อเสือเห็นไปร์ทยาสูบของกระต่ายก็เกิดอยากลองสูบขึ้นมาแล้วพูดกับกระต่ายว่า “ฉันขอลองสูบไปร์ ทของตายายเธอได้ไหม” แล้วกระต่ายก็ตอบว่า “เดี๋ยวฉันจะลองไปขอปู่ย่าตายายของฉันดูก่อนนะ ถ้าฉันให้ สัญญาญตอบกลับมาว่า วู้ วู้ ก็ให้จับบ้องอีกข้างที่ใหญ่กว่าแล้วเอาเข้าปากสูบแรงๆเลยนะ” หลังจากนั้นกระต่ายก็ วิ่งไปจากนั้นกระต่ายก็วิ่งขึ้นดอยไปอีกฝั่งแล้วหันหลังกลับมาทางที่เสืออยู่ เมื่อเห็นว่าไกลพอสมควรแล้วก็ส่ง สัญญาญเสียงไปให้เสือ “วู้ วู้” เสือเมื่อได้ยินเสียงสัญญาญที่ตอบกลับมาก็รีบเอามือไปจับหัวงูแล้วเอาเข้าปาก ส่วน งูก็ตกใจแล้วโฉกไปที่กล่องเสียงของงู เมื่อเสือโดนโฉกเข้าที่กล่องเสียงก็ทำให้เสียงของเสือเปลี่ยนไปเป็น “แบร่ แบร่” หลังจากนั้นเสือก็รู้สึกเจ็บปวดแผลที่โดนไฟไหม้ โดนต่อเสือต่อย โดนงูโฉกแล้วก็โกรธกระต่ายมากๆ ออก ตามหากระต่ายเพื่อจะฆ่าให้ตายคามือ ในขณะที่ออกตามหากระต่ายอยู่นั้น กระต่ายก็แกล้งไปกอดก้อนหินก้อน ใหญ่ไว้ที่เนินเขาแล้วเมื่อเห็นเสือกำลังเดินมาก็พูดขึ้นว่า “มีใครผ่านมาทางนี้บ้างไหม รีบหนีเร็วก้อนหินกำลังจะกลิ้ง ตกลงมา ฉันจะจับก้อนหินนี้ไว้ให้” เมื่อเสือได้ยินดังนั้นก็กระโดดวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ด้วยความเจ็บปวดแผลตามเนื้อ ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เลยออกตามหายาที่จะมารักษาตัว แล้วก็ไปพบม้าแล้วพูดว่า “เนื้อตัวของฉันโดนไฟไหม้ เจ็บปวด มากเลย ช่วยรักษาให้หน่อย” ม้าเมื่อได้ยินดังนั้นก็ตอบว่า “ให้ท่านนอนกลิ้งไปกลิ้งมาตามร่องรอยของไฟไหม้นี้ เลย” เมื่อเสือได้ยินก็ทำตามแล้วรู้สึกเจ็บแสบมากขึ้นกว่าเดิม แล้วเสือก็โกรธมากแล้วพูดกับม้าว่า “ต่อแต่นี้ไปฉัน ขอแช่งเธอ นับจากนี้สามวันสามคืนฉันจะมาหาเธออีกแล้วกัดกินที่คอเธอก่อน” แล้วจากไป จนถึงปัจจุบันเสือถ้าจะ กินม้าก็จะกัดที่คอก่อน เสือหลังจากแช่งม้าแล้วก็มาของความช่วยเหลือจากวัว ส่วนวัวก็พาเสือไปรักษาโดยการให้ เดินขึ้นดอยตอนแดดร้อนเปรี้ยง เปรี้ยง เมื่อเสือเดินตามแล้วรู้สึกปวดแสบแผลไฟไหม้มากกว่าเดิม ก็โกรธวัวแล้วพูด กับวัวว่า “ฉันขอแช่งเธอนับจากนี้ไปสามปี ฉันจะกลับมากินเธอ” จนถึงปัจจุบันเมื่อครบสามปีเสือก็จะออกมากิน วัว หลังจากเสือแช่งวัวแล้วก็มาหาควายเพื่อขอความช่วยเหลือ ควายก็บอกกับเสือว่า “มา มา มาจับหางของฉัน
ไว้” แล้วพาเข้าไปในแม่น้ำ เสือเมื่อควายพาเข้าไปในน้ำก็รู้สึกเย็นแล้วแผลก็หายปวด เลยบอกกับวัวว่า “ส่วนเธอ ทำให้ฉันหายเจ็บปวด ฉันจะบอกเธอว่าเก้าปีฉันถึงจะออกมากินเธอ” จนถึงปัจจุบันเมื่อครบเก้าปีเสือก็จะออกมา กินควาย ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตจับคอเลียงเสียงสัตว์ การทำท่าจั๊กจี้ การอมหางงู ๙. โอกาสที่เล่า ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => อย่าเชื่อคนง่าย ต้องรู้จักคิดวิเคราะห์เอง ต้องมีไหวพริบในการดำเนินชีวิต ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ไม่มี ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๒ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เคยเล่าหลายครั้งแล้วให้เพื่อนฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากปู่ ตั้งแต่สมัยอายุ ๙ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วการสาธิตท่าทางประกอบ
