พส.12 ใบความรู้ (Information Sheets) รหัสวิชา 20101-2005 วิชางานไฟฟ้ารถยนต์ ชื่อหน่วย ระบบจุดระเบิด เรื่อง ระบบจุดระเบิด จำนวนชั่วโมงสอน 21 ชั่วโมง จุดประสงค์การเรียนรู้ รายการเรียนรู้ - จุดประสงค์ทั่วไป 1.บอกหน้าที่ของระบบจุดระเบิดแบบต่างๆได้ 2.อธิบายหลักการทำงานของระบบจุดระเบิดแบบต่างๆได้ 3.อธิบายสาเหตุการขัดข้องของระบบจุดระเบิดได้ 4.บอกหน้าที่ของอุปกรณ์หัวเผาได้ 5.อธิบายหลักการทำงานของหัวเผาได้ 6.อธิบายสาเหตุการขัดข้องของหัวเผาได้ - จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 1.ปฏิบัติการตรวจซ่อมระบบจุดระเบิดแบบต่างๆได้ 2.ปฏิบัติการตรวจซ่อมระบบหัวเผาได้ 1.ระบบจุดระเบิดแบบธรรมดา 2.ระบบจุดระเบิดแบบกึ่งอิเล็กทรอนิกส์ 3.ระบบจุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์ 4.สาเหตุ ข้อขัดข้องและการแก้ปัญหาระบบจุดระเบิด 5.หน้าที่ หลักการทำงานและอุปกรณ์หัวเผา 6.สาเหตุ ข้อขัดข้องและการแก้ปัญหาหัวเผา แบบประเมินผลการเรียนรู้ท้ายหน่วยที่ 3 เนื้อหาสาระ ระบบจุดระเบิดเป็นระบบที่มีความสำคัญมากในเครื่องยนต์แก๊สโซลีน โดยมีหน้าที่ในการสร้างกระแสไฟแรงสูง ให้หัวเทียนทำการสันดาปเชื้อเพลิงในกระบอกสูบตามเวลาที่เหมาะสม ซึ่งระบบจุดระเบิดที่ใช้กับรถยนต์เป็นระบบจุด ระเบิดแบบใช้แบตเตอรี่ มีทั้งแบบธรรมดาที่ใช้ทองขาว แบบกึ่งอิเล็กทรอนิกส์(เซมิทรานซิสเตอร์) และแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน 1.ระบบจุดระเบิดแบบธรรมดา รูปที่ 3.1 แสดงส่วนประกอบของวงจรจุดระเบิด
หน้าที่ของระบบจุดระเบิด 1. สร้างประกายไฟแรงสูงสำหรับเผาไหม้ไอดีภายในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 2. กำหนดเวลาในการจุดระเบิดให้ได้เหมาะสมกับจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ 3. เพิ่มเวลาในการจุดระเบิดให้มากขึ้นเมื่อเครื่องยนต์ความเร็วรอบสูงขึ้นโดยการทำงานของระบบเร่ง จังหวะจุดระเบิดแบบสุญญากาศและแบบกลไก หลักการทำงานของระบบจุดระเบิด รูปที่ 3.2 แสดงวงจรจุดระเบิดแบบธรรมดา แรงเคลื่อนไฟฟ้าต่ำจากแบตเตอรี่ (12 โวลต์) ผ่านสายไฟไปที่ขั้ว B ของสวิตช์จุดระเบิดเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ ขั้ว B และขั้ว ST2 จะต่อกัน ไฟฟ้าจะไหลจาก ST2 มาเข้าที่ขั้วบวกของคอยล์จุดระเบิด ผ่านขดลวดปฐมภูมิ ซึ่งเป็นลวด เส้นใหญ่และจำนวนรอบน้อยขดลวดนี้พันอยู่รอบแกนเหล็กอ่อน ในจังหวะที่หน้าทองขาวปิด ไฟจะวิ่งลงกราวด์ ทำไห้ ครบวงจรเมื่อหน้าทองขาวเปิดไฟแรงดันต่ำถูกตัดวงจรสนามแม่เหล็กที่แกนเหล็กอ่อนเกิดการยุบตัว เหนี่ยวนำให้เกิด ไฟแรงเคลื่อนสูงขึ้นที่ขดลวดทุติยภูมิไหลมาที่จานจ่ายไปที่หัวโรเตอร์ ผ่านหัวโรเตอร์ซึ่งหมุนไปยังสายหัวเทียนกระโดด ข้ามเขี้ยวหัวเทียน ครบวงจรที่กราวด์ ประกายไฟฟ้าที่กระโดดข้ามเขี้ยวหัวเทียนนี้จะจุระเบิดไอดีที่ห้องเผาไหม้ใน จังหวะอัดสุด ทำให้เครื่องยนต์สามารถติดได้ เมื่อเครื่องยนต์ติดเครื่องแล้ว สปริงจะดันสวิตช์จุดระเบิดมาในตำแหน่ง ขั้ว B ต่อกับขั้ว IG ผ่านความต้านทาน ก่อนจึงเข้าที่ขั้วบวกของคอยล์จุดระเบิด ทำให้ไฟเข้าคอยล์จุดระเบิดน้อยลง คอยล์จะไม่ร้อน ซึ่งเป็นการช่วยยืดอายุการ ใช้งานของคอยล์จุดระเบิดให้ใช้งานได้นานขึ้นอีกด้วย 1. สวิตช์จุดระเบิด (Ignition Switch) แบบที่นิยมใช้ทั่วไปเป็นสวิตช์แบบกุญแจ ทำหน้าที่ตัด-ต่อไฟจาก แบตเตอรี่ไปยังวงจรจุดระเบิดแรงเคลื่อนต่ำ สวิตช์จุดระเบิดประกอบด้วยตำแหน่งต่างๆดังนี้ รูปที่ 3.3 แสดงต่ำแหน่งสวิตช์กุญแจ
AM – ต่อกับแบตเตอรี่ ACC – ต่อกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น วิทยุ ที่จุดบุหรี่ IG – ต่อกับคอยล์ ไฟเลี้ยว ที่ปัดน้ำฝน พัดลมหม้อน้ำ หน้าปัทม์ ไฟตัดหมอก ไฟถอยหลัง ST1 – ต่อกับมอเตอร์สตาร์ท ST2 – ต่อกับคอยล์ รูปที่ 3.4 แสดงต่ำแหน่งสวิตช์กุญแจ 2. คอยล์จุดระเบิด (Ignition Coil) ทำหน้าที่แปลงไฟฟ้าแรงเคลื่อนต่ำให้เป็นไฟแรงเคลื่อนสูงสำหรับจุด ระเบิดให้ห้องเผาไหม้ คอยล์จุดระเบิดประกอบด้วย 1. ขอลวดปฐมภูมิ (Primary Coil) ทำหน้าที่ รับไฟแรงเคลื่อนต่ำจากแบตเตอรี่เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กให้แกน เหล็กอ่อนเป็นลวดทองแดงขนาดใหญ่พันไว้ประมาณ 250-300รอบ รูปที่ 3.5 แสดงโครงสร้างของคอยล์จุดระเบิด 2. ขดลวดทุติยภูมิ (Secondary Coil) ทำหน้าที่ ผลิตไฟแรงสูงสำหรับใช้ในการจุดระเบิด เป็นลวดทองแดง เคลือบอีลาเมล เส้าลวดมีขนาดเล็กพันไว้ประมาณ 20000 รอบ 3. แกนเหล็กอ่อน ทำเป็นเส้นหรือแผ่นบางๆอัดรวมกัน มีหน้าที่สร้างสนามแม่เหล็กเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดไฟแรง เคลื่อนสูง 4. เปลือกหุ้ม ทำหน้าที่ เป็นตัวห่อหุ้มอุปกรณ์ของคอยล์ เปลือกหุ้มจะปิดแน่นเพื่อป้องกันความชื้นจากภายนอก 5. น้ำมันหล่อเย็น มีคุณสมบัติเป็นฉนวน ใช้สำหรับหล่อเย็นป้องกันคอยล์ร้อนอันเป็นสาเหตุให้คอยล์เสื่อมเร็ว หลักการทำงานของคอยล์จุดระเบิด เมื่อหน้าทองขาวที่จานจ่ายต่อกัน ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จะไหลเข้าขั้วบวกของคอยล์จุดระเบิดผ่านขดลวดปฐมภูมิ ครบวงจรที่หน้าทองขาว ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้นที่แกนเหล็กอ่อน
รูปที่ 3.6 แสดงการทำงานของวงจรในตำแหน่งทองขาวปิด เมื่อลูกเบี้ยวหมุนต่อไป จะแตะหน้าทองขาวให้แยกจากกันไฟฟ้าถูกตัดวงจร เป็นผลให้สนามแม่เหล็กยุบตัวลง เกิดการเหนี่ยวนำตัวเอง ทำให้เกิดกำลังดันไฟฟ้าขึ้นที่ขดลวดปฐมภูมิ และทำให้เกิดการเหนี่ยวนำร่วม ผลิตกำลังไฟฟ้า ขึ้นที่ขดลวดทุติยภูมิ ซึ่งกำลังดันที่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนรอบของขดลวด รูปที่ 3.7 แสดงการทำงานของวงจรในตำแหน่งทองขาวเปิด การตรวจสอบคอยล์จุดระเบิดแบบธรรมดา รูปที่ 3. 8 แสดงการตรวจวัดคอยล์จุดระเบิด 1. ค่าความต้านทานขดลวดปฐมภูมิ 1.5 โอห์ม 2. ค่าความต้านทานขดลวดทุติยภูมิ 9000 โอห์ม 3. ค่าความต้านทานภายนอก 1.6 โอห์ม 3.ชุดจานจ่าย (Distributor)
