The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่ม-5-วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากบทความ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nukul2506, 2021-07-13 03:44:50

เล่ม-5-วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากบทความ

เล่ม-5-วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากบทความ

-ก-

คำนำ

ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหา เป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนในศตวรรษ

ที่ ๒๑ ยคุ โลกดจิ ติ อล ยคุ สงั คมข่าวสารในโลกอินเทอรเ์ น็ต ซ่งึ เต็มไปด้วยข้อมูลที่มที ั้งเชื่อถือได้ มีคณุ ค่า และข้อมูล

ที่บิดเบือนความจริง ข้อมูลที่มีอคติ พลเมืองของประเทศเป็นทรัพยากรบุคคลที่จำเป็นจึงต้องมีขีดความสามารถ

ในการปรับตัวสูง ใช้วิจารณญาณเพื่อประเมินสิ่งที่ตนอ่านและตัดสินใจว่า จะเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ผู้ที่มี

ความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์จะเป็นผู้ที่สามารถคิดได้ลึกซึ้ง ชาญฉลาด รอบคอบ นำไปสู่การสรา้ งความรู้

ความคิด การตัดสินใจแก้ปัญหา สามารถปรับตวั ได้ทันการเปล่ียนแปลง ในยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดน ตลอดจน

นำไปสู่การสรา้ งวิสัยทศั น์ในการดำเนินชวี ิตได้เป็นอยา่ งดี

แนวคิดการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ได้แก่การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ คือแนวการ

จัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่ ดังนั้นการอ่านเพื่อการคิดวิเคราะห์ ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากใน

ชีวิตประจำวัน แต่กลับเป็นปัญหาที่สำคัญมากเช่นกัน เพราะผู้เรียนส่วนใหญ่อ่าน คิดวิเคราะห์ไม่เป็น ไม่สามารถ

แสดงความคดิ เห็นในเรื่องตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสมและมีคณุ คา่ ผู้สอนจงึ ไดจ้ ดั ทำแบบฝกึ ทักษะการอา่ นเพื่อการคิด

วิเคราะห์ โดยการจัดการเรียนรู้รปู แบบ TBRR Model วชิ าภาษาไทย รหัสวิชา ท ๓๓๑๐๒ ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี ๖

เพื่อพฒั นาผลสมั ฤทธกิ์ ารอา่ น คิดวิเคราะห์ และใชเ้ ปน็ แนวทางในการจัดการเรียนรวู้ ชิ าภาษาไทย หรอื ใช้สอนเสรมิ

นักเรียนที่มีความบกพร่องด้านการอ่าน คิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ซึ่งมีทั้งหมด ๙ เล่ม

ดังน้ี

เลม่ ที่ ๑ พืน้ ฐานการอ่าน คดิ วเิ คราะห์

เลม่ ท่ี ๒ วเิ คราะห์ความหมายของคำและข้อความ

เลม่ ท่ี ๓ วเิ คราะหส์ ือ่ โฆษณานา่ เชื่อถอื

เลม่ ที่ ๔ วิเคราะหข์ ้อเทจ็ จรงิ จากขา่ วสาร

เล่มท่ี ๕ วเิ คราะหข์ ้อเท็จจริงและข้อคิดเหน็ จากบทความ

เล่มท่ี ๖ วเิ คราะห์ความงามงานรอ้ ยกรอง

เล่มที่ ๗ วิเคราะหว์ รรณกรรมท้องถนิ่ ฉะเชิงเทรา

เลม่ ที่ ๘ วเิ คราะห์วรรณคดวี ิถีไทยนำไปใช้

เล่มที่ ๙ วิเคราะหก์ ารรเู้ รื่องการอ่านแนว PISA

ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อการคิดวิเคราะห์ โดยการจัดการเรียนรู้

รูปแบบ TBRR Model สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เล่มนี้ จะเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะ

การอ่าน คิดวิเคราะห์แก่ผู้เรียน ได้ตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช

๒๕๕๑ และเป็นประโยชน์ต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยให้มีประสิทธิภาพ

ดียง่ิ ขึ้นต่อไป

นางนกุ ลู สนั ทัด

ค้า

สารบัญ -ข-

คำนำ หนา้
สารบัญ ก
คำชีแ้ จง ข
คำแนะนำสำหรบั ครู ค
คำแนะนำสำหรบั นกั เรยี น ง
คำแนะนำในการวางแผน และการบรหิ ารการจดั การเรียนรู้รปู แบบ TBRR Model จ
สาระ/มาตรฐานการเรียนร้/ู ตัวชว้ี ดั ฉ
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ๑
แบบทดสอบกอ่ นเรียน ๒
ใบความรู้เรือ่ ง วิเคราะห์ขอ้ เท็จจริงและข้อคิดเหน็ จากบทความ ๓
แบบฝกึ ทักษะท่ี ๑ ๗
แบบฝึกทักษะท่ี ๒
แบบฝึกทกั ษะท่ี ๓ ๑๑
แบบฝึกทักษะท่ี ๔ ๑๓
แบบฝกึ ทกั ษะที่ ๕ ๑๕
แบบทดสอบหลงั เรยี น ๑๗
ภาคผนวก ๑๙
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน ๒๒
เฉลยแบบฝกึ ทักษะที่ ๑ ๒๖
เฉลยแบบฝึกทักษะที่ ๒ ๒๗
เฉลยแบบฝึกทักษะท่ี ๓ ๒๘
เฉลยแบบฝกึ ทักษะที่ ๔ ๒๙
เฉลยแบบฝึกทักษะท่ี ๕ ๓๐
เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น ๓๑
บรรณานุกรม ๓๒
๓๓
๓๔

-ค-

คำช้ีแจง

แบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นเพื่อการคิดวเิ คราะห์ โดยการจัดการเรยี นรู้รปู แบบ TBRR Model สำหรบั นกั เรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ประกอบด้วยแบบฝึกทักษะทั้งหมด ๙ เล่ม คือ ๑) พื้นฐานการอ่าน คิดวิเคราะห์
๒) วิเคราะห์ความหมายของคำและข้อความ ๓) วิเคราะห์สื่อโฆษณาน่าเชื่อถือ ๔) วิเคราะห์ข้อเท็จจริงจาก
ข่าวสาร ๕) วิเคราะห์ข้อเทจ็ จริงและข้อคดิ เหน็ จากบทความ ๖) วเิ คราะห์ความงามงานรอ้ ยกรอง
๗) วิเคราะห์วรรณกรรมท้องถิ่นฉะเชิงเทรา ๘) วิเคราะห์วรรณคดีวิถีไทยนำไปใช้ ๙) วิเคราะห์การรู้เรื่อง
การอ่านแนว PISA เป็นนวัตกรรมช่วยเร้า และกระตุ้นความสนใจของนักเรียนให้ปฏิบัติตามขั้นตอน
ตามกระบวนการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ ประกอบดว้ ย

สว่ นที่ ๑ ประกอบดว้ ย
๑.๑ คำนำ
๑.๒ สารบัญ
๑.๓ คำชแ้ี จง
๑.๔ คำแนะนำสำหรบั ครู
๑.๕ คำแนะนำสำหรับนักเรยี น
๑.๕ คำแนะนำในการวางแผน และการบรหิ ารการจัดการเรียนรู้รปู แบบ TBRR Model
๑.๖ สาระ/มาตรฐานการเรียนรู/้ ตัวช้วี ัด
๑.๗ จดุ ประสงค์การเรียนรู้

ส่วนที่ ๒ ประกอบด้วย
๒.๑ แบบทดสอบก่อนเรยี น
๒.๒ กรอบเน้อื หา
๒.๓ แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านเพอ่ื การคดิ วเิ คราะห์
๒.๔ แบบทดสอบหลังเรยี น

ส่วนที่ ๓ ประกอบดว้ ย
๓.๑ เฉลยแบบฝกึ ทักษะการอ่านเพื่อการคิดวิเคราะห์
๓.๒ เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน และหลงั เรียน
๓.๓ บรรณานกุ รม

-ง-

คำแนะนำสำหรบั ครผู ู้สอน

แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อการคิดวิเคราะห์ โดยการจัดการเรียนรู้รูปแบบ TBRR Model สำหรับนักเรยี น
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เล่มที่ ๕ วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากบทความ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ
ดงั ตอ่ ไปน้ี

๑. แบบฝึกทักษะการอ่าน คิดวเิ คราะห์นี้ ใชเ้ วลา ๒ คาบเรียน
๒. ครผู สู้ อนเตรยี มและสำรวจความพร้อมของแบบฝึกทักษะให้เข้าใจชัดเจน
๓. ครูผู้สอนศึกษาเนื้อหาและลำดบั ขัน้ ตอนของแบบฝกึ ทกั ษะใหเ้ ข้าใจชดั เจน
๔. กอ่ นลงมือสอนหรือปฏิบตั ิกิจกรรม ครูผ้สู อนควรอธิบายให้นกั เรียนทราบถึงจดุ ประสงค์ ใน
การทำแบบฝึกทักษะแตล่ ะคร้ัง และให้นักเรียนเห็นประโยชน์ และคุณค่าของการทำแบบฝกึ ทักษะ
๕. ให้นักเรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรียนรายบุคคล ก่อนท่ีจะศึกษาแบบฝึกทักษะแต่ละเล่ม ซึง่ ใน
แตล่ ะเล่มจะมีแบบทดสอบย่อยกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น
๖. การทำแบบฝึกทักษะใชก้ ระบวนการกลุ่ม ๆ ละ ๕ - ๘ คน ตามความเหมาะสม
นักเรียนควรมีสว่ นร่วม เช่น ร่วมคิด ร่วมแสดงความคดิ เหน็ อภปิ ราย และสรปุ องคค์ วามรูด้ ้วยตนเอง
๗. ขณะท่ีนักเรยี นศึกษาแบบฝกึ ทกั ษะและปฏิบตั ิกจิ กรรม ครูผูส้ อนควรกำกับดแู ลอยา่ งใกล้ชิด
หากนักเรยี นคนใดสงสัยใหแ้ นะนำเป็นรายบุคคลหรือรายกลุม่
๘. การทำแบบฝึกทักษะทุกครง้ั ให้ครผู ู้สอนบันทกึ ผลหลังสอน เพื่อดูพฒั นาการของนกั เรียน
๙. นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลังเรยี นอีกครั้งหนึง่
๑๐. ครูบันทึกผลคะแนนทุกครง้ั ที่นกั เรียนทำแบบฝึกทกั ษะ เพ่ือสังเกตพัฒนาการของนักเรยี น

-จ-

คำแนะนำสำหรบั นักเรยี น

แบบฝกึ ทักษะการอ่านเพื่อการคิดวเิ คราะห์ โดยการจัดการเรยี นรู้รปู แบบ TBRR Model สำหรับนกั เรียน
ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๖ เลม่ ท่ี ๘ วเิ คราะห์วรรณคดวี ิถีไทยนำไปใช้ ทีน่ กั เรียนจะได้ศึกษา ต่อไปนี้ เป็นแบบฝึกเสริม
ทักษะเพื่อพัฒนาการอ่าน คิดวิเคราะห์ที่เหมาะสมกับวัยของนักเรียน สามารถศึกษาได้ด้วยความเข้าใจ และ
ประสบความสำเรจ็ ในการเรยี นดว้ ยการปฏิบตั ติ ามคำแนะนำ ต่อไปน้ี

๑. แบบฝึกทกั ษะการอา่ นเพ่ือการคดิ วิเคราะห์ เลม่ ที่ ๕ วเิ คราะห์ข้อเทจ็ จริงและข้อคดิ เหน็ จาก
บทความ ใชเ้ วลาในการศกึ ษา ๒ คาบเรียน

๒. แบ่งกลมุ่ ๆ ละ ๕-๘ คน โดยคละความสามารถนักเรยี นในกลมุ่ เป็น เก่ง ปานกลาง และอ่อน
ตง้ั ช่ือกลมุ่ เลอื กประธาน เลขานกุ าร และกำหนดบทบาทของสมาชิกภายในกลุม่

๓. อา่ นคำแนะนำ ตวั ช้วี ัด และจุดประสงค์การเรียนรู้ใหเ้ ข้าใจกอ่ นลงมือศึกษาการใช้
แบบฝกึ ทกั ษะเพื่อการอา่ นคิดวิเคราะห์ ใหเ้ ข้าใจก่อนลงมือศกึ ษาแบบฝกึ ตามขัน้ ตอนท่ีกำหนดไว้

๔. นกั เรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรียนรายบคุ คล จำนวน ๑๐ ขอ้ โดยใช้เวลา ๑๕ นาที
เพื่อประเมินความรเู้ ดิมของนักเรยี น

๕. ให้แตล่ ะกลมุ่ ศกึ ษาใบความรู้และเริม่ ดำเนินกจิ กรรมตามลำดับขั้นในแบบฝึกทักษะ
ท้ังเปน็ รายบคุ คล และระดมความคิดเป็นระบบกลุ่มเพ่อื ให้นักเรียนไดร้ ่วมคิด ร่วมแสดงความคิดเห็น อภปิ ราย
และสรปุ องคค์ วามรูด้ ้วยตนเอง

๖. ขณะทน่ี ักเรยี นปฏบิ ัติกิจกรรมในแบบฝกึ ทกั ษะ ให้นักเรียนทกุ คนต้ังใจปฏิบตั ิ
ใหค้ วามร่วมมือทกุ คร้งั เม่ือปฏิบตั ิกิจกรรมกลมุ่ มนี ้ำใจซ่งึ กันและกัน มีความซ่ือสตั ย์ตอ่ ตนเอง และมี
ความรับผดิ ชอบในการฝึกทักษะ

