พันธุกรรมและการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 พรรณิภา พิมพ์ทอง
พันธุกรรม เกเกอร์ เมนเดล (Gregor Mendel) ได้ศึกษารูปแบบการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม โดยผสมพันธุ์ถั่วลันเตาที่มีลักษณะต่าง ๆ และวิเคราะห์จ านวนของลูกที่ได้จาก การผสมพันธุ์ในแต่ละลักษณะ เมนเดลถูกขนานนามว่าเป็ น “บิดาแห่งวิชาพันธ ุศาสตร์” Gregor Mendel เหตุผลที่เมนเดลตัดสินใจเลือกถั่วลันเตาในการทดลอง เนื่องจาก - อายุสั้น ปลูกง่าย ให้ลูกหลานจ านวนมากเจริญเติบโตได้ง่าย มีหลายลักษณะ ในพันธุ์เดียวกัน - เป็ นดอกสมบูรณ์เพศภายในดอกเดียวกัน (self - fertilization) - มีกลีบดอกปิ ดเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย ป้ องกันไม่ให้เรณูจากดอกอื่นเกิด การผสมข้ามเข้าเซลล์ไข่ (cross pollination)
ลักษณะของถั่วลันเตาที่เมนเดล ใช้ในการศึกษา : 7 ลักษณะ 1. สีของดอก 2. รูปร่างเมล็ด 3. สีของเนื้อเมล็ด 4. รูปร่างฝัก 5. สีของฝัก 6. ต าแหน่งของดอก 7. ความสูงของต้น พันธุกรรม
กฎการถ่ายทอดพันธุกรรม หรือกฎเมนเดล กฎของเมนเดล กฎแห่งการแยก (Law of segregation) กฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระ (Law of independent assortment) ยีนแต่ละคู่ที่ควบคุมแต่ละลักษณะทางพันธุกรรม จะแยกตัวจากกันเป็ นอิสระในระหว่างการสร้าง เซลล์สืบพันธุ์ และจะกลับมาเข้าคู่อีกเมื่อเซลล์ สืบพันธุ์ผสมกัน ยีนแต่ละคู่ที่เป็ นคู่กัน เมื่อแยกออกจากกันขณะสร้าง เซลล์สืบพันธุ์ตามกฎข้อที่ 1 นั้น จะมารวมกันอย่าง อิสระในการปฏิสนธิ โดยสามารถไปรวมกับยีนใดก็ ได้ ซึ่งแยกออกจากคู่เช่นเดียวกัน ไม่จ าเป็นจะต้อง กลับไปรวมกับคู่เดิมของตน
ซึ่งเป็ นหน่วยที่ควบค ุม ลักษณะทางพันธ ุกรรมต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต ลักษณะบางอย่างสามารถถ่ายทอดจากปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ไปยังล ูกหลานได้ เรียกว่า 1. ลักษณะทางพันธ ุกรรม การถ่ายทอดลักษณะทางพันธ ุกรรม โครโมโซม (Chromosome) บรรจุอยู่ในนิวเคลียสของสิ่งมีชีวิต DNA สารประเภทกรดนิวคลีอิก ประกอบด้วย หน่วยย่อยของนิวคลีโอไทด์ (nucleotide) ยีน (Gene) • ท าหน้าที่ เป็ นหน่วยควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม • เป็ นช่วงของ DNA ที่อยู่บนโครโมโซม (Chromosome)
กิจกรรมที่ 5.1 ลักษณะทางพันธุกรรม ลักษณะที่สังเกตได้
ยีน (Gene) ยีนเด่น (Dominant gene) ยีนด้อย (Recessive gene) ควบคุม ควบคุม ลักษณะเด่น (Dominant trait) ลักษณะด้อย (Recessive trait)