รูปที่ 3.9 แสดงชิ้นส่วนภายในคอยล์จุดระเบิด หน้าที่ของจานจ่าย 1.ตัด-ต่อวงจรไฟแรงดันต่ำของระบบจุดระเบิด โดยการเปิด-ปิดหน้าทองขาว 2.รับไฟแรงเคลื่อนสูงจากคอยล์จุดระเบิดและจ่ายไปยังหัวเทียนของเครื่องยนต์ โดยการหมุนของหัวโรเตอร์ 3.กำหนดเวลาจุดระเบิดโดยการหมุนแตะของลูกเบี้ยว 4.เพิ่มเวลาจุดระเบิดโดยชุดเร่งจังหวะการจุดระเบิดแบบกลไกและสุญญากาศ รูปที่ 3.10 แสดงชิ้นส่วนของหน้าทองขาว ส่วนประกอบของชุดจานจ่ายแบบธรรมดา
รูปที่ 3.11 แสดงส่วนประกอบของชุดจานจ่ายแบบธรรมดา หน้าทองขาว (Contact Breaker) ทำหน้าที่ เปิด-ปิดวงจรไฟแรงเคลื่อนต่ำ เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดไฟแรง เคลื่อนสูงในระบบจะระเบิด การตั้งระห่างหน้าทองขาว ตั้งประมาณ 0.4-0.5 มม. หรือมุมดเวลล์ 50°-54° (เครื่อง 4 สูบ) 38°-40° (เครื่อง 6 สูบ) มุมดเวลล์ (Dwell Angle) คือมุมเปิดของหน้าทองขาว สัมพันธ์กับระยะห่างหน้าทองขาว คือ ถ้าตั้งระยะห่าง หน้าทองขาวกว้าง ระยะของมุมดเวลล์จะแคบ ระยะเวลาในการต่อของหน้าทองขาวสั้น ทำให้แรงดันไฟสูงตกลง แต่ถ้า ตั้งระยะห่างหน้าทองขาวชิด มุมดเวลล์จะกว้าง การต่อของหน้าทองขาวจะนาน ทำให้หน้าทองขาวเกิดความร้อนสูง และอาจไหม้ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างมุมดเวลล์และระยะห่างของหน้าทองขาว
รูปที่ 3.12 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมุมดเวลล์และระยะห่างของหน้าทองขาว ผิวหน้าทองขาว หน้าทองขาวสภาพปกติ ผิวสัมผัสต้องมีสีเทาด้านและเรียบ ผิวสัมผัสวางอยู่กึ่งกลางระหว่างกัน ไม่ เยื่องศูนย์ รูปที่ 3.13 แสดงผิวหน้าทองขาว การบำรุงรักษาเมื่อใช้งาน การกระโดดข้ามของประกายไฟ ทำให้ผิวสัมผัสของหน้าทองขาวเกิดการสึกหรอ การปรับควรใช้ตะไบ เล็กปรับตามลักษณะกรสึกหรอของหน้าทองขาว รูปที่ 3.14 แสดงการปรับผิวหน้าทองขาว ชุดเร่งไฟ ทำหน้าที่ดึงให้หน้าทองขาวเปิดเร็วขึ้นเป็นการเร่งไฟให้จุดระเบิดเร็วขึ้นด้วย ชุดเร่งไฟแบบกลไก ทำหน้าที่เร่งไฟให้จุดระเบิดก่อนเวลาที่กำหนด ในช่วงความเร็วปานกลางถึงความเร็วสูง ทำงานด้วยระบบกลไกเมื่อเพลาจานจ่ายไม่หมุนหรือหมุนช้าจะไม่เกิดการเร่งไฟเมื่อเพลาจานจ่ายหมุนเร็วขึ้นทำให้ลูก เบี้ยวถ่างออก ผลคือทำให้ทองขาวเปิดเร็วขึ้น รูปที่ 3.14 แสดงชุดเร่งไฟแบบกลไก ชุดเร่งไฟแบบสุญญากาศ ทำหน้าที่เร่งไฟจุดระเบิดในช่วงความเร็วรอบต่ำถึงปานกลางโดยใช้สุญญากาศ
ไดอะแฟรมต่อกับก้านส่ง ซึ่งยึดอยู่กับหน้าทองขาว เมื่อสุญญากาศในท่อไอดีสูง ดึงแผ่นไดอะแฟรมเลื่อนมาทางขวา ดึง แผ่นยึดหน้าทองขาวเคลื่อนที่สวนทิศทางการหมุนของลูกเบี้ยว ทำให้หน้าทองขาวเปิดเร็วขึ้น รูปที่ 3.15 แสดงชุดเร่งไฟแบบสุญญากาศ เพลาลูกเบี้ยว (Contact Cam) ทำหน้าที่ เปิดหน้าทองขาวเพื่อตัดวงจรไฟแรงต่ำ ทำให้เกิดการยุบตัวของ สนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำให้เกิดประกายไฟแรงสูงในระบบจุดระเบิด รูปที่ 3.16 แสดงแกนเพลาลูกเบี้ยว ลูกเบี้ยวจะหมุนแตะขาทองขาว โดนการขับของเพลาจานจ่ายจังหวะที่เกิดการจุดระเบิด คือ จังหวะที่ลูกเบี้ยว แตะให้หน้าทองขาวเริ่มอ้า สวนการตั้งระยะห่างหน้าทองขาว ตั้งในจังหวะลูกเบี้ยวแตะหน้าทองขาวในตำแหน่งอ้าสุด ฝาจานจ่าย (Distributor Cover) ทำหน้าที่ 1. รับไฟแรงเคลื่อนสูงจากคอยล์จุดระเบิด ส่งผ่านหัวโรเตอร์จ่ายไปตามสายหัวเทียนเส้นต่างๆ ตามลำดับการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ 2. ครอบจานจ่ายเพื่อป้องกันฝุ่นละออง รูปที่ 3.17 แสดงฝาจานจ่าย
โรเตอร์ (หัวนกกระจอก) ทำหน้าที่ เป็นสะพานไฟรับไฟแรงเคลื่อนสูงจากแกนจานจ่าย ส่งไปยังสูบต่างๆ ของ เครื่องยนต์ โรเตอร์หมุนไปพร้อมกับเพลาจานจ่าย รูปที่ 3.18 แสดงระยะกดของแปรงถ่านที่สัมผัสกับหัวโรเตอร์ 4. ตัวเก็บประจุ (Condenser) ทำหน้าที่ 1.ช่วยลดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่หน้าทองขาว ทำให้ไม่เกิดการอาร์กที่หน้าทองขาวเป็นการยืดอายุการใช้ งานของหน้าทองขาว 2.ช่วยให้การยุบตัวของสนามแม่เหล็กเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เหนี่ยวนำไฟแรงสูงได้ดียิ่งขึ้น รูปที่ 3.19 แสดงโครงสร้างของตัวเก็บประจุ ตัวเก็บประจุ ประกอบด้วย แผ่นดีบุกบางๆวางสลับกับกระดาษชุบไข แผ่นดีบุกชุดแรกจะต่อเข้ากับกล่อง ตัวเก็บประจุซึ่งทำด้วยโลหะ แผ่นดีบุกชุดที่สองต่อกับสายไฟของตัวเก็บประจุโดยไม่สัมผัสกับกล่อง การต่อให้งานของตัว เก็บประจุจะต่อขนานกับหน้าทองขาว หลักการทำงานของตัวเก็บประจุ ถ้านำแผ่นโลหะ A และ B มาวางให้ชิดกันมาก โดยมีแผ่นฉนวนกั้นกลาง แล้วต่อขั้วบวกแบตเตอรี่เข้าที่ แผ่น A ขั้วลบเข้าแผ่น B ประจุบวกและลบจากแบตเตอรี่จะเคลื่อนไปยังแผ่นโลหะทั้งสอง ทำให้แผ่นโลหะทั้งสองต่างดูด กัน แต่ไม่สามารถหักล้างกันได้ เพราะมี ฉนวนกั้นกลางอยู่ รูปที่ 3.20 แสดงการทำงานของตัวเก็บประจุ ดังนั้น อุปกรณ์จึงสามารถสะสมประจะไฟฟ้าไว้ได้เมื่อได้รับแรงดันป้อนเข้า เราเรียกว่าตัวเก็บประจุ หรือ คอนเดนเซอร์ ชนิดและคุณสมบัติของตัวเก็บประจุ ตัวเก็บประจุชนิดกระดาษ(Paper Capacitor)
รูปที่ 3.21 แสดงตัวเก็บประจุชนิดกระดาษ ตัวเก็บประจุชนิดอิเล็กโทรไลต์(Electrolytic Capacitors) รูปที่ 3.22 แสดงตัวเก็บประจุชนิดอิเล็กโทรไลต์ ตัวเก็บประจุชนิดเซรามิก (Ceramic Capacitor) รูปที่ 3.23 แสดงตัวเก็บประจุชนิดเซรามิก สัญลักษณ์ที่ใช้แทนตัวเก็บประจุ รูปที่ 3.24 แสดงสัญลักษณ์ตัวเก็บประจุ สายไฟแรงสูง แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ 1.จากคอยล์จุดระเบิดมายังฝาจานจ่าย 2.จากฝาจานจ่ายไปยังหัวเทียนตามสูบต่างๆ ฉนวนหุ้มของสายไฟแรงสูงต้องมีความหนาพอที่จะป้องกันไฟรัวลงกราวด์ตามจุดต่างๆของรถยนต์ได้
รูปที่ 3.25 แสดงโครงสร้างของสายไฟแรงสูง 5. หัวเทียน ทำหน้าที่ รับไฟแรงสูงจากจานจ่ายให้กระโดดข้ามช่องว่างของเขี้ยวไปยังกราวด์ ทำให้เกิด ประกายไฟไปจุดระเบิดไอดีในห้องเผาไหม้ทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้ ส่วนประกอบของหัวเทีย 1.แกนกลาง ทำจากโลหะ มีหน้าที่รับไฟแรงสูงจากคอยล์กระโดดข้ามช่องว่างเพื่อลงกราวด์ 2.ฉนวนหุ้มแกนกลาง ทำจากผงอะลูมินาบริสุทธิ์ มีหน้าที่ป้องกันไฟแรงสูงจากแกนกลางรั่วลงกราวด์และสะสม ความร้อนบริเวณเขี้ยวหัวเทียน 3.เปลือกโลหะ มีหน้าทีเป็นเกลียวยึดฝาสูบและเป็นเขี้ยวด้านต่อลงกราวด์ 4.เกลียว มีหน้าที่ขันยึดหัวเทียนเข้ากับฝาสูบ รูปที่ 3.26 แสดงโครงสร้างของหัวเทียน การระบายความร้อน หัวเทียนต้องทำงานหนักภายใต้สภาวะที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กับปรงดันจุดระเบิดมากกว่า 45 บรรยากาศ อุณหภูมิเผาไหม้สูงกว่า 2000°C แรงเคลื่อนไฟฟ้ามากกว่า 10000 โวลต์ เพื่อป้องกันเขี้ยวหัวเทียนละลาย หัวเทียนจึงต้องมีระบบระบายความร้อนที่ดี การระบายความร้อนของหัวเทียน ระบายไปกับระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์และอากาศประมาณ 80% และระบายความร้อนไปกับไอดี 20%
