ปฏิทนิ หลวง
พุทธศกั ราช ๒๕๖๕
พระราชทาน
สาหรบั ความสุขปใี หม่
พฤษภาคม ขาล ตารางวนั เดือน ปี
2565
หมายเหตุ ขอ้ มูลทีเ่ กย่ี วข้อง
วัน เดือ
ท่ี วัน น คา่
1 อาทิตย์ 6 ข.1
2 จนั ทร์ 2 พระราชพธิ ฉี ัตรมงคล
3 อังคาร 3 พระราชพธิ ีฉตั รมงคล
4 พธุ 4 พระราชพิธีฉตั รมงคล วนั ฉตั รมงคล
5 พฤหสั บดี ( วนั หยุดราชการ )
5
6 ศกุ ร์ 6 พระราชพิธีพืชมงคล
7 เสาร์ 7
8 อาทติ ย์ 8 ป.
9 จนั ทร์ 9
10 อังคาร 10
11 พธุ 11
12 พฤหัสบดี 12 พระราชพิธพี ชื มงคล
13 ศกุ ร์ 13 พระราชพธิ ีจรดพระนงั คลั แรกนาขวัญ พระราชพิธีจรดพระนงั คลั แรกนาขวญั
14 เสาร์ ( วนั หยุดราชการ )
15 อาทิตย์
14
15 ปถ.พระราชพิธที รงบ่าเพญ็ พระราชกศุ ล วนั วสิ าขบูชา
วสิ าขบูชา ( วนั หยุดราชการ )
พฤษภาคม ขาล ตารางวัน เดือน ปี
2565
หมายเหตุ ขอ้ มลู ที่เกี่ยวขอ้ ง
วนั ที่ วนั เดอื น ค่า
16 จนั ทร์ 6 ร.1
17 อังคาร 2
18 พุธ 3
19 พฤหัสบ 4
ดี
20 ศกุ ร์ 5
21 เสาร์ 6
22 อาทิตย์ 7
23 จันทร์ 8 ป.วันถวายพระเพลิงพระพุทธเจา้ วนั อฏั ฐมีบชู า
9
24 องั คาร 10
25 พธุ 11
26 พฤหสั บ 12
ดี 13
14
27 ศุกร์
28 เสาร์
29 อาทติ ย์
30 จันทร์ 15 ปถ.วนั คลา้ ยวนั สวรรคตพระบาทสมเดจ็ วนั คลา้ ยวนั สวรรคตพระบาทสมเด็จพระปกเกลา้
พระปกเกล้าเจา้ อยหู่ ัว เจา้ อยหู่ วั
31 อังคาร 7 ข.1
วันฉตั รมงคล
4 พฤษภาคม 2565
วนั ฉตั รมงคลของทกุ ปี ถูกกำหนดจดั ขน้ึ ตำมวนั บรมรำชำภเิ ษกของพระมหำกษัตรยิ ์ ซ่ึงในรัช
สมัยของพระบำทสมเด็จพระปรเมนทรรำมำธบิ ดีศรสี นิ ทรมหำวชริ ำลงกรณ พระวชริ เกล้ำเจ้ำอยหู่ วั
รชั กำลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ งั้ การพระราชพธิ ีขนึ้ ในวนั ท่ี 4-6 พฤษภาคม
วนั ฉตั รมงคล คือวันอะไร สา่ คญั อยา่ งไร
วันฉัตรมงคล หมำยถึง พระรำชพิธีฉลองพระเศวตฉัตรสริ ริ ำชกกธุ ภัณฑ์ พระแสงประจำ
รชั กำล ทำในวันซ่งึ ตรงกับวันบรมรำชำภเิ ษกเสวยรำชสมบตั ิตำมรำชประเพณี (ควำมหมำย ตำม
พจนำนกุ รมฉบับรำชบัณฑติ ยสถำน พ.ศ. 2525) คือ วนั ท่ีราลกึ ถึงพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก เป็น
พระมหากษัตรยิ ์ รชั กาลท่ี 10 แหง่ ราชวงศจ์ กั รี และราชอาณาจกั รไทย ของพระบาทสมเด็จพระ
ปรเมนทรรามาธิบดีศรสี นิ ทรมหาวชริ าลงกรณ พระวชริ เกลา้ เจา้ อย่หู วั
พระบำทสมเดจ็ พระวชริ เกลำ้ เจำ้ อยูห่ ัวทรงพระกรณุ ำโปรดเกล้ำฯ ใหต้ ้งั กำรพระรำชพิธีน้ขี ึน้
ในวันที่ 4 – 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 โดยพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการจดั ขนึ้ ใน
วนั ท่ี 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 และในปีตอ่ ไปใหถ้ ือว่าวนั นีเ้ ป็นวนั “ฉตั รมงคล”
พระรำชพธิ ีพระบรมรำชำภิเษก มีมำต้ังแตส่ มยั โบรำณดงั ทปี่ รำกฏหลกั ฐำนในหลักศลิ ำจำรึกพ่อขนุ
รำมคำแหงมหำรำชวำ่ “ในสมยั สโุ ขทยั มพี ธิ ีตอ้ นรบั ประมขุ ของแผ่นดินอยำ่ งมโหฬำรต้ังแตท่ ่ีพอ่ ขุนผำ
เมอื งอภิเษกพอ่ ขนุ บำงกลำงหำวขนึ้ เปน็ ผ้ปู กครองเมืองสุโขทัย”
พระราชพธิ วี ันฉัตรมงคล
สำหรับในสมยั อยธุ ยำกป็ รำกฏหลักฐำนตำมพงศำวดำรว่ำ “พระมหำกษัตรยิ ์ในแผน่ ดนิ อยธุ ยำ
เมอื่ มกี ำรเปล่ยี นองคพ์ ระมหำกษตั ริย์ ท่วั ท้ังเมอื งจัดให้มพี ิธเี ฉลิมฉลองอย่ำงเอิกเกริกใหญ่โตไปท่ัวทง้ั
พระนคร” ในสมัยรัตนโกสนิ ทร์ พระบำทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้ำจฬุ ำโลกมหำรำช กม็ ไิ ดท้ รงละทิ้งพระ
รำชพธิ ี พระบรมรำชำภเิ ษก ทรงโปรดเกล้ำฯ ให้ต้ังคณะกรรมกำรสอบพระรำชพิธพี ระบรมรำชำภิเษก
ใหม้ ีควำมถูกตอ้ งตำมระเบียบแบบแผนและทรงตอ้ งกำรใหย้ ดึ ถือเปน็ ระเบยี บแบบแผนในรชั กำลต่อไป
ซง่ึ ประกอบดว้ ย
1. ขัน้ เตรยี มงำนพระรำชพิธี เรม่ิ ต้ังแตพ่ ธิ ีตักนำ้ และทำพิธเี สกนำ้ ณ เจดียสถำนสำคัญจำก
สถำนที่ ตักนำ้ ก่อนท่ีจะสง่ เข้ำมำทำพธิ ีตอ่ ในพระนคร นำ้ ทเ่ี สกนใ้ี ช้สำหรบั ถวำยอภเิ ษก และสรงมุรธำ
ภเิ ษก (น้ำรด พระเศียรในพระรำชพิธีบรมรำชำภเิ ษก)โดยมรี ะเบยี บกำหนดให้ใชน้ ้ำจำกแม่นำ้ 5 สาย
ไดแ้ ก่ แมน่ า้ คงคา ยมนา อิรวดี มหิ และสรภู ในชมพทู วีป หรอื ท่ีเรยี กวา่ “ปัญจมหานที” แต่
เน่ืองจากประเทศไทยอยหู่ ่างจากชมพทู วีป ไม่สะดวกในการเดินทาง จงึ เปล่ียนมาใชน้ า้ จากแมน่ า้
18 แหง่ จากภายในประเทศไทยแทน นอกจากนีย้ งั มีพธิ ีจารกึ ดวงพระราชสมภพในพระสพุ รรณบฏั
และแกะพระราชลญั จกร (ตราประจารชั กาล)
2. พธิ ีเบอื้ งต้น เรม่ิ ตั้งแต่ตั้งนำวงดำ้ ย จดุ เทยี นชัย และเจริญพระพุทธมนต์
3. พระรำชพิธพี ระบรมรำชำภเิ ษก เริม่ จำกสรงมุรธำภิเษก ต่อจำกนั้นพระบำทสมเด็จพระ
เจ้ำอยหู่ วั จะเสดจ็ พระรำชดำเนินไปประทับเหนอื พระที่นั่งอัฐทิศอทุ ุมพรรำชอำสน์ (เป็นพระรำชอำสน์
