ขนมหวานแห่งสยามเมืองไทย
อริสา บุญสุข กล่มุ ที่ 23 เลขที่ 41
รายงานนเี้ ป็ นส่วนหน่งึ ของการศึกษาวชิ าการค้นคว้าและการเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ
สาขาวิชาภาษาองั กฤษเพ่ือการส่ือสาร คณะศิลปะศาสตร์
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2564
ขนมหวานแห่งสยามเมืองไทย
อริสา บุญสุข กล่มุ ท่ี 23 เลขที่ 41
รายงานนเี้ ป็ นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชาการค้นคว้าและการเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ
สาขาวชิ าภาษาองั กฤษเพื่อการส่ือสาร คณะศิลปะศาสตร์
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธัญบุรี
ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 25
ก
คานา
รายงานฉบบั น้ีจดั ทาข้ึนเพ่ือปฏิบตั ิการเขยี นรายงานการคน้ ควา้ ที่ถกู ตอ้ งอยา่ งเป็นระบบ อนั
เป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาวชิ า 01210017-62 การคน้ ควา้ และเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ ซ่ึงจะ
สามารถนาไปใชใ้ นการทารายงานการคน้ ควา้ สาหรับรายวิชาอื่นไดอ้ ีกตอ่ ไป การท่ีผจู้ ดั ทาเลือกทา
เร่ือง “ขนมหวานแห่งสยามเหมืองไทย” เนื่องดว้ ยในสังคมไทยกบั อาหารหวาน เป็นสิ่งที่อยคู่ ่กู นั มา
อยา่ งยาวนาน และมีบทบาทในชีวิตของคนมากพอกบั อาหารคาวที่เป็นอาหารหลกั ดงั น้นั การทา
ความรู้จกั ขนมหวานของไทยน้นั ถือเป็นส่ิงท่ีน่าสนใจเป็นอยา่ งยงิ่ ท้งั ยงั ช่วยอนุรักษข์ นมไทยที่เป็น
เอกลกั ษณ์ของชาติไวใ้ หส้ ืบต่อไปอีกดว้ ย
รายงานเลม่ น้ีกล่าวถึงเน้ือหาที่เก่ียวกบั ความเป็นมาของขนไทย ประเภท เอกลกั ษณ์ วตั ถุดิบ
ที่ใชป้ รุง โอกาสที่นาไปใช้ รวมท้งั ขนมไทยในแต่ละภาค ดงั น้นั จึงเหมาะกบั ผทู้ ่ีสนใจเกี่ยวกบั การ
ทาขนม และช่ืนชอบการทาขนมไทย
ขอขอบคุณผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. พนิดา สมประจบ ท่ีกรุณาใหค้ วามรู้ และคาแนะนา
และขอขอบคุณทา่ นเจา้ ของบทความ งานวิจยั ที่ผเู้ ขยี นใชอ้ า้ งอิงทกุ ทา่ น และหากมีขอ้ บกพร่อง
ประการใด ผเู้ ขียนขอนอ้ มรับไวเ้ พื่อปรับปรุงตอ่ ไป
อริสา บุญสุข
12 ตลุ าคม 2564
ข
สารบญั
หนา้
คานา................................................................................................................................. ก
สารบญั รูปภาพ.................................................................................................................. ง
บทท่ี
1. บทนา................................................................................................................... 1
1.1 ความเป็นมาของขนมไทย.............................................................................. 1
1.2 ประเภทของขนมไทย.................................................................................... 3
1.3 ลกั ษณะจาเพาะของขนมไทย......................................................................... 4
2. วตั ถดุ ิบในการปรุงขนมไทย................................................................................. 5
2.1 วตั ถดุ ิบหลกั ................................................................................................... 5
2.1.1 ขา้ ว และแป้ง...................................................................................... 5
2.1.2 มะพร้าว และกะทิ............................................................................... 6
2.1.3 น้าตาล................................................................................................ 8
2.1.4 ไข.่ ...................................................................................................... 8
2.1.5 ถว่ั หรืองา........................................................................................... 9
2.1.5 กลว้ ย.................................................................................................. 9
2.2 วตั ถดุ ิบปรุงแตง่ กล่ิน หรือสี............................................................................. 10
3. ขนมไทยที่ใชป้ ระกอบในพิธีกรรมสาคญั ต่าง ๆ ................................................. 11
