การปกครองสมัยกรุง
รตั นโกสนิ ทร์
จัดทําโดย นายพงษศ ธร ทนะภาโท ม.6/2 เลขท่ี 5
การปกครองสมยั กรงุ
รัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น
การปกครองสมัยรัตนโกสนิ ทร์ตอนตน้ ยงั คงยดึ ถือตามแบบอยา่ งการ
ปกครองสมยั อยุธยา คือเปนการปกครองแบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ทมี ี
พระมหากษัตรยท์ รงเปนประมุข
1.การปกครองสว่ นกลาง มีหน่วยงานทีสําคัญ
1.1 อัครมหาเสนาบดี มี 2 ตาํ แหนง่ คือ
- สมุหกลาโหม มีเจ้าพระยามหาเสนาเปนผู้บังคบั บญั ชา ใชต้ ราคชสีหเ์ ปนตรา
ประจําตาํ แหน่งทาํ หน้าทคี วบคุมดูแลกิจการทหาร และหัวเมืองปกษใ์ ต้ 20 หัวเมือง
- สมหุ นายก วา่ การมหาดไทย ทาํ หน้าทใี นการปกครองดแู ล ราชการฝายพลเรอน
ทัวไป และยงั ทําหน้าทบี ังคับบญั ชาหัวเมืองฝายเหนอื ทังปวงดว้ ย
1.2 เสนาบดีจตุสดมภ์ เปนตาํ แหนง่ รองจากอัครมหาเสนาบดีมี 4 ตําแหนง่ ไดแ้ ก่
- เสนาบดกี รมเมอื ง (นครบาล)
ใช้ตราพระยมทรงสงิ ห์เปนตราประจาํ ตาํ แหนง่
- เสนาบดีกรมวงั (ธรรมาธิกรณ์)
ใช้ตราเทพยาดาทรงพระโคเปนตราประจําตําแหน่ง
- เสนาบดีกรมพระคลัง (โกษาธบิ ด)ี
ใชต้ ราบัวแกว้ เปนตราประจาํ ตําแหน่ง
- เสนาบดีกรมนา (เกษตราธกิ าร)
ใชต้ ราพระพริ ุณทรงนาคเปนตราประจาํ ตาํ แหนง่
2. การปกครองสว่ นภมู ิภาค แบ่งหัวเมอื งออกเปน 3 ลักษณะ คอื
2.1 หวั เมืองชนั ใน ได้แกห่ วั เมอื งชนั จตั วาทรี ายรอบพระนคร มีผรู้ ังเปนผปู้ กครอง
เดมิ เรยกวา่ เมืองลกู หลวง หรอเมอื งหน้าด่าน
2.2 หัวเมืองชนั นอก คือหวั เมืองชันเอก ชนั โท ชนั ตร ทีอยู่ห่างไกลพระนคร มีเจ้า
เมืองเปนผู้ปกครอง มีอาํ นาจสิทธิขาดแทนพระองคท์ ุกประการ หวั เมอื งเหลา่ นีอาจ
จะมเี มืองขึนอยู่ในครอบครองด้วย
2.3 การปกครองประเทศราช ดําเนนิ ตามแบบสมัยกรุงศรอยุธยา คือใหอ้ สิ ระในการ
ปกครอง แตต่ ้องส่งเครองราชบรรณาการ ตน้ ไมท้ อง ตน้ ไมเ้ งนิ ซึงฝายไทยจะเปน
ผูก้ าํ หนด หวั เมอื งประเทศราชในสมยั กรุงรัตนโกสินทร์ตอนตน้ ทสี ําคญั คอื ลานนา
ไทย ลาว เขมรและหวั เมืองมลายู
3. การปกครองทอ้ งที ทอ้ งทีทีเล็กทีสุดคอื หมบู่ ้านซงึ เจา้ เมอื งเปนผูแ้ ตง่ ตังผ้ใู หญ่
บ้านเปนหัวหน้าปกครองหลายหมบู่ า้ นรวมกนั เปนตาํ บลมกี าํ นันเปนหวั หนา้ ปกครอง
หลายตาํ บลรวมกนั เปนแขวง มหี มืนแขวงเปนผ้ปู กครอง และหลายแขวงรวมกัน
เปนเมอื ง มีผูร้ ังหรอเจ้าเมอื งเปนผูป้ กครอง
2. การปกครองสว่ นภมู ภิ าค แบ่งหัวเมืองออกเปน 3 ลกั ษณะ คอื