๗. กจิ กรรมสดุ ทา้ ยของแบบฝกึ ทักษะเปน็ กิจกรรมพัฒนาการคิดวเิ คราะห์ คิดสร้างสรรค์
โดยการรวบรวมความคิดของสมาชกิ ทุกคนภายในกล่มุ นำมาสรุปเป็นความคดิ ของกลุม่ และสามารถแสดงผลงาน
ด้วยวธิ กี ารตา่ ง ๆ เช่น แผนภาพความคดิ การอภปิ ราย ทำป้ายประกาศ บทบาทสมมติ การนำเสนอด้วยเทคโนโลยี
สารสนเทศ ตามความเหมาะสม

๘. นักเรียนทำแบบทดสอบหลงั เรยี นรายบุคคล จำนวน ๑๐ ข้อ โดยใช้เวลา ๑๕ นาที
๙. ตรวจคำตอบจากเฉลยแบบทดสอบหลังเรียนพร้อมบันทึกผลคะแนนที่ได้ เพื่อตรวจสอบ
ความก้าวหน้าทางการเรยี นซี่งนักเรียนตอ้ งทำแบบทดสอบหลังเรียนใหไ้ ดร้ ้อยละ ๘๐ ข้ึนไป จงึ จะผา่ นเกณฑ์ ถา้
นักเรียนไมฝ่ า่ นเกณฑ์ตามทก่ี ำหนดให้ทบทวนเน้ือหาแลว้ ให้ทำแบบทดสอบหลังเรียนอีกคร้งั หากผา่ นเกณฑ์ให้
ศกึ ษาแบบฝึกทักษะการอา่ นเพอื่ การคิดวิเคราะห์ เลม่ ท่ี ๖ ต่อไป

-ฉ-

คำแนะนำในการวางแผน และการบรหิ ารการจัดการเรยี นรู้
รูปแบบ TBRR Model

การจัดการเรยี นรรู้ ปู แบบ TBRR Model มีองค์ประกอบทีส่ ำคญั ๔ ประการ ดังนี้
T : Teamwork คือ การทำงานเป็นทมี สมาชิกในกล่มุ มีเปา้ หมายเดียวกัน ม่งุ มน่ั มรี ะบบการทำงาน

ทชี่ ดั เจน ทุกคนรหู้ น้าที่ ปฏิบตั ภิ ารกจิ ให้ดีทส่ี ดุ สามคั คี ให้ความรว่ มมือ ชว่ ยเหลือเกอื้ กลู รว่ มภาคภมู ใิ จด้วยกัน
B : Brainstorming คือ การระดมความคิด เพื่อการแก้ไขปัญหาจากหลายมุมมองโดยไม่มีการตัดสิน

ถกู ผดิ ของสมาชกิ ในกลมุ่ เพ่ือหาทางเลอื กในการตัดสินใจ ความคดิ ใหม่ ๆ และใช้ในการวางแผน
R : Reading Literacy & Creative คอื ความรแู้ ละทกั ษะท่ีจะเขา้ ใจเรื่องราวและสาระของส่งิ ท่ีได้อ่าน

ตีความ หรือแปลความหมายของข้อความที่ได้อ่าน และประเมิน คิดวิเคราะห์ จากประสบการณ์เดิมที่จะเชื่อมโยง
กับความรู้ใหม่หรือสิ่งใหม่ นำไปสู่การสังเคราะห์ สร้างสรรค์ และสามารถแก้ปัญหาได้ นำมาปรับประยุกต์ใช้ได้
ในชีวติ จรงิ

R : Reporting คือ การที่ผู้เรียนสื่อสารและนำเสนอผลการเรียนรู้ด้วยภาษา วิธีการและเทคโนโลยี
สารสนเทศท่เี หมาะสม

แนวการจัดการเรยี นรูร้ ูปแบบ TBRR Model
การจดั การเรียนรู้รูปแบบ TBRR Model แบ่งเปน็ ๔ ขัน้ ตอน โดยแต่ละขนั้ ตอนมีแนวทาง ดงั นี้
๑. ขั้นการทำงานเป็นทีม (Teamwork) แบ่งกลุ่มนักเรียน ๕ – ๘ คน ตามจำนวนที่เหมาะสม ให้ใช้

วิธีการแบ่งกลุ่มที่น่าสนใจ ให้แต่ละกลุ่มแบ่งหน้าที่โดยการเลือกประธาน เลขานุการ สมาชิกภายในกลุ่มต้องรู้
บทบาทหนา้ ท่ขี องตน เชน่ เป็นผู้อ่านคำถาม ผตู้ รวจสอบ ผู้กระตนุ้ ใหส้ มาชิกช่วยกันคิดหาคำตอบ และผู้จดบันทึก
ต้องมคี วามรับผดิ ชอบ มีการวางแผนการทำงานรว่ มกันให้ความร่วมมือช่วยกันแก้ปัญหาเพ่ือใหบ้ รรลุผลสำเร็จตาม
เป้าหมาย

๒. ขัน้ การระดมความคิด (Brainstorming) ให้แตล่ ะกลมุ่ ศึกษาแบบฝกึ ทักษะการอ่านเพือ่ การคดิ
วิเคราะห์ ปฏบิ ัติตามกจิ กรรมท่กี ำหนดไว้ ให้ทุกคนไดม้ ีสว่ นรว่ มในการแสดงความคิดเหน็ อยา่ งอสิ ระ ไมม่ กี ารต้งั
กรอบ หรอื ประเมนิ ถูกผิดขณะระดมความคดิ โดยกำหนดเวลาทีเ่ หมาะสมกับการทำกิจกรรม ใหเ้ ลขานุการเป็นผู้
บันทกึ ทุกความคดิ จากนั้นนำความคิดที่ได้มาประมวลผล

๓. ข้ันการอ่านเพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์ และคิดสร้างสรรค์ (Reading Literacy & Creative)
เป็นการประเมินการอ่านเพื่อการปรับปรุงพัฒนาผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงออกซึ่งความสามารถอย่าง
เตม็ ศกั ยภาพ โดยการกำหนดภาระงานให้สมาชิกภายในกล่มุ แสดงความสามารถในการแก้ปัญหา รวมท้งั การแสดง
ความคิดสร้างสรรค์ในการแกป้ ัญหา และสามารถนำไปปรบั ใช้ในชวี ิตประจำวนั ได้

-ช-

๔. ข้ันรายงานและนำเสนอ (Reporting) ข้นั แสดงผลงานการสรา้ งความรู้ของกลมุ่ ให้ผ้อู ่นื รบั รู้
เป็นการช่วยให้ผู้เรียนไดต้ รวจสอบความเข้าใจของตนเอง และช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความคดิ สร้างสรรค์ ผู้เรียน
สามารถแสดงผลงานด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การอภิปราย ทำป้ายประกาศ บทบาทสมมติ การนำเสนอด้วย
เทคโนโลยสี ารสนเทศ ตามความเหมาะสม

๕. ข้ันรายงานและนำเสนอ (Reporting) ขนั้ แสดงผลงานการสรา้ งความร้ขู องกลุ่มให้ผู้อน่ื รับรู้
เป็นการชว่ ยให้ผู้เรยี นได้ตรวจสอบความเข้าใจของตนเอง และชว่ ยสง่ เสรมิ ให้ผูเ้ รียนใช้ความคิดสร้างสรรค์ ผเู้ รียน
สามารถแสดงผลงานด้วยวธิ กี ารตา่ ง ๆ เช่น การอภิปราย ทำปา้ ยประกาศ บทบาทสมมติ การนำเสนอดว้ ย
เทคโนโลยสี ารสนเทศ ตามความเหมาะสม

ความสำคัญของ TBRR Model

๑. การเรียนรดู้ ้วยตนเอง ตามแนวคดิ การจดั การเรียนรโู้ ดยเน้นผ้เู รียนเป็นสำคญั เป็นการสอนให้
สามารถลงมือปฏิบตั ิ กลา้ คดิ กลา้ แสดงออก เปลีย่ นจากการเรียนแบบรบั ฟงั อย่างเดยี ว (passive) เปน็ การเรยี นรู้
ด้วยตนเอง (active) ยั่วยุใหเ้ ดก็ สนใจใฝ่ร้เู ป็นการเรยี นรู้เพ่ือแก้ปัญหา

๒. การทำงานเป็นทมี เป็นการเรียนร้เู พือ่ ส่งเสริมความสามัคคี การทำงานร่วมกัน การชว่ ยเหลอื
เกื้อกูลกนั การยอมรบั ความคิดเหน็ ซงึ่ กันและกนั ตามวถิ ีชวี ติ ระบอบประชาธิปไตย ฝกึ ความเป็นผู้นำ ผูต้ ามที่ดี
สง่ เสริมคณุ ธรรมจรยิ ธรรม

๓. การฝึกทักษะเพื่อพฒั นาการคิดวิเคราะห์ ความคดิ สรา้ งสรรค์ และการแก้ไขปญั หา สามารถทจี่ ะ
พฒั นาเด็กไทยให้มคี ุณภาพพร้อมรองรับสถานการณใ์ นอนาคต อันจะส่งผลใหป้ ระเทศมีความมนั่ คง ยง่ั ยืนพฒั นา
ตอ่ ไป

๔. การสอ่ื สารและนำเสนอ เป็นสมรรถนะสำคัญในระดบั สากลทำใหผ้ ู้เรียนไดม้ ีพัฒนาการทางดา้ น
ภาษา และมีความสามารถในการนำเสนอ มีทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

-๑-

สาระ / มาตรฐานการเรียนรู้ / ตวั ชี้วัด

สาระที่ ๑ การอ่าน

มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสรา้ งความร้แู ละความคดิ เพ่ือนำไปใช้ตดั สินใจแกป้ ญั หา
ในการดำเนนิ ชีวติ และมนี ิสัยรักการอา่ น

ตวั ชว้ี ัด
ม.๔-๖/๓ วิเคราะหแ์ ละวิจารณเ์ รอื่ งที่อ่านในทุก ๆ ดา้ นอย่างมเี หตผุ ล
ม.๔-๖/๔ คาดคะเนเหตกุ ารณ์จากเรื่องท่ีอ่านและประเมินคุณคา่ เพ่ือนำความรู้
ความคิดไปใชต้ ัดสนิ ใจ แก้ปญั หาในการดำเนินชวี ิต
ม.๔-๖/๕ วิเคราะห์ วจิ ารณ์ แสดงความคิดเหน็ โต้แย้งกับเรอ่ื งที่อ่าน และเสนอความคิดใหม่
อย่างมเี หตผุ ล
ม.๔-๖/๖ ตอบคำถามจากการอ่านงานเขยี นประเภทตา่ ง ๆ ภายในเวลาทีก่ ำหนด
ม.๔-๖/๗ อา่ นเรื่องต่าง ๆ แลว้ เขยี นกรอบแนวคิดผังความคดิ บันทึก ยอ่ ความ และรายงาน
ม.๔-๖/๘ สงั เคราะห์ความรู้จากการอา่ นสอ่ื สง่ิ พมิ พ์ สอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส์ และแหลง่ เรยี นรู้ตา่ ง ๆ
มาพฒั นาตน พฒั นาการเรียน และพฒั นาความรทู้ างอาชีพ

-๒-

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

๑. ดา้ นความรู้ (K)
นกั เรยี นเขา้ ใจความหมาย และหลักเกณฑ์ของการอา่ นวเิ คราะห์ข้อเท็จจรงิ และข้อคิดเห็นจาก

บทความ

๒. ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)
๒.๑ นกั เรียนสามารถ สรปุ ใจความสำคัญ ลำดับเหตุการณ์ จากการอา่ นบทความ
๒.๒ นกั เรียนสามารถ แยกแยะขอ้ เทจ็ จรงิ ขอ้ คิดเหน็ และสรุปข้อคิดจากการอา่ นบทความได้
ถกู ต้อง
๒.๓ นักเรยี นสามารถวเิ คราะห์ วิจารณ์ ความสมเหตุสมผล ความนา่ เช่อื ถอื
ลำดบั ความและ ความเปน็ ไปได้ของข้อมูลท่อี ่าน
๒.๔ นักเรียนสามารถสรุปคุณคา่ แนวคดิ แงค่ ิดท่ีได้จากการอ่านบทความและนำไปประยุกตใ์ ชไ้ ด้
อยา่ งถูกต้องเหมาะสม

๓. สาระการเรยี นรู้
การอ่านวิเคราะหข์ ้อเท็จจริงและข้อคิดเหน็ จากบทความ

๔. ดา้ นคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
๔.๑ ตระหนักในคุณคา่ ของการอ่าน คิดวเิ คราะห์
๔..๒ ใฝร่ ู้ ใฝเ่ รยี น
๔.๓ มวี ินัย
๔.๔ ซอื่ สตั ยส์ ุจริต

-๓-

แบบทดสอบกอ่ นเรียน
เร่อื ง วิเคราะหข์ ้อเทจ็ จรงิ และขอ้ คดิ เหน็ จากบทความ

คำชี้แจง
๑. ให้นกั เรียนทำแบบทดสอบเป็นรายบคุ คล
๒. แบบทดสอบฉบบั นเี้ ป็นแบบเลือกตอบ มที ้งั หมด ๑๐ ข้อ ข้อละ ๑ คะแนน
๓. เลือกคำตอบท่ถี ูกต้องทสี่ ดุ เพียงคำตอบเดยี ว
๔. ให้นักเรียนทำเครอ่ื งหมายกากบาท (X) ลงในช่องที่ตรงกับอกั ษร ก ข ค ง
ในกระดาษคำตอบทแี่ จกให้
๕. ห้ามขดี เขยี นข้อความใด ๆ ลงในแบบทดสอบ
********************************

