The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

“ภูมิไทยชุดไทย” เครื่องแต่งกายของชนเผ่าม้ง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-19 06:10:25

“ภูมิไทยชุดไทย” เครื่องแต่งกายของชนเผ่าม้ง

“ภูมิไทยชุดไทย” เครื่องแต่งกายของชนเผ่าม้ง

รายงานผลการวิจัย เรื่อง ภูม ิไทย ชุดไทย ชนเผ ่ าม ้ ง จัดท าโดย กองเลขาเครือข่ายม้ง สมาคมศูนย ์ รวมการศ ึ กษาและวฒันธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศวท. / IMPECT) สนับสนุนโดย ส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.)


ก ค ำน ำ รายงานวิจัยภูมิไทยชุดไทยฉบับน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อการแลกเปลี่ยนเรี ยนรู้และวางแผน ด าเนินงานพัฒนาชนเผ่าม้งในประเทศไทย เป็ นกิจกรรมหนึ่งที่ทางเครือข่ายได้วางแผนร่วมกันคือการ จัดท าและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลองค์ความรู้ภูมิปัญญาและประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงามของชน เผ่าม้งสู่สาธารณชน เพื่อสร้างความรู้ความเขา้ใจที่ถูกตอ้งและสร้างการยอมรับ นอกจากน้นัยงัเป็นการ ถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวสู่ลูกหลานและเยาวชนชาวม้งรุ่นใหม่เพื่อการสืบทอดสิ่งดีงามของตนเอง สืบไป วีธีการหนึ่งที่จะท าให้วัตถุประสงค์ดังกล่าวบรรลุผลได้ก็คือการศึกษาวิจัย และผลิตเป็ นเอกสาร รูปเล่มออกมา ซึ่งทางเครือข่ายได้พยายามด าเนินการมาตลอดช่วงหลายปี ที่ผ่านมา รายงานผลการวิจัย “ภูมิไทยชุดไทย ชนเผ่ำม้ง” เล่มน้ีก็เป็นหน่ึงในผลงานวิจยัหลาย ๆ เรื่อง ที่ เกิดจากการศึกษาวิจยัอย่างมีส่วนร่วม โดยมีเน้ือหาเกี่ยวกับองค์ความรู้การแต่งกาย เครื่องประดับ และ ลายปักของชนเผ่าม้ง ซึ่งเป็ นองค์ความรู้ที่ผ่านการเรียนรู้และเป็ นประสบการณ์สืบทอดกันมายาวนาน แต่คร้ังบรรพกาล คณะนักวิจัยและเครือข่ายม้งขอขอบคุณแกนน า ผู้รู้ผู้อาวุโส บ้านแม่สาใหม่หมู่ 6 ต.โป่ งแยงอ. แม่ริม จ.เชียงใหม่ คณะท างานเครือข่ายม้งทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการด าเนินงานศึกษาวิจัย สมาคม ศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศวท./IMPECT) ที่ให้การ สนับสนุนในส่วนของการศึกษารวบรวมข้อมูลองค์ความรู้มาโดยตลอด และขอขอบคุณส านักงาน คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ที่ให้การสนับสนุน งบประมาณในการด าเนินงานศึกษาวิจัยตลอดโครงการในคร้ังน้ีเป็นอยา่งสูง มา ณ ที่น้ีดว้ย ทางคณะนกัวิจยัและผจู้ดัทา รายงานผลการวิจยัหวงัเป็นอย่างยงิ่วา่รายงานผลการวิจยั “ภูมิไทย ชุดไทย ชนเผ่ำม้ง” เล่มน้ีจะเป็นประโยชน์และสรรคส์ร้างใหเ้กิดการศึกษาวิจยัและเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อ การถ่ายทอด สืบทอดในหมู่ชนชาวม้งและผสู้นใจโดยทวั่ ไป ไดเ้ป็นอยา่งดีต่อไป คณะนักวิจัย กันยายน 2548


ข สารบัญ เรื่อง หน้า ค ำน ำ ก สำรบัญ ข บทที่ 1 : บทน ำ 1 บทที่ 2 :ขอ้มูลพ้ืนฐำนชนเผ่ำมง้ 8 บทที่ 3 :ขอ้มูลพ้ืนฐำนบำ้นแม่สำใหม่ 12 บทที่ 4 : ผลกำรวิจัยชุดแต่งกำยของชนเผ่ำม้ง 17 บทที่ 5 : บทสรุปและข้อเสนอแนะ 34 เอกสำร / แหล่งอ้ำงอิง a ภำคผนวก b


1 บทที่ 1 : บทน ำ 1.1 ควำมเป็ นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า 8 จังหวัดทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยอัน ประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ล าพูน ล าปาง แม่ฮ่องสอน น่าน พะเยา และตาก เป็ นภูมิภาคที่ ประกอบด้วยประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มากมาย รวมแล้วไม่น้อยกว่า 10 ชาติพันธุ์ นอกจากประชากร ส่วนใหญ่ที่เป็นชาวพ้ืนราบหรือ“คนเมือง” แลว้ยงัประกอบดว้ยกลุ่มชาติพนัธุ์ชนเผ่าที่อาศยัอยบู่นพ้ืนที่ สูง ได้แก่ชนเผ่าปกาเกอะญอ ม้ง เมี่ยน ลาหู่ลีซูอาข่า ลัวะ ขมุ และชนเผ่ามาบรี เป็ นต้น โดย ท้งัหมดเป็นกลุ่มชาติพนัธุ์ที่มีวิถีชีวิตสอดคลอ้งและพ่ึงพาอาศยัอยู่กบัธรรมชาติในป่าเขาบนพ้ืนที่สูงมา โดยตลอด อย่างไรก็ตาม แต่ละชนเผ่าบนพ้ืนที่สูงต่างก็มีความเชื่อ ประเพณีวฒันธรรม ภาษาและการแต่ง กายที่เป็ นเอกลักษณ์ของตนเองที่แตกต่างกันออกไป ชาวม้งก็เป็ นชนเผ่าหนึ่งที่มีเอกลักษณ์เป็ นของตนเอง มีองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านต่างๆ มากมาย และเรียนรู้ถ่ายทอดสืบทอดมาช้านานแต่คร้ังบรรพชน ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆในยุคโลกไร้พรมแดนได้ ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ความเป็ นอยู่ ความเชื่อ ประเพณีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชนเผ่าม้งอยู่ไม่ น้อย ในขณะที่ชนเผ่าม้งเองก็มีการรวมตัวกันเป็ นชมรม สมาคม เพื่อเป็ นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ อันจะน าไปสู่การพัฒนาและสร้างสรรค์ชนเผ่าม้งให้มีความเป็นอยู่และมีฐานะทางสังคมที่ดีข้ึน ได้รับการยอมรับมากข้ึน วิธีการหน่ึงที่แกนน า และคณะท างานเครือข่ายม้งมีความเห็นร่วมกันคือ การศึกษารวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านต่างๆ ของชนเผ่าม้งเพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการร้ือฟ้ืน และ ถ่ายทอด สืบทอด องค์ความรู้ต่างๆ ดังกล่าว สืบต่อไป การศึกษาวิจยัคร้ังน้ีได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรม แห่งชาติ(สวช.) และมหาวิทยาลยัราชภฏัเชียงใหม่รวมท้งัสมาคมศูนยร์วมการศึกษาเพื่อวฒันธรรมของ ชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศวท. / IMPECT) จึงเป็ นความพยายามหนึ่งของคณะนักวิจัยในการค้นหา ข้อมูลและค าตอบเพื่อให้ เข้าใจถึงประวัติศาสตร์ความเป็ นมา ความเชื่อ วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม และ จิตวิญญาณของชาวม้งในด้านการแต่งกายตามประเพณี ท้ังในอดีต ปัจจุบัน ตลอดจนพยายามมองถึง แนวโน้มในอนาคต เพื่อนา ขอ้มูลเหล่าน้ีไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อวิถีการด าเนินชีวิตใน โลกยคุปัจจุบนัไดอ้ยา่งยงั่ยนืมีเอกลกัษณ์และเกิดความภูมิใจในความเป็ นชนเผ่าตนเอง สืบต่อไป 1.2วัตถุประสงค์กำรวิจัย 1.2.1วัตถุประสงค์ทั่วไป 1) เพื่อศึกษาวัฒนรรมการแต่งกาย เอกลักษณ์ชุดเครื่องแต่งกายของชนเผ่าต่างๆ จ านวน 11 ชาติ พนัธ์ประกอบดว้ย ไทล้ือ ไทไหญ่ ไทเขิน ไทยวน ปะกาเกอะญอ มง้ลาหู่ลีซูเมี่ยน อาข่า และลวั๊


2 2) เพื่อน าความรู้รูปแบบวัฒนธรรมชุดเครื่องแต่งกายของแต่ละชาติพันธ์มาจัดท าฐานข้อมูล รูปแบบโครงสร้างด้วยระบบคอมพิวเตอร์ 3) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและเครือข่ายม้งในการร้ือฟ้ืนฟ้ืนฟูและอนุรักษ์ สืบทอด ถ่ายทอด องค์ความรู้ด้านการแต่งกายตามประเพณีของชนเผ่าม้ง 4) เพื่อน าข้อมูลองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านการแต่งกายตามประเพณีของชนเผ่าม้งไปพัฒนาเป็ น สื่อเผยแพร่สร้างความเข้าใจ สร้างการยอมรับจากสาธารณชน ต่อไป 1.2.2วัตถุประสงค์เฉพำะ 1) เพื่อศึกษารวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านการแต่งกายตามประเพณีของชนเผ่าม้ง 2) เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ของเครื่องแต่งกายที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของ ชนม้ง 3) เพื่อพัฒนาเป็ นหลักสูตรการเรียนการสอนและหลักสูตรฝึ กอบรมด้านองค์ความรู้ภูมิปัญญา การแต่งกายตามประเพณีของชนเผ่าม้ง ต่อไป 1.3ระเบียบวิธีวิจัย การศึกษาวิจยัคร้ังน้ีเป็นการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม โดยเป็ นการท าวิจัยร่วมกัน ระหว่างนักวิจัยหลักที่เป็ นเจ้าหน้าที่ชนเผ่าม้งจากสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทย ภูเขาในประเทศไทย (ศวท. / IMPECT) ร่วมกับผู้รู้ที่เป็นตวัแทนจากชุมชนในพ้ืนที่ทา การวิจยั 1.4กระบวนกำรขั้นตอนกำรศึกษำวิจัย การด าเนินงานโครงการวิจัยภูมิไทยชุดไทย ในส่วนของชนเผ่าม้งน้นัสามารถแบ่งกระบวนการ และข้นัตอนการด าเนินงานโครงการศึกษาวิจัยคร้ังน้ีออกไดด้งัน้ี 1.4.1 กระบวนกำรสร้ำงควำมเข้ำใจตัวโครงกำร 1) ประชุมรับทราบนโยบายการมีส่วนร่วมในโครงการศึกษาวิจัยจากผู้อ านวยการสมาคมศูนย์ รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศวท. / IMPECT) 2)กองเลขาเครือข่ายม้งประชุมวางแผนการด าเนินโครงการร่วมกัน 1.4.2 กระบวนกำรคัดเลือกชุมชนเป้ำหมำย 1) น าเรื่องเข้าที่ประชุมเครือข่ายม้งเพื่อสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมในโครงการจากทุก ส่วนที่เกี่ยวข้อง 2) ที่ประชุมอภิปรายแลกเปลี่ยนและลงมติคัดเลือกชุมชนเป้าหมายที่จะท าการการศึกษาวิจัย 3) วางแผนการด าเนินงานร่วมกับแกนน าชุมชนเป้าหมาย


