The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by benztc31, 2021-08-14 00:26:52

บทที่ 4.4

215




การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4




ื่
ื่



ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่

เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย

ื่


จุดประสงค์การสอน
4.4 เข้าใจกระบวนการ Routing ในระบบเครือข่าย
4.4.1 อธิบายการจัดเลือกเส้นทาง (Routing)
4.4.2 อธิบายกระบวนการ Routing
4.4.3 อธิบายประเภทของ Routing
4.4.4 อธิบายส่วนประกอบของ routing protocol (Routing Protocol Components)

216






การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4



ื่
ื่
ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่



เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย


ื่

4.4 กระบวนการ Routing ในระบบเครือข่าย
ก่อนที่จะได้กล่าวถึงวิธีการจัดตั้ง Configuration การทางานและการเชื่อมต่อของ Router ผู้เขียนใคร่ขอ
กล่าวถึง หลักการทางานเบื้องต้นของ Router รวมทั้งลักษณะความพยายามที่คอมพิวเตอร์พึ่งพาอาศัย Router
เพื่อการจัดหาเส้นทาง และนาข้อมูลข่าวสารไปสู่ปลายทาง
การจัดเลือกเส้นทาง (Routing)
การจัดเลือกเส้นทางเป็นหัวใจหลักในการทางานของคอมพิวเตอร์ และ Router บนเครือข่าย การจัด
เลือกเส้นทางสามารถเกิดขึ้น ได้ที่ 2 จุดๆ หนึ่งได้แก่ การเลือกเส้นทางที่เกิดขึ้น โดยคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องใน

เครือข่าย และอีกจุดหนึ่งคือการจัดเลือกเส้นทางจากตัว Router แน่นอนที่เครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย
และที่ Router ต่างจะต้องมีข้อมูลข่าวสารอยู่ในตัวที่เรียกว่า ตารางเลือกเส้นทาง หรือ Routing Table ซึ่ง

ข้อมูลข่าวสารภายใน ตารางเลือกเส้นทางของทั้งสอง จะมีเนื้อหาสาระค่อนข้างจะแตกต่างกันออกไป

ตารางเลือกเส้นทางของเครื่องคอมพิวเตอร์
เมื่อใดที่ท่านพิมพ์คาว่า route print หรือ netstat -r ที่หน้าจอ Command prompt ด้วยคาสั่งใด

คาสั่งหนึ่ง ท่านจะได้พบเห็นข้อมูลข่าวสาร ดังรูปที่ 1 นี้
























รูปที่ 4.37 แสดงข้อมูลข่าวสารภายในตาราง Routing Table ของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง



เป็นตัวอย่างแสดงการเชื่อมต่อ 2 เครือข่ายด้วย Router ที่ใช้ Network Address ที่ต่างกัน ซึ่ง
ลักษณะการเชื่อมต่อแบบนี้ ท่านจะต้องใช้ 3 Network Address หรือท่านอาจจะใช้ Network Address

เดียว แล้ว แบ่งออกเป็น หลายๆ เครือข่ายย่อย หรือ Subnet ก็ได้ จะเห็นได้ว่า ที่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง

217





การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4



ื่



ื่
ื่

ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย
ื่



จะต้องมีค่า Default Gateway เหมือนกันทุกเครื่อง ซึ่งค่า Default Gateway นี้ เป็นไอพีแอดเดรสของ
Router ที่เชื่อมต่อตรงกับเครือข่าย
กระบวนการ Routing
ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนแสดงกระบวนการ Routing จากรูปที่ 2 มีรายละเอียดดังนี้ สมมติว่า เครื่อง
คอมพิวเตอร์ A ซึ่งมีไอพีแอดเดรส 192.168.2.3 ต้องการติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ B ซึ่งมีไอพีแอดเดรส
ี้
192.168.5.7 ซึ่งอยู่คนละเครือข่าย แต่เชื่อมต่อกันโดย Router ดังนั้นกระบวนการ Routing มีดังน
1. คอมพิวเตอร์ A จะนาเอาค่าไอพีแอดเดรสของเครื่องตนเองมาทาการ AND กันในทางตรรกจนได้

Network Address 192.168.2.0

2. คอมพิวเตอร์ A นาเอาค่าไอพีแอดเดรสของเครื่องคอมพิวเตอร์ B มาทาการ AND กัน ในทางตรรก
อีกครั้ง จนกระทั่งได้ค่า Network Address เป็น 192.168.5.0 มาถึงตรงนี้เอง ที่ คอมพิวเตอร์ A จะทราบว่า

เครื่องคอมพิวเตอร์ B อยู่คนละเครือข่าย เมื่อเป็นเช่นนี้ คอมพิวเตอร์ A จะทาการตรวจสอบตารางเลือกเส้นทาง
ในตัวมันเอง เพื่อดูว่า Default Gateway มีค่าไอพีแอดเดรสเป็นอย่างใด

3. หลังจากที่ตรวจพบค่าไอพีแอดเดรสของ Default Gateway อันเป็นประตูทางออกของเครือข่าย

แล้ว คอมพิวเตอร์ A จะใช้โปรโตคอลชื่อ ARP เพื่อติดตอขอทราบค่า MAC Address ของ Default Gateway

จาก Router (หากในเครื่องคอมพิวเตอร์ A ไม่ได้เก็บค่า MAC Address ของ Router ไว้ในขณะนั้น) ซึ่ง Router

จะส่งกลับมาให้คอมพิวเตอร์ A

4. หลังจากที่ได้ MAC Address มาแล้ว คอมพิวเตอร์ A จะนามันมากรอกเข้าไปในช่องเก็บข้อมูล
ข่าวสารเกี่ยวกับแอดเดรสของเฟรม จากนั้นก็ส่งออกไปจากการ์ดแลนแล้วมุ่งตรงไปสู่ Router

5. เมื่อ Router ได้รับเฟรมจาก คอมพิวเตอร์ A แล้ว มันจะตรวจสอบความถูกต้องของเฟรม จากนั้น
ทาการถอดเฟรมดังกล่าวออก เหลือแต่แพ็กเก็ต ขบวนการนี้เราเรียกว่า Decapsulation ซึ่งก็คือการถอดเฟรม

ออกในที่นี้ จากนั้น Router จะเอาแพ็กเก็ตมาอ่านค่าไอพี ข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏใน ตารางเลือกเส้นทางของ

เครื่องคอมพิวเตอร์ มีความหมายดังนี้


- 0.0.0.0 เป็นแอดเดรสของเส้นทางปริยาย (default route)


- แอดเดรส ของตัวเครื่องคอมพิวเตอร์เอง ตัวอย่างในรูปที่ 1 ได้แก่ 200.20.20.10


- แอดเดรสที่แสดงเครือข่ายนั้นๆ ในที่นี้ได้แก่ 200.20.20.0

218





การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4






ื่
ื่
ื่

ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย

ื่


- แอดเดรสที่ใช้เพื่อการ Broadcast ทั่วไป ในที่นี้ได้แก่ 255.255.255.255 โดยแอดเดรสนี้จะถูกจา
ื่
กัดใช้เฉพาะเพอการ Broadcast เข้าไปหาเครื่องคอมพิวเตอร์ใดๆบนเครือข่าย เมื่อ Router ได้รับแพ็กเก็ตนี้
แล้ว จะไม่ยอมปล่อยออกไปที่เครือข่ายอื่นๆ โดยเด็ดขาด
- 224.0.0.0 เป็นแอดเดรสปริยาย (Default) สาหรับ Multicast (Multicast หมายถึงการสื่อสาร
ข้อมูลไปยังผู้รับที่เป็นกลุ่มเป็นการเฉพาะโดยไม่ เจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือทุกคน)
- 127.0.0.1 เป็นแอดเดรสที่ถูกเรียกว่า Loop back Address โดยที่เป็นแอดเดรสสงวนที่ถูกนามาใช้
เพื่อทา Diagnostic สาหรับคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย

- ค่า Default Gateway ในที่นี้ คือ 200.20.20. 17 ค่า Default Gateway เป็นไอพีแอดเดรสของตัว

Router ที่เชื่อมต่อโดยตรงกับเครือข่าย โดยที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องภายในเครือข่าย ที่มี Router เป็นตว
เชื่อมต่อเครือข่ายนี้กับเครือข่ายอื่น จะต้องมีค่า Default Gateway ที่ถูกจัดตั้งขึ้น เพื่อให้คอมพิวเตอร์ที่อยู่ใน

เครือข่าย ใช้เป็นที่อ้างอิง เพื่อออกจากเครือข่าย (ผ่านทาง Router) ไปสู่ภายนอก ดังนั้นคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง
ในเครือข่ายจะต้องมีค่า Default Gateway อยู่ในตารางเลือกเส้นทางทุกเครื่องเสมอ เว้นเสียแต่ว่า เครือข่าย

ของท่านไม่เชื่อมอยู่กับใคร และไม่ต้องมี Router จึงไม่ตองมี Default Gateway

- 200.20.20.255 เป็นค่าแอดเดรสที่เครือข่ายนี้ ใช้เพื่อการ Broadcast ไปยังเครือข่ายเดียวกัน หรือ

เครือข่ายอื่น ซึ่ง Router จะมองค่าแอดเดรสนี้ เป็น Broadcast Address ประเภทเจาะจง หมายความว่า
Router จะยอมให้ การเกิด Broadcast อันเนื่องจากแอดเดรสนี้ สามารถถูกส่งผ่านออกไปทาง Router เพื่อไป

ที่จุดหมายปลายทางที่เครือข่ายอื่น

ตารางเลือกเส้นทางของ Route
ตัว Router จ าเป็นต้องมีตารางเลือกเส้นทาง เช่นเดียวกัน ตารางเลือกเส้นทางของ Router ได้มาจาก

2 วิธีการ ได้แก่

- วิธีการที่จัดตั้งโดยผู้บริหารจัดการเครือข่าย
- วิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารโดย โปรโตคอลเลือกเส้นทาง Routing Table

ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในตาราง Routing Table ของ Router ประกอบด้วย ข่าวสารเกี่ยวกับ Network

Address ที่แวนพอร์ตแต่ละแห่งของมัน รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ หากท่านตองการดูข้อมูลภายในตารางเลือกเลือก

เส้นทางของ Router ท่านสามารถพิมพ์คาสั่ง และจะมีข้อมูลข่าวสารปรากฏดังนี้

Router# show ip route
Codes: c - connected, S - static, I - IGRP, R - RIP, M - Mobile, B - BGP

D - EIGRP, EX - EIGRP external, O -OSPF, IA - OSPF inter area

N1 - OSPF NSSA external type 1, N2 - OSPF NSSA external type 2

219







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4
ื่
ื่

ื่


ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด


เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย


ื่

E1 - OSPF external type 1, E2 - OSPF external type 2 , E - EGP
I - IS-IS , L1 -IS-IS level-1 , L2 - IS-IS level-2, * - candidate
U - per-user static route, o – ODR
Gateway of last resort is not set
C 204.204.8.0/24 is directly connected, Serial0
C 204.204.7.0/24 is directly connected, Serial1
I 223.8.151.0/24 [ 100/8576] via 204.204.7.1, 00:00:11, Serial1

I 199.6.13.0/24 [100/10476] via 204.204.7.1, 00:00:11, Serial1
S 201.100.11.0/24 [1/0] via 204.204.8.2

C 210.93.105.0/24 is directly connected, Ethernet0

จากข้อมูลในตารางเลือกเส้นทาง เราสามารถแบ่งประเภทข้อมูลออกเป็นส่วนๆ ดังนี้
- วิธีการที่ใช้เพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับ เส้นทาง ตัวอย่าง เช่น I ในตารางตัวอย่างนี้ แสดงถึงการใช้

โปรโตคอลชื่อ IGRP เป็นต้น
- Network Address ปลายทาง ตัวอย่าง เช่น 199.6.13.0 แสดงให้เห็นว่าเป็น Subnetwork

- Administrative Distance แสดงให้เห็นถึงวิธีการที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือได้ในการเรียนรู้เกี่ยวกับ
เครือข่ายนี้ (คาว่าเรียนรู้ในที่นี้ หมายถึง Router เรียนรู้สถานะและความมีตัวตนของเครือข่ายนี้) ค่ายิ่งน้อยยิ่ง

