The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ข้อมูลโรงเรียนบ้านมอวาคี1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-10 06:26:17

ข้อมูลโรงเรียนบ้านมอวาคี1

ข้อมูลโรงเรียนบ้านมอวาคี1

ข้อ ข้ มูล มู โรงเรีย รี น บ้า บ้ นมอวาคี


การจัดการศึกษาของบ้านมอวาคี การดา เนินชีวิตของชุมชนบนพ้ืนที่สูงในช่วงระยะเวลา 30-40 ปี ที่ผ่านมาถือได้ว่า เป็นการเรียนรู้ตามวิถีชีวิตท้งัสิ้น เนื่องจากการเรียนรู้เป็นการเรียนเกี่ยวกบัการดา เนินชีวิต โดยตรงซ่ึงมีผูเ้ฒ่าผูแ้ก่เป็นกลไกส าคัญในการจัดการ และควบคุมการเรียนรู้ และการ เรียนรู้ท้งัหมดอยู่ในขอบเขตตามวิถีชีวิต การเดินทางสัญจรไปมาตอ้งเดินเทา้ ในยคุน้ีถือได้ ว่าอา นาจในการจดัการทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เพียงในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นคดีความ ข้อพิพาท ต่างๆที่เกิดข้ึนในชุมชน ทุกอย่างได้มีการจัดการในระดับชุมชนท้ังหมด การได้รับการ ฝึกอบรมดา้นคุณธรรม จริยธรรมมีมากและเป็นไปอย่างเคร่งครัด เพราะการอบรมสั่งสอน ของพ่อแม่ ในยคุน้นับางอยา่งไดแ้ฝงไปดว้ยความเชื่อ เช่น ความเชื่อเรื่องผีสาง การเกรงกลวั ด้านไสยศาสตร์ ฯลฯ เป็ นต้น เมื่อมีความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้องจึงไปสู่การแฝงไปด้วยความ กลัว เช่น กลวัผีกลวัความล้ีลบัทางธรรมชาติเพราะปรากฏการณ์ธรรมชาติทุกอยา่งมีบท เพลง ต านาน นิทาน เป็ นต้น ควบคู่กันไป ส่วนค าว่า ”ปกาโดะ” หรือ เจ้านาย เจ้าหน้าที่ทาง ราชการในยคุน้ีไดย้ินแต่ชื่อ แทบไม่เคยเห็นตวัตน และไม่อยากพบเห็นดว้ยซ้า ไป ในยคุน้ี เมื่อได้ยินค าว่า ”เจ้าหน้าที่” เป็ นเรื่องใหม่ และ เป็ นเรื่องที่น่าเกรงกลัว การติดต่อกับ ภายนอกยังมีน้อย การสัญจรไปมาก็ล าบาก ค าว่าโรงเรียนพึ่งมารู้จักแค่ 30-35 ปีมาน้ีปกา โดะ(รัฐ) ไดเ้ขา้ต้งัโรงเรียนที่บา้นหว้ยตอง บา้นแม่แฮ และบา้นทุ่งหลวง แต่ไม่ถึงชุมชนเรา เด็กๆในมอวาคีไม่ได้เรียนหนังสือสักคน ซ่ึงเพิ่งจะมีคนได้เรียนหนังสือในตอนที่สมาคมอิม เพ็คได้เข้ามาประมาณ 10 กว่าปีเท่าน้นัพะตี่กิหลุผทู้ี่เกิดและเติบโตข้ึนในชุมชนมอวาคีเล่า ให้ฟังว่า ”เด็กในยคุของพะตี่ข้ึนไปไม่รู้จกัคา วา่“โจะ้”(โรงเรียน) การเรียนรู้ท้งัหมดอยทู่ ี่ ชุมชนผู้ชายเรียนเกี่ยวกับการท ากับดักหนู พันเชือก จักตอก สานตะกร้า อุปกรณ์ไถนา เล่น แกว (เขาควาย) ของใชทุ้กอยา่งทา เองซ่ึงแต่อยา่งมีผเู้ฒ่าผูแ้ก่คอยสอน ผชู้ายบางคนเรียนรู้ เกี่ยวกบัคาถาอาคม เวทยม์นตข์องขลงัการรักษาไข้การทา นาย สิ่งต่างๆเหล่าน้ีเด็กผชู้าย