๑. การอา่ นคดิ วิเคราะห์ หมายถงึ ข้อใด
ก. การอา่ นอย่างถูกต้องสามารถจบั ใจความสำคัญได้
ข. การอ่านอย่างเพลดิ เพลนิ สามารถเข้าใจเรือ่ งได้อย่างรวดเรว็
ค. การอา่ นอย่างใคร่ครวญสามารถแยกแยะสรปุ เรื่องอยา่ งมเี หตผุ ล
ง. การอ่านอย่างเป็นระบบทัง้ อ่านในใจอ่านออกเสียงถูกตอ้ งตามอักขรวธิ ี
๒. ขอ้ ใดเปน็ ลักษณะของบทความ
ก. งานเขยี นความเรียงทีม่ ีจุดประสงค์เพอ่ื แสดงความรู้และจินตนาการของผู้เขยี น อยา่ งสรา้ งสรรค์
ข. งานเขียนร้อยกรองทีม่ จี ดุ ประสงคเ์ พ่อื แสดงความรู้ความคดิ เหน็ ตอ่ สงิ่ ต่าง ๆ อยา่ งมสี าระ สร้างสรรค์ และมี
เหตผุ ลทีน่ ่าเช่ือถือ
ค. งานเขยี นรอ้ ยแก้วหรอื ร้อยกรองท่ีมีจุดประสงค์เพือ่ เสนอความคิดเหน็ ของผ้เู ขยี น ในรูปแบบต่าง ๆอยา่ งมี
ประโยชน์
ง. งานเขยี นความเรียงท่มี จี ดุ ประสงค์เพอื่ แสดงความรู้เสนอข้อเทจ็ จรงิ ความคิดเห็น โดยมีหลักฐานและเหตผุ ลท่ี
นา่ เชอ่ื ถือ
๓. ข้อใดกลา่ วถูกต้องเก่ียวกับลักษณะของการอ่านคิดวิเคราะห์
ก. มะลิอา่ นนิทานแลว้ เล่าเรื่องยอ่ ใหเ้ พื่อนฟงั ได้
ข. ราตรอี า่ นเรอื่ งสามคั คีเสวกแล้วบอกข้อคดิ ที่ได้รับจากเรื่องได้
ค. กหุ ลาบอ่านโคลงสภุ าษิตแลว้ จบั ใจความสำคัญได้
ง. พกิ ลุ อ่านและท่องบทอาขยานได้ถูกตอ้ งและไพเราะมาก

-๔-

อ่านข้อความต่อไปนแี้ ล้วตอบคำถามข้อ ๔-๕

“ปัจจบุ นั มีผตู้ ิดยาเสพติดเปน็ จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนจะติดยาเสพติดมากกว่ากล่มุ

คนกลมุ่ อนื่ และท่ีน่าเป็นหว่ งกำลังแพรร่ ะบาดสเู่ ด็กนักเรียนวยั ๙-๑๐ ปี สาเหตุอาจเป็นเพราะถูก

เพ่อื นชักจูงใหล้ องเสพ อยากรู้ อยากลอง ถูกล่อลวง และสาเหตุสำคญั อีกประการหนง่ึ คือ การ

ขาดความอบอ่นุ ในครอบครวั ปญั หาพ่อแม่หยา่ รา้ งกัน ผใู้ หญ่ไม่ได้สนใจดูแลหรอื เปน็ ที่พึ่งของเดก็

ได้ เดก็ เกดิ ความว้าเหวไ่ มร่ จู้ ะปรึกษาใครเลยหันไปหายาเสพติด”

๔. ผู้ปกครองควรปฏบิ ัติต่อเด็กอย่างไรท่เี ป็นวิธีดีทสี่ ุด เพื่อไม่ใหเ้ ดก็ ติดยาเสพติด

ก. ใหค้ วามรกั ความอบอนุ่ และ ใหค้ ำปรึกษาอย่างใกล้ชิด

ข. สอดส่องตดิ ตามทุกฝีก้าวเมื่อเด็กนัดรวมกล่มุ กันและแจ้งครู

ค. สอนให้ลูกรู้จกั เลือกคบเพ่ือนทด่ี ีมีฐานะ เพ่ือจะได้ไม่มีปัญหาพึ่งพายาเสพตดิ

ง. เสนอกฎเกณฑ์ในการเรยี นและความประพฤติอยา่ งเข้มงวดทง้ั ทบี่ า้ นและโรงเรียน

๕. จุดมงุ่ หมายของผู้เขยี นบทความนคี้ ือข้อใด

ก. บอกวตั ถปุ ระสงค์ในการใช้ยาเสพตดิ ในวัยรนุ่ ข. เพ่อื ให้รู้ถึงสาเหตทุ ่ีทำใหว้ ัยรนุ่ ตดิ ยาเสพตดิ

ค. เพ่ือให้รู้ถึงโทษของยาเสพตดิ ง. เพือ่ แจง้ จำนวนกลมุ่ ผตู้ ดิ ยาเสพตดิ

อา่ นข้อความต่อไปนแ้ี ลว้ ตอบคำถามขอ้ ๖

“คุณครคู ะ วันน้ีตอนเดนิ มาโรงเรียนหนูเหน็ คนตาบอดเดินถือไม้เท้าคลำทางมาตรงทางมา้ ลายกำลัง

จะข้ามถนน เขาเดินเซไปเซมาเหมอื นจะลม้ ลงค่ะ หนูจงึ เข้าไปประคองแล้วจงู มือเขา ชว่ ยพาเดิน

ข้ามถนน เขาชมและขอบใจหนดู ว้ ยค่ะ”

๖. คณุ ธรรมข้อใดสอดคล้องกับความหมายของข้อความน้ีมากท่ีสดุ

ก. ความโอบอ้อมอารี ข. ความเมตตากรณุ า

ค. ความเอื้อเฟ้ือเผ่อื แผ่ ง. ความวริ ิยะอตุ สาหะ

อา่ นข้อความต่อไปน้แี ลว้ ตอบค าถามข้อ ๗-๘

“แฝกเปน็ หญ้าชนดิ หน่ึง ข้นึ เปน็ กอ ใบแบนยาว ใช้มงุ หลังคาและใชท้ ำยา เป็นพชื ท่ีมีระบบรากลึก

เมอื่ ปลกู แลว้ จะชว่ ยรักษาหน้าดิน พระองคจ์ ึงทรงแนะนำใหน้ ำหญา้ ชนดิ นไ้ี ปปลูกเป็นข้ันบนั ได

เพ่ือเป็นการป้องกนั การพังทลายของหน้าดนิ เพราะเมื่อฝนตกลงมาหญ้าแฝกจะช่วยดดู ซึมนำ้ ไว้ ไม่

ทำใหด้ นิ และน้ำไหลไปสูท่ ี่อ่ืน ทำให้เขตพืน้ ทใ่ี นแถบนั้นมคี วามชุ่มช้ืน...”

๗. พระองค์ ในทีน่ ห้ี มายถงึ ใคร

ก. พระสงฆ์ ข. พระพุทธรูป

ค´ นายกรฐั มนตรี ง. พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั

-๕-

๘. ข้อความใดไมใ่ ช่จุดประสงค์ของการปลูกหญ้าแฝก

ก. ลดความแห้งแลง้ ข. ช่วยดูดซบั นำ้ ในดนิ

ค. ช่วยเสรมิ รายได้ใหแ้ ก่เกษตรกร ง. ลดการพงั ทลายของหนา้ ดิน

อ่านข้อความต่อไปนแี้ ลว้ ตอบคำถามขอ้ ๙-๑๐

“ฝนพรำต้ังแตเ่ มื่อวานเยน็ จนกระทั่งเช้าก็ยงั ไมห่ ยุด ใครจะบ่นอยา่ งไรกห็ าฟังไมม่ นั คงตกเร่อื ยไป

หนา้ น้ฤี ดูฝน มนั ทำหน้าท่ีของมันแล้วโดยชอบ หากฤดฝู น ฝนไม่ตกสนิ ่าประหลาด มนั อยู่หา่ งดนิ

แตม่ ที ีท่ารกั ดนิ รักนำ้ รักพฤกษาลดาวัลย์เสียเหลอื เกนิ อาจเป็นเพราะมันขึน้ ไปจากน้ำกระมงั

ทำนองเดยี วกบั มนุษยย์ ่อมมหี น้าที่อยา่ งใดอย่างหน่งึ จึงควรทำหน้าท่ขี องตนให้สมบูรณท์ ่ีสุดตาม

กำลงั ความสามารถ มนษุ ย์ท่ที ำหน้าท่ี ใครเลา่ จะตำหนหิ ากถูกตำหนิก็ฟังเฉยเสยี เหมือนฝน”

๙. ผ้เู ขยี นแนะนำใหผ้ ู้อา่ นทำตวั เชน่ เดียวกับฝนในเร่ืองใด

ก. มคี วามรบั ผิดชอบ ข. มคี วามซอ่ื สัตย์

ค. มีความเสยี สละ ง. มีความเมตตา

๑๐. สาระสำคญั ของข้อความนคี้ ืออะไร

ก. ฝนควรภูมิใจท่ไี ดท้ ำหน้าที่ของมันอยา่ งสมบรู ณ์

ข. มนุษย์ควรทำหน้าท่ีของตนใหส้ มบรู ณ์ทีส่ ดุ ตามความสามารถ

ค. ฝนตกต้องตามฤดูกาล มนั คงทำหน้าท่ีอยา่ งครบถ้วน โดยไม่หวังอามิสสนิ จา้ งใด ๆ

ง. คนท่ีคิดวา่ ตนได้กระทำความดแี ล้วหากถูกตำหนกิ ็ไม่ควรหวั่นไหวหรือโกรธเคือง

-๖-

กระดาษคำตอบแบบทดสอบก่อนเรยี น

ช่ือ - สกลุ .......................................................................ระดบั ชนั้ ม...../..... เลขที่..............

ข้อ ก ข ค ง
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.

รวม

-๗-

ใบความรู้
วเิ คราะหข์ อ้ เทจ็ จรงิ และขอ้ คิดเหน็ จากบทความ

ความหมายและลักษณะของบทความ
บทความ หมายถึง ข้อเขียนซึ่งอาจจะเปน็ รายงานหรอื การแสดงความคดิ เหน็ มกั ตีพมิ พ์ในหนังสอื พิมพ์

วารสาร สารานกุ รม เป็นต้น
บทความจึงเป็นความเรยี งประเภทหนึ่งซงึ่ มจี ุดประสงค์หลายลกั ษณะ เช่น เพอื่ แสดงความรู้ เสนอ

ข้อเทจ็ จริง ความคิดเห็น ตง้ั ข้อสงั เกต วิเคราะห์วิจารณ์ ฯลฯ โดยตอ้ งเขยี นอยา่ งมีหลักฐาน มีเหตุผล นา่ เชอ่ื ถอื
หากมีข้อเสนอแนะใด ๆ ตอ้ งเปน็ ในทางทีส่ ร้างสรรค

ประเภทของบทความ
ประเภทของบทความแบ่งตามเนื้อหาบทความไดเ้ ปน็ ๑๑ ประเภท ได้แก่
๑. บทบรรณาธิการ เปน็ บทความแสดงความคดิ เหน็ ลักษณะหน่งึ ที่เขียนข้ึน เพื่อแสดงแนวคดิ หลักของ

หนังสอื พมิ พ์ฉบับนัน้ ๆ ตอ่ เร่ืองใดเร่ืองหน่ึง
๒. บทความสมั ภาษณ์เป็นบทความท่เี ขยี นขน้ึ จากการสัมภาษณ์บุคคลเกย่ี วกับความคดิ เห็นต่อเรื่องใดเร่ือง

หนึง่ หรือหลายเรอื่ ง หรือเกีย่ วกบั ชวี ิตของบุคคลนน้ั หรอื จากการสมั ภาษณ์บุคคลหลายคนในหัวขอ้ เดยี วกนั
๓. บทความแสดงความคดิ เห็นท่ัว ๆ ไป มเี น้อื หาหลายลกั ษณะ เชน่ หยิบยกปัญหาเหตุการณห์ รือเร่ืองท่ี

ประชาชนสนใจมาแสดงความคิดเหน็ หรือผู้เขยี นเสนอความคิดเหน็ สนับสนนุ หรือคัดคา้ น หรือท้ังสนับสนุนและ
คดั ค้านความคิดเห็นในเรอ่ื งเดียวกันของคนอื่น ๆ เปน็ ต้น

๔. บทความวิจารณเ์ ขียนเพ่ือแสดงความคดิ เห็นในเชิงวิจารณ์เรอ่ื งราวทตี่ ้องการวิจารณด์ ้วยเหตผุ ลและ
หลักวชิ าเปน็ สำคญั

๕. บทความวเิ คราะห์เปน็ บทความแสดงความคดิ เหน็ อย่างหน่งึ ซึง่ ผู้เขยี นจะพิจารณาเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงท่ี
เผยแพรม่ าแล้วอย่างละเอียด โดยแยกแยะใหเ้ ห็นส่วนตา่ ง ๆของเร่ืองน้นั ผเู้ ขียนเสนอความคิดและวิเคราะห์
เหตุการณเ์ ร่ืองราวนัน้ อย่างละเอียด แสดงข้อเท็จจริงเหตผุ ลเพือ่ ให้ผู้อ่านได้ความรู้ ความคิดเห็นเพิ่มเตมิ เกิด
ความคิดที่ชดั เจนยงิ่ ขน้ึ แบ่งเป็นบทความวเิ คราะห์ขา่ วและบทความวิเคราะหป์ ัญหา

๖. บทความสารคดีท่องเที่ยว มเี นอ้ื หาแนวบรรยายเลา่ เร่ืองเกย่ี วกบั สถานท่ีทอ่ งเทีย่ วตา่ ง ๆ ทม่ี ี
ทัศนยี ภาพสวยงามหรือมีความสำคญั ในดา้ นตา่ ง ๆ เพ่ือแนะนำให้ผู้อา่ นรู้จักสถานที่ทอ่ งเทยี่ ว ชักชวนใหส้ นใจไป
พบเห็นสถานทนี่ ั้น ๆ