3 1.4.3 กระบวนกำรด ำเนินงำนรวบรวมข้อมูลงำนวิจัย 1) จัดเวทีสร้างความเข้าใจโครงการและศึกษารวบรวมข้อมูลเบ้ืองตน้ ซึ่ งแบ่งเป็ นกระบวนการ ข้นัตอนยอ่ยๆ ดงัน้ี 1.1) การสร้างความเข้าใจภาพรวมท้งัหมดของโครงการ 1.2) การวางแผนงานและกิจกรรมการด าเนินงาน 1.4) ศึกษารวบรวมข้อมูลเบ้ืองตน้ -ขอ้มูลพ้ืนฐานของชุมชนบา้นแม่สาใหม่ -ข้อมูลผู้รู้รายบุคคล -ข้อมูลรายครัวเรือน -ข้อมูลองค์ความรู้เรื่องการแต่งกาย 2) จัดเวทีศึกษารวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านการแต่งกายตามประเพณีของชนเผ่าม้ งแบบเจาะลึกคร้ังที่1 ซ่ึงแบ่งเป็นข้นัตอนต่างๆ ดงัน้ี 2.1) การระดมข้อมูลความรู้การแต่งกายตามประเพณีของชนเผ่าม้ง 2.2) การจดบันทึก 2.3) การบันทึกเป็ นภาพถ่าย 2.4) การบันทึกเสียงในเทปคาสเซ็ท 3)จัดเวทีเก็บรวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านการแต่งกายตามประเพณีของชนเผ่าม้งแบบ เจาะลึกคร้ังที่2 ซ่ึงแบ่งเป็นข้นัตอนต่างๆ ดงัน้ี 3.1)รวบรวมขอ้มูลเชิงลึกตามหวัขอ้เพิ่มเติม 3.2) การจดบนัทึกเพิ่มเติม 3.3)การบนัทึกเป็นภาพถ่ายเพิ่มเติม 3.4)การบนัทึกเป็นเสียงในเทปคาสเซ็ทเพิ่มเติม 1.5 เครื่องมือที่ใช้ศึกษำรวบรวมข้อมูล 1) การบันทึกข้อมูลจากการระดมในกลุ่มใหญ่ 2) การออกแบบสอบถามและการสัมภาษณ์รายบุคคล 3) การออกแบบสอบถามและการสัมภาษณ์รายครัวเรือน 4) การบันทึกเทปคาสเซ็ท 5) การบันทึกภาพถ่าย


4 1.6กำรวิเครำะห์ข้อมูล 1) จัดเวทีตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลโดยกลุ่มผู้รู้ในชุมชนที่ท าการศึกษา 2) การตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคลจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม 1.7 ขอบเขตกำรศึกษำวิจัย 1.7.1 ขอบเขตพื้นที่กำรศึกษำวิจัย การศึกษาวิจยัคร้ังน้ีใชพ้ ้ืนที่ศึกษาวิจยัที่ชุมชนม้งบ้านแม่สาใหม่ หมู่ที่ 6 ต าบลโป่งแยง อ าเภอ แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 1.7.2 ขอบเขตเนื้อหำกำรศึกษำวิจัย ส่วนที่ 1 กำรออกแบบสร้ำงสรรค์ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์และลักษณะเด่นของส่วนประกอบ 1.กระบวนการผลิตเพื่อได้ผ้ามาสู่การปักตัดเย็บ 2.โครงสร้างและเทคนิคการถักทอ 3.โครงสร้างการสร้างสีและการย้อมสี 4. การสร้างแบบเครื่องแต่งกายของชาวม้ง 5. รูปแบบเครื่องแต่งกายของชาวม้ง 5.1 การแต่งกายตามเพศ 5.2 การแต่งกายตามวัย 5.3 การแต่งกายตามเทศกาล 6. เครื่องประดับ 7. โครงสร้างและเทคนิคการตัดเย็บ 8. เทคนิคการออกแบบจัดท าลวดลายและเครื่องประดับบนชุดเครื่องแต่งกาย 9.ความเชื่อและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ชุดเครื่องแต่งกาย ส่วนที่ 2 ควำมหมำยทำงสัญลักษณ์วัฒนธรรม 1. การใช้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์ผ้าของชุมชนชาวม้ง 1.1 ประเภทการใช้ประโยชน์ 1.2 ค่าใชจ้่ายสา หรับการจดัซ้ือและจัดท าชุดแต่งกาย 2. กระบวนการสืบทอด 2.1 พ้ืนที่การถ่ายทอด 2.2 กระบวนการถ่ายทอดสืบทอดองค์ความรู้การแต่งกาย 2.3 ผู้เกี่ยวข้องในการสืบทอดองค์ความรู้การแต่งกาย 2.4 พ้ืนที่การแสดงออกของเครื่องแต่งกาย ส่วนที่ 3 กระบวนกำรเลือกรับปรับใช้ท่ำมกลำงกระแสกำรเปลี่ยนแปลง


5 1. ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกรับปรับใช้เครื่องแต่งกาย 2. สัญลักษณ์เด่นที่ยังคงอยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลง 3.แนวโน้มในอนาคต 4 .ข้อเสนอแนะ 1.8ระยะเวลำกำรด ำเนินงำนวิจัย การศึกษาวิจยัคร้ังน้ีเริ่มดา เนินการต้งัแต่เดือนกรกฎาคม 2548 ถึงเดือน กันยายน 2548 รวม ระยะเวลา 3 เดือน 1.9 โครงสร้ำงกำรด ำเนินงำนวิจัย 1.9.1 นักวิจัยหลัก 1. นาย ลาลี ลีลาศีลธรรม กองเลขาเครือข่ายม้ง (เจ้าหน้าที่ IMPECT) 2. น.ส. วิลาวัลย์ ธาราวโรดม กองเลขาเครือข่ายม้ง (เจ้าหน้าที่ IMPECT) 1.9.2 คณะผู้รู้ในชุมชน 1. นาง ชง แซ่โซ้ง 2. นาง หมาย แซ่ย่าง 3. นาง ช้วัะ แซ่โซ้ง 4. นาง ซัว แซ่โซ้ง 5. นาง เย้ง แซ่ท้าว 6. นาย หยวั่ ถนอมรุ่งเรือง 7. นาย กระจ่าง ถนอมรุ่งเรือง 8. นาย หรือ พยุหวงศา 9. นาย เย่อ ทรงกิตติกุล 1.9.3 ที่ปรึกษำ 1. นาย สันติชัย แซ่ย่าง รองผู้อ านวยการสมาคม IMPECT 2. นาย สว่าง แซ่ย้าง ผู้ประสานโครงการสร้างฐานเด็กเลก็ก่อนวยัเรียนบนพ้ืนที่สูง 3. นายหยวั่ ถนอมรุ่งเรือง ผู้รู้ชุมชนบ้านแม่สาใหม่


6 1.10 แผนงำนและกิจกรรมกำรศึกษำรวบรวมข้อมูลโครงกำรวิจัย“ภูมิไทย ชุดไทย ชนเผ่ำม้ง” บ้ำนแม่สำ ใหม่หมู่6 ต.โป่ งแยงอ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ แผนงำน/กิจกรรม ระยะเวลำ ผู้เข้ำร่วม ผู้รับผิดชอบ สถำนที่ 1. แผนงำนสร้ำงควำมเข้ำใจและกำร มีส่วนร่วมในโครงกำร 1) น าเรื่องเข้าที่ประชุมเครือข่ายม้ง และคัดเลือกชุมชนเป้าหมายท าการ วิจัย 17 ก.ค. 2548 1) คณะท างาน 2) แกนน า 3) กองเลขา กองเลขา สถาบัน ชาติพันธุ์ มรภ.ชร. 2.แผนงำนศึกษำรวบรวมข้อมูล 1) สร้างความเข้าใจพร้อมกับส ารวจ และรวบรวมขอ้มูลพ้ืนฐานระดับ ชุมชน 2) การส ารวจและรวบรวมข้อมูลองค์ ความรู้การแต่งกายเชิงลึกคร้ังที่1 3) การส ารวจและรวบรวมข้อมูลองค์ ความรู้การแต่งกายเชิงลึกคร้ังที่2 25 ก.ค. 2548 9 ส.ค. 2548 28 ส.ค. 2548 1) นักวิจัย 2) แกนน าชุมชน 2) ผู้รู้ 1) นักวิจัย 2) ผู้รู้ 1) นักวิจัย 2) ผู้รู้ นักวิจัย นักวิจัย นักวิจัย นักวิจัย ในชุมชน ในชุมชน ในชุมชน 3. แผนงำนน ำเสนอข้อมูล 1)การนา เสนอขอ้มูลคร้ังที่1 2)การนา เสนอขอ้มูลคร้ังที่2 3)การนา เสนอขอ้มูลคร้ังที่3 4 ส.ค. 2548 2 ก.ย. 2548 12 ก.ย. 2548 นักวิจัย นักวิจัย มรภ.ชม. 4. แผนงำนวิเครำะห์ตรวจสอบข้อมูล 1)การวิเคราะห์ตรวจสอบและแก้ไข เพิ่มเติมขอ้มูล 29 ส.ค. ถึง 11 ก.ย. 2548 1) นักวิจัย 2) ผู้รู้ 3) ที่ปรึกษา 1) นักวิจัย 2) แกนน า ในชุมชน IMPECT 5. แผนงำนจัดท ำรำยงำนวิจัย 1) การเขียนรายงานวิจัย 2) การแก้ไขปรับปรุง 3) การจัดรูปเล่มและการเข้าเล่ม 25ก.ค. – 14 ก.ย. 2548 นักวิจัย นักวิจัย IMPECT


7 6. ส่งรำยงำนวิจัยฉบับร่ำงแรก 26 ส.ค. 48 นักวิจัย นักวิจัย IMPECT 7. ส่งรำยงำนวิจัยฉบับสมบูรณ์15 ก.ย. 48 นักวิจัย นักวิจัย มรภ.ชม. 8. แผนงำนบริหำรจัดกำรโครงกำร 1) การประสานงาน 2)การจัดเวที 3) การร่วมเวที 4) การเงินการบัญชี ก.ค. –ก.ย. 2548 1)นักวิจัย 2)แกนน าชุมชน 3)ผู้รู้ 4) ที่ปรึกษา นักวิจัย 1) ชุมชน 2) IMPECT 3) มรภ. ชม.


8 บทที่ 2 : ข้อมูลพ ื้นฐานชนเผ่าม้ง 2.1 ประวัติความเป็ นมาของชนเผ่าม้ง ม้ง (Hmong) เป็นคำ ที่คนมง้ใชเ้รียกตนเองมำต้งัแต่โบรำณกำล ในทำงมนุษยวิทยำถือวำ่มง้เป็น ชนชำติที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันกับชนชำติจีน หรือจัดอยู่ในสำยตระกูลจีน -ธิเบต ซึ่งมีชนชำติเย้ำ หรือเมี่ยนร่วมอยดู่ว้ยในสำยตระกูลน้ี จำกคำ บอกเล่ำของคนเฒ่ำคนแก่ชำวมง้เล่ำวำ่ชนชำติมง้อพยพมำอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ โดย ได้มำอยู่ที่มลฑลฮูนำน (Hunan / Hum nas) บริเวณลุ่มน้ำ ฮวงโห และแยงซีชนชำติม้งและชนชำติจีนมี กำรสู้รบเกิดข้ึนหลำยคร้ัง แต่ในที่สุดท ำชนชำติม้งเป็ นฝ่ ำยพ่ำยแพ้หลงัจำกน้ันชนชำติมง้จึงได้แตก กระจัดกระจำยไปหลบซ่อนอยู่ตำมป่ ำเขำ และอพยพต่อมำทำงใต้เข้ำสู่ประเทศเวียตนำม ลำว พม่ำ และ ไทย ในที่สุด และชนชำติม้งได้มีกำรอพยพอีกรอบหลังจำกมีกำรปรับกำรปกครองในลำวท ำให้ชำวม้ งอพยพไปประเทศที่สำม เช่น สหรัฐอเมริกำ ออสเตรเลีย ฯลฯ หลังจำกที่ชนชำติม้งบำงกลุ่มได้อพยพลงมำสู่ทำงตอนใต้ของประเทศจีนแล้ว ได้แยกออกเป็ น สำมกลุ่ม คือ กลุ่มแรกเข้ำสู่ประเทศเวียตนำมเหนือ เข้ำสู่เมืองหนองเฮต (Nong het) กลุ่มที่สองเข้ำมำสู่ ประเทศลำวที่เมืองซ ำเหนือ (Samneua) กลุ่มที่สำมเข้ำสู่ประเทศลำว พม่ำ และได้อพยพเข้ำสู่ทำง ภำคเหนือของประเทศไทยในที่สุด จำกเอกสำรที่ตีพิมพเ์ผยแพร่ของหมอสอนศำสนำชำวฝรั่งเศส ที่เคยทำ งำนกบัชำวมง้อำ้งวำ่เขำ เคยถำมคนมง้สูงอำยุหลำยคนในจงัหวดัน่ำนและเชียงใหม่ซ่ึงเขำไดร้ับคำ ยืนยนัจำกคนมง้เหล่ำน้ันว่ำ พวกเขำเกิดในประเทศไทยเมื่อรำว ๆ ปี 1900 (พ.ศ. 2443 ) และพ่อแม่ของพวกเขำเข้ำประเทศไทยรำว ๆ ปี 1890 (พ.ศ. 2433 ) แต่ตวัหมอสอนศำสนำน้ันมีแนวโน้มเชื่อว่ำ ชำวมง้เขำ้มำประเทศไทยรำว ๆ ปี 1840 - 1870 (พ.ศ. 2383 - 2413) โดยเดินทำงจำกจุดต่ำงๆดังน้ี4 ทำง คือ 1)จำกทำงอ ำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรำย ซึ่งตรงข้ำมกับเมืองห้วยทรำย แขวงบ่อแก้วในลำว 2)จำกทำงอ ำเภอปัว จังหวัดน่ำน ซึ่ งติดกับแขวงไชยบุรีของลำว 3)จำกทำงด้ำนประเทศพม่ำบริเวณดอยอ่ำงข่ำง อ ำเภอฝำง จังหวัด เชียงใหม่ และ 4)จำกทำงจังหวัดเลย ชำวม้งมีกำรแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็ น 3 กลุ่ม โดยอำศัยกำรดูจำกลักษณะของเครื่องแต่งกำยและ ภำษำพูดเป็ นหลักคือ 1. ม้งจั๊ว (Hmoob ntsuab) แปลตำมศัพท์ว่ำ ม้งเขียว หรือ ม้งน้ ำเงิน เพรำะกระโปรงของ ผหู้ญิงจะออกสีน้ำ เงินเขียวลกัษณะของเครื่องแต่งกำยที่เด่นชดั คือ ผู้ชำยนุ่งกำงเกงสีด ำยำวมีลำยปักที่