รูปที่ 3.27 แสดงการระบายความร้อนของหัวเทียน ประเภทของหัวเทียน 1.หัวเทียนเย็น กระเบื้อง แกนกลางสั้น ระบายความร้อนได้ดี ตัวเลขที่นิยมใช้มาก เช่น NGK BP 9ES เป็นต้น นิยมใช้กับรถที่วิ่งทางไกลหรือติดเครื่องยนต์นานๆ รูปที่ 3.28 แสดงลักษณะของหัวเทียนเย็น 2.หัวเทียนร้อน ลักษณะกระเบื้องแกนกลางยาวระบายความร้อนได้น้อยแต่กลับเก็บสะสมความร้อนได้ ดี ตัวเลขเช่น NGK BP 4ES เป็นต้น นิยมใช้กับเครื่องยนต์ที่วิ่งระยะใกล้ๆ
รูปที่ 3.29 แสดงลักษณะของหัวเทียนเย็น 3.หัวเทียนธรรมดา เบอร์ NGK BP 5ES – NGK BP 7ES เป็นต้น นิยมใช้กับเครื่องยนต์ หรือรถยนต์ที่ ใช้งานปกติทั่วไป รูปที่ 3.30 แสดงลักษณะของหัวเทียนธรรมดา ความร้อนที่เกิดขึ้นที่หัวเทียน ที่เหมาะสมกับการใช้งาน คือ 450°C-950°C ระยะห่างของเขี้ยว 0.7 มม. - ถ้าสูงกว่า จะทำให้เครื่องยนต์เกิดการชิงจุดระเบิดก่อนจังหวะ และถ้าสูงมากขึ้นจะทำให้เขี้ยวหัวเทียนละลาย - ถ้าต่ำกว่า จะทำให้กรเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องยนต์กำลังตก หัวเทียนมีคราบเขม่า มาก หัวเทียนชนิดมีความต้านทานภายใน ความต้านทานอยู่ภายในแกนกลาง จะช่วยลดเสียงดังอันเกิดจาก ประกายไฟนานเกินไป ซึ่งหัวเทียนชนิดนี้มีความต้านทาน 3 แบบคือ 1.แบบขดลวดความต้านทาน (1) Coil Type รูปที่ 3.31 แสดงลักษณะของหัวเทียนแบบขดลวดความต้านทาน
2.แบบความต้านทานแท่งคาร์บอนกับขดลวด (2)Solid Type รูปที่ 3.32 แสดงลักษณะของหัวเทียนแบบความต้านทานแท่งคาร์บอนกับขดลวด 3.แบบความต้านทานแท่งเดี่ยว รูปที่ 3.33 แสดงลักษณะของหัวเทียนแบบความต้านทานแท่งเดี่ยว การทำความสะอาดและปรับตั้งระยะห่างเขี้ยวหัวเทียน รูปที่ 3.34 แสดงการทำความสะอาดหัวเทียน ทำความสะอาดระยะห่างเขี้ยวและบริเวณใช้งานด้วยแปรงลวดพร้อมทำความสะอาดร่องภายใน
รูปที่ 3.35 แสดงการปรับระยะห่างเชี้ยวหัวเทียน ปรับระยะห่างของเขี้ยวหัวเทียนด้วยเครื่องมือปรับให้ได้ระยะประมาณ 0.7 มม. รูปที่ 3.36 แสดงการวัดระยะห่างเขี้ยวหัวเทียน วัดระยะห่างช่องว่างหัวเทียนด้วยฟิลเลอร์เกจ ให้ได้ระยะตามค่ากำหนด การจัดจังหวะการจุดระเบิด คือการประกอบจานจ่ายเข้ากับ เครื่องยนต์ให้ถูกต้องตามจังหวะการจุดระเบิดโดยหมุนเครื่องยนต์ให้ สูบที่ 1 อัดสุด หมุนเพลาจานจ่ายให้ลูกเบี้ยวของสูบที่ 1 แตะทองขาว ในจุดที่เริ่มเปิดหรือให้หัวโรเตอร์ชี้ตรงกับเครื่องหมายของสูบที่ 1 ตัว เรือนจ่าย การจัดลำดับการจุดระเบิด ทำได้โดยเริ่มต้นจากฝาจานจ่ายตรงขั้วโร เตอร์ชี้ตรงสูบที่ 1 แล้วไล่ตามทางหมุนของโรเตอร์ตามลำดับการจุด ระเบิดถ้าไม่ทราบทางหมุนของโรเตอร์ให้ดูทิศทางของเครื่องเร่งไฟ แบบสุญญากาศ ทางหมุนของโรเตอร์จะทวนทิศทางการดึงของชุดเร่ง ไฟสุญญากาศ การนับสูบให้นับจากด้านหน้าเครื่อง การตั้งจังหวะการจุดระเบิดล่วงหน้าเฉพาะแบบใช้หน้าทองขาว 1.ตั้งแบบไม่ติดเครื่องยนต์ทำเมื่อประกอบจานจ่ายเข้ากับเครื่องยนต์ ให้เครื่องหมายองศาการจุดระเบิดล่วงหน้าที่พูลเล่ย์ที่ต้องการตรงกับ เครื่องหมายที่ตังเครื่องยนต์แล้วใช้ Test Lamp หรือโวลต์มิเตอร์จี้ที่ สายไฟเข้าจานจ่ายแกราวด์หมุนเรือนจานจ่ายจนกระทั้ง Test Lamp เริ่มติดหรือเข็มเริ่มกระดิก แสดงว่าจุดนั้นหน้าทองขาวเริ่มอ้า ซึ่งเป็น จังหวะจุดระเบิด 2.ตั้งแบบติดเครื่องยนต์ให้ตั้งได้ทั้งแบบธรรมดาและแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ Timing Light ส่องดูเครื่องหมายที่เครื่องยนต์กับที่ พูลเล่ย์ว่าตรงตามองศาจุดระเบิดที่ต้องการหรือไม่ถ้าไม่ตรงตามที่ ต้องการต้องหมุนเรือนจานจ่ายจนกระทั่งได้ตามที่ต้องการ หมายเหตุการตั้งจังหวะการจุดระเบิดล่วงหน้าแบบนี้ต้องถอดสาย สุญญากาศที่เสียบกับจานจ่ายออกก่อน โดยทั่วไปองศาจุดระเบิดประมาณ 5-10 องศา สำหรับน้ำมันเบนซินธรรมดา และ 10-15 องศา สำหรับน้ำมัน คุณภาพสูง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันการน็อกของเครื่องยนต์
2.ระบบจุดระเบิดแบบกึ่งอิเล็กทรอนิกส์ ทำหน้าที่ สร้างประกายไฟแรงสูงสำหรับเผาไหม้ไอดีภายในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน โดยใช้คอยล์ จุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์เข้าช่วย รูปที่ 3.37 แสดงส่วนประกอบระบบจุดระเบิดแบบกึ่งอิเล็กทรอนิกส์ หลักการทำงานของระบบจุดระเบิดแบบกึ่งอิเล็กทรอนิกส์ กระแสไฟฟ้า 12 โวลต์ จากแบตเตอรี่ ไหลผ่านขั้ว B ของสวิตช์จุดระเบิดเมื่อเปิดสวิตช์จุดระเบิดใน ตำแหน่ง ON , START กระแสจะไหลออกที่ขั้ว IG ผ่านฟิวส์มาที่ค่าความต้านทานจากนั้นจะแยกเป็น 2 ทาง คือ ทางที่ 1 เป็นไฟป้อนไหลเข้ากล่องอิกนิเตอร์ จากไฟป้อนจะไหลลงกราวด์ครบวงจร ทางที่ 2 เป็นไฟใช้งานไหลผ่านค่าความ ต้านทานเข้าขั้วบวกของคอยล์จุดระเบิดผ่านขดลวดปฐมภูมิออกที่ขั้วลบของคอยล์จุดระเบิด เข้ากล่องอิกนิเตอร์ เมื่อไฟ ครบวงจรจะกระตุ้นให้ทรานซิสเตอร์ต่อวงจรให้ไฟใช้งานไหลลงกราวด์ครบวงจร ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้นที่ขดลวด ปฐมภูมิของคอยล์จุดระเบิด เมื่อลูกเบี้ยวที่จานจ่ายแตะให้หน้าทองขาวเปิด ไฟป้อนถูกตัดวงจร ไม่มีไฟไปกระตุ้นทรานซิสเตอร์ ทรานซิสเตอร์จะตัดวงจรไฟให้งาน ทำให้สนามแม่เหล็กที่คอยล์จุดระเบิดเกิดการจ่ายผ่านหัวโรเตอร์ไปสายหัวเทียน หัว เทียนของเครื่องยนต์ จากนั้นไฟแรงสูงจะกระโดดข้ามเขี้ยวหัวเทียนลงกราวด์ที่ตัวเครื่องยนต์ ทำให้เกิดประกายไฟแรง สูงจุดระเบิดไอดีที่เครื่องยนต์สูบต่างๆตามลำดับการจุดระเบิด 3.ระบบจุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำหน้าที่ สร้างประกายไฟจุดระเบิดในเครื่องยนต์แก๊สโซลีน โดยใช้คอยล์จุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์ และ จานจ่ายแบบแม่เหล็กเข้าช่วย