3.1 ขนมในพิธีมงคลสมรส..................................................................................... 11
3.2 ขนมในพธิ ีการต้งั ศาลพระภมู ิ........................................................................... 12
3.3 ขนมในเทศกาลสาคญั ...................................................................................... 13
3.3.1 งานประเพณีสงกรานต.์ ......................................................................... 13
3.3.2 วนั เขา้ พรรษา......................................................................................... 13
3.3.3 วนั สารทไทย......................................................................................... 14
3.3.4 วนั ทาบุญเดือนสาม............................................................................... 14
3.3.5 วนั ทาบญุ เดือนสิบ................................................................................. 14
ค
สารบญั (ต่อ)
บทท่ี หนา้
4. ขนมไทยในแตล่ ะภาค..................................................................................................... 15
4.1 ขนมไทยในภาคเหนือ............................................................................................... 15
4.2 ขนมไทยในภาคกลาง............................................................................................... 16
4.3 ขนมไทยในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ...................................................................... 16
4.4 ขนมไทยในภาคใต.้ ................................................................................................... 17
5. บทสรุป........................................................................................................................... 18
บรรณานุกรม.................................................................................................................................. 19
ง
สารบัญภาพประกอบ
ภาพท่ี หนา้
1 ขา้ วสาร....................................................................................................................... 5
2 มะพร้าวอ่อน............................................................................................................... 6
3 มะพร้าวขดู ................................................................................................................. 6
4 น้ากะทิ....................................................................................................................... 7
5 น้าตาลมะพร้าว........................................................................................................... 8
6 ไข่ไก่........................................................................................................................... 8
7 ถวั่ และงา.................................................................................................................... 9
8 กลว้ ย........................................................................................................................... 9
9 สีน้าเงินจากอญั ชนั ...................................................................................................... 10
10 สีที่ไดจ้ ากธรรมชาติ.................................................................................................... 10
11 วนั ตกั บาตรเทโว......................................................................................................... 13
12 ขนมพ้ืนเมือง............................................................................................................... 15
13 ขนมไทยภาคกลาง...................................................................................................... 16
14 ขา้ วจี่........................................................................................................................... 16
15 ขนมทางภาคใต.้ .......................................................................................................... 17