8 เหล่ียม ภายใตเ้ ศวตฉตั ร 7 ชนั้ ) สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร (ในสมยั โบราณเป็นราชบณั ฑิต) และ
พราหมณน์ ่งั ประจาทิศทง้ั 8 กลา่ วคาถวายพระพรชยั มงคล และถวายดินแดนใหอ้ ยใู่ นความ
คมุ้ ครองของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู วั ต่อจากนน้ั ทรงรบั นา้ อภิเษก ขนึ้ สพู่ ระท่ีน่งั ภทั รบิฐพระ
ราชอาสนอ์ งคใ์ หม่ พระมหาราชครูเรม่ิ รา่ ยเวทยพ์ ธิ ีพราหมณ์ เม่ือรา่ ยเวทยเ์ สรจ็ แลว้ จงึ กราบทลู เชิญ
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู วั ลงพระปรมาภิไธย ถวายเครอ่ื งราชกกธุ ภณั ฑ์ คือ เคร่อื งหมายแสดง
ความเป็นพระมหากษัตรยิ ์ ไดแ้ ก่ พระมหาพชิ ยั มงกฎุ พระแสงขรรคช์ ยั ศรี ธารพระกร วาลวิชนี
ฉลองพระบาท เม่ือทรงรบั พระมหาพชิ ยั มงกฎุ มาสวมพระเศียร เจา้ พนกั งานจะประโคมดนตรี ทหาร
ยิงปืนใหญ่ พระสงฆเ์ คาะระฆงั และสวดชยั มงคลคาถาท่วั พระราชอาณาจกั ร หลงั จากนนั้ พราหมณ์
ถวายพระแสงศาสตราวธุ เป็นอนั เสรจ็ พระราชพธิ ีพระบรมราชาภิเษก
4. พธิ เี บอ้ื งปลำย เมอื่ เสร็จพระรำชพิธพี ระบรมรำชำภิเษกแล้ว จะเสดจ็ ออก ณ มหำสมำคม
เพอ่ื ใหเ้ หล่ำข้ำรำชกำร และประชำชนได้ถวำยพระพรชัยมงคลเน่ืองในวโรกำสทรงเข้ำพระรำชพิธพี ระ
บรมรำชำภิเษก
5. เสด็จเย่ียมรำษฎร เม่อื ทรงเสดจ็ พระรำชพิธีต่ำง ๆ ที่เกย่ี วข้องแล้ว พระบำทสมเด็จพระ
เจำ้ อยหู่ ัวจะเสดจ็ พระรำชดำเนนิ ให้รำษฎรได้มโี อกำสช่ืนชมพระบำรมี กำรจดั พระรำชพธิ ีเฉลมิ ฉลอง
เนอื่ งในวนั ฉัตรมงคล ในอดตี ยงั ไม่มีพิธนี ี้ จะมีแตพ่ นกั งำนฝำ่ ยหน้ำฝ่ำยในพระบรมมหำรำชวงั จดั งำน
สมโภชเครอื่ งรำชปู โภคที่ตนรกั ษำทุกปใี นเดอื นหก
ในวนั ฉัตรมงคล ในตอนเช้ำทรงพระรำชทำนภัตตำหำรแดพ่ ระสงฆ์ พรำหมณ์เบกิ แว่นเวยี น
เทยี นสมโภชพระมหำเศวตฉัตร และเครอ่ื งรำชกกุธภณั ฑ์ เม่ือถงึ เวลำเท่ยี งตรงทหำรเรือ และทหำรบก
ยงิ ปนื ใหญเ่ ฉลิมพระเกียรติ พรอ้ มกัน 2 กอง รวม 42 นดั นอกจากนี้ ยงั มีพธิ ีพระราชทาน
เคร่อื งราชอิสรยิ าภรณต์ ราจลุ จอมเกลา้ ใหแ้ ก่ผทู้ ่ีไดร้ บั พระราชทานดว้ ย หลงั จากนน้ั ทรงเสด็จ
นมสั การพระพทุ ธมหามณีรตั นปฏมิ ากร (พระแกว้ มรกต) และถวายบงั คมพระบรมรูปสมเดจ็ พระ
บรู พมหากษัตรยิ าธิราชเจา้ ณ ปราสาทเทพบิดร ในพระบรมมหาราชวงั เป็นอนั เสรจ็ พธิ ี
กจิ กรรมทถี่ ือปฏบิ ตั ใิ นวันฉัตรมงคล
กำรประกอบพธิ ที ำงศำสนำถวำยเปน็ พระรำชกศุ ล กำรทำบญุ ตักบำตร พธิ ีถวำยพระพรชยั
มงคล กำรประดบั ธงชำติตำมบ้ำนเรอื น และตำมสถำนท่รี ำชกำรทุกแหง่ กำรปลกู ตน้ ไมแ้ ละทำควำมดี
เพอื่ เฉลิมพระเกียรติ เนอ่ื งในวโรกำสมหำมงคลบรมรำชำภเิ ษก ในทกุ ๆ ปี
กลับไปหน้า ปฎทิ ิน
พระราชพิธพี ืชมงคล
วันพืชมงคล
คอื วนั ท่กี ำหนดใหม้ ีพระรำชพธิ จี รดพระนังคลั แรกนำขวัญ นับวำ่ เป็นพระรำชพธิ ที ีม่ ีควำม
เก่ำแก่สบื ตอ่ มำตงั้ แต่โบรำณเพื่อเสรมิ สรำ้ งขวญั และกำลังใจใหก้ บั เกษตรกรของชำติ อีกท้ังยังเป็น
กำรระลึกถงึ ควำมสำคญั ของเกษตรกรทม่ี ีตอ่ เศรษฐกจิ ไทย ซง่ึ กำรจัดพระรำชพธิ พี ชื มงคลจรดพระ
นังคลั แรกนำขวญั น้ีมีสืบเน่อื งมำตัง้ แตเ่ ม่อื สมัยกรงุ ศรีอยุธยำตอนปลำย กำรประกอบพระรำชพิธีจะ
กระทำขึน้ ทีท่ อ้ งสนำมหลวง อันประกอบด้วย 2 พระราชพธิ ี คือ พระราชพธิ ีพืชมงคล และพระราช
พธิ ีจรดพระนงั คลั แรกนาขวญั
ประวัติวันพืชมงคล
พระรำชพธิ จี รดพระนงั คลั แรกนำขวญั หรอื พธิ ีแรกนา เป็นพระราชพธิ ีท่ีมีมาตง้ั แต่โบราณ
เม่ือครงั้ ท่ีสโุ ขทยั เป็นราชธานี ซง่ึ ในสมยั นนั้ พระมหากษัตรยิ ม์ ิไดล้ งมือไถนาเอง เพียงแต่เสด็จฯ ไป
เป็นองคป์ ระธานในพระราชพธิ ีเท่านน้ั เม่ือครนั้ ถงึ สมยั กรุงศรอี ยธุ ยา พระมหากษัตรยิ ไ์ มไ่ ดเ้ สดจ็ ฯ
ไปเป็นองคป์ ระธาน แต่จะมอบอาญาสิทธิ์ใหโ้ ดยทรงทาเหมือนอยา่ งออกอานาจกษัตรยิ แ์ ละจะ
ทรงจาศีลเป็นเวลา 3 วนั โดยวิธีการเชน่ นีไ้ ดป้ ฏบิ ตั ิอยา่ งต่อเน่ืองตลอดมาจนถึงปลายสมยั กรุงศรี
อยธุ ยา
ต่อมำ ในสมัยรตั นโกสินทรต์ อนต้น ตง้ั แต่รชั สมัยของพระบำทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟำ้ จฬุ ำ
โลกมหำรำช รัชกำลท่ี 1 ไดโ้ ปรดใหข้ า้ ราชการชน้ั ผใู้ หญ่เป็นผปู้ ระกอบพระราชพธิ ีแรกนาขวญั
แทนพระองค์ และมิไดถ้ ือวา่ เป็นพธิ ีหนา้ พระท่ีน่งั จะยกเวน้ ก็ต่อเม่ือมีพระราชประสงคจ์ ะ
ทอดพระเนตร ในตอนแรกๆ มีสถานท่ีประกอบพธิ ีท่ีไม่ตายตวั แลว้ แตจ่ ะทรงกาหนดให้ ครนั้ มาถึง
ในรชั สมยั ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั รชั กาลท่ี 4
พระองคท์ รงโปรดเกลา้ ฯ ใหจ้ ดั พธิ ีสงฆเ์ พม่ิ ขนึ้ ในพระราชพธิ ีตา่ งๆ ทกุ พธิ ี ฉะนน้ั พระราชพธิ ี
พืชมงคล จงึ ไดเ้ รม่ิ มีขนึ้ เป็นครงั้ แรกนบั แต่นนั้ มา โดยไดจ้ ดั รวมกบั พระราชพิธีจรดพระนงั คลั แรกนา
