กกรระะตตนุนุ Enคคgววagาาeมมสสนนใใจจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
กระตนุ ความสนใจ (ยอ จากฉบบั นักเรยี น 20%)
ครูเปดซีดีการขับรองเพลงสากล ๒. ทกั ษะพ้ืนฐานทางดนตรสี ากล
(ควรเปน เพลงสน้ั ๆ ทาํ นองสนกุ สนาน
เปน ทีร่ จู ัก หรือเคยฟง) ใหน ักเรยี นฟง ทักษะทางดนตรีสากลจะกลาวรวมท้ังการขับร้องและการบรรเลงเคร่ืองดนตรีสากล ซ่ึง
จากน้ันครถู ามนักเรยี นวา ในระดับชน้ั มัธยมศึกษาปที ี ่ ๓ นี ้ จะกลา วถึงทักษะดังกลาวใหผ้ ู้เรียนเขา้ ใจพอสงั เขป ดงั ตอไปน้ี
• นักเรียนคนใดทราบบา งวา 2.๑ การขับรอ้ งเพลงสากล
เปน เพลงใด การขับรอ้ งเพลงสากล คือ การเปลงเสียงถ้อยค�าทุกถ้อยคา� ให้ดา� เนนิ ไปตามจังหวะและ
ท�านองของทุกวรรคตอนท่ีถ้อยค�าบรรจุอยูให้ถูกต้องและไพเราะ การขับร้องท�าได้ท้ังการขับร้อง
• เน้ือหาของบทเพลงตองการ เด่ียว การขับรอ้ งหมู และการขบั ร้องประกอบการแสดง
สือ่ ความหมายถงึ เรอ่ื งใด
๑) การขบั รอ้ งเดย่ี ว เปน็ การรอ้ งคนเดยี ว ซง่ึ อาจจะมดี นตรปี ระกอบ หรอื ไมม กี ไ็ ด ้ ผรู้ อ้ ง
• รูปแบบของบทเพลงมีลักษณะ
อยา งไร (ขับรองเด่ียว, ขบั รอง จะต้องมคี วามแมนย�าในเร่ืองของจงั หวะและท�านองเพลง นอกจากนี้ ผรู้ ้องจะต้องมเี สยี งที่ไพเราะ
หมู, ขับรอ งประสานเสยี ง) มีนา้� เสียงเปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะตัว ไมลอกเลยี นแบบนา้� เสยี งของผู้อนื่
การขบั รอ้ งเดย่ี วท่มี ีคุณภาพนั้น เรมิ่ ทีน่ ักรอ้ งต้องมีความมัน่ ใจในตนเองกอ น ตามดว้ ย
สํารวจคน หา คณุ สมบตั อิ น่ื ๆ เชน มชี ว งเสยี งกวา้ ง ควบคมุ ลมหายใจไดด้ ี ควบคมุ อวยั วะและกลา้ มเนอื้ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง
กบั การเปลง เสยี งขบั รอ้ งไดอ้ ยา งถกู ตอ้ ง มคี ณุ ภาพเสยี งใส เดน ชดั เตม็ อมิ่ กงั วาน ลนื่ ไหล มคี วาม
ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน ส่นั รวั ทเี่ หมาะสม ขบั รอ้ งบทรอ้ งและทา� นองได้ถกู ต้องตามมาตราเสียง ซงึ่ การฝกึ ขบ้ รอ้ งเดี่ยวใน
หาตัวอยางเพลงสากลที่ขับรองเดี่ยว ระดับชั้นน้ีจะเน้นการฝึกขบั รอ้ งสเกลเสียงและการฝกึ ขบั รอ้ งทา� นอง
มากลมุ ละ 1 บทเพลง
อธบิ ายความรู เกรด็ ศิลป ศิลปะการขับร้องเข้ากับดนตรี
ใหน กั เรียนแตล ะ จากนน้ั กลมุ วงดนตรีที่บรรเลงประกอบการขับรองจะตองบรรเลง
นําเสนอบทเพลงทเ่ี ตรยี มมา จากน้นั “ทางเพลง” ท่ีเรียบเรียงไวอยางเครงครัด โดยเฉพาะอยางยิ่ง
ครูถามนกั เรียนวา การจดั วางทอ นเพลง การดาํ เนนิ จงั หวะ การเคลอ่ื นไหวของคอรด
และการใชลีลาสอดประสาน ดังนั้น นักรองจะตองปฏิบัติตน
• เพราะเหตุใดถึงเลือกบทเพลงน้ี ดงั ตอ ไปน้ี
มานําเสนอ ๑. ฝกฟงดนตรีท่ีจะใสเสียงขับรองซํ้าๆ ใหคุนเคย
จนสามารถจําแนกสวนอินโทรทอนเพลง ลีลาสอดประสาน
เม่ือทุกกลุม นําเสนอจบ ใหน กั เรียน ทอนโซโลดนตรี ทอนขับรอ งซํ้าไดอยา งแมน ยาํ
รว มกนั วเิ คราะหต ามหวั ขอ ดงั ตอ ไปน้ี ๒. ซอมขบั รอ งกบั วงดนตรีหลายๆ รอบ ใหส ามารถ ทมี่ าของภาพ : http://www.salfordlasclub.
org.uk.
1. การขบั รอ งเดย่ี วมรี ปู แบบอยา งไร สวมเสยี งขับรองเขากับดนตรไี ดถูกท่ี เชน เขาทันจงั หวะหลังอนิ โทร เขา ทนั จงั หวะหลงั โซโล จบทนั จังหวะกอน
2. บทเพลงทใี่ ชขบั รองเด่ยี ว โคคา เปน ตน
๓. ตองควบคุมคุณภาพเสียงขับรองใหค งทีเ่ หมอื นกับตอนขับรอ งทยี่ งั ไมมีเสียงบรรเลงดนตรี ไมใช
สว นใหญเปนเพลงลกั ษณะใด ตะเบง็ เสยี งแขงกบั เสยี งดนตรี
3. ในการขับรอ งเดยี่ ว ผขู ับรองตอง
มคี ณุ ลกั ษณะ หรอื ความสามารถ
อยา งไร
นักเรยี นควรรู 48
การขับรอ งเดี่ยว การรองเพลง
โดยบุคคลเพียงคนเดียว อาจมีดนตรีประกอบ
หรอื ไมม กี ไ็ ด การท่จี ะสามารถขับรอ งเดย่ี วไดน น้ั
ผูขับรองจะตองมีความสามารถในการขับรองท่ีดี
มเี สยี งทไ่ี พเราะ มคี วามแมน ยาํ ในเรอ่ื งจงั หวะและ
ทาํ นองเพลง
48 คมู ือครู
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
๑.๑) การฝึกขับร้องสเกลเสียง การฝึกขับร้องสเกลเสียงข้ันแรกผู้ฝึกจะต้องจดจ�า อธบิ ายความรู
สเกลเสยี งให้ไดก้ อ น โดยสามารถปฏิบัติได้ ดังตอไปนี้
ครูสาธติ การขับรอ งสเกลเสียง
ขั้นทีห่ นง่ึ ฝกึ ขบั ร้องโน้ตในสเกลเพนทาทอนกิ ใหฝ้ กึ ขบั รอ้ งโนต้ ในสเกลเพนทาทอนกิ หลายๆ และใหนักเรยี นฝกขับรอ งสเกลเสยี ง
เท่ียว จนสามารถจ�าระดับเสยี งในสเกลเสยี งได้ พร้อมทัง้ สามารถเปลง่ เสยี งนั้นๆ ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง พรอมกนั โดยเรม่ิ จาก
และเท่ียงตรง
1. ฝก ขับรองโนตในสเกล
ตวั อย่าง โนต้ ในสเกลเพนทาทอนิก เพนทาทอนิก
2. ฝกขับรองโนต ในสเกล
ไดอะทอนิก หมวดเมเจอร
3. ฝกขบั รองโนต ในสเกล
ไดอะทอนกิ หมวดไมเนอร
โดยใหน ักเรียนฝกปฏบิ ัตติ าม
ก. นักเรียนควรรู
4
4 สเกลเสยี ง ระดับเสยี งสงู -ตํ่า ดนตรี
สากลมี 7 เสียง โดยจะมีเสียงเต็มอยู
ข. 5 เสียงและคร่ึงเสียงอยู 2 เสียง คือ
4
4 ระหวา งเสยี ง “ม”ี กบั เสยี ง “ฟา” และ
ระหวา งเสียง “ที” กบั เสียง “โด”
ค.
4
4
ง. นักเรียนควรรู
4 สเกลเพนทาทอนิก เสียงในมาตรา
4 เพนทาทอนกิ จะประกอบไปดว ยเสยี ง
C D E G A (โด เร มี โซ ลา) เมือ่ นํามา
จ. ประพันธทํานองเพลงจะใหความรูสึก
ฟง สบาย ชวนใหอ ยากขบั รอ งตาม พบ
4
4
มากในเพลงของประเทศอินโดนีเซีย
ฉ. ประเทศจีน ประเทศไทย ประเทศลาว
ประเทศกมั พชู า และในภูมภิ าคเอเชยี
4 ตะวันออกเฉียงใต
4
49
คมู อื ครู 49
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
ขยายความเขาใจ (ยอ จากฉบับนักเรยี น 20%)
ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน ขน้ั ทส่ี อง ฝกึ ขบั ร้องโน้ตในสเกลไดอะทอนกิ หมวดเมเจอร์ ใหฝ้ กึ ขับรอ้ งโนต้ ในสเกล
ฝก ขับรอ งสเกลเสยี งจนชํานาญ ไดอะทอนกิ หมวดเมเจอรห์ ลายๆ เทยี่ ว จนสามารถจา� ระดบั เสยี งในสเกลเสยี งได้ พรอ้ มทง้ั สามารถ
จากนั้นใหแตล ะกลุมสงตัวแทน เปล่งเสียงน้นั ๆ ไดอ้ ยา่ งถกู ต้องและเทย่ี งตรง
ออกมาขบั รอ งโนต ในสเกลเสยี งตา งๆ
หนา ชนั้ เรยี น ครคู อยแนะนาํ และชแี้ นะ ตัวอยา่ ง โน้ตในสเกลไดอะทอนกิ หมวดเมเจอร์
ขอ บกพรอ ง
เกรด็ แนะครู 4
4
ครอู ธบิ ายเสรมิ วา สเกลไดอะทอนกิ
หมวดเมเจอร (Diatonic Major 4
Scale) เปนสเกลเสียงที่จัดวางระบบ 4
ของระยะหาง (Distance) ระหวางคู 4
เสียงท่ีอยูถัดกันทั้ง 8 ข้ัน ในอนุกรม 4
ของชวงทบเสียงหนึ่งๆ ใหเปน
เสียงเต็ม (Tone) หมายถึง คูเสียง 5๐
ที่มีระยะหางกัน 1 เสียงเต็ม และ
ครึ่งเสียง (Semitone) หมายถึง คู นักเรียนควรรู
เสียงท่ีมีระยะหางกัน 1 คร่ึงเสียงไว
ในตําแหนงท่ีกําหนดเปนมาตรฐาน หมวดเมเจอร เสียงในหมวดเมเจอร จะประกอบไปดวย
ตายตัว ไมสามารถเปล่ียนแปลงได เสยี ง C D E F G A B C (โด เร มี ฟา โซ ลา ที โด)
นกั เรยี นควรรู
ไดอะทอนกิ เสียงในสเกล
ไดอะทอนิก จะประกอบไปดวยเสียง
C D E F G A B C (โด เร มี ฟา โซ ลา ที
โด) เสียงในระบบมาตราไดอะทอนิก
หากเปนหมวดเมเจอร เมื่อนํามา
ประพันธทํานองเพลงจะใหความรูสึก
ราเริง หรูหรา สงา กลาหาญ หรือ
ตื่นเตน แตถาหากเปนเสียงในระบบ
มาตราไดอะทอนิก หมวดไมเนอร
เมื่อนํามาประพันธทํานองเพลงจะให
ความรูสึกเศรา หอเห่ียว มืดทึบ หรือ
ลกึ ลบั
50 คูมือครู
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Evaluate
Engage Explore Explain Expand
ขนั้ ท่ีสาม ฝึกขับร้องโนต้ ในสเกลไดอะทอนิก หมวดไมเนอร์ ใหฝ้ ึกขับรอ้ งโน้ตในสเกล ตรวจสอบผล
ไดอะทอนกิ หมวดไมเนอรห์ ลายๆ เทย่ี ว จนสามารถจา� ระดบั เสยี งในสเกลเสยี งได้ พรอ้ มทงั้ สามารถ
เปลง่ เสยี งนน้ั ๆ ไดอ้ ยา่ งถูกต้องและเท่ียงตรง ครูพิจารณาจากการขับรอ ง
สเกลเสยี งจากการฝก ขับรองโนตใน
ตวั อย่าง โน้ตในสเกลไดอะทอนิก หมวดไมเนอร์ สเกลเพนทาทอนิก สเกลไดอะทอนกิ
หมวดเมเจอร และสเกลไดอะทอนิก
4 หมวดไมเนอร
4
เกรด็ แนะครู
ครอู ธบิ ายเพมิ่ เติมเก่ยี วกับ
ระบบเสยี งในสเกลไดอะทอนิก
หมวดไมเนอร (Diatonic Minor
Scale) วา เปน สเกลเสียงทจ่ี ดั วาง
ระบบระยะหางระหวางคเู สียงท้งั
8 ขน้ั ในอนกุ รมบันไดเสยี งชุดหนงึ่ ๆ
เปน เสียงเตม็ และเสียงครง่ึ เหมือนกนั
กบั สเกลไดอะทอนกิ หมวดเมเจอร
แตจ ะอยูในตําแหนงข้ันเสยี งท่ี
แตกตา งกนั ในบางขน้ั
๑.๒) การฝกึ ขบั รอ้ งทา� นอง ทา� นอง (Melody) คอื เสยี งดนตรที นี่ า� มาเรยี บเรยี งตอ เนอื่ ง นกั เรียนควรรู
กนั อยา งมรี ะบบ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความหมายอยา งใดอยา งหนง่ึ องคป์ ระกอบของทา� นอง ไดแ้ ก เสยี งสงู -ตา�่
สนั้ -ยาว รอ้ ยเรยี งกนั อยา งมกี ระสวนจงั หวะ มที ศิ ทางเดนิ ขนึ้ -ลง และมลี กั ษณะการกา้ วเดนิ จากเสยี ง หมวดไมเนอร เสยี งในหมวดไมเนอร
หนง่ึ ไปยงั อกี เสยี งหนง่ึ ทอ่ี ยขู า้ งเคยี งกนั อยา งไรกต็ าม เราไมอ าจแยกเอาทา� นองตดั ขาดออกมาจาก จะประกอบไปดว ยเสียง A B C D E F
แนวเสยี งประสาน (Harmony) ได ้ เพราะการประพนั ธ์ท�านองนนั้ จะตอ้ งองิ อยูกับลักษณะการกา้ ว G A (ลา ที โด เร มี ฟา โซ ลา)
เดินของคอร์ด
นักเรยี นควรรู
5๑
ทาํ นอง (Melody) อนุกรมของ
นกั เรียนควรรู หนวยเสียงดนตรตี า งระดบั และ
ตา งอัตราการยดื เสยี งทนี่ าํ มา
แนวเสียงประสาน (Harmony) เพลงสากลจะเนนการประสานเสียง แปรเสียงจากคอรด รอ ยเรยี งเขา กนั เปนวรรคตอน
สวนเพลงไทยเนน การประสานทาํ นอง โดยทุกเพลงสามารถแปรเสียงออกมาจากลกู ฆอง หรอื ประโยคเพลง
นักเรยี นควรรู
คอรด กลมุ โนตอยางนอย 3 ตัว
มโี ครงสรางที่แนนอนตามกฎเกณฑ
เลนพรอมกนั ทกุ ตัว เปน หัวใจของ
การประสานเสียง
คมู อื ครู 51
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา ออธธบิบิ Eาาxยยplคคaiววnาามมรรูู ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขขาา ใใจจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
อธิบายความรู (ยอจากฉบบั นกั เรียน 20%)
ใหนกั เรียนศึกษาขนั้ ตอนการฝก เสียงของท�านองอาจสั้น หรือยาวแตกตางกันได้ในแตละเพลง แบงวรรคตอนออก
ขับรอ งทาํ นองเพลงจากในหนงั สือ เป็น “วลี” แลว้ รวม ๒ วลที ่มี แี นวทางเดนิ ท�านองโตต้ อบกนั เปน็ “ประโยค” และ ๒ ประโยครวม
เรยี น หนา 52 แลว สรปุ สาระสาํ คญั กันเป็น “ท่อน” ซ่ึงนับวาเป็นท�านองที่จบลงอยางบริบูรณ์ เพลงบทหนึ่งๆ อาจจบใน ๑ ทอน
ของการฝก ขบั รอ งทาํ นองเพลง ๒ ทอ น ๓ ทอ น ๔ ทอ น หรอื มากกวา กไ็ ด ้ เราเรยี กลกั ษณะโครงสรา้ งทสี่ มั พนั ธต์ อ เนอ่ื งกนั ระหวา ง
ลงกระดาษรายงาน สงครูผสู อน ทอนตอ ทอนวา “สงั คีตลักษณ”
จากนน้ั ใหนักเรยี นฝก หดั ขับรอง องคป์ ระกอบทง้ั หมดของทา� นองรวมกันเป็น “รูปรา่ ง” ของเพลงแตล ะเพลง ซึง่ จะ
ทาํ นองเพลง “Auld Lang Syne” แตกตา งกนั ไปในทกุ ๆ เพลง การสร้าง หรือการประพนั ธ์ท�านองใหไ้ พเราะเป็นสง่ิ ทีท่ �าได้ยากทีส่ ดุ
ตามครูทลี ะทอ น ในจ�านวนท�านอง เพลงนับพันท�านองอาจมีเพียง ๒-๓ ท�านองเทานั้นที่มีความไพเราะกินใจ
ชวนใหข้ บั รอ้ งและจดจา� และเพอื่ เปน็ แนวทางการฝกึ ขบั รอ้ งทา� นองอยา งงา ยทางหนงึ่ ผฝู้ กึ ขบั รอ้ ง
ขยายความเขาใจ ท�านองเพลงสามารถปฏิบัตไิ ด้ ดงั ตอ ไปนี้
ครูขออาสาสมัคร 2-3 คน ใหออก ขน้ั ที่ ๑
มาขับรองทํานองเพลง “Auld Lang ฝกึ ขบั ร้องตามเสยี งต้นแบบ
Syne”หนา ชนั้ เรยี น โดยครคู อยแนะนาํ
และช้ีแนะขอ บกพรอง ๑. ให้ฟงั ทา� นองจากเสียงต้นแบบทง้ั บทซ�า้ หลายๆ รอบ
๒. ใหฮ้ มั ทา� นองตามเสยี งตน้ แบบทง้ั บท วธิ ฮี มั ทถี่ กู ตอ้ งนนั้ ตอ้ งปดิ ปากใหส้ นทิ โดยใหเ้ สยี ง “อ”ู เปลง่
เกร็ดแนะครู
