ข้อ ข้ มูล มู พื้น พื้ ฐานชุม ชุ ชน บ้า บ้ นขุนแจ๋
แบบส ำรวจชุมชนต ้ นแบบ โครงกำรเสริมสร้ำงสุขภำวะชุมชนพื้นที่สูงบนฐำนวัฒนธรรมชนเผ่ำพื้นเมือง (สส.ชพ.) ส่วนที่ 1: ข้อมูลชุมชน 1. ข้อมูลพื้นฐำนชุมชน 1) ชื่อชุมชนทำงกำร บ้านขุนแจ๋ 2) ชื่อชุมชนภำษำชนเผ่ำขุแจ ที่ตั้ง หมู่ที่8 ต าบลแม่แวน อ าเภอพร้าว จังหวัด เชียงใหม่รหัสไปรษณีย์ 50190 3 ประวัติชุมชน (กำรก่อตั้ง โยกย้ำยมำจำก ผู้ก่อต้ังหมู่บ้ำน และข้อมูลอื่นๆที่ส ำคัญ) ชุมชนบ้ำนขุนแจ๋เดิมอยู่11 ปีย้ำยจำกจุดหนึ่งห่ำงจำกจุดปัจจุบันระยะเวลำ 1 กิโลเมตร หมู่บ้านเดิมแบ่ง ออกเป็ น 2 กลุ่มพ้ืนที่ทา กินไม่เพียงพอตอนน้นัทา ไร่หมุนเวียน อีกกลุ่มหนึ่งย้ายไปอยู่หมู่บ้านสามกุลา และอีก กลุ่มหนึ่งอยู่หมู่บ้านขุนแจ๋ก่อต้งัมา 66 ปี ที่ ชาวบ้านขุนแจ๋ย้ายออกไปอยู่ที่อื่นถึง 3 คร้ังยา้ยไปอยหู่ว้ยน้า ขนุแม่ แวนนอ้ย บา้นบวกควาย หว้ยหญา้ไทรและบา้นหว้ยน้า ดงัเพราะพ้ืนที่ทา กินไม่เพียงพอจนเหลือ14 หลังคา พ้ืนที่บา้นขนุแจ๋อยพู่้ืนที่ของโครงการแม่ปูนหลวงเข้ามาในปี 2525โครงการหลวงแม่ปูหลวงควบสองเขตมี 8 หมู่บ้าน หมู่บ้านขุนแจ๋อยใู่นพ้ืนที่ในน้นัดว้ย สนบัสนุน ระบบน้า ระบบการทา เกษตร หน่วยงานรัฐที่สนบัสนุน ให้ชาวบ้านปลูกผลไม้เมืองหนาว ผักเมืองนาว โครงการหลวงช่วยสร้างที่ท ากินเพียงพออยู่กับป่ าได้อย่างสมดุล อาชีพที่โครงการหลวงส่งเสริมสนับสนุนท าให้ชาวบ้านอยู่ได้มีรายได้พอเล้ียงครอบครัว ชาวบา้นอยไู่ดก้็ไม่ได้ มีการบุรุกป่าจึงไม่ไดม้ีความขดัแยง้กบั ป่าไมใ้นพ้ืนที่อุทยานศรีลานนา และพ้ืนที่ทา กินอยใู่นเขตป่าสงวนหว้ย แม่ปูนหลวงหลงัจากน้นัมีคนที่ยา้ยออกไปยา้ยกลบัมาใหม่ที่มาของชื่อหมู่บ้านขุนแจ๋ ขุน แปลว่าดอย แจ๋ แปลว่า แดง เมื่อก่อนพ้ืนที่น้ีมีดินแดงจึงเป็นที่มาของหมู่บา้นขุนแจ๋“ดอยแดง” ปัจจุบันมี 135 หลังคาเรือน มีโรงเรียนอยู่ ในชุมชน มีโครงการหลวง 1 แห่ง มีโครงเรียนสอนภาษาจีน และมี โบสถ์ 1 แห่ง มีอาปาโม่ฮี ศาลประจ า หมู่บา้น และมีวดัอยใู่นชุมชนดว้ย ทางเขา้ส่วนพ้ืนที่ทา กินทุกที่โครงการหลวงไถ่ให้หมด 4. ประชำกร เป็ นกลุ่มชาติพันธุ์อาข่า ลีซู กะเหรี่ยง และจีน จ านวนหลังคาเรือน 153 จ านวนประชากร 760คน (ชาย 380คน หญิง 380คน) 5. ควำมเชื่อ/ศำสนำ
