The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ข้อมูลพื้นฐานชุมชน บ้านมอวาคี1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-10 06:24:43

ข้อมูลพื้นฐานชุมชน บ้านมอวาคี1

ข้อมูลพื้นฐานชุมชน บ้านมอวาคี1

ข้อ ข้ มูล มู พื้น พื้ ฐานชุม ชุ ชน บ้า บ้ นมอวาคี


1 รวบรวมโดย: ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ (พฤษภาคม 2559) ประวัติชุมชนบ้านหนองมณฑา ชุมชนบ้านหนองมณฑาหรือที่ชุมชนปกาเกอะญอในละแวกนั้นเรียนกันว่าบ้านมอวาคี1 ตั้งอยู่หมู่ ที่ ๑๖ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ ๔๓ กิโลเมตร ซึ่งหมู่ที่ ๑๖ ประกอบไปด้วยทั้ง ๔ หย่อมบ้าน คือหย่อมบ้านหนองมณฑา บ้านใหม่ บ้านปางมะโอ และบ้านขุนวิน ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ทิศใต้ ติดต่อกับ บ้านแม่มูต หมู่ ๖ บ้าน ใหม่วังผาปูน หมู่ ๑๕ และบ้านห้วยหยวก หมู่ ๗ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ทิศตะวันตก ติดต่อกับ บ้านทุ่งหลวง หมู่ ๒ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ คำว่า มอวาคี มีความหมายว่า ขุนน้ำแห่งโป่งดินขาว ที่เป็นแหล่งอาหารของเก้งกวาง ประวัติความเป็นมา จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่สืบต่อกันมา ชุมชนมอวาคีอาศัยมีการตั้งรกรากมาหลายชั่วอายุคน โดย กลุ่มแรกมาจากหมู่บ้านแม่โต๋ และบ้านแม่ขะปู ลุ่มน้ำอำเภอสะเมิง โดยมีนายต่าเข่อเหล่อและ ครอบครัว เป็นคนแรก เนื่องจากพื้นที่นี้มีความเหมาะสมในการตั้งถิ่นฐานมีน้ำอุดม มีลำห้วยสายสำคัญ หลายสายไหลผ่านอันประกอบด้วยมะโอโกละ 2 , คามาเลโกละ, ดอแหน้วะโกละ ดอยน้อยโกละ, ปอบื อยึอโกละ เพเดโกละ, แหม่โต๋โกละและนอแงโกละ จำนวนประชากร มีจำนวนบ้านเรือน ๕๕ หลังคาเรือน มี๑๐ หลังคาเรือนที่ยังไม่มีบ้านเลขที่ ประชากรทั้งหมดแบ่งเป็น ชาย ๙๘ คน หญิง ๑๐๕ คน เด็กชาย ๑๙ คน เด็กหญิง ๒๗ คน รวมทั้งหมด ๒๔๙ คน (๒๕๕๔) อาชีพหลักของชาวชุมชนจะทำไร่ ทำนา เลี้ยงวัว ควาย มีการหาของป่าเพื่อนำมา บริโภค และขายบางส่วน คนในชุมชนมีความสัมพันธ์กันแบบเครือญาติ ประกอบด้วยสกุลใหญ่ๆ ดังนี้ วงศ์ดำรงไพร มณฑา ธารสวรรค์มงคลพนาไพร ภูมิปัญญาดีสม ธาดารักษ์สกุล มณฑาอารี ภายในชุมชนมีการพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การเอามื้อเอาแรงในการทำไร่-ทำนา การแต่งกาย ใส่เสื้อผ้าทอมือ ผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานใส่ชุด “เชวา” ชุดขาวทรงกระบอกยาวกรอมเท้า และผู้หญิงที่ แต่งงานแล้วใส่ชุด “เชซู” เสื้อทรงกระบอกสีดำปักลูกเดือยและหนี่กอ ผ้าซิ่นทรงกระบอกสีแดง ส่วน ผู้ชายใส่เสื้อ (เชกอ) ประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อ ได้แก่ ประเพณีการแต่งงาน การผูกข้อมือ การละเล่น 1 บ้านมอวาคี เป็ นชื่อเรียกภาษาท้องถนิ่(ปกาเกอะญอ) ส่วนชื่อบา้นหนองมณฑาเป็นชื่อทางการที่สื่อสารกบัรัฐเป็นคา ดดัแปลง เพื่อให้สอบคลอ้งกบัชื่อที่คนทวั่ ไปรู้จกัและเรียกไดง้่ายแต่ชื่อด้งัเดิมจริงๆคือ บา้นมอวาคี 2 โกล๊ะ หมายความว่า ล าห้วย ในภาษาปกาเกอะญอ