ต้องเรียนรู้บางคนตอ้งเรียนดว้ยเพราะเป็นสิ่งที่จะตอ้งใชใ้นชีวิติส่วนผหู้ญิงเรียนรู้เกี่ยวกบั งานผหู้ญิง เช่น การทอผา้ทอผา้งานบา้นงานเรือน หุงขา้ว ตกัน้า พิธีแต่งงานที่เกี่ยวขอ้งกบั งานผหู้ญิง เช่น ปกาเก่อเนอ (ของใชท้ ี่สา คญั ในการครองเรือน) เซอนึปกา (ส่งคนเขา้เรือน หอ) เป็ นต้น การเรียนรู้ผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ในอดีตใชค้า วา่ ”กว่าอ๊ะดิ กว่าอ๊ะอ่าโด” (การเรียนรู้ให้ดู ตัวอย่าง) ส่วนการเรียนรู้การสัมผัสกับภายนอกมีน้อยมาก คนรุ่นพ่อแม่ของพะตี่ยังพูด ภาษาไทยไม่ได้และเริ่มต้งัแต่รุ่นพะตี่ไดพู้ดภาษาไทยบา้ง เพราะคนพ้ืนราบ (โย) ข้ึนมา คา้ขาย ซ้ือข้าว รับจ้างสร้างบ้านเบิกนา คนในชุมชนบางคนไปเป็ นคนงานที่บ่อแร่ (บ่อแก้ว) ตอ้งพูดภาษาไทยเพราะมีท้งัไทยใหญ่คนเมือง ปกาเกอะญอ ล้ือ แต่ส่วนใหญ่เป็นภาษา เมือง แต่ถ้าอยู่ในชุมชนกันเองใช้ภาษาปกาเกอะญอเป็ นหลัก” จากค าบอกเล่าดังกล่าวจะเห็นว่าการเรียนรู้ในอดีต เป็นการเรียนรู้เน้นกรอบการ เรียนรู้อยู่ในกรอบความรู้ทอ้งถิ่น เป็นหลกัแต่ทุกอย่างลว้นเป็นทกัษะที่เกี่ยวขอ้งกับการ ดา รงชีวิตท้งัหมด และอีกสาเหตุที่การเรียนรู้อยู่เพียงขอบเขตของชุมชน หรือเป็นรู้เพียง ระดับชาติพันธุุุ์เพราะว่าความรู้จากภายนอกยังเข้ามาไม่ถึง และยังไม่จ าเป็ นต่อการ ดา เนินชีวิตมากในยุคน้ัน แต่สิ่งที่น่าสนใจในการเรียนรู้ในชุมชนมอวาคีได้ผ่านยุคการ เรียนรู้ด้วยกระบวนการของชุมชนที่เน้นการเรียนรู้ตามวิถีชีวิตที่ไม่ผ่านกระบวนการของ โรงเรียน และในขณะเดียวกัน ราว 16 ปี ที่ผ่านมากระบวนการเรียนรู้ของเด็กและ เยาวชนได้ผ่านกระบวนของโรงเรียน และชุมชนได้เข้ามีส่วนในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ท้งัในโรงเรียน และในขณะเดียวกนัผูอ้าวุโสในชุมชนไดท้า หนา้ที่ตามปกติจนนา ไปสู่การ จดักระบวนการเรียนรู้และพฒันาชุมชนที่ชุมชนมีความพึงพอใจ พร้อมท้งัยืนหยดัในการ ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ควบคู่ระหว่างความรู้สมัยใหม่และความรู้ท้ังถิ่นให้ไป ด้วยกันอย่างสมดุล และหลากหลายฝ่ ายให้ความสนใจในกระบวนการจัดการศึกษา ดงักล่าวน้ีจึงน าไปสู่การถอดบทเรียนการเรียนรู้ของโรงเรียนชุมชนบา้นมอวาคีที่จะใช้ เป็ นตัวอย่างการเรียนรู้ระดับชุมชนใกล้เคียง และระดับที่กว้างออกไป


