The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นางสาวสิรีธร วังเวง ม.4/10 เลขที่ 38

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nanubzeedna, 2022-02-26 12:00:43

พระราชกรณียกิจ ของกษัตริย์ไทย

นางสาวสิรีธร วังเวง ม.4/10 เลขที่ 38

พระราชกรณียกิจ
ของกษัตริย์ไทย
พระเจ้าตาก
สินมหาราช




พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร
มหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามา

ธิบดินทร

นางสาวสิรีธร วังเวง
ม.4/10 เลขที่ 38

พระราชกรณียกิจ
ของกษัตริย์ไทย




นางสาวสิรีธร วังเวง
ม.4/10 เลขที่ 38

คำนำ ก

หนังสือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) เล่มนี้เป็นหนังสือ
เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทยเพื่อให้ผู้ศึกษา
ได้อ่านและศึกษาเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจและต้องการที่จะ
หาความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำไปใช้ในการเรียนรู้หรือต่อยอดต่อไป

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทย มีที่มาและได้
สร้างสิ่งมากมายด้วยพระปรีชาสามารถต่างๆ ผู้จัดทำจึงได้รวบรวม
ข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุด

นางสาวสิรีธร วังเวง ม.4/10 เลขที่ 38

สารบัญ ข

เรื่อง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
อาณาจักรกรุงธนบุรี 1
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 2
4
- พระราชกรณียกิจ 32
อาณาจักรรัตนโกสินทร์ 33
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล 34
พระอัฐมรามาธิบดินทร 37

- พระราชกรณียกิจ
บรรณานุกรม

กรุงธนบุรี 1

อาณาจักรธนบุรี เป็นอาณาจักรที่มีระยะเวลาสั้นที่สุดของไทย
คือระหว่าง พ.ศ. 2310–2325 ระยะเวลา 15 ปี มี พระมหา
กษัตริย์ ปกครองเพียงพระองค์เดียว คือ สมเด็จพระเจ้า
กรุงธนบุรี ภายหลัง อาณาจักรอยุธยา ล่มสลายไปพร้อมกับ การ
เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ทว่า ในเวลาต่อมา
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระ
มหากษัตริย์ และทรงย้ายเมืองหลวงไปยังฝั่ งตะวันออกของแม่น้ำ
เจ้าพระยา คือ กรุงเทพมหานคร ในปั จจุบัน

2

สมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราช

พระราชประวัติ 3

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจีน มี
พระนามเดิมว่า สิน เป็นคนไทยเชื้อสายจีน เป็นพระมหากษัตริย์ผู้
ก่อตั้งอาณาจักรธนบุรี และเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวของ
ราชอาณาจักรธนบุรี เดิมพระองค์เป็นนายทหารในรัชกาลสมเด็จ
พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ต่อมา พ.ศ. 2310 เกิดการเสียกรุง
ศรีอยุธยาครั้งที่สอง พระองค์ได้เป็นผู้นำขับไล่ทหารพม่าที่ยึดครอง
กรุงศรีอยุธยาอยู่ในเวลานั้น และได้ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้ากรุง
ศรีอยุธยาอีกเจ็ดเดือนถัดมา โดยพระองค์ย้ายเมืองหลวงไปยัง
กรุงธนบุรี และรวบรวมแผ่นดินซึ่งมีขุนศึกก๊กต่าง ๆ ปกครองให้
กลับเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง เช่นเดียวกับการขยายอาณาเขตออกไป
อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ ยังทรงฟื้ นฟูราชอาณาจักรในด้านต่างๆ
ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติหลังสงคราม ทั้งส่งเสริมกิจการด้าน
เศรษฐกิจ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม และการศึกษา
ภายหลังรัฐบาลไทยประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีเป็น
"วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน" และยังทรงได้รับสมัญญานามมหาราช
พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เมื่อ
พระชนมพรรษา 48 พรรษา หลังถูกสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์
ศึกซึ่งเป็นพระสหายสำเร็จโทษ และสืบราชสมบัติต่อเป็นต้น
ราชวงศ์จักรีในปัจจุบัน รวมเวลาครองราชย์ 15 ปี พระองค์มีพระ
ราชโอรสและพระราชธิดารวมทั้งสิ้น 30 พระองค์ พระองค์ทรง
เป็นวีรกษัตริย์ของชาติไทยที่ประชาชนรู้จักดีและเป็นที่เคารพสักกา
ระมากที่สุดพระองค์หนึ่ง นอกจากนี้ยังมีพระบรมราชานุสรณ์ของ
พระองค์มีประดิษฐานมากที่สุด

พระราชกรณียกิจ 4

สร้างกลุ่มชุมนุม
ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะเสียแก่พม่านั้น หัวเมืองฝ่ายเหนือ ฝ่าย

ใต้ และตะวันตกล้วนถูกควบคุมอย่างเข้มงวด การทำมาหากิน การ
ทำไร่ทำนา ทรัพย์สิน วัวควายถูกยึดไว้หมด จนกลางดึกของคืนวัน
ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2309 ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกประมาณ 3
เดือน กองทัพพม่ายิงถล่มกรุงศรีอยุธยาอย่างหนัก เกิดเพลิงลุก
ไหม้ทั่วพระนคร บ้านเรือน วัด และวัง ได้รับความเสียหายโดย
เฉพาะบ้านเรือนของราษฎรเกิดเพลิงไหม้กว่า 10,000 หลัง พระ
ยาพิพัทธโกษา ปลัดทูลฉลองกรมพระคลังเขียนจดหมายถึงสภา
บริหารสูงสุด ของบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ ที่เมือง
ปัตตาเวีย ลงวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2312 กล่าวว่า พระเจ้าตาก
เสด็จไปยังเมืองจันทบูรตามพระราชโองการของพระเจ้าเอกทัศน์
ไม่ได้เสด็จ “หนี” ออกจากกรุง กลางวันของวันที่ 3 มกราคมนั้น
พระยาตากรวบรวมไพร่พลจำนวน 1,000 นาย เดินทางออกจาก
กรุงศรีอยุธยามาก่อน กองกำลังพระยาตากเริ่มออกเดินทางจากวัด
พิชัยมาถึงบ้านหารตราเมื่อเวลาค่ำ โดยมีกองทัพพม่าไล่ติดตามมา
แล้วต่อรบกันจนพม่าพ่ายกลับไป ก่อนเดินทางมาถึงบ้านข่าวเม่า
บ้านสัมบัณฑิต ตอนเวลาเที่ยงคืน ต่อมา เช้าวันที่ 4 มกราคม กอง
กำลังพระยาตากเดินทางมุ่งหน้าไปทางบ้านโพธิ์สังหาร (ปัจจุบันอยู่
ในเขตอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) พม่าส่งกองทัพไล่
ติดตามมาอีกจึงได้สู้รบกันจนพม่าพ่ายกลับไป มาถึงบ้านพรานนก
ช่วงเวลาเย็น คราวนี้พม่าส่งไพร่พลมาแก้มือถึง 2,000 นาย ฝ่าย
พระยาตากจึงทรงม้ากับทหารอีก 4 ม้าออกรับศึก สามารถตีพม่า
แตกพ่ายกลับไปอีกครั้ง เหล่าทหารม้าจึงถือเอาวันที่ 4 มกราคม
เป็น วันทหารม้า ของไทย

วันที่ 3 ของการเดินทัพ กองกำลังพระยาตากเดินทัพมาสุดเขต 5

พระนครศรีอยุธยาก่อนที่จะเข้าเมืองนครนายก ขุนชำนาญไพรสนฑ์
กับนายกองช้างเข้ามาขอสวามิภักดิ์ต่อพระยาตาก ทั้งยังถวายช้าง
พลาย 5 ช้าง ช้างพัง 1 ช้าง แล้วอาสานำทางต่อไปยังบ้านกง (หรือ
บ้านดง) เมืองนครนายก เมื่อถึงบ้านกง ข้าราชการ ขุนหมื่นพัน
ทนายท้องถิ่นไม่ยอมสวามิภักดิ์ แม้จะได้เจรจาเกลี้ยกล่อม 3 ครั้งก็
ไม่สำเร็จ รุ่งขึ้นกองกำลังพระยาตากจึงปะทะกับไพร่พลชาวบ้านกง
ซึ่งมีกำลังมากกว่า 1,000 นาย แต่กองกำลังพระยาตากเป็นฝ่าย
ชนะและสามารถยึดช้างได้เพิ่มอีก 7 ช้าง เงินทอง และเสบียง
อาหารอีกมาก ต่อมาวันที่ 8 มกราคม (วันที่ 6) เดินทัพมาถึงตำบล
หนองไม้ชุ้มแล้วหยุดพัก 2 วันก่อนเดินทัพต่อไปถึงบ้านนาเริ่ง
แขวงเมืองนครนายกแล้วหยุดพักอีก 1 คืน ต่อมาพระยาตากนำ
ไพร่พลข้ามแม่น้ำที่ด่านกบแจะ (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอ
ประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี) แล้วหยุดพักรี้พล ก่อนเดินทัพต่อ
ไปยังทุ่งศรีมหาโพธิ์ (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดปราจีนบุรี) และต้อง
หยุดรอนายทหาร 3 นาย คือ พระเชียงเงิน ขุนพิพิธวาที และ
สมเด็จพระรามราชาที่ตามกองกำลังพระยาตากมาไม่ทัน ระหว่างที่
ทรงรอกลุ่มพระเชียงเงินอยู่นั้นเกิดปะทะกับทัพบกและทัพเรือของ
พม่าซึ่งตั้งอยู่ที่ปากแม้น้ำโจ้โล้ (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอบางคล้า
จังหวัดฉะเชิงเทรา) ประชุมพงศวดารบันทึกไว้ว่า "พม่าไล่แทงฟัน
คนซึ่งเหนื่อยล้าอยู่นั้นวิ่งหนีมาตามทาง ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็น
จึงให้นายบุญมีขึ้นม้าใช้สวนทางลงไปประมาณ 200 เส้น พบ
กองทัพพม่ายกขึ้นมาแต่ปากน้ำโจ้โล้ทั้งทัพบกทัพเรือ" พระยาตาก
จึงสั่งให้ตั้งแนวรับ ขุดหลุมเพลาะ วางปืนตับ และเรียงหน้า
กระดาน จนพม่าเข้ามาใกล้ราว 240 เมตรจึงเริ่มเปิดฉากยิงขึ้น
ทหารพม่าทั้ง 4 แนวแตกพ่ายไป

