The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aust10thammarong.pon25, 2022-03-11 01:16:26

หนังสือแบบเรียน ดนตรี-นาฏศิลป์ ม.3

ดนตรี-นาฏศิลป์ ม.3

Keywords: ดนตรี-นาฏศิลป์ ม.3

กกรระะตตนุนุ Enคคgววagาาeมมสสนนใใจจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Expand Evaluate

กระตนุ ความสนใจ (ยอ จากฉบบั นักเรยี น 20%)

ครูเปดซีดีการขับรองเพลงสากล ๒. ทกั ษะพ้ืนฐานทางดนตรสี ากล
(ควรเปน เพลงสน้ั ๆ ทาํ นองสนกุ สนาน
เปน ทีร่ จู ัก หรือเคยฟง) ใหน ักเรยี นฟง ทักษะทางดนตรีสากลจะกลาวรวมท้ังการขับร้องและการบรรเลงเคร่ืองดนตรีสากล ซ่ึง
จากน้ันครถู ามนักเรยี นวา ในระดับชน้ั มัธยมศึกษาปที ี ่ ๓ นี ้ จะกลา วถึงทักษะดังกลาวใหผ้ ู้เรียนเขา้ ใจพอสงั เขป ดงั ตอไปน้ี

• นักเรียนคนใดทราบบา งวา 2.๑ การขับรอ้ งเพลงสากล
เปน เพลงใด การขับรอ้ งเพลงสากล คือ การเปลงเสียงถ้อยค�าทุกถ้อยคา� ให้ดา� เนนิ ไปตามจังหวะและ
ท�านองของทุกวรรคตอนท่ีถ้อยค�าบรรจุอยูให้ถูกต้องและไพเราะ การขับร้องท�าได้ท้ังการขับร้อง
• เน้ือหาของบทเพลงตองการ เด่ียว การขับรอ้ งหมู  และการขบั ร้องประกอบการแสดง
สือ่ ความหมายถงึ เรอ่ื งใด
๑) การขบั รอ้ งเดย่ี ว เปน็ การรอ้ งคนเดยี ว ซง่ึ อาจจะมดี นตรปี ระกอบ หรอื ไมม กี ไ็ ด ้ ผรู้ อ้ ง
• รูปแบบของบทเพลงมีลักษณะ
อยา งไร (ขับรองเด่ียว, ขบั รอง จะต้องมคี วามแมนย�าในเร่ืองของจงั หวะและท�านองเพลง นอกจากนี้ ผรู้ ้องจะต้องมเี สยี งที่ไพเราะ
หมู, ขับรอ งประสานเสยี ง) มีนา้� เสียงเปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะตัว ไมลอกเลยี นแบบนา้� เสยี งของผู้อนื่
การขบั รอ้ งเดย่ี วท่มี ีคุณภาพนั้น เรมิ่ ทีน่ ักรอ้ งต้องมีความมัน่ ใจในตนเองกอ น ตามดว้ ย
สํารวจคน หา คณุ สมบตั อิ น่ื ๆ เชน มชี ว งเสยี งกวา้ ง ควบคมุ ลมหายใจไดด้ ี ควบคมุ อวยั วะและกลา้ มเนอื้ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง
กบั การเปลง เสยี งขบั รอ้ งไดอ้ ยา งถกู ตอ้ ง มคี ณุ ภาพเสยี งใส เดน ชดั เตม็ อมิ่ กงั วาน ลนื่ ไหล มคี วาม
ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน ส่นั รวั ทเี่ หมาะสม ขบั รอ้ งบทรอ้ งและทา� นองได้ถกู ต้องตามมาตราเสียง ซงึ่ การฝกึ ขบ้ รอ้ งเดี่ยวใน
หาตัวอยางเพลงสากลที่ขับรองเดี่ยว ระดับชั้นน้ีจะเน้นการฝึกขบั รอ้ งสเกลเสียงและการฝกึ ขบั รอ้ งทา� นอง
มากลมุ ละ 1 บทเพลง

อธบิ ายความรู เกรด็ ศิลป ศิลปะการขับร้องเข้ากับดนตรี

ใหน กั เรียนแตล ะ จากนน้ั กลมุ วงดนตรีที่บรรเลงประกอบการขับรองจะตองบรรเลง
นําเสนอบทเพลงทเ่ี ตรยี มมา จากน้นั “ทางเพลง” ท่ีเรียบเรียงไวอยางเครงครัด โดยเฉพาะอยางยิ่ง
ครูถามนกั เรียนวา การจดั วางทอ นเพลง การดาํ เนนิ จงั หวะ การเคลอ่ื นไหวของคอรด
และการใชลีลาสอดประสาน ดังนั้น นักรองจะตองปฏิบัติตน
• เพราะเหตุใดถึงเลือกบทเพลงน้ี ดงั ตอ ไปน้ี
มานําเสนอ ๑. ฝกฟงดนตรีท่ีจะใสเสียงขับรองซํ้าๆ ใหคุนเคย
จนสามารถจําแนกสวนอินโทรทอนเพลง ลีลาสอดประสาน
เม่ือทุกกลุม นําเสนอจบ ใหน กั เรียน ทอนโซโลดนตรี ทอนขับรอ งซํ้าไดอยา งแมน ยาํ
รว มกนั วเิ คราะหต ามหวั ขอ ดงั ตอ ไปน้ี ๒. ซอมขบั รอ งกบั วงดนตรีหลายๆ รอบ ใหส ามารถ ทมี่ าของภาพ : http://www.salfordlasclub.
org.uk.
1. การขบั รอ งเดย่ี วมรี ปู แบบอยา งไร สวมเสยี งขับรองเขากับดนตรไี ดถูกท่ี เชน เขาทันจงั หวะหลังอนิ โทร เขา ทนั จงั หวะหลงั โซโล จบทนั จังหวะกอน
2. บทเพลงทใี่ ชขบั รองเด่ยี ว โคคา เปน ตน
๓. ตองควบคุมคุณภาพเสียงขับรองใหค งทีเ่ หมอื นกับตอนขับรอ งทยี่ งั ไมมีเสียงบรรเลงดนตรี ไมใช
สว นใหญเปนเพลงลกั ษณะใด ตะเบง็ เสยี งแขงกบั เสยี งดนตรี
3. ในการขับรอ งเดยี่ ว ผขู ับรองตอง

มคี ณุ ลกั ษณะ หรอื ความสามารถ
อยา งไร

นักเรยี นควรรู 48

การขับรอ งเดี่ยว การรองเพลง
โดยบุคคลเพียงคนเดียว อาจมีดนตรีประกอบ
หรอื ไมม กี ไ็ ด การท่จี ะสามารถขับรอ งเดย่ี วไดน น้ั
ผูขับรองจะตองมีความสามารถในการขับรองท่ีดี
มเี สยี งทไ่ี พเราะ มคี วามแมน ยาํ ในเรอ่ื งจงั หวะและ
ทาํ นองเพลง

48 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

๑.๑) การฝึกขับร้องสเกลเสียง การฝึกขับร้องสเกลเสียงข้ันแรกผู้ฝึกจะต้องจดจ�า อธบิ ายความรู
สเกลเสยี งให้ไดก้ อ น โดยสามารถปฏิบัติได้ ดังตอไปนี้
ครูสาธติ การขับรอ งสเกลเสียง
ขั้นทีห่ นง่ึ ฝกึ ขบั ร้องโน้ตในสเกลเพนทาทอนกิ ใหฝ้ กึ ขบั รอ้ งโนต้ ในสเกลเพนทาทอนกิ หลายๆ และใหนักเรยี นฝกขับรอ งสเกลเสยี ง
เท่ียว จนสามารถจ�าระดับเสยี งในสเกลเสยี งได้ พร้อมทัง้ สามารถเปลง่ เสยี งนั้นๆ ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง พรอมกนั โดยเรม่ิ จาก
และเท่ียงตรง
1. ฝก ขับรองโนตในสเกล
ตวั อย่าง โนต้ ในสเกลเพนทาทอนิก เพนทาทอนิก

2. ฝกขับรองโนต ในสเกล
ไดอะทอนิก หมวดเมเจอร

3. ฝกขบั รองโนต ในสเกล
ไดอะทอนกิ หมวดไมเนอร

โดยใหน ักเรียนฝกปฏบิ ัตติ าม

ก. นักเรียนควรรู

4

4 สเกลเสยี ง ระดับเสยี งสงู -ตํ่า ดนตรี
สากลมี 7 เสียง โดยจะมีเสียงเต็มอยู
ข. 5 เสียงและคร่ึงเสียงอยู 2 เสียง คือ

4
4 ระหวา งเสยี ง “ม”ี กบั เสยี ง “ฟา” และ
ระหวา งเสียง “ที” กบั เสียง “โด”
ค.

4
4

ง. นักเรียนควรรู

4 สเกลเพนทาทอนิก เสียงในมาตรา

4 เพนทาทอนกิ จะประกอบไปดว ยเสยี ง
C D E G A (โด เร มี โซ ลา) เมือ่ นํามา
จ. ประพันธทํานองเพลงจะใหความรูสึก
ฟง สบาย ชวนใหอ ยากขบั รอ งตาม พบ
4
4

มากในเพลงของประเทศอินโดนีเซีย
ฉ. ประเทศจีน ประเทศไทย ประเทศลาว
ประเทศกมั พชู า และในภูมภิ าคเอเชยี
4 ตะวันออกเฉียงใต
4

49

คมู อื ครู 49

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

ขยายความเขาใจ (ยอ จากฉบับนักเรยี น 20%)

ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน ขน้ั ทส่ี อง ฝกึ ขบั ร้องโน้ตในสเกลไดอะทอนกิ หมวดเมเจอร์ ใหฝ้ กึ ขับรอ้ งโนต้ ในสเกล
ฝก ขับรอ งสเกลเสยี งจนชํานาญ ไดอะทอนกิ หมวดเมเจอรห์ ลายๆ เทยี่ ว จนสามารถจา� ระดบั เสยี งในสเกลเสยี งได้ พรอ้ มทง้ั สามารถ
จากนั้นใหแตล ะกลุมสงตัวแทน เปล่งเสียงน้นั ๆ ไดอ้ ยา่ งถกู ต้องและเทย่ี งตรง
ออกมาขบั รอ งโนต ในสเกลเสยี งตา งๆ
หนา ชนั้ เรยี น ครคู อยแนะนาํ และชแี้ นะ ตัวอยา่ ง โน้ตในสเกลไดอะทอนกิ หมวดเมเจอร์
ขอ บกพรอ ง

เกรด็ แนะครู 4
4
ครอู ธบิ ายเสรมิ วา สเกลไดอะทอนกิ
หมวดเมเจอร (Diatonic Major 4
Scale) เปนสเกลเสียงที่จัดวางระบบ 4
ของระยะหาง (Distance) ระหวางคู 4
เสียงท่ีอยูถัดกันทั้ง 8 ข้ัน ในอนุกรม 4
ของชวงทบเสียงหนึ่งๆ ใหเปน
เสียงเต็ม (Tone) หมายถึง คูเสียง 5๐
ที่มีระยะหางกัน 1 เสียงเต็ม และ
ครึ่งเสียง (Semitone) หมายถึง คู นักเรียนควรรู
เสียงท่ีมีระยะหางกัน 1 คร่ึงเสียงไว
ในตําแหนงท่ีกําหนดเปนมาตรฐาน หมวดเมเจอร เสียงในหมวดเมเจอร จะประกอบไปดวย
ตายตัว ไมสามารถเปล่ียนแปลงได เสยี ง C D E F G A B C (โด เร มี ฟา โซ ลา ที โด)

นกั เรยี นควรรู

ไดอะทอนกิ เสียงในสเกล
ไดอะทอนิก จะประกอบไปดวยเสียง
C D E F G A B C (โด เร มี ฟา โซ ลา ที
โด) เสียงในระบบมาตราไดอะทอนิก
หากเปนหมวดเมเจอร เมื่อนํามา
ประพันธทํานองเพลงจะใหความรูสึก
ราเริง หรูหรา สงา กลาหาญ หรือ
ตื่นเตน แตถาหากเปนเสียงในระบบ
มาตราไดอะทอนิก หมวดไมเนอร
เมื่อนํามาประพันธทํานองเพลงจะให
ความรูสึกเศรา หอเห่ียว มืดทึบ หรือ
ลกึ ลบั

50 คูมือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Evaluate

Engage Explore Explain Expand

ขนั้ ท่ีสาม ฝึกขับร้องโนต้ ในสเกลไดอะทอนิก หมวดไมเนอร์ ใหฝ้ ึกขับรอ้ งโน้ตในสเกล ตรวจสอบผล
ไดอะทอนกิ หมวดไมเนอรห์ ลายๆ เทย่ี ว จนสามารถจา� ระดบั เสยี งในสเกลเสยี งได้ พรอ้ มทงั้ สามารถ
เปลง่ เสยี งนน้ั ๆ ไดอ้ ยา่ งถูกต้องและเท่ียงตรง ครูพิจารณาจากการขับรอ ง
สเกลเสยี งจากการฝก ขับรองโนตใน
ตวั อย่าง โน้ตในสเกลไดอะทอนิก หมวดไมเนอร์ สเกลเพนทาทอนิก สเกลไดอะทอนกิ
หมวดเมเจอร และสเกลไดอะทอนิก
4 หมวดไมเนอร
4
เกรด็ แนะครู

ครอู ธบิ ายเพมิ่ เติมเก่ยี วกับ
ระบบเสยี งในสเกลไดอะทอนิก
หมวดไมเนอร (Diatonic Minor
Scale) วา เปน สเกลเสียงทจ่ี ดั วาง
ระบบระยะหางระหวางคเู สียงท้งั
8 ขน้ั ในอนกุ รมบันไดเสยี งชุดหนงึ่ ๆ
เปน เสียงเตม็ และเสียงครง่ึ เหมือนกนั
กบั สเกลไดอะทอนกิ หมวดเมเจอร
แตจ ะอยูในตําแหนงข้ันเสยี งท่ี
แตกตา งกนั ในบางขน้ั

๑.๒) การฝกึ ขบั รอ้ งทา� นอง ทา� นอง (Melody) คอื เสยี งดนตรที นี่ า� มาเรยี บเรยี งตอ เนอื่ ง นกั เรียนควรรู
กนั อยา งมรี ะบบ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความหมายอยา งใดอยา งหนง่ึ องคป์ ระกอบของทา� นอง ไดแ้ ก  เสยี งสงู -ตา�่
สนั้ -ยาว รอ้ ยเรยี งกนั อยา งมกี ระสวนจงั หวะ มที ศิ ทางเดนิ ขนึ้ -ลง และมลี กั ษณะการกา้ วเดนิ จากเสยี ง หมวดไมเนอร เสยี งในหมวดไมเนอร
หนง่ึ ไปยงั อกี เสยี งหนง่ึ ทอ่ี ยขู า้ งเคยี งกนั อยา งไรกต็ าม เราไมอ าจแยกเอาทา� นองตดั ขาดออกมาจาก จะประกอบไปดว ยเสียง A B C D E F
แนวเสยี งประสาน (Harmony) ได ้ เพราะการประพนั ธ์ท�านองนนั้ จะตอ้ งองิ อยูกับลักษณะการกา้ ว G A (ลา ที โด เร มี ฟา โซ ลา)
เดินของคอร์ด
นักเรยี นควรรู
5๑
ทาํ นอง (Melody) อนุกรมของ
นกั เรียนควรรู หนวยเสียงดนตรตี า งระดบั และ
ตา งอัตราการยดื เสยี งทนี่ าํ มา
แนวเสียงประสาน (Harmony) เพลงสากลจะเนนการประสานเสียง แปรเสียงจากคอรด รอ ยเรยี งเขา กนั เปนวรรคตอน
สวนเพลงไทยเนน การประสานทาํ นอง โดยทุกเพลงสามารถแปรเสียงออกมาจากลกู ฆอง หรอื ประโยคเพลง

นักเรยี นควรรู

คอรด กลมุ โนตอยางนอย 3 ตัว
มโี ครงสรางที่แนนอนตามกฎเกณฑ
เลนพรอมกนั ทกุ ตัว เปน หัวใจของ
การประสานเสียง

คมู อื ครู 51

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา ออธธบิบิ Eาาxยยplคคaiววnาามมรรูู ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขขาา ใใจจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

อธิบายความรู (ยอจากฉบบั นกั เรียน 20%)

ใหนกั เรียนศึกษาขนั้ ตอนการฝก เสียงของท�านองอาจสั้น หรือยาวแตกตางกันได้ในแตละเพลง แบงวรรคตอนออก
ขับรอ งทาํ นองเพลงจากในหนงั สือ เป็น “วลี” แลว้ รวม ๒ วลที ่มี แี นวทางเดนิ ท�านองโตต้ อบกนั เปน็ “ประโยค” และ ๒ ประโยครวม
เรยี น หนา 52 แลว สรปุ สาระสาํ คญั กันเป็น “ท่อน” ซ่ึงนับวาเป็นท�านองที่จบลงอยางบริบูรณ์ เพลงบทหนึ่งๆ อาจจบใน ๑ ทอน
ของการฝก ขบั รอ งทาํ นองเพลง ๒ ทอ น ๓ ทอ น ๔ ทอ น หรอื มากกวา กไ็ ด ้ เราเรยี กลกั ษณะโครงสรา้ งทสี่ มั พนั ธต์ อ เนอ่ื งกนั ระหวา ง
ลงกระดาษรายงาน สงครูผสู อน ทอนตอ ทอนวา “สงั คีตลักษณ”
จากนน้ั ใหนักเรยี นฝก หดั ขับรอง องคป์ ระกอบทง้ั หมดของทา� นองรวมกันเป็น “รูปรา่ ง” ของเพลงแตล ะเพลง ซึง่ จะ
ทาํ นองเพลง “Auld Lang Syne” แตกตา งกนั ไปในทกุ ๆ เพลง การสร้าง หรือการประพนั ธ์ท�านองใหไ้ พเราะเป็นสง่ิ ทีท่ �าได้ยากทีส่ ดุ
ตามครูทลี ะทอ น ในจ�านวนท�านอง เพลงนับพันท�านองอาจมีเพียง ๒-๓ ท�านองเทานั้นที่มีความไพเราะกินใจ
ชวนใหข้ บั รอ้ งและจดจา� และเพอื่ เปน็ แนวทางการฝกึ ขบั รอ้ งทา� นองอยา งงา ยทางหนงึ่ ผฝู้ กึ ขบั รอ้ ง
ขยายความเขาใจ ท�านองเพลงสามารถปฏิบัตไิ ด้ ดงั ตอ ไปนี้

ครูขออาสาสมัคร 2-3 คน ใหออก ขน้ั ที่ ๑
มาขับรองทํานองเพลง “Auld Lang ฝกึ ขบั ร้องตามเสยี งต้นแบบ
Syne”หนา ชนั้ เรยี น โดยครคู อยแนะนาํ
และช้ีแนะขอ บกพรอง ๑. ให้ฟงั ทา� นองจากเสียงต้นแบบทง้ั บทซ�า้ หลายๆ รอบ
๒. ใหฮ้ มั ทา� นองตามเสยี งตน้ แบบทง้ั บท วธิ ฮี มั ทถี่ กู ตอ้ งนนั้ ตอ้ งปดิ ปากใหส้ นทิ โดยใหเ้ สยี ง “อ”ู เปลง่
เกร็ดแนะครู
ออกมาจากชอ่ งคอ ผา่ นขนึ้ ไปทางชอ่ งจมกู เปน็ เสยี งนาสกิ เสยี ง “อ”ู ทฮี่ มั ออกมาจะชว่ ยเปดิ ชอ่ งคอ
ครหู าตวั อยางเพลงทม่ี ีทํานอง และก้องกังวานอยู่ในโพรงกะโหลกศีรษะ ท�าให้ผู้ฮัมได้ยินเสียงของตนอย่างชัดเจน และถ้า
ไพเราะและนาประทบั ใจของชาติ ต้องการฟังคุณภาพเสียงของตนให้ชัดเจนย่ิงข้ึนให้ใช้ฝ่ามือข้างใดข้างหน่ึงเป็นรูปถ้วย แล้วปิด
ตา งๆ มาใหนักเรยี นฟง เชน เพลง ชอ่ งหูขา้ งหนงึ่ ไว้ กจ็ ะได้ยนิ เสียงรอ้ งของตนเองอยา่ งชดั เจน ตรงกบั ทีค่ นอื่นไดย้ นิ เสยี งของเรา
Arirang ของประเทศเกาหลี เพลง ๓. ให้ฟังท�านองตามเสียงต้นแบบทีละวลี แล้วฮัมตามหลายๆ รอบ เม่ือจบทุกวลีแล้ว ให้น�ามาฮัม
Sukeyaki ของประเทศญี่ปุน เปนตน พร้อมกนั ทงั้ บท
แลว ใหนกั เรยี นแสดงความคิดเหน็ วา ๔. ใหข้ บั รอ้ งโนต้ ตามเสยี งขบั รอ้ งของครผู สู้ อนทลี ะวลหี ลายๆ รอบ เมอื่ จบทกุ วลแี ลว้ ใหน้ า� มาขบั รอ้ ง
เมอ่ื ไดฟง เพลงแลว เกิดอารมณแ ละ โนต้ ตอ่ กันท้งั บท
ความรูสึกอยางไร
ขั้นท่ี ๒ ข้ันท่ี ๓
ฝกึ จา� จนสามารถจา� แนกท�านองได้
น�าทักษะจากข้ันท่ี ๑ และขั้นที่ ๒ มาขับรอ้ ง
ท�านองด้วยตนเอง