จากการผูคุ้ยกบัผูเ้ฒ่าผูแ้ก่เกี่ยวกบัการเรียนรู้ก่อนมีโรงเรียนว่าในการเรียนรู้ต้งัแต่ ในอดีตมาเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะชีวิต โดยท้ังผ่านกลไกต่างๆมากมายแล้วกลั่น ออกมาเป็นความรู้ท้งัที่ผ่านกลไกของธรรมชาติและการสะสมประสบการณ์และความรู้ จากคนโดยตรง และการเรียนรู้ผ่านกลไกธรรมชาติเป็นไปตามธรรมชาติเป็นท้งัจากการ สัมผัสธรรมชาติโดยตรง คือได้กินได้ใช้ ได้สัมผัส รวมถึงกลไกทางธรรมชาติ เช่น กลางวันกลางคืน ฝนตกแดดออก ภัยธรรมชาติ ความรู้เหล่าน้ีเมื่อมีการจดจา ที่ไดจ้ากผทู้ี่มีประการณ์แลว้มีการถ่ายทอด การเรียนรู้ ในรูปแบบน้ีบางคร้ังไดม้ีการแยกตามบทบาทของผถู้่ายทอด และผรู้ับการถ่ายทอด เช่น การ เรียนรู้ที่เด็กผู้ชายเรียนรู้จากผู้เป็ นพ่อ ปู่ คนในชุมชนที่เป็ นบทบาทและงานเฉพาะของผู้ชาย ส่วนผู้หญิงได้เรียนรู้ผ่านแม่เป็ นกิจกรรมที่เป็ นบทบาทของผู้หญิงโดยเฉพาะ กล่าวคือผู้ที่ที่ มีความรู้จะเป็นผถู้่ายทอดความรู้นนั่คือเป็นบทบาทของผูใ้หญ่ผอู้าวุโส ส่วนผรู้ับการ ถ่ายทอดคือเด็กและเยาวชน พะตี่นะดิชิ เล่าให้ฟังว่า ”การเรียนรู้ในสมยัก่อนน้ันตอ้งเรียนรู้ด้วยตวัเอง เพราะเป็นบทบาทที่แต่ละคน ต้องเรียนรู้ เราเห็นพ่อท าอะไรและแม่ท าอะไรก็ต้องฝึ กท าให้เป็ น ถ้าคนที่ไม่ได้เรียนรู้ตาม บทบาทถือเป็ นเรื่องน่าอุับอาย เช่น เรียนรู้เกี่ยวกับไร่นาสวนต้องเรียนในไร่นาสวน เรียนด้านพิธีกรรมต้องติดตาม และอยู่ในเหตูการณ์การท าพิธีกรรม เรียนรู้ทาหนุ่มสาวต้อง เรียนในงานศพ โดยการติดตามโหม่โช๊ะ(เยาวชนที่เก่งเกี่ยวกบัทา)อยากเรียนอะไรก็ต้องท า เองบางอย่างถือเป็ นบทบาทหน้าที่ คือเคยเห็นพ่อแม่ท าได้เห็น พอถึงรุ่นเราต้องท าเช่น พิธี เครือญาติ(บก๊ะ) พิธีส่งสะตวง ต่าหวี่ต่าเซอ เป็นต้น แต่คนยุดน้ันไม่อยากเรียกว่าการ เรียนรู้ดว้ยซ้า ไป พะตี่เคยไดเ้รียนหลิวาบา้งเลก็นอ้ยแต่ใชถ้่านเขียนในกระบอกไม้ไผ่ เขียน แล้วลบออก ไม่มีสมุดดินสอน ส่วนทา นิทานต้องอาศัยความจ า เด็กฟังนิทาน” “ความรู้เหล่าน้ีเมื่อมีการจดจา ที่ได้จากผูท้ ี่มีประการณ์แล้วมีการถ่ายทอด การ เรียนรู้ในรูปแบบน้ีบางคร้ังไดม้ีการแยกตามบทบาทของผูถ้่ายทอด และผูร้ับการถ่ายทอด เช่น การเรียนรู้ที่เด็กผู้ชายเรียนรู้จากผู้เป็ นพ่อ ปู่ คนในชุมชนที่เป็ นบทบาทและงานเฉพาะ


ของผู้ชาย ส่วนผู้หญิงได้เรียนรู้ผ่านแม่เป็ นกิจกรรมที่เป็ นบทบาทของผู้หญิงโดยเฉพาะ กล่าวคือผูท้ี่ที่มีความรู้จะเป็นผูถ้่ายทอดความรู้นั่นคือเป็นบทบาทของผูใ้หญ่ผูอ้าวุโส ส่วน ผู้รับการถ่ายทอดคือเด็กและเยาวชน ”คนสมยัก่อนเรียนรู้กบัพ่อแม่เป็นหลกัแต่การเรียนรู้ไดแ้บ่งการเรียนรู้ที่แยก ออกเป็นการเรียนรู้ของผชู้ายและหญิงที่ชดัเจน และคนสมยัก่อนถา้คนที่ไม่ไดเ้รียนรู้ตาม บทบาทถือเป็นเรื่องน่าอาบอาย เป็นการเรียนรู้ตามสถานการณ์ท้งัหมด เช่น เรียนรู้เกี่ยวกับ ไร่นาสวนต้องเรียนในไร่นาสวน เรียนด้านพิธีกรรมต้องติดตาม และอยู่ในเหตูการณ์การท า พิธีกรรม เรียนรู้ทาหนุ่มสาวต้องเรียนในงานศพ โดยการติดตามโหม่โช๊ะ (เยาวชนที่เก่ง เกี่ยวกับทา) อยากเรียนอะไรก็ต้องท าเองบางอย่างถือเป็ นบทบาทหน้าที่ คือเคยเห็นพ่อแม่ ท าให้ดู เห็น พอถึงรุ่นเราต้องท าเช่น พิธีเครือญาติ (บก๊ะ) พิธีส่งสะตวง ต่าหวี่ ต่าเซอ เป็ น ต้น” 1. พัฒนาการการจัดตั้งโรงเรียน แต่เดิมชุมชนบ้านมอวาคีเป็ นชุมชนที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากกระแสการพัฒนา มากนักเนื่องจากกระแสไฟฟ้ายงัเข้าไม่ถึง อีกท้ังถนนหนทางในการเดินทางสัญจรก็มี ความล าบากใช้การเดินเท้าเป็ นหลัก มีความเป็ นอยู่ที่สงบเรียบง่าย เรียนรู้จากธรรมชาติและ วิถีชีวิตประจ าวันโดยการปฏิบัติตามผู้อาวุโสในหมู่บ้านซึ่งมีบทบาทส าคัญในการถ่ายทอด เด็กและเยาวชนเป็ นผู้เรียนรู้และสืบทอดโดยตรง ถือว่าชุมชนมีอ านาจในการจัดการตนเอง อย่างเบ็ดเสร็จและพึ่งพาตนเองนานราวๆ 30-40 ปีจึงเริ่มมีการติดต่อ ค้าขายกับชุมชน ภายนอก การเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล การศึกษาของเด็กและเยาวชน ใน ขณะเดียวกนัหน่วยงานท้งัภาครัฐและเอกชนต่างก็เริ่มเขา้มามีบทบาทในการพฒันาชุมชน ในที่สูงมากยิ่งข้ึน ในปีพ.ศ.2535 ชุมชนมอวาคีเริ่มเปิดชุมชนของตนเองสู่สังคมภายนอก จากการพฒันาโครงสร้างพ้ืนฐาน เช่น การตดัถนน ติดต้งัเสาไฟฟ้า สถานีอนามยัตลอดจน สถานศึกษา เป็นตน้ซ่ึงในพ้ืนที่ใกลเ้คียงในลุ่มน้า แม่วางเองก็มีการจดัต้งัโรงเรียนข้ึนหลาย แห่งเช่น โรงเรียนบ้านหนองเต่า โรงเรียนบ้านทุ่งหลวง เป็นต้น ในปี 2535 ทางสมาคมศูนย์


รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขา ได้มาจัดต้ังโรงเรียนโดยประสานไปยัง ศูนย์บริการศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดเชียงใหม่ โดยขอเล่ารายโดยสรูปดังน้ีชุมชนมอ วาคีซ่ึงเป็นชุมชนที่ต้ังอยู่ลึกเข้าไปในป่าเขา ท าให้ยากต่อการเข้าถึงการจัดการศึกษา ดังกล่าวได้ ในปี 2535แกนนา ชุมชนลุ่มน้า วาง (นายจอนิโอโด่เชา) ไดแ้นะนา ให้สมาคม ศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท) เข้าศึกษาและร่วม วิเคราะห์สภาพการณ์ชุมชนมอวาคี และร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ชุมชนกับชาวชุมชนมอ วาคี ภายใต้การศึกษาดังกล่าว จึงเกิดแผนงานการพัฒนาชุมชนมากมายตามความต้องการ ของชุมชน ซ่ึงในเวลาน้ันการศึกษาเป็นประเด็นที่เป็นความจา เป็นเร่งด่วนของชุมชน ดังน้ัน แกนน าของชุมชน เจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ ปรึกษาหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไข จึง ติดต่อศูนยก์ารศึกษานอกโรงเรียนจงัหวดัเชียงใหม่เพื่อจดัต้งัโรงเรียนข้ึนในชุมชนและได้ ส่งเจ้าหน้าที่ของสมาคมฯจ านวน 4คน ไปฝึ กอบรมเรื่องการจัดการศึกษาในชุมชน เพื่อท า ความเขา้ใจในกระบวนการจดัการศึกษาและเริ่มจดัการเรียนการสอนต้งัแต่ปี2535 จนถึง ปัจจุบัน โรงเรียนมอวาคีเกิดข้ึนจากความร่วมมือร่วมใจของคนในหมู่บา้น โดยเริ่มจาก การร่วมประชุมหารือเพื่อหาทา เลที่ต้งัโรงเรียน ซ่ึงสถานที่ต้งัที่ไดเ้ลือกไวน้้ีเคยเป็นป่าสะดือ (เดปอ) ป่าพิธีกรรมและสถานที่ฝังศพสัตวเ์ล้ียงมาก่อน เหตุผลที่ชาวบา้นเห็นพอ้งตอ้งกนั คือ ป่าน้ีต้งัอยู่บริเวณทางเขา้หมู่บา้น เป็นศูนยร์วมใกลก้บัทุกบา้นซ่ึงเมื่อก่อนชุมชนมีขนาด เล็ก เด็กเดินทางไปมาได้สะดวกที่สุด โดยใช้ชื่อว่า “อาศรมมอวาคี” เนื่องจากในยุคแรก ถนนหนทางเข้าในหมู่บ้านยังไม่สะดวกนักรถยนต์ก็ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ แรงงาน และวัสดุต่างๆจึงเกิดจากชาวบ้านและคุณครูร่วมแรงร่วมใจกันช่วยกันหามาสร้าง อาคาร เรียนท าจากไม้ไผ่และหลังคามุงใบจาก ยุคแรกๆซึ่งเป็ นเจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ โดยได้รับ งบสนับสนุนส่วนใหญ่จากทางสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาแห่ง ประเทศไทย (ศ.ว.ท) เมื่อได้จดัต้งัโรงเรียนข้ึนมีผูส้นใจเข้ารับการศึกษาท้ังเด็กและผูใ้หญ่การพฒันา ต่างๆก็เริ่มเกิดข้ึนดว้ย ในปี2537 มีการประกาศทวั่ประเทศให้เปลี่ยนชื่อศูนยก์ารศึกษาเป็ น


“ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา (ศศช.)” ชาวบ้านเริ่มช่วยกันขุดถนนเพื่อเพิ่มความ สะดวกสบายให้แก่คุณครูที่จะเดินทางเข้ามาสอน ซ่ึงก็เป็นประโยชน์ในการขนวสัดุ ก่อสร้างมาซ่อมแซมโรงเรียนจากเดิมที่เป็นหลังคามุงจากก็ได้มีการเปลี่ยนเป็นหลังคา สังกะสีและในปีเดียวกนัน้ีผูรู้้ในหมู่บา้นก็เขา้ไปมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ เยาวชนในโรงเรียนดว้ย ได้แก่พะตีนะดิชิ,พะตีกิ๊หลู่พะตีบึเก๊และพ้ีนอเจ๊าะ ซ่ึงปัจจุบนั อายุ 90 ปีก็เล่าว่าตนเคยเขา้ไปสอนนิทานในโรงเรียนต้งัแต่ยุคแรกๆดว้ย ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึง ของหลักสูตรการศึกษาศศช. ที่สามารถจดัการเรียนการสอนวิชาทอ้งถิ่นได้20 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาภายหลังทางดอยตุงประกาศให้มีค าต่อท้ายศูนย์ฯว่า “แม่ฟ้าหลวง”จึงปรากฏเป็ นชื่อที่ ใช้มาจนปัจจุบันว่า “ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง บ้านหนองมณฑา” (ที่มา:เอกสารหลักสูตรท้องถิ่นโรงเรียนชุมชนมอวาคี) ปี 2538 มีการพัฒนาหลักสูตรให้ผู้รู้เข้ามาสอนอย่างเต็มที่ แบ่งการเรี ยนรู้ ออกเป็ น 9 สาระ ร่วมกับ กศน.เชียงใหม่ ปี 2541-2547 การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนเป็ นแบบการทดลองหาแนวทางที่ เหมาะสมกับชุมชนที่สุด ปี 2545-2548 ใช้หลักสูตร ศศช. เป็ นปี สุดท้าย ปี 2547-2548 เริ่มเขา้สู่ระบบการเรียนการสอนอย่างชดัเจน ใช้หลกัสูตรแกนกลาง 8 สาระการเรียนรู้ให้ผู้สอนออกแบบการเรียนการสอนเอง ปี 2549 -2552 มีการบูรณาการการเรียนการสอน ร่วมกับวิชาเรียนปกติด้วย ปี 2552- ปัจจุบัน บูรณาการการเรียนการเรียนการสอนหลักสูตรพ้ืนบ้าน 10 สาระการ เรียนรู้ร่วมกับหลักสูตรแกนกลาง ใช้การเรียนการสอนในหนังสือแบบ 8 สาระของ สปฐ. หลักสูตรปี 2541ควบคู่กับการเรียนการสอน 6 สาระของกศน. หลักสูตรปี 2551ใช้การ ประเมินผลการเรียนรู้ผ่านข้อสอบของ กศน. ปัจจุบันการเรียนรู้ของศศช.บ้านหนองมณฑา มีการจัดการเรียนการสอนแบบ บูรณาการหลกัสูตรพ้ืนบา้นควบคู่กบัการเรียนรู้ในห้องเรียน เปิดสอนในระดบัอนุบาลถึง


ช้นั ประถมศึกษาปีที่6 โดยเด็กจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตปกาเกอะญอผ่านผู้รู้ที่เสียสละเวลามา สอนวิชาความรู้ต่างๆ เช่น การเล่านิทาน การสอนบทล าน า และตัวหนงัสือลิวา นอกจากน้ี ยังมีการจัดกิจกรรมเข้าค่ายศึกษาธรรมชาติและพัฒนาความรู้ต่างๆของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง (ข้อมูลจากการประชุมผู้รู้ในชุมชนมอวาคีเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2554) 1.2การพัฒนาการการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน (1) ยุคการจัดตั้งโรงเรียน เมื่อต้นปี 2535 ทางสมาคม IMPECT ได้รับค าแนะน าจาก พ่อหลวงจอนิ โอ่โด เชาว์ให้เขา้มาส ารวจพ้ืนที่และร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาความตอ้งการกบัชุมชนมอ วาคีโดยในระยะแรกที่เขา้ไปชุมชนมีความตอ้งการที่หลากหลายอยา่งท้งัปัญหาข้นัพ้ืนฐาน ถนนเข้าหมู่บ้าน ข้าวไม่พอกิน ไม่มีโรงเรียน การพฒันาอาชีพ เล้ียงสัตวบ์ุกเบิกนา เป็นตน้ การศึกษาเป็ นประเด็นหนึ่ งที่ชุมชนมีความต้องการเนื่องจากเด็กและเยาวชนไม่ได้เรียน หนังสือ และโรงเรียนในหมู่บ้านใกล้เคียงห่างไกลจากชุมชนบ้านมอวาคีมาก ถนนสัญจร ไปมาเป็ นไปด้วยความยากล าบาก จากการวิเคราะห์ของชุมชนท าให้ได้รู้ว่าชุมชนมีความต้องการให้ลูกหลานได้ เรียนหนังสือเหมือนกับเด็กทวั่ ไป ในขณะที่กระแสความตอ้งการโรงเรียนของชุมชนน้ัน สิ่งที่พ่อแม่ผูป้กครองอยากเห็นคือการที่ลูกหลานได้เรียนรู้หนังสือและมีพ้ืนฐานความ เป็ นปกาเกอะญออยู่ด้วย เนื่องจากว่าในช่วงเวลาดังกล่าว กระแสการหลงลืมวัฒนธรรมของ เด็ก การไม่กล้าแสดงตนเป็ นชาวปกาเกอะญอมีความรู้สึกตุุ่ าต้อย การเป็ นชนเผ่าเป็ น เรื่องที่น่าอุับอาย ฯลฯ เป็ นต้น เมื่อเด็ก และเยาวชนในชุมชนไม่มีโอกาสได้เรี ยนหนังสื อสมาคมศูนย์รวม การศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท./ IMPECT) ได้เข้า วิเคราะห์ชุมชน หน่ึงในความตอ้งการของชุมชนคือความตอ้งการพ้ืนฐานเพื่อให้ลูกหลาน ได้เรียนหนังสือเหมือนกับเด็กทวั่ ไป ในขณะที่กระแสความตอ้งการโรงเรียนของชุมชน น้นัสิ่งที่พ่อแม่ผูป้กครองอยากเห็นคือการที่ลูกหลานไดเ้รียนรู้หนังสือและมีพ้ืนฐานความ


