The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by subtawee.79903, 2021-09-22 22:46:54

นิทานพื้นบ้าน-1

นิทานพื้นบ้านสี่ภาค



นิทานพื้นบ้าน






(ภาคกลาง)

เรื่อง พระนางจามเทวี























มีพระมเหสีของเจ้าเมืองอโยธยาองค์หนึ่ง

ชื่อ “พระนางจามเทวี” เป็นราชธิดาของกษัตริย์


กรุงละโว้ ซึ่งได้ยกพระธิดาให้เจ้าเมืองอโยธยา

พระนางก็ได้มาอยู่ที่กรุงอโยธยาจนกระทั่งกษัตริย์


กรุงอโยธยาเสด็จสวรรคต พระนางจามเทวีจึงได้

ปกครองกรุงอโยธยา เมื่อปกครองแล้วข้าราช

บริพาร ทหาร เสนา อ ามาตย์ต่าง ๆ ไม่พอใจใน


พระนาง ก็เลยคิดการจับพระนางจามเทวี และ

สถาปนาราชวงศ์ลูกหลานของพระเจ้าแผ่นดินองค์


เดิมขึ้นครองกรุงอโยธยาแทน

ส่วนพระนางจามเทวีนี้ก็ถูกเนรเทศให้ไป

ครองเมืองที่ไกล พระนางได้ไปอยู่ที่เมืองล าพูน


แต่เรียก”หริพุญชัย” พระนางได้ประสูติพระโอรส

เป็นฝาแฝด 2 คนด้วยกัน เมื่อประสูติพระโอรส


แล้ว พระนางจามเทวีก็คิดจะสร้างอะไรขึ้นมาสัก

อย่างหนึ่งเพื่อเป็นอนุสรณ์ ก็เลยสร้างเจดีย์ใหญ่

ขึ้นที่เมืองหริภุญไชย (ปัจจุบันเรียกว่าเจดีย์


หริภุญไชย) เจดีย์นี้เป็นเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองของ

เมืองหริพุญชัย (ปัจจุบันคือ เมืองล าพูน) ส่วน

พระโอรส 2 พระองค์เมื่อเจริญวัยขึ้นมา พระนาง


ส่งโอรสขึ้นทางทิศตะวันออก และสร้างเมืองขึ้น

คือ “เมืองเขลางนคร (ปัจจุบันคือ ล าปาง)”


จากต านานเรื่องนี้วิเคราะห์ได้ว่า พระนาง

จามเทวีจะต้องเป็นคนเก่งและเป็นที่เลื่องลือของ

ประชาชนมาก จึงได้เล่าสืบต่อกันมาว่าพระนาง

จามเทวีเป็นกษัตริย์หรือเจ้าเมืองที่ครองกรุงโบรา


รณซึ่งเป็นผู้หญิงที่เก่ง แต่ตัวพระนางเองก็ได้ถูก

กบฏหรือถูกจับตัวให้ไปครองเมืองอื่น เจ้าเมือง

รามปุระ ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันทางประวัติศาสตร์ว่า


เป็นเมืองใดแน่ แต่คนกรุงเก่าหรืออยุธยาดั้งเดิมซึ่ง

เป็นคนเฒ่าแก่บอกว่า พระนางเป็นกษัตริย์ผู้หญิง


ของอโยธยาเดิมซึ่งมีมาก่อนกรุงศรีอยุธยา



แง่คิดของนิทาน


นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานพื้นบ้านหรือเรื่อง


โบราณ เป็นต านานของกรุงอโยธยาและเกี่ยวข้อง


กับเจดีย์หริภุญไชย เป็นความภูมิใจของคนเก่า ๆ


แก่ ๆ ว่า หริภุญไชยเจดีย์ใหญ่นั้น คนอยุธยาเป็น


คนสร้างขึ้นมา

เรื่อง พิกุลทอง























กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีหญิงสาวสวย คน

หนึ่งชื่อว่า “พิกุล” กล่าวกันว่าเธอมีความสวยทั้ง


หน้าตาและ กิริยามรรยาท มารดาของเธอตาย

ตั้งแต่เธอยังเล็กมาก ดังนั้นเธอจึงได้รับการเลี้ยงดู


จากแม่เลี้ยงซึ่งเธอเองก็มีลูกสาวคนหนึ่ง ชื่อว่า

“มะลิ” แต่ก็โชคร้ายที่ว่าทั้งแม่เลี้ยงและลูกสาว

ของเธอนั้นเป็นคนใจร้าย ทั้งคู่จะบังคับให้พิกุล


ท างานหนักทุกวัน

อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากต าข้าวเสร็จแล้ว


พิกุลก็ออกไปตักน้ าที่ล าธารซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน

นัก ในขณะเดินทางกลับ ทันใดนั้นก็มีหญิงชราคน

หนึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้าของพิกุลและขอน้ าเธอ


ดื่ม พิกุลดีใจมากที่ได้ช่วยหญิงชราคนนั้น เธอเอา

น้ าให้หญิงชราและบอกให้เธอเอาน้ าไปอีกเพื่อจะ


ได้ล้างหน้า และล้างตัวให้สดชื่น พิกุลบอกหญิง

ชราว่าไม้ต้องห่วงเพราะถ้าน้ าไม่พอเธอจะไปตัก

มาอีก หญิงชรายิ้มและกล่าวว่า “เธอนี่นอกจาก


จะสวยแล้วยังใจดีอีกถึงแม้ว่าฉันจะดูยากจน

และมอมแมมเธอก็ปฏิบัติกับฉันเป็นอย่างดี”

หลังจากกล่าวชื่นชมพิกุลแล้ว หญิงชราก็ให้


พรวิเศษกับเธอ และด้วยอ านาจของพรวิเศษนี้จะ

ท าให้ดอกพิกุลทองค าร่วงออกมาจากปากของเธอ


เมื่อใดก็ตามที่เธอรู้สึกสงสารใครหรือสิ่งใด

หลังจากหญิงชราให้พรวิเศษแก่พิกุลแล้ว ก็หาย

วับไปต่อหน้าต่อตาของเธอ พิกุลก็รู้ทันทีว่าแท้ที่

จริงแล้วหญิงผู้นั้นเป็นนางฟ้าจ าแลงมาให้พรวิเศษ


แก่ตน ทันทีที่กลับถึงบ้านช้า เธอก็ถูกแม่เลี้ยงดุด่า

ว่าไปเถลไถลเพื่อหนีงาน ดังนั้นพิกุลจึงเล่าเรื่อง

ทั้งหมด ให้ผู้เป็นแม่เลี้ยงฟังพร้อมกับเกิด


ความรู้สึกสงสารใน ขณะเล่าจึงท าให้ดอกพิกุล

ทองค าร่วงออกมาจากปากของเธอด้วย แม่เลี้ยง


จอมละโมบก็เปลี่ยนอารมณ์จากโกรธเป็นละโมบ

ในทันทีพร้อมกับตะครุบดอกพิกุลทองทั้ง หมดไว้

ในขณะที่ปากก็สั่งให้พิกุลพูดต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อ


