The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-10 04:54:58

ข้อมูลพื้นฐานชุมชน บ้านแม่สาใหม่1(ข้อมูลไม่ครบ)

ข้อมูลพื้นฐานชุมชน บ้านแม่สาใหม่1

ข้อ ข้ มูล มู พื้น พื้ ฐานชุม ชุ ชน บ้า บ้ นแม่สม่ าใหม่


8 บทที่ 2 : ข้อมูลพ ื้นฐานชนเผ่าม้ง 2.1 ประวัติความเป็ นมาของชนเผ่าม้ง ม้ง (Hmong) เป็นคำ ที่คนมง้ใชเ้รียกตนเองมำต้งัแต่โบรำณกำล ในทำงมนุษยวิทยำถือวำ่มง้ เป็ นชนชำติที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันกับชนชำติจีน หรือจัดอยู่ในสำยตระกูลจีน -ธิเบต ซึ่งมีชน ชำติเย้ำหรือเมี่ยนร่วมอยดู่ว้ยในสำยตระกูลน้ี จำกคำ บอกเล่ำของคนเฒ่ำคนแก่ชำวมง้เล่ำว่ำ ชนชำติมง้อพยพมำอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยได้มำอยู่ที่มลฑลฮูนำน (Hunan / Hum nas) บริเวณลุ่มน้ำ ฮวงโห และแยงซีชนชำติม้งและชน ชำติจีนมีกำรสู้รบเกิดข้ึนหลำยคร้ังแต่ในที่สุดชนชำติมง้เป็นฝ่ ำยพ่ำยแพ้หลงัจำกน้ันชนชำติมง้จึง ได้แตกกระจัดกระจำยไปหลบซ่อนอยู่ตำมป่ ำเขำ และอพยพต่อมำทำงใต้เข้ำสู่ประเทศเวียตนำม ลำว พม่ำ และไทย ในที่สุด และชนชำติม้งได้มีกำรอพยพอีกรอบหลังจำกมีกำรปรับกำรปกครอง ในลำวท ำให้ชำวม้งอพยพไปประเทศที่สำม เช่น สหรัฐอเมริกำ ออสเตรเลีย ฯลฯ หลังจำกที่ชนชำติม้งบำงกลุ่มได้อพยพลงมำสู่ทำงตอนใต้ของประเทศจีนแล้ว ได้แยก ออกเป็ นสำมกลุ่ม คือ กลุ่มแรกเข้ำสู่ประเทศเวียตนำมเหนือ เข้ำสู่เมืองหนองเฮต (Nong het) กลุ่มที่ สองเข้ำมำสู่ประเทศลำวที่เมืองซ ำเหนือ (Samneua) กลุ่มที่สำมเข้ำสู่ประเทศลำว พม่ำ และได้ อพยพเข้ำสู่ทำงภำคเหนือของประเทศไทยในที่สุด จำกเอกสำรที่ตีพิมพเ์ผยแพร่ของหมอสอนศำสนำชำวฝรั่งเศส ที่เคยทำ งำนกบัชำวมง้อำ้ง ว่ำ เขำเคยถำมคนม้งสูงอำยุหลำยคนในจังหวัดน่ำนและเชียงใหม่ ซึ่งเขำได้รับค ำยืนยันจำกคนม้ง เหล่ำน้ันว่ำ พวกเขำเกิดในประเทศไทยเมื่อรำว ๆ ปี 1900 (พ.ศ. 2443 ) และพ่อแม่ของพวกเขำเข้ำ ประเทศไทยรำว ๆ ปี 1890 (พ.ศ. 2433 ) แต่ตวัหมอสอนศำสนำน้นัมีแนวโนม้เชื่อว่ำ ชำวมง้เขำ้มำ ประเทศไทยรำว ๆ ปี 1840 - 1870 (พ.