เป็ นปกาเกอะญออยู่ด้วย เนื่องจากว่าในช่วงเวลาดังก าล่าว กระแสการหลงลืมวัฒนธรรม ของเด็ก การไม่กล้าแสดงตนเป็ นชาวปกาเกอะญอมีความรู้สึกต ่าต้อย การเป็ นชนเผ่าเป็ น เรื่ องที่น่าอับอาย ฯลฯ เป็ นต้น เป็นปรากฏการณ์ทั่วไปในสังคมบบพ้ืนที่สูง ด้วย ปรากฏการณ์ดังกล่าว ได้ส่งผลต่อความต้องการโรงเรียนของชุมชนที่ควบคู่ไปกับการ เรี ยนรู้ ที่เด็กมีความสนใจวัฒนธรรมด้วย โดยเฉพาะแนวคิดเรื่ องการสร้างเด็กสอง วฒันธรรมที่เรียนรู้ท้ังหลกัสูตรแกนกลางและความรู้ท้องถิ่นควบคู่ไปด้วย และเป็นการ เตรียมเด็กที่จะออกสู่ชุมชนให้สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข มั่นใจ และ ส าหรับเด็กที่อยู่ในชุมชนสามารถมีส่วนส าคัญในการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการพัฒนา ชุมชน และข้ึนมาแทนที่ผูใ้หญ่ในวนัขา้งหน้าไดอ้ย่างถูกตอ้ง ในขณะที่ความคิดดงักล่าวน้ี เกิดข้ึนสมาคม IMPECT โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณประเสริฐ ตระการศุภกร ผู้อ านวยการ สมาคม IMPECT สมยัน้ัน ก็มีส่วนส าคัญในการร่วมกับชุมชนในการช่วยประสานงาน และผลกัดนั ให้เกิดการจดัต้งัโรงเรียน จนส่งผลให้ชุมชนสามารถยืนหยดัในการศึกษาจดั การศึกษาจนถึงทุกวนัน้ี จากน้นัทางสมาคมฯ ไดป้ระสานไปยงัศูนยก์ารศึกษานอกโรงเรียนจงัหวดั เชียงใหม่เพื่อแนวทางในการจดัต้งัโรงเรียนให้สามารถจัดการเรียนการสอนเพื่อให้เด็ก และ เยาวชน รวมถึงผู้ใหญ่ให้สามารถอ่านออกเขียนได้ และขณะเดียวกันศูนย์บริการการศึกษา นอกโรงเรียนจงัหวดัเชียงใหม่ ไดม้ีขอ้แมว้า่การที่จะจดัต้งัโรงเรียนได้ผทู้า การก่อต้งัตอ้ง ผา่นการฝึกอบของศูนยก์ ่อน ดงัน้นัทางสมาคมฯจึงได้ส่งบุคลากรเพื่อเข้าไปฝึ กอบรม จ านวน 3คนคือ คุณปาลา อรุณวรรักษ์ นางสาวอรทัย จอวาหลู่ และสุริยา ปัญญา ที่ศูนย์ การศึกษานอกโรงเรียน จงัหวดัลา ปาง หลงัจากน้นัมาจดัต้งัเป็นศูนยก์ารเรียนชุมชนโดยมีผู้ ขออนุญาตจดัต้งัคือ คุณปาลา อรุณวรรักษ์และมีการดา เนินงานตามกรอบหลักสูตรศศช. ต้งัแต่น้นัมา และมีการประสานงานกบัศูนยบ์ริการศึกษานอกโรงเรียน จงัหวดัเชียงใหม่ และศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอ าเภอแม่วาง