9 ปลำยขำกำงเกง มีผ้ำคำดเอว (Siv liab) สีครำม ปลำยปักลวดลำยเส้ือแขนยำวมีลำยปักที่ปลำยแขน ตวัเส้ือช่วงตวัส้ันเวลำใส่ดำ้นขวำจะทบัดำ้นซำ้ยมีลำยปักขอบเส้ือดำ้นล่ำงรอบตวั ส่วนผูห้ญิงนุ่งกระโปรงปักดว้ยมือและเขียนดว้ยข้ีผ้ึงออกสีน้ำ เงินเขียว มีผำ้กวำ้งประมำณ 20 เซนติเมตร ยำวประมำณ 50 เซนติเมตรพำดอยู่ข้ำงหน้ำ เหมือนเช่นคนไทยใช้ผ้ำหน้ำนำงที่คนม้งเรียก ว่ำ “เส” ( Sev) เส้ือแขนยำวผ่ำก่ึงกลำงดำ้นหน้ำ โดยที่ลีบท้งัสองขำ้งและปลำยแขนมีลำยปักเวลำใส่ จะสอดขวำทับซ้ำย ภำษำพูดบำงค ำจะแตกต่ำงไปจำกม้งขำว 2. ม้งเด๊อะ (Hmoob dawb) แปลว่ำ ม้งขำว เพรำะ ผู้หญิงใส่กระโปรงสีขำวล้วน มีลักษณะของ เครื่องแต่งกำยที่เด่นชดัคือผูช้ำยนุ่งกำงเกงที่มีขนำดของเป้ำส้ัน ขำเป็นรูปทรงกระบอกเหมือนกำงเกง ของคนจีนส่วนผู้หญิงใส่กระโปรงสีขำวล้วนหรือนุ่งกำงเกง เช่นเดียวกันผู้ชำย ปัจจุบันจะนิยมนุ่ง กระโปรง เฉพำะในงำนพิธีทำงประเพณีที่ส ำคัญ เท่ำน้ัน เช่น เทศกำลปีใหม่และพิธีแต่งงำนเป็นตน้ ภำษำพูดบำงค ำจะแตกต่ำงไปจำกภำษำม้งเขียว 3. ม้งกั่วบ๊า ( Hmoob quas npab ) แปลว่ำ ม้งแขนปล้อง หรือ ม้งแขนลำย มีเครื่องแต่งกำยที่ สังเกตได้เด่นชัด คือ ผู้ชำยแต่งชุดเหมือนผู้ชำยม้งเด๊อะ แต่ผู้หญิงจะแตกต่ำงจำกผู้หญิงม้งเด๊อะที่แขน เส้ือจะมีผำ้เยบ็เป็นลำยปลอ้ง ต้งัแต่บ่ำลงไปถึงขอ้มือของแขนท้งัสองขำ้ง มง้กวั่บ๊ำ พบตำมศูนยอ์พยพ ในประเทศไทย ซึ่งอพยพมำจำกประเทศลำวหลังจำกปี พ.ศ. 2518 แต่ในปัจุบันได้มีกำรเปลี่ยนแปลงชุด แต่งกำยไปมำกมำยหลำยอยำ่งจึงไม่รู้วำ่คนไหนคือ มง้กวั่บ๊ำคนไหนคือมง้ขำวหรือมง้เขียวใชภ้ำษำพูด เหมือนกับภำษำม้งขำว ในปัจจุบันม้งในประเทศไทยประกอบด้วย 15 ตระกูลด้วยกันคือ 1. แซ่มำ้หรือแซ่มวั่ (Xeem muag) 2. แซ่ย่ำง หรือ แซ่ยะ ( Xeem yaj) 3. แซ่ท้ำวหรือแซ่เฒ่ำ (Xeem toj) 4. แซ่กือ หรือ แซ่เล้ำ หรือแซ่โล่ (Xeem nkwg / Xeem Lauj ) 5. แซ่โซ้ง (Xeem xyooj) 6. แซ่วือ (Xeem vwj) 7. แซ่ฟ้ำ (Xeem faj) 8. แซ่จ้ำว (Xeem tsom) 9. แซ่หำญ (Xeem ham) 10. แซ่จำง (Xeem tsab) 11. แซ่ลี (Xeem lis)


10 12. แซ่เฮ้อ (Xeem hawj) 13. แซ่ว่ำง หรือ แซ่วะ ( Xeem vaj) 14.แซ่ค ำ (Xeem khab) 15.แซ่เส่ (Xeem xem) 2.2การกระจายตัวของชุมชนในประเทศไทย ปัจจุบันชุมชนม้งในประเทศไทย มีจ ำนวนหมู่บ้ำน 264 หมู่บ้ำน มีจ ำนวนหลังคำเรือน 18,787 หลังคำเรือน และมีจ ำนวนประชำกร 145,683 คน กระจำยตัวอยู่ใน 14 จังหวัด โดยอำศัยอยู่หนำแน่น ที่สุดในเขตจังหวัด ตำก น่ำน เชียงใหม่ เชียงรำย เพชรบูรณ์ พิษณุโลก พะเยำ ก ำแพงเพชร แม่ฮ่องสอน แพร่ ล ำปำง เลย สุโขทัย และสระบุรี 2.3 การแต่งกาย จำกประวัติของม้งพบว่ำม้งมี 2 กลุ่มใหญ่ ๆ กล่ำวคือ กลุ่มม้งลำย และม้งขำว กำรแต่งกำยของ ท้งั 2 กลุ่มน้ีก็แตกต่ำงกนัท้งัหญิงและชำย จะมีส่วนคลำ้ยกนัก็คือ ท้งัสองกลุ่มน้ีจะปักลวดลำยไวบ้น เส้ือผำ้โดยเฉพำะเครื่องแต่งกำยของผหู้ญิง 2.3.1การแต่งกายของม้งจั๊ว ชาย: เส้ือแขนยำว ตวัส้ัน ปักลำยที่ปลำยแขนสำบเส้ือ และชำยเส้ือกำงเกงสีดำ เป้ำยำวเกือบถึงปลำยขำกำงเกง ปลำยขำ กำงเกงปักด้วยลำย ผ้ำมัดเอว (Siv liab จะเป็ นสีครำม มีควำมยำว ประมำณ 3 เมตร ปลำยผ้ำ 2ข้ำงปักด้วยลวดลำยที่สวยงำม หญิง : เส้ือสีดำ แขนยำวจะปักลำยไวท้ี่ปลำยแขน สำบเส้ือและปกเส้ือ ส่วนกระโปรงน้นัเป็นผำ้ใยกญัชงทอแล้ว เขียนลำย ย้อมด้วยสีกรมชำยกระโปรงจะปักลำยแล้วน ำมำต่อ กับผ้ำที่เขียนลำยแล้วตัวกระโปรงใช้ผ้ำประมำณ 7 เมตร จะนับจีบ เล็ก ๆ มีควำมละเอียดมำกกระโปรงจะนุ่งโดยกำรพนัแลว้มดันอกจำกน้ีจะมีผำ้มดัเอว(Sev) โดยใช้ผ้ำ กว้ำงประมำณ 1 ฟุต ส่วนควำมยำวน้ันข้ึนอยู่กับควำมสูงของแต่ละคน ผำ้ชิ้นน้ีปักด้วยลวดลำย ส่วนบนท้งั 2 ขำ้งจะมีสำยต่อยำวๆ เพื่อใชส้ำ หรับพนัเอว ส่วนปลำยของสำยท้งัสองขำ้งน้ีจะปักดว้ยลำย และติดพู่ด้วยไหมพรม การแต่งกายชาย / หญิงม้งจั้ว ญิงม้งจั๊ว


11 2.3.2. การแต่งกายของม้งเด๊อะ ชาย : เส้ือสีดำ /น้ำ เงิน แขนยำว ปลำยแขนและสำบเส้ือปักดว้ยลวดลำยสวยงำม กำงเกงสะดอสี ดำ หรือ สีน้ำ เงิน ผำ้มดัเอว หรือ ซ้ีเล้ีย(Siv liab)สีแดงหรือส้ม ปักดว้ยลวดลำยที่ปลำยท้งัสองขำ้ง หญิง : เส้ือสีดำ แขนยำว มีลวดลำยที่ปลำยแขนสำบเส้ือและปกเส้ือ มง้ขำวจะไม่นุ่งกระโปรง แต่จะนุ่งกำงเกงแบบกำงเกงสะดอของคนเมืองเหนือหรือกำงเกงแบบคนจีน ในช่วงเทศกำลปี ใหม่หรือ พิธีแต่งงำน หญิงม้งขำวจะนุ่งกระโปรงที่ท ำจำกใยกัญชงสีขำวล้วน ม้งขำวจะมีผ้ำมัดเอว(Sev) 2 ชิ้น คือ ชิ้นหน้ำและชิ้นหลงัชิ้นหลงัน้ันจะไม่ปักลวดลำย แต่ชิ้นหน้ำน้ันจะปักลวดลำยอย่ำงสวยงำม ชิ้น หน้ำจะมีขนำดกวำ้งและยำวกว่ำชิ้นหลงันอกจำกน้ีหญิงมง้ขำวยงัสวมหมวก(Phuam)ซึ่งมีลักษณะเป็ น ทรงกระบอก ปักลำยไว้ด้ำนหน้ำ เวลำสวมจะน ำวำงบนศีรษะแล้วใช้ตัวหนีบผมยึดติดผมกับหมวก หญิงม้งขำวก็สวมถุงน่อง(Rhoob)คล้ำยหญิงม้งลำย 2.4 ภาษา ผู้เชี่ยวชำญหลำยคนได้จัดภำษำม้งว่ำ เป็นภำษำในตระกูลมอญ - เขมร (ออสโตรเอเชียติค) ไท ,ซีนนีติค (Sinitic) บำงท่ำนถือว่ำภำษำม้ง - เมี่ยน เป็ นสำขำหนึ่งของภำษำตระกูลจีน -ธิเบต ภำษำม้งเป็นภำษำที่มีเสียงก้องและเป็นคำ โดดๆ ต่ำงกับภำษำจีนท้ังคำ และกำรออกเสียงมี ค ำศัพท์จ ำนวนมำกยืมมำจำกจีน ไทย ลำว และชนชำติอื่น ๆ ที่ม้งมีควำมสัมพันธ์ด้วย ในประเทศไทย ม้งพูดภำษำที่มีควำมคล้ำยคลึงกับภำษำที่ใช้อยู่ทำงตอนใต้ของประเทศจีน ภำษำพูดของม้งกลุ่มย่อยต่ำง ๆ ในประเทศไทยสำมำรถจะใช้ติดต่อกันได้ การแต่งกายชาย / หญิงม้งเด๊อะ