"จึงขับพลทหารโห่ร้องตีฆ้องสำทับไล่ติดตามฆ่าพม่าเสียเป็นอันมาก 6

แล้วก็เดินทัพมาทางบ้านหัวทองหลางสะพานทอง" จากแนวปะทะ
และการติดตามฆ่าพม่ามาทางปากน้ำโจ้โล้นี้เอง ทำให้เปลี่ยนเส้น
ทางการเดินทัพตามชายป่าดงมาเป็นชายทะเลเข้าเขตเมืองชลบุรี
"จึงให้ยกพลนิกายมาประทับตามลำดับ บ้านทองหลาง ตะพานทอง
บางปลาสร้อย ถึงบ้านนาเกลือ" (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดชลบุรี)

ที่บ้านนาเกลือ มีนายกลม (หรือนายกล่ำ) นายชุมนุมที่บ้านนา
เกลือได้รวบรวมไพร่พลคิดสกัดต่อรบกับกองกำลังพระยาตาก แต่
เพียงแสดงแสนยานุภาพ "เสด็จทรงช้างพระที่นั่งสรรพด้วยเครื่อง
สรรพาวุธทรงพระแสงปืนต้นรางแดงกับหมู่พลโยธาหาญ" นายก
ลมก็ถึงกับวางอาวุธ ยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี แล้วอาสานำไปพัทยา
นาจอมเทียน ทุ่งไก่เตี้ย สัตหีบ ชายทะเล บ้านหินโขง และบ้านน้ำ
เก่า แขวงเมืองระยอง โดยพักทัพคืนละแห่งตามลำดับ ระหว่างเส้น
ทางที่ผ่านไปนั้นได้ปะทะกับกองกำลังของพม่าหลายครั้ง แต่ก็
สามารถตีฝ่าไปได้ทุกครั้ง และสามารถรวบรวมไพร่พลตลอดจน
อาวุธยุทโธปกรณ์ได้มากขึ้น หลังจากพระยาตากยึดเมืองระยองได้
ขณะพักอยู่บริเวณวัดลุ่มมหาชัยชุมพล อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่
พม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 ข่าวแพร่
กระจายออกไป พระยาตากจึงได้ประกาศพระองค์ขึ้นเป็น "เจ้า"
ภายหลังจากเดินทัพออกจากวัดพิชัยได้ 23 วัน พระองค์มีพระราช
ปณิธานโดยพระราชพงศวดารฉบับพระราชหัตเลขาบันทึกว่า

"จึงขับพลทหารโห่ร้องตีฆ้องสำทับไล่ติดตามฆ่าพม่าเสียเป็นอันมาก 7

แล้วก็เดินทัพมาทางบ้านหัวทองหลางสะพานทอง" จากแนวปะทะ
และการติดตามฆ่าพม่ามาทางปากน้ำโจ้โล้นี้เอง ทำให้เปลี่ยนเส้น
ทางการเดินทัพตามชายป่าดงมาเป็นชายทะเลเข้าเขตเมืองชลบุรี
"จึงให้ยกพลนิกายมาประทับตามลำดับ บ้านทองหลาง ตะพานทอง
บางปลาสร้อย ถึงบ้านนาเกลือ" (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดชลบุรี)

ที่บ้านนาเกลือ มีนายกลม (หรือนายกล่ำ) นายชุมนุมที่บ้านนา
เกลือได้รวบรวมไพร่พลคิดสกัดต่อรบกับกองกำลังพระยาตาก แต่
เพียงแสดงแสนยานุภาพ "เสด็จทรงช้างพระที่นั่งสรรพด้วยเครื่อง
สรรพาวุธทรงพระแสงปืนต้นรางแดงกับหมู่พลโยธาหาญ" นายก
ลมก็ถึงกับวางอาวุธ ยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี แล้วอาสานำไปพัทยา
นาจอมเทียน ทุ่งไก่เตี้ย สัตหีบ ชายทะเล บ้านหินโขง และบ้านน้ำ
เก่า แขวงเมืองระยอง โดยพักทัพคืนละแห่งตามลำดับ ระหว่างเส้น
ทางที่ผ่านไปนั้นได้ปะทะกับกองกำลังของพม่าหลายครั้ง แต่ก็
สามารถตีฝ่าไปได้ทุกครั้ง และสามารถรวบรวมไพร่พลตลอดจน
อาวุธยุทโธปกรณ์ได้มากขึ้น หลังจากพระยาตากยึดเมืองระยองได้
ขณะพักอยู่บริเวณวัดลุ่มมหาชัยชุมพล อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่
พม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 ข่าวแพร่
กระจายออกไป พระยาตากจึงได้ประกาศพระองค์ขึ้นเป็น "เจ้า"
ภายหลังจากเดินทัพออกจากวัดพิชัยได้ 23 วัน พระองค์มีพระราช
ปณิธานโดยพระราชพงศวดารฉบับพระราชหัตเลขาบันทึกว่า

"พระยากำแพงเพชรจึงปรึกษากับนายทหารและรี้พลทั้งปวง 8

ว่า กรุงเทพมหานครคงจะเสียแก่พม่าเป็นแท้ ตัวเราคิดจะ
ซ่องสุมประชาราษฎรในแขวงเมืองหัวเมืองตะวันออกทั้งปวง
ให้ได้มากแล้ว จะยกกลับเข้าไปกู้กรุงให้คงคืนเป็นราชธานี
ดังเก่า แล้วจักทำนุบำรุงสมณพราหมณาประชาราษฎรซึ่ง
อนาถาหาที่พำนักบ่มิได้ ให้ร่มเย็นเป็นสุขานุสุข และจะยอยก
พระบวรพุทธศาสนาให้โชตนาการไพบูลย์ขึ้นเหมือนอย่างแต่
ก่อน เราจะตั้งตัวเป็นเจ้าขึ้น ให้คนทั้งหลายนับถือยำเกรงจง
มาก การซึ่งจะก่อกู้แผ่นดินจึงจะสำเร็จโดยง่าย"

การประกาศตั้งตัวขึ้นในครั้งนี้มีศักดิ์เทียบเท่า พระบรมวงศานุ
วงศ์ อย่างไรก็ตาม อาจพิจารณาจากแนวคิดทางการเมืองได้เช่น
กันว่า พระเจ้าตากประกาศตนเป็นพระเจ้าแผ่นดินนับตั้งแต่ยกทัพ
ออกจากกรุงศรีอยุธยาแล้ว พระเจ้าตากมุ่งยึดเมืองจันทบุรีซึ่งก่อน
เข้าตีเมืองได้มีรับสั่งให้ทหารทุกคนทำลายหม้อข้าวให้หมด โดยมีเป้า
หมายให้ไปกินข้าวในเมืองจันทบุรี แต่ถ้าตีเมืองไม่สำเร็จก็ให้อดตาย
กันทั้งหมดที่นี่

กองทัพพระเจ้าตากสามารถตีได้เมืองจันทบุรีได้เมื่อวันที่ 15 9

มิถุนายน พ.ศ. 2310 หลังจากนั้นจึงยกกองทัพลงไปยังเมืองตราด

ทรงใช้เวลาในการเดินทัพ 7 วัน 7 คืนก็มีผู้คนสมัครใจเข้ามาร่วม

ด้วยกับพระองค์เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเมืองจันทบุรีและเมือง

ตราดยังไม่ถูกทหารพม่ายึดครอง และขณะนั้นมีเรือสำเภาจีนจอด

อยู่ที่ปากน้ำเมืองตราดหลายลำ พระเจ้าตากมีรับสั่งให้นายเรือพวก

นั้นมาเฝ้า แต่กลับขัดขืนและระดมยิงปืนใส่ พระเจ้าตากทรงทราบก็

ให้นำเรือที่คุมเรือรบไปล้อมเรือสำเภาจืนไว้ แล้วบังคับให้พวกคน

จีนสมัครเข้ามาเป็นพรรคพวก แต่พวกคนจีนไม่ฟังกลับระดมยิงปืน

ใส่กองทัพพระเจ้าตาก รบกันอยู่ครึ่งวันกองทัพพระเจ้าตาก

สามารถยึดเรือสำเภาจีนได้ทั้งหมด ได้ทรัพย์สินจำนวนมาก เมื่อ

พระเจ้าตากสามารถจัดการเมืองตราดเสร็จแล้วจึงยกทัพกลับเมือง

จันทบุรี

พระเจ้าตากทรงรวบรวมกำลังพลจนมีจำนวน 5,000 นายแล้ว
ยกกองทัพเรือออกจากเมืองจันทบุรี ล่องมาตามฝั่ งทะเลใน อ่าว
ไทย จนถึงปาก แม่น้ำเจ้าพระยา ต่อสู้จนยึดเมืองธนบุรีคืนจาก
พม่าได้ และจับนายทองอิน เจ้าเมืองธนบุรีซึ่งพม่าแต่งตั้งให้นั้น
ประหารชีวิต ต่อจากนั้นได้ยกกองทัพเรือต่อไปถึงกรุงศรีอยุธยา
เข้าโจมตีค่ายโพธิ์สามต้นจนสามารถขับไล่ทหารพม่าออกจาก
อาณาจักรได้และสามารถกอบกู้กรุงศรีอยุธยาจากการยึดครองได้
เมื่อวันศุกร์ เดือน 12 ขึ้น 15 ค่ำ จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก
เวลาบ่ายโมงเศษ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310
เวลาประมาณ 13.00 น. โดยใช้เวลาเพียง 7 เดือนหลังจาก
เหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยา

ปราบดาภิเษก 10

ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์และการเมืองเป็นสำคัญ ทำให้เจ้า

ตากมา "ยับยั้ง" อยู่ ณ เมืองธนบุรี ซึ่งมีลักษณะเป็นราชธานีไม่

ถาวร ก่อนหน้านั้น เมืองธนบุรีถูกทิ้งร้าง มีต้นไม้ขึ้นและซากศพทิ้ง

อย่างเกลื่อนกลาด ทำให้ต้องมีการเกณฑ์แรงงานจัดการพื้นที่ขึ้นมา

ใหม่ เจ้าตากยังมีรับสั่งให้คนไปอัญเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ใน

สมัยตอนปลายอยุธยาจาก เมืองลพบุรี มายังเมืองธนบุรี และได้

ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าเอกทัศตามโบราณราช

ประเพณี

หลังจากที่อพยพผู้คนและทรัพย์สินลงมาทางใต้และตั้งราชธานี
ใหม่ขึ้นที่เมืองธนบุรี เรียกนามว่า "กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร" แต่
เอกสารราชการสมัยกรุงธนบุรียังคงเรียกนามเมืองหลวงตามเดิม
ว่า "กรุงพระมหานครศรีอยุธยา" เจ้าตากทรงปราบดาภิเษกขึ้นทรง
ราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ตามแบบพระเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงเก่า
จดหมายเหตุโหรระบุว่าเป็นวันอังคาร แรมสี่ค่ำ จุลศักราช 1129 ซึ่ง
ตรงกับวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2311 เมื่อพระชนพรรษา 34
พรรษา ความสำเร็จดังกล่าวทำให้มีผู้ที่คิดรื้อฟื้ นราชอาณาจักร
อยุธยาขึ้นมาใหม่มาเข้าด้วยกับชุมนุมของพระองค์เป็นจำนวนมาก
ทำให้สถานะการเป็นพระมหากษัตริย์ของพระองค์เด่นชัดยิ่งขึ้น อีก
ทั้งพระองค์ยังทรงเริ่มประกอบพระราชกรณียกิจตามแบบอย่าง
พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาเพื่อแสดงถึงสิทธิธรรม การ
เลือกกรุงธนบุรีเป็นราชธานียังถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการฟื้ นฟู
เศรษฐกิจที่เสียหายจากสงครามกับพม่าด้วย

หลังจากทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว สมเด็จพระเจ้า 11

กรุงธนบุรีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง พระราชวัง
กรุงธนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2310 ซึ่งเป็นพระราชวังหลวงที่ใช้เป็นสถาน
ที่ประทับและว่าราชการ พร้อมกับปรับปรุงป้อมวิไชยเยนทร์ และ
เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นป้อมวิไชยประสิทธิ์ ตำแหน่งของพระราชวังนี้เป็น
จุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ สามารถสังเกตการณ์ได้ในระยะไกล อีก
ทั้งยังใกล้กับเส้นทางคมนาคมและเส้นทางการเดินทัพที่สำคัญอีก
ด้วย ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ กองทัพเรือ

หลังการเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. 2311 ทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้เฉินเหม่ยเซิน พ่อค้าเดินเรือจีน นำพระราชสาส์นไปถวาย
ต่อ จักรพรรดิเฉียนหลง แห่ง ราชสำนักชิง ใจความสำคัญว่าด้วย
พระราชประสงค์ฟื้ นฟูสัมพันธไมตรี การค้าขายกับจีน และขอ
พระราชทานตราตั้งเพื่อรับรองสถานภาพพระมหากษัตริย์ แต่ราช
สำนักชิงปฏิเสธในปีแรกเพราะมองว่าพระองค์มิใช่ผู้สืบราชสันตติ
วงศ์เจ้านายกรุงเก่า และเจ้านายกรุงเก่ายังมีพระขนม์ชีพอยู่ คือ
กรมหมื่นเทพพิพิธ (พระราชโอรสใน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรม
โกศ ) เสด็จไปก่อตั้งชุมนุมเจ้าพิมาย ส่วนเจ้าจุ้ย (พระโอรสในเจ้า
ฟ้าอภัยและพระราชนัดดาใน สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 ) และเจ้า
ศรีสังข์ (พระโอรสใน เจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ และ
พระราชนัดดาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) เสด็จลี้ภัยสงคราม
ไปอยู่กับพระยาราชาเศรษฐี ญวน (ม่อซื่อหลิน) ที่เมืองพุทไธมาศ
อีกทั้งในระยะนั้นจีนได้รับรายงานที่ไม่เป็นความจริงจากม่อซื่อหลิน
ทำให้เอกสารราชสำนักชิงจึงไม่เรียกขานพระนามอย่างพระมหา
กษัตริย์ แต่เรียกขานเพียง กันเอินซื่อ (เจ้าเมืองตาก) เท่านั้น

ปราบชุมนุม 12
จากผลของการเสียกรุง

ศรีอยุธยาครั้งที่สอง ทำให้
อาณาจักรอยุธยาไม่อาจกลับมา
ตั้งใหม่เป็นอาณาจักรของคน
ไทยได้อีก ทั้งยังเกิดปัญหาด้าน
เศรษฐกิจและความปลอดภัยใน
ชีวิตตามมา ซึ่ง นิธิ เอียวศรี
วงศ์ อธิบายว่า มีการรวมกลุ่ม
ของประชาชนขึ้นด้วย
วัตถุประสงค์แตกต่างกัน แต่
สำคัญคือเพื่อเอาชีวิตรอด
นอกจากนี้กลุ่มการเมืองหรือ
"ชุมนุม" ขนาดใหญ่ ๆ นั้นยัง
แตกออกเป็น 4-6 ชุมนุมใหญ่
แต่ไม่มีก๊กใดเลยที่คิดจะกอบกู้
เอกราชหรือฟื้ นฟูชาติกลับคืนมา
ดังเดิม

เมื่อ พระเจ้ามังระ ทราบข่าวว่ามีคนไทยตั้งตนเป็นใหญ่อีกครั้ง
จึงได้มีพระราชโองการให้เจ้าเมือง ทวาย ยกทัพมาปราบปราม
กองทัพพม่ายกมาถึงอำเภอบางกุ้งซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของ
กรุงธนบุรี พระราชพงศาวดารบันทึกว่ามีกองกำลัง 2,000 คน
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จนำกองทัพออกตีพม่าจนแตกพ่าย
กิตติศัพท์ที่ทรงรบชนะทำให้พระราชอำนาจทางการเมืองในภาคกลาง
ยิ่งเข้มแข็งยิ่งขึ้น

พ.ศ. 2311 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงเริ่มจากยกทัพไปตี 13

ชุมนุมพิษณุโลกเป็นชุมนุมแรก แต่พระองค์ต้องกระสุนปืนจึงต้องยก
ทัพกลับและรักษาพระองค์ยังพระนคร ชุมนุมพิษณุโลกนี้ภายหลัง
อ่อนแอลงจนกระทั่งถูกชุมนุมเจ้าพระฝางผนวกไป หลังหายจากพระ
อาการประชวรแล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงใช้เวลาปราบปราม
ชุมนุมอื่น ๆ เพื่อรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นต่อไป โดยเริ่มจาก
ชุมนุมเจ้าพิมาย กรมหมื่นเทพพิพิธ ทรงถูกปราบปรามและสำเร็จ
โทษเมื่อ พ.ศ. 2311 ตามด้วยชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช ซึ่งพระปลัด
ผู้รั้งเมืองนครศรีธรรมราชได้ตั้งตัวเองขึ้นเป็นเจ้า เจ้า
นครศรีธรรมราชสู้ไม่ได้หนีต่อลงไปยังหัวเมืองทางใต้ พระยาปัตตานี
กลัวก็จับตัวมาส่งให้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อ พ.ศ. 2313 สมเด็จ
พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงยกทัพไปตีชุมนุมเจ้าพระฝางในหัวเมืองฝ่าย
เหนือ สามารถยึดได้เมืองพิษณุโลกและชุมนุมเจ้าพระฝางเมือง
สวางคบุรี รบกันได้เพียง 3 วัน เจ้าพระฝางก็แตกหนี เมื่อทรงปราบ
ปรามชุมนุมต่าง ๆ ลงอย่างราบคาบ และทรงปราบกองทัพของม่อซื่อ
หลินที่เมืองพุทไธมาศสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2314 รัฐบาลจีนเริ่มยอมรับ
สถานะพระมหากษัตริย์ของพระองค์อย่างเป็นทางการ โดยทางราช
สำนักชิงเห็นว่ากรุงธนบุรีภายใต้การปกครองของสมเด็จพระเจ้า
กรุงธนบุรีเป็นปึกแผ่น พระบรมวงศานุวงศ์ครั้งกรุงเก่าหมดหนทาง
กลับมาสืบราชสันตติวงศ์ อีกทั้งมีนโยบายจับกุมเชลยศึกที่หลบหนีเข้า
มาไทยส่งกลับไปให้รัฐบาลจีนเป็นระยะๆ จักรพรรดิเฉียนหลงจึงทรง
เปลี่ยนท่าทีต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตั้งแต่ พ.ศ. 2315 เป็นต้นมา
เอกสารราชการของราชสำนักชิงเปลี่ยนการเรียกขานพระนามจาก
กันเอินซื่อ หรือ พระยาสิน เป็น เจิ้งเจา (กษัตริย์เจิ้ง)