▪ ทุกลักษณะของสิ่งมีชีวิตจะมียีน (gene) ที่ก าหนดลักษณะเป็ นคู่ ๆ นิยมใช้ ▪ อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ แทน ยีนเด่น ▪ อักษรตัวพิมพ์เล็ก แทน ยีนด้อย G แทนยีนที่ควบคุมลักษณะฝักสีเขียว (ยีนเด่น) g แทนยีนที่ควบคุมลักษณะฝักสีเหลือง (ยีนด้อย) ยีนเด่น ยีนเด่น ปรากฏแม้เพียงยีนเดียวจะแสดงลักษณะเท่าเทียมกับมียีนนั้น 2 ยีน G_ = GG ยีนด้อย ยีนด้อยจะแสดงออกมาได้เมื่อมียีนนั้น 2 ยีน กรณียีนด้อยมียีนเดียวจะไม่แสดงออก gg
➢ แอลลีล (allele) คือ ยีนรูปแบบต่าง ๆ ที่ต าแหน่ง (locus) เดียวกันของโครโมโซม ➢ แอลลีล (allele) = รูปแบบที่แตกต่างกันของยีนที่ควบคุมลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ยีนควบคุมสีดอก - แอลลีลดอกสีแดง - แอลลีลดอกสีขาว ▪ ยีนควบคุมสีฝักมี 2 รูปแบบ = มี 2 แอลลีล G ควบคุมลักษณะของฝักสีเขียว g ควบคุมลักษณะของฝักสีเหลือง แอลลีลเด่น แอลลีลด้อย
➢ ยีนที่ควบคุมลักษณะหนึ่งจะข่มยีนที่ควบคุมอีกลักษณะหนึ่ง ยีนเด่น (Dominant gene) ยีนด้อย (Recessive gene) ข่ม ▪ ทุกลักษณะของสิ่งมีชีวิตจะมียีน (gene) ที่ก าหนดลักษณะเป็ นคู่ ๆ โดยอาจเป็ น ▪ ยีนก าหนดลักษณะเด่นทั้งคู่ (homozygous) เด่น – เด่น ▪ ยีนก าหนดลักษณะด้อยทั้งคู่ (homozygous) ด้อย – ด้อย ▪ ยีนก าหนดลักษณะเด่นคู่กับยีนก าหนดลักษณะด้อย (heterozygous) เด่น - ด้อย ยีนด้อยไม่แสดงออกเมื่อคู่กับยีนเด่น
Genotype & Phenotype ▪ การควบคุมลักษณะมียีนควบคุมเป็ นคู่ ๆ และมีรูปแบบต่าง ๆ GG Gg gg Homozygous dominant เด่น พันธุ์แท้ Heterozygous เด่น พันธุ์ทาง Homozygous recessive ด้อย พันธุ์แท้ ▪ จีโนไทป์ (Genotype): การเข้าคู่กันของยีน นิยมเขียนสัญลักษณ์แทนด้วยตัวอักษร ▪ ฟีโนไทป์ (Phenotype): ลักษณะที่ปรากฏ หรือลักษณะที่เห็นภายนอก เป็ นผลจากการ แสดงออกของยีน
จีโนไทป์ (Genotype) แบ่งเป็ น Homozygous genotype คือ จีโนไทป์ที่ประกอบด้วยยีนที่เหมือนกัน อาจเรียกว่า พันธุ์แท้ o Homozygous dominant จีโนไทป์ประกอบด้วยยีนเด่น เรียกว่า พันธุ์แท้ของ ลักษณะเด่น เช่น AA TT o Homozygous recessive จีโนไทป์ประกอบด้วยยีนด้อย เรียกว่า พันธุ์แท้ของ ลักษณะด้อย เช่น aa tt Heterozygous genotype คือ จีโนไทป์ที่ประกอบด้วยยีนที่ต่างกัน อาจเรียกว่า พันธุ์ทาง เช่น Aa Tt
G แทนยีนที่ควบคุมลักษณะฝักสีเขียว (ยีนเด่น) g แทนยีนที่ควบคุมลักษณะฝักสีเหลือง (ยีนด้อย) จีโนไทป์ (Genotype) ฟีโนไทป์ (Phenotype) GG Gg gg ฝักสีเขียว ฝักสีเขียว ฝักสีเหลือง
จีโนไทป์ (Genotype) และ ฟีโนไทป์ (Phenotype) ก าหนด ยีน T ควบคุมลักษณะสูง ยีน t ควบคุมลักษณะเตี้ย จีโนไทป์ และ ฟีโนไทป์ มีได้กี่รูปแบบ อะไรบ้าง ?? ค าถามชวนคิด จีโนไทป์มี __ รูปแบบ คือ ......................................... ฟีโนไทป์มี __ รูปแบบ คือ ........................................