ศาสนาคริสต์และอาปาโม่ฮี(ศาสนาด้งัเดิม)ศาสนาพุทธ มีวดัในชุมชน 1 แห่ง 6. ลกัษณะภูมิประเภท เป็ นภูเขาสูงชัน ป่ ามีความอุดมสมบูรณ์ 6 สภำพภูมิอำกำศ ความสูงระดบัน้า ทะเล1400 กิโลเมตร เย็นสบายตลอดปี ช่วงหน้าหนาวอากาศค่อนข้างหนาว อยู่เมือง หนาว 7 กำรคมนำคม ถนนเส้นหลักพร้าว เวียงป่ าเป้า การเดินทางใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถส่วนตัวเป็ นหลัก ถนนเป็ น คอนกรีต มีความลาดชนัข้ึนดอยสูงรถโดยสารผา่นถนนทางเขา้หมู่บา้น 1 คันไม่มาประจ าทางอัตราการเดินทาง จึงเป็นแบเหมามากกวา่อตัรารถโดยสาร พ้ืนที่อยหู่ ่างจากอ าเภอพร้าว 30กิโลเมตร 8 โครงสร้ำงกำรปกครองในปัจจุบัน - ผู้น ำทำงกำร เป็ นหมู่บ้านหลักมีผู้ใหญ่บ้าน มีผู้ช่วย 2 คน อบต. 2 คน อสม. และผรศ รักษาความสงบ1 คน มีคณะ กรรมหมู่บ้าน o ผู้น ำทำงธรรมชำติ/ศำสนำ มีระบบผู้สูงอายุในชุมชน มีหมอเมืองผู้น าศาสนาผู้ประกอบพิธีกรรม และเจ้าทรง 2 คน มีผศู้าสนาด้งัเดิม มา 6 ท่าน ระยะเวลา 66 ปี 9อำชีพของคนในชุมชน การเกษตร มีสองส่วน อิสระ กับส่งเสริมจากโครงการผลไม้เมืองหนาวจากโครงการหลวงปลูก มะม่วง ท้อ ทิพย์ 3 พันธุ์ ลูกพลับ 4 พันธุ์ ลูกไหน ลูกบ๊วย เชอรี่ 3 พันธุ์ และผักสลัก เสรารี ผักสะรี หอมรีปุน กระเทียมดอง มะเขือเทศหวาน กะหล่า ปีบ๊อคโคลี่ผกัพ้ืนบา้น มะเขือแมว้ผกักาดดอยผกัขม 10 กลุ่ม องค์กรเครือข่ำยในชุมชน (เช่นกลุ่มสตรี/กลุ่มออมทรัพย์ฯลฯ) มีกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรม กลุ่มสตรี กลุ่มออมทรัพย์กองทุนหมู่บ้าน และกลุ่มสหกรณ์โครงการหลวง 11.องค์กร หน่วยงำนที่เข้ำมำส่งเสริมสนับสนุนต้ังแต่อดีตถึงปัจจุบัน (เท่ำที่จ ำได้) 1) องค์กรภำครัฐ ชื่อหน่วยงำน บทบำทในชุมชน หรือ สนับสนุนด้ำน โครงการหลวงแม่ปูนหลวง มีหน่วยงาน 19 หน่วยงาน ของรัฐ กรมที่ดิน กรมประมง กรมป่ าไม้ กรมอุทยาน ศรีลานนา กรมชลประทาน มหาวิลัยแม้โจ้ สนับสนุนผลไม้เมืองหนาว พืชผักเมืองหนาว หาตลาด ระบบน้า ประปาในการทา เกษตรไถ่หนทางเขา้ส่วน ปรับดิน ระบบไฟฟ้า ให้พันธุ์ปลา ต้านยาเสพติด