เกรด็ แนะครู ปฏิบัติได้โดยแบ่งวรรคตอนของบทเพลงออก ๑. ผ้ฝู ึกฮัมทา� นองเพลงทงั้ บทดว้ ยตนเอง
เป็นวลี ๑ ๒ ๓ และ ๔ แล้วนา� มาฝึกขับรอ้ ง โดยไมม่ ีเสียงต้นแบบให้คลอตาม
สลับวลรี ะหวา่ งครกู ับผู้เรยี น ๒. ผูฝ้ ึกขับรอ้ งโนต้ ทา� นองเพลงทงั้ บทดว้ ย
ครอู ธบิ ายเสรมิ วา การจะขับรอ ง ตนเอง โดยไม่มีเสียงต้นแบบให้คลอตาม
เพลงไดดีน้นั ควรมขี ้นั ตอนในการ
ปฏบิ ัติ ดงั ตอไปน้ี
1. การออกเสียง ตอ งออกเสียงให
เต็มเสียงตามจงั หวะและทาํ นอง 52

ของเพลง ซึง่ จะตองมีความ
ตอเนอ่ื งสมํ่าเสมอ ไมข าดชวง
2. การหายใจเขา -ออก มคี วามสาํ คญั
สาํ หรบั การรอ งเพลง เพราะเกย่ี วขอ งกบั การหมนุ เวยี นของลมในรา งกาย การหายใจเขา -ออกใหส อดคลอ งกบั การรอ งเพลง
จงึ มสี ว นชวยทําใหส ามารถรอ งเพลงไดด ีข้นึ
3. การใสอ ารมณกับเพลง เพลงทขี่ บั รองมหี ลายประเภท บางเพลงใหอารมณสนุกสนาน บางเพลงใหอารมณเศรา ผขู บั รอง
ควรรคู วามหมายจังหวะและทํานองเพลง เพ่อื จะไดใ สอารมณแ ละความรสู ึกใหเ ขา กับเพลง ซ่งึ จะทําใหรอ งเพลงไดด ีข้นึ

52 คมู ือครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

ตวั อยา่ ง บทเพลงท่ใี ช้ฝึกขับรอ้ งท�านอง Robert Burns อธบิ ายความรู

Auld Lang Syne วลที ่ี 2 ใหน กั เรียนศกึ ษาขน้ั ตอนการฝก
ขับรอ งเน้ือรองและทํานองจากใน
Scot Folk Tune หนงั สอื เรียน หนา 53 แลว สรปุ
ขั้นตอนการฝกขับรอ งเนอ้ื รอ งและ
4 ทํานอง ลงกระดาษรายงาน สงครู
4 ผสู อนจากนัน้ ครใู หน กั เรยี นฝก
ขบั รองเพลง “จําไวแ ตสงิ่ ดีดี”
วลที ี่ 1

วลที ่ี 3 เกรด็ แนะครู
วลีที่ 4
ครเู นนยา้ํ ใหนกั เรยี นเขาใจวา
๑.๓) ฝึกขับรอ้ งเน้อื รอ้ งและทา� นอง สามารถปฏิบตั ไิ ด้ ดังตอ ไปนี้ การฝก ขบั รอ งทํานองทีด่ สี ามารถ
ปฏบิ ัติได ดังตอ ไปนี้
ขั้นที่ ๑ ขนั้ ที่ ๒ ขั้นที่ ๓
ฝกึ ฟงั เสียงตน้ แบบ แบง่ วรรคตอนเนื้อรอ้ ง ขัน้ ที่ 1 ฝก ขบั รอ งตามเสยี งตน แบบ
ฝกึ ขบั ร้องเนื้อร้องและท�านอง โดยฟง ทาํ นองจากเสยี งตน แบบทง้ั บท
เพลง โดยไม่มีเสยี งตน้ แบบ ซ้ํากันหลายๆ รอบ ฮัมทํานองตาม
เสียงตนแบบท้ังบท ฟงทํานองตาม
ให้ฝึกฟงั เสยี งต้นแบบ ขับร้อง ให้ฝึกขับรอ้ งเน้ือรอ้ งและ ให้แบ่งวรรคตอนของเนื้อร้อง เสียงตนแบบทีละวลี แลวฮัมตาม
เนื้อร้องและท�านองเพลงทั้ง ท�านองเพลงท้งั บทดว้ ยตนเอง ออกเป็นวรรคตามวลีของ หลายๆ รอบ เม่ือจบทุกวลีแลวใหนํา
บทหลายๆ รอบ โดยไมด่ โู น้ต โดยไมม่ ีเสยี งขบั ร้องต้นแบบ แต่ ท�านอง น�ามาอ่านออกเสียง มาฮมั พรอ มกนั ทงั้ บท และขบั รอ งโนต
หรอื บทรอ้ ง ดูโนต้ ท�านองและบทรอ้ งได้ ทลี ะวลใี หช้ ดั ถอ้ ยชดั คา� ถกู ตอ้ ง ตามเสียงขับรองของครูผูสอนทีละวลี
ขั้นที่ ๕ ตามหลักวิชาสรีรสัทศาสตร์ หลายๆ รอบ เมื่อจบทุกวลีแลวใหนํา
ขนั้ ท่ี ๔ ฝึกฮัมทา� นองท้งั บท (การศึกษาเสียงของมนุษย์ที่ มาขบั รองโนต ตอ กันท้ังบท
ฝกึ ขบั รอ้ งเนอื้ รอ้ งและทา� นอง พูดว่ามีท่ีเกิด หรือฐานกรณ์
เพลง โดยมเี สยี งตน้ แบบ ใ ห ้ ฝ ึ ก ฮั ม ท� า น อ ง ท้ั ง บ ท ด ้ ว ย อยู่ ณ ทใี่ ด และเสยี งท่ีเปล่ง ขัน้ ท่ี 2 ฝก จาํ จนสามารถจาํ แนก
ตนเอง โดยไม่มีเสียงต้นแบบ ออกมาแต่ละเสียงมีลักษณะ ทํานองได
ให้ฝึกขับร้องเน้ือร้องและ แล้วฝึกขับร้องเน้ือร้องและ ทแี่ ตกตา่ งกนั อยา่ งไร) เมอื่ อา่ น
ท�านองตามเสียงต้นแบบทีละ ทา� นองดว้ ยตนเอง โดยไมม่ เี สยี ง แยกวรรคได้ถูกต้องแล้วจึงน�า ขั้นท่ี 3 นาํ ทักษะจากขนั้ ท่ี 1 และ
วลี ควบคุมเสียงวรรณยุกต์ ตน้ แบบ มาอา่ นตดิ ต่อกันท้งั บท ขัน้ ท่ี 2 มาขบั รอ งทํานองดวยตนเอง
ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับ คอื ฮมั ทาํ นองเพลงทัง้ บทดวยตนเอง
ทางเดินทา� นอง จากน้นั ขับรอ งโนต ทาํ นองเพลงท้งั บท
ดวยตนเอง
5๓
นักเรียนควรรู
@ มมุ IT
หลักวิชาสรีรสทั ศาสตร เปนการ
สามารถฟง ตัวอยางเพลง Auld Lang Syne ไดจาก http:// ศกึ ษาเสยี งของคนวา มที ีเ่ กดิ หรอื
www.youtube.com โดยคนหาจากคาํ วา Auld Lang Syne ฐานกรณอ ยู ณ ที่ใด และเสยี งทเ่ี ปลง
ออกมาแตละเสยี งน้นั มลี ักษณะ
แตกตา งกนั อยา งไร ซง่ึ ผศู ึกษาตอ ง
เรียนรูสว นประกอบตางๆ ของอวยั วะ
ทเ่ี ก่ียวของกบั การออกเสยี ง

คมู อื ครู 53

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate
Explore

Engage

สาํ รวจคน หา (ยอ จากฉบบั นักเรยี น 20%)

ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน ตวั อย่าง บทเพลงท่ีใช้ฝกึ ขบั ร้องเน้ือร้องและท�านอง
สืบคนขอมูลเกี่ยวกับบทเพลงท่ีใชฝก
ขับรอ งเนือ้ รอ งและทํานอง มากลมุ ละ เพลงจ�าไวแ้ ตส่ ่ิงดดี ี
1 บทเพลง โดยบทเพลงดังกลาวตอง
มีเน้ือหาที่ดี เหมาะสมแกการนํามา เน้อื ร้อง : ส�าเร็จ คา� โมง ท�านองเพลง : Auld Lang Syne
ฝกหดั ขบั รอง

อธิบายความรู 4 ดี จด จา� ฝงั ใจ สิ่ง เลว ทง้ิ ไป อยา ใส ใจ ใฝ่ ฝนั สา มคั
4
ใหน ักเรียนแตละกลุมนําเสนอ
บทเพลงทเี่ ลือกมาฝก ขบั รอ ง A. สง่ิ
ตามหวั ขอ ตอไปนี้
คี ท�า ดี ตอ กนั แบง ปัน นา้� ใจ ไม ตรี ศรทั ธา B. ความ สมั
1. ช่ือเพลง พันธ์ ใน วนั เกา เคย อยา เลย ลบ เลอื น เคล่อื น ตาม เว- ลา รัก
2. ผูประพันธเน้อื รอ งและ

ทํานองเพลง
3. เน้ือหาของบทเพลง
4. สาเหตุที่เลอื กเพลงนี้

มาฝกขบั รอ ง

ขยายความเขา ใจ กัน จริง ใจ ได้ พงึ่ พา หลั่ง รนิ เมต ตา ปรา น ี ส ู กนั A. สง

หลังจากการนาํ เสนอจบ ครูต้ัง
ประเดน็ วา

• ลักษณะการฝก ขับรองทํานอง
และการฝก ขับรอ งเนอื้ รองและ
ทาํ นองมคี วามสมั พนั ธก นั อยา งไร

ตรวจสอบผล มือ จบั มือ ประ สาน ใจ ออ้ ม วง รัก ให ้ อยู  ใน ใจ เธอ ฉนั ความ คุ้น
เคย คือ ความ ผูก พัน ผา น วัน พนั ป ี บ ม ี เสื่อม คลาย
1. ครพู จิ ารณาจากการฝก ขับรอ ง
เน้อื รองและทํานองเพลง

2. ครูพิจารณาจากการนาํ เสนอ
บทเพลงสําหรบั ฝกขับรอ งเน้อื รอง
และทาํ นองเพลง

54

นักเรียนควรรู

สาํ เรจ็ คาํ โมง ตาํ แหนง ทางวชิ าการ (ปจ จบุ นั ) คอื รองศาสตราจารย สาขาวชิ าการดนตรี ทา นเกดิ ทบี่ า นหนองปง ตาํ บลสาวถี อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแกน
ปจ จบุ นั ดาํ รงตาํ แหนง ผอู าํ นวยการศนู ยศ ลิ ปวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ทา นเคยไดร บั รางวลั อนั ทรงเกยี รตจิ าํ นวนมาก เชน รางวลั
ครภู มู ิปญ ญาไทย ดานศลิ ปกรรมดนตรแี ละการประพนั ธเ พลง เชดิ ชเู กยี รติโดยสาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหงชาติ สาํ นักนายกรฐั มนตรี รางวลั
ศิลปน ดนตรอี ีสานแหงโลก (Thai Northeast Musical Artist of the World) เชิดชเู กียรติโดยสถาบนั วิจัยศลิ ปะและวฒั นธรรมทองถน่ิ อีสาน มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม เปน ตน สว นผลงานเพลงท่ไี ดรบั รางวลั ระดบั ชาติ ไดแ ก เพลงบทบาทสตรีและเพลงเปนไทใชท าส

54 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain Expand

Engage Evaluate

๒) การฝกึ ขบั รอ้ งหมู่ เปน็ การขบั รอ้ งทา� นองเดยี วทใ่ี ชค้ นหลายคนรว มกนั ขบั รอ้ ง เสยี ง สํารวจคน หา

ขบั รอ้ งทีเ่ ปลง ออกมามีเนอ้ื ผิว หรอื พน้ื ผิวเป็นแบบโมโนโฟนกิ (Monophonic) ทม่ี เี พียงแนวเดียว ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน
ไมมแี นวอื่นประกอบ จดุ ประสงคห์ ลกั ของการขับร้องหมู ไดแ้ ก สบื คน ตวั อยา งบทเพลงสากลทขี่ บั รอ ง
หมแู ละขบั รอ งประสานเสยี งมาอยา งละ
๒.๑) เพื่อฝึกซ้อมการขับร้องเดี่ยวร่วมกันหลายๆ คน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้วา 1 บทเพลง
ทุกคนสามารถขับรอ้ งตามทา� นอง เน้อื รอ้ ง และจงั หวะไดเ้ ทา เทียมกนั หรือไม
อธบิ ายความรู
๒.๒) เพ่ือเพิ่มองศาความดงั ใหก้ บั เสียงขับรอ้ ง
๒.๓) เน้นอารมณ ์ หรือความรู้สกึ ของเพลงที่ขบั รอ้ งใหเ้ ดน ชดั ใหน ักเรยี นแตละกลุมสงตวั แทน
การฝกึ ขบั รอ้ งหม ู สามารถทา� ไดโ้ ดยการใหค้ นทข่ี บั รอ้ งเดย่ี วไดถ้ กู ตอ้ งมาขบั รอ้ งรวมกนั ออกมานาํ เสนอบทเพลงท่ีเตรยี มมา
ทีละประเภท เร่มิ จากการขับรอ งหมู
๓) การฝึกขบั รอ้ งประสานเสยี ง เปน็ การขบั รอ้ งเพลงทมี่ ผี ู้ขบั รอ้ งต้งั แต  ๒ คนขนึ้ ไป และตามดว ยการขบั รอ งประสานเสยี ง
หนา ช้นั เรยี น
ขบั ร้องเพลงเดียวกนั โดยขับรอ้ งคนละแนวท�านอง หรอื อาจขับร้องในแนวท�านองเดียวกนั ระดบั
เสยี งเดยี วกนั ก็ได ้ แตก ารข้นึ ตน้ ร้องเพลงและจบเพลงไมพ ร้อมกัน ขยายความเขาใจ
การขบั ร้องประสานเสยี งนั้น เราสามารถแยกสวนของการขบั ร้องออกเป็น “สว่ นทา� นอง
หลัก ส่วนประสานเสยี ง และสว่ นทา� นองสอด” ตามปกตกิ ลุม นักร้องประสานเสียงจะแบง ออกเปน็ ครูใหน ักเรียนรว มกนั แสดงความ
๔ แนว ดงั ตอ ไปนี้ คดิ เห็นวา
๑. สวนชว งเสียงสงู (Soprano) ขบั รอ้ งทา� นองหลกั ในระดบั ชวงเสยี งแหลมสงู สว น
ใหญจ ะเปน็ เสียงของนกั ร้องหญิง • การขบั รองหมแู ละการขับรอ ง
๒. สว นชว งเสยี งกลาง (Alto) ขบั รอ้ งแนวประสานเสยี งในระดบั ชว งเสยี งตา่� รองลงมา ประสานเสียงมลี กั ษณะแตกตาง
จากระดบั เสยี งสงู เรยี กวา “แนวในบน” เป็นระดับเสียงต�า่ สุดของนกั ร้องหญงิ กนั อยา งไร
๓. สว นชวงเสยี งคอ นข้างต่า� (Tenor) ชวงขบั ร้องแนวประสานเสยี งเรียกวา “แนว
ในล่าง” ตา่� ถดั ลงมาจากแนวชว งเสียงกลาง เป็นระดับเสยี งสงู ส�าหรับนักรอ้ งชาย เกรด็ แนะครู
๔. สว นชว งเสียงต�่า (Bass) ขับรอ้ งแนวประสานเสียงแนวตา่� สดุ
ครคู วรเนนใหเ หน็ วา การขบั รอง
การเปรียบเทียบความแตกต่างของชว่ งเสยี งท้ัง ๔ ส่วนชว่ งเสียงในบรรทัดห้าเสน้ ประสานเสียง สามารถแบง ลักษณะ
การขับรองไดห ลายแบบ เชน
ชว งเสยี ง สูง (Soprano) กลาง (Alto) คอนขา้ งต�่า (Tenor) ต่า� (Bass) การขับรอ งแบบราวด (Round)
หรอื แบบวน เปน การขบั รอ งที่มี
ผขู บั รอ งตงั้ แต 2 คน หรอื 2 กลมุ
ข้นึ ไป รองเพลงแนวทํานองเดียวกัน
แตเ ร่ิมตนและจบไมพรอมกนั สวนจะ
รอ งก่ีเทยี่ วนนั้ ขน้ึ อยูกับการตกลง
ของผูขบั รอง หรือผคู วบคมุ เปน ตน

55

นักเรยี นควรรู @ มมุ IT

โมโนโฟนิก (Monophonic) การขับรองหมูแบบโมโนโฟนิก สามารถชมคลิปวิดีโอและฟง
คอื การทนี่ กั รอ ง หรอื นกั ดนตรขี บั รอ ง หรอื บรรเลงในแนวเสยี ง ตวั อยา งการขับรองเพลงประสาน
เดียวกันหมด เชน นกั เรยี นรองเพลงชาติในตอนเชา เปนตน เสยี ง ไดจาก http://www.youtube.
com โดยคนหาจากคาํ วา นักรอง
ประสานเสียง หรือ Choir

คมู อื ครู 55

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

อธบิ ายความรู (ยอจากฉบบั นักเรยี น 20%)

1. ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ การขบั ร้องประสานเสียง เสียงขับรอ้ งทง้ั ๔ สว น ก็เทียบได้กบั การบรรเลงของวงดนตรี
5-6 คน สรปุ ขน้ั ตอนการฝก วงหน่งึ อยแู ล้ว เสยี งท่ีขับร้องออกมาจึงเปน็ เสียงท่ีเตมิ เต็มและแสดงออกถงึ อารมณต์ างๆ ไดอ้ ยา ง
ขับรองประสานเสยี ง ลงกระดาษ สมบรู ณ์
รายงาน สงครผู สู อน จากนน้ั แบง
นกั เรียนในหอ งออกเปน 4 กลุม ๓.๑) ขน้ั ตอนการฝกึ ขบั รอ้ งประสานเสยี ง ในเบอื้ งตน้ จะตอ้ งคดั เลอื กนกั รอ้ งเขา้ สว น
ใหฝก ขบั รอ งประสานเสียงตาม กอ น โดยวธิ กี ารปฏบิ ตั นิ ัน้ สามารถปฏบิ ตั ิไดห้ ลายวธิ ี ดังตัวอยางตอ ไปนี้
ข้นั ตอนการฝก ขับรองประสาน
เสียงจากในหนงั สือเรยี น หนา 56 ขัน้ ท่ี ๑ ข้ันท่ี ๒
ฝกึ พดู ขอ้ ความเพ่ือเทยี บเสียง ฝึกเปล่งเสียงเพื่อแบง่ ชว่ งเสียง
2. ใหน ักเรียนสืบคน ขอ มลู เกี่ยวกบั ให้ผู้ฝึกพูดข้อความใดข้อความหน่ึงตามปกติ
หลกั เกณฑใ นการจดั วางตาํ แหนง ทีละคน แล้วเทียบเสียงกับเครื่องดนตรีว่า ใหผ้ ฝู้ ึกหญิงเปลง่ เสยี ง “G” (เสยี ง “โซ” ท่คี าบ
นักรองประสานเสียง จากแหลง ระดบั เสยี งโดยรวมของขอ้ ความ หรอื ประโยคที่ เสน้ ที่ ๒ บนบรรทัดหา้ เสน้ ทีใ่ ช้ “G Clef” เปน็
การเรียนรูต า งๆ จากนน้ั ครใู ห พดู ตรงกบั เสยี งระดบั ใด ซง่ึ ระดบั เสยี งตา�่ สดุ ท่ี กญุ แจประจา� หลกั ) และผฝู้ กึ ชายเปลง่ เสยี ง “G
นักเรียนอธิบายเหตผุ ลในการ ผู้ฝึกคนนั้นจะสามารถเปล่งเสียงได้จะอยู่ต�่า ต่ำ� ” (เสยี ง “โซ” ที่อยู่ในชอ่ งท่ี ๔ บนบรรทัด
จดั วางตาํ แหนง ของนักรอง กวา่ ระดบั เสียงพดู ตามปกตปิ ระมาณ ๔ เสียง ห้าเส้นที่ใช้ “F Clef” เป็นกุญแจประจ�าหลัก)
ประสานเสียง ตามทีไ่ ดศ ึกษามา และถ้าระดับเสียงนั้นอยู่ตรงกับช่วงเสียงชนิด แล้วให้เปล่งล�าดับเสียงลงไปหาเสียงต่�า เสียง
หนาชั้นเรยี น ใดก็จดั ผู้ฝึกเข้าส่วนน้นั ของใครลงตา่� ไดถ้ งึ ระดบั ใด กใ็ หจ้ ดั เขา้ สว่ นของ
ชว่ งเสยี งทม่ี รี ะดบั เสยี งตา่� สดุ ตามนน้ั เชน่ ผฝู้ กึ
เกรด็ แนะครู ข้นั ที่ ๓ คนใดทลี่ งตา�่ ไดถ้ งึ เสยี ง F ตา�่ กจ็ ดั ใหอ้ ยใู่ นสว่ น
ฝึกขบั ร้องท�านองเพลงท่แี ต่ละคนถนัด
ครคู วรเสริมใหน กั เรียนเขา ใจวา น�าท�านองเพลงท่ีผู้ฝึกคุ้นเคยมาให้ผู้ฝึกแต่ละ ของเสียงอัลโต หรือผู้ใดลงต�่าได้ถึงเสียง Ab
การจัดวางตาํ แหนง ของนกั รอง คนทดลองขับร้องในบันไดเสยี งต่างๆ เพอื่
ประสานเสียงจะกระทําโดยใหนักรอง คัดแยกเข้าส่วนทีเ่ หมาะสม ตา�่ กจ็ ัดให้อยใู่ นสว่ นของเสยี งบาริโทน เป็นตน้
เสยี งดังอยูดานหลงั หรืออยรู ะหวาง หากผฝู้ กึ สามารถเปลง่ ลา� ดบั เสยี งจากเสยี ง “G”
กลางของนกั รอ งเสียงเบาในสวน ขนึ้ ไปหาเสยี งสงู ตามลา� ดบั ผฝู้ กึ ทขี่ น้ึ ไดถ้ งึ เสยี ง
เดยี วกนั เพอ่ื จะไดช ว ยนกั รอ งเสยี งเบา “G สงู ” อกี ๑ ชว่ งทบ ควรจะอยู่ในสว่ นเสยี ง
จากนนั้ จดั วางนักรองท่ีมีเสียง โซปราโน หากผู้ฝึกขน้ึ ได้ถงึ เสยี ง “F สงู ” กจ็ ะ
กลมกลอ มและขบั รอ งไดถ กู ตอ งแมน ยาํ จัดอยใู่ นสว่ นของเสยี งเทเนอร์
อยูแถวหนา เพราะจะทาํ ใหเ สยี ง
ขับรองที่ไพเราะไดยินไปถึงผูฟง ท้ังนี้ ๓.๒) หลักเกณฑ์ในการจัดวางต�าแหน่งของนักร้องประสานเสียง กระท�าได้โดยให้
การที่จัดวางเปนรูปพีระมิด ก็เพ่ือกอ นกั รอ้ งเสยี งดงั อยดู า้ นหลงั หรอื อยรู ะหวา งกลางของนกั รอ้ งเสยี งเบาในสว นเดยี วกนั ทงั้ น ี้ เพอื่ จะได้
ใหเกดิ ความสมดลุ ของเสยี งขบั รอ ง ชวยนกั รอ้ งเสียงเบา จากนัน้ จดั วางนักรอ้ งทีม่ เี สยี งกลมกลอม และขับรอ้ งได้อยางถกู ต้องแมน ย�า
อยแู ถวหนา้ เพราะจะทา� ใหเ้ สยี งขบั รอ้ งทไ่ี พเราะ กลมกลอ ม และแมน ยา� ไดย้ นิ ไปถงึ ผฟู้ งั กอ นเสยี ง
ขบั ร้องจากแถวหลงั ท่ีอาจจะมีผิด หรอื ไมกลมกลอมอยบู า้ ง ซงึ่ จะกลายเป็น “เงา” ของเสยี งจาก
แถวหนา้ แลว้ จดั วางแถวเป็นรูปพีระมิด เพอื่ กอ ใหเ้ กิดความสมดุลของเสียงขับรอ้ ง คอื เสยี งต�า่
จะเป็นเสยี งท่ดี งั ทส่ี ุด และเสยี งแหลมจะเปน็ เสียงทเี่ บาทส่ี ดุ

นักเรยี นควรรู 56

1 ชว งทบ เปน วิธีวดั ระยะขนั้ คเู สียง @ มุม IT
โดย 1 ชวงทบเสียง (Octive) มีคา
เทากบั 1200 เซน็ ต โดยแบงระยะคร่งึ สามารถชมคลปิ วิดโี อการเปรยี บเทียบความแตกตา งของชว งเสียง ไดจ าก http://
เสยี งในดนตรสี ากลเทากบั 100 เซ็นต www.youtube.com โดยคน หาจากคาํ วา Vocal Range from Bass to Soprano

56 คมู อื ครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขขาา ใใจจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Expand Evaluate

ตัวอย่าง บทเพลงส�าหรบั ฝึกหัดขบั รอ้ งประสานเสยี ง ๔ แนว สํารวจคน หา

เพลงสรรเสรญิ พระบารมี ใหน กั เรียนแบง กลุม กลมุ ละ
5-6 คน สบื คนขอมลู เกยี่ วกบั
พระราชนิพนธใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยูหวั (รชั กาลท ี่ ๖) ประวัตคิ วามเปนมาของบทเพลง
และสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ เจา้ ฟา้ จติ รเจรญิ กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ติวงศ์ สรรเสริญพระบารมี จากแหลง
การเรียนรูตางๆ เชน หอ งสมดุ
ท�านอง : เฮวุตเซน หนังสอื เรยี น อนิ เทอรเน็ต เปน ตน

ข้า ว ร พทุ ธ เจา้ เอา ม โน และ ศิ ร กราน นบ พระ ภ ู ม ิ บาล บุญ ญะ ดิ อธบิ ายความรู

เรก เอก บ ร ม จัก _ รนิ พระ ส ยา มนิ ทร ์ พระ ย ศ ยงิ่ ยง ครูสุมนักเรียน 3-4 กลุม ออกมา
เลาประวัติความเปนมาของบทเพลง
สรรเสริญพระบารมี และใหนักเรียน
ฝก หดั ขบั รอ งเพลงสรรเสรญิ พระบารมี
แบบประสานเสียง 4 แนว ตามครู
ทลี ะทอ นจนชํานาญ

เย็น ศิ ร เพราะ พระ บ ริ บาล ผล พระ คุณ ธ รัก ษา ปวง ประ ชา เปน็ ส ุ ข ขยายความเขา ใจ

ใหน กั เรยี นแบง กลุม กลุม ละ 4 คน
ขับรอ งเพลงสรรเสรญิ พระบารมแี บบ
ประสานเสียง 4 แนว จนจบเพลง

ศานต์ ขอ บนั ดาล ธ ประ สงค์ ใด จง สฤษดิ ์ ดงั นกั เรยี นควรรู

หวัง ว ร ห ฤ ทยั ด ุ จะ ถ วาย ชยั ช โย เพลงสรรเสริญพระบารมี การเปด
เพลงสรรเสริญพระบารมีจะใชใน
พระราชพิธีของพระมหากษัตริย เชน
พิธีท่ีกษัตริยเสด็จพระราชดําเนิน
ตองบรรเลงเพลงทั้งรับและสงเสด็จ
เปนตน

57

นักเรียนควรรู คูมือครู 57

สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ ทรงสนพระทัยท้ัง
ดนตรไี ทยและดนตรีสากล โดยเฉพาะดนตรไี ทยน้ันทรงฝกฝนมาแตพระเยาว ทรงถนัดเลนปพ าทย
และระนาดมากกวาเครื่องดนตรีอื่นๆ เพลงท่ีพระองคทานทรงพระนิพนธไว เชน เพลงสรรเสริญ
พระบารมี (คาํ รอ ง) เพลงเขมรไทรโยค ตบั เร่อื งขอมดําดนิ เปนตน

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Evaluate

Engage Explore Explain Expand

ตรวจสอบผล (ยอจากฉบบั นักเรียน 20%)

ครูประเมินนักเรยี นจากการขับรอง ๓.๓) แนวทางการฝกึ ปฏบิ ตั ขิ บั รอ้ งประสานเสยี ง เพลงสรรเสรญิ พระบารม ี แบบ ๔ แนว
เพลงสรรเสรญิ พระบารมีแบบ มหี ลกั ปฏบิ ัต ิ ดังตอไปน้ี
ประสานเสยี ง 4 แนว ๑. แบงผู้เรียนออกตามลักษณะเขตชวงเสียงเป็น ๔ กลุม และก�าหนดให้
แตละกลมุ ขับร้องตามโนต้ ทกี่ �าหนดให้ ดงั ตอ ไปนี้
นกั เรยี นควรรู ๑.๑ กลุม ทม่ี เี ขตชวงเสยี งในแนวโซปราโน ใหข้ ับรอ้ งตามโน้ตแถวบนสุด
ในแนวระนาบหลังเคร่ืองหมายจี เคลฟ (G Clef) ซ่ึงจะสังเกตเห็นได้วาก้านหางของตัวโน้ตใน
การฝกปฏิบัติขับรองประสานเสียง แนวนี้จะช้ีข้นึ ขา้ งบนทุกตวั ไมวา จะมีระดบั เสียงสงู -ต่า� ตางกนั เพยี งใดก็ตาม
มีหลักในการปฏิบตั ิ คอื ตอ งแบงออก ๑.๒ กลมุ ทม่ี เี ขตชว งเสยี งในแนวอลั โต ใหข้ บั รอ้ งตามโนต้ แถวท ่ี ๒ นบั ลงมา
ตามลักษณะเขตชวงเสียง ผูขับรอง จากแถวบนสดุ หลงั เครอ่ื งหมายจ ี เคลฟ (G Clef) ในแนวระนาบ ซงึ่ จะสงั เกตเหน็ ไดว้ า กา้ นหางของ
ทุกแนวควรฝกแยกกนั เพ่ือจะไดอาน ตวั โนต้ ในแนวนจี้ ะชล้ี งทกุ ตวั ไมว า จะมรี ะดบั เสยี งสงู -ตา่� ตา งกนั เพยี งใด และบางตวั อาจมหี วั รว มกนั
โนตตามแนวของตนเองและสามารถ กับตัวโนต้ ของแนวโซปราโน แสดงวา เวลาขับรอ้ งจะได้เสยี งแบบยูนิซัน หรือเสยี งคู ๑ เพอรเ์ ฟกต ์
เปลงเสียงไดอยางถูกตองจึงจะนํา โนต้ ตวั ดงั กลา วจงึ มกี า้ นหาง ๒ อนั อนั ทชี่ ข้ี น้ึ เปน็ ของแนวโซปราโนและอนั ทชี่ ล้ี งเปน็ ของแนวอลั โต
มาฝกรองแบบรวมวง และในขณะท่ี ๑.๓ กลุมที่มีเขตชวงเสียงในแนวเทเนอร์ ให้ขับร้องตามโน้ตแถวท่ี ๑
ขับรองรวมวงจะตองมีสมาธิแนวแน ทอ่ี ยหู ลงั เครื่องหมายเอฟ เคลฟ (F Clef) ในแนวระนาบ หรอื จะเรียกวาแถวท่ี ๓ นับลงมาจาก
ไมวอกแวก เปลงเสียงตามโนตของ แถวบนกไ็ ด ้ ตามปกตติ วั โนต้ ในแนวนจี้ ะตอ้ งใหก้ า้ นหางชข้ี น้ึ แตใ นโนต้ แผน นม้ี ขี อ้ จา� กดั เรอ่ื งทว่ี า ง
ตนเองไดอยางถกู ตอ ง สา� หรบั บันทกึ ค�ารอ้ งทต่ี รงกบั ตัวโน้ต จึงอนโุ ลมใหก้ า้ นหางช้ลี งมารวมกันกับก้านหางของแนวเบส
๑.๔ กลุม ทมี่ เี ขตชว งเสยี งในแนวเบส ให้ขับรอ้ งตามโนต้ แถวท ่ี ๒ ที่อยู
นักเรยี นควรรู หลงั เคร่อื งหมายเอฟ เคลฟ (F Clef) ในแนวระนาบ หรือจะเรยี กวา แถวท่ี ๔ นบั ลงมาจากแถว
บนกไ็ ด้ จะสังเกตเหน็ ไดว้ าหัวของตวั โนต้ แนวน้ี
แบบ 4 แนว การขบั รอ งที่ตอ งมีแนว อยแู ถวลา งสดุ และมกี า้ นหางชลี้ งและมหี ลายตวั
ทาํ นองเพลงทแ่ี ตกตา งกนั ถงึ 4 ทาํ นอง ที่ใช้หัวรวมกันกับแนวเทเนอร์ เพราะเป็นเสียง
โดยมีทํานองหลัก 1 ทํานอง สวนอีก ยูนซิ นั
3 ทํานอง เปนทํานองประสาน ซ่ึงจะ ๒. ผู้ฝึกขับร้องทุกแนวควรแยกกันฝึก
รอ งไปพรอม ๆ กันหลายคน เพ่ือให้อานโน้ตตามแนวของตนออกและเปลง
เสียงได้ตรงตามโน้ตในแนวของตนอยางเที่ยง
นักเรยี นควรรู ตรงกอ น จึงฝึกขบั ร้องรวมวง
๓. ขณะฝกึ ขบั รอ้ งรวมวง นกั รอ้ งทกุ คน
เครอ่ื งหมายจี เคลฟ (G Clef) การฝกขับรองประสานเสียง ผูขับรองทุกคนตองมีสมาธิ ตอ้ งมสี มาธแิ นว แน  และเปลง เสยี งตามโนต้ ของ
เคร่ืองหมายประจําหลักที่ใชกันมาก มิฉะนั้นอาจรองเลอื่ นเสยี งไปตามผูอน่ื ตนอยางเครงครัด อยาวอกแวกจนเสียงเล่ือน
สําหรับบันทึกระดับเสียงของเคร่ือง ทม่ี าของภาพ : http://www.asianconnection.com ตามแนวเสียงของผู้อนื่
ดนตรี หรือเสียงรองที่มีระดับกลาง
ถงึ สูง ภาษาอังกฤษเรยี ก “จี เคลฟ” 58
(G Clef) หรอื ทท่ี ัว่ ไปเรยี กวา
“กุญแจซอล”

นักเรยี นควรรู

เครื่องหมายเอฟ เคลฟ (F Clef) เคร่ืองหมายประจําหลักที่ใชกันมาก
สาํ หรบั บนั ทกึ ระดบั เสยี งของเครอื่ งดนตรี หรอื เสยี งรอ งทม่ี รี ะดบั ตา่ํ ภาษา
องั กฤษเรียก “เอฟ เคลฟ” (F Clef) หรือโดยท่ัวไปมักเรยี กวา “กุญแจฟา”

58 คูม อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

2.2 การบรรเลงดนตรีสากล กระตุนความสนใจ
การบรรเลงดนตรีสากล สามารถแบง
ออกได้เป็นการบรรเลงเด่ยี ว การบรรเลงรวมวง ครูเปดเทปบันทกึ เสียง หรอื ซดี ีการ
และการบรรเลงประกอบการแสดง ซ่ึงในระดับ บรรเลงเพลงสากล (ควรเปนเพลง
ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี ๓ นี้ ผ้เู รยี นจะไดเ้ รียนรู้ถึง สั้นๆ ทํานองสนุกสนาน เปนท่ีรูจัก
ลกั ษณะของการบรรเลงทง้ั ๓ ประเภท เพอื่ เปน็ หรือเคยฟง) ใหนักเรียนฟง จากน้ัน
แนวทางใหผ้ เู้ รยี นน�าไปฝึกปฏบิ ตั ติ อไป ครูถามนกั เรียนวา

๑) การบรรเลงเดยี่ ว เปน็ การบรรเลง • นักเรียนคนใดทราบบา งวา เปน
เคร่ืองดนตรีชนิดใดชนิดหน่ึงเพียงชนิดเดียว เพลงใด
โดยผู้บรรเลงคนเดียว ซึ่งผู้บรรเลงจะมีเทคนิค การบรรเลงเดี่ยวเครื่องดนตรีชนิดใดชนิดหนึ่ง ผูบรรเลง
การบรรเลงที่แตกตางกันไปตามความถนัดและ จะมสี มาธแิ ละมที กั ษะในการบรรเลงเปน เยยี่ ม เพอื่ ใหเ สยี ง • เนอื้ หาของบทเพลงตอ งการ
ความสามารถของนักดนตรีแตล ะบคุ คล บรรเลงฟงแลว เกิดความไพเราะและสรา งความประทบั ใจ สอื่ ความหมายถึงเรื่องใด
ทมี่ าของภาพ : http://www.youtube.com
• รูปแบบของบทเพลงมีลกั ษณะ
จุดมุงหมายของการบรรเลงเดี่ยว คอื การแสดงความสามารถในการถา ยทอดเสยี งเพลง อยา งไร (บรรเลงเดยี่ ว, บรรเลง
ทักษะพื้นฐานในการบรรเลง และเทคนคิ ในการบรรเลงเครือ่ งดนตรีช้ินใดชิน้ หนงึ่ ทผี่ ู้บรรเลงก�าลัง รวมวง, บรรเลงประกอบ
แสดงอยู อาจเทียบเคียงกับแบบแผนท่ีควรจะเป็น หรือเปรียบเทียบการบรรเลงกับนักดนตรี การแสดง)
คนอนื่ ๆ วามจี ุดเดน กวา หรือมขี อ้ ดอ้ ยใดท่ตี ้องปรบั ปรงุ ดงั นนั้ ผู้บรรเลงเดยี่ วจงึ ตอ้ งฝกึ ฝนทกั ษะ
การบรรเลงมาเปน็ อยา งด ี เพอ่ื ใหเ้ สยี งบรรเลงมคี วามถกู ตอ้ งตรงตามการบนั ทกึ โนต้ และไดอ้ ารมณ์ สาํ รวจคนหา
ความรสู้ ึกตามท่ีผูป้ ระพนั ธเ์ พลงตอ้ งการ
ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน
๒) การบรรเลงรวมวง เปน็ การท่กี ลมุ นักดนตร ี ผบู้ รรเลงเคร่อื งดนตร ี หรอื ผู้ขบั รอ้ ง หาตัวอยางบทเพลงสากลที่บรรเลง
มาแสดงรว มกนั ซงึ่ ตามปกตนิ นั้ แตล ะคนจะเลน เดย่ี วและบรรเลงรวมวงมาประเภทละ
หรอื ขบั รอ้ งแตล ะแนว หมายความวา แนวดนตรี 1 บทเพลง
แนวหนึ่งๆ ของเสียงประสานจะถูกเลน หรือ
ขับร้องโดยนักดนตร ี หรอื นักร้องเพียงคนเดียว อธิบายความรู
การเลนดนตรีแบบรวมวง คนทั่วไป
มกั เขา้ ใจวา เปน็ การเลน ดนตรหี ลายคน หรอื เลน ใหนักเรียนแตล ะกลุมนําเสนอ
เป็นกลุมเทานั้น แตในความเป็นจริงนักดนตรี บทเพลงสากลทเ่ี ตรยี มมาทลี ะประเภท
ตอ้ งเรยี นรเู้ รอ่ื งการเรยี บเรยี งเสยี งประสาน ตอ้ ง เรมิ่ จากการบรรเลงเดยี่ ว เมือ่ ทกุ กลุม
ฝึกฝนเลนเครื่องดนตรีและอานโน้ตสากลได้ นาํ เสนอจบ ใหน กั เรียนรว มกนั
อยางช�านาญ การรวมวงแบบมาตรฐานสากล การบรรเลงรวมวงเปนการที่กลุมนักดนตรี หรือผูขับรอง วเิ คราะหตามหวั ขอดังตอ ไปนี้
ต้องเลนตามทีบ่ นั ทกึ โน้ตแบบแยกแผนได้ มาแสดงดนตรีรวมกัน
ที่มาของภาพ : http://www.wikiwand.com 1. การบรรเลงเดยี่ วมรี ูปแบบ
อยา งไร
59
2. บทเพลงท่ใี ชใ นการบรรเลงเดย่ี ว
นกั เรียนควรรู สวนใหญเปนเพลงลักษณะใด