2.1 หัวเมอื งชันใน ไดแ้ ก่หวั เมืองชันจตั วาทีรายรอบพระนคร มผี ูร้ ังเปนผูป้ กครอง
เดมิ เรยกวา่ เมืองลูกหลวง หรอเมอื งหนา้ ด่าน
2.2 หวั เมอื งชันนอก คือหัวเมอื งชันเอก ชนั โท ชนั ตร ทีอยหู่ า่ งไกลพระนคร มเี จา้
เมอื งเปนผู้ปกครอง มีอาํ นาจสทิ ธิขาดแทนพระองคท์ กุ ประการ หวั เมอื งเหลา่ นอี าจ
จะมเี มอื งขึนอยูใ่ นครอบครองด้วย
2.3 การปกครองประเทศราช ดําเนินตามแบบสมยั กรุงศรอยุธยา คือใหอ้ สิ ระในการ
ปกครอง แตต่ อ้ งสง่ เครองราชบรรณาการ ต้นไมท้ อง ตน้ ไม้เงนิ ซงึ ฝายไทยจะเปน
ผกู้ าํ หนด หวั เมอื งประเทศราชในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนตน้ ทสี าํ คัญ คือ ลานนา
ไทย ลาว เขมรและหัวเมืองมลายู
3. การปกครองท้องที ทอ้ งทที เี ลก็ ทีสุดคอื หม่บู ้านซึงเจา้ เมอื งเปนผ้แู ต่งตงั ผใู้ หญ่
บ้านเปนหัวหน้าปกครองหลายหมู่บ้านรวมกนั เปนตาํ บลมกี ํานนั เปนหัวหน้าปกครอง
หลายตาํ บลรวมกนั เปนแขวง มีหมนื แขวงเปนผู้ปกครอง และหลายแขวงรวมกัน
เปนเมอื ง มผี ูร้ ังหรอเจา้ เมืองเปนผูป้ กครอง
การปรับปรุงด้านการศาลและ
กฎหมาย
กฎหมายทีพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯให้
ชาํ ระขึนในป พ.ศ.2347 นนั เรยกว่า กฎหมายตราสามดวง ทีเรยกเชน่ นัน
เพระเมือรวบรวมและชําระเรยบร้อยแลว้ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ วั โปรด
เกลา้ ฯให้อาลักษณค์ ดั ลอกไว้เปน 3 ฉบบั ทกุ ฉบบั ประทบั ตราคชสีห์ ราชสหี ์
และตราบวั แก้ว ซึงเปนตราประจาํ ตาํ แหนง่ สมหุ กลาโหม สมหุ นายก และ
พระยาพระคลงั ซงึ เปนเสนาบดที ีมอี ํานาจหน้าทใี นการปกครองดูแลหวั เมอื ง
ทวั พระราชอาณาจักร กล่าวคอื สมหุ กลาโหมปกครองดูแลหวั เมืองภาคใต้
สมหุ นายกปกครองดูแลหัวเมอื งทางภาคเหนือและภาคอีสาน พระยาพระคลัง
ปกครองดแู ลหวั เมืองชายทะเลภาคตะวันออก
ระบบการศาลของไทยในสมัย
กรุงรัตนโกสนิ ทรต์ อนต้น
มีลักษณะเช่นเดยี วกับสมยั กรุงศรอยธุ ยา คือกระจายอยตู่ ามกรมตา่ งๆจํานวน
มากมายทงั เมอื งหลวงและหัวเมอื ง ศาลจงึ มีจํานวนมากมาย เชน่ ศาลหลวง
ศาลอาญา ศาลนครบาล ศาลกรมวัง ศาลกรมนา ฯลฯ เมอื เกดิ คดีฟองร้องใน
เรองทีเกียวกับกรมใด กใ็ ห้ศาลกรมนันพจิ ารณาตัดสินคดี สว่ นการลงโทษคง
ใชร้ ะบบจารตนครบาล ได้แก่การเฆยี น ตอกเลบ็ บีบขมับ การพสิ จู น์ คดยี ัง
คงใช้วธีการดาํ นําพสิ จู น์ ลุยไฟพิสจู น์ และถ้าไมพ่ อใจคําตัดสินสามารถฎีกาได้
โดยไปตีกลองวนิจฉัยเภรซึงผูร้ ้องทกุ ข์ต้องถกู เฆยี น 30 ที เพือพสิ ูจนว์ ่าเรอง
