The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by บัณฑิตวิทยาลัย มรส, 2023-08-24 09:58:01

รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา

วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง

รวมบทคัดย่อ งานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์ หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี พ.ศ. 2566


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 2 บทน า หนังสือรวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาเล่มนี้ จัดท าขึ้นโดยบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีซึ่งเป็นหน่วยงานก ากับมาตรฐานการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและแสดงผลงานด้านการวิจัยของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่ด าเนิน งานวิจัยแล้วเสร็จต้ังแต่ปีการศึกษา 2563 - 2565 เนื้อหาในเล่มประกอบด้วย บทคัดย่องานวิจัยระดับ บัณฑิตศึกษา “หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง” ที่ได้จัดท างานวิจัยใน รูปแบบ “วิทยานิพนธ์” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยของนักศึกษาระดับ บัณฑิตศึกษา และเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงงานวิจัยได้อย่างเสมอภาค หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือรวมบทคัดย่อเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ส าหรับผู้ที่สนใจสามารถน าไป ประยุกต์ใช้ในการท าวิจัยได้อย่างดียิ่ง บัณฑิตวิทยาลัย สิงหาคม 2566


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 3 พฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองของผู้บริโภคสื่อสังคมออนไลน์ ของประชาชน ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี The Perception Behavior in Political News of Social Media Consumers in Surat Thani Province ปฏิพัทธ์ เพชรศรี1 , รศ.ดร.ไชยวัฒน์ เผือกคง2 และ ดร.อมร หวังอัครางกูร2 1หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง ปีการศึกษา 2565 2อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองจากสื่อ สังคมออนไลน์ของประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารทาง การเมืองจากสื่อสังคมออนไลน์ของประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 3) เพื่อน าเสนอแนวทางการ พัฒนาพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี วิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนในจังหวัด สุราษฎร์ธานี จ านวน 400 คน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคคล ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านสื่อออนไลน์ นักข่าว สื่อ และผู้บริโภคสื่อสังคมออนไลน์ จ านวน 6 คน ส าหรับสถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที การ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคคลใช้สื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก ในการรับรู้ข่าวสารทางการเมือง จ านวน 3 - 4 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมีผลต่อพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารทางการเมืองของผู้บริโภคส่ือสังคม ออนไลน์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) พฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง พฤติกรรมการรับรู้และใช้ประโยชน์จากข่าวสารการเมือง โดยรวมอยู่ในระดับมาก พฤติกรรม การ วิเคราะห์และประเมินข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และทัศนคติต่อการรับรู้ ข่าวสารการเมืองจากสื่อสังคมออนไลน์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก แตกต่างกันที่ระดับนัยส าคัญทางสถิติ .05 3) แนวทางการพัฒนาพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่าผู้บริโภคสื่อ สังคมออนไลน์ควรน ารูปแบบ SRAA (SRAA MODEL) มาปรับใช้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา พฤติกรรมการรับรูปข่าวสารทางการเมืองของผู้บริโภคสื่อสังคมออนไลน์ของประชาชนในจังหวัดสุ ราษฎร์ธานี ค าส าคัญ : พฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารทางการเมือง ผู้บริโภคสื่อ สื่อสังคมออนไลน์


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 4 ABSTRACT The objectives of this study were 1) to study the perception behavior in the political news of social media consumers in Surat Thani province; 2) to compare the perception behavior in the political news of social media consumers in Surat Thani province, and 3) to introduce the guidelines for the development of the behavior of social media consumers in Surat Thani province. This research uses a mixed-method research methodology. Questionnaires were used for the quantitative research as a tool to collect data from 400 people in Surat Thani province. Qualitative data were collected by in-depth interview from 6 people with knowledge of online media journalist Media and social media consumers informants. The data were analyzed by using percentage, mean, standard deviation, t-test, and one-way analysis of variance The research findings were as follows. 1) Individuals spent 3 - 4 hours per day on social media, namely Facebook, to perceive political news, which consequently affected the perception behavior in the political news of social media consumers in Surat Thani Province. 2) The perception behavior in terms of the use of social media the overall level is moderate, behavior of acknowledgment and utilization of political news overall are at high level, behavioral analysis and evaluation of news from social media overall are at high level, and assessment of news on social media and attitudes towards the perception of political news on social media overall are at high level, was statistically different at .05 level. 3) Guidelines for the use of social media in Surat Thani. It was found that social media consumers should adopt the SRAA MODEL as a guideline for developing political news receiving behavior of social media consumers in Surat Thani province. Keyword: Perception Behavior in Political News, Media Consumers, Social Media