สนองความละโมบของเธอนั่นเอง

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา แม่เลี้ยงของพิกุลก็

เก็บรวบรวมดอกพิกุลทองค าไว้ให้มากที่สุดเท่าที่


จะท าได้ เพื่อน าไปขายและได้เงินมามากมาย ชีวิต

ทุกคนตอนนี้ก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พิกุลเองก็ไม่


ต้องท างานหนักเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ถูกบังคับให้

พูดทั้งวันเพื่อให้ดอกพิกุลทองค าออกมาจากปาก

ของเธอมาก ๆ นั่นเอง พิกุลทองอ่อนล้าไปกับการ

ตอบสนองความละโมบของแม่เลี้ยง ตอนนี้พิกุล


เองเกิดเจ็บคอและกลายเป็นคน เสียงแหบเสียง

แห้งไปเลย เธอพูดไม่ได้ไประยะหนึ่ง อาการเช่นนี้

ท าให้แม่เลี้ยงโมโหมากขึ้นจนถึงขั้นตบตี พิกุลเพื่อ


พยายามยังคับให้เธอพูดแต่พิกุลก็พูดไม่ได้แม้แต่

ค าเดียว


เพื่อตอบสนองความละโมบของตน ตัวแม่

เลี้ยงเองจึงตัดสินใจส่งลูกสาวของตนนามว่ามะลิ

ไปท าตามอย่างพิกุลบ้าง มะลิถูกส่งไปยังสถานที่


เดียวกับที่พิกุลบอกไว้แต่ว่าแทนที่จะได้พบกับ

หญิง ชราก็กลับเป็น พบหญิงสาวสวยสวมเสื้อผ้า

งดงามยืนอยู่ใต้ร่มใหญ่ หญิงสาวผู้นั้นขอน้ ามะลิ


ดื่มแต่ด้วยความริษยามะลิแสดงอาการโกรธและ

คิดว่า หญิงผู้นั้นไม่ใช่นางฟ้า เธอจึงปฏิเสธและใช้


วาจาหยาบคายด่าทอนางฟ้าจ าแลง ดังนั้น

นางฟ้าจึงสาปแช่งมะลิว่า เมื่อใดก็ตามที่เธอโกรธ

และพูดออกมาแล้วไซร้ ก็จะมีหนอนร่วงออกมา

จากปากของเธอ เมื่อกลับมาถึงบ้านมะลิก็เล่า


เรื่องทั้งหมดให้ผู้เป็นแม่ฟังและด้วยความโกรธ

ในขณะ เล่าเรื่องนั้นก็ท าให้บ้านทั้งหลังเต็มไปด้วย

ตัวหนอน ผู้เป็นแม่คิดว่าพิกุลอิจฉาลูกสาวของตน


ดังนั้นจึงแกล้งบิดเบือนเรื่องที่เล่าจึงเป็นเหตุให้ลูก

สาวของตนไม่ได้พบกับ หญิงชราแม่เลี้ยงจึงทุบตี


พิกุลและไล่เธอออกจากบ้านไป

ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งพิกุลจึง

ท่องเที่ยวไปในป่า แต่เพียงล าพัง โชคดีที่ว่าเธอ


เดินไปในทิศทางที่ เจ้าชายหนุ่มก าลังเพลิดเพลิน

อยู่กับการขี่ม้าประพาสป่ากับข้าราชบริพารผ่าน

มาพอดีเมื่อทอดพระเนตรเห็นสาวนั่งร้องไห้อยู่


ทรงถามเรื่องราวความเป็นมาทั้ง หมด ทันทีที่พูด

จบที่บริเวณนั้นก็เต็มไปด้วยดอกพิกุลทองค า


เจ้าชายดีพระทัยยิ่งนัก จึงขอนางอภิเษกสมรส


ด้วยและหลงจากการอภิเษกสมรสทั้งสองพระองค์

ก็ได้ ขึ้นครองราชย์และปกครองเมืองของพระองค์


ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา



แง่คิดของนิทาน


1. จากเค้าเรื่องนิทานนี้จึงเป็นต้นก าเนิดของ


ส านวนไทยเปรียบเปรยคนที่ไม่ค่อยพูดหรือมักพูด


อุบอิบอยู่แต่ในปากว่า “กลัวดอกพิกุลจะร่วง”


2. “การคิดดีท าดี ย่อมได้รับสิ่งที่ดีตอบสนอง


เสมอ” อย่างเช่น พิกุล

เรื่อง เมขลารามสูร























ณ สวรรค์ชั้นฟ้าอันเป็นที่สถิตของเหล่าเทพ

ยาดาและบรรดานางฟ้าทั้งหลาย ครั้นถึงวสันตฤดู


เหล่าทวยเทพต่างร่วมกันจัดงานนักขัตฤกษ์มี

การละเล่นเป็นที่สนุกสนานครื้นเครง ในครั้งนั้น


นางฟ้าองค์หนึ่งนามว่า เมขลา สถิตอยู่ ณ วิมาน

รัตนะ มีหน้าที่คอยพิทักษ์รักษาสมุทรไท นางมี

ดวงแก้ววิเศษดวงหนึ่งซึ่งได้รับการประทานมา


จากพระนารายณ์ท าให้มีอิทธิฤทธิ์ เมื่อเหาะไป

แห่งหนใดเมขลาก็ถือดวงแก้ววิเศษนี้ติดตัวไปด้วย


เสมอ

ขณะที่นางเมขลาเหาะออกจากวิมานเพื่อไป

ร่วมงานนักขัตฤกษ์ บังเอิญเจ้ายักษ์รามสูรได้เห็น


แสงแวววาวของดวงแก้ววิเศษก็นึกอยากได้รีบ

เหาะติดตามหมายจะชิงมาเป็นของตน ส่วนนาง


เมขลาเห็นว่าจอมอสูรผู้นี้เป็นยักษ์ชั้นเลวที่เที่ยว

เกะกะระรานไปทั่วทั้งแดนสวรรค์และใต้บาดาล

เหล่าเทพเทวาทั้งหลายต่างเกลียดและกลัวไม่


อยากจะตอแยด้วย เพราะเจ้ายักษ์รามสูรนี้มี

ขวานวิเศษอยู่ด้ามหนึ่งท าให้ไม่มีใครสู้ฤทธิ์ได้ นาง

เมขลาจึงคิดที่จะยั่วโทสะจอมมาร




 อสุราเห็นแก้วแววไว

ซึ่งนางเมขลาโยนเล่น ยิ่งเห็นยิ่งชอบอัชฌาสัย

ยิ่งพิศยิ่งติดต้องใจ จะใคร่ได้ดวงจินดา

หมายเขม้นเข่นเขี้ยวจะราญรอน กรกุมขวานเพชรเงื้อง่า
เผ่นโผนโจนไปในเมฆา นางเมขลาด้วยฤทธีฯ