ศ. 2383 -2413) โดยเดินทำงจำกจุดต่ำงๆดงัน้ี4 ทำง คือ 1) จำกทำงอ ำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรำย ซึ่งตรงข้ำมกับเมืองห้วยทรำย แขวงบ่อแก้วในลำว 2)จำก ทำงอ ำเภอปัว จังหวัดน่ำน ซึ่งติดกับแขวงไชยบุรีของลำว 3)จำกทำงด้ำนประเทศพม่ำบริเวณดอย อ่ำงข่ำง อ ำเภอฝำง จังหวัดเชียงใหม่ และ 4)จำกทำงจังหวัดเลย ชำวม้งในประเทศไทยมีกำรแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็ น 3 กลุ่ม โดยอำศัยกำรดูจำกลักษณะของ เครื่องแต่งกำยและภำษำพูดเป็ นหลักคือ 1. ม้งจั๊ว (Hmoob ntsuab) แปลตำมศพัทว์ ่ำ มง้เขียว หรือ มง้น้ำ เงิน เพรำะกระโปรงของ ผูห้ญิงจะออกสีน้ำ เงินเขียวลกัษณะของเครื่องแต่งกำยที่เด่นชดั คือ ผู้ชำยนุ่งกำงเกงสีด ำยำวมีลำย ปักที่ปลำยขำกำงเกง มีผ้ำคำดเอว (Siv liab) สีครำม ปลำยปักลวดลำยเส้ือแขนยำวมีลำยปักที่ ปลำยแขนตวัเส้ือช่วงตวัส้ันเวลำใส่ดำ้นขวำจะทบัดำ้นซำ้ยมีลำยปักขอบเส้ือดำ้นล่ำงรอบตวั


9 ส่วนผหู้ญิงนุ่งกระโปรงปักดว้ยมือและเขียนดว้ยข้ีผ้ึงออกสีน้ำ เงินเขียว มีผำ้กวำ้งประมำณ 20 เซนติเมตร ยำวประมำณ 50 เซนติเมตรพำดอยู่ข้ำงหน้ำ เหมือนเช่นคนไทยใช้ผ้ำหน้ำนำงที่คนม้ งเรียกว่ำ “เส” ( Sev) เส้ือแขนยำวผ่ำก่ึงกลำงดำ้นหนำ้ โดยที่ลีบท้งัสองขำ้งและปลำยแขนมีลำยปัก เวลำใส่จะสอดขวำทับซ้ำย ภำษำพูดบำงค ำจะแตกต่ำงไปจำกม้งขำว 2. ม้งเด๊อะ (Hmoob dawb) แปลว่ำ ม้งขำว เพรำะ ผู้หญิงใส่กระโปรงสีขำวล้วน มีลักษณะ ของเครื่องแต่งกำยที่เด่นชดัคือผชู้ำยนุ่งกำงเกงที่มีขนำดของเป้ำส้ัน ขำเป็นรูปทรงกระบอกเหมือน กำงเกงของคนจีนส่วนผู้หญิงใส่กระโปรงสีขำวล้วนหรือนุ่งกำงเกง เช่นเดียวกันผู้ชำย ปัจจุบันจะ นิยมนุ่งกระโปรง เฉพำะในงำนพิธีทำงประเพณีที่ส ำคัญ เท่ำน้ัน เช่น เทศกำลปีใหม่และพิธี แต่งงำนเป็ นต้น ภำษำพูดบำงค ำจะแตกต่ำงไปจำกภำษำม้งเขียว 3. ม้งกั่วบ๊า ( Hmoob quas npab ) แปลว่ำ ม้งแขนปล้อง หรือ ม้งแขนลำย มีเครื่องแต่ง กำยที่สังเกตได้เด่นชัด คือ ผู้ชำยแต่งชุดเหมือนผู้ชำยม้งเด๊อะ แต่ผู้หญิงจะแตกต่ำงจำกผู้หญิงม้ง เด๊อะที่แขนเส้ือจะมีผำ้เยบ็เป็นลำยปลอ้ง ต้งัแต่บ่ำลงไปถึงขอ้มือของแขนท้งัสองขำ้ง มง้กวั่บ๊ำ พบ ตำมศูนย์อพยพในประเทศไทย ซึ่งอพยพมำจำกประเทศลำวหลังจำกปี พ.