-๘-

๗. บทความกง่ึ ชีวประวตั เิ ปน็ การเขียนบางส่วนของชวี ติ บคุ คลเพ่ือใหผ้ ้อู า่ นทราบโดยเฉพาะคุณสมบตั ิหรอื
ผลงานเด่นทท่ี ำใหบ้ ุคคลน้ันมีช่อื เสยี ง ประสบความสำเรจ็ ในชวี ิตเพ่ือชื่นชม ยกยอ่ งเจ้าของประวัตแิ ละช้ใี ห้ผู้อา่ นได้
แงค่ ิดเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนนิ ชีวติ

๘. บทความรอบปีเป็นบทความทม่ี เี นื้อหาแนวบรรยาย เลา่ เร่อื งเกี่ยวกบั เรอื่ งราวเหตุการณพ์ ิธกี ารใน
เทศกาลหรือวนั สำคัญ เชน่ วนั สำคัญทางศาสนา ทางประวตั ิศาสตร์ทางวฒั นธรรม เกีย่ วกบั บคุ คลสำคญั เป็นต้น

๙. บทความให้ความรู้ท่วั ไป ผเู้ ขียนจะอธบิ ายให้ความรู้และคำแนะนำในเรอ่ื งทว่ั ๆ ไปที่ใช้ในการด าเนนิ
ชวี ติ ประจำวนั เช่น มารยาทการเขา้ สังคม การแตง่ กายให้เหมาะสมกบั กาลเทศะและบุคลกิ ภาพ เคลด็ ลบั การครอง
ชีวติ คู่ เปน็ ต้น

๑๐. บทความเชิงธรรมะ จะอธบิ ายขอ้ ธรรมะให้ผู้อา่ นเข้าใจไดง้ ่าย หรือให้คติในแนวทางการดำเนินชวี ติ
ตามแนวพระพุทธศาสนา เสนอหาทางแกป้ ญั หาตามแนวพุทธปรัชญา

๑๑. บทความวชิ าการ มเี น้ือหาแสดงข้อเท็จจรงิ ข้อความรทู้ างวิชาการเร่อื งใดเร่อื งหน่ึง ในสาขาวชิ าใด
วิชาหนงึ่ โดยเฉพาะ

ลักษณะของบทความท่ดี ี
ลกั ษณะของบทความท่ดี ี ควรมีลกั ษณะ ๔ ประการ ดังน้ี
๑. เอกภาพ กล่าวคือ เนื้อหาของบทความมีความเป็นอนั หนงึ่ อนั เดียวกัน มีทิศทางของเนอ้ื หาไปในทาง

เดยี วกัน เพ่อื มุ่งสปู่ ระเดน็ หลกั ทตี่ ้องการนำเสนอ
๒. สารัตถภาพ กล่าวคอื ผู้เขียนตอ้ งเน้นยำ้ ประเด็นสำคัญให้ชัดเจนวา่ ตอ้ งการนำเสนอแนวคดิ สำคัญ

อะไร ประโยคใจความสำคญั หรือสาระสำคญั ทโ่ี ดดเด่นคืออะไร
๓. สมั พนั ธภาพ กลา่ วคือ มีความสมั พนั ธ์กันโดยตลอด ทง้ั ในด้านการเรียบเรียงถอ้ ยคำ ข้อความ และการ

จดั ลำดบั เรอ่ื งทุกประโยคในแต่ละยอ่ หน้า และย่อหน้าในแตล่ ะเรอ่ื งเช่ือมเข้าดว้ ยกนั ด้วยการใช้คำเชอ่ื มข้อความ
๔. ความสมบรู ณก์ ล่าวคอื มีความสมบูรณใ์ นด้านเน้ือหา มีเน้ือความชดั เจนกระจ่างแจ้ง อธิบายได้

ครอบคลุมความคดิ หลกั ที่ต้องการนำเสนอ ข้อมูลท่ีนำเสนอเปน็ ขอ้ เท็จจริงท่ีถูกตอ้ ง หากเป็นความคิดเหน็ ต้องมี
ความสมเหตุสมผล

องค์ประกอบของบทความ
การเขียนบทความ ควรมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
๑. ช่ือเร่อื ง ตอ้ งสอ่ื ความหมายอยา่ งชดั เจนว่าผเู้ ขียนต้องการน าเสนอเรอื่ งอะไร
๒. สว่ นเกร่นิ นำ หรือ คำนำ เปน็ การนำผ้อู า่ นเข้าสเู่ ร่อื ง
๓. ส่วนเน้อื เร่ือง เป็นส่วนของการดำเนินเร่อื งทั้งหมด
๔. สว่ นสรปุ เปน็ สว่ นสรุปจุดยนื ของผู้เขียนทม่ี ตี ่อเร่ืองและวตั ถุประสงคใ์ นการเขยี น

-๙-

การแยกข้อเท็จจริง ขอ้ คดิ เห็น

การแยกข้อเทจ็ จริง ขอ้ คิดเห็น
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ (ราชบณั ฑติ ยสถาน ๒๕๒๕ : ๑๓๓) ใหค้ วามหมาย

ข้อเทจ็ จริง และข้อคดิ เห็นไวว้ ่า
“ข้อเทจ็ จรงิ ” หมายถงึ ข้อความแหง่ เหตกุ ารณท์ ี่เป็นมาหรือเป็นอยู่ตามจริง ข้อความหรือเหตกุ ารณ์ที่

จะต้องวินิจฉัยว่าเท็จหรอื จรงิ
“ขอ้ คดิ เห็น” หมายถึง ความเหน็ ความรูส้ กึ นึกคิดของผ้สู ่งสารท่ีสอดแทรกอยู่ในเนอื้ หา

อาจกล่าวไดว้ า่
ข้อเทจ็ จริง น้นั ต้องสามารถพิสูจน์สนับสนนุ ยนื ยนั ได้
ขอ้ คิดเห็น นั้นไม่สามารถสนับสนุนยืนยนั ได้

ลักษณะของข้อเท็จจริง
๑. มีความเปน็ ไปได้
๒. มคี วามสมจริง
๓. มหี ลักฐานเช่อื ถอื ได้
๔. มีความสมเหตุสมผล

ลักษณะของข้อคิดเห็น
๑. เป็นขอ้ ความทแ่ี สดงความรู้สกึ
๒. เป็นขอ้ ความท่แี สดงการคาดคะเน
๓. เป็นข้อความท่แี สดงการเปรยี บเทยี บหรอื อุปมาอุปไมย
๔. เปน็ ขอ้ ความทเ่ี ป็นเป็นข้อเสนอแนะหรือเปน็ ความคิดของผู้พูดและผ้เู ขียนเอง

ตวั อยา่ งข้อความทเ่ี ปน็ ข้อเท็จจริง
๑. กตเวที หมายถงึ สนองคุณท่าน (พสิ จู นไ์ ดโ้ ดยคน้ ความหมายจากพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน

พ.ศ. ๒๕๒๕)
๒. ดวงตาเป็นอวัยวะทีท่ ำให้มองเหน็ (พสิ ูจน์ไดด้ ้วยหลักวิชาการ)
๓. ทุกคนหนไี มพ่ ้นความตาย (พสิ ูจนไ์ ด้จากประสบการณ์)

-๑๐-

ตวั อยา่ งข้อความทีเ่ ป็นข้อคิดเหน็
๑. การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยดที สี ดุ (ไม่มีข้อวนิ จิ ฉยั )
๒. คนเรียนเกง่ ยอ่ มประสบผลสำเรจ็ ในชีวติ เสมอ (ไม่มีข้อยนื ยัน)
๓. การรับประทานแตผ่ กั ไม่น่าจะเป็นผลดีตอ่ รา่ งกาย(ไม่มีข้อยนื ยนั )

-๑๑-

แบบฝกึ ทักษะที่ ๑
วเิ คราะหข์ ้อเทจ็ จริงและขอ้ คิดเหน็ จากบทความ

บทความ เร่ือง ความกตญั ญูคุณธรรมพืน้ ฐานเยาวชนไทย
ความกตัญญู คือ ความรู้สึกสำนึกในบญุ คุณด้วยการแสดงความเคารพนับถอื เชื่อฟัง และช่วยเหลอื ใน
กิจการงานต่าง ๆ การกระท าเช่นนี้ยอ่ มนำมาซึ่งความสขุ ความเจริญและสิริมงคลแก่ชีวติ และหน้าท่ีการงาน การ
ที่เยาวชนไทยได้รับการปลูกฝัง คุณลักษณะที่ดีในเรื่องความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ถือเป็นเรื่องที่ดี เป็นการสร้าง
ภูมคิ มุ้ กันใหส้ ังคม การเลย้ี งดขู องครอบครวั เปน็ สิง่ สำคัญทจ่ี ะชว่ ยอบรมสง่ เสริม พฤตกิ รรมใหม้ ีคณุ ลกั ษณะของการ
เป็นคนมีความกตัญญู ความตระหนักรู้ในบุณคุณ ของบุคคล สัตว์ และสิ่งแวดล้อมที่มผี ลต่อตนเองทั้งโดยตรงและ
โดยอ้อม ซึ่งในปัจจุบันกระแสความเจริญทางเทคโนโลยีอย่างไร้ขีดจำกัดและสิ่งยั่วยุให้ เกิดการเบี่ยงเบนของ
พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเยาวชน การสร้างความเจริญ ทางวัตถุที่มากไป จนลืมคำนึงถึงความเจริญทางด้าน
จิตใจ เพื่อมาสนองความต้องการ ทางกาย ทางใจในการด าเนินชีวิตประจำวันของสมาชิกในสังคม ทำให้เกิดการ
แย่งชิง โอกาสในการประกอบการเล้ียงชีพ โดยลืมคำนึงถึงคุณธรรมและจรยิ ธรรมในจิตใจ ลืมคำนึงถึงวถิ ีชีวิตแบบ
ดั้งเดิมของคนไทยที่มีความกตัญญู รู้จักตอบแทนบุญคุณ ซึ่งความกตัญญูเป็นคุณธรรมที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วย
รักษาและพยุงสังคมไทย ผู้ที่มี ความกตัญญู คือ มีจิตสำนึกในคุณท่านและคิดตอบแทน ส่วนผู้ที่ไม่มีความกตัญญู
คือคน อกตัญญู ไมร่ ู้คุณ ย่อมถูกประณามว่า เป็นคนไมด่ ี ไมน่ ่าคบหา ความกตญั ญเู ปน็ คณุ ธรรมพ้ืนฐานของมนุษย์
ในสงั คม มนษุ ย์ตอ้ งเกยี่ วข้องสมั พันธ์กับผู้อ่ืนและส่ิงอื่น ชีวิต เราดำรงอย่ไู ด้เพราะไดร้ ับการอุปการะจากพ่อแม่ ครู
อาจารย์ ญาตพิ น่ี ้อง ความกตัญญู จงึ เป็นคณุ ธรรมทมี่ นุษยค์ วรปฏิบัติ

(ทพิ มาศ เศวตวรโชติ, http://taamkru.com/th/, ๒๕๕๘)

-๑๒-

คำถามจุดประกายความคิด

๑. เรอื่ งนี้เปน็ บทความความเรียงรอ้ ยแก้ว ประเภทใด(๑ คะแนน)
ตอบ.......................................................................................................................... ...................................
......................................................................................................................................................................
....................................................................................... ...............................................................................
๒. สาระสำคัญของเร่ือง คอื อะไร(๑ คะแนน)
ตอบ.......................................................................................................................... ...................................
............................................................................................................................. .........................................
.......................................................................................... ............................................................................
๓. เดก็ จะได้รับประโยชนอ์ ะไรจากความกตัญญู(๑ คะแนน)
ตอบ.......................................................................................................................... ...................................
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................................................................................................
๔. พอ่ แม่ ผู้ปกครองจะชว่ ยสง่ เสรมิ ความกตัญญใู ห้ลูกไดโ้ ดยวิธใี ด(๒ คะแนน)
ตอบ.............................................................................................................................................................
........................................................................................................................................... ...........................
......................................................................................................................................................................