12 บทที่ 3 : ข้อมูลพ ื้นฐานบ้านแม่สาใหม่ 3.1 ประวัติหมู่บ้าน บ้ำนแม่สำใหม่เป็ นชุมชนชำวไทยภูเขำเผ่ำมง้เริ่มมำเขำ้ในพ้ืนที่ประมำณ ปีพ.ศ. 2484 โดย เริ่มแรกมำต้ังหมู่บ้ำนที่ปำงขมุหรือเรียกอีกชื่อหน่ึงว่ำ แม่สำเก่ำ เดิมทีเข้ำมำลกัษณะเพื่อหำที่ทำ กิน เท่ำน้ันยงัไม่มีกำรจดัต้งัเป็นหมู่บำ้นทำงกำร ต่อมำมีคนอพยพยำ้ยเขำ้มำสมทบมำกข้ึน และในปีพ.ศ. 2508ไดย้ำ้ยลงมำที่บำ้นแม่สำใหม่ปัจจุบนั โดยมีนำยจู่แต่ง แซ่โซ้ง เป็นผูน้ำ หมู่บำ้นโดยข้ึนอยู่กบัหมู่ ที่2 บ้ำนโป่ งแยงนอก ต่อมำปี พ.ศ. 2516ไดย้กฐำนะหมู่บำ้นเป็นหมู่บำ้นทำงกำรโดยมีนำยหวงัจ้ือแซ่ โซ้ง เป็ นผู้ใหญ่บ้ำนคนแรก(2516-2520) นำยเยียะเปำ แซ่หำง (2520-2525) นำยจวั๊เปำ แซ่โซ้ง(2526- 2537)นำยสวัสดิ์ แซ่ท้ำว(2538-2541) นำยเกษม แซ่โซ้ง (2541-2542)นำยวิน แซ่ย่ำง(2542-2544)และ นำยมนัส ถนอมวรกุล(ปี2544-ปัจจุบัน)ตำมล ำดับ และในปี พ.ศ. 2547 ได้มีกำรแยกหมู่บ้ำนแม่สำใหม่ ออกเป็ น 2 หมู่ คือ หมู่ 6 (แม่สำใหม่) และหมู่10 (แม่สำน้อย) ส ำหรับที่มำของชื่อหมู่บำ้นน้นัเพรำะอยู่ ใกลล้ำ ห้วยแม่สำน้อยซ่ึงเป็นสำขำหน่ึงของน้ำ แม่สำที่มีตน้ สำข้ึนอยู่มำกจึงเรียกชื่อว่ำบำ้นแม่สำใหม่ ตำมล ำห้วย 3.2 ที่ตั้งและอาณาเขต บำ้นแม่สำใหม่ต้งัอยู่หมู่ที่6 ต. โป่ งแยง อ. แม่ริม จ . เชียงใหม่ ตัวหมู่บ้ำนอยู่บริเวณหุบเขำใกล้ ลำ หว้ยสำยเลก็ๆ มีภูเขำลอ้มรอบ มีอำณำเขตติดต่อโดยรอบดงัน้ี ทิศเหนือ ติดกับบ้ำนโป่ งแยงนอก หมู่ที่2 ต. โป่ งแยง อ. แม่ริมจ.เชียงใหม่ ทิศใต้ ติดกับบ้ำนห้วยแม่นำไทร ต. บ้ำนปง อ.หำงดง จ.เชียงใหม่ หมู่บ้านแม่สาใหม่


13 ทิศตะวันออก ติดกับเขตบ้ำนแม่แมะ ต. แม่แรม อ. แม่ริมจ.เชียงใหม่ ทิศตะวันตก ติดกับเขตบ้ำนผำนกกก หมุ่ที่9 และบ้ำนห้วยม่วง ต.โปงแยง อ,แม่ริม จ.เชียงใหม่ 3.3 เส้นทางการคมนาคม เส้นทางแยกจากทางหลวงสาย แม่ริม – สะเมิง ตรงบริเวณวัดบ้ำนโป่งแยงนอก ระยะทำง ประมำณ 7 กิโลเมตร ลักษณะถนนเป็ นถนนคอนกรีตยำวประมำณ 2 กิโลเมตรและเป็ นดินแดงอีก 5 กิโลเมตร (เป็ นเส้นทำงเดียวที่สำมำรถเข้ำหมู่บ้ำนได้ตลอดฤดูกำล) 3.4 สภาพภูมิอากาศ และ ภูมิประเทศ บำ้นแม่สำใหม่ต้งัอยู่สูงจำกระดบัน้ำ ทะเลปำนกลำงประมำณ 1,000 เมตร ยอดเขำที่สูงที่สุดใน หมู่บำ้นสูงจำกระดบัน้ำ ทะเลปำนกลำงประมำณ 1,400 เมตร สภำพพ้ืนที่ส่วนใหญ่จะลำดชนัและมีที่ รำบน้อยมำก สภำพป่ำเป็นป่ำดิบเขำเป็นส่วนใหญ่และมีป่ำก่ึงเบญจพรรณบำงพ้ืนที่มีบำงพ้ืนที่ เท่ำน้นัที่เป็นป่ำดิบช้ืน สภำพภูมิอำกำศในฤดูฝนมีฝนตกชุก ฤดูร้อนอำกำศค่อนขำ้งร้อน และฤดูหนำว ค่อนขำ้งหนำวจดัเนื่องจำกที่ตวัหมู่บำ้นอยกู่ลำงหุบเขำ แต่ยงัไม่ถึงกบัเกิดเกร็ดน้ำ แขง็ 3.5 ประเพณีและวัฒนธรรม ประเพณีและวัฒนธรรมที่ส ำคญัเช่น พิธีกรรมเกี่ยวกบักำรต้งัครรภ์และกำรเกิด พิธีกรรม เกี่ยวกับแต่งงำน พิธีงำนศพ พิธีกรรมเกี่ยวกับกำรบนบำน กำรอัวเน้ง กำรรักษำสุขภำพแบบ พ้ืนบำ้น ประเพณีปีใหม่กำรเล่นลูกข่ำง กำรโยนลูกช่วง ฯลฯ 3.6 โครงสร้างทางสังคม และการปกครอง 3.6.1การปกครองหมู่บ้านของ ชุมชนบ้านแม่สาใหม่มีการปกครองเป็น 2 ลักษณะ คือ แบบ ทางการ และ ไม่เป็ นทางการ แบบทางการ คือ ระบบกำรจัดกำรปกครองโดยองค์กรของรัฐ หรือ ระบบรำชกำร โดยมี ผู้ใหญ่บ้ำนเป็ นผู้น ำหมู่บ้ำน มีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้ำน กรรมกำร 7 ฝ่ ำย และมี สมำชิกองค์กำรบริหำรส่วน ต ำบล ช่วยกันดูแลและพัฒนำหมู่บ้ำน ในหมู่บ้ำนแม่สำใหม่ได้แบ่งเขตกำรปกครองเป็ น 5 เขต 5 คุ้ม เพื่อใหง้่ำยแก่กำรปกครองและกำรพฒันำ การปกครองแบบไม่เป็นทางการ หรือการปกครองตามโครงสร้างตระกูลแซ่คือ กำรปกครองที่ ยึดหลักของกลุ่มตระกูลแซ่เป็ นส ำคัญ ซึ่งจะมีผู้รู้หรือผู้อำวุโสที่ได้รับกำรยอมรับนับถือของตระกูลแซ่


14 เป็นผูน้ ำควบคุมดูแลคนในตระกูลแซ่ระบบน้ีควำมเขม้แข็งข้ึนอยู่กับผูน้ ำในตระกูลแซ่ที่ได้รับกำร ยอมรับมำกน้อยเพียงใด ชุมชนบ้ำนแม่สำใหม่ประกอบด้วยตระกูลแซ่ ที่มีจ ำนวนประชำกรมำก 4 ตระกูลคือ แซ่โซ้ง แซ่ท้ำว แซ่ย่ำงและแซ่หำง 3.7 ประชากร ชุมชนบ้ำนแม่สำใหม่มีจ ำนวนประชำกร 425 คน ชำย 220คน หญิง 205 คน มีจ ำนวนหลังคำ เรือน 105 หลังคำเรือน (เฉพำะหมู่ที่ 6) 3.8การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชนบำ้นแม่สำใหม่มีกำรแบ่งพ้ืนที่กำรใชป้ระโยชน์เป็นส่วนๆ ดงัน้ีคือ ที่ท ากิน (ที่ท ำกำรเกษตร) มีเน้ือที่ประมำณ 3,400 ไร่ ใต้ถนน 2,000 ไร่ ที่อื่นๆ 1,400ไร่ ป่าชุมชนใช้สอย มีเน้ือที่ประมำณ 500 ไร่ ป่าอนุรักษ์เป็นพ้ืนที่อนุรักษเ์พื่อเป็นแหล่งตน้น้ำ มีเน้ือที่ประมำณ 2,500 ไร่ (รวมท้งัป่ำดงเซ้ง ,ป่ ำช้ำ) ที่อยู่อาศัย มีเน้ือที่ประมำณ 200 ไร่ ที่สาธารณะ( โรงเรียน วัด โบสถ์ ) มีเน้ือที่ประมำณ 20 ไร่ กฎเกณฑ์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 1.ใหม้ีกำรทำ แนวกนัไฟรอบพ้ืนที่ในเขตป่ำชุมชน ป่ำใชส้อย ป่ำอนุรักษแ์ละพ้ืนที่ทำ กิน 2.ให้มีกำรจัดเวรยำมเพื่อเฝ้ำระวังไฟป่ ำในช่วงฤดูแล้ง 3.เมื่อมีไฟป่ ำเข้ำมำในเขตรับผิดชอบทุกคนต้องร่วมช่วยกันดับไฟป่ ำ 4.ห้ำมมีกำรตัดไม้ท ำลำยป่ ำเขตป่ ำอนุรักษ์และเผำป่ำ ผู้ฝ่ ำฝื นปรับ1,000บำท 5.เขตป่ ำใช้สอย เมื่อมีควำมต้องกำรที่จะใช้สอย ต้องได้รับกำรอนุญำตจำกคณะกรรมกำร หมู่บำ้นก่อน และหำ้มตดัเพื่อจำ หน่ำยใหบุ้คคลภำยนอกชุมชน 6.ห้ำมมิให้บุคคลนอกชุมชนเข้ำมำตัดไม้ในเขตป่ ำใช้สอยและป่ ำอนุรักษ์เป็ นอันขำด 7.ห้ำมล่ำสัตว์ป่ ำในเขตอนุรักษ์ ผู้ฝ่ ำฝื นปรับ1000-3000บำท (สัตว์4เท้ำ3,000บำท/สัตว์ปี ก 1,000บำท) หมายเหตุ: ขอ้มูลกำรจดักำรทรัพยำกรธรรมชำติเป็นของท้งั 2 หมู่บ้ำน คือ หมู่ที่ 6 บ้ำนแม่สำใหม่ และ หมู่ที่ 10 บ้ำนแม่สำน้อย