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แผนการไฟฟ้า ส านักงาน สหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมสาธารณะสุข และ หน่วยจดัการตน้น้า สุขภาพชุมชน ก่อต้งัสหกรณ์ใหชุ้มชน มีพนกังานให้ มีงบประมาณสนับสนุนให้ มหาวิทยาลัยแม้โจ้ให้ ค าปรึกษาการท าเกษตรและติดตาม ปลูกป่ า 1) องค์กรเอกชน/ องค์กรภำคประชำชน ชื่อหน่วยงำน บทบำทในชุมชน หรือ สนับสนุนด้ำน สมาคมอิมเปค เครือข่ายการถ่ายทอดวัฒนธรรมลีซู เครื่องดนตรี ต้งัแต่ครูสมบูรณ์จนถึงปัจจุบนั ในการจัดค่ายเด็ก เยาวชนลีซู องค์กรเอกชนแต่ละปี แจกเส้ือผา้+ผ้าห่ม ทุกปี ส่วนที่ 2: ข้อมูลเฉพำะด้ำนกำรถ่ำยทอดสืบทอดองค์ควำมรู้ด้ำนดนตรี 1.1 ประเภทของเครื่องดนตรี o จ านวนเครื่องดนตรีที่เคยมีในอดีต ชือเบ้อ (ซึง) ฟุลุ(แคน) จลุ่ยเลอ(ขลุ่ย) และใบไม้ ชนิด o จ านวนเครื่องดนตรีที่ยังคงมีในปัจจุบันชือเบ้อ (ซึง)ฟุลุ(แคน) จลุ่ยเลอ(ขลุ่ย) ชนิด o สาเหตุที่ท าให้เครื่องดนตรีเพิ่มข้ึน หรือลดลง สมยัก่อนถ่ายทอดโดยการจดจา ในการดีดเป็นเพลงเลย ซ่ึงยากต่อในการฝึกฝน เด็กเยาวชนจึงไม่สนใจ เรียน รู้สึกวา่ยากมากยคุสมยัที่เปลี่ยนไป เด็กเยาวชนจึงมีสิ่งล่อใจเยอะ ผใู้หญ่ไม่ไดม้ีการถ่ายทอดเป็นทางการ เตน้ ปีละคร้ังเป็นหลกัที่เหลืองานแต่ง งานบุญบา้ง 1.2 บทบำทของเครื่องดนตรีในชุมชน o คนในชุมชนยังมีการใช้เครื่องดนตรีในชีวิตประจ าวันหรือไม่ (ใช้ / ไม่ใช้) ให้ระบุรายละเอียดด้านล่าง - ชนิดของเครื่องดนตรีชือเบ้อ (ซึง)โอกาสที่ใช้เครื่องดนตรีงานประเพณีปี ใหม่ งานแต่ง งาน บุญ และงานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่งานศพ - ชนิดของเครื่องดนตรีฟุลุ(แคน)โอกาสที่ใช้เครื่องดนตรีงานประเพณีปี ใหม่ งานแต่ง งานบุญ และงานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่งานศพ - ชนิดของเครื่องดนตรีจลุ่ยเลอ(ขลุ่ย) โอกาสที่ใช้เครื่องดนตรีงานประเพณีปี ใหม่ งานแต่ง งานบุญ และงานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่งานศพ