ยีน (gene) ที่พบอยู่บนโครโมโซม ประกอบด้วย กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก (deoxyribonucleic acid) หรือเรียกย่อๆ ว่า ซึ่งเป็ นสารเคมีที่ท าหน้าที่เป็ นสารพันธ ุกรรม มีโครงสร้างเป็ นสายพอลินิวคลีโอไทด์(polynucleotide) พันกันเป็ นเกลียวคู่ ยีนที่อยู่บนโครโมโซม
โครโมโซม (chromosome) เป็ นโครงสร้างที่อยู่ในนิวเคลียส ของเซลล์โครโมโซมหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยยีนที่ก าหนด ลักษณะต่าง ๆ - โครโมโซมของเซลล์ร่างกายจะมีเหมือนกันเป็ นคู่ ๆ - ยีนที่ต าแหน่งเดียวกันของโครโมโซมที่คู่กัน จะก าหนดลักษณะ ทางพันธ ุกรรมลักษณะเดียวกัน - ปกติโครโมโซมจะเป็ นเส้นใยเล็ก ๆ ยาว ๆ เรียกว่า เส้นใยโครมาทิน - ระยะแบ่งเซลล์ โครโมโซมจะหดสั้นลง เห็นเป็ น 2 โครมาทิด - โครมาทิดทั้งสองมีส่วนที่ติดกันอยู่ เรียกว่า เซนโทรเมียร์(centromere) โครงสร้างของโครโมโซม โครโมโซม (chromosome)
โครงสร้างพื้นฐานของดีเอ็นเอ (DNA) หมู่ฟอสเฟต (phosphate group) หรือ PO2 - 4 น ้าตาลดีออกซีไรโบส (deoxyribose sugar) ไนโตรจีนัสเบส (nitrogenous base) หรือเบสไนโตรเจน ดีเอ็นเอ (DNA) ประกอบด้วยหน่วย โครงสร้างพื้นฐาน เรียกว่า นิวคลีโอไทด์ (nucleotide แต่ละนิวคลีโอไทด์ ประกอบด้วย 3 หน่วย ดังนี้
1. น ้าตาลดีออกซีไรโบส (deoxyribose sugar) ⚫ ค ื อ น ้ำตำลทม ี่ี คำรบ ์ อน 5 ตัว และหม ู่ไฮดรอกซิล (-OH) ทต ี่ำ แหน่งของคำร์บอน ตำ แหน่งท ี่2 ของน ้ำตำลพบว่ำอะตอมของออกซิ เจนหำยไป เหล ื อเพย ี งไฮโดรเจน อะตอม จง ึ ม ีชื่อเร ี ยกว่ำ น ้ำตำลด ี ออกซีไรโบส 2. ไนโตรจีนัสเบส (nitrogenous base) หรือเบสไนโตรเจน เบสพิวรีน (purine base) มี 2 ชนิด ได้แก่ อะดีนีน (adenine): A กวำนีน (guannine): G เบสไพริมิดีน (pyrimidine base) มี 2 ชนิด ได้แก่ ไทมีน (thymine): T ไซโทซีน (cytosine): C
3. หมู่ฟอสเฟต (phosphate group) หรือ PO2- 4 ชนิดของ นิวคลีโอไทด์ หน่วยย่อยทั้ง 3 ส่วน จะมาต่อกันเป็ น นิวคลีโอไทด์แต่ละชนิด ซึ่งมี 4 ชนิด ตามชนิดของเบส ⚫นิวคลีโอไทด์ที่มีเบสอะดีนีน ⚫นิวคลีโอไทด์ที่มีเบสกวานีน ⚫นิวคลีโอไทด์ที่มีเบสไทมีน ⚫นิวคลีโอไทด์ที่มีเบสไซโทซีน
นิวคลีโอไทด์ต่อกันเป็ นสายยาว เรียกว่า พอลินิวคลีโอไทด์ พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สาย มาจับคู่กัน โดยเชื่อมกันที่ต าแหน่งเบส โดย ⚫ เบส A เชื่อมกับเบส T ด้วยพันธะไฮโดรเจน 2 พันธะ ดังนี้ A = T ⚫ เบส C เชื่อมกับเบส G ด้วยพันธะไฮโดรเจน 3 พันธะ ดังนี้ C G ⚫ สายพอลินิวคลีโอไทด์2 สาย จะพันกันเป็ นเกลียวคู่ขนานกันไปตลอดสายครบ 1 รอบ นิวคลีโอไทด์10 คู่ มีความยาว 34 มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 A A โครงสร้างโมเลก ุลของดีเอ็นเอ