สงครามกับเขมร เจ้านายเขมรได้เกิดวิวาทกัน กล่าวคือ นักอง 14
เมื่อปี พ.ศ. 2312

ตนไปขอกองทัพญวณมาตีเขมร และนักองนนท์สู้มิได้ก็พาครอบครัว

หนีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ณ กรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้า

กรุงธนบุรีจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอภัยรณฤทธิ์กับพระยาอนุชิต

ราชา (ทองด้วง) ยกทัพไปตีเขมรได้เมืองเสียมราฐแล้วพักรอฤดูฝน

อยู่ พอดีได้ข่าวว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยกทัพไปตีเมือง

นครศรีธรรมราชแล้วสิ้นพระชนม์ลง การตีเขมรครั้งนั้นจึงยังไม่

สำเร็จ

เมื่อชุมนุมเจ้าพระฝางถูกตีแตก อภัยคามณี โป่มะยุง่วน เจ้า
เมืองเชียงใหม่ที่พม่าตั้ง เห็นสบโอกาสแผ่อาณาเขต จึงยกทัพลงมา
ล้อมสวรรคโลกไว้เมื่อ พ.ศ. 2313 แม่ทัพกรุงธนบุรีรักษาเมืองไว้
มั่นคง ครั้นกองทัพกรุงธนบุรีที่ยกมาช่วยเหลือ พอถึงก็เข้าตี
กระหนาบพ่ายกลับไป ฝ่ายสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเห็นสบโอกาสก็
ยกทัพขึ้นไปจะตีเอาเมืองเชียงใหม่บ้าง แต่ล้อมได้เพียง 9 วันก็ต้อง
ยกกองทัพถอยกลับลงมา

ระหว่างที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่นั้น
ฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์ราชา พระเจ้ากรุงกัมพูชา ฉวยโอกาสยกทัพ
มาตีเมืองตราดและจันทบุรี แต่ถูกตีแตกกลับไป พอสมเด็จพระเจ้า
กรุงธนบุรีทรงทราบก็ขัดเคือง หลังจากพักรี้พลพอสมควรแล้วก็ทรง
เตรียมทัพไปตีกัมพูชา สามารถบุกไปถึงกรุงพุทไธมาศ (ราชธานีกรุง
กัมพูชาในช่วงเวลานั้น) สมเด็จพระนารายณ์ราชาเห็นว่าสู้ไม่ได้ก็หนี
ไปพึ่งญวน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงตั้งให้พระรามราชาเป็นพระ
มหากษัตริย์กัมพูชาต่อไป แล้วเลิกทัพกลับเมื่อ พ.ศ. 2314 แต่ต่อมา
ญวนเกิดกบฏไตเซิน สมเด็จพระนารายณ์ราชาขาดกำลังสนับสนุน ก็
กลับมาสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์ก็ทรงให้เป็น
มหาอุปโยราช มีฐานะรองจากพระรามราชา

15

นักองตนซึ่งครองเขมรอยู่ได้ข่าวพม่ายกมาตีไทยเมื่อ พ.ศ. 2314
จึงถือโอกาสยกทัพมาตีเมืองจันทบุรีและตราด สมเด็จ
พระเจ้าตากสินจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาจักรียก
ทัพไปตีเขมร กองทัพไทยตีได้เมืองโพธิสัตว์ พระตะบอง บริบูรณ์
กำพงโสม และเมืองพุทไธมาศ นักองตนพ่ายแพ้หนีไปอยู่กับญวณ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักองนนท์ครองเขมรสืบไป

หลังจากกองทัพไทยกลับจากเขมรเมื่อ พ.ศ. 2323 แล้ว นักอง
ตนก็ยกทัพมาตั้งมั่นอยู่ที่เมืองพุทไธมาศ ส่วนนักองนนท์เกรงกลัว
ญวณจึงคงตั้งมั่นอยู่ที่เมืองกำปอด ต่อมาองไกเซนเป็นกบฏยึด
ญวณไว้ได้ นักองตนสิ้นที่พึ่ง จึงขอประนีประนอมยอมให้นักองนนท์
ครองกรุงกัมพูชา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระรามราชา (นักองนนท์) เป็นเจ้ากรุงกัมพูชา
พระนารายณ์ราชาธิบดี (นักองตน) เป็นมหาอุปโยราช และนักอง
ธรรมเป็นมหาอุปราช ต่อมานักองธรรมถูกลอบสังหารและนักองตนก็
เป็นโรคจนเสียชีวิต เป็นที่สงสัยว่าถูกวางยาพิษ ฟ้าทะละหะเข้าใจว่า
พระรามราชาแกล้งฆ่าคนทั้งสอง จึงพร้อมด้วยข้าราชการรวมกันจับ
พระรามราชาถ่วงน้ำเสีย แล้วยกนักองเองราชบุตรขึ้นเป็นเจ้ากรุง
กัมพูชา มีฟ้าทะละหะเป็นผู้สำเร็จราชการ ต่อมาฟ้าทะละหะได้เอาใจ
ออกห่างไทยไปฝักใฝ่ญวณ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
เจ้าพระยาสุรสีห์ กรมขุนอินทรพิทักษ์ ยกทัพไปตีเขมร ตีได้หลายหัว
เมืองแล้ว พอจะตีเข้าเมืองหลวงก็พอดีเกิดการจลาจลขึ้นใน
กรุงธนบุรีจำเป็นต้องยกทัพกลับ

สงครามกับพม่า 16

ใน พ.ศ. 2314 นั้นเกิดเหตุวิวาทในหมู่เจ้าเมืองแคว้นกรุงศรีสัต

นาคนหุต ฝ่ายหนึ่งสู้ไม่ได้ก็ขอกำลังพม่ามาช่วย พอปราบปรามสำเร็จ

แล้ว แม่ทัพพม่าก็ยกทัพมาตั้งที่เมืองเชียงใหม่ เมื่อกองทัพยกผ่าน

เมืองน่านก็แบ่งกำลังให้นายทัพหน้าตีเมืองบางส่วนของธนบุรี ลึก

เข้าไปถึงเมืองพิชัยเมื่อปลาย พ.ศ. 2315 เจ้าเมืองพิชัยป้องกันเมือง

ไว้มั่นคงแล้วก็ขอกำลังพิษณุโลกไปช่วย พอมาถึงก็ออกตีกระหนาบ

กองทัพพม่าเป็นฝ่ายแตกกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2316 ได้เกิดเหตุการณ์

ลักษณะคล้ายกัน และพม่ายกเข้ามาตีเมืองพิชัยอีกครั้งหนึ่ง แม่ทัพ

กรุงธนบุรีตั้งซุ่มสกัดข้าศึกตรงบริเวณชัยภูมิ พอมาถึงก็ตีทัพพม่า

แตกกลับไป

พม่ากับมอญเกิดรบกัน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้ยกทัพ
ไปตีเชียงใหม่อีกครั้ง ได้พระยาจ่าบ้านกับพระยากาวิละเข้ามาสวามิ
ภักดิ์ เมื่อยกไปถึงเชียงใหม่แล้วก็ตั้งค่ายล้อมไว้ เมื่อทัพหลวงของ
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีซึ่งเดิมตั้งคอยรับชาวมอญที่เมืองตากมาถึง
เชียงใหม่แล้ว กองทัพธนบุรีก็ระดมตีค่ายพม่าเสร็จสิ้นเมื่อ พ.ศ.
2317 จนโปมะยุง่วนต้องทิ้งเมืองหนี ทำให้เมืองเชียงใหม่ ลำพูน
ลำปาง น่านและเมืองแพร่ปลอดจากพม่าตั้งนั้บแต่นั้น หลังจากทำ
สัญญาสันติภาพกับจีนในปีเดียวกันนั้นแล้ว พระเจ้ามังระก็ทรงส่ง
ทหารมาอีก 5,000 นาย แต่ถูกล้อมที่เมืองบางแก้ว ราชบุรี สมเด็จ
พระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระราชดำริให้ตั้งล้อมไว้เฉย ๆ ไม่ให้เข้าตี และ
รอจนพม่าเป็นฝ่ายอดอาหารยอมจำนนเอง หลังจากล้อมอยู่นาน 47
วัน พม่าก็ยอมจำนน โดยพระองค์ทรงหวังว่าจะเป็นการปลุกขวัญคน
ไทยให้หายกลัวพม่า

พ.ศ. 2318 แม่ทัพอะแซหวุ่นกี้ของพม่ายกทัพมาตีหัวเมืองเหนือ 17

เป็นสงครามอะแซหวุ่นกี้ที่มีขนาดใหญ่มาก อะแซหวุ่นกี้เป็นผู้
เชี่ยวชาญศึก ส่วนฝ่ายไทยนั้นมีเจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) และ
เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช (บุญมา) ในการครั้งนี้พม่ายกพลมา
30,000 คนเข้าล้อมเมืองพิษณุโลกอีก 5,000 คนล้อมเมืองสุโขทัย
ส่วนเมืองพิษณุโลกมีพลประมาณ 10,000 คน สมเด็จ
พระเจ้าตากสินทรงยกทัพไปช่วย ต่อมาอะแซหวุ่นกี้ยกทัพกลับไปเอง
เนื่องจากพระเจ้ามังระสวรรคต กองทัพพม่าส่วนที่ตามไปไม่ทันจึง
ถูกจับ