การบรรเลงรวมวง การบรรเลงเครือ่ งดนตรหี ลายๆ ชิน้ พรอมกัน โดย 3. ในการบรรเลงเด่ียว ผขู ับรอง
แตละช้นิ จะตองบรรเลงตามบทบาทหนา ทีแ่ ละสอดคลองกลมกลนื กัน ตองมีคุณลกั ษณะ หรือความ
สามารถอยางไร

เม่ืออธิบายจบหัวขอการบรรเลง
เด่ียว ใหนักเรียนแตละกลุมนําเสนอ
บทเพลงในหัวขอการบรรเลงรวมวง
โดยปฏิบัติตามขั้นตอนเหมือนกับ
หัวขอ การบรรเลงเดยี่ ว

คูมือครู 59

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Expand Evaluate

สาํ รวจคน หา (ยอ จากฉบบั นักเรยี น 20%)

ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน นอกจากทักษะในการอานโน้ตและการปฏิบัติตามโน้ตท่ีนักดนตรีทุกคนจะต้องมีอยาง
หาตวั อยา งบทเพลงสากลท่บี รรเลง ปฏิเสธไมได้แล้ว ในการบรรเลงดนตรีรวมกันเป็นวง หรือการบรรเลงดนตรีรวมวงจ�าเป็นต้องใช้
ประกอบการแสดง มากลุม ละ สมาธิในการฟัง ซ่ึงหมายถึงการแยกฟังจังหวะและฟังเสียงท�านองของเครื่องดนตรีท่ีเราก�าลัง
1 บทเพลง บรรเลงกับเสียงท�านองของเคร่ืองดนตรีท่ีผู้อื่นรวมบรรเลงอยูในขณะน้ัน วามีความสอดคล้อง
กลมกลืนตามโนต้ ที่บนั ทกึ ไวห้ รอื ไม นอกจากน้ ี การบรรเลงดนตรีรวมวงยงั ตอ้ งใช้ความพยายาม
อธบิ ายความรู ความอดทน และทกั ษะในการทา� งานรว มกับผูอ้ ื่น เพื่อใหไ้ ด้ผลงานทีอ่ อกมามีคณุ ภาพ

ใหนักเรยี นแตล ะกลมุ นําเสนอ ๓) การบรรเลงประกอบการแสดง ปจั จุบันการแสดงหลายประเภท เชน ละครเวท ี
บทเพลงสากลทเ่ี ตรยี มมา เมอื่ ทกุ กลมุ
นาํ เสนอจบ ใหนักเรยี นรวมกนั ละครทีวี รายการโชวต์ า งๆ เป็นต้น นยิ มใช้เสียงเพลง หรอื การบรรเลงดนตรปี ระกอบในการแสดง
วเิ คราะหตามหัวขอดงั ตอไปน้ี แตทั้งนี้ต้องยอมรับวากิจกรรมดังกลาวเน้นการแสดงเป็นหลัก ดังนั้น ดนตรีจึงเปรียบเสมือน
เป็นฉากหลัง เน้นบทบาทการบรรเลงที่ชวยสร้างอารมณ์ของผู้แสดงและผู้ชมให้คล้อยตามไปกับ
1. การบรรเลงประกอบการแสดง การแสดงทก่ี �าลังด�าเนินอยู
มรี ูปแบบอยา งไร หากจะเปรียบเทียบความแตกตางในเร่ืองส�าเนียง อัตราจังหวะ รูปแบบบทเพลง การ
ประสานเสียง เคร่ืองดนตรีบรรเลง และทาทางในการบรรเลงเด่ียว การบรรเลงรวมวง และการ
2. บทเพลงทใ่ี ชในการบรรเลง บรรเลงประกอบการแสดง สามารถเปรยี บเทยี บได้ดังตารางตอไปน้ี
ประกอบการแสดงสว นใหญ
เปนเพลงลกั ษณะใด ชนิดของ ส�าเนียง อัตรา รูปแบบ การประสาน เครือ่ งดนตรี ท่าทาง จุดเน้น
การบรรเลง จงั หวะ บทเพลง เสียง ทีบ่ รรเลง
3. ในการบรรเลงประกอบ
การแสดง ผบู รรเลงตองมี การบรรเลง / - - - - / ■ ความสามารถในการ
คณุ ลักษณะ หรอื ความสามารถ ดนตรีเด่ียว ถา่ ยทอดเสยี งเพลง
อยา งไร
■ ทกั ษะพื้นฐานในการ
เกรด็ แนะครู บรรเลงและเทคนคิ
ท่ีใช้

ครอู ธิบายใหน กั เรียนเขาใจถึงหลัก การบรรเลง / - - / / / ■ สมาธใิ นการฟังจังหวะ

การบรรเลงดนตรีและองคป ระกอบ ดนตรรี วมวง ทา� นองเพลง และทกั ษะ
ทางดนตรวี า หลกั การบรรเลงดนตรี การทา� งานรว่ มกบั ผอู้ น่ื

คอื เลน ใหถูกตอ งตามจังหวะและ การบรรเลง / - - / - - ■ สร้างอารมณผ์ แู้ สดง

ทํานองของเพลง ปรบั ระดับเสยี ง ประกอบ และผูช้ มใหค้ ลอ้ ยตาม
ของเครอ่ื งดนตรใี หม ีความกลมกลนื การแสดง ไปกับการแสดง

สอดคลองกับบทบาทหนาทใ่ี นการ หมายเหตุ : ต ารางนีเ้ ป็นตัวอยา งของการเปรยี บเทียบผลที่อาจเกดิ ข้นึ กบั องคป์ ระกอบที่แตกตา งกนั ในแตละสถานการณ์
บรรเลงเปนวง ปฏิบัติตามสญั ลกั ษณ / หมายถงึ เนน้ ในเรือ่ งดังกลาว
หรือเครอื่ งหมายทางดนตรไี ดถ ูกตอง - หมายถงึ ไมเน้นในเร่อื งดังกลา ว

และใช หรือเลน เคร่อื งดนตรใี หถ ูก
วธิ ีตามลกั ษณะเครื่องดนตรีชนิดน้นั
องคป ระกอบทางดนตรี คือ จงั หวะ 6๐

เปน อตั ราความชา-เร็วของบทเพลง
ซ่ึงมสี ัญลักษณกาํ หนดไวใ นโนตเพลง
ทํานอง แนวระดับเสียงของเพลง
ซึง่ มที ้ังเสียงสงู -ตาํ่ นาํ มาเรียบเรยี งใหอ ยูในแนวระดบั ทีต่ อ งการ การประสานเสยี ง
เปน การขบั รอ งและบรรเลงดนตรีพรอ มๆ กนั หรอื การขบั รองเปน หมูคณะ โดยเสยี งที่
ไดจะตองสอดคลองกลมกลนื กัน และรปู แบบของบทเพลง โครงสรางของเพลงซึง่ จะ
กําหนดวรรคตอน เน้ือเพลง การซา้ํ และการเปล่ียนทาํ นองเพลง

60 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

กระตุนความสนใจ

๓. การบรรเลงเครอ่ื งดนตรสี ากล : ไวโอลนิ ครเู ปด เทปบนั ทกึ เสยี ง หรอื ซดี เี พลง
สากลทาํ นองส้ันๆ ท่บี รรเลงดวย
๓.๑ ลกั ษณะของไวโอลนิ ไวโอลินใหนักเรยี นฟง จากน้นั เพ่อื
ไวโอลินมลี ักษณะคล้ายกับซอของไทย มี ๔ สาย ใชบ้ าซ้ายแบกแล้วสีด้วยคนั ชกั ทจ่ี ับ เปน การกระตุนความสนใจ ครถู าม
ดว้ ยมือขวา ตัวไวโอลนิ และคนั ชกั ไวโอลนิ มสี วนประกอบตา งๆ ดังตอไปนี้ นกั เรียนวา

๘ ๙ ๑๐ • นกั เรยี นคิดวา เพลงทไ่ี ดย ิน
๑๓ ๑๑ บรรเลงดว ยเครอื่ งดนตรชี นดิ ใด
๑ ๑๔ ๑๒
๒๔ • นักเรยี นรสู กึ อยา งไรเมือ่ ไดย นิ
๖ เสยี งเพลงน้ี
๓๕ ๗
สํารวจคนหา

ครูนาํ ไวโอลนิ มาใหน กั เรียนดู
แลว ตงั้ ประเดน็ เก่ยี วกบั ลกั ษณะ
และสว นประกอบของไวโอลิน แลว ให
นักเรยี นแบง กลุม กลุมละ 5-6 คน
สืบคนขอ มูลเกี่ยวกบั สว นประกอบ
แตล ะชนิ้ ของไวโอลิน จากแหลง
การเรยี นรตู า งๆ เชน หอ งสมุด
หนังสอื เรียน อนิ เทอรเ น็ต เปนตน

๑ เกลียวทองเหลือง (Screw)เกลียวหมุน ๙ หางม้า (Hair) ใชท้ ายางสนแลว้ สสี ายไวโอลิน อธิบายความรู

เล่อื นเข้า-ออกเพอ่ื ตึง หรอื หยอ่ นหางม้า ๑๐ หวั ไวโอลนิ (Scroll) สว่ นปลายสดุ ของไวโอลนิ ใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทน
ออกมาอธบิ ายเกยี่ วกบั ความสาํ คญั ของ
๒ ทว่ี างคาง(Chinrest) สา� หรบั ใชป้ ลายคางกดให้ นยิ มทา� เปน็ รูปเกลยี วมนโค้งไดร้ ูปทส่ี วยงาม สวนประกอบแตละชิ้นของไวโอลิน
ตามที่ไดศ กึ ษามาหนา ช้ันเรยี น
ไวโอลนิ ถูกหนบี เข้าทบ่ี นบา่ ซา้ ย ๑๑ ลกู บดิ ขน้ึ สาย(Tuning pegs) เปน็ ทส่ี อดยดึ
เกรด็ แนะครู
๓ หมุดยดึ หางปลา (End pin) ใชย้ ดึ หางปลา และพนั ปลายสาย ใชม้ อื บิดขึ้น-ลงเมือ่ ตอ้ งการ
ขึ้นสายแต่ละสาย การบรรเลงเคร่ืองดนตรสี ากล
เขา้ กับล�าตัวของไวโอลิน โดยใชไวโอลินเปนแคเ พยี งตัวอยา ง
๑๒ คอไวโอลนิ (Neck) ใชส้ �าหรับให้ง่ามมือซ้าย ประกอบการศึกษาเทานั้น แตในการ
๔ หางปลา (Tail piece) ทา� หนา้ ทร่ี อ้ ยสาย จดั การเรยี นการสอนจรงิ ใหค รผู สู อน
ของผู้เล่นประคอง เลือกเคร่ืองดนตรีท่ีนักเรียนสวนใหญ
ยึดโยงกับหมดุ ตัวไวโอลนิ กับลกู บดิ ขน้ึ สาย สนใจ หรือถนัด ซ่ึงอาจจะเปนเครื่อง
๑๓ สายไวโอลนิ (Strings) มี ๔ สาย แตล่ ะสาย ดนตรชี น้ิ เดยี วกบั ทน่ี กั เรยี นเคยศกึ ษา
๕ ลา� ตวั (Body) เป็นเตา้ ขยายเสียงของไวโอลิน ผานมาแลวก็ได
๖ หย่อง (Bridge) เปน็ สะพานพาดสายไวโอลิน มขี นาดและทา� จากวสั ดตุ า่ งกัน
๗ รูเสยี ง (Tail piece) เป็นรูปคล้ายตัวเอฟ (F)
๑๔ แผงกดน้วิ (Fingerboard) ใชป้ ลายน้ิวมือ
ใหเ้ สียงไวโอลินกระจายออก
ซา้ ยกดเปลี่ยนระดับเสียง
๘ แกนไม้ (Stick) โดยจะดัดใหส้ ่วนหวั และส่วน
6๑
ท้ายโคง้ ออกเพ่ือดึงหางมา้
กอ นการเลน ไวโอลนิ จะตอ งขน้ึ สายไวโอลนิ ใหแ ตล ะสายได
นักเรยี นควรรู ระดับเสยี งสายเปลา เสยี กอน

ไวโอลิน เปนเครื่องดนตรีประเภทเคร่ืองสายท่ีมีขนาดเล็กท่ีสุด และจัดเปนเครื่องดนตรีท่ีทําให คูมือครู 61
เกดิ เสยี งระดบั เสยี งสงู ในกลมุ เครอื่ งดนตรคี ลาสสกิ เครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งสายในตระกลู ไวโอลนิ
มอี ยูดว ยกนั ท้ังหมด 4 ชนิด ไดแก ไวโอลิน วโิ อลา เชลโล และดบั เบลิ เบส นอกจากนี้ เครอื่ งดนตรี
ในตระกลู ไวโอลินยงั เปนเคร่อื งดนตรหี ลักทใ่ี ชบรรเลงดนตรใี นวงออรเ คสตราอีกดว ย

กระตุนความสนใจ สสาํํารรEววxpจจloคคreนน หหาา ออธธบิบิ Eาาxยยplคคaiววnาามมรรูู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

สํารวจคนหา (ยอ จากฉบบั นกั เรยี น 20%)

ใหน ักเรียนสบื คนขอมลู เก่ยี วกับ ๓.2 วิธกี ารฝก ปฏบิ ัติไวโอลิน
วิธีการฝกปฏบิ ตั ไิ วโอลนิ จากแหลง การฝกึ ปฏบิ ตั ิไวโอลนิ เบื้องตน้ ควรเริ่มจากการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการขึ้นสาย วิธกี ารจับ
การเรยี นรูตา งๆ เชน หองสมุด ไวโอลิน และวธิ ีการใชค้ ันชักสไี วโอลิน จากน้นั เมอื่ ฝกึ ฝนจนชา� นาญจงึ คอ ยไปสกู ารฝึกท่ยี ากข้ึน
หนังสือเรยี น อินเทอรเ นต็ เปนตน
๑) วิธีการข้ึนสายไวโอลิน จากท่ีได้กลาวมาแล้ววา ไวโอลินมีสายทั้งหมด ๔ สาย
อธบิ ายความรู
ขึงเป็นแนวขนานจากชองยึดสายที่สวนหางปลาพาดผานหยองและแผนรองสายไปสอดพันอยูกับ
ใหนกั เรียนนาํ ความรูเก่ยี วกับวิธี ลูกบิดสายละลูก กอนการเลนควรบิดขึ้นสายให้แตละสายได้ระดับเสียงสายเปลา โดยเรียงล�าดับ
การฝกปฏบิ ตั ไิ วโอลินตามท่ีไดศ ึกษา
มาพูดคุยแลกเปลย่ี นกันในช้นั เรยี น จากสายท่ ี ๔ ซึ่งเปน็ สายทม่ี ขี นาดใหญท ่สี ุดไปหาสายท ่ี ๓ สายท ่ี ๒
จากน้นั ครสู าธติ การขนึ้ สายไวโอลนิ และสายที ่ ๑ ซงึ่ มีขนาดเล็กลงตามลา� ดับ ให้แตละสายมีระดบั
ใหนักเรยี นดู เสียง (Pitch) ตามมาตรฐานก�าหนด ดังตอไปน้ี

ขยายความเขา ใจ สายท ่ี G D A E
ซอล เร ลา มี
ครูขออาสาสมัครนักเรียน 2-3 คน
ออกมาฝกจับไวโอลินเพ่ือเตรียมเลน สายที ่ ๔ ๓ ๒ ๑
ตามหนังสอื เรยี น หนา 62 จากน้นั ครู ทมี่ าของภาพ : คลงั ภาพ ACT.
ถามนกั เรยี นวา
๒) วิธกี ารจบั และถอื ไวโอลิน เพื่อเตรยี มเลน สามารถปฏิบตั ิได้ ดงั ตอ ไปนี้
• เหตใุ ดเราจึงตอ งจับไวโอลนิ
ใหถ ูกวิธีกอนการเลน ๒.๑) ใช้มือขวาน�าสวนท้ายของไวโอลินช้ีเข้าหาล�าคอ ให้หมุดยึดหางปลาจรดคอ
(แนวตอบ การฝก จบั และถอื สวนมือซ้ายให้ใช้ประคองสวนปลายของไวโอลินเทาน้ัน ให้ล�าคอไวโอลินท�ามุมฉากกับสแตนด์
ไวโอลนิ กอ นการเลน นอกจากจะ ตงั้ โน้ตเพลง
ทําใหผูฝกจับและถือไวโอลินได
ถนัดและถกู ตองแลว ยังเปนการ ๒.๒) ประกบสวนท้ายของไวโอลินด้วยไหลซ้ายและคาง
ดูแลไวโอลินไมใหหัก หรือชํารุด คางของผู้เลนวางอยูบนที่รองคาง ใช้น�้าหนักของศีรษะผู้เลน
เสยี หายดว ย) เป็นแรงกดที่รองคาง ไมควรใช้กล้ามเนื้อของล�าคอ หรือ
ขากรรไกรออกแรงกด
เกรด็ แนะครู ๒.๓) ท้ิงมือขวาลงข้างล�าตัว ปลอยให้คางและไหลหนีบ
สวนท้ายของไวโอลินให้มั่น เหวี่ยงมือซ้ายลงและขึ้นใต้คอ
ครูอาจเชิญนักดนตรี หรือวิทยากร ไวโอลนิ โดยไมต อ้ งแตะคอไวโอลนิ เพอ่ื ใหไ้ หลซ า้ ยขยบั เขา้ ท่ี
มาอบรมใหความรูเก่ียวกับการสี
ไวโอลินตามหลักการที่ถูกตองแก ท่มี าของภาพ : คลังภาพ ACT. เขา้ ทาง เพื่อชว ยรองรบั แรงกดจากคาง โดยไมต อ้ งยกไหลซ ้าย
นักเรียน หรืออาจใหนักเรียนฝกหัด ขน้ึ สงู กวา ไหลข วา ลองขยบั เดนิ ไป-มาโดยไมใ หไ้ วโอลนิ หลดุ ออกจากบา
สีไวโอลินตาม โดยใชเวลาในชวง
วันหยุดสุดสัปดาหเปนช่ัวโมงศึกษา 62
เพิ่มเติม เน่ืองจากในการฝกหัดตอง
ใชร ะยะเวลามาก นักเรยี นควรรู

62 คมู ือครู สแตนดต ้งั โนต เพลง หรอื Music Stand เปน ขาตง้ั สาํ หรับวางโนต
ดนตรี โดยสว นใหญจ ะมตี วั กดโนต เพอื่ ปอ งกนั กระดาษโนต ปลวิ และ
เพ่ืออํานวยความสะดวกแกนกั รอ งและนกั ดนตรีในการอา นโนต