ประกอบด้วยหน่วยย่อย 3 หน่วย คือ 1. น ้าตาลไรโบส (ribose sugar) 2. เบสไนโตรเจน (nitrogenous base) 3. หมู่ฟอสเฟต (phosphate group) หรือ PO2- 4 โครงสร้างของอาร์เอ็นเอ (RNA) น ้าตาลไรโบส (ribose sugar) น ้าตาลที่ประกอบด้วย คาร์บอน 5 อะตอม เบสไนโตรเจน มี 2 ชนิด ได้แก่ อะดีนีน (adenine) ใช้อักษรย่อเป็ น A และกวานีน (guanine) ใช้อักษรย่อเป็ น G มี 2 ชนิด ได้แก่ ไซโทซีน (cytosine) ใช้อักษรย่อเป็ น C และยูราซิล (uracil) ใช้อักษรย่อเป็ น U หมู่ฟอสเฟต ยูราซิลของ อาร์เอ็นเอ นิวคลีโอไทด์ของอาร์เอ็นเอจะต่อกัน เป็ นสายเดี่ยว (single strand) พบใน นิวเคลียสและในไซโทพลาซึม มีบทบาท ส าคัญในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน
เปรียบเทียบสมบัติของดีเอ็นเอ (DNA) และอาร์เอ็นเอ (RNA)
เปรียบเทียบโครงสร้างของดีเอ็นเอ (DNA) กับอาร์เอ็นเอ (RNA)
2. การถ่ายทอดลักษณะพันธ ุกรรมที่ถูกควบค ุม ด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ
2. การถ่ายทอดลักษณะพันธ ุกรรมที่ถูกควบค ุมด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ เซลล์ร่างกายของมนุษย์มีโครโมโซม 46 โครโมโซม แบ่งเป็ น • ออโตโซม (autosome) จ านวน 44 โครโมโซม (หรือ 22 คู่ ฮอมอโลกัสโครโมโซม) • โครโมโซมเพศ (sex chromosome) จ านวน 2 โครโมโซม o เพศชายมีโครโมโซมเพศ เป็ น XY o เพศหญิงมีโครโมโซมเพศ เป็ น XX ยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ
ยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ ยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ สิ่งมีชีวิตที่มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศมีโครโมโซม เพศที่แตกต่างกันระหว่างเพศผู้ และเพศเมีย ดังนั้น ยีนบางยีนอาจไม่อยู่เป็ นคู่แอลลีลเสมอไป เช่น ลักษณะตาบอดสี โรคฮีโมฟีเลีย (hemophilia) ยีนที่ควบคุมลักษณะตาบอดสี ที่อยู่บนโครโมโซม X ของมนุษย์ แต่ไม่พบบนโครโมโซม Y ดังนั้นในเพศชายจึงมีแอลลีลของยีนนี้ 1 แอลลีล แต่ในเพศหญิง 2 แอลลีล ซึ่งแตกต่างจากกรณีที่มี เมนเดลศึกษา 2. การถ่ายทอดลักษณะพันธ ุกรรมที่ถูกควบค ุมด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ
ยีนเด่นบนโครโมโซม X • มนุษย์หมาป่ า ยีนเด่นบนโครโมโซม Y • ขนยาวที่ใบหู ยีนด้อยบนโครโมโซม X • ตาบอดสี • ฮีโมฟีเลีย • โรคกล้ามเนื้อลีบ 2. การถ่ายทอดลักษณะพันธ ุกรรมที่ถูกควบค ุมด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ
2. การถ่ายทอดลักษณะพันธ ุกรรมที่ถูกควบค ุมด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ ยีนที่ควบคุมลักษณะตาบอดสีนี้เป็ นยีนด้อยที่อยู่บน โครโมโซม X โดยก าหนดให้เป็ นยีน C ถ้าผู้ชายมีโครโมโซม X CY จะเป็ นโรคตาบอดสี ผู้หญิงถ้ามียีนตัวเดียว คือ X CX จะมีลักษณะ ปกติ แต่เป็ นพาหะสามารถถ่ายทอดต่อไปได้ ผู้หญิงมีโครโมโซม X CX C จะเป็ นโรคตาบอดสี โอกาสที่เพศชายจะเป็ นโรคตาบอดสีจึง มากกว่าเพศหญิง ยีนที่เกี่ยวเนื่องกับโครโมโซม X (X-linked gene) ยีนของโครโมโซม X ในเพศชายจึงไม่มีคู่ ท าให้มีโอกาสแสดงออกมาได้เต็มที่ ต่างจากเพศหญิงที่มียีนเดียวจะไม่แสดงออก โรคตาบอดสี (color blindness)