ดี ค่า 100 เป็นค่าปริยายของโปรโตคอล IGRP

- ค่า Routing Metric ค่านี้ เป็นค่าที่นามาใช้เพื่อการคานวณดูเพื่อหาว่า เส้นทางใดจะมีความ
เหมาะสมต่อการใช้เดินทางมากกว่า เส้นทางอื่น โดยค่าของ Metric ในที่นี้ อาจเป็น ได้ที่เป็นระยะทางค่า

Delay ความเร็ว หรือจานวนของ Hop เป็นต้น

220







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4

ื่


ื่

ื่
ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด

เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย


ื่

ตัวอย่างการจัดตั้ง Router เพื่อเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย ดังรูป































รูปที่ 4.38 แสดงตัวอย่างการจัดตั้ง Configuration ภายนอกของ Router เพื่อเชื่อม 2 เครือข่าย เป็น

ตัวอย่างแสดงการเชื่อมต่อ 2 เครือข่ายด้วย Router ที่ใช้ Network Address ที่ต่างกัน ซึ่งลักษณะการเชื่อมต่อ

แบบนี้ ท่านจะต้องใช้ 3 Network Address หรือท่านอาจจะใช้ Network Address เดียว แล้ว แบ่งออกเปน

หลายๆ เครือข่ายย่อย หรือ Subnet ก็ได้ จะเห็นได้ว่า ที่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะต้องมีค่า Default

Gateway เหมือนกันทุกเครื่อง ซึ่งค่า Default Gateway นี้ เป็นไอพีแอดเดรสของ Router ที่เชื่อมต่อตรงกับ

เครือข่าย

221







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4
ื่
ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่





ื่
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย
ื่



กระบวนการ Routing
ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนแสดงกระบวนการ Routing จากรูปที่ 2 มีรายละเอียดดังนี้ สมมติว่า เครื่อง
คอมพิวเตอร์ A ซึ่งมีไอพีแอดเดรส 192.168.2.3 ต้องการติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ B ซึ่งมีไอพีแอดเดรส
192.168.5.7 ซึ่งอยู่คนละเครือข่าย แต่เชื่อมต่อกันโดย Router ดังนั้นกระบวนการ Routing มีดังน
ี้
1. คอมพิวเตอร์ A จะนาเอาค่าไอพีแอดเดรสของเครื่องตนเองมาทาการ AND กันในทางตรรกจนได้

Network Address 192.168.2.0


2. คอมพิวเตอร์ A นาเอาค่าไอพีแอดเดรสของเครื่องคอมพิวเตอร์ B มาทาการ AND กัน ในทางตรรก

อีกครั้ง จนกระทั่งได้ค่า Network Address เป็น 192.168.5.0 มาถึงตรงนี้เอง ที่ คอมพิวเตอร์ A จะทราบว่า

เครื่องคอมพิวเตอร์ B อยู่คนละเครือข่าย เมื่อเป็นเช่นนี้ คอมพิวเตอร์ A จะทาการตรวจสอบตารางเลือกเส้นทาง

ในตัวมันเอง เพื่อดูว่า Default Gateway มีค่าไอพีแอดเดรสเป็นอย่างใด


3. หลังจากที่ตรวจพบค่าไอพีแอดเดรสของ Default Gateway อันเป็นประตูทางออกของเครือข่าย

แล้ว คอมพิวเตอร์ A จะใช้โปรโตคอลชื่อ ARP เพื่อติดตอขอทราบค่า MAC Address ของ Default Gateway

จาก Router (หากในเครื่องคอมพิวเตอร์ A ไม่ได้เก็บค่า MAC Address ของ Router ไว้ในขณะนั้น) ซึ่ง Router

จะส่งกลับมาให้คอมพิวเตอร์ A



4. หลังจากที่ได้ MAC Address มาแล้ว คอมพิวเตอร์ A จะนามันมากรอกเข้าไปในช่องเก็บข้อมูล

ข่าวสารเกี่ยวกับแอดเดรสของเฟรม จากนั้นก็ส่งออกไปจากการ์ดแลนแล้วมุ่งตรงไปสู่ Router


5. เมื่อ Router ได้รับเฟรมจาก คอมพิวเตอร์ A แล้ว มันจะตรวจสอบความถูกต้องของเฟรม จากนั้น

ทาการถอดเฟรมดังกล่าวออก เหลือแต่แพ็กเก็ต ขบวนการนี้เราเรียกว่า Decapsulation ซึ่งก็คือการถอดเฟรม

ออกในที่นี้ จากนั้น Router จะเอาแพ็กเก็ตมาอ่านค่าไอพี แอดเดรสเพื่อที่จะดูว่า ไอพีแอดเดรสปลายทางที่

คอมพิวเตอร์ A ต้องกาจะติดต่อด้วยคือใครอยู่ที่ใด โดยนามันมาเปรียบเทียบดูในตารางเลือกเส้นทาง ของ

Router ก็จะทราบว่า มีอยู่หรือไม่ หากมีอยู่และทราบว่าเส้นทางที่จะส่ง Packet ออกไป อยู่ ณ ที่พอร์ตใด เช่น

Serial0 หรือ Serial1

222







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4
ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่



ื่


ื่
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย
ื่



6. เมื่อแพ็กเก็ตถูกส่งออกไปแล้ว Router ปลายทาง ตรวจพบแพ็กเก็ตก็จะนามันมาตรวจสอบความ
ถูกต้องของแพ็กเก็ตรวมทั้งไอพีแอดเดรส จากนั้น Router จะ ใช้ ARP Protocol ทาการสอบถาม MAC
Address ของคอมพิวเตอร์ B (หาก ในตัว Router ไม่ได้เก็บค่า MAC ของคอมพิวเตอร์ต่างไว้ใน ARP Cache)
7. เมื่อ Router ได้รับ MAC Address มาจากคอมพิวเตอร์ B แล้ว ก็นามันมาสร้างเฟรม โดยเอา
แพ็กเก็ตที่ได้รับมาใส่เข้าไปในเฟรม จากนั้นส่งออกไปที่ เครือข่าย เดินทางไปสู่คอมพิวเตอร์ B อันจบสิ้น


กระบวนการ Routing


ประเภทของ Routing Routing มีอยู่ 2 แบบ หลักๆ ได้แก่


- แบบสเตติก (Static Route)

- แบบไดนามิก (Dynamic Route)


การเลือกเส้นทางแบบ Static

การเลือกเส้นทางแบบ Static นี้ การกาหนดเส้นทางการคานวณเส้นทางทั้งหมด กระทาโดยผู้บริหาร
จัดการเครือข่าย ค่าที่ถูกป้อนเข้าไปในตารางเลือกเส้นทางนี้มีค่าที่ตายตัว ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใดๆ


บนเครือข่าย จะต้องให้ผู้บริหารจัดการดูแล เครือข่า เข้ามาจัดการทั้งสิ้น อย่างไรก็ดการใช้ วิธีการทาง Static
เช่นนี้ มีประโยชน์เหมาะสาหรับสภาพแวดล้อมดังน
ี้
- เหมาะสาหรับเครือข่ายที่มีขนาดเล็ก

ิ่
- เพื่อผลแห่งการรักษาความปลอดภัยข้อมูล เนื่องจากสามารถแน่ใจว่า ข้อมูลข่าวสารจะต้องวงไปบน
เส้นทางที่กาหนดไว้ให้ ตายตัว

- ไม่ต้องใช้ Software เลือกเส้นทางใดๆทั้งสิ้น
- ช่วยประหยัดการใช้ แบนวิดท์ของเครือข่ายลงได้มาก เนื่องจากไม่มีปัญหาการ Broadcast หรือ

แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง Router ที่มาจากการใช้โปรโตคอลเลือกเส้นทาง

การจัดตั้ง Configuration สาหรับการเลือกเส้นทางแบบ Static
เป็นที่ทราบดีแล้วว่า การเลือกเส้นทางแบบ Static เป็นลักษณะการเลือกเส้นทางที่ถูกกาหนดโดยผู้จัดการ

เครือข่าย เพื่อกาหนดเส้นทางการเดนทางของข้อมูลที่ตายตัว หรือเจาะจงเส้นทางปกติ Router สามารถ

Forward Packet ไปข้างหน้า บนเส้นทางที่มันรู้จักเท่านั้น ดังนั้นการกาหนดเส้นทางเดินของแพ็กเก็ตให้กับ
Router จึงควรให้ความระมัดระวัง

223






การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4




ื่
ื่


ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย

ื่


วิธีการจัด Configure แบบ Static Route ให้กับ Router Cisco ให้ใส่คาสั่ง ip route ลงไปที่ Global
Configuration Mode มีตัวอย่างการใช้คาสั่ง ดังนี้
ip route network [ mask ] {address | interface} [distance] [permanent]

- Network เครือข่าย หรือ Subnet ปลายทาง
- Mask หมายถึงค่า Subnet mask
- Address IP Address ของ Router ใน Hop ต่อไป

- Interface ชื่อของ Interface ที่ใช้เพื่อเข้าถึงที่หมายปลายทาง
- Distance หมายถึง Administrative Distance



- Permanent เป็น Option ถูกใช้เพื่อกาหนด เส้นทางที่ตั้งใจว่าจะไม่มีวันถอดถอนทิ้ง ถึงแม้ว่า จะ
ปิดการใช้งาน Interface ก็ตาม

ี้
ตัวอย่างการใช้งานคาสั่งเลือกเส้นทางแบบ Static มีดังน

Router ( config ) # ip route 172.16.1.0 255.255.255.0 172.16.2.1































รูปที่ 4.39 แสดงลักษณะที่ Router A ได้รับการจัดตั้ง Configure ด้วย Static Route ไปที่

172.16.1.0

224







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4





ื่
ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่
ื่
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย

ื่


การจัด Configure Default Routers
Router อาจไม่สามารถทราบถึงเส้นทางที่จะเดินทางไปสู่เครือข่ายอื่นๆ ทั้งหมด ดังนั้นหากต้องการให้
Router ทุกตัวบนเครือข่าย สามารถทราบถึงเส้นทางที่จะเดินทางไปทั่วทั้งเครือข่ายต่างๆ ท่านจะต้องกาหนด
Default Router ขึ้นมาตัวหนึ่ง
ในการจัดตั้ง Default Router ท่านจะต้องใส่คาสั่งต่อไปนี้เมื่อ Router อยู่ใน Global Configuration
Mode ดังนี้
Router (config) # ip default - network network number

Network number ในที่นี้เป็น IP Network Number หรือ Subnet Number ที่กาหนดเป็น
Default

เมื่อใดที่แอดเดรสของเครือข่ายปลายทางไม่ปรากฏอยู่ในตารางเลือกเส้นทางแล้ว แพ็กเก็ตจะถูก

ส่งไปที่ Default Network ด้วยเหตุนี้ Default Network จะต้องมีตัวตนอยู่ในตารางเลือกเส้นทาง
ข้อดีของการใช้ Default Routes ได้แก่ที่สามารถลดขนาดของตารางเลือกเส้นทางลงได้ เหตุผลของ

การใช้ Default Routes คือเมื่อท่านต้องการเส้นทางที่จะส่งข้อมูลออกไป แต่ในตารางเลือกเส้นทาง
มีข้อมูลเพียงบางส่วน เกี่ยวกับเครือข่ายปลายทาง ทั้งนี้ เนื่องจาก Router ไม่มีข้อมูลข่าวสาร

เกี่ยวกับเครือข่ายทั้งหมด แต่มันสามารถใช้ ค่า Network Number ปริยาย เพื่อบ่งบอกหนทางที่
เข้าถึง Network Number ที่ไม่รู้จักได้

225







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4


ื่
ื่


ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่

เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย


ื่































รูปที่ 4.40 แสดงการใช้ Default Network บ่งบอกที่ ๆ แพ็กเก็ตจะถูกส่งเมื่อ Router ไม่ทราบทางที
จะเข้าถึงปลายทาง


แสดงการใช้ค าสั่ง ip default-network 192.168.17.0 และกาหนด ให้ 192.168.17.0 เป็นเส้นทาง