ศ. 2518 แต่ในปัจุบันได้มี กำรเปลี่ยนแปลงชุดแต่งกำยไปมำกมำยหลำยอยำ่งจึงไม่รู้วำ่คนไหนคือ มง้กวั่บ๊ำคนไหนคือมง้ขำว หรือม้งเขียว ใช้ภำษำพูดเหมือนกับภำษำม้งขำว ในปัจจุบันม้งในประเทศไทยประกอบด้วย 15 ตระกูลด้วยกันคือ 1. แซ่มำ้หรือแซ่มวั่ (Xeem muag) 2. แซ่ย่ำง หรือ แซ่ยะ ( Xeem yaj) 3. แซ่ท้ำวหรือแซ่เฒ่ำ (Xeem toj) 4. แซ่กือ หรือ แซ่เล้ำ หรือแซ่โล่ (Xeem nkwg / Xeem Lauj ) 5. แซ่โซ้ง (Xeem xyooj) 6. แซ่วือ (Xeem vwj) 7. แซ่จ้ำว (Xeem tsom) 8. แซ่หำญ (Xeem ham) 9. แซ่จำง (Xeem tsab) 10. แซ่ลี (Xeem lis) 11.แซ่เฮ้อ (Xeem hawj) 12. แซ่ว่ำง หรือ แซ่วะ ( Xeem vaj) 13.แซ่ค ำ (Xeem khab) 14.แซ่เส่ (Xeem xem) 15. แซ่ฟ้ำ (Xeem faj)


10 2.2การกระจายตัวของชุมชนในประเทศไทย ปัจจุบันชุมชนม้งในประเทศไทย มีจ ำนวนหมู่บ้ำน 264 หมู่บ้ำน มีจ ำนวนหลังคำเรือน 18,787 หลังคำเรือน และมีจ ำนวนประชำกร 145,683 คน กระจำยตัวอยู่ใน 14 จังหวัด โดยอำศัย อยู่หนำแน่น ที่สุดในเขตจังหวัด ตำก น่ำน เชียงใหม่ เชียงรำย เพชรบูรณ์ พิษณุ โลก พะเยำ ก ำแพงเพชร แม่ฮ่องสอน แพร่ ล ำปำง เลย สุโขทัย และสระบุรี 2.3 การแต่งกาย จำกประวัติของม้งพบว่ำม้งมี 2 กลุ่มใหญ่ ๆ กล่ำวคือ กลุ่มม้งลำย และม้งขำว กำรแต่งกำย ของท้งั 2 กลุ่มน้ีก็แตกต่ำงกนัท้งัหญิงและชำยจะมีส่วนคลำ้ยกนัก็คือ ท้งัสองกลุ่มน้ีจะปักลวดลำย ไวบ้นเส้ือผำ้โดยเฉพำะเครื่องแต่งกำยของผหู้ญิง 2.3.1การแต่งกายของม้งจั๊ว ชาย : เส้ือแขนยำว ตัวส้ัน ปักลำยที่ ปลำยแขนสำบเส้ือและชำยเส้ือ กำงเกงสีดำ เป้ำ ยำวเกือบถึงปลำยขำกำงเกง ปลำยขำกำงเกงปัก ด้วยลำย ผ้ำมัดเอว (Siv liab จะเป็ นสี ครำม มี ควำมยำวประมำณ 3 เมตร ปลำยผ้ำ 2ข้ำงปักด้วย ลวดลำยที่สวยงำม หญิง : เส้ือสีดำ แขนยำว จะปักลำยไวท้ ี่ ป ล ำยแข น สำบเส้ือ และปกเส้ือ ส่ วน กระโปรงน้ันเป็นผำ้ใยกัญชงทอแล้วเขียนลำย ย้อมด้วยสีกรมชำยกระโปรงจะปักลำยแล้วน ำมำต่อ กับผ้ำที่เขียนลำยแล้ว ส่วนตัวกระโปรงน้นั ใช้ผ้ำ ประมำณ 7 เมตรจะนบัจีบเลก็ๆ มีควำมละเอียดมำกกระโปรงจะนุ่งโดยกำรพนัแลว้มดันอกจำกน้ี จะมีผ้ำมัดเอว(Sev) โดยใช้ผ้ำกว้ำงประมำณ 1 ฟุต ส่วนควำมยำวน้นัข้ึนอยู่กบัควำมสูงของแต่ละคน ผำ้ชิ้นน้ีปักดว้ยลวดลำย ส่วนบนท้งั 2 ข้ำงจะมีสำยต่อยำวๆ เพื่อใช้ส ำหรับพันเอว ส่วนปลำยของ สำยท้งัสองขำ้งน้ีจะปักดว้ยลำยและติดพู่ดว้ยไหมพรม 2.3.2. การแต่งกายของม้งเด๊อะ ชาย : เส้ือสีดำ /น้ ำเงิน แขนยำว ปลำยแขนและสำบเส้ือปักด้วยลวดลำยสวยงำม กำงเกง สะดอสีดำ หรือ สีน้ำ เงิน ผำ้มดัเอว หรือ ซ้ีเล้ีย (Siv liab)สีแดงหรือส้ม ปักดว้ยลวดลำยที่ปลำยท้งั สองข้ำง การแต่งกายชาย / หญิงม้งจั้ว ญิงม้งจั๊ว