เรื่องที่ ๑๓ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายคำ มะลิ อายุ ๕๑ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๑๗ หมู่ที่ ๑๐ ตำบล เมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๗ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Wu loi wa lahta nnga ai lam. (ต้นกำเนิดของควายที่ไม่มีฟันบน) ๒. ประเภทของนิทาน การเกิดสรรพสิ่ง ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง เมื่อสมัยอดีตนั้นควายเป็นสัตว์ที่มนุษย์เราไว้ใช้ไถ่นา มีเสือตัวหนึ่งเดินผ่านมา เสือเมือเห็นควายถูกมนุษย์ ใช้ให้ไถ่นาอยู่ เลยถามควายว่า “พี่ควายตัวเธอออกจะใหญ่โตขนาดนั้น ทำไมถึงยอมให้พวกมนุษย์ตัวเล็กกะติ๊ด เดียวมาใช้ หล่ะจ้า” เมื่อควายได้ยินดังนั้นก็ตอบเสือว่า “เอ๊! พี่เสือจ๋า มนุษย์เนี่ยเห็นตัวเล็กแบบนั้นแต่มีสิตปัญญา ที่ดีเลิศมากเลยนะ” เมื่อเสือได้ยินควายตอบแบบนั้นก็ถามขึ้นว่า “มีลักษณะเป็นอย่างไรหรือ” ควายเลยตอบว่า “ถ้าพี่เสืออยากเห็นพรุ่งนี้ให้มาใหม่นะ” เมื่อถึงวันรุ่งขึ้นเสือก็มาตามที่ควายบอก มนุษย์เมื่อเห็นเสือก็รีบถอดคันไถ วัวแล้ววิ่งไล่ตีเสือ โดนหัวเสืออย่างแรง แล้วหัวเสือก็แบะลงไป เพราะมนุษย์กลัวเสือจะมากินวัว เมื่อควายเห็น ดังนั้นก็หัวเราะเสียงดังแล้วพูดกับเสือว่า “นี่แหล่ะ ที่เรียกว่าสติปัญญาของมนุษย์” เพราะมัวแต่หัวเราะไม่ดูดีๆ ควายก้มหน้าลงมาแล้วฟันก็ไปกระแทกโดนคันไถที่มนุษย์ปักทิ้งไว้หน้าควาย ทำให้ฝันบนร่วงหมด ตั้งแต่นั้นเป็นต้น มาจนถึงปัจจุบันควายก็ไม่มีฟันบน ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตการนำคันไถตีหัวเสือ การนำฟันไปกระแทกกับคันไถ่แล้วร่วงหมด
๙. โอกาสที่เล่า ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => คนตัวเล็กตัวใหญ่ไม่สำคัญ ขึ้นอยู่กับการใช้สติปัญญาในการพูด ขอร้องขอความช่วยเหลือ จากผู้อื่น (คนตัวเล็กแต่ก็ใช้สติปัญญาในการนำความมาใช้ไถ่นาได้) ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนถึงวิถีชีวิตในสมัยก่อนที่นำควายมาใช้ไถ่นา ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๓ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เคยเล่าหลายครั้งแล้วให้เพื่อนฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากยาย ตั้งแต่สมัยอายุ ๑๑ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วการสาธิตท่าทางประกอบ
เรื่องที่ ๑๔ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายป๊อกนอ ตังเปา อายุ63 ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๑๗ หมู่ที่ ๑๐ ตำบล เมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Shagu hte chyahkyawn yan hka lu ai lam. (ลูกแกะกับหมาป่าดื่มน้ำ) ๒. ประเภทของนิทาน สัตว์และธรรมชาติ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีหมาป่าตัวหนึ่งกำลังดื่มน้ำที่ลำห้วยข้างบน และแกะดื่มน้ำที่ลำห้วยข้างล่าง หมา ป่าเมื่อเห็นแกะแล้วเกิดอยากกินเนื้อแกะเลยพูดกับแกะว่า “เธอกินน้ำยังไง ทำไมถึงทำให้น้ำขุ่น” เมื่อได้ยินดังนั้น