ออกมาจากชอ่ งคอ ผา่ นขนึ้ ไปทางชอ่ งจมกู เปน็ เสยี งนาสกิ เสยี ง “อ”ู ทฮี่ มั ออกมาจะชว่ ยเปดิ ชอ่ งคอ
ครหู าตวั อยางเพลงทม่ี ีทํานอง และก้องกังวานอยู่ในโพรงกะโหลกศีรษะ ท�าให้ผู้ฮัมได้ยินเสียงของตนอย่างชัดเจน และถ้า
ไพเราะและนาประทบั ใจของชาติ ต้องการฟังคุณภาพเสียงของตนให้ชัดเจนย่ิงข้ึนให้ใช้ฝ่ามือข้างใดข้างหน่ึงเป็นรูปถ้วย แล้วปิด
ตา งๆ มาใหนักเรยี นฟง เชน เพลง ชอ่ งหูขา้ งหนงึ่ ไว้ กจ็ ะได้ยนิ เสียงรอ้ งของตนเองอยา่ งชดั เจน ตรงกบั ทีค่ นอื่นไดย้ นิ เสยี งของเรา
Arirang ของประเทศเกาหลี เพลง ๓. ให้ฟังท�านองตามเสียงต้นแบบทีละวลี แล้วฮัมตามหลายๆ รอบ เม่ือจบทุกวลีแล้ว ให้น�ามาฮัม
Sukeyaki ของประเทศญี่ปุน เปนตน พร้อมกนั ทงั้ บท
แลว ใหนกั เรยี นแสดงความคิดเหน็ วา ๔. ใหข้ บั รอ้ งโนต้ ตามเสยี งขบั รอ้ งของครผู สู้ อนทลี ะวลหี ลายๆ รอบ เมอื่ จบทกุ วลแี ลว้ ใหน้ า� มาขบั รอ้ ง
เมอ่ื ไดฟง เพลงแลว เกิดอารมณแ ละ โนต้ ตอ่ กันท้งั บท
ความรูสึกอยางไร
ขั้นท่ี ๒ ข้ันท่ี ๓
ฝกึ จา� จนสามารถจา� แนกท�านองได้
น�าทักษะจากข้ันท่ี ๑ และขั้นที่ ๒ มาขับรอ้ ง
ท�านองด้วยตนเอง
เกรด็ แนะครู ปฏิบัติได้โดยแบ่งวรรคตอนของบทเพลงออก ๑. ผ้ฝู ึกฮัมทา� นองเพลงทงั้ บทดว้ ยตนเอง
เป็นวลี ๑ ๒ ๓ และ ๔ แล้วนา� มาฝึกขับรอ้ ง โดยไมม่ ีเสียงต้นแบบให้คลอตาม
สลับวลรี ะหวา่ งครกู ับผู้เรยี น ๒. ผูฝ้ ึกขับรอ้ งโนต้ ทา� นองเพลงทงั้ บทดว้ ย
ครอู ธบิ ายเสรมิ วา การจะขับรอ ง ตนเอง โดยไม่มีเสียงต้นแบบให้คลอตาม
เพลงไดดีน้นั ควรมขี ้นั ตอนในการ
ปฏบิ ัติ ดงั ตอไปน้ี
1. การออกเสียง ตอ งออกเสียงให
เต็มเสียงตามจงั หวะและทาํ นอง 52
ของเพลง ซึง่ จะตองมีความ
ตอเนอ่ื งสมํ่าเสมอ ไมข าดชวง
2. การหายใจเขา -ออก มคี วามสาํ คญั
สาํ หรบั การรอ งเพลง เพราะเกย่ี วขอ งกบั การหมนุ เวยี นของลมในรา งกาย การหายใจเขา -ออกใหส อดคลอ งกบั การรอ งเพลง
จงึ มสี ว นชวยทําใหส ามารถรอ งเพลงไดด ีข้นึ
3. การใสอ ารมณกับเพลง เพลงทขี่ บั รองมหี ลายประเภท บางเพลงใหอารมณสนุกสนาน บางเพลงใหอารมณเศรา ผขู บั รอง
ควรรคู วามหมายจังหวะและทํานองเพลง เพ่อื จะไดใ สอารมณแ ละความรสู ึกใหเ ขา กับเพลง ซ่งึ จะทําใหรอ งเพลงไดด ีข้นึ
52 คมู ือครู
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate
ตวั อยา่ ง บทเพลงท่ใี ช้ฝึกขับรอ้ งท�านอง Robert Burns อธบิ ายความรู
Auld Lang Syne วลที ่ี 2 ใหน กั เรียนศกึ ษาขน้ั ตอนการฝก
ขับรอ งเน้ือรองและทํานองจากใน
Scot Folk Tune หนงั สอื เรียน หนา 53 แลว สรปุ
ขั้นตอนการฝกขับรอ งเนอ้ื รอ งและ
4 ทํานอง ลงกระดาษรายงาน สงครู
4 ผสู อนจากนัน้ ครใู หน กั เรยี นฝก
ขบั รองเพลง “จําไวแ ตสงิ่ ดีดี”
วลที ี่ 1
วลที ่ี 3 เกรด็ แนะครู
วลีที่ 4
ครเู นนยา้ํ ใหนกั เรยี นเขาใจวา
๑.๓) ฝึกขับรอ้ งเน้อื รอ้ งและทา� นอง สามารถปฏิบตั ไิ ด้ ดังตอ ไปนี้ การฝก ขบั รอ งทํานองทีด่ สี ามารถ
ปฏบิ ัติได ดังตอ ไปนี้
ขั้นที่ ๑ ขนั้ ที่ ๒ ขั้นที่ ๓
ฝกึ ฟงั เสียงตน้ แบบ แบง่ วรรคตอนเนื้อรอ้ ง ขัน้ ที่ 1 ฝก ขบั รอ งตามเสยี งตน แบบ
ฝกึ ขบั ร้องเนื้อร้องและท�านอง โดยฟง ทาํ นองจากเสยี งตน แบบทง้ั บท
เพลง โดยไม่มีเสยี งตน้ แบบ ซ้ํากันหลายๆ รอบ ฮัมทํานองตาม
เสียงตนแบบท้ังบท ฟงทํานองตาม
ให้ฝึกฟงั เสยี งต้นแบบ ขับร้อง ให้ฝึกขับรอ้ งเน้ือรอ้ งและ ให้แบ่งวรรคตอนของเนื้อร้อง เสียงตนแบบทีละวลี แลวฮัมตาม
เนื้อร้องและท�านองเพลงทั้ง ท�านองเพลงท้งั บทดว้ ยตนเอง ออกเป็นวรรคตามวลีของ หลายๆ รอบ เม่ือจบทุกวลีแลวใหนํา
บทหลายๆ รอบ โดยไมด่ โู น้ต โดยไมม่ ีเสยี งขบั ร้องต้นแบบ แต่ ท�านอง น�ามาอ่านออกเสียง มาฮมั พรอ มกนั ทงั้ บท และขบั รอ งโนต
หรอื บทรอ้ ง ดูโนต้ ท�านองและบทรอ้ งได้ ทลี ะวลใี หช้ ดั ถอ้ ยชดั คา� ถกู ตอ้ ง ตามเสียงขับรองของครูผูสอนทีละวลี
ขั้นที่ ๕ ตามหลักวิชาสรีรสัทศาสตร์ หลายๆ รอบ เมื่อจบทุกวลีแลวใหนํา
ขนั้ ท่ี ๔ ฝึกฮัมทา� นองท้งั บท (การศึกษาเสียงของมนุษย์ที่ มาขบั รองโนต ตอ กันท้ังบท
ฝกึ ขบั รอ้ งเนอื้ รอ้ งและทา� นอง พูดว่ามีท่ีเกิด หรือฐานกรณ์
เพลง โดยมเี สยี งตน้ แบบ ใ ห ้ ฝ ึ ก ฮั ม ท� า น อ ง ท้ั ง บ ท ด ้ ว ย อยู่ ณ ทใี่ ด และเสยี งท่ีเปล่ง ขัน้ ท่ี 2 ฝก จาํ จนสามารถจาํ แนก
ตนเอง โดยไม่มีเสียงต้นแบบ ออกมาแต่ละเสียงมีลักษณะ ทํานองได
ให้ฝึกขับร้องเน้ือร้องและ แล้วฝึกขับร้องเน้ือร้องและ ทแี่ ตกตา่ งกนั อยา่ งไร) เมอื่ อา่ น
ท�านองตามเสียงต้นแบบทีละ ทา� นองดว้ ยตนเอง โดยไมม่ เี สยี ง แยกวรรคได้ถูกต้องแล้วจึงน�า ขั้นท่ี 3 นาํ ทักษะจากขนั้ ท่ี 1 และ
วลี ควบคุมเสียงวรรณยุกต์ ตน้ แบบ มาอา่ นตดิ ต่อกันท้งั บท ขัน้ ท่ี 2 มาขบั รอ งทํานองดวยตนเอง
ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับ คอื ฮมั ทาํ นองเพลงทัง้ บทดวยตนเอง
ทางเดินทา� นอง จากน้นั ขับรอ งโนต ทาํ นองเพลงท้งั บท
ดวยตนเอง
5๓
นักเรียนควรรู
@ มมุ IT
หลักวิชาสรีรสทั ศาสตร เปนการ
สามารถฟง ตัวอยางเพลง Auld Lang Syne ไดจาก http:// ศกึ ษาเสยี งของคนวา มที ีเ่ กดิ หรอื
www.youtube.com โดยคนหาจากคาํ วา Auld Lang Syne ฐานกรณอ ยู ณ ที่ใด และเสยี งทเ่ี ปลง
ออกมาแตละเสยี งน้นั มลี ักษณะ
แตกตา งกนั อยา งไร ซง่ึ ผศู ึกษาตอ ง
เรียนรูสว นประกอบตางๆ ของอวยั วะ
ทเ่ี ก่ียวของกบั การออกเสยี ง
คมู อื ครู 53
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate
Explore
Engage
สาํ รวจคน หา (ยอ จากฉบบั นักเรยี น 20%)
ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน ตวั อย่าง บทเพลงท่ีใช้ฝกึ ขบั ร้องเน้ือร้องและท�านอง
สืบคนขอมูลเกี่ยวกับบทเพลงท่ีใชฝก
ขับรอ งเนือ้ รอ งและทํานอง มากลมุ ละ เพลงจ�าไวแ้ ตส่ ่ิงดดี ี
1 บทเพลง โดยบทเพลงดังกลาวตอง
มีเน้ือหาที่ดี เหมาะสมแกการนํามา เน้อื ร้อง : ส�าเร็จ คา� โมง ท�านองเพลง : Auld Lang Syne
ฝกหดั ขบั รอง
อธิบายความรู 4 ดี จด จา� ฝงั ใจ สิ่ง เลว ทง้ิ ไป อยา ใส ใจ ใฝ่ ฝนั สา มคั
4
ใหน ักเรียนแตละกลุมนําเสนอ
บทเพลงทเี่ ลือกมาฝก ขบั รอ ง A. สง่ิ
ตามหวั ขอ ตอไปนี้
คี ท�า ดี ตอ กนั แบง ปัน นา้� ใจ ไม ตรี ศรทั ธา B. ความ สมั
1. ช่ือเพลง พันธ์ ใน วนั เกา เคย อยา เลย ลบ เลอื น เคล่อื น ตาม เว- ลา รัก
2. ผูประพันธเน้อื รอ งและ
ทํานองเพลง
3. เน้ือหาของบทเพลง
4. สาเหตุที่เลอื กเพลงนี้
มาฝกขบั รอ ง
ขยายความเขา ใจ กัน จริง ใจ ได้ พงึ่ พา หลั่ง รนิ เมต ตา ปรา น ี ส ู กนั A. สง
หลังจากการนาํ เสนอจบ ครูต้ัง
ประเดน็ วา
• ลักษณะการฝก ขับรองทํานอง
และการฝก ขับรอ งเนอื้ รองและ
ทาํ นองมคี วามสมั พนั ธก นั อยา งไร
ตรวจสอบผล มือ จบั มือ ประ สาน ใจ ออ้ ม วง รัก ให ้ อยู ใน ใจ เธอ ฉนั ความ คุ้น
เคย คือ ความ ผูก พัน ผา น วัน พนั ป ี บ ม ี เสื่อม คลาย
1. ครพู จิ ารณาจากการฝก ขับรอ ง
เน้อื รองและทํานองเพลง
2. ครูพิจารณาจากการนาํ เสนอ
บทเพลงสําหรบั ฝกขับรอ งเน้อื รอง
และทาํ นองเพลง
54
นักเรียนควรรู
สาํ เรจ็ คาํ โมง ตาํ แหนง ทางวชิ าการ (ปจ จบุ นั ) คอื รองศาสตราจารย สาขาวชิ าการดนตรี ทา นเกดิ ทบี่ า นหนองปง ตาํ บลสาวถี อาํ เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแกน
ปจ จบุ นั ดาํ รงตาํ แหนง ผอู าํ นวยการศนู ยศ ลิ ปวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ทา นเคยไดร บั รางวลั อนั ทรงเกยี รตจิ าํ นวนมาก เชน รางวลั
ครภู มู ิปญ ญาไทย ดานศลิ ปกรรมดนตรแี ละการประพนั ธเ พลง เชดิ ชเู กยี รติโดยสาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหงชาติ สาํ นักนายกรฐั มนตรี รางวลั
ศิลปน ดนตรอี ีสานแหงโลก (Thai Northeast Musical Artist of the World) เชิดชเู กียรติโดยสถาบนั วิจัยศลิ ปะและวฒั นธรรมทองถน่ิ อีสาน มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม เปน ตน สว นผลงานเพลงท่ไี ดรบั รางวลั ระดบั ชาติ ไดแ ก เพลงบทบาทสตรีและเพลงเปนไทใชท าส
54 คมู ือครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand
Engage Evaluate
๒) การฝกึ ขบั รอ้ งหมู่ เปน็ การขบั รอ้ งทา� นองเดยี วทใ่ี ชค้ นหลายคนรว มกนั ขบั รอ้ ง เสยี ง สํารวจคน หา
ขบั รอ้ งทีเ่ ปลง ออกมามีเนอ้ื ผิว หรอื พน้ื ผิวเป็นแบบโมโนโฟนกิ (Monophonic) ทม่ี เี พียงแนวเดียว ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน
ไมมแี นวอื่นประกอบ จดุ ประสงคห์ ลกั ของการขับร้องหมู ไดแ้ ก สบื คน ตวั อยา งบทเพลงสากลทขี่ บั รอ ง
หมแู ละขบั รอ งประสานเสยี งมาอยา งละ
๒.๑) เพื่อฝึกซ้อมการขับร้องเดี่ยวร่วมกันหลายๆ คน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้วา 1 บทเพลง
ทุกคนสามารถขับรอ้ งตามทา� นอง เน้อื รอ้ ง และจงั หวะไดเ้ ทา เทียมกนั หรือไม
อธบิ ายความรู
๒.๒) เพ่ือเพิ่มองศาความดงั ใหก้ บั เสียงขับรอ้ ง
๒.๓) เน้นอารมณ ์ หรือความรู้สกึ ของเพลงที่ขบั รอ้ งใหเ้ ดน ชดั ใหน ักเรยี นแตละกลุมสงตวั แทน
การฝกึ ขบั รอ้ งหม ู สามารถทา� ไดโ้ ดยการใหค้ นทข่ี บั รอ้ งเดย่ี วไดถ้ กู ตอ้ งมาขบั รอ้ งรวมกนั ออกมานาํ เสนอบทเพลงท่ีเตรยี มมา
ทีละประเภท เร่มิ จากการขับรอ งหมู
๓) การฝึกขบั รอ้ งประสานเสยี ง เปน็ การขบั รอ้ งเพลงทมี่ ผี ู้ขบั รอ้ งต้งั แต ๒ คนขนึ้ ไป และตามดว ยการขบั รอ งประสานเสยี ง
หนา ช้นั เรยี น
ขบั ร้องเพลงเดียวกนั โดยขับรอ้ งคนละแนวท�านอง หรอื อาจขับร้องในแนวท�านองเดียวกนั ระดบั
เสยี งเดยี วกนั ก็ได ้ แตก ารข้นึ ตน้ ร้องเพลงและจบเพลงไมพ ร้อมกัน ขยายความเขาใจ
การขบั ร้องประสานเสยี งนั้น เราสามารถแยกสวนของการขบั ร้องออกเป็น “สว่ นทา� นอง
หลัก ส่วนประสานเสยี ง และสว่ นทา� นองสอด” ตามปกตกิ ลุม นักร้องประสานเสียงจะแบง ออกเปน็ ครูใหน ักเรียนรว มกนั แสดงความ
๔ แนว ดงั ตอ ไปนี้ คดิ เห็นวา
๑. สวนชว งเสียงสงู (Soprano) ขบั รอ้ งทา� นองหลกั ในระดบั ชวงเสยี งแหลมสงู สว น
ใหญจ ะเปน็ เสียงของนกั ร้องหญิง • การขบั รองหมแู ละการขับรอ ง
๒. สว นชว งเสยี งกลาง (Alto) ขบั รอ้ งแนวประสานเสยี งในระดบั ชว งเสยี งตา่� รองลงมา ประสานเสียงมลี กั ษณะแตกตาง
จากระดบั เสยี งสงู เรยี กวา “แนวในบน” เป็นระดับเสียงต�า่ สุดของนกั ร้องหญงิ กนั อยา งไร
๓. สว นชวงเสยี งคอ นข้างต่า� (Tenor) ชวงขบั ร้องแนวประสานเสยี งเรียกวา “แนว
ในล่าง” ตา่� ถดั ลงมาจากแนวชว งเสียงกลาง เป็นระดับเสยี งสงู ส�าหรับนักรอ้ งชาย เกรด็ แนะครู
๔. สว นชว งเสียงต�่า (Bass) ขับรอ้ งแนวประสานเสียงแนวตา่� สดุ
ครคู วรเนนใหเ หน็ วา การขบั รอง
การเปรียบเทียบความแตกต่างของชว่ งเสยี งท้ัง ๔ ส่วนชว่ งเสียงในบรรทัดห้าเสน้ ประสานเสียง สามารถแบง ลักษณะ
การขับรองไดห ลายแบบ เชน
ชว งเสยี ง สูง (Soprano) กลาง (Alto) คอนขา้ งต�่า (Tenor) ต่า� (Bass) การขับรอ งแบบราวด (Round)
หรอื แบบวน เปน การขบั รอ งที่มี
ผขู บั รอ งตงั้ แต 2 คน หรอื 2 กลมุ
ข้นึ ไป รองเพลงแนวทํานองเดียวกัน
แตเ ร่ิมตนและจบไมพรอมกนั สวนจะ
รอ งก่ีเทยี่ วนนั้ ขน้ึ อยูกับการตกลง
ของผูขบั รอง หรือผคู วบคมุ เปน ตน
55
นักเรยี นควรรู @ มมุ IT
โมโนโฟนิก (Monophonic) การขับรองหมูแบบโมโนโฟนิก สามารถชมคลิปวิดีโอและฟง
คอื การทนี่ กั รอ ง หรอื นกั ดนตรขี บั รอ ง หรอื บรรเลงในแนวเสยี ง ตวั อยา งการขับรองเพลงประสาน
เดียวกันหมด เชน นกั เรยี นรองเพลงชาติในตอนเชา เปนตน เสยี ง ไดจาก http://www.youtube.