11 หญิง : เส้ือสีดำ แขนยำว มีลวดลำยที่ปลำยแขนสำบเส้ือ และปกเส้ือ ม้งขำวจะไม่นุ่ง กระโปรง แต่จะนุ่งกำงเกงแบบกำงเกงสะดอของคนเมืองเหนือหรือกำงเกงแบบคนจีน ในช่วง เทศกำลปี ใหม่หรือพิธีแต่งงำน หญิงม้งขำวจะนุ่งกระโปรงที่ท ำจำกใยกัญชงสีขำวล้วน ม้งขำวจะมี ผ้ำมัดเอว(Sev) 2 ชิ้น คือ ชิ้นหน้ำและชิ้นหลงัชิ้นหลงัน้ันจะไม่ปักลวดลำย แต่ชิ้นหน้ำน้ันจะปัก ลวดลำยอย่ำงสวยงำม ชิ้นหน้ำจะมีขนำดกวำ้งและยำวกว่ำชิ้นหลงันอกจำกน้ีหญิงมง้ขำวยงัสวม หมวก(Phuam)ซึ่งมีลักษณะเป็ นทรงกระบอก ปักลำยไว้ด้ำนหน้ำ เวลำสวมจะน ำวำงบนศีรษะแล้ว ใช้ตัวหนีบผมยึดติดผมกับหมวก หญิงม้งขำวก็สวมถุงน่อง(Rhoob)คล้ำยหญิงม้งลำย 2.4 ภาษา ผู้เชี่ยวชำญหลำยคนได้จัดภำษำม้งว่ำ เป็ นภำษำในตระกูลมอญ - เขมร (ออสโตรเอเชียติค) ไท,ซีนนีติค (Sinitic) บำงท่ำนถือว่ำภำษำม้ง - เมี่ยน เป็ นสำขำหนึ่งของภำษำตระกูลจีน -ธิเบต ภำษำมง้เป็นภำษำที่มีเสียงกอ้งและเป็นคำ โดดๆ ต่ำงกบัภำษำจีนท้งัคำ และกำรออกเสียงมี ค ำศัพท์จ ำนวนมำกยืมมำจำกจีน ไทย ลำว และชนชำติอื่น ๆ ที่ม้งมีควำมสัมพันธ์ด้วย ในประเทศไทย ม้งพูดภำษำที่มีควำมคล้ำยคลึงกับภำษำที่ใช้อยู่ทำงตอนใต้ของประเทศจีน ภำษำพูดของม้งกลุ่มย่อยต่ำง ๆ ในประเทศไทยสำมำรถจะใช้ติดต่อกันได้ การแต่งกายชาย / หญิงม้งเด๊อะ


12 บทที่ 3 : ข้อมูลพ ื้นฐานบ้านแม่สาใหม่ 3.1 ประวัติหมู่บ้าน บา้นแม่สาใหม่เป็นชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่ามง้เริ่มเข้ามาในพ้ืนที่ประมาณ ปีพ.ศ. 2484 โดยเริ่มแรกมาต้งัหมู่บา้นที่ปางขมุหรือเรียกอีกชื่อหน่ึงว่าแม่สาเก่า เดิมทีเขา้มาลกัษณะเพื่อหาที่ทา กินเท่าน้นัยงัไมม่ ีการจดัต้งัเป็นหมู่บา้นทางการ ต่อมามีคนอพยพยา้ยเขา้มาสมทบมากข้ึน และในปี พ.ศ. 2508 จึงได้ย้ายลงมาที่บ้านแม่สาใหม่ปัจจุบันโดยมีนายจู่แต่ง แซ่โซ้ง เป็ นผู้น าหมู่บ้านโดย ข้ึนอยู่กบัหมู่ที่2 บ้านโป่ งแยงนอก ต่อมาปี พ.