15 3.8ระบบการเกษตรของบ้านแม่สาใหม่(จากอดีต-ปัจจุบัน) 3.8.1การท าการเกษตรในอดีต ( ก่อนกำรส่งเสริมปลูกพืชทดแทนปลูกฝิ่น ก่อนปีพ.ศ. 2518 ) ระบบกำรเกษตรในอดีตของบำ้นแม่สำใหม่ก่อนที่จะมีกำรปลูกพืชทดแทนฝิ่นน้นัมีระบบกำร เพำะปลูกหลักอยู่3ระบบใหญ่ ๆ คือระบบไร่ฝิ่น ระบบไร่ขำ้ว ระบบไร่ขำ้วโพด และมีกำรเล้ียงสัตว์ พ้ืนบำ้นเพื่อไวใ้ชส้อยซ่ึงจะขออธิบำยแต่ละระบบส้ันๆ ดงัน้ี ระบบไร่ ฝิ่ น เป็นกำรเพำะปลูกที่มีกำรปลูกพืชที่หลำกหลำยผสมผสำนในไร่ฝิ่น เช่น กะหล ่ำปลีผกักำดเขียวผกัชีมนัฝรั่งแดง เผือก มนัหอม กระเทียม พริกถวั่ฯลฯ นอกจำกมีพืชที่ปลูก แล้วยังมีพืชผักธรรมชำติหลำยชนิดข้ึนอยู่ในไร่ฝิ่นที่สำมำรถน ำมำเป็นอำหำรได้ซ่ึงในปัจจุบนัพืช หลำยชนิดได้สูญพันธุ์ไปแล้วเช่น กะหล่ ำปลีดอย มันฝรั่งสีแดง เป็นต้นในสมัยก่อนไร่ฝิ่น เปรียบเสมือนธนำคำรที่ให้ดอกผลเป็นกอบเป็นกำ เพรำะรำยได้หลกัที่เป็นเงินมำจำกไร่ฝิ่นเป็นส่วน ใหญ่ และไร่ฝิ่นก็ถือไดว้่ำเป็นตลำดสดแห่งหน่ึงที่มีพืชผกัต่ำงพร้อมอยู่ในไร่จะไปเอำมำกินเมื่อไหร่ก็ ไดแ้ต่หลงัจำกเลิกปลูกฝิ่นแลว้ระบบกำรเพำะปลูกก็เปลี่ยนแปลงไป ไร่ฝิ่นจะปลูกหลงัจำกเก็บเกี่ยว ข้ำวโพดเสร็จเเล้วประมำณเดือนกันยำยน-ตุลำคมก็จะหว่ำนเมล็ดฝิ่นลงในไร่ที่เตรียมไว้ แล้วจะไป เก็บเกี่ยวยำงฝิ่นประมำณเดือนมกรำคม-กุมภำพันธ์ ระบบไร่ข้าว เป็นระบบกำรเพำะปลูกที่สำ คญัอยำ่งหน่ึงในสมยัน้นัเพรำะกวำ่จะเดินทำงมำซ้ือ ขำ้วถึงในเมืองไดต้อ้งใชเ้วลำหลำยวนัฉะน้นัจ่ึงมีกำรปลูกขำ้วไวใ้ชใ้นครอบครัว ในไร่ขำ้วจะมีกำร ปลูกพืชที่หลำกหลำยผสมผสำนเช่นเดียวกนักบัไร่ฝิ่นเช่นฟักทอง ฟักหม่น ฟักแกว้แตงกวำ แตงร้ำน พริก มะระ บวบ มนัแกว เผือก ขิ่ง ถวั่ฯลฯซ่ึงสำมำรถนำ มำบริโภคและเล้ียงสัตวไ์ดอ้ยำ่ง สะดวกสบำยไม่ตอ้งซ้ือหำเหมือนในปัจจุบัน ระบบไร่ข้าวโพด เป็ นระบบที่มีกำรเพำะปลูกที่หลำกหลำยผสมผสำนเหมือนไร่ฝิ่น และ ไร่ ข้ำว เช่น มีฟักทอง แตงกวำ มนั ฝรั่งแดง เผือก ถวั่ออ้ย ฯลฯ ซ่ึงขำ้วโพดที่ปลูกในสมยัน้ันก็เพื่อ น ำมำบริโภคและเล้ียงสัตว์ขำ้วโพดจะปลูกประมำณเดือนพฤษภำคม-มิถุนำยน และจะเก็บเกี่ยว ประมำณเดือนกันยำยน-ตุลำคม จำกน้นก็จะเตรียมดิน ั เพื่อหวำ่นเมลด็ฝิ่นลงไป นอกจำกระบบกำรปลูกพืช 3 ระบบที่กล่ำวมำแล้วยังมีกำรปลูกกัญชงเพื่อน ำมำท ำเป็ น เครื่องนุ่งห่มและใชใ้นพิธีกรรมต่ำงๆและมีกำรปลูกทอ้พ้ืนบำ้นไวใ้ชก้ินและส่งตลำดในเมืองดว้ย ส ำหรับกำรเล้ียงสัตวน์ ้นั ในสมยัก่อนมีกำรเล้ียงแบบปล่อยตำมธรรมชำติสัตวท์ ี่นิยม เล้ียงใน สมยัน้นัคือมำ้ววั เเพะ หมูไก่เป็ด เป็นตน้เพื่อไวใ้ชง้ำนและใชใ้นพิธีกรรมต่ำงๆ


16 3.8.2การท าการเกษตรในปัจจุบัน (หลงัปลูกพืชทดแทนฝิ่น หลงัปีพ.ศ. 2518) กำรทำ กำรเกษตรในปัจจุบนัของบำ้นแม่สำใหม่หลงัจำกเลิกปลูกฝิ่นตำมนโยบำยของรัฐแล้ว ชำวบ้ำนได้ปลูกพืชพันธุ์ทดแทนตำมที่ทำงรำชกำรส่งเสริมหลำยชนิด เช่น ลิ้นจี่ เป็ นไม้ผลที่น ำปลูกในชุมชนเป็ นหลักชนิดหนึ่งที่มีกำรปลูกกันมำกและเป็ นรำยได้ หลัก ของชุมชน ไม้ดอกเมืองหนาวเช่น เยอร์บีร่ำ เบญจมำศ สแตติส ฯลฯ เป็ นพืชที่มีกำรปลูกค่อนข้ำงน้อยใน หมู่บ้ำนแม่สำใหม่ พืชผักเช่น กะหล ่ำปลี สลัด ผักกำดขำวปลี หอมญี่ปุ่นมีกำรปลูกกันบ้ำงบำงครอบครัวที่ยัง ไม่มีกำรปลูกไมผ้ลลงไป ในพ้ืนที่ทำ กินและไมผ้ลยงัเลก็อยู่ ไม้ผลเมืองหนาว บ๊วย อำโวกะโด สำลี่ ก็เป็ นพืชอีกชนิดที่มีกำรปลูกด้วยซึ่งมีปลูกกันน้อยมำก ส ำหรับพืชพ้ืนบำ้นที่ยงัมีกำรปลูกอยู่มำกเช่น ขำ้วไร่ขำ้วโพด และพืชผกัพ้ืนบำ้น อื่นๆส่วน สัตวเ์ล้ียงในปัจจุบนัมีกำรเล้ียงน้อยลง เช่น หมูเป็ดไก่ฯลฯ จะมีไม่กี่ชนิด และ บำงชนิดเป็ นพันธุ์ ใหม่ที่มิใช่ด้งัเดิม ระบบเกษตรปัจจุบนั


17 บทที่4 : ผลการวิจัยชุดแต่งกายของชนเผ่าม้ง 4.1 การแต่งกายตามประเพณี และเทศกาลแยกตามเพศและวัย มีดังนี้ 4.1.1การแต่งกายตามเทศกาลปี ใหม่ม้ง (น่อเป้โจ) เทศกำลปี ใหม่ม้ง หรือ น้อเป้โจ จะอยู่ในช่วงเดือนธันวำคมถึงมกรำคมของทุกปี ซึ่งหลังจำก ชำวม้งมีกำรท ำไร่ท ำสวนเหน็ดเหนื่อยมำท้งัปีแลว้ก็จะเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ไดม้ำไวใ้นบำ้น ก่อนจะถึง เทศกำลปี ใหม่สัก 2-3 สัปดำห์ผูช้ำยจะมีหนำ้ที่ตระเตรียมหำฟืนหรือเตรียมสิ่งของที่จำ เป็นไวส้ำ หรับใช้ ในช่วงปีใหม่ส่วนผูห้ญิงจะทำ หน้ำที่ออกแบบชุดแต่งกำยพร้อมกบั ปักเยบ็และประดบัชุดเส้ือผำด้วย ้ เครื่องประดบัชนิดต่ำงๆ ให้กบัทุกคนในครอบครัว เมื่อถึงวนัข้ึน 1 ค่ำ หรือเซียะอิ๊(Xiab ib) ซึ่งเป็ น วนัเริ่มปีใหม่ของชำวมง้ช่วงเชำ้เวลำพระอำทิตยเ์ริ่มออกหรือเวลำประมำณหกถึงเจ็ดโมงเชำ้ทุกคนใน ครอบครัวจะแต่งตวัดว้ยชุดเส้ือผำ้ที่เตรียมไวแ้ละจะออกไปไหวข้อพรจำกผูเ้ฒ่ำผูแ้ก่จำกน้นัวยัรุ่นท้งั ชำยและหญิงจะชวนกันไปเล่นลูกช่วง หรือ ป๊ อเป๊ ำะ (Pov pob) เพื่อควำมสนุกสนำนเพลิดเพลิน ซึ่งปี ใหม่ม้งจะใช้เวลำท ำพิธีกรรมและกิจกรรมสนุกสนำนอย่ำงน้อย 3 วัน ชุดแต่งกายเทศกาลปีใหม่ม้ง (น่อเป้โจ)


18 การแต่งกายตามเทศกาลปี ใหม่ม้งแยกตามเพศและวัย มีดังนี้ 1.1) กำรแต่งกำยของเด็กชำย 1.2) กำรแต่งกำยของเด็กผู้หญิง 1.3)กำรแต่งกำยของวัยรุ่นชำย 1.4) กำรแต่งกำยของวัยรุ่นหญิง 1.5) กำรแต่งกำยของชำยวัยแต่งงำน 1.6) กำรแต่งกำยของหญิงวัยแต่งงำน 1.1) การแต่งกายของเด็กชาย ชุดกำรแต่งกำยของเด็กผู้ชำยใน ช่วงเท ศกำลปี ให ม่ โดยทวั่ ไป กำรปักลวดลำย กำรประดับด้วยเครื่องประดับต่ำงๆ จะ ไม่เน้นมำกนักแต่บำงครอบครัวที่มีฐำนะดีก็จะเสริมปักด้วยลวก ลำยหลำกหลำยพร้อมกับเครื่องเงินประดับด้วยควำมงดงำม ซึ่ ง ภำพรวมแล้วชุดแต่งกำยของเด็กผู้ชำยจะมีกำรประดับลำยน้อยกว่ำ ชุดแต่งกำยของเด็กผู้หญิง เช่น กำงเกงของเด็กผู้ชำยน้ันบำงชุดจะ ไม่มีกำรปักประดับด้วยลวกลำยเลย 1.2) การแต่งกายของเด็กผู้หญิง ชุดกำรแต่งกำยของเด็กผู้หญิงผู้เป็ นมำรดำหรือผู้ออกแบบลำย ซึ่งค ำว่ำ “แบบ” ภำษำม้งเรียกว่ำ “โค๋” จะเน้นควำมลำยละเอียด ประณีตท้งัตัวกระโปรงและเส้ือ กระโปรงน้นัจะออกแบบหรือ ทำ ค๊อยำ่งละเอียดและปักเป็นกลีบดว้ยลำยสีต่ำงๆ ส่วนเส้ือจะ ปักเสริมดว้ยลำยต่ำงๆ เช่น ลำยนก ผีเส้ือ ดอกไม้และแมลง ตำมควำมต้องกำรของแต่ละคน พร้อมกับประดับด้วยลูกปัด ชนิดต่ำงๆ อย่ำงประณีตงดงำม ชุดแต่งกายของเด็กชาย ชุดแต่งกายของเด็กหญิง


19 1.3) ชุดแต่งกายของวัยรุ่นชาย ชุดแต่งกำยของวยัรุ่นชำยน้นัท้งัเส้ือและกำงเกงดูจะไม่มีควำมแตกต่ำงจำกชุดของเด็กผูช้ำยมำก นัก จำกกำรบอกเล่ำของผู้รู้ของหมู่บ้ำนแม่สำใหม่จะเห็นว่ำชุดมีควำมแตกต่ำงเพียงเล็กน้อยมำกและ บำงชุดมองไม่เห็นควำมแตกต่ำงเลย เพียงแต่ถ้ำสังเกตให้ดีลักษณะชุดแต่งกำยของวัยรุ่นชำยกำรปักลำย ต่ำงๆ จะเน้นควำมประณีตพร้อมกับประดับด้วยลูกปัดให้เกิดควำมสวยงำมมำกกว่ำชุดของเด็กผู้ชำย สำเหตุเพรำะพ่อแม่ถือว่ำเป็ นหนุ่มแล้วจะต้องไปโยนลูกช่วง หรือ ป๊ อเป๊ ำะ (Pov pob) กับสำว ๆ 1.4) ชุดแต่งกายของวัยรุ่นหญิง ชุดแต่งกำยของวัยรุ่นหญิงสำวโดยทวั่ ไปจะคล้ำยคลึงกับชุดแต่งกำยของเด็กผู้หญิง เช่น กำร ออกแบบ กำรปักลำย ทำ กลีบลงบนกระโปรงและเส้ือจะทำ ในลกัษณะเดียวกนัเพียงแต่กำรแต่งกำย ของหญิงสำววยัรุ่นคนแก่นิยมให้ใส่เครื่องเงินประดับ เช่น กำ ไร แหวน เคอะโป (Khawb paug) ซึ่ ง หมำยถึงเงินที่คนม้งนิยมน ำมำใส่ไว้ที่คอในช่วงเทศกำลปี ใหม่ม้ง ชุดแต่งกายวัยรุ่นชาย ชุดแต่งกายของวัยรุ่นหญิง