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 5 อิทธิพลของกระบวนการกล่อมเกลาคุณธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยผ่านการแสดงหนังตะลุงภาคใต้ The Influence of Enhancing Political Morality in a Democratic System with the King as Head of State through Puppet Shadow Performances in the South of Thailand ณัฐพงษ์ แผ้วชนะ1 , รศ.ดร.ไชยวัฒน์ เผือกคง2 และ ดร.อมร หวังอัครางกูร2 1หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง ปีการศึกษา 2565 2อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาบทบาทของศิลปินพ้ืนบ้านหนังตะลุงในการส่ือสาร ประเด็นทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 2) วิเคราะห์ กระบวนการกล่อมเกลาคุณธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขผ่านการแสดงของศิลปินพื้นบ้านหนังตะลุง ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาข้อมูลจาก เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกศิลปินพื้นบ้านหนังตะลุงจ านวน 10 คน นักการเมืองท้องถิ่นและ นักการเมืองระดับชาติ จ านวน 3 คน นักวิชาการผู้มีความรู้ด้านหนังตะลุง 2 คน และประชาชนผู้ชมการ แสดง 5 คน โดยใช้เกณฑ์ในการคัดเลือกจากบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ของหนังตะลุงและ ความรู้ทางด้านการเมือง ร่วมกับการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม แล้วน าข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ อย่าง เป็นระบบด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา และน าเสนอด้วยวิธีการบรรยายแบบเล่าเรื่อง ผลการวิจัยพบว่า 1) หนังตะลุงเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่มีบทบาทในการเป็นสื่อน า ข่าวสารให้ความรู้ทางการเมือง ความบันเทิง และแหล่งเรียนรู้ในขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีของ ท้องถิ่น มีการน าเสนอข้อมูลผ่านตัวละครในการแสดงด้วยวิธีการต่าง ๆ ของนายหนังตะลุง การส่ือสาร เรื่องราวผ่านการแสดงหนังตะลุงส่งผลถึงอิทธิพลด้านความคิดต่อผู้ชมการแสดงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทางด้านการเมือง 2) กระบวนการกล่อมเกลาคุณธรรมทางการเมือง การวิจัยพบว่า นายหนัง ตะลุงเป็นผู้ที่มีบทบาทในการสื่อสารและกล่อมเกลาคุณธรรมทางการเมือง ไปยังผู้ชม การแสดงโดยใช้ ศิลปะ การถ่ายทอดเร่ืองราวและความคิดผ่านบทสนทนา บทกลอน และบทเพลงด้วยภาษาถิ่นภาคใต้ โดยการถ่ายทอดเรื่องราวและยกตัวอย่างเปรียบเทียบ น าเสนอความคิดเห็นและทัศนคติทางการเมือง ผูกโยงกับหลักธรรมค าสอนในทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้ผู้ชมการแสดงสามารถรับรู้และเข้าใจถึง ปรากฏการณ์ทางการเมืองและสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ตลอดจนตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ใน ความเป็นพลเมืองตามวิถี การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หนังตะลุงจึงเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่มีพลังทางด้านสุนทรีย์ศาสตร์ในการกล่อมเกลาคุณธรรม ทางการเมืองให้ผู้ชมการแสดงมีค่านิยมที่ถูกต้องดีงาม จึงสมควรที่จะมีการสืบสานและต่อยอด ศิลปะการแสดงหนังตะลุงให้คงอยู่ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าต่อไป ค าส าคัญ: การกล่อมเกลา คุณธรรมทางการเมือง ระบอบประชาธิปไตย หนังตะลุง