สาหรับปลายทางที่แพ็กเก็ตจะเดินทางไป โดยที่ปลายทางดังกล่าวไม่ปรากฏอยู่ในตารางเลือกเส้นทาง และเพื่อ

ป้องกันการอัพเดตที่อาจเกิดขึ้นโดยภายนอกบริษัท X อาจติดตั้ง Firewall ไว้ที่ Router A ก็ได้ และเพื่อ ให้

เครือข่ายต่างๆของ บริษัท X สามารถแชร์หรือแบ่งการใช้งาน Router ระหว่างกัน ก็สามารถนามาจับกลุ่มใน

ลักษณะที่เรียกว่า Autonomous System Number

226







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4

ื่
ื่


ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่


เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย
ื่



การจับกลุ่มเข้าเป็นระบบ Autonomous
Autonomous เป็นชุดของ Router และเครือข่ายที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการจากที่เดียวกัน โดยที่
Autonomous นี้ อาจมี Router ตัวเดียว ที่เชื่อมต่อโดยตรงกับระบบเครือข่ายแลน และเชื่อมต่อยังระหว่าง
เครือข่าย หรือบางครั้ง Autonomous ถูกเรียกเนื่องจากเป็นเครือข่ายองค์กรที่ เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายแลน
หลายเครือข่ายเข้ากับ Backbone ขององค์กร การที่จะเป็นระบบ Autonomous นั้น Router ทุกตัวจะต้องมี


ลักษณะ ดังนี้


- มีการเชื่อมต่อระหว่างกัน
- ทางานบน โปรโตคอลเลือกเส้นทาง (Routing Protocol) ที่เหมือนกันทั้งหมด

- ถูกกาหนดให้มีเลขหมาย Autonomous ที่เหมือนกัน

เลขหมาย Autonomous นี้ สามารถขอได้จากหน่วยงาน NIC ประจาภูมิภาค เลขระบบ
Autonomous มีขนาด 16 บิต เป็นค่าที่ระบุว่า ข้อมูลเส้นทางที่แลกเปลี่ยน ระหว่างเครือข่าย มาจากที่ใดบ้าง

การเลือกใช้งาน Dynamic Routing

การเลือกเส้นทางแบบ Dynamic นี้ เป็นการใช้ ซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งมากับ Router เพื่อทาหน้าที่
แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการเลือกเส้นทางระหว่าง Router โดยที่เราเรียกว่า โปรโตคอลเลือก

เส้นทาง (Routing Protocol) ข้อดีของการใช้ Routing Protocol ได้แก่ การที่ Router สามารถใช้ Routing
Protocol นี้เพื่อการสร้างตารางเลือกเส้นทางจากสภาวะของเครือข่ายในขณะนั้น ประโยชน์ของการใช้

Routing Protocol มีดังน
ี้
- เหมาะสาหรับเครือข่ายขนาดใหญ่
- Router สามารถจัดการ หากมีการเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายเกิดขึ้น ได้เอง

- Router สามารถเลือกเส้นทางเดินของเครือข่ายที่ดีที่สุดไปยังปลายทาง
- เมื่อใดที่เส้นทางบนเครือข่าย เกิดสะดุด ติดขัด หรือถูกตัดขาด Router สามารถหาเส้นอื่นมาทดแทน

กันได้


รูปแบบการเชื่อมต่อ ของ Router ภายใต้การใช้งาน Routing Protocol นี้ มักจะเป็นไปในรูปแบบของ

- กึ่ง Mesh (Partial Mesh)

- แบบ Mesh ชนิดเต็มขั้น หรือ Fully Mesh
- แบบ Loop

227







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4
ื่
ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่





ื่
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย
ื่



ประเภทของโปรโตคอลเลือกเส้นทางแบบ Dynamic โปรโตคอลเลือกเส้นทางแบบ Dynamic มีอยู่ หลาย
รูปแบบ ดังนี้
- Interior Gateway Routing Protocol
- Exterior Gateway Routing Protocol
- Distance Vector Routing Protocol
- Link State Routing Protocol
เนื่องจาก จุดประสงค์ของการเขียนบทความนี้ ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านมีแนวคิดในการจัดตั้งเครือข่ายและ

อุปกรณ์ Router เพื่อเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย และเนื่องจากขอบข่ายของหลักวิชาการด้านนี้ ค่อนข้าง

กว้าง จึงขอตีกรอบให้แคบลง โดยจะขอกล่าวถึงรายละเอียดเพียงบางส่วนในการจัดตั้ง Router ที่ท่านสามารถ

นาไปใช้ได้


รู้จักกับ Distance Vector Routing Protocol


Distance Vector เป็นโปรโตคอลเลือกเส้นทางที่ Router ใช้เพื่อการสร้างตาราง Routing และ


จัดการนาแพ็กเก็ตส่งออกไปยังเส้นทางที่กาหนด โดย อาศัยข้อมูลเกี่ยวกับระยะทาง เช่น Hop เป็นตัวกาหนด
ว่า เส้นทางใดเป็นเส้นทางที่ดีที่สุด ที่จะนาแพ็กเก็ตส่งออกไปที่ปลายทาง โดยถือว่า ระยะทางที่ใกล้ที่สุด เป็น


เส้นทางที่ดีที่สุด และแอดเดรส ของเครือข่ายปลายทางเป็น Vector Distance Vector บางครั้งจะถูกเรียกว่า

"Bellman-Ford Algorithm" ซึ่งโปรโตคอลนี้ จะทาให้ Router แต่ละตัวที่อยู่บนเครือข่ายจะต้องเรียนรู้

ลักษณะของ Network Topology โดยการแลกเปลี่ยน Routing Information ของตัวมันเอง กับ Router ที่

เชื่อมต่อกันเป็นเพื่อนบ้าน โดยตัว Router เองจะต้องทาการจัดสร้างตารางการเลือกเส้นทางขึ้นมา โดยเอา

ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับมันโดยตรง (ข้อมูลนี้ครอบคลุมไปถึงระยะทางระหว่าง Router

ที่เชื่อมต่อกัน)


หลักการท างานได้แก่การที่ Router จะส่งชุด สาเนาที่เป็น Routing Information ชนิดเต็มขั้นของมัน

ไปยัง Router ตัวอื่นๆ ที่เชื่อมต่ออยู่กับมันโดยตรงด้วยการแลกเปลี่ยน Routing Information กับ Router ตัว

อื่นๆ ที่เชื่อมต่อกับมันโดยตรงนี้เอง ทาให้ Router แต่ละตัว จะรู้จักซึ่งกันและกัน หรือรู้เขารู้เรา กระบวนการ

แลกเปลี่ยนนี้จะดาเนินต่อไปเป็นห้วงๆของเวลาที่แน่นอน Distance Vector Algorithm ค่อนข้างเป็นแบบที่

เรียบง่าย อีกทั้งออกแบบเครือข่ายได้ง่ายเช่นกัน ปัญหาหลักของของ Distance Vector Algorithm ได้แก่ การ

228







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4
ื่


ื่

ื่


ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย
ื่



คานวณเส้นทาง จะซับซ้อนขึ้น เมื่อขนาดของเครือข่ายโตขึ้น ตัวอย่างของโปรโตคอลที่ทางานภายใต้ Distance
Vector Algorithm ได้แก่ อาร์ไอพี (RIP) หรือ Routing Information Protocol )
Link State Routing
Link State Routing ถูกเรียกว่า "Shortest Path First (SPF)" Algorithm ด้วย Link State Routing

นี้ Router แต่ละตัวจะทาการ Broadcast ข้อมูลข่าวสารออกมายัง Router ที่เชื่อมต่อกับมันโดยตรงแบบเป็น

ระยะๆ ข้อมูลข่าวสารนี้ยังครอบคลุมไปถึงสถานะของการเชื่อมต่อระหว่างกัน ด้วยวิธีการของ Link State นี้

Router แต่ละตัวจะทาการสร้างผังที่สมบูรณ์ของเครือข่ายขึ้น จากข้อมูลที่มันได้รับจาก Router อื่นๆทั้งหมด

จากนั้นจะนามาทาการคานวณเส้นทางจากผังนี้โดยใช้ Algorithm ที่เรียกว่า Dijkstra Shortest Path


Algorithm Router จะเฝ้าตรวจสอบดูสถานะของการเชอมต่ออย่างตอเนื่อง โดยการแลกเปลี่ยนระหว่างแพ็ก
ื่
เก็ตกับ Router เพื่อนบ้าน แต่หาก Router ไม่ตอบสนองต่อความพยายามที่จะติดต่อด้วย หลายๆครั้ง การ

เชื่อมต่อก็จะถือว่าตัดขาดลง แต่ถ้าหากสถานะของ Router หรือการเชื่อมต่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ข้อมูล

ข่าวสารนี้จะถูก Broadcast ไปยัง Router ทั้งหมดที่อยู่ในเครือข่าย


การจัดตั้ง Configure ให้กับวิธี การจัดเลือกเส้นทางแบบ Dynamic

ในการจัดตั้งค่าสาหรับการเลือกเส้นทาง (Routing) แบบ Dynamic จะมี 2 คาสั่งสาหรับการใช้งาน
ได้แก่ คาสั่ง Router และ Network โดยคาสั่ง Router เป็นคาสั่งที่ทาให้เริ่มต้นการเกิดกระบวนการเลือก

เส้นทางขึ้น รูปแบบของคาสั่งมีดังนี้

Router (config)#router protocol [keyword]
ต่อไปนี้เป็นค าอธิบายรายละเอียดของรูปแบบค าสั่ง

- Protocol เป็นโปรโตคอลเลือกเส้นทางแบบใดแบบหนึ่ง ระหว่าง RIP IGRP OSPF หรือ Enhanced IGRP

- Keyword ตัวอย่าง เช่น เลขหมายของ Autonomous ซึ่งจะถูกนามาใช้กับโปรโตคอลที่ต้องการระบบ
Autonomous ได้แก่ โปรโตคอล IGRP

คาสั่ง Network ก็เป็นคาสั่งที่มีความจ าเป็นต่อการใช้งานเช่นกัน เนื่องจากมันสามารถกาหนดว่า Interface ใด
ที่จะเกี่ยวข้องกับการรับหรือส่ง Packet เพื่อการ Update ตารางเลือกเส้นทาง ขณะเกิดกระบวนการเลือก

เส้นทางขึ้น คาสั่ง Network จะเป็นคาสั่งที่ทาให้ โปรโตคอลเลือกเส้นทางเริ่มต้นทางานบน Interface ต่างๆ

ของ Router อีกทั้งยังทาให้ Router สามารถโฆษณาประชาสัมพันธ์เครือข่ายที่ตนดูแลอยู่ ได้อีกด้วย รูปแบบ
ของคาสั่งมีดังนี้

229







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4



ื่

ื่

ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย

ื่


Router (config-router)#network network- number )
Network-number ในที่นี้หมายถึง เครือข่ายที่เชื่อมต่อกันโดยตรง และ Network Number จะต้องอยู่ใน
มาตรฐานเลขหมายของ INTERNIC
การจัดตั้ง Configuration ให้กับโปรโตคอลเลือกเส้นทาง RIP
โปรโตคอลการเลือกเส้นทางที่เรียกว่า RIP นี้ เดิมทีได้รับกาหนดเป็นมาตรฐานโดย RFC 1058 มีกุญแจหลักที่
ส าคัญในการท างาน ดังนี้

- เป็นโปรโตคอลประเภท Distance Vector

- มีการนับจานวนของ Hop เป็นมาตรวัดเพื่อที่จะเลือกเส้นทาง
- จานวนของ Hop ที่ RIP สามารถมองเห็นและเข้าถึงได้คือไม่เกิน 15 Hop

- การ Update Routing จะกระทากันในทุกๆ 30 วินาที ด้วยวิธีการ Broadcasting

- RIP สามารถทางานในลักษณะของ Load Balancing ในกรณีที่วิ่งบนเส้นทางหลายเส้นทางพร้อม
กันได้

