บทท่ี 1
บทนา
เม่ือกล่าวถึง “ขนมไทย” หลายคนอาจนึกถึงทองหยบิ ทองหยอด ฝอยทอง แตแ่ ทจ้ ริงแลว้
ขนมไทยแตแ่ ทน้ ้นั มีเพยี งไม่กี่ชนิด แต่เนื่องดว้ ยในสมยั กรุงศรีอยธุ ยาตอนปลายน้นั ไดป้ ระดิษฐ์
ขนมหวานข้ึนมาโดยเป็นการผสมผสานความเป็นไทยกบั โปรตุเกสเขา้ ดว้ ยกนั จนกลายเป็นขนม
ไทยที่งดงาม น่ารับประทานในปัจจุบนั น้ี และสุภาพสตรีผูส้ ร้างสรรคข์ นมต่างๆ มีนามวา่ มารีอา กียู
มาร์ เดอ ปี ญา(Maria Guyomar de Phiha) หรือที่รู้จกั กนั ในนามของ เทา้ ทองกีบมา้ เธอมีชื่อเสียง
จากการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีหวั หนา้ หอ้ งเครื่องตน้ วิเสทในราชสานกั และนาอิทธิพลจากอาหารโปรตุเกส
ประดิษฐ์เป็นขนมหวานมากมาย จนไดส้ มญาวา่ เป็น “ราชินีแห่งขนมไทย” ขนมท่ีเช่ือกนั วา่ เทา้ ทอง
กีบมา้ ประดิษฐข์ ้ึนไดแ้ ก่ ทองมว้ น, กะหรี่ปั๊บ, ขนมหมอ้ แกง, ทองพลุ, ทองหยอด, ทองหยบิ
ฝอยทอง, ทองโปร่ง, สงั ขยา, ขนมผิง, สมั ปันนี, ขนมขิง, ขนมไขเ่ ต่า และลูกชุบ
(อาณตั ิ อนนั ตภาค, 2549 : ออนไลน์)
ในปัจจุบนั ขนมไทยหาทานยาก เนื่องดว้ ยคนส่วนมากใหค้ วามสนใจกบั ขนมหวาน
ประเภท เบเกอร์รีมากกวา่ จึงทาใหข้ นมไทยท่ีมีมาแตโ่ บราณคอ่ นขา้ งท่ีจะไดร้ ับความสนใจนอ้ ย
และอาจะเลือนหายไปในอนาคต ดงั น้นั เราจึงควรศึกษา และอนุรักษข์ นมไทยท่ีเป็นเหมือน
เอกลกั ษณ์ของความเป็นไทยน้ีใหอ้ ยสู่ ืบต่อไป
1.1 ความเป็ นมาของขนมไทย
ขนมไทย เป็นของหวานที่ทาและรับประทานกนั ในอาณาจกั รไทย มีเอกลกั ษณ์ดา้ น
วฒั นธรรมประจาชาติไทยคือ มีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรรวตั ถดุ ิบ วิธีการทา ที่
พถิ ีพิถนั รสชาติอร่อยหอมหวาน สีสนั สวยงาม รูปลกั ษณ์ชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการ
รับประทานที่ประณีตบรรจงของขนมแต่ละชนิด ซ่ึงยงั แตกต่างกนั ไปตามลกั ษณะของขนมชนิด
น้นั ๆ
สาหรับ "เขา้ หนม" น้นั พระราชวรวงศเ์ ธอ กรมหมื่นจรัสพรปฏิญาณไดท้ รงต้งั ขอ้
สนั นิษฐานไวว้ า่ "หนม" เพ้ียนมาจาก "ขา้ วหนม" เนื่องจาก "หนม" น้นั แปลวา่ หวาน แตก่ ลบั ไม่
ปรากฏความหมายของ"ขนม" ในพจนานุกรมไทย มีเพียงบอกไวว้ า่ ทางเหนือเรียกขนมวา่ "เขา้
หนม" ดงั น้นั เขา้ หนม แปลวา่ ขา้ วหวาน เรียกส้นั ๆ เร็วๆ กก็ ลายเป็น ขนม มาจนปัจจุบนั
2
อีกขอ้ สนั นิษฐานหน่ึงก็นบั วา่ น่าสนใจไม่นอ้ ย คาวา่ "ขนม" อาจมาจากคาในภาษา
เขมรวา่ "หนม" ท่ีหมายถึงอาหารท่ีทามาจากแป้ง เม่ือลองพิจารณาดูแลว้ พบวา่ ขนมส่วนใหญ่ลว้ น
ทามาจากแป้งท้งั น้นั โดยมีน้าตาลและกะทิเป็นส่วนผสม ดงั น้นั จึงอาจกลา่ วไดว้ า่ "ขนม" เพ้ียนมา
จาก "ขนม" ในภาษาเขมรกเ็ ป็นได ้ ไมว่ า่ ขนมจะมีรากศพั ทม์ าจากคาใดหรือภาษาใด ขนมก็ไดเ้ ขา้ มา
มีบทบาทสาคญั ในสังคมไทยดว้ ยฐานะของขนมไทยอยา่ งเตม็ ภาคภูมิ และคนไทยเองก็ไดช้ ื่อวา่ เป็น
ชนชาติหน่ึงท่ีชอบกินขนมเป็นชีวติ จิตใจ
หลกั ฐานเก่าแก่ที่สุดที่แสดงถึงความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งขนมไทยกบั คนไทยกค็ ือวรรณคดี
มรดกสุโขทยั เร่ืองไตรภมู ิพระร่วง ซ่ึงกล่าวถึงขนมตม้ ท่ีเป็นขนมไทยชนิดหน่ึงไว ้ คาวา่ ขนม มีใช้
มาหลายร้อยปี ยากจะสันนิฐานแน่นอนได้ เช่นเดียวกบั ไม่มีหลกั ฐานยนื ยนั แน่นอนวา่ "ขนมไทย"
เกิดข้นึ มาต้งั แต่สมยั ใดเป็นคร้ังแรก แตต่ ามประวตั ิศาสตร์ไทยมีหลกั ฐานตอนหน่ึงวา่ มีการจารึกช่ือ
ขนมในแทง่ ศิลาจารึก เป็นการจารึกแบบลายแทงสมยั โบราณ ขนมที่ปรากฏคอื "ไข่กบ นกปล่อย
บวั ลอย อา้ ยต้ือ" ถามผใู้ หญด่ ูถึงไดร้ ู้วา่ ไขก่ บ หมายถึง เมด็ แมงลกั นกปล่อย หมายถึง ลอดช่อง บวั
ลอย หมายถึง ขา้ วตอก อา้ ยต้ือ หมายถึง ขา้ วเหนียว ขนมท้งั สี่ใชน้ ้ากระสายอยา่ งเดียวกนั คอื
"น้ากะทิ" โดยใชถ้ ว้ ยใส่ขนม ซ่ึงเราเรียกการเล้ียงขนม 4 อยา่ งน้ีวา่ "ประเพณี 4 ถว้ ย"
ขนมไทยเร่ิมแพร่หลายมากข้ึนในสมยั อยธุ ยา ดงั ปรากฏขอ้ ความในจดหมายเหตหุ ลายฉบบั
บางฉบบั กลา่ วถึง "ยา่ นป่ าขนม" หรือตลาดขนม บางฉบบั กลา่ วถึง "บา้ นหมอ้ " ท่ีมีการป้ันหมอ้
และรวมไปถึงกระทะ ขนมเบ้ือง เตาและรังขนมครก แสดงใหเ้ ห็นวา่ ขนมครกและขนมเบ้ืองน้นั คง
จะแพร่หลายมากจนถึงขนาดมีการป้ันเตาและกระทะขาย
ในสมยั สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชถือไดว้ า่ เป็นยคุ ทองของการทาขนมไทย เม่ือสตรีชาว
โปรตเุ กสเช้ือสายญ่ีป่ ุนนามวา่ "มารี กีมาร์" ผเู้ ป็นภรรยาเจา้ พระยาวิชาเยนทร์ หรือบรรดาศกั ด์ิวา่