ทฎี ีกานีเปนจรง ตอ่ มาในสมยั รัชกาลที 4 จึงโปรดฯใหเ้ ลิกประเพณเี ฆียนแลว้
ใหร้ ้องทกุ ขโ์ ดยตรงต่อพระองคเ์ อง
จารีตนครบาล
ราษฎรทถี ูกทางราชการฟองว่า จารตนครบาล คอื การลงทณั ฑเ์ พือ
กระทาํ ความผดิ ต่อพระเจา้ แผ่น ผดุงความยตุ ธิ รรม ในระหว่างการ
ดนิ หรอตอ่ บ้านเมอื งมักไม่ได้รับ พจิ ารณาของตระลาการ ตระลาการ
ความเปนธรรม เพราะกฎหมาย มีอํานาจลงทัณฑเ์ ฆียน ตี ตอกเลบ็
ถือว่าจาํ เลยเปนผผู้ ดิ ตังแต่ก่อนที บีบขมับหรอทรมานจําเลยด้วยวธี
ศาลจะพิพากษาเสียแล้ว ตรงกนั ต่าง ๆ จนกว่าจําเลยจะรับสารภาพ
ขา้ มกับหลกั ฐาน กฎหมายไทยใน ถ้าตระลาการเชือว่าจาํ เลยยัง
ปจจบุ นั นี ซึงถือว่าทกุ คนทีมาศาล สารภาพไมห่ มดเปลอื กหรอเชอื ว่า
เปนผ้บู รสุทธิจนกว่าศาลจะตดั สิน จาํ เลยไม่ยอมซัดทอดผู้ร่วมกระทาํ ผดิ
ว่าเขาเปนผกู้ ระทําผดิ เมือถอื แต่ ก็มีอํานาจทจี ะลงโทษลงทณั ฑจ์ ําเลย
ชนั แรกว่าผถู้ ูกกลา่ วหาเปนผผู้ ิด ตอ่ ไปอีก แม้ว่าจําเลยจะรับสารภาพ
ทางการจึงมีความประสงคใ์ ห้ ว่าตนเปนผ้กู ระทําผิดแล้ว จารต
จําเลยรับสารภาพแต่โดยดี ถ้า นครบาลมที ังผลดแี ละผลเสีย ทวี ่า
จําเลยไมส่ ารภาพกย็ อมใหศ้ าล เปนผลดี เพราะผู้ร้ายมกั จะยอม
นครบาล หรอศาลอืนทมี อี าํ นาจ สารภาพความผิดและซัดทอดพรรค
พิจารณาคดีใช้จารตนครบาลได้ พวกทีร่วมกระทาํ ผดิ และทาํ ให้
ราษฎรกลวั เกรงกฎหมายของบา้ น
เมือง
จารตี นครบาล
ผดิ กบั กฎหมายสมัยปจจุบันทยี อมใหผ้ รู้ ้ายปฏเิ สธความผดิ ได้อย่างลอยนวล
ผู้ร้ายจะโกหกศาลหรอไม่ใหก้ ารตอ่ ศาลกไ็ ด้ ไมม่ ีโทษภยั แตอ่ ยา่ งใดทังสนิ ข้อ
นเี ปนเหตใุ ห้ผรู้ ้ายไดใ้ จ ไมก่ ลัวการขนึ ศาลเหมอื นแต่ก่อน แต่จารตนครบาลมี
ผลเสยี ในขอ้ ทอี าจพลาดได้ จาํ เลยบางคนอาจเปนผบู้ รสุทธิ แต่ทนการทรมาน
ไมไ่ ด้ ก็ตอ้ งสารภาพเลยถูกจําคกุ จนตายหรอถูกประหารชีวตไปก็มี นอกจากนี
ยงั เปนชอ่ งทางให้พวกเจา้ หน้าทศี าล ทําการทุจรตรดไถจาํ เลยอกี ด้วย
การเมืองการปกครอง
การปกครองในสมัยรัตนโกสินทร์แบ่งกวา้ ง เปน 2 ระยะ คือสมยั สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์
ชว่ งที 1 การปกครองสมัยรัชกาลที 1 ถึงต้นรัชกาลที 5
(ก่อนการปฏริ ูปการปกครอง พ.ศ. 2435)
ช่วงที 2 การปกครองสมัดรัชกาลที 5 (หลังจากการปฏริ ูปด้านการปกครอง) ถึงสมยั
เปลียนแปลงการปกครองในรัชกาลที 7
2. สมัยประชาธปิ ไตย นับชว่ งระยะเวลาตงั แต่มีการปฏิวัติ
เปลยี นแปลงการปกครอง ในป พ.ศ. 2475 จนถงึ ปจจุบัน