 เมื่อนั้น นวลนางเมขลามารศรี

เลี้ยวล่อรามสูรอสุรี กรโยนมณีจินดา

ท าทีประหนึ่งจะให้แก้ว กลอกแสงพราวแพรวบนหัตถา

ครั้นรามสูรไล่เลี้ยวมา กัลยาร าล่ออสุรี
นางแกล้งเลี้ยวลัดฉวัดเฉวียน เวียนไปตามจักราศี

มือหนึ่งชูแก้วมณี ท าทีเยาะเย้ยอสุราฯ

(จากบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า

จุฬาโลก)

นางเมขลาถือดวงแก้วล่อหลอกเหาะหนี

ฝ่ายรามสูรก็ควงขวานเพชรไล่ติดตามอย่างไม่


ลดละ พอได้ระยะจอมอสูรหมายจะขว้างขวานใน

มือใส่ พลันแสงประกายจากดวงแก้วก็ส่องสะท้อน

แวมวับออกมา รามสูรตกใจขวานจึงพลาดเป้า


แล่นแฉลบไปตามหมู่เมฆในท้องฟ้า บางครั้งก็ลง

มาถึงพื้นดินเกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ขณะนั้น


พระอรชุน ผู้เป็นใหญ่เหาะผ่านมาพอดี เจ้ายักษ์

รามสูรก าลังโมโหจึงตวาดใส่พระอรชุนที่เหาะมา

ขวางหน้า ในที่สุดก็เกิดการรบกันด้วยฤทธิ์ รามสูร


ขว้างขวานโถมเข้าฟาดฟันใส่ทันที พระอรชุนจึง

ตอบโต้ด้วยพระขรรค์ การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด


ต่างก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ จนในที่สุดพระ

อรชุนก็พลาดถูกจอมอสูรจับขาฟาดกับเขาพระ

สุเมรุจนสิ้นชีพ และผลการรบในครั้งนั้นถึงกับท า


ให้เขาพระสุเมรุเอียงทรุด

ร้อนถึงเหล่าเทพยดาทั้งหลาย รวมทั้ง


บรรดาฤาษีชีไพร ครุฑ นาค คนธรรพ์ ต้องมาท า

พิธีชะลอเขาพระสุเมรุให้กลับตั้งตรงดังเดิมโดยใช้

พญานาคพันรอบเขาไว้แทนเชือกแล้วช่วยกันออก


แรงดึง ซึ่งพระอินทร์ท าหน้าที่เป่าสังข์ให้อาณัติ

สัญญาณ

เหตุการณ์ในเรื่องนางเมขลารามสูรนี้ เป็น


เกร็ดตอนหนึ่งจากรามเกียรติ์ ซึ่งก็คือต านานที่มา

ปรากฏการณ์ธรรมชาติอันได้แก่ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง


และฟ้าผ่านั่นเอง คนสมัยโบราณเชื่อกันว่าสายฟ้า

คือประกายแสงจากขวานของรามสูร ซึ่งหาก

ฟ้าผ่าลงมายังพื้นดินถูกต้นไม้ก็จะท าให้หักโค่นจน


เกิดไฟลุกไหม้

บางต ารากล่าวว่าเมขลาเป็นนางฟ้าผู้เป็น

นางบ าเรอของพระอิศวร ซึ่งพระบิดาของนางเอง


เป็นผู้น ามาถวายพร้อมกับดวงแก้ว วันหนึ่งนาง

เมขลาได้ทูลถามต่อพระอิศวรว่าเพราะเหตุใดนาง


จึงต้องมีเวรเข้าเฝ้า จึงได้รับค าตอบว่านางนั้น

เหนือกว่านางฟ้าทั่วไปเพราะเป็นรองพระอุมาและ

มีหน้าที่ดูแลดวงแก้ว อยู่มาวันหนึ่งนางเมขลาเกิด


ไม่พอใจในฐานะความเป็นอยู่ของตน จึงลักดวง

แก้วของพระอิศวรแล้วเหาะไปเที่ยวเล่น เนื่องจาก

มีดวงแก้ววิเศษ เหล่าเทพเทวาทั้งหลายจึงไม่อาจ


จับตัวได้

กล่าวถึงเจ้ายักษ์รามสูรผู้เป็นสหายกับฝน


และกินลมเป็นอาหาร อสูรผู้นี้มีขวานเพชรเป็น

อาวุธและเป็นมิตรกับพระราหู วันหนึ่งรามสูร

ได้รับการไหว้วานจากพระราหูให้ช่วยไปชิงดวง

แก้วและจับนางเมขลา เพื่อพระราหูจะได้น าไป


ถวายพระอิศวรอีกต่อหนึ่งเป็นการไถ่โทษใน

ความผิดของตน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยแปลงตัวเป็น

เทวดาแอบไปกินน้ าอมฤตเมื่อคราวเหล่าเทพและ


อสูรช่วยกันกวนเกษียรสมุทร แต่ด้วยอ านาจแสง

ที่ส่องออกมาจากดวงแก้ว รามสูรจึงไม่สามารถ


ขว้างขวานถูกนางได้แม้แต่ครั้งเดียว

ดังนั้นเมื่อนางเมขลากับรามสูรพบกัน


เมื่อไหร ก็จะเกิดเหตุการณ์สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไป

ทั้งแดนสวรรค์และโลกมนุษย์ตราบถึงทุกวันนี้ไทย

เราคิดเห็นไปว่าเมื่อเวลาฟ้าแลบฟ้าร้องนั้น ก็คือ

เวลาเมขลาล่อแก้วและรามสูรขว้างขวานนี่เอง


แสงแก้วคือแสงฟ้าแลบ เสียงขวานคือฟ้าร้อง




แง่คิดของนิทาน

๑. เรื่องเมขลากับรามสูร เป็นการอธิบาย


เกี่ยวกับการเกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่าท าให้เรา

เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัวได้สนุกมากขึ้นที่


ส าคัญท าให้เข้าและผูกพันกับท้องถิ่น ก่อให้เกิด

ความภาคภูมิใจในท้องถิ่น

๒. ได้เรียนรู้กาพย์กลอนการใช้ค าภาษาไทย


ที่สวยงาม ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในภาษา

ศิลปะ วัฒนธรรมของไทย

นิทานพื้นบ้าน








(ภาคใต้)

เรื่อง ท าคุณบูชาโทษโปรดสัตว์ได้บาป























กาลครั้งหนึ่งยังมีเศรษฐีผู้หนึ่งเลี้ยงแพะไว้

ตัวหนึ่ง ต่อมาเศรษฐีผู้นั้นได้ลูกหมาน่ารักมาอีกตัว


หนึ่งเพื่อจะเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน

อยู่มาวันหนึ่งหมากินข้าวไม่อิ่ม หมาจึงพูด


กับแพะว่า “คืนนี้เราจะไม่เห่า เพราะเรากินข้าว

ไม่อิ่ม” แพะบอกว่า “ไม่อิ่มวันนี้ก็ค่อยกินวัน

พรุ่งนี้อีกก็ได้ หน้าที่ของเจ้าก็ต้องเห่า” แต่หมา


กลับเถียงว่า “จะไม่ยอมเห่า” ต่างก็ถกเถียงกัน

อย่างไม่ลดละ จนแพะเห็นว่าไม่สามารถจะเกลี้ย

กล่อมหมาได้แน่นอนแล้วจึงรีบพูดขึ้นว่า “เอ็งไม่


เห่าข้าจะเห่าเอง”