ศ. 2516ได้ยกฐานะหมู่บ้านเป็ นหมู่บ้านทางการโดยมี นายหวงัจ้ือแซ่โซ้ง เป็นผูใ้หญ่บา้นคนแรก(2516-2520) นายเยียะเปา แซ่หาง (2520-2525) นายจวั๊ เปา แซ่โซ้ง(2526-2537)นายสวัสดิ์ แซ่ท้าว(2538-2541) นายเกษม แซ่โซ้ง (2541-2542)นายวิน แซ่ ย่าง(2542-2544)และนายมนัส ถนอมวรกุล(ปี2544-ปัจจุบัน)ตามล าดับ และในปีพ.ศ. 2547 ได้มีการ แยกหมู่บ้านแม่สาใหม่ออกเป็ น 2 หมู่ คือ หมู่ 6 (แม่สาใหม่) และหมู่ 10 (แม่สาน้อย) ส าหรับที่มา ของชื่อหมู่บา้นน้นัเพราะอยใู่กลล้า หว้ยแม่สานอ้ยซ่ึงเป็นสาขาหน่ึงของน้า แม่สาที่มีตน้ สาข้ึนอยมู่าก จึงเรียกชื่อว่าบ้านแม่สาใหม่ตามล าห้วย 3.2 ที่ตั้งและอาณาเขต บา้นแม่สาใหม่ต้งัอยู่หมู่ที่6 ต าบลโป่ งแยง อ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ตัวหมู่บ้านอยู่ บริเวณหุบเขาใกลล้า หว้ยสายเลก็ๆ มีภูเขาลอ้มรอบ มีอาณาเขตติดต่อโดยรอบดงัน้ี ทิศเหนือ ติดกับบ้านโป่ งแยงนอก หมู่ที่2 ต าบลโป่ งแยง อ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ทิศใต้ ติดกับบ้านห้วยแม่นาไทร ต าบลบ้านปง อ าเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านแม่สาใหม่


13 ทิศตะวันออก ติดกับเขตบ้านแม่แมะ ต าบลแม่แรม อ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ทิศตะวันตก ติดกับเขตบ้านผานกกก หมุ่ที่9 และบ้านห้วยม่วง ต าบลโปงแยง อ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 3.3 เส้นทางการคมนาคม เส้ นทางแยกจากถนนสาย แม่ริม – สะเมิง ตรงบริเวณวัดบ้านโป่งแยงนอก ระยะทาง ประมาณ 7 กิโลเมตร ลักษณะถนนเป็ นถนนคอนกรีตยาวประมาณ 2 กิโลเมตรและเป็ นดินแดงอีก 5 กิโลเมตร (เป็ นเส้นทางเดียวที่สามารถเข้าหมู่บ้านได้ตลอดฤดูกาล) 3.4 สภาพภูมิอากาศ และ ภูมิประเทศ บา้นแม่สาใหม่ต้งัอยู่สูงจากระดบัน้ าทะเลปานกลางประมาณ 1,000 เมตร ยอดเขาที่สูง ที่สุดในหมู่บา้นสูงจากระดบัน้า ทะเลปานกลางประมาณ 1,400 เมตร สภาพพ้ืนที่ส่วนใหญ่จะลาด ชัน และมีที่ราบน้อยมาก สภาพป่ าโดยส่วนใหญ่เป็ นป่ าดิบเขาและมีบางพ้ืนที่เป็ นป่ ากึ่งเบญจ พรรณ ส่วนป่าดิบช้ืนจะมีบางพ้ืนที่เท่าน้ัน สภาพภูมิอากาศในฤดูฝนมีฝนตกชุก ฤดูร้อนอากาศ ค่อนข้างร้อน ส่วนฤดูหนาวค่อนข้างหนาวจัด เนื่องจากที่ตัวหมู่บ้านอยู่กลางหุบเขา แต่ยังไม่ถึงกับ เกิดเกร็ดน้า แขง็ 3.5 ประเพณีและวัฒนธรรม ประเพณี และวัฒนธรรมที่ส าคัญ เช่น พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการต้ังครรภ์และการเกิด พิธีกรรมเกี่ยวกับแต่งงาน พิธีงานศพ พิธีกรรมเกี่ยวกับการบนบาน การอัวเน้ง การรักษา สุขภาพแบบพ้ืนบา้น ประเพณีปีใหม่การเล่นลูกข่าง การโยนลูกช่วง ฯลฯ 3.6 โครงสร้างทางสังคม และการปกครอง 3.6.1การปกครองหมู่บ้านของ ชุมชนบ้านแม่สาใหม่มีการปกครองเป็น 2 ลักษณะ คือ แบบ ทางการ และ ไม่เป็ นทางการ แบบทางการคือ ระบบการจัดการปกครองโดยองค์กรของรัฐ หรือ ระบบราชการ โดยมี ผู้ใหญ่บ้านเป็ นผู้น าหมู่บ้าน มีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กรรมการ 7 ฝ่ าย และมีสมาชิกองค์การบริหารส่วน ต าบล ช่วยกันดูแลและพัฒนาหมู่บ้าน ในหมู่บ้านแม่สาใหม่ได้แบ่งเขตการปกครองเป็ น 5 เขต 5 คุม้เพื่อใหง้่ายแก่การปกครองและการพฒันา การปกครองแบบไม่เป็นทางการ หรือ การปกครองตามโครงสร้างตระกูลแซ่คือ การ ปกครองที่ยึดหลักของกลุ่มตระกูลแซ่เป็ นส าคัญ ซึ่งจะมีผู้รู้หรือผู้อาวุโสที่ได้รับการยอมรับนับถือ ของตระกูลแซ่เป็นผูน้า ควบคุมดูแลคนในตระกูลแซ่ระบบน้ีความเขม้แข็งข้ึนอยู่กบัผูน้า ในตระกูล


14 แซ่ที่ได้รับการยอมรับมากน้อยเพียงใด ชุมชนบ้านแม่สาใหม่ประกอบด้วยตระกูลแซ่ ที่มีจ านวน ประชากรมาก4 ตระกูลคือ แซ่โซ้ง แซ่ท้าว แซ่ย่างและแซ่หาง 3.7 ประชากร ชุมชนบ้านแม่สาใหม่มีจ านวนประชากร 425 คน ชาย 220คน หญิง 205 คน มีจ านวน หลังคาเรือน 105 หลังคาเรือน (เฉพาะหมู่ที่ 6) 3.8การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชนบา้นแม่สาใหม่มีการแบ่งพ้ืนที่การใชป้ระโยชน์เป็นส่วนๆ ดงัน้ีคือ ที่ท ากิน (ที่ท าการเกษตร) มีเน้ือที่ประมาณ 3,400 ไร่ ใต้ถนน 2,000 ไร่ ที่อื่นๆ 1,400ไร่ ป่าชุมชนใช้สอย มีเน้ือที่ประมาณ 500 ไร่ ป่าอนุรักษ์เป็นพ้ืนที่อนุรักษ์เพื่อเป็นแหล่งตน้น้า มีเน้ือที่ประมาณ 2,500 ไร่ (รวมท้งัป่าดง เซ้ง,ป่ าช้า) ที่อยู่อาศัย มีเน้ือที่ประมาณ 200 ไร่ ที่สาธารณะ( โรงเรียน วัด โบสถ์ ) มีเน้ือที่ประมาณ 20 ไร่ กฎเกณฑ์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 1.ใหม้ีการทา แนวกนัไฟรอบพ้ืนที่ในเขตป่าชุมชน ป่าใชส้อย ป่าอนุรักษแ์ละพ้ืนที่ทา กิน 2.ให้มีการจัดเวรยามเพื่อเฝ้าระวังไฟป่ าในช่วงฤดูแล้ง 3.เมื่อมีไฟป่ าเข้ามาในเขตรับผิดชอบทุกคนต้องช่วยกันดับไฟป่ า 4.