ขวญั ทาใหม้ ีช่ือเรยี กรวมกนั ว่า พระราชพธิ ีพืชมงคลจรดพระนงั คลั แรกนาขวญั ส่วนพธิ ีกรรม
นอกเหนือจากการทาเป็นตวั อย่างท่ีทรงจาแนกไว้ 3 อย่าง 2 อย่างแรกท่ีว่า “อาศยั คาอธิษฐานเอา
ความสตั ยเ์ ป็นท่ีตงั้ บา้ ง ทาการซง่ึ ไมม่ ีโทษนบั วา่ เป็นการสวสั ดิมงคลตามซ่ึงมาในพระพทุ ธศาสนา
บา้ ง” ทรงหมายถงึ พธิ ีพืชมงคล อนั เป็นพธิ ีสงฆท์ ่ีกระทา ณ วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม ส่วนอีก
อยา่ งหน่งึ ท่ีวา่ “บชู าเซน่ สรวงตามท่ีมาทางไสยศาสตรบ์ า้ ง” ทรงหมายถึง พธิ ีจรดพระนงั คลั แรกนา
ขวญั อนั เป็นพธิ ีทางพราหมณ์
ฉะนัน้ พอสรุปควำมมุ่งหมำยอันเปน็ มูลเหตกุ ำรเกดิ พระราชพธิ ีพชื มงคลจรดพระนงั คลั แรก
นาขวญั ไดว้ ่า พระราชพธิ ีนีม้ ่งุ หมายท่ีจะใหเ้ ป็นตวั อยา่ งแก่ราษฎร หวงั เพ่อื ชักนาใหม้ ีความม่นั ใจ
ในการทานา อนั เป็นอาชีพหลกั ท่ีสาคญั ของคนไทยท่ีมีมาชา้ นานและสืบต่อมาจนปัจจบุ นั ยงั คง
เป็นอยเู่ ช่นนนั้ เพราะดว้ ยการเกษตรท่ีมีการทานาเป็นอาชีหลกั นบั เป็นส่งิ ท่ีมีความสาคญั ต่อชีวิต
ความเป็นอยแู่ ละเศรษฐกิจของประเทศในทกุ สมยั
วันที่เหมาะแก่การประกอบพธิ ีพืชมงคล
วนั ประกอบพธิ พี ชื มงคลนนั้ ต้องเปน็ วันที่ดที ่สี ุดของแตล่ ะปี ประกอบด้วย ขนึ้ แรม และฤกษ์
ยำม ประกอบกันให้ไดว้ ันอันอดุ มฤกษต์ ำมตำรำโหรำศำสตร์ แต่จะตอ้ งอยู่ในระหว่ำงเดือน 6 เพราะ
ชว่ งเดือนนีก้ าลงั จะเรม่ิ เขา้ ฤดฝู น อนั เป็นระยะเวลาท่ีเหมาะสมสาหรบั เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จะ
ไดเ้ ตรยี มทานา เม่ือโหรหลวงไดค้ านวณวนั อนั อดุ มมงคลพระฤกษ์ท่ีจะประกอบพธิ ีจรดพระนงั คลั
แรกนาขวญั แลว้ สานกั พระราชก็จะบนั ทกึ ลงไวใ้ นปฏิทินหลวงท่ีพระราชทานในวนั ขึน้ ปีใหม่ทกุ ปี
รวมถึงไดก้ าหนดว่าวนั ใดเป็นวนั พืชมงคล และวนั ใดเป็นวนั จรดพระนงั คลั แรกนาขวญั ไวอ้ ย่าง
ชดั เจน
กลบั ไปหน้า ปฎิทิน
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
เดิมทีจะกระทำทที่ ุ่งพญำไท แต่เมือ่ ไดม้ กี ำรฟ้นื ฟพู ระรำชพธิ ีจรดพระนงั คลั แรกนำขวัญข้นึ ใหม่
จงึ ไดเ้ ปลย่ี นแปลงสถำนทีโ่ ดยจดั ใหม้ ีขึ้นที่ท้องสนำมหลวง ท้ังนี้ วนั แรกนำขวญั นับเป็นอีกหน่ึงวัน
สำคัญของชำติ คณะรฐั มนตรจี ึงมมี ตใิ หใ้ นวนั น้เี ปน็ วันหยดุ รำชกำร 1 วนั และมีประกาศใหช้ กั ธงชาติ
ตามระเบียบราชการ
อนง่ึ นบั ต้งั แต่ปี พ.ศ. 2509 เป็นตน้ มา คณะรฐั มนตรไี ดป้ ระชมุ ปรกึ ษากนั โดยลงมติใหว้ นั พระราช
พธิ ีพืชมงคลจรดพระนงั คลั แรกนาขวญั เป็นวนั เกษตรกรประจาปีอีกดว้ ย ทงั้ นี้ เพ่ือใหผ้ ทู้ ่ีมีอาชีพ
ทางเกษตรพงึ ระลกึ ถึงความสาคญั ของการเกษตร และรว่ มมือกนั ประกอบพระราชพธิ ีพชื มงคล
จรดพระนงั คลั แรกนาขวญั เพ่อื เป็นสริ มิ งคลแก่อาชีพของตน
การประกอบพระราชพธิ ีวันพืชมงคล
เป็นพธิ ีทำขวัญพืชพันธ์ธุ ัญญำหำรท่พี ระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยหู่ วั ทรงอธษิ ฐำนเพือ่ ควำมอดุ ม
สมบรู ณข์ องพืชพันธ์ใุ นรำชอำณำจกั รไทย โดยข้ำวทีน่ ำมำเขำ้ พธิ ีพชื มงคลนนั้ เป็นข้ำวเปลือก มีทง้ั ขำ้ ว
เจำ้ และข้ำวเหนียว อีกท้งั ยังมีเมลด็ พืชชนดิ ต่ำงๆ รวมกว่ำ 40 ชนิด ซง่ึ แต่ละชนดิ จะถกู บรรจอุ ยใู่ น
ถงุ ผา้ ขาว นอกจากนีก้ ็ยงั มีขา้ วเปลือกท่ีใชส้ าหรบั หวา่ นในพธิ ีแรกนาบรรจเุ ขา้ กระเชา้ ทองค่หู น่งึ
และเงนิ อีกคหู่ นง่ึ เป็นขา้ วพนั ธดุ์ ีท่ีโปรดฯ ใหป้ ลกู ในสวนจิตรลดาและพระราชทานมาเขา้ พธิ ีพชื
มงคล ซง่ึ พนั ธขุ์ า้ วพระราชทานนีจ้ ะใชห้ วานในพระราชพธิ ีแรกนาสว่ นหน่งึ ส่วนท่ีเหลือทางการจะ
บรรจซุ องแลว้ สง่ ไปแจกจา่ ยแก่ชาวนานและประชาชนในจงั หวดั ต่างๆ เพ่อื เป็นม่งิ ขวญั และเป็นสิริ
มงคลแก่พชื ผลท่ีจะเพาะปลกู ในปีนี้
พระรำชพิธจี รดพระนังคัลแรกนำขวัญในปัจจบุ นั ไดด้ ำเนนิ ไปตำมแบบอยำ่ งโบรำณรำช
ประเพณี ยกเว้นแต่บำงอย่ำงท่ีไดม้ ีกำรดัดแปลงใหเ้ หมำะแกก่ ำลสมยั อำทิ พิธขี องพรำหมณ์ กม็ ีกำร
ตดั ทอนใหล้ ดเหลอื นอ้ ยลง พระยำแรกนำ ก็ให้ตกเปน็ หนำ้ ทข่ี องปลดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใน
ระดับ 3 – 4 คือ ขน้ั โทขนึ้ ไป อีกทง้ั พระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู วั และสมเดจ็ พระนางเจา้ ฯ
พระบรมราชนิ ีนาถ ไดเ้ สดจ็ พระราชดาเนินไปทรงทอดพระเนตรพระราชพธิ ีเป็นประจาทกุ ปี รวมถึง
มีขา้ ราชการชนั้ ผใู้ หญ่ ทตู านทุ ตู และประชาชนท่ีสนใจไดเ้ ดินทางมาชมการแรกนาเป็นจานวนมาก
สำหรบั กำรประกอบพธิ นี ั้นจะถกู กำหนดขน้ึ โดยโหรหลวง ซ่งึ ในระหวำ่ งพธิ อี นั สวยงำมนี้ กจ็ ะมี
กำรทำนำยปรมิ ำณน้ำฝนในชว่ งฤดูฝนท่กี ำลังจะมำถงึ โดยพระยำแรกนำจะทำกำรเลอื กผำ้ 3 ผืนท่ีมี