com โดยคนหาจากคาํ วา นักรอง
ประสานเสียง หรือ Choir
คมู อื ครู 55
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
อธบิ ายความรู (ยอจากฉบบั นักเรยี น 20%)
1. ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ การขบั ร้องประสานเสียง เสียงขับรอ้ งทง้ั ๔ สว น ก็เทียบได้กบั การบรรเลงของวงดนตรี
5-6 คน สรปุ ขน้ั ตอนการฝก วงหน่งึ อยแู ล้ว เสยี งท่ีขับร้องออกมาจึงเปน็ เสียงท่ีเตมิ เต็มและแสดงออกถงึ อารมณต์ างๆ ไดอ้ ยา ง
ขับรองประสานเสยี ง ลงกระดาษ สมบรู ณ์
รายงาน สงครผู สู อน จากนน้ั แบง
นกั เรียนในหอ งออกเปน 4 กลุม ๓.๑) ขน้ั ตอนการฝกึ ขบั รอ้ งประสานเสยี ง ในเบอื้ งตน้ จะตอ้ งคดั เลอื กนกั รอ้ งเขา้ สว น
ใหฝก ขบั รอ งประสานเสียงตาม กอ น โดยวธิ กี ารปฏบิ ตั นิ ัน้ สามารถปฏบิ ตั ิไดห้ ลายวธิ ี ดังตัวอยางตอ ไปนี้
ข้นั ตอนการฝก ขับรองประสาน
เสียงจากในหนงั สือเรยี น หนา 56 ขัน้ ท่ี ๑ ข้ันท่ี ๒
ฝกึ พดู ขอ้ ความเพ่ือเทยี บเสียง ฝึกเปล่งเสียงเพื่อแบง่ ชว่ งเสียง
2. ใหน ักเรียนสืบคน ขอ มลู เกี่ยวกบั ให้ผู้ฝึกพูดข้อความใดข้อความหน่ึงตามปกติ
หลกั เกณฑใ นการจดั วางตาํ แหนง ทีละคน แล้วเทียบเสียงกับเครื่องดนตรีว่า ใหผ้ ฝู้ ึกหญิงเปลง่ เสยี ง “G” (เสยี ง “โซ” ท่คี าบ
นักรองประสานเสียง จากแหลง ระดบั เสยี งโดยรวมของขอ้ ความ หรอื ประโยคที่ เสน้ ที่ ๒ บนบรรทัดหา้ เสน้ ทีใ่ ช้ “G Clef” เปน็
การเรียนรูต า งๆ จากนน้ั ครใู ห พดู ตรงกบั เสยี งระดบั ใด ซง่ึ ระดบั เสยี งตา�่ สดุ ท่ี กญุ แจประจา� หลกั ) และผฝู้ กึ ชายเปลง่ เสยี ง “G
นักเรียนอธิบายเหตผุ ลในการ ผู้ฝึกคนนั้นจะสามารถเปล่งเสียงได้จะอยู่ต�่า ต่ำ� ” (เสยี ง “โซ” ที่อยู่ในชอ่ งท่ี ๔ บนบรรทัด
จดั วางตาํ แหนง ของนักรอง กวา่ ระดบั เสียงพดู ตามปกตปิ ระมาณ ๔ เสียง ห้าเส้นที่ใช้ “F Clef” เป็นกุญแจประจ�าหลัก)
ประสานเสียง ตามทีไ่ ดศ ึกษามา และถ้าระดับเสียงนั้นอยู่ตรงกับช่วงเสียงชนิด แล้วให้เปล่งล�าดับเสียงลงไปหาเสียงต่�า เสียง
หนาชั้นเรยี น ใดก็จดั ผู้ฝึกเข้าส่วนน้นั ของใครลงตา่� ไดถ้ งึ ระดบั ใด กใ็ หจ้ ดั เขา้ สว่ นของ
ชว่ งเสยี งทม่ี รี ะดบั เสยี งตา่� สดุ ตามนน้ั เชน่ ผฝู้ กึ
เกรด็ แนะครู ข้นั ที่ ๓ คนใดทลี่ งตา�่ ไดถ้ งึ เสยี ง F ตา�่ กจ็ ดั ใหอ้ ยใู่ นสว่ น
ฝึกขบั ร้องท�านองเพลงท่แี ต่ละคนถนัด
ครคู วรเสริมใหน กั เรียนเขา ใจวา น�าท�านองเพลงท่ีผู้ฝึกคุ้นเคยมาให้ผู้ฝึกแต่ละ ของเสียงอัลโต หรือผู้ใดลงต�่าได้ถึงเสียง Ab
การจัดวางตาํ แหนง ของนกั รอง คนทดลองขับร้องในบันไดเสยี งต่างๆ เพอื่
ประสานเสียงจะกระทําโดยใหนักรอง คัดแยกเข้าส่วนทีเ่ หมาะสม ตา�่ กจ็ ัดให้อยใู่ นสว่ นของเสยี งบาริโทน เป็นตน้
เสยี งดังอยูดานหลงั หรืออยรู ะหวาง หากผฝู้ กึ สามารถเปลง่ ลา� ดบั เสยี งจากเสยี ง “G”
กลางของนกั รอ งเสียงเบาในสวน ขนึ้ ไปหาเสยี งสงู ตามลา� ดบั ผฝู้ กึ ทขี่ น้ึ ไดถ้ งึ เสยี ง
เดยี วกนั เพอ่ื จะไดช ว ยนกั รอ งเสยี งเบา “G สงู ” อกี ๑ ชว่ งทบ ควรจะอยู่ในสว่ นเสยี ง
จากนนั้ จดั วางนักรองท่ีมีเสียง โซปราโน หากผู้ฝึกขน้ึ ได้ถงึ เสยี ง “F สงู ” กจ็ ะ
กลมกลอ มและขบั รอ งไดถ กู ตอ งแมน ยาํ จัดอยใู่ นสว่ นของเสยี งเทเนอร์
อยูแถวหนา เพราะจะทาํ ใหเ สยี ง
ขับรองที่ไพเราะไดยินไปถึงผูฟง ท้ังนี้ ๓.๒) หลักเกณฑ์ในการจัดวางต�าแหน่งของนักร้องประสานเสียง กระท�าได้โดยให้
การที่จัดวางเปนรูปพีระมิด ก็เพ่ือกอ นกั รอ้ งเสยี งดงั อยดู า้ นหลงั หรอื อยรู ะหวา งกลางของนกั รอ้ งเสยี งเบาในสว นเดยี วกนั ทงั้ น ี้ เพอื่ จะได้
ใหเกดิ ความสมดลุ ของเสยี งขบั รอ ง ชวยนกั รอ้ งเสียงเบา จากนัน้ จดั วางนักรอ้ งทีม่ เี สยี งกลมกลอม และขับรอ้ งได้อยางถกู ต้องแมน ย�า
อยแู ถวหนา้ เพราะจะทา� ใหเ้ สยี งขบั รอ้ งทไ่ี พเราะ กลมกลอ ม และแมน ยา� ไดย้ นิ ไปถงึ ผฟู้ งั กอ นเสยี ง
ขบั ร้องจากแถวหลงั ท่ีอาจจะมีผิด หรอื ไมกลมกลอมอยบู า้ ง ซงึ่ จะกลายเป็น “เงา” ของเสยี งจาก
แถวหนา้ แลว้ จดั วางแถวเป็นรูปพีระมิด เพอื่ กอ ใหเ้ กิดความสมดุลของเสียงขับรอ้ ง คอื เสยี งต�า่
จะเป็นเสยี งท่ดี งั ทส่ี ุด และเสยี งแหลมจะเปน็ เสียงทเี่ บาทส่ี ดุ
นักเรยี นควรรู 56
1 ชว งทบ เปน วิธีวดั ระยะขนั้ คเู สียง @ มุม IT
โดย 1 ชวงทบเสียง (Octive) มีคา
เทากบั 1200 เซน็ ต โดยแบงระยะคร่งึ สามารถชมคลปิ วิดโี อการเปรยี บเทียบความแตกตา งของชว งเสียง ไดจ าก http://
เสยี งในดนตรสี ากลเทากบั 100 เซ็นต www.youtube.com โดยคน หาจากคาํ วา Vocal Range from Bass to Soprano
56 คมู อื ครู
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขขยยาายยEคคxpววaาาnมมdเเขขาา ใใจจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
ตัวอย่าง บทเพลงส�าหรบั ฝึกหัดขบั รอ้ งประสานเสยี ง ๔ แนว สํารวจคน หา
เพลงสรรเสรญิ พระบารมี ใหน กั เรียนแบง กลุม กลมุ ละ
5-6 คน สบื คนขอมลู เกยี่ วกบั
พระราชนิพนธใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยูหวั (รชั กาลท ี่ ๖) ประวัตคิ วามเปนมาของบทเพลง
และสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ เจา้ ฟา้ จติ รเจรญิ กรมพระยานรศิ รานวุ ดั ติวงศ์ สรรเสริญพระบารมี จากแหลง
การเรียนรูตางๆ เชน หอ งสมดุ
ท�านอง : เฮวุตเซน หนังสอื เรยี น อนิ เทอรเน็ต เปน ตน
ข้า ว ร พทุ ธ เจา้ เอา ม โน และ ศิ ร กราน นบ พระ ภ ู ม ิ บาล บุญ ญะ ดิ อธบิ ายความรู
เรก เอก บ ร ม จัก _ รนิ พระ ส ยา มนิ ทร ์ พระ ย ศ ยงิ่ ยง ครูสุมนักเรียน 3-4 กลุม ออกมา
เลาประวัติความเปนมาของบทเพลง
สรรเสริญพระบารมี และใหนักเรียน
ฝก หดั ขบั รอ งเพลงสรรเสรญิ พระบารมี
แบบประสานเสียง 4 แนว ตามครู
ทลี ะทอ นจนชํานาญ
เย็น ศิ ร เพราะ พระ บ ริ บาล ผล พระ คุณ ธ รัก ษา ปวง ประ ชา เปน็ ส ุ ข ขยายความเขา ใจ
ใหน กั เรยี นแบง กลุม กลุม ละ 4 คน
ขับรอ งเพลงสรรเสรญิ พระบารมแี บบ
ประสานเสียง 4 แนว จนจบเพลง
ศานต์ ขอ บนั ดาล ธ ประ สงค์ ใด จง สฤษดิ ์ ดงั นกั เรยี นควรรู
หวัง ว ร ห ฤ ทยั ด ุ จะ ถ วาย ชยั ช โย เพลงสรรเสริญพระบารมี การเปด
เพลงสรรเสริญพระบารมีจะใชใน
พระราชพิธีของพระมหากษัตริย เชน
พิธีท่ีกษัตริยเสด็จพระราชดําเนิน
ตองบรรเลงเพลงทั้งรับและสงเสด็จ
เปนตน
57
นักเรียนควรรู คูมือครู 57
สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ เจาฟาจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ ทรงสนพระทัยท้ัง
ดนตรไี ทยและดนตรีสากล โดยเฉพาะดนตรไี ทยน้ันทรงฝกฝนมาแตพระเยาว ทรงถนัดเลนปพ าทย
และระนาดมากกวาเครื่องดนตรีอื่นๆ เพลงท่ีพระองคทานทรงพระนิพนธไว เชน เพลงสรรเสริญ
พระบารมี (คาํ รอ ง) เพลงเขมรไทรโยค ตบั เร่อื งขอมดําดนิ เปนตน
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Evaluate
Engage Explore Explain Expand
ตรวจสอบผล (ยอจากฉบบั นักเรียน 20%)
ครูประเมินนักเรยี นจากการขับรอง ๓.๓) แนวทางการฝกึ ปฏบิ ตั ขิ บั รอ้ งประสานเสยี ง เพลงสรรเสรญิ พระบารม ี แบบ ๔ แนว
เพลงสรรเสรญิ พระบารมีแบบ มหี ลกั ปฏบิ ัต ิ ดังตอไปน้ี
ประสานเสยี ง 4 แนว ๑. แบงผู้เรียนออกตามลักษณะเขตชวงเสียงเป็น ๔ กลุม และก�าหนดให้
แตละกลมุ ขับร้องตามโนต้ ทกี่ �าหนดให้ ดงั ตอ ไปนี้
นกั เรยี นควรรู ๑.๑ กลุม ทม่ี เี ขตชวงเสยี งในแนวโซปราโน ใหข้ ับรอ้ งตามโน้ตแถวบนสุด
ในแนวระนาบหลังเคร่ืองหมายจี เคลฟ (G Clef) ซ่ึงจะสังเกตเห็นได้วาก้านหางของตัวโน้ตใน
การฝกปฏิบัติขับรองประสานเสียง แนวนี้จะช้ีข้นึ ขา้ งบนทุกตวั ไมวา จะมีระดบั เสียงสงู -ต่า� ตางกนั เพยี งใดก็ตาม
มีหลักในการปฏิบตั ิ คอื ตอ งแบงออก ๑.๒ กลมุ ทม่ี เี ขตชว งเสยี งในแนวอลั โต ใหข้ บั รอ้ งตามโนต้ แถวท ่ี ๒ นบั ลงมา
ตามลักษณะเขตชวงเสียง ผูขับรอง จากแถวบนสดุ หลงั เครอ่ื งหมายจ ี เคลฟ (G Clef) ในแนวระนาบ ซงึ่ จะสงั เกตเหน็ ไดว้ า กา้ นหางของ
ทุกแนวควรฝกแยกกนั เพ่ือจะไดอาน ตวั โนต้ ในแนวนจี้ ะชล้ี งทกุ ตวั ไมว า จะมรี ะดบั เสยี งสงู -ตา่� ตา งกนั เพยี งใด และบางตวั อาจมหี วั รว มกนั
โนตตามแนวของตนเองและสามารถ กับตัวโนต้ ของแนวโซปราโน แสดงวา เวลาขับรอ้ งจะได้เสยี งแบบยูนิซัน หรือเสยี งคู ๑ เพอรเ์ ฟกต ์
เปลงเสียงไดอยางถูกตองจึงจะนํา โนต้ ตวั ดงั กลา วจงึ มกี า้ นหาง ๒ อนั อนั ทชี่ ข้ี น้ึ เปน็ ของแนวโซปราโนและอนั ทชี่ ล้ี งเปน็ ของแนวอลั โต
มาฝกรองแบบรวมวง และในขณะท่ี ๑.๓ กลุมที่มีเขตชวงเสียงในแนวเทเนอร์ ให้ขับร้องตามโน้ตแถวท่ี ๑
ขับรองรวมวงจะตองมีสมาธิแนวแน ทอ่ี ยหู ลงั เครื่องหมายเอฟ เคลฟ (F Clef) ในแนวระนาบ หรอื จะเรียกวาแถวท่ี ๓ นับลงมาจาก
ไมวอกแวก เปลงเสียงตามโนตของ แถวบนกไ็ ด ้ ตามปกตติ วั โนต้ ในแนวนจี้ ะตอ้ งใหก้ า้ นหางชข้ี น้ึ แตใ นโนต้ แผน นม้ี ขี อ้ จา� กดั เรอ่ื งทว่ี า ง
ตนเองไดอยางถกู ตอ ง สา� หรบั บันทกึ ค�ารอ้ งทต่ี รงกบั ตัวโน้ต จึงอนโุ ลมใหก้ า้ นหางช้ลี งมารวมกันกับก้านหางของแนวเบส
๑.๔ กลุม ทมี่ เี ขตชว งเสยี งในแนวเบส ให้ขับรอ้ งตามโนต้ แถวท ่ี ๒ ที่อยู
นักเรยี นควรรู หลงั เคร่อื งหมายเอฟ เคลฟ (F Clef) ในแนวระนาบ หรือจะเรยี กวา แถวท่ี ๔ นบั ลงมาจากแถว
บนกไ็ ด้ จะสังเกตเหน็ ไดว้ าหัวของตวั โนต้ แนวน้ี
แบบ 4 แนว การขบั รอ งที่ตอ งมีแนว อยแู ถวลา งสดุ และมกี า้ นหางชลี้ งและมหี ลายตวั
ทาํ นองเพลงทแ่ี ตกตา งกนั ถงึ 4 ทาํ นอง ที่ใช้หัวรวมกันกับแนวเทเนอร์ เพราะเป็นเสียง
โดยมีทํานองหลัก 1 ทํานอง สวนอีก ยูนซิ นั
3 ทํานอง เปนทํานองประสาน ซ่ึงจะ ๒. ผู้ฝึกขับร้องทุกแนวควรแยกกันฝึก
รอ งไปพรอม ๆ กันหลายคน เพ่ือให้อานโน้ตตามแนวของตนออกและเปลง
เสียงได้ตรงตามโน้ตในแนวของตนอยางเที่ยง
นักเรยี นควรรู ตรงกอ น จึงฝึกขบั ร้องรวมวง
๓. ขณะฝกึ ขบั รอ้ งรวมวง นกั รอ้ งทกุ คน
เครอ่ื งหมายจี เคลฟ (G Clef) การฝกขับรองประสานเสียง ผูขับรองทุกคนตองมีสมาธิ ตอ้ งมสี มาธแิ นว แน และเปลง เสยี งตามโนต้ ของ
เคร่ืองหมายประจําหลักที่ใชกันมาก มิฉะนั้นอาจรองเลอื่ นเสยี งไปตามผูอน่ื ตนอยางเครงครัด อยาวอกแวกจนเสียงเล่ือน
สําหรับบันทึกระดับเสียงของเคร่ือง ทม่ี าของภาพ : http://www.asianconnection.com ตามแนวเสียงของผู้อนื่
ดนตรี หรือเสียงรองที่มีระดับกลาง
ถงึ สูง ภาษาอังกฤษเรยี ก “จี เคลฟ” 58
(G Clef) หรอื ทท่ี ัว่ ไปเรยี กวา
“กุญแจซอล”
นักเรยี นควรรู
เครื่องหมายเอฟ เคลฟ (F Clef) เคร่ืองหมายประจําหลักที่ใชกันมาก
สาํ หรบั บนั ทกึ ระดบั เสยี งของเครอื่ งดนตรี หรอื เสยี งรอ งทม่ี รี ะดบั ตา่ํ ภาษา
องั กฤษเรียก “เอฟ เคลฟ” (F Clef) หรือโดยท่ัวไปมักเรยี กวา “กุญแจฟา”
58 คูม อื ครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain
Expand Evaluate
2.2 การบรรเลงดนตรีสากล กระตุนความสนใจ
การบรรเลงดนตรีสากล สามารถแบง
ออกได้เป็นการบรรเลงเด่ยี ว การบรรเลงรวมวง ครูเปดเทปบันทกึ เสียง หรอื ซดี ีการ
และการบรรเลงประกอบการแสดง ซ่ึงในระดับ บรรเลงเพลงสากล (ควรเปนเพลง
ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี ๓ นี้ ผ้เู รยี นจะไดเ้ รียนรู้ถึง สั้นๆ ทํานองสนุกสนาน เปนท่ีรูจัก
ลกั ษณะของการบรรเลงทง้ั ๓ ประเภท เพอื่ เปน็ หรือเคยฟง) ใหนักเรียนฟง จากน้ัน
แนวทางใหผ้ เู้ รยี นน�าไปฝึกปฏบิ ตั ติ อไป ครูถามนกั เรียนวา
๑) การบรรเลงเดยี่ ว เปน็ การบรรเลง • นักเรียนคนใดทราบบา งวา เปน
เคร่ืองดนตรีชนิดใดชนิดหน่ึงเพียงชนิดเดียว เพลงใด
โดยผู้บรรเลงคนเดียว ซึ่งผู้บรรเลงจะมีเทคนิค การบรรเลงเดี่ยวเครื่องดนตรีชนิดใดชนิดหนึ่ง ผูบรรเลง