ห้ามมีการตัดไม้ท าลายป่ าในเขตป่ าอนุรักษ์และเผาป่ า ผู้ฝ่ าฝื นปรับ 1,000 บาท 5.เขตป่ าใช้สอย เมื่อมีความต้องการที่จะใช้สอย ต้องได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการ หมู่บา้นก่อน และหา้มตดัเพื่อจา หน่ายใหบุ้คคลภายนอกชุมชน 6.ห้ามมิให้บุคคลนอกชุมชนเข้ามาตัดไม้ในเขตป่ าใช้สอยและป่ าอนุรักษ์เป็ นอันขาด 7.ห้ามล่าสัตว์ป่ าในเขตอนุรักษ์ ผู้ฝ่ าฝื นปรับ 1,000 – 3,000 บาท (สัตว์4 เท้า 3,000 บาท/ สัตว์ปี ก 1,000 บาท) หมายเหตุ: ขอ้มูลการจดัการทรัพยากรธรรมชาติเป็นของท้งั 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 6 บ้านแม่สาใหม่ และ หมู่ที่ 10 บ้านแม่สาน้อย 3.9ระบบการเกษตรของบ้านแม่สาใหม่(จากอดีต-ปัจจุบัน) 3.9.1 การท าการเกษตรในอดีต ( ก่อนการส่งเสริมปลูกพืชทดแทนปลูกฝิ่น ก่อนปีพ.ศ. 2518 )


15 ระบบการเกษตรในอดีตของบา้นแม่สาใหม่ก่อนที่จะมีการปลูกพืชทดแทนฝิ่นน้นัมีระบบ การเพาะปลูกหลักอยู่3ระบบใหญ่ๆ คือระบบไร่ฝิ่น ระบบไร่ขา้ว ระบบไร่ขา้วโพด และมีการ เล้ียงสัตวพ์ ้ืนบา้นเพื่อไวใ้ชส้อยซ่ึงจะขออธิบายแต่ละระบบส้ันๆ ดงัน้ี ระบบไร่ฝิ่ น เป็นการเพาะปลูกที่มีการปลูกพืชที่หลากหลายผสมผสานในไร่ฝิ่น เช่น กะหล ่าปลีผกักาดเขียวผกัชีมนัฝรั่งแดง เผือก มนัหอม กระเทียม พริกถวั่ฯลฯ นอกจากมีพืชที่ ปลูกแลว้ยงัมีพืชผกัธรรมชาติหลายชนิดข้ึนอยใู่นไร่ฝิ่นที่สามารถนา มาเป็นอาหารได้ซ่ึงในปัจจุบนั พืชหลายชนิดได้สูญพนัธุ์ไปแลว้เช่น กะหล่า ปลีดอย มนั ฝรั่งสีแดง เป็นต้นในสมัยก่อนไร่ฝิ่น เปรียบเสมือนธนาคารที่ใหด้อกผลเป็นกอบเป็นกา เพราะรายไดห้ลกัที่เป็นเงินมาจากไร่ฝิ่นเป็นส่วน ใหญ่และไร่ฝิ่นก็ถือไดว้า่เป็นตลาดสดแห่งหน่ึงที่มีพืชผกัต่างพร้อมอยใู่นไร่จะไปเอามากินเมื่อไหร่ ก็ไดแ้ต่หลงัจากเลิกปลูกฝิ่นแลว้ระบบการเพาะปลูกก็เปลี่ยนแปลงไป ไร่ฝิ่นจะปลูกหลงัจากเก็บ เกี่ยวข้าวโพดเสร็จเเล้วประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคมก็จะหว่านเมล็ดฝิ่นลงในไร่ที่เตรียมไว้ แลว้จะไปเก็บเกี่ยวยางฝิ่นประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ระบบไร่ข้าว เป็นระบบการเพาะปลูกที่สา คญัอยา่งหน่ึงในสมยัน้นัเพราะกวา่จะเดินทางมา