"ทา้ วทองกีบมา้ " เขา้ รับราชการเป็นตน้ เคร่ืองขนม ของหวานในวงั ทา่ นไดน้ าไข่ และ น้าตาลทราย
มาเป็นส่วนผสมสาคญั ในขนมไทยและท่านไดด้ ดั แปลงสูตรขนมต่างๆ เช่น ขนมทองหยบิ
ทองหยอด ฝอยทอง ขนมหมอ้ แกง ซ่ึงไดร้ ับความนิยมมาจนถึงปัจจุบนั น้ี
ในทางตรงกนั ขา้ ม ไดม้ ีการคดั คา้ นเร่ืองทา้ วทองกีบมา้ ดดั แปลงใหเ้ ป็นขนมหวานของไทย
โดยใหเ้ หตุผลวา่ “ขนมโปรตุเกสเหล่าน้ีแพร่หลายมาพร้อม ๆ กบั กล่มุ ชนเช้ือสายโปรตุเกสท่ีเขา้ มา
พานกั ในกรุงศรีอยธุ ยามากวา่ 150 ปี ก่อนที่ทา้ วทองกีบมา้ จะเกิดเสียอีก” ท้งั ยงั ไม่มีหลกั ฐานเพยี งพอ
วา่ นางไดผ้ ลิต (ปรีดิ พศิ ภมู ิวิถี, 2554 : ออนไลน)์
3
1.2 ประเภทของขนมไทย
ขนมหวานไทย หมายถึง อาหารชนิดหน่ึงท่ีไมใ่ ช่กบั ขา้ ว แต่เป็นอาหารท่ีรับประทาน
ตามหลงั ของคาว ส่ิงท่ีใชเ้ ป็นของหวานอาจเป็นขนมหรือผลไมก้ ็ไดน้ อกจากจะรับประทานขนม
หวานหลงั ของคาว เราอาจรับประทานขนมหรือขนมหวานในเวลาที่มิไดร้ ับประทานอาหารคาว แต่
จะรับประทานขนมหรือขนมหวานเป็นของวา่ ง (ตาราขนมหวาน, 2539 : ออนไลน์)
ขนมหวานไทยจะมีความหวานนา หรือมีความหวานจนรู้สึกในลิ้นของผรู้ ับประทานการทา
ขนมหวานไทยเป็นเรื่องท่ีตอ้ งศึกษาและฝึกฝนตอ้ งใชศ้ ิลปะ วิทยาศาสตร์และ ความอดทน และ
ความเป็นระเบียบ ความพิถีพถิ นั ในการประกอบ ขนมไทยแทๆ้ ตอ้ งมีกลิ่นหอม หวาน มนั มีความ
ประณีต ท่ีเกิดข้ึนต้งั แต่การเตรียมส่วนผสม จนกระทง่ั วธิ ีการทา ขนมไทยสามารถจดั แบ่งเป็นชนิด
ตา่ งๆ ไดต้ ามลกั ษณะของเครื่องปรุง ลกั ษณะกรรมวิธีในการทา และลกั ษณะการหุงตม้ คอื
1. ขนมประเภทไข่ เช่น ฝอยทอง ทองหยบิ ทองหยอด สังขยา ฯลฯ
2. ประเภทน่ึง เช่น ขนมช้นั ขนมสาลี่ ขนมน้าดอกไม้ ขนมทราย ฯลฯ
3. ขนมประเภทตม้ เช่น ขนมตม้ แดง ขนมตม้ ขาว มนั ตม้ น้าตาล ฯลฯ
4. ขนมประเภทกวน เช่น ขนมเปี ยกปนู ซ่าหร่ิม ขนมตะโก้ ฯลฯ
5. ขนมประเภทอบและผงิ เช่น ขนมดอกลาดวน ขนมบา้ บิ้น ขนมหนา้ นวล ฯลฯ
6. ขนมประเภททอด เช่น ขนมกง ขนมฝักบวั ขนมสามเกลอ ฯลฯ
7. ขนมประเภทปิ้ ง เช่น ขา้ วเหนียวปิ้ ง ขนมจาก ฯลฯ
8. ขนมประเภทเช่ือม เช่น กลว้ ยเช่ือม สาเกเชื่อม ฯลฯ
9. ขนมประเภทฉาบ เช่น เผอื กฉาบ กลว้ ยฉาบ มนั ฉาบ ฯลฯ
10. ขนมประเภทน้ากะทิ เช่น เผือกน้ากะทิ ลอดช่องน้ากะทิ ฯลฯ
11. ขนมประเภทน้าเช่ือม เช่น ผลไมล้ อยแกว้ วุน้ น้าเช่ือม ฯลฯ
12. ขนมประเภทบวด เช่น กลว้ ยบวดชี แกงบวดเผอื ก ฯลฯ
13. ขนมประเภทแช่อิ่ม เช่น มะม่วงแช่อ่ิม มะเขือเทศแช่อ่ิม สะทอ้ นแช่อิ่ม ฯ
4
1.3 ลกั ษณะจาเพาะของขนมไทย
ขนม” เป็นของกินเล่นยามว่าง เป็นอาหารเบา ๆ มีหลากหลายชนิด หลายรสชาติ หลาย
รูปแบบ ขนมมีอิทธิพลต่อการกินและชีวติ ความเป็นอยอู่ ยา่ งมาก คาวา่ “ขนม” มีใชม้ าหลายร้อย
ปี ยากจะสนั นิฐานแน่นอนได้ เช่นเดียวกบั ไม่มีหลกั ฐานยนื ยนั แน่นอนวา่ "ขนมไทย" เกิดข้นึ มา
ต้งั แต่สมยั ใดเป็นคร้ังแรก แต่ตามประวตั ิศาสตร์ไทยมีหลกั ฐานตอนหน่ึงวา่ มีการจารึกช่ือขนมใน
แท่งศิลาจารึก เป็นการจารึกแบบลายแทงสมยั โบราณ ขนมที่ปรากฏคือ " ไข่กบ นกปลอ่ ย มะลิ
ลอย อา้ ยต้ือ " ผหู้ ลกั ผใู้ หญค่ นโบราณ ไดอ้ ธิบายความหมายของขนมเหล่าน้ีไวว้ า่ ไข่กบ
หมายถึง เมด็ แมงลกั ท่ีแช่น้าจนโป่ งพองดูคลา้ ยไข่กบ นกปล่อย หมายถึง ลอดช่องไทย ที่กดผา่ น
ตะแกรงรู หลดุ ลอดลงมาเป็นตวั คลา้ ยกบั นกปล่อยของเสีย มะลิลอย หมายถึง ขา้ วตอก ที่เป็น
แผน่ แบบสีขาว ดูคลา้ ยมะลิลอยน้า อา้ ยต้ือ หมายถึง ขา้ วเหนียวดาน่ึงสุก ขนมท้งั สี่ชนิดน้ี ใชน้ ้า
กระสายอยา่ งเดียวกนั คือ "น้ากะทิ" เค่ียวกบั น้าตาลโตนด เวลาเสิร์ฟจะเสิร์ฟเป็นถว้ ย ๆ แยกกนั 4
ชนิด ซ่ึงเราเรียกการเล้ียงขนม 4 อยา่ งน้ีวา่ "ประเพณีกิน 4 ถว้ ย"
“ขนมไทย” เป็นขนมท่ีเกิดจากฝีมือลว้ น ๆ เป็นของหวานที่มกั ทาและรับประทานกนั ใน
ครัวเรือน มีเอกลกั ษณ์ดา้ นวฒั นธรรมประจาชาติไทยคอื มีความละเอียดอ่อนประณีตในการ
เลือกสรรวตั ถุดิบ มีวิธีการทา ที่พิถีพถิ นั รสชาติอร่อยหอมหวาน สีสันสวยงาม รูปลกั ษณ์ชวน
รับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทานที่ประณีต บรรจงของขนมแต่ละชนิด ซ่ึงยงั แตกตา่ ง
กนั ไปตามลกั ษณะของขนมชนิดน้นั ๆ ขนมไทยทวั่ ไปจะมีความหวานนา หรือมีความหวานจน
รู้สึกในลิ้นของผรู้ ับประทาน การทาขนมไทยเป็นเรื่องท่ีตอ้ งศึกษาและฝึกฝน ตอ้ งใชศ้ ิลปะ
วิทยาศาสตร์ ความอดทน และความเป็นระเบียบ ความพถิ ีพถิ นั ในการประกอบ