ความยาวตา่ งกนั ตามชอบใจ ซง่ึ ผา้ ทง้ั 3 ผืนนีม้ ีความคลา้ ยคลงึ กนั หากพระยาแรกนาเลือกผืนท่ี
ยาวท่ีสดุ ก็ทายวา่ ปีนีป้ รมิ าณนา้ ฝนจะมีนอ้ ย แตถ่ า้ เลือกผืนท่ีสนั้ ท่ีสุด ทายวา่ ปีนีจ้ ะมีปรมิ าณ
นา้ ฝนมาก หรอื หากเลือกผืนท่ีมีความยาวปานกลาง ทายว่าปีนีจ้ ะมีปรมิ าณนา้ ฝนพอประมาณ
ต่อมา หลงั จากท่ีสวมเสือ้ ผา้ ท่ีเรยี กวา่ ผา้ นงุ่ เรยี บรอ้ ยแลว้ พระยาแรกนาก็จะไถลงไปบนพนื้ ท่ีทอ้ ง
สนามหลวงดว้ ยพระนงั คลั สีแดงและสีทอง มีพระโคเพศผลู้ าตวั สีขาวทาหนา้ ท่ีลาก แลว้ ตามดว้ ย
เทพที งั้ 4 ทาหนา้ ท่ีหาบกระเชา้ ทองและกระเชา้ เงนิ ท่ีบรรจเุ มลด็ ขา้ วเปลือก นอกจากนีย้ งั จะมีคณะ
พราหมณท์ ่ีเดนิ ค่ไู ปกบั ขบวน พรอ้ มทงั้ สวดและเป่าสงั ขไ์ ปในขณะเดียวกนั
เมอื่ เสร็จจำกกำรไถแล้ว พระโคจะไดร้ บั กำรปอ้ นพระกระยำหำรและเครอื่ งดื่มทั้งสิน้ 7 ชนิด
ไดแ้ ก่ เมลด็ ขา้ ว ถ่วั ขา้ วโพด หญา้ เมลด็ งา นา้ และเหลา้ ไมว่ า่ พระโคจะเลือกกิน หรอื ด่ืมส่ิงใดก็
ทายวา่ ในปีนนั้ ๆ จะสมบรู ณด์ ว้ ยส่ิงท่ีพระโคเป็นผเู้ ลือก ขนั้ ตอนต่อมา พระยาแรกนาจะทาการ
หวา่ นเมล็ดขา้ ว ประชาชนจะพากนั มาแยง่ เก็บ เพราะถือกนั วา่ เมล็ดขา้ วนีเ้ ป็นส่งิ ศกั ดิส์ ทิ ธิ์ อนั จะ
นามาซง่ึ ความอดุ มสมบรู ณแ์ ละก่อใหเ้ กิดความเป็นสิรมิ งคลแก่ผทู้ ่ีมีไวใ้ นครอบครอง เม่ือเก็บเมล็ด
ขา้ วกลบั ไปแลว้ ชาวนาก็จะใชเ้ มลด็ ขา้ วท่ีเก็บไดม้ าผสมกบั เมลด็ ขา้ วของตวั เพ่อื ใหพ้ ืชท่ีลงแรงลง
กายปลกู ในปีท่ีจะมาถงึ นีม้ ีความอดุ มสมบรู ณ์
สำหรบั พระโคท่ีจะเขำ้ พระรำชพธิ ีแรกนำขวญั นั้น จะถูกเลย้ี งดอู ยำ่ งดที ี่จังหวดั รำชบุรี โดยพระ
โคท่ีใชใ้ นพระรำชพธิ จี ะตอ้ งมลี ักษณะทดี่ ี ขำด หรือเกินไมไ่ ด้ อนั ประกอบดว้ ย หดู ี ตำดี แข็งแรง เขำ
ท้ังสองตัง้ ตรงสวยงำม พระโคแต่ละคู่จะตอ้ งมสี ีเหมือนกัน อีกทงั้ จะมกี ำรคดั เลือกพระโคเพียงสองสี
คือ สขี ำวสำลีและสนี ้ำตำลแดง เจำะจงว่ำเป็นเฉพำะเพศผ้เู ทำ่ นัน้ และต้องผำ่ นกำร ตอน เสียก่อนดว้ ย
กลบั ไปหน้า ปฎิทิน
วันวสิ าขบูชา
นบั วำ่ เปน็ วันสำคัญสำกลทำงพระพุทธศำสนำ สำหรับชำวพุทธทุกนกิ ำยทวั่ โลก เปน็
วันหยดุ รำชกำรในหลำยๆ ประเทศ อกี ทง้ั ยังเป็นวันสำคัญในระดบั นำนำชำติตำมขอ้ มติของสมชั ชำ
ใหญ่แหง่ สหประชำชำติ เนือ่ งจำกเป็นวนั คลำ้ ยวันทเี่ กิดเหตกุ ำรณ์สำคญั ท่ีสุดในพระพุทธศำสนำ 3
เหตกุ ารณ์ ไดแ้ ก่ การประสตู ิ ตรสั รู้ และปรนิ พิ พานของพระพทุ ธโคดม ซง่ึ ทงั้ 3 เหตกุ ารณน์ ีไ้ ด้
เกิดขนึ้ ตรงกนั ณ วนั ขนึ้ 15 ค่า เดือน 6 หรอื วนั เพญ็ แห่งเดือนวิสาขะ (ตา่ งปีกนั ) ชาวพทุ ธจงึ ถือว่า
เป็นวนั ท่ีรวมการเกิดเหตกุ ารณอ์ นั น่าอศั จรรยย์ ่งิ และเรยี กการบชู าในวนั นีว้ า่ วิสาขบชู า ยอ่ มา
จาก วสิ าขปรุ ณมบี ูชา หมายถึง การบูชาในวันเพญ็ เดอื นวสิ าขะ
ประวตั วิ ันวิสาขบชู าในประเทศไทย
วันวิสาขบูชา ไดเ้ รม่ิ ขนึ้ ครง้ั แรกเม่ือสมยั สโุ ขทยั เป็นราชธานี ซง่ึ สนั นิษฐานว่าไดร้ บั แบบแผนมาจาก
ลงั กาเม่ือประมาณ พ.ศ. 420 โดยพระเจา้ ภาตกิ รุ าช กษัตรยิ แ์ หง่ กรุงลงั กาไดเ้ ป็นผปู้ ระกอบพธิ ีวิ
สาขบชู าขนึ้ เพ่อื ถวายเป็นพทุ ธบชู า นบั จากนน้ั กษัตรยิ แ์ หง่ ลงั กาพระองคอ์ ่ืนๆ ก็ไดถ้ ือปฏิบตั ิ
ประเพณีวิสาขบชู านีส้ ืบตอ่ กนั มา ส่วนการเผยแพรเ่ ขา้ มาในประเทศไทยนน้ั อาจเป็นเพราะเม่ือครงั้
สมยั สโุ ขทยั ประเทศไทยมีความสมั พนั ธด์ า้ นพระพทุ ธศาสนากบั ประเทศลงั กาอยา่ งใกลช้ ิด
จะเหน็ ไดว้ า่ มีพระสงฆจ์ ากเมืองลงั กาหลายรูปเดินทางเขา้ มาเผยแพรพ่ ระพทุ ธศาสนาและ
นาการประกอบพธิ ีวิสาขบชู าเขา้ มาปฏบิ ตั ิในประเทศไทยดว้ ย ซง่ึ การปฏิบตั พิ ธิ ีวิสาขบชู าในสมยั
สโุ ขทยั นนั้ ไดม้ ีการบนั ทกึ เอาไวใ้ นหนงั สือ นางนพมาศ สรุปใจความไดว้ ่า เม่ือถึงวนั วิสาขบชู า พระ
เจา้ แผน่ ดนิ ขา้ ราชบรพิ าร ทง้ั ฝ่ายหนา้ และฝ่ายใน ตลอดทงั้ ประชาชนชาวสโุ ขทยั จะช่วยกนั
ประดบั ตกแต่งพระนคร ดว้ ยดอกไม้ พรอ้ มกบั จดุ ประทีปโคมไฟใหด้ สู ว่างไสวไปท่วั พระนคร เป็น
เวลา 3 วนั 3 คืน เพ่อื เป็นการบชู าพระรตั นตรยั ขณะท่ีพระมหากษัตรยิ ์ และบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรง
ศีล และทรงบาเพญ็ พระราชกศุ ลต่าง ๆ ครนั้ ตกเวลาเย็นก็เสด็จพระราชดาเนินพรอ้ มดว้ ยพระบรม
วงศานวุ งศ์ และนางสนองพระโอษฐ์ตลอดจนขา้ ราชการทง้ั ฝ่ายหนา้ และฝ่ายในไปยงั พระอาราม
หลวง เพ่อื ทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน สว่ นชาวสโุ ขทยั จะรกั ษาศีล ฟังธรรม ถวายสลากภตั
สงั ฆทาน อาหารบิณฑบาตแด่พระภิกษุสามเณร บรจิ าคทานแก่คนยากจน ทาบญุ ไถ่ชีวติ สตั ว์ ฯลฯ
วนั วสิ าขบูชามคี วามส่าคัญอย่างไร ?