พ.ศ. 2319 พระเจ้าจิงกูจา โปรดให้เกณฑ์ทัพพม่า 6,000 คน
ยกมาตีเชียงใหม่ พระยาวิเชียรปราการพิจารณาเห็นว่านครเชียงใหม่
ไม่มีพลมากมายพอป้องกันเมืองได้ จึงให้ประชาชนพลเรือนอพยพลง
มาอยู่ที่เมืองสวรรคโลก สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงโปรดเกล้าฯ ให้
พระยาสุรสีห์คุมกองทัพเมืองเหนือขึ้นไปสมทบกองกำลังพระยากาวิ
ละ เจ้าเมืองนครลำปาง ยกไปตีเมืองเชียงใหม่คืนสำเร็จ และทรงให้
นครเชียงใหม่เป็นเมืองร้างถึง 15 ปี จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จึง
ได้ฟื้ นฟูใหม่

การขยายพระราชอาณาเขต
ในขณะที่ไทยติดศึกพม่าที่เมืองพิษณุโลกเมื่อ พ.ศ. 2319 นั้น มี

เหตุเกิดขึ้นทางนครราชสีมา คือ เจ้าเมืองนางรอง (ปัจจุบันเป็น
อำเภอหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์) ซึ่งเป็นเมืองขึ้นต่อนครราชสีมา มีข้อ
พิพาทกับพระยานครราชสีมา แล้วเอาเมืองไปขึ้นต่อเจ้าโอ เมืองนคร
จำปาศักดิ์ซึ่งตั้งตนเป็นอิสระอยู่ พระยานครราชสีมามีใบ้บอกเข้า
มายังกรุงธนบุรี ต่อมาเดือนมีนาคมปีเดียวกัน

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ 18

เจ้าพระยาจักรียกทัพไปปราบ เมื่อปราบได้ให้ประหารเจ้าเมือง

นางรองเสีย เจ้าพระยาจักรีปราบได้สำเร็จ พอปราบเสร็จสมเด็จ

พระเจ้าตากสินมหาราชทรงทราบว่าเจ้าโอกับเจ้าอินอุปราช เมืองนคร

จำปาศักดิ์เตรียมพล 10,000 นายจะมาตีนครราชสีมา สมเด็จ

พระเจ้าตากสินจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุร

สีห์คุมทัพไปสมทบอีก 1 ทัพและให้ปราบจำปาศักดิ์เสีย ทัพไทยตี

จำปาศักดิ์แตกและจับตัวเจ้าโอกับเจ้าอินได้ที่เมืองสีทันดร และยังตี

ได้เมือง อัตตะปือ ด้วยพร้อมกันนั้น เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุร

สีห์ออกเกลี้ยกล่อมเมืองเขมรป่าดง ระหว่างจำปาศักดิ์กับ

นครราชสีมาเป็นพวกได้อีก 3 เมือง คือ สุรินทร์ สังขะ และขุขันธ์

ทั้ง 3 เมืองยอมเข้าเป็นเขตเมืองไทย เสร็จศึกครั้งนี้เจ้าพระยาจักรี

ได้เลื่อนเป็น "สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ" มีเครื่องยศอย่าง

เจ้าต่างกรม

พระวอ เสนาบดีแห่งเมืองเวียงจันทน์ ก่อกบฏเมื่อ พ.ศ. 2321
แต่สู้พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตไม่ได้ ก็พาสมัครพรรคพวกหนีมาอยู่
ที่ตำบลดอนมดแดง (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี) และขอ
ขึ้นต่อไทย ต่อมาพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตยกทัพมาตีตำบลดอน
มดแดงและสังหารพระวอ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรง
ขัดเคืองมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหา
กษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพ พร้อมด้วยเจ้าพระยาสุรสีห์ยกทัพไปตี
เวียงจันทน์กองทัพไทยได้แสดงความสามารถตีเมืองเวียงจันทน์ได้
และหัวเมืองลาวทั้งหลายได้พากันมาขึ้นต่อไทย ในการนี้
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้อัญเชิญ พระแก้วมรกต และ
พระบาง ลงมายังกรุงธนบุรีด้วย

การศึกสงครามดังกล่าวนี้ส่งผลให้ราชอาณาจักรไทยเป็นเอกราช 19

และมีความมั่นคงสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น อาณาเขตของ
ประเทศไทยในสมัยกรุงธนบุรี มีดังนี้ ทิศเหนือตลอด อาณาจักรล้าน
นา เดิม ทิศใต้ได้ดินแดน ตรังกานู และ ไทรบุรี ทิศตะวันออกได้ดิน
แดน กัมพูชา จรดอาณาเขตญวนใต้ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือตลอด
เวียงจันทน์ หัวเมืองพาน และ หลวงพระบาง หัวพันห้าทั้งหก ทิศ
ตะวันออกเฉียงใต้ตลอดเมืองพุทไธมาศ จรด มะริด และ ตะนาวศรี
ทิศตะวันตกจรดดินแดน เมาะตะมะ ได้เมืองมะริดและตะนาวศรี
ออกมหาสมุทรอินเดีย

ด้านการปกครอง
หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาแตก กฎหมาย บ้านเมือง

กระจัดกระจายสูญหายไปมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
ทำการสืบเสาะ ค้นหามารวบรวมไว้ได้ประมาณ 1 ใน 10 และโปรดฯ
ให้ชำระกฎหมายเหล่านั้น ฉบับใดยังเหมาะแก่กาลสมัยก็โปรดฯ ให้คง
ไว้ ฉบับใดไม่เหมาะก็โปรดให้แก้ไขเพิ่มเติมก็มี ยกเลิกไปก็มี ตราขึ้น
ใหม่ก็มี และเป็นการแก้ไขเพื่อราษฎรได้รับผลประโยชน์มากขึ้น เช่น
โปรดฯ ให้แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการพนันให้อำนาจการตัดสินลงโทษ
ขึ้นแก่ศาลแทนนายตราสิทธิ์ขาด และยังห้ามนายตรานายบ่อนออก
เงินทดลองให้ผู้เล่น เกาะกุมผูกมัดจำจองเร่งรัดผู้เล่น กฎหมายพิกัด
ภาษีอากรก็เกือบไม่มี เพราะผลประโยชน์แผ่นดินได้จากการค้าสำเภา
มากพอแล้ว กฎหมายว่าด้วยการจุกช่องล้อมวงก็ยังไม่ตราขึ้น เปิด
โอกาสให้ราษฎรได้เฝ้าแหนตามรายทาง โดยไม่มีพนักงาน ตำรวจ
แม่นปืนคอยยิงราษฎร ซึ่งแม้แต่ชาวต่างประเทศก็ยังชื่นชมในพระ
ราชอัธยาศัยนี้ เช่น มองเซนเยอร์ เลอบอง ได้บรรยายไว้ในจดหมาย
ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศว่า

การศึกสงครามดังกล่าวนี้ส่งผลให้ราชอาณาจักรไทยเป็นเอกราช 20

และมีความมั่นคงสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น อาณาเขตของ
ประเทศไทยในสมัยกรุงธนบุรี มีดังนี้ ทิศเหนือตลอด อาณาจักรล้าน
นา เดิม ทิศใต้ได้ดินแดน ตรังกานู และ ไทรบุรี ทิศตะวันออกได้ดิน
แดน กัมพูชา จรดอาณาเขตญวนใต้ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือตลอด
เวียงจันทน์ หัวเมืองพาน และ หลวงพระบาง หัวพันห้าทั้งหก ทิศ
ตะวันออกเฉียงใต้ตลอดเมืองพุทไธมาศ จรด มะริด และ ตะนาวศรี
ทิศตะวันตกจรดดินแดน เมาะตะมะ ได้เมืองมะริดและตะนาวศรี
ออกมหาสมุทรอินเดีย

ด้านการปกครอง
หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาแตก กฎหมาย บ้านเมือง

กระจัดกระจายสูญหายไปมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
ทำการสืบเสาะ ค้นหามารวบรวมไว้ได้ประมาณ 1 ใน 10 และโปรดฯ
ให้ชำระกฎหมายเหล่านั้น ฉบับใดยังเหมาะแก่กาลสมัยก็โปรดฯ ให้คง
ไว้ ฉบับใดไม่เหมาะก็โปรดให้แก้ไขเพิ่มเติมก็มี ยกเลิกไปก็มี ตราขึ้น
ใหม่ก็มี และเป็นการแก้ไขเพื่อราษฎรได้รับผลประโยชน์มากขึ้น เช่น
โปรดฯ ให้แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการพนันให้อำนาจการตัดสินลงโทษ
ขึ้นแก่ศาลแทนนายตราสิทธิ์ขาด และยังห้ามนายตรานายบ่อนออก
เงินทดลองให้ผู้เล่น เกาะกุมผูกมัดจำจองเร่งรัดผู้เล่น กฎหมายพิกัด
ภาษีอากรก็เกือบไม่มี เพราะผลประโยชน์แผ่นดินได้จากการค้าสำเภา
มากพอแล้ว กฎหมายว่าด้วยการจุกช่องล้อมวงก็ยังไม่ตราขึ้น เปิด
โอกาสให้ราษฎรได้เฝ้าแหนตามรายทาง โดยไม่มีพนักงาน ตำรวจ
แม่นปืนคอยยิงราษฎร ซึ่งแม้แต่ชาวต่างประเทศก็ยังชื่นชมในพระ
ราชอัธยาศัยนี้ เช่น มองเซนเยอร์ เลอบอง ได้บรรยายไว้ในจดหมาย
ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศว่า