o มีหน่วยงาน/องค์กร (ภาครัฐและเอกชน) ที่มาส่งเสริมกิจกรรมด้านดนตรีของบ้านหรือไม่ มีสมาคมอิมเปคส่งเสริมนามเครือข่ายวัฒนธรรมดนตรี การถ่ายทอดเครื่องดนตรีผ่ายค่ายเด็ก และเยาวชนลีซูสมยัต้งัแต่ครูสมบูรณ์จนถึงปัจจุบนั 1.3 ผู้รู้/นักคนตรีพื้นบ้ำน o จ านวนผู้รู้ดา้นดนตรีพ้ืนบา้น(คนตรี/บทซอ บททา/การเต้น/การละเล่นพ้ืนบา้น) ในชุมชน มี13คน (ชาย12คน หญิง 1 คน) โดยเฉลี่ยแล้วผู้รู้อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 50ปีข้ึนไป - ชนิด ชือเบ้อ (ซึง) จ านวน 31คน ชาย 10 คน หญิง 21 คน - ชนิด ฟุลุ(แคน) จ านวน 5คนเป็นชายท้งัหมด - ชนิด จลุ่ยเลอ(ขลุ่ย) จ านวน 5 คน ชาย 3 คน และหญิง 2 คน o จา นวนเยาวชนที่มีความสนใจในการเรียนรู้ดนตรีพ้ืนบา้น - ชนิดชนิด ชือเบ้อ (ซึง) เด็กเยาวชนสนใจเรียน จ านวน 15 คน ชาย 2 คน และหญิง 13 คน o ในอดีตผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดสืบทอดองค์ความรู้ด้านดนตรีอย่างไร จดจา เสียง สายตามอง หูฟังเสียง สอนเป็นเพลงเลย นิ้วตอ้งดีดดนตรีตาม ตอ้งมีการฝึกฝนต่อเนื่อง ข้ึนอยคู่วามสนใจของแต่ละคน o ปัจจุบันชุมชนมีกระบวนการถ่ายทอดสืบทอดองค์ความด้านดนตรีหรือไม่ ให้ระบุรายละเอียด จดจา เสียง สายตามอง หูฟังเสียงกดที่ละคา นิ้วดีดตามเน้ือเพลงก่อนจะเริ่มดีดตอ้งร้องบทเพลงให้ ไดก้่อน การสอนแบ่ง 1 บทเพลงเป็ น 3 ท่อนฝึ กที่ละท่อนคล่องแล้วจึงรวมน าเป็ นเพลง ฝึ กดีดจนคล่อง แล้วค่อยดีดไปด้วยเดินไปให้คล่อง และดีดเต้นจนได้ น าเต้นชาวบ้านได้ตามงานต่าง ๆ ในชุมชน o ในกรณีที่ชุมชนไม่มีผู้รู้เฉพาะด้าน ชุมชนมีวิธีการจัดการอย่างไร จ้างจากชุมชนอื่นในงานประเพณีปี ใหม่ทุกปี ค่าจ้างเป็ นหมื่น จึงคิดจะมีการเรียนจริงจัง o มีการบันทึกบทเพลง/โน๊ตเพลง หรือไม่ ไม่มี ปัญหาและอุปสรรค 1. ระบบความเชื่อที่แตกต่างของผู้ใหญ่ในชุมชน ผู้ใหญ่บางคนจึงไม่ยอมให้ลูกหลานมาเรียน ดนตรีท้งัที่เด็กสนใจเรียนมากแต่ผใู้หญ่มองวา่เป็นของต่างศาสนา 2. เด็กเยาวชนแต่งงานเช้าอายุ 15 ปี ก็แต่งงานแล้ว
3. เด็กผู้ชายเรียน 10 คนเกิดแค่1 คน และเด็กผู้หญิงเรียน 10 คนเกิด 6 คน น าเต้นได้ 13 คน เวลามีงานในชุมชนสัดส่วนมากกว่า นักเรียนมีเด็กผู้หญิงเยอะกว่าผู้ชาย ผู้ชายติดเกมส์ 4. เด็กจบในชุมชนแล้วไปเรียนต่อนอกชุมชนขาดความต่อเนื่องในการเรียนดนตรี ส่วนที่ 3: ข้อมูลอื่นๆ 1) แผนที่ชุมชน/ทรัพยากร 2) แผนที่ผู้รู้ 3) อื่นๆ ชื่อ ....คะติมะ..หลี่จ๊ะ...... (ผู้เก็บข้อมูล) วันที่...16......เดือน ..มิถุนายน..... พ.ศ. 2560