วันวิสำขบูชำ เป็นวันทร่ี ะลึกถงึ วนั ทีอ่ งค์สมเดจ็ พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำทรงประสตู ิ ตรัสรู้ และปรนิ ิพพำน
ซ่งึ ตรงกบั วนั เพ็ญ เดอื นวิสำขมำส (เดอื น 6) บรรจบกนั ทง้ั 3 คราว ไดแ้ ก่
- เช้ำวนั ศกุ ร์ ขึน้ 15 ค่า เดือน 6 ปีจอ ก่อนพทุ ธศกั ราช 80 ปี เจา้ ชายสทิ ธตั ถะ ทรงประสตู ทิ ่ี
พระราชอทุ ยานลมุ พนิ ีวนั ซง่ึ ตงั้ อย่รู ะหวา่ งกรุงกบลิ พสั ดกุ์ บั เทวทหะ
- เช้ำมดื วันพุธ ข้ึน 15 ค่า เดือน 6 ปีระกา ก่อนพทุ ธศกั ราช 45 ปี เจา้ ชายสิทธตั ถะ ทรงตรสั รู้
เป็นพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ เม่ือมีพระชนมายไุ ด้ 35 พรรษา ณ ใตร้ ม่ ไมศ้ รมี หาโพธิ์ รมิ ฝ่ังแม่นา้
เนรญั ชรา ตาบลอรุ ุเวลาเสนานคิ ม ภายหลงั จากการออกผนวชได้ 6 ปี ปัจจบุ นั สถานท่ีแหง่ นี้
เรยี กวา่ พทุ ธคยา เป็นตาบลหน่งึ ของเมืองคยา แหง่ รฐั พหิ าร ประเทศอนิ เดีย
- ภำยหลังจำกกำรตรสั รู้ องค์พระสมั มำสัมพุทธเจำ้ ทรงออกประกำศพระธรรมวนิ ัย และโปรด
เวไนยสตั วเ์ ปน็ เวลำ 45 ปี เม่ือมีพระชนมายไุ ด้ 80 พรรษา พระองคก์ ็เสด็จดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน
เม่ือวนั องั คาร ขนึ้ 15 ค่า เดือน 6 ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมลั ลกษัตรยิ ์ เมืองกสุ นิ ารา
แควน้ มลั ละ ปัจจบุ นั อยใู่ นเมืองกสุ ีนคระ รฐั อตุ ตรประเทศ ประเทศอินเดีย
เน่อื งจำกเหตกุ ำรณส์ ำคัญทั้ง 3 เหตกุ ารณ์ เกิดขนึ้ ตรงกนั ในวนั เพญ็ เดือน 6 ชาวพทุ ธจงึ เรยี กการ
บชู าในวนั นีว้ า่ วนั วสิ าขบชู า ซง่ึ หมายถึง การบชู าในวนั เพญ็ เดือน 6 บางแห่งอาจเรยี กวา่ วนั
พระพทุ ธเจา้ หรอื พทุ ธชยนั ตี
กจิ กรรมวนั วสิ าขบูชา
วนั วสิ ำขบชู ำ ถอื วำ่ เปน็ วนั สำคัญยิง่ ทีช่ ำวพุทธทั่วโลกจะมำรวมตัวกนั เพื่อจัดพิธีทำบุญใหญ่
หรือจัดกจิ กรรมต่ำงๆ เพ่ือเปน็ กำรบำเพญ็ กุศลระลกึ ถงึ พระพุทธเจำ้ โดยในฐำนะท่วี นั วิสำขบูชำไดร้ บั
กำรยกยอ่ งใหเ้ ปน็ วันสำคญั ของโลก เมอ่ื วนั วิสำขบูชำมำถงึ องค์กำรสหประชำชำติ ณ มหำนคร
นวิ ยอร์ก ประเทศสหรฐั อเมริกำ จะมีกำรอญั เชิญพระเจดียว์ ิสำขบชู ำนสุ รณ์ สกลโลก ประกำศบูชำวนั
วสิ ำขะ ภำยในประดษิ ฐำนพระบรมสำรรี ิกธำตุ ประดษิ ฐำนอยู่ ณ สำนักงำนใหญ่องค์กำร
สหประชำชำติเปน็ กำรถำวรและเปิดใหป้ ระชำชนเดนิ ทำงเขำ้ มำสักกำระ
ในประเทศไทย นอกจำกพทุ ธศำสนิกชนจะเดนิ ทำงเขำ้ วัดบำเพ็ญกุศล ถือศลี ฟงั ธรรมแล้ว ยงั
นยิ มกำรปล่อยนกปล่อยปลำ และเวยี นเทียนรอบพระอุโบสถในช่วงค่ำเพื่อถวำยเป็นพทุ ธบูชำอีกดว้ ย
เม่ือวันวิสำขบูชำมำถึง พทุ ธศำสนิกชนชำวไทยนิยมทำบญุ ตกั บำตรในตอนเช้ำ และตลอดวันกจ็ ะมีกำร
บำเพ็ญกุศลควำมดอี นื่ ๆ อำทิ ต้งั ใจรักษำศลี 5 ศีล 8 งดเวน้ การทาบาปทงั้ ปวง ทาบญุ ถวาย
สงั ฆทาน ใหอ้ ิสระทาน หรอื การปลอ่ ยนกปล่อยปลา ฟังพระธรรมเทศนา รวมถึงเดินทางไปเวียน
เทียนรอบพระอโุ บสถตง้ั แตช่ ว่ งเย็นกนั เป็นจานวนมาก
กอ่ นทจ่ี ะเรม่ิ ทำกำรเวียนเทียน พุทธศำสนกิ ชนควรรว่ มกันกล่ำวบทสวดมนตแ์ ละคำบชู ำในวันวิ
สำขบชู ำ ซงึ่ โดยปกติตำมวัดตำ่ งๆ จะจัดให้มกี ำรทำวตั รสวดมนต์กอ่ นท่ีจะเรม่ิ เวียนเทียน สว่ นใหญ่
นิยมปฏิบตั พิ ธิ กี ำรเวยี นเทยี นกันอยำ่ งเปน็ ทำงกำร มพี ระสงฆเ์ ป็นผนู้ ำเวียนเทียนในเวลำประมำณ 20
นาฬกิ า หรอื 2 ทมุ่ โดยบทสวดมนตท์ ่ีพระสงฆน์ ิยมสวดก่อนเรม่ิ การเวียนเทียนท่ีมีทงั้ บาลีและคา
แปลตามลาดบั ดงั นี้
บทบูชำพระรตั นตรัย
บทนมัสกำรนอบน้อมบูชำพระพทุ ธเจำ้
บทสรรเสรญิ พระพุทธคณุ
บทสรรเสริญพระพทุ ธคุณ สวดทำนองสรภญั ญะ
บทสรรเสริญพระธรรมคุณ
บทสรรเสรญิ พระธรรมคณุ สวดทำนองสรภัญญะ
บทสรรเสรญิ พระสงั ฆคุณ
บทสรรเสิรญพระสงั ฆคุณ สวดทำนองสรภัญญะ
บทสวดเน่ืองในวันวสิ ำขบชู ำ
เมื่อสวดจบแล้วก็จะมีกำรจดุ ธูปเทยี นและถือดอกไมเ้ ปน็ เคร่ืองสกั กำรบูชำ จำกนั้นจงึ เดินเวยี น
รอบปชู นยี สถำน 3 รอบ โดยในขณะท่ีเดินพงึ ตง้ั จิตใหส้ งบ พรอ้ มสวดระลกึ ถงึ พระพทุ ธคุณดว้ ย
การสวดบท อิติปิโส (รอบท่ีหน่งึ ) ระลกึ ถึงพระธรรมคณุ ดว้ ยการสวด สวากขาโต (รอบท่ีสอง) และ
ระลกึ ถึงพระสงั ฆคณุ ดว้ ยการสวด ปะฏปิ ันโน (รอบท่ีสาม) จนกว่าจะเวียนครบ 3 รอบ เม่ือเดิน
เวียนครบแลว้ ใหน้ าธปู เทียน ดอกไมไ้ ปบชู าตามปชู นียสถานจงึ เป็นอนั เสรจ็ พธิ ี
กลบั ไปหนา้ ปฎิทิน
วนั อฏั ฐมีบูชา