รูปที่ 4.40 แสดงการทางานของ RIP ในการใช้จานวนของ Hop เพื่อเป็นมาตรวัดเส้นทาง

230






การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4



ื่


ื่
ื่

ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย


ื่

ส่วนประกอบของ routing protocol (Routing Protocol Components)
Routing protocols ปฏิบัติงาน 2 ข้อใหญ่ๆ คือ
1. ตัดสินใจหาเส้นทางของ routing ที่ดีที่สุดที่ผ่าน network หนึ่งๆ โดยปกติแล้วจะวางรากฐานบน
ทางเดินที่ packet หนึ่งๆสามารถท่องไปได้ดวยโดยใช้ค่าใช้จ่ายต่ าสุดและเกิดความล่าช้าน้อยที่สุดอีกทั้งมีความ

น่าเชื่อถือได้มากที่สุด ซึ่งเส้นทางที่ดีที่สุดคือ มีการรับ- แล้ว-ส่งต่อ(hop) น้อย อย่างไรก็ตาม การจราจรที่คับคั่ง
ในพื้นที่หนึ่งก็มีอิทธิพลในการตัดสินใจว่า จะใช้เส้นทางใดจึงจะเหมาะสมที่สุด ทางเลือกของทางเดินที่
เหมาะสมก็เหมือนกับการจัดโครงการเดินทางของสายการบินจาก Dayton ไปยัง San Francisco คุณต้อง

ตัดสินใจเลือกทางที่ดีที่สุดโดยเลือกทางใดทางหนึ่งที่มีจานวนการเปลี่ยนเครื่องบินน้อยลาที่สุด แต่โชคไม่ดีเลย
ที่ในกรณีนี้คุณจะพบว่าต้องมีการเปลี่ยนเครื่องบินอย่างน้อยที่สุดก็ 1 ครั้งเสมอ ตามปกติใน Chicago หรือ

Dallas ถ้าคุณคิดว่าการเปลี่ยนเครื่องบินจะทาให้เสียเวลามากไปในการเดินทาง คุณก็สามารถเลือกเส้นทางโดย

หลีกเลี่ยงการจราจรที่แออัดได้ Network routing protocol เองก็รวบรวมข้อมูลดังนี้เช่นกันและปรับปรุง
ตารางการเดินทาง(update routing table) ของแต่ละเส้นทาง ถ้า topology ถูกก าหนดให้มีการเปลี่ยนที่

outage หรือ การใช้ประโยชน์สูงสุดในพื้นที่หนึ่งๆ ดังนั้นตารางการเดินทาง(routing table) ก็จะบารุงรักษา
ข้อมูลเกี่ยวกับ topology ใน network

2. การทางานของ routing protocol คือ งานตามความเป็นจริงที่ว่ามีการส่งผ่าน packet ไปตาม
network ขณะที่ packet มาถึงตัวเร้าเตอร์ เร้าเตอร์จะตรวจสอบเลขที่อยู่ปลายทางในส่วนของ header และ

ทาการตัดสินว่าจะส่ง packet ให้ต่อเนื่องไปถึงปลายทางได้อย่างไร การตัดสินใจนี้จะเป็นพื้นฐานบนความพอใจ

ของตารางการเดินทาง (routing table) routing protocol ส่วนใหญ่จะช่วยในการติดต่อสื่อสารระหว่าง
router กับการทางานที่แบ่งกันใช้ของแต่ละคน โดยทั่วๆไป router แต่ละตัวจะเรียนรู้ถึงการรวมตัวกันและการ

ตอบสนองต่อเร้าเตอร์ข้างเคียง(neighbor) ในทันที โดยผ่านทางการออกเสียงและฟังเสียงที่เป็นกิจวัตร ตัวเร้า

เตอร์สามารถใช information ที่ได้รับมาจากเร้าเตอร์ตัวอื่นๆ โดยมีการปรับปรุงตารางการเดินทาง(update

routing table) ของตัวมันเอง เร้าเตอร์แต่ละตัวจะส่ง copy ตารางการเดินทาง(routing table)ของมันไปให้

เร้าเตอร์ข้างเคียง(neighbor) ที่มันติดต่ออยู่ตามกาหนดเวลา พิจารณากระบวนการนี้แล้วเร้าเตอร์แต่ละตัวใน

network จะเรียนรู้และบารุงรักษาแบบอย่าง(picture)ที่สมบูรณ์ของ networkในแง่ของการติดต่อและ
คุณภาพของตวเชื่อม(links) ความเหมาะสมสาหรับการทางานของ routing protocols โดยชุดข้อมูลต้องเข้า

กันกับ routable protocol ตัวอย่างของ routable protocol คือ IP, IPXและ Xerox Network System
(XNS)

231




การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4




ื่
ื่



ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่

เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย

ื่


คุณควรพยายามให้ได้มาตรฐานบน routable protocol ตัวเดียวที่ปฏิบัติการได้มากที่สุด เร้าเตอร์ห
ลายๆตัวจะสามารถใช้ protocols ได้มากมายในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตามการดาเนินการจะลดขั้นลงมาบ้าง
และผู้จัดการ network จะมีเรื่องให้จัดการมากขึ้น โพรโตคอลอื่นๆ เช่น NetBUEI ของ IBM เป็นprotocol สา
หรับMicrosoft’s Windows สาหรับกลุ่มการทางานและ Digital Eguipment Corporation’s Link Access
Protocol (LAT) ไม่ใช่ routable ปัญหาคือ protocols ที่ไม่ใช่ routable protocols จะไม่ปรากฏการทางาน
ภายในชั้น Network layer คุณสามารถส่ง NetBEUI และ LAT ข้ามผ่าน WAN ได้แต่คุณต้องสอดมันไวภายใน


routable protocol อย่างเชน IP หรือเตรียม bridging ระหว่างเร้าเตอร์นั้นซะก่อน ปัญหาของ bridging อยู่
ที่มันต้องใช้ทรัพยากรที่เป็นไปได้ของเร้าเตอร์และลดการทางานทั้งหมดลงมา อุโมงค์ของ IP อาจจะเป็น

ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่มันก็เป็นไปได้ที่จะปรากฏว่ามีความล่าช้าในการส่ง เพราะว่า โพรโตคอลถูกรบกวน ต้อง

พยายามอีกครั้งเพื่อให้ได้มาซึ่ง routable protocolที่ต้องการ



ROUTING PROTOCOL Open Shortest Path First (OSPF)


ในระยะเริ่มแรกนั้น โพรโตคอลสาหรับเกตเวต์ในระบบเครือข่าย ก็คือ โพรโตคอลเลือกเส้นทางแบบ

ตารางระยะทาง (RIP) ที่มีพื้นฐานมาจากอัลกอริทึมของ Bellman-Ford วิธีการนี้สามารถทางานได้ดีในระบบ

ขนาดเล็ก แต่ประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อระบบมีขนาดใหญ่ขึ้น รวมทั้งมีปัญหาที่เรียก “Cout-to-infinity” และ


ปัญหาความล่าช้าในการค้นหาคาตอบ วิธนี้ถูกทดแทนด้วยโพรโตคอลแสดงสถานะการเชื่อมต่อในราวป ค.ศ.

1979 ต่อมาในป ค.ศ. 1988 คณะทางาน “The Internet Engineering Task Force”ได้ประสบความสาเร็จ

ในการพัฒนาอัลกอลิทึมที่ดีกว่ามาทดแทน เรียกว่า “OSPF (Open Shortest Path First)” และได้กลายเป็น


มาตรฐานไปในปค.ศ. 1990 ผู้ผลิตอุปกรณ์เร้าเตอร์ได้สร้างอุปกรณ์ของตนให้เป็นไปตามมาตรฐานนี้ และเป็นที่
คาดหมายว่าวิธีการ OSPF จะกลายเป็นโพรโตคอลหลักสาหรับการเลือกเส้นทางเดินข้อมูลของเกตเวย์ภายใน

ระบบเครือข่ายในอนาคต

232





การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4



ื่



ื่
ื่

ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย

ื่


ความสามารถต่างมากมายสาหรับโพรโตคอลแบบใหม่ที่ต้องท าให้ได้
ประการแรก คือ จะต้องเป็นอัลกอริทึมแบบเปิดที่จะนาเสนอให้สาธารณชนรับรู้ได้ โดยที่จะไม่มี ใครมี
กรรมสิทธิ์ในอัลกอลิทึมนั้นเป็นการส่วนตัว
ประการที่สอง คือ โพรโตคอลแบบใหม่จะต้องรองรับมาตรฐานของมาตรวัดระยะแบบต่างๆได เช่น

มาตรวัดระยะทางกายภาพ หรือมาตรวัดระยะเวลารอคอย เป็นต้น
ประการที่สาม คือ อัลกอลิทึมนั้นต้องมีการปรับเปลี่ยนได้ตามสภาวะแวดล้อมที่เกิดขึ้นในขณะทางาน
เช่น การปรับเปลี่ยนตัวเองเมื่อรูปแบบโครงสร้างของระบบเครือข่าย (network topology) เปลี่ยนไป ซึ่ง

จะต้องเป็นไปโดยอัตโนมัติและอย่างรวดเร็ว
ประการที่สี่ คือ จะต้องสนับสนุนการหาเส้นทางให้สอดคล้องกับการบริการแต่ละชนิดได้ด้วย เช่น

โพรโตคอลแบบใหม่จะสามารถหาเส้นทางสาหรับการสื่อสารแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียวและใช้

เส้นทางอื่นสาหรับบริการแบบอื่นได้ ในปัจจุบัน โพรโตคอล IP จะมีเขตข้อมูลหนึ่งที่ ใช้ในการบอกชนิดของการ
บริการ เรียกว่า “type of service field” แต่ก็ไม่มีโพรโตคอลเลือกทางเดินฯ แบบใดที่นาข้อมูลนี้ไปใช้เลย


ประการที่ห้า คือ จะต้องสามารถทาการแบ่งปริมาณงานให้เกิดความสมดุลได โดยการแบ่งงานออกไป
ยังสายสื่อสารหลายๆเส้น โพรโตคอลส่วนมากจะทาการหาเส้นทางในการส่งที่ดีที่สุด และส่งแพ็กเก็ตทั้งหมดไป

ในเส้นทางเดียวกันตลอดโดยไม่ใช้เส้นทางที่ดีเป็นอันดับสองในการส่งข้อมูลเลย ซึ่งหากมีการแบ่งปริมาณงาน
ให้แยกออกไปตามเส้นทางต่างๆกันแล้วมักจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทางานให้ดียิ่งขึ้น

ประการที่หก คือ จะต้องสนับสนุนแบบลาดับขั้น (hierarchical system) ทั้งนี้เพราะในปี ค.ศ. 1988

ระบบอินเตอร์เน็ตได้เกิดการเติบโตอยากมากจนทาให้ไม่มีเร้าเตอร์ตัวใดสามารถทราบโครงสร้างของเครือข่าย
ทั้งระบบได้อีกต่อไป ดังนั้นอัลกอลิทึมใหม่จะต้องถูกออกแบบเพื่อให้เร้าเตอร์สามารถทางานได้โดยไม่ต้องทราบ

ข้อมูลนี้

ประการที่เจ็ด คือ จะต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยในระดับที่สามารถป้องกันการรบกวนจากข้อมูล

ที่เจตนาลวงให้เร้าเตอร์ทางานผิดพลาดได้ และท้ายที่สุด ต้องมีข้อกาหนดเพื่อจัดการสื่อสาร


กับเร้าเตอร์ ที่ติดต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตผ่านอุโมงค์ข้อมูล(tunnel) ซึ่งโพรโตคอลที่มีอยู่นั้นไม่ได้ออกแบบมา

สาหรับให้บริการทางด้านนี้

233






การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4

ื่


ื่


ื่

ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย

ื่


ระบบ OSPF สนับสนุนการติดต่อและเครือข่ายได้ 3 แบบ
- แบบจุด-ต่อ-จุด ซึ่งเป็นการติดต่อกันโดยตรงระหว่างเร้าเตอร์ 2 ตัว
- แบบการสื่อสารข้อมูลหลายจุดที่สนับสนุนการกระจายข่าว ส่วนใหญ่เป็นระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณ
- แบบการสือสารข้อมูลหลายจุดทไม่สนับสนุนการกระจายข่าว เช่น ระบบแพ็กเก็ตสวิตซ์ทใช้ในเครือข่ายวงเครือข่าย