2 รวบรวมโดย: ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ (พฤษภาคม 2559) เช่น การตีกลอง ตีฉาบ เล่นเตหน่า เป่าแกว เป่าส่อเฆ พิธีกรรมตามความเชื่อที่สำคัญ เช่น การเลี้ยงผีป่า ผีน้ำ ผีบรรพบุรุษ มีการยึดถือปฎิบัติตามข้อห้ามจารีตของหมู่บ้านอย่างเคร่งครัด สำหรับการนับถือ ศาสนา ได้ แก่ พุทธ คริสต์ และศาสนาดั้งเดิม (บกะ) โดยทุกศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข โดยเฉพาะ พุทธศาสนา และศาสนาดั้งเดิม ที่มีการผสมกลมกลืนกัน เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตปกาเกอญอ ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้ ความเชื่อเกี่ยวกับน้ำ ตาน้ำ (ทีเป่อทอ) ห้ามไปขุด คุ้ย เขี่ย เชื่อว่ามีผีที่ดุมากอยู่ ผู้ที่ไปรุกล้ำจะต้องถูกทำโทษ น้ำพุ (มอ)ลักษณะน้ำพุขึ้นมาจากดินไม่สูง อยู่บริเวณใกล้กับชุมชนร้าง แอ่งน้ำกระจก (ทีแมกะลา)เป็นแอ่งน้ำนิ่งขนาดเล็ก อยู่ที่หย่อมบ้านใหม่ น้ำที่ลอดจากใต้ดินแล้วไหลออก (ทีนึ่ง) บริเวณป่าต้นน้ำ บริเวณแหล่งน้ำที่พบในชุมชนมอวาคีดังข้างต้น เป็นสถานที่ที่ห้ามทำไร่ เพราะชาวบ้านเชื่อว่ามีผี อยู่ ห้ามรบกวน หากฝ่าฝืนจะทำให้เจ็บป่วย และต้องทำพิธีขอขมา เลี้ยงผี ด้วยหมูหรือไก่ ความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้และป่าไม้ ปกาเกอะญอบ้านมอวาคีแบ่งพื้นที่ป่าออกเป็น ๒ ประเภท คือ ป่าต้นน้ำและป่าอนุรักษ์หรือพื้นที่ ที่มีการบวชป่า พื้นที่วัด ซึ่งห้ามเข้าไปตัดไม้โดยเด็ดขาดแต่ถ้ามีความจำเป็นจะต้องมีการพูดคุยตกลงกัน ภายในชุมชนก่อน และ ป่าใช้สอย จะเป็นพื้นที่ที่ให้เข้าไปตัดไม้ได้ ๑) ห้ามตัดต้นไม้ในเขตป่าต้นน้ำ ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ที่มีการบวชป่า พื้นที่วัด พื้นที่ป่าที่มีความ อุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งของต้นน้ำ เป็นแหล่งสมุนไพรและแหล่งเรียนรู้ของเยาวชนรุ่นใหม่ ตามความเชื่อชาวบ้านจะไม่ให้ตัดหรือรุกล้ำเข้าไปทำไร่อย่างเด็ดขาดเพราะเชื่อว่าผีดุมาก หากใครฝ่าฝืนจะทำให้ไม่สบายและมีอันเป็นไป ๒) ป่ากิ่ว เป็นป่าที่อยู่ระหว่างกิ่วดอย ๒ ลูก เป็นป่าทึบเป็นแหล่งกำเนิดของสายน้ำ เป็นที่อยู่ ของสัตว์ป่าและทางเดินผ่าน และชาวบ้านเชื่อว่าเป็นทางเดินผ่านของผีด้วย ห้ามไปทำไร่ทำ นาหรือปลูกบ้านอยู่เด็ดขาด ๓) ป่าที่เป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบ หรือป่าเดะหมื่อเบอมีลักษณะเป็นเนินเล็กๆมีน้ำล้อมรอบ มี ความชุ่มชื้นมาก เป็นเหมือนแหล่งอนุบาลของสัตว์น้ำโดยเฉพาะกบเขียด ๔) ป่าน้ำพุ (ปก่าทีเป่อถ่อ) เป็นป่าที่มีแหล่งน้ำผุดออกมา เป็นแหล่งต้นน้ำทำให้ต้นไม้บริเวณนี้มี ลักษณะเขียวตลอดปี เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ ๕) ป่าช้า ห้ามตัดต้นไม้ในบริเวณนั้นเพราะอาจจะเป็นบ้านของผีที่อยู่ในบริเวณนั้น