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 6 ABSTRACT The objectives of this research were 1) to study the roles of Nang Talung puppet shadow folk artists in communicating political issues in the democratic system with the king as head of state; and 2) to analyze the process of political moralization in the democratic system with the king as head of state through the performances of Nang Talung puppet shadow folk artists. A qualitative research methodology includeding documentary research, in-depth interviews with 10 Nang Talung puppet shadow folk artists was used. 3 local and national politicians, 2 Nang Talung puppet shadow expert scholars, and 5 Nang Talung puppet shadow audiences, the selection criteria were selected from experts in Nang Talung puppet shadow and political knowledge, along with participant observations. The data was methodically analyzed using the content analysis method, and the results were presented through a narrative technique. The results showed that 1) Nang Talung puppet shadow is a folk performing art that plays a role as a medium for bringing news, political knowledge, entertainment, and a source of knowledge in local culture and traditions. Information is presented through the characters in various methods of performance by Nang Talung puppet shadow artists. The communication of the story through the Nang Talung puppet shadow show greatly influenced the audience, especially the political aspect. 2) Enhancing political morality the results showed that the Nang Talung puppet shadow artist plays a role in communicating and convincing political morality to the audience by using the art of conveying stories and ideas through dialogue, poems, and songs in southern dialects. Presenting viewpoints and political attitudes related to the fundamentals of Buddhist teachings through the use of comparative analogies and story-telling. The audience of the show is able to understand the political and social phenomena that occurred at that time, as well as to realize the rights and duties of citizenship in accordance with the democratic system with the king as head of state. As a result, Nang Talung puppet shadow is a sort of folk performance art that hides an aesthetically powerful to influence the audience’s political morality to hold the right and virtuous values. Therefore, it deserves to be preserved and continues to be maintained that Nang Talung puppet shadow’s performance art is a valuable cultural heritage. Keywords: Refinement , Political Virtue , Democracy, Nang Talung Puppet Shadow


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 7 การจัดการภายใต้สถานการณ์เกิดโรคอุบัติใหม่ของบุคลากรอาสาสมัคร สาธารณสุข กรณีศึกษา พื้นที่อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี Community Management under Emerging Disease Situations of Public Health Volunteers: A Case Study of Chaiya District, Surat Thani Province ธาราภรณ์ นาคสงค์1 , รศ.ดร.ไชยวัฒน์ เผือกคง2 และ ดร.อมร หวังอัครางกูร2 1หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง ปีการศึกษา 2565 2อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาการจัดการภายใต้สถานการณ์เกิดโรคอุบัติใหม่ของ บุคลากรอาสาสมัครสาธารณสุข 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการภายใต้สถานการณ์เกิดโรคอุบัติ ใหม่ของบุคลากรอาสาสมัครสาธารณสุข และ 3) เพื่อสร้างแนวทางพัฒนาการจัดการภายใต้สถานการณ์ การเกิดโรคอุบัติใหม่ของบุคลากรอาสาสมัครด้านสาธารณสุข ในเขตพื้นที่อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ ธานี ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในพื้นที่อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จ านวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการ วิจัย มีค่าความเช่ือมั่น 0.92 การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่มีประสบการณ์ในการท างานอาสาสมัครสาธารณสุขมากกว่า 10 ปี จ านวน 6 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาส าหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการภายใต้สถานการณ์เกิดโรคอุบัติใหม่ของอาสาสมัคร สาธารณสุขในพื้นที่อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของ อาสาสมัครสาธารณสุข ต้ังแต่การวางแผน การลงมือปฏิบัติการตรวจสอบประเมินผล และการปรับปรุง พัฒนา 2) ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการชุมชนของอาสาสมัครสาธารณสุข มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับ มาก โดยการรณรงค์ให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย วัดอุณหภูมิร่างกาย และล้างมือด้วยเจล แอลกอฮอล์อยู่เสมอ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3) แนวทางพัฒนาการจัดการภายใต้สถานการณ์การเกิดโรค อุบัติใหม่ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) ด้านทักษะการจัดการเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโค โรนา 2019 (2) ด้านความรู้และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีด้านสาธารณสุข (3) ด้านภาวะความ เป็นผู้น าการจัดการปัญหาสุขภาพชุมชน โดยพัฒนาเป็นรูปแบบที่เรียกว่า MSKTL Model ค าส าคัญ: การจัดการสภาวะวิกฤต โรคอุบัติใหม่ อาสาสมัครสาธารณสุข


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 8 ABSTRACT The objectives of this research were 1) to study community management under Emerging Disease Situations of Public Health Volunteers; 2) to analyze factors affecting management under Emerging Disease Situations of Public Health Volunteers; and 3) to create guidelines for developing the management under emerging disease situations of public health volunteers in thr area of Chaiya District, Surat Thani province. This study was a mixedmethod study, which quantitative data were collected by a questionnaire with the reliability of 0.921 from a sample of 400 public health volunteers in Chaiya District, Surat Thani province; furthermore, qualitative data were collected by an interview with 6 public health volunteers with more than 10 years of working experience as public health volunteers selected by purposive sampling. The quantitative data were analyzed using basic statistics including frequency, percentage, mean and standard deviation; moreover, the qualitative data were analyzed using content analysis. The research findings were as follows. 1) Management under the situation of emerging diseases of public health volunteers in Chaiya District Surat Thani Province. There are operations that focus on the participation of public health volunteers. since planning taking action Evaluation examination and development. 2) The overall average of the factors affecting community management of the sample was in a high level; a campaign encouraging people to always wear masks, measure body temperature, and wash hands with alcohol gel was found in the highest level. 3) The guidelines for developing the management under emerging disease situations of the sample consisted of 3 main components, including (1) management skills related to coronavirus disease 2019, (2) knowledge and ability to use technology in public health, and (3) leadership in community health problem management, which were developed to MSKTL Model. Keywords: Crisis Management, Emerging Disease, Public Health Volunteers