แบบสื่อสารข้อมูลแบบหลายจุด (multiaccess network) สามารถมรเร้าเตอร์ หลายๆตัวอยู่ในระบบได้ เร้า
เตอร์แต่ละตัวก็สามารถติดต่อไปยังเร้าเตอร์อื่นๆได้โดยตรง ระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณและระบบเครือข่าย
วงกว้างส่วนมากใช้ระบบนี้ ภาพที่2a แสดงระบบเครือข่ายอัตโนมัติระบบหนึ่งที่มีระบบเครือข่ายทั้งสามชนิดนี้
อยู่ภายใน สังเกตว่าโฮสต์จะไม่มีบทบาทนักในระบบ OSPF OSPF ทางานโดยรวบรวม เครือข่ายที่มีอยู่ ,เร้า

เตอร์ และสายสื่อสารเข้าไว้ด้วยกันในลักษณะของรูปกราฟแบบมีทิศทาง(directed graph) โดยกาหนดให้เส้น

เชื่อมโหนด(arc) ของกราฟแต่ละเส้นมีมูลค่าหรือน้าหนัก(weight) ที่คานวณมาจาก ระยะทาง, เวลารอคอย
,และองค์ประกอบอื่นที่ต้องการ จากนั้นจึงทาการคานวณหาเส้นทางที่สั้นที่สุด (shortest path) โดยพิจารณา

จากมูลค่าที่กาหนดไว้ให้แต่ละเส้นกราฟนั้น การเชื่อมต่อแบบอนุกรมระหว่างเร้าเตอร์สองตัว จะกาหนดโดยใช้

เส้นเชื่อมโหนดคู่หนึ่ง แต่ละเส้นใช้แทนทิศทางการไหลของข้อมูลในแต่ละทิศทางซึ่งอาจจะมีน้าหนักต่างกัน
ดังนั้น เครือข่ายแบบสื่อสารข้อมูลดหลายจุดจะแทนด้วยโหนดหนึ่งโหนดที่ใช้แทนเครือข่ายและโหนดอีกจาน

วนหนึ่งที่ใช้แทนเร้าเตอร์แต่ละตัว เส้นเชื่อมโหนดระหว่างโหนดเครือข่ายไปยังโหนดเร้าเตอร์จะมีนาหนักเป็น

ศูนย์ ระบบเครือข่ายอัตโนมัติบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั้น ส่วนมากจะมีขนาดใหญ่มากและยากต่อการจัดการ
OSPF จะทาการแบ่งระบบออกเป็นเขตย่อยที่มีหมายเลขกากับ แต่ละเขตย่อยอาจหมายถึง เครือข่ายแห่งหนึ่ง

หรือกลุ่มของเครือข่ายที่ติดกันก็ได้ เขตย่อยจะไม่มีอาณาเขตซ้อนกับเขตอื่น แต่ก็ไม่ได้เข้มงวดมากนักถ้าหาก
ว่าเร้าเตอร์บางตัวจะไม่อยู่ในเขตย่อยใดๆเลยก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายนอกเขตย่อยจะถือเสมือนว่าไม่มี

ตัวตนอยู่เลย จะเห็นได้ว่าเขตย่อยนั้นคือรูปแบบคร่าวๆของเครือข่ายย่อยนั้นเอง

ทุกระบบเครือข่ายอัตโนมัติจะมีเขตย่อยที่เป็นระบบสื่อสารหลัก (backbone) เรียกว่าเขตย่อย
หมายเลขศูนย์ เขตย่อยที่เหลือทั้งหมดจะต้องเชื่อมต่อเข้ากับเขตย่อยระบบสื่อสารหลัก ซึ่งอาจจะเป็นแบบ

อุโมงค์สื่อสารที่เชื่อมต่อเขตย่อยใดๆไปยังเขตย่อยอื่นผ่านระบบสื่อสารหลักก็ได้ อุโมงค์สื่อสารจะเขียนแทน
ด้วยเส้นเชื่อมโหนด และมีมูลค่ากากับไว้เสมอ เร้าเตอร์แต่ละตัวที่เชื่อมต่อกับเขตย่อยใดๆตั้งแต่สองเขตขึ้นไป

จะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบสื่อสารหลัก และโครงสร้างของระบบสื่อสารหลักถือว่าเป็นข้อมูลภายในที่เขต

ย่อยอื่ยไม่สามารถมองเห็นได้ ภายในเขตย่อยหนึ่ง เร้าเตอร์ทุกตัวจะมีข้อมูลเส้นเชื่อมบอกสถานะและใช้อัลกอ
ลิทึมเลือกทางเดินข้อมูลเหมือนกันหมด แต่ละเร้าเตอร์จะคานวณหาเส้นทางงที่สั้นที่สุดจากตัวเองไปยังเร้า

234






การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4

ื่
ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่



ื่


เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย


ื่

เตอร์อื่นทุกตัวภายในเขตย่อยนั้น รวมทั้งเร้าเตอร์ที่เชื่อมต่อกับระบบสื่อสารหลักด้วยซึ่งจะมีอยู่อยากน้อยหนึ่ง
ตัว เร้าเตอร์ที่เชื่อมเขตย่อยสองเขตจะมีข้อมูลสาหรับทั้งสองเขตย่อยนั้นซึ่งจะต้องแยกใช้

อัลกอลิทึมเลือกทางเดินข้อมูลสาหรับแต่ละเขตย่อยที่อาจแตกต่างกันได้ อัลกอริทึม OSPF มีวิธี
บริหารประเภทการให้บริการโดยการสร้างกราฟขึ้นมาหลายรูป รูปหนึ่งใช้นาหนักหรือมูลค่ากากับสาหรับมาตร

วัดเวลารอคอย รูปที่สองใช้กับมาตรวัดปริมาณผลลัพธ์ รูปที่สาม ใช้กับมาตรวัดระดับความน่าเชื่อถือของระบบ

เป็นต้น แม้ว่าการแยกประเภทนี้จะเพิ่มปริมาณงาน(การคานวณ) ขึ้นหลายเท่า แต่ก็ให้ผลดีในการใช้งานระบบ

ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการอย่างแท้จริง



































รูปที่ 4.41 แสดงวิธีการของ OSPFการสร้างตัวแทนเครือข่ายด้วยรูปกราฟ แล้วจึงคานวณหาเส้นทางที่สั้นที่สุด

ระหว่าง เร้าเตอร์แต่ละตัวไปยังเร้าเตอร์ตัวอื่นทั้งหมด

235





การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4



ื่



ื่
ื่

ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย


ื่

ในการท างานตามปกติ ระบบเครือข่ายต้องการใช้เส้นทางเดินข้อมูลสามประเภท คือ เส้นทางภายใน
เขตย่อย,เส้นทางเดินระหว่างเขตย่อย,และเส้นทางเดินระหว่างเครือข่ายอัตโนมัติ เส้นทางภายในเขตย่อยนั้น
คานวณหาได้ง่ายที่สุด เนื่องจากเร้าเตอร์ผู้ส่งข้อมูลจะทราบเส้นทางที่สั้นที่สุดเพื่อไปยังจุดหมายที่ต้องการอยู่
แล้ว เส้นทางระหว่างเขตย่อยจะมีการทางานอยู่สามขั้นตอนเสมอ คือ หาเส้นทางจากผู้ส่งข้อมูลไปยัง
ระบบสื่อสารหลัก, ส่งข้อมูลผ่านระบบสื่อสารหลักไปยังเขตย่อยของผู้รับข้อมูล, และส่งข้อมูลไปยังผู้รับข้อมูล
กระบวนการนี้บังคับให้เกิดโครงสร้างการทางานแบบรูปดาว โดยมีระบบสื่อสารหลักอยู่ที่ศูนย์กลางและเขต
ข้อมูลทั้งหมด เป็นโหนดอยู่ตามแฉกต่างๆ แพ็กเก็ตจะถูกส่งจากผู้ส่งไปยังผู้รับตามสภาพที่แท้จริงของแพ็กเก็ต

นั้นๆ โดยไม่มีการสร้างแพ็กเก็ตห่อหุ้ม หรือใช้อุโมงค์สื่อสาร ยกเว้นเส้นทางส่งข้อมูลไปยังผู้รับนั้นเป็นแบบ
อุโมงค์สื่อสารอยู่แล้ว











































รูปที่ 4.42 แสดงโครงสร้างบางส่วนของระบบอินเตอร์เน็ตที่ประกอบด้วยระบบเครือข่ายอัตโนมัติและเขตย่อย

236




การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4




ื่
ื่



ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่

เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย

ื่


OSPF แบ่งประเภทของเร้าเตอร์ออกเป็นสี่ประเภท คือ
- เร้าเตอร์ภายในเขตย่อยที่อยู่ภายในเขตย่อยเดียว
- เร้าเตอร์ชายแดนที่เชื่อมต่อกับเขตย่อยตั้งแต่สองเขตขึ้นไป
- เร้าเตอร์ในเขตระบบสื่อสารหลัก


- เร้าเตอร์ที่เชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายอัตโนมัติ


เร้าเตอร์ทั้งสี่ประเภทนี้สามารถเป็นซับเซ็ทของกันและกันได้ เช่น เร้าเตอร์ชายแดนที่เชื่อมต่อกับเขต


ย่อยตั้งแต่สองเขตขึ้นไปนั้นอยู่ในประเภทเร้าเตอร์ในเขตระบบสื่อสารหลักด้วยเสมอหรือเร้าเตอร์ใน

ระบบสื่อสารหลักที่ไม่ได้ติดต่อกับเร้าเตอร์นอกเขตก็จะเป็นเร้าเตอร์ภายในเขตย่อยเช่นกัน ตัวอย่างเร้าเตอร์

ทั้งหมดแสดงอยู่ในเร้าเตอร์เริ่มทางานด้วยการส่งข่าวสารไปบอกเร้าเตอร์ตัวอื่นทุกตัวที่เชื่อมต่อด้วนสายสื่อสาร

โดยตรงแบบจุด-ต่อ-จุด และยังกระจายข่าวสารไปในระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณเพื่อติดต่อกับเร้าเตอร์ที่อยู่

ในเครือข่ายนั้น ส่วนในระบบเครือข่ายวงกว้างเราเตอร์จ าเป็นต้องได้รับข่าวสารเพื่อทราบว่าจะติดต่อกับเร้า

เตอร์ใดเป็นการเฉพาะ การตอบรับจากเร้าเตอร์ต่างๆ จะทาให้เร้าเตอร์แต่ละตัวรู้จักเร้าเตอร์ที่สามารถติดต่อได้

OSPF ทางานโดยการแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างเร้าเตอร์ที่อยู่ติดกัน(adjacent routers) เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา

การสื่อสารกับเร้าเตอร์ข้างเคียง (neighboring routers)ที่มีจานวนค่อนข้างมาก เร้าเตอร์ตัวหนึ่งจะได้รับเลือก

ให้เป็น “ตัวแทนกลุ่มย่อย” ซึ่งจะอยู่ติดกับเร้าเตอร์ตัวอื่นทุกตัวในกลุ่ม และสามารถแลกเปลี่ยนข่าวสาร

ระหว่างกันได้ เร้าเตอร์ข้างเคียงที่ไม่ได้อยู่ติดกันก็จะไม่มีการสื่อสารถึงกัน ตัวสารองตัวแทนกลุ่มย่อยจะถูกกา

หนดไว้เช่นกันเพื่อให้สามารถทางานแทนได้ในกรณีที่ตัวแทนหลักชารุด ในการทางานตามปกต เร้าเตอร์ทุกตัว

จะส่งข้อมูลแพ็กเก็ตบอกสถานะเชื่อมต่อไปยังเร้าเตอร์ตัวแทนกลุ่มย่อยเป็นระยะ แพ็กเก็ตนี้จะบอกให้ทราบ

สถานการณ์ท างาน รวมทั้งค่าธรรมเนียมการสื่อสารซึ่งจะถูกเก็บไว้ในคลังข้อมูล การตอบรับด้วยวิธีการฟลัดดิ้ง