วนั อัฏฐมบี ชู ำ คือ วันถวำยพระเพลิงพระพทุ ธสรรี ะของสมเด็จพระสัมมำสัมพทุ ธเจ้ำ (หลงั
เสดจ็ ดับขนั ธปรินพิ พำนได้ 8 วัน) ถือเปน็ วันสำคญั ในพระพุทธศำสนำวนั หน่งึ ตรงกับวนั แรม 8 ค่ำ
เดอื นวิสำขะ (เดือน 6 ของไทย)
ประวตั ิพิธีถวายพระเพลงิ พระบรมศพในพทุ ธประวัติ
พธิ ถี วำยพระเพลิงพระบรมศพมขี ้ึนในวนั ที่ 8 หลงั จำกพระผ้มู พี ระภำคเจ้ำเสดจ็ ปรนิ พิ พำนใต้
ตน้ สำละในรำตรี 15 ค่ำ เดือน 6 โดยพวกเจ้ำมลั ลกษตั รยิ ์จดั บูชำด้วยของหอม ดอกไม้ และเครอื่ ง
ดนตรีทุกชนดิ ทม่ี อี ยใู่ น เมอื งกุสนิ ำรำตลอด 7 วัน แลว้ ใหเ้ จ้ำมัลละระดับหัวหน้ำ 8 คน สรงเกล้ำ
น่งุ หม่ ผ้ำใหม่ อญั เชญิ พระสรีระไปทำงทศิ ตะวนั ออกของพระนครเพ่ือถวำยพระเพลิง
พวกเจ้ำมลั ละถำมถึงวธิ ปี ฏิบัตพิ ระสรรี ะกบั พระอำนนท์เถระ แล้วทำตำมคำของพระเถระนน้ั
คือ ห่อพระสรีระด้วยผ้ำใหม่แลว้ ซบั ด้วยสำลี แล้วใชผ้ ำ้ ใหมห่ อ่ ทับอีก ทำเช่นนจี้ นหมดผ้ำ 500 คู่
แล้วเชิญลงในรำงเหลก็ ที่เติมด้วยนำ้ มนั แล้วทำจิตกำธำนด้วยดอกไม้จันทน์ และของหอมทุกชนดิ
จำกนน้ั อญั เชญิ พวกเจำ้ มลั ละระดับหวั หนำ้ 4 คน สระสรงเกลำ้ และนงุ่ ห่มผ้ำใหม่
พยำยำมจุดไฟทเี่ ชิงตะกอน แต่กไ็ มอ่ ำจใหไ้ ฟติดได้ จึงสอบถำมสำเหตุ พระอนุรทุ ธะ พระเถระ
แจ้งว่ำ "เพรำะเทวดำมีควำมประสงคใ์ หร้ อพระมหำกัสสปะ และภกิ ษุหมู่ใหญ่ 500 รปู ผูก้ ำลัง
เดินทำงมำเพอื่ ถวำยบังคมพระบำทเสียก่อน ไฟก็จะลุกไหม้" ก็เทวดำ เหล่ำนนั้ เคยเป็นโยมอปุ ัฏฐำก
ของพระเถระ และพระสำวกผูใ้ หญ่มำกอ่ น จงึ ไม่ยินดที ไ่ี มเ่ หน็ พระมหำกสั สปะอยู่ในพธิ ี และเมอื่ ภิกษุ
หมู่ 500 รปู โดยมพี ระมหำกัสสปะเปน็ ประธำนเดนิ ทำงมำพร้อมกัน ณ ทถี่ วำยพระเพลิงแลว้ ไฟจงึ
ลุกโชนขนึ้ เองโดยไมต่ อ้ งมีใครจุด
หลงั จำกทพ่ี ระเพลงิ เผำซ่ึงเผำไหมพ้ ระพุทธสรรี ะดับมอดลงแลว้ บรรดำกษัตรยิ ์มัลละทั้งหลำย
จงึ ไดอ้ ญั เชิญพระบรมสำรรี ิกธำตุท้งั หมด ใสล่ งในหบี ทองแลว้ นำไปรกั ษำไวภ้ ำยในนครกสุ นิ ำรำ สว่ น
เครื่องบรขิ ำรตำ่ งๆ ของพระพุทธเจำ้ ไดม้ กี ำรอญั เชิญไปประดษิ ฐำนตำมทตี่ ่ำงๆ อำทิ ผำ้ ไตรจีวร
อญั เชญิ ไปประดิษฐำนท่ีแควน้ คนั ธำระ บำตรอัญเชญิ ไปประดษิ ฐำนท่เี มอื งปำตลีบุตร เป็นต้น และเมื่อ
บรรดำกษัตริย์จำกแควน้ ต่ำงๆ ได้ทรำบวำ่ พระพุทธเจ้ำได้เสดจ็ ดบั ขันธปรินิพพำนทีน่ ครกสุ ินำรำ จึงได้
สง่ ตวั แทนไปขอแบง่ พระบรมสำรรี ิกธำตุ เพื่อนำกลับมำสักกำระยงั แควน้ ของตนแต่กถ็ ูกกษัตริยม์ ัลละ
ปฏิเสธ จงึ ทำให้ท้ังสองฝำ่ ยขดั แย้งและเตรียมทำสงครำมกนั แต่ในสุดเหตุกำรณ์ก็มไิ ดบ้ ำนปลำย
เน่อื งจำกโทณพรำหมณไ์ ดเ้ ขำ้ มำเปน็ ตัวกลำงเจรจำไกล่เกลย่ี เพ่อื ยุติควำมขดั แยง้ โดยเสนอให้แบง่ พระ
บรมสำรีริกธำตอุ อกเปน็ 8 สว่ นเท่ำๆ กนั ซึ่งกษตั ริย์แตล่ ะเมอื งทรงสร้ำงเจดีย์ท่บี รรจุพระบรม
สำรรี กิ ธำตุ ตำมเมอื งต่ำงๆ ดงั นี้
กษัตรยิ ล์ ิจฉวี ทรงสรำ้ งเจดยี บ์ รรจุไว้ทเี่ มืองเวสำลี
กษตั ริย์ศำกยะ ทรงสร้ำงเจดียบ์ รรจุไว้ทเี่ มอื งกบิลพัสด์ุ
กษตั ริย์ถูลยิ ะ ทรงสรำ้ งเจดียบ์ รรจไุ ว้ท่ีเมอื งอลั ลกัปปะ
กษัตริย์โกลยิ ะ ทรงสรำ้ งเจดยี ์บรรจไุ ว้ท่เี มืองรำมคำม
มหำพรำหมณ์ สรำ้ งเจดียบ์ รรจุไว้ท่เี มอื งเวฏฐทีปกะ
กษตั รยิ ์มัลละแหง่ เมอื งปำวำ ทรงสร้ำงเจดยี บ์ รรจุไวท้ เี่ มืองปำวำ
พระเจ้ำอชำตศัตรู ทรงสร้ำงเจดยี ์บรรจไุ ว้ทเ่ี มืองรำชคฤห์
มลั ลกษัตรยิ ์แหง่ กสุ นิ ำรำ ทรงสร้ำงเจดยี ์บรรจุไว้ที่เมอื งกสุ นิ ำรำ
กษัตรยิ เ์ มอื งโมรยิ ะ ทรงสรำ้ งสถปู บรรจุพระองั คำร (องั คำรสถปู ) ท่เี มืองปิปผลิวนั
โทณพรำหมณ์ สรำ้ งสถปู บรรจุทะนำนตวงพระบรมสำรรี ิกธำตุ ที่เมอื งกสุ ินำรำ (ทะนำนตวง
พระบรมสำรรี ิกธำตุแจก, คาว่า ตมุ พะ แปลว่า ทะนาน, บางทีเรยี กสถปู นีว้ า่ ตมุ พสถปู )
ประเพณวี นั อฏั ฐมบี ูชาในประเทศไทย
ในประเทศไทย พบประเพณีกำรถวำยพระเพลงิ พระบรมศพจำลองมเี พียงบำงวัดเทำ่ น้ัน เชน่
วัดบรมธำตทุ ุ่งยั้ง อำเภอลบั แล จังหวัดอตุ รดติ ถ์ โดยประเพณนี ี้มีมำแต่เมอ่ื ใดไม่ปรำกฏ ในปจั จุบัน
ประเพณีน้ีได้รบั กำรสนับสนุนจำกทำงหนว่ ยงำนภำครัฐ และเอกชน โดยจดั เปน็ งำน "วันอฏั ฐมีบชู ำ
รำลึก เมอื งทงุ่ ย้ัง" ณ วดั บรมธำตุทุง่ ยั้ง อำเภอลับแล จังหวดั อตุ รดิตถเ์ ปน็ ประจำทุกปี โดยกำหนดจดั
งำนในวนั วิสำขบูชำ คือวันข้ึน 15 คำ่ เดอื น 6 ถงึ วนั แรม 8 คำ่ เดอื น 6 รวม 9 วัน กิจกรรมภำยใน