2. การถ่ายทอดลักษณะพันธ ุกรรมที่ถูกควบค ุมด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ ภาพปกติ ภาพที่ผู้มีลักษณะตาบอดสีเขียว-แดง มองเห็น
ภาพปกติ ภาพที่ผู้มีลักษณะตาบอดสี เขียว-แดง มองเห็น 2. การถ่ายทอดลักษณะพันธ ุกรรมที่ถูกควบค ุมด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ
แบบทดสอบตาบอดสี “อิชิฮารา” (ishihara test) ตาปกติ : จะมองเห็นเลข 12 ตาบอดสี : จะมองเห็นเลข 12
ตาปกติ : จะอ่านได้หมายเลข 29 ตาบอดสีแดง-เขียว : จะอ่านได้หมายเลข 70 ตาบอดสี : จะไม่สามารถอ่านได้ แบบทดสอบตาบอดสี “อิชิฮารา” (ishihara test)
ตาปกติ : จะอ่านได้หมายเลข 3 ตาบอดสีแดง-เขียว : จะอ่านได้หมายเลข 5 ตาบอดสี : จะไม่สามารถอ่านได้ แบบทดสอบตาบอดสี “อิชิฮารา” (ishihara test)
แบบทดสอบตาบอดสี “อิชิฮารา” (ishihara test) ตาปกติ : จะอ่านได้หมายเลข 73 ตาบอดสีแดง-เขียว : ไม่สามารถอ่านได้ ตาบอดสี : จะไม่สามารถอ่านได้
แบบทดสอบตาบอดสี “อิชิฮารา” (ishihara test) ตาปกติ : จะอ่านได้หมายเลข 45 ตาบอดสี : จะไม่สามารถอ่านได้
โรคฮีมอฟีเลีย (hemophilia) ควบคุมด้วย แอลลีลด้อยบนโครโมโซม x ในมนุษย์ ซึ่งเกิด จากการขาดโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัว ของเลือด ท าให้มีอาการเลือดแข็งตัวช้า 2. การถ่ายทอดลักษณะพันธ ุกรรมที่ถูกควบค ุมด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ
2. การถ่ายทอดลักษณะพันธ ุกรรมที่ถูกควบค ุมด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ
เป็ นโรคที่มีแบบแผนการถ่ายทอดทางพันธ ุกรรมเหมือนกับลักษณะตาบอดสี และโรคฮีมอฟิเลีย พงศาวลีการถ่ายทอดโรคแขนขาลีบของครอบครัวหนึ่ง 2. การถ่ายทอดลักษณะพันธ ุกรรมที่ถูกควบค ุมด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ
2. การถ่ายทอดลักษณะพันธ ุกรรมที่ถูกควบค ุมด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ แผนภาพพงศาวลี (pedigree) พงศาวลี (pedigree) หรือ พันธุประวัติ เป็ นแผนภาพที่แสดงการ สืบสายพันธุ์ หรือแผนภาพล าดับเครือ ญาติที่ได้จากการศึกษาการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม โดยการเก็บ ข้อมูลของมนุษย์ในครอบครัวหลาย ๆ ชั่วอายุคนแล้วน ามาเขียนเป็ นแผนภาพ
3. มัลติเปิ ลแอลลีล