การบรรเลงที่แตกตางกันไปตามความถนัดและ จะมสี มาธแิ ละมที กั ษะในการบรรเลงเปน เยยี่ ม เพอื่ ใหเ สยี ง • เนอื้ หาของบทเพลงตอ งการ
ความสามารถของนักดนตรีแตล ะบคุ คล บรรเลงฟงแลว เกิดความไพเราะและสรา งความประทบั ใจ สอื่ ความหมายถึงเรื่องใด
ทมี่ าของภาพ : http://www.youtube.com
• รูปแบบของบทเพลงมีลกั ษณะ
จุดมุงหมายของการบรรเลงเดี่ยว คอื การแสดงความสามารถในการถา ยทอดเสยี งเพลง อยา งไร (บรรเลงเดยี่ ว, บรรเลง
ทักษะพื้นฐานในการบรรเลง และเทคนคิ ในการบรรเลงเครือ่ งดนตรีช้ินใดชิน้ หนงึ่ ทผี่ ู้บรรเลงก�าลัง รวมวง, บรรเลงประกอบ
แสดงอยู อาจเทียบเคียงกับแบบแผนท่ีควรจะเป็น หรือเปรียบเทียบการบรรเลงกับนักดนตรี การแสดง)
คนอนื่ ๆ วามจี ุดเดน กวา หรือมขี อ้ ดอ้ ยใดท่ตี ้องปรบั ปรงุ ดงั นนั้ ผู้บรรเลงเดยี่ วจงึ ตอ้ งฝกึ ฝนทกั ษะ
การบรรเลงมาเปน็ อยา งด ี เพอ่ื ใหเ้ สยี งบรรเลงมคี วามถกู ตอ้ งตรงตามการบนั ทกึ โนต้ และไดอ้ ารมณ์ สาํ รวจคนหา
ความรสู้ ึกตามท่ีผูป้ ระพนั ธเ์ พลงตอ้ งการ
ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน
๒) การบรรเลงรวมวง เปน็ การท่กี ลมุ นักดนตร ี ผบู้ รรเลงเคร่อื งดนตร ี หรอื ผู้ขบั รอ้ ง หาตัวอยางบทเพลงสากลที่บรรเลง
มาแสดงรว มกนั ซงึ่ ตามปกตนิ นั้ แตล ะคนจะเลน เดย่ี วและบรรเลงรวมวงมาประเภทละ
หรอื ขบั รอ้ งแตล ะแนว หมายความวา แนวดนตรี 1 บทเพลง
แนวหนึ่งๆ ของเสียงประสานจะถูกเลน หรือ
ขับร้องโดยนักดนตร ี หรอื นักร้องเพียงคนเดียว อธิบายความรู
การเลนดนตรีแบบรวมวง คนทั่วไป
มกั เขา้ ใจวา เปน็ การเลน ดนตรหี ลายคน หรอื เลน ใหนักเรียนแตล ะกลุมนําเสนอ
เป็นกลุมเทานั้น แตในความเป็นจริงนักดนตรี บทเพลงสากลทเ่ี ตรยี มมาทลี ะประเภท
ตอ้ งเรยี นรเู้ รอ่ื งการเรยี บเรยี งเสยี งประสาน ตอ้ ง เรมิ่ จากการบรรเลงเดยี่ ว เมือ่ ทกุ กลุม
ฝึกฝนเลนเครื่องดนตรีและอานโน้ตสากลได้ นาํ เสนอจบ ใหน กั เรียนรว มกนั
อยางช�านาญ การรวมวงแบบมาตรฐานสากล การบรรเลงรวมวงเปนการที่กลุมนักดนตรี หรือผูขับรอง วเิ คราะหตามหวั ขอดังตอ ไปนี้
ต้องเลนตามทีบ่ นั ทกึ โน้ตแบบแยกแผนได้ มาแสดงดนตรีรวมกัน
ที่มาของภาพ : http://www.wikiwand.com 1. การบรรเลงเดยี่ วมรี ูปแบบ
อยา งไร
59
2. บทเพลงท่ใี ชใ นการบรรเลงเดย่ี ว
นกั เรียนควรรู สวนใหญเปนเพลงลักษณะใด
การบรรเลงรวมวง การบรรเลงเครือ่ งดนตรหี ลายๆ ชิน้ พรอมกัน โดย 3. ในการบรรเลงเด่ียว ผขู ับรอง
แตละช้นิ จะตองบรรเลงตามบทบาทหนา ทีแ่ ละสอดคลองกลมกลนื กัน ตองมีคุณลกั ษณะ หรือความ
สามารถอยางไร
เม่ืออธิบายจบหัวขอการบรรเลง
เด่ียว ใหนักเรียนแตละกลุมนําเสนอ
บทเพลงในหัวขอการบรรเลงรวมวง
โดยปฏิบัติตามขั้นตอนเหมือนกับ
หัวขอ การบรรเลงเดยี่ ว
คูมือครู 59
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
สาํ รวจคน หา (ยอ จากฉบบั นักเรยี น 20%)
ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน นอกจากทักษะในการอานโน้ตและการปฏิบัติตามโน้ตท่ีนักดนตรีทุกคนจะต้องมีอยาง
หาตวั อยา งบทเพลงสากลท่บี รรเลง ปฏิเสธไมได้แล้ว ในการบรรเลงดนตรีรวมกันเป็นวง หรือการบรรเลงดนตรีรวมวงจ�าเป็นต้องใช้
ประกอบการแสดง มากลุม ละ สมาธิในการฟัง ซ่ึงหมายถึงการแยกฟังจังหวะและฟังเสียงท�านองของเครื่องดนตรีท่ีเราก�าลัง
1 บทเพลง บรรเลงกับเสียงท�านองของเคร่ืองดนตรีท่ีผู้อื่นรวมบรรเลงอยูในขณะน้ัน วามีความสอดคล้อง
กลมกลืนตามโนต้ ที่บนั ทกึ ไวห้ รอื ไม นอกจากน้ ี การบรรเลงดนตรีรวมวงยงั ตอ้ งใช้ความพยายาม
อธบิ ายความรู ความอดทน และทกั ษะในการทา� งานรว มกับผูอ้ ื่น เพื่อใหไ้ ด้ผลงานทีอ่ อกมามีคณุ ภาพ
ใหนักเรยี นแตล ะกลมุ นําเสนอ ๓) การบรรเลงประกอบการแสดง ปจั จุบันการแสดงหลายประเภท เชน ละครเวท ี
บทเพลงสากลทเ่ี ตรยี มมา เมอื่ ทกุ กลมุ
นาํ เสนอจบ ใหนักเรยี นรวมกนั ละครทีวี รายการโชวต์ า งๆ เป็นต้น นยิ มใช้เสียงเพลง หรอื การบรรเลงดนตรปี ระกอบในการแสดง
วเิ คราะหตามหัวขอดงั ตอไปน้ี แตทั้งนี้ต้องยอมรับวากิจกรรมดังกลาวเน้นการแสดงเป็นหลัก ดังนั้น ดนตรีจึงเปรียบเสมือน
เป็นฉากหลัง เน้นบทบาทการบรรเลงที่ชวยสร้างอารมณ์ของผู้แสดงและผู้ชมให้คล้อยตามไปกับ
1. การบรรเลงประกอบการแสดง การแสดงทก่ี �าลังด�าเนินอยู
มรี ูปแบบอยา งไร หากจะเปรียบเทียบความแตกตางในเร่ืองส�าเนียง อัตราจังหวะ รูปแบบบทเพลง การ
ประสานเสียง เคร่ืองดนตรีบรรเลง และทาทางในการบรรเลงเด่ียว การบรรเลงรวมวง และการ
2. บทเพลงทใ่ี ชในการบรรเลง บรรเลงประกอบการแสดง สามารถเปรยี บเทยี บได้ดังตารางตอไปน้ี
ประกอบการแสดงสว นใหญ
เปนเพลงลกั ษณะใด ชนิดของ ส�าเนียง อัตรา รูปแบบ การประสาน เครือ่ งดนตรี ท่าทาง จุดเน้น
การบรรเลง จงั หวะ บทเพลง เสียง ทีบ่ รรเลง
3. ในการบรรเลงประกอบ
การแสดง ผบู รรเลงตองมี การบรรเลง / - - - - / ■ ความสามารถในการ
คณุ ลักษณะ หรอื ความสามารถ ดนตรีเด่ียว ถา่ ยทอดเสยี งเพลง
อยา งไร
■ ทกั ษะพื้นฐานในการ
เกรด็ แนะครู บรรเลงและเทคนคิ
ท่ีใช้
ครอู ธิบายใหน กั เรียนเขาใจถึงหลัก การบรรเลง / - - / / / ■ สมาธใิ นการฟังจังหวะ
การบรรเลงดนตรีและองคป ระกอบ ดนตรรี วมวง ทา� นองเพลง และทกั ษะ
ทางดนตรวี า หลกั การบรรเลงดนตรี การทา� งานรว่ มกบั ผอู้ น่ื
คอื เลน ใหถูกตอ งตามจังหวะและ การบรรเลง / - - / - - ■ สร้างอารมณผ์ แู้ สดง
ทํานองของเพลง ปรบั ระดับเสยี ง ประกอบ และผูช้ มใหค้ ลอ้ ยตาม
ของเครอ่ื งดนตรใี หม ีความกลมกลนื การแสดง ไปกับการแสดง
สอดคลองกับบทบาทหนาทใ่ี นการ หมายเหตุ : ต ารางนีเ้ ป็นตัวอยา งของการเปรยี บเทียบผลที่อาจเกดิ ข้นึ กบั องคป์ ระกอบที่แตกตา งกนั ในแตละสถานการณ์
บรรเลงเปนวง ปฏิบัติตามสญั ลกั ษณ / หมายถงึ เนน้ ในเรือ่ งดังกลาว
หรือเครอื่ งหมายทางดนตรไี ดถ ูกตอง - หมายถงึ ไมเน้นในเร่อื งดังกลา ว
และใช หรือเลน เคร่อื งดนตรใี หถ ูก
วธิ ีตามลกั ษณะเครื่องดนตรีชนิดน้นั
องคป ระกอบทางดนตรี คือ จงั หวะ 6๐
เปน อตั ราความชา-เร็วของบทเพลง
ซ่ึงมสี ัญลักษณกาํ หนดไวใ นโนตเพลง
ทํานอง แนวระดับเสียงของเพลง
ซึง่ มที ้ังเสียงสงู -ตาํ่ นาํ มาเรียบเรยี งใหอ ยูในแนวระดบั ทีต่ อ งการ การประสานเสยี ง
เปน การขบั รอ งและบรรเลงดนตรีพรอ มๆ กนั หรอื การขบั รองเปน หมูคณะ โดยเสยี งที่
ไดจะตองสอดคลองกลมกลนื กัน และรปู แบบของบทเพลง โครงสรางของเพลงซึง่ จะ
กําหนดวรรคตอน เน้ือเพลง การซา้ํ และการเปล่ียนทาํ นองเพลง
60 คมู ือครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain
Expand Evaluate
กระตุนความสนใจ
๓. การบรรเลงเครอ่ื งดนตรสี ากล : ไวโอลนิ ครเู ปด เทปบนั ทกึ เสยี ง หรอื ซดี เี พลง
สากลทาํ นองส้ันๆ ท่บี รรเลงดวย
๓.๑ ลกั ษณะของไวโอลนิ ไวโอลินใหนักเรยี นฟง จากน้นั เพ่อื
ไวโอลินมลี ักษณะคล้ายกับซอของไทย มี ๔ สาย ใชบ้ าซ้ายแบกแล้วสีด้วยคนั ชกั ทจ่ี ับ เปน การกระตุนความสนใจ ครถู าม
ดว้ ยมือขวา ตัวไวโอลนิ และคนั ชกั ไวโอลนิ มสี วนประกอบตา งๆ ดังตอไปนี้ นกั เรียนวา
๘ ๙ ๑๐ • นกั เรยี นคิดวา เพลงทไ่ี ดย ิน
๑๓ ๑๑ บรรเลงดว ยเครอื่ งดนตรชี นดิ ใด
๑ ๑๔ ๑๒
๒๔ • นักเรยี นรสู กึ อยา งไรเมือ่ ไดย นิ
๖ เสยี งเพลงน้ี
๓๕ ๗
สํารวจคนหา
ครูนาํ ไวโอลนิ มาใหน กั เรียนดู
แลว ตงั้ ประเดน็ เก่ยี วกบั ลกั ษณะ
และสว นประกอบของไวโอลิน แลว ให
นักเรยี นแบง กลุม กลุมละ 5-6 คน
สืบคนขอ มูลเกี่ยวกบั สว นประกอบ
แตล ะชนิ้ ของไวโอลิน จากแหลง
การเรยี นรตู า งๆ เชน หอ งสมุด
หนังสอื เรียน อนิ เทอรเ น็ต เปนตน
๑ เกลียวทองเหลือง (Screw)เกลียวหมุน ๙ หางม้า (Hair) ใชท้ ายางสนแลว้ สสี ายไวโอลิน อธิบายความรู
เล่อื นเข้า-ออกเพอ่ื ตึง หรอื หยอ่ นหางม้า ๑๐ หวั ไวโอลนิ (Scroll) สว่ นปลายสดุ ของไวโอลนิ ใหนักเรียนแตละกลุมสงตัวแทน
ออกมาอธบิ ายเกยี่ วกบั ความสาํ คญั ของ
๒ ทว่ี างคาง(Chinrest) สา� หรบั ใชป้ ลายคางกดให้ นยิ มทา� เปน็ รูปเกลยี วมนโค้งไดร้ ูปทส่ี วยงาม สวนประกอบแตละชิ้นของไวโอลิน
ตามที่ไดศ กึ ษามาหนา ช้ันเรยี น
ไวโอลนิ ถูกหนบี เข้าทบ่ี นบา่ ซา้ ย ๑๑ ลกู บดิ ขน้ึ สาย(Tuning pegs) เปน็ ทส่ี อดยดึ
เกรด็ แนะครู
๓ หมุดยดึ หางปลา (End pin) ใชย้ ดึ หางปลา และพนั ปลายสาย ใชม้ อื บิดขึ้น-ลงเมือ่ ตอ้ งการ
ขึ้นสายแต่ละสาย การบรรเลงเคร่ืองดนตรสี ากล
เขา้ กับล�าตัวของไวโอลิน โดยใชไวโอลินเปนแคเ พยี งตัวอยา ง
๑๒ คอไวโอลนิ (Neck) ใชส้ �าหรับให้ง่ามมือซ้าย ประกอบการศึกษาเทานั้น แตในการ
๔ หางปลา (Tail piece) ทา� หนา้ ทร่ี อ้ ยสาย จดั การเรยี นการสอนจรงิ ใหค รผู สู อน
ของผู้เล่นประคอง เลือกเคร่ืองดนตรีท่ีนักเรียนสวนใหญ
ยึดโยงกับหมดุ ตัวไวโอลนิ กับลกู บดิ ขน้ึ สาย สนใจ หรือถนัด ซ่ึงอาจจะเปนเครื่อง
๑๓ สายไวโอลนิ (Strings) มี ๔ สาย แตล่ ะสาย ดนตรชี น้ิ เดยี วกบั ทน่ี กั เรยี นเคยศกึ ษา
๕ ลา� ตวั (Body) เป็นเตา้ ขยายเสียงของไวโอลิน ผานมาแลวก็ได
๖ หย่อง (Bridge) เปน็ สะพานพาดสายไวโอลิน มขี นาดและทา� จากวสั ดตุ า่ งกัน
๗ รูเสยี ง (Tail piece) เป็นรูปคล้ายตัวเอฟ (F)
๑๔ แผงกดน้วิ (Fingerboard) ใชป้ ลายน้ิวมือ
ใหเ้ สียงไวโอลินกระจายออก
ซา้ ยกดเปลี่ยนระดับเสียง
๘ แกนไม้ (Stick) โดยจะดัดใหส้ ่วนหวั และส่วน
6๑
ท้ายโคง้ ออกเพ่ือดึงหางมา้
กอ นการเลน ไวโอลนิ จะตอ งขน้ึ สายไวโอลนิ ใหแ ตล ะสายได
นักเรยี นควรรู ระดับเสยี งสายเปลา เสยี กอน
ไวโอลิน เปนเครื่องดนตรีประเภทเคร่ืองสายท่ีมีขนาดเล็กท่ีสุด และจัดเปนเครื่องดนตรีท่ีทําให คูมือครู 61
เกดิ เสยี งระดบั เสยี งสงู ในกลมุ เครอื่ งดนตรคี ลาสสกิ เครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอื่ งสายในตระกลู ไวโอลนิ
มอี ยูดว ยกนั ท้ังหมด 4 ชนิด ไดแก ไวโอลิน วโิ อลา เชลโล และดบั เบลิ เบส นอกจากนี้ เครอื่ งดนตรี
ในตระกลู ไวโอลินยงั เปนเคร่อื งดนตรหี ลักทใ่ี ชบรรเลงดนตรใี นวงออรเ คสตราอีกดว ย
กระตุนความสนใจ สสาํํารรEววxpจจloคคreนน หหาา ออธธบิบิ Eาาxยยplคคaiววnาามมรรูู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
สํารวจคนหา (ยอ จากฉบบั นกั เรยี น 20%)
ใหน ักเรียนสบื คนขอมลู เก่ยี วกับ ๓.2 วิธกี ารฝก ปฏบิ ัติไวโอลิน
วิธีการฝกปฏบิ ตั ไิ วโอลนิ จากแหลง การฝกึ ปฏบิ ตั ิไวโอลนิ เบื้องตน้ ควรเริ่มจากการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการขึ้นสาย วิธกี ารจับ
การเรยี นรูตา งๆ เชน หองสมุด ไวโอลิน และวธิ ีการใชค้ ันชักสไี วโอลิน จากน้นั เมอื่ ฝกึ ฝนจนชา� นาญจงึ คอ ยไปสกู ารฝึกท่ยี ากข้ึน
หนังสือเรยี น อินเทอรเ นต็ เปนตน
๑) วิธีการข้ึนสายไวโอลิน จากท่ีได้กลาวมาแล้ววา ไวโอลินมีสายทั้งหมด ๔ สาย
อธบิ ายความรู
ขึงเป็นแนวขนานจากชองยึดสายที่สวนหางปลาพาดผานหยองและแผนรองสายไปสอดพันอยูกับ
ใหนกั เรียนนาํ ความรูเก่ยี วกับวิธี ลูกบิดสายละลูก กอนการเลนควรบิดขึ้นสายให้แตละสายได้ระดับเสียงสายเปลา โดยเรียงล�าดับ
การฝกปฏบิ ตั ไิ วโอลินตามท่ีไดศ ึกษา
มาพูดคุยแลกเปลย่ี นกันในช้นั เรยี น จากสายท่ ี ๔ ซึ่งเปน็ สายทม่ี ขี นาดใหญท ่สี ุดไปหาสายท ่ี ๓ สายท ่ี ๒
จากน้นั ครสู าธติ การขนึ้ สายไวโอลนิ และสายที ่ ๑ ซงึ่ มีขนาดเล็กลงตามลา� ดับ ให้แตละสายมีระดบั
ใหนักเรยี นดู เสียง (Pitch) ตามมาตรฐานก�าหนด ดังตอไปน้ี
ขยายความเขา ใจ สายท ่ี G D A E
ซอล เร ลา มี
ครูขออาสาสมัครนักเรียน 2-3 คน
ออกมาฝกจับไวโอลินเพ่ือเตรียมเลน สายที ่ ๔ ๓ ๒ ๑
ตามหนังสอื เรยี น หนา 62 จากน้นั ครู ทมี่ าของภาพ : คลงั ภาพ ACT.