งำนมกี ำรแสดง แสง สี เสยี ง ตั้งแตพ่ ระพุทธเจำ้ เสด็จปรนิ พิ พำน จนถึงพธิ ถี วำยพระเพลิงพระบรมศพ
พระพทุ ธเจ้ำ(จำลอง) มปี ระชำชนชำวจังหวดั อตุ รดติ ถ์และจังหวัดใกล้เคยี งเข้ำชมเป็นจำนวนมำก
นอกจำกนยี้ ังพบประเพณกี ำรจำลองถวำยพระเพลิงอกี แหง่ หน่ึงในภำคกลำง คือที่ วดั ใหมส่ ุคน
ธำรำม จัดโดย องค์กำรบริหำรสว่ นตำบลวดั ละมุด ตำบลวัดละมดุ อำเภอนครชยั ศรี จังหวัดนครปฐม
ทม่ี กี ำรสืบสำนประเพณนี ีม้ ำยำวนำวกว่ำ 120 ปี ซ่ึงถอื เป็นแห่งแรกและแหง่ เดยี วในล่มุ นำ้ ภำคกลำง
ท่ีรักษำประเพณนี ม้ี ำยำวนำนท่สี ุด เปน็ ประเพณีพนื้ บ้ำนท่ีชำวบ้ำนร่วมกนั จัดขบวนแห่เครื่องสกั กำระ
ตะไล บงั้ ไฟ มำจุดเพอ่ื เป็นพุทธสกั กำระ และมีขบวนพทุ ธประวัติ จำลองหลักธรรมคำสอน ก่อนทจ่ี ะมี
พธิ ีกำรจำลองกำรถวำยพระเพลงิ พระบรมศพ ซงึ่ มปี ระชำชนในชมุ ชนและทวั่ ไปแหแ่ หนกันมำร่วมงำน
เปน็ จำนวนมำก
พิธีอฏั ฐมบี ูชา
กำรประกอบพิธีอัฏฐมบี ูชำนั้น นิยมทำกันในตอนค่ำและปฏบิ ตั อิ ยำ่ งเดยี วกันกบั ประกอบพธิ วี ิ
สำขบชู ำ ตำ่ งแต่คำบูชำเทำ่ นน้ั
กลบั ไปหน้า ปฎทิ ิน
วนั คล้ายวนั สวรรคต
พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจ้าอยูห่ ัว
30 พฤษภาคม 2565
๓๐ พฤษภำคม เปน็ วนั คล้ำยวนั สวรรคต พระบำทสมเด็จพระปกเกล้ำเจ้ำอยูห่ ัว (รัชกำลที่ ๗ )
เพอื่ เปน็ กำรนอ้ มสำนึกในพระมหำกรุณำธคิ ุณของพระองค์ท่มี ีต่อประเทศชำตแิ ละประชำชน ท้ังด้ำน
กำรเมืองกำรปกครอง เศรษฐกจิ สังคม กำรศกึ ษำ กำรศำสนำ และพระองค์ทำ่ นยังไดร้ ับกำรยกยอ่ งให้
เปน็ บุคคลสำคัญของโลกจำกองคก์ ำรยูเนสโก้ (Unesco) ประจาปี พ.ศ. ๒๕๕๖วนั
พระราชสมภพ
พระบำทสมเดจ็ พระปกเกลำ้ เจ้ำอยู่หัว ทรงเป็นพระรำชโอรสในพระบำทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้ำเจ้ำอยหู่ ัว และสมเดจ็ พระศรีพัชรินทรำบรมรำชนิ นี ำถ เสดจ็ พระรำชสมภพเม่อื วันพุธท่ี ๘
พฤศจกิ ำยน พ.ศ. ๒๔๓๖ ดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้ำลูกยำเธอ เจำ้ ฟ้ำประชำธปิ กศักดเิ ดชน์
ทรงศกึ ษำชน้ั ต้นทโี่ รงเรยี นนำยร้อยชัน้ ประถม มพี ระยศนักเรียนนำยรอ้ ยพิเศษ เมื่อทรงไดร้ บั
สถำปนำเปน็ สมเด็จเจ้ำฟ้ำฯ กรมขนุ ศโุ ขทยั ธรรมรำชำแล้ว ได้เสดจ็ ไปทรงศึกษำต่อระดับมธั ยมศกึ ษำ
ที่วทิยำลยั อตี ัน ประเทศอังกฤษ
ต่อมำทรงศกึ ษำวิชำทหำรปืนใหญม่ ้ำท่ีโรงเรียนนำยร้อยเมอื งวูลิช ไดร้ บั พระรำชทำนพระยศ
เปน็ นำยรอ้ ยตรีกติ ตมิ ศักดแ์ิ หง่ กองทพั บกองั กฤษ แลว้ จงึ เสด็จกลับมำรับรำชกำรในประเทศไทยสมัย
รัชกำลที่ ๖ ในตำแหนง่ นำยพนั โทรำชองครกั ษ์ ผู้บังคบั กำรโรงเรียนนำยร้อยทหำรบกชน้ั ประถม นำย
พันเอกปลดั กรมเสนำธิกำรทหำรบก ผบู้ ัญชำกำรกองพลทหำรบกท่ี ๒ ตำมลำดับ
พระราชจริยวัตรดา้ นภาพยนต์
พระบำทสมเด็จพระปกเกล้ำเจำ้ อยหู่ วั โปรดกำรถำ่ ยภำพยนตร์ ทรงเริ่มถำ่ ยทำภำพยนตรข์ นำด
เล็ก ๑๖ ม.ม. “ภำพยนตรท์ รงถำ่ ย” ตอ่ มำเม่อื เสดจ็ ประทบั ณ พระทนี่ งั่ อมั พรสถำน จงึ เปลย่ี นชอื่ เปน็
“ภำพยนตรอ์ มั พร” เนื้อหำในภำพยนตรส์ ่วนใหญ่เป็นบนั ทึกพระรำชพธิ ีสำคญั สภำพสงั คม และสภำพ
ชวี ิตชำวบำ้ น สว่ นเรอ่ื งทม่ี ุง่ เพอ่ื ควำมบนั เทงิ ไดแ้ กเ่ ร่อื ง แหวนวิเศษ
ทรงพระกรณุ ำโปรดเกลำ้ ฯ สนับสนุนให้สร้ำงโรงภำพยนตร์ทีท่ ันสมัยสำหรับฉำยภำพยนตร์
เสยี งแห่งแรกของประเทศในวโรกำสเฉลิมฉลองพระนครครบรอบ ๑๕๐ ปี พระรำชทำนนำมว่ำ “ศำลำ
เฉลิมกรุง”
พระราชพิธอี ภเิ ษกสมรส
เมอื่ สมเดจ็ พระเจำ้ นอ้ งยำเธอ เจ้ำฟ้ำประชำธิปกศักดิเดชน์ กรมขนุ สโุ ขทัยธรรมรำชำ เสด็จฯ
กลบั จำกประเทศอังกฤษหลงั ทรงสำเร็จกำรศึกษำ เสด็จมำเฝ้ำฯ สมเดจ็ พระนำงเจ้ำเสำวภำผ่องศรี
พระบรมรำชนิ ีนำถ (สมเด็จพระบรมรำชชนนี) อยเู่ สมอ ทีว่ ังพญำไท จึงไดท้ รงพบปะกับพระนดั ดำของ
สมเดจ็ แมห่ ลำยพระองค์ ในจำนวนนั้นมีหมอ่ มเจ้ำหญิงรำไพพรรณี สวสั ดิวัตน์ รวมอย่ดู ้วย ทรงตอ้ ง
พระอัธยำศัยในหม่อมเจำ้ หญิงรำไพพรรณจี นบงั เกดิ มพี ระรำชหฤทัยรกั ใคร่ผกู พัน
จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๖๑ สมเดจ็ พระเจำ้ น้องยำเธอพระองค์นไ้ี ดม้ ีหนงั สอื กรำบบังคมทลู พระ
กรุณำขอพระรำชทำนพระบรมรำชำนญุ ำต อภเิ ษกสมรสกบั หมอ่ มเจ้ำหญิงรำไพพรรณี ณ พระท่นี ่งั ว
โรภำสพมิ ำน พระรำชวงั บำงปะอนิ ในวนั จนั ทร์ที่ ๒๖ สิงหำคม พ.ศ. ๒๔๖๑
พระราชกรณยี กิจ
ชว่ งเวลำ ๙ ปแี ห่งกำรครองรำชย์ พระบำทสมเดจ็ พระปกเกลำ้ เจำ้ อยู่หัว ทรงมีพระรำชกรณยี กจิ สำคญั