3. มัลติเปิ ลแอลลีล หน่วยของยีนในสิ่งมีชีวิตพวกดิพลอยด์ 1 ยีนประกอบด้วย 2 แอลลีล แอลลีลจะอยู่เป็ นคู่ ๆ บนต าแหน่งของยีน หรือโลคัส (locus) ที่ตรงกันของโฮโมโลกัสโครโมโซม (homologous chromosome) มัลติเปิ ลแอลลีล (multiple allele) จะมีแอลลีลให้เลือก มาเข้าคู่กันได้มากกว่า 2 ชนิด เช่น ระบบเลือด ABO ยีนที่ก าหนดลักษณะหมู่เลือด ABO ของมนุษย์ มี 3 แอลลีล คือ I A I B และ i ทั้ง 3 แอลลีล ท าหน้าที่ควบคุมการสังเคราะห์แอนติเจนบนผิว เซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนี้ ⚫ แอลลีล I A ท าหน้าที่ สังเคราะห์แอนติเจนชนิด A ⚫ แอลลีล I B ท าหน้าที่ สังเคราะห์แอนติเจนชนิด B ⚫ แอลลีล i ไม่สามารถสังเคราะห์แอนติเจน ทั้งสองชนิดได้ หมู่เลือดระบบ ABO เรียกตามชนิดของแอนติเจนบน ผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งมีความส าคัญต่อการให้ และรับเลือด
ถึงแม้มีแอลลีลเป็ นไปได้ 3 รูปแบบ ในแต่ละบุคคลจะมีแอลลีลเพียง 2 แอลลีล ซึ่งแต่ละแอลลีลอยู่บน ฮอมอโลกัสโครโมโซมแต่ละโครโมโซม 3. มัลติเปิ ลแอลลีล
มัลติเปิ ลแอลลีล ระบบเลือด
จีโนไทป์และฟีโนไทป์ของหมู่เลือด ABO ฟีโนไทป์ (หมู่เลือด) จีโนไทป์ A I AI A หรือ I Ai B I BI B หรือ I Bi AB I AI B O ii
มัลติเปิ ดแอลลีล หมู่เลือด (ฟีโนไทป์) จีโนไทป์ Antigen (บนผิวเม็ด เลือดแดง) Antibody A , i , i ii A B AB ไม่มี B A ไม่มี A , B B AB O
หมู่เลือด แอนติเจน สารต้าน ต้องได้รับเลือดจาก สามารถให้เลือดกับ A A Anti B หมู่ A,O หมู่ A, AB B B Anti A หมู่ B,O หมู่ B, AB AB A และ B ไม่มี หมู่ AB, A,B,O หมู่ AB O ไม่มี Anti A และ anti B หมู่O หมู่O, A,B, AB การให้เลือดเราจะต้องได้เลือดจากคนเลือดหมู่เดียวกันหรือเข้ากันได้ คือ ไม่มีสารต้านต่อ แอนติเจนของเลือดที่จะให้ดังแสดงในตาราง น ้ายา Anti-A, Anti-D, Anti-B คนไทยจะมีประชากรมีหมู่เลือด ระบบ ABO ในอัตราดังนี้ หมู่เลือด O ร้อยละ 37 หมู่เลือด A ร้อยละ 22 หมู่เลือด B ร้อยละ 33 หมู่เลือด AB ร้อยละ 8 หมู่เลือด O AB B A
หมู่เลือดของมนุษย์เป็ นลักษณะเฉพาะของแต่ละคน ไม่เปลี่ยนแปลง และลักษณะนี้ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อและแม่ ดังนั้น จึงใช้หมู่เลือด ABO ไปใช้พิสูจน์ความสัมพันธ์ของการเป็ นพ่อแม่และลูกได้
4. การกลาย
4. การกลาย สภาพสิ่งมีชีวิตที่เกิดการเปลี่ยนแปลงหน่วยพันธ ุกรรม จากลักษณะเดิมให้กลายเป็ นลักษณะใหม่ที่ผิดไปจากเดิมการกลายสามารถถ่ายทอดไปสู่ร ุ่นถัดไปได้
1.1 การเปลี่ยนแปลงรูปร่าง โครงสร้างภายในของแต่ละโครโมโซม ซึ่งเป็ นผลให้เกิดการสับเปลี่ยนต าแหน่งของยีน ที่อยู่ในโครโมโซม อาจเกิดเนื่องจาก 1) การขาดหายไปของส่วนใดส่วนหนึ่งของโครโมโซม ท าให้ยีนขาดหายไป เช่น การเกิดโรคกลุ่มอาการคริดูชาต์ โครโมโซมคู่ที่ 5 เส้นหนึ่งบางส่วนขาดหายไป 2) การเพิ่มขึ้นมา (duplication) มีส่วนใดส่วนหนึ่งของโครโมโซมเพิ่มขึ้นมามากกว่าที่มีอยู่ปกติ 1. การกลายระดับโครโมโซม โรคกลุ่มอาการคริดูชาต์โครโมโซมคู่ที่ 5 เส้นหนึ่งบางส่วนขาดหายไป