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 9 แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนภายใต้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในจังหวัดสุราษฎร์ธานี Guidelines for the Development of Community Welfare Fund Management Under the Sufficiency Economy Philosophy in Surat Thani Province ธีรชัย คงแพทย์1 , ดร.สุพฒัพงศ์แย้มอิ่ม 2 และ รศ.ดร.ไชยวัฒน์ เผือกคง2 1หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง ปีการศึกษา 2565 2อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการปฏิบัติงานของคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการ ชุมชน 2) ศึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3) แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ใน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ เก็บรวบรวมข้อมูลจากคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จ านวน 400 คน การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเก็บรวบรวมข้อมูลจากคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับ จังหวัด จ านวน 25 คน โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหาส าหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) การปฏิบัติงานของคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านงบประมาณอยู่ในระดับมาก ด้านวิธีการด าเนินงานอยู่ใน ระดับมาก และด้านคณะกรรมการ อยู่ในระดับปานกลาง 2) การบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชน ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านความมี เหตุผลอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านความพอประมาณ ด้านภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ด้านเงื่อนคุณธรรม อยู่ใน ระดับมาก และด้านเงื่อนไขความรู้อยู่ในระดับปานกลาง 3) แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการกองทุน สวัสดิการชุมชนภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยผลจากการผสานวิธีวิจัย พบว่า คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชน ควรน ารูปแบบ 2MBP มาปรับใช้เพื่อน าไปสู่การปฏิบัติ ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อันจะน ากองทุนสวัสดิการชุมชนพัฒนาไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน ต่อไป ค าส าคัญ : การบริหารจัดการ กองทุนสวัสดิการชุมชน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 10 ABSTRACT The objective of this study were 1) to study the performance of the community welfare fund committee; 2) to study the management of the community welfare fund under the Sufficiency Economy Philosophy; and 3) to present guidelines for the development of community welfare fund management under the Sufficiency Economy Philosophy in Surat Thani province. This research uses a mixed-method research methodology which quantitative data were collected by a questionnaire from a sample of 400 members of the community welfare fund committee in Surat Thani province. Qualitative data were collected by an indepth interviews with 25 provincial committee members, selected by purposive sampling method. Statistics used in this research were frequency, percentage, standard deviation, and content analysis for qualitative data. The research findings were as follows. 1) The overall performance of the community welfare fund committee was at high level. When considering each aspect, it was found that the performance in terms of budget and operational procedure was at high level; however, the performance in terms of committee was at moderate level. 2) The overall community welfare fund management under the sufficiency economy philosophy was at high level. When considering each aspect, it was found that the management in terms of rationality was at highest level; the management in terms of moderation, good self-immunity, and ethical qualification was at high level; and the management in terms of set of knowledge was at moderate level. 3) Guidelines for the development of community welfare fund management under the Sufficiency Economy Philosophy in Surat Thani province from mixed-method research methodology found that the community welfare fund committee should apply the 2MBP Model based on the sufficiency economy philosophy for developing stability and sustainability towards community welfare fund. Keywords: Management, Community Welfare Fund, Sufficiency Economy Philosophy