แกะก็ตอบหมาป่าว่า “แม่น้ำไหลจากบนลงล่าง ฉันมาดื่มน้ำข้างล่างจะไปทำให้น้ำข้างบนขุ่นได้อย่างไรกัน” หมา ป่าเมื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธและอายมากและคิดว่าหากเขาปล่อยแกะตัวนี้ไปต้องไปบอกโพทะนาเรื่องนี้ให้คนอื่น แน่ เลยฆ่าหมาป่ากินเสีย ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตระยะทางของการดื่มน้ำของสัตว์ทั้งสองตัว ๙. โอกาสที่เล่า ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง
ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต (คุณค่า แกนหลัก หรือValue) แกนหลัก => ต้องฝึกคิดแต่แง่บวก คิดแต่ด้านดีๆ เพราะถ้าคิดอะไร ก็จะกระทำตามนั้น (เหมือนหมาป่า คิดแต่แง่ลบ การกระทำก็ลบตามมา) ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ต้องสอนให้เด็กๆฝึกคิดแต่แง่บวก เพราะการกระทำมาจากความคิด ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๓ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เคยเล่าหลายครั้งแล้วให้เพื่อนฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อ ตั้งแต่สมัยอายุ ๑๒ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วการสาธิตท่าทางประกอบ
เรื่องที่ ๑๕ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายป๊อกนอ ตังเปา อายุ ๖๓ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๑๗ หมู่ที่ ๑๐ ตำบล เมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Lasha hkannau lahkawn a lam. (สองพี่น้อง) ๒. ประเภทของนิทาน ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง (ภาษาไทยที่สรุปแล้ว) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีพี่น้องสองคน พี่ชายนั้นเป็นคนไม่มีความเมตตากรุณาต่อ ผู้อื่น แล้ววันหนึ่งเขาเตรียมตัวเพื่อจะไปขอลูกสาวของเศรษฐี ส่วนน้องชายขาไม่ดีข้างหนึ่งแต่เป็นคนที่มีจิตใจดีงาม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ระหว่างเดินทางเขาเห็นนกไปติดกับดักอยู่เขาก็เลยไปช่วยเหลือแล้วปล่อยไป ก็เดินทางต่อแล้ว ไปเห็นนกน้อยกำลังจะจับปลากินแต่ก็จับไม่ได้เลยไปขอร้องให้ชายที่ขาเป๋ช่วย เขาก็ไปช่วย เมื่อไปถึงบ้านของ เศรษฐีนั้นลูกสาวของเศรษฐีก็ปฏิเสธที่จะลงมาพบกับพี่ชาย แต่เมื่อน้องชายมาถึงนกเขาที่ช่วยไว้ก็มาถึงด้วย และ นกน้อยที่จับปลากินไม่ได้ก็มาถึงบ้านเศรษฐีแล้วไปพูดกับลูกสาวเศรษฐีว่า “ชายผู้นี้เป็นชายที่มีจิตใจดีงาม” เมื่อได้ ยินดังนั้นลูกสาวของเศรษฐียอมลงมาพบน้องชาย เพราะเขาเป็นคนมีจิตดีและมีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นเขาก็ ได้รับความเมตตากรุณาตอบแทนจากลูกสาวเศรษฐีเช่นกัน ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตการไปให้ความช่วยเหลือนกที่ติดกับดัก
๙. โอกาสที่เล่า ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => ให้ความเมตตา กรุณาต่อผู้อื่น ก็ได้รับความเมตตา กรุณาตอบกลับมาเช่นกัน ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ต้องสอนให้เด็กๆ มีจิตใจที่มีความเมตตากรุณา ช่วยเหลือผู้อื่น แล้วเราก็จะได้รับกลับคืนเช่นกัน ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๓ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เคยเล่าหลายครั้งแล้วให้เพื่อนฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อ ตั้งแต่สมัยอายุ ๑๒ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วการสาธิตท่าทางประกอบ