ซ้ือขา้วถึงในเมืองไดต้อ้งใชเ้วลาหลายวนัฉะน้นัจึงมีการปลูกข้าวไว้ใช้ในครอบครัว ในไร่ข้าวจะมี การปลูกพืชที่หลากหลายผสมผสานเช่นเดียวกนักบัไร่ฝิ่นเช่นฟักทอง ฟักหม่น ฟักแกว้แตงกวา แตงร้าน พริก มะระ บวบ มนัแกว เผือก ขิ่ง ถวั่ฯลฯ ซ่ึงสามารถนา มาบริโภคและเล้ียงสัตวไ์ด้ อยา่งสะดวกสบายไม่ตอ้งซ้ือหาเหมือนในปัจจุบัน ระบบไร่ข้าวโพด เป็นระบบที่มีการเพาะปลูกที่หลากหลายผสมผสานเหมือนไร่ฝิ่น และ ไร่ข้าว เช่น มีฟักทอง แตงกวา มนัฝรั่งแดง เผือก ถวั่ออ้ย ฯลฯ ซ่ึงขา้วโพดที่ปลูกในสมยัน้ันก็ เพื่อนา มาบริโภคและเล้ียงสัตว์ขา้วโพดจะปลูกประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และจะเก็บ เกี่ยวประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม จากน้นัก็จะเตรียมดินเพื่อหวา่นเมลด็ฝิ่นลงไป นอกจากระบบการปลูกพืช 3 ระบบที่กล่าวมาแล้วยังมีการปลูกกัญชงเพื่อน ามาท าเป็ น เครื่องนุ่งห่มและใชใ้นพิธีกรรมต่างๆและมีการปลูกทอ้พ้ืนบา้นไวใ้ชก้ินและส่งตลาดในเมืองดว้ย สา หรับการเล้ียงสัตวน์ ้นั ในสมยัก่อนมีการเล้ียงแบบปล่อยตามธรรมชาติสัตวท์ ี่นิยม เล้ียง ในสมยัน้นัคือมา้ววั เเพะ หมูไก่เป็ด เป็ นต้นเพื่อไว้ใช้งานและใช้ในพิธีกรรมต่างๆ 3.9.2 การท าการเกษตรในปัจจุบัน (หลงัปลูกพืชทดแทนฝิ่น หลงัปีพ.ศ. 2518) การทา การเกษตรในปัจจุบนัของบา้นแม่สาใหม่หลงัจากเลิกปลูกฝิ่นตามนโยบายของรัฐ แล้ว ชาวบ้านได้ปลูกพันธุ์พืชทดแทนตามที่ทางราชการส่งเสริมหลายชนิด เช่น ลิ้นจี่ เป็ นไม้ผลที่น าปลูกในชุมชนเป็ นหลักชนิดหนึ่งที่มีการปลูกกันมากและเป็ นรายได้ หลักของชุมชน ไม้ดอกเมืองหนาว เช่น เยอร์บีร่า เบญจมาศ สแตติส ฯลฯ เป็ นพืชที่มีการปลูกค่อนข้าง น้อยในหมู่บ้านแม่สาใหม่


16 พืชผักเช่น กะหล ่าปลี สลัด ผักกาดขาวปลี หอมญี่ปุ่นมีการปลูกกันบ้างบางครอบครัวที่ ยังไม่มีการปลูกไมผ้ลลงไป ในพ้ืนที่ทา กินหรือไม้ผลยังเล็ก ไม้ผลเมืองหนาวไดแ้ก่บ๊วย อาโวกะโด สาลี่ ถือเป็ นพืชที่มีการปลูกกันน้อยมากในชุมชน แห่งน้ี สา หรับพืชพ้ืนบา้นที่ยงัมีการปลูกอยู่มากเช่น ขา้วไร่ขา้วโพด และพืชผกัพ้ืนบา้นอื่นๆ ส่วน สัตวเ์ล้ียงในปัจจุบนัมีการเล้ียงนอ้ยลง เช่น หมูเป็ดไก่ฯลฯ จะมีไม่กี่ชนิด และ บางชนิดเป็ นพันธุ์ ใหม่ที่มิใช่ด้งัเดิม ระบบเกษตรปัจจุบนั


Click to View FlipBook Version