ไปยังสมาชิกจะทาให้การสื่อสารภายในกลุ่มมีความเชื่อถือได้ แต่ละแพ็กเก็ตจะมีหมายเลขลาดับกากับไว้เสมอ

เพื่อไว้ใช้ในการตรวจสอบอายุเร้าเตอร์ จะส่งข่าวสารนี้ในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในตัวเอง เช่น การ

ริเริ่มให้บริการ หรือหยุดให้บริการชั่วคราว หรือการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมการสื่อสาร เร้าเตอร์ทุกตัว

สามารถทราบข่าวสารของเร้าเตอร์ตัวอื่นได้โดยการร้องขอข้อมูลผ่านแพ็กเก็ต บอกสถานะการเชื่อมต่อ ดังนั้น

237





การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4



ื่



ื่
ื่

ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย

ื่


เร้าเตอร์แต่ละคู่ที่อยู่ติดกันจะสามารถแลกเปลี่ยนข่าวสารที่ทันสมัยระหว่างกันได้เสมอซึ่งอยู่ในรูปแพ็กเก็ต IP
เป็นหลัก และข่าวสารนี้จะกระจายไปยังเร้าเตอร์ตัวอื่นได้โดยอัตโนมัติ ประเภทของการสื่อสารพื้นฐาน 5
ประการ
ประเภทข่าวสาร ลักษณะการใช้งาน ทักทาย ใช้สอบถามข้อมูลจากเร้าเตอร์ข้างเคียง ปรับปรุงข้อมูล
บอกสถานะการเชื่อมต่อ แจ้งข้อมูลใหม่แก่เร้าเตอร์ข้างเคียงตอบรับแพ็กเก็ตบอกสถานะการเชื่อมต่อ แจ้ง


ความสาเร็จในการปรับปรุงข้อมูล ลักษณะคลังข้อมูล ประกาศหมายเลขลาดับล่าสุดที่มีอยู่ในคลังข้อมูลร้องขอ

ข้อมูลผ่านแพ็กเก็ตบอกสถานะ ต้องการข้อมูลจากเร้าเตอร์การเชื่อมตอ


การส่งข้อมูลแบบฟลัดดิ้งของแต่ละเร้าเตอร์จะทาให้เร้าเตอร์ทั้งหมดในเขตย่อยสามารถสร้างกราฟ

และคานวณหาเส้นทางที่สั้นที่สุดสาหรับเขตย่อยตัวเองขึ้นมาได เขตย่อยระบบสื่อสารหลักจะได้รับข้อมูล

เพิ่มเติมจากเร้าเตอร์ชายแดน เพื่อคานวณหาเส้นทางที่ดีที่สุดระหว่างเร้าเตอร์ต่างๆได้


ข้อมูลนี้จะได้รับการถ่ายทอดไปยังเร้าเตอร์ชายแดนทุกตัวซึ่งจะแจ้งให้เร้าเตอร์ในเขตย่อยตนเองได้


ทราบ ด้วยข้อมูลนี้เร้าเตอร์สามารถส่งข้อมูลไปยังเร้าเตอร์ในเขตย่อยอื่นที่ผ่านระบบสื่อสารหลักได

Intermediate System-to-Intermediate System (IS-IS)



IS-IS เป็น link-state routing protocol ที่เสนอการบริการเหมือนกับ OSPF อย่างไรก็ตาม IS-IS ถูก

พัฒนาโดย The International Organization For Standardization (ISO) ส่วนของสถาปัตยกรรมของ OSI

network


Intermediate System-to-Intermediate System (IS-IS)ได้รับการออกแบบเพื่อใช้ในระบบ

เครือข่าย DECnet Phase V routing อาศัยระบบสื่อกลาง(router) แลกเปลี่ยน routing information บนฐาน

ของ single metric ที่กาหนด network topology ซึ่งต่อมาได้รับการปรับปรุงใช้งานในโพรโตคอลแบบการ

ติดต่อไม่ต่อเนื่องในชั้นสื่อสารควบคุมระบบเครือข่ายของ ISO เรียกว่า CLNP (Connectionless Network

Protocol ) นอกจากนั้นก็ยังถูกนาไปใช้งานในอีกหลายระบบซึ่งส่วนใหญ่เป็นโพรโตคอลแบบ

238







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4



ื่
ื่

ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด

ื่
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย


ื่

IP IS-IS ยังได้รับการพัฒนาไปใช้ในเครือข่ายการสื่อสารหลักของระบบอินเตอร์เน็ตหลายแห่งรวมทั้ง
NSFNET และระบบโทรศัพท์ติดตามตัวแบบเซลลูล่าร์ CDPD บริษัท Novell ก็นาหลักการนี้ไปใช้ในการนาส่ง
แพ็กเก็ต IPX เรียกว่า NLSP ISOสนับสนุนเอกสาร IS-IS ใน ISO 10589
IS คืออะไร? ในนิยามของ OSI คือ ระบบสุดท้าย (end system(ES)) กล่าวถึง node ของ network
ต่างๆที่ไม่ปฏิบัติกับ routing บางตัว ในทางตรงกันข้าม ระบบสื่อกลาง (intermediate system(IS)) ก็เป็น


router ตัวหนึ่ง ดังนี้ ES-IS protocol จะพิจารณา ESs และ ISs เพื่อจาแนกตัวอื่นๆอีกIS-IS จัดเตรียมrouting

ระหว่าง ISs แต่ละตัว



IS-IS ยอมให้ router แต่ละตัวรักษาแบบอย่างที่สมบูรณ์ของ network’s topology การเลือกทางเดน
ของ IS-IS ถูกวางอยู่บนพื้นฐานความล่าช้า, ความสิ้นเปลืองและความผิดพลาด ความล่าช้า(delay metric)แทน

ความล่าช้าที่เกิดขึ้นทั้งหมดบน link ความสิ้นเปลือง (expense) สัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารใน

การใช้ตัว link ความผิดพลาด (error metric) แทนอัตราความผิดพลาดของตัว link


การใช้ metric พวกนี้ทาให้ IS-IS ใช้แพ็กเก็ตพื้นฐาน 3 ชนิด ประกอบด้วย IS-IS Hello Packet, Link

State Packet(LSP), และ Sequence Number Packet (SNP) IS-IS packet แต่ละตัวจะมีส่วนหัว( header)

ตามด้วยการเพิ่มส่วนของค่าคงที่(fixed portion) และส่วนที่แปรผัน (variable portion) ขอบเขตของแต ่

ละแพ็กเก็ตให้คาจากัดความได้ดังนี้ :



PROTOCOL IDENTIFIER


การจาแนก PROTOCOL- แสดงให้เห็นถึง IS-IS protocol (เท่ากับ 31 เสมอ)


HEADER LENGTH - แสดงความยาวของส่วนหัว(จัดให้มี 8 ไบท์เสมอ)


VERSION - รายการของ IS-IS (ปัจจุบัน version 1)


ID LENGTH - บรรจุขนาด Network Layer Service Access Point (NSAP) ของ address ID


PACKET TYPE - แสดงชนิดของ packet เป็น Hello,LSP หรือ SNP packet

239







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4
ื่
ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่





ื่
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย
ื่



VERSION - ตามหลังขอบเขตของชนิดของแพ็กเก็ต
RESERVED - เป็น 0 เสมอ
MAXIMUM AREA ADDRESSS - แลดงจานวนของ addressที่อนุญาตให้ใช้ใน routing area
โดยพื้นฐานแล้ว IS-IS กระจายโครงสร้างเร้าเตอร์ซึ่งเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดที่คานวณได้ออกไป แต่ละ

เร้าเตอร์จะประกาศที่อยู่ของชั้นสื่อสารควบคุมระบบเครือข่ายที่ผู้อื่นสามารถติดต่อได้ผ่านทาง


แพ็กเก็ตบอกสถานะการเชื่อมต่อ ที่อยู่นี้อาจอยู่ในรูป IP, IPX, AppleTalk หรือแบบอื่นๆก็ได้ IS-IS ยัง

มีความสามารถในการติดต่อกับโพรโตคอล ในชั้นสื่อสารควบคุมระบบเครือข่ายหลายชนิดได้ในเวลาเดียวกัน

ขีดความสามารถหลายอย่างของโพรโตคอล IS-IS ยังนาไปใช้ในโพรโตคอล OSPF ซึ่งได้แก่ขีดความสามารถใน

การสร้างเสถียรภาพของการปรับปรุงข้อมูล จากแพ็กเก็ตบอกสถานะการเชื่อมต่อด้วยตัวเร้าเตอร์เอง ซึ่งเป็น

หลักการสาคัญที่นาไปใช้ในการออกแบบเร้าเตอร์ในระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณและนาไปใช้เป็นวิธีการ

คานวณและสนับสนุนการแบ่งแยกเส้นทางเดิน ข้อมูลและอื่นๆ ดังนั้น IS-IS และ OSPF จึงมีความแตกต่างกัน

น้อยมาก ส่วนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ IS-IS ทาการเข้ารหัสข้อมูลในรูปแบบที่ง่ายต่อการส่งโพรโตคอลใน

ชั้นสื่อสารควบคุมระบบเครือข่ายหลายชนิดไปพร้อมกันได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ OSPF ไม่สามารถทาได ข้อ

ได้เปรียบของ IS-IS นี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีโพรโตคอลใช้งานหลายๆแบบ



Routing Information Protocol (RIP)


RIP เป็น routing protocol ที่นิยมกันมากอีกตัวหนึ่งในการติดต่อสื่อสารของ Internet RIP เป็น

routing protocol ระยะทางซึ่งหมายถึง มันวางรากฐานทางเดินของ routing ของมันตามจานวนการรับ-แล้ว-

ส่งต่อ(hop) ไปจนถึงปลายทาง ในปี 1982 RIP ปรากฏใน Berkeley Software Distribution (BSD) ซึ่งเป็น

version ของUNIX ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Transmission Control Protocol /Internet Protocol(TCP/IP)

ปัจจุบันrouting protocols จานวนมากใช้RIP เป็นพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น routing protocol ของ AppleTalk

อยู่บนพื้นฐานของ RIP บริษัทอื่นๆก็เช่น Novell และ Banyan มีRIP เป็นrouting protocol ตามความจริง

Microsoft ได้เพิ่มประสิทธิภาพWAN ของ NT โดยการเพิ่มการสนับสนุน routing packets ที่วางรากฐานอยู่

บน RIP โพรโตคอลเลือกเส้นทางแบบตารางระยะทาง (RIP) ที่มีพื้นฐานมาจากอัลกอริทึมของ Bellman-Ford

240







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4

ื่

ื่
ื่


ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด

เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย


ื่

วิธีการนี้สามารถท างานได้ดีในระบบขนาดเล็ก แต่ประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อระบบมีขนาดใหญ่ขึ้น รวมทั้งมี
ปัญหาที่เรียก “Cout-to-infinity” และปัญหาความล่าช้าในการค้นหาคาตอบ เร้าเตอร์นา RIP ไปดาเนินการ
โดยเก็บรักษา information ใน ตารางการเดินทาง(routing table)ของมัน คอลัมภ์ปลายทางจะแสดงการ
เชื่อมโยงที่เป็นไปได้ทั้งหมด ในขอบเขตการรับ-แล้ว-ส่งต่อ(hop) ครั้งถัดไปจะหา router port ที่จะส่งแพ็กเก็ต
ถัดไป และในขอบเขตของระยะทางจะมีการค้นหาจานวนการรับ-แล้ว-ส่งต่อ(hop) จนไปถึงปลายทางของ
network ตารางการเดินทาง(routing table) ของ RIP จะบรรจุเส้นทางที่ดีที่สุดที่จะไปถึงปลายทางที่เจาะจง

แล้วเท่านั้น ถ้าตัวเร้าเตอร์ไดรับ routing information ใหม่มาจาก node อื่นๆมันจะบันทึกเอาไว้ RIP เก็บ

รักษาทางเดินของ routingที่เหมาะสม โดยการส่งข้อความการปรับปรุง routing ออกไป ถ้า network

topology มีการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่าง ถ้าตัวเร้าเตอร์พบว่า linkมีข้อบกพร่องมันจะปรับปรุง ตารางการ