3 รวบรวมโดย: ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ (พฤษภาคม 2559) พิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิต การเกิด เมื่อทารกเกิดสายรกที่ตัดออกไปแล้วก็จะบรรจุลงกระบอกไม้ไผ่ปิดฝาด้วยเศษผ้าแล้วนำไปผูกไว้ ตามต้นไม้ในป่ารอบหมู่บ้าน ต้นไม้ต้นนั้นเรียกชื่อว่า “เดปอทู่”แปลว่าต้นสายรกและต้นไม้ต้นนี้จะห้ามตัด โดยเด็ดขาดเพราะเชื่อว่าขวัญของทารกจะอาศัยอยู่ที่นั่นหากตัดต้นไม้ทิ้งจะทำให้ขวัญของทารกหนีไปและ ทำให้ทารกล้มป่วยลงหากว่าผู้ใดผู้หนึ่งตัดต้นไม้นี้โดยเจตนาหรือไม่เจตนาจะต้องถูกปรับด้วยไก่หนึ่งตัว พ่อ แม่ก็จะนำไก่ตัวนี้ไปทำพิธีเรียกขวัญทารกกลับคืนมา เมื่อถึงเวลาขั้วสายรกหลุดออกไปเป็นพ่อก็จะไปทำ พิธีผูกมือเรียกขวัญทารกโดยไปทำพิธีที่ใต้ต้นไม้ที่ผูกติดสายรกนั้นเพื่อให้ขวัญกลับมาอยู่ที่บ้าน เรียกพิธีนี้ ว่า “กี่เบลจือ” คือพิธีผูกขวัญครั้งแรกของบุคคลผู้นี้ที่เกิดมาลืมตาอยู่บนโลก ปกาเกอะญอเชื่อว่าขวัญของ คนจะมีอยู่ ๓๗ ขวัญ ที่อยู่ในรูปของสัตว์ชนิดต่างๆ การผูกขวัญครั้งแรกของทารกนี้ก็จะทำให้ทารกได้ รับขวัญทั้ง ๓๗ ขวัญนี้ โดยครบถ้วน บททา : ลำนำแห่งชีวิต บททาเป็นคำสอนและการบันทึกเรื่องราวในอดีตในรูปแบบของกลอนหรือบทกวี ใช้ร้องใน เทศกาลขึ้นปีใหม่หรือขึ้นบ้านใหม่ เทศกาลฉลองครึ่งปีและในพิธีแต่งงาน พื้นฐานการใช้ชีวิตและมุ่งให้คน รุ่นใหม่รักษาวัฒนธรรมประเพณีรวมทั้งเน้นเรื่องการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความเข้าใจและพึ่งพาอาศัยกัน นอกจากนี้ยังมีบททาอีกมากมายที่สั่งสอนให้คนปกาเกอะญอได้ดำเนินตามวิถีทางที่ถูกต้องของบรรพชน หากเด็กรุ่นใหม่ยอมรับและหันกลับมาสนใจ การทำไร่หมุนเวียน การทำไร่หมุนเวียนมีการหมุนเวียนใช้เวลาประมาณ ๗ –๑๐ ปี ทำให้ระบบนิเวศที่ถูกทำลายไป เหล่านั้นมีการฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิมมีการปลูกข้าว และ พืชผัก หลายชนิดในไร่ เช่น ถั่ว แตงกวา ฟักทอง ฟักเขียว และเครื่องเทศอีกหลายชนิด นับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาที่เต็มไปด้วยระบบแบบแผนและมี ความสัมพันธ์กับชีวิตชาวปกาเกอะญออย่างแนบแน่นเต็มไปด้วยความเชื่อและหลักคำสอนมากมาย เช่น จะไม่ทำไร่หมุนเวียนในบริเวณที่เป็นภูเขาและมีน้ำล้อม ป่าที่เป็นต้นน้ำ ตาน้ำ ที่มีน้ำพุขึ้น ที่แอ่งกระทะ (เดะมือเบลอ)คนปกาเกอะญอเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธ์อยู่ในนั้น เป็นที่ที่ผีดุไม่ควรจะไปรบกวน ที่กิ่วเขา การ ถางไร่ ถางพร้อมกันทั้งสองฝั่งได้(แพะเซอะก๊ะ) แต่ถ้าถางฝั่งเดียวปีต่อไปจะถางฝั่งตรงข้ามไม่ได้ ถางไร่ หนีบกัน(ต่าที่ต่าก๊ะ) ชาวมอวาคีเชื่อว่าจะทำให้คนในครอบครัวเจ็บป่วยและอาจถึงตายได้ถ้าเราทำไร่สอง แปลงแล้วมีคนมาเสียบทำตรงกลาง คนที่มาเสียบนั้นอาจจะเจ็บป่วยถึงตายได้