ถามนกั เรยี นวา
๒) วิธกี ารจบั และถอื ไวโอลิน เพื่อเตรยี มเลน สามารถปฏิบตั ิได้ ดงั ตอ ไปนี้
• เหตใุ ดเราจึงตอ งจับไวโอลนิ
ใหถ ูกวิธีกอนการเลน ๒.๑) ใช้มือขวาน�าสวนท้ายของไวโอลินช้ีเข้าหาล�าคอ ให้หมุดยึดหางปลาจรดคอ
(แนวตอบ การฝก จบั และถอื สวนมือซ้ายให้ใช้ประคองสวนปลายของไวโอลินเทาน้ัน ให้ล�าคอไวโอลินท�ามุมฉากกับสแตนด์
ไวโอลนิ กอ นการเลน นอกจากจะ ตงั้ โน้ตเพลง
ทําใหผูฝกจับและถือไวโอลินได
ถนัดและถกู ตองแลว ยังเปนการ ๒.๒) ประกบสวนท้ายของไวโอลินด้วยไหลซ้ายและคาง
ดูแลไวโอลินไมใหหัก หรือชํารุด คางของผู้เลนวางอยูบนที่รองคาง ใช้น�้าหนักของศีรษะผู้เลน
เสยี หายดว ย) เป็นแรงกดที่รองคาง ไมควรใช้กล้ามเนื้อของล�าคอ หรือ
ขากรรไกรออกแรงกด
เกรด็ แนะครู ๒.๓) ท้ิงมือขวาลงข้างล�าตัว ปลอยให้คางและไหลหนีบ
สวนท้ายของไวโอลินให้มั่น เหวี่ยงมือซ้ายลงและขึ้นใต้คอ
ครูอาจเชิญนักดนตรี หรือวิทยากร ไวโอลนิ โดยไมต อ้ งแตะคอไวโอลนิ เพอ่ื ใหไ้ หลซ า้ ยขยบั เขา้ ท่ี
มาอบรมใหความรูเก่ียวกับการสี
ไวโอลินตามหลักการที่ถูกตองแก ท่มี าของภาพ : คลังภาพ ACT. เขา้ ทาง เพื่อชว ยรองรบั แรงกดจากคาง โดยไมต อ้ งยกไหลซ ้าย
นักเรียน หรืออาจใหนักเรียนฝกหัด ขน้ึ สงู กวา ไหลข วา ลองขยบั เดนิ ไป-มาโดยไมใ หไ้ วโอลนิ หลดุ ออกจากบา
สีไวโอลินตาม โดยใชเวลาในชวง
วันหยุดสุดสัปดาหเปนช่ัวโมงศึกษา 62
เพิ่มเติม เน่ืองจากในการฝกหัดตอง
ใชร ะยะเวลามาก นักเรยี นควรรู
62 คมู ือครู สแตนดต ้งั โนต เพลง หรอื Music Stand เปน ขาตง้ั สาํ หรับวางโนต
ดนตรี โดยสว นใหญจ ะมตี วั กดโนต เพอื่ ปอ งกนั กระดาษโนต ปลวิ และ
เพ่ืออํานวยความสะดวกแกนกั รอ งและนกั ดนตรีในการอา นโนต
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
๓) วิธีการใชม้ อื ซา้ ยกับคอไวโอลนิ สามารถปฏิบตั ไิ ด ้ ดงั ตอไปน้ี ขยายความเขาใจ
๓.๑) ให้รองนิ้วหัวแมมือและน้ิวช้ีมือซ้ายอยูใต้คอไวโอลิน
1. ครสู มุ นกั เรยี น 2-3 คน ออกมาฝก ใช
คล้ายวาท�าหน้าท่ีค�้าให้ไวโอลินทรงตัว แตที่จริงไมได้ค้�า เพราะ มือซายจับคอไวโอลินตามหนังสือ
เรยี น หนา 63 ครูคอยเสรมิ วา การ
น�้าหนักท่ีบังคับการทรงตัวของไวโอลินอยูท่ีคางและไหลซ้าย ทรงตัวของไวโอลินอยูที่คางและ
ไหลซ า ยของผเู ลน ไมใ ชง า มมอื ซา ย
ของผเู้ ลน ทงั้ งา มมอื และนวิ้ มอื ซา้ ยทกุ นวิ้ ตอ้ งเลอื่ นเขา้ -ออก
2. ครูสาธิตการใชนิ้วมือซายกับสาย
ตามแนวคอไดอ้ ยางสะดวก ไวโอลิน จากนั้นครูขออาสาสมัคร
นกั เรยี น 2-3 คน ออกมาฝก ปฏิบตั ิ
๓.๒) ใหอ้ งุ้ นว้ิ หวั แมม อื ซา้ ยอยทู ค่ี อไวโอลนิ หนาช้ันเรียน ครูคอยใหคําแนะนํา
ชี้แนะขอบกพรอง และปรับปรุง
เพียงหลวมๆ สามารถเลื่อนไปตามแนวล�าคอไวโอลินได้ แกไข
ตลอดล�า เพ่ือใชเ้ ปน็ ตวั นา� การเลือ่ นน้วิ อืน่ ๆ ไปยงั ตา� แหนง ที่มาของภาพ : คลงั ภาพ ACT. เกรด็ แนะครู
ทต่ี อ้ งการ
ในการฝกปฏิบัติ ครคู วรตรวจสอบ
๓.๓) นว้ิ ช ้ี นวิ้ กลาง นวิ้ นาง และนวิ้ กอ้ ยขา้ งซา้ ยโผล การใชมอื ซายกบั คอไวโอลนิ โดย
เฉพาะตําแหนง ของมือซา ยและนิ้ว
ขน้ึ เหนือล�าคอไวโอลินดา้ นตรงกนั ขา้ มกบั นวิ้ หัวแมมือและโค้งปลายนิ้ว หัวแมมอื ทว่ี างอยขู างคอไวโอลนิ
เพราะถา วางผดิ ตาํ แหนง จะทําให
เขา้ หาสายไวโอลินทพี่ าดอยูเหนือแผงกดน้ิว การจับไวโอลนิ และการวางน้ิวทาํ ได
ยากลาํ บาก
๔) วิธีการฝกึ ใชน้ ้ิวมือซา้ ยกบั สายไวโอลนิ สามารถปฏบิ ตั ไิ ด้ ดังตอ ไปน้ี
๔.๑) วาง (Land) ไวโอลนิ เข้าทใ่ี นลกั ษณะพร้อมจะใชส้ ีด้วยคนั ชกั แตยังไมต อ้ งสี นกั เรยี นควรรู
๔.๒) แตะปลายน้วิ มือซา้ ยท้งั ๔ นว้ิ คอื นว้ิ ชี้ น้วิ กลาง นว้ิ นาง และนิ้วกอ้ ยเรียงกนั วิธีการใชม อื ซา ยกบั คอไวโอลิน
มือซา ยจะมบี ทบาททีส่ ําคญั
ลงบนสวนปลายสุดของสาย ๑ (E) ยังไมต อ้ งกดสายลงบนแผงกดนิว้ แตใ ห้ใช้นิ้วหัวแมม อื รองรับ เปนอยา งมากในการจบั ไวโอลนิ
สิ่งที่ควรพึงระลกึ อยูเสมอก็คือท่ี
อยใู ต้คอไวโอลนิ อยางหลวมๆ ปลายอีกขางของไวโอลินควรวาง
อยูบนคอ โดยไวโอลนิ จะตองสมั ผสั
๔.๓) รูดน้ิวท้ัง ๔ น้ิว จากสวนปลายสายเข้า กับผิวหนังสว นคอ เพราะในขณะ
สีไวโอลินจะชว ยใหไมเคลอ่ื นทไี่ ปมา
มาหาสวนต้นสายแล้วรูดกลับ ปฏิบัติเชนน้ีกลับไปกลับมา
หลายๆ เที่ยว อยาใหน้ ้ิวท้งั ๔ นิ้วตกจากสาย
๔.๔) ปฏิบัติวิธเี ดยี วกันน้ีกับสาย ๒ (A)
สาย ๓ (D) และสาย ๔ (G)
๔.๕) นิ้วหัวแมมืออาจเปลี่ยนลักษณะการ
รองรับคอไวโอลินไปตามตา� แหนงของสายทงั้ ๔ สาย แตต้อง ท่ีมาของภาพ : คลังภาพ ACT.
เป็นตัวนา� ทางการเลือ่ นนว้ิ ข้ึน-ลง
6๓
@ มมุ IT
สามารถชมคลปิ วิดโี อเกย่ี วกบั การสีไวโอลนิ ของนกั ดนตรที ่ีมฝี มือระดับโลก ไดจ าก
http://www.youtube.com โดยคน หาจากคาํ วา Violin หรอื Vanessa Mae
คมู อื ครู 63
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
ขยายความเขาใจ (ยอจากฉบับนักเรยี น 20%)
1. ครูขออาสาสมัคร 2-3 คน ออกมา ๕) วิธีการใช้คนั ชักไวโอลินสสี ายไวโอลิน สามารถปฏบิ ตั ไิ ด ้ ดังตอไปนี้
ฝกจับคันชักไวโอลินใหถูกวิธีตาม
หนังสือเรียน หนา 64 โดยครูคอย ๕.๑) ใช้น้วิ มือขวาจับดา้ มคนั ชกั โดยใช้นวิ้ หวั แมม ือสอดเขา้ ระหวางดา้ มคันชักกับ
แนะนําและชี้แนะขอบกพรอ ง หางมา้ ท�าหน้าทรี่ องรับแรงจบั จากด้านใน ใช้น้วิ ช ้ี นว้ิ กลาง น้ิวนาง
และน้ิวก้อยออกแรงจับจากดา้ นนอก
2. ครูสาธิตการฝก ลงนวิ้ มือซายบน ๕.๒) ถา้ หางมา้ หยอ น หรอื ตงึ เกนิ ไปใหใ้ ชน้ วิ้ ชแี้ ละนว้ิ
สายไวโอลิน หรอื อาจเปดคลปิ หวั แมม อื ซา้ ยหมนุ เกลยี วทอี่ ยปู ลายดา้ มเขา้ -ออก ปรบั ให้
วิดีโอการฝกลงนิ้วมือซายบนสาย ตึงตามความต้องการ
ไวโอลนิ ใหน ักเรียนชม ครสู รุปวิธี ๕.๓) ถหู างมา้ ดว้ ยยางสนตลอดความยาวของเสน้ จน
การฝกปฏิบัตใิ หนักเรียนฟงอีกครั้ง เกิดความฝด
จากน้นั ครขู ออาสาสมัคร 2-3 คน
ออกมาฝก ลงนิ้วมือซา ยบนสาย ท่ีมาของภาพ : คลังภาพ ACT. ๕.๔) สีสายไวโอลินด้วยหางม้าท่ีถูยางสนได้ท่ีแล้ว
ไวโอลนิ หนา ชั้นเรยี น ครูคอยให จนเกิดเสยี ง
คําแนะนําและช้ีแนะขอ บกพรอ ง
เกรด็ แนะครู ๖) วธิ กี ารฝึกลงน้วิ มอื ซา้ ยบนสายไวโอลิน เนอ่ื งจากไมมเี ฟร็ต (Frets) หรือขน้ั กด
ครแู นะนาํ เกย่ี วกบั ทา ทางในการจบั เลือกระดับเสียงบนคอไวโอลิน ผู้ฝึกควรต้องฝึกโสตประสาทให้สามารถจ�าแนกระดับเสียงดนตรี
ไวโอลินวา ลําตัวจะตองตั้งตรงและ ในสเกลเสียงไดอะทอนิก (Diatonic Scale) ให้ได้แมนย�าเสียกอน จึงจะลงมือฝึกลงน้ิวบนสาย
ผอ นคลาย ไมเ กรง็ การตงั้ ลาํ ตวั ใหต รง ไวโอลนิ ซ่ึงมวี ิธกี ารฝึกปฏบิ ตั ิ ดังตอ ไปน้ี
เปนสิ่งสําคัญที่จะชวยทําใหทาทาง
ดูโดดเดน มีสงา มีบุคลิกภาพที่ดี ไม ๖.๑) ใชน้ วิ้ หวั แมม อื ทรี่ องรบั อยใู ตล้ า� คอไวโอลนิ แตะ
เม่ือย ท้ังนี้ เมื่ออยูในทายืน ชวงหาง คอไวโอลินเพียงเบาๆ เพราะเป็นเพียงตัวน�าทางให้น้ิวอื่นๆ
ของเทาควรมีระยะกวางเทากับชวง เลอื่ นขนึ้ -ลงตามระดบั เสยี งทค่ี วบคมุ เทา นนั้ ไมใ ชท ร่ี องรบั
ไหล แลวกระจายนาํ้ หนักของรา งกาย แรงกดจากนิว้ อืน่
ลงไปทเี่ ทาทง้ั สองขา งใหเทาๆ กนั ๖.๒) งอขอ้ นว้ิ ช ้ี นว้ิ กลาง นว้ิ นาง และนว้ิ กอ้ ยลงหาสาย
ให้พร้อมที่จะลงอุ้งนิ้วบนสาย ณ ต�าแหนงระดับเสียงที่
นักเรยี นควรรู ต้องการ
คันชักไวโอลิน วัสดุทใี่ ชทาํ ทมี่ าของภาพ : คลังภาพ ACT. ๖.๓) เมื่อจะลงนิ้วกลางตอจากน้ิวชี้บนสายเดียวกัน
ดามคนั ชกั มีอยดู วยกนั 3 ชนิด ให้กดนิ้วชี้อยูบนสาย เมื่อจะลงนิ้วนางตอจากนิ้วกลางบนสาย
คือ ไมบ ราซลิ (Brazil wood)
ไมเปอรน มั บโู ค (Pernumbuco) และ เดียวกันให้กดน้ิวชี้และนิ้วกลางอยูบนสายเชนเดียวกัน รวมไปถึงเม่ือจะลงน้ิวก้อยตอจากน้ิวนาง
คารบ อนไฟเบอร (Carbon Fifiber) บนสายเดยี วกันกใ็ ห้กดนิว้ ช้ ี นว้ิ กลาง นว้ิ นาง และน้ิวก้อยอยบู นสายดว้ ย
64
@ มุม IT
สามารถศกึ ษาเพมิ่ เตมิ เก่ียวกบั การเลือกคันชกั ไวโอลินและเทคนิคการใช
คันชักไวโอลิน ไดจาก http://www.pantown.com/board.php?id=13220
&area=4&name=board17&topic=24&action=view
64 คูม ือครู
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
๗) วิธกี ารฝึกใชค้ นั ชกั สสี ายเปลา่ ไวโอลนิ ท้ัง ๔ สาย สามารถปฏิบัติได ้ ดงั ตอ ไปน้ี อธบิ ายความรู
๗.๑) วาง (Land) ไวโอลนิ เข้าท่ตี ง้ั บนบา ซ้ายพร้อม
จะสี มือซ้ายประคองคอไวโอลนิ โดยไมใ ชน้ ว้ิ กดสาย มือขวาจบั ครขู ออาสาสมคั ร 2-3 คน ออกมา
คันชักพร้อมจะสี แตะสวนปลายของหางม้าเข้าที่สายที่ ๒ ฝกใชค ันชกั สีสายเปลาไวโอลินทงั้
ตรงบรเิ วณระหวา งหยอ งกบั สวนต้นของแผงกดน้วิ โดยให้ 4 สาย ตามหนังสอื เรยี น หนา 65
แนวของหางมา้ ขนานกบั แนวสนั ของหยอ ง ใหห้ างมา้ แตะ ครคู อยใหคาํ แนะนาํ และช้แี นะ
เฉพาะสายที ่ ๒ เทานน้ั ขอ บกพรอ ง
๗.๒) แขนขวาทอนบนชี้ออกนอกล�าตัวใน
ลกั ษณะทจ่ี ะยก หรอื ลดระดบั ขนึ้ -ลงไดอ้ ยา งสะดวก งอขอ้ ศอก เกร็ดแนะครู
ควบคุมให้มือท่ีจับคันชักเล่ือนข้ึน-ลง เพ่ือให้หางม้าเสียดสีกับ ที่มาของภาพ : คลงั ภาพ ACT.
ครคู วรเนน ใหน กั เรยี นทสี่ นใจฝก หดั
สายไวโอลินสายที่ ๒ ในแนวขนานกับหยอง จะท�าให้เกดิ เสยี ง “ลา” ดงั ขนึ้ ไวโอลิน ใหเ ริ่มฝกดว ยวธิ ดี ดี สายกอ น
๗.๓) ลดระดับขอ้ ศอกลงให้ปลายหางมา้ เขา้ แตะสายท ่ี ๑ แลว้ สใี นลกั ษณะเดยี วกัน วิธีสี โดยจับไวโอลินเหมือนจับกีตาร
กบั สายท่ี ๒ จะทา� ใหเ้ กดิ เสียง “มี” ดังขึน้ ใชน ว้ิ หวั แมม อื ขวาออกแรงดดี สายและ
๗.๔) ให้ฝึกสีสายเปลาสายท่ี ๑ และสายเปลาสายท่ี ๒ ในวิธีเดิมสลับกันไปมา ใชน ว้ิ ช้ี นวิ้ กลาง นว้ิ นาง และนวิ้ กอ ย
จนมือขวาคลองแคลวและเกิดเสียง “ม”ี “ลา” ชัดเจน แลว้ เลื่อนหางมา้ ไปสีสายเปลา สายที่ ๒ และ ซา ยลงสาย เลอื กระดบั เสยี งดนตรแี ลว
สายเปลาสายท่ี ๓ จนคลอ งแคลว และเกิดเสยี ง “ลา” “เร” ชัดเจนอีกคหู น่ึง จึงเลอ่ื นหางม้าไปสีสาย ใหจับคูสายดีดทีละคู จากนั้นจึงคอย
เปลา สายท ี่ ๓ และสายเปลาสายท ี่ ๔ จนมือขวาคลองแคลวและเกิดเสียง “เร” “โซ” ชดั เจน โดย เร่ิมตน ใชคันชักสีไวโอลนิ
ใช้วธิ ีเดียวกนั กบั ที่ใช้กบั สายเปลา สายท ี่ ๑ และสายเปลา สายที่ ๒ ทุกประการ เม่อื ฝกึ สีแรกๆ อาจ
เกดิ เสยี งออดแอด ใหเ้ พมิ่ ความเรว็ ของการเลอ่ื นหางมา้ ขน้ึ -ลง จนกระทง่ั ไดค้ ณุ ภาพเสยี งทน่ี มุ นวล นักเรยี นควรรู
คนั ชัก สําหรับนักไวโอลินที่มีทกั ษะ
ในการเลนไมมากนัก ควรใชคันชักท่ี
มีความแข็งพอสมควร มีความโคงที่
พอเหมาะ ไมแข็ง หรือออ นจนเกนิ ไป
ทีม่ าของภาพ : คลงั ภาพ ACT. 65 นักเรยี นควรรู
นกั เรียนควรรู หางมา หางมา ท่มี ีคณุ ภาพจะมี
สีขาว สะอาด แข็งแรง และจดั แตง
คณุ ภาพเสยี ง โดยปกตแิ ลว ไวโอลนิ ชน้ั เย่ียมจะถกู ผลิตขึ้นโดยชา งช้ันครูคราวละหน่ึงตัวเทา น้นั ไดงาย ในอดีตประเทศอารเจนตินา
โดยทุกชิ้นสวนจะถูกทําขึ้นอยางระมัดระวังและตั้งอกต้ังใจ สรางสัดสวนดานหนาและหลังของ และประเทศในแถบอเมริกาใต เปน
ไวโอลนิ ใหมรี ูปทรงเปน เหมือนกลอ งเล็กๆ ทม่ี ีความสวยงาม อีกทง้ั มคี ณุ สมบตั เิ ปนเหมือนเครอ่ื ง กลมุ ประเทศผสู ง ออกหางมา รายใหญ
ขยายเสยี ง ทําใหเสียงท่เี กดิ จากการสน่ั สะเทือนดว ยการสีมีความเขมขนเตม็ ที่ แตในปจจุบันประเทศจีนกลายเปน
ผูผลิตหางมารายใหญกวา 70% จาก
ทใี่ ชกันอยูท วั่ โลก
คมู ือครู 65
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
ขยายความเขา ใจ (ยอ จากฉบับนกั เรียน 20%)
ครขู ออาสาสมัคร 4-5 คน ออกมา ตัวอย่าง โนต้ เพลงสา� หรบั ใชฝ้ กึ หัดไวโอลิน
สไี วโอลนิ เพลง Twinkle Twinkle little
Star ใหค รูและเพื่อนฟง หนาชนั้ เรียน DA 0 (สายเปล่า) Move Do ในบันไดเสียงดี เมเจอร์ (D Major)
ครูคอยใหค าํ แนะนาํ และชแ้ี นะ 1 (นว้ิ ชี)้ ใช้ D เปน็ ข้นั ที่ 1 หรือเสยี งโด
ขอ บกพรอง (ด)(ซ)
2 (นิ้วกลาง)
เกรด็ แนะครู รล 3 (นิว้ นาง)
มท
ครูเนนยา้ํ ใหน กั เรยี นเขา ใจวา ฟ ด°
ทาทางในการใชค นั ชักไวโอลนิ สีสาย
ไวโอลินน้นั ควรมีความเปนธรรมชาติ เพลง Twinkle Twinkle little Star
ซงึ่ มีวธิ ตี รวจสอบวามือขวาทีจ่ บั อยู
น้ันเปนธรรมชาติหรอื ไม คอื ใหยืน เสียง ด ด ซ ซ ล ล ซ พ ฟ ม ม ร ร ด
ปลอ ยแขนและมือไวข างลําตวั น่ันคือ 3_______ 2_______________________ 3_________________________________
ทา ทางการจบั คนั ชักท่คี วรจะปรับ เลนสายท่ี ๐ ๐ ๐ ๐ 1 1 ๐ 3 3 2 2 1 1 ๐
เปลี่ยนเพียงเลก็ นอยเทานัน้ สิ่งที่ น้วิ ลง ขนึ้ ลง ขนึ้ ลง ข้ึน ลง ลง ขึ้น ลง ข้ึน ลง ข้นึ ลง