เดินทาง(routing table) ของมันเอง ต่อจาดนั้นจึงส่งcopy ของตาราง(table) ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปยังเร้า

เตอร์ข้างเคียง(neighbors)และเร้าเตอร์ข้างเคียง(neighbors)จะปรับปรุงตาราง(table)ของตัวเองด้วย

information ใหม่ และส่งต่อไปยังเร้าเตอร์ข้างเคียง(neighbors)ของมันอีกต่อหนึ่งไปเรื่อยๆ ภายในระยะเวลา

สั้นๆ เร้าเตอร์จะมีinformation ใหม่ แต่ละ field ของ RIP packet เป็นดังนี้



ข้างเคียง(neighbors) RIP จะส่ง applicable rout จาก ตารางการเดินทาง(routing table) กลับมา

และแจ้งให้เร้าเตอร์ข้างเคียง(neighbors) ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ RIP เสนอลักษณะเฉพาะหลายๆอย่าสง

เช่น hop-count,hlod-downs,split horizoms และpoision reverse ปรับปรุงที่ความมั่นคงของตัวมันเอง

hop-count limit หลีกเลี่ยงการส่งไปอย่างไม่สิ้นสุดของแพ็กเก็ตถ้ามันเข้าไปใน routing loop hop-count

limitของ RIP คือ 15จากัดโดยnetwork ที่เล็กกว่า hold-downs ขัดขวางตวเร้าเตอร์จาก routing

information ที่รับมาไม่ถูกต้อง เช่น การนากลับมาที่ไม่เหมาะสมของเส้นทางที่ถูกนากลับมาโดยเร็ว การ

ปรับปรุง(update) จะส่งออกไปเพื่อบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงใน topology เช่น link ที่ผิด,ไม่สามารถไปถึง

อุปกรณ์ทั้งหมดใน network ได้ทันที เพราะฉะนั้นตัวเร้าเตอร์ที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงจะแสดงให้รู้ว่า link

ผิดพลาด จึงควรจะส่งตารางการเดินทาง(routing table)ไปยังเร้าเตอร์ตัวอื่นที่บอกว่า link นั้นไม่ดีโดยเร็ว ตัว

เร้าเตอร์จะนา link ที่ผิดกลับมาอย่างไม่ถูกต้อง

241


การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4





ื่

ื่



ื่

ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย


ื่

Internet Gateway Routing Protocol(IGRP)
IGRP เป็น routing protocol ที่ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงกลาง 1980-1990 โดย Cisco Systems,Inc
จุดประสงค์พื้นฐานของ Cisco คือ สร้าง IGRP เพื่อเป็นprotocol ที่มีความมั่นคงพอสาหรับ routing ที่ใช้ใน
ระบบอัตโนมัติ (Autonomous system(AS)) ช่วงกลางปี 1980-1990 routing protocol ที่ใช้ภายใน AS ที่
นิยมมากคือ Routing information protocol (RIP) ถึงแม้ว่า RIP จะใช้ประโยชน์ได้ดีทีเดียวสาหรับ routing


ภายในที่มีขนาดเล็กถึงขนาดปานกลาง ค่อนข้างจะมีคุณสมบัติเหมือนกับ internetworks ข้อจากัดของมันจะ

ถูกผลักดันโดยการเติบโตของ network โดยเฉพาะการเชื่อมต่อของ RIP ที่มีขนาดเล็ก(16) จะจากัดของ

internetwork และ single metric (hop count) ของมันไม่ได้รับอนุญาตสาหรับ routing ที่มีการเปลี่ยนแปลง

ได้จานวนหนึ่งในทรัพยากรที่ซับซ้อน ความนิยมของ router ของ Cisco และความแข็งแรงของ IGRP ได้รับการ

สนับสนุนจากหลายองค์กรด้วย internetwork ขนาดใหญ่จึงมีการเปลี่ยนจาก RIP มาใช้ IGRP


COMMEND - หาความแตกต่างระหว่างการร้องขอหรือการตอบสนองได้หรือไม่ การร้องขอแพ็กเก็ต

ถามเร้าเตอร์ข้างเคียง(neighbors router)ให้ตอบสนองโดยส่งตารางการเดินทาง(routing table)ของมันไปให้

การตอบรับแพ็กเก็ตอาจเป็นได้ทั้งคาตอบที่เกิดจากการร้องขอหรือตารางการเดินทาง(routing table) ที่

ปรับปรุงใหม่โดยไม่มีการร้องขอ


VERSION NUMBER - จาแนก version ของ RIP



ADDRESS FAMILY IDENTIFIFR -จาเพาะaddress family สาหรับใน internet เลขที่นี้จะต้อง
สอดคล้องกับIP(ค่า value=2)



ADDRESS - จาแนกตารางการเดินทาง(routing table)ของปลายทางที่เฉพาะเจาะจง MATRIC -

จ าแนกจานวนครั้งการรับ-แล้ว-ส่งต่อ ซึ่งจ าเป็นอย่างยิ่งในการไปถึงปลายทางในaddress field

เกี่ยวกับ RIP เร้าเตอร์แต่ละตัวมีอิสระในการส่ง copy ตารางการเดินทาง(routing table)ของมันไป

ยังเร้าเตอร์ข้างเคียง(neighbors)แต่ละตัวของมันโดยเป็นข้อความการตอบสนองทุกๆ30วินาที RIP

packet ตัวหนึ่งจะบรรจุชุดของ Address Family Identifier , Address และ Metric ได้มากกว่า

25 ชุด เพราะฉะนั้น RIP packets หลายๆตัวจึงจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ตารางการเดินทาง(routing

242







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4
ื่
ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่





ื่
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย
ื่



table) ขนาดใหญ่มากๆ ในการเพิ่มนั้นRIP จะเก็บช่วงเวลาของเร้าเตอร์ข้างเคียง(neighbors)แต่ละ
ตัวมาพิจารณาหลังสุด ถ้าใช้เวลามากตัวอยางเช่น 90 วินาที ผ่านไปโดยไม่มีการตอบสนองจากเร้า

เตอร์ Cisco ได้เริ่มใช้ IGRPเป็นเครื่องมือการทางานใน Internet Protocol (IP) networks IGRP ถูก
ออกแบบให้วิ่งไปในทรัพยากรของ network ต่างๆ อย่างไรก็ดีในไม่ช้า
Cisco ก็ออกแบบให้มันสามารถวิ่งในOSI Connectionless-Network Protocol (CLNP) networks

Ciscoพัฒนา IGRP ที่ยกระดับขึ้นในต้นทศวรรษที่ 1990 เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดการของ IGRP ใน

บทนี้จะอธิบายถึงการออกแบบพื้นฐานของ IGRP และการใช้ IGRP เป็นเครื่องมือ


ลักษณะของ IGRP Protocol(IGRP Protocol Characteristics)


IGRP เป็น distance-vector interior gateway protocol (IGP) Distance-vector routing

protocol ร้องขอ router แต่ละตัวที่ส่งทั้งหมดหรือบางส่วนของ routing table ของมัน ข้อความของ

routing-update ที่ส่งเป็นช่วงๆไปยัง router ข้างเคียง(neighboring routers) ของมัน ขณะที่ routing

information แพร่ผ่านไปยัง network ตัว router สามารถคานวณระยะทางของทุกโหนด ภายใน

internetwork Distance-vector routing protocol บ่อยที่จะถูกเปรียบเทียบกับ link-state routing

protocolsที่ซึ่งส่ง information ที่ติดต่อกันในท้องถิ่นไปยังทุกโหนดใน internetwork IGRP ใช้การรวม

(vector) ของ metrics Internetwork delay, bandwidth, reliabilityและ load เป็นปัจจัยทั้งหมดในการ

ตัดสินใจของ routing ผู้บริหารด้าน network สามารถจัดปัจจัยสาคัญของแต่ละ metrics IGRP ใช้

administrator-set หรือไม่ก็ default weightings ที่ใช้คานวณหาเส้นทางที่เหมาะสมอย่างอิสระ IGRP ได้

เตรียมช่วงความกว้างของ metrics ของมัน สาหรับความน่าเชื่อถือ(reliability)และ load ยกตัวอย่างเช่น

สามารถรับค่าระหว่าง 1-255, bandwidth สามารถรับค่าที่ส่งกลับด้วยความเร็วตั้งแต่ 1200 bps ถึง 10 Gbps

ในขณะที่ delay สามารถรับค่าต่างๆตั้งแต่ 1ถึง 2 ถึงเลขที่ 12 Wide metric ranges อนุญาตให้จัด metric

ตามความพอใจใน internetworks ด้วยการกระทาต่างๆที่มีลักษณะเฉพาะมากมาย สิ่งสาคัญที่สุดคือ

องค์ประกอบของ metric สามารถมีอิทธิพลต่อการเลือกเส้นทางโดยใช้วิธีสัญชาติญาณ มีการเปลี่ยนแปลง

เพิ่มขึ้น IGRP ยอมให้ใช้ routing หลายเส้นทาง คู่ของ equal-bandwidth lines สามารถวิ่งไปบนสายกระแส

เดี่ยวของการจราจรใน routing-robin fashion ซึ่งเส้นทางที่สองจะติดโดยอัตโนมัติ ถ้าเส้นทางที่หนึ่งเกิดการ

243







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4
ื่



ื่
ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด

ื่

เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย

ื่


down ลง เช่นเดียวกับ ทางเดินหลายๆทางสามารถใช้ได้สม่าเสมอ ถ้า metrics ของทางเดินแตกต่างกัน ถ้า
ตามตัวอย่าง ทางเดินที่หนึ่งมี 3 ครั้งที่ดีกว่าทางเดินอื่น เพราะ metric ของมันมี 3 ครั้งที่ต่ากว่า ทางเดินที่ดีกว่า
จะถูกใช้ 3 ครั้งซึ่งพบบ่อยๆ routers กับ metrics เท่านั้นที่อยู่ภายในขอบเขตของ route ที่ดีที่สุดที่เคยใช้
เส้นทาง(paths)หลายๆเส้นทาง
Stability Features



IGRP จัดเตรียมเลขที่เฉพาะที่ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมความมั่นคง(stability) ของตัวมัน ดังนี้ก็รวมทั้ง

hold-downs, split horizons, และ poison-reverse updates Hold-downs ถูกใช้เพื่อป้องกันการ update

message จาก route ซึ่งนากลับมาอย่างไม่เหมาะสม ที่ควรมีก่อนที่จะเกิดความเสียหาย เมื่อตัว router หลุด

router ข้างเคียงจะตรวจพบทางผ่านที่ไม่เพียงพอของตารางการปรับปรุง router พวกนี้จะค านวณหาเส้นทาง

( route)ใหม่และส่งรายการการปรับปรุง routing แจ้งไปยัง router ข้างเคียงพวกมันถึงเส้นทาง(route)ที่มีการ

เปลี่ยนแปลงนี้ การทางานนี้เริ่มการปรับปรุงที่แพร่ผ่าน network การเริ่มการปรับปรุงนี้ไม่ได้เกิดทันทีที่ได้รับ

ในทุกอุปกรณ์ใน network ดังนั้นจึงเป็นไปได้สาหรับอุปกรณ์ที่ยังเต็มไปด้วยความผิดพลาดของ network ที่ส่ง

ข้อความการปรับปรุงปกติ(แสดงว่า เส้นทาง (route) ที่เพิ่งขาดไปยังคงดีอยู่) ไปยังอุปกรณ์ที่เพิ่งเคยได้รับแจ้ง


เรื่องความผิดพลาดของ network ในกรณีนี้อุปกรณ์ตัวหลังก็จะบรรจุ(และการประกาศความเป็นไปได)
routing information ที่ผิด Hold –down บอกตัวเร้าเตอร์ที่


hold-down มีการเปลี่ยนแปลงว่าจะมีผลต่อเส้นทาง(route) สาหรับบางช่วงของเวลา ตามปกติช่วง

hold-down ถูกคานวณดีกว่าช่วงเวลาที่จ าเป็นในการ update network ทั้งหมดกับการเปลี่ยนแปลงของ

routing Split horizons มาจากหลักฐานที่ไม่เคยใช้ประโยชน์ในการส่ง information เกี่ยวกับ ส่วนหลังของ