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

๓) วิธีการใชม้ อื ซา้ ยกับคอไวโอลนิ สามารถปฏิบตั ไิ ด ้ ดงั ตอไปน้ี ขยายความเขาใจ
๓.๑) ให้รองนิ้วหัวแมมือและน้ิวช้ีมือซ้ายอยูใต้คอไวโอลิน
1. ครสู มุ นกั เรยี น 2-3 คน ออกมาฝก ใช
คล้ายวาท�าหน้าท่ีค�้าให้ไวโอลินทรงตัว แตที่จริงไมได้ค้�า เพราะ มือซายจับคอไวโอลินตามหนังสือ
เรยี น หนา 63 ครูคอยเสรมิ วา การ
น�้าหนักท่ีบังคับการทรงตัวของไวโอลินอยูท่ีคางและไหลซ้าย ทรงตัวของไวโอลินอยูที่คางและ
ไหลซ า ยของผเู ลน ไมใ ชง า มมอื ซา ย
ของผเู้ ลน ทงั้ งา มมอื และนวิ้ มอื ซา้ ยทกุ นวิ้ ตอ้ งเลอื่ นเขา้ -ออก
2. ครูสาธิตการใชนิ้วมือซายกับสาย
ตามแนวคอไดอ้ ยางสะดวก ไวโอลิน จากนั้นครูขออาสาสมัคร
นกั เรยี น 2-3 คน ออกมาฝก ปฏิบตั ิ
๓.๒) ใหอ้ งุ้ นว้ิ หวั แมม อื ซา้ ยอยทู ค่ี อไวโอลนิ หนาช้ันเรียน ครูคอยใหคําแนะนํา
ชี้แนะขอบกพรอง และปรับปรุง
เพียงหลวมๆ สามารถเลื่อนไปตามแนวล�าคอไวโอลินได้ แกไข

ตลอดล�า เพ่ือใชเ้ ปน็ ตวั นา� การเลือ่ นน้วิ อืน่ ๆ ไปยงั ตา� แหนง ที่มาของภาพ : คลงั ภาพ ACT. เกรด็ แนะครู
ทต่ี อ้ งการ
ในการฝกปฏิบัติ ครคู วรตรวจสอบ
๓.๓) นว้ิ ช ้ี นวิ้ กลาง นวิ้ นาง และนวิ้ กอ้ ยขา้ งซา้ ยโผล การใชมอื ซายกบั คอไวโอลนิ โดย
เฉพาะตําแหนง ของมือซา ยและนิ้ว
ขน้ึ เหนือล�าคอไวโอลินดา้ นตรงกนั ขา้ มกบั นวิ้ หัวแมมือและโค้งปลายนิ้ว หัวแมมอื ทว่ี างอยขู างคอไวโอลนิ
เพราะถา วางผดิ ตาํ แหนง จะทําให
เขา้ หาสายไวโอลินทพี่ าดอยูเหนือแผงกดน้ิว การจับไวโอลนิ และการวางน้ิวทาํ ได
ยากลาํ บาก
๔) วิธีการฝกึ ใชน้ ้ิวมือซา้ ยกบั สายไวโอลนิ สามารถปฏบิ ตั ไิ ด้ ดังตอ ไปน้ี
๔.๑) วาง (Land) ไวโอลนิ เข้าทใ่ี นลกั ษณะพร้อมจะใชส้ ีด้วยคนั ชกั แตยังไมต อ้ งสี นกั เรยี นควรรู

๔.๒) แตะปลายน้วิ มือซา้ ยท้งั ๔ นว้ิ คอื นว้ิ ชี้ น้วิ กลาง นว้ิ นาง และนิ้วกอ้ ยเรียงกนั วิธีการใชม อื ซา ยกบั คอไวโอลิน
มือซา ยจะมบี ทบาททีส่ ําคญั
ลงบนสวนปลายสุดของสาย ๑ (E) ยังไมต อ้ งกดสายลงบนแผงกดนิว้ แตใ ห้ใช้นิ้วหัวแมม อื รองรับ เปนอยา งมากในการจบั ไวโอลนิ
สิ่งที่ควรพึงระลกึ อยูเสมอก็คือท่ี
อยใู ต้คอไวโอลนิ อยางหลวมๆ ปลายอีกขางของไวโอลินควรวาง
อยูบนคอ โดยไวโอลนิ จะตองสมั ผสั
๔.๓) รูดน้ิวท้ัง ๔ น้ิว จากสวนปลายสายเข้า กับผิวหนังสว นคอ เพราะในขณะ
สีไวโอลินจะชว ยใหไมเคลอ่ื นทไี่ ปมา
มาหาสวนต้นสายแล้วรูดกลับ ปฏิบัติเชนน้ีกลับไปกลับมา

หลายๆ เที่ยว อยาใหน้ ้ิวท้งั ๔ นิ้วตกจากสาย

๔.๔) ปฏิบัติวิธเี ดยี วกันน้ีกับสาย ๒ (A)

สาย ๓ (D) และสาย ๔ (G)

๔.๕) นิ้วหัวแมมืออาจเปลี่ยนลักษณะการ

รองรับคอไวโอลินไปตามตา� แหนงของสายทงั้ ๔ สาย แตต้อง ท่ีมาของภาพ : คลังภาพ ACT.

เป็นตัวนา� ทางการเลือ่ นนว้ิ ข้ึน-ลง

6๓

@ มมุ IT

สามารถชมคลปิ วิดโี อเกย่ี วกบั การสีไวโอลนิ ของนกั ดนตรที ่ีมฝี มือระดับโลก ไดจ าก
http://www.youtube.com โดยคน หาจากคาํ วา Violin หรอื Vanessa Mae

คมู อื ครู 63

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

ขยายความเขาใจ (ยอจากฉบับนักเรยี น 20%)

1. ครูขออาสาสมัคร 2-3 คน ออกมา ๕) วิธีการใช้คนั ชักไวโอลินสสี ายไวโอลิน สามารถปฏบิ ตั ไิ ด ้ ดังตอไปนี้
ฝกจับคันชักไวโอลินใหถูกวิธีตาม
หนังสือเรียน หนา 64 โดยครูคอย ๕.๑) ใช้น้วิ มือขวาจับดา้ มคนั ชกั โดยใช้นวิ้ หวั แมม ือสอดเขา้ ระหวางดา้ มคันชักกับ
แนะนําและชี้แนะขอบกพรอ ง หางมา้ ท�าหน้าทรี่ องรับแรงจบั จากด้านใน ใช้น้วิ ช ้ี นว้ิ กลาง น้ิวนาง
และน้ิวก้อยออกแรงจับจากดา้ นนอก
2. ครูสาธิตการฝก ลงนวิ้ มือซายบน ๕.๒) ถา้ หางมา้ หยอ น หรอื ตงึ เกนิ ไปใหใ้ ชน้ วิ้ ชแี้ ละนว้ิ
สายไวโอลิน หรอื อาจเปดคลปิ หวั แมม อื ซา้ ยหมนุ เกลยี วทอี่ ยปู ลายดา้ มเขา้ -ออก ปรบั ให้
วิดีโอการฝกลงนิ้วมือซายบนสาย ตึงตามความต้องการ
ไวโอลนิ ใหน ักเรียนชม ครสู รุปวิธี ๕.๓) ถหู างมา้ ดว้ ยยางสนตลอดความยาวของเสน้ จน
การฝกปฏิบัตใิ หนักเรียนฟงอีกครั้ง เกิดความฝด
จากน้นั ครขู ออาสาสมัคร 2-3 คน
ออกมาฝก ลงนิ้วมือซา ยบนสาย ท่ีมาของภาพ : คลังภาพ ACT. ๕.๔) สีสายไวโอลินด้วยหางม้าท่ีถูยางสนได้ท่ีแล้ว
ไวโอลนิ หนา ชั้นเรยี น ครูคอยให จนเกิดเสยี ง
คําแนะนําและช้ีแนะขอ บกพรอ ง

เกรด็ แนะครู ๖) วธิ กี ารฝึกลงน้วิ มอื ซา้ ยบนสายไวโอลิน เนอ่ื งจากไมมเี ฟร็ต (Frets) หรือขน้ั กด

ครแู นะนาํ เกย่ี วกบั ทา ทางในการจบั เลือกระดับเสียงบนคอไวโอลิน ผู้ฝึกควรต้องฝึกโสตประสาทให้สามารถจ�าแนกระดับเสียงดนตรี
ไวโอลินวา ลําตัวจะตองตั้งตรงและ ในสเกลเสียงไดอะทอนิก (Diatonic Scale) ให้ได้แมนย�าเสียกอน จึงจะลงมือฝึกลงน้ิวบนสาย
ผอ นคลาย ไมเ กรง็ การตงั้ ลาํ ตวั ใหต รง ไวโอลนิ ซ่ึงมวี ิธกี ารฝึกปฏบิ ตั ิ ดังตอ ไปน้ี
เปนสิ่งสําคัญที่จะชวยทําใหทาทาง
ดูโดดเดน มีสงา มีบุคลิกภาพที่ดี ไม ๖.๑) ใชน้ วิ้ หวั แมม อื ทรี่ องรบั อยใู ตล้ า� คอไวโอลนิ แตะ
เม่ือย ท้ังนี้ เมื่ออยูในทายืน ชวงหาง คอไวโอลินเพียงเบาๆ เพราะเป็นเพียงตัวน�าทางให้น้ิวอื่นๆ
ของเทาควรมีระยะกวางเทากับชวง เลอื่ นขนึ้ -ลงตามระดบั เสยี งทค่ี วบคมุ เทา นนั้ ไมใ ชท ร่ี องรบั
ไหล แลวกระจายนาํ้ หนักของรา งกาย แรงกดจากนิว้ อืน่
ลงไปทเี่ ทาทง้ั สองขา งใหเทาๆ กนั ๖.๒) งอขอ้ นว้ิ ช ้ี นว้ิ กลาง นว้ิ นาง และนว้ิ กอ้ ยลงหาสาย
ให้พร้อมที่จะลงอุ้งนิ้วบนสาย ณ ต�าแหนงระดับเสียงที่
นักเรยี นควรรู ต้องการ

คันชักไวโอลิน วัสดุทใี่ ชทาํ ทมี่ าของภาพ : คลังภาพ ACT. ๖.๓) เมื่อจะลงนิ้วกลางตอจากน้ิวชี้บนสายเดียวกัน
ดามคนั ชกั มีอยดู วยกนั 3 ชนิด ให้กดนิ้วชี้อยูบนสาย เมื่อจะลงนิ้วนางตอจากนิ้วกลางบนสาย
คือ ไมบ ราซลิ (Brazil wood)
ไมเปอรน มั บโู ค (Pernumbuco) และ เดียวกันให้กดน้ิวชี้และนิ้วกลางอยูบนสายเชนเดียวกัน รวมไปถึงเม่ือจะลงน้ิวก้อยตอจากน้ิวนาง
คารบ อนไฟเบอร (Carbon Fifiber) บนสายเดยี วกันกใ็ ห้กดนิว้ ช้ ี นว้ิ กลาง นว้ิ นาง และน้ิวก้อยอยบู นสายดว้ ย

64

@ มุม IT

สามารถศกึ ษาเพมิ่ เตมิ เก่ียวกบั การเลือกคันชกั ไวโอลินและเทคนิคการใช
คันชักไวโอลิน ไดจาก http://www.pantown.com/board.php?id=13220
&area=4&name=board17&topic=24&action=view

64 คูม ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

๗) วิธกี ารฝึกใชค้ นั ชกั สสี ายเปลา่ ไวโอลนิ ท้ัง ๔ สาย สามารถปฏิบัติได ้ ดงั ตอ ไปน้ี อธบิ ายความรู
๗.๑) วาง (Land) ไวโอลนิ เข้าท่ตี ง้ั บนบา ซ้ายพร้อม
จะสี มือซ้ายประคองคอไวโอลนิ โดยไมใ ชน้ ว้ิ กดสาย มือขวาจบั ครขู ออาสาสมคั ร 2-3 คน ออกมา
คันชักพร้อมจะสี แตะสวนปลายของหางม้าเข้าที่สายที่ ๒ ฝกใชค ันชกั สีสายเปลาไวโอลินทงั้
ตรงบรเิ วณระหวา งหยอ งกบั สวนต้นของแผงกดน้วิ โดยให้ 4 สาย ตามหนังสอื เรยี น หนา 65
แนวของหางมา้ ขนานกบั แนวสนั ของหยอ ง ใหห้ างมา้ แตะ ครคู อยใหคาํ แนะนาํ และช้แี นะ
เฉพาะสายที ่ ๒ เทานน้ั ขอ บกพรอ ง
๗.๒) แขนขวาทอนบนชี้ออกนอกล�าตัวใน
ลกั ษณะทจ่ี ะยก หรอื ลดระดบั ขนึ้ -ลงไดอ้ ยา งสะดวก งอขอ้ ศอก เกร็ดแนะครู
ควบคุมให้มือท่ีจับคันชักเล่ือนข้ึน-ลง เพ่ือให้หางม้าเสียดสีกับ ที่มาของภาพ : คลงั ภาพ ACT.
ครคู วรเนน ใหน กั เรยี นทสี่ นใจฝก หดั
สายไวโอลินสายที่ ๒ ในแนวขนานกับหยอง จะท�าให้เกดิ เสยี ง “ลา” ดงั ขนึ้ ไวโอลิน ใหเ ริ่มฝกดว ยวธิ ดี ดี สายกอ น
๗.๓) ลดระดับขอ้ ศอกลงให้ปลายหางมา้ เขา้ แตะสายท ่ี ๑ แลว้ สใี นลกั ษณะเดยี วกัน วิธีสี โดยจับไวโอลินเหมือนจับกีตาร
กบั สายท่ี ๒ จะทา� ใหเ้ กดิ เสียง “มี” ดังขึน้ ใชน ว้ิ หวั แมม อื ขวาออกแรงดดี สายและ
๗.๔) ให้ฝึกสีสายเปลาสายท่ี ๑ และสายเปลาสายท่ี ๒ ในวิธีเดิมสลับกันไปมา ใชน ว้ิ ช้ี นวิ้ กลาง นว้ิ นาง และนวิ้ กอ ย
จนมือขวาคลองแคลวและเกิดเสียง “ม”ี “ลา” ชัดเจน แลว้ เลื่อนหางมา้ ไปสีสายเปลา สายที่ ๒ และ ซา ยลงสาย เลอื กระดบั เสยี งดนตรแี ลว
สายเปลาสายท่ี ๓ จนคลอ งแคลว และเกิดเสยี ง “ลา” “เร” ชัดเจนอีกคหู น่ึง จึงเลอ่ื นหางม้าไปสีสาย ใหจับคูสายดีดทีละคู จากนั้นจึงคอย
เปลา สายท ี่ ๓ และสายเปลาสายท ี่ ๔ จนมือขวาคลองแคลวและเกิดเสียง “เร” “โซ” ชดั เจน โดย เร่ิมตน ใชคันชักสีไวโอลนิ
ใช้วธิ ีเดียวกนั กบั ที่ใช้กบั สายเปลา สายท ี่ ๑ และสายเปลา สายที่ ๒ ทุกประการ เม่อื ฝกึ สีแรกๆ อาจ
เกดิ เสยี งออดแอด ใหเ้ พมิ่ ความเรว็ ของการเลอ่ื นหางมา้ ขน้ึ -ลง จนกระทง่ั ไดค้ ณุ ภาพเสยี งทน่ี มุ นวล นักเรยี นควรรู

คนั ชัก สําหรับนักไวโอลินที่มีทกั ษะ
ในการเลนไมมากนัก ควรใชคันชักท่ี
มีความแข็งพอสมควร มีความโคงที่
พอเหมาะ ไมแข็ง หรือออ นจนเกนิ ไป

ทีม่ าของภาพ : คลงั ภาพ ACT. 65 นักเรยี นควรรู

นกั เรียนควรรู หางมา หางมา ท่มี ีคณุ ภาพจะมี
สีขาว สะอาด แข็งแรง และจดั แตง
คณุ ภาพเสยี ง โดยปกตแิ ลว ไวโอลนิ ชน้ั เย่ียมจะถกู ผลิตขึ้นโดยชา งช้ันครูคราวละหน่ึงตัวเทา น้นั ไดงาย ในอดีตประเทศอารเจนตินา
โดยทุกชิ้นสวนจะถูกทําขึ้นอยางระมัดระวังและตั้งอกต้ังใจ สรางสัดสวนดานหนาและหลังของ และประเทศในแถบอเมริกาใต เปน
ไวโอลนิ ใหมรี ูปทรงเปน เหมือนกลอ งเล็กๆ ทม่ี ีความสวยงาม อีกทง้ั มคี ณุ สมบตั เิ ปนเหมือนเครอ่ื ง กลมุ ประเทศผสู ง ออกหางมา รายใหญ
ขยายเสยี ง ทําใหเสียงท่เี กดิ จากการสน่ั สะเทือนดว ยการสีมีความเขมขนเตม็ ที่ แตในปจจุบันประเทศจีนกลายเปน
ผูผลิตหางมารายใหญกวา 70% จาก
ทใี่ ชกันอยูท วั่ โลก

คมู ือครู 65

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

ขยายความเขา ใจ (ยอ จากฉบับนกั เรียน 20%)

ครขู ออาสาสมัคร 4-5 คน ออกมา ตัวอย่าง โนต้ เพลงสา� หรบั ใชฝ้ กึ หัดไวโอลิน
สไี วโอลนิ เพลง Twinkle Twinkle little
Star ใหค รูและเพื่อนฟง หนาชนั้ เรียน DA 0 (สายเปล่า) Move Do ในบันไดเสียงดี เมเจอร์ (D Major)
ครูคอยใหค าํ แนะนาํ และชแ้ี นะ 1 (นว้ิ ชี)้ ใช้ D เปน็ ข้นั ที่ 1 หรือเสยี งโด
ขอ บกพรอง (ด)(ซ)
2 (นิ้วกลาง)
เกรด็ แนะครู รล 3 (นิว้ นาง)
มท
ครูเนนยา้ํ ใหน กั เรยี นเขา ใจวา ฟ ด°
ทาทางในการใชค นั ชักไวโอลนิ สีสาย
ไวโอลินน้นั ควรมีความเปนธรรมชาติ เพลง Twinkle Twinkle little Star
ซงึ่ มีวธิ ตี รวจสอบวามือขวาทีจ่ บั อยู
น้ันเปนธรรมชาติหรอื ไม คอื ใหยืน เสียง ด ด ซ ซ ล ล ซ พ ฟ ม ม ร ร ด
ปลอ ยแขนและมือไวข างลําตวั น่ันคือ 3_______ 2_______________________ 3_________________________________
ทา ทางการจบั คนั ชักท่คี วรจะปรับ เลนสายท่ี ๐ ๐ ๐ ๐ 1 1 ๐ 3 3 2 2 1 1 ๐
เปลี่ยนเพียงเลก็ นอยเทานัน้ สิ่งที่ น้วิ ลง ขนึ้ ลง ขนึ้ ลง ข้ึน ลง ลง ขึ้น ลง ข้ึน ลง ข้นึ ลง
เปลี่ยนไปมี 2 อยาง คือ น้วิ หวั แมมอื คนั ชัก
จะอยูใตนิว้ อืน่ เล็กนอ ยและวางอยูท่ี
ดามคันชัก ระหวางโคนคนั ชกั และ เสียง ซ ซ ฟ ฟ ม ม ร ซ ซ ฟ ฟ ม ม ร
ปลอกหนงั หมุ ดา มจบั น้วิ หัวแมมือ 2 _______ 3_______________________ 2 ________3_________________________
จะโคง ออกดานนอกเปน รูปวงกลม เลน สายท่ ี ๐ ๐ 3 3 2 2 1 ๐ ๐ 3 3 2 2 1
และปลายนิ้วกอ ยวางอยูด า นบน นว้ิ ลง ข้ึน ลง ขน้ึ ลง ขึ้น ลง ลง ข้ึน ลง ขึน้ ลง ข้นึ ลง
คันชกั กอนถึงปุมสกรู วางนว้ิ เปน คันชัก
แนวโคง เพ่ือรับน้าํ หนักของคันชัก
สวน 3 น้ิวท่ีเหลือใหว างอยูเหนอื เสยี ง ด ด ซ ซ ล ล ซ ฟ ฟ ม ม ร ร ด
ดา มคนั ชัก ซึง่ จะทําใหน ว้ิ หวั แมม ือ 3________2______________________ 3_________________________________
และนิ้วกลางไขวก นั จะตองออกแรง เลนสายท ี่ ๐ ๐ ๐ ๐ 1 1 ๐ 3 3 2 2 1 1 ๐
บบี นวิ้ ทั้ง 2 นิว้ เลก็ นอ ย เพราะจะ นิ้ว ลง ข้ึน ลง ขน้ึ ลง ข้นึ ลง ลง ขน้ึ ลง ขนึ้ ลง ข้ึน ลง
ทาํ ใหรูสึกจับคนั ชักไดอ ยางมน่ั คง คนั ชัก