20 1.5)การแต่งกายของชายวัยแต่งงาน ชุดแต่งกำยของผู้ชำยวัยแต่งงำน จะปักด้วยลำยต่ำง ๆ พร้อมกับประดับด้วยลูกปัด และเหรียญ เครื่องเงินเพียงเล็กน้อย กำรปักลวดลำยจะไม่ละเอียดเท่ำชุดของวัยรุ่นชำย ผู้ชำยที่มีอำยุแล้วจะไม่นิยม สวมใส่ชุดที่ปักด้วยลำยต่ำงๆ และประดับกำรแต่งกำยด้วยเครื่องเงินเลย ส่วนชำยชรำจะนิยมใส่เฉพำะ ชุดเส้ือผำ้ที่มีสีทึบเท่ำน้นั 1.6)การแต่งกายของหญิงวัยแต่งงาน กำรแต่งกำยของหญิงที่มีครอบครัวแล้วโดยมำกจะไม่นิยมประดับด้วยลูกปัดและเครื่องเงิน เหมือนชุดของหญิงสำววัยรุ่น ถ้ำเป็ นหญิงที่มีอำยุแล้วจะมีผ้ำพันหัว ภำษำม้งเรียกว่ำ “ผวั่ ” (phuam) ส่วนเส้ือและกระโปรงน้นัจะปักด้วยลำยเพียงเล็กน้อย 4.1.2การแต่งกายตามพิธีกรรมงานสมรส ในพิธีกรรมงำนสมรส ชำวม้งจะไม่มีชุดเฉพำะส ำหรับสวมใส่ในพิธี ชุดแต่งกำยของเจ้ำบ่ำวก็ จะเป็นชุดมง้ทวั่ ไป เพียงแต่ต้องเน้นควำมใหม่ สดใส ให้เหมำะสมกับงำน ส่วนเจ้ำสำวทำงครอบครัว ของฝ่ำยเจำ้บ่ำวจะตดัเยบ็เส้ือผำ้เหมือนชุดมง้ทวั่ ไปให้1 ชุด กำรจะประดับด้วยเครื่องเงินชนิดต่ำงๆ น้นั อยู่ที่ฐำนะของฝ่ ำยเจ้ำบ่ำว และชุดดังกล่ำวจะใช้ส ำหรับให้เจ้ำสำวสวมใส่ในงำนพิธีกรรมสมรส ชุดแต่งกายวัยแต่งงาน ชุดแต่งกายของหญิงวัยแต่งงาน


21 ส ำหรับแขกที่ทำงฝ่ ำยเจ้ำบ่ำวและเจ้ำสำวเชิญมำช่วยงำนจะต้องแต่งชุดม้ง ส่วนญำติพี่น้องและ แขกผู้มำเยือนเจ้ำบ่ำวเจ้ำสำวในพิธีงำนสมรส กำรแต่งกำยอยู่ที่ควำมสะดวกของแต่ละคน แต่โดยปกติ ทวั่ ไปแลว้ผทู้ี่มำร่วมงำนพิธีสมรสทุกคนจะแต่งชุดม้งที่มีควำมสดใส 4.1.3การแต่งกายตามพิธีกรรมงานศพ ในพิธีกรรมงำนศพ ชำวม้งแขกผู้มำเยือนสำมำรถแต่งกำยได้ทุกรูปแบบตำมควำมเหมำะสม แต่ ก่อนวนัจะนำ ศพไปฝังจะมีพิธีกรรมซ่ึงชำวมง้เรียกวำ่ “คัวจือ” (qhuatxws) ซึ่งจะเป็ นวันที่ลูกหลำนของ ผู้ตำยได้เชิญญำติพี่นอ้ง เช่น ป้ำ นำ้อำ มำแสดงควำมรักอำลยัอำวรณ์ต่อผตู้ำย ดว้ยกำรนำ เหลำ้กบั ไก่ 1 คู่ หรือ หมู 1 ตวัมำให้กบัผูต้ำยและตอ้งมำช่วยฆ่ำววัพร้อมกบัทำ อำหำรเล้ียงแขกในพิธีงำนศพดว้ย และวันน้ีแขกที่เป็นญำติพี่น้องของผูต้ำยผูเ้ป่ำแคนท้งัฝ่ำยที่นำ พำแขกมำเยือน และฝ่ำยต้อนรับทุกคน ต้องแต่งกำยด้วยชุดม้ง 4.1.4การแต่งกายในพิธีอัวเน้ง (เข้าทรง) ในพิธีกรรมอวัเนง้หรือเขำ้ทรง ทุกคร้ังที่หมออวัเนง้ (Ua neeb) จะต้องใส่ชุดม้งพร้อมกับใส่ผ้ำ คลุมหัว หัวแม่มือด้ำนซ้ำยประดับด้วยเครื่องเงินทองขำวมีลักษณะคล้ำยแหวน แต่มีขนำดใหญ่กว่ำ ส่วน มือข้ำงขวำถือเจี๊ยะเน้ง (Txiab neeb) ลักษณะเป็ นวงกลม ขนำดเส้นผ่ำนศูนย์กลำงประมำณ 12 – 15 ซม. สบัดไปมำ พร้อมกับมีอีกคนช่วยตีฆ้องอยู่ด้ำนหลัง การแต่งกายในพิธีอัวเน้ง (เข้าทรง)


22 เดรียฌอ 4.2ลกัษณะเด่นรูปแบบชุดเครื่องแต่งกายตามประเพณีและเทศกาลแยกตามเพศ 4.2.1 ลักษณะเด่นบนชุดเครื่องแต่งกายของเพศชาย ประกอบด้วย2 ส่วนหลัก 1) ซ้ีเลี๊ย(Sev liab) 2) เดรียฌอ(Ntiag tsho) 1) ซี้เลี๊ย(Sev liab) ซี๊เลี้ย(Siv liab) หมำยถึงผำ้พนัเอวของผูช้ำยที่ปักดว้ยลำยบนปลำยท้งัสองขำ้งของผำ โดยมำก ้ จะเป็ นผ้ำสีแดงแต่ปัจจุบันจะมีหลำกหลำยสีอยู่ที่ลักษณะกำรออกแบบ ซึ่งมีควำมยำวประมำณ 1 เมตร และควำมกว้ำงประมำณ 15 ซม. ตำมลักษณะอ้วนผอมของแต่ละคน ซี้เลี้ย ถือเป็ นส่วนประกอบที่เป็ นเอกลักษณ์เด่น บนชุดแต่งกำยของผู้ชำย ในงำนเทศกำลที่ส ำคัญ เช่น เทศกำลปี ใหม่ม้ง ผู้ชำยทุกคนต้องใส่ซี้เลี้ย หำกคนใดไม่ ใส่จะถึงว่ำกำรแต่งชุดยังไม่สมบูรณ์แบบ ซี๊เลี้ยนอกจำก เป็ นเครื่องประดับชุดแต่งกำยแล้วยังเป็ นสัญลักษณ์บ่ง บอกถึงควำมเป็ นผู้ชำย 2.) เดรียฌอ(Ntiag tsho) เดรียฌอ หมำยถึงส่วนที่เป็นลำยปักบนตัวเส้ืออยู่ บริ เวณอกมีควำมยำวประมำณ 25 – 30 ซม. ควำมกว้ำง ประมำณ 10 – 15 ซม. มีลักษณะโค้งเฉียงตำมขอบเส้ือ บริเวณอก เดรียฌอ ถือเป็ นส่วนประกอบที่มีลำยปักที่ส ำคัญ บนตวัเส้ือเป็นชิ้นส่วนประดบัและเป็นสัญลกัษณ์บ่งช้ีว่ำเป็น ลกัษณะเส้ือของผชู้ำย ซี๊เลี้ย


23 4.2.2 ลกัษณะเด่นบนชุดเครื่องแต่งกายของเพศหญิง ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก 1.) เซ้ (Sev) มี 2 ส่วน (1.1) เซ้เชีย (Sev sia) (1.2) เซ้บัว(Sev npua) 2.) เตี๊ยะ(Tiab) หรือกระโปรง 3.)โก้ป๊อเจ(Nauj pob ntseg) หรือ ตุ้มหู 1.) เซ้ (Sev) มี 2 ส่วน (1.1) เซ้เชีย(Sev sia) เซ้เชี ย ห ม ำย ถึ ง ผ้ำที่ ถู ก อ อ ก แ บ บ เป็ น รู ป ท ร ง สี่เหลี่ยมผืนผ้ำปักด้วยลวดลำยต่ำง ๆ ช่วงบนจะเย็บติดกับผ้ำพัน เอว ซึ่งผ้ำพันเอวเป็ นส่วนประกอบของ เซ้ (Sev) ช่วงปลำยของ ผ้ำพันเอวจะปักด้วยลำยต่ำง ๆ ใช้ผูกให้ห้วยลงตำมสะโพก ควำม กว้ำงควำมยำวของเซ้ข้ึนอยู่กับรูปร่ำงของบุคคลที่จะใส่ เซ้ใช้ ส ำหรับประดับด้ำนหน้ำระหว่ำงเอวจนเกือบถึงเท้ำ (1.2) เซ้บัว(Sev npua) เซ้บัว มีลักษณะรูปทรงเหมือน เซ้เซีย เพียงแต่ควำมกว้ำง และควำมยำวส้ันกว่ำ นิยมปักลำยช่วงกลำงตำมแนวยำว ใช้ ส ำหรับประดับด้ำนหลังระหว่ำงเอวลงมำ เซ๊บัว จะใส่คู่กับกำรเกง เท่ำน้นัเมื่อไรที่ใส่กระโปรงจะไม่ใส่เซบ้วั เซ้เซีย เซ้บัว


24 2.) เตี๊ยะ(Tiab) หรือ กระโปรง เตี๊ยะ(Tiab) หรือกระโปรง ถือเป็ นเอกลักษณ์หลักของผู้หญิง มีกำรปักด้วยลำยต่ำง ๆ เย็บเป็ น กลีบ นิยมน ำมำสวมใส่กันในช่วงเทศกำลปี ใหม่ 3.) โก้จอ(Kauj co) หรือ ตุ้มหู โก้จอ หรือ ตุ้มหู เป็ นเครื่องประดับเพื่อควำมสวยงำมและอ่อนโยนของผู้หญิง ชำวม้งจะให้ ผู้หญิงใส่โก้จอ ซึ่งจะมีกำรเจำะรูเพื่อใส่โก้จอ ช่วงยังเป็ นทำรกอยู่ 4.3การผลติชุดเครื่องแต่งกายวัตถุดิบ /กระบวนการผลิต /การออกแบบลวดลาย /การเก็บรักษา 4.3.1วัตถุดิบ / กระบวนการผลิต 1.) หม้งั (Maj) หรือ กัญชง 2.) ซ้อ(Xov) หรือ เส้นด้ำย 3.) โด๊ะ (Ntaub) หรือ ผ้ำ เตี๊ยะ โก้จอ


25 4.)ก้ำ (Nkaj) หรือ ต้นฮ่อม 5.) ค้วัเจี๊ยะ(Quav clab) หรือข้ีผ้ึง 1.) หมั้ง (Maj) หรือกัญชง ชำวมง้จะมีกำรปลูกหม้งัหรือญชงเพื่อนำ มำผลิตเป็นเส้นดำ้ยและผำ้มำเป็นเวลำยำวนำน รวมท้งั นำ มำใชใ้นพิธีกรรมต่ำง ๆ กำรปลูกหม้งัหรือกญัชงจะปลูกช่วงประมำณเดือน พฤษภำคม เมื่อตน้หม้งั หรือกัญชงมีอำยุประมำณ 3-4 เดือน จะมีควำมสูงประมำณ 3 เมตร ก็จะท ำกำรเก็บเกี่ยวโดยกำรตัดที่ โคนตน้กญัชง จำกน้ันจะถูกนำ มำตกัแดดจนแห้งสนิท แล้วจึงใช้มือลอกเปลือกออกจำกล ำต้น โดยให้ เส้นใยมีขนำดใกลเ้คียงกนัหลงัจำกน้นัจึงนำ เส้นใยไปต ำในครกกระเดื่องเพื่อให้เปลือกนอกที่หุ้มติดกับ เส้นใยหลุดออกไปให้เหลือแต่เส้นใยแท้และนำ มำมว้นเป็นกอ้น จำกน้นันำ ไปจุ่มน้ำ ร้อนใหเ้ส้นใยอ่อน ตัวแล้วน ำไปเข้ำเครื่องกรอเป็ นมดัไว้และนำ ไปตม้เคี่ยวในน้ำ ข้ีเถำ้ประมำณ 5-6 ชวั่โมงแลว้นำ ไปหมกั ในข้ีเถำ้เปียกอีกประมำณ 2-3 วนัจำกน้นัจึงนำ เส้นใยมำลำ้งดว้ยน้ำ จนดูวำ่เป็นสีขำวสะอำด และน ำมำ เข้ำเครื่องรีดซึ่งประกอบด้วยท่อนไม้กลมและก้อนหินทับเส้นใยโดยกำรข้ึนไปกลิ้ง หลงัจำกรีดจนแน่ใจ ว่ำเส้นใยอ่อนนุ่มตำมตอ้งกำรแลว้นำ ไปซักลำ้งทำ ควำมสะอำดตำกให้แห้งสนิท นำ เอำไปปั่นให้เป็น เส้นด้ำย แล้วจึงน ำไปเก็บรักษำไว้เพื่อใช้ในกำรทอเป็ นผ้ำต่อไป ต้นกัญชง ต้นกัญชงทถีู่กตากแห้ง แล้วพร้อมลอกเส้นใย ขั้นตอนการลอกเส้นใยกัญชง การรีดเส้นใยกัญชง เส้นใยกัญชงที่ม้วน แล้ว