-๑๓-

แบบฝกึ ทกั ษะที่ ๒
วิเคราะห์ข้อเทจ็ จรงิ และข้อคิดเห็นจากบทความ

บทความเร่ือง ขา่ วร้าย-ข่าวดี ทีน่ ไี่ ม่มใี ครสวมรองเท้าเลย
มีบรษิ ัทผลติ รองเทา้ บริษทั หน่ึงจะเปิดตลาดในทวปี แอฟรกิ าจงึ สง่ พนักงานขาย อันดับ ๑ ไปยงั แอฟรกิ า
เพอื่ ท าการศึกษาศกั ยภาพของตลาด เม่อื ไปถึงได้สงั เกตว่า ชาวแอฟรกิ นั สว่ นมากเดนิ ด้วยเทา้ เปล่า เขาก็เลยส่ง
ขา่ วกลบั ไปดว้ ยข้อความทวี่ า่ “ข่าวร้าย ท่นี ี่ไม่มีใครสวมรองเทา้ เลย” และไม่มีตลาดรองเท้าในทวีปแอฟริกานีฝ้ า่ ย
บริหารก็พิจารณาว่า ควรจะหาข้อมูลเปน็ ครั้งท่ี ๒ เพื่อให้แน่ใจ จึงตดั สินใจที่จะสง่ พนกั งานขายอีกคนหนึง่ ไปเพ่อื
ประเมินตลาดแห่งน้พี นักงานขายคนท่ี ๒ เม่ือไปถงึ แอฟริกาก็มีความตนื่ เตน้ มากและส่งข่าวกลบั มาทนั ทดี ้วย
ขอ้ ความว่า “ข่าวดไี ม่มีใครที่น่ีสวมรองเท้าเลย” เขารบี เดินทางกลบั และรายงานแกฝ่ ่ายบรหิ ารว่า“สภุ าพบุรุษ
ทัง้ หลาย เรากำลังจะรวยเพราะมีตลาดใหญม่ าก ในแอฟริกาและส่ิงสำคัญท่เี ราต้องรีบท า คอื ให้การศกึ ษาแก่ชาว
แอฟริกันว่าประโยชน์ของการใสร่ องเท้าคอื อะไร”
(ขา่ วรา้ ย-ขา่ วดี ท่นี ่ไี มม่ ใี ครสวมรองเท้าเลย, http://oknation.nationtv.tv/blog/print.php?id=๖๑๗๗๐๘,

๒๕๕๘)

-๑๔-

คำถามจดุ ประกายความคดิ

๑. ทำไมพนักงานคนท่ี ๑ จึงบอกว่า ข่าวรา้ ย (๑ คะแนน)
ตอบ............................................................................................................................. .................................
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................................................................................................
๒. ทำไมพนักงานคนที่ ๒ จงึ บอกว่า ขา่ วดี (๑ คะแนน)
ตอบ............................................................................................................................. .................................
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................................................................................................
๓. จากการอ่านเรื่อง “ข่าวรา้ ย-ขา่ วดี ท่ีน่ีไม่มีใครสวมรองเท้าเลย” (๒ คะแนน)
ตอบ ข้อเท็จจรงิ คอื
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................
ขอ้ คิดเหน็ คอื
...................................................................................................... ................................................................
......................................................................................................................................................................
๔. นักเรยี นเห็นด้วยกบั คำพดู ของพนักงานคนท่ี ๑ หรอื คนท่ี ๒ เพราะเหตุใด คนที่ ๑ “ขา่ วร้ายทีน่ ไี่ ม่มี
ใครสวมรองเท้าเลย”คนที่ ๒ “ขา่ วดไี ม่มีใครท่ีนี่สวมรองเท้าเลย”(๑ คะแนน)
ตอบ............................................................................................................................. .................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................

-๑๕-

แบบฝกึ ทักษะท่ี ๓
วิเคราะหข์ ้อเทจ็ จริงและขอ้ คิดเหน็ จากบทความ

บทความ เร่อื ง วิธปี ฏบิ ตั เิ พ่ือช่วยคลายเครียดในการทำงาน
เม่ือรูส้ กึ เครยี ดหลงั เลิกงานแลว้ ควรทำกจิ กรรมอนื่ เพอ่ื เปน็ การพกั ผ่อนหยอ่ นใจ ทำอะไรก็ไดท้ ใ่ี จชอบ ทำ
แล้วเพลิดเพลินมีความสขุ การท่ีคนเราพักผอ่ นหย่อนใจหลัง การทำงาน ไม่ได้แสดงว่าเป็นคนเกียจครา้ นหรือรกั
สนกุ แต่ถอื ว่าเป็นการพักสมองและเติม พลังชวี ิต ท าใหพ้ ร้อมทจ่ี ะกลบั ไปทำงานอย่างสดชื่นอีกครัง้ หนึ่ง กิจกรรม
เพื่อการพักผ่อน หย่อนใจมีมากมายหลายอย่าง ควรเลอื กที่ถูกใจ ทำแลว้ รู้สกึ ผ่อนคลายและควรเลอื กกจิ กรรม ท่ี
ตรงกันขา้ มกับงานประจำทท่ี ำอยู่ ถ้างานประจำต้องให้บริการอำนวยความสะดวกสบายแก่ ผอู้ ื่น ยามว่างควรไปให้
ผอู้ ่ืนบรกิ ารบ้าง จะเปน็ การชดเชยทำใหช้ ีวิตสมดลุ ขน้ึ ยอมเสียเวลา เสยี เงินเสียทอง เพื่อแลกกับความสขุ ทางใจ
จากการพกั ผ่อนหยอ่ นใจบ้าง เพราะมนั จะได้ผล คุ้มค่า เมื่อกลับมาทำงานใหมจ่ ะทำใหร้ สู้ ึกสดชืน่ มคี วาม
กระตือรอื ร้นในการทำงานมากขน้ึ ความคิดปลอดโปร่งขึน้ ทำงานได้ดีขน้ึ และพร้อมจะเผชิญปัญหาตา่ ง ๆ ได้ดีขึ้น
อยา่ ลืมวา่ เครือ่ งจกั รยังต้องมีเวลาหยุดพัก ตอ้ งมีการดูแลซ่อมบำรุง เพ่ือไม่ใหส้ ึกหรอหรือเส่ือมสภาพ เร็วเกนิ ไป
คนเราก็เช่นกัน หลงั จากทำงานหนกั ในแตล่ ะวนั ควรให้โอกาสตัวเองได้พักผ่อน หยอ่ นใจบ้าง ชวี ติ จะไดไ้ มเ่ ครียด
จนเกนิ ไป

(กรมสุขภาพจิต, ๒๕๖๓ : ๑๒)

-๑๖-

คำถามจดุ ประกายความคดิ

๑. การพักผ่อนหย่อนใจ หมายถึงอยา่ งไร (๑ คะแนน)
ตอบ ............................................................................................................................. ..................................

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๒. เหตใุ ดจึงต้องพักผ่อนหย่อนใจ (๑ คะแนน) ตอบ
ตอบ.......................................................................................................................... .....................................

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๓. กจิ กรรมใดบา้ งที่เป็นการพักผอ่ นหย่อนใจ บอกมา ๔ อย่าง (๑ คะแนน)
ตอบ ............................................................................................................................. ..................................

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๔. บทความนเี้ ปรยี บเทยี บการทำงานของคนกับสิ่งใด นักเรียนเห็นดว้ ยหรอื ไม่ เพราะเหตุใด
(๒ คะแนน)
ตอบ ......................................................................................................................... ......................................

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

-๑๗-

แบบฝึกทกั ษะที่ ๔
วเิ คราะหข์ อ้ เทจ็ จริงและข้อคิดเหน็ จากบทความ

บทความ เรื่อง การรกั ษากายและใจยามเจ็บปว่ ยดว้ ยกำลังใจของตนเอง
เรื่องเจ็บปว่ ยเป็นเร่ืองปกติธรรมดาของทุกคน น้อยคนนักที่ไม่เคยเจ็บป่วยเลย ก็นับว่าเป็นความโชคดี
ดงั พระพทุ ธองคต์ รัสว่า “อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเปน็ ลาภ อนั ประเสรฐิ ” คำกล่าวนี้คงไมม่ ีใครซาบซ้ึงใจ
ในคำนี้เท่ากับตัวของผู้ป่วยเอง เมื่อมีความเจ็บป่วยแล้วจะทำอย่างไรกับตัวเองชีวิตของคนเราประกอบด้วยกาย
และจิต กายกับจิต ผูกพันกันอยู่ตลอดเวลา เมื่อกายป่วย จิตใจก็จะแปรปรวนเจ็บป่วยไปด้วย จิตใจจะนึกคิด
มากมาย สร้างจนิ ตนาการต่าง ๆ นานา วติ กกงั วลเกี่ยวกับโรค ญาติพน่ี ้อง เพือ่ นร่วมงาน หน้าท่กี ารงานและอื่น ๆ
มากมาย หากหยุดย้ังไม่ได้ก็จะทำให้อาการเจ็บป่วยเป็นมากขึ้น
“จติ เป็นนาย กายเป็นบ่าว” คำกล่าวน้บี ่งบอกให้รู้วา่ จติ เป็นส่งิ สำคญั ทสี่ ามารถควบคุม ร่างกายได้ แม้
ร่างกายเจ็บป่วย ขอให้ป่วยเฉพาะร่างกาย จิตใจไม่ป่วยไปด้วย มีสติรับรู้ความ เจ็บปวดของร่างกายอยู่ตลอดเวลา
ไม่ฟุ้งซ่านแปรปรวนไปตามสภาพของร่างกาย เมื่อจิตใจ มีสติมั่นคง ร่างกายก็จะค่อย ๆ ลดความเจ็บปวดลง จาก
ประสบการณ์ของผู้เขียน เมื่อป่วยหนักทำให้ได้ประสบการณ์พิเศษ ถือเป็น บททดสอบชีวิตทีส่ ำคัญทำให้ได้ข้อคดิ
สำคัญนำมาสอนใจตนเองได้เป็นอย่างดีว่า เมื่อ ความเจ็บป่วยมาเยือน ผู้ป่วยต้องยอมรับความเป็นจริงของความ
เจ็บปวดร่างกาย อยู่ตลอดเวลา เจ็บก็รู้ว่าเจ็บ ให้มีสติกำกับอยู่เสมอ ตามดูความรู้สึกของตนเองด้วย ความอดทน
อดกลั้น หากรู้สึกเจ็บปวดมาก ใช้จิตสัมผัสกับส่วนของร่างกายที่รู้สึกเจ็บ อาจจะ ช่วยคลายเจ็บปวดได้บ้างช่ัว
ขณะหนึง่
สิ่งสำคญั อีกประการหนึ่งคือ ผู้ป่วยต้องการก าลงั ใจ “กำลงั ใจจากใครหนอ ขอเปน็ ทาน ให้ฝนั ใหใ้ ฝ่ ให้
ชีวิตได้มีแรงใจ ให้ดวงใจลุกโชนความหวัง...” กำลังใจซึ่งหลายคนมักจะคิดว่า กำลังใจจากญาติพี่น้อง คนใกล้ชิด
จากมิตรผูห้ วังดี จะเป็นส่ิงสำคัญช่วยผลักดนั ให้ผู้ป่วย มีพลงั ในการต่อสชู้ ีวติ ต่อไป กำลังใจท่ีสำคัญท่ีสุดคือกำลังใจ
ของตนเองที่จะเติมเต็มให้เปน็ พลังที่ย่ิงใหญ่ให้ต่อสู้ชีวิต ตอ่ ไปอยา่ งมีความหวัง กำลงั ใจทป่ี ระกอบด้วยความอดทน
อดกลั้น ความพยายามต่อสู้กับ ความเจ็บปวดอย่างมีสติ รู้เท่าทันจิตใจของตนเองอยู่ตลอดเวลา เจ็บก็รู้ว่าเจ็บ
วุ่นวายกร็ ู้ว่า วนุ่ วาย โกรธกร็ ู้วา่ โกรธ ฯลฯ จิตจะมีสตทิ ีม่ ั่นคง ส่งั การให้รา่ งกายปรับเปล่ยี นอิริยาบถเพื่อผ่อนคลาย
ความเจ็บปวดเปลี่ยนจากการนอนเป็นการเดิน พินิจพิจารณารับรู้ถงึ ความเจ็บปวด อยู่ตลอดเวลา อาการเจ็บป่วย
หายไปชั่วขณะหน่ึง เมื่อรู้สึกเจ็บปวดอีกก็เดินอีกเหมือน เดินจงกรม วันหนึ่ง ๆ เดินหลาย ๆ รอบ เมื่อรู้สึกปวดก็
เดิน เมื่อหายก็กลับไปนอน สลับกัน ครั้งแล้วครั้งเล่า จนจิตใจไม่ทุกข์ไปกับรา่ งกาย จิตใจพร้อมที่จะรักษารา่ งกาย
ให้หายป่วยด้วย การรับประทานอาหารและยาไดด้ สี ่งผลใหร้ า่ งกายแข็งแรง มีกำลัง และกลับไปอยูใ่ นสภาพท่ปี กติ
เหมอื นไม่เคยเจ็บป่วยมากอ่ น

-๑๘-

ความทรงจำท่ีเกิดจากการให้กำลังใจตนเอง มผี ลทำให้จติ ใจเขม้ แข็ง ทำให้มีความหวัง ที่จะต่อสู้ฟนั ฝ่า
อปุ สรรคในการด ารงชวี ติ อยู่ มีผลต่อความเชื่อมนั่ ต่อการตัดสินปญั หาต่าง ๆ ใหผ้ ่านพ้นไปได้ด้วยดีด้วยกำลงั ใจของ
ตนเอง และเรอื่ งราวเหลา่ นี้ได้เรยี นรวู้ ่า ทุกสง่ิ ทกุ อย่างอยทู่ ี่ตวั ของตนเองทั้งหมด มิตรทดี่ ีท่ีสดุ กค็ ือตนเอง ศตั รูท่ี
ร้ายกาจทสี่ ุดก็คอื ตนเอง ผูท้ ปี่ ลอบใจตนเองไดด้ ีทีส่ ดุ ก็คอื ตนเอง ฯลฯ ประสบการณ์นี้ได้นำไปบอกเลา่ ใหท้ ุกคนที่
รู้จกั อยู่เสมอในยามทร่ี า่ งกายเจบ็ ปว่ ย หรอื ท้อแท้ ส้นิ หวัง วนุ่ วายใจ ฯลฯ

โดยเฉพาะนกั เรียนให้กำลงั ใจตนเองอยู่เสมอ โดยเริ่มต้น ตามดูความคิด ความรู้สึกของตนเอง เช่น ใน
ยามโกรธ ก็รู้ว่าโกรธ อาจจะบอกกับตนเองว่า โกรธแล้วนะ บอกกับใจตนเองหลาย ๆ ครั้ง แล้วความโกรธก็จะ
หายไปเองเมือ่ ตามดตู ามคดิ ความรู้สึกของตนเองได้ การใหก้ ำลังตนเองก็สามารถทำไดเ้ ช่นกัน

อุษณีย์ สัตยนนท์, ๒๕๖๒ (https://www.kroobannok.com/, ๒๕๖๒)

-๑๘-

คำถามจุดประกายความคดิ

๑. “จิตเปน็ นาย กายเป็นบ่าว” จากบทความขา้ งตน้ มีความหมายวา่ อยา่ งไร (๑ คะแนน)
ตอบ ............................................................................................................................. ...........................
..................................................................................................... ...........................................................
............................................................................................................................. ....................................
๒. “กำลังใจจากใครหนอ ขอเปน็ ทาน ให้ฝันให้ใฝ่ ใหช้ วี ติ ได้มแี รงใจ ให้ดวงใจลกุ โชน ความหวัง...”
จากขอ้ ความข้างต้น ผูเ้ ขยี นต้องการสื่อถึงอะไร (๑ คะแนน)
ตอบ ........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...................................
.................................................................................................................................................................
๓. จากบทความน้ีกำลังใจที่สำคญั ทส่ี ดุ ที่ผเู้ ขียนกลา่ วถึงคอื กำลงั ใจจากใคร (๑ คะแนน)
ตอบ................................................................................ .................................................. ......................
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................................................. ................................
๔. จากเรอื่ งน้ีผเู้ ขยี นต้องการบอกอะไรแกผ่ อู้ า่ น (๒ คะแนน)
ตอบ ............................................................................................................................. ...........................
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................. ....................................................................