(2)ยุคการใช้หลกัสูตร ศศช การเรียนภาษาไทย กับภาษาถิ่น ศูนยก์ารเรียนชุมชนบา้นมอวาคีไดเ้ปิดทา การสอนต้งัแต่ ปี 2535 ในยุคแรกๆของ การการใช้การเรียนการสอนในโรงเรียนบ้านมอวาคีได้ใช้หลักสูตร ศศช.ซึ่งเป็ นไปตาม กรอบหลักสูตรของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน ที่ใช้สอนในเขตภูเขา ซึ่งภายใน หลกัสูตรดงักล่าวน้ีไดป้ระกอบดว้ยคณิตศาสตร์ภาษาและสร้างเสริมประการณ์ชีวิต การ อนุมัติการจบหลักสูตรต้องผ่านไปตามวัตถุประสงค์ ปี 2537 มีการริเรุิุ่มที่จะพัฒนาองค์ ความรู้หลักสูตรท้องถิ่น แต่ยงัไม่มีการจัดจัดการเรียนการสอนย่างเป็นทางการ จนถึง ปลายปี 2538 ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ด้วยร่วมมือของส านักงานการ ประถมศึกษาแห่งชาติ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมาพัฒนากรอบ หลกัสูตรทอ้งถิ่นในระหว่างที่มีการพฒันาองคค์วามรู้ไดม้ีการสอนหลกัสูตรทอ้งถิ่นในยุค น้ีมาบา้งระดบัหน่ึงแต่ยงัตอ้งสอดแทรกลงไปในวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต และใน ขณะเดียวกันเงื่อนไขของหลักสูตร ศศช.ได้ก าหนดให้ศูนย์การเรียนชุมชนจัดหลักสูตร แกนกลาง 80 เปอร์เซ็นต์ และสอดแทรกหลกัสูตรทอ้งถิ่นได้20 เปอร์เซ็นต์การวดัผลตอ้ง เป็นไปตามกรอบหลักสูตรอันน้ีระยะน้ีถือว่าศูนย์การเรียนชุมชนบ้านมอวาคีได้มีการ พฒันาหลกัสูตรทอ้งถิ่น ยงัไม่สามารถเขา้ไปสอนได้อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากยงัติดใน กรอบของหลักสูตร เพราะฉะน้ันการจดัการศึกษาตอ้งอิงตามหลกัสูตรดงักล่าวเพราะจะ สัมพันธ์กับการวัดผล การอนุมัติจากครูผู้สอน ครูนิเทศน์ และผู้อ านวยการศูนย์บริการ การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาปี 2545 การอนุมัติการจบหลักสูตรอยู่ใน บทบาทหน้าที่ของผู้อ านวยศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนประจา อา เภอ ซ่ึงทา ให้ข้นัตอนการ อนุมตัิเร็วข้ึน (3)ยุคการบูรณการการเรียนการสอนมาเป็ นหลกัสูตรท้องถิ่น • ครูเรียนรู้จากชาวบ้าน และครูมาสอน ในระยะแรกของการจดัการเรียนการสอนหลกัสูตรทอ้งถิ่นในศูนยก์ารเรียนชุมชน บา้นหนองมณฑาคา ว่าหลกัสูตรทอ้งถิ่นถือว่าเป็ นเรื่องใหม่ส าหรับคณะครู ราชการ พ่อแม่


ผูป้กครองและคนในชุมชนเป็นอย่างมากเนื่องอยู่ในช่วงการก่อเกิดความคิด ความเขา้ใจ ความชดัเจนยงัไม่มีคือกฏหมายการศึกษายงัไม่ออกมา ทา ให้การนา เสนอหลกัสูตรทอ้งถิ่น ยังไม่เป็ นที่ยอมรับของทุกฝ่ าย เช่น พ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียน ในยคุน้ีบุคลากรที่ดา เนินการ สอนในโรงเรียนในรุ่นแรกๆถือว่าเป็ นบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสอนความ ทอ้งถิ่น โดยมีนายสุริยา ปัญญา เป็นผูท้ี่สอนหลกัสูตรแกนกลาง ในขณะเดียวกนัสามารถ สอนภาษา ลิวา และโรมันไนทได้ ราวปี 2539 มีคุณบุญขาว เกษตรสุขใจ ได้เข้ามาสอน และมีทกัษะในการในการสอนหลิวาและมนั ไนท์สามารถสอนนักเรียนช้นั ป. 2 –ป.6 ได้ และ ถือว่าโรงเรียนได้สอนภาษาลิวา และตนครี(เตหน่า) ต้ังแต่น้ัน เป็นต้นมา ส่วน บุคลากรที่เข้ามาท างานในปี 2540 จ านวน 2 คน คือ นางสาวนารีรัตน์ จ๊ะโด กับ นางสาว เสาร์ติ๊บ วารีกา เนิด (ทุ่งหลวงพฒันา ในขณะน้นั )การเขา้มาแรกๆของ 2คนน้ีถือว่ายงัไม่มี ความรู้และทักษะเหล่าน้ีและในยุคน้ีเองอยู่ในช่วงการทดลองหลกัศูตรของ 5 โรงเรียน และมีครูในชุมชนเข้ามาสอนในโรงเรียน คือ พะตี่นะดิชิ ธาดารักษ์สกุล สอนลิวา สมุนไพร พะตี่กิหลุ มณฑาอารี สอนนิทาน สุภาษิต พะตี่อินทอน พงค์ช านาญไพร สอน บทเพลง เป็นตน้เป็นระยะเวลา 1 ปีและหลงัจากน้นัผูท้ี่เขา้มาดา เนินการสอนอย่างต่อเนื่องคือพะตี่ นะดิชิ ธาดารักษ์สกุล เข้ามาสอนทุกๆวันศุกร์ของสัปดาห์ส าหรับการเข้ามาสอนใน โรงเรียนเป็ นเรื่องใหม่ส าหรับครูชาวบ้าน เนื่องจากติดขัดเรื่อง วิธีการสอน การใช้สือใน การสอน ที่จะทา ให้นกัเรียนมีความสนใจน้นัถือวา่มีปัญหามากในระยะน้ีเมื่อมีครูชาวบา้น เขา้มาสอนตอ้งครูเป็นผคู้วบนกัเรียน และช่วยจดบนัทึกในขณะเดียวกนับุคลากร ท้งัไดฬ้ช้ โอกาสในการศึกษาร่วมกับนักเรียน และออกไปศึกษาความรู้กับผูรู้้ท้ังลิวา – บทเพลง นิทาน จนเกิดความเขา้ใจและสามารถเริ่มสอนไดด้ว้ยตนเอง • เยาวชนเข้ามาช่วยสอน เมื่อนกัเรียนที่ไดร้ับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกบัหลกัสูตรทอ้งถิ่นจากครูผสู้อนที่ ผา่นกระบวนการของโรงเรียน และนกัเรียนเหล่าน้ีไดเ้ห็นประโยชน์และคุณค่า จนสามารถ น าไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ในงานแสดง การต้องรับแขกผู้มาเยื่อนชุมชน นักเรียนนักศึกษา ที่เขา้มาในชุมชน ฯลฯ เป็นตน้จึงเป็นแรงบนดาลใจใหเ้ยาวชนเหล่าน้ีหันมาสนใจที่จะมา