รูปที่ 3.38 แสดงส่วนประกอบระบบจุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนประกอบของระบบจุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์ 1. แบตเตอรี่ต้นกำลังจ่ายไฟ แรงเคลื่อน 12 โวลต์ 2. สวิตช์กุญแจ ตัด-ต่อวงจร ประกอบด้วยขั้ว B (AM), ACC, IG และ ST 3. คอนเด็นเซอร์กันคลื่นไฟแรงสูงรบกวนอุปกรณ์อื่น 4. ความต้านทานลดปริมาณไฟเข้าคอยล์ เมื่อเครื่องยนต์ติด ป้องกันคอยล์ร้อน 5. กล่องอิกนิเตอร์(ตัวช่วยจุดระเบิด)ตัดต่อวงจรขดลวดของคอยล์ 6. คอยล์ผลิตไฟแรงสูงด้วยหลักการเหนี่ยวนำ 7. จานจ่ายแม่เหล็ก ผลิตไฟสัญญาณและจ่ายไฟแรงสูง 8. หัวเทียน สร้างประกายไฟแรงสูงสำหรับจุดระเบิด หลักการทำงานของระบบจุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์
รูปที่ 3.39 แสดงวงจรจุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์ กระแสไฟจากแบตเตอรี่ไหลผ่านเข้าขั้ว B ของสวิตช์กุญแจตำแหน่ง ON ขั้ว B ต่อกับขั้ว IG มาที่ตัวต้านทาน โดย ส่วนที่ 1 จะถูกเก็บประจุไว้ที่คอนเดนเซอร์เพื่อกันคลื่นไฟแรงสูงไปรบกวนอุปกรณ์อื่น ส่วนที่ 2 ไหลเข้ากล่องอิกนิ เตอร์เป็นไฟป้อน ส่วนที่ 3 ไหลผ่านความต้านทานเข้าขั้วบวกคอยล์ ผ่านขดลวดปฐมภูมิซึ่งพันรอบแกนเหล็กอ่อนที่ขั้ว ลบคอยล์ไหลเข้ากล่องอิกนิเตอร์เป็นไฟใช้งาน เมื่อโรเตอร์หมุนใกล้แต่ยังไม่ตรงกับปลายแม่เหล็ก จานจ่ายแม่เหล็กจะผลิตไฟสัญญาณไปกระตุ้นอิกนิเตอร์ให้ เปิดวงจรไฟป้อนและไฟใช้งานให้ต่อลงกราวด์ ทำให้ไฟของขดลวดปฐมภูมิครบวงจรเกิดสนามแม่เหล็กขึ้นที่คอยล์ เมื่อโรเตอร์หมุนมาตรงกับปลายแม่เหล็ก แรงเคลื่อนไฟสัญญาณที่จานจ่ายแม่เหล็กจะเป็นศูนย์ไม่มีไฟไปกระตุ้นอิกนิ เตอร์ ทำให้ไฟป้อนและไฟใช้งานถูกตัดวงจร สนามแม่เหล็กที่คอยล์ฝาครอบจานจ่าย จ่ายผ่านหัวโรเตอร์ผ่านสายไฟแรง สูงไปยังหัวเทียน กระโดดข้ามเขี้ยวหัวเทียนเกิดประกายไฟขึ้น ส่านประกอบของวงจร 1.วงจรตรวจจับแรงดันไฟฟ้า ทำหน้าที่ตรวจจับแรงดันไฟฟ้าที่เป็นสัญญาณมาจากขดลวดกำเนิดสัญญาณ เพื่อ ควบคุมการทำงาน 2.วงจรขยายสัญญาณ ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณจากวงจรตรวจจับให้มีความแรงขึ้น เพื่อกระตุ้นการทำงานของ ทรานซิสเตอร์กำลัง 3.วงจรควบคุม ทำหน้าที่ ควบคุมการไหลของกระแสไฟแรงดันต่ำ ในขดลวดแรงต่ำของคอยล์ ประกอบด้วย วงจรย่อย 2วงจร คือ - วงจรควบคุม Dwell เพื่อควบคุมการไหลของไฟแรงดันต่ำ -วงจรควบคุมจังหวะการจุดระเบิด เพื่อปรับจังหวะจุดระเบิดให้ถูกต้อง จานจ่ายไฟ ประกอบด้วย 1.ขดลวดกำเนิดสัญญาณ (Pig up Coil) จะเป็นตัวส่งสัญญาณไฟกระตุ้น จากจานจ่ายไปยังตัวช่วยจุดระเบิด มีลักษณะเป็นขดลวดพันอยู่รอบๆ แกน แม่เหล็ก ใช้แทนทองขาวของระบบจุดระเบิดแบบธรรมดา 2.แม่เหล็ก (Magnet) เป็นตัวเหนี่ยวนำให้เกิดไฟสัญญาณกระตุ้น 3.โรเตอร์สัญญาณ (Signal Roter) เป็นตัวกำหนดสัญญาณที่จะไปทำให้ เกิดไฟแรงสูงตามลำดับการจุดระเบิดตัวโรเตอร์จะกี่ซี่เท่ากับจำนวนสูบของ เครื่องยนต์
หลักการทำงานของเครื่องกำเนิดสัญญาณ เมื่อโรเตอร์เริ่มหมุนจะทำให้เส้นแรงแม่เหล็กเกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากระยะห่างของเขี้ยวกับปลายของแม่เหล็ก เป็นเหตุให้จำนวนเส้น แรงแม่เหล็กที่ไหลผ่านขดลวดกำเนิดสัญญาณเปลี่ยนแปลงด้วย การ เปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้เกิดสภาวะแรงดันไฟฟ้าที่ขดลวดกำเนิดสัญญาณ ต่ำสุดและสูงสุด รูปที่ 1 เมื่อเขี้ยวของโรเตอร์ หมุนมาใกล้แต่ยังไม่ตรงกับปลายของ แม่เหล็ก จะเหนี่ยวนำให้แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ปลายของขดลวดจะสูง ส่งไป กระตุ้นตัวช่วยจุดระเบิดให้ต่อวงจร รูปที่ 2 เมื่อเขี้ยวของโรเตอร์ หมุนมาตรงกับปลายแม่เหล็ก แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ปลายขอลวดจะเท่ากับศูนย์ จุดนี้ทรานซิสเตอร์ของอิกนิ เตอร์จะตัดวงจรทำให้คอยล์จุดระเบิดเกิดการเหนี่ยวนำไฟแรงสูง รูปที่ 3 เมื่อเขี้ยวของโรเตอร์ หมุนเลยปลายแกนแม่เหล็ก แรง เคลื่อนก็จะสูงขึ้นตามเดิม ตัวช่วยจุดระเบิด (Igniter) หรือชุดควบคุมทำหน้าที่ควบคุมเพื่อให้เกิดไฟแรงสูงและจังหวะการจุดระเบิด โดย รับสัญญาณจากชุดส่งสัญญาณจากจานจ่าย ประกอบด้วยวงจรทรานซิสเตอร์อยู่ภายใน รูปที่ 3.40 แสดงตัวช่วยจุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์ การตรวจสอบวงจรระบบจุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์
1.ตัวช่วยจุดระเบิด การตรวจสอบสภาวะไม่ทำงานของทรานซิสเตอร์กำลัง ใช้ โวลต์มิเตอร์ขั้วบวก วัดที่ขั้วลบ ของคอยล์ ขั้วลบกับกราวด์ ให้ถ่านไฟขนาด 1.5 โวลต์ ป้อนเข้าที่สายที่ปลายจากจานจ่าย ให้ด้านบวกของถ่านเข้ากับสายสีขาว อ่านค่าที่โวลต์มิเตอร์ จะได้ประมาณ 12 โวลต์ ถ้าต่ำกว่านี้แสดงว่าทรานซิสเตอร์ ชำรุด การตรวจสอบทรานซิสเตอร์กำลังในสภาวะการทำงานใช้โวลต์มิเตอร์ต่อ เหมือนข้อ 3 แต่กลับขั้วของถ่านไฟฉายที่ป้อนเข้า ค่าที่อ่านได้ประมาณ 1-2 โวลต์ ถ้าอ่านได้ 12 โวลต์แสดงว่าทรานซิสเตอร์ชำรุด ข้อควรระวัง ในการต่อถ่านไฟฉายแต่ละครั้ง ไม่ควรเกิน 5 วินาที 2.จานจ่าย การตรวจสอบการขาดของขดลวดกำเนิดสัญญาณใช้โอห์มมิเตอร์วัดที่ ปลายทั้งสองของสายที่ต่อเข้ากับปลายขดลวด อ่านค่าจะประมาณ 130-190 โอห์ม การตรวจสอบระยะห่างของเขี้ยวโรเตอร์กับขดลวดกำเนิดสัญญาณ ใช้ฟิลเลอร์เกจวัดระยะห่างของเขี้ยวโรเตอร์กับปลายแขนแม่เหล็ก ต้องมี ระยะประมาณ 0.2-0.4 มม. ถ้าไม่ได้ตามนี้ต้องปรับตั้ง 3. การตรวจสอบคอยล์จุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์ ใช้โอห์มมิเตอร์วัดการขาดและค่าความต้านทานของ 1.ขดลวดปฐมภูมิโดยวัดที่ขั้วบวกและขั้วลบของคอยล์ 2.ขดลวดทุติยภูมิ โดยวัดที่ขั้วบวกและขั้วไฟแรงสูงของคอยล์ค่าความ ต้านทานขดปฐมภูมิประมาณ 1.28 โอห์ม และค่าความต้านทานขดทุติยภูมิ ประมาณ 13,500 โอห์ม ระบบจุดระเบิดแบบใช้ในการคายประจุของตัวเก็บประจุ (CDI)