-๑๙-

แบบฝึกทักษะที่ ๕
วเิ คราะห์ข้อเทจ็ จรงิ และข้อคิดเห็นจากบทความ

บทความ เร่ือง ประเพณีผตี าโขน
ใครจะเชื่อ....แค่หวดนึ่งข้าวเหนียวและกาบมะพร้าวไร้ค่าที่นำมาแต้มแต่งสีสัน เข้าไป แล้วจะทำให้ดึงดูด
ใจชาวโลกได้ขนาดนี้ หน้ากากที่มีลวดลายเป็นรูปหน้าผีที่น่าหวาดกลัวด้วย สีสันที่สดใสฉูดฉาดทำให้ดูน่าเข้าไป
สัมผัสใกล้ชิดถ่ายรูปด้วยความน่าชื่นชมเป็นเอกลักษณ์ ประจำท้องถิ่นที่ไม่มีที่ไหนในโลกนี้ นอกจาก อำเภอด่าน
ซา้ ย จงั หวัดเลย ประเพณีผตี าโขน เป็นการละเลน่ ทเี่ กี่ยวเนอ่ื งกับพิธีกรรม เพอื่ บวงสรวงบูชาวิญญาณ ผีบรรพชนท่ี
กลุ่มชนชาติพันธุ์ไท-ลาว เชื่อถือร่วมกันว่า บรรพชน คือ ต้นตระกูลเผ่าพันธุ์ผู้ท่ี สร้างบ้านแปงเมือง บรรพชนเมื่อ
ตายเป็นผีจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่น่าเกรงขาม มีอำนาจที่จะดลบันดาลให้ความอุดมสมบูรณ์หรือความหายนะแก่
บ้านเมืองได้ เพอ่ื เปน็ การแสดงความเคารพ เพ่ือความอดุ มสมบูรณพ์ นู สขุ ของบ้านเมอื ง เมือ่ ถงึ งานบญุ ประเพณี
สำคัญ ๆ ตามฮีตประเพณีจึงจะต้องทำการละเล่นเต้นฟ้อนผีตาโขนเพื่อเซ่นสรวงบูชาให้เป็นที่ถูกอก ถูกใจแก่ผี
บรรพชน การละเลน่ ผตี าโขนจึงเป็นการละเลน่ ทีม่ ีมาแตโ่ บราณและผ่าน การสบื ทอดทางพธิ ีกรรมเป็นสายยาวจาก
รุ่นต่อรนุ่ มาจนถงึ ปัจจุบนั แบบฝึกเสรมิ ทักษะการอา่ นคิดวิเคราะห์
ผีตาโขน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวอำเภอด่านซ้าย ถือเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีและ ประจ าท้องถิ่น
โดยรวมเอา “งานบุญพระเวส” (ฮีตเดือนสี่) และ “งานบุญบั้งไฟ” (ฮีตเดือนหก) เข้าเป็นงานบุญเดียวกัน งานบุญ
พระเวส เป็นงานที่จัดขึ้นเพือ่ ฟังเทศน์มหาชาติทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ซึ่งเช่ือว่าจะได้อานิสงส์แรงกล้าบันดาลให้พบพระศรี
อริยเมตไตรยในชาติหนา้ สว่ นงานบญุ บัง้ ไฟ เปน็ งานทจ่ี ดั ขึน้ เพื่อบชู าอารกั ษ์หลักเมอื งถือเปน็ ประเพณแี ห่ขอฝนให้
ตกต้องตามฤดูกาล ด้วยเหตุนี้เองทำให้งานประเพณีผีตาโขนได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วสารทิศ เพราะ ได้
ถกู ขนานนามเร่อื งความสนกุ สนานและความสวยงามนา่ ประทับใจ
ผีตาโขนแต่งกาย ด้วยชุดทำจากเศษผ้านำมาเย็บติดกันมี “หมากกะแหล่ง” (ลักษณะคล้ายกระดิ่ง ใช้
แขวน คอกระบือ) หรือกระดิ่ง กระพรวน กระป๋องผูกติดกับบั้นเอว แขวนคอหรือเขย่าเพื่อให้เกิด จังหวะและมี
เสียงดังเวลาเดินแบบขย่มตัว ส่ายสะโพก โขยกขาและขยับเอว ผีตาโขนทุกตัวมีอาวุธประจำกายเปน็ ดาบหรือง้าว
ซง่ึ ทำจากไม้เนอื้ อ่อน ส่วนหวั ของ หน้ากากผีตาโขน วัสดทุ นี่ ำมาของหวดนึง่ ข้าวเหนยี วนำมาหกั พบั ขนึ้ ให้มีลักษณะ
คล้ายหมวก สว่ นหน้าทำจากโคนกา้ นมะพร้าวถากเปน็ รูปหนา้ กากแลว้ เจาะชอ่ งตา สำหรบั จมกู ของผีตา โขนน้ันทำ
มาจากไม้เนื้ออ่อน นำมาแกะเป็นรูปทรงต่างๆ ส่วนเขาทำมาจากปลีมะพร้าวแห้ง นำมาตัดเป็นขนาดและรูปทรง
ตามต้องการ การประกอบส่วนต่างๆ ของหน้ากากนั้น ส่วนหัว หน้า และเขา จะใช้เชือกเย็บ ติดเข้า ด้วยกัน ส่วน
จมูกจะยึดติดกับหน้ากาก โดยจะใช้ตะปูตียึดจากด้านใน การตกแต่งลวดลายต่างๆ ในปัจจุบันนิยมใช้สีน้ำมัน ใน
สมัยก่อนที่ยังไม่มสี ีน้ำมันจะใช้สีจากธรรมชาติ เช่น ขมิ้น ปูนขาว ขี้เถ้า ปูนแดง เขม่าไฟ เมื่อตกแต่งลวดลายเสร็จ
แลว้ ดา้ นหลงั จะใช้ เศษผ้าเยบ็ ตอ่ จาก หนา้ กากและหวดใหค้ ลมุ ส่วนคอจนถึงไหล่

-๒๐-

การทำหน้ากากผีตาโขนเป็นงานศลิ ปะพืน้ บา้ นที่ถูกถ่ายทอดสูร่ นุ่ ลูกหลานร่นุ แลว้ รุน่ เลา่ โดยมีรูปแบบที่
หลากหลายตามจนิ ตนาการของผู้ทำและตามอทิ ธิพลต่าง ๆ ทีไ่ ด้รบั แตก่ ็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความเปน็ ผีตา
โขนไวไ้ ดเ้ ปน็ อยา่ งดี ผีตาโขน จงึ เป็นสือ่ ทีเ่ รยี กศรัทธาใหผ้ ้คู นจากทั่วสารทศิ เข้ามาเทีย่ วและเปน็ การกระจายรายได้
ใหก้ บั คนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

ส่งิ ท่สี ำคญั และถือวา่ เป็นส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ คบู่ า้ นคเู่ มืองด่านซ้ายมาตง้ั แต่อดีตด้วยการเป็นคำม่ันสัญญาว่าจะรัก
ใครเ่ ป็นพี่น้องกนั ตลอดไปของทั้งสองแผ่นดนิ ไทยและลาว คอื พระธาตุศรสี องรักเปน็ สิ่งท่ียดึ เหนี่ยวจติ ใจ ของชาว
จังหวัดเลยและคนทั้งสองฝั่งโขงได้เป็นอย่างดี นี่ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่นำมาเล่าให้ฟัง บรรยากาศและ
ความประทับใจ อีกมากมายที่ไม่สามารถนำมาเขียนเล่าให้อ่านหมดได้ในทีเดียว ประเพณีผีตาโขนนี้ยังรอ การไป
สัมผัสบรรยากาศแหง่ วัฒนธรรมของชาวด่านซ้าย ทา่ นผูอ้ ่านอยา่ พลาดก็แล้วกันในปีต่อไปและต้องไปเท่ียวกันให้ได้
เพราะนอกจากจะเพลิดเพลินแล้วยังเป็นการส่งเสริม การท่องเที่ยวของเราอีกด้วย ได้ทั้งความสุขและก็อิ่มบุญไป
ตาม ๆ กนั อยา่ พลาดนะครบั ไปให้ได้จะได้ไม่ผดิ หวงั

(มงคล ถนิ่ คำบง, ASTV ผจู้ ดั การออนไลน์ ๒๘ มนี าคม ๒๕๖๒)
(http://www.manager.co.th/home/,๒๕๖๒)

-๒๑

คำถามจุดประกายความคดิ

๑. ผตี าโขน เปน็ เอกลกั ษณ์เฉพาะของชาวบา้ นในจงั หวัดใด(๑ คะแนน)
ตอบ ........................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................
๒. เสอื้ ผ้าและการแต่งกายของผตี าโขนเป็นอย่างไร จงอธิบาย(๑ คะแนน)
ตอบ ............................................................................................................................. ...........................
..................................................................................................... ...........................................................
............................................................................................................................. ....................................
๓. จากบทความน้ีใจความสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสือ่ คืออะไร (๑ คะแนน)
ตอบ.......................................................................................................................... ..............................
................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................................
๔. จะมีวิธกี ารสืบทอดประเพณผี ีตาโขนได้อยา่ งไรบ้าง จงอธิบาย (๒ คะแนน)
ตอบ ........................................................................................................................................................
................................................................................................................................... .............................
.................................................................................................................... .............................................

-๒๒-

แบบทดสอบหลงั เรียน
เร่อื ง วเิ คราะหข์ อ้ เทจ็ จริงและขอ้ คดิ เห็นจากบทความ

คำชี้แจง
๑. ใหน้ กั เรยี นทำแบบทดสอบเป็นรายบุคคล
๒. แบบทดสอบฉบับนเี้ ป็นแบบเลอื กตอบ มีท้งั หมด ๑๐ ข้อ ข้อละ ๑ คะแนน
๓. เลือกคำตอบท่ีถูกต้องทีส่ ดุ เพียงคำตอบเดยี ว
๔. ให้นักเรียนทำเคร่ืองหมายกากบาท (X) ลงในช่องท่ตี รงกบั อักษร ก ข ค ง
ในกระดาษคำตอบท่แี จกให้
๕. ห้ามขีดเขียนข้อความใด ๆ ลงในแบบทดสอบ
********************************

๑. การอ่านคิดวิเคราะห์ หมายถึงข้อใด
ก. การอา่ นอยา่ งถูกต้องสามารถจับใจความสำคัญได้
ข. การอ่านอยา่ งเพลดิ เพลินสามารถเข้าใจเร่ืองได้อยา่ งรวดเร็ว
ค. การอ่านอย่างใคร่ครวญสามารถแยกแยะสรปุ เร่ืองอย่างมเี หตผุ ล
ง. การอา่ นอย่างเป็นระบบทง้ั อ่านในใจอ่านออกเสยี งถูกตอ้ งตามอักขรวธิ ี
๒. ข้อใดเปน็ ลักษณะของบทความ
ก. งานเขยี นความเรยี งท่มี จี ดุ ประสงค์เพ่อื แสดงความรแู้ ละจนิ ตนาการของผเู้ ขยี น อย่างสรา้ งสรรค์
ข. งานเขียนรอ้ ยกรองท่ีมีจุดประสงคเ์ พอื่ แสดงความรู้ความคดิ เหน็ ตอ่ ส่ิงต่าง ๆ อย่างมีสาระ สรา้ งสรรค์ และมี
เหตุผลท่ีน่าเช่อื ถือ
ค. งานเขยี นรอ้ ยแก้วหรอื ร้อยกรองที่มจี ดุ ประสงคเ์ พอ่ื เสนอความคิดเห็นของผู้เขยี น ในรูปแบบต่าง ๆอย่างมี
ประโยชน์
ง. งานเขยี นความเรียงท่มี ีจุดประสงค์เพ่อื แสดงความรูเ้ สนอข้อเท็จจริง ความคดิ เห็น โดยมหี ลักฐานและเหตุผลท่ี
น่าเชอ่ื ถือ
๓. ขอ้ ใดกลา่ วถูกต้องเกี่ยวกบั ลักษณะของการอา่ นคิดวิเคราะห์
ก. มะลิอา่ นนิทานแล้วเล่าเรื่องย่อให้เพ่อื นฟงั ได้
ข. ราตรอี ่านเรื่องสามคั คีเสวกแล้วบอกข้อคดิ ท่ีได้รบั จากเรื่องได้
ค. กหุ ลาบอา่ นโคลงสุภาษิตแลว้ จบั ใจความสำคญั ได้
ง. พกิ ลุ อา่ นและท่องบทอาขยานไดถ้ ูกต้องและไพเราะมาก