"บรรดาคนทั้งหลายเรียกพระเจ้าตากว่าพระเจ้าแผ่นดิน แต่ 21

พระเจ้าตากเองว่าเป็นแต่เพียงผู้รักษากรุงเท่านั้น พระเจ้า
ตากหาได้ทรงประพฤติเหมือนอย่างพระเจ้าแผ่นดินก่อน ๆ ไม่
และในธรรมเนียมของพระเจ้าแผ่นดินฝ่ายทิศตะวันออกที่ไม่
เสด็จออกให้ราษฎรเห็นพระองค์ด้วยกลัวจะเสื่อมเสียพระเกีย
รติยศนั้น พระเจ้าตากไม่ทรงเห็นชอบด้วยเลย พระเจ้าตาก
ทรงพระปรีชาสามารถยิ่งกว่าคนธรรมดา เพราะฉะนั้นจึงไม่
ทรงเกรงว่าถ้าเสด็จออกให้ราษฎรพลเมืองเห็นพระองค์ และ
ถ้าจะมีรับสั่งด้วยแล้วจะทำให้เสียพระราชอำนาจลงแต่อย่าง
ใด เพราะพระองค์มีพระราชประสงค์ทอดพระเนตรการทั้ง
ปวงด้วยพระเนตรของพระองค์เอง และจะทรงฟั งการทั้ง
หลายด้วยพระกรรณของพระองค์เองทั้งสิ้น"

22

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงปกครองบ้านเมืองคล้ายคลึงกับพระ
ราโชบายของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช คือ แบบพ่อปกครองลูก ไม่
ถือพระองค์ มักปรากฏพระวรกายให้พสกนิกรเห็น และมักถามสาร
ทุกข์สุขดิบของพนกนิกรทั่วไป ทรงหาวิธีให้ไพร่บ้านพลเมืองได้ทำมา
หากินโดยปกติสุข ใครดีก็ยกย่องสรรเสริญ ผู้ใดทำไม่พอพระทัย ก็ดุ
ด่าว่ากล่าวดังพ่อสอนลูก อาจารย์สอนศิษย์ ซึ่งสมกับโคลงยอพระ
เกียรติของนายสวนมหาดเล็กที่ว่า

พระเดียวบุญลาภเลี้ยง ประชากร
เป็นบิตุรมาดร ทั่วหล้า
เป็นเจ้าและครูสอน สั่งโลก
เป็นสุขทุขถ้วนหน้า นิกรทั้งชายหญิง

กฎหมายที่ใช้ในสมัยกรุงธนบุรีนั้นเป็นกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่ครั้ง
กรุงศรีอยุธยา โดยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงให้กรมวังหรือ
กระทรวงวังเป็นผู้รับผิดชอบการพิจารณาว่าคดีใดควรขึ้นศาลใด
แล้วส่งคดีไปยังศาลกรมนั้น ๆ โดยได้แบ่งงานศาลออกเป็น 2 ส่วน
ใหญ่ ๆ คือ[61] ฝ่ายรับฟ้อง มีหน้าที่ในการเขียนคำฟ้องและ
พิจารณารูปคดีว่าควรจะฟ้องหรือไม่ ก่อนจะส่งขึ้นศาลเพื่อพิจารณา
เรื่องปรับไหมและลงโทษผู้กระทำผิด และฝ่ายตรวจสำนวนและ
พิพากษา เดิมเป็นหน้าที่ของพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย
แขนงต่าง ๆ จำนวน 12 คน โดยเรียกว่า "ลูกขุน ณ ศาลหลวง" ต่อ
มาได้มีคนไทยที่เชี่ยวชาญกฎหมายเข้ามาทำหน้าที่นี้ด้วย คณะลูกขุน
ณ ศาลหลวงนี้ไม่มีอำนาจในการปรับหรือลงโทษ

23

อย่างไรก็ตาม ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระองค์จะ
ทรงใช้ศาลทหารเป็นส่วนใหญ่ โดยในการตัดสินคดีทุกครั้ง แม้
พระองค์จะตัดสินให้ลงโทษสูงสุดแล้ว แต่ก็จะมีรับสั่งให้ทยอยการ
ลงโทษจากขั้นต่ำสุดก่อน ซึ่งหลายครั้งจะปรากฏว่านักโทษที่มีความ
ผิดร้ายแรงก็มักจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษหนัก โดยให้ไป
กระทำการอย่างอื่นเป็นการไถ่โทษแทน

พระองค์ออกพระราชกำหนดสักเลก พ.ศ. 2316 เพื่อสะดวกใน
การควบคุมกำลังคน การขยายอำนาจเข้าไปในดินแดนที่เคยเป็น
ประเทศราชของไทยในลาวและเขมรเพื่อทำให้ประเทศเข้มแข็งมั่นคง
และการเตรียมการให้กรมขุนอินทรพิทักษ์ไปปกครองเขมรในฐานะ
เมืองประเทศราช แต่ได้เกิดจลาจลในกรุงธนบุรีเสียก่อนจึงไม่สำเร็จ
ส่วนหัวเมืองใหญ่ ๆ ที่เป็นทางผ่านของทัพพม่าก็โปรดให้แม่ทัพนายก
องที่มีความสามารถไปปกครอง เช่น เจ้าพระยาสุรสีห์ไปครองเมือง
พิษณุโลก เจ้าพระยาพิชัยราชาไปครองเมืองสวรรคโลก

ด้านเศรษฐกิจ
สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองมีผลกระทบให้เกิด

ทุพภิกขภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย [63] นอกจากนี้
เศรษฐกิจยังเสียหายอย่างร้ายแรงอันเนื่องมาจากการปล้นสะดม
และเมืองท่าที่สำคัญตกเป็นของพม่าอย่างเด็ดขาดถึงสองเมือง
ได้แก่ มะริดและตะนาวศรี และยังเสียปืนใหญ่และปืนคาบศิลารวม
หลายหมื่นกระบอกด้วย

24

เพื่อหาทรัพย์มาใช้จ่าย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงยกเลิก
ประเพณีงดเก็บส่วยอากร 3 ปีเมื่อเข้ารัชกาลใหม่ อันเป็นประเพณีซึ่ง
มีมาตั้งแต่สมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงแจกจ่ายข้าวของ
เงินทองอันได้มาสี่ครั้ง ได้แก่ เมื่อครั้งตีค่ายชาวบ้านกง ครั้งตีเมือง
จันทบุรี ครั้งปล้นเรือสำเภาพ่อค้าจีนที่ตราด และครั้งตีเมือง
นครศรีธรรมราช สามารถช่วยราษฎรได้หลายหมื่นคน บรรดา
ข้าราชการทหารพลเรือนได้รับแจกข้าวสารหนึ่งถังกิน 20 วัน และ
โปรดเกล้าฯ ให้ซื้อข้าวสารบรรทุกมาขายจากพุทไธมาศ ถังละ 3–5
บาท เมื่อราษฎรทั้งหลายทราบก็ได้อพยพจากบรรดาหัวเมืองต่าง ๆ
เข้ามายังกรุงธนบุรีเป็นจำนวนมาก ต่อมาทรงให้ข้าราชการทั้งหลาย
ทำนาปรังทุกแห่งทุกตำบล ราคาข้าวเริ่มปรับตัวลดลงเมื่อ พ.ศ. 2311
ต่อมาราคาข้าวได้ปรับสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อปลาย พ.ศ. 2312 เนื่องจากมี
หนูระบาด เมื่อหนูหายไปแล้ว ราคาข้าวก็กลับลดลงอีก

พระองค์ทรงวางแผนเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวในกรุงธนบุรีเมื่อ พ.ศ.
2314 โดยทรงให้ปรับพื้นที่สวนป่านอกกำแพงพระนครให้เสมอกันไว้
ทำนา ครั้นบ้านเมืองสงบก็ทรงให้แม่ทัพคุมกองทัพมาทำนา ซึ่งทำให้
กรุงธนบุรีกลายสภาพเป็นแหล่งทำนาแห่งใหม่ และได้ชื่อว่าเป็นแหล่ง
ปลูกข้าวที่ดีที่สุดของประเทศไทย พระองค์ยังทรงทำนุบำรุงการ
ค้าขายทางเรืออย่างเต็มที่ ทรงแต่ง สำเภา หลวงออกไปหลายสาย
ทางตะวันออกถึงจีน ทางตะวันตกถึง อนุทวีปอินเดีย สมเด็จ
พระเจ้ากรุงธนบุรียังทรงส่งเสริมการนำสินค้าพื้นเมืองไปขาย ทั้ง
ทรงพยายามผูกไมตรีกับจีนเพื่อประโยชน์ทั้งในด้านความมั่นคงของ
ชาติและประโยชน์ในด้านการค้า

25

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกระตุ้นให้ชาวจีนเข้ามาตั้งรกร้างใน
ธนบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก เมืองแต้จิ๋ว ซึ่งบางส่วนมีจุดประสงค์
เพื่อฟื้ นฟูเศรษฐกิจที่ซบเซา ทรงพยายามเจริญสัมพันธไมตรีกับจีน
พ.ศ. 2313 ขณะที่จีนกำลังทำสงครามกับพม่าที่ยูนนาน ชาวพม่าหนี
เข้ามาพึ่งสยามทางภาคเหนือของไทย ถึงแม้ว่าในเวลานั้นราชสำนัก
ชิงยังไม่ได้รับรองรัฐบาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี แต่ก็ได้ติดต่อ
สยามให้จับกุมข้าศึกเหล่านั้นส่งไปให้จีนด้วย พอดีกับที่ทรงกรีฑาทัพ
ไปตีเมืองเชียงใหม่ จึงได้จับเชลยชายหญิงส่งไปถวายจักรพรรดิ
เฉียนหลง 12 คน เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2314 จักรพรรดิ
เฉียนมีรับสั่งให้เปลี่ยนนโยบายต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ต่อมา
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงส่งคนจีน หยุนหนานที่หลบหนีไปต่าง
ประเทศทางทะเลและเชลยศึกพม่าไปให้จีนเป็นระยะๆ ตั้งแต่ พ.ศ.
2315 เป็นต้นมา ราชสำนักชิงได้รับรองสถานภาพพระมหากษัตริย์
อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2315