เส้นทาง(route) ในทิศทางจากที่มันมา ภาพแสดงให้เห็นกฎของ



Split horizons Router1(R1) การประกาศครั้งแรกที่มันมี route ไปยัง networkA ไม่มีเหตุผลสาหรับ
Router2(R2)ที่รวมกับเส้นทาง(route)นี้ ในส่วนหลังการปรับปรุงของมันที่ R1 เพราะ R1 จะใกล้กับ networkA



Split horizons rule กล่าวว่า R2 ควรกระทากับเส้นทาง(route) จากการปรับปรุงต่างๆที่ส่งไปยัง R1

Split horizons rule จะช่วยป้องกันการวนซ้าของ routing พิจารณาตัวอย่างดังนี้ กรณีการติดต่อของR1 ไปยัง

244





การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4



ื่

ื่
ื่


ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด

เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย
ื่



networkA ขาดตอน ที่ R1 horizons R2 continues to inform R1 ที่มันสามารถต่อกับ networkA(ผ่าน R1)
ถ้า R1ไม่ฉลาดพอ มันควรจะเก็บเส้นทาง(route) ของR2 ที่เปลี่ยนแปลงที่ความผิดโดยตรงที่ใช้ติดต่อเนื่องจาก
การวนซ้าของ routing แม้ว่า hold-downs จะป้องกันกรณีนี้ Split horizonsถูกใช้เป็นเครื่องมือใน IGRP
เพราะว่าพวกมันจัดหาขั้นตอนภายนอกที่แม่นยา
Split horizons จะป้องกันการวนซ้าของ routing ระหว่างเร้าเตอร์ใกล้เคียง (adjacent router) แต ่


poison-reverse updates เป็นสิ่งจ าเป็นที่จะทาให้การวนซ้าของ routing ขนาดใหญ่ให้จากัดอยู่ในวงจากัด

การเพิ่มมากขึ้นใน routing metric ตามปกติแสดงให้รู้ถึงการวนซ้าของ routing Poison-reverse updates

จะส่งกลับเส้นทาง (route)และสถานที่ในการ hold-down กลับมา ในการใช้ IGRP เป็นเครื่องมือของ Cisco

Poison-reverse updates ส่งไปถ้า route matric มีการเพิ่มขึ้นโดยปัจจัยของ 1.1 และตัวที่ดีกว่า





























Timers

IGRP เก็บเลขที่ของเครื่องควบคุมเวลาและตัวแปรที่เก็บช่วงเวลาไว้ รวมถึงเวลาในการ update ,เวลา
ที่ใช้การไม่ได้,ช่วง hold-time และเวลาที่ติดต่อกัน update timer แสดงความถี่ในการส่งรายการปรับปรุง

routing ที่ควรจะส่ง IGRPไม่เข้าร่มภายในเวลา 90 วินาที Invalid timer แสดงระยะเวลาที่เร้าเตอร์ต้องคอย

ในการขาดของ routing-update messages เกี่ยวกับการแสดงก่อนประกาศว่าเส้นทางนั้นใช้การไม่ได้

245





การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4


ื่



ื่
ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
ื่


เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย

ื่


IGRP
ไม่เข้าร่วมตัวแปรที่มี3 ครั้ง ในเวลาการ update hold-time variable แสดงช่วงเวลาhold-down
IGRP ไม่เข้าร่วมสาหรับ 3 ครั้ง ในช่วงเวลา update timer + 10 วินาที ในที่สุด the flush timer แสดง
ช่วงเวลาในการผ่านก่อนที่ เส้นทาง (route) ควรจะไหลจาก routing table IGRP สาหรับ7 timesในช่วงของ
การ update

Border Gateway Protocol (BGP)

โพรโตคอล OSPF เป็นโพรโตคอลที่กาลังได้รับสนับสนุนให้เป็นมาตรฐานในการเลือกทางเดินข้อมูล

ภายในเครือข่ายอัตโนมัติบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ส่วนโพรโตคอล Border Gateway


Protocol (BGP) ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใช้สาหรับการเลือกทางเดินระหว่างเคือข่ายอัตโนมัติ ทั้งนี้

เนื่องจากการเลือกทางเดินภายในจะคานึงถึงค่าใช้จ่ายเป็นหลัก แต่การเลือกทางเดินระหว่างเครือข่าย จะต้อง
นานโยบายของแต่ละระบบมาร่วมพิจารณาด้วย ตัวอย่างเช่นระบบเครือข่ายอัตโนมัติขององค์กรทั่วไป มีความ

ต้องการที่จะรับและส่งข้อมูลไปยังโฮลต์ใดๆในระบบอินเตอร์เน็ต ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้ตนเองทา
หน้าที่เป็นตัวกลางในการรับและส่งข้อมูลให้กับเครือข่ายอื่น อย่างไรก็ตามองค์กรเหล่านี้ก็ยินดีอย่างยิ่งในการ

ให้บริการแก่ทุกเครือข่ายที่จ่ายค่าบริการ ดังเช่นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่มีความพร้อมทุกด้านที่จะ

ให้บริการแก่ลูกค้าที่ชาระค่าบริการอย่างสม่าเสมอ โพรโตคอล Border Gateway Protocol (BGP) ได้รับการ
ออกแบบมาให้จัดการกับปัญหาเหล่านี้ นโยบายที่ใช้ทั่วไปในระบบเครือข่ายอัตโนมัติจะเกี่ยวข้องกบการเมือง,

การปกครอง, การรักษาความปลอดภัย, และการพาณิชย์ ตัวอย่างเช่น ไม่อนุญาตให้ฝากส่งข้อมูลผ่านบางพื้นที่
ไม่ส่งข้อมูลของ IBM ผ่านระบบ Microsoft ไม่ส่งข้อมูลออกนอกเขตประเทศไทยยกเว้นเป็นการสื่อสารระหว่าง

ประเทศ ไม่ส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายทหาร ยกเว้นในกรณีที่ไม่มีทางเลือกอื่น ไม่เลือกระบบนนทรีเน็ทไว้ใน

เส้นทางที่เริ่มต้นจาก NECTEC นโยบายของแต่ละแห่งจะถูกบันทึกไว้ในเร้าเตอร์ BGP แต่ละตัวในลักษณะของ
ข้อมูล แต่ไม่ใช่ส่วนประกอบของโพรโตคอล เร้าเตอร์BGP จะมองเห็นระบบเครือข่ายประกอบด้วยเร้าเตอร์

BGP ตัวอื่นๆ ซึ่งมีสายสื่อสารเชื่อมต่อถึงกัน เร้าเตอร์ BGP สองตัวจะถือว่าต่อถึงกันถ้าเร้าเตอร์ทั้งคู่เป็นส่วนร่วม

ของเครือข่ายเดียวกัน ถ้าต้องการพิจารณาในเรื่องการฝากส่งข้อมูล ระบบเครือข่ายจะถูกแบ่งออกเป็นสาม
ประเภท ประเภทที่หนึ่ง เรียกว่า เครือข่ายต้นตอ (stub network) ซึ่งจะมีสายสื่อสารเชื่อมต่อกับเร้าเตอร์BGP

เพียงสายเดียว ดังนั้นจึงไม่สามารถรับหน้าที่ในการฝากส่งข้อมูลได้ ประเภทที่สอง เรียกว่า เครือข่ายเชื่อมต่อ

หลายจุด (multiconnected networks) เครือข่ายประเภทนี้สามารถให้บริการฝากข้อมูลได้ถ้ายนยอม

246







การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4
ื่



ื่
ื่

ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด

เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย
ื่



ประเภทที่สาม เรียกว่า เครือข่ายฝากส่ง (transit networks) ซึ่งทาหน้าให้บริการฝากข้อมูลโดยเฉพาะ ได้แก่
เครือข่ายระบบสื่อสารหลัก
เร้าเตอร์ BGP คู่หนึ่งจะสร้างระบบการเชื่อมต่อแบบ TCP(transfer control protocol) เพื่อใช้ในการ
สื่อสารระหว่างกันซึ่งมีข้อดีในการให้บริการที่ไว้วางใจได้และง่ายต่อการทางานเพราะได้ซ่อนส่วนการท างานที่
สลับซับซ้อนไว้จากผู้ใช้ เช่น สามารถนาส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายต่างๆให้โดยอัตโนมัติ โดยพื้นฐานแล้ว BGP ก็คือ
โพรโตคอลตารางบอกข้อมูลระยะทาง ที่มีวิธีการทางานแตกต่างไปจากโพรโตคอลอื่นๆ(เช่น โพรโตคอล RIP)
แทนที่จะเก็บเฉพาะข้อมูลค่าธรรมเนียมในการบริการไปยังเร้าเตอร์เป้าหมายต่างๆ เร้าเตอร์ BGP ทุกตัวจะเก็บ


ข้อมูลเส้นทางเดินข้อมูลที่ใช้งานไปแล้ว ข้อมูลพิเศษนี้จะได้รับการถ่ายทอดไปยังเร้าเตอร์ข้างเคียงด้วย ตัวอย่าง

การใช้เร้าเตอร์ BGP แสดงในภาพที่6a ดูข้อมูลในตารางข้อมูลภายในของเร้าเตอร์ F สมมุติว่า เร้าเตอร์ F ใช้

เส้นทาง FGCD ในการส่งข้อมูลไปยังเร้าเตอร์ D เมื่อเร้าเตอร์ข้างเคียงส่งข้อมูลจะมีลักษณะดังตัวอย่างใน ภาพ

ที่6b โดยสมมุติให้แสดงเฉพาะเป้าหมายเป็นเร้าเตอร์ D ที่ หลักจากที่เร้าเตอร์ F ได้รับข้อมูลมาแล้ว เร้าเตอร์ F

จะเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด เส้นทางที่ส่งมาจากเร้าเตอร์ I และ E นั้นสามารถตัดทิ้งได้เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ต้อง

ผ่านตัวมันเอง ทางเลือกที่เหลืออยู่คือ เส้นทางของเร้าเตอร์ B และ G เร้าเตอร์ BGP จะมีวิธีการสารวจเส้นทาง

และคานวณออกมาเป็นคะแนนหรือระยะทาง เส้นทางที่ขัดกับนโยบายจะถูกกาหนดให้มีระยะทาง


อนันต(infinity) เร้าเตอร์จะเลือกใช้เส้นทางที่มีค่าระยะทางต่าสุด วิธีการสารวจเส้นทางและคานวณออกมาเป็น
ระยะทางนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของอัลกอลิทึม BGP

247






การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4



ื่



ื่
ื่
ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย
ื่




























รูปที่ 4.44 แสดงการทางานส ารวจเส้นทางและคานวณออกมาเป็นระยะทางนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ

อัลกอลิทึม BGP



BGP สามารถแก้ปัญหา “count-to-infinity” ได้เช่น สมมุติให้เร้าเตอร์ G หรือสายสื่อสาร FG เสียหาย

เร้าเตอร์F จะได้รับข้อมูลเส้นทางจากเร้าเตอร์ที่เหลือ คือ BCD, IFGCD, และ EFGCD ซึ่งสองเส้นทางหลังนั้นใช้

ไม่ได้เพราะเป็นเส้นทางที่ผ่านตัวเร้าเตอร์ F เอง ดังนั้นจึงเลือก FBCD เป็นเส้นทางที่จะนาไปใช้ อัลกอลิทึมแบบ

อื่นจะเลือกเส้นทางผิดพลาดเนื่องจากเร้าเตอร์ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเร้าเตอร์ใดมีเส้นทางเดินข้อมูลที่เป็น

อิสระไปยังจุดมุ่งหมายหรือไม่

248






การสอนครงที่ 14 หนวยเรยนที่ 4 บทเรยนที่ 4.4

ื่


ื่

ื่


ชอหนวยเรยน การเชอมตอและการสอสารตามโครงสรางระบบเปด
เรอง กระบวนการ Routing ในระบบเครอขาย
ื่



แบบฝึกหัด
1. จากภาพจงอธิบายกระบวนการ Routing































2.จงบอกข้อแตกต่างการท างานระหว่าง ประเภทของ Routing

- แบบสเตติก (Static Route)
- แบบไดนามิก (Dynamic Route)


Click to View FlipBook Version