-๒๓-

อา่ นข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามขอ้ ๔-๕

“ปจั จุบันมผี ูต้ ิดยาเสพตดิ เปน็ จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนจะติดยาเสพติดมากกวา่ กล่มุ

คนกลมุ่ อน่ื และทน่ี ่าเปน็ หว่ งกำลงั แพร่ระบาดสเู่ ด็กนกั เรียนวยั ๙-๑๐ ปี สาเหตอุ าจเป็นเพราะถกู

เพ่อื นชักจูงใหล้ องเสพ อยากรู้ อยากลอง ถกู ล่อลวง และสาเหตุสำคญั อีกประการหนง่ึ คือ การ

ขาดความอบอ่นุ ในครอบครัวปญั หาพ่อแมห่ ยา่ รา้ งกัน ผูใ้ หญ่ไม่ได้สนใจดูแลหรือเป็นที่พ่ึงของเด็ก

ได้ เด็กเกิดความวา้ เหว่ไมร่ ู้จะปรึกษาใครเลยหนั ไปหายาเสพติด”

๔. ผ้ปู กครองควรปฏิบตั ิต่อเด็กอย่างไรที่เปน็ วิธีดีท่ีสดุ เพ่ือไมใ่ ห้เดก็ ติดยาเสพตดิ

ก. ให้ความรักความอบอนุ่ และ ใหค้ ำปรึกษาอยา่ งใกลช้ ิด

ข. สอดส่องติดตามทุกฝกี ้าวเมอื่ เด็กนัดรวมกล่มุ กันและแจ้งครู

ค. สอนให้ลกู รู้จกั เลือกคบเพ่ือนที่ดมี ีฐานะ เพื่อจะได้ไมม่ ีปัญหาพ่ึงพายาเสพติด

ง. เสนอกฎเกณฑ์ในการเรียนและความประพฤติอย่างเข้มงวดทั้งท่ีบา้ นและโรงเรยี น

๕. จดุ ม่งุ หมายของผ้เู ขียนบทความน้คี ือข้อใด

ก. บอกวตั ถปุ ระสงค์ในการใช้ยาเสพตดิ ในวัยรุน่ ข. เพอ่ื ให้รู้ถงึ สาเหตทุ ่ีทให้วยั รุ่นติดยาเสพตดิ

ค. เพอ่ื ใหร้ ู้ถึงโทษของยาเสพตดิ ง. เพื่อแจ้งจำนวนกลมุ่ ผู้ตดิ ยาเสพติด

อ่านข้อความต่อไปน้ีแล้วตอบคำถามข้อ ๖

“คณุ ครูคะ วันนีต้ อนเดินมาโรงเรยี นหนูเห็นคนตาบอดเดินถือไม้เทา้ คลำทางมาตรงทางม้าลายกำลัง

จะข้ามถนน เขาเดินเซไปเซมาเหมอื นจะล้มลงค่ะ หนูจงึ เข้าไปประคองแลว้ จูงมือเขา ชว่ ยพาเดิน

ข้ามถนน เขาชมและขอบใจหนูดว้ ยคะ่ ”

๖. คณุ ธรรมข้อใดสอดคล้องกับความหมายของข้อความนม้ี ากที่สดุ

ก. ความโอบอ้อมอารี ข. ความเมตตากรณุ า

ค. ความเอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ ง. ความวริ ิยะอตุ สาหะ

อา่ นข้อความต่อไปน้ีแลว้ ตอบคำถามข้อ ๗-๘

“แฝกเปน็ หญ้าชนดิ หนึง่ ข้นึ เปน็ กอ ใบแบนยาว ใชม้ งุ หลงั คาและใช้ทำยา เป็นพชื ที่มรี ะบบรากลกึ

เมื่อปลกู แลว้ จะช่วยรกั ษาหน้าดิน พระองค์จึงทรงแนะนำให้นำหญ้าชนิดน้ไี ปปลกู เป็นขั้นบันได

เพ่อื เป็นการป้องกนั การพังทลายของหนา้ ดนิ เพราะเมื่อฝนตกลงมาหญ้าแฝกจะช่วยดูดซึมน้ำไว้ ไม่

ทำใหด้ นิ และน้ำไหลไปส่ทู ีอ่ ่นื ทำใหเ้ ขตพ้นื ทใ่ี นแถบนั้นมคี วามชุ่มชนื้ ...”

๗. พระองค์ ในทนี่ ีห้ มายถงึ ใคร

ก. พระสงฆ์ ข. พระพุทธรปู

ค´ นายกรฐั มนตรี ง. พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัว

-๒๔-

๘. ข้อความใดไมใ่ ชจ่ ุดประสงค์ของการปลูกหญ้าแฝก

ก. ลดความแห้งแลง้ ข. ช่วยดูดซับนำ้ ในดิน

ค. ช่วยเสริมรายไดใ้ หแ้ กเ่ กษตรกร ง. ลดการพังทลายของหน้าดิน

อ่านข้อความต่อไปนแ้ี ล้วตอบคำถามขอ้ ๙-๑๐

“ฝนพรำต้งั แต่เม่ือวานเยน็ จนกระท่ังเช้ากย็ ังไมห่ ยุด ใครจะบน่ อยา่ งไรก็หาฟังไม่มันคงตกเร่อื ยไป

หนา้ นฤ้ี ดฝู น มันทำหนา้ ที่ของมนั แล้วโดยชอบ หากฤดูฝน ฝนไม่ตกสิน่าประหลาด มนั อยู่หา่ งดิน

แต่มที ีท่ารักดนิ รกั นำ้ รักพฤกษาลดาวลั ยเ์ สยี เหลือเกิน อาจเปน็ เพราะมนั ขึน้ ไปจากนำ้ กระมัง

ทำนองเดียวกับมนษุ ย์ย่อมมีหน้าทีอ่ ยา่ งใดอย่างหน่งึ จึงควรทำหน้าท่ีของตนใหส้ มบรู ณ์ที่สุดตาม

กำลงั ความสามารถ มนุษย์ทท่ี ำหน้าท่ี ใครเล่าจะตำหนหิ ากถกู ตำหนิกฟ็ งั เฉยเสียเหมือนฝน”

๙. ผ้เู ขยี นแนะนำให้ผูอ้ ่านทำตวั เชน่ เดยี วกบั ฝนในเรือ่ งใด

ก. มคี วามรบั ผดิ ชอบ ข. มคี วามซื่อสัตย์

ค. มีความเสยี สละ ง. มคี วามเมตตา

๑๐. สาระสำคัญของข้อความนคี้ อื อะไร

ก. ฝนควรภูมิใจท่ไี ด้ทำหนา้ ที่ของมนั อยา่ งสมบรู ณ์

ข. มนุษยค์ วรทำหนา้ ท่ีของตนให้สมบรู ณท์ ีส่ ุดตามความสามารถ

ค. ฝนตกตอ้ งตามฤดูกาล มันคงทำหนา้ ท่ีอย่างครบถ้วน โดยไมห่ วงั อามิสสนิ จา้ งใด ๆ

ง. คนท่ีคิดว่าตนได้กระทำความดแี ลว้ หากถูกตำหนิก็ไม่ควรหว่ันไหวหรือโกรธเคอื ง

-๒๕-

กระดาษคำตอบแบบทดสอบหลงั เรยี น

ชื่อ - สกลุ .......................................................................ระดบั ช้ัน ม...../..... เลขท่.ี .............

ข้อ ก ข ค ง
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.

รวม

-๒๖-

ภาคผนวก

-๒๗-

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน

ข้อ คำตอบ
๑. ค
๒. ง
๓. ข
๔. ก
๕. ข
๖. ข
๗. ง
๘. ค
๙. ก
๑๐. ข

-๒๘-

เฉลยแบบฝึกหดั ที่ ๑

๑. เรื่องน้ีเปน็ บทความความเรียงรอ้ ยแก้ว ประเภทใด(๑ คะแนน)
ตอบ เรอื่ งนี้เป็นบทความความเรยี งร้อยแกว้ ประเภทบทความเชงิ ธรรมะ
๒. สาระสำคัญของเรือ่ ง คอื อะไร(๑ คะแนน)
ตอบ สาระสำคัญของเร่ือง คือ ความกตญั ญหู มายถึง ความรูส้ กึ สำนึกในบญุ คุณดว้ ยการแสดงความเคารพ
นับถือ เชื่อฟัง และช่วยเหลือในกิจการงานต่าง ๆ เป็นคุณธรรมพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง การปลูกฝังในเรื่อง
ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ถือเป็นหน้าที่และบทบาทของครอบครัวที่จะช่วยอบรมส่งเสริมพฤติกรรม
เยาวชนไทยให้มีคุณลักษณะเป็นคนท่ีมีความกตัญญู เพราะชีวิตเราดำรงอยู่ ่ได้เพราะได้รับการอุปการะ
จากพอ่ แม่ครูอาจารยญ์ าตพิ น่ี ้อง ความกตัญญจู งึ เปน็ คุณธรรมทม่ี นุษย์ควรปฏิบตั ิ
๓. เด็กจะไดร้ ับประโยชนอ์ ะไรจากความกตัญญู(๑ คะแนน)
ตอบ เด็กจะได้รบั ประโยชน์จากความกตัญญูคือ ได้รบั คำสรรเสรญิ จากสงั คมได้รับการยกยอ่ งจากสังคม
เป็นคนที่สงั คมตอ้ งการและยอมรบั และทำกิจการใดจะสำเร็จเนือ่ งจากไดร้ บั การช่วยเหลอื จากสังคม
๔. พ่อแม่ ผ้ปู กครองจะช่วยสง่ เสรมิ ความกตัญญูให้ลูกไดโ้ ดยวิธใี ด(๒ คะแนน)
ตอบ พ่อแม่ ผปู้ กครองจะช่วยสง่ เสริมความกตัญญใู หล้ กู ได้ โดยการเล้ยี งดูเอาใจใส่และเป็นแบบอย่างที่ดี
ให้กบั ลกู หรอื อาจจดั กจิ กรรมทชี่ ว่ ยปลกู ฝงั ความกตัญญใู ห้ลกู ไดป้ ฏบิ ัตเิ ช่น สอนใหล้ ูกชว่ ยยกน้ าดม่ื มาให้
พ่อแม่เมื่อกลบั มาจากทำงาน การชว่ ยถอื ของเล็ก ๆ น้อยๆ เมอ่ื ต้องไปซอื้ ของ หรอื การท่ีลูกชว่ ยงานบา้ น
ง่าย ๆ การทำอาหารให้คุณปู่ คณุ ย่า คุณตา คณุ ยาย หรือญาตผิ ้ใู หญ่ทีม่ ีพระคณุ ใหล้ ูกได้มสี ว่ นร่วมในการ
มอบสิง่ ของ ฯลฯ ซึง่ พ่อแม่ควรชื่นชมและเนน้ ถึงความสำคัญของพฤติกรรมวา่ ลูกได้แสดงออกถงึ ความ
กตัญญูต่อผูม้ ีพระคณุ

-๒๙-

เฉลยแบบฝึกหดั ท่ี ๒

๑. ทำไมพนักงานคนท่ี ๑ จึงบอกว่า ข่าวร้าย (๑ คะแนน)
ตอบ เพราะเม่ือพนกั งานไปก็พบวา่ ไม่มใี ครสวมรองเท้า ซ่ึงอาจจะมสี าเหตมุ าจากความยากจนหรอื อาจจะ
มาจากการขาดความรู้ในเรื่องของคุณประโยชน์ของการสวมรองเท้า ซง่ึ อาจจะไมเ่ ป็นผลดีต่อการลงทุนใน
ความคดิ ของเขา
๒. ทำไมพนักงานคนท่ี ๒ จงึ บอกว่า ขา่ วดี (๑ คะแนน)
ตอบ เพราะเม่ือพนักงานไปก็พบวา่ ไม่มีใครสวมรองเท้า ซึ่งอาจจะมสี าเหตุมาจากความยากจนหรอื อาจจะ
มาจากการขาดความรูใ้ นเรื่องของคณุ ประโยชนข์ องการสวมรองเท้า แต่พนักงานคนนก้ี ลับคิดในอีกมุมมอง
หนง่ึ และมองเห็นช่องทางในการลงทุนแสวงหาผลกำไร
๓. จากการอา่ นเรื่อง “ข่าวร้าย-ข่าวดี ทน่ี ่ไี ม่มีใครสวมรองเท้าเลย” (๒ คะแนน)
ตอบ ขอ้ เท็จจริง คอื ชาวแอฟริกันสว่ นมากเดนิ ด้วยเท้าเปล่า ไม่มใี ครทน่ี ่ีสวมรองเทา้ เลย
ข้อคิดเหน็ คอื พนกั งานคนที่สองท่กี ลา่ วว่า“สุภาพบรุ ุษท้งั หลาย เรากำลงั จะรวยเพราะมีตลาดใหญม่ าก
ในแอฟรกิ าและส่งิ สำคัญทเ่ี ราต้องรบี ทำ คอื ให้การศึกษาแกช่ าวแอฟริกนั วา่ ประโยชนข์ องการใสร่ องเทา้
คืออะไร”
๔. นักเรียนเห็นดว้ ยกบั คำพูดของพนักงานคนท่ี ๑ หรอื คนที่ ๒ เพราะเหตุใด คนที่ ๑ “ข่าวรา้ ยท่นี ่ไี ม่มี
ใครสวมรองเท้าเลย”คนท่ี ๒ “ข่าวดีไม่มใี ครทน่ี ีส่ วมรองเท้าเลย”(๑ คะแนน)
ตอบ เหน็ ดว้ ยกับคนที่ ๒ “ขา่ วดีไม่มีใครท่ีน่ีสวมรองเท้าเลย” เพราะเขามองอกี มุมมองหนึง่ และลงไป
ศึกษาจนทราบถึงท่มี าและสาเหตุซ่งึ มนั สามารถสนบั สนนุ ความคิดนใี้ ห้มีความนา่ เช่ือถือมากย่ิงข้ึน