เรื่องที่ ๑๖ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นางจ๋าคอน ละชี อายุ ๗๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๖๐๙/ช หมูที่ ๑๔ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๖ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: chyahkyawn hte sharam a lam. หมาป่ากับแมวน้ำ ๒. ประเภทของนิทาน สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งมาแล้วหมาป่ากับแมวน้ำนั้นเป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งทั้งสองไปเที่ยวตามแม่น้ำแล้วแมวน้ำก็ เข้าไปในน้ำแล้วจับปลาได้ตัวหนึ่ง แล้วทั้งสองก็ทะเลาะกันเพื่อแย่งปลา แล้วต่างก็พูดขึ้นว่า “เธอไม่เหมาะที่จะกิน ปลาตัวนี้” หลังจากนั้นทั้งสองก็ไปหากระต่ายเพื่อมาตัดสินเรื่องนี้กระต่ายก็นำมีดมาผ่าปลาตั้งแต่หัวถึงหางเป็น สองชิ้นเท่าๆกัน หลังจากที่กระต่ายแบ่งปลาให้กับทั้งสองเท่าๆกัน แล้วทั้งสองก็ดีใจแล้วสรรเสริญกระต่ายว่าเป็น คนยุติธรรม แล้วกลับมาเป็นเพื่อนรักกันเหมือนเดิม ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตแบ่งปลาตั้งแต่หัวถึงหางเป็นสองชิ้นเท่าๆกัน ๙. โอกาสที่เล่า ได้ทุกโอกาส
๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => การตัดสินอย่างเป็นธรรม เสมอภาค (แมวที่แบ่งปลาสองชิ้นให้เท่าๆกัน) ก็ทำให้ทั้งสองตัว กลับมาเป็นเพื่อนๆกันเหมือนเดิม ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ในการตัดสินหรือไกล่เกลี่ยต้องให้ความเสมอภาคกับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์เกิดความแตกร้าย ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๓ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เคยเล่าหลายครั้งแล้วให้เพื่อนฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากครู ตั้งแต่สมัยอายุ ๑๒ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วการสาธิตท่าทางประกอบ
เรื่องที่ ๑๗ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นางจ่าดอย ละไพ่ อายุ ๕๓ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๑๐๘ หมูที่ ๑๔ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๖ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Law hpa myit rawng ai n-di gram a lam. (ความโลภของแมงมุม) ๒. ประเภทของนิทาน สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งนามมาแล้วแมงมุมกับงูเป็นเพื่อนรักกัน ทั้งสองไม่มีขาเหมือนกัน อยู่มาวันหนึ่งทั้งสองก็เกิด อยากมีขาเหมือนสัตว์อื่นๆ ก็เลยไปตามหาสถานที่ที่จะขอขา หลังจากตามหาสถานที่อยู่ งูก็ได้ที่อยู่มา แล้วพูดกับ แมงมุมว่า “พรุ่งนี้เช้าเราจะเดินทางไปขอขากัน” แมงมุมก็พูดกับงูว่า “เพื่อนถ้าเธอไปเดี๋ยวเหนื่อยเกิน เดี๋ยวฉันจะ ไปขอให้เท่าที่จะขอได้สำหรับเราสองคน เธอเฝ้าบ้านไว้ให้ดีนะ” แล้วแมงมุมก็เดินทางไปตัวเดียว