รูปที่ 3.41 แสดงระบบจุดระเบิดแบบใช้ตัวเก็บประจุ ส่วนประกอบ - ส่วนประกอบส่วนใหญ่เหมือนกับระบบจุดระเบิดทรานซิสเตอร์ล้วน - เพิ่มวงจรแปลงกระแสไฟตรงจาก 12 โวลต์ไปเป็น 400 โวลต์ คือ DC-DC Convert เพื่อไปเก็บไว้ในตัวเก็บ ประจุและจ่ายให้ขดลวดไฟแรงต่ำเมื่อต้องการให้เกิดไฟแรงสูง ส่วนประกอบของชุดจานจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ รูปที่ 3.42 แสดงส่วนประกอบของระบบจุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์ จานจ่ายแบบรวมวงจร (คอยล์อยู่ร่วมกับจานจ่าย)
รูปที่ 3.43 แสดงจานจ่ายแบบรวมวงจร 4.สาเหตุ ข้อขัดข้องและการแก้ปัญหาระบบจุดระเบิด ข้อขัดข้อง สาเหตุที่เป็นไปได้ วิธีแก้ปัญหา เครื่องยนต์สตาร์ตไม่ติด/สตาร์ตติด ยาก(เครื่องหมุนเป็นปกติ) จังหวะจุดระเบิดไม่ถูกต้อง ระบบจุดระเบิดขัดข้อง - คอยล์จุดระเบิด - ตัวช่วยจุดระเบิด - หน้าทองขาว - จานจ่าย - สายไฟแรงสูง สายไฟระบบจุดระเบิดหลุดหรือขาด ปรับตั้งจังหวะจุดระเบิด ตรวจสอบคอยล์จุดระเบิด ตรวจสอบตัวช่วยจุดระเบิด ตรวจสอบหน้าทองขาว ตรวจสอบจานจ่าย ตรวจสอบสายไฟแรงสูง ตรวจสอบสายไฟ เครื่องยนต์เดินเบาสั่นหรือดับ หัวเทียนชำรุด สายไฟระบบจุดระเบิดชำรุด จังหวะจุดระเบิดไม่ถูกต้อง ตรวจสอบหัวเทียน ตรวจสอบสายไฟ ปรับตั้งจังหวะจุดระเบิด
ระบบจุดระเบิดขัดข้อง - คอยล์จุดระเบิด - ตัวช่วยจุดระเบิด - หน้าทองขาว - จานจ่าย - สายไฟแรงสูง ตรวจสอบคอยล์จุดระเบิด ตรวจสอบตัวช่วยจุดระเบิด ตรวจสอบหน้าทองขาว ตรวจสอบจานจ่าย ตรวจสอบสายไฟแรงสูง เครื่องยนต์สะดุด/การเร่งไม่ดี หัวเทียนชำรุด สายไฟจุดระเบิดชำรุด จังหวะจุดระเบิดไม่ถูกต้อง ตรวจสอบหัวเทียน ตรวจสอบสายไฟ ปรับตั้งจังหวะจุดระเบิด เครื่องยนต์ดับยาก(ปิดสวิตช์กุญแจ แล้วเครื่องยนต์ยังทำงานอยู่) จังหวะจุดระเบิดไม่ถูกต้อง ปรับตั้งจังหวะจุดระเบิด มีการระเบิดที่ท่อไอเสียตลอดเวลา จังหวะจุดระเบิดไม่ถูกต้อง ปรับตั้งจังหวะจุดระเบิด มีการระเบิดย้อนออกทางท่อไอดี จังหวะจุดระเบิดไม่ถูกต้อง ปรับตั้งจังหวะจุดระเบิด สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้องเพลิง หัวเทียนบกพร่อง จังหวะจุดระเบิดไม่ถูกต้อง ตรวจสอบหัวเทียน ปรับตั้งจังหวะจุดระเบิด เครื่องยนต์ร้อนจัด จังหวะจุดระเบิดไม่ถูกต้อง ปรับตั้งจังหวะจุดระเบิด 5.หน้าที่ หลักการทำงานและอุปกรณ์หัวเผา เครื่องยนต์ดีเซลเป็นเครื่องยนต์ที่ต้องใช้กำลังอัดและอุณหภูมิสำหรับจุดระเบิดสูง ปัญหาที่เกิดขึ้นในเครื่องยนต์ ดีเซล คือ อุณหภูมิช่วงสตาร์ทไม่สูงพอ ทำให้เครื่องยนต์ติดยาก จึงจำเป็นต้องให้ระบบหัวเผาเพื่อช่วยเพิ่มอุณหภูมิให้ เครื่องยนต์ในช่วงสตาร์ท ทำให้เครื่องยนต์สามารถติดได้ง่าย ในเวลาการเผา และค่าความต้านทานเป็นตัวหน่วงเวลาใน การเผา ซึ่งหัวเผาก็มีอยู่หลายแบบด้วยกัน ระบบหัวเผา ทำหน้าที่อุ่นอากาศในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซล ในช่วงก่อนการสตาร์ท เพื่อช่วยให้ เครื่องยนต์ติดง่าย โดยควบคุมเวลาในการเผาให้เหมาะสมกับสภาวะอุณหภูมิของเครื่องยนต์ขณะนั้น ระบบหัวเผาที่มีใช้ กันอยู่ในเครื่องยนต์ดีเซล พอจำแนกได้ดังนี้ - หัวเผาแบบไทเมอร์รีเลย์แยก - หัวเผาแบบไทเมอร์รีเลย์รวม - หัวเผาแบบ คิว.โอ.เอส (QUICK ON START ) ระบบหัวเผาแบบไทเมอร์รีเลย์แยก เป็นระบบหัวเผาที่ใช้ไทเมอร์ควบคุมเวลาแยกต่างหากกับรีเลย์
รูปที่ 3.44 แสดงวงจรหัวเผาแบบไทเมอร์รีเลย์แยก หลักการทำงาน กระแสไฟจากขั้วบวกของแบตเตอรี่ไหลเข้าขั้วบวกของรีเลย์หัวเผา อีกส่วนหนึ่งจะแยกมาขั้ว B (AM) ของสวิตช์ กุญแจในตำแหน่ง ON ขั้ว B ต่อกับขั้ว IG กระแสไฟจากขั้ว IG ผ่านเข้าไทเมอร์หัวเผาออกไปยังปุ่มวัดความร้อนไหล ย้อนกลับมาที่ไมเมอร์ ออกที่สวิตช์แรงดันน้ำมันเครื่องครบวงจรที่กราวด์ วงจรไทเมอร์ทำงาน ต่อให้กระแสไฟจ่ายยัง หลอดสัญญาณหัวเผาและขดลวดรีเลย์หัวเผาครบวงจรที่กราวด์รีเลย์ทำงานดึงเมนสวิตช์รีเลย์ให้ต่อกัน กระแสไฟจาก ขั้วบวกไหลผ่านขั้วลบไปยังหัวเผาผ่านไส้หัวเผาครบวงจรที่กราวด์ หัวเผาจะร้อนพร้อมกับหลอดไฟสัญญาณสว่าง ไท เมอร์จะควบคุมเวลาเผาโดยยึดค่าความต้านทานของปุ่มวัดความร้อนเป็นตัวกำหนดเวลา (ถ้าความต้านทานมากเวลาเผา จะมากตาม) เมื่อถึงเวลาไทเมอร์จะตัดวงจรหัวเผาไฟสัญญาณจะดับ ก็สามารถสตาร์ทไห้เครื่องยนต์ติดได้ เมื่อ เครื่องยนต์ติดแล้วแรงดันน้ำมันเครื่องจะดันให้สวิตช์แรงดันน้ำมันเครื่องตัดวงจรไทเมอร์ ทำให้หัวเผาหยุดทำงาน ระบบหัวเผาแบบไทเมอร์รีเลย์รวม เป็นระบบหัวเผาที่มีตัวควบคุมและรีเลย์รวมอยู่ในชุดเดียวกัน ทำให้สะดวกต่อการต่อวงจรหัวเผา รูปที่ 3.45 แสดงระบบหัวเผาแบบไทเมอร์รีเลย์รวม หลักการทำงาน กระแสไฟจากขั้วบวกของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นไฟใช้งานจะไหลเข้าไปรออยู่ที่ไทเมอร์รีเลย์ ส่วนไฟป้อนจะไหลเข้า จากขั้วแบตเตอรี่เข้าสวิตช์กุญแจขั้ว B เมื่อเปิดสวิตช์กุญแจตำแหน่ง “ON” กระแสไฟจะไหลออกขั้ว IG เข้าไปยังไท เมอร์รีเลย์ ผ่านออกมาที่สวิตช์ความดันครบวงจรที่กราวด์ ทำให้วงจรไทเมอร์รีเลย์ทำงาน จ่ายไฟไปที่หลอดไฟสัญญาณ หัวเผาทำให้ไฟสว่าง และไฟใช้งานจากไทเมอร์รีเลย์ จะถูกต่อวงจรไหลไปยังหัวเผาทั้ง 4 หัว ผ่านไส้หัวเผาลงกราวด์ ทำ
ให้หัวเผาร้อน จนถึงเวลากำหนดไทเมอร์รีเลย์จะตัดวงจรหัวเผาและหลอดไฟสัญญาณจะดับ สามารถสตาร์ทให้ เครื่องยนต์ติดได้ เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้ว แรงดันน้ำมันเครื่องจะดันให้สวิตช์ความดันน้ำมันเครื่องตัดวงจรไทเมอร์ ทำให้ หัวเผาหยุดการทำงาน ระบบ คิว.โอ.เอส (Q.O.S) ระบบนี้เป็นระบบสตาร์ทเร็วเนื่องจากหัวเผาให้ความร้อนเร็วจึงไม่ต้องเสียเวลาเผาหัวนาน รูปที่ 3.46 แสดงวงจรไฟฟ้าของระบบ คิว.โอ.เอส (อีซูซุ) รูปที่ 3.47 แสดงวงจรไฟฟ้าของระบบ คิว.โอ.เอส (โตโยต้า) ส่วนประกอบของระบบหัวเผา 1. แบตเตอรี่ ต้นกำลัง ทำหน้าที่ จ่ายไฟแก่วงจรหัวเผาด้วยไฟฟ้ากระแสตรงขนาดแรงเคลื่อน 12 โวลต์ หรือ 24 โวลต์ 2. สวิตช์กุญแจ ทำหน้าที่ ตัด-ต่อวงจรควบคุมหัวเผาให้ทำงานตามที่ต้องการ