การเมืองการปกครองสมยั
รัตนโกสนิ ทรต์ อนตน้
การปกครองส่วนกลาง(ราชธานี)บรหารราชการแผ่นดนิ แบบจตสุ ดมภ์ มี 4 ตาํ แหน่ง ดงั นี
- กรมเวยง (นครบาล) ปกครองดูแลประชาชนในเขตเมืองทตี นรับผดิ ชอบ ปราบปราม
โจรผรู้ ้าย รักษาความสงบในเขตพระนคร
- กรมวงั (ธรรมาธิกรณ์) ดแู ลความเรยบร้อยและกจิ การเกยี วกับพระราชสาํ นัก พจิ ารณา
คดีต่าง ๆ ทีมฎี ีกาขึนสู่องค์พระมหากษตั รย์
- กรมคลัง (โกษาธิบด)ี ดแู ลรายได้สว่ นพระราชาทรัพย์และรายได้แผ่นดิน เช่น เก็บ
ส่วย ภาษี อากร คา่ ธรรมเนยี มตา่ ง ๆ
- กรมนา (เกษตราธิการ) จัดทาํ นาหลวง ดูแลการทําไร่นาของราษฎร จัดเกบ็ ภาษีเปน
ข้าว เรยกวา่ เกบ็ หางข้าวไวใ้ ช้ในยามศกึ สงคราม
การปกครองส่วนภูมภิ าค
(หัวเมอื งภายในพระราชอาณาจกั ร)
มกี ารแบง่ การปกครองหวั เมอื งออกเปน 3 ส่วน เหมอื นสมยั อยธุ ยา
หัวเมืองชันใน เมอื งทอี ยรู่ ายรอบราชธานีจัดเปนเมืองจัตวามหี ัวหนา้ ปกครอง เรยกว่า
ผู้รังเมอื งหรอจ่าเมอื ง
หวั เมอื งชันนอก เมืองพระยามหานคร ไดแ้ ก่ เมืองซงึ อยู่หา่ งจากราชธานอี อกไป
คือหัวเมอื ง ชันเอก ชนั โท ชันตร ซงึ อยู่ภายใต้การปกครองของเมอื งหลวง
พระมหากษัตรย์ทรงแตง่ ตังพระราชวงศ์ หรอขุนนางชันผูใ้ หญ่ไปเปนเจา้ เมืองปกครอง
หัวเมืองประเทศราชเปนเมืองชายแดนของตา่ งชาติตา่ งภาษามีฐานะเปนเมื
ประเทศราช เช่น ญวน เขมร เวยงจันทน์ หลวงพระบาง เปนตน้ สําหรับเจ้า
เมืองนันได้รับการแตง่ ตังจากเมอื งหลวงเรยกวา่ เจา้ ประเทศราช ซึงอาจแตง่ ตังไป
จากเมืองหลวงหรอเชอื พระวงศ์ในหัวเมืองนัน ๆ เอง โดยให้สทิ ธใิ นการจดั การ
ปกครองภายในแกเ่ จ้าประเทศราช ยกเวน้ หากเกิดความไม่สงบภายในทางเมอื งหลวง
อาจเขา้ แทรกได้
ยคุ ปรบั ปรงุ ประเทศ
ตามแบบตะวันตก
(พ.ศ. 2394 - 2475) จนถึง ร.4 จนถงึ สมัย ร.7 เปนชว่ งระยะเวลาของการปรับปรุง
เปลยี นแปลง และปฏริ ูปบา้ นเมือง ใหพ้ น้ จากเปนอาณานคิ มของตะวนั ตกทีกําลงั ขยาย
อาํ นาจ และอิทธิพลเข้ามาสเู่ อเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ แต่เนืองดว้ ยพระมหากษตั รยไ์ ทย
ทรงมีพระปรชาสามารถ จึงสามารถดํารงเอกราชของประเทศไทยไวไ้ ด้ ซึงเปนเพยี ง
ประเทศเดยี วในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตท้ ีคงเอกราชไวไ้ ด้ ซึงภารกจิ ในยคุ ปรับปรุง
ประเทศของพระมหากษตั รยไ์ ทย มีตัวอยา่ งทีควรทราบ ดงั นี
1. สมัยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั (รัชกาลที 4)