บทท่ี 2
วัตถดุ ิบท่ีใช้ในการปรุงขนมไทย
2.1 วตั ถุดบิ หลกั
ขนมหวานไทยมีรสหวานเป็นหลกั บางชนิดกม็ ีรสหวานจดั บางชนิดก็มีรสหวานอ่อนๆ
วตั ถดุ ิบที่ใชใ้ นการประกอบขนมหวานไทย ส่วนใหญ่จะทามาจากขา้ วและจะใชส้ ่วนประกอบอ่ืนๆ
เช่น สี ภาชนะ กล่ินหอมจากธรรมชาติ
2.1.1 ข้าว และแป้ง
การนาขา้ วมาทาขนมของคนไทยเริ่มต้งั แต่ขา้ วไม่แก่จดั ขา้ วอ่อนที่เป็นน้านม นามาทาขา้ ว
ยาคู พอแก่ข้นึ อีกแต่เปลือกยงั เป็นสีเขียวนามาทาขา้ วเมา่ ขา้ วเมา่ ท่ีไดน้ าไปทาขนมไดอ้ ีกหลายชนิด
เช่น ขา้ วเมา่ คลุก ขา้ วเม่าบด ขา้ วเมา่ หมี่ กระยาสารท ขา้ วเจา้ ท่ีเหลือจากการรับประทาน และท่ีนาไป
ทาเป็นแป้ง เช่น แป้งขา้ วเจา้ แป้งขา้ วเหนียว นอกจากน้นั ยงั ใชแ้ ป้งมนั สาปะหลงั ดว้ ย ส่วนแป้งสาลี
มีใชน้ อ้ ย มกั ใชใ้ นขนมท่ีไดร้ ับอิทธิพลจากตา่ งชาติ
ภาพท่ี 1 ขา้ วสาร (ที่มา: chula.ac.th, ออนไลน์)
6
2.1.2 มะพร้าว และกะทิ
มะพร้าวนามาใชเ้ ป็นส่วนประกอบของขนมไทยไดต้ ้งั แต่มะพร้าวอ่อนจนถึง มะพร้าวแก่ ซ่ึง
สามารถแบง่ ได้ ดงั น้ี
1) มะพร้าวอ่อน ใชเ้ น้ือผสมในขนม เช่น เปี ยกสาคู วุน้ มะพร้าว สงั ขยามะพร้าวอ่อน
ภาพท่ี 2 มะพร้าวอ่อน (มะพร้าวอ่อน, 2553: ออนไลน์)
2) มะพร้าวทึนทึก ใชข้ ดู ฝอยทาเป็นไสก้ ระฉีก ใชค้ ลุกกบั ขา้ วตม้ มดั เป็นขา้ วตม้ หวั หงอก และ
ใชเ้ ป็นมะพร้าวขดู โรยหนา้ ขนมหลายชนิด เช่น ขนมเปี ยกปนู ขนมข้ีหนู ซ่ึงถือเป็นเอกลกั ษณ์
อยา่ งหน่ึงของขนมไทย (ส.พลายนอ้ ย, 2537 : ออนไลน)์
ภาพท่ี 3 มะพร้าวขดู (มะพร้าวทึนทึกขดู เส้น, ออนไลน์)
7
3) มะพร้าวแก่ นามาค้นั เป็นกะทิก่อนใส่ในขนม นาไปทาขนมไดห้ ลายแบบ เช่น ตม้ ผสมกบั
ส่วนผสม เช่นกลว้ ยบวชชี แกงบวดตา่ งๆ หรือตกั หวั กะทิราดบนขนม เช่น สาคูเปี ยก ซ่าหริ่ม
ภาพท่ี 4 น้ากะทิ (มะพร้าวกะทิ, ออนไลน์)
8
2.1.3 น้าตาล
แตเ่ ดิมน้นั น้าตาลที่นามาใชท้ าขนมคอื น้าตาลจากตาลหรือมะพร้าว ในบางทอ้ งท่ีใชน้ ้าตาล
ออ้ ย น้าตาลทรายถกู นามาใชภ้ ายหลงั
ภาพที่ 5 น้าตาลมะพร้าว (น้าตาลมะพร้าว, ออนไลน์)
2.1.4 ไข่
เริ่มเป็นส่วนผสมของขนมไทยต้งั แตส่ มยั สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชซ่ึงไดร้ ับอิทธิพลจาก
ขนมของโปรตเุ กส ไขท่ ี่ใชท้ าขนมน้ีจะตีใหข้ ้ึนฟู ก่อนนาไปผสม ขนมบางชนิดเช่น ทองหยบิ
ทองหยอด ฝอยทอง ตอ้ งแยกไข่ขาวและไขแ่ ดงออกจากกนั แลว้ ใชแ้ ตไ่ ขแ่ ดงไปทาขนม (ตาราขนม
หวาน, 2539 : ออนไลน์)
ภาพท่ี 6 ไข่ไก่ (ไขไ่ ก่สด, ออนไลน)์
9
2.1.5 ถว่ั หรืองา
ถว่ั และงาจดั เป็นส่วนผสมท่ีสาคญั ในขนมไทย การใชถ้ วั่ เขยี วน่ึงละเอียดมาทาขนมพบได้
ต้งั แตส่ มยั อยธุ ยา เช่น ขนมพิมพถ์ วั่ ทาดว้ ยถวั่ เหลืองหรือถวั่ เขียวกวนมาอดั ใส่พมิ พ ์
(วรดลุ ตลุ ารกั ษ,์ 2540 : 88-89)
ภาพท่ี 7 ถวั่ และงา (ธญั พชื นานาพนั ธุ์, ออนไลน)์
2.1.6 กล้วย
กลว้ ยมีส่วนเกี่ยวขอ้ งกบั ขนมไทยหลายชนิด ไมว่ า่ จะเป็นขนมกลว้ ย กลว้ ยกวน กลว้ ยเชื่อม
กลว้ ยแขกทอด หรือใชก้ ลว้ ยเป็นไส้ เช่น ขา้ วตม้ มดั ขา้ วเหนียวปิ้ งไสก้ ลว้ ย ขา้ วเม่า กลว้ ยท่ีใชส้ ่วน
ใหญเ่ ป็นกลว้ ยน้าวา้ กลว้ ยแตล่ ะชนิดเมื่อนามาทาขนมบางคร้ังจะใหส้ ีตา่ งกนั เช่น กลว้ ยน้าวา้ เมื่อ
นาไปเช่ือมใหส้ ีแดง กลว้ ยไข่ใหส้ ีเหลือง เป็นตน้ (ฆมนกาล มาตยศิริ, 2542 : ออนไลน์)
ภาพที่ 8 กลว้ ย (กลว้ ย 4 สายพนั ธุ์, ออนไลน)์
10
2.2 วัตถดุ บิ ปรุงแต่งกลน่ิ หรือสี
สีที่ไดจ้ ากธรรมชาติและใชใ้ นขนมไทย มีดงั น้ี
1) สีเขยี ว ไดจ้ ากใบเตยโขลกละเอียด ค้นั เอาแตน่ ้า
2) สีน้าเงิน ไดจ้ ากดอกอญั ชนั
3) สีเหลือง ไดจ้ ากขมิ้นหรือหญา้ ฝร่ัน
4) สีแดง ไดจ้ ากครั่ง
5) สีดา ไดจ้ ากกาบมะพร้าวเผาไฟ นามาโขลกผสมน้าแลว้ กรอง
ภาพที่ 9 สีน้าเงินจากอญั ชนั (ดอกอญั ชนั , ออนไลน์)
ภาพท่ี 10 สีที่ไดจ้ ากธรรมชาติ (Natural Colors, ออนไลน์)
บทท่ี 3
ขนมไทยที่ใช้ประกอบในพธิ สี าคัญ
ขนมไทยไดเ้ ขา้ มามีบทบาทในงานบุญต้งั แต่อดีตมาแลว้ ที่คนไทยทาขนมพิเศษๆ เฉพาะงาน
บญุ หมายถึงในปี หน่ึงๆจะมีการทาขนมชนิดน้นั เพียง 1 คร้ังเทา่ น้นั เน่ืองจากทายากและจะตอ้ งใช้
แรงกายของคนหลายๆคนร่วมกนั ชาวบา้ นจะทาขนมน้นั ๆ ในปริมาณมาก ซ่ึงถา้ เหลือจากงานบญุ ก็จะ
นาไปแจกจ่ายเพอื่ นบา้ นและเกบ็ ไวก้ ินเอง
3.1 ขนมในพธิ ีมงคลสมรส
ถา้ เป็นงานมงคลสมรส มกั จะทาขนมหวานใหค้ รบ 9 สิ่ง ขนมที่ใชใ้ นงานมงคลสมรสตาม
ประเพณีทางฝ่ายเจา้ สาวจะตอ้ งเป็นผจู้ ดั และขนมที่นิยมจดั คอื