นักเรียนควรรู ค�าแนะน�าวธิ ีปฏบิ ตั ิ :
๑. ใหก้ ะแบงคนั ชกั เปน็ ๒ สว น
สายไวโอลิน เราสามารถฟงเสียง ๒. ใชเ้ ฉพาะทอ นบนสีสายไวโอลิน ท้ังสขี น้ึ และสีลง
สายที่กําลังตั้งอยูไดดวยการดีดสาย ๓. โน้ตเสยี งยาวอาจใช้ความยาวคนั ชักได้จนสุดคนั
เชนเดียวกันกับกีตาร ซึ่งเปนวิธีการท่ี ๔. การใช้ทิศทางคันชักข้นึ -ลงสลับกนั เชนนเ้ี ป็นการฝกึ ข้ันตน้ เทานนั้
งายและมีความเหมาะสมกับผูท่ีเริ่ม เมื่อช�านาญแล้วจงึ เปล่ียนแปลงตามความเหมาะสม หรอื ตามที่ผปู้ ระพนั ธ์เพลงก�าหนดให้
เรียนไวโอลินใหมๆ แตถาใชคันชักสี
กจ็ ะทําใหไ ดย นิ เสียงทช่ี ดั เจนกวา 66

66 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand

Evaluate

๔. แนวทางการประพันธ์เพลงอย่างงา่ ย กระตุน ความสนใจ

การประพนั ธเ์ พลงสากลนน้ั ผเู้ รยี นควรเรม่ิ ตน้ จากการประพนั ธเ์ พลงอยา งงา ยจนเกดิ ความ ครูเปด เพลง “รกั เมืองไทย” ให
ชา� นาญแลว้ จงึ คอ ยๆ พฒั นาไปถงึ ระดบั ทย่ี ากขน้ึ ตอ ไป โดยเรม่ิ จากการประพนั ธท์ า� นองกอ นบทรอ้ ง นกั เรยี นฟง จากนน้ั ครถู ามนกั เรยี นวา
เมอื่ ชา� นาญแลว้ จงึ จะสามารถแตง พรอ้ มกนั ได ้ ในชว งเรม่ิ ตน้ ของการฝกึ หดั ประพนั ธเ์ พลงใหผ้ เู้ รยี น
• เพลงทไี่ ดฟงจบไปนั้นมชี ื่อวา
ใชอ้ ตั ราจังหวะ ๒ แบบ งายๆ คอื @ และ $ เป็นเคร่ืองหมายประจ�าจังหวะกอน เม่ือชา� นาญแลว้ อยา งไร ใครเปนผูประพันธ
(แนวตอบ เนื้อรอ งและทํานอง
จึงใชอ้ ตั ราจังหวะอ่นื ๆ ตอไป ประพนั ธโ ดยพลตรีหลวงวจิ ติ ร-
สวนบันไดเสียงที่จะใช้ฝึกหัดประพันธ์เพลง ควรเริ่มจากบันไดเสียงเพนทาทอนิก วาทการ)
(Pentatonic Scale) และบันไดเสยี งไดอะทอนกิ (Diatonic Scale) กอ น ซ่ึงผเู้ รียนได้เคยศกึ ษา
มาแล้วในระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ ี ๒ และให้ใชว้ ลแี บบ ๒ ห้องจบกอ น แลว้ จงึ ใช้แบบ ๔ ห้องจบ • เนอื้ หาสาระทผี่ ูป ระพนั ธ
แบบ ๘ ห้องจบ และแบบอ่ืนๆ ตามลา� ดับ ตอ งการนําเสนอคือสิง่ ใด
องคป์ ระกอบพนื้ ฐานทเี่ ลอื กใชใ้ นการประพนั ธเ์ พลงทจ่ี ะกลา วในทน่ี มี้ อี ย ู ๓ ประการดว้ ยกนั (แนวตอบ นักเรียนสามารถตอบ
คอื การเลอื กจงั หวะ การประพนั ธท์ า� นอง และการประพนั ธบ์ ทรอ้ ง ซง่ึ องคป์ ระกอบพน้ื ฐานทก่ี ลา ว คําถามไดอยางอิสระ แตครูเนน
มามีรายละเอียดพอสงั เขป ดงั ตอ ไปนี้ ยํ้าวา บทเพลงดังกลาวมีเนื้อหา
4.๑ จงั หวะ ปลกุ ใจใหค นไทยรักชาติและ
บทเพลงท่ีเราฟังกันอยูทุกวันน้ี สามารถแบงตามลักษณะของจังหวะทางดนตรีสากล ทํานุบาํ รุงชาติใหร งุ เรอื ง)
ได้เป็น ๓ ประเภท คือ เพลงอัตราสองจังหวะ เพลงอัตราสามจังหวะ และเพลงอัตราสี่จังหวะ
เพลงแตล ะประเภทดงั กลา วจะใหอ้ ารมณแ์ ละความรสู้ กึ ในการฟงั ทแ่ี ตกตา งกนั กลา วคอื เพลงอตั รา สาํ รวจคนหา
สองจังหวะและเพลงอัตราสี่จังหวะ ทั้งเพลงเร็วและเพลงช้า เป็นเพลงท่ีมีความสมดุลในตัวเอง
เปรียบเสมือนธรรมชาติของคนเราท่ีมีเท้าซ้ายและเท้าขวาใช้ส�าหรับเดินก้าวตอเนื่องกันไปอยาง ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน
สม�่าเสมอ สืบคนขอมูลเก่ียวกับแนวทางการ
เพลงอัตราสองจังหวะและเพลงอัตราสี่จังหวะนิยมใช้มากในชีวิตประจ�าวัน โดยเฉพาะ ประพนั ธเ พลงวา ตอ งมอี งคป ระกอบใด
ในเพลงกิจกรรมของเด็กๆ เพ่ือสร้างความสนุกสนาน ราเริง ในเพลงของวัยรุน เพลงรัก เพลง และยกตวั อยา งบทเพลงมา 1 บทเพลง
ประกอบการเต้น เพลงสถาบัน เพลงปลุกใจตางๆ หากต้องการแตงเพลงท่ีให้ความสนุกสนาน ตามความสนใจ
จงึ ควรเลือกใช้จังหวะของเพลงประเภทนี้
อธิบายความรู
เพลงอัตราสองจงั หวะและเพลงอัตราส่ีจงั หวะ จะมเี คร่อื งหมายประจ�าจังหวะ @ และ $
ใหน ักเรียนแตละกลุมออกมา
บนั ทึกไวบ้ นบรรทดั ห้าเสน้ เฉพาะตน้ หอ้ งท ี่ ๑ ของโน้ตทา� นองเพลง เพ่อื ก�าหนดจา� นวนนบั หรือ นําเสนอบทเพลงทศ่ี กึ ษามาวา
จ�านวนเคาะจังหวะในแตละห้องเพลงท่ีอยูตามหลัง ท�าให้ทุกห้องมีจ�านวนเคาะจังหวะท่ีเทากัน ผปู ระพนั ธม ีแนวทางในการประพนั ธ
เลขตัวบนบอกจ�านวนเคาะในแตละห้องและเลขตวั ลา งบอกใหน้ ับโนต้ ตัวดา� เป็น ๑ เคาะ และให้ เพลงอยางไร จากนน้ั ใหน ักเรียน
เทยี บจา� นวนเคาะของตัวโนต้ รปู รา งอน่ื ออกไปจากคา ของโนต้ ตัวดา� น้ี รว มกันสรุปประเด็นสําคญั ของ
แนวทางการประพนั ธเ พลง ดงั ตอ ไปน้ี
67
1. จงั หวะ
2. การประพันธท ํานองเพลง
3. การประพันธบทเพลง
ลงกระดาษรายงาน สง ครผู สู อน

@ มุม IT เกร็ดแนะครู ขยายความเขา ใจ

สามารถฟงตัวอยางเพลงปลุกใจ ครูควรหาตัวอยางเพลงปลุกใจ เชน จากการศกึ ษาเกย่ี วกบั แนวทางการ
ไดจาก http://www.youtube.com เพลงตน ตระกลู ไทยเพลงเราสู เพลงเลอื ด ประพนั ธเพลงอยา งงายจากในหนงั สอื เรียน หนา 67-73
โดยคน หาจากคําวา เพลงปลกุ ใจ หรอื สุพรรณ เปนตน มาเปดใหนักเรียนฟง ครตู งั้ ประเดน็ วา “องคป ระกอบพน้ื ฐานในการประพนั ธ
อาจระบชุ อ่ื เพลง เชน เพลงเราสู เพื่อใหนักเรียนฝกจับจังหวะของเพลง บทเพลงแตละเพลงเหมือนหรือตางกันอยางไร” ให
เพลงเลอื ดสุพรรณ เปนตน ใหไดว ามีลักษณะอยางไร นักเรียนรวมกันอภิปรายและสรุปประเด็นสําคัญ โดย
ครูคอยอธบิ ายเสริมเพ่มิ เติม

คูมือครู 67

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain Expand

Engage Evaluate

สาํ รวจคนหา (ยอจากฉบบั นักเรียน 20%)

ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน ดังนั้น เคร่ืองหมายประจ�าจังหวะ @ จึงก�าหนดให้ห้องหนึ่งๆ มี ๒ เคาะ โดยให้นับ
สืบคนขอมูลเกี่ยวกับบทเพลงสากล
หรอื เพลงไทยสากลทป่ี ระพนั ธข น้ึ ดว ย โนต้ ตัวด�าเปน็ ๑ เคาะ ถ้าเปน็ โน้ตตวั อนื่ ๆ ต้องรวมคา ได้ ๒ เคาะ สวนเครื่องหมายประจ�าจงั หวะ
อัตราจังหวะ @ และ $ มาจังหวะละ
1 เพลง จากแหลง การเรยี นรตู า งๆ เชน $ ก�าหนดใหห้ อ้ งหนงึ่ ๆ มี ๔ เคาะ โดยให้นับโน้ตตวั ดา� เปน็ ๑ เคาะ ถ้าเปน็ โน้ตตัวอ่นื ๆ ตอ้ งรวม
หองสมุด หนังสือเรียน อินเทอรเน็ต คา ได ้ ๔ เคาะ เครือ่ งหมายประจ�าจงั หวะ $ นี ้ สามารถใชเ้ คร่ืองหมาย C แทนได้
เปนตน
ส�าหรับเพลงอัตราสามจังหวะ เป็นเพลงที่มีจังหวะที่ไมสมดุลในตัวเอง จังหวะตอเนื่อง
อธบิ ายความรู ของเพลงประเภทน้ีให้ความรู้สึกคล้ายกับเรือท่ีโคลงไปมา เพลงประเภทน้ีถ้าเป็นเพลงช้าจะให้
ความรสู้ กึ ยดื ยาด เนบิ นาบ หากเปน็ เพลงเรว็ จะใหค้ วามรสู้ กึ ทส่ี ดชนื่ ชวนฝนั จากทไี่ ดก้ ลา วมาแสดง
ครูขออาสาสมคั ร 3-4 กลมุ ออกมา ให้เหน็ วาการเลือกใช้จังหวะทีถ่ กู ต้องกบั อารมณข์ องบทเพลงท่ตี อ้ งการประพนั ธจ์ งึ เป็นเรื่องทต่ี ้อง
อธิบายเก่ียวกับ “จังหวะทางดนตรี” ค�านึงถงึ เปน็ อยา งยิง่
ที่ศึกษามา โดยครูอธิบายเพ่ิมเติมวา
จงั หวะทางดนตรมี สี ว นทาํ ใหบ ทเพลง ตัวอยา่ ง เพลงอัตราสองจงั หวะ
ชา หรือเร็วได
เพลงช้าง

ขยายความเขาใจ เน้อื ร้อง : คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง
ทา� นอง : พมาเขว
ครูใหนักเรียนแตละกลุมฝกขับรอง
เพลงชางและเพลงลมหนาว แลวให ช้าง ชา้ ง ช้าง หนู เคย เหน็ ช้าง หรือ เปลา ชา้ ง มนั ตัว โต ไม
เปรียบเทียบวา เพลงทั้ง 2 เพลงมี
จงั หวะทางดนตรเี หมอื นหรอื แตกตา ง เบา จ มูก ยาว ยาว เรยี ก วา งวง______ ม ี เขี้ยว ใต้
กนั อยางไร

นกั เรยี นควรรู งวง เรยี ก วา งา______ ม ี ห ู มี ตา หาง ยาว

เคร่ืองหมายประจําจังหวะ 68
เครอื่ งหมายชนดิ นี้บางตําราจะ
เรียกวา “เคร่ืองหมายกําหนดอตั รา @ มมุ IT
จงั หวะ” หรือ “มีเตอร” และทกุ ช่อื
ลวนส่อื ความหมายอนั เดยี วกนั สามารถฟง เพลง “ลมหนาว” ซง่ึ เปน เพลงพระราชนพิ นธลําดบั ที่ 19
มกั เปนเคร่อื งหมายตัวเลข 2 ตวั ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช ไดจาก
วางซอ นกนั คลา ยเลขเศษสว น http://www.youtube.com โดย คน หาจากคําวา
ใชบ ันทึกไวหลังเคร่อื งหมายกญุ แจ เพลงพระราชนิพนธลมหนาว
ประจาํ หลกั เฉพาะท่ีหองแรกของ
บทเพลงท่ีจะใชเครือ่ งหมายนกี้ ํากับ
เคร่ืองหมายน้เี ปนตัวกาํ หนดจงั หวะ
เคาะ หรือบตี ทจี่ ะตอ งรวมกลุมกัน
อยูใ นแตละหองของบทเพลง และยงั
ชวยสอื่ การลงจงั หวะหนัก-เบา
ในหอ งเพลงน้นั ๆ ดวย

68 คูม ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

ตัวอยา่ ง เพลงอัตราสามจังหวะ ขยายความเขา ใจ

เพลงลมหนาว ครูใหนักเรียนฝกเคาะจังหวะ หรือ
ปรบมือในเพลง “คูกัด” ตามหนังสือ
เพลงพระราชนพิ นธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช เรยี น หนา 69 พรอ มกนั ครคู อยแนะนาํ
และชแ้ี นะขอ บกพรอ ง เพอ่ื ใหน กั เรยี น
เคาะจังหวะ หรือปรบมือไดล งจังหวะ

ยาม ลม หนาว พดั โบก โบย โชย ชน่ื นกั เรียนควรรู

เหลา ส กุณ รอ้ ง รืน่ รมย์_______________ จงั หวะ ทาํ หนาทีค่ วบคมุ การ
เคล่ือนท่ีของทํานองและแนว
หม ู ดอก ไม้ ชวน ภ มร รอน ชม ประสานเสียงตางๆ เพือ่ ทาํ ใหการ
บรรเลงดนตรีนัน้ มีความสมั พนั ธก ัน
ชาง สขุ สม เพลิน ตา นา ดู ช ู ใจ การเดินของจังหวะจะดําเนินไป
อยางสมา่ํ เสมอและมคี วามตอ เนอ่ื ง
จนจบการบรรเลงดนตรนี น้ั ท้งั ยังมี
สว นท่ีทาํ ใหบทเพลงมีความชา-เร็ว
แตกตา งกนั ออกไปอีกดว ย

ตัวอย่าง เพลงอัตราสจี่ งั หวะ

เพลงค่กู ัด นกั เรียนควรรู

เพลงคูก ดั ประพันธค ํารอ ง
โดยอรรณพ จนั สตุ ะ และเรยี บเรียง
ทาํ นองโดยชาตรี คงสวุ รรณ
ลิ้น กับ ฟัน พบ กนั ท ี ไร ก็ เรอื่ ง ใหญ_ น้�า กบั เพลงคูก ดั เปนเพลงหนงึ่ ทอ่ี ยูใ น

อลั บม้ั บมู เมอแรงของเบริ ด
ธงชยั แมคอนิ ไตย ซึ่งเปนนักรอง
ไฟ ถา้ ไกล กนั ได้ ก็ ดี หมา กับ แมว มา เจอะ กนั ส ู้ กนั และนกั แสดงทมี่ ีผลงานเปน ทีร่ จู ัก

ของประชาชนทั่วประเทศ อัลบั้มน้ี
ถูกออกวางจาํ หนา ยเม่อื เดือนมีนาคม
ป พ.ศ. 2533 เปน อลั บ้มั ทม่ี ียอด
ทุก ท_ี __ ตา ง ไม เคย มี ว ิ ธี จะ พูด จา จาํ หนา ยสูงกวา 2 ลา นตลับ นบั เปน

สถติ ิที่สงู สดุ ของนักรอ งชายเด่ยี ว
69 ของประเทศไทย

คมู ือครู 69

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

อธบิ ายความรู (ยอ จากฉบับนักเรียน 20%)

ครขู ออาสาสมัคร 3-4 กลุม ออกมา 4.2 การประพนั ธท์ าํ นองเพลง
อธิบายเก่ียวกับการประพันธทํานอง นอกจากอัตราจังหวะจะมีสวนในการก�าหนดอารมณ์เพลงที่ต้องการแล้ว การประพันธ์
เพลงท่ีศึกษามา จากน้ันใหนักเรียน ท�านองเพลงก็มีสวนส�าคัญในเร่ืองของความไพเราะไมน้อย ในทางดนตรีสากลท�านองเพลงเกิด
ในหองรวมกันฝกเคาะจังหวะ หรือ จากเสียงข้ันตางๆ ที่อยูในบันไดเสียงใดบันไดเสียงหนึ่ง เสียงดังกลาวเป็นกลุมเสียงที่จัดเรียงตัว
ปรบมอื ตามโนต เพลง Twinkle Twinkle กนั อยางเป็นระบบ ใชใ้ นการแตง เปน็ ท�านองเพลงและท�าเสยี งประสาน
Little Star เพลง Ode To Joy และ
เพลง London Bridge โดยครูคอย
ชี้แนะเทคนิคการเคาะ หรือปรบมือ
ตามโนตเพลงเพม่ิ เตมิ

เกรด็ แนะครู ดc ร ม ฟ ซ ล ท ด°
12345678
ครอู ธิบายเสริมวา การประพนั ธ
ทํานองเพลงที่ดตี อ งมีความตอเนอ่ื ง หมายเหต ุ : ให้ผ้เู รยี นทดลองกดลิ่มนว้ิ บนคีย์บอรด์ ตามภาพกลับไป-มา จะไดเ้ สียงที่มคี วามสดใส
ของโนตดนตรที น่ี ํามาเรียงรอ ยอยา ง
เหมาะสม มีการใชเ สยี งสูง เสียงต่าํ ตัวอยา งทา� นองเพลงในบนั ไดเสยี งซ ี เมเจอร ์ (C Major) ในการเรยี บเรียงทา� นองเพลง
เสยี งยาว เสยี งสั้น บทเพลงจะขาด โดยเรม่ิ เสียงแรกของเพลงด้วยเสียงขนั้ ท ี่ ๑ (โด) หรอื เสยี งขั้นท่ ี ๓ (ม)ี หรอื เสยี งขั้นท่ ี ๕ (ซอล)
ทํานองไมได ทํานองที่ดีจะตองมี ก็ได้ จบเสียงเพลงด้วยเสียงขั้นท่ี ๑ หรอื เสยี งขน้ั ท ่ี ๘ (โด)
ความหมาย มีเสียงทส่ี มดุล สามารถ
สรา งความประทับใจใหแ กผฟู ง ได ตวั อย่าง ท�านองเพลงในบันไดเสยี งซี เมเจอร์ (C Major)

นักเรียนควรรู เริ่มจากเสยี งขน้ั ที่ ๑ (โด)

ทํานอง เปรยี บเหมอื นรูปรา งของ เพลง Twinkle Twinkle Little Star
บทเพลง ซงึ่ ทาํ นองจะใหเ สยี งที่มี
ความตอเน่อื งกัน มีท้ังเสียงสูง-ต่าํ , Wolfgang
ส้นั -ยาว โดยทัว่ ไปดนตรีจะตองมี
ทาํ นองเปนสว นประกอบ และองค 4
ประกอบของทํานองจะประกอบ 4
ดวยจงั หวะของทาํ นอง (Melodic
Rhythm) ทํานองของเพลงทมี่ ี 7๐
ความสั้น-ยาวของแตล ะเสียงแลว
นาํ มาประกอบกันเปนบทเพลง