รัฐบาลจีนโดยราชสำนักชิงแสดงมิตรไมตรีต่อรัฐบาลสมเด็จ
พระเจ้ากรุงธนบุรีด้วยการอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ขายยุทธปั จจัย
ได้ ซึ่งกฎหมายของราชสำนักชิงห้ามไม่ให้ค้าขายสินค้าเหล่านี้ การซื้อ
ขายดังกล่าวเกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ทรงส่งเฉินว่านเซิ่ง พ่อค้าชาว
จีนไปซื้อกำมะถันจำนวน 50 หาบและกระทะเหล็กจำนวน 500 ใบ
เมื่อ พ.ศ. 2318 และครั้งที่ 2 ทรงส่งโม่กว่างอี้ พ่อค้าชาวจีนอีกคน
หนึ่งไปซื้อกำมะถันอีก 100 หาบ เมื่อ พ.ศ. 2320 จักรพรรดิเฉียน
หลงมีพระราชกระแสรับสั่งต่อข้าหลวงใหญ่มณฑลกวางตุ้งและกวาง
สีว่า หากรัฐบาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจะซื้อดินประสิวหรือสินค้า
จำเป็นอื่นๆ

26

เพิ่มเติมก็ให้จัดหาให้ตามพระราชประสงค์ ต่อมาปี พ.ศ. 2324 ทรง
แต่งคณะทูตนำเครื่องราชบรรณาการไปถวายแด่จักรพรรดิเฉียน
หลงเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีนอย่าง
เป็นทางการ คณะทูตที่เดินทางไปเมืองปักกิ่งประกอบด้วย พระยา
สุนทรอภัย ราชทูต หลวงพิไชยเสน่หา อุปทูต หลวงพจนาพิมล ตรีทูต
ขุนพจนาพิจิตร ท่องสื่อ และหมื่นพิพิธวาจา ปันสื่อ พระนาม
พระเจ้าตากสินในพระราชสาส์นใช้ว่า "สมเด็จพระเจ้ากรุงพระ
มหานครศรีอยุธยา" และเรียกจักรพรรดิเฉียนหลงว่า "สมเด็จพระ
เจ้ากรุงต้าฉิ้ง" จักรพรรรดิเฉียนหลงทรงต้อนรับคณะทูตไทยเป็น
อย่างดี พระราชทานเลี้ยงโต๊ะที่พระตำหนักซัมเกาสุ่นฉาง

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมรพระราชดำริว่า การมีเส้นทาง
คมนาคมที่ดีเป็นประโยชน์ในทางค้าขายมากกว่า ดังนั้น ในฤดูหนาว
หากว่างจากศึกสงคราม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนน
และขุดคลอง จะเห็นได้จากแนวถนนเก่า ๆ ใน เขตธนบุรี ซึ่งมีอยู่
หลายสาย ส่วนการขุดชำระคลองมักมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นเพื่อ
ประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ เช่น คลองท่าขาม จาก นครศรีธรรมราช
ไปออกทะเล เป็นต้น

ด้านสังคม ศาสนา และการศึกษา
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดระเบียบ
สังฆมณฑลทันทีหลังตั้งกรุง ครั้งที่ยกทัพไปปราบชุมนุมเจ้าพระฝาง
เมื่อทรงเห็นว่าพระสงฆ์ทางฝ่ายหัวเมืองเหนือมัวหมอง ก็ได้อาราธนา
พระราชาคณะจากในกรุงไปสั่งสอน ทำให้พระสงฆ์กลับบริสุทธิ์และ
เป็นปกติสุขขึ้น นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมุ่งมั่นในการสืบเสาะค้นหา
ต้นฉบับ พระไตรปิฎกภาษาบาลี ที่ยังเหลืออยู่หลังจากเสียกรุง

เพื่อนำมาคัดลอกจำลองไว้สำหรับการสร้างพระไตรปิฎกฉบับหลวง 27

ต่อไป ซึ่งจะเห็นได้จากเมื่อคราวที่เสด็จไปปราบชุมนุมเจ้า
นครศรีธรรมราชเมื่อ พ.ศ. 2312 ได้มีรับสั่งให้ขอยืมคัมภีร์พระ
ไตรปิฎกจากนครศรีธรรมราชบรรทุกเรือเข้ามาคัดลอกในกรุงธนบุรี
และในปีถัดมาในคราวที่เสด็จฯ ไปปราบชุมนุมเจ้าพระฝางที่เมือง
อุตรดิตถ์ได้โปรดเกล้าฯ ให้นำพระไตรปิฎกลงมาด้วย ต้นฉบับที่ได้
จากเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งนับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการ
สังคายนาพระไตรปิฎก ในสมัยต่อมา

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา
กฎหมายว่าด้วยวัตรปฏิบัติในทางธรรมวินัยของพระสงฆ์ พ.ศ. 2316
โดยถือเป็นต้นฉบับกฎหมายพระสงฆ์ฉบับแรกของไทย และทรงนำ
แนวคิดทางพระพุทธศาสนามาใช้เป็นหลักในการจัดระเบียบสังคมใน
สมัยนั้นด้วย

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
เพื่อบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก และทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง เช่น วัด
อินทารามวรวิหาร วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร วัดหงส์รัตนาราม
ราชวรวิหาร วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดโมลีโลกยาราม
ราชวรวิหาร วัดราชคฤห์วรวิหาร วัดเสาธงหิน เป็นต้น

ภายหลังจากรบชนะที่เมืองเวียงจันทน์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุร2ี 8

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญ พระพุทธมหามณีรัตน
ปฏิมากร และพระบางกลับมายังกรุงธนบุรี โดยให้จัดเรือ กระบวน
พยุหยาตราชลมารค จำนวน 246 ลำ และเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไป
รับด้วยพระองค์เอง แล้วโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไป
ประดิษฐานไว้ ณ พระอุโบสถ วัดอรุณราชวราราม

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเกล้าฯ ให้บำรุงการศึกษาตามวัด
ต่าง ๆ และยังโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหอหนังสือขึ้นเช่นเดียวกับสมัย
อยุธยา ซึ่งคงเทียบได้กับหอพระสมุดในระยะหลัง นอกจากนี้ยัง
โปรดเกล้าฯให้แสวงหาและรวบรวมตำราต่างๆ ที่กระจัดกระจายไป
เมื่อคราวกรุงแตกไว้ที่พระอารามหลวงหรือหามาจำลองไว้เป็นแบบ
ฉบับเพื่อใช้ศึกษาเล่าเรียน

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียังโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินให้
สร้าง โบสถ์วัดซางตาครู้ส

ด้านศิลปกรรม
ภายหลังจากที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปปราบ ชุมนุมเจ้า

นครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ. 2312 ทรงนำตัวละครผู้หญิงของเจ้า
นครศรีธรรมราชเข้ามาเป็นครูฝึกหัดร่วมกับพวกละครที่ทรงรวบรวม
ได้จากที่อื่น แล้วจัดตั้งเป็นละครหลวงของกรุงธนบุรี โดยยึดแบบ
ฉบับการฝึกละครของกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังได้ทรงพระราช
นิพนธ์บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ เพื่อให้คณะละครหลวงได้นำไป
ฝึกหัดออกแสดงด้วย ดังนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้ นฟู
อย่างเต็มที่เพื่อสร้างบรรยากาศให้รื่นเริงครึกครื้นเหมือนสมัยกรุง
ศรีอยุธยา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

29

ให้ประชาชนทั่วไปเปิดการฝึกสอนและออกโรงเล่นได้อิสระ เครื่อง
แต่งกายไม่ว่าจะเป็นเครื่องต้น เครื่องทรงก็แต่งกันได้ตามลักษณะ
เรื่อง ส่งผลให้ศิลปะการละครของไทยซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองมากตอน
ปลายอยุธยากลับฟื้ นตัวขึ้นใหม่

โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง "สมุดภาพไตรภูมิ" ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2319 ซึ่ง
นับได้ว่าเป็นสมุดภาพไตรภูมิขนาดใหญ่เล่มหนึ่งของไทย เมื่อคลี่ออก
จะมีความยาวถึง 34.72 เมตร เขียนด้วยสีลงในสมุดทั้ง 2 ด้าน โดย
ฝีมือช่างเขียน 4 คน ปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ ณ หอสมุดแห่งชาติ ท่า
วาสุกรี กรุงเทพฯ[80] และอีกฉบับเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถาน
แห่งชาติกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งได้ซื้อไปจากประเทศไทย
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2436

มีพระราชดำริว่าช่างไทยสมัยธนบุรีมีเหลืออยู่น้อยมากจึงทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมและฟื้ นฟูการช่างสิบหมู่ขึ้นใหม่
แต่เนื่องจากมีเวลาจำกัด บ้านเมืองอยู่ในระหว่างสงคราม สิ่งของที่
เป็นฝีมือช่างชั้นดีประณีตงดงามในสมัยกรุงธนบุรีจึงหาได้ยาก แต่ที่
มีให้เห็นอยู่บ้าง ได้แก่ พระแท่นบรรทมของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
ประดิษฐานอยู่ที่วัดอินทาราม พระแท่นสำหรับทรงเจริญวิปัสสนา
กัมมัฏฐาน ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารเล็กหน้าพระปรางค์วัด
อรุณราชวราราม ตู้ลายรดน้ำที่มีศักราชแจ้งชัดว่าสร้างในสมัย
กรุงธนบุรี อยู่ในหอพระสมุดวชิรญาณ ภายในหอสมุดแห่งชาติ และ
ท้องพระโรงพระราชวังเดิม ซึ่งเคยเป็นที่ประทับและเสด็จออกว่า
ราชการ ปัจจุบันอยู่ในการดูแลของกองทัพเรือ