1) ฝอยทอง หรือ ทองหยบิ
2) ขนมช้นั
3) ขนมถว้ ยฟู
4) ขนมทองเอก
5) ขนมหมอ้ แกง
6) พทุ ราจีน
7) ขา้ วเหนียวแกว้ หรือวนุ้ หนา้ สีต่างๆ
8) ขนมดอกลาดวน
9) ผลไมต้ ่างๆ ลอยแกว้
แตค่ วามเชื่อบางอยา่ งของคนไทย ขนมที่มีลกั ษณะเป็นเสน้ มกั ใชส้ าหรับทาบญุ อายุ เพราะ
เชื่อวา่ จะช่วยใหม้ ีอายยุ นื ยาว แตก่ ลบั ไม่ใชจ้ ดั ในงานศพ เพราะเช่ือวา่ จะมีการตายอยา่ งต่อเนื่องไม่
เป็นมงคล ความเชื่อเหลา่ น้ีถือเป็นเหตุผลของแตล่ ะบคุ คล
12
3.2 ขนมในพธิ กี ารต้งั ศาลพระภูมิ
ตามความเชื่อบางอยา่ งของคนไทย ขนมที่มีลกั ษณะเป็นเสน้ มกั จะใชส้ าหรับงานทาบุญอายุ
เพราะ เชื่อวา่ จะช่วยใหม้ ีอายุยนื ยาว แต่กลบั ไมใ่ ชจ้ ดั ในงานศพ เพราะเช่ือวา่ จะมีการตายต่อเน่ือง
ไมเ่ ป็นมงคล ความเชื่อเหลา่ น้ีถือเป็นเหตุผลของแต่ละบุคคลมิไดเ้ ป็นขอ้ หา้ มเสียทีเดียวขนมท่ีใช้
เป็นเครื่องสงั เวยพระภูมิ มีดงั ต่อไปน้ี
1) ขนมตม้ ขาว ขนมตม้ ขาวน้นั ใชแ้ ป้งขา้ วเหนียวป้ันเป็นกอ้ นกลม ใส่ไส้น้าตาลหมอ้ ลงไปตม้
ใหส้ ุก โรยดว้ ยมะพร้าวขูด ต่อมาจึงทาหนา้ กระฉีก ซ่ึงเป็นมะพร้าวขดู มาเคี่ยวกบั น้าตาลหมอ้ จน
เหนียว ใชเ้ ป็นไสแ้ ทน ส่วนขนมตม้ แดง ใชแ้ ป้งขา้ วเหนียวแผเ่ ป็นแผน่ แบน ตม้ ใหส้ ุก ราดดว้ ย
หนา้ กระฉีกท่ีค่อนขา้ งเหลว
2) ขนมเลบ็ มือนาง (ขนมคนั หลาว) ขนมเลบ็ มือนางหรือขนมดว้ ง ขนมไทยโบราณอีกชนิด
หน่ึงเวลารับประทานจะไดก้ ลิ่นหอม ๆ ของงา. ตวั ขนมจะมีความเหนียวนุ่ม หวานมนั จากกะทิสด
นิยมทาแค่ 3 สีคอื สีขาว เขยี ว และชมพ.ู ลกั ษณะตวั ขนมจะเรียวแหลมคลา้ ยเลบ็ มือนาง จึงเป็น
ท่ีมาของช่ือขนมน้ี
3) ขนมดอกจอก เป็นขนมที่มีรูปทรงคลา้ ยดอกจอกท่ีมีแหล่งกาเนิดอยใู่ นน้า รูปทรงสวยงาม
น่ารับประทาน
4) ขนมถว่ั แปบ เป็นขนมชนิดหน่ึงทาดว้ ยแป้งขา้ วเหนียวตม้ คลุกกบั มะพร้าว มีไส้ถวั่ เขยี ว
เราะเปลือกน่ึง มีลกั ษณะแบน ๆ คลา้ ยถว่ั แปบ โรยงาและน้าตาล
5) ขา้ วเหนียวแดง
6) ขนมประเภทบวดตา่ งๆ
ของหวานท่ีใชผ้ ลไมจ้ าพวก เผอื ก มนั ฟักทอง เป็นตน้ ตม้ กบั น้าตาลและกะทิ เช่น กลว้ ยบวชชี
แกงบวดเผือก ฯลฯ
13
3.3 ขนมในเทศกาลสาคัญ
3.3.1 งานประเพณสี งกรานต์
ประเพณีสงกรานต์ งานตรุษสงกรานต์ คนไทยถือวา่ เป็นวนั ข้ึนปี ใหมข่ องไทย ขนมท่ีใชท้ า
มีดงั น้ี
1) กะละแม เป็นขนมไทยลกั ษณะเป็นแป้งเหนียวสีดา เป็นขนมหน่ึงในสามชนิดท่ีนิยมทา
ข้นึ ในวนั ปี ใหม่ของคนไทยในสมยั ก่อน ซ่ึงจะตอ้ งทาใหเ้ สร็จก่อนวนั สงกรานต ์
2) ขา้ วเหนียวแดง ขา้ วเหนียวท่ีเอามากวนกบั กะทิและน้าตาลทราย
3.3.2 วันเข้าพรรษา
วนั เขา้ พรรษาตรงกบั วนั แรม 1 ค่า เดือน 8 เป็นวนั ที่พระสงฆ์ ตอ้ งอยจู่ าวดั ไม่ออกไปคา้ ง
แรมท่ีอ่ืนระยะเวลา 3 เดือน เพราะเป็นฤดูฝน ขนมที่นิยมทา ไดแ้ ก่
1) ขา้ วตม้ ผดั ขนมไทยโบราณ ทาจากขา้ วเหนียว ห่อใบตอง นาไปน่ึง ใส่ไสก้ ลว้ ย ขนมเมนูนี
2) ไดร้ ับความนิยมในการรับประทาน นิยมทากินในงานบญุ ประเพณี
3) แกงบวดต่างๆไดแ้ กงบวดฟักทอง บวดมนั สาปะหลงั
ภาพที่ 11 วนั ตกั บาตรเทโว (พิธีตกั บาตรลกู โยน, ออนไลน์)
14
3.3.3 วนั สารทไทย
วนั สารทไทยตรงกบั วนั แรม 15 ค่า เดือน 10 ขนมท่ีใชท้ ากนั ไดแ้ ก่ “กระยาสารท”
เป็นขนมไทย ท่ีทาจากถวั่ งา ขา้ วควั่ และน้าตาล มกั ทากนั มากในช่วงสารทไทย แรม 15 ค่า ปลาย
เดือน 10 และบางทอ้ งถิ่นนิยมรับประทานกบั กลว้ ยไข่ มีกลา่ วถึงในนิราศเดือนวา่ ขนมกระยาสารท
เป็นขนมโบราณ มีความพเิ ศษตรงท่ีเป็นขนมสาหรับงานบุญประเพณีของไทย เรียกไดว้ า่ เป็นขนมท่ี
ประเพณี และวนั เวลาเป็นของตวั เองชดั เจนมากเลยทีเดียว จนอาจจะทาใหห้ ลายคนนึกสงสัยข้นึ มาได้
วา่ ทาไมขนมกระยาสาทรหอมหวานท่ีเป็นแพเหนียว ๆ น้ี จึงมีความสาคญั มากเสียจนตอ้ งจดั พธิ ี
ทาบญุ ดว้ ยขนมกระยาสารท (วนั ดี ณ สงขลา, 2527 : ออนไลน)์
3.3.4 วันทาบุญเดือนสาม
เป็นเทศกาลบญุ ของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ เรียกวา่ งานบญุ ขา้ วจ่ี เป็นการจดั
อาหารมาถวายพระท่ีอยู่ ณ สถานท่ีของวดั เพื่อปลงอาบตั ิคร้ังใหญ่ในรอบปี ขนมท่ีใช้ ไดแ้ ก่
1) ขนมเทียน เป็นขนมไทยด้งั เดิมท่ีเขา้ ใจวา่ ดดั แปลงมาจากขนมเข่งของชาวจีนเช้ือสายไทยที่
นิยมทาในวนั สารทจีน แต่จะห่อดว้ ยใบตองเป็นรูปสาเหลี่ยม และยดั ดว้ ยไสต้ ่างๆ
2) ขา้ วตม้ ผดั เป็นขนมไทยโบราณ ทาจากขา้ วเหนียว ห่อใบตอง นาไปน่ึง ใส่ไส้กลว้ ย
3) ขา้ วจี่ เป็นอาหารพ้นื บา้ นของภาคอีสานและภาคเหนือ ทาจากขา้ วเหนียวน่ึงทาเกลือ ป้ัน