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 11 ปัจจัยในการขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ : กรณีศึกษา โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี Factor of Human Resource Development: Case Study of Surat Thani Hospital นฤพล ชนะกุล1 , รศ.ดร.ไชยวัฒน์ เผือกคง2 และ ดร.อมร หวังอัครางกูร2 1หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง ปีการศึกษา 2565 2อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพ่ือศึกษาระดับพฤติกรรมการปฏิบัติงานของบุคลากรใน โรงพยาบาล สุราษฎร์ธานี 2) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและปัจจัยส าคัญต่อการขับเคลื่อนการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ของโรงพยาบาล สุราษฎร์ธานี และ 3) เพื่อหาแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ของโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ให้มีประสิทธิภาพ รูปแบบการวิจัยใช้วิธีวิจัยแบบผสาน วิธี การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรของโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี จ านวน 400 คน สุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น ใช้แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือ มีค่าความเช่ือมั่นเท่ากับ 0.91 และการ วิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหารโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี จ านวน 5 คน สถิติที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ปัจจัย และการวิเคราะห์โมเดล สมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี มี ระดับพฤติกรรมอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรียงตามล าดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการพัฒนา บุคลิกภาพ ด้านความรับผิดชอบและพัฒนางาน ด้านการพัฒนาตนเอง และด้านการแสวงหาความรู้ 2) ปัญหาในการขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี พบว่า มีปัญหาเรื่อง ความพร้อมและจ านวนบุคลากร งบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ ไม่เพียงพอ งานมีปริมาณมาก ตลอดจน ผู้บังคับบัญชาขาดความใส่ใจต่อการพัฒนาความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา ความสอดคล้องของ โมเดลเชิงสาเหตุของปัจจัยในการขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ตามเกณฑ์ ดังนี้ ค่าไค-สแควร์ (x?) = 14.22, df = 2.49, P = 0.11, GFI = 0.99, AGFI = 0.97, RMR = 0.033, และ RMSEA = 0.038 3) แนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การบริหารจัดการบุคลากรและงบประมาณ (2) การบริหารงาน (3) วัสดุอุปกรณ์ (4) การวางแผน (5) การปฏิบัติงาน และ (6) การตรวจสอบติดตามและปรับปรุงพัฒนา ซึ่งสามารถน ามา หาแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยพัฒนาเป็นรูปแบบที่เรียกว่า (PM)2 คือ การ วางแผน การปฏิบัติงาน การบริหารจัดการ (บุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และงาน) และการการ ตรวจสอบติดตามเพื่อปรับปรุงพัฒนา ค าส าคัญ: การขับเคลื่อน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 12 ABSTRACT The objectives of this study were 1) to study the work behavior of personnel in Surat Thani Hospital; 2) to analyze the problems and significant drivers of human resource development of Surat Thani Hospital; and 3) to explore efficient guidelines on drivers of human resource development of Surat Thani Hospital.This study was a mixed-method study, which quantitative data were collected by a questionnaire from a sample of 400 personnel of Surat Thani hospital by random sampling using probability. The data were collected by the questionnaire with the reliability of 0.91. Moreover, qualitative data were collected by an indepth interview from a sample of five administrators of Surat Thani hospital. The statistics used in the research were percentage, mean, standard deviation, factor analysis and structural equation modeling. The research findings were as follows. 1) The work behavior of personnel in Surat Thani hospital was in a high level in all aspects ranked in descending order: personality development, responsibility and work development, self-development, and knowledge acquisition. In addition. 2) The problems in terms of drivers of human resource development of Surat Thani Hospital were in regard to availability and number of personnel, insufficient budget and equipment, heavy workload, and lack of attention from directors towards developing the performance of subordinates. Consistency of the causal model of factors driving human resource development of Surat Thani hospital according to criteria with chisquare = 14.22; df = 2.49; p= 0.11; GFI = 0.99, AGFI- 0.97; RMR = 0.033; and RMSEA = 0.038. 3) Guidelines of human resource development comprised six components, including (1) personnel and budget management, (2) management, (3) materials and equipment, (4) planning, (5) operation, and (6) monitoring and improvement, which could be developed as a model for driving human resource development and be called (PM)2 involving planning, performance, management (personnel, budget, materials and equipment, and work), and monitoring and improvement. Keywords: Driving, Human Resource Development, Surat Thani Hospital