รูปที่ 3.48 แสดงตำแหน่งสวิตช์กุญแจ ประกอบด้วย 1.ขั้ว B (AM) ต่อกระแสไฟใช้งานจากขั้วบวกแบตเตอรี่ 2.ขั้ว ACC ต่อกระแสไฟไปใช้งานยังอุปกรณ์อำนวยความสะดวก 3.ขั้ว IG ต่อกระแสไฟไปไทเมอร์ควบคุมเวลา 4.ขั้ว ST ต่อกระแสไฟโดยตรงผ่านไทเมอร์ไปควบคุมการทำงานของหัวเผาในช่วงสตาร์ท ตำแหน่ง 1.OFF ทำหน้าที่ ตัดวงจรการทำงานของระบบ 2. ACC ทำหน้าที่ ต่อกระแสไฟจากชั้ว B (AM) ผ่านขั้ว ACC ไปยังอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ 3. ON ทำหน้าที่ ต่อกระแสไฟจากขั้ว B (AM ) ผ่านขั้ว IG ไปยังตัวควบคุมเวลา 4. START ทำหน้าที่ ต่อกระแสไฟจากขั้ว B(AM) ผ่านขั้ว ST ต่อโดยตรงเข้าตัวควบคุมเวลาในช่วง สตาร์ท โดยไม่ต้องควบคุมเวลา 3. ตัวควบคุมเวลา (Timer) ทำหน้าที่ ควบคุมเวลาในการเผาให้เหมาะสมกับสภาวะอุณหภูมิของเครื่องยนต์ เช่น ในสภาวะเครื่องยนต์เย็น จะให้เวลาเผานาน แต่ถ้าเครื่องยนต์ยังร้อนอยู่จะให้เวลาเผาน้อยลง ตัวควบคุมที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 2 แบบ คือ 3.1 แบบแยก 3.2 แบบรวม 3.1 แบบแยก ประกอบด้วยวงหน่วงเวลาซึ่งควบคุมสวิตช์ความร้อนและตัดวงจรควบคุมเวลาด้วยสวิตช์แรงดัน น้ำมันเครื่องหรือขั้ว L ของเร็กกูเลเตอร์ โดยจะตัดวงจรต่างๆไทเมอร์ให้หยุดทำงานเมื่อเครื่องยนต์ติดแล้ว ส่วนขั้ว สำหรับต่อสายไฟเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ บริษัทผู้ผลิตเป็นผู้กำหนด
ตำแหน่งของขาต่อหัวเสียบสายไฟ(ของอีซูซุ) 1.สวิตช์สตาร์ท (ตำแหน่ง ON ) 2.เซนซิ่ง รีซิสเตอร์ 3.สวิตช์ความร้อน(เทอร์โมสวิตช์) 4.สวิตช์สตาร์ท (ตำแหน่ง ST) 5.เซนซิ่ง รีซิสเตอร์ 6.รีเลย์ของหัวเผา 7.สายดิน 8.ไฟเตือนหัวเผา ตำแหน่งของขาต่อหัวเสียบสายไฟ (แบบทั่วไป) 1. หลอดไฟหัวเผาและขั้วบวกขดลวดรีเลย์ 2.ขั้ว ST สวิตช์กุญแจ 3.ขั้ว IG สวิตช์กุญแจ 4. สวิตช์ความร้อน 5. สวิตช์แรงดัน 6. สวิตช์ความร้อน ตำแหน่งของขาต่อหัวเสียบสายไฟโตโยต้า 1. ขั้ว ST สวิตช์กุญแจ 2. ขั้ว L เร็กกูเลเตอร์ 3. ขั้ว IG สวิตช์กุญแจ 4. สวิตช์ความร้อน 5. สวิตช์ความร้อน 6. สวิตช์ความร้อน 7. กราวด์ 3.2 แบบรวม ประกอบด้วย ชุดควบคุมเวลาและรีเลย์รวมอยู่ในก่องเดียวกัน ประกอบด้วย 1. ชุดสายไฟขนาดใหญ่ 2 เส้น สำหรับต่อจากชั้วบวกแบตเตอรี่และต่อไปขั้วบวกหัวเผา 2.ชุดสายไฟขนาดเล็ก 3 เส้น ต่อจากชั้ว IG สวิตช์กุญแจ 1 เส้น ต่อไปไฟเตือนหัวเผา 1 เส้น และ ต่อไปสวิตช์แรงดันเพื่อตัดต่อการทำงานของชุดควบคุมเวลาอีก 1 เส้น
รูปที่ 3.49 แสดงไทเมอร์รีเลย์ รีเลย์หัวเผา ทำหน้าที่ตัด-ต่อกระแสไฟจากแบตเตอรี่ไปยังหัวเผา เนื่องจากหัวเผาให้กระแสไฟมาก จึง จำเป็นต้องใช้รีเลย์ตัด-ต่อการไหลของกระแสไฟแทนสวิตช์ ภายในรีเลย์ประกอบด้วย 1.ชุดหน้าทองขาวสำหรับปิด-เปิด เพื่อตัดต่อกระแสไฟ 1 ชุดและขั้วต่อสายไฟสองขั้ว 2.ชุดขดลวดสนามแม่เหล็กเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กดูดหน้าทองชาวให้ตัด-ต่อวงจรโดย ปลายของขดลวดต่อกับขั้ว 2 ขั้ว สายไฟขนาดเล็ก หลักการทำงานของรีเลย์ เมื่อมีกระแสไฟไหลผ่านขดลวดรีเลย์จะเกิดการเหนี่ยวนำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กที่แกนเหล็กอ่อนดูดให้หน้า ทองขาวแตะกัน ทำให้กระแสไฟสามารถไหลผ่านจากแบตเตอรี่ไปยังหัวเผาได้ 5.หัวเผา ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อนเพื่อใช้ในการเพิ่มอุณหภูมิให้กับห้องเผาไหม้ ช่วยให้เครื่องยนต์ดีเซลสามารถสตาร์ทติดได้ง่าย รูปที่ 3.50 แสดงหัวเผา ภายในหัวเผา ประกอบด้วยขดลวดความต้านทานเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านจะเกิดความร้อนแผ่ มายังตัวหัวเผา ซึ่งติดตั้งอยู่ภายในห้องเผาไหม้ ทำให้อุณหภูมิห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซลสูงขึ้นจนสามารถ สตาร์ทเครื่องยนต์ติดได้ โดยทั่วไปหัวเผาจะมีจำนวนเท่ากับจำนวนสูบของเครื่องยนต์และแต่ละหัวจะต่อขนานกัน โดยขั้วลบของหัวเผาจะต่อลงกราวด์กับโครงของเครื่องยนต์ 6. สวิตช์อุณหภูมิหรือตัวถ่ายความร้อน ทำหน้าที่หน่วงเวลาเผาตามสภาวะอุณหภูมิของเครื่องยนต์ รูปที่ 3.51 แสดงสวิตช์อุณหภูมิ ภายในสวิตช์อุณหภูมิ ประกอบด้วยความต้านทานซึ่งสามารถปรับค่าได้ตามอุณหภูมิของเครื่องยนต์ที่ เปลี่ยนแปลง ถ้าอุณหภูมิต่ำ ความต้านทานจะมาก จะหน่วงเวลาในการเผาให้มากตาม ในทางตรงกันข้าม ถ้า
อุณหภูมิสูงค่าความต้านทานจะน้อยลงทำให้เวลาในการเผาลดลงโดยอุณหภูมิควบคุมได้จากอุณหภูมิของน้ำหล่อ เย็น 7. สวิตช์แรงดันน้ำมันเครื่องหรือขั้ว L เร็กกูเรเตอร์ ทำหน้าที่ ตัดวงจรหัวเผาเมื่อเครื่องยนต์ติดแล้ว รูปที่ 3.52 แสดงการตรวจวัดสวิตช์แรงดันน้ำมันเครื่อง สวิตช์แรงดันน้ำมันเครื่อง จะถูกแรงดันน้ำมันเครื่อง ซึ่งปั๊มขึ้นมาหล่อลื่นภายในเครื่องยนต์ดันสวิตช์ให้ตัดวงจร ขั้ว L เร็กกูเรเตอร์ จะถูกตัดวงจร โดยแยกจากขั้ว E (กราวด์) เมื่อมีกระแสไฟชาร์จเข้าแบตเตอรี่ 8. หลอดไฟเตือนหัวเผา ทำหน้าที่ แสดงสัญญาณการทำงานของหัวเผา เป็นหลอดไฟขนาดเล็ก เมื่อหัวเผา ทำงาน ไฟจะสว่าง หรือให้แสงสว่างเป็นสีเขียว ถ้าหัวเผาหยุดทำงาน ไฟสัญญาณจะดับหรือเปลี่ยนเป็นสีแดง 9. ค่าความต้านทาน ทำหน้าที่ หน่วงเวลาในการเผา โดยใช้แทนสวิตช์อุณหภูมิในกรณีที่วงจรนั้นไม่ใช้สวิตช์ อุณหภูมิ วิธีตรวจการทำงานของระบบ Q.O.S. ปลดสายไฟของสวิตช์ความร้อน ทางด้านฝาครอบวาล์วน้ำ การตรวจ 1.ทำการแก้ไข หรือเปลี่ยนชั้นส่วนใหม่ เมื่อพบว่าชำรุดหรือมีสภาพผิดปรกติ 2.หลังจากเปิดสวิตช์กุญแจนาน 5-9 วินาที ถ้าได้ยินเสียงดังคลิ๊กจากรีเลย์ของหัวเผาตัวที่ 1 แสดงว่าระบบ Q.O.S. ทำงานปกติ 3. ใช้โวลต์มิเตอร์วัดแรงเคลื่อนที่ขั้วหัวเผาหลังจากเปิดสวิตช์สตาร์ทแล้ว ภายในเวลาตั้งแต่ 5-9 วินาที แรง เคลื่อนมาตรฐาน 8.0-9.0 โวลต์ รีเลย์ของหัวเผา (Glow Plugs Relays) ทดสอบการต่อทางไฟโดยการใช้โวลต์มิเตอร์หรือเทสต์แลมพ์จี้ที่ขา C และ D พร้อมทั้งต่อสายจากแบตเตอรี่เข้าที่ขา A และ B ถ้าไม่มีการต่อทางไฟต้องเปลี่ยนรีเลย์ของหัวเผาใหม่ ครอปปิ้งรีซิสเตอร์ ( Dropping Resister ) ทดสอบการต่อทางไฟ โดยการใช้โอห์มมิเตอร์จี้ที่ปลายสาย A และ B ถ้าไม่มีการต่อทางไฟต้องเปลี่ยนครอบปิ้งรีซิสเตอร์ใหม่ รูปที่ 3.53 แสดงดรอปปิ้งรีซิสเตอร์ สวิตช์ความร้อน จุ่มปลายของสวิตช์ความร้อนไว้ในน้ำ อุ่นน้ำให้ร้อนขึ้นทีละน้อย และทดสอบการต่อทางไฟ