ดำ้ นต่ำงๆ อำทิ
• กำรแกไ้ ขภำวะเศรษฐกจิ ตกตำ่
• กำรจดั พิมพพ์ ระไตรปิฎกฉบับพมิ พ์อกั ษรไทยทส่ี มบูรณ์
• กำรประกวดแต่งหนงั สือสอนพระพุทธศำสนำสำหรบั เดก็
• กำรพระรำชทำนปริญญำบตั รสำหรับผูส้ ำเร็จกำรศึกษำเปน็ ครั้งแรก
• พระรำชกรณียกิจด้ำนกำรส่อื สำร
• กำรเสด็จประพำสในประเทศและตำ่ งประเทศ
• กำรทบทวนและจดั ทำสนธิสญั ญำไมตรี
• กำรสร้ำงระบบรำชกำรใหเ้ ปน็ คุณธรรม
• ฯลฯ
งานฉลองพระนครครบ 150 ปี 2475
นับแต่พระบำทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟำ้ จฬุ ำโลกมหำรำชเสด็จขึน้ ครองสริ ิรำชสมบัตสิ ถำปนำ
พระบรมรำชจักรีวงศ์และกอ่ สรำ้ งกรงุ เทพมหำนครเปน็ รำชธำนีเปน็ ต้นมำ จวบจนถงึ รัชสมยั
พระบำทสมเดจ็ พระปกเกล้ำเจ้ำอยู่หัวเป็นระยะเวลำ ๑๕๐ ปีพอดี จึงทรงพระกรุณำโปรดเกลำ้ ฯ ให้
ประกอบกำรพระรำชพิธฉี ลองพระนคร โดยมีกำหนดพระรำชพธิ ตี ่ำงๆ ดงั นี้ งำนฉลองพระนคร
ครบรอบ ๑๕๐ ปี พระรำชพิธีฉลองวดั พระศรรี ตั นศำสดำรำม พระรำชพธิ ีเปดิ ปฐมบรมรำชำนุสรณ์
พระรำชพิธเี ฉลมิ สริ ิรำชสมบัติ พระรำชพธิ ีบำเพ็ญพระรำชกุศลทักษณิ ำนปุ ทำน
การเปลีย่ นแปลงการปกครอง 24 มถิ ุนายน 2475
เช้ำตร่วู ันท่ี ๒๔ มถิ ุนำยน พ.ศ. ๒๔๗๕ “คณะรำษฎร” ไดท้ ำกำรยึดอำนำจดว้ ยวตั ถปุ ระสงค์ที่
จะเปลย่ี นแปลงกำรปกครองจำกระบอบสมบูรณำญำสิทธิรำชย์ มำเป็นระบอบกำรปกครองทม่ี ี
พระมหำกษัตริย์อยู่ภำยใตร้ ัฐธรรมนญู พระบำทสมเด็จพระปกเกล้ำเจ้ำอยหู่ ัวทรงตัดสินพระรำชหฤทัย
เสดจ็ พระรำชดำเนนิ กลบั เขำ้ กรงุ เทพฯ พระรำชทำนควำมร่วมมือแก่คณะรำษฎร เพ่ือแก้ไข
สถำนกำรณใ์ ห้เขำ้ สคู่ วำมสงบเรียบร้อย และหลีกเลยี่ งเหตกุ ำรณ์ท่ีอำจนำไปสกู่ ำรสญู เสียในบ้ำนเมือง
วันท่ี ๒๗ มถิ นุ ำยน พ.ศ. ๒๔๗๕ คณะรำษฎรได้ทลู เกล้ำฯ ถวำยรำ่ งพระรำชบญั ญัตธิ รรมนญู
กำรปกครองแผน่ ดินสยำม พทุ ธศักรำช ๒๔๗๕ พรอ้ มดว้ ยกำรำ่ งพระรำชกำหนดนิรโทษกรรมในครำว
เปลีย่ นแปลงกำรปกครองแผ่นดนิ เพือ่ ลงพระปรมำภิไธย โดยทรงเตมิ คำวำ่ “ชั่วครำว” ลงไป
รฐั ธรรมนญู ฉบบั แรกของไทยจงึ มีชอ่ื อยำ่ งเปน็ ทำงกวำ่ “พระรำชบญั ญัตธิ รรมนญู กำรปกครองแผน่ ดนิ
สยำมชว่ั ครำว พทุ ธศกั รำช ๒๔๗๕”
พระราชทานรฐั ธรรมนญู 10 ธันวาคม 2475
วนั ท่ี ๑๐ ธันวำคม พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบำทสมเด็จพระปกเกล้ำเจ้ำอย่หู ัวเสดจ็ ออก ณ พระที่นัง่
อนนั ตสมำคม ประทับเหนอื พระทน่ี งั่ พุดตำนกำญจนสิงหำสนบ์ นพระรำชบัลลังกภ์ ำยใต้นพปฎลมหำ
เศวตฉัตร ทรงพระกรณุ ำโปรดเกลำ้ ฯ พระรำชทำนรฐั ธรรมนญู ฉบับถำวรฉบับแรกแหง่ รำชอำณำจกั ร
สยำมแก่ปวงชนชำวไทย
ทรงสละราชสมบัติ
แมว้ ่ำพระบำทสมเด็จพระปกเกลำ้ เจำ้ อยู่หัวจะมีพระรำชประสงค์เชน่ เดียวกบั จดุ มงุ่ หมำยของ
คณะรำษฎรที่จะให้ประเทศสยำมมกี ำรปกเครองแบบประชำธปิ ไตย แตพ่ ระองค์ไม่เห็นชอบด้วยกบั
หลักกำรและกำรกระทำบำงประกำรของคณะรำษฎร ในทีส่ ุดวนั ที่ ๒ มนี ำคม พ.ศ. ๒๔๗๗
พระบำทสมเดจ็ พระปกเกลำ้ เจำ้ อย่หู วั มีพระรำชหัตถเลขำทรงสละรำชสมบัติขณะประทับ ณ พระ
ตำหนกั โนล เมืองแครนลี มณฑลเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ
แม้ว่ำพระบำทสมเด็จพระปกเกล้ำเจ้ำอยู่หวั จะมพี ระรำชประสงค์เชน่ เดียวกบั จดุ มงุ่ หมำยของ
คณะรำษฎรทจ่ี ะให้ประเทศสยำมมกี ำรปกเครองแบบประชำธปิ ไตย แต่พระองค์ไม่เห็นชอบดว้ ยกบั
หลกั กำรและกำรกระทำบำงประกำรของคณะรำษฎร ในทส่ี ดุ วันท่ี ๒ มีนำคม พ.ศ. ๒๔๗๗
พระบำทสมเดจ็ พระปกเกล้ำเจ้ำอยหู่ ัวมพี ระรำชหัตถเลขำทรงสละรำชสมบตั ขิ ณะประทบั ณ พระ
ตำหนักโนล เมืองแครนลี มณฑลเซอรเ์ รย์ ประเทศองั กฤษ
เสด็จสวรรคต
นอกจำกมพี ระโรคทำงพระเนตรแล้ว พระบำทสมเด็จพระปกเกล้ำเจ้ำอยหู่ ัวยังทรงประชวร
ดว้ ยโรคพระหทัยดว้ ย โดยพระอำกำรได้กำเริบหนักขน้ึ เป็นลำดบั จนกระท่ังเสด็จสวรรคตอย่ำงสงบเม่ือ
วันที่ ๓๐ พฤษภำคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ขณะมพี ระชนมำยุ ๔๘ พรรษำ สมเด็จพระนำงเจ้ำรำไพพรรณีฯ
ทรงจดั กำรถวำยพระเพลงิ พระบรมศพอย่ำงเรียบงำ่ ย ณ ฌำปนสถำนโกลเดอร์สกรนี (Golders
Green) ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน
พุทธศกั รำช ๒๔๙๑ รัฐบำลจอมพล ป. พิบลู สงครำมกรำบบงั คมทูลอญั เชญิ สมเดจ็ พระนำง
เจำ้ รำไพพรรณฯี พรอ้ มพระบรมอฐั ิพระบำทสมเดจ็ พระปกเกล้ำเจำ้ อยหู่ ัวกลบั สปู่ ระเทศไทย
กลบั ไปหน้า ปฎิทิน