4 รวบรวมโดย: ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ (พฤษภาคม 2559) การถางไร่หรือกำลังถางไร่อยู่หากเจอสัตว์ดังต่อไปนี้ เช่น งู,เต่า,เก้ง,กวาง,แลนและอีเห็น จะไม่ทำ ไร่ที่บริเวณนั้นต้องเปลี่ยนที่ใหม่ ถ้าเลือกบริเวณที่จะถางไร่แล้วจะถางไว้ก่อนเพียงเล็กน้อยแล้วกลับบ้าน ไปถ้าฝันเห็น งู,การเข่นฆ่า ไฟไหม้หรือสัตว์ที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะไม่ทำไร่ในบริเวณนั้นเช่นเดียวกัน ไร่หมุนเวียนเป็นเหมือนตัวตนของชาวปกาเกอะญอบ้านมอวาคีมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องมากมาย ได้แก่ พิธีกินเชื้อพันธุ์ข้าว พิธีเลี้ยงผีไร่ พิธีเลี้ยงผีไร่ขอพร พิธีเลี้ยงไร่ปัดรังคราญ พิธีเลี้ยงเทพอัคคีพิธีเลี้ยง เทพขวัญข้าว พิธีไล่ความชั่วในไร่ พิธีกินหัวข้าว พิธีนวดข้าว พิธีขอข้าว พิธีเรียกขวัญข้าว พิธีเลี้ยงนกขวัญ ข้าว(โถ่ บือ ฆ่า) พิธีกินข้าวก้นเพิงนวด พิธีกินข้าวก้นยุ้ง พิธีกรรมช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต ผลการดำเนินงานขององค์กรชุมชนบ้านหนองมณฑา แต่เดิมชุมชนบ้านหนองมณฑาเป็นชุมชนที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากกระแสการพัฒนามากนัก เนื่องจากกระแสไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง อีกทั้งถนนหนทางในการเดินทางสัญจรก็มีความลำบากใช้การเดินเท้า เป็นหลัก มีความเป็นอยู่ที่สงบเรียบง่าย เรียนรู้จากธรรมชาติและวิถีชีวิตประจำวันโดยการปฏิบัติตามผู้ อาวุโสในหมู่บ้านซึ่งมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอด เด็กและเยาวชนเป็นผู้เรียนรู้และสืบทอดโดยตรง ถือ ว่าชุมชนมีอำนาจในการจัดการตนเองอย่างเบ็ดเสร็จและพึ่งพาตนเองนานราวๆ ๓๐ -๔๐ ปี จึงเริ่มมีการ ติดต่อ ค้าขายกับชุมชนภายนอก การเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล การศึกษาของเด็กและเยาวชน ใน ขณะเดียวกันหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาชุมชนในที่สูงมาก ยิ่งขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๕ ชุมชนเริ่มเปิดตนเองสู่สังคมภายนอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีองค์กรพี่เลี้ยง เช่น สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย เข้า มาหนุนเสริมกระบวนการ และได้ร่วมวิเคราะห์สภาพการณ์ชุมชนบ้านหนองมณฑา ภายใต้การศึกษา ดังกล่าว จึงเกิดแผนงานการพัฒนาชุมชนมากมายตามความต้องการของชุมชน ซึ่งในเวลานั้นการศึกษา เป็นประเด็นที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของชุมชน ดังนั้น แกนนำชุมชน เจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ ปรึกษาหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไข จัดตั้งโรงเรียนขึ้นในชุมชน และเริ่มจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ จนถึงปัจจุบัน โรงเรียนชุมชนมอวาคีเกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน โดยเริ่มจากการร่วมประชุม หารือเพื่อหาทำเลที่ตั้งโรงเรียน ซึ่งสถานที่ตั้งที่ได้เลือกไว้นี้เคยเป็นป่าสะดือ (เดปอ) ป่าพิธีกรรมและ สถานที่ฝังศพสัตว์เลี้ยงมาก่อน เหตุผลที่ชาวบ้านเห็นพ้องต้องกันคือ ป่านี้ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน เป็นศูนย์รวมใกล้กับทุกบ้านซึ่งเมื่อก่อนชุมชนมีขนาดเล็ก เด็กเดินทางไปมาได้สะดวกที่สุด เนื่องจากในยุค