พอตกดึกในคืนนั้นก็มีโจรผู้ร้ายเข้ามาในเขต

รั้วบ้าน หวังจะเข้ามาขโมยทรัพย์สิน แพะเห็นเข้า


ก็ส่งเสียงร้อง “แบ๊ะ แบ๊ะ” ฝ่ายหมานอนดูเฉยไม่

ยอมเห่า โจรได้ยินแพะร้องก็ถอยออกไป สักครู่


หนึ่งโจรก็กลับเข้ามาอีก แพะก็ร้อง “แบ๊ะ แบ๊ะ”

อีกเช่นเดิม โจรก็ถอยออกไปอีกครั้งหนึ่ง

เศรษฐีได้ยินเสียงแพะร้องก็ลงมาดู เมื่อไม่


เห็นอะไรผิดสังเกตก็กลับขึ้นบนบ้านไปนอน

ขณะที่ก าลังจะหลับโจรก็เข้ามาอีก แพะเห็นดังนั้น

ก็ส่งเสียงร้องขึ้นอีก

ฝ่ายเศรษฐีก็ตกใจและตื่นขึ้นมาดูอีกแต่


ปรากฏว่าไม่พบอะไรเลยเหมือนในครั้งแรก

เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้ง จนกระทั่งครั้งสุดท้าย

ด้วยความโมโหเศรษฐีก็ลงมาเอาไม้ทุบแพะจน


ตาย




แง่คิดของนิทาน

เป็นนิทานของชาวบ้านที่เล่าสืบต่อ ๆ กันมา มี


คุณค่าในการอบรมสั่งสอนให้มีความกตัญญูรู้คุณต่อ

ผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะในเรื่องท าคุณบูชาโทษ แม้


แพะจะเป็นสัตว์แต่ก็ส านึกในบุญคุณเจ้าของบ้านที่

ให้ข้าวให้น้ าให้ที่พักพิง ถึงแม้ตัวเองจะเห่าไม่ได้


ื่
เหมือนสุนัขแต่ก็ส่งเสยงร้องได้เพอให้เจาของบ้าน

รู้ตัวว่าก าลังจะมีภัยเข้าบ้าน แต่จากความไม่เข้าใจ

ของผู้เป็นเจ้าของกลับเห็นว่าเสียงร้องของแพะเป็นสิ่ง

ที่น่าร าคาญ และตีแพะจนตาย จึงกลายเป็นการท า


คุณบูชาโทษ ท าดีแต่กลับเป็นร้าย ดังนิทานเรื่องนี้

เรื่อง นายดั้น























นายดั้นเป็นคนตาบอดใส อยากได้นางริ้งไร

เป็นภรรยา จึงส่งคนไปสู่ขอและนัดวันแต่ง โดย


ฝ่ายนางริ้งไรไม่รู้ว่าตาบอด เมื่อถึงวันแต่งงานนาย

ดั้นพยายามกลบเกลื่อนความพิการของตนโดยใช้


สติปัญญาและไหวพริบต่าง ๆ แก้ปัญหา เมื่อ

ขบวนขันหมากมาถึงบ้านเจ้าสาว เจ้าภาพขึ้นบน

บ้าน นายดั้นกลับนั่งตรงนอกชาน เมื่อคนทักนาย


ดั้นจึงแก้ตัวว่า “ขอน้ าสักน้อย ล้างตีนเรียบร้อย

จึงค่อยคลาไคล ท าดมท าเช็ด เสร็จแล้วด้วยไว


แล้วจึงขึ้นไป ยอไหว้ซ้ายขวา”

ขณะอยู่กินกับนางริ้งไร วันหนึ่งนางริ้งไรจัด

ส ารับไว้ให้แล้วลงไปทอผ้าใต้ถุนบ้าน นายดั้นเข้า


ครัวหาข้าวกินเองท าข้าวหกเรี่ยราดลงใต้ถุนครัว

นางริ้งไรร้องทักว่าเทข้าวท าไม นานดั้นจึงแก้ตัวว่า


“เป็ดไก่เล็กน้อยบ้างง่อยบ้างพลีย ตัวผู้ตัวเมีย

ผอมไปสิ้นที่ อกเหมือนคมพร้า แต่เพียงเรามา มี

ขึ้นดิบดี หว่านลงทุกวัน ชิงกันอึ่งมี่ กลับว่าเรานี้


ขึ้งโกรธโกรธา”

วันหนึ่งนางริ้งไรให้นายดั้นไปไถนา นายดั้น

บังคับวัวไม่ได้ วัวหักแอกหักไถหนีเตลิดไป นาย


ดั้นจงเที่ยวตามวัว ได้ยินเสียงลมพัดใบไม้แห้งชาย

ป่า เข้าใจว่าเป็นวัว จึงวิดน้ าเข้าใส่เพื่อให้วัวเชื่อง


นางริ้งไรมาเห็นเข้าจึงถามว่าท าอะไร นายดั้นได้

แก้ตัวว่า “พี่เดินไปตามวัว ปะรังแตนแล่นไม่ทัน

จะเอาไฟหาไม่ไฟ วิดน้ าใส่ตายเหมือนกัน ครั้น


แม่บินออกพลัน เอารังมันจมน้ าเสีย”