-๓๐-

เฉลยแบบฝกึ หดั ที่ ๓

๑. การพกั ผ่อนหย่อนใจ หมายถงึ อย่างไร (๑ คะแนน)
ตอบ การหยดุ พกั ระหวา่ งการทำงานหรอื การเลน่ เพ่ือผอ่ นคลายความตรึงเครียดและลดความเหนด็
เหนอ่ื ย อ่อนเพลยี ลง
๒. เหตุใดจึงต้องพักผ่อนหย่อนใจ (๑ คะแนน) ตอบ
ตอบ เป็นการพักสมองและเตมิ พลงั ชีวติ ทำให้พร้อมท่จี ะกลับไปทำงานอย่างสดชืน่ อกี คร้งั หน่งึ
๓. กิจกรรมใดบา้ งที่เป็นการพักผอ่ นหย่อนใจ บอกมา ๔ อย่าง (๑ คะแนน)
ตอบ ๑. ฟังเพลง

๒. อา่ นหนงั สอื
๓. นอนหลับ
๔. ไปเท่ียวสถานท่ธี รรมชาติ
๕. ดูหนงั ละคร
๔. บทความนีเ้ ปรียบเทยี บการทำงานของคนกบั ส่งิ ใด นักเรียนเหน็ ด้วยหรอื ไม่ เพราะเหตุใด
(๒ คะแนน)
ตอบ เปรยี บเทียบการทำงานของคนกบั เครอื่ งจักร เห็นด้วย ถา้ คนเราใชร้ ่างกายหนกั เกินไปก็อาจทำ
ใหร้ ะบบของการทำงานภายในรา่ งกายของเรารวนได้ ดังนั้นควรใชช้ ีวิตด้วยความระมัดระวัง ดว้ ยสติ
และดแู ลร่างกายของเราให้มากๆ พักผอ่ นใหเ้ พียงพอ เหมือนกับเคร่ืองจกั รยังต้องมีเวลาหยดุ พกั ต้องมี
การดแู ลซ่อมบำรุง เพอ่ื ไมใ่ ห้สึกหรอหรอื เส่ือมสภาพ เรว็ เกินไป

-๓๑-

เฉลยแบบฝกึ หัดท่ี ๔

๑. “จติ เปน็ นาย กายเปน็ บา่ ว” จากบทความขา้ งต้นมีความหมายวา่ อยา่ งไร (๑ คะแนน)
ตอบ จิตเป็นสิ่งสำคญั ทสี่ ามารถควบคมุ รา่ งกายได้ แม้ร่างกายเจบ็ ป่วย ขอให้ปว่ ยเฉพาะร่างกาย จิตใจ
ไม่ปว่ ยไปดว้ ย มสี ตริ บั รู้ความเจบ็ ปวดของร่างกายอยูต่ ลอดเวลา ไมฟ่ ุ้งซา่ นแปรปรวนไปตามสภาพ
ของรา่ งกาย เมื่อจติ ใจมสี ติม่ันคง รา่ งกายกจ็ ะคอ่ ย ๆ ลดความเจ็บปวดลง
๒. “กำลังใจจากใครหนอ ขอเปน็ ทาน ให้ฝนั ให้ใฝ่ ให้ชีวติ ได้มีแรงใจ ใหด้ วงใจลกุ โชน ความหวงั ...”
จากข้อความขา้ งตน้ ผเู้ ขียนต้องการส่ือถึงอะไร (๑ คะแนน)
ตอบ กำลังใจซึง่ หลายคนมักจะคดิ ว่ากำลงั ใจจากญาติพีน่ ้อง คนใกล้ชิด จากมติ รผ้หู วังดี จะเป็นส่งิ
สำคญั ช่วยผลักดนั ใหผ้ ู้ปว่ ยมพี ลังในการต่อสู้ชวี ติ ต่อไป
๓. จากบทความนก้ี ำลงั ใจท่ีสำคัญที่สุดท่ผี ู้เขียนกล่าวถงึ คือกำลงั ใจจากใคร (๑ คะแนน)
ตอบ กำลังใจทสี่ ำคญั ท่สี ดุ คอื กำลังใจของตนเองทจี่ ะเตมิ เต็มให้เปน็ พลังที่ยง่ิ ใหญ่ให้ตอ่ สู้ชวี ิต ต่อไป
อย่างมีความหวัง
๔. จากเร่อื งนีผ้ ู้เขยี นต้องการบอกอะไรแกผ่ ูอ้ า่ น (๒ คะแนน)
ตอบ การให้กำลังใจตนเอง มีผลทำให้จติ ใจเขม้ แขง็ ทำให้มีความหวังท่ีจะต่อสฟู้ ันฝา่ อุปสรรคในการ
ดำรงชีวติ อยู่ มีผลต่อความเช่อื มั่น ตอ่ การตดั สินปัญหาตา่ ง ๆ ใหผ้ ่านพน้ ไปได้ด้วยดดี ้วยกำลงั ใจของ
ตนเอง และเร่อื งราวเหล่าน้ีได้เรยี นรวู้ า่ ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งอยทู่ ี่ตัวของตนเองท้ังหมด มติ รท่ดี ีทสี่ ดุ กค็ ือ
ตนเอง ศัตรูทรี่ า้ ยกาจทีส่ ดุ กค็ ือตนเอง ผทู้ ีป่ ลอบใจตนเองได้ดีทส่ี ดุ ก็คือตนเอง

-๓๒-

เฉลยแบบฝกึ หดั ท่ี ๕

๑. ผตี าโขน เป็นเอกลกั ษณเ์ ฉพาะของชาวบา้ นในจงั หวัดใด(๑ คะแนน)
ตอบ ชาวบ้านอำเภอด่านซา้ ย จงั หวดั เลย
๒. เสือ้ ผ้าและการแต่งกายของผีตาโขนเป็นอย่างไร จงอธิบาย(๑ คะแนน)
ตอบ ผีตาโขนแต่งกาย ดว้ ยชดุ ทำจากเศษผา้ นำมาเย็บติดกันมี “หมากกะแหล่ง” (ลักษณะคลา้ ย
กระด่งิ ใชแ้ ขวน คอกระบือ) หรอื กระดิง่ กระพรวน กระป๋องผกู ติดกบั บนั้ เอว แขวนคอหรอื เขยา่
เพอ่ื ใหเ้ กิด จงั หวะและมเี สยี งดังเวลาเดนิ แบบขย่มตวั มีอาวธุ ประจำกายเปน็ ดาบหรืองา้ วซึ่งทำจากไม้
เนอ้ื อ่อน สว่ นหัวหนา้ กาก วสั ดุท่นี ำมาของหวดน่งึ ข้าวเหนยี วนำมาหกั พบั ขึ้นใหม้ ีลักษณะคลา้ ยหมวก
หนา้ ทำจากโคนกา้ นมะพรา้ วถากเป็นรูปหนา้ กากแล้วเจาะชอ่ งตา จมูกน้นั ทำมาจากไม้เนอื้ อ่อน นำมา
แกะเป็นรปู ทรงต่างๆ เขาทำมาจากปลมี ะพรา้ วแห้ง นำมาตัดเป็นรูปทรงตามต้องการ
๓. จากบทความน้ีใจความสำคญั ท่ีผู้เขียนต้องการส่อื คอื อะไร (๑ คะแนน)
ตอบ ผู้เขยี นตอ้ งการสื่อถงึ วัฒนธรรมและประเพณีทอ้ งถนิ่ ของชาวอำเภอดา่ นซา้ ย จงั หวัดเลยท่มี ชี ื่อ
เรียกวา่ “ผตี าโขน”
๔. จะมวี ธิ ีการสบื ทอดประเพณีผตี าโขนได้อยา่ งไรบา้ ง จงอธิบาย (๒ คะแนน)
ตอบ จัดกิจกรรมส่งเสรมิ และสืบสานประเพณีผตี าโขนใหก้ ับลูกหลานของคนในท้องถนิ่ จัดศนู ย์การ
เรยี นรู้ชมุ ชนหรือพพิ ิธภณั ฑ์พื้นบา้ นผตี าโขนให้ความรแู้ ละประชาสมั พันธก์ บั ผู้ท่สี นใจให้ไดเ้ ขา้ มาศึกษา
เรยี นรูเ้ กยี่ วกับวัฒนธรรมและประเพณที ้องถ่ินของคนในอำเภอดา่ นซา้ ย จงั หวดั เลย

-๓๓-

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน

ข้อ คำตอบ
๑. ค
๒. ง
๓. ข
๔. ก
๕. ข
๖. ข
๗. ง
๘. ค
๙. ก
๑๐. ข

-๓๔-

บรรณานกุ รม

กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๔๓). หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑.
พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๒. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พช์ ุมนมุ สหกรณเ์ พือ่ การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกดั .

กานตร์ วี บษุ ยานนท์. (๒๕๕๙ กรกฎาคม - ธนั วาคม). รปู แบบการสอนท่สี อดคล้องกับการเรียนรู้ของ
สมอง (Brain – Targetd Model). วารสารศลิ ปะศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั อุบลราชธานี.
๑๒ (๒): ๑๕๙ - ๑๗๖.

กติ ติ อัมพรมหา. (๒๕๖๒). เก็บรกั ไวท้ ป่ี ลายรงุ้ . กรงุ เทพฯ: อมรินทร์พรนิ้ ติ้งแอนดพ์ ับลชิ ช่ิง.
เกรียงศักด์ิ เจรญิ วงศ์ศักด.ิ์ (๒๕๕๓). การคดิ เชงิ วเิ คราะห์ (Analytical Thinking). พมิ พ์คร้งั ที่ ๖.

กรุงเทพซัค: เซสมเี ดีย.
ขัณธ์ชยั อธิเกยี รติ และธนารักษ์ สารเถ่ือนแกว้ . (๒๕๖๑). การสอนแบบทันสมยั และเทคนิค

วธิ ีสอนแนวใหม่. วันที่คน้ ข้อมูล ๑๒ มกราคม ๒๕๖๑, เขา้ ถงึ ไดจ้ าก
https://regis.skru.ac.th/RegisWeb/webpage/addnews/
คณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน, สำนักงาน กระทรวงศึกษาธกิ าร. (๒๕๕๘). คูม่ ือการเรยี น
การสอนภาษาไทย คิดและเขยี นเชงิ สร้างสรรค์: เรียงความ ย่อความ และสรุปความ
ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๔–ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๖. กรุงเทพฯ: สกสค.
เฉลมิ ลาภ ทองอาจ. (๒๕๖๑ มกราคม - มนี าคม). การจัดการเรียนร้ภู าษาไทยโดยใช้สมรรถนะ
ในศตวรรษท่ี ๒๑ เปน็ ฐาน: ทฤษฎีส่กู ารปฏิบัต.ิ วารสารครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
๔๖ (๑): ๑๗๑ - ๑๘๔.
ชยั วฒั น์ สุทธวิ ฒั น.์ (๒๕๕๗). ๘๐ นวตั กรรมการจัดการเรยี นร้ทู ี่เนน้ ผูเ้ รยี นเป็นสำคญั . พิมพค์ ร้ังที่ ๕.
กรงุ เทพฯ: แดเน็กซ์ อินเตอร์คอปอเรชน่ั .
ทิศนา แขมมณี. (๒๕๕๐). ศาสตร์การสอน: องค์ความร้เู พื่อการจดั การกระบวนการเรียนรู้ท่มี ี
ประสทิ ธภิ าพ. กรุงเทพฯ สำนักพมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
ทิศนา แขมมณี. (๒๕๕๑). รปู แบบการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ทิศนา แขมมณ.ี (๒๕๕๔). ศาสตรก์ ารสอนองค์ความรูเ้ พ่ือการจดั การกระบวนการเรียนรู้ทีม่ ี
ประสิทธภิ าพ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ไพฑรู ย์ สินลารตั น์ และคณะ. (๒๕๕๗). คดิ นอกกรอบ: สอนและสรา้ งได้อย่างไร. กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลัยธุรกิจบณั ฑิตย์.
วจิ ารณ์ พานิช. (๒๕๕๖). การจัดการเรียนรู้สู่ศตวรรษท่ี ๒๑. กรุงเทพฯ: ส.เจรญิ การพิมพ์.

-๔๓-

รนิ ศรทั ธา กาญจนวตี. (๒๕๖๒). ทุกขณะกระจา่ งชดั สัมผัสใจ. กรงุ เทพฯ: สำนักพิมพ์ออน อารต์ ,
สนั ตวิ ฒั น์ จนั ทร์ใด. (๒๕๖๒). แบบฝึกหดั การรู้เร่ืองการอ่าน. กรุงเทพฯ: สำนักพมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณ์

มหาวทิ ยาลัย.
สคุ นธ์ สินธพานนท์. (๒๕๕๓). นวตั กรรมการเรยี นการสอนเพ่อื พัฒนาคุณภาพของเยาวชน.

พิมพ์ครงั้ ที่ ๔. กรงุ เทพฯ: เทคนิคพร้ินติ้ง.
สุวทิ ย์ มลู คำ. (๒๕๔๗). กลยทุ ธก์ ารสอนคดิ วเิ คราะห.์ กรุงเทพฯ: บรษิ ทั ดวงกมลสมยั จำกัด.
สุวิทย์ มูลคำ. (๒๕๔๗). ครบเครือ่ งเรื่องการคดิ . กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์.
องั คาร จนั ทาทพิ ย์. (๒๕๖๒). ระหว่างทางกลบั บา้ น. พิมพ์คร้งั ท่ี ๒. กรงุ เทพฯ: สำนักพิมพผ์ จญภยั .


Click to View FlipBook Version