เปลี่ยนไปมี 2 อยาง คือ น้วิ หวั แมมอื คนั ชัก
จะอยูใตนิว้ อืน่ เล็กนอ ยและวางอยูท่ี
ดามคันชัก ระหวางโคนคนั ชกั และ เสียง ซ ซ ฟ ฟ ม ม ร ซ ซ ฟ ฟ ม ม ร
ปลอกหนงั หมุ ดา มจบั น้วิ หัวแมมือ 2 _______ 3_______________________ 2 ________3_________________________
จะโคง ออกดานนอกเปน รูปวงกลม เลน สายท่ ี ๐ ๐ 3 3 2 2 1 ๐ ๐ 3 3 2 2 1
และปลายนิ้วกอ ยวางอยูด า นบน นว้ิ ลง ข้ึน ลง ขน้ึ ลง ขึ้น ลง ลง ข้ึน ลง ขึน้ ลง ข้นึ ลง
คันชกั กอนถึงปุมสกรู วางนว้ิ เปน คันชัก
แนวโคง เพ่ือรับน้าํ หนักของคันชัก
สวน 3 น้ิวท่ีเหลือใหว างอยูเหนอื เสยี ง ด ด ซ ซ ล ล ซ ฟ ฟ ม ม ร ร ด
ดา มคนั ชัก ซึง่ จะทําใหน ว้ิ หวั แมม ือ 3________2______________________ 3_________________________________
และนิ้วกลางไขวก นั จะตองออกแรง เลนสายท ี่ ๐ ๐ ๐ ๐ 1 1 ๐ 3 3 2 2 1 1 ๐
บบี นวิ้ ทั้ง 2 นิว้ เลก็ นอ ย เพราะจะ นิ้ว ลง ข้ึน ลง ขน้ึ ลง ข้นึ ลง ลง ขน้ึ ลง ขนึ้ ลง ข้ึน ลง
ทาํ ใหรูสึกจับคนั ชักไดอ ยางมน่ั คง คนั ชัก
นักเรียนควรรู ค�าแนะน�าวธิ ีปฏบิ ตั ิ :
๑. ใหก้ ะแบงคนั ชกั เปน็ ๒ สว น
สายไวโอลิน เราสามารถฟงเสียง ๒. ใชเ้ ฉพาะทอ นบนสีสายไวโอลิน ท้ังสขี น้ึ และสีลง
สายที่กําลังตั้งอยูไดดวยการดีดสาย ๓. โน้ตเสยี งยาวอาจใช้ความยาวคนั ชักได้จนสุดคนั
เชนเดียวกันกับกีตาร ซึ่งเปนวิธีการท่ี ๔. การใช้ทิศทางคันชักข้นึ -ลงสลับกนั เชนนเ้ี ป็นการฝกึ ข้ันตน้ เทานนั้
งายและมีความเหมาะสมกับผูท่ีเริ่ม เมื่อช�านาญแล้วจงึ เปล่ียนแปลงตามความเหมาะสม หรอื ตามที่ผปู้ ระพนั ธ์เพลงก�าหนดให้
เรียนไวโอลินใหมๆ แตถาใชคันชักสี
กจ็ ะทําใหไ ดย นิ เสียงทช่ี ดั เจนกวา 66
66 คมู อื ครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand
Evaluate
๔. แนวทางการประพันธ์เพลงอย่างงา่ ย กระตุน ความสนใจ
การประพนั ธเ์ พลงสากลนน้ั ผเู้ รยี นควรเรม่ิ ตน้ จากการประพนั ธเ์ พลงอยา งงา ยจนเกดิ ความ ครูเปด เพลง “รกั เมืองไทย” ให
ชา� นาญแลว้ จงึ คอ ยๆ พฒั นาไปถงึ ระดบั ทย่ี ากขน้ึ ตอ ไป โดยเรม่ิ จากการประพนั ธท์ า� นองกอ นบทรอ้ ง นกั เรยี นฟง จากนน้ั ครถู ามนกั เรยี นวา
เมอื่ ชา� นาญแลว้ จงึ จะสามารถแตง พรอ้ มกนั ได ้ ในชว งเรม่ิ ตน้ ของการฝกึ หดั ประพนั ธเ์ พลงใหผ้ เู้ รยี น
• เพลงทไี่ ดฟงจบไปนั้นมชี ื่อวา
ใชอ้ ตั ราจังหวะ ๒ แบบ งายๆ คอื @ และ $ เป็นเคร่ืองหมายประจ�าจังหวะกอน เม่ือชา� นาญแลว้ อยา งไร ใครเปนผูประพันธ
(แนวตอบ เนื้อรอ งและทํานอง
จึงใชอ้ ตั ราจังหวะอ่นื ๆ ตอไป ประพนั ธโ ดยพลตรีหลวงวจิ ติ ร-
สวนบันไดเสียงที่จะใช้ฝึกหัดประพันธ์เพลง ควรเริ่มจากบันไดเสียงเพนทาทอนิก วาทการ)
(Pentatonic Scale) และบันไดเสยี งไดอะทอนกิ (Diatonic Scale) กอ น ซ่ึงผเู้ รียนได้เคยศกึ ษา
มาแล้วในระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ ี ๒ และให้ใชว้ ลแี บบ ๒ ห้องจบกอ น แลว้ จงึ ใช้แบบ ๔ ห้องจบ • เนอื้ หาสาระทผี่ ูป ระพนั ธ
แบบ ๘ ห้องจบ และแบบอ่ืนๆ ตามลา� ดับ ตอ งการนําเสนอคือสิง่ ใด
องคป์ ระกอบพนื้ ฐานทเี่ ลอื กใชใ้ นการประพนั ธเ์ พลงทจ่ี ะกลา วในทน่ี มี้ อี ย ู ๓ ประการดว้ ยกนั (แนวตอบ นักเรียนสามารถตอบ
คอื การเลอื กจงั หวะ การประพนั ธท์ า� นอง และการประพนั ธบ์ ทรอ้ ง ซง่ึ องคป์ ระกอบพน้ื ฐานทก่ี ลา ว คําถามไดอยางอิสระ แตครูเนน
มามีรายละเอียดพอสงั เขป ดงั ตอ ไปนี้ ยํ้าวา บทเพลงดังกลาวมีเนื้อหา
4.๑ จงั หวะ ปลกุ ใจใหค นไทยรักชาติและ
บทเพลงท่ีเราฟังกันอยูทุกวันน้ี สามารถแบงตามลักษณะของจังหวะทางดนตรีสากล ทํานุบาํ รุงชาติใหร งุ เรอื ง)
ได้เป็น ๓ ประเภท คือ เพลงอัตราสองจังหวะ เพลงอัตราสามจังหวะ และเพลงอัตราสี่จังหวะ
เพลงแตล ะประเภทดงั กลา วจะใหอ้ ารมณแ์ ละความรสู้ กึ ในการฟงั ทแ่ี ตกตา งกนั กลา วคอื เพลงอตั รา สาํ รวจคนหา
สองจังหวะและเพลงอัตราสี่จังหวะ ทั้งเพลงเร็วและเพลงช้า เป็นเพลงท่ีมีความสมดุลในตัวเอง
เปรียบเสมือนธรรมชาติของคนเราท่ีมีเท้าซ้ายและเท้าขวาใช้ส�าหรับเดินก้าวตอเนื่องกันไปอยาง ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน
สม�่าเสมอ สืบคนขอมูลเก่ียวกับแนวทางการ
เพลงอัตราสองจังหวะและเพลงอัตราสี่จังหวะนิยมใช้มากในชีวิตประจ�าวัน โดยเฉพาะ ประพนั ธเ พลงวา ตอ งมอี งคป ระกอบใด
ในเพลงกิจกรรมของเด็กๆ เพ่ือสร้างความสนุกสนาน ราเริง ในเพลงของวัยรุน เพลงรัก เพลง และยกตวั อยา งบทเพลงมา 1 บทเพลง
ประกอบการเต้น เพลงสถาบัน เพลงปลุกใจตางๆ หากต้องการแตงเพลงท่ีให้ความสนุกสนาน ตามความสนใจ
จงึ ควรเลือกใช้จังหวะของเพลงประเภทนี้
อธิบายความรู
เพลงอัตราสองจงั หวะและเพลงอัตราส่ีจงั หวะ จะมเี คร่อื งหมายประจ�าจังหวะ @ และ $
ใหน ักเรียนแตละกลุมออกมา
บนั ทึกไวบ้ นบรรทดั ห้าเสน้ เฉพาะตน้ หอ้ งท ี่ ๑ ของโน้ตทา� นองเพลง เพ่อื ก�าหนดจา� นวนนบั หรือ นําเสนอบทเพลงทศ่ี กึ ษามาวา
จ�านวนเคาะจังหวะในแตละห้องเพลงท่ีอยูตามหลัง ท�าให้ทุกห้องมีจ�านวนเคาะจังหวะท่ีเทากัน ผปู ระพนั ธม ีแนวทางในการประพนั ธ
เลขตัวบนบอกจ�านวนเคาะในแตละห้องและเลขตวั ลา งบอกใหน้ ับโนต้ ตัวดา� เป็น ๑ เคาะ และให้ เพลงอยางไร จากนน้ั ใหน ักเรียน
เทยี บจา� นวนเคาะของตัวโนต้ รปู รา งอน่ื ออกไปจากคา ของโนต้ ตัวดา� น้ี รว มกันสรุปประเด็นสําคญั ของ
แนวทางการประพนั ธเ พลง ดงั ตอ ไปน้ี
67
1. จงั หวะ
2. การประพันธท ํานองเพลง
3. การประพันธบทเพลง
ลงกระดาษรายงาน สง ครผู สู อน
@ มุม IT เกร็ดแนะครู ขยายความเขา ใจ
สามารถฟงตัวอยางเพลงปลุกใจ ครูควรหาตัวอยางเพลงปลุกใจ เชน จากการศกึ ษาเกย่ี วกบั แนวทางการ
ไดจาก http://www.youtube.com เพลงตน ตระกลู ไทยเพลงเราสู เพลงเลอื ด ประพนั ธเพลงอยา งงายจากในหนงั สอื เรียน หนา 67-73
โดยคน หาจากคําวา เพลงปลกุ ใจ หรอื สุพรรณ เปนตน มาเปดใหนักเรียนฟง ครตู งั้ ประเดน็ วา “องคป ระกอบพน้ื ฐานในการประพนั ธ
อาจระบชุ อ่ื เพลง เชน เพลงเราสู เพื่อใหนักเรียนฝกจับจังหวะของเพลง บทเพลงแตละเพลงเหมือนหรือตางกันอยางไร” ให
เพลงเลอื ดสุพรรณ เปนตน ใหไดว ามีลักษณะอยางไร นักเรียนรวมกันอภิปรายและสรุปประเด็นสําคัญ โดย
ครูคอยอธบิ ายเสริมเพ่มิ เติม
คูมือครู 67
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand
Engage Evaluate
สาํ รวจคนหา (ยอจากฉบบั นักเรียน 20%)
ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน ดังนั้น เคร่ืองหมายประจ�าจังหวะ @ จึงก�าหนดให้ห้องหนึ่งๆ มี ๒ เคาะ โดยให้นับ
สืบคนขอมูลเกี่ยวกับบทเพลงสากล
หรอื เพลงไทยสากลทป่ี ระพนั ธข น้ึ ดว ย โนต้ ตัวด�าเปน็ ๑ เคาะ ถ้าเปน็ โน้ตตวั อนื่ ๆ ต้องรวมคา ได้ ๒ เคาะ สวนเครื่องหมายประจ�าจงั หวะ
อัตราจังหวะ @ และ $ มาจังหวะละ
1 เพลง จากแหลง การเรยี นรตู า งๆ เชน $ ก�าหนดใหห้ อ้ งหนงึ่ ๆ มี ๔ เคาะ โดยให้นับโน้ตตวั ดา� เปน็ ๑ เคาะ ถ้าเปน็ โน้ตตัวอ่นื ๆ ตอ้ งรวม
หองสมุด หนังสือเรียน อินเทอรเน็ต คา ได ้ ๔ เคาะ เครือ่ งหมายประจ�าจงั หวะ $ นี ้ สามารถใชเ้ คร่ืองหมาย C แทนได้
เปนตน
ส�าหรับเพลงอัตราสามจังหวะ เป็นเพลงที่มีจังหวะที่ไมสมดุลในตัวเอง จังหวะตอเนื่อง
อธบิ ายความรู ของเพลงประเภทน้ีให้ความรู้สึกคล้ายกับเรือท่ีโคลงไปมา เพลงประเภทน้ีถ้าเป็นเพลงช้าจะให้
ความรสู้ กึ ยดื ยาด เนบิ นาบ หากเปน็ เพลงเรว็ จะใหค้ วามรสู้ กึ ทส่ี ดชนื่ ชวนฝนั จากทไี่ ดก้ ลา วมาแสดง
ครูขออาสาสมคั ร 3-4 กลมุ ออกมา ให้เหน็ วาการเลือกใช้จังหวะทีถ่ กู ต้องกบั อารมณข์ องบทเพลงท่ตี อ้ งการประพนั ธจ์ งึ เป็นเรื่องทต่ี ้อง
อธิบายเก่ียวกับ “จังหวะทางดนตรี” ค�านึงถงึ เปน็ อยา งยิง่
ที่ศึกษามา โดยครูอธิบายเพ่ิมเติมวา
จงั หวะทางดนตรมี สี ว นทาํ ใหบ ทเพลง ตัวอยา่ ง เพลงอัตราสองจงั หวะ
ชา หรือเร็วได
เพลงช้าง
ขยายความเขาใจ เน้อื ร้อง : คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง
ทา� นอง : พมาเขว
ครูใหนักเรียนแตละกลุมฝกขับรอง
เพลงชางและเพลงลมหนาว แลวให ช้าง ชา้ ง ช้าง หนู เคย เหน็ ช้าง หรือ เปลา ชา้ ง มนั ตัว โต ไม
เปรียบเทียบวา เพลงทั้ง 2 เพลงมี
จงั หวะทางดนตรเี หมอื นหรอื แตกตา ง เบา จ มูก ยาว ยาว เรยี ก วา งวง______ ม ี เขี้ยว ใต้
กนั อยางไร
นกั เรยี นควรรู งวง เรยี ก วา งา______ ม ี ห ู มี ตา หาง ยาว
เคร่ืองหมายประจําจังหวะ 68
เครอื่ งหมายชนดิ นี้บางตําราจะ
เรียกวา “เคร่ืองหมายกําหนดอตั รา @ มมุ IT
จงั หวะ” หรือ “มีเตอร” และทกุ ช่อื
ลวนส่อื ความหมายอนั เดยี วกนั สามารถฟง เพลง “ลมหนาว” ซง่ึ เปน เพลงพระราชนพิ นธลําดบั ที่ 19
มกั เปนเคร่อื งหมายตัวเลข 2 ตวั ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช ไดจาก
วางซอ นกนั คลา ยเลขเศษสว น http://www.youtube.com โดย คน หาจากคําวา
ใชบ ันทึกไวหลังเคร่อื งหมายกญุ แจ เพลงพระราชนิพนธลมหนาว
ประจาํ หลกั เฉพาะท่ีหองแรกของ
บทเพลงท่ีจะใชเครือ่ งหมายนกี้ ํากับ
เคร่ืองหมายน้เี ปนตัวกาํ หนดจงั หวะ
เคาะ หรือบตี ทจี่ ะตอ งรวมกลุมกัน
อยูใ นแตละหองของบทเพลง และยงั
ชวยสอื่ การลงจงั หวะหนัก-เบา
ในหอ งเพลงน้นั ๆ ดวย
68 คูม ือครู
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
ตัวอยา่ ง เพลงอัตราสามจังหวะ ขยายความเขา ใจ
เพลงลมหนาว ครูใหนักเรียนฝกเคาะจังหวะ หรือ
ปรบมือในเพลง “คูกัด” ตามหนังสือ
เพลงพระราชนพิ นธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช เรยี น หนา 69 พรอ มกนั ครคู อยแนะนาํ
และชแ้ี นะขอ บกพรอ ง เพอ่ื ใหน กั เรยี น
เคาะจังหวะ หรือปรบมือไดล งจังหวะ
ยาม ลม หนาว พดั โบก โบย โชย ชน่ื นกั เรียนควรรู
เหลา ส กุณ รอ้ ง รืน่ รมย์_______________ จงั หวะ ทาํ หนาทีค่ วบคมุ การ
เคล่ือนท่ีของทํานองและแนว
หม ู ดอก ไม้ ชวน ภ มร รอน ชม ประสานเสียงตางๆ เพือ่ ทาํ ใหการ
บรรเลงดนตรีนัน้ มีความสมั พนั ธก ัน
ชาง สขุ สม เพลิน ตา นา ดู ช ู ใจ การเดินของจังหวะจะดําเนินไป
อยางสมา่ํ เสมอและมคี วามตอ เนอ่ื ง
จนจบการบรรเลงดนตรนี น้ั ท้งั ยังมี
สว นท่ีทาํ ใหบทเพลงมีความชา-เร็ว
แตกตา งกนั ออกไปอีกดว ย
ตัวอย่าง เพลงอัตราสจี่ งั หวะ
เพลงค่กู ัด นกั เรียนควรรู
เพลงคูก ดั ประพันธค ํารอ ง
โดยอรรณพ จนั สตุ ะ และเรยี บเรียง
ทาํ นองโดยชาตรี คงสวุ รรณ
ลิ้น กับ ฟัน พบ กนั ท ี ไร ก็ เรอื่ ง ใหญ_ น้�า กบั เพลงคูก ดั เปนเพลงหนงึ่ ทอ่ี ยูใ น
อลั บม้ั บมู เมอแรงของเบริ ด
ธงชยั แมคอนิ ไตย ซึ่งเปนนักรอง
ไฟ ถา้ ไกล กนั ได้ ก็ ดี หมา กับ แมว มา เจอะ กนั ส ู้ กนั และนกั แสดงทมี่ ีผลงานเปน ทีร่ จู ัก
ของประชาชนทั่วประเทศ อัลบั้มน้ี
ถูกออกวางจาํ หนา ยเม่อื เดือนมีนาคม
ป พ.ศ. 2533 เปน อลั บ้มั ทม่ี ียอด
ทุก ท_ี __ ตา ง ไม เคย มี ว ิ ธี จะ พูด จา จาํ หนา ยสูงกวา 2 ลา นตลับ นบั เปน
สถติ ิที่สงู สดุ ของนักรอ งชายเด่ยี ว
69 ของประเทศไทย
คมู ือครู 69
กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
อธบิ ายความรู (ยอ จากฉบับนักเรียน 20%)
ครขู ออาสาสมัคร 3-4 กลุม ออกมา 4.2 การประพนั ธท์ าํ นองเพลง
อธิบายเก่ียวกับการประพันธทํานอง นอกจากอัตราจังหวะจะมีสวนในการก�าหนดอารมณ์เพลงที่ต้องการแล้ว การประพันธ์
เพลงท่ีศึกษามา จากน้ันใหนักเรียน ท�านองเพลงก็มีสวนส�าคัญในเร่ืองของความไพเราะไมน้อย ในทางดนตรีสากลท�านองเพลงเกิด
ในหองรวมกันฝกเคาะจังหวะ หรือ จากเสียงข้ันตางๆ ที่อยูในบันไดเสียงใดบันไดเสียงหนึ่ง เสียงดังกลาวเป็นกลุมเสียงที่จัดเรียงตัว
ปรบมอื ตามโนต เพลง Twinkle Twinkle กนั อยางเป็นระบบ ใชใ้ นการแตง เปน็ ท�านองเพลงและท�าเสยี งประสาน
Little Star เพลง Ode To Joy และ
เพลง London Bridge โดยครูคอย
ชี้แนะเทคนิคการเคาะ หรือปรบมือ
ตามโนตเพลงเพม่ิ เตมิ
เกรด็ แนะครู ดc ร ม ฟ ซ ล ท ด°
12345678
ครอู ธิบายเสริมวา การประพนั ธ
ทํานองเพลงที่ดตี อ งมีความตอเนอ่ื ง หมายเหต ุ : ให้ผ้เู รยี นทดลองกดลิ่มนว้ิ บนคีย์บอรด์ ตามภาพกลับไป-มา จะไดเ้ สียงที่มคี วามสดใส
ของโนตดนตรที น่ี ํามาเรียงรอ ยอยา ง
เหมาะสม มีการใชเ สยี งสูง เสียงต่าํ ตัวอยา งทา� นองเพลงในบนั ไดเสยี งซ ี เมเจอร ์ (C Major) ในการเรยี บเรียงทา� นองเพลง
เสยี งยาว เสยี งสั้น บทเพลงจะขาด โดยเรม่ิ เสียงแรกของเพลงด้วยเสียงขนั้ ท ี่ ๑ (โด) หรอื เสยี งขั้นท่ ี ๓ (ม)ี หรอื เสยี งขั้นท่ ี ๕ (ซอล)