26 2.) ซ๊อ (Xov) หรือ เส้นด้าย ซ้อ หรือ เส้นด้ำย ท ำมำจำกกำรน ำเอำเส้นใยกัญชงที่ผ่ำนกระบวนกำรมำข้นัหน่ึงแลว้มำเขำ้ เครื่องปั่นให้เป็นเส้นดำ้ย เส้นดำ้ยที่ออกจำกเครื่องปั่นจะวำงเก็บไวอ้ย่ำงเป็นระเบียบมดัให้ไดข้นำดตำม ต้องกำรแล้วน ำเก็บไว้ 3.) โด๊ะ (Ntaub) หรือ ผ้า โด๊ะ หรือผำ้ทำ มำจำกเส้นดำ้ย โดยกำรนำ เส้นดำ้ยที่ผ่ำนกระบวนกำรมำหลำยข้นัตอนจำกตน้ กัญชงมำทอเป็ นผ้ำที่มีขนำดกว้ำงประมำณ 10 -12 นิ้วผำ้ที่ทอไดจ้ะมีลกัษณะสีขำว ซ้อ ผ้าที่ก าลังลงขี้ผึ้ง ผ้าที่ลงขี้ผึ้งและผ่านการย้อมสีแล้ว


27 4.)ก้า (Nkaj) หรือ ต้นฮ่อม กำ้หรือ ตน้ฮ่อม เป็นพืชที่สำมำรถนำ มำยอ้มผำ้ใหเ้ป็นสีน้ำ เงิน ซ่ึงมีกำรปลูกทวั่ๆ ไป นอกจำก ปลูกไว้ใช้ส ำหรับกำรย้อมสีผ้ำแล้ว ยังสำมำรถใช้เป็นพืชสมุนไพรไดด้ ้วยกำรยอ้มสีผำ้น้ันนับว่ำเป็น ข้นัตอนที่ยงุ่ยำกและซบัซอ้นพอสมควรตอ้งใชค้วำมชำ นำญในกำรยอ้ม 5.) คั๊วเจี๊ยะ (Quav ciab) หรือ ขี้ผึ้ง คั๊วเจี๊ยะ หรือข้ีผ้ึง เป็นวตัถุดิบที่ชำวมง้นำ มำใชส้ ำหรับกำรลงลำยบำติคบนผำ้ใยกญัชงเพื่อให้ ได้สีตำมต้องกำร อุปกรณ์ใช้ส ำหรับลงบำติด มีชื่อเรียกว่ำ ด๊ำเจี๊ยะ(Dar ciab) ซ่ึงเป็นปำกกำเขียนข้ีผ้ึงให้ ผ้ำเป็ นลำยตำมต้องกำร 4.3.2 การออกแบบลวดลายมี 2 ขั้นตอน 1.) โค๋(Qauv) หรือ แม่แบบ 2.) ปักตำมโค๋ 1.) โค๋(Qauv) หรือ แม่แบบ โค๋ หมำยถึง แม่แบบหรือกำรออกแบบเพื่อใหง้่ำยต่อกำรปักเยบ็กำรจะเยบ็เส้ือผำ้ชุดใด ชุดหน่ึง ต้องมีกำรออกแบบหรือท ำโค๋ (Qauv) ล่วงหน้ำ จำกน้ันก็จะปักเย็บตำมแบบที่วำงไว้โค๋ (Qauv) มี ด้วยกันหลำยแบบยกตัวอย่ำง 4รูปแบบด้วยกัน (1.1)โค๋ คะ คื่อ (Qauv qab qwj) (1.2)โค๋ ต๊ะ เตี๊ยะ (Qauv tab tiab) (ส ำหรับท ำกระโปรง) ก้า


28 (1.3)โค๋ เดรีย ฌอ (Qauv ntriag tsho) (1.4)โค๋ โล ฮำ (Qauv laug has) 2.) ปักตามโค๋หรือแบบ หลังจำกที่ท ำโค๋ (Qauv) หรือแม่แบบเสร็จแล้วก็จะมีกำรปักเสริมลวดลำยตำมโค๋หรือแบบที่ วำงไว้ หำกกำรปักไม่เป็ นไปตำมโค๋ ก็อำจจะมีปัญหำในกำรตัดเย็บชุด 4.3.3การเก็บรักษา 1. ทำ กำรซกัตำกใหแ้หง้เพื่อป้องกนัเส้ือผำ้มีกลิ่นเหมน็อบั 2. ถ้ำเป็ นกระโปรงจะมีกำรใช้ด้ำยเย็บให้เป็ นกลีบม้วนเก็บไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้กระโปรง เกิดรอยยับ 3. พบัเส้ือผำ้เก็บไวใ้นหีบให้เป็นสัดส่วนโดยแยกชุดชำย/ หญิงและวำงไว้ในห้องนอน 1.1 โค๋ คะ คื่อ 1.2โค๋ ต๊ะ เตี๊ยะ (ส าหรับท ากระโปรง) 1.3โค๋ เดรีย ฌอ 1.4 โค๋ โล ฮา หีบสานส าหรับเก็บเสื้อผ้า


29 4.4รูปแบบการประยุกต์ใช้ในปัจจุบันมีด้วยกนัหลายรูปแบบ เช่น 1.) โค๋(Qauv) หรือแม่แบบ 2.) สีของชุด 3.) เครื่องประดับชุด 4.) หมวก 5.)รูปแบบตวัเส้ือ 1.) โค๋(Qauv) หรือแม่แบบ ในอดีตโค๋ (Qauv) น้ันจะมีเพียงไม่กี่แบบ เช่น โค๋คะ (Qauv qab qwj), โค๋ด๊ะ เตี๊ยะ (Qauv tab tiab), โค๋เดรียชอ (Qauv ntiag tsho), และ โค๋โลฮำ (Qau laug has) ปัจจุบันมีกำรออกแบบหรือท ำโค๋ (Qauv) ใหม่ ๆ มำกมำยมีลักษณะเป็ นรูปดอกไม้ ใบไม้ ผลไม้ ผีเส้ือแมลงและรูปสัตวต์ ่ำง ๆ ในหมู่วยัรุ่นจะนิยมประยุกต์โค๋ (Qauv)ลักษณะต่ำง ๆ ดังกล่ำวมำ ประดับชุดเครื่องแต่งกำยซึ่งจะเห็นชัดเจนในช่วงเทศกำลปี ใหม่ 2.) สีของชุดประกอบด้วย2 ส่วน (2.1) ลักษณะสีของเส้นด้ำย (2.2) ลักษณะสีของผ้ำ (2.1.) ลักษณะสีของเส้นด้าย ในอดีตกำรปักลำยต่ำง ๆ ลงบนชุดจะนิยมใช้เส้นด้ำยที่มีควำมแตกต่ำงหลำกหลำยสี เน้นสีจ้ำ เข้มลงในโค๋ (Qauv) หรือแม่แบบเดียวกัน โค๋ในอดิต โค๋ปัจจุบัน อดิต


30 ปัจจุบนักำรปักลำยลงบนชุดเส้ือผำ้จะไม่นิยมใชเ้ส้นดำ้ยหลำกหลำยสีและจำ้เหมือนในอดีต จะ เน้นสีทึบและลักษณะสีคล้ำยคลึงกันในโค๋ (Qauv) หรือแม่แบบเดียวกัน (2.2) ลักษณะสีของผ้า ในอดีตกำรเลือกผ้ำมำท ำชุดแต่งกำย มีกำรใช้รูปแบบผ้ำที่มีหลำกหลำยสีมำประกอบกัน เช่น สี แดง เขียว ชมพู ด ำ ขำว ฯลฯ ชุดแต่งกำยที่ท ำส ำเร็จแล้วจะมีลักษณะจ้ำ ปัจจุบันจะใช้ผ้ำที่มีลักษณะสีคล้ำยคลึงมำท ำเป็ นชุด เช่น เส้ือกำงเกงและเครื่องประดบับนชุด จะเน้นสีในลักษณะเดียวกัน 3.) เครื่องประดับชุด กำรใช้เครื่องประดับลงบนชุดแต่งกำยในอดีตจะใช้เหรียญทองขำวลักษณะคล้ำยเหรียญบำทมี ขนำดเท่ำกับเหรียญ 50 สตำงค์มำเยบ็ ประดบัชุดท้งัเส้ือและกระโปรง ปัจจุบันกำรประดับชุดแต่งกำยจะนิยมใช้ลูกปัดแบบต่ำง ๆ และเน้นสีลูกปัดให้มีควำมคล้ำยกับ สีลำยปักบนชุด 4.) หมวก ปัจจุบันในช่วงเทศกำลปี ใหม่เด็กสำวจะแต่งตัวครบชุดโดยกำรใส่หมวกประดับด้วย ลักษณะ ของหมวกน้ันปักเย็บด้วยลำยปัก พร้อมกับประดับด้วยลูกปัดตำม ควำมตอ้งกำร ซ่ึงจะนิยมใส่ในช่วงเทศกำลปีใหม่เท่ำน้นั ส่วนในอดีตน้นั จะเป็ นในลักษณะของผ้ำพันหัวโดยมีกำรปัก ลำยใหเ้กิดควำมสวยงำม ผหู้ญิงนิยมใชต้้งัแต่งช่วงวยัรุ่นจนถึงแก่เฒ่ำ เครื่องประดับชุดแต่งกาย เคอะโป เป็ น เครื่ องเงิน ส วม ใส่ บริเวณคอเพื่อประดับการแต่งกาย หมวก


31 5.) รูปแบบตัวเสื้อ แบบเส้ือที่มีกำรประยกุตม์ำสวมใส่ของผชู้ำยปัจจุบนัจะมีดว้ยกนัหลำยแบบ เช่น เส้ือกกั๊เส้ือคอ เชิ๊ต เส้ือคอกลมทรงยำวมีลกัษณะคลำ้ยเส้ือเชิ๊ต อดีตน้นัจะมีเพียงแบบเดียวคือ ทรงเส้ือจะส้ัน ชำยเส้ือ จะอยรู่ะหวำ่งทอ้ง แขนเส้ือยำว แบบเส้ือของผูห้ญิงในอดีตมีลกัษณะแขนยำว มีกำรปักลำยช่วงปลำยแขนเส้ือ หรือ บริเวณ ข้อมือ ส่วนด้ำนหน้ำมีผ้ำปักลำยกว้ำงประมำณ 5-7 ซม. ควำมยำวระหว่ำงไหล่ลงมำถึงเอว เรียกว่ำ เดรี ยฌอ(Ntiag tsho) ด้ำนหลังจะปักลำยบนผ้ำสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีขนำด 12 x 12 ซม. เย็บติดกับส่วนบนของ เส้ือ เรียกว่ำ ด๊ำฌอ (Dab tsho) ปัจจุบันมีกำรประยุกต์หลำยแบบ เส้ือจะมีลักษณะแขนส้ัน แขนกุด บริเวณเดรียฌอ (Ntiag tsho) และ ด๊ะฌอ(Dab tsho) จะมีกำรปักลำยในลักษณะของตัววี(V) ตัวยู(U) และคอกลม ซึ่งปัจจุบันจะมีกำรประยุกต์ชุดแต่งกำยแตกต่ำงจำกอดีตค่อนข้ำงมำก 4.5 ชุดพเิศษ (ชุดศพ) ชำวม้งมีชุดเฉพำะส ำหรับคนตำย ชุดดังกล่ำวท ำมำจำกผ้ำใยกัญชง ผ้ำชนิดอื่นๆไม่สมำรถ น ำมำตัดเย็บเป็ นชุดศพได้ เพรำะชำวม้งเองมีควำมเชื่อว่ำเป็ นผ้ำที่ไม่เน่ำเปื่ อย ส่วนผ้ำที่ท ำมำจำกผ้ำใย กญัชงน้ันสำมำรถเน่ำเปื่อยไปกบัศพผูต้ำย และยงัเชื่อว่ำกำรให้ผูต้ำยสวมใส่ชุดผำ้ใยกญัชงจะทำ ให้ ผู้ตำยสำมำรถกลับไปพบกับบรรพบุรุษของตนเองในดินแดนอันเงียบสงบ ซึ่งชุดดังกล่ำวประกอบด้วย ส่วนส ำคญัหลกัๆ ดังน้ีคือ เสื้อ กางเกง และผ้าปู ส ำหรับผำ้ปูศพน้ันชำวมง้มีควำมเชื่อว่ำเมื่อผูต้ำย กลบัไปถึงดินแดนของบรรพบุรุษแลว้จะเป็นเสมือนพ้ืนที่อยอู่ำศยัพ้ืนที่ทำ กินของผูต้ำยน้นัๆ ชุดศพชำวมง้จะไม่ประดบัดว้ยเครื่องเงินหรือสิ่งของที่ไม่เน่ำเปื่อยท้งัสิ้นซ่ึงถือเป็นขอ้ห้ำมเลย ทีเดียว แม้แต่โลงศพ หลุมฝังศพ ก็ห้ำมไม่ให้มีเหล็ก ตะปู หรือเครื่องเงินต่ำงๆฝังลงไปกับศพผู้ตำย เพรำะตำมควำมเชื่อสิ่งเหล่ำน้ีจะไม่เน่ำ ท ำให้เกิดผลกระทบกำรเจ็บป่วยได้ไข้พิกำร กลับมำยงั ลูกหลำนที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้านหน้า ด้านหลัง กางเกง ผ้าปู