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 13 แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการจัดท าแผนพัฒนา องค์การบริหารส่วนต าบล เขตอ าเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี Development Guidelines of People Participation in Local Administrative Organization Development Plan of Subdistrict Administrative Organization in Tha Chana District, Surat Thani Province รุ่งโรจน์ แดงทอง1 , รศ.ดร.ไชยวัฒน์ เผือกคง2 และ ดร.สุพัฒพงศ์แย้มอิ่ม 2 1หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง ปีการศึกษา 2565 2อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดท า แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนต าบล 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดท า แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนต าบล 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการจัดท าแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนต าบล 4) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการจัดท าแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนต าบล เขตอ าเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชน ในพ้ืนที่เขตอ าเภอท่าชนะ จ านวน 397 คน มีค่าความเช่ือมั่นเท่ากับ 0.98 การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการ สนทนากลุ่ม โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการจัดท าแผนพัฒนา ต าบล จ านวน 24 คน สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที การวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาส าหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดท าแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วน ต าบล ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด คือ ด้านการรับผลประโยชน์ รองลงมาคือ ด้านการตัดสินใจ ด้านการปฏิบัติการ และด้านการประเมินผล ตามล าดับ 2) ผลการ เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมพบว่า อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และเขตการปกครองที่แตกต่างกัน ส่งผล ต่อการมีส่วนร่วมในการจัดท าแผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนต าบลแตกต่างกัน ส่วนเพศและรายได้ต่อ ครัวเรือนไม่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วม 3) ปัญหาและอุปสรรค ในการมีส่วนร่วมของประชาชน คือ ประชาชนขาดจิตส านึกการเป็นเจ้าของท้องถิ่น และขาดความรู้ความเข้าใจ ในการมีส่วนร่วม รวมถึง อุปสรรคในการบริหารการจัดการ ที่ยังขาดประสิทธิภาพ เช่น การจัดสรรเวลา งบประมาณ การสื่อสาร และความเหล่ือมล ้ า ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในท้องถิ่น 4) แนวทางในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของ ประชาชนพบว่า ควรใช้หลัก THACHANA MODEL โดยใช้หลักการท างานเป็นทีม หลักเห็นประโยชน์ ส่วนรวมหลักการปกครองตนเอง หลักชุมชน หลักการพัฒนาองค์รวม หลักการบริหาร หลักความจ าเป็น พื้นฐาน และหลักอ านาจหน้าที่ ค าส าคัญ : การมีส่วนร่วม แผนพัฒนาท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนต าบล


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 14 ABSTRACT The objectives of this research were 1) to study the people's participation in the preparation of the Sub-District Administrative Organization Development Plan; 2) to compare the participation of the people in the preparation of the development plan of the Subdistrict Administrative Organization 3) to study the problems and obstacles of people's participation in the preparation of the Subdistrict Administrative Organization development plan 4) to study the guidelines for the development of people's participation in the preparation of the development plan of the Subdistrict Administrative Organization This research is a mixed method, including quantitative research methodology using a questionnaire of 397 respondents with the reliability of 0.93. The statistics used frequency, percentage, independent samples t-test and one-way ANOVA and qualitative research methodology used a focus group by selecting a specific sample of 24 persons. The research results found that the participation of the people in the preparation of the Subdistrict Administrative Organization Development Plan was at a moderate level the people who participated in the high level were in receiving benifits followed by decisionmaking operations and evaluation. The analysis result revealed that different ages, education levels, occupations, and the administrative area had a different effect on participation in the preparation of the Sub-District Administrative Organization development plan. Gender and household income did not affect participation. Problems and obstacles in public participation are people's lack of consciousness of local ownership, lack of knowledge and understanding of participation including inefficient management such as time allocation, budget, communication and inequality causing conflicts within the locality. Therefore, a model approach for the development of public participation by using the THACHANA MODEL using the principle of teamwork, the principle of common interest principles of self-government, the principles of community, the principles of holistic development. the principle Administrative, of basic necessity and the principle of authority. Keywords: Participation, Local Administrative Organization Development Plan, Sub-District Administrative Organization