อยู่มาวันหนึ่งนายดั้นจะกินหมากแต่ใน

เชี่ยนหมากไม่มีปูน จึงร้องถามนางริ้งไร นางบอก


ที่วางปูนให้ แต่นายดั้นหาไม่พบ ได้ร้องถามอีก

หลายครั้งแต่ก็ยังหาไม่พบ นายดั้นจึงร้องท้าให้


นางริ้งไรขึ้นบ้านมาดู หากปูนมีตามที่บอกจะยอม

ให้นางริ้งไรเอาปูนมาทาขยี้ตานางริ้งไรจึงเอาปูน

มาทาขยี้ตานายดั้นนายดั้นถือโอกาสจึงร้องบอกว่า


ตาบอดเพราะปูนทา นางริ้งไรจึงต้องหายามา

รักษา จนกระทั่งตาหายบอดได้บวชเรียน




แง่คิดของนิทาน


1. สะท้อนภาพของสังคมชนบทนครศรีธรรมราช


ที่ชาวบ้านยึดถือความมีน้ าใจต่อกัน คอยช่วยเหลือ


กันโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย

2. ลักษณะความเป็นอยู่ของชาวบ้านใน


ชนบทที่เน้นความเรียบง่ายไม่มีพิธีรีตองให้ยุ่งยาก


ถือเอาความสะดวกง่ายเป็นหลักมีการเล่นหัว


หยอกล้อกันโดยไม่ถือสา


3. ผู้มีปัญหาและปฏิภาณไหวพริบดี จะเป็น


ผู้ที่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ส าเร็จแม้จะ


ประกอบกิจการงานใดก็จะส าเร็จด้วยดี

เรื่อง เกาะหนูเกาะแมว























นานมาแล้วมีพ่อค้าจีนคนหนึ่ง คุมเรือส าเภา

จากเมืองจีนมาค้าขายที่เมืองสงขลาเมื่อขายสินค้า


หมดแล้วจะซื้อสินค้าจากสงขลากลับไปเมืองจีน

เป็นประจ าวันหนึ่งขณะที่เดินซื้อสินค้าอยู่นั้น


พ่อค้าได้เห็นหมากับแมวคู่หนึ่งมีรูปร่างหน้าตาน่า

เอ็นดูจึงขอซื้อพาลงเรือไปด้วย

หมากับแมวเมื่ออยู่ในเรือนาน ๆ ก็เกิดความ


เบื่อหน่ายและอยากจะกลับไปอยู่บ้านที่สงขลาจึง

ปรึกษาหาวิธีการที่จะกลับบ้าน หมาได้บอกกับ

แมวว่า “พ่อค้ามีดวงแก้ววิเศษที่ใครเกาะแล้วจะ


ไม่จมน้ า” แมวจึงคิดที่จะได้แก้ววิเศษนั้นมา

ครอบครองจึงไปข่มขู่หนูให้ขโมยให้และอนุญาต

ให้หนูหนีขึ้นฝั่งไปด้วยครั้นเรือกลับมาที่สงขลาอีก


ครั้งหนึ่งหนูก็ลอบเข้าไปลักดวงแก้ววิเศษของ

พ่อค้าโดยอมไว้ในปากแล้วทั้งสามได้แก่ หมา แมว


และหนูหนีลงจากเรือว่ายน้ าจะไปขึ้นฝั่งที่หน้า

เมืองสงขลา

ขณะที่ว่ายน้ ามาด้วยกันหนูซึ่งว่ายน้ า


น าหน้ามาก่อนก็นึกขึ้นได้ว่าดวงแก้วที่ตนอมไว้ใน

ปากนั้นมีค่ามหาศาล เมื่อถึงฝั่งหมากับแมวคงแย่ง

เอาไป จึงคิดที่จะหนีหมากับแมวขึ้นฝั่งไปตาม


ล าพัง ดวงแก้วจะได้เป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว

ตลอดไปแต่แมวที่ว่ายตามหลังมาก็คิดจะได้ดวง


แก้วไว้ครอบครองเช่นกัน จึงว่ายน้ าตรงรี่เข้าไปหา

หนูฝ่ายหนูเห็นแมวตรงเข้ามาก็ตกใจกลัวแมวจะ

ตะปบจึงว่ายหนีสุดแรง และไม่ทันระวังตัวดวง


แก้ววิเศษที่อมไว้ในปากก็ตกลงจมหายไปในทะเล

เมื่อดวงแก้ววิเศษจมน้ าไปทั้งหนูและแมว

ต่างหมดแรงไม่อาจว่ายน้ าต่อไปได้สัตว์ทั้งสองจึง


จมน้ าตายกลายเป็น “เกาะหนูเกาะแมว” อยู่ที่

อ่าวหน้าเมืองสงขลาส่วนหมาก็ตะเกียกตะกาย


ว่ายน้ าไปจนถึงฝั่งแต่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจึง

ขาดใจตายกลายเป็นหินเรียกว่า “เขาตังกวน”

เป็นภูเขาตั้งอยู่ริมอ่าวสงขลาส่วนดวงแก้ววิเศษที่


หล่นจากปากหนูก็แตกแหลกละเอียดเป็นหาด

ทราย เรียกสถานที่นี้ว่า “หาดทรายแก้ว” ตั้งอยู่

ทางเหนือของอ่าวสงขลา




แง่คิดของนิทาน


1. ให้แนวคิดว่า “อย่าโลภมาก ให้มีความ


สามัคคีและแบ่งปันเอื้อเฟื้อต่อกัน“

2. เกาะหนูเกาะแมวเป็นนิทานประเภท


อธิบายสถานที่ซึ่งปรากฏอยู่ที่แหลมสมิหลา


อ าเภอเมือง จังหวัดสงขลา

นิทานพื้นบ้าน








(ภาคเหนือ)

เรื่อง ใครโง่กว่าใคร























หลายปีมาแล้ว มีชายผู้หนึ่งชื่อ “คง” ทิดคน

นี้เคยบวชเป็นพระภิกษุหลายพรรษา ต่อมาได้สึก


และแต่งงานอยู่กินกับภรรยาจนมีบุตรคนหนึ่งทิด

คงและครอบครัวมีอาชีพในทางท านา แกมีนา


ส่วนตัวอยู่แปลงหนึ่ง แกท านาด้วยตนเองทุก ๆ ปี

นานี้อยู่ห่างจากบ้านของแกราว ๆ 4 - 5 กิโลเมตร

เวลาเช้าทิดคงจะออกไปไถนาพรอมกับควาย ครั้น


ตอนสายและกลางวันลูกสาวจะเป็นผู้น าอาหารไป

ส่งให้เสมอ

วันหนึ่งตอนบ่าย ภรรยาไปตลาดซื้อปลามา


ตัวหนึ่งเอาไปแกงส้มอร่อยมาก นางคิดถึงสามีจึง

ขอร้องให้ลูกสาวช่วยน าอาหารมื้อนี้ไปส่งให้ด้วย

ลูกสาวรับของออกเดินจากบ้านไป ขณะที่เดินทาง



ฝ่าแดดที่ก าลังรอนจัด ประกอบกับวันนั้นบุตรสาว
ต้องท างานที่บ้านแต่เช้าจนบ่ายเมื่อฝ่าแดดมารู้สึก


เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก นางจึงหยุดพักวางหม้อข้าว

หม้อแกงลง นั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้คิดว่าพอหาย

เหนื่อยแล้วตนจึงค่อยเดินทางต่อไป พอดีมีลมโชย


มานางเลื่อนตัวเอนกายพิงกับต้นไม้ม่อยหลับไป

ขณะที่หลับนางฝันว่ามีบุตรเศรษฐีมาชอบพอและ

สู่ขอนางกับพ่อแม่ ได้อยู่กินกันอย่างเป็นสุข


จนกระทั่งมีครรภ์ ต่อจากนั้นไม่นานนักนางก็

คลอดบุตรออกมาเป็นชาย อ้วนท้วนน่ารักต่อมา


เด็กคนนั้นได้ล้มป่วยลงโดยกะทันหันถึงแความ

ตาย นางร้องไห้ด้วยความเสียใจ ขณะที่ละเมอ

ไขว่คว้าอยู่นั้น มือไปปัดเอาหม้อแกงหกเรื่อราด


หมด เลยไม่มีอาหารไปสู่บิดา

เมื่อนางตื่นขึ้นจึงร้องไห้กลับบ้าน เล่า

เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง แม่ได้ยินดังนั้น


พลอยร้องไห้เสียใจด้วยพร้อมกับร าพันว่า “โธ่เอ๋ย

หลานรัก เกิดมาไม่ทันไรมาด่วนตายเสียได้ ยาย


ไม่ทันได้กอดได้อุ้ม อือ ๆ ๆ” พอดีขณะนั้นสามี

หิวข้าวรีบเดินกลับบ้าน เมื่อมาถึงพบคนทั้งสอง

ก าลังร้องไห้ด้วยความเสี่ยใจจึงไต่ถามเรื่องราวเมีย


พอเห็นสามีมา รีบวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับบอกว่า

“ตาเอ๋ยตา หลานเกิดมาไม่ทันไรก็ตายเสียก่อน

โธ่ไม่น่าเลยช่างบุญน้อยจริง ๆ น่าจะคอยให้ตา


ยายอุ้มบ้างก็ไม่ได้” ทิดคงสงสัยไต่ถามลูกสาวก็

ทราบเรื่องราวทั้งหมด จึงพูดออกมาว่า “มันฝันนี่


หว่า มันจริงเมื่อไร เอ็งท าไมจึงโง่เขลาเช่นนี้”

เมื่อทิดคงเห็นว่าภรรยาและลูกสาวของตน

โง่เขลายิ่งนัก แกจึงตัดสินใจขายควาย รวบรวม

เงินทองติดตัวออกเดินทางลงเรือไปยังเมืองอื่น ๆ


ขณะที่พายเรือไปตามแม่น้ านั้น เขาพบชายคน


หนึ่งนั่งร้องไห้อยู่จึงแวะเข้าไปถามว่า “ท่ น
ร้องไห้ท าไม” ชายผู้นั้นบอกว่า “ข้าพเจ้าเอามือ


ออกจากไหเกลือไม่ได้” ทิดคงมองเห็นชายนั้น

ล้วงมือลงไปในไหเกลือและก าเกลือจนเต็มก ามือ


ปากไหนั้นแคบ เขาจึงเอามือออกไม่ได้ ทิดคง


หัวเราะ บอกให้เขาปล่อยเกลือเสีย มือกจะออกได้
ชายผู้นั้นท าตาม จึงเอามือออกไปและกล่าวค า


ขอบใจ พร้อมกับมอบเป็ดให้เป็นรางวัลตอบแทน

หนึ่งตัว

ทิดคงพายเรือต่อไป เขาพบคนหมู่หนึ่งก าลัง


เอาเชือกผูกหัวเสาอยู่ข้างฝ่าย ต่างฉุดดึงกันไปคน

ละทาง ทิดคงรู้สึกสงสัยแวะเรือเข้าไปร้องถามว่า


“พวกท่านท าอะไรนั่น” “เสามันสั้นไป เรา

พยายามจะดึงมันให้ยาวอีกสักหน่อย” ทิดคง

บอกว่า “ท่านเอ๋ย เสาดึงมันไม่ยืดออกได้หรอก

ท่านต้องการจะให้เสายาวขึ้น ก็หาเสามาต่อเข้า


ซิ” พวกนั้นปฏิบัติตามและดีใจมากที่เสายาว

ออกมาตามที่ต้องการ แต่ละคนได้ชมเชยต่าง ๆ

นานาว่า “ท่านช่างมีปัญญาแท้ ๆ” แล้วต่างก็หา


ไก่มามอบให้เป็นรางวัล

ทิดคงพายเรือต่อไปจนกระทั่งพบคนอีก


กลุ่มหนึ่ง เขาสร้างตึกก่ออิฐถือปูน เนื่องจากไม่มี

หน้าต่างดังนั้นภายในห้องจึงมืด พวกนั้นต่าง

ช่วยกันเอาตะกร้า กระบุง หีบ และถังต่าง ๆ


ออกวางกลางแดด พอสักครู่ก็ยกเข้าไปเทในห้อง

เพื่อให้ห้องสว่างขึ้น แม้ว่าเขาจะขนสักเท่าไรห้อง

นั้นก็ไม่สว่างขึ้น ทิดคงรู้สึกแปลกใจจึงร้องถาม


ออกไปว่า “ท่านท าอะไร ขนกันไม่รู้จักหมดจัก

สิ้น” พวกนั้นบอกว่า “พวกเราขนแดดไปเทใน



ห้องเพื่อให้มันสว่างขึ้น” ทิดคงหัวเราะ พรอมกับ
บอกว่า “สหายเอ๋ย ท่านอยากให้ห้องสว่าง ก็

เจาะก าแพงหน้าต่างซิ” พอพูดจบทิดคงก็ขึ้นจาก

เรือไปช่วยท าหน้าต่างให้ ตึกที่มืดกลับสว่างขึ้น


ทันที พวกนั้นพากันไชโยโห่ร้องด้วยความยินดี


และกล่าวค าชมเชยว่า “ท่านช่างมปัญญาจริง ๆ”
ทุก ๆ คนต่างรวบรวมรางวัลมอบให้เป็นที่ระลึก


ทิดคงเริ่มรู้สึกว่าที่ตนคิดว่าภรรยาและบุตร

ของตนโง่นั้น พวกที่ตนมาพบนี้ยิ่งโง่กว่าเสียอีก


ทางที่ดีควรกลับไปคืนดีกับลูกเมียเสียดีกว่า หาก

ลูกเมียผิดพลาดไปตนยังพอจะแนะน าสั่งสอนให้

เป็นคนดีได้ ทิดคงจึงกลับยังบ้านอยู่กันกับภรรยา


และบุตรอย่างเป็นสุขต่อไป



แง่คิดของนิทาน


1. อันคนโง่นั้นมีอยู่ทั่วไป อย่าคิดว่ามีแต่คน


ในครอบครัวเราเท่านั้น ทางแก้ปัญญามิใช่จะหนี

ปัญหา พึงใช้ปัญญาแก้ไข เช่น อบรม สั่งสอน

ชี้แนะแนวทางให้


2. คติ “เหนือฟ้ายังมีฟ้า”

เรื่อง เซี่ยงเมี่ยงแบ่งช้าง
























บรรดาบุคคลที่เฉลียวฉลาดและสามารถ

แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยคล่องแคล่วว่องไวใน

วรรณคดีของไทยแล้ว ทุกคนต้องยกให้เซี่ยงเมี่ยง


บางคนถึงเติมสร้อยให้ว่า “เซี่ยงเมี่ยงเจ้าปัญญา”