32 4.6 องค์ประกอบชุดแต่งกายชาย หมำยเลข 1คือ เตฌอ หรือ แขนเสื้อ หมำยเลข 2คือ เดรียฌอ หมำยเลข 3คือ ซี้เลี้ย หรือ ผ้าพันเอว หมำยเลข 4คือ เจดรี หรือ ขากางเกง หมำยเลข 5คือเตอดรี 2. เดรียฌอ 1. เตฌอ หรือ แขนเสื้อ 4. เจดรี หรือ ขากางเกง 5 เตอดรี 3.ซี้เลี้ย ชุดสมบูรณ์แบบ 1 2 3 4 5 เสื้อ กางเกง


33 4.7 องค์ประกอบชุดแต่งกายหญิง หมำยเลข 1 คือ เดรียฌอ หมำยเลข 2 คือ เตฌอ หรือ แขนเสื้อ หมำยเลข 3 คือ ฬ้ าเซีย หรือ สายพันเอว หมำยเลข 4 คือ เช้เซีย หมำยเลข 5 คือ ด๊ะฌอ บทที่ 5 : บทสรุปและข้อเสนอแนะ 1.เดรียฌอ 2.เตฌอ หรือ แขนเสื้อ ด๊ะฌอ จะอยู่ ด้านหลังต้นคอ ระหว่างไหล่ 4.เซ้เซีย 3.ฬ้ า หรือ ผ้าพันเอว ชุดสมบูรณ์แบบ เสื้อ กระโปรง 1 2 3 4 5


34 บทที่5 : บทสรุปและข้อเสนอแนะ 5.1 บทสรุป กำรจัดท ำวิจัยชุดเครื่องแต่งกำยชนเผ่ำมง้คร้ังน้ีไดเ้ลือกวิจยัเฉพำะในพ้ืนที่หมู่บำ้นแม่สำใหม่ หมู่ 6 ต ำบลโป่ งแยง อ ำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่ จำกกำรเก็บขอ้มูลพ้ืนฐำนของชุมชนและชุดเครื่องแต่ง กำยจะเห็นว่ำต้ังแต่ในอดีตประมำณ 50 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันจะเกิดควำมเปลี่ยนแปลงหลำยอย่ำง ดงักล่ำวต่อไปน้ี ระบบการเกษตร ในอดีตชุมชนม้งบ้ำนแม่สำใหม่จะประกอบอำชีพท ำไร่ข้ำว ไร่ข้ำวโพด สำ หรับนำ มำบริโภคและเล้ียงสัตวภำยในครอบครัว ์ นอกจำกทำ กำรเกษตรแลว้ยงันิยมเล้ียงสัตวจ ำพวก ์ หมูไก่วัว เพื่อบริโภคและไว้ใช้ในพิธีกรรม ส่วนม้ำน้ันเล้ียงไว้ส ำหรับใช้งำน แต่ปัจจุบันกำร ประกอบอำชีพได้มีกำรเปลี่ยนไป ระบบกำรเกษตรจะเน้นเชิงธุรกิจ เช่น กำรปลูกพืชผลไมจ้ำ พวกลิ้นจี่ บ๊วย อำโวกะโด สำลี่ รวมท้งัพืชผกัจำ พวกกะหล่ำ ปลีสลดัผกักำดขำว และไมด้อกเมืองหนำวพวก เยอร์บีร่ำ เบญจมำศ สแตติส ฯลฯ เพื่อส่งจำ หน่ำยตำมตลำดทวั่ ไป ส่วนพวกพืชผกัพ้ืนบำ้นจะมีกำร ปลูกน้อยลง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ในชุมชนบำ้นแม่สำใหม่มีกำรแบ่งพ้ืนที่กำรใชป้ระโยชน์ต่ำงๆ เช่น พ้ืนที่ทำ กิน ที่อยู่อำศัย ที่สำธำรณะ ป่ ำชุมชนใช้สอย ป่ ำอนุรักษ์ นอกจำกน้ีแลว้ยงัมีป่ำพิธีกรรม (ดงเซง้) รวมท้งักำรจดัทำ แนวกนัไฟ กำรปลูกป่ำเสริม และยังมีกำรร่ำงระเบียบข้อบังคับต่ำงๆไว้ใช้ใน ชุมชน ชุดการแต่งกาย จำกกำรสอบถำมแลกเปลี่ยนกับกลุ่มผู้รู้บ้ำนแม่สำใหม่ กำรแต่งกำยและกำร ปักเย็บชุดของชุมชนจะเห็นว่ำมีกำรเปลี่ยนแปลงอย่ำงชัดเจนในเรื่องของ ชุด แบบ ลำย สี และกำรตัด เย็บเพื่อเชิงธุรกิจ ในอดีตน้ันกำรออกแบบตดัเย็บชุดแต่งกำยก็เพื่อสวมใส่ในชีวิตประจ ำวันและใน เทศกำลต่ำงๆ เช่น ปี ใหม่ม้ง วิธีปักลวดลำยจะไม่เน้นแบบหรือโค๋มำกนัก โค๋ (Qauv) จะมีเพียงไม่กี่ แบบ เช่น โค๋คะโค๋(Qauv qab qwj), โค๋ต๊ะเตี๊ยะ (Qauv tab tiab), โค๋เดรียฌอ(Qauv ntiag tsho), และ โค๋ โลฮา (Qau laug has) เป็ นต้น ปัจจุบันมีกำรออกแบบหรือท ำโค๋ (Qauv) ใหม่ ๆ บนชุดมำกมำยมีลักษณะเป็ น รูปดอกไม้ ใบไม้ผลไม้ ผีเส้ือ แมลง และรูปสัตว์ต่ำง ๆ ฯลฯ ในหมู่วัยรุ่นจะนิยมประยุกต์โค๋ (Qauv)ลักษณะ ต่ำง ๆ ดังกล่ำวมำประดับชุดแต่งกำย ซึ่งจะเห็นชัดเจนในช่วงเทศกำลปี ใหม่ม้ง นอกจำกมีกำรประยุกต์ โค๋แล้ว ยงัมีกำรออกแบบเส้ือทรงต่ำงๆ เช่น เส้ือกั๊กเส้ือคอเชิ๊ต เส้ือคอกลมทรงยำวมีลกัษณะคลำ้ย เส้ือเชิ๊ตอีกมำกมำย นอกจำกท ำกำรตัดเย็บชุดเพื่อสวมใส่แล้ว อีกส่วนหนึ่งก็ตัดเย็บชุดเพื่อจ ำหน่ำยด้วย


35 5.2 ข้อเสนอแนะ ระยะเวลำในกำรทำ วิจยัชุดชนเผำ่คร้ังน้ีส้ันเกินไปท ำให้กำรจัดเก็บข้อมูลเป็ นไปอย่ำงเร่งรีบจึงมี ผลท ำให้กำรจัดเก็บข้อมูลชุดแต่งกำรและลำยปักชนิดต่ำงๆ ได้ไม่ครบสมบูรณ์เท่ำที่ควร อีกท้งัยงัมี ควำมจ ำกัดในเรื่องงบประมำณท ำให้กำรวิจัยได้เฉพำะในพ้ืนที่บำ้นแม่สำใหม่เท่ำน้นั ซ่ึงในพ้ืนที่ท ำกำร วิจัยดังกล่ำวมีเพียงม้งกลุ่มเดียวคือ มง้จวั๊หรือ มง้เขียว แทท้ ี่ในควำมเป็นจริงน้นัมีควำมจำ เป็นอย่ำงยิ่ง ที่ต้องท ำกำรวิจัยให้ครอบคลุมมง้ท้งัสองกลุ่ม คือ มง้จ้วัและมง้เด๊อะ เพรำะมง้ท้งัสองกลุ่มน้ีจะมีควำม แตกต่ำงในเรื่องของชุดแต่งกำย ดงัน้นั โอกำสต่อไปหำกมีกำรท ำวิจัยอยำกให้ทำงผู้ที่เกี่ยวข้องจัดสรรงบประมำณและระยะเวลำ ในกำรท ำวิจัยให้เหมำะสมและเพียงพอ เพื่อให้ผู้จัดเก็บข้อมูลมีเวลำในกำรระดมสอบถำมข้อมูลที่ เกี่ยวข้องจำกผู้รู้ให้มำกที่สุดพร้อมกับน ำมำวิเครำะห์จัดท ำรำยละเอียดให้ครอบคลุมและมีควำม สมบูรณ์ที่สุด


a เอกสาร/แหล่งอ้างอิง 1. องค์ความรู้ทอ้งถิ่นมง้ : เครือข่ายสิ่งแวดลอ้มมง้, สมาคมศูนยร์วมการศึกษาและวนัธรรมของ ชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศวท./IMPECT) 2. กัญชา -กัญชง ส านักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาคเหนือ การสัมภาษณ์เกบ็ข้อมูล 1. เวทีท าความเข้าใจภูมิไทยชุดไทยระดับชุมชน 25 กรกฎาคม 2548 ณ บ้านแม่สาใหม่ ต าบลดป่ งแยง อ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 2. เวทีจัดเก็บข้อมูลเชิงลึก “ภูมิไทยชุดไทยคร้ังที่1” 9 สิงหาคม 2548 ณ บ้านแม่สาใหม่ ต าบลโป่ งแยง อ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 2. เวทีจัดเก็บข้อมูลเชิงลึก “ภูมิไทยชุดไทยคร้ังที่2” 28 สิงหาคม 2548 ณ บ้านแม่สาใหม่ ต าบลโป่ งแยง อ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่


b ภาคผนวก คณะผู้รู้ที่ให้ข้อมูลชุดแต่งกายชนเผ่าม้ง ชุมชนบ้านแม่สาใหม่ 1. นาง ชง แซ่โซ้ง 2. นาง หมาย แซ่ย่าง 3. นาง ช้วัะ แซ่โซ้ง 4. นาง ซัว แซ่โซ้ง 5. นาง เย้ง แซ่ท้าว 6. นาย หยวั่ ถนอมรุ่งเรือง 7. นาย กระจ่าง ถนอมรุ่งเรือง 8. นาย หรือ พยุหวงศา 9. นาย เย่อ ทรงกิตติกุล คณะจัดเก็บและท ารายละเอียดข้อมูล 1.นาย ลาลี ลีลาศีลธรรม เจ้าหน้าที่สมาคม IMPECT 2.นาย บุญสว่าง แซ่วะ เจ้าหน้าที่สมาคม IMPECT 3.น.ส.วิลาวัลย์ ธาราวโรดม เจ้าหน้าที่สมาคม IMPECT 4.นางวชิราภรณ์ภัทรเคหะ เจ้าหน้าที่สมาคม IMPECT 5.น.ส.กัลยา แสนยาอรุณ เจ้าหน้าที่สมาคม IMPECT คณะที่ปรึกษา 1. นาย สันติชัย แซ่ย่าง รองผู้อ านวยการสมาคม IMPECT 2. นาย สว่าง แซ่ย้าง ผปู้ระสานโครงการสร้างฐานเด็กเลก็ก่อนวยัเรียนบนพ้ืนที่สูง 3. นายหยวั่ถนอมรุ่งเรือง ผู้รู้ชุมชนบ้านแม่สาใหม่


Click to View FlipBook Version