เป็นรูปกลมหรือรีเสียบไมน้ าไปยา่ งบนเตาถา่ น ไฟอ่อนพอเกรียมนามาชุบไข่ แลว้ นาไปยา่ ง
ใหมจ่ นเหลือง ดึงไมท้ ่ีเสียบไวอ้ อก ยดั น้าตาลออ้ ยเขา้ ไปแทน น้าตาลจะละลายเป็นไส้ และนิยม
ทากนั มากในช่วงเดือนสามของทุกปี (ยรู กมลเสรีรัตน์, 2538 : ออนไลน์)
3.3.5 วันทาบญุ เดือนสิบ
การทาบญุ เดือนสิบ ตรงกบั วนั แรม 1 ค่า เดือน 10 เป็นเทศกาลของภาคใต้ เป็นการทาบุญ
แผน่ ส่วนกศุ ลใหก้ บั ผลู้ ว่ งลบั ไปแลว้ ขนมที่ใชใ้ นการทาบุญเดือนสิบ ไดแ้ ก่
1) ขนมลา หมายถึง เส้ือผา้ แพรพนั
2) ขนมกง หมายถึง เครื่องประดบั
3) ขนมเบซา หมายถึง เบ้ือหรือเงินใชส้ อย
4) ขนมพอง หมายถึง แพล่องขา้ ม
5) ขนมสะบา้ หมายถึง สะบา้ ท่ีใชใ้ นการละเล่น
บทที่ 4
ขนมไทยในแต่ละภาค
ขนมไทยในแต่ละภาคน้นั จะมีลกั ษณะ และรสชาติท่ีโดดเด่น เป็นเอกลกั ษณ์แตกต่างกนั
ไป ตามวฒั นธรรมพ้ืนเมือง และตามวิถีชีวติ ของคนในแตล่ ะภาค
4.1 ขนมไทยในภาคเหนือ
ส่วนใหญจ่ ะทาจากขา้ วเหนียว และส่วนใหญ่จะใชว้ ธิ ีการตม้ เช่น ขนมเทียน ขนมวง ขา้ วตม้
หวั หงอก มกั ทากนั ในเทศกาลสาคญั เช่นเขา้ พรรษา สงกรานต์ ขนมท่ีนิยมทาในงานบุญเกือบทุก
เทศกาลคือขนมเทียนหรือขนมจ๊อก ขนมที่หาซ้ือไดท้ วั่ ไปคือ
ขนมปาดซ่ึงคลา้ ยขนมศิลาออ่ น ขา้ วอีตหู รือขา้ วเหนียวแดง ขา้ วแตนหรือขา้ วแต๋น ขนมเกลือ ขนม
ท่ีมีรับประทานเฉพาะฤดูหนาว ไดแ้ ก่ ขา้ วหนุกงา ซ่ึงเป็นงาควั่ ตากบั ขา้ วเหนียว ถา้ ใส่น้าออ้ ยดว้ ย
เรียกงาตาออ้ ย ขา้ วแคบหรือขา้ วเกรียบวา่ ว ลกู ก่อ ถวั่ แปะยี ถวั่ แระ ลูกลานตม้ (เฟ่ื อฟ้า เปี ยจาปา,
2540 : 236-237)
ในจงั หวดั แม่ฮ่องสอน ขนมพ้ืนบา้ นไดแ้ ก่ ขนมอาละหวา่ ซ่ึงคลา้ ยขนมหมอ้ แกง ซ่ึง
คลา้ ยขนมอาละหวา่ แต่มีการหมกั แป้งใหฟ้ ูก่อน ขนมส่วยทะมินทาจากขา้ วเหนียวน่ึง น้าตาล
ออ้ ย และกะทิ ในช่วงที่มีน้าตาลออ้ ยมากจะนิยมทาขนมอีก 2 ชนิดคือ งาโบ๋ ทาจากน้าตาลออ้ ยเคยี่ ว
ใหเ้ หนียวคลา้ ยตงั เมแลว้ คลกุ งา กบั แปโหย่ ทาจากน้าตาลออ้ ยและถวั่ แปยี มีลกั ษณะคลา้ ยถวั่ ตดั
(ปาริชาติ เรืองวิเศษ, 2536 : ออนไลน์)
ภาพท่ี 12 ขนมพ้ืนเมือง (ขนมพ้ืนเมืองลา้ นนา, ออนไลน์)
16
4.2 ขนมไทยในภาคกลาง
ส่วนใหญ่ทามาจากขา้ วเจา้ เช่น ขา้ วตงั นางเลด็ ขา้ วเหนียวมูน และมีขนมที่หลดุ ลอดมาจาก
ร้ัววงั จนแพร่หลายสู่สามญั ชนทว่ั ไป เช่น ขนมกลีบลาดวน ลกู ชุบ หมอ้ ขา้ วหมอ้ แกง ฝอยทอง
ทองหยบิ ขนมตาล ขนมกลว้ ย ขนมเผือก เป็นตน้
ภาพที่ 13 ขนมไทยภาคกลาง (ขนมไทยชาววงั ทองท้งั 9, ออนไลน)์
4.3 ขนมไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เป็นขนมที่ทากนั งา่ ยๆ ไม่พถิ ีพถิ นั มากเหมือนขนมภาคอ่ืน ขนมพ้ืนบา้ นอีสานไดแ้ ก่ ขา้ วจ่ี
บายมะขามหรือมะขามบา่ ยขา้ ว ขา้ วโป่ ง นอกจากน้นั มกั เป็นขนมในงานบุญพธิ ี ท่ีเรียกวา่ “ขา้ ว
ประดบั ดิน” โดยชาวบา้ นนาขา้ วท่ีห่อใบตอง มดั ดว้ ยตอกแบบขา้ วตม้ มดั กระยาสารท ขา้ วทิพย์
ขา้ วยาคู ขนมพ้นื บา้ นของจงั หวดั เลยมกั เป็นขนมงา่ ยๆ (ปาริชาติ เรืองวิเศษ, 2536 : ออนไลน)์
ภาพท่ี 14 ขา้ วจ่ี (ขนมไทยภาคอีสาน, ออนไลน์)
17
4.4 ขนมไทยในภาคใต้
ชาวใตม้ ีความเช่ือในเทศกาลวนั สารท เดือนสิบ จะทาบุญดว้ ยขนมท่ีมีเฉพาะในทอ้ งถ่ิน
ภาคใตเ้ ท่าน้นั ขนมพ้นื บา้ นภาคใต้ ไดแ้ ก่
1) ขนมหนา้ ไข่ ทาจากแป้งขา้ วเจา้ นวดกบั น้าตาล นาไปน่ึง หนา้ ขนมทาดว้ ย กะทิผสมไข่
น้าตาล เกลือ ตะไคร้และหวั หอม ราดบนตวั ขนม แลว้ นาไปน่ึงอีกคร้ัง
2) ขนมฆีมนั ไม ้ เป็นขนมของชาวไทยมุสลิม ทาจากมนั สาปะหลงั นาไปตม้ ใหส้ ุก โรยดว้ ยแป้’
ขา้ วหมาก เก็บไว้ 1 คืน 1 วนั จึงนามารับประทาน
3) ขนมจูจ้ ุน ทาจากแป้งขา้ วเจา้ นวดกบั น้าเชื่อม แลว้ เอาไปทอด มีลกั ษณะเหนียวและอมน้ามนั
4) ขนมคอเป็ด ทาจากแป้งขา้ วเจา้ ผสมกบั แป้งขา้ วเหนียว นวดรวมกบั ไข่ไก่ รีดเป็นแผน่ ตดั
เป็นชิ้นๆ เอาไปทอด สุกแลว้ เอาไปเคลา้ กบั น้าตาลโตนดท่ีเคย่ี วจนเหนียวขน้
5) ขนมคนที ทาจากใบคนที ผสมกบั แป้งและน้าตาล น่ึงใหส้ ุก คลกุ กบั มะพร้าวขดู จิ้มกบั
น้าตาลทราย
6) ขนมกอแหละ ทาจากแป้งขา้ วเจา้ กวนกบั กะทิและเกลือ เทใส่ถาด โรยตน้ หอม ตดั เป็นชิ้นๆ
โรยหนา้ ดว้ ย มะพร้าวขดู คว่ั กงุ้ แหง้ ป่ น และน้าตาลทราย
7) ขนมกา้ นบวั ทาจากขา้ วเหนียวน่ึงสุก นาไปโขลกดว้ ยครกไมจ้ นเป็นแป้ง รีดใหแ้ บน ตาก
แดดจนแหง้ ตดั เป็นรูปสี่เหล่ียมผนื ผา้ ทอดใหส้ ุก ฉาบดว้ ยน้าเช่ือม
(สารานุกรมวฒั นธรรมภาคใต,้ 2523 : ออนไลน์)