5 รวบรวมโดย: ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ (พฤษภาคม 2559) แรกถนนหนทางเข้าในหมู่บ้านยังไม่สะดวกนักรถยนต์ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ แรงงานและวัสดุต่างๆจึง เกิดจากชาวบ้านและครูที่ร่วมแรงร่วมใจกันช่วยกันหามาสร้าง อาคารเรียนทำจากไม้ไผ่และหลังคามุงใบ จาก เมื่อได้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นมีผู้สนใจเข้ารับการศึกษาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ การพัฒนาต่างๆก็เริ่มเกิดขึ้น จนถึงปัจจุบัน โรงเรียนแห่งนี้เป็นบทเรียนที่เป็นรูปธรรมที่ตกผลึกในหัวใจต่อความหวังในอนาคตของ ลูกหลานของครูภูมิปัญญา บทเรียนที่ตกผลึกในหัวใจของผู้รู้ครูภูมิปัญญาผู้เป็นหลักในการถ่ายทอดองค์ ความรู้ที่ต่อเนื่องให้ลูกหลานบ้านมอวาคีในรอบกว่า๒๐ ปีที่ผ่านมา มีความกระตือรือร้นในการสอน หลักสูตรวิถีวัฒนธรรมให้เด็กในโรงเรียนได้สะท้อนจากส่วนลึกของหัวใจ ว่า “กลัวว่าความรู้ตามประเพณี จะหายไป จึงจำเป็นต้องเร่งสอนสั่งเด็กๆซึ่งเป็นลูกหลานตนเองให้มีความรู้ ภูมิปัญญา เพื่อหล่อหลอมจิต วิญญาณในการเป็นคนปกาเกอะญอ และจะได้เติบโตในโลกที่เป็นปัจจุบันได้อย่างเท่าทันและใช้ชีวิตได้ อย่างมีความสุข และผู้รู้ชุมชนยังมีความหวังอีกว่าโรงเรียนชุมชนแห่งนี้จะเป็นสถานที่ที่เด็ก ๆและ ลูกหลานยังคงได้รับการสืบทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และพัฒนาตนเองอย่างรอบด้านทั้งร่างกาย จิตใจ ต่อๆไป ผ่านครูและครูภูมิปัญญารุ่นใหม่ช่วยสอนสั่งผ่านระบบโรงเรียนชุมชนแบบนี้ต่อๆไป” จากบทเรียน ของการจัดการศึกษาแบบพหุวัฒนธรรมหรือการจัดการศึกษาแบบทางเลือกคือคำตอบของชุมชนที่ ต้องการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาให้กับลูกหลานตนเอง กิจกรรมและผลการดำเนินงานขององค์กรชุมชน ดังนี้ ๑. พัฒนาอาคารสถานที่จากอาคารเรียนชั่วคราวที่ใช้วัสดุท้องถิ่นเป็นอาคารเรียนถาวร ๒. ได้พัฒนาหลักสูตรที่เป็นวิถีวัฒนธรรม และภาษาของปกาเกอะญอเข้าสู่สถานศึกษา ๓. ได้พัฒนาหลักสูตร และสื่อการเรียนการสอนทั้งเนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตรวิถี วัฒนธรรม ๔. มีผู้รู้ภูมิปัญญาของชุมชนเข้าร่วมการจัดการเรียนการสอน ๕. นับตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ จนถึงปัจจุบันได้ผลิตผู้ที่เรียนจบระดับประถมศึกษา ๑๘ รุ่น จำนวน ๑๔๒ คน เป็นชาย ๖๔ คน หญิง ๗๘ คน ๖. มีสถานที่สำคัญที่เป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ๗. พัฒนาศักยภาพแก่ครูผู้สอนทั้งครูประจำการและครูภูมิปัญญาโดยการฝึกอบรม และศึกษาดูงาน ต่อเนื่องทุกปี ๘. เกิดผู้นำรุ่นใหม่ที่สามารถเป็นผู้นำสองวัฒนธรรมได้ ๙. มีวัดที่อยู่ในชุมชน ๑๐. เกิดเครือข่ายการศึกษาทางเลือกต่างๆที่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันได้


