พส.12 ใบความรู้ (Information Sheets) รหัสวิชา 20101-2005 วิชางานไฟฟ้ารถยนต์ ชื่อหน่วย ระบบสตาร์ต เรื่อง ระบบสตาร์ต จำนวนชั่วโมงสอน 14 ชั่วโมง จุดประสงค์การเรียนรู้ รายการเรียนรู้ - จุดประสงค์ทั่วไป 1. บอกหน้าที่ของระบบสตาร์ตได้ 2. อธิบายหลักการทำงานของระบบสตาร์ตได้ 3. บอกชื่ออุปกรณ์ในระบบสตาร์ตได้ 4. บอกสาเหตุ ข้อขัดข้องของระบบสตาร์ตได้ - จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. ปฏิบัติการแก้ปัญหาระบบสตาร์ตได้ 1. หน้าที่ หลักการทำงาน และอุปกรณ์ 2. สาเหตุ ข้อขัดข้องและการแก้ปัญหา แบบประเมินผลการเรียนรู้ท้ายหน่วยที่ 4 เนื้อหาสาระ ระบบสตาร์ตมีหน้าที่ช่วยผ่อนแรงทำให้การสตาร์ตเครื่องยนต์ได้โดยสะดวก โดยใช้มอเตอร์หมุนเพลาข้อเหวี่ยง ผ่านล้อช่วยแรง เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วเครื่องยนต์จะสามารถหมุนได้ด้วยกำลังของการจุดระเบิด จึงเป็นอันสิ้นสุดการ สตาร์ท รูปที่ 4.1 แสดงส่วนประกอบของระบบสตาร์ต
1. หน้าที่ หลักการทำงาน และอุปกรณ์ หลักการของมอเตอร์สตาร์ท รูปที่ 4.2 แสดงเส้นแรงแม่เหล็กที่ไหลผ่านขดลวด จากรูป เมื่อมีไฟฟ้ากระแสตรงไหลผ่านเข้า A-B และไหลออก C-D จะเกิดเส้นแรงแม่เหล็กขึ้นที่ A-B และ C-D ผลักกับเส้นแรงแม่เหล็ก N-S โดยแรง F1 กดที่ A-B แรง F2 กดที่ C-D ย ทำให้ขดลวดอาร์เมเจอร์ เกิด สนามแม่เหล็กด้วย สนามแม่เหล็กจะผลักดันให้อาร์เมเจอร์หมุนได้ รูปที่ 4.3 แสดงปฏิกิริยาของเส้นแรงแม่เหล็ก เมื่อหมุนมาถึงตำแหน่งประมาณดังรูป เส้นแรงแม่เหล็กที่ C-D และ A-B จะถูก F3-F4 ของแม่เหล็ก ที่ N-S ผลักคืนทำให้การหมุนไม่ต่อเนื่อง จากปัญหาดังกล่าวจึงได้ติดตั้งคอมมิวเตเตอร์เข้ากับปลายของขดลวดแต่ละ ด้าน แยกเป็นอิสระเพื่อให้กระแสไฟสามารถไหลกลับขั้วได้ เพิ่มจำนวนขดลวดให้มากขึ้น และเปลี่ยนขั้ว N-S จาก แม่เหล็กถาวรมาเป็นขดลวดสนามแม่เหล็ก โดยกระแสไฟจะไลผ่านเข้าขดลวดอาร์มาเจอร์ ผ่านแรงถ้านลบครบวงจรที่ กราวด์ ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กที่ขดลวดทั้งสองผลักให้ทุ่นอาร์มาเจอร์เกิดการหมุนอย่างต่อเนื่อง ส่วนประกอบของระบบสตาร์ท 1. แบตเตอรี่ต้นกำลังจ่ายไฟกระแสตรง 12 โวลต์ 2. สวิตช์จุดระเบิดหรือสวิตช์สตาร์ทสำหรับตัดต่อวงจร 3. ชุดมอเตอร์สตาร์ท ประกอบด้วย 3.1 มอเตอร์สตาร์ทต้นกำลังหมุนขับเครื่องยนต์ 3.2 โซลินอยด์เป็นสวิตช์ตัด-ต่อไฟเข้ามอเตอร์สตาร์ท มอเตอร์สตาร์ทที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันมี 2 แบบ คือ 1. มอเตอร์สตาร์ทแบบธรรมดา 2. มอเตอร์สตาร์ทแบบเฟืองทด