30

ให้ประชาชนทั่วไปเปิดการฝึกสอนและออกโรงเล่นได้อิสระ เครื่อง
แต่งกายไม่ว่าจะเป็นเครื่องต้น เครื่องทรงก็แต่งกันได้ตามลักษณะ
เรื่อง ส่งผลให้ศิลปะการละครของไทยซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองมากตอน
ปลายอยุธยากลับฟื้ นตัวขึ้นใหม่

โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง "สมุดภาพไตรภูมิ" ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2319 ซึ่ง
นับได้ว่าเป็นสมุดภาพไตรภูมิขนาดใหญ่เล่มหนึ่งของไทย เมื่อคลี่ออก
จะมีความยาวถึง 34.72 เมตร เขียนด้วยสีลงในสมุดทั้ง 2 ด้าน โดย
ฝีมือช่างเขียน 4 คน ปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ ณ หอสมุดแห่งชาติ ท่า
วาสุกรี กรุงเทพฯ[80] และอีกฉบับเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถาน
แห่งชาติกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งได้ซื้อไปจากประเทศไทย
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2436

มีพระราชดำริว่าช่างไทยสมัยธนบุรีมีเหลืออยู่น้อยมากจึงทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมและฟื้ นฟูการช่างสิบหมู่ขึ้นใหม่
แต่เนื่องจากมีเวลาจำกัด บ้านเมืองอยู่ในระหว่างสงคราม สิ่งของที่
เป็นฝีมือช่างชั้นดีประณีตงดงามในสมัยกรุงธนบุรีจึงหาได้ยาก แต่ที่
มีให้เห็นอยู่บ้าง ได้แก่ พระแท่นบรรทมของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
ประดิษฐานอยู่ที่วัดอินทาราม พระแท่นสำหรับทรงเจริญวิปัสสนา
กัมมัฏฐาน ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารเล็กหน้าพระปรางค์วัด
อรุณราชวราราม ตู้ลายรดน้ำที่มีศักราชแจ้งชัดว่าสร้างในสมัย
กรุงธนบุรี อยู่ในหอพระสมุดวชิรญาณ ภายในหอสมุดแห่งชาติ และ
ท้องพระโรงพระราชวังเดิม ซึ่งเคยเป็นที่ประทับและเสด็จออกว่า
ราชการ ปัจจุบันอยู่ในการดูแลของกองทัพเรือ

ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ เมื่อวันอาทิตย์ 31

เดือน 6 ขึ้น 1 ค่ำ ปีฉลู จุลศักราช 1132 ตรงกับปี พ.ศ. 2313 เป็นปี
ที่ 3 ในรัชกาลของพระองค์ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ 4 เล่มสมุดไทย
คือ เล่ม 1 ตอน พระมงกุฎ เล่ม 2 ตอน หนุมานเกี้ยววารินจนท้าวมา
ลีวราชมา เล่ม 3 ตอน ท้าวมาลีวราชพิพากษา และเล่ม 4 ตอน ทศ
กรรฐ์ตั้งพิธีทรายกรด พระลักษณ์ต้องหอกกบิลพัสตร์ จนผูกผมทศ
กรรฐ์กับนางมณโฑ

อาณาจักร 32

รัตนโกสินทร์

อาณาจักรรัตนโกสินทร์ เป็นราชอาณาจักรที่สี่ในยุคประวัติศาสตร์
ของไทย เริ่มตั้งแต่การย้ายเมืองหลวงจากฝั่ งกรุงธนบุรี มายัง
กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่ง
ราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.
2325

33

พระบาทสมเด็จพระ
ปรเมนทรมหาอานันท
มหิดล พระอัฐมรามาธิ
บดินทร

พระราชประวัติ 34

วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่

หัวทรงสละราชสมบัติ และมิได้ทรงสมมติเจ้านายพระองค์ใด

พระองค์หนึ่งเป็นรัชทายาท ดังนั้น คณะรัฐมนตรีโดยความเห็น

ชอบจากสภาผู้แทนราษฎรจึงได้อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ

พระองค์เจ้าอานันทมหิดลที่มีพระชันษาเพียง 9 ปี ซึ่งเป็นเจ้านาย

เชื้อพระบรมวงศ์พระองค์ที่ 1 ในลำดับพระราชสันตติวงศ์ตาม กฎ

มณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467

ขึ้นทรงราชย์เป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระวรวงศ์เธอ พระองค์

เจ้าอานันทมหิดล สืบพระราชสันตติวงศ์ต่อไปตั้งแต่วันที่ 2

มีนาคม พ.ศ. 2478 และได้รับการเฉลิมพระนามใหม่เมื่อวันที่ 25

มีนาคม พ.ศ. 2478 ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

พระราชกรณียกิจ

การปกครอง
พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในพระราชพิธี

พระราชทาน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.
2489 และเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.
2489 นอกจากนี้ ยังเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษ ฎร ใน
จังหวัดต่าง ๆ และทรงเยี่ยม ชาวไทยเชื้อสายจีน เป็นครั้งแรก
ณ สำเพ็ง พระนคร พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้า
ฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ซึ่งเป็น
ช่วงที่เกิดความขัดแย้งกันระหว่างชาวไทยและชาวไทยเชื้อสาย
จีนจนเกือบเกิดสงครามกลางเมือง เมื่อพระองค์ทรงทราบเรื่อง
มีพระราชดำริว่า หากปล่อยความขุ่นข้องบาดหมางไว้เช่นนี้ จะ
เป็นผลร้ายตลอดไป

จึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินสำเพ็ง ซึ่งใช้ระยะเวลา 35

ประมาณ 4 ชั่วโมง และพระองค์ทรงพระราชดำเนินด้วยพระบาท
เป็นระยะประมาณ 3 กิโลเมตร การเสด็จพระราชดำเนินสำเพ็งใน
ครั้งนี้จึงเป็นการประสานรอยร้าวที่เกิดขึ้นให้หมดไป

การศาสนา
ในการเสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกนั้น พระองค์ได้ประกอบพิธี

ทรงปฏิญาณตนเป็น พุทธมามกะ ท่ามกลางมณฑลสงฆ์ในพระ
อุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.
2481 นอกจากนี้ ยังเสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระพุทธ
รูปในพระอารามที่สำคัญ เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราช
วรมหาวิหาร วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร วัด
สระเกศราชวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
โดยเฉพาะที่ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร นั้น พระองค์
เคยมีพระราชดำรัสกล่าวว่า "ที่นี่สงบเงียบน่าอยู่จริง" ดังนั้น เมื่อ
พระองค์เสด็จสวรรคต จึงได้นำพระบรมราชสรีรางคารของ
พระองค์มาประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้

พระองค์ยังทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะผนวชในพระพุทธ
ศาสนา โดยได้มีพระราชหัตเลขาถึง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรม
หลวงวชิรญาณวงศ์ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2489 ทรงขอ
สังฆราชานุเคราะห์ในการศึกษาตำราทางพระพุทธศาสนาเพื่อใช้
ในการเตรียมพระองค์ในการที่จะอุปสมบท แต่ก็มิได้ผนวชตามที่
ตั้งพระราชหฤทัยไว้ นอกจากนี้ยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์
บำรุงวัดวาอาราม กับพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ศาสนา
อื่นตามสมควร

จึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำเนินสำเพ็ง ซึ่งใช้ระยะเวลา 36

ประมาณ 4 ชั่วโมง และพระองค์ทรงพระราชดำเนินด้วยพระบาท
เป็นระยะประมาณ 3 กิโลเมตร การเสด็จพระราชดำเนินสำเพ็งใน
ครั้งนี้จึงเป็นการประสานรอยร้าวที่เกิดขึ้นให้หมดไป

การศาสนา
ในการเสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกนั้น พระองค์ได้ประกอบพิธี

ทรงปฏิญาณตนเป็น พุทธมามกะ ท่ามกลางมณฑลสงฆ์ในพระ
อุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.
2481 นอกจากนี้ ยังเสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระพุทธ
รูปในพระอารามที่สำคัญ เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราช
วรมหาวิหาร วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร วัด
สระเกศราชวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
โดยเฉพาะที่ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร นั้น พระองค์
เคยมีพระราชดำรัสกล่าวว่า "ที่นี่สงบเงียบน่าอยู่จริง" ดังนั้น เมื่อ
พระองค์เสด็จสวรรคต จึงได้นำพระบรมราชสรีรางคารของ
พระองค์มาประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้

พระองค์ยังทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะผนวชในพระพุทธ
ศาสนา โดยได้มีพระราชหัตเลขาถึง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรม
หลวงวชิรญาณวงศ์ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2489 ทรงขอ
สังฆราชานุเคราะห์ในการศึกษาตำราทางพระพุทธศาสนาเพื่อใช้
ในการเตรียมพระองค์ในการที่จะอุปสมบท แต่ก็มิได้ผนวชตามที่
ตั้งพระราชหฤทัยไว้ นอกจากนี้ยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์
บำรุงวัดวาอาราม กับพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ศาสนา
อื่นตามสมควร

37

บรรณานุกรม

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2565). อาณาจักรธนบุรี. สืบค้น
เมื่อ 26 มกราคม 2565,/จาก/shorturl.at/vzBY5

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2565). อาณาจักรรัตนโกสินทร์
(สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์). สืบค้นเมื่อ 26 มกราคม
2565,/จาก/shorturl.at/iyFO7

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2565). พระบาทสมเด็จพระปร
เมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร). สืบค้นเมื่อ
26 มกราคม 2565,/จาก/shorturl.at/stOX8


Click to View FlipBook Version