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 15 การประยุกต์หลักธัมมิกสังคมนิยมของพุทธทาสภิกขุกับการจัดการปกครอง ท้องถิ่น ส าหรบัผู้บรหิารองค์การบรหิารส่วนต าบลในจังหวัดสุราษฎรธ์านี The Application of “Dhammic Socialism” by Buddhadasa Bhikkhu's toward Governance for Administrators of Sub-district Administration Organization in Surat Thani/Province เสกศกัดิ์อยู่ดี 1 , ผศ.ดร.อัศว์ศิริ ลาปีอี2 และ รศ.ดร.ไชยวัฒน์ เผือกคง2 1หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง ปีการศึกษา 2565 2อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทบทวนความเชื่อมโยงระหว่างทัศนะวิพากษ์ทางปรัชญาตาม แนวคิดธัมมิกสังคมนิยมของพุทธทาสภิกขุกับการจัดการปกครองของผู้บริหารองค์การบริหาร ส่วน ต าบล จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) ศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนต าบล ในจังหวัด สุราษฎร์ธานีต่อการน าแนวคิดธัมมิกสังคมนิยมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นตาม หลักสังคหวัตถุ 4 3) ศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนต าบลในพื้นที่จังหวัดสุ ราษฎร์ธานีต่อการน าแนวคิดธัมมิกสังคมนิยมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นตามหลัก PAMS - POSDCoRB และ 4) เสนอแนวทางการประยุกต์แนวคิดธัมมิกสังคมนิยมส าหรับจัดการปกครอง ท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนต าบลในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นรูปแบบวิจัยเชิงผสมผสาน โดยวิธีการ วิจัยเชิงปริมาณ ก าหนดประชากรจากฝ่ายบริหารองค์บริหารส่วนต าบลในจังหวัด สุราษฎร์ธานี จ านวน 396 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ได้จ านวน 276 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ เก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ส่วนวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลส าคัญด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง จ านวน 7 คน ใช้ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์เนื้อหา โดยการตีความสร้างข้อสรุป ผลการวิจัยพบว่า 1) ความเชื่อมโยงระหว่างทัศนะวิพากษ์ทางปรัชญาตามแนวคิดธัมมิกสังคม นิยมของพุทธทาสภิกขุกับหลักการจัดการปกครองส าหรับผู้บริหารองค์การบริหารส่วนต าบล ในจังหวัด สุราษฎร์ธานี สอดคล้องกับเงื่อนไขของการก าหนดวิถีทางการเมืองที่ถูกต้องนั้นต้องมีธรรมะ เป็นหลัก ส าคัญ 2) ความคิดเห็นของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนต าบลจังหวัดสุราษฎร์ธานีต่อการน าแนวคิด ธัมมิกสังคมนิยมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นตามหลักสังคหวัตถุ4 อยู่ในระดับมาก 3) ความคิดเห็นของผู้บริหารองค์การบริหารส่วนต าบลในจังหวัดสุราษฎร์ธานีต่อการน าแนวคิด ธัมมิกสังคม นิยมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นตามหลัก PAMS - POSDCoRB อยู่ในระดับมาก 4) การ ประยุกต์แนวคิดธัมมิกสังคมนิยมส าหรับจัดการปกครองท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนต าบลในจังหวัด สุราษฎร์ธานี ควรจัดท ากรอบด าเนินงานตามภารกิจให้ตอบสนองเป้าหมาย การแบ่งปัน และจัดสรร ผลประโยชน์บนฐานการสร้างความเสมอภาคและเป็นธรรม ท้ังนี้ภายใต้กรอบด าเนินการใช้อ านาจทาง ธรรม ผสานอ านาจทางการเมืองสู่การพัฒนากลไกเชิงนโยบาย อันมีลักษณะเฉพาะขององค์การบริหาร ส่วนต าบลนั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ทางสังคมที่เด่นชัดและสามารถ ปรับใช้ได้จริงผ่านพื้นที่ชุมชน ท้องถิ่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้เกิดผลเชิงประจักษ์


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 16 ค าส าคัญ: หลักธัมมิกสังคมนิยม การจัดการปกครองท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนต าบล ABSTRACT The purposes of this research were to 1) revisit of connection between the “DHAMMIC Socialism” by Buddhadasa Bhikkhu's and local governance application for administrator of sub-district administration organization/in/Surat Thani/province 2) study administrator opinion level of sub-district administration organization in Surat Thani province toward application of “DHAMMIC Socialism” according to local governance based on Sangahavatthu 4; 3) study administrator opinion level of sub-district administration organization in Suratthani province toward application of “DHAMMIC Socialism” according to local governance based on PAMS - POSDCoRB; and 4) propose guideline for application of “DHAMMIC Socialism” according to local governance of Sub-district Administration Organization/in/Surat Thani/province. This research was developed as a mixed-methodology research. The quantitative research were 396 peoples of administrator of sub-district administration organization in Suratthani province and amount 276 samples by simple random sampling. Data was collected from questionnaire and analyzed by statistical treatment of frequency percentage mean and standard deviation. The qualitative research were 7 key informants were selected of purposive sampling. Data retrieved from in-depth interview and analyzed by analytic induction. The results of this research revealed that 1) revisit of connection between the “DHAMMIC Socialism” by Buddhadasa Bhikkhu's and local governance application for administrator in accordance with condition of political way that's right dharma is the main; 2) opinion of administrator of sub-district administration organization in suratthani province toward application by “DHAMMIC Socialism” according to local governance based on Sangahavatthu 4 was at high level; 3) opinion of administrator of sub-district administration organization in Suratthani province toward application by “DHAMMIC Socialism” according to local governance based on PAMS - POSDCoRB was at high level; and 4) the proposes that application of “DHAMMIC Socialism” according to local governance should be executives base on benefit sharing and creating equality in social justice as fairness in order that management together by combination of moral power and political power for policy development by particularities of sub-district administration organization that the prominent reflective reality of social phenomenon and can actually be applied to locally in suratthani province Keywords: Dhammic Socialism, Local Governance, Sub-district Administration Organization