เมื่อแมงมุม เดินทางมาถึงสถานที่แล้ว แมงมุมก็ลองขอขาเยอะๆกับเจ้าที่ให้ขา เจ้าที่ให้ขาก็ตอบแมงมุมว่า “เราจะให้ขากับเจ้า สี่ขาเท่าๆกัน เนื่องจากเราก็มีขาเหลือไม่เยอะแล้ว เพราะแมลงวันก็ขโมยไปสองขา ผึ้งก็ขโมยไปสองขาสัตว์ทั้งสอง นี้มีขาตัวละหกขา ส่วนสัตว์ปีกอื่นก็ได้ไปตัวละสองขาเท่านั้น” แล้วเจ้าก็พูดอีกว่า “เพราะเราเห็นว่าเจ้าเดินทางมา จากแดนไกลเลยให้เจ้าสี่ขาและของเพื่อนเจ้าอีกสี่ขา รวมทั้งหมดแปดขานะ” แล้วก็ให้ไป หลังจากได้รับขามาแล้ว แมงมุมก็เกิดความโลกขึ้น เพราะคิดว่าถ้าตนมีแปดขาต้องเดินได้เร็วกว่าแน่นอน เลยเอาขาทั้งแปดขาเป็นของ ตนเองทั้งหมด ซึ่งแมงมุมนั้นมีทั้งหมดแปดขาส่วนงูก็ไม่มีขาและงูได้ยินข่าวนี้งูก็โกรธมากและตามหาแมงมุมเพื่อจะ ฆ่าแมงมุม ส่วนแมงมุมก็ต้องหนีไปอยู่ในที่สูง ตามเพดาน ที่งูไปไม่ถึงจนถึงปัจจุบัน ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี
๘. ท่าทาง สาธิตจำนวนขา ๙. โอกาสที่เล่า ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต (คุณค่า แกนหลัก หรือValue) แกนหลัก => ห้ามคดโกง ห้ามโลภ เพราะถ้าโลกลาภก็หาย (แมงมุมเกิดโลภ แล้วทำให้ความเป็นเพื่อน ต้องขาดกัน และต้องหนีเอาตัวรอด ต้องหวาดระแวงอยู่ตลอด) ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ (วิถีชีวิต ความเชื่อ วิธีคิดฯลฯ) ต้องสอนให้เด็กๆ ห้ามโลภต้องรู้จักแบ่งปันกัน ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๓ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เคยเล่าหลายครั้งแล้วให้เพื่อนฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากครู ตั้งแต่สมัยอายุ ๑๐ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วการสาธิตท่าทางประกอบ
เรื่องที่ ๑๘ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองคะฉิ่น ด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายมะยอ ตังเปา อายุ ๕๙ ปี ชื่อหมู่บ้าน บ้านใหม่สามัคคี ที่อยู่เลขที่ ๙๓ หมูที่ ๑๔ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวกาญจนา มะหรั่น วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๐ เมษายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: Magrau grang ai chyhkrai ma a lam. (หนุ่มยากจนผู้กล้าหาญ) ๒. ประเภทของนิทาน กษัตริย์กับประชาชน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่มี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง (ภาษาไทยที่สรุปแล้ว) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีกษัตริย์องค์หนึ่งท่านมีธิดาที่สวยและงดงามมาก กษัตริย์ได้ป่าวประกาศไปทั่วทั้ง เมืองที่ปกครองว่า “ถ้าใครสามารถเล่าเรื่องที่ข้ายังไม่เคยได้ยินได้ฟัง ข้าจะยกลูกสาวกับเมืองอีกครึ่งหนึ่งให้” หลังจากกษัตริย์ป่าวประกาศไปนั้น ประชาชนทั่วทั้งเมืองก็แตกตื่นและหนุ่มๆทั่งเมืองที่ได้ยินก็อยากครอบครอง ธิดากับเมืองอีกครึ่งหนึ่ง จึงเดินทางมาเข้าเฝ้ากษัตริย์กัน เมื่อเข้าเฝ้ากษัตริย์แล้วหนุ่มๆก็ถามว่า “กษัตริย์ท่านได้ ป่าวประกาศว่าถ้าใครสามารถเล่าเรื่องที่ท่านไม่เคยได้ยิน ท่านจะยกธิดากับเมืองครึ่งหนึ่งให้จริงหรือไม่” กษัตริย์ก็ ตรัสว่า “จริง” หนุ่มๆก็เลยเริ่มเล่าเรื่องที่กษัตริย์ไม่เคยได้ยินให้ฟัง กษัตริย์ก็ตอบกลับมาว่า “เคยได้ยินแล้ว” หลังจากนั้นก็มีหนุ่มเข้าเฝ้าอีก แล้วเล่าเรื่อง กษัตริย์ก็ตอบอีกว่า “เคยได้ยินแล้ว” ใครเข้าเฝ้ากษัตริย์ก็ตอบ เหมือนเดิมว่า “เคยได้ยินแล้ว” ต่างก็ต้องเดินทางกลับบ้านของตน ระหว่างเดินทางกลับนั้นชายหนุ่มยากจนก็เห็น หนุ่มๆผ่านไปผ่านมาเยอะมาก เลยถามคนที่ผ่านมาว่า “พวกเจ้าไปไหนมา?” หนุ่มคนนั้นก็ตอบว่า “ไปเข้าเฝ้า กษัตริย์มา กษัตริย์บอกว่าถ้าใครสามารถเล่าเรื่องที่กษัตริย์ไม่เคยได้ยิน กษัตริย์จะยกพระธิดากับเมืองอีกครึ่งหนึ่ง ให้” หลังจากฟังเสร็จแล้วหนุ่มยากจนคนนี้ก็พูดว่า “เยี่ยมเลย ถ้าอย่างนั้นฉันจะลองไปดู” ระหว่างทางไปวังเขาก็ ตัดไม้ไผ่ลำใหญ่หนึ่งลำติดไปด้วย เมื่อมาถึงวังชายหนุ่มยากจนคนนี้ก็ผ่าไม้ไผ่ลำใหญ่แล้วทำตอกเพื่อสานตะกร้าใบ ใหญ่หนึ่งใบ หลังจากได้ตะกร้าแล้วเขาก็พูดกับกษัตริย์ว่า “กษัตริย์เจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าได้เดินทางเข้าเฝ้า ตามที่
ท่านได้ป่าวประกาศ” กษัตริย์ก็ตรัสว่า “ดีมากไหนลองเล่าเรื่องที่ข้าไม่เคยได้ยินให้ฟังหน่อยซิ” หลังจากได้รับ อนุญาตหนุ่มยากจนก็พูดว่า “กษัตริย์เจ้าข้า สมัยก่อนปู่ทวดของเราเป็นเพื่อนรักกัน ท่านเคยได้ยินหรือไม่” กษัตริย์ ก็ตรัสว่า “เคยได้ยินแล้ว” จากนั้นหนุ่มยากจนก็พูดอีกว่า “สมัยนั้นปู่ทวดของท่านยากจน ขาดสนมากท่านเคยได้ ยินหรือไม่” กษัตริย์ก็ตรัสตอบว่า “เคยได้ยินแล้ว” ถ้าแบบนี้ก็ดีเลยถ้าท่านเคยได้ยินเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องจริง “สมัย นั้นปู่ทวดของท่านได้ยืมเงินจำนวนเท่าตะกร้าใบนี้เต็มๆ ไปหนึ่งตะกร้า ท่านเคยได้ยินหรือไม่” แล้วกษัตริย์ก็ตรัส ตอบว่า “เคยได้ยินแล้ว” ชายหนุ่มยากจนคนนั้นก็พูดอีกว่า “กษัตริย์เรื่องที่เล่ามานี่ท่านตรัสว่าเคยได้ยินแล้ว ดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าขอเงินคืนจำนวนหนึ่งตะกร้าใบนี้เต็มเหมือนเมื่อก่อนที่ปูทวดท่านยืมไป” ตอนนั้นเองกษัตริย์ ไม่มีเงินเพียงพอสำหรับคืนให้กับหนุ่มยากจนคนนั้น เลยต้องยกลูกสาวกับเมืองอีกครึ่งหนึ่งให้กับหนุ่มยากจนคนนั้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหนุ่มยากจนคนนั้นก็ได้แต่งงานกับพระธิดาของกษัตริย์พร้อมทั้งปกครองเมืองอีกครึ่งหนึ่งที่ กษัตริย์มอบให้ ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง สาธิตการตัดต้นไผ่ การจักสาน จำนวนเงินให้เต็มตะกร้า ๙. โอกาสที่เล่า ได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แกนหลัก => มีความกล้าหาญของชายหนุ่ม ก็ได้ปกครองเมืองและได้พระธิดาของกษัตริย์ด้วย ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ต้องสอนให้เด็กๆ ห้ามโลภต้องรู้จักแบ่งปันกัน ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้รู้ที่เล่าได้ ๓ คนอยู่ในชุมชนบ้านใหม่สามัคคี เคยเล่าหลายครั้งแล้วให้เพื่อนฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากครู ตั้งแต่สมัยอายุ ๑๐ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ โดยสังเกตจากสีหน้าและน้ำเสียงเวลาเล่ามีความสุข แล้วการสาธิตท่าทางประกอบ