1.1 ยกเลิกประเพณกี ารหมอบคลานขณะเขา้ เฝา และการไม่สวมเสอื ขณะเข้าเฝา
1.2 ยกเลิกธรรมเนียมไทยแตโ่ บราณ ทหี ้ามราษฎรแสดงตัวหรอแอบมองในเวลาเสดจ็
ออกนอกพระราชวงั
1.3 โปรดให้ราษฎรหญงิ ชายเข้าเฝาอย่างใกลช้ ดิ และยืนฎกี าเสนอเรองราวต่าง ๆ ได้
1.4 ให้ราษฎรไทยมีสทิ ธิเลอื กนบั ถอื ศาสนาใดก็ได้
1.5 นําชาวต่างชาติมาสอนหนงั สอื ใหแ้ ก่พระราชโอรส พระราชธิดา ข้าราชการ เพือใหม้ ี
ความรู้วทยาการต่าง ๆ เทา่ ทันประเทศตะวนั ตก
สมยั รัชกาลที 5
2.1 การปกครองสว่ นกลาง
(1) จดั ตังสภาทปี รกษาเพือเช่วยในการบรหารราชการแผน่ ดนิ คอื สภาที
ปรกษาราชการแผ่นดิน และสภาทีปรกษาส่วนพระองค์
(2) ทรงประกาศเลกิ การปกครองแบบจตสุ ดมภ์ เปลียนการบรหารมาเปน
กระทรงตา่ งๆ เมอื วันที 1 เมษายน 2435 โดยจดั แบ่งอาํ นาจหนา้ ทขี อง
แตล่ ะกระทรวงอย่างชดั เจน ไม่ซําซอ้ นกนั
1.กระทรวงมหาดไทย 7.กระทรวงยตุ ธิ รรม
2.กระทรวงกลาโหม 8.กระทรวงยทุ ธนาธิการ
3.กระทรวงการต่างประเทศ 9.กระทรวงเกษตราธกิ าร
10.กระทรวงธรรมการ
4.กระทรวงวงั 11.กระทรวงโยธาธิการ
5.กระทรวงนครบาล 12.กระทรวงมรุ ธาธิการ
6.กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ
เพิมหัวเรองย่อยมหี นา้ ทเี กียวกับการรักษาตราแผ่นดิน รักษาพระราชกาํ หนดกฎหมายและงานหนังสือ
ราชการทังปวงยงิ กวา่ นนั ยังได้ทรงตังสภาทปี รกษาขนึ 2 สภา กค็ ือ
1.รัฐมนตรสภา
2.องคมนตรสภา
สมยั รัชกาลที 6
พระองคท์ รงโปรดให้รวมมณฑลหลาย ๆ มณฑลเข้าเปนแต่ละภาคมีอปุ ราช
ปกครอง ตําแหนง่ อุปราชและสมหุ เทศาภบิ าลขนึ ตรงต่อพระองค์ สว่ น
กรุงเทพ ฯ นัน มฐี านะเหมอื นกบั มณฑลหนึง โดยมีสมุหพระนครบาล
ปกครองขนึ ตรงต่อกระทรวงมหาดไทย พระองค์โปรด ฯ ใหเ้ รยกชอื
"จังหวัด" แทนคําว่า "เมือง" และทรงขยายมณฑลเพิมเตมิ อีก
นอกจากนี พระองค์โปรด ฯ ให้จดั ตงั "ดสุ ิตธานี" ขนึ ในบรเวณเขต
พระราชวังดสุ ิต เพือทดลองสร้างเมืองจําลองการปกครองแบบ
ประชาธปิ ไตย
สมยั รัชกาลที 7
พระองค์ทรงมพี ระดาํ รพระราชทานรัฐธรรมนญู ให้แกป่ ระชาชน แตไ่ ด้มีกลุม่
ผูม้ ีความคิดกา้ วหนา้ ในนามของ "คณะราษฎร" ซึงมีพระยาพหลพยหุ เสนา
เปนผไู้ ด้ปฏิวัตเิ ปลยี นแปลงการปกครองเมอื วันที 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
รชั กาลท่ี 7 ไดพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกเม่ือ
วนั ท่ี 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 เป็นอนั สิน้ สุดของระบอบ
สมบูรณาญาสิทธริ าชย