6 รวบรวมโดย: ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ (พฤษภาคม 2559) ๑๑.เป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษด้านการศึกษาและวัฒนธรรมภายใต้มติคณะรัฐมนตรี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ๑๒. จัดทำงานวิจัยร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน เช่น ๑๒.๑ โครงการพัฒนาหลักสูตรการสร้างเสริมวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง สนันสนุน โดยสำนักงานพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (สพฐ.) ๑๒.๒ โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการการจัดการศึกษาของโรงเรียนชุมชนมอวาคีสนับสนุนโดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ๑๒.๓ โครงการการจัดการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงภาคเหนือตอนบน สนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ๑๒.๔ โครงการพัฒนาแนวทางและกลไกการจัดการพื้นที่นำร่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ สนับสนุนโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ๑๒.๕ โครงการพัฒนาหลักสูตรวิถีวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง สนับสนุนโดยศูนย์ มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ๑๓.๖ โครงการหัตกรรมฝีมืองานด้านจักสานและผ้าทอมือ สนับสนุนโดยกระทรวง วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ๑๒.๗ โครงการฟื้นฟูและเสริมสร้างศักยภาพชุมชนด้านภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นโรงเรียน ชุมชนมอวาคี สนับสนุนโดยกระทรวงวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ๑๒. ๘ โครงการวิจัยชุด การจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก พื้นที่ภาคเหนือ โดย สำนักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ๑๒.๙ โครงการเชียงใหม่อ่าน “หนังสือดีมีคุณค่าสานต่อที่ภูมิปัญญา บือเคล่คลี(รวงข้าว)” โดย สำนักงานกองทุนส่งเสริมสุขภาพ ( สสส.) แผนที่3แสดงที่ตั้งหมู่บ้านในเขต ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่


7 รวบรวมโดย: ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ (พฤษภาคม 2559) 4แผนที่ชุมชนบ้านหนองมณฑา หรือ มอวาคี หมู่ที่ ๑๖ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่


8 รวบรวมโดย: ขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ (พฤษภาคม 2559)


Click to View FlipBook Version