นกั เรยี นควรรู

คียบอรด ลักษณะเดนของเคร่อื งดนตรปี ระเภทคียบ อรด คอื มลี ม่ิ นวิ้ สาํ หรบั กด เพ่อื ปรับเปลย่ี น
ระดบั เสยี งดนตรี ลมิ่ นวิ้ สาํ หรบั กดนน้ั นยิ มเรยี กวา “คยี ” (Key) เครอื่ งดนตรแี ตล ะชนดิ มจี าํ นวนคยี 
ไมเ ทา กนั โดยปกตสิ ขี องคยี จ ะเปน สขี าวกบั สดี าํ คยี ส ดี าํ จะโพลส งู ขนึ้ มามากกวา คยี ส ขี าวเลก็ นอ ย

70 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

เริ่มจากเสียงขั้นท่ี ๓ (มี) อธบิ ายความรู

เพลง Ode To Joy 1. ใหนกั เรยี นศกึ ษาแผนผังตวั อยา ง
การเรยี บเรยี งทํานองเพลงโดยใช
4 L.Van Beethoven บันไดเสียงซี เมเจอร (C Major)
4 เริม่ จากเสยี งขน้ั ท่ี 1 (โด) เพลง
Twinkle Twinkle Little Star เริ่ม
3 จากเสียงข้นั ที่ 3 (ม)ี เพลง Ode
To Joy เรมิ่ จากเสยี งขน้ั ที่ 5 (ซอล)
เร่มิ จากเสียงขนั้ ท่ี ๕ (โซ) 1 เพลง London Bridge จากใน
หนงั สอื เรยี น หนา 70
เพลง London Bridge Naurrrs.Mer.yA .SCoanugx
2. ครูเปดซดี ี หรือดวี ีดีเพลง Twinkle
2 Twinkle Little Star เพลง Ode To
4 Joy และเพลง London Bridge
ใหนักเรียนฟง 1-2 รอบ โดยให
5 นักเรียนฝก ฟง การประพนั ธทาํ นอง
ของบทเพลงทัง้ 3 เพลงและ
1 วเิ คราะหความแตกตา งของการ
ประพันธทาํ นองในบทเพลงทีไ่ ดฟ ง
เสียงขั้นตา งๆ จากบนั ไดเสยี งเมเจอร์ (Major Scale) ทเ่ี ราน�ามาใช้ในการประพนั ธ์เพลง
จะใหท้ �านองเพลงที่สนุกสนาน รา เรงิ หากต้องการประพันธเ์ พลงทไี่ ด้อารมณ์เศร้า เหงา ผูเ้ รียน 3. ครสู าธติ วธิ กี ารขบั รอ งเพลง Twinkle
ควรจะเลือกใช้บันไดเสียงอีกชนิดหนึ่งที่เรียกวา “บันไดเสียงไมเนอร” (Minor Scale) ซึ่งมี Twinkle Little Star เพลง Ode To Joy
โครงสร้างแตกตางไปจากบนั ไดเสยี งเมเจอร์ และเพลง London Bridge พรอ มกบั
ปรบมอื หรอื เคาะจงั หวะใหต รงตาม
A 7๑ จังหวะเพลงที่ถูกตองใหนักเรียนดู
ลท ด ร มฟซ ล และใหนักเรียนฝกปฏิบัติตามจน
1 2 34567 8 เกิดความชํานาญ จากน้ันครูสุม
นักเรยี น 2-3 คน ออกมาสาธิตการ
หมายเหต ุ : ใหผ้ เู้ รียนทดลองกดล่มิ นิ้วบนคียบ์ อรด์ ตามภาพกลับไป-มา จะไดเ้ สียงที่เศร้า ขับรองเพลง Twinkle Twinkle
Little Star เพลง Ode To Joy และ
เพลง London Bridge พรอมกับ
ปรบมือ หรือเคาะจังหวะใหตรง
ตามจังหวะเพลงใหเพ่ือนชมหนา
ชั้นเรียน โดยมีครูเปนผูคอยชี้แนะ
ความถกู ตอ ง

4. ครสู มุ นกั เรียน 2-3 คน ใหตอบ
คําถามดงั ตอ ไปน้ี
• นักเรยี นคดิ วาเพลง Twinkle
Twinkle Little Star เพลง Ode To
Joy และเพลง London Bridge
บทเพลงใดมกี ารประพนั ธท าํ นอง
เพลงไดเ ปน อยา งดี เพราะเหตใุ ด
จงึ คิดเชนนนั้
(แนวตอบ นักเรียนสามารถแสดง
ความคิดเหน็ ไดอยางอสิ ระ)

คูม อื ครู 71

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

อธิบายความรู (ยอ จากฉบบั นกั เรยี น 20%)

จากการศกึ ษาเกย่ี วกบั การประพนั ธ ทัง้ นี ้ ผู้เรยี นใชเ้ สยี งทัง้ ๘ ข้นั ของบนั ไดเสียงเอ ไมเนอร์ (A Minor) ในการเรยี บเรียง
ทาํ นองเพลง ครตู ้ังประเด็นถาม ทา� นองเพลง โดยเรม่ิ เสยี งแรกของเพลงด้วยเสยี งข้นั ที ่ ๑ (ลา) หรือเสยี งขัน้ ท่ี ๕ (ม)ี ก็ได ้ จบเสยี ง
นกั เรียนวา เพลงด้วยเสยี งข้นั ท ี่ ๑ หรือเสียงขน้ั ท ี่ ๘ (ลา) ซ่งึ ผูเ้ รยี นจะได้เสยี งทแี่ ตกตางกับการใชบ้ นั ไดเสยี ง
ซี เมเจอร์ (C Major) ในการประพันธ์ทา� นองเพลง
• หากเราเรียบเรียงทํานองเพลง
โดยใชบนั ไดเสียงไมเ หมาะกับ ตัวอย่าง การเรยี บเรยี งทา� นองเพลงโดยใช้บนั ไดเสียงเอ ไมเนอร์ (A Minor)
เสยี งของผขู ับรอ ง หรือไมเหมาะ เพลงกระบี่ไร้เทยี มทาน
กบั เครอ่ื งดนตรที ต่ี องการ
บรรเลง นกั เรยี นจะมีแนวทาง ท�านอง : เพลงจีน
แกไ ขอยา งไร
(แนวตอบ นักเรียนสามารถ 4
ตอบคําถามไดอ ยา งอสิ ระ 4
แตครคู วรเนน ใหน ักเรียนเขาใจ
วา การประพันธทํานองเพลง 1
ควรเลือกใชบนั ไดเสียงให
เหมาะสม เชน หากตอ งการ 1
ประพนั ธเพลงท่ใี หอ ารมณ
สนกุ สนาน รา เรงิ ผปู ระพนั ธ จากท่ีกลา วมาขา้ งตน้ วาการประพนั ธท์ า� นอง คือ การบรรจรุ ะดับเสยี งดนตรีทีเ่ หมาะสม
ควรเลอื กใชบันไดเสยี งเมเจอร ให้แกตัวโน้ตทุกตัวในโครงสร้าง เพื่อให้เกิดเสียงสูง-ต�่าตางกัน แตต้องคล้องจองและมีระเบียบ
มาประพนั ธเพลง เปนตน ) ถกู ต้องตามหลักไวยากรณ์เพลง
เทคนิคพนื้ ฐานในการประพันธ์ท�านองเพลง มีดังตอไปนี้
เกรด็ แนะครู ๑. เลือกใช้มาตราเสียง หรือบันไดเสียงท่ีเหมาะสมกับอารมณ์เพลงที่ต้องการ เชน
หากใช้บันไดเสียงเพนทาทอนิก (Pentatonic Scale) จะท�าให้ท�านองฟังสบายหู ชวนขับร้อง
ครหู าเพลงในบันไดเสียง หากใชบ้ นั ไดเสยี งไดอะทอนกิ หมวดเมเจอร ์ จะทา� ใหท้ า� นองเพลงสอื่ ความหมายแบบตรงไปตรงมา
ซี เมเจอร (C Major) กบั เพลงใน ให้อารมณ์ในทางบวก เชน สบายใจ ฮกึ เหิม กล้าหาญ สดช่นื รา เรงิ เป็นตน้
บันไดเสยี งเอ ไมเนอร (A Minor) ๒. เลอื กใชท้ ศิ ทางดา� เนนิ ทา� นองใหเ้ หมาะสมกบั อารมณเ์ พลง เชน หากใชท้ า� นองเดนิ ขนึ้
มาใหน ักเรียนฟง เปรียบเทียบกัน คือ เริ่มวลีด้วยระดับเสียงต�่าจบด้วยระดับเสียงสูง จะให้อารมณ์เครียด มีพลัง สงางาม หากใช้
แลวใหน กั เรียนอธิบายถึงอารมณ ท�านองเดินลง คือ เร่มิ วลีทีร่ ะดบั เสียงสงู จบดว้ ยระดับเสียงต่า� จะให้อารมณผ์ อนคลาย เปน็ ตน้
ความรูส ึกเมื่อฟง เพลงแลว ทัง้ น้ี ๓. เลือกใช้ลักษณะการเคล่ือนท่ีของข้ันคูเสียงให้เหมาะสมกับอารมณ์เพลงและความ
เพลงทีน่ าํ มาใหฟงควรมแี ตท าํ นอง สมดุลของท�านอง ซึ่งการเคลื่อนที่ของข้ันคูเสียงจะหมายถึงการด�าเนินท�านองจากโน้ตตวั หน่ึงไป
เทา นน้ั ไมค วรมเี นอ้ื รอ งประกอบ ยังอกี ตัวหนึง่ ทอี่ ยูถดั ไปตามลา� ดับทกุ คเู สยี งในประโยคเดียวกัน

นักเรยี นควรรู 72

กระบ่ีไรเทียมทาน บทประพนั ธด ี
ทีส่ ุดของ “อึ้งเอ็ง” หรือ “องึ้ ไฮเมง ”
(Wong Hoi Ming) ไดเ ขียน
บทประพันธน้ขี ้ึน เพือ่ ใชสรางเปน
ภาพยนตร ภาพยนตรน ้ีถกู สราง
โดยบริษทั ATV ของฮอ งกง นบั เปน
ภาพยนตรท ี่ปลุกกระแสความนิยม
ภาพยนตรจีนกาํ ลังภายในในยคุ 80

72 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา ออธธบิิบEาาxยยplคคaiววnาามมรรู ู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand Evaluate

Engage Explore Explain

4.๓ การประพนั ธบ์ ทร้อง อธบิ ายความรู
การประพนั ธบ์ ทรอ้ ง คอื การรอ้ ยเรยี งถอ้ ยคา� เปน็ “ประโยคภาษา” บรรจลุ งไปใน “ประโยค
เพลง” ให้จ�านวนคา� ในประโยคภาษาเทา กับจา� นวนตัวโน้ตในประโยคเพลงประโยคตอ ประโยค ครูสุมนักเรียน 3-4 กลุม ออกมา
การประพนั ธ์บทรอ้ งต้องค�านึงถึงสิง่ ตา งๆ ดงั ตอ ไปนี้ อธบิ ายเกย่ี วกบั “การประพนั ธบ ทรอ ง”
๑. การกา� หนดสาระส�าคัญของบทร้อง กอนการประพันธ์บทรอ้ ง ผูป้ ระพนั ธบ์ ทร้องตอ้ ง จากนนั้ ใหน กั เรยี นรว มกนั แสดงความ
กา� หนดสาระส�าคญั กอนวาจะสือ่ สารกบั ผ้ฟู ังในเร่อื งใด เชน เพลงบทนน้ั จะเป็นเพลงรกั เพลงเศร้า คิดเหน็ วา
เพลงราเริง เพลงวชิ าการ เพลงปลุกใจ เปน็ ตน้
๒. สาระส�าคัญของบทร้องต้องสอดคล้องกับบันไดเสียงและหมวดเสียงท่ีใช้ประพันธ์ • การนํากลอนลํานํามาใชใน
ท�านอง เชน หากท�านองเพลงใช้มาตราเสยี งไดอะทอนกิ หมวดเมเจอร์ สาระส�าคัญของบทรอ้ ง ทํานองเพลงควรคาํ นึงถึงส่ิงใด
ควรเป็นบทเพลงที่ให้อารมณ์ราเริง หากท�านองเพลงใช้มาตราเสียงไดอะทอนิก หมวดไมเนอร ์ เปน สาํ คัญ
สาระสา� คญั ของบทร้องควรเป็นเพลงที่ให้อารมณเ์ ศร้า เป็นต้น (แนวตอบ การเลือกถอ ยคาํ มา
๓. บทรอ้ งควรเปน็ บทรอ้ ยกรองทเี่ รยี กวา “กลอนลา� นา� ” เพราะบทหนง่ึ ๆ ของกลอนลา� นา� ประพันธเปน กลอนลํานาํ เพอ่ื ใช
มีจา� นวน ๔ วรรคเทา กับจา� นวนประโยคในทอ นหนงึ่ ๆ ของท�านองเพลงพอดี ในทาํ นองเพลงตองคํานึงถึง
๔. การเลือกถ้อยค�ามาประพันธ์เป็นกลอนล�าน�าบรรจุลงในท�านองเพลงต้องค�านึงถึง ความสอดคลองระหวา ง
ความสอดคล้องระหวางแนวด�าเนินทา� นองกบั เสยี งวรรณยุกต์สามัญ เอก โท ตรี หรอื จัตวาและ แนวดําเนนิ ทํานองกับเสยี ง
ค�าเปน็ หรือค�าตายด้วย วรรณยุกตส ามญั เอก โท ตรี
หรอื จตั วา และคําเปน หรอื
ตัวอย่าง บทรอ้ งและทา� นองเพลง ๑ ท่อน อัตราจงั หวะเพลง 2 คาํ ตาย)
4
ขยายความเขาใจ
เพลงย้มิ อย่างไทย
ใหน ักเรยี นแตละกลมุ รว มกนั ฝก
ชน ชาว ส- ยาม นาม ลอื ทัว่ หลา้ ประพันธบ ทรองโดยใชก ลอนลาํ นาํ
รอย ยิ้ม โส ภา นา รกั จริง เอย อยางนอยจํานวน 8 วรรค ตามความ
สนใจ จากนนั้ ครสู มุ นกั เรยี นใหอ อกมา
นาํ เสนอหนา ชน้ั เรียน โดยครแู ละ
นกั เรยี นรว มกันแสดงความคิดเห็น
เก่ียวกบั กลอนลํานําท่ีแตละกลมุ
นาํ เสนอวา มลี กั ษณะอยา งไร ครชู แี้ นะ
เพิ่มเตมิ วา การใชภ าษาในบทเพลง
มคี วามสาํ คัญตอ การสรางสรรค
บทรองใหมคี วามสละสลวยและ
มีความไพเราะ

ตรวจสอบผล

ครูพจิ ารณาจากการประพนั ธเ พลง
7๓

บูรณาการเศรษฐกจิ พอเพยี ง คูม อื ครู 73

การประพนั ธบ ทรอ ง คอื การเรยี งรอ ยถอ ยคาํ เปน “ประโยคภาษา” บรรจลุ งไปใน “เพลง” ใหจ าํ นวนคาํ
ในประโยคภาษาเทากับจํานวนตัวโนตในประโยคเพลง แบบประโยคตอประโยค และเพื่อเปนการเสริมสราง
ความรแู ละความเขา ใจในการประพนั ธบ ทรอ ง ครใู หน กั เรยี นฝก ประพนั ธบ ทรอ งงา ยๆ โดยหยบิ ยกเรอื่ งราวใกลต วั
อนั เกย่ี วเนอื่ งกบั ความพอเพยี งในวถิ กี ารดาํ เนนิ ชวี ติ มาผกู เปน บทรอ งทสี่ ามารถสรา งความประทบั ใจใหแ กผ ฟู ง ได
พรอมทงั้ ฝก หดั ขับรองจนเกดิ ความชาํ นาญ จากนั้นออกมาขบั รองใหเ พ่อื นฟงหนา ช้ันเรียน

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore

Explain Expand Evaluate

กระตนุ ความสนใจ (ยอ จากฉบับนักเรียน 20%)

ครูเปดซีดีการแสดงละครเวทีท่ีมี ตัวอย่าง บทร้องและทา� นองเพลง ๑ ทอ่ น อัตราจังหวะเพลง 4
ภาพการแสดงและเสยี งบรรเลงดนตรี 4
สากลประกอบในการแสดงใหน กั เรยี น
ชม จากน้ันครูถามนักเรียนวา เพลงท่องเทีย่ วธรรมชาติ

• วงดนตรีทบ่ี รรเลงประกอบการ 4 ลอง แกง ธา รา มอง ฟา้ ไกล
แสดงนนั้ คอื วงดนตรปี ระเภทใด 4

• นกั เรยี นเคยชมการแสดงของ เทย่ี ว เดิน แดน ดง พง พ- นา
วงดนตรปี ระเภทดงั กลา วหรอื ไม
หากเคยชม นกั เรยี นเคยชม
ในโอกาสใด

สาํ รวจคน หา ดู หมู มวล นก ผก ผนิ ไป เมฆ เล่อื น ลอย ไหล เกลื่อน น- ภา

ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน ๕. หลักการและวิธีการจัดแสดงดนตรสี ากลในวาระต่างๆ
สืบคนขอมูลเก่ียวกับหลักการและ
วิธีการจัดแสดงดนตรีสากลในวาระ
ตา งๆ จากแหลงการเรียนรูต างๆ เชน การจัดการแสดงใดๆ ก็ตาม ถ้าขาดการวางแผนและการบริหารจัดการที่รอบคอบแล้ว
หองสมุด หนังสือเรียน อินเทอรเน็ต มักจะเกิดปัญหาและอุปสรรคยากท่ีจะแก้ไข ดังน้ัน ควรจะต้องมีการวางแผนท่ีดี ซึ่งหลักการจัด
เปนตน การแสดงดนตรสี ากล มีลกั ษณะดังตอไปน้ี
5.๑ หลักการจดั การแสดงดนตรีสากล
หลกั การจดั แสดงดนตรสี ากลและวธิ กี ารจดั แสดงดนตรใี นวาระตา งๆ ควรคา� นงึ ถงึ สง่ิ ตา งๆ
ดังตอ ไปนี้
เกร็ดแนะครู
๑) ตอ้ งมเี ปา้ หมาย ในการจดั การแสดงจะตอ้ งมเี ปา้ หมายทแ่ี นน อนวา จะจดั แสดงดนตรี
ครอู ธบิ ายเพม่ิ เติมเก่ียวกบั ลกั ษณะ เพอื่ สิ่งใด เชน ระดบั ผเู้ รยี นกจ็ ะเกย่ี วขอ้ งกับการศึกษา ความบันเทิง การประกวด การแขงขัน
ของวงดนตรีสากลใหนักเรยี นฟง วา การหารายได้ เป็นตน้
วงดนตรีสากลสามารถแบงออกเปน ในท่นี ี้จะขอยกตวั อยา งเป้าหมายของการจัดการแสดงดนตรีระดบั โรงเรียน ดงั ตอไปนี้
2 กลมุ ใหญๆ คือ วงออรเ คสตรา ๑. เพ่ือเปน็ ก�าลังใจให้ผูเ้ รยี นเกิดความมุงม่นั ท่จี ะฝา่ ฟนั อปุ สรรคตา งๆ ในการเรียน
(Orchestra) หรือวงดรุ ยิ างค เปน และการแสดงดนตรี
ลกั ษณะของวงดนตรปี ระเภทหนงึ่ ที่ ๒. เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้เรียนมีความสามารถทางดนตรีได้ฝึกประสบการณ์ด้าน
ใชเ ครือ่ งดนตรปี ระเภทเคร่อื งสาย การแสดงบนเวที
(String) เปนหลกั วงออรเคสตรา ๓. เพ่ือสงเสริมความสนใจและความกระตือรือร้นของโรงเรียนและชุมชนที่มีตอ
จะประกอบไปดว ยวงซิมโฟนี การเรียนการสอนวิชาดนตรีอยางตอเนือ่ งและยง่ั ยืน
ออรเ คสตรา (Symphony Orchestra) ๔. เพอ่ื ยกระดับรสนยิ มทางดนตรีของโรงเรียนและชมุ ชนใหไ้ ด้มาตรฐานสากล
วงดรุ ยิ างคป ระกอบการแสดง
อุปรากรและละคร (Orchestra for
accompaniments for opera) 74