มีช้างพังเชือกหนึ่งของเจ้าผู้ครองประเทศ

ข้างเคียง หลงทางพลัดเข้าในสวนของเซี่ยงเมี่ยง


เซี่ยงเมี่ยงสั่งให้ข้าทาสของตนจับช้างนั้นไว้ เขา

น าเอาช้างพังตัวนั้นไปรับจ้างชักลากฟืนตลอดจน


บรรทุกของต่าง ๆ

ข่าวการได้ช้างของเซี่ยงเมี่ยงทราบไปถึงพระ


กรรณของเจ้าผู้ครองนคร พระองค์ให้เสนามา

เรียกเซี่ยงเมี่ยงไป เมื่อพบก็ตรัสถามทันทีว่า “เออ

เจ้าเซี่ยงเมี่ยงข้าทราบว่าเจ้าจับช้างได้ใช่ไหม”


เซี่ยงเมี่ยงกราบทูลว่า “เป็นความจริง

พระพุทธเจ้าข้า” เจ้าผู้ครองนครตรัสว่า “ดังนั้น


ก็แล้วทรัพย์สินใด ๆ ที่พลัดเข้ามาในเขต

ขัณฑสีมาของข้าทรัพย์นั้นควรเป็นของข้า

ครึ่งหนึ่งเสมอ” เซี่ยงเมี่ยงกราบทูลว่า “เป็น


ความจริงพระพุทธเจ้าข้า หากพระองค์มีพระ

ประสงค์ข้าพระพุทธเจ้าขอแบ่งให้พระองค์

ครึ่งหนึ่ง” เจ้าผู้ครองนครสรวลออกมาด้วยความ


พอพระทัย และทรงตรัสถามต่อว่า “เออ เจ้านี่รู้

หลักกฏหมายและขนบธรรมเนียมของบ้านเมือง


ดีนี่ เจ้าจะแบ่งส่วนไหนให้เราล่ะ”

เซี่ยงเมี่ยงนิ่งคิดสักครู่ก็กราบทูลว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าเป็นข้าแผ่นดินของพกระองค์

ดังนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงเปรียบเหมือนช้างเท้าหลัง


พระองค์เป็นช้างเท้าหน้า ดังนั้น ข้าพระพุทธเจ้าขอ

มอบครึ่งส่วนหน้าให้พระองค์ ส่วนครึ่งหลังเป็นของ

ข้าพระพุทธเจ้าเองพระพุทธเจ้าข้า”


เจ้าผู้ครองนครตบพระหัตถ์ด้วยความพอ

พระทัย “ดีแล้ว ๆ เจ้าพูดถูกต้องเจ้าคอยดูแล


ช้างให้ดีก็แล้วกัน” เซี่ยงเมี่ยงก้มลงกราบรับ

บัญชาแล้วบังคมลากลับบ้าน

นับแต่วันนั้นมาเซี่ยงเมี่ยงยิ่งใช้งานหนักขึ้น


อาหารต่าง ๆ ที่ช้างกินนั้นเขาให้ช้างกินดีที่สุด

ส่วนค่าอาหารนั้นให้ไปคิดเอาที่เจ้าผู้ครองนคร

เวลารับจ้างได้เงินทองมา เขาก็เก็บรายได้ทั้งหมด


ที่ใช้ช้างท างานตอนกลางวันเป็นของตนเสียผู้เดียว

พอเย็นลงก็ปล่อยช้างให้เข้าไร่เข้าสวนกินกล้วยกิน


ต้นหมาก ต้นมะพร้าวของชาวบ้าน ชาวบ้านจับ

เรียกค่าไถ่ เซี่ยงเมี่ยงก็ให้ไปเบิกเอาจากท้องพระคลัง

เพราะส่วนหน้าของช้างเป็นผู้น าดังนั้นเจ้าผู้ครอง

นครจึงต้องเป็นผู้รับชดใช้ ส่วนของตนอยู่ข้างหลัง


ต้องเดินตามเท้าหน้าไปจึงไม่ได้รับผิดชอบ

ต่อมาช้างนั้นได้คลอดลูก เซี่ยงเมี่ยงก็รับค่าจ้าง

ทั้งหมด เพราะถือส่วนที่ออกแรงที่สุดคือส่วนข้าง


หลังเจ้าผู้ครองนครทราบเรื่องราว เห็นว่าถ้า

พระองค์ยังทรงขืนรับส่วนแบ่งเช่นนี้คงขาดทุน


เรื่อยไป ดังนั้นพระองค์จึงตรัสบอกเซี่ยงเมี่ยงว่า

“อ้ายเซี่ยงเมี่ยงเอ๋ย ช้างที่เจ้าแบ่งส่วนข้างหน้า

ให้ข้านั้นข้าขอคืนให้เจ้า ข้าไม่ขอรับเอาอีก


ต่อไปแล้ว ขอยกให้เจ้าทั้งหมด” เซี่ยงเมี่ยงก้มลง

กราบ กล่าวค าขอบพระทัยที่พระองค์ทรงพระ

กรุณาเช่นนั้น





แง่คิดของนิทาน


1. การใดจะได้จะเสียพึงพิจารณาให้รอบคอบ

ไม่ควรด่วนตัดสินใจอะไรง่าย ๆ เพราะมักจะน า

ความเสียหายมาสู่ตนได้ เซี่ยงเมี่ยงเป็นคนฉลาด


แกมโกง คนเยี่ยงนี้จะท าให้คนเดือดร้อนตลอดมา

2. คติ “อย่าใจเร็วด่วนได้”

เรื่อง ลิลิตรพระลอ


ท้าวแมนสรวงเป็นกษัตริย์ของเมืองแมน

สรวง พระองค์มีพระมเหสีทรง พระนามว่า “นาฏ

บุญเหลือ” ทั้งสองพระองค์มีพระโอรสมีพระนาม


ว่า “พระลอดิลกราช” หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า

“พระลอ” มีกิตติศัพท์เป็นที่ร่ าลือกันว่าพระองค์


นั้นทรงเป็นชายหนุ่มรูปงามไปทั่วสารทิศจนไปถึง

เมืองสรอง (อ่านว่า เมืองสอง) ซึ่งเป็นเมืองที่ถูก

ปกครองโดยท้าวพิชัยวิษณุกร พระองค์มีพระนาม


ว่า “พรดาราวดี” และพระองค์ทรงมีพระธิดาผู้

เลอโฉมถึงสองพระองค์พระนามว่า “พระเพื่อน”

และ “พระแพง” พระเพื่อนและพระแพงได้ยินมา


ว่าพระลอเป็นชายหนุ่มรูปงาม ก็ให้ความสนใจ

ยากจะได้ยล

พี่เลี้ยงของพระเพื่อนและพระแพงคือนางรื่น


และนางโรยสังเกตเห็นความปรารถนาของนาย

หญิงของตนก็เข้าใจในพระประสงค์ สองพี่เลี้ยงจึง

อาสาจะจัดการให้นายของตนนั้นได้พบกับพระลอ


โดยการส่งคนไปขับซอในนครแมนสรวง และ

ในขณะที่ขับซอนั้นจะไห้นักดนตรีพร่ าพรรณนาถึง


ความงามของเจ้าหญิงทั้งสอง ในขณะเดียวกันนั้น

ื่
พี่เลี้ยงทั้งสองก็ได้ไปหาปู่เจ้าสมิงพราย เพอที่จะให้
ช่วยท าเสน่ห์ให้พระลอหลงใหลในเจ้าหญิงทั้งสอง