โดยการใช้โอห์มมิเตอร์จี้ที่แกนกลางและตัวเรือน (เสื้อ) ก. รุ่นที่มีฉนวนสีแดง สวิตช์ “เปิด” 57-63°C หรือสูงกว่า สวิตช์ “ปิด” (สำหรับอ้างอิง) 53°C หรือต่ำกว่า ข.รุ่นที่มีฉนวนสีขาว สวิตช์ “เปิด” 47-53°C หรือสูงกว่า สวิตช์ “ปิด” 43-50°C หรือต่ำกว่า รูปที่ 3.54 แสดงการตรวจสอบสวิตช์อุณหภูมิด้วยการต้ม 6.สาเหตุ ข้อขัดข้องและการแก้ปัญหาหัวเผาแบบ ข้อขัดข้อง สาเหตุที่เป็นไปได้ วิธีแก้ปัญหา หัวเผาไม่ร้อนทั้ง 4 หัว สวิตช์ความร้อนขาด ตัวควบคุมเวลาไม่ทำงาน รีเลย์ไม่ต่อวงจร สวิตช์แรงดันตัดวงจร ขั้วต่อ สายไฟ และการลงกราวด์ ตรวจสอบหรือเปลี่ยนใหม่ ตรวจสอบหรือเปลี่ยนใหม่ ตรวจสอบหรือเปลี่ยนใหม่ ตรวจสอบหรือเปลี่ยนใหม่ ทำความสะอาด ปรับหรือแก้ไข หัวเผาไม่ตัดเมื่อไม่ติดเครื่องยนต์ ตัวควบคุมเวลาไม่ทำงาน รีเลย์ค้าง ตรวจสอบหรือเปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนใหม่ หัวเผาไม่ตัดเมื่อเครื่องยนต์ติด ตัวควบคุมเวลาไม่ทำงาน รีเลย์ค้าง สวิตช์แรงดันไม่ตัดวงจร ตรวจสอบหรือเปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนใหม่ ตรวจสอบหรือเปลี่ยนใหม่ หัวเผาไม่ร้อน 1 หัว ไส้หัวเผาขาด ขั้วต่อ สายไฟชำรุด เปลี่ยนใหม่ ตรวจ ปรับ หรือเปลี่ยนใหม่
คำถาม แบบประเมินผลการเรียนรู้ท้ายหน่วยที่ 3 จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว 1. ในระบบจุดระเบิดแบตเตอรี่มีหน้าที่ใด ก. จ่ายไฟแรงสูงให้แก่หัวเทียน ข. จ่ายไฟแรงต่ำให้แก่หัวเทียน ค. จ่ายไฟแรงต่ำเพื่อเหนี่ยวนำไฟแรงสูง ง. จ่ายไฟแรงสูงเพื่อเหนี่ยวนำไฟแรงต่ำ 2. อุปกรณ์ใดทำหน้าที่เหนี่ยวนำไฟแรงต่ำเพื่อผลิตไฟแรงสูงในระบบจุดระเบิดแบบธรรมดา ก. หน้าทองขาว ข. หัวเทียน ค. แบตเตอรี่ ง. ขดลวดทุติยภูมิ 3. ขดลวดไฟแรงสูงคือข้อใด ก. ขดลวดปฐมภูมิ ข. ขดลวดทุติยภูมิ ค. ขดลวดความต้านทาน ง. ขดลวดสนามแม่เหล็ก 4. ขดลวดไฟแรงต่ำคือข้อใด ก. ขดลวดปฐมภูมิ ข. ขดลวดทุติยภูมิ ค. ขดลวดความต้านทาน ง. ขดลวดสนามแม่เหล็ก 5. คอนเดนเซอร์เก็บประจุไฟไว้ด้วยหลักการใด ก. หลักการเหนี่ยวนำ ข. หลักการกระตุ้น ค. หลักการแปลงกระแส ง. หลักการไฟฟ้าสถิต 6. ในตำแหน่งจุดระเบิด ขั้วสวิตช์จุดระเบิดที่ไม่ถูกใช้งานคือข้อใด ก. ขั้ว B(AM) ข. ขั้ว ACC ค. ขั้ว IG ง. ขั้ว ST 7. การลดกระแสไฟเข้าคอยล์จุดระเบิดเมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วทำได้ด้วยวิธีใด ก. ลดไฟแบตเตอรี่ ข. ลดไฟที่สวิตช์จุดระเบิด ค. ใส่ค่าความต้านทาน ง. ใส่ค่าไดโอด 8. การจ่ายไฟเข้าคอยล์โดยตรงในตำแหน่งสตาร์ตทำเพื่ออะไร ก. เพื่อลดไฟเข้าคอยล์ ข. เพื่อช่วยให้เครื่องยนต์ติดง่าย ค. เพื่อเพิ่มไฟเข้าคอนเดนเซอร์ ง. เพื่อเพิ่มไฟให้แบตเตอรี่ 9. หัวเทียนที่มีการระบายความร้อนได้ดีคือข้อใด ก. BP3 ES ข. BP5 ES ค. BP7 ES ง. BP9 ES 10. เครื่องยนต์หมุน 2000 รอบต่อนาทีหน้าทองขาวจะเปิดกี่ครั้งต่อนาที ก. 4000 ครั้ง ข. 3000 ครั้ง ค. 2000 ครั้ง ง. 1000 ครั้ง
11. อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เร่งจังหวะจุดระเบิดช่วงเครื่องยนต์รอบต่ำถึงปานกลางคือข้อใด ก. เพลาลูกเบี้ยว ข. ชุดเร่งไฟสุญญากาศ ค. ชุดเร่งไฟกลไก ง. ฝาครอบจานจ่าย 12. อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เร่งจังหวะจุดระเบิดช่วงเครื่องยนต์รอบสูงคือข้อใด ก. เพลาลูกเบี้ยว ข. ชุดเร่งไฟสุญญากาศ ค. ชุดเร่งไฟกลไก ง. ฝาครอบจานจ่าย 13. วิธีการทำให้การเผาไหม้กระทำได้สมบูรณ์ที่สุดคือข้อใด ก. เพิ่มระยะห่างหน้าทองขาว ข. เพิ่มความจุของคอนเดนเซอร์ ค. เพิ่มเวลาในการจุดระเบิด ง. เพิ่มจำนวนหัวเทียน 14. ข้อบกพร่องของระบบจุดระเบิดแบบธรรมดาคือข้อใด ก. ต้องทำความสะอาดหัวเทียนบ่อยๆ ข. ต้องทำความสะอาดโรเตอร์บ่อยๆ ค. ต้องทำความสะอาดครอบจานจ่ายบ่อยๆ ง. ต้องทำความสะอาดหน้าทองขาวบ่อยๆ 15. การปรับไฟอ่อน-ไฟแก่ในเครื่องยนต์ทั่วไปนิยมปรับที่ใด ก. ที่หน้าทองขาว ข. ที่จานจ่าย ค. ที่หัวเทียน ง. ที่ชุดเร่งไฟกลไก 16. ในตำแหน่งสตาร์ต ขั้วใดของสวิตช์จุดระเบิดจะต่อวงจร ก. B, IG, ACC ข. AM, IG, ST ค. B, ST, ACC ง. AM, ST, ACC, IG 17. คอยล์จุดระเบิดใช้หลักการคล้ายกับอุปกรณ์ใด ก. หม้อแปลงไฟฟ้า ข. มอเตอร์สตาร์ต ค. ไดนาโม ง. เยนเนอเรเตอร์ 18. ข้อใดคือหน้าที่ของจานจ่าย ก. ผลิตไฟแรงสูง ข. สร้างประกายไฟแรงสูง ค. ผลิตไฟแรงต่ำ ง. จ่ายไฟแรงสูง 19. หน้าทองขาวในระบบจุดระเบิดของรถยนต์ทั่วไปควรมีระยะห่างเท่าใด ก. 1-2 มม. ข. 4-5 มม. ค. 0.1-0.2 มม. ง. 0.4-0.5 มม. 20. คอนเดนเซอร์เสียจะส่งผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์อย่างไร ก. เครื่องเดินเรียบ ข. มีรอยอาร์กที่หน้าทองขาว ค. เขี้ยวหัวเทียนละลาย ง. เครื่องยนต์เร่งแล้วดับ 21. ระบบจุดระเบิดรถยนต์แบบใดเหมาะสำหรับเครื่องยนต์รอบสูง ก. แบบหน้าทองขาว ข. แบบกึ่งอิเล็กทรอนิกส์ ค. แบบแมกนีโต ง. แบบอิเล็กทรอนิกส์
22. สายที่ต่อมายังจานจ่ายในระบบจุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์มีหน้าที่อย่างไร ก. รับสัญญาณแม่เหล็ก ข. รับสัญญาณไฟฟ้า ค. ต่อลงกราวด์ที่หน้าทองขาว ง. ปิด-เปิดวงจรเพื่อให้เกิดการเหนี่ยวนำ 23. หัวเทียน NGK BP3 ES คือหัวเทียนประเภทใด ก. หัวเทียนเย็น ข. หัวเทียนปานกลาง ค. หัวเทียนร้อน ง. หัวเทียนสองเขี้ยว 24. การเร่งจังหวะในการจุดระเบิดทำได้โดยวิธีใด ก. เพิ่มความจุของคอนเดนเซอร์ ข. ตั้งไฟให้แก่ขึ้น ค. ตั้งไฟให้อ่อนลง ง. ตั้งไฟให้พอดี 25. ชุดกลไกลูกตุ้มในจานจ่ายมีหน้าที่อะไร ก. เพิ่มไฟให้แก่คอยล์ ข. เพิ่มเวลาในการจุดระเบิด ค. ทำให้เกิดการจุดระเบิดล่วงหน้าเมื่อเบาเครื่อง ง. เร่งจังหวะในการจุดระเบิดล่วงหน้าเมื่อเร่งเครื่อง 26. ค่าความต้านทานในคอยล์จุดระเบิดมีไว้เพื่ออะไร ก. เพิ่มแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำ ข. ลดกระแสเข้าคอยล์เมื่อเครื่องยนต์ติด ค. ลดกระแสเข้าคอยล์เมื่อสตาร์ต ง. ลดแรงเคลื่อนเมื่อสตาร์ต 27. เมื่อไฟป้อนจากกล่องอิกนิเตอร์(Igniter) ถูกตัดวงจร จะส่งผลต่อคอยล์จุดระเบิดอย่างไร ก. เกิดสนามแม่เหล็กที่คอยล์ ข. เกิดการเหนี่ยวนำไฟแรงสูงที่คอยล์ ค. กระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดปฐมภูมิ ง. ทรานซิสเตอร์ต่อวงจรไฟใช้งาน 28. ระบบจุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์ใช้วิธีเหนี่ยวนำไฟแรงสูงอย่างไร ก. หน้าทองขาวปิด-เปิด ข. คอนเดนเซอร์กระตุ้น ค. เร็กกูเลเตอร์กระตุ้น ง. แม่เหล็กกระตุ้น 29. ขดลวดซึ่งทำหน้าที่ผลิตไฟส่งไปกระตุ้นกล่องทรานซิสเตอร์คือข้อใด ก. ขดลวดปฐมภูมิ ข. ขดลวดทุติยภูมิ ค. ขดลวดสเตเตอร์ ง. ขดลวดกำเนิดสัญญาณ 30. ในตำแหน่งที่เขี้ยวของโรเตอร์หมุนมาตรงกับปลายแม่เหล็กของขดลวดกำเนิดสัญญาณ แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขดลวด กำเนิดสัญญาณจะมีค่าเท่าใด ก. มีค่าเป็นศูนย์ ข. มีค่าหนึ่งในสี่เท่า ค. มีค่าหนึ่งในสองเท่า ง. มีค่าสูงสุด 1 เท่า 31. ในตำแหน่งจุดระเบิด แรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ขดลวดกำเนิดสัญญาณจะมีค่าเท่าใด ก. มีค่าเป็นศูนย์ ข. มีค่าหนึ่งในสี่เท่า ค. มีค่าหนึ่งในสองเท่า ง. มีค่าสูงสุด 1 เท่า
32. กล่องทรานซิสเตอร์ของระบบจุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์จะทำงานเปิดวงจรขดลวดปฐมภูมิของคอยล์ให้ต่อลง กราวด์เมื่อใด ก. แรงเคลื่อนไฟกระตุ้นเป็นศูนย์ ข. แรงเคลื่อนไฟกระตุ้นสูงสุด ค. ตำแหน่งเขี้ยวจานจ่ายตรงกัน ง. ตำแหน่งใดก็ได้ 33. ระยะห่างของเขี้ยวโรเตอร์กับเขี้ยวขดลวดกำเนิดสัญญาณเท่ากับเท่าใด ก. 0.2-0.4 มม. ข. 0.4-0.6 มม. ค. 0.1-0.2 มม. ง. 0.6-0.8 มม. 34. อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างระบบจุดระเบิดแบบกึ่งอิเล็กทรอนิกส์กับระบบจุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์ ก. หัวเทียน ข. คอยล์จุดระเบิด ค. จานจ่าย ง. คอนเดนเซอร์ 35. การทดสอบสภาวะการทำงานของทรานซิสเตอร์ควรทำครั้งละไม่เกินกี่วินาที ก. 20 วินาที ข. 15 วินาที ค. 10 วินาที ง. 5 วินาที 36. ตัวช่วยจุดระเบิดในระบบจุดระเบิดแบบอิเล็กทรอนิกส์มีหน้าที่อย่างไร ก. ตัด-ต่อวงจรขดลวดทุติยภูมิ ข. ตัด-ต่อวงจรขดลวดปฐมภูมิ ค. จ่ายไฟเข้าขดลวดทุติยภูมิ ง. จ่ายไฟเข้าขดลวดปฐมภูมิ 37. ไฟสัญญาณกระตุ้นตัวช่วยจุดระเบิดได้จากอุปกรณ์ใด ก. หัวเทียน ข. คอยล์จุดระเบิด ค. แบตเตอรี่ ง. จานจ่ายแม่เหล็ก 38. สวิตช์กุญแจขั้ว ACC ต่อกับอุปกรณ์ใด ก. ระบบจุดระเบิด ข. ระบบวิทยุ ค. ระบบไฟเลี้ยว ง. ระบบสตาร์ต 39. เมื่อบิดสวิตช์กุญแจสตาร์ตเครื่องยนต์ขั้วใดไม่ต่อวงจร ก. ขั้ว B(AM) ข. ขั้ว IG2 ค. ขั้ว ACC ง. ขั้ว ST2 40. สวิตช์กุญแจตำแหน่ง “ON” มีขั้วใดต่อวงจร ก. AM, ACC, IG ข. B, IG, ST ค. AM, ACC, ST ง. B, ST, ST2 41. หน้าที่รีเลย์หัวเผาคือข้อใด ก. เป็นเมนสวิตช์หัวเผา ข. ช่วยลดไฟเข้าวงจรหัวเผา ค. ช่วยเพิ่มแรงเคลื่อนไฟเข้าวงจรหัวเผา ง. ช่วยยืดอายุการใช้งานหัวเผา 42. ความต้านทานหรือตัวถ่ายความร้อนมีผลต่อการควบคุมเวลาอย่างไร ก. ค.ต.ท.มาก เวลาเผาน้อย ข. ค.ต.ท.มาก เวลาในการเผามาก ค. ช่วยยืดเวลาควบคุมการเผา ง. ช่วยลดเวลาควบคุม
43. สวิตช์แรงดันน้ำมันเครื่องเมื่อต่อเข้ากับวงจรหัวเผาทำหน้าที่อย่างไร ก. ควบคุมเวลาเผา ข. ลดไฟเข้าวงจรหัวเผา ค. เพิ่มไฟเข้าวงจรหัวเผา ง. ตัดวงจรหัวเผาเมื่อเครื่องยนต์ติด 44. อุปกรณ์ควบคุมเวลาของวงจรหัวเผา ได้แก่ ก. รีซิสเตอร์ ข. ไทเมอร์ ค. คาปาซิเตอร์ ง. คอนเดนเซอร์ 45. การลดขนาดหัวเผาให้มีแรงเคลื่อนต่ำลงจะมีผลอย่างไร ก. เวลาเร็วขึ้น ข. เวลาช้าลง ค. เวลาเผาเท่าเดิม ง. ยังพิสูจน์ไม่ได้ 46. เมื่อหัวเผาร้อนถึงกำหนดหลอดสัญญาณหัวเผาจะทำงานอย่างไร ก. หรี่ลง ข. ดับ ค. สว่างมากขึ้น ง. สว่างเท่าเดิม 47. เมื่อเครื่องยนต์ร้อน เปิดสวิตช์หัวเผาจะต่างกับเครื่องยนต์เย็นอย่างไร ก. หัวเผาจะตัดเร็วขึ้น ข. หัวเผาจะทำงานเร็วขึ้น ค. หัวเผาจะตัดช้าลง ง. หัวเผาจะทำงานช้าลง 48. ในตำแหน่งสตาร์ตวงจรหัวเผาจะทำงานอย่างไร ก. ทำงานผ่านขั้ว IG ข. ทำงานโดยตรงผ่าน ST ค. ทำงานโดยตรงจาก B ง. ทำงานโดยตรงจาก ACC 49. ทำไมเครื่องยนต์ดีเซลจึงจำเป็นต้องเผาหัว ก. ความร้อนจุดระเบิดไม่พอ ข. น้ำมันระเหยเร็ว ค. น้ำมันระเหยช้า ง. ความร้อนในช่วงสตาร์ตไม่พอ 40. ลำดับการทำงานของวงจรหัวเผาที่ถูกต้องคือข้อใด ก. ต่อวงจร-ควบคุมเวลา-เผา-ตัด-สตาร์ต ข. ต่อวงจร-เผา-ควบคุม-ตัด-สตาร์ต ค. ต่อวงจร-เผา-สตาร์ต ง. ต่อวงจร-เผา-ควบคุมเวลา-สตาร์ต 51. ในกรณีที่ไม่ใช้แรงดันสวิตช์น้ำมันเครื่อง อุปกรณ์ที่ทดแทนในวงจรได้คือข้อใด ก. สวิตช์อุณหภูมิ ข. ขั้ว N ของเร็กกูเลเตอร์ ค. ขั้ว L ของเร็กกูเลเตอร์ ง. ขั้ว B ของเร็กกูเลเตอร์ 52. การทดสอบการต่อเนื่องของหัวเผาในขณะติดอยู่กับตัวเครื่อง ใช้มิเตอร์วัดที่ใด ก. ปลายหัวเผากับปลายสายไฟ ข. ปลายหัวเผากับขั้วแบตเตอรี่ ค. ปลายหัวเผากับค่าความต้านทาน ง. ปลายหัวเผากับกราวด์ 53. หัวเผาในเครื่องยนต์นิยมต่อวงจรแบบใด ก. ผสม ข. แบบอนุกรม ค. แบบขนาน ง. แบบใช้ไดโอดช่วย
54. เครื่องยนต์สตาร์ตติดแต่มีอาการสั่นติดไม่เต็มสูบ สาเหตุจากข้อใด ก. หัวเผาไม่ทำงานทั้งหมด ข. เครื่องยนต์กำลังอัดไม่พอ ค. หัวเผาไม่ทำงานหนึ่งหัว ง. หัวเผาไม่ตัดเมื่อเครื่องยนต์ติด 55. เครื่องยนต์เย็นสตาร์ตไม่ติด เกิดความบกพร่องที่วงจรหัวเผา คือ ก. หัวเผาไม่ตัดวงจร ข. เครื่องยนต์กำลังอัดไม่พอ ค. หัวเผาขาดหนึ่งหัว ง. หัวเผาไม่ทำงาน 4 หัว 56. หน้าที่ของหัวเผาคือข้อใด ก. เพิ่มอุณหภูมิห้องเผาไหม้ก่อนสตาร์ต ข. เพิ่มอุณหภูมิห้องเผาไหม้หลังสตาร์ต ค. เพิ่มอุณหภูมิหัวเผา ง. เพิ่มกระแสไฟให้รีเลย์ 57. ชนิดของวงจรหัวเผาที่นิยมใช้มากในปัจจุบัน ก. แบบไทเมอร์แยก ข. แบบไทเมอร์รวม ค. แบบ Q.O.S. ง. แบบหน่วงเวลาเผา 58. สวิตช์อุณหภูมิค่าความต้านทานลดลงในสภาวะใด ก. ยังไม่ติดเครื่อง ข. เครื่องยนต์เย็น ค. เครื่องยนต์ร้อน ง. อากาศเย็น 59. การทำงานของหัวเผาใช้หลักการข้อใด ก. พลังงานไฟฟ้า-ความร้อน ข. พลังงานกล-ความร้อน ค. พลังงานไฟฟ้า-กล ง. พลังงานไฟฟ้า-แสง 60. เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วหัวเผาไม่ติด สาเหตุที่เป็นไปได้คือข้อใด ก. แบตเตอรี่ไฟอ่อน ข. สวิตช์แรงดันน้ำมันเครื่องบกพร่อง ค. ขั้วต่อสายไฟบกพร่อง ง. สวิตช์ความร้อนบกพร่อง เอกสารอ้างอิง นริศ สุวรรณางกูร, งานไฟฟ้ารถยนต์. กรุงเทพฯ : เอมพันธ์, 2562