ระบบสตาร์ทแบบธรรมดา หลักการทำงาน รูปที่ 4.4 แสดงวงจรไฟฟ้าภายในมอเตอร์สตาร์ต ตำแหน่ง START เมื่อบิดกุญแจไปตำแหน่ง START จะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลจากแบตเตอรี่ขั้วบวกผ่านฟิวส์หลัก ผ่านสวิตช์ กุญแจขั้ว B ออกขั้ว IG ไหลผ่านขั้ว 50 เข้าขดลวดยึด และขดลวดดึง ขดลวดสนามแม่เหล็ก ขดลวดอาร์มาเจอร์ แรง แม่เหล็กที่เกิดจากขดลวดยึดและขดลวดดึงจะดูดขอเกี่ยวให้ดึงก้ามปู ก้ามปูจะเลื่อนเฟืองขับขบเข้ากับเฟืองล้อช่วยแรง ได้อย่างนุ่มนวล ขณะที่เฟืองขบกันเมฟันนั้นสะพานไฟจะสัมผัสขั้วไฟฟ้า ขั้ว 30 กับขั้ว C เปิดทางให้กระแสไฟฟ้าจาก แบตเตอรี่ลัดเข้าขดลวดสนามแม่เหล็กและขดลวดอาร์มาเจอร์โดยตรง กระแสไฟฟ้าจำนวนมากจึงไหลเข้าสู่ตัวมอเตอร์ สตาร์ท แรงขับจึงเพิ่มสูงขึ้นมากจนขับพาให้เครื่องยนต์หมุนได้ ในขณะนี้ขดลวดดึงถูกลัดวงจรโดยผ่านสะพานไฟ แรง แม่เหล็กจึงหมดไป เหลือแรงแม่เหล็กจากขดลวดยึดเท่านั้น เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วและรอบหมุนสูงขึ้นจนกลายเป็นอาร์ มาเจอร์ถูกเฟืองล้อช่วยแรงขับคลัตช์จะปล่อยให้เฟืองขับหมุนฟรี เพื่อป้องกันรอบหมุนของอาร์มาเจอร์สูงเกินไป ขณะที่ปล่อยกุญแจกลับไปตำแหน่ง ON กระแสไฟฟ้าถูกตัดขาด วงจรขดลวดยึดจึงหมดแรงแม่เหล็กด้วยเหตุนี้แกน เลื่อนก้ามปูเลื่อนเฟืองขับคลัตช์จะกลับสู่ตำแหน่งเดิมโดยแรงดันของสปริงหลังจากที่คลัตช์เลื่อนกลับที่เดิมจนชนอาร์มา เจอร์ อาร์มาเจอร์จึงถูกเบรกให้หยุดเพื่อรอการสตาร์ทเครื่องใหม่ รูปที่ 4.5 แสดงโครงสร้างของมอเตอร์สตาร์ตแบบธรรมดา
ส่วนประกอบสำคัญและหน้าที่ 1. สวิตช์โซลนอยด์ มีหน้าที่ เป็นรีเลย์ตัดต่อไฟฟ้าที่จ่ายเข้าตัวมอรเตอร์สตาร์ท 2. ทุ่นอาร์มาเจอร์ มีหน้าที่ สร้างสนามแม่เหล็กให้เพลาอาร์มาเจอร์หมุน 3. ขดลวดสนามแม่เหล็ก มีหน้าที่ สร้างสนามแม่เหล็กในแกนเหล็กอ่อน เพื่อให้เกิดแรงผลักแกนอาร์มาเจอร์ให้ หมุน 4. ก้ามปู มีหน้าที่ ดันเฟืองขับให้ขบกับเฟืองล้อช่วยแรงของเครื่องยนต์และเลื่อนกลับด้วยแรงสปริง 5. ชุดคลัตช์ มีหน้าที่ ต่อกำลังจากทุ่นอาร์มาเจอร์ ไปยังเฟืองขับและเมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วจะตัดกำลังจากเฟือง ขับไม่ให้ส่งไปยังทุ่นอาร์มาเจอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ทุ่นอาร์มาเจอร์หมุนตามเครื่องยนต์ ส่วนประกอบของมอเตอร์สตาร์ทแบบธรรมดา รูปที่ 4.6 แสดงส่วนประกอบของมอเตอร์สตาร์ตแบบธรรมดา 1. สวิตช์โซลินอยด์ 2.ฝาครอบชุดล็อก 3.แผ่นเหล็กสปริงและแผ่นรอง 4. โบลท์ 5.ฝาครอบคอมมิวเตเตอร์ 6. ชุดยึดแปรงถ่าน 7. แผ่นรองและยางรอง 8. โบลท์ยึดขาเลื่อนเฟืองสตาร์ท 9. อาร์มาเจอร์ 10. ขาเลื่อนเฟืองสตาร์ท 11. แหวนล็อก 12. บ่ายันชุดคลัตช์ 13. ชุดคลัตช์และเฟือง 14. ซองแปรงถ่าน ระบบสตาร์ทแบบเฟืองทด วงจรมอเตอร์สตาร์ทชนิดเฟืองทด เป็นวงจรที่นิยมใช้ในเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องใช้แรงหมุน เครื่องยนต์มากๆ ในสมัยแรกใช้มอเตอร์สตาร์ทขนาดใหญ่ ซึ่งกินแรงกระแสไฟจากแบตเตอรี่มาก ทำให้ไฟแบตเตอรี่ หมดเร็ว ในปัจจุบันจึงได้ปรับปรุงให้มอเตอร์สตาร์ทมีขนาดเล็กลง แต่ความเร็วสูงขึ้น และใช้เฟืองทดเพื่อให้ได้กำลังมาก ขึ้น ส่วนหลักการทำงานของระบบเหมือนกันกับระบบสตาร์ทแบบธรรมดา ส่วนที่แตกต่างคือ เมื่อมีกระแสไฟไหลเข้า
วงจรโซลีนอยด์จะทำงาน พลั้งเจอร์จะดันแกนเหล็กให้ไปดันเฟืองสตาร์ทเลื่อนไปขับกับเฟืองล้อช่วยแรงเมื่อกระแสไฟ ไหลเข้ามอเตอร์สตาร์ท มอเตอร์สตาร์ทจะหมุนด้วยความเร็วรอบสูงส่งกำลังผ่านเฟืองสะพานไปยัง รูปที่ 4.7 แสดงวงจรภายในมอเตอร์สตาร์ตแบบเฟืองทด เฟืองคลัตช์ เฟืองคลัตช์ซึ่งมีขนาดใหญ่ จำนวนฟันเฟืองมากจะทดให้ความเร็วรอบต่ำลง และส่งกำลังไปยังเฟือง สตาร์ทให้ขับเฟืองล้อช่วยแรงให้หมุนสตาร์ทเตอร์ไป ส่วนเฟืองสะพานไม่มีผลในการทดรอบเพียงทำหน้าที่ให้ทิศ ทางการหมุนของเฟืองขับกับเฟืองสตาร์ทหมุนในทิศทางเดียวกันเท่านั้น รูปที่ 4.8 แสดงตำแหน่งไม่ทำงาน และตำแหน่งทำงานของมอเตอร์สตาร์ต เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้ว สวิตช์กุญแจจะตัดวงจรสตาร์ท สปริงพลั้งเจอร์จะดันให้เฟืองสตาร์ทเคลื่อนออกจาก เฟืองล้อช่วยแรง ซึ่งเป็นการสิ้นสุดการสตาร์ท รูปที่ 4.9 แสดงโครงสร้างมอเตอร์สตาร์ตแบบเฟืองทด