ทํานองไมได ทํานองที่ดีจะตองมี ก็ได้ จบเสียงเพลงด้วยเสียงขั้นท่ี ๑ หรอื เสยี งขน้ั ท ่ี ๘ (โด)
ความหมาย มีเสียงทส่ี มดุล สามารถ
สรา งความประทับใจใหแ กผฟู ง ได ตวั อย่าง ท�านองเพลงในบันไดเสยี งซี เมเจอร์ (C Major)
นักเรียนควรรู เริ่มจากเสยี งขน้ั ที่ ๑ (โด)
ทํานอง เปรยี บเหมอื นรูปรา งของ เพลง Twinkle Twinkle Little Star
บทเพลง ซงึ่ ทาํ นองจะใหเ สยี งที่มี
ความตอเน่อื งกัน มีท้ังเสียงสูง-ต่าํ , Wolfgang
ส้นั -ยาว โดยทัว่ ไปดนตรีจะตองมี
ทาํ นองเปนสว นประกอบ และองค 4
ประกอบของทํานองจะประกอบ 4
ดวยจงั หวะของทาํ นอง (Melodic
Rhythm) ทํานองของเพลงทมี่ ี 7๐
ความสั้น-ยาวของแตล ะเสียงแลว
นาํ มาประกอบกันเปนบทเพลง
นกั เรยี นควรรู
คียบอรด ลักษณะเดนของเคร่อื งดนตรปี ระเภทคียบ อรด คอื มลี ม่ิ นวิ้ สาํ หรบั กด เพ่อื ปรับเปลย่ี น
ระดบั เสยี งดนตรี ลมิ่ นวิ้ สาํ หรบั กดนน้ั นยิ มเรยี กวา “คยี ” (Key) เครอื่ งดนตรแี ตล ะชนดิ มจี าํ นวนคยี
ไมเ ทา กนั โดยปกตสิ ขี องคยี จ ะเปน สขี าวกบั สดี าํ คยี ส ดี าํ จะโพลส งู ขนึ้ มามากกวา คยี ส ขี าวเลก็ นอ ย
70 คูมอื ครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
เริ่มจากเสียงขั้นท่ี ๓ (มี) อธบิ ายความรู
เพลง Ode To Joy 1. ใหนกั เรยี นศกึ ษาแผนผังตวั อยา ง
การเรยี บเรยี งทํานองเพลงโดยใช
4 L.Van Beethoven บันไดเสียงซี เมเจอร (C Major)
4 เริม่ จากเสยี งขน้ั ท่ี 1 (โด) เพลง
Twinkle Twinkle Little Star เริ่ม
3 จากเสียงข้นั ที่ 3 (ม)ี เพลง Ode
To Joy เรมิ่ จากเสยี งขน้ั ที่ 5 (ซอล)
เร่มิ จากเสียงขนั้ ท่ี ๕ (โซ) 1 เพลง London Bridge จากใน
หนงั สอื เรยี น หนา 70
เพลง London Bridge Naurrrs.Mer.yA .SCoanugx
2. ครูเปดซดี ี หรือดวี ีดีเพลง Twinkle
2 Twinkle Little Star เพลง Ode To
4 Joy และเพลง London Bridge
ใหนักเรียนฟง 1-2 รอบ โดยให
5 นักเรียนฝก ฟง การประพนั ธทาํ นอง
ของบทเพลงทัง้ 3 เพลงและ
1 วเิ คราะหความแตกตา งของการ
ประพันธทาํ นองในบทเพลงทีไ่ ดฟ ง
เสียงขั้นตา งๆ จากบนั ไดเสยี งเมเจอร์ (Major Scale) ทเ่ี ราน�ามาใช้ในการประพนั ธ์เพลง
จะใหท้ �านองเพลงที่สนุกสนาน รา เรงิ หากต้องการประพันธเ์ พลงทไี่ ด้อารมณ์เศร้า เหงา ผูเ้ รียน 3. ครสู าธติ วธิ กี ารขบั รอ งเพลง Twinkle
ควรจะเลือกใช้บันไดเสียงอีกชนิดหนึ่งที่เรียกวา “บันไดเสียงไมเนอร” (Minor Scale) ซึ่งมี Twinkle Little Star เพลง Ode To Joy
โครงสร้างแตกตางไปจากบนั ไดเสยี งเมเจอร์ และเพลง London Bridge พรอ มกบั
ปรบมอื หรอื เคาะจงั หวะใหต รงตาม
A 7๑ จังหวะเพลงที่ถูกตองใหนักเรียนดู
ลท ด ร มฟซ ล และใหนักเรียนฝกปฏิบัติตามจน
1 2 34567 8 เกิดความชํานาญ จากน้ันครูสุม
นักเรยี น 2-3 คน ออกมาสาธิตการ
หมายเหต ุ : ใหผ้ เู้ รียนทดลองกดล่มิ นิ้วบนคียบ์ อรด์ ตามภาพกลับไป-มา จะไดเ้ สียงที่เศร้า ขับรองเพลง Twinkle Twinkle
Little Star เพลง Ode To Joy และ
เพลง London Bridge พรอมกับ
ปรบมือ หรือเคาะจังหวะใหตรง
ตามจังหวะเพลงใหเพ่ือนชมหนา
ชั้นเรียน โดยมีครูเปนผูคอยชี้แนะ
ความถกู ตอ ง
4. ครสู มุ นกั เรียน 2-3 คน ใหตอบ
คําถามดงั ตอ ไปน้ี
• นักเรยี นคดิ วาเพลง Twinkle
Twinkle Little Star เพลง Ode To
Joy และเพลง London Bridge
บทเพลงใดมกี ารประพนั ธท าํ นอง
เพลงไดเ ปน อยา งดี เพราะเหตใุ ด
จงึ คิดเชนนนั้
(แนวตอบ นักเรียนสามารถแสดง
ความคิดเหน็ ไดอยางอสิ ระ)
คูม อื ครู 71
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
อธิบายความรู (ยอ จากฉบบั นกั เรยี น 20%)
จากการศกึ ษาเกย่ี วกบั การประพนั ธ ทัง้ นี ้ ผู้เรยี นใชเ้ สยี งทัง้ ๘ ข้นั ของบนั ไดเสียงเอ ไมเนอร์ (A Minor) ในการเรยี บเรียง
ทาํ นองเพลง ครตู ้ังประเด็นถาม ทา� นองเพลง โดยเรม่ิ เสยี งแรกของเพลงด้วยเสยี งข้นั ที ่ ๑ (ลา) หรือเสยี งขัน้ ท่ี ๕ (ม)ี ก็ได ้ จบเสยี ง
นกั เรียนวา เพลงด้วยเสยี งข้นั ท ี่ ๑ หรือเสียงขน้ั ท ี่ ๘ (ลา) ซ่งึ ผูเ้ รยี นจะได้เสยี งทแี่ ตกตางกับการใชบ้ นั ไดเสยี ง
ซี เมเจอร์ (C Major) ในการประพันธ์ทา� นองเพลง
• หากเราเรียบเรียงทํานองเพลง
โดยใชบนั ไดเสียงไมเ หมาะกับ ตัวอย่าง การเรยี บเรยี งทา� นองเพลงโดยใช้บนั ไดเสียงเอ ไมเนอร์ (A Minor)
เสยี งของผขู ับรอ ง หรือไมเหมาะ เพลงกระบี่ไร้เทยี มทาน
กบั เครอ่ื งดนตรที ต่ี องการ
บรรเลง นกั เรยี นจะมีแนวทาง ท�านอง : เพลงจีน
แกไ ขอยา งไร
(แนวตอบ นักเรียนสามารถ 4
ตอบคําถามไดอ ยา งอสิ ระ 4
แตครคู วรเนน ใหน ักเรียนเขาใจ
วา การประพันธทํานองเพลง 1
ควรเลือกใชบนั ไดเสียงให
เหมาะสม เชน หากตอ งการ 1
ประพนั ธเพลงท่ใี หอ ารมณ
สนกุ สนาน รา เรงิ ผปู ระพนั ธ จากท่ีกลา วมาขา้ งตน้ วาการประพนั ธท์ า� นอง คือ การบรรจรุ ะดับเสยี งดนตรีทีเ่ หมาะสม
ควรเลอื กใชบันไดเสยี งเมเจอร ให้แกตัวโน้ตทุกตัวในโครงสร้าง เพื่อให้เกิดเสียงสูง-ต�่าตางกัน แตต้องคล้องจองและมีระเบียบ
มาประพนั ธเพลง เปนตน ) ถกู ต้องตามหลักไวยากรณ์เพลง
เทคนิคพนื้ ฐานในการประพันธ์ท�านองเพลง มีดังตอไปนี้
เกรด็ แนะครู ๑. เลือกใช้มาตราเสียง หรือบันไดเสียงท่ีเหมาะสมกับอารมณ์เพลงที่ต้องการ เชน
หากใช้บันไดเสียงเพนทาทอนิก (Pentatonic Scale) จะท�าให้ท�านองฟังสบายหู ชวนขับร้อง
ครหู าเพลงในบันไดเสียง หากใชบ้ นั ไดเสยี งไดอะทอนกิ หมวดเมเจอร ์ จะทา� ใหท้ า� นองเพลงสอื่ ความหมายแบบตรงไปตรงมา
ซี เมเจอร (C Major) กบั เพลงใน ให้อารมณ์ในทางบวก เชน สบายใจ ฮกึ เหิม กล้าหาญ สดช่นื รา เรงิ เป็นตน้
บันไดเสยี งเอ ไมเนอร (A Minor) ๒. เลอื กใชท้ ศิ ทางดา� เนนิ ทา� นองใหเ้ หมาะสมกบั อารมณเ์ พลง เชน หากใชท้ า� นองเดนิ ขนึ้
มาใหน ักเรียนฟง เปรียบเทียบกัน คือ เริ่มวลีด้วยระดับเสียงต�่าจบด้วยระดับเสียงสูง จะให้อารมณ์เครียด มีพลัง สงางาม หากใช้
แลวใหน กั เรียนอธิบายถึงอารมณ ท�านองเดินลง คือ เร่มิ วลีทีร่ ะดบั เสียงสงู จบดว้ ยระดับเสียงต่า� จะให้อารมณผ์ อนคลาย เปน็ ตน้
ความรูส ึกเมื่อฟง เพลงแลว ทัง้ น้ี ๓. เลือกใช้ลักษณะการเคล่ือนท่ีของข้ันคูเสียงให้เหมาะสมกับอารมณ์เพลงและความ
เพลงทีน่ าํ มาใหฟงควรมแี ตท าํ นอง สมดุลของท�านอง ซึ่งการเคลื่อนที่ของข้ันคูเสียงจะหมายถึงการด�าเนินท�านองจากโน้ตตวั หน่ึงไป
เทา นน้ั ไมค วรมเี นอ้ื รอ งประกอบ ยังอกี ตัวหนึง่ ทอี่ ยูถดั ไปตามลา� ดับทกุ คเู สยี งในประโยคเดียวกัน
นักเรยี นควรรู 72
กระบ่ีไรเทียมทาน บทประพนั ธด ี
ทีส่ ุดของ “อึ้งเอ็ง” หรือ “องึ้ ไฮเมง ”
(Wong Hoi Ming) ไดเ ขียน
บทประพันธน้ขี ้ึน เพือ่ ใชสรางเปน
ภาพยนตร ภาพยนตรน ้ีถกู สราง
โดยบริษทั ATV ของฮอ งกง นบั เปน
ภาพยนตรท ี่ปลุกกระแสความนิยม
ภาพยนตรจีนกาํ ลังภายในในยคุ 80
72 คมู ือครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา ออธธบิิบEาาxยยplคคaiววnาามมรรู ู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand Evaluate
Engage Explore Explain
4.๓ การประพนั ธบ์ ทร้อง อธบิ ายความรู
การประพนั ธบ์ ทรอ้ ง คอื การรอ้ ยเรยี งถอ้ ยคา� เปน็ “ประโยคภาษา” บรรจลุ งไปใน “ประโยค
เพลง” ให้จ�านวนคา� ในประโยคภาษาเทา กับจา� นวนตัวโน้ตในประโยคเพลงประโยคตอ ประโยค ครูสุมนักเรียน 3-4 กลุม ออกมา
การประพนั ธ์บทรอ้ งต้องค�านึงถึงสิง่ ตา งๆ ดงั ตอ ไปนี้ อธบิ ายเกย่ี วกบั “การประพนั ธบ ทรอ ง”
๑. การกา� หนดสาระส�าคัญของบทร้อง กอนการประพันธ์บทรอ้ ง ผูป้ ระพนั ธบ์ ทร้องตอ้ ง จากนนั้ ใหน กั เรยี นรว มกนั แสดงความ
กา� หนดสาระส�าคญั กอนวาจะสือ่ สารกบั ผ้ฟู ังในเร่อื งใด เชน เพลงบทนน้ั จะเป็นเพลงรกั เพลงเศร้า คิดเหน็ วา
เพลงราเริง เพลงวชิ าการ เพลงปลุกใจ เปน็ ตน้
๒. สาระส�าคัญของบทร้องต้องสอดคล้องกับบันไดเสียงและหมวดเสียงท่ีใช้ประพันธ์ • การนํากลอนลํานํามาใชใน
ท�านอง เชน หากท�านองเพลงใช้มาตราเสยี งไดอะทอนกิ หมวดเมเจอร์ สาระส�าคัญของบทรอ้ ง ทํานองเพลงควรคาํ นึงถึงส่ิงใด
ควรเป็นบทเพลงที่ให้อารมณ์ราเริง หากท�านองเพลงใช้มาตราเสียงไดอะทอนิก หมวดไมเนอร ์ เปน สาํ คัญ
สาระสา� คญั ของบทร้องควรเป็นเพลงที่ให้อารมณเ์ ศร้า เป็นต้น (แนวตอบ การเลือกถอ ยคาํ มา
๓. บทรอ้ งควรเปน็ บทรอ้ ยกรองทเี่ รยี กวา “กลอนลา� นา� ” เพราะบทหนง่ึ ๆ ของกลอนลา� นา� ประพันธเปน กลอนลํานาํ เพอ่ื ใช
มีจา� นวน ๔ วรรคเทา กับจา� นวนประโยคในทอ นหนงึ่ ๆ ของท�านองเพลงพอดี ในทาํ นองเพลงตองคํานึงถึง
๔. การเลือกถ้อยค�ามาประพันธ์เป็นกลอนล�าน�าบรรจุลงในท�านองเพลงต้องค�านึงถึง ความสอดคลองระหวา ง
ความสอดคล้องระหวางแนวด�าเนินทา� นองกบั เสยี งวรรณยุกต์สามัญ เอก โท ตรี หรอื จัตวาและ แนวดําเนนิ ทํานองกับเสยี ง
ค�าเปน็ หรือค�าตายด้วย วรรณยุกตส ามญั เอก โท ตรี
หรอื จตั วา และคําเปน หรอื
ตัวอย่าง บทรอ้ งและทา� นองเพลง ๑ ท่อน อัตราจงั หวะเพลง 2 คาํ ตาย)
4
ขยายความเขาใจ
เพลงย้มิ อย่างไทย
ใหน ักเรยี นแตละกลมุ รว มกนั ฝก
ชน ชาว ส- ยาม นาม ลอื ทัว่ หลา้ ประพันธบ ทรองโดยใชก ลอนลาํ นาํ
รอย ยิ้ม โส ภา นา รกั จริง เอย อยางนอยจํานวน 8 วรรค ตามความ
สนใจ จากนนั้ ครสู มุ นกั เรยี นใหอ อกมา
นาํ เสนอหนา ชน้ั เรียน โดยครแู ละ
นกั เรยี นรว มกันแสดงความคิดเห็น
เก่ียวกบั กลอนลํานําท่ีแตละกลมุ
นาํ เสนอวา มลี กั ษณะอยา งไร ครชู แี้ นะ
เพิ่มเตมิ วา การใชภ าษาในบทเพลง
มคี วามสาํ คัญตอ การสรางสรรค
บทรองใหมคี วามสละสลวยและ
มีความไพเราะ
ตรวจสอบผล
ครูพจิ ารณาจากการประพนั ธเ พลง
7๓
บูรณาการเศรษฐกจิ พอเพยี ง คูม อื ครู 73
การประพนั ธบ ทรอ ง คอื การเรยี งรอ ยถอ ยคาํ เปน “ประโยคภาษา” บรรจลุ งไปใน “เพลง” ใหจ าํ นวนคาํ
ในประโยคภาษาเทากับจํานวนตัวโนตในประโยคเพลง แบบประโยคตอประโยค และเพื่อเปนการเสริมสราง
ความรแู ละความเขา ใจในการประพนั ธบ ทรอ ง ครใู หน กั เรยี นฝก ประพนั ธบ ทรอ งงา ยๆ โดยหยบิ ยกเรอื่ งราวใกลต วั
อนั เกย่ี วเนอื่ งกบั ความพอเพยี งในวถิ กี ารดาํ เนนิ ชวี ติ มาผกู เปน บทรอ งทสี่ ามารถสรา งความประทบั ใจใหแ กผ ฟู ง ได
พรอมทงั้ ฝก หดั ขับรองจนเกดิ ความชาํ นาญ จากนั้นออกมาขบั รองใหเ พ่อื นฟงหนา ช้ันเรียน
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain Expand Evaluate
กระตนุ ความสนใจ (ยอ จากฉบับนักเรียน 20%)
ครูเปดซีดีการแสดงละครเวทีท่ีมี ตัวอย่าง บทร้องและทา� นองเพลง ๑ ทอ่ น อัตราจังหวะเพลง 4
ภาพการแสดงและเสยี งบรรเลงดนตรี 4
สากลประกอบในการแสดงใหน กั เรยี น
ชม จากน้ันครูถามนักเรียนวา เพลงท่องเทีย่ วธรรมชาติ
• วงดนตรีทบ่ี รรเลงประกอบการ 4 ลอง แกง ธา รา มอง ฟา้ ไกล
แสดงนนั้ คอื วงดนตรปี ระเภทใด 4
• นกั เรยี นเคยชมการแสดงของ เทย่ี ว เดิน แดน ดง พง พ- นา
วงดนตรปี ระเภทดงั กลา วหรอื ไม
หากเคยชม นกั เรยี นเคยชม
ในโอกาสใด
สาํ รวจคน หา ดู หมู มวล นก ผก ผนิ ไป เมฆ เล่อื น ลอย ไหล เกลื่อน น- ภา
ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 5-6 คน ๕. หลักการและวิธีการจัดแสดงดนตรสี ากลในวาระต่างๆ
สืบคนขอมูลเก่ียวกับหลักการและ
วิธีการจัดแสดงดนตรีสากลในวาระ
ตา งๆ จากแหลงการเรียนรูต างๆ เชน การจัดการแสดงใดๆ ก็ตาม ถ้าขาดการวางแผนและการบริหารจัดการที่รอบคอบแล้ว
หองสมุด หนังสือเรียน อินเทอรเน็ต มักจะเกิดปัญหาและอุปสรรคยากท่ีจะแก้ไข ดังน้ัน ควรจะต้องมีการวางแผนท่ีดี ซึ่งหลักการจัด
เปนตน การแสดงดนตรสี ากล มีลกั ษณะดังตอไปน้ี
5.๑ หลักการจดั การแสดงดนตรีสากล
หลกั การจดั แสดงดนตรสี ากลและวธิ กี ารจดั แสดงดนตรใี นวาระตา งๆ ควรคา� นงึ ถงึ สง่ิ ตา งๆ
ดังตอ ไปนี้
เกร็ดแนะครู
๑) ตอ้ งมเี ปา้ หมาย ในการจดั การแสดงจะตอ้ งมเี ปา้ หมายทแ่ี นน อนวา จะจดั แสดงดนตรี
ครอู ธบิ ายเพม่ิ เติมเก่ียวกบั ลกั ษณะ เพอื่ สิ่งใด เชน ระดบั ผเู้ รยี นกจ็ ะเกย่ี วขอ้ งกับการศึกษา ความบันเทิง การประกวด การแขงขัน
ของวงดนตรีสากลใหนักเรยี นฟง วา การหารายได้ เป็นตน้
วงดนตรีสากลสามารถแบงออกเปน ในท่นี ี้จะขอยกตวั อยา งเป้าหมายของการจัดการแสดงดนตรีระดบั โรงเรียน ดงั ตอไปนี้
2 กลมุ ใหญๆ คือ วงออรเ คสตรา ๑. เพ่ือเปน็ ก�าลังใจให้ผูเ้ รยี นเกิดความมุงม่นั ท่จี ะฝา่ ฟนั อปุ สรรคตา งๆ ในการเรียน
(Orchestra) หรือวงดรุ ยิ างค เปน และการแสดงดนตรี
ลกั ษณะของวงดนตรปี ระเภทหนงึ่ ที่ ๒. เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้เรียนมีความสามารถทางดนตรีได้ฝึกประสบการณ์ด้าน