สอนรุ่นนอ้งในโรงเรียน จนมีการจดักระบวนที่เขา้มาสอนทุกๆวนัพุธต้งัแต่ปี2547 เป็นตน้ มา ผู้ที่เข้ามาสอนในโรงเรียนคนแรกคนคือนายคมนิดา ภูมิปัญญาดีสม และกล่าวว่า ”จากการที่ทางโรงเรียนไดม้ีการจดัการเรียนการสอนดา้นหลกัสูตรทอ้งถิ่นโดยมี การสอนท้ัง ทา ลิวา โรเหม่เตหน่า น้ันท าให้คนในชุมชนชนมีความตื่นตัวที่ที่เรียนรู้ เพราะที่ชุมชนเราไม่เคยมีโรงเรียน เมื่อมีโรงเรียน การเน้นการเรียนการสอนเหล่าน้ีทา ให้ เด็กไดม้ีโอกาสเรียนรู้อย่างผมตอนแรกๆก็เป็นการเล่นทวั่ ไป ไม่ไดค้ิดอะไรแต่เมื่อผ่านมา ระยะหน่ึง ทา ให้เริ่มเล่นคล่องมากข้ึน และเห็นว่าสิ่งเหล่าน้ีมีคุณค่าข้ึนมา ประกอบกบัการ ที่โรงเรียนเรามีคนเขา้มาเรียนรู้แลกเปลี่ยนบ่อย ท้งัคนในประเทศ และต่างประเทศ ท าให้ เป็นการตอกย้า ความมั่นใจในการเล่นมากข้ึน เมื่อจบจากโรงเรียน ได้ฝึกเล่นเพิ่มเติม มี โอกาสไดแ้ สดงออกบา้ง สิ่งที่ส าคญัเมื่อมีการเล่น บทกลอนดนตรีคนก็ชอบ และผมเองก็ อยู่ในชุมชนจึงประสานกับครู ผู้ปกครอง เข้ามาสอนในโรงเรียน ผมเข้ามาสอนทา กับเต หน่า และเมื่อเข้ามาสอนน้องนักเรียนก็ให้ความสนใจ และส่งผลให้เด็กๆรุ่นใหม่ในชุมชน บ้านมอวาคีได้เรียนรู้ และสามารถเล่นดนตรี(เตหน่า)ได้เป็ นที่น่าพอใจ และระยะหลังมีจ้อ รู้เข้ามาสอนการร าดาบให้กับน้องท าให้น้องๆในโรงเรี ยน และเยาวชนได้เรี ยนรู้ที่ หลากหลายมากข้ึน” จากการที่เยาวชนเหล่าน้ีไดผ้ ่านกระบวนการของโรงเรียน ได้มีการฝึกฝนทกัษะ ต่างๆเหล่าน้ีจึงส่งผลให้พวกเขาเหล่านได้เรียนรู้ ซึมซาบ เห็นคุณค่าความส าคญัข้ึนมาและ จนแรงบนัดาลใจให้พวกเขาเหล่าน้ีไดเ้ขา้มามีส่วนในการจดัเรียนรู้ในโรงเรียน โดยเฉพาะ สิ่งที่พวกเขาถนัด และที่ส าคญัพวกเขาเหล่าน้ีกลายเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการจดัการ เรียนรู้ของชุมชน รวมท้งัการช่วยหนุนเสริมงานพฒันาของชุมชนต่อไปดว้ย


Click to View FlipBook Version