ส่วนประกอบสำคัญและหน้าที่ 1. สวิตช์โซลีนอยด์ มีหน้าที่เป็นรีเลย์ตัดต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายเข้าตัวมอเตอร์สตาร์ทประกอบด้วย ขั้ว 3 ขั้ว และขดลวดสนามแม่เหล็ก 2 ขด 1.1 ขั้ว B หรือ 30 ทำหน้าที่ รับไฟกระแสตรง 12 โวลต์จากแบตเตอรี่ 1.2 ขั้ว M หรือ C ทำหน้าที่ จ่ายไฟเข้ามอเตอร์สตาร์ 1.3 ขั้ว S หรือ 50 ทำหน้าที่ รับไฟจากขั้ว ST ของสวิตช์กุญแจจ่ายเข้าขดลวดชุดดึง และขดลวดชุด ยึด 1.4 ขดลวดชุดดึง (PC) ทำหน้าที่ สร้างสนามแม่เหล็กให้เกิดการดูดพลั้งเจอร์ให้สะพานไฟต่อขั้ว B เข้ากับขั้ว M โดยปลายของขดลวดจะต่อกับขั้ว S และขั้ว M 1.5 ขดลวดชุดยึด (HC) ทำหน้าที่ สร้างสนามแม่เหล็กให้เกิดการยึดพลั้งเจอร์ให้สะพานไฟต่อขั้ว B กับขั้ว M โดยปลายของขดลวดจะต่อกับขั้ว S และกราวด์ 2. ทุ่นอาร์มาเจอร์ มีหน้าที่สร้างสนามแม่เหล็กเพื่อให้เกิดแรงผลักเพลาอาร์มาเจอร์ 3. ขดลวดสนามแม่เหล็ก มีหน้าที่ สร้างสนามแม่เหล็กให้แกนเหล็กอ่อนเพื่อให้เกิดแรงผลักแกนอาร์มาเจอร์ให้ หมุน 4. แกนเหล็ก มีหน้าที่ ดันเฟืองสตาร์ทให้เลื่อนไปขบกับเฟืองล้อช่วยแรง ของเครื่องยนต์ และเลื่อนกลับด้วย แรงสปริง 5. ชุดเฟืองทด ประกอบด้วยเฟือง 3 ตัว คือ 5.1 เฟืองขับ ทำหน้าที่ รับกำลังจากเพลาอาร์มาเจอร์ส่งต่อไปยังเฟืองสะพาน 5.2 เฟืองสะพาน ทำหน้าที่ ควบคุมทิศทางหมุนของเฟืองขับและเฟืองคลัตช์ไปยังเฟืองสตาร์ท 6. ชุดคลัตช์ ทำหน้าที่ ต่อกำลังจากเฟืองคลัตช์ไปยังเฟืองสตาร์ท และเมื่อเครื่องยนต์ติดจะทำหน้าที่ตัดกำลัง จากเฟืองสตาร์ทไม่ให้ส่งไปยังเฟืองคลัตช์ เฟืองสะพานและเฟืองขับ เพื่อป้องกันไม่ให้ทุ่นอาร์มาเจอร์หมุนตาม เครื่องยนต์ ทำให้อาร์มาเจอร์ไหม้ รูปที่4.10 แสดงภายในมอเตอร์สตาร์ทแบบทดรอบ
2. สาเหตุ ข้อขัดข้องและการแก้ปัญหา ปัญหา สาเหตุที่เป็นไปได้ การแก้ไข เครื่องยนต์ไม่หมุน แบตเตอรี่ไม่มีไฟ การหลวมหรือสึกกร่อนของขั้วแบตเตอรี่ ฟิวส์ขาด มอเตอร์สตาร์ตไม่ทำงาน สวิตช์กุญแจบกพร่อง ตรวจเช็คความถ่วงจำเพาะของแบตเตอรี่ ชาร์จไฟใหม่หรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ซ่อมหรือเปลี่ยนสายแบตเตอรี่ เปลี่ยนฟิวส์ ซ่อมหรือเปลี่ยนมอเตอร์สตาร์ต เปลี่ยนสวิตช์กุญแจ เครื่องยนต์หมุนช้า แบตเตอรี่สตาร์ตบกพร่อง การหลวมหรือสึกกร่อนของขั้วแบตเตอรี่ มอเตอร์สตาร์ตบกพร่อง