ใชเ ครือ่ งดนตรปี ระเภทเคร่อื งสาย การแสดงบนเวที
(String) เปนหลกั วงออรเคสตรา ๓. เพ่ือสงเสริมความสนใจและความกระตือรือร้นของโรงเรียนและชุมชนที่มีตอ
จะประกอบไปดว ยวงซิมโฟนี การเรียนการสอนวิชาดนตรีอยางตอเนือ่ งและยง่ั ยืน
ออรเ คสตรา (Symphony Orchestra) ๔. เพอ่ื ยกระดับรสนยิ มทางดนตรีของโรงเรียนและชมุ ชนใหไ้ ด้มาตรฐานสากล
วงดรุ ยิ างคป ระกอบการแสดง
อุปรากรและละคร (Orchestra for
accompaniments for opera) 74
และวงเชมเบอรออรเ คสตรา
(Chamber Orchestra) และ
วงแบนด (Band) เปนลกั ษณะ
ของวงดนตรีประเภททีใ่ ชเ ครื่องดนตรปี ระเภทเครอื่ งเปา เปน หลัก วงแบนดจะประกอบไปดว ยวงซิมโฟนิคแบนด
(Symphonic Band) วงโยธวาทติ (Military Band) วงแตรวง (Brass Band) วงบิกแบนด (Big Band) วงแจส แบนด
(Jazz Band) วงคอมโบ (Combo Band) วงชาโดว (Shadow Band) วงสตรงิ คอมโบ (String Combo Band)
วงโฟลคซอง (Folk Song Band) และวงสตรงิ แบนด (String Band)
74 คูม อื ครู
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain
Engage Explore Expand Evaluate
๕. เพ่ือให้ผู้ปกครองของผู้เรียนและบุคคลอ่ืนๆ ในชุมชน ได้เล็งเห็นและเข้าใจถึง อธบิ ายความรู
ความสา� คัญของดนตรีทมี่ ตี อการศึกษาของบตุ รหลาน
๖. เพอ่ื ใหก้ ารแสดงดนตรเี ปน็ สอื่ กระตนุ้ ความคดิ สรา้ งสรรค ์ ความรกั ในศลิ ปะดนตรี จากการสืบคนหลักการและวิธีการ
และพฒั นาการทางสงั คมของผเู้ รยี น จัดแสดงดนตรีสากลในวาระตางๆ
จากในหนังสือเรยี น หนา 74-77 ครูให
๒) ต้องค�านึงถึงผู้ชมและโอกาสท่ีแสดง การแสดงดนตรีของโรงเรียนอาจมีหลาย นักเรียนรวมกันอภิปรายวา กอนการ
บรรเลง หรอื แสดงดนตรสี ากลในวาระ
ประเภท เชน การแสดงของวงคอนเสริ ์ตแบนด ์ วงออร์เคสตรา วงนกั ร้องประสานเสยี ง เป็นตน้ ตางๆ ควรคํานึงถึงสิ่งใดบาง เพื่อให
และแสดงได้หลายโอกาสในหลายสถานที่ เชน แสดงเป็นประจ�าในโรงเรียน แสดงนอกสถานท่ ี การแสดงดนตรีสําเร็จลุลวงไปได
แสดงเพ่ือออกอากาศทางวิทยแุ ละโทรทศั น์ เปน็ ต้น ดว ยดี จากนน้ั ใหน กั เรยี นแตล ะคนสรปุ
ผลการอภิปรายลงกระดาษรายงาน
๓) ต้องจัดคณะ หรือองค์กรข้ึนมารวมกันจัดการแสดง องค์กรของการจัดแสดง สง ครผู ูสอน
ดนตรจี ะประกอบไปด้วยฝา่ ยตา งๆ ท่ีส�าคัญ ๓ ฝ่าย คอื ฝา่ ยจัดการแสดง ฝ่ายผู้แสดง และฝ่าย นกั เรยี นควรรู
ผ้ชู มการแสดง ซ่งึ แตล ะฝา่ ยก็จะประกอบไปด้วยสวนยอ ยทีป่ ฏบิ ตั ิหน้าท่สี มั พันธก์ ัน ดังตอ ไปน้ี
วงออรเคสตรา มีประวัติมาชานาน
ผอู้ า� นวยการแสดง/ผู้กา� กับการแสดง และมกี ารเปลยี่ นแปลงรปู แบบไปตาม
ยุคสมัย เพ่ือสนองความตองการของ
ฝา ยเขียนบท/ ฝา ยเวที ฝายธรุ การ ฝายแสดง ผูประพันธในการถายทอดความรูสึก
เขียนเพลง ผูจ้ ัดการเวที แผนกการเงนิ วาทยกร ของดนตรีในแตล ะยคุ วงออรเ คสตรา
ผู้กา� กับบท/เพลง เปนวงดนตรีที่มีวิวัฒนาการเริ่มข้ึน
ราว ค.ศ. 1600 ลักษณะที่สําคัญของ
ผอู้ อกแบบทวงทา /ลีลา คณะผูจ้ ัดเวที แผนกโฆษณา วงดนตรี วงออรเคสตรา คือ เปนกลุมของนัก
ดนตรี ที่เลนเครื่องดนตรีหลักท้ัง 4
นักร้อง/นักดนตรี คณะผแู้ สดง แผนกมวลชนสัมพนั ธ์ นกั ดนตรี ประเภท ไดแก เครื่องดนตรีประเภท
เครื่องสาย เครื่องเปาลมไม เครื่อง
ชางกอสร้างเวที/ฉาก แผนกรายการแสดง นักร้องนา� เปา ลมทองเหลอื ง และเครอ่ื งตกี ระทบ
โดยบรรเลงภายใตการควบคุมของผู
ชา งออกแบบเครื่องแตง กาย แผนกต๋ัวเข้าชม นกั ร้องประสานเสยี ง อํานวยเพลง
คณะผ้จู ัดหาวสั ดปุ ระกอบ แผนกจัดการเวที ผแู้ สดงลีลาประกอบ นกั เรียนควรรู
ผ้ชู ม วงนักรองประสานเสียง เปนการ
75 รวมวงของกลุมนักรอง เพื่อรองเพลง
รว มกนั เปน หมคู ณะเรม่ิ แรกการขบั รอ ง
ประสานเสยี งจะพบมากในโบสถ เปน
การรองเพลงเพื่อศาสนา แตตอมา
ก็เริ่มมีความนิยมและนํามารองกัน
ท่ัวไป วงขับรองประสานเสียงจะแบง
ระดับเสียงของนักรองที่อยูในวงตาม
เสียงสูง-ต่ําของนักรองแตละคน โดย
มีช่ือเรียกตางๆ กันไปในแตละระดับ
เสียง เพลงที่ใชรองจะมีหลายแนว
ทํานองทสี่ อดประสานกนั
คมู ือครู 75
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
ขยายความเขาใจ (ยอจากฉบบั นักเรียน 20%)
จากการศกึ ษาเก่ียวกับวธิ ีการ 5.2 วธิ กี ารจัดแสดงดนตรสี ากลในวาระตา งๆ
จัดแสดงดนตรีสากลในวาระตา งๆ การจดั การแสดงดนตรขี องโรงเรยี นอาจจดั แสดงไดห้ ลายประเภท ซงึ่ ตอ้ งจดั ใหเ้ หมาะสม
ครยู กตวั อยา งวาระสาํ คญั ของโรงเรยี น กบั โอกาสและกลุมของผชู้ ม และควรมีลักษณะเฉพาะของแตล ะประเภท ดงั ตอ ไปน้ี
มา 1 งาน เชน งานวันไหวครู งานวัน
สถาปนาโรงเรียน เปน ตน แลวให ๑) การแสดงของวงคอนเสิรต์ แบนด์ หรอื วงดนตรีประเภทตา่ งๆ ของโรงเรียน
นักเรียนรว มกันแสดงความคิดเห็นวา
อาจจดั แสดงเปน็ ประจา� รายเดือน หรอื รายสปั ดาห์หลังเลิกเรียนอยา งมกี า� หนดเวลาและสถานท่ี
• หากนกั เรยี นไดมโี อกาสเปน ที่แนน อน อาจแสดงบนเวทขี องหอประชุม หรอื หอแสดงดนตร ี หรอื ลานกลางแจง้ ก็ได ้ เป้าหมาย
ผจู ดั การแสดงดนตรีสากลใน ผชู้ ม คอื ผเู้ รยี นทสี่ นใจ ลกั ษณะของการนา� เสนอการแสดงควรเปน็ ลกั ษณะประสานสมั พนั ธร์ ะหวา ง
งานดงั กลา ว นักเรียนจะจดั การ ผูแ้ สดงกับผชู้ มแบบเป็นกันเอง และควรใหค้ วามรู้เร่ืองดนตรกี บั ผ้ชู มด้วย เชน มกี ารบรรยายสัน้ ๆ
แสดงดนตรีประเภทใด เพราะ กอนการแสดง มกี ารสาธิตเฉพาะเคร่ืองดนตร ี เปน็ ต้น
เหตุใด
๒) การแสดงของวงนักร้องประสานเสียง วิธีน�าเสนอการแสดงควรจัดเวทีให้ชวน
นกั เรียนควรรู
ตน่ื ตาตนื่ ใจ ตอ้ งเรม่ิ เสนอดว้ ยบทเพลงทผ่ี ชู้ มรจู้ กั คนุ้ เคยดแี ลว้ ถา้ เปน็ บทเพลงใหมท ผ่ี ชู้ มไมค นุ้ เคย
การจัดการแสดงดนตรี ประโยชน อาจฉายภาพคา� รอ้ งใหผ้ ชู้ มเหน็ บนจอหลงั วง และทส่ี า� คญั อยา งยง่ิ คอื นกั เปยี โน หรอื นกั ดนตรอี น่ื ท่ี
ที่จะไดรับจากการจัดการแสดงดนตรี ทา� หนา้ ทบ่ี รรเลงคลอเสยี งขบั รอ้ ง ตอ้ งมฝี มี อื ดรี ะดบั ครแู ละเครอื่ งดนตรนี นั้ ตอ้ งมคี ณุ ภาพดอี กี ดว้ ย
คือ สามารถเขาใจหลักการจัดแสดง
ดนตรีที่เปนกระบวนการท่ีมีความ ๓) การแสดงดนตรีนอกโรงเรียน เป็นการแสดงดนตรีท่ีให้บริการชุมชนและแสดง
ซับซอน และจะตองมีความรอบคอบ
ในการบริหารจัดการ เพราะตองใช ตอหน้าสาธารณชนนอกบริเวณโรงเรียน ซ่ึงควรค�านึงถึงหลักการส�าคัญ คือ อยาแสดงบอยครั้ง
บุคลากรฝายตางๆ เปนจํานวนมาก จนเป็นการรบกวนการเรียนการสอน อยาให้กระทบวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของนักดนตรี
และตองใชระยะเวลาในการฝกซอม ในชมุ ชน อยา แสดงเพอื่ หารายได ้ สถานที่แสดงควรมพี ้นื ท่ีเหมาะสมกับการตงั้ วงดนตรี และการ
กระบวนการจดั และฝก ซอ มการแสดง บรรจุจา� นวนผู้เข้าชมตอ้ งไมรบกวนประชาชนที่อยูแวดล้อม
ใหม คี วามเหมาะสมและเพียงพอ เพ่อื
ใหการแสดงนั้นสามารถสรางความ
ประทบั ใจใหแกผ ูช มไดอยางสมบรู ณ
นักเรยี นควรรู
คอนเสิรต แบนด หรอื ซมิ โฟนคิ
แบนด เปน วงดนตรขี นาดกลาง จะมี
นกั ดนตรีประมาณ 30-45 คน บรรเลง
ดว ยเครื่องดนตรี 3 กลมุ คือ กลมุ
เครอ่ื งเปาลมไม (Woodwind 76
instruments) เชน แซกโซโฟน
(Saxophone) บาสซูน (Bassoon)
โอโบ (Oboe) เปนตน กลุม เคร่อื งเปา
ลมทองเหลือง (Brass instruments) เชน ทรัมเปต (Trumpet) ทรอมโบน
(Trombone) เฟรนชฮอรน (France horn) เปน ตน และกลมุ เครื่องตีกระทบ
(Percussion) เชน กลองทมิ พะนี (Timpani) มาริมบา (Marimba) ระฆังราว
(Tubular Bells) เปนตน วงคอนเสิรตแบนดจ ะนิยมนั่งบรรเลงเปนหลัก
76 คมู อื ครู
กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Expand
Engage Explore Explain Evaluate
๔) การแสดงดนตรเี พอื่ กระจายเสยี งทางวทิ ยแุ ละออกอากาศทางโทรทศั น์ กอ น ขยายความเขา ใจ
ออกอากาศจริง ควรมกี ารซ้อมการบรรเลงในห้องสงจรงิ กอ นอยา งน้อย ๑ รอบ เพ่ือใหช้ า งเทคนิค ครูสุมนกั เรียน 3-4 คน ออกมา
ดา้ นตา งๆ ของสถาน ี เชน ด้านเสียงและแสง ดา้ นภาพและฉาก เป็นต้น ได้มโี อกาสตรวจสอบและ นาํ เสนอเกยี่ วกบั วธิ กี ารจดั แสดงดนตรี
ปรับแตง ระบบ และแนะน�าวงให้แสดงออกอากาศไดอ้ ยา งมีคณุ ภาพ สากลในวาระสาํ คัญของโรงเรียน
การจดั การแสดงดนตรเี ปน็ กระบวนการทซี่ บั ซอ้ นและตอ้ งการความรอบคอบในการบรหิ าร หนาชน้ั เรยี น ครคู อยอธิบายเสริม
จัดการ เพราะตอ้ งใชบ้ คุ ลากรฝ่ายตางๆ เป็นจา� นวนมาก และต้องใชเ้ วลาซกั ซ้อมกระบวนการจัด เพมิ่ เตมิ ความรู
และฝกึ ซอ้ มการแสดงใหพ้ อเหมาะและพอเพียง
เกร็ดแนะครู
การจดั แสดงดนตรสี ากลใหป ระสบความสาํ เรจ็ นอกจากความพรอ มของนกั รอ ง นกั ดนตรี และเครอ่ื งดนตรแี ลว ความพรอ ม
ดา นแสง เสียง และการจัดเวทีกเ็ ปนสิง่ สาํ คญั ท่จี ะทําใหการแสดงดนตรีเกิดความนาสนใจมากยงิ่ ข้ึน (แนวตอบ กจิ กรรมศิลปปฏิบัติ 3.2
ทม่ี าของภาพ : http://www.purtle.com กิจกรรมท่ี 3
1. การศึกษาเก่ียวกับประวัติศาสตร
กิจกรรม ศลิ ปปฏิบัติ ๓.๒
ของดนตรีสากล จะทําใหผูเรียน
กจิ กรรมท่ี ๑ ให้นักเรียนแบง กลมุ กลุมละ ๕-๖ คน รวมกนั ประพันธ์เพลงส้นั ๆ จังหวะงา ยๆ คอื ทราบถงึ พฒั นาการของดนตรสี ากล
จงั หวะ @ และ $ มาจังหวะละ ๑ เพลง สงครผู ู้สอน ท่สี ืบเนอื่ งกนั มายาวนานตราบจน
ถงึ ปจ จบุ นั ซง่ึ จะทาํ ใหผ เู รยี นเขา ใจ
กจิ กรรมที่ ๒ ใหน้ กั เรยี นรว มกนั จดั การแสดงดนตรีในโอกาสวนั สถาปนาโรงเรยี น โดยใหแ้ บง เปน็ รปู แบบของดนตรีสากลมากยิง่ ขน้ึ
๓ ฝา่ ย คอื ผจู้ ดั การแสดง ผแู้ สดง และผู้ชมการแสดง โดยใหแ้ ตล ะฝา่ ยทา� งานให้ 2. การขบั รอ งเพลงสากลแบง ออกเปน
สัมพันธก์ ัน เพอื่ ใหง้ านประสบความส�าเร็จ 3 ลักษณะ คือ การขับรองเด่ียว
การขับรองหมู และการขับรอง
กิจกรรมที่ ๓ ใหน้ กั เรียนตอบคา� ถามตอ ไปนี้ ประสานเสียง ซ่ึงการขับรองแตละ
๑. เ พราะเหตใุ ดนกั เรยี นจึงต้องศึกษาววิ ฒั นาการดนตรสี ากลในแตล ะยคุ สมยั ลักษณะจะมีความแตกตางกัน
๒. ก ารขับรอ้ งและการบรรเลงดนตรีสากลมลี กั ษณะท่ีส�าคญั อยางไร ออกไป สว นการบรรเลงดนตรสี ากล
๓. หลกั การประพันธเ์ พลงอยา งงายสามารถกระทา� ได้อยา งไร แบง ออกเปน 3 ประเภทเชน เดยี วกนั
คือ การบรรเลงเดี่ยว การบรรเลง
77 รวมวง และการบรรเลงประกอบ
การแสดง
3. การประพันธเ พลงอยางงายควร
เริ่มตน จากการประพนั ธทํานอง
กอ นบทรอ ง เมือ่ ชํานาญแลว จงึ
จะสามารถประพนั ธพ รอ มกันได
ซึ่งในชว งเรม่ิ ตน ของการฝก หัด
ประพนั ธเ พลงควรใชอ ัตราจังหวะ
2 แบบงายๆ คอื @ และ $ กอ น)
@ มุม IT
สามารถฟง และการชมการแสดง
ดนตรีสากลในวาระตา งๆ ไดจ าก
http://www.youtube.com โดย
คน หาจากคาํ วา การแสดงดนตรี
สากล
คมู ือครู 77
กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Evaluate
Engage Explore Explain Expand
ตรวจสอบผล (ยอ จากฉบบั นกั เรียน 20%)
ครพู ิจารณาจากการแสดง ดนตรเี ปนทงั้ ศลิ ปะและวทิ ยาศาสตร เปน กิจกรรมเพ่ือการ
ความคิดเหน็ เก่ยี วกับวิธกี ารจดั แสดง
ดนตรสี ากลในวาระสําคญั ของ ผอนคลาย และเปนมรดกทางวัฒนธรรม ดนตรีมีสวนรวมใน
โรงเรยี น สังคมทุกระดับ ตั้งแตระดับพ้ืนบานไปจนถึงระดับสังคมโลก
ดนตรที เี่ ปน ทนี่ ยิ มอยา งกวา งขวาง คอื ดนตรสี ากล หรอื ดนตรี
แหสลดักงฐผานลการเรยี นรู ตะวนั ตก
1. ผลงานการสรปุ ลักษณะสําคัญของ ดนตรีสากลมีวิวัฒนาการมาอยางยาวนาน ซ่ึงอาจ
ดนตรสี ากลในยุคสมยั ตา งๆ กลาวไดวาดนตรีมีมาพรอมๆ กับวิวัฒนาการของสังคมมนุษย ซ่ึง
เราสามารถสืบคนไดจากหลักฐานทางประวัติศาสตร ดนตรีสามารถ
2. ผลงานการสรปุ ลักษณะของการ แบงออกเปน ๖ ยุค คือ ยุคกลาง ยคุ ฟนฟศู ิลปวิทยาการ ยคุ บาโรก
ขับรองและบรรเลงดนตรีสากล ยคุ คลาสสกิ ยคุ โรแมนตกิ และยคุ ศตวรรษที่ ๒๐ ผลงานในแตล ะยคุ จะ
แตล ะประเภท สะทอ นแบบแผนและความคดิ ความเชอื่ ของคนในยคุ นนั้ ไดเ ปน อยา งดี
ซึง่ ในแตละยคุ สมัยของดนตรสี ากล กจ็ ะมีศลิ ปน หรอื สงั คตี กวที ีม่ ชี ือ่
3. การฝก ปฏบิ ัติเครอ่ื งดนตรสี ากล : เสยี งเปน ที่รูจักไปทว่ั โลกและเกดิ ข้ึนใหมเ สมอ
ไวโอลนิ หรอื เครอ่ื งดนตรชี นดิ อน่ื ๆ
การฝกหัดดนตรีสากลควรฝกหัดตั้งแตระดับพื้นฐานไปจนถึง
4. ผลงานการประพันธเ พลงอยางงา ย การฝกปฏิบัติเครื่องดนตรีที่ผูเรียนชื่นชอบ ซึ่งในระดับชั้นมัธยมศึกษา
5. ผลงานการนาํ เสนอวธิ กี ารจดั แสดง ปท่ี ๓ นี้ ไดนาํ เสนอเครอื่ งดนตรสี ากล คอื ไวโอลิน (Violin) และยงั ไดน ํา
เสนอแนวทางการประพันธเพลงอยางงาย เพ่ือใหผูเรียนที่สนใจฝกปฏิบัติ
ดนตรีสากลในวาระตางๆ ตอไปดว ย
78
78 คูมือครู