ภาพท่ี 15 ขนมทางภาคใต้ (ขนมกา้ นบวั , ออนไลน์)
บทที่ 5
บทสรุป
ขนมไทยเป็นสิ่งท่ีบง่ บอกความเป็นไทยไดอ้ ยา่ งชดั เจน เอกลกั ษณ์ดา้ นวฒั นธรรมประจา
ชาติไทยคือ มีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรรวตั ถดุ ิบ วิธีการทา ที่พถิ ีพิถนั รสชาติอร่อย
หอมหวาน สีสนั สวยงาม รูปลกั ษณ์ชวนรับประทาน
ขนมหวานไทยจะมีความหวานนามีกล่ินหอม หวาน มนั มีความประณีต ท่ีเกิดข้ึนต้งั แตก่ าร
เตรียมส่วนผสม จนกระทงั่ วิธีการทา
วตั ถุดิบหลกั ของขนมไทยสามารถหาไดต้ ามธรรมชาติ เช่น กะทิ ขา้ ว กลว้ ย น้าตาลมะพร้าว
รวมท้งั วตั ถดุ ิบปรุงแต่งกล่ิน สี ท่ีสามารถหาไดจ้ ากธรรมชาติเช่นเดียวกนั
ขนมไทยไดเ้ ขา้ มามีบทบาทในงานบุญต้งั แต่อดีตมาแลว้ ท่ีคนไทยทาขนมพิเศษๆ เฉพาะงาน
บญุ ข้ึน นนั่ หมายถึงในปี หน่ึง ๆ จะมีการทาขนมชนิดน้นั เพียง 1 คร้ังเทา่ น้นั เน่ืองจากทายากและ
จะตอ้ งใชแ้ รงกายของคนหลายๆคนร่วมกนั ไมว่ า่ จะเป็นงานแต่ง งานบุญประเพณีตา่ ง ๆ
ขนมไทยในแตล่ ะภาคน้นั จะมีลกั ษณะ และรสชาติท่ีโดดเด่น เป็นเอกลกั ษณ์แตกตา่ งกนั ไป
ตามวฒั นธรรมพ้ืนเมือง และตามวิถีชีวติ ของคนในแต่ละภาค
ภาคเหนือส่วนใหญ่จะทาจากขา้ วเหนียว และส่วนใหญ่จะใชว้ ิธีการตม้ เช่น ขนมเทียน
ขา้ วตม้ หวั หงอก ฯลฯ
ขนมไทยในภาคกลางส่วนใหญ่ทามาจากขา้ วเจา้ เช่น ขา้ วตงั นางเลด็ ขา้ วเหนียวมนู และมี
ขนมท่ีหลุดลอดมาจากร้ัววงั จนแพร่หลายสู่สามญั ชนทวั่ ไป เช่น ขนมกลีบลาดวน ลกู ชุบ หมอ้ ขา้ ว
หมอ้ แกง ฝอยทอง ทองหยบิ ขนมตาล ฯลฯ
ขนมไทยในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ เป็นขนมที่ทากนั งา่ ยๆ ไม่พิถีพิถนั มากเหมือนขนม
ภาคอ่ืน ขนมพ้ืนบา้ นอีสานไดแ้ ก่ ขา้ วจ่ี บายมะขามหรือมะขามบ่ายขา้ ว ขา้ วโป่ ง ฯลฯ
ขนมไทยในภาคใต้ ชาวใตม้ ีความเชื่อในเทศกาลวนั สารท เดือนสิบ จะทาบุญดว้ ยขนมท่ีมี
เฉพาะในทอ้ งถ่ิน ภาคใตเ้ ทา่ น้นั
ในปัจจุบนั ขนมไทยหาทานยาก เนื่องดว้ ยคนส่วนมากใหค้ วามสนใจกบั ขนมหวานประเภท
เบเกอร์รีมากกวา่ จึงทาใหข้ นมไทยท่ีมีมาแต่โบราณคอ่ นขา้ งที่จะไดร้ ับความสนใจนอ้ ยและอาจะ
เลือนหายไปในอนาคต ดงั น้นั เราจึงควรศึกษา และอนุรักษข์ นมไทยที่เป็นเหมือนเอกลกั ษณ์ของ
ความเป็นไทยน้ีให้อยสู่ ืบต่อไป
บรรณานุกรม
“ขนมไทยในพธิ ีตา่ งๆ,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: https://www.baanjomyut.com
/library_3/thai_desserts/02.html, 2543. [สืบคน้ เม่ือ 15 กนั ยายน 2564].
“ขนมในงานพธิ ี,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: https://keeratikorn.wordpress.com, 2555.
[สืบคน้ เมื่อ 15 กนั ยายน 2564].
“ขนมในเทศกาลต่างๆ,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: https://sites.google.com/site
/thaikanom/kanominfestival, 2553. [สืบคน้ เมื่อ 15 กนั ยายน 2564].
“ขนมมงคลสาหรับงานสาคญั ,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: https://www.chiangmaicitylife.com
/spoonandfork/spoon-and-fork-magazine/nine-auspicioussweets/, 2563.
[สืบคน้ เมื่อ 15 กนั ยายน 2564].
“ความเป็นมาของขนมไทย,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก:
https://sites.google.com/site/0926kanomthai/dessert_ofthailandhtml, 2552.
[สืบคน้ เมื่อ 14 กนั ยานยน 2564].
“ประเภทของขนมไทย,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: https://www.baanjomyut.com
/library_3/thai_desserts/04.html#, 2543. [สืบคน้ เมื่อ 14 กนั ยายน 2564].
“วตั ถุดิบในการปรุงขนมไทย,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: https://stu40113site.wordpress.com/,
2558. [สืบคน้ เม่ือ 14 กนั ยายน 2564].
“วตั ถุดิบท่ีใชใ้ นการปรุงขนมไทย,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: http://kanomthaidede.blogspot.com
/2016/02/blog-post_9.html?m=1, 2559. [สืบคน้ เมื่อ 14 กนั ยายน 2564].
20
ศราวุธ เสือวงศ.์ “ลกั ษณะเด่นของขนมไทย,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: https://sites.google.com/site
/thaidessertthailand/phu-txng-khang, 2553. [สืบคน้ เม่ือ 14 กนั ยายน 2564].
“เอกลกั ษณ์ของขนมไทย,” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: https://sites.google.com/site/eye18721
/xeklaksn-khxng-khnm-thiy, 2557. [สืบคน้ เม่ือ 14 กนั ยายน 2564].