ชาร์จไฟหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ซ่อมหรือเปลี่ยนสายแบตเตอรี่ ซ่อมหรือเปลี่ยนมอเตอร์สตาร์ต มอเตอร์สตาร์ต หมุนค้าง มอเตอร์สตาร์ตบกพร่อง สวิตช์กุญแจบกพร่อง ลัดวงจรในระบบ ซ่อมหรือเปลี่ยนมอเตอร์สตาร์ต เปลี่ยนสวิตช์กุญแจ แก้ไขวงจรในระบบ มอเตอร์สตาร์ต หมุนแต่เครื่องยนต์ ไม่หมุน เฟืองพิเนียนชำรุด หรือมอเตอร์สตาร์ตบกพร่อง ฟันเฟืองฟลายวีลชำรุดหรือแตก ซ่อมมอเตอร์สตาร์ต เปลี่ยนฟลายวีล
คำถาม แบบประเมินผลการเรียนรู้ท้ายหน่วยที่ 4 1. อุปกรณ์ใดทำหน้าที่เป็นเมนสวิตช์ควบคุมการทำงานของมอเตอร์สตาร์ตคือข้อใด ก. ฟิลด์คอยล์ ข. โซลินอยด์ ค. แปรงถ่าน ง. คอมมิวเตเตอร์ 2. อุปกรณ์ใดทำหน้าที่เป็นตัวสร้างสนามแม่เหล็กและหมุนขับมอเตอร์สตาร์ต ก. อาร์มาเจอร์ ข. โซลินอยด์ ค. ฟิลด์คอยล์ ง. คอมมิวเตเตอร์ 3. ขดลวดซึ่งทำหน้าที่สร้างสนามแม่เหล็กและถูกยึดอยู่กับที่ของมอเตอร์สตาร์ตคือข้อใด ก. อาร์มาเจอร์ ข. โซลินอยด์ ค. ฟิลด์คอยล์ ง. คอมมิวเตเตอร์ 4. แปรงถ่านสัมผัสกับส่วนใดของมอเตอร์สตาร์ต ก. อาร์มาเจอร์ ข. โซลินอยด์ ค. ฟิลด์คอยล์ ง. คอมมิวเตเตอร์ 5. ช่วงจังหวะที่โซลินอยด์ทำงานครั้งแรกขดลวดใดที่ทำหน้าที่ดึง ก. ขด HC ข. ขด PC ค. ขดฟิลด์คอยล์ ง. ขด PC และ HC 6. อะไรคือข้อแตกต่างของชุดแปรงถ่านบวกและลบ ก. แปรงถ่านลบลงกราวด์ ข. แปรงถ่านบวกลงกราวด์ ค. แปรงถ่านบวกขนาดใหญ่กว่า ง. แปรงถ่านลบขนาดยาวกว่า 7. เมื่อตั้งมิเตอร์ที่ Rx1 และวัดที่ปลายทั้งสองของขดลวดฟิลด์คอยล์ปรากฏว่าเข็มไม่กระดิกแสดงว่า ก. ขดลวดลัดวงจร ข. ขดลวดขาด ค. ขดลวดปกติ ง. ขดลวดเสื่อมคุณภาพ 8. การตรวจสอบอาร์มาเจอร์โดยเครื่องตรวจสอบคลื่นแม่เหล็ก ถ้ามีการลัดวงจรภายใน ผลการตรวจจะเป็นอย่างไร ก. เกิดการดูดที่แผ่นเหล็ก ข. เกิดการผลักที่แผ่นเหล็ก ค. เกิดการดูดและผลักที่แผ่นเหล็ก ง. ไม่มีการดูดและผลักแผ่นเหล็ก 9. โอเวอร์รันนิ่งคลัตช์มีประโยชน์อย่างไร ก. ช่วยในช่วงเริ่มสตาร์ต ข. ช่วยให้เครื่องยนต์ติด ค. ช่วยให้เครื่องยนต์ดับ ง. ป้องกันมอเตอร์สตาร์ตไหม้ 10. ช่วงการทำงานที่มอเตอร์สตาร์ตกินกระแสไฟมากที่สุดคือช่วงใด ก. ช่วงเริ่มสตาร์ต ข. ช่วงเครื่องยนต์ติด ค. ช่วงมอเตอร์สตาร์ตทำงาน ง. ช่วงมอเตอร์สตาร์ตหมุนจะหยุดทำงาน 11. มอเตอร์สตาร์ตหมุนช้าเพราะเหตุใด ก. ขดลวดชุดดึงขาด ข. ขดลวดชุดยึดขาด ค. แปรงถ่านบวกลงกราวด์ ง. สปริงแปรงถ่านแข็งเกินไป