และวงเชมเบอรออรเ คสตรา
(Chamber Orchestra) และ
วงแบนด (Band) เปนลกั ษณะ
ของวงดนตรีประเภททีใ่ ชเ ครื่องดนตรปี ระเภทเครอื่ งเปา เปน หลัก วงแบนดจะประกอบไปดว ยวงซิมโฟนิคแบนด
(Symphonic Band) วงโยธวาทติ (Military Band) วงแตรวง (Brass Band) วงบิกแบนด (Big Band) วงแจส แบนด
(Jazz Band) วงคอมโบ (Combo Band) วงชาโดว (Shadow Band) วงสตรงิ คอมโบ (String Combo Band)
วงโฟลคซอง (Folk Song Band) และวงสตรงิ แบนด (String Band)

74 คูม อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

๕. เพ่ือให้ผู้ปกครองของผู้เรียนและบุคคลอ่ืนๆ ในชุมชน ได้เล็งเห็นและเข้าใจถึง อธบิ ายความรู
ความสา� คัญของดนตรีทมี่ ตี อการศึกษาของบตุ รหลาน
๖. เพอ่ื ใหก้ ารแสดงดนตรเี ปน็ สอื่ กระตนุ้ ความคดิ สรา้ งสรรค ์ ความรกั ในศลิ ปะดนตรี จากการสืบคนหลักการและวิธีการ
และพฒั นาการทางสงั คมของผเู้ รยี น จัดแสดงดนตรีสากลในวาระตางๆ
จากในหนังสือเรยี น หนา 74-77 ครูให
๒) ต้องค�านึงถึงผู้ชมและโอกาสท่ีแสดง การแสดงดนตรีของโรงเรียนอาจมีหลาย นักเรียนรวมกันอภิปรายวา กอนการ
บรรเลง หรอื แสดงดนตรสี ากลในวาระ
ประเภท เชน การแสดงของวงคอนเสริ ์ตแบนด ์ วงออร์เคสตรา วงนกั ร้องประสานเสยี ง เป็นตน้ ตางๆ ควรคํานึงถึงสิ่งใดบาง เพื่อให
และแสดงได้หลายโอกาสในหลายสถานที่ เชน แสดงเป็นประจ�าในโรงเรียน แสดงนอกสถานท่ ี การแสดงดนตรีสําเร็จลุลวงไปได
แสดงเพ่ือออกอากาศทางวิทยแุ ละโทรทศั น์ เปน็ ต้น ดว ยดี จากนน้ั ใหน กั เรยี นแตล ะคนสรปุ
ผลการอภิปรายลงกระดาษรายงาน
๓) ต้องจัดคณะ หรือองค์กรข้ึนมารวมกันจัดการแสดง องค์กรของการจัดแสดง สง ครผู ูสอน

ดนตรจี ะประกอบไปด้วยฝา่ ยตา งๆ ท่ีส�าคัญ ๓ ฝ่าย คอื ฝา่ ยจัดการแสดง ฝ่ายผู้แสดง และฝ่าย นกั เรยี นควรรู
ผ้ชู มการแสดง ซ่งึ แตล ะฝา่ ยก็จะประกอบไปด้วยสวนยอ ยทีป่ ฏบิ ตั ิหน้าท่สี มั พันธก์ ัน ดังตอ ไปน้ี
วงออรเคสตรา มีประวัติมาชานาน
ผอู้ า� นวยการแสดง/ผู้กา� กับการแสดง และมกี ารเปลยี่ นแปลงรปู แบบไปตาม
ยุคสมัย เพ่ือสนองความตองการของ
ฝา ยเขียนบท/ ฝา ยเวที ฝายธรุ การ ฝายแสดง ผูประพันธในการถายทอดความรูสึก
เขียนเพลง ผูจ้ ัดการเวที แผนกการเงนิ วาทยกร ของดนตรีในแตล ะยคุ วงออรเ คสตรา
ผู้กา� กับบท/เพลง เปนวงดนตรีที่มีวิวัฒนาการเริ่มข้ึน
ราว ค.ศ. 1600 ลักษณะที่สําคัญของ
ผอู้ อกแบบทวงทา /ลีลา คณะผูจ้ ัดเวที แผนกโฆษณา วงดนตรี วงออรเคสตรา คือ เปนกลุมของนัก
ดนตรี ที่เลนเครื่องดนตรีหลักท้ัง 4
นักร้อง/นักดนตรี คณะผแู้ สดง แผนกมวลชนสัมพนั ธ์ นกั ดนตรี ประเภท ไดแก เครื่องดนตรีประเภท
เครื่องสาย เครื่องเปาลมไม เครื่อง
ชางกอสร้างเวที/ฉาก แผนกรายการแสดง นักร้องนา� เปา ลมทองเหลอื ง และเครอ่ื งตกี ระทบ
โดยบรรเลงภายใตการควบคุมของผู
ชา งออกแบบเครื่องแตง กาย แผนกต๋ัวเข้าชม นกั ร้องประสานเสยี ง อํานวยเพลง

คณะผ้จู ัดหาวสั ดปุ ระกอบ แผนกจัดการเวที ผแู้ สดงลีลาประกอบ นกั เรียนควรรู

ผ้ชู ม วงนักรองประสานเสียง เปนการ
75 รวมวงของกลุมนักรอง เพื่อรองเพลง
รว มกนั เปน หมคู ณะเรม่ิ แรกการขบั รอ ง
ประสานเสยี งจะพบมากในโบสถ เปน
การรองเพลงเพื่อศาสนา แตตอมา
ก็เริ่มมีความนิยมและนํามารองกัน
ท่ัวไป วงขับรองประสานเสียงจะแบง
ระดับเสียงของนักรองที่อยูในวงตาม
เสียงสูง-ต่ําของนักรองแตละคน โดย
มีช่ือเรียกตางๆ กันไปในแตละระดับ
เสียง เพลงที่ใชรองจะมีหลายแนว
ทํานองทสี่ อดประสานกนั

คมู ือครู 75

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

ขยายความเขาใจ (ยอจากฉบบั นักเรียน 20%)

จากการศกึ ษาเก่ียวกับวธิ ีการ 5.2 วธิ กี ารจัดแสดงดนตรสี ากลในวาระตา งๆ
จัดแสดงดนตรีสากลในวาระตา งๆ การจดั การแสดงดนตรขี องโรงเรยี นอาจจดั แสดงไดห้ ลายประเภท ซงึ่ ตอ้ งจดั ใหเ้ หมาะสม
ครยู กตวั อยา งวาระสาํ คญั ของโรงเรยี น กบั โอกาสและกลุมของผชู้ ม และควรมีลักษณะเฉพาะของแตล ะประเภท ดงั ตอ ไปน้ี
มา 1 งาน เชน งานวันไหวครู งานวัน
สถาปนาโรงเรียน เปน ตน แลวให ๑) การแสดงของวงคอนเสิรต์ แบนด์ หรอื วงดนตรีประเภทตา่ งๆ ของโรงเรียน
นักเรียนรว มกันแสดงความคิดเห็นวา
อาจจดั แสดงเปน็ ประจา� รายเดือน หรอื รายสปั ดาห์หลังเลิกเรียนอยา งมกี า� หนดเวลาและสถานท่ี
• หากนกั เรยี นไดมโี อกาสเปน ที่แนน อน อาจแสดงบนเวทขี องหอประชุม หรอื หอแสดงดนตร ี หรอื ลานกลางแจง้ ก็ได ้ เป้าหมาย
ผจู ดั การแสดงดนตรีสากลใน ผชู้ ม คอื ผเู้ รยี นทสี่ นใจ ลกั ษณะของการนา� เสนอการแสดงควรเปน็ ลกั ษณะประสานสมั พนั ธร์ ะหวา ง
งานดงั กลา ว นักเรียนจะจดั การ ผูแ้ สดงกับผชู้ มแบบเป็นกันเอง และควรใหค้ วามรู้เร่ืองดนตรกี บั ผ้ชู มด้วย เชน มกี ารบรรยายสัน้ ๆ
แสดงดนตรีประเภทใด เพราะ กอนการแสดง มกี ารสาธิตเฉพาะเคร่ืองดนตร ี เปน็ ต้น
เหตุใด
๒) การแสดงของวงนักร้องประสานเสียง วิธีน�าเสนอการแสดงควรจัดเวทีให้ชวน
นกั เรียนควรรู
ตน่ื ตาตนื่ ใจ ตอ้ งเรม่ิ เสนอดว้ ยบทเพลงทผ่ี ชู้ มรจู้ กั คนุ้ เคยดแี ลว้ ถา้ เปน็ บทเพลงใหมท ผ่ี ชู้ มไมค นุ้ เคย
การจัดการแสดงดนตรี ประโยชน อาจฉายภาพคา� รอ้ งใหผ้ ชู้ มเหน็ บนจอหลงั วง และทส่ี า� คญั อยา งยง่ิ คอื นกั เปยี โน หรอื นกั ดนตรอี น่ื ท่ี
ที่จะไดรับจากการจัดการแสดงดนตรี ทา� หนา้ ทบ่ี รรเลงคลอเสยี งขบั รอ้ ง ตอ้ งมฝี มี อื ดรี ะดบั ครแู ละเครอื่ งดนตรนี นั้ ตอ้ งมคี ณุ ภาพดอี กี ดว้ ย
คือ สามารถเขาใจหลักการจัดแสดง
ดนตรีที่เปนกระบวนการท่ีมีความ ๓) การแสดงดนตรีนอกโรงเรียน เป็นการแสดงดนตรีท่ีให้บริการชุมชนและแสดง
ซับซอน และจะตองมีความรอบคอบ
ในการบริหารจัดการ เพราะตองใช ตอหน้าสาธารณชนนอกบริเวณโรงเรียน ซ่ึงควรค�านึงถึงหลักการส�าคัญ คือ อยาแสดงบอยครั้ง
บุคลากรฝายตางๆ เปนจํานวนมาก จนเป็นการรบกวนการเรียนการสอน อยาให้กระทบวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของนักดนตรี
และตองใชระยะเวลาในการฝกซอม ในชมุ ชน อยา แสดงเพอื่ หารายได ้ สถานที่แสดงควรมพี ้นื ท่ีเหมาะสมกับการตงั้ วงดนตรี และการ
กระบวนการจดั และฝก ซอ มการแสดง บรรจุจา� นวนผู้เข้าชมตอ้ งไมรบกวนประชาชนที่อยูแวดล้อม
ใหม คี วามเหมาะสมและเพียงพอ เพ่อื
ใหการแสดงนั้นสามารถสรางความ
ประทบั ใจใหแกผ ูช มไดอยางสมบรู ณ

นักเรยี นควรรู

คอนเสิรต แบนด หรอื ซมิ โฟนคิ
แบนด เปน วงดนตรขี นาดกลาง จะมี
นกั ดนตรีประมาณ 30-45 คน บรรเลง
ดว ยเครื่องดนตรี 3 กลมุ คือ กลมุ
เครอ่ื งเปาลมไม (Woodwind 76

instruments) เชน แซกโซโฟน
(Saxophone) บาสซูน (Bassoon)
โอโบ (Oboe) เปนตน กลุม เคร่อื งเปา
ลมทองเหลือง (Brass instruments) เชน ทรัมเปต (Trumpet) ทรอมโบน
(Trombone) เฟรนชฮอรน (France horn) เปน ตน และกลมุ เครื่องตีกระทบ
(Percussion) เชน กลองทมิ พะนี (Timpani) มาริมบา (Marimba) ระฆังราว
(Tubular Bells) เปนตน วงคอนเสิรตแบนดจ ะนิยมนั่งบรรเลงเปนหลัก

76 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand

Engage Explore Explain Evaluate

๔) การแสดงดนตรเี พอื่ กระจายเสยี งทางวทิ ยแุ ละออกอากาศทางโทรทศั น์ กอ น ขยายความเขา ใจ

ออกอากาศจริง ควรมกี ารซ้อมการบรรเลงในห้องสงจรงิ กอ นอยา งน้อย ๑ รอบ เพ่ือใหช้ า งเทคนิค ครูสุมนกั เรียน 3-4 คน ออกมา
ดา้ นตา งๆ ของสถาน ี เชน ด้านเสียงและแสง ดา้ นภาพและฉาก เป็นต้น ได้มโี อกาสตรวจสอบและ นาํ เสนอเกยี่ วกบั วธิ กี ารจดั แสดงดนตรี
ปรับแตง ระบบ และแนะน�าวงให้แสดงออกอากาศไดอ้ ยา งมีคณุ ภาพ สากลในวาระสาํ คัญของโรงเรียน
การจดั การแสดงดนตรเี ปน็ กระบวนการทซี่ บั ซอ้ นและตอ้ งการความรอบคอบในการบรหิ าร หนาชน้ั เรยี น ครคู อยอธิบายเสริม
จัดการ เพราะตอ้ งใชบ้ คุ ลากรฝ่ายตางๆ เป็นจา� นวนมาก และต้องใชเ้ วลาซกั ซ้อมกระบวนการจัด เพมิ่ เตมิ ความรู
และฝกึ ซอ้ มการแสดงใหพ้ อเหมาะและพอเพียง
เกร็ดแนะครู
การจดั แสดงดนตรสี ากลใหป ระสบความสาํ เรจ็ นอกจากความพรอ มของนกั รอ ง นกั ดนตรี และเครอ่ื งดนตรแี ลว ความพรอ ม
ดา นแสง เสียง และการจัดเวทีกเ็ ปนสิง่ สาํ คญั ท่จี ะทําใหการแสดงดนตรีเกิดความนาสนใจมากยงิ่ ข้ึน (แนวตอบ กจิ กรรมศิลปปฏิบัติ 3.2
ทม่ี าของภาพ : http://www.purtle.com กิจกรรมท่ี 3
1. การศึกษาเก่ียวกับประวัติศาสตร
กิจกรรม ศลิ ปปฏิบัติ ๓.๒
ของดนตรีสากล จะทําใหผูเรียน
กจิ กรรมท่ี ๑ ให้นักเรียนแบง กลมุ กลุมละ ๕-๖ คน รวมกนั ประพันธ์เพลงส้นั ๆ จังหวะงา ยๆ คอื ทราบถงึ พฒั นาการของดนตรสี ากล
จงั หวะ @ และ $ มาจังหวะละ ๑ เพลง สงครผู ู้สอน ท่สี ืบเนอื่ งกนั มายาวนานตราบจน
ถงึ ปจ จบุ นั ซง่ึ จะทาํ ใหผ เู รยี นเขา ใจ
กจิ กรรมที่ ๒ ใหน้ กั เรยี นรว มกนั จดั การแสดงดนตรีในโอกาสวนั สถาปนาโรงเรยี น โดยใหแ้ บง เปน็ รปู แบบของดนตรีสากลมากยิง่ ขน้ึ
๓ ฝา่ ย คอื ผจู้ ดั การแสดง ผแู้ สดง และผู้ชมการแสดง โดยใหแ้ ตล ะฝา่ ยทา� งานให้ 2. การขบั รอ งเพลงสากลแบง ออกเปน
สัมพันธก์ ัน เพอื่ ใหง้ านประสบความส�าเร็จ 3 ลักษณะ คือ การขับรองเด่ียว
การขับรองหมู และการขับรอง
กิจกรรมที่ ๓ ใหน้ กั เรียนตอบคา� ถามตอ ไปนี้ ประสานเสียง ซ่ึงการขับรองแตละ
๑. เ พราะเหตใุ ดนกั เรยี นจึงต้องศึกษาววิ ฒั นาการดนตรสี ากลในแตล ะยคุ สมยั ลักษณะจะมีความแตกตางกัน
๒. ก ารขับรอ้ งและการบรรเลงดนตรีสากลมลี กั ษณะท่ีส�าคญั อยางไร ออกไป สว นการบรรเลงดนตรสี ากล
๓. หลกั การประพันธเ์ พลงอยา งงายสามารถกระทา� ได้อยา งไร แบง ออกเปน 3 ประเภทเชน เดยี วกนั
คือ การบรรเลงเดี่ยว การบรรเลง
77 รวมวง และการบรรเลงประกอบ
การแสดง
3. การประพันธเ พลงอยางงายควร
เริ่มตน จากการประพนั ธทํานอง
กอ นบทรอ ง เมือ่ ชํานาญแลว จงึ
จะสามารถประพนั ธพ รอ มกันได
ซึ่งในชว งเรม่ิ ตน ของการฝก หัด
ประพนั ธเ พลงควรใชอ ัตราจังหวะ
2 แบบงายๆ คอื @ และ $ กอ น)

@ มุม IT

สามารถฟง และการชมการแสดง
ดนตรีสากลในวาระตา งๆ ไดจ าก
http://www.youtube.com โดย
คน หาจากคาํ วา การแสดงดนตรี
สากล

คมู ือครู 77

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Evaluate

Engage Explore Explain Expand

ตรวจสอบผล (ยอ จากฉบบั นกั เรียน 20%)

ครพู ิจารณาจากการแสดง ดนตรเี ปนทงั้ ศลิ ปะและวทิ ยาศาสตร เปน กิจกรรมเพ่ือการ
ความคิดเหน็ เก่ยี วกับวิธกี ารจดั แสดง
ดนตรสี ากลในวาระสําคญั ของ ผอนคลาย และเปนมรดกทางวัฒนธรรม ดนตรีมีสวนรวมใน
โรงเรยี น สังคมทุกระดับ ตั้งแตระดับพ้ืนบานไปจนถึงระดับสังคมโลก
ดนตรที เี่ ปน ทนี่ ยิ มอยา งกวา งขวาง คอื ดนตรสี ากล หรอื ดนตรี
แหสลดักงฐผานลการเรยี นรู ตะวนั ตก

1. ผลงานการสรปุ ลักษณะสําคัญของ ดนตรีสากลมีวิวัฒนาการมาอยางยาวนาน ซ่ึงอาจ
ดนตรสี ากลในยุคสมยั ตา งๆ กลาวไดวาดนตรีมีมาพรอมๆ กับวิวัฒนาการของสังคมมนุษย ซ่ึง
เราสามารถสืบคนไดจากหลักฐานทางประวัติศาสตร ดนตรีสามารถ
2. ผลงานการสรปุ ลักษณะของการ แบงออกเปน ๖ ยุค คือ ยุคกลาง ยคุ ฟนฟศู ิลปวิทยาการ ยคุ บาโรก
ขับรองและบรรเลงดนตรีสากล ยคุ คลาสสกิ ยคุ โรแมนตกิ และยคุ ศตวรรษที่ ๒๐ ผลงานในแตล ะยคุ จะ
แตล ะประเภท สะทอ นแบบแผนและความคดิ ความเชอื่ ของคนในยคุ นนั้ ไดเ ปน อยา งดี
ซึง่ ในแตละยคุ สมัยของดนตรสี ากล กจ็ ะมีศลิ ปน หรอื สงั คตี กวที ีม่ ชี ือ่
3. การฝก ปฏบิ ัติเครอ่ื งดนตรสี ากล : เสยี งเปน ที่รูจักไปทว่ั โลกและเกดิ ข้ึนใหมเ สมอ
ไวโอลนิ หรอื เครอ่ื งดนตรชี นดิ อน่ื ๆ
การฝกหัดดนตรีสากลควรฝกหัดตั้งแตระดับพื้นฐานไปจนถึง
4. ผลงานการประพันธเ พลงอยางงา ย การฝกปฏิบัติเครื่องดนตรีที่ผูเรียนชื่นชอบ ซึ่งในระดับชั้นมัธยมศึกษา
5. ผลงานการนาํ เสนอวธิ กี ารจดั แสดง ปท่ี ๓ นี้ ไดนาํ เสนอเครอื่ งดนตรสี ากล คอื ไวโอลิน (Violin) และยงั ไดน ํา
เสนอแนวทางการประพันธเพลงอยางงาย เพ่ือใหผูเรียนที่สนใจฝกปฏิบัติ
ดนตรีสากลในวาระตางๆ ตอไปดว ย

78

78 คูมือครู


Click to View FlipBook Version