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 17 แนวทางการพฒันาทุนมนุษย์ในการเพิ่มประสทิธิภาพการปฏิบัติงานของ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น กรณศีกึษา เทศบาลนครเกาะสมุย อ าเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี Human Capital Development Guideline to Optimize Work Performance of Local Government Organizations: A Case Study in Koh Samui Municipality, Koh Samui District, Surat Thani Province อนัญญา ลิ่มปิสุทธิ์ 1 , รศ.ดร.ไชยวัฒน์ เผือกคง2 และ ดร.อมร หวังอัครางกูร2 1หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง ปีการศึกษา 2565 2อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาการพัฒนาทุนมนุษย์ของเทศบาลนครเกาะสมุย 2) วิเคราะห์องค์ประกอบที่ส่งผลต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของ เทศบาลนครเกาะสมุย 3) น าเสนอแนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของเทศบาลนครเกาะสมุย การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยวิจัยเชิงปริมาณ ก าหนดกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิจากพนักงาน ในเทศบาลนครเกาะสมุย จ านวน 300 คน ใช้ แบบสอบถามเป็นเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีค่าความเช่ือมั่น 0.93 ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ปัจจัย วิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การ สัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลัก โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล และบุคลากรที่เกี่ยวข้องของเทศบาลนครเกาะสมุย จ านวน 5 คน และน าข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วย วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาทุนมนุษย์ของเทศบาลนครเกาะสมุย โดยรวมมีระดับ ปฏิบัติการอยู่ในระดับมาก พิจารณารายด้านเรียงตามล าดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านทุนทางสังคม รองลงมาคือ ด้านทุนทางอารมณ์ และด้านทุนทางปัญญา ตามล าดับ 2) องค์ประกอบที่ส่งผลต่อการ พัฒนาทุนมนุษย์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเทศบาลนครเกาะสมุย ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) สนับสนุนและส่งเสริมบุคลากร (2) การก าหนดนโยบายองค์กร (3) การสร้าง บรรยากาศในการท างาน (4) โครงสร้างองค์กรและสนับสนุนความก้าวหน้า และ (5) ขวัญก าลังใจและ ผลตอบแทน 3) แนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน คือ สนับสนุนและ ส่งเสริมบุคลากร ประกอบด้วย เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น ยกย่องชมเชยผู้ร่วมงาน ให้ความส าคัญ ของการท างานเป็นทีม มีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาทุนมนุษย์ เปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมในการ ด าเนินการตามวิสัยทัศน์ การกระจายอ านาจ และวิสัยทัศน์ของผู้น า ค าส าคัญ : การพัฒนาทุนมนุษย์ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลนคร เกาะสมุย


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา วิทยานิพนธ์หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองการปกครอง 18 ABSTRACT The study's primary goals were 1) to study the human capital development of Koh Samui Municipality; 2) to analyze the components affecting the development of human capital in enhancing the operational efficiency of Koh Samui Municipality; 3) to propose guidelines for human capital development to optimize work performance of Koh Samui Municipality. This study was a mixed-method study. For quantitative data collection, a questionnaire was used with a sample of 300 respondents from the employees of Koh Samui municipality, determined by stratified sampling with the reliability of 0.93. Statistics for data analysis were: frequency, percentage, mean, standard deviation, and factor analysis. For qualitative data collection, five key informants selected by specific method included the chief administrators, personnel officers, and related personnel's of Koh Samui Municipality were chosen for in-depth interviews and analyze the data obtained by content analysis. The research results were 1) the overall operational level of Human Capital Development of Koh Samui Municipality was at a high level, considering each aspect in descending order were social capital followed by emotional capital and intellectual capital, respectively. 2) Components affecting human capital development in optimizing work performance of Koh Samui Municipality consisted of 5 components: (1) supporting and promoting personnel; (2) formulating organizational policies; (3) creating a working atmosphere; (4) organizational structure and support for career advancement; and (5) morale and rewards. 3) Human capital development guidelines to optimize work performance, which was to support and promote personnel, consisting of offering opportunities to express opinions, praising the participants, emphasizing the importance of working as a team, participating in human capital development planning, offering opportunities to participate in the vision implementation, decentralization, and leadership vision. Keywords: Human Capital Development, Work Performance, Local Administrative Organization, Koh Samui Municipality


Click to View FlipBook Version