12. มอเตอร์สตาร์ตหมุนด้วยความเร็วไม่สม่ำเสมอเพราะเหตุใด ก. อาร์มาเจอร์ลัดวงจรภายใน ข. คอมมิวเตเตอร์สกปรก ค. แปรงถ่านบวกลงกราวด์ ง. สปริงแปรงถ่านแข็งเกินไป 13. แปรงถ่านมอเตอร์สตาร์ตสึกหรอเร็วกว่าปกติเพราะเหตุใด ก. สปริงแปรงถ่านอ่อน ข. สปริงแปรงถ่านแข็ง ค. แปรงถ่านสกปรก ง. แปรงถ่านลงกราวด์ 14. คอมมิวเตเตอร์มีรอยไหม้เพราะสาเหตุใด ก. สปริงแปรงถ่านอ่อน ข. สปริงแปรงถ่านแข็ง ค. แปรงถ่านสกปรก ง. แปรงถ่านลงกราวด์ 15. ข้อใดคือสาเหตุทำให้แปรงถ่านมอเตอร์สตาร์ตสึกหรอไม่เท่ากัน ก. คอมมิวเตเตอร์เบี้ยว ข. แรงกดสปริงแปรงถ่านไม่เท่ากัน ค. แปรงถ่านสกปรก ง. แปรงถ่านแข็งไม่เท่ากัน 16. ขั้วใดของสวิตช์กุญแจต่อวงจรในตำแหน่งสตาร์ต ก. B(AM), IG, ST ข. B(AM), ON, ST ค. B(AM), IG, ACC ง. B(AM), ACC, ST 17. อุปกรณ์สำหรับตัด-ต่อไฟเข้าและเลื่อนเฟืองขับคือข้อใด ก. สวิตช์กุญแจ ข. ขดลวดชุดยึด ค. ขดลวดชุดดึง ง. โซลินอยด์ 18. ขดลวดโซลินอยด์ประกอบด้วย ก. ขดลวด PC และ HC ข. ขดลวด HC ค. ขดลวด PC ง. ขดลวดอาร์มาเจอร์ 19. ขดลวดใดที่ทำงานในช่วงสตาร์ต ก. ขดลวดชุดยึด ข. ขดลวดชุดยึดและชุดดึง ค. ขดลวดชุดดึง ง. ขดลวดสเตเตอร์ 20. เมื่อขดลวดอาร์มาเจอร์ลัดวงจรภายในจะส่งผลต่อการสตาร์ตอย่างไร ก. มอเตอร์สตาร์ตหมุนช้า ข. มอเตอร์สตาร์ตหมุนไม่สม่ำเสมอ ค. คอมมิวเตเตอร์ไหม้ ง. แปรงถ่านสึกหรอเร็ว 21. อุปกรณ์สำหรับทำให้มอเตอร์สตาร์ตเกิดการหมุนต่อเนื่องคือข้อใด ก. คอมมิวเตเตอร์ ข. ขดลวดฟิลด์คอยล์ ค. โรเตอร์ ง. อาร์มาเจอร์ 22. เครื่องยนต์ขนาดใหญ่นิยมใช้มอเตอร์สตาร์ตแบบใด ก. แบบธรรมดา ข. แบบโซลินอยด์แยก ค. แบบกดสตาร์ต ง. แบบทดเฟือง
23. ข้อใดคือจุดแตกต่างระหว่างมอเตอร์สตาร์ตแบบธรรมดากับแบบเฟืองทด ก. ชุดคลัตช์ ข. ขอลวดสนามแม่เหล็ก ค. ชุดอาร์มาเจอร์ ง. ชุดโซลินอยด์ 24 เมื่อโซลินอยด์ทำงาน ขั้วที่ผ่านกระแสไฟจากแบตเตอรี่เข้ามอเตอร์สตาร์ตคือขั้วใด ก. B, ST ข. 30, C ค. 50, C ง. 30, 50 25. ถ้ามอเตอร์สตาร์ตแบบเฟืองทดไม่มีเฟืองสะพานจะส่งผลอย่างไร ก. กำลังสตาร์ตไม่พอ ข. อาร์มาเจอร์หมุนกลับทาง ค. เฟืองขับสตาร์ตหมุนกลับทาง ง. คลัตช์ไม่ทำงาน เอกสารอ้างอิง นริศ สุวรรณางกูร, งานไฟฟ้ารถยนต์. กรุงเทพฯ : เอมพันธ์, 2562