เมื่อพระลอต้องมนต์ก็ท าใคร่อยากที่จะได้

ยลพระเพื่อนและพระแพงเป็นยิ่งนัก พระองค์เกิด

ความคลั่งไคล้ไหลหลงจนไม่เป็นอันท าอะไรแม้แต่


กระทั่งเสวยพระกระยาหาร พฤติกรรมที่

เปลี่ยนไปของพระองค์ ได้ท าให้พระราชชนนี

สงสัยว่าจะมีผีมาเข้ามาสิงสู่อยู่ แต่ถึงแม้ว่าจะหา


หมอผีคนไหนมาท าพิธีขับไล่ก็ไม่มีผลอันใด

พระลอก็ยังคงมีพฤติการณ์อย่างเดิมอยู่ เพื่อที่จะ


ได้ยลเจ้าหญิงทั้งสอง พระลอจึงทูลลาพระราช

ชนนีออกประพาสป่า แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือ

เพื่อที่จะได้ไปยลเจ้าหญิงแห่งเมืองสรองนั่นเอง


จากนั้นพระลอก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองสรอง

พร้อมคนสนิทอีก 2 คน คือ นายแก้วกับนายขวัญ

พร้อมกับไพร่พลอีกจ านวนหนึ่ง ทั้งหมดต้องเดิน


ผ่านป่าผ่าดงจนกระทั่งมาพบแม่น้ าสายหนึ่งมีชื่อ

ว่า “แม่น้ ากาหลง”

และที่แม่น้ ากาหลงนี้เอง ที่พระลอได้ตั้งอธิ


ฐานเสี่ยงน้ าเพื่อตรวจดูดวงชะตาของพระองค์เอง

ทันทีที่ได้สิ้นค าอธิษฐานนั้น แม่น้ าก็เปลี่ยนเป็นสี

แดงเลือดในทันทีและไหลเวียนวนผิดปกติ เมื่อ


พระลอเห็นดังนั้นก็รู้ได้ว่าจะมีเรื่องร้ายรออยู่เบื้อง

หน้าของพระองค์ แต่ก็ไม่ได้ท าให้พระองค์เกิด


ความย่อท้อที่จะได้พบกับเจ้าหญิงที่พระทัยของ

พระองค์เรียกร้องแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าพระองค์นั้น

จะไม่เคยพบนางเลย แต่พระองค์คลั่งไคล้ไหลหลง


ในตัวนางทั้งสองเป็นยิ่งนักส่วนเจ้าหญิงทั้งสองรอ

การเดินทางมาของเจ้าชายรูปงามไม่ได้ และเกรง

ว่ามนต์เสน่ห์ของปู่เจ้าสมิงพรายจะไม่เห็นผล จึง


ได้ขอร้องให้ปู่เจ้าสมิงพรายช่วยเหลืออีกครั้ง โดย

ให้ช่วยเนรมิตไก่งามขึ้นตัวหนึ่งให้มีเสียงขันที่


ไพเราะ ทั้งสองพระองค์คิดว่าไก่ตัวนั้นจะต้องท า

ให้พระลอสนพระทัยและติดตามาจนถึงเมืองสรอง

อย่างแน่นอน

และแล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่เจ้าหญิง


สองคาดไว้ พระลอได้ตามไก่เนรมิตไปจนถึงพระ

ราชอุทยาน และได้พบกับเจ้าหญิงทั้งสองซึ่งก าลัง

ทรงส าราญอยู่ ในทันทีที่ทั้งสามได้พบกันก็เกิด


ความรักใคร่กันในบัดดล และก็เป็นเวลาเดียวกับที่

นายแก้วกับนายขวัญ ได้ตกหลุมรักของนางรื่น


และนางโรยผู้ซึ่งเปิดหัวใจต้อนรับชายหนุ่มทั้งสอง

โดยไม่รีรอเช่นกัน ปรากฏว่าพระลอและบ่าวคน

สนิทของพระองค์ลักลอบเข้าไปอยู่ในพระต าหนัก


ชั้นใน ซึ่งเป็นที่ประทับของเจ้าหญิงทั้งสองอย่างไร

ก็ตาม ความลับนี้ได้ถูกเปิดเผยเข้าจนได้ เมื่อข่าว

ได้ไปถึงพระกรรณของพระราชาจึงได้เสด็จมาไต่


สวนในทันที และเมื่อพระลอกราบทูลให้ทรง

ทราบเรื่อง พระองค์ก็ทรงกริ้วเป็นยิ่งนัก แต่ก็ทรง

เข้าพระทัยในความรักของคนทั้งสาม และทรง


พระเมตตารับสั่งจะจัดการอภิเษกพระลอกับพระ

เพื่อนและพระแพงให้ทันที























แต่พระเจ้าย่าของพระเพื่อนพระแพงนั้นยัง

ทรงพยาบาทพระลอ อ้างรับสั่งท้าวพระพิชัยวิษณุ



กรตรัสสั่งว่าให้น าทหารไปรุมจับพระลอ ร ะ
เพื่อนพระแพงและพี่เลี้ยงอาไว้ ในขณะที่พระลอ

กับไพร่พลได้ต่อสู้เอาชีวิตรอด พระเจ้าย่าก็สั่งให้


ทหารระดมยิงธนูเข้าใส่ ลูกธนูที่พุ่งเข้าหาพระลอ

และไพร่พลประดุจดังห่าฝนก็ไม่ปานจึงท าให้ไม่

อาจจะต้านทานไว้ได้อีกต่อไป และเพื่อที่ปกป้อง


ชีวิตของชายคนรัก พระเพื่อนกับพระแพงจึงเข้า

ขวางโดยใช้ตัวเองเป็นโล่ก าบังให้พระลอ สุดท้าย


พระลอพระเพื่อน พระแพง และพี่เลี้ยงทั้งสี่

ช่วยกันต่อสู้จนสิ้นชีวิตทั้งหมด ทันใดนั้นทั้งสอง

เมืองก็ต้องตกอยู่ในความวิปโยคต่อการจากไป


ของทั้งสามพระองค์ผู้บูชาในความรัก

ท้าวพิชัยพิษณุกรพิโรธพระเจ้าย่าและทหาร

รับสั่งให้ประหารชีวิตทุกคน พระนางบุญเหลือ


ทรงส่งทูตมาร่วมงานพระศพกษัตริย์ทั้งสาม ใน

ที่สุดเมืองสรวงและเมืองสรองก็กลับมาเป็